มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชีว้ ดั
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 1 ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟิสิกส์
คาอธิบายรายวิชาเพ่มิ เติม
รายวชิ า ฟสิ กิ ส์ รหัสวิชา ว30201
สาระฟิสิกส์ 1. เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนท่ีแนวตรง แรง
และ กฎการเคลื่อนท่ีของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการ
อนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนท่ีแนวโค้ง รวมทั้งนาความรู้ ไปใช้
ประโยชน์
เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคล่ือนท่ีแนวตรง แรงและ กฎการ
เคลือ่ นทขี่ องนิวตนั กฎความโนม้ ถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวตั ถุ รวมทั้งนาความรู้ ไปใช้ประโยชน์
เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องเหมาะสม เกิดความ
ตระหนักและจิตอาสาในการดูแลรักษาส่ิงแวดล้อมอย่างเหมาะสม เกิดความสามารถในการคิดความสามารถ
ออกแบบเชงิ วศิ วกรรม ในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตและ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยไี ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้
1. สืบคน้ และอธบิ ายการคน้ หาความรู้ทางฟิสิกส์ ประวัติความเป็นมา รวมทั้งพัฒนาการของหลักการ
และแนวคิดทางฟสิ ิกส์ทม่ี ผี ลตอ่ การแสวงหาความรใู้ หม่และการพัฒนาเทคโนโลยี
2. วดั และรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ได้ถูกตอ้ งเหมาะสม โดยนาความคลาดเคลื่อนในการวัด
มาพิจารณาในการนาเสนอผล รวมท้ังแสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะห์และแปลความหมายจาก
กราฟเสน้ ตรง
3. ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตาแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของการ
เคลื่อนที่ของวัตถุในแนวตรงที่มีความเร่งคงตัวจากกราฟและสมการ รวมท้ังทดลองหาค่าความเร่งโน้มถ่วงของ
โลก และคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
4. ทดลองและอธิบายการหาแรงและผลของแรงลัพธ์ที่มีต่อการเคล่ือนที่ของวัตถุ รวมท้ังทดลองหา
แรงลพั ธ์ของแรงสองแรงท่ที ามุมต่อกนั
5. เขยี นแผนภาพของแรงที่กระทาต่อวัตถุอิสระ และอธิบายกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตันและการใช้กฎ
การเคล่ือนท่ีของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ รวมทั้ง ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรง
มวล และความเรง่ ตามกฎขอ้ ที่สองของนิวตัน
6. อธิบายกฎความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงท่ีทาให้วัตถุมีน้าหนัก รวมทั้งคานวณ
ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง
7. วิเคราะห์และอธิบายแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หน่ึง ๆ ในกรณีท่ีวัตถุหยุดน่ิงและ
วัตถุเคล่ือนที่ รวมทั้งทดลองหาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ และนาความรู้
เรือ่ งแรงเสยี ดทานไปใช้ในชวี ิตประจาวนั
8. อธิบายสมดุลกลของวัตถุ โมเมนต์และผลรวมของโมเมนต์ที่มีต่อการหมุน แรงคู่ควบและผลของ
แรงคู่ควบท่ีมีต่อสมดุลของวัตถุ เขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยู่ในสมดุลกล และ
คานวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง รวมท้งั ทดลองและอธิบายสมดลุ ของแรงสามแรง
9. สงั เกตและอธิบายสภาพการเคล่ือนท่ีของวัตถุ เมื่อแรงที่กระทาต่อวัตถุผ่านศูนย์กลางมวลของวัตถุ
และผลของศูนย์ถ่วงทม่ี ตี ่อเสถยี รภาพของวตั ถุ
ตารางกาหนดการสอน
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟิสกิ ส์
หน่วยการเรยี นรู้ เร่ือง จานวนชวั่ โมง
หนว่ ยที่ 1 ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟิสกิ ส์ 11
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 การปฐมนิเทศ (แนวทางการจัดการสอนวชิ าฟสิ ิกส์ 1) 2
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 ธรรมชาติทางฟิสกิ ส์ ปรมิ าณและหน่วย 3
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3 การวดั และการบนั ทึกผลการวดั ทางฟิสิกส์ 3
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 4 การทดลองทางฟิสิกส์ 3
บนั ทึกข้อความ
สว่ นราชการ โรงเรยี นศรีสโมสรวิทยา อาเภอหนองมะโมง จงั หวดั ชัยนาท
ที.่ .........../๒๕๖๓ วันที่ ๑๑ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
เร่ือง ขออนุมัติใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ วชิ าฟิสกิ สเ์ พม่ิ เตมิ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๔/๑ ว๓๐๒๐๑
เรียน ผ้อู านวยการโรงเรียนศรีสโมสรวทิ ยา
เน่ืองดว้ ยข้าพเจ้านางสาวกนกวรรณ บุญเกตุ ตาแหนง่ ครู ได้รบั มอบหมายให้จดั การเรียนการสอนวชิ า
ฟิสิกสเ์ พ่ิมเตมิ รหัสวชิ า ว๓๐๒๐๑ ซึ่งขา้ พเจ้าได้จดั ทาแผนการจดั การเรยี นรู้ในเทอมท่ี ๑ โดยบูรณาการหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง จึงขออนมุ ตั ใิ นการดาเนินการตอ่ ไป
จงึ เรียนมาเพ่ือโปรดทราบ และพิจารณา
ลงชื่อ…………………………………………….
(นางสาวกนกวรรณ บญุ เกตุ)
ตาแหนง่ ครู
ความคดิ เหน็ ของหัวหนา้ กลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื …………………………………………….
(นายนฤเบศร์ จันทะเดช)
หวั หนา้ กลมุ่ บรหิ ารงานวชิ าการ
ความคดิ เห็นของผู้อานวยการโรงเรียนศรสี โมสรวิทยา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ …………………………………………….
(นายเมธี วัฒนสงิ ห์)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นศรีสโมสรวทิ ยา
แผนการจัดการเรยี นรู้
รายวชิ าฟิสกิ สเ์ พมิ่ เติม รหัสวิชา ว30201
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
โดยบูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จดั ทาโดย
นางสาวกนกวรรณ บุญเกตุ
โรงเรยี นศรีสโมสรวทิ ยา
สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 5
แผนการจดั การเรียนรู้
รายวชิ าฟสิ ิกส์เพิม่ เตมิ ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1
เร่ือง ธรรมชาติและพัฒนาการทางฟิสิกส์
จัดทาโดย
นางสาวกนกวรรณ บญุ เกตุ
โรงเรียนศรสี โมสรวิทยา
สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 5
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
รายวชิ าฟสิ ิกส์เพ่มิ เติม (ว30201) เวลา 11 ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา 2 ชว่ั โมง
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1 ธรรมชาติและพัฒนาการทางฟิสิกส์
เร่ือง การปฐมนเิ ทศ (แนวทางการจดั การสอนวิชาฟสิ ิกส์ 1)
1. ผลการเรยี นรู้
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผลผู้เรียน เกณฑ์การให้คะแนนและ
ขอ้ ตกลงในการเรียนในหอ้ ง ขอ้ ปฏิบตั แิ ละกฎระเบียบในการเรียนการสอนในห้องเรยี นตามใบความรู้
2. สาระสาคญั
ฟิสิกสเ์ ป็นวทิ ยาศาสตรแ์ ขนงหน่ึง ทีศ่ กึ ษาหากฎต่างๆ เพื่ออธิบาย ปรากฏการณ์ในธรรมชาติ จากการ
ใชว้ ธิ ีวทิ ยาศาสตร์ ท่ี เหมาะสม ทาใหส้ ร้างองค์ความรู้ ที่ถูกต้อง โดยอาศัยพ้ืนฐานจาก เรื่องหน่วย ปริมาณทาง
ฟิสกิ ส์ การทดลองในวิชาฟสิ กิ ส์ การวดั และความไมแ่ นน่ อนในการวัด เลขนัยสาคัญ การบันทึกข้อมูล และการ
วิเคราะหผ์ ลกรทดลอง
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. บอกขอบเขตเน้ือหาของวิชา ฟสิ ิกส์ 1 (ว30201) (K)
2. บอกเกณฑ์การวดั ผลและประเมนิ ผลของวชิ า ฟสิ กิ ส์ 1 (ว30201) (K)
3. นักเรียนทราบถึงบทบาทหน้าท่ี การปฏิบัติตนในการเรียนตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563
(P)
4. นกั เรยี นสามารถวางแผนในการเรียนรายวิชา ฟสิ กิ ส์ 1 (ว30201) ได้ (P)
5. ทราบทัศนคติและข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนของวิชาฟิสิกส์ 1 (ว30201)
ดา้ นตา่ งๆ ได้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
ฟิสกิ ส์ 1 (ว30201) ประกอบด้วยเนอื้ หา 3 บท ไดแ้ ก่
บทท่ี 1 ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟสิ ิกส์
1. การอธบิ ายปรากฏการณ์ธรรมชาติ
2. วิชาฟสิ กิ ส์
3. ปริมาณกายภาพและหนว่ ย
4. การทดลองในวิชาฟิสิกส์
5. ความไม่แนน่ อนในการวัด
6. เลขนัยสาคัญ
7. การบันทึกผลการคานวณ
8. การวิเคราะห์ผลการทดลอง
บทท่ี 2 การเคลื่อนทแี่ นวตรง
1. ปริมาณต่างๆของการเคล่อื นท่ี
2. การวดั อตั ราเรว็ ของการเคลอ่ื นทีใ่ นแนวตรง
3. ความเรง่
4. ความสมั พันธ์ระหว่างกราฟความเร็ว เวลากับระยะทางสาหรับการเคล่อื นท่แี นวตรง
5. สมการสาหรับการคานวณหาปริมาณต่างๆของการเคลื่อนทใ่ี นแนวตรงดว้ ยความเรง่ คงตัว
บทที่ 3 แรง และกฎการเคลือ่ นท่ี
1. แรง
2. การหาแรงลพั ธข์ องแรงสองแรงท่ีทามุมต่อกนั
3. กฎการเคลือ่ นที่ของนวิ ตัน
4. นา้ หนัก
5. กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนวิ ตัน
6. แรงเสยี ดทาน
7. การนากฎการเคล่ือนทข่ี องนวิ ตนั ไปใช้
5. สมรรถนะสาคญั
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ซอ่ื สัตย์
2. มวี นิ ยั
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง
5. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
6. มีจติ สาธารณะ
7. คา่ นิยม / คณุ ธรรม
1. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรยี น
2. มีสติ รู้คิด รทู้ า
3. มรี ะเบยี บวินยั
4. มีความเขม้ แขง็ ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพต้ อ่ อานาจฝ่ายต่า
8. ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. คดิ อยา่ งเป็นระบบและทางานกับผ้อู ่นื อยา่ งสรา้ งสรรค์
2. การเข้าถงึ สารสนเทศ และนาเทคโนโลยีมาประยกุ ตใ์ ช้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
3. มคี วามยดื หยุน่ ปรบั ตัวเพื่อพรอ้ มรับการเปลี่ยนแปลง
9. ภาระงาน/ชิ้นงาน
1. แบบฟอร์มแนะนาตนเองของนกั เรยี น
10. กิจกรรมการเรียนรู้ (รปู แบบวงจรการเรยี นรู้ 5E)
ขนั้ ที่ 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ
1.1 ครูกล่าวสวัสดีนักเรียน และแนะนาตัวเอง โดยบอกชื่อ นามสกุล บอกภูมิลาเนา และ
สถาบันทีจ่ บการศกึ ษา
1.2 สุ่มสอบถามนักเรียนว่าช่วงปิดภาคเรียนท่ีผ่านมาไปทาอะไรบ้างและนาเข้าสู่เร่ืองที่จะ
เรียน
1.3 สอบถามนักเรียนเก่ียวกับผลการเรียน การเรียนการสอน และสภาพปัญหาการเรียน
ฟสิ ิกส์ในเทอมทผ่ี า่ นมา เพ่อื สรา้ งความคุ้นเคยและทราบแนวทางท่จี ะจดั การเรียนการสอนต่อไป
ข้ันท่ี 2 ขัน้ สารวจและค้นหา
2.1 ครแู ละนักเรยี นตกลงหลักเกณฑ์การวัดผลและการให้คะแนนในส่วนต่างๆ ร่วมกันตามใบ
ความรู้ (ซ่ึงอาจมกี ารเปลีย่ นแปลงไดต้ ามมติ และความต้องการของนกั เรียน)
2.2 ครูอธิบายการทากิจกรรมในการเรียนการสอนวิชา ฟิสิกส์ 1 แบบรายบุคคล และแบบ
กลมุ่ ซงึ่ มตี งั้ แต่ 2 คนขน้ึ ไป ตามความเหมาะสมของเนอ้ื หาและกิจกรรมในแต่ละคร้ังท่ีเรียน ให้นักเรียนร่วมกัน
อภปิ รายวา่ นกั เรยี นควรปฏิบัติตนอย่างไรเมือ่ ทากิจกรรมเป็นกลุ่ม
2.3 ครูแบ่งนักเรียนออกเปน็ กลุ่ม ๆ ละ 5 คน คละหญิง-ชายและความสามารถ ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ี
นกั เรียนตอ้ งทากจิ กรรมรว่ มกนั ในทุกคาบเรยี น
2.4 ตวั แทนกลมุ่ รบั ใบความรู้ ใบความรู้ ปฐมนเิ ทศ เรื่อง เกณฑ์การให้คะแนนและข้อตกลงใน
การเรียนในห้อง วชิ า ฟิสิกส์ 1 (ว 30201)
2.2 ครูและนักเรียนตกลงเกี่ยวกับหลักการ ข้อปฏิบัติและกฎระเบียบในการเรียนการสอนใน
ห้องเรยี นตามใบความรู้
ขน้ั ท่ี 3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรปุ
3.1 ครตู กลงรว่ มกับนักเรียนเกีย่ วกบั วัน และเวลาท่ีจะต้องส่งใบงาน ใบกิจกรรมหรืองานอื่นๆ
ท่ีได้รับมอบหมายทุกสัปดาห์ และนัดวันไปรับงานคืนจากครูเพ่ือรับรู้ผลการทางานของตนเอง และปรับปรุง
แกไ้ ขให้ดขี ้ึนในงานชน้ิ ตอ่ ไป (การสง่ งานจะตอ้ งสง่ ตรงตามเวลาท่กี าหนด)
3.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนร่วมกันศึกษาและอภิปรายขอบข่ายเนื้อหา การวัดและ
ประเมินผล ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตเิ ชิงวิทยาศาสตร์ ของวชิ า ฟสิ ิกส์ 1 (ว30201)
3.3 ครนู าอภปิ รายสรปุ เนอ้ื หา ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวงั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ การวัดผลและ
ประเมินผล เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และทักษะต่าง ๆ ที่จะสามารถนาไปใช้ในการเรียนเทอมนี้ โดยใช้แนว
คาถามดังน้ี
- ขอบขา่ ยของเนื้อหาวิชา ฟิสิกส์ 1 (ว30201) ตอ้ งเรยี นเกี่ยวกบั เรือ่ งใดบ้าง
- อัตราส่วนคะแนนในการเรยี นเทอมน้เี ปน็ เทา่ ใด
- มีวิธีวดั ผลและประเมินผลอยา่ งไร
- ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรค์ อื อะไร มีอะไรบา้ ง
- เจตคตเิ ชงิ วิทยาศาสตร์ คืออะไร ผู้เรียนจะเรียนได้ดีต้องมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์
หรอื ไม่
- ข้อปฏบิ ัติและขอ้ ควรระวงั ในการทดลองทางฟิสกิ ส์
- อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทาปฏิบัติการวิชา ฟิสิกส์ 1 (ว30201) มีอะไรบ้าง มีวิธีใช้
อยา่ งไร
3.4 ครูแนะนาแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น หนังสือเรียน ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดกลุ่มสาระ
วทิ ยาศาสตร์ รวมท้ังการค้นคว้าทางอนิ เทอร์เน็ต
3.5 ครบู อกห้องพัก และโตะ๊ ทีค่ รนู ่งั เพื่อใหน้ กั เรยี นที่มีขอ้ สงสัย หรอื รบั สง่ แบบฝึกหัดสามารถ
ติดต่อไดถ้ ูกตอ้ ง (ห้องวชิ าการ)
ขั้นที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้
4.1 ครูถามนักเรียนเก่ียวกับเร่ืองท่ีครูกล่าวมาข้างต้น ว่ามีอะไรบ้างมีรายละเอียดที่สาคัญ
อย่างไร
4.2 ครถู ามเพื่อทบทวนว่านดั ส่งงาน และรบั งานคนื ทุกวันไหนของสัปดาห์
4.3 ครูบอกให้นักเรียน ไปศึกษาเรื่องท่ีจะเรียนในคาบเรียนต่อไป (เรื่อง บทนา) และให้
นักเรียนไปสืบค้น และศึกษาค้นคว้ามาล่วงหน้า เตรียมความพร้อมที่จะเรียน ครูจะสุ่มเลขที่ให้ออกมาเล่าให้
เพ่อื น ๆ ฟัง
ขั้นที่ 5 ขน้ั ประเมนิ ผล
5.1 สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนขณะทาการเรียนการสอน
5.2 สงั เกตจากการรายงานหรือจากผลทไี่ ดจ้ ากการทาใบกิจกรรมของนักเรียน
5.3 สังเกตการตอบคาถามในชั้นเรยี น การตอบคาถามในใบงาน
11. นวัตกรรมการศึกษา
11.1 ส่ือและอุปกรณก์ ารเรียนรู้
- หนงั สอื เรียนรายวิชาฟสิ ิกส์เพม่ิ เตมิ เล่ม 1 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
- ใบความรปู้ ฐมนิเทศ เรอื่ ง เกณฑก์ ารให้คะแนนและขอ้ ตกลงในการเรียนในห้อง
- แบบฟอร์มแนะนาตนเองของนักเรียน
11.2 แหลง่ เรยี นรู้
- ห้องสมุดโรงเรยี นโกสมุ วิทยาสรรค์
- อนิ เตอรเ์ น็ต
12. การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ วิธีการวดั เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมิน
ด้านความรู้ (K) แบบฟอร์มแนะนา ตอบคาถามถูกต้องร้อยละ
ตนเองของนักเรียน 70 ขึ้นไป
1. บอกขอบเขตเนื้อหาของวิชา วดั จากการตอบคาถาม
ฟสิ ิกส์ 1 (ว30201) ได้
2. บอกเกณฑ์การวัดผลและ วดั จากการตอบคาถาม แบบฟอร์มแนะนา วัดจากการตอบคาถาม
ประเมินผลของวิชา ฟิสิกส์ 1 ตนเองของนักเรยี น แบบฝึกทักษะที่ 1 เรื่อง
(ว30201) ได้ ธ ร ร ม ช า ติ ท า ง ฟิ สิ ก ส์
ปริมาณและหน่วย
ดา้ นกระบวนการ (P)
3. นักเรียนทราบถึงบทบาท การสังเกตพฤติกรรม แ บ บ สั ง เ ก ต พ ฤ ติ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้นึ
หน้าที่การปฏิบัติตนในการ ก า ร เ ห็ น คุ ณ ค่ า คุ ณ กรรมการเรียนรู้ราย ไป
เรียนตลอดภาคเรียนท่ี1 ปี ประโยชน์ของการเรียน บคุ คล
การศึกษา 2563 วิชาฟิสกิ ส์
4. นกั เรียนสามารถวาง แผนใน การสงั เกตพฤติกรรม แ บ บ สั ง เ ก ต พ ฤ ติ ได้คะแนนในระดับ 2 ขึ้น
การเรยี นรายวิชา ฟิสิกส์ 1 กรรมการเรียนรู้ราย ไป
(ว30201) ได้ บคุ คล
ดา้ นคุณลกั ษณะ (A) แ บ บ สั ง เ ก ต พ ฤ ติ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้ึน
กรรมการเรียนรู้ราย ไป
5. ทราบทัศนคติและข้อมูล การสังเกตพฤตกิ รรม บคุ คล
พื้นฐานของนักเรียนที่มีต่อการ
เรียนการสอนของวิชาฟสิ ิกส์ 1
(ว30201) ดา้ นตา่ งๆ ได้
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 80 - 100 % ให้ ดมี าก
ระดบั คะแนน 70 - 79 % ให้ ดี
ระดับคะแนน 60 - 69 % ให้ ปานกลาง
ระดบั คะแนน 50 - 59 % ให้ พอใช้
ระดบั คะแนน 0 – 49 % ให้ ปรับปรงุ
ระดบั คะแนน
13. การบรู ณาการหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
1. ผสู้ อนใช้หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
หลักพอเพยี ง พอประมาณ มีเหตุผลที่ดี มีภมู คิ ุ้มกันในตวั ท่ีดี
ประเด็น
กิจกรรมการเรียนรู้ - มีการวางแผนการจัดกิจ - จัดการเรียนรู้ตรงตามผล - มี ก าร ว า งแ ผ น กา ร จั ด
กรรมด้านต่างๆชัดเจน มีลา การเรียนรู้ กิจกรรมอย่างชัดเจนเป็น
ดับขั้นตอน มีการกาหนด ลาดับ
เนื้อหาสาระ จัดกิจกรรม
ผา่ นกระบวนการกลมุ่
เวลา - กาหนดเน้ือหาสาระเหมาะ - เพ่ือให้กิจกรรมการเรียน - มีการเผื่อเวลาในการทา
สมกับเวลา กิจกรรมการ การสอนบรรลุผลการเรียนรู้ กิจกรรมแต่ละขั้นเพื่อ ให้
เรียนรู้ใช้กระบวนการกลุ่ม ได้ตามเวลาทก่ี าหนด นักเรียนท่ีมีความสามารถ
นักเรียนทางานได้ทันตาม ต่างกันสามารถทางานให้
เวลาที่กาหนด เสรจ็ ทนั เวลา
สอ่ื - จัดเตรียมและใช้สื่อในการ - ใช้เคร่ืองมือเพื่อให้นัก - มีลาดับขั้นตอนในการใช้
จัดกิจกรรมการเรียนการ เรียนได้ร่วมอภิปรายในแบบ สอ่ื ต่างๆอยา่ งคมุ้ ค่า
สอนเหมาะสมกับจานวน ฝึกกจิ กรรม
กลมุ่
แหลง่ เรยี นรู้ - กาหนดเนื้อหาสาระและ - เพ่ือให้การจัดการเรียน รู้ - มีการสืบค้นทางอินเทอร์
กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะ สอดคล้องกับวิถีชีวิตทาให้ เน็ตการค้นคว้าในห้องสมุด
สมกับแหลง่ เรียนรู้ สามารถนาความรู้มาใช้ใน ก่อนจะออกแบบกิจกรรม
ชีวิตประจาวนั ได้ การเรียนร้ตู ่างๆ
ความร้ทู ใี่ ช้ในการจัด - สบื ค้นเทคนิควิธกี ารสอน,รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
กิจกรรมการเรยี นรู้ - ศึกษาเนอื้ หาด้านตา่ งๆใหช้ ดั เจน
- ศึกษาคน้ ควา้ และบูรณาการหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งกับการจัดการเรยี นรู้
คณุ ธรรม - มคี วามรับผิดชอบในการปฏิบตั ิหน้าทกี่ ารสอน ตรงตอ่ เวลา เตรยี มการสอนลว่ งหน้า
- มคี วามเมตตา ให้ความเสมอภาค และยุตธิ รรมกบั นกั เรียนทกุ คน
- มีความเสยี สละ อดทน และใฝ่รู้
2. ผู้เรยี นมคี ณุ ลักษณะ “อยู่อยา่ งพอเพียง”
พอประมาณ มีเหตผุ ลทด่ี ี มีภมู ิคุ้มกันทด่ี ี
- แตล่ ะกลุ่มแบ่งหน้าท่ีในกลุ่มเหมาะสม - มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา - ฝึกการมีส่วนร่วมในการทางาน
กับความสามารถและพอเพียงกับจา ในเรื่องที่ศึกษา สามารถวิเคราะห์ข้อ สร้างความสามัคคใี นการทางาน
นวนสมาชิก มลู ต่างๆไดอ้ ย่างถกู ต้อง
- วางแผนการทางานอย่างรอบคอบโดย - รู้จักทางานร่วมกับผู้อ่ืนโดยใช้กระ
กาหนดเวลาในการทากิจกรรมอย่าง บวนการกลุม่
เหมาะสม
ความรู้ (วิธกี าร) - สืบคน้ ขอ้ มูล เพ่ือเสริมสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจ
- ศกึ ษา คน้ ควา้ วธิ กี ารทาแบบฝกึ หัดกจิ กรรม และใบงาน
- วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชท้ กั ษะกระบวนการคดิ
คณุ ธรรมท่เี กดิ กับนกั เรียน - มคี วามรบั ผดิ ชอบในหน้าท่ี ทไี่ ดร้ ับมอบหมาย ทางานด้วยความเรียบร้อย
ถูกต้อง และเสร็จทันเวลา
- มีความสามัคคีในหมู่คณะ มีวินับเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดีขณะปฏิบัติงาน
รว่ มกัน
- รว่ มกจิ กรรมการเรยี นรดู้ ้วยความกระตือรือร้น สนใจ ตัง้ ใจ และใฝ่เรยี นรู้
3. ผลลพั ธ์ KPA 4 มิติ ที่เก่ียวข้องกับการอยู่อยา่ งพอเพียง
ผลลพั ธ์ สมดลุ พร้อมต่อการเปลย่ี นแปลงในดา้ นต่างๆ
ด้านวตั ถุ ดา้ นสงั คม ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม ด้านวฒั นธรรม
-
ด้านความรู้ - มีความรู้ความเข้าใจ - มีความรู้เกี่ยวกับการ - มีความรู้ความเข้า
-
เก่ียวกับการปฐมนิเทศ ทางานเป็นกลุ่มและการ ใจธรรมชาติทาง
(แนวทางการจัดการ วางแผนร่วมกบั ผอู้ น่ื ฟสิ ิกส์
สอนวิชาฟสิ ิกส์ 1)
ด้านทักษะ - มีความสามารถใน - สามารถทางานร่วมกับ -
การอภิปราย ทาแบบ ผู้อื่นในรูปแบบกลุ่มและมี
ฝกึ /ใบงาน ทักษะในการสร้างปฏิสัม
พันธก์ บั ผอู้ ่ืน
บนั ทึกผลหลังการสอน
ผลการเรียนรู้
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ปญั หาและอปุ สรรค
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ขอ้ เสนอแนะแนวทางแกไ้ ข
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ......................................................ผ้สู อน
(นางสาวกนกวรรณ บุญเกตุ)
ความคดิ เหน็ ของผู้อานวยการโรงเรียนศรีสโมสรวทิ ยา
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื …………………………………………
(นายเมธี วฒั นสิงห์)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นศรีสโมสรวทิ ยา
ใบความรู้ ปฐมนเิ ทศ
เรือ่ ง เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนและข้อตกลงในการเรยี นในห้อง
ชื่อครผู ้สู อน นางสาวเอือ้ อนุช เพยี รขนุ ทด
1. หนว่ ยการเรียนร้วู ิชาฟิสิกส์ 1 (ว30201) ทีจ่ ะเรียนในภาคเรียนที่ 1/2563 มี ดงั น้ี
- หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟิสกิ ส์
- หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 การเคล่อื นที่แนวตรง
- หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 แรง และกฎการเคลือ่ นที่
2. สอนรายวชิ า ฟสิ กิ ส์ 1 รหสั วิชา ว 30201
3. จานวน 3 คาบ (ชั่วโมง) / สัปดาห์ จานวนหน่วยการเรียน 1.5 หนว่ ยกิต
4. การเรยี นการสอนวชิ านต้ี อ้ งมีสมดุ อยา่ งน้อย 1 เลม่ เล่มหนา
5. นกั เรยี นจะตอ้ งเขา้ เรยี นใหม้ เี วลาเรียน ในรายวิชาน้ี อยา่ งนอ้ ยรอ้ ยละ 80 ของเวลาเรยี นทง้ั หมด
5.1 ภาคเรียนนี้ มเี วลาเรยี น 60 คาบ (ชวั่ โมง)
5.2 นักเรียนต้องมีเวลาเข้าเรียนเต็มเวลาอย่างน้อย 48 คาบ (ช่ัวโมง) (ขาดเรียนวิชานี้อย่างมากได้
เพยี ง 12 คาบ) จึงจะมีเวลาเรยี นครบรอ้ ยละ 80 ของเวลาเรยี นทัง้ หมด
6. การประเมนิ ผลการเรยี น อตั ราส่วนคะแนนระหว่างภาคเรยี น : ปลายภาคเรยี น = 80 : 20
6.1 แบ่งเป็นคะแนนเก็บระหวา่ งภาคเรยี น 60 คะแนน ดงั นี้
1) คะแนนสอบรายจดุ ประสงค์ 60 คะแนน
คะแนนวัดความรู้ความเข้าใจ 25 คะแนน
คะแนนวัดกระบวนการเรียนรู้ 15 คะแนน
คะแนนวัดเจตคติ 10 คะแนน
พจิ ารณาจาก 1. การตรงตอ่ เวลา (การมาเรียน)
2. ความขยนั หม่ันเพียร (งานทไี่ ด้รับมอบหมายขณะเรียน)
3. ความรบั ผดิ ชอบ (งานทีไ่ ด้รบั มอบหมายนอกเวลาเรยี น)
4. ความมรี ะเบยี บ (ความสะอาดของห้องเรียน, การแต่งกาย)
5. การปฏิบัติตามหลักธรรม (ความซ่อื สตั ย์ , กริ ิยามารยาท)
2) คะแนนสอบกลางภาคเรียน 20 คะแนน
6.2 คะแนนสอบปลายภาคเรียน 20 คะแนน
6.3 คะแนนรวมตลอดภาคเรียน 100 คะแนน
แบบฟอรม์ แนะนาตนเองของนักเรยี น
1. ช่ือ...............................................................นามสกลุ ...................................................ชื่อเล่น..........................
เกิดวัน.................................ท.่ี ..................เดือน.......................................พ.ศ...........................อายุ...................ปี
ความใฝ่ฝันในอนาคตอยากเป็น.............................................................................................................................
ความสามารถพิเศษ...............................................................................................................................................
คตปิ ระจาใจ..........................................................................................................................................................
2. ทอี่ ยู่ของนกั เรยี นท่ีสามารถติดตอ่ ได้สะดวก......................................................................................................
...................................................................................................................โทร.....................................................
3. ชื่อเพ่ือนสนทิ ในโรงเรยี น
1)............................................................................................ชนั้ ..........................................................................
2)............................................................................................ชน้ั ..........................................................................
4. วชิ าท่ชี อบ...........................................................................เพราะ....................................................................
วชิ าทไ่ี ม่ชอบ............................................................................เพราะ....................................................................
วิชาฟิสกิ สเ์ ปน็ วชิ าที่...............................................................................................................................................
5. ต้องการใหจ้ ัดการเรียนการสอนอย่างไรบา้ ง
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
6. เร่ืองที่อยากบอกให้ครูผสู้ อนทราบ
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
7. ความคาดหวงั ท่ีมีต่อการเรียนวชิ าฟสิ ิกส์กับครูผู้สอน
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4
รายวิชาฟิสิกส์เพ่ิมเติม (ว30201) เวลา 11 ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา 3 ช่ัวโมง
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟิสิกส์
เรอ่ื ง ธรรมชาตทิ างฟิสิกส์ ปริมาณและหน่วย
1. ผลการเรยี นรู้
สืบค้น และอธิบายการค้นหาความรู้ทางฟิสิกส์ ประวัติความเป็นมา รวมทั้งพัฒนาการของหลักการ
และแนวคิดทางฟสิ กิ ส์ที่มีผลต่อการแสวงหาความรใู้ หม่และการพัฒนาเทคโนโลยี
2. สาระสาคญั
ฟิสิกส์ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพสาขาหนึ่ง ที่เน้นศึกษาเก่ียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเน้น
การศึกษาเชิงปริมาณ ปริมาณที่เก่ียวข้องกับการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ เพ่ือนาไปสู่การสร้างสิ่งใหม่ๆ
มาช่วยในการแก้ปัญหา การสร้างเครื่องอานวยความสะดวก ท่ีเรียกว่า เทคโนโลยี ปริมาณที่อธิบาย
ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ หรือการเปล่ียนแปลงของปริมาณท่ีสังเกตอาจจะความยาว มวล เวลา ความเร่งและ
ความดนั เปน็ ต้น ปริมาณเหล่านจ้ี ะถกู แยกเป็นปรมิ าณฐานและปรมิ าณอนพุ ันธ์ การกาหนดหน่วยต่างๆ จึงต้อง
กาหนดใหเ้ ขา้ ใจตรงกันโดยใชร้ ะบบหน่วยระหว่างชาติ (SI Unit) ตัวพหุคูณที่ใช้เขียนแทนหน่วยฐานหรือหน่วย
อนุพนั ธท์ ม่ี คี า่ มากหรือน้อยเกนิ ไป เรียกว่า คาอปุ สรรค
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายเก่ียวกับวิชาฟิสิกส์ ปริมาณกายภาพ ระบบหน่วยระหว่างชาติ และค่าความคลาดเคล่ือนได้
(K)
2. แสดงการบันทึกปริมาณท่ีมีค่ามากหรือน้อย คานวณหาค่าความคลาดเคล่ือน การเปล่ียนหน่วย
ตา่ งๆไดถ้ กู ตอ้ ง (P)
3. เหน็ คุณประโยชนข์ องการเรียนวชิ าฟสิ ิกส์ ตระหนกั ในคุณคา่ ของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทใ่ี ช้ในชีวิตประจาวัน (A)
4. สาระการเรียนรู้
1. วิชาวิทยาศาสตร์ ฟสิ กิ ส์ และเทคโนโลยี
2. ปริมาณฐานและปริมาณอนุพันธ์
3. หนว่ ยในระบบหน่วยระหว่างชาติ (SI Unit) และคาอปุ สรรค
5. สมรรถนะสาคัญ
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ซ่ือสัตย์
2. มวี นิ ัย
3. ใฝ่เรียนรู้
4. อยู่อยา่ งพอเพยี ง
5. มุ่งม่นั ในการทางาน
6. มีจิตสาธารณะ
7. ค่านิยม / คณุ ธรรม
1. ใฝห่ าความรู้ หมน่ั ศกึ ษาเลา่ เรยี น
2. มสี ติ ร้คู ดิ รู้ทา
3. มีระเบยี บวินยั
4. มคี วามเขม้ แข็งท้งั ร่างกายและจิตใจ ไมย่ อมแพ้ตอ่ อานาจฝ่ายต่า
8. ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
1. คิดอยา่ งเปน็ ระบบและทางานกบั ผอู้ ื่นอย่างสร้างสรรค์
2. การเขา้ ถึงสารสนเทศ และนาเทคโนโลยมี าประยกุ ต์ใช้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
3. มคี วามยดื หย่นุ ปรับตวั เพ่ือพรอ้ มรบั การเปลย่ี นแปลง
9. ภาระงาน/ชิ้นงาน
1. ใบงานที่ 1 และแบบฝกึ ทักษะที่ 1 เร่อื ง ธรรมชาตทิ างฟิสิกส์ ปริมาณและหนว่ ย
10. กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้นั ที่ 1 ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1.1 ทักทายและเช็คช่ือนักเรียน นักเรียนและครูร่วมสนทนา เกี่ยวกับเร่ือง วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี คืออะไร เพื่อนาไปสู่คาถามท่ีว่า ฟิสิกส์คืออะไร และวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็นสาขา อะไรบ้างมี
ความแตกตา่ งกันอย่างไร
1.2 นกั เรยี นและครูร่วมสนทนา เก่ียวกับ เร่ือง ระบบหน่วยระหว่างชาติ คืออะไร เพ่ือนาไปสู่
คาถามที่วา่ ระบบหน่วยระหว่างชาติประกอบดว้ ยหนว่ ยใดบา้ ง และมีความแตกต่างกันอย่างไร
1.3 นักเรียนร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่ม เกี่ยวกับ วิชา (วิทยาศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา
,เทคโนโลยี) และเก่ียวกับระบบหน่วยระหว่างชาติประกอบด้วยหน่วยใดบ้าง มีความแตกต่างกันอย่างไร (เปิด
โอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคดิ เหน็ โดยไม่เนน้ ถูกผิด)
1.4 แจ้งให้นักเรียนทราบว่า จะได้ศึกษาเก่ียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ วิชาฟิสิกส์ ปริมาณ
กายภาพ และระบบหน่วยระหวา่ งชาติ (SI Unit)
ขั้นที่ 2 ขนั้ สารวจและคน้ พบ
2.1 นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ วิชาฟิสิกส์ ปริมาณกายภาพและ
ระบบหน่วยระหว่างชาติ (SI Unit) จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ฟิสิกส์ เล่ม 1 และใบความรู้ท่ี 1 เรื่อง
ธรรมชาติทางฟิสกิ ส์ ปริมาณและหน่วย
ขัน้ ที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป
3.1 นักเรียนนาขอ้ มูลจากขั้นการสารวจและคน้ หา มาอภิปรายรว่ มกบั ครู
3.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ วิชาฟิสิกส์ ปริมาณกายภาพ และ
ระบบหนว่ ยระหว่างชาติ (SI Unit) เพอ่ื ให้นกั เรียนสรปุ สาระสาคญั ลงในสมุดจดบนั ทกึ
3.3 นักเรียนทาใบงานที่ 1 และแบบฝึกทักษะที่ 1 เรื่อง ธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและ
หนว่ ย
ข้นั ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้
4.1 นกั เรยี นสนทนาซักถามครู และตอบคาถามว่า “ฟิสิกส์ในชีวิตประจาวันมีอะไรบ้างลองใช้
หลักการทางฟิสกิ ส์อธิบาย” (ทง้ิ ช่วงใหน้ กั เรียนคิด)
ขน้ั ท่ี 5 ขั้นประเมนิ ผล
5.1 สังเกตพฤติกรรมการเรยี นร้แู ละการรว่ มกจิ กรรมของนักเรยี น
5.2 ประเมินจากการทาใบงานที่ 1 และแบบฝึกทักษะท่ี 1 เร่ือง ธรรมชาติทางฟิสิกส์ปริมาณ
และหนว่ ย
11. นวัตกรรมการศกึ ษา
11.1 สอื่ และอปุ กรณ์การเรยี นรู้
- หนังสือเรยี นรายวิชาฟิสิกสเ์ พิ่มเตมิ เล่ม 1 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
- ใบความรทู้ ี่ 1 เรือ่ ง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ วชิ าฟิสกิ ส์ ปรมิ าณและหนว่ ยทางฟิสกิ ส์
- ใบงานที่ 1 เรอื่ ง ปรากฏการณธ์ รรมชาติ วชิ าฟิสิกส์ ปริมาณและหน่วยทางฟสิ ิกส์
- แบบฝึกทักษะท่ี 1 เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ วิชาฟิสิกส์ ปรมิ าณและหน่วยทางฟิสิกส์
- PowerPoint เรื่อง ธรรมชาติและพัฒนาการทางฟสิ กิ ส์
11.2 แหลง่ เรียนรู้
- ห้องสมดุ โรงเรยี น
- หนงั สือ คมั ภรี ์ฟสิ กิ ส์โอเนต็ ม. 4 – 5 – 6
- ตะลยุ โจทย์ใหม่ วิทยาศาสตร์ฟสิ ิกส์ ม.ตน้
- http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/71/1/physics1.htm
- http://202.28.94.55/web/322103/2551/work1/g58/page.htm
12. การวดั และประเมินผล
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ วธิ กี ารวดั เครอื่ งมือ เกณฑ์การประเมิน
ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายเก่ียวกับวิชาฟิสิกส์ วัดจากการตอบคาถาม ใบงานที่ 1 เร่อื ง ธรรมชาติ ตอบคาถามถูกต้อง
ปริมาณกายภาพ ระบบหน่วย ใบงานท่ี 1 เร่ือง ธรรม ทางฟิสิกส์ ปริมาณและ รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป
ระหว่างชาติ และค่าความ ชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณ หนว่ ย
คลาดเคลื่อนได้ และหนว่ ย
ด้านกระบวนการ (P)
2. แสดงการบันทึกปริมาณท่ีมี วัดจากการตอบคาถาม แบบฝึกทักษะท่ี 1 เรื่อง
ค่ามากหรือน้อย คานวณหาค่า แบบฝึกทักษะที่ 1 ธ ร ร ม ช า ติ ท า ง ฟิ สิ ก ส์
ความคลาดเคล่ือน การเปลี่ยน เรื่อง ธรรมชาติทาง ปริมาณและหน่วย
หน่วยตา่ งๆไดถ้ กู ตอ้ ง ฟิสิกส์ ปริมาณและ
หนว่ ย
ด้านคณุ ลักษณะ (A)
3. เห็นคุณประโยชน์ของการ การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2
เรียนวิชาฟิสิกส์ ตระหนักใน การเห็นคุณค่าคุณประ เรยี นรรู้ ายบคุ คล ข้นึ ไป
คุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์ โยชน์ของการเรียนวิชา
และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิต ฟิสิกส์
ประจาวัน
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 80 - 100 % ให้ ดมี าก
ระดบั คะแนน 70 - 79 % ให้ ดี
ระดับคะแนน 60 - 69 % ให้ ปานกลาง
ระดับคะแนน 50 - 59 % ให้ พอใช้
ระดบั คะแนน 0 – 49 % ให้ ปรบั ปรุง
ระดบั คะแนน
13. การบรู ณาการหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ผู้สอนใช้หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
หลกั พอเพยี ง พอประมาณ มีเหตุผลท่ีดี มีภมู คิ มุ้ กันในตัวทีด่ ี
ประเดน็
กิจกรรมการเรียนรู้ - มีการวางแผนการจัดกิจ - จัดการเรียนรู้ตรงตาม - มีการวางแผนการจัดกิจ
กรรมด้านต่างๆชัดเจน มีลา ผลการเรยี นรู้ กรรมอย่างชดั เจนเป็นลาดับ
ดับขั้นตอน มีการกาหนดเน้ือ
หาสาระ จัดกิจกรรมผ่านกระ
บวนการกลุ่ม
เวลา - กาหนดเน้ือหาสาระเหมาะ - เพื่อให้กิจกรรมการ - มีการเผื่อเวลาในการทากิจ
สมกบั เวลา กจิ กรรมการเรียน เรียนการสอนบรรลุผล กรรมแต่ละขั้นเพื่อให้นัก
รู้ใช้กระบวนการกลุ่มนักเรียน การเรียนรู้ได้ตามเวลาที่ เรียนท่ีมีความสามารถต่าง
ทางานได้ทันตามเวลาท่ีกา กาหนด กนั สามารถทางานใหเ้ สรจ็ ทัน
หนด เวลา
สอ่ื - จัดเตรียมและใช้สื่อในการ - ใช้เครื่องมือเพ่ือให้นัก - มีลาดบั ข้ันตอนในการใช้ส่ือ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรียนได้ร่วมอภิปรายใน ต่างๆอย่างคุ้มคา่
เหมาะสมกับจานวนกล่มุ แบบฝกึ กิจกรรม
แหล่งเรยี นรู้ - กาหนดเนื้อหาสาระและกิจ - เพือ่ ใหก้ ารจัดการเรียน - มีการสืบค้นทางอินเทอร์
กรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับ รู้สอดคล้องกับวิถีชีวิต เน็ต การค้นคว้าในห้องสมุด
แหล่งเรยี นรู้ ทาให้สามารถนาความรู้ ก่อนจะออกแบบกิจกรรม
มาใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ การเรียนรตู้ ่างๆ
ความรูท้ ีใ่ ชใ้ นการจัด - สืบคน้ เทคนิควธิ ีการสอน,รูปแบบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
กจิ กรรมการเรียนรู้ - ศึกษาเน้ือหาดา้ นต่างๆใหช้ ัดเจน
- ศึกษาคน้ ควา้ และบรู ณาการหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการจดั การเรียนรู้
คณุ ธรรม - มีความรับผิดชอบในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่กี ารสอน ตรงต่อเวลา เตรยี มการสอนล่วงหน้า
- มีความเมตตา ให้ความเสมอภาค และยตุ ธิ รรมกบั นักเรียนทกุ คน
- มคี วามเสยี สละ อดทน และใฝร่ ู้
2. ผเู้ รยี นมีคุณลักษณะ “อยู่อย่างพอเพยี ง”
พอประมาณ มีเหตุผลที่ดี มภี มู คิ ้มุ กันทดี่ ี
- แต่ละกลุ่มแบ่งหน้าท่ีในกลุ่มเหมาะ - มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเน้ือ - ฝึกการมีส่วนร่วมในการทางาน
สมกับความสามารถและพอเพียงกับ ห า ใ น เ รื่ อ ง ที่ ศึ ก ษ า ส า ม า ร ถ สรา้ งความสามัคคีในการทางาน
จานวนสมาชิก วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้อย่างถูก
- วางแผนการทางานอย่างรอบคอบ ตอ้ ง
โดยกาหนดเวลาในการทากิจกรรม - รู้จักทางานร่วมกับผู้อื่นโดยใช้
อย่างเหมาะสม กระบวนการกลุ่ม
ความรู้ (วธิ ีการ) - สบื คน้ ขอ้ มูล เพ่อื เสริมสร้างความรู้ ความเขา้ ใจ
- ศึกษา ค้นคว้าวิธกี ารทาแบบฝกึ หดั กจิ กรรม และใบงาน
- วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ทักษะกระบวนการคิด
คุณธรรมที่เกดิ กับนกั เรยี น - มคี วามรบั ผิดชอบในหน้าที่ ท่ีได้รับมอบหมาย ทางานด้วยความเรียบร้อย
ถูกต้อง และเสร็จทนั เวลา
- มีความสามัคคีในหมู่คณะ มีวินับเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดีขณะปฏิบัติงาน
รว่ มกนั
- ร่วมกจิ กรรมการเรียนรดู้ ว้ ยความกระตอื รอื รน้ สนใจ ตงั้ ใจ และใฝ่เรยี นรู้
3. ผลลัพธ์ KPA 4 มติ ิ ทเ่ี กี่ยวข้องกบั การอยู่อย่างพอเพียง
ผลลัพธ์ สมดลุ พร้อมต่อการเปล่ยี นแปลงในดา้ นต่างๆ
ดา้ นวัตถุ ดา้ นสงั คม ดา้ นสง่ิ แวดล้อม ด้านวฒั นธรรม
-
ดา้ นความรู้ - มีความรู้ความเข้าใจ - มีความรู้เกี่ยวกับการ - มีความรู้ความเข้า
-
เก่ียวกับธรรมชาติทาง ทางานเป็นกลุ่มและการ ใ จ ธ ร ร ม ช า ติ ข อ ง
ฟิสิกส์ ปริมาณและ วางแผนรว่ มกับผู้อนื่ ฟสิ กิ ส์
หนว่ ย
ดา้ นทกั ษะ - มีความสามารถใน - สามารถทางานร่วมกับ -
การอภิปราย ทาแบบ ผู้อื่นในรูปแบบกลุ่มและ
ฝกึ /ใบงาน มีทักษะในการสร้างปฏิ
สัมพนั ธ์กบั ผู้อน่ื
บนั ทึกผลหลังการสอน
ผลการเรียนรู้
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ปญั หาและอปุ สรรค
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ขอ้ เสนอแนะแนวทางแกไ้ ข
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ......................................................ผู้สอน
(นางสาวกนกวรรณ บุญเกตุ)
ความคดิ เหน็ ของผู้อานวยการโรงเรียนศรีสโมสรวทิ ยา
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื …………………………………………
(นายเมธี วฒั นสิงห์)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นศรีสโมสรวทิ ยา
ใบความรทู้ ี่ 1
เร่อื ง ธรรมชาตทิ างฟสิ ิกส์ ปรมิ าณและหนว่ ย
1. วทิ ยาศาสตร์ ฟสิ ิกส์ และเทคโนโลยี
วิชาวิทยาศาสตร์ คือ วิชาท่ีเน้นศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ วิชา
วทิ ยาศาสตร์ แบง่ ออกได้เปน็ 2 สาขาหลัก คือ
1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (biological science) คือ การศึกษาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับส่ิงมีชีวิตเช่น พืช
และสัตว์
2. วิทยาศาสตร์กายภาพ (physical science) คือ การศึกษาเก่ียวกับส่ิงไม่มีชีวิต เช่น ฟิสิกส์ เคมี
ธรณวี ทิ ยา และดาราศาสตร์ เปน็ ต้น
1.1 การค้นคว้าหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์ มวี ธิ กี าร 2 ทาง
1. ได้มาจากการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ และจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยใช้
เครอื่ งมือตา่ งๆ กนั เท่าทนี่ กั วทิ ยาศาสตร์สามารถจะทาได้ แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์แปลความหมาย และ
สรปุ ผลขอ้ สรปุ ทไ่ี ด้น้อี าจนาไปส่ทู ฤษฎี ถ้าทฤษฎีนสี้ ามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เก่ียวข้องได้ทุกคร้ัง
ทฤษฎีดังกลา่ วจะพฒั นาไปเป็นกฎ
2. ได้จากการจินตนาการโดยการสร้างแบบจาลอง (Model) ทางความคิด โดยใช้หลักการทาง
วิทยาศาสตร์ เพ่ือนาไปสู่การสรุปเป็นทฤษฎี และมีการทดลองเพื่อตรวจสอบทฤษฎีนั้นๆทฤษฎีหรือกฎต่างๆ
ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จะต้องอาศัยข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยา ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับ
ขีดจากัดของการสงั เกต และประสทิ ธภิ าพของเครื่องมือวดั จงึ ทาให้วิชาวทิ ยาศาสตร์มีขอบเขต
1.2 วชิ าฟิสกิ ส์
วิชาฟิสิกส์ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพสาขาหนึ่งท่ีเน้นศึกษาเก่ียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ
เช่น ศกึ ษาเกี่ยวกบั การเคลื่อนท่ี มวล แรง พลังงาน โมเมนตัม ความร้อน คลื่น แสง เสียง ไฟฟ้า และแม่เหล็ก
เป็นต้น โดยทวี่ ิชาฟิสกิ ส์เปน็ วทิ ยาศาสตรท์ ีเ่ น้นการศึกษาเชงิ ปริมาณ
ขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาทางด้านฟิสิกส์ถกู แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื
1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เป็นข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตตามขอบเขตการรับรู้
เช่น รส, รปู , กลิ่น และสี เป็นตน้ ซ่ึงขอ้ มูลเชงิ คณุ ภาพเปน็ ขอ้ มูลท่วี ดั ไมไ่ ด้
2. ขอ้ มูลเชงิ กายภาพ (Quantitative Data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการวัดปริมาณต่างๆ ของระบบที่
เรากาลังศึกษาโดยใช้เครื่องมือวัดและวิธีวัดท่ีถูกต้อง ทาให้ได้ข้อมูลออกมาเป็นเชิงตัวเลข เช่น ระยะทาง เวลา
มวลและอุณหภูมิ เปน็ ต้น
1.3 เทคโนโลยี
เทคโนโลยีเป็นการพัฒนาวิธีการในการสร้าง หรือการผลิตส่ิงต่างๆ เพ่ืออานวยความสะดวกแก่
มนุษย์โดยตรง
2. ปรมิ าณทางฟสิ กิ ส์ (Physical Quantity) และหนว่ ย (Unit)
องค์การระหว่างชาติเพ่ือการมาตรฐาน (ISO หรือ International Organization forStandar
dization) ได้กาหนดระบบหน่วยมาตรฐาน คือ ระบบเอสไอ (SI Unit) ให้ทุกประเทศใช้กันทั่วโลกแบ่งเป็น 3
ส่วน คือ
2.1 หน่วยฐาน (Base Unit) คือ ปริมาณขั้นต้นท่ีจาเป็นต่อการอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มี 7
ปรมิ าณ ดงั ตาราง
ปรมิ าณกายภาพ หน่วย สัญลักษณ์
ความยาว (Length) เมตร (meter) m
มวล (Mass) กิโลกรัม (kilogram) kg
เวลา (Time) วนิ าที (second) s
กระแสไฟฟ้า (Electric Current) แอมแปร์ (ampere) A
อณุ หภูมิอณุ หพลวัติ เคลวนิ (kelvin) K
ปรมิ าณสาร โมล (mole) mol
ความเข้มของการส่องสวา่ ง แคนเดลา (candela) cd
2.2 หน่วยอนุพันธ์ (Derived Unit) คือ ปริมาณที่เกิดข้ึนจากการนาหน่วยฐานมารวมกัน แสดง
ตวั อย่าง ดงั ตาราง
ปริมาณอนุพทั ธ์ หนว่ ย สัญลักษณ์ เทยี บเปน็ หนว่ ยฐาน
และอนุพทั ธอ์ ่ืน
ความเร็ว (Velocity) เมตรตอ่ วนิ าที m/s 1 m / s =
ความเร่ง เมตรตอ่ วินาที2 m /s2 1 m / s2 =
(Acceleration)
แรง (Force) นิวตนั N 1 N = 1 kg. m /s2
งาน พลังงาน (Work) จลู J 1 J = 1 N.m
กาลงั (Power) วตั ต์ W 1 W = 1 J /s
โมเมนตมั กิโลกรมั เมตร/วนิ าที kg m/s -
ความดัน (Pressure) พาสคาล Pa
ความถ่ี (Frequency) เฮิรตซ์ Hz 1 Pa = 1 N / m2
1 Hz = 1 s-1
2.3 หนว่ ยเสริม (Supplementary Units)
1. เรเดียน (Radian ; rad) เป็นหน่วยวัดมุมในระนาบโดย มุม 1 เรเดียน คือ มุมท่ีจุดศูนย์กลาง
ของมมุ ที่รองรบั ความยาวของสว่ นโค้งทีม่ คี วามยาวเทา่ กับรศั มี
2. สเตอเรเดียน (Steradian ; sr) เป็นหน่วยวัดมุมตัน โดยมุม 1 สเตอเรเดียน คือ มุมที่จุด
ศนู ย์กลางของทรงกลมที่รองรับพื้นทผี่ วิ โค้ง ท่มี พี ้นื ทเ่ี ป็นส่ีเหล่ยี มจัตุรัสทมี่ ีความยาวดา้ นเท่ากับรศั มี
จากนยิ าม มมุ รอบจดุ ศนู ย์กลางของวงกลมมีขนาด 2 เรเดียน เป็นหนว่ ยมมุ ระนาบ
มุมรอบจดุ ศนู ยก์ ลางทรงกลมมขี นาด 4 สเตอเรเดยี น เป็นหน่วยมมุ 3 มติ ิ
3. คาอุปสรรค (Prefixes)
คาอปุ สรรค คอื คาท่ใี ช้แทนตวั พหคุ ณู ที่อยู่หน้าหน่วยฐานหรือหน่วยอนุพันธ์ท่ีมีค่ามากเกินไปหรือน้อย
เกินไป เมอื่ ค่าในหนว่ ยฐานหรือหนว่ ยอนุพทั ธ์น้อยหรือมากเกนิ ไปเราอาจเขียนค่านั้นอยู่ในรูปตัวเลขคูณด้วยตัว
พหุคูณ (ตัวพหุคูณ คือ เลขสิบยกกาลังบวกหรือลบ) ได้ เช่น ระยะทาง 0.002 เมตร เขียนเป็น 2 × 10-3 ตัว
พหคุ ณู 10-3 เขียนแทนด้วยคาอุปสรรคมิลลิ (m) ดังน้ัน ระยะทาง 0.002 เมตร อาจเขียนได้ว่า2 มิลลิเมตร คา
อปุ สรรคที่ใช้แทนตัวพหคุ ูณและสัญลักษณ์แสดงได้ดงั ตาราง
คาอปุ สรรค สญั ลักษณ์ ตัวพหุคูณ คาอุปสรรค สัญลกั ษณ์ ตวั พหุคูณ
เทอรา T 1012 พโิ ค P 10-12
จกิ ะ G 109 นาโน n 10-9
เมกะ M 106 ไมโคร 10-6
กโิ ล k 103 มลิ ลิ m 10-3
เฮกโต h 102 เซนติ c 10-2
เดคา da 10 เดซิ d 10-1
3.1 การบนั ทึกขอ้ มูลที่มคี ่ามากหรอื น้อย
ในวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี บ่อยครง้ั ทีต่ ้องเกยี่ วข้องกบั เลขจานวนที่มีค่าน้อยๆ หรือมีค่ามากๆ
การเขยี นเลขจานวนดงั กลา่ วตามวิธีปกติมักไม่ค่อยสะดวก ตัวอย่างเชน่
ความยาวของคล่ืนแสงสีแดง = 0.000 000 76 เมตร
อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ = 300 000 000 เมตร/วนิ าที
ความถข่ี องแสงสีแดง = 390 000 000 000 000 เฮิรตซ์
เพื่อหลีกเล่ียงการเขียนเลขหลายๆ ตัว จึงนิยมเขียนเลขจานวนนั้นให้กะทัดรัด โดยอาศัยเลขยก
กาลงั ของฐาน 10
เช่น 10 = 101 0.1 = 10-1
100 = 102 0.01 = 10-2
1000 = 103 0.001 = 10-3
10000 = 104 0.0001 = 10-4 เปน็ ตน้
ขอ้ ควรจา
02 = 1 02 × 1 0-2 = 1 02-2 = 1 00 = 1
02
ตัวอย่างที่ 1 จงเขยี นเลขจานวนต่อไปนใ้ี หอ้ ย่ใู นรูปเลขยกกาลัง
= 6.3 × 10-2
1) 0.063 ; 0.063 = 2.575 × 103
2) 2575 ; 2575
3) 0.06031 ; 0.06031 = 6.031 × 10-2
ข้อสังเกต คาตอบในข้อ 1 เลขช้ีกาลังของ 10 ตรงกับจานวนตาแหน่งทศนิยมที่ต้องเลื่อนไปจาก
ตาแหน่งเดิม ถ้าจุดทศนิยมเล่ือนไปทางขวา เลขชี้กาลังเป็นลบ ถ้าจุดทศนิยมเล่ือนไปทางซ้าย เลขชี้กาลังเป็น
บวก
การเปลยี่ นจานวนท่ีอยู่ในรูปเลขยกกาลังมาเป็นการเขียนแบบปกติ ใช้เลขช้ีกาลังของ 10 เป็นตัวบอก
ตาแหน่งของทศนิยม ถ้าเลขชี้กาลังเป็นบวก ให้เล่ือนจุดทศนิยมไปทางขวา ถ้าเลขชี้กาลังเป็นลบ ให้เล่ือนจุด
ทศนยิ มไปทางซา้ ย ศึกษาจากตัวอย่างที่ 2
ตัวอย่างที่ 2 จงเปล่ียนเลขจานวนตอ่ ไปน้ี ใหอ้ ย่ใู นรปู ปกติ
1) 7.42 × 105 ; 7.42 × 105 = 742 000
2) 4.53 × 10-4 ; 4.53 × 10-4 = 0.000 453
3) 2.613 × 108 ; 2.613 × 108 = 216 000 000
3.2 การเปลี่ยนหนว่ ย
อุปสรรคตอนแรก
สูตรลัด = อุปสรรคทจี่ ะเปล่ยี น
ตัวอยา่ งท่ี 3 เส้นผมมเี สน้ ผ่านศนู ย์กลาง 0.0005 เมตร มคี ่ากม่ี ลิ ลเิ มตร
วิเคราะหโ์ จทย์ เปลย่ี นหนว่ ยจาก เมตร (m) เป็นมิลลิเมตร (mm)
เสน้ ผมเส้นผา่ นศนู ย์กลาง 0.0005 m = 5×10-4 m
จากสตู ร หนว่ ยทเี่ ปลย่ี นได้ = 0
=
5×010-4 × 10-3
= 5×101
= 0.5 mm
ดังนัน้ เส้นผมมเี สน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 0.5 มิลลเิ มตร
ตวั อย่างท่ี 4 ระยะทาง 5,600,000,000 เมตร มีค่ากเ่ี มกะเมตร
วเิ คราะหโ์ จทย์ เปลี่ยนหนว่ ยจาก เมตร (m) เป็นเมกะเมตร (Mm)
ระยะทาง 5,600,000,000 เมตร = 5.6× 109
จากสตู ร หนว่ ยทีเ่ ปล่ียนได้ = 0 0
=
5.6 × 109 × 10-6
= 5.6 × 103
= 5,600 Mm
ดงั น้นั ระยะทางมคี า่ 5,600 เมกะเมตร
ตวั อย่างที่ 5 จงเปลยี่ นพ้นื ท่ี 1 ตารางเซนติเมตร ให้เป็นตารางเมตร
วเิ คราะห์โจทย์ เปล่ียนพื้นที่ 1 cm2 ให้เป็น m2 ซ่ึงเป็นหน่วยกาลังสอง มีหลักการคล้ายกับการ
เปลีย่ นหน่วยกาลงั หนง่ึ โดยหน่วยทกุ ตวั ตอ้ งยกกาลังสอง
จาก 1 cm2 = 1 (cm)2
= 1 c2m2
= 1 × (10-2 )2 m2
= 1 × 10-4 m2
ดังนัน้ 1 ตารางเมตร มคี า่ เป็น 10-4 เมตร
ใบงานที่ 1 (K)
เรือ่ ง ธรรมชาตทิ างฟิสกิ ส์ ปรมิ าณและหน่วย
ชอ่ื .....................................................................................ชัน้ .................................เลขท่ี...................
คาชแ้ี จง ใหเ้ ติมข้อความหรือความหมายของคาตอ่ ไปนใี้ ห้สมบูรณ์
1. วิชาวิทยาศาสตร์ คอื .........................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
2. วิชาวิทยาศาสตร์ สามารถแบง่ ออกเปน็ ..................................สาขาหลัก ไดแ้ ก่
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
3. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สามารถแบง่ ออกเปน็ ....................................ขัน้ ตอน ไดแ้ ก่
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
4. เทคโนโลยี คอื ...................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
5. วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กนั อย่างไร
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
6. หนว่ ยฐาน คอื ...................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
7. หน่วยอนพุ ันธ์ คือ................................................................................................................................ .............
8. หนว่ ยเสรมิ ประกอบด้วยหนว่ ย .............................................หนว่ ย ไดแ้ ก่
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
9. คาอปุ สรรค คอื ................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
10. คาอปุ สรรคที่แทนตัวพหคุ ูณ มที ัง้ หมด...........................................คา่ ไดแ้ ก่
ตวั พหคุ ณู คาอุปสรรค ตัวพหุคูณ คาอปุ สรรค
11. ตามแนวคดิ ของนกั เรียนสามารถนาความรเู้ ร่อื ง การเปลีย่ นหน่วยไปใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
12. ตามแนวคดิ ของนกั เรยี น วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตของนกั เรียนอย่างไร
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
แบบฝกึ ทักษะท่ี 1 (P)
เรอื่ ง ธรรมชาตทิ างฟิสิกส์ ปริมาณและหนว่ ย
ช่อื .....................................................................................ชนั้ .................................เลขที่...................
คาช้ีแจง จงแสดงวธิ ีทาอย่างละเอียด
1. วตั ถุมวล 500 กรมั มคี ่ากกี่ ิโลกรมั , ก่ไี มโครกรัม, กม่ี ิลลกิ รัม จงหาคาตอบ
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
2. ระยะทาง 90 กโิ ลเมตร มคี า่ กเ่ี มตร, ก่นี าโนเมตร จงหาคาตอบ
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
3. เรอื ลาหน่ึงแล่นดว้ ยความเร็ว 72 กโิ ลเมตร/ชั่วโมง มคี า่ กี่เมตร/วินาที
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
4. พนื้ ที่ 1 ตารางเมตร มีค่าก่ตี ารางเซนติเมตร
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
5. จงทาจานวนตอ่ ไปนใ้ี หอ้ ย่ใู นรปู เลขช้กี าลัง
5.1 1000 = …………………………………..…………..
5.2 360000 = …………………………………..…………..
5.3 0.004 = …………………………………..…………..
5.4 0.0953 = …………………………………..…………..
เฉลยแบบฝึกทกั ษะที่ 1 (P)
เรอ่ื ง ธรรมชาตทิ างฟสิ กิ ส์ ปรมิ าณและหนว่ ย
คาชีแ้ จง จงแสดงวิธีทาอย่างละเอยี ด
1. วัตถมุ วล 500 กรัม มีค่ากีก่ โิ ลกรมั , ก่ีไมโครกรัม, กมี่ ลิ ลกิ รมั จงหาคาตอบ
วตั ถมุ วล 500 กรัม มีค่ากก่ี โิ ลกรมั
00
วธิ ที า วตั ถมุ วล 500 กรมั = 0 = 500 × 10-3 kg
วัตถมุ วล 500 กรมั มคี า่ กไ่ี มโครกรมั
00
วธิ ีทา วตั ถมุ วล 500 กรัม = 0 = 500 × 106 g
วตั ถุมวล 500 กรัม มคี ่ากมี่ ลิ ลกิ รมั
00
วธิ ที า วตั ถุมวล 500 กรัม = 0 = 500 × 103 mg
2. ระยะทาง 90 กิโลเมตร มีค่าก่ีเมตร, ก่ีนาโนเมตร จงหาคาตอบ
ระยะทาง 90 กโิ ลเมตร มีคา่ กี่เมตร
วิธที า ระยะทาง 90 กิโลเมตร = 90 × 103 m
ระยะทาง 90 กโิ ลเมตร มคี า่ กนี่ าโนเมตร
วธิ ีทา ระยะทาง 90 กโิ ลเมตร = 0 0 = 90 × 103 × 109
0 = 90 × 1012 nm
3. เรอื ลาหน่งึ แลน่ ด้วยความเรว็ 72 กิโลเมตร/ช่วั โมง มคี ่ากเ่ี มตร/วินาที
วิธที า เรอื ลาหนง่ึ แล่นด้วยความเรว็ 72 กิโลเมตร/ชว่ั โมง = 0 0
0
= 19.44 m/s
4. พ้นื ท่ี 1 ตารางเมตร มีค่าก่ตี ารางเซนตเิ มตร
วิธที า พน้ื ท่ี 1 ตารางเมตร = 1 × (10-2) = 1 × 10-4 cm2
5. จงทาจานวนตอ่ ไปนี้ให้อยู่ในรปู เลขชก้ี าลัง
5.1 1000 = 1 × 103
5.2 360000 = 36 × 104
5.3 0.004 = 4 × 10-3
5.4 0.0953 = 953 × 10-4
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
รายวชิ าฟสิ ิกสเ์ พิม่ เติม (ว30201) เวลา 11 ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา 3 ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1 ธรรมชาติและพัฒนาการทางฟสิ ิกส์
เรื่อง การวดั และการบนั ทึกผลการวดั ทางฟิสกิ ส์
1. ผลการเรียนรู้
วดั และรายงานผลการวัดปรมิ าณทางฟิสกิ สไ์ ด้ถกู ตอ้ งเหมาะสม โดยนาความคลาดเคล่ือนในการวัด
มาพจิ ารณาในการนาเสนอผล รวมท้งั แสดงผลการทดลองในรปู ของกราฟ วิเคราะห์ และแปลความหมายจาก
กราฟเส้นตรง
2. สาระสาคัญ
ฟิสิกส์ เป็นวิชาท่ีศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในการเปล่ียนแปลงทางกายภาพมีปริมาณใด
สัมพันธ์กัน แล้วการทดลองจึงเป็นการค้นหาคาตอบและความจริงมาวิเคราะห์ อธิบาย ความสาคัญของการ
บันทึกข้อมูลจึงนับว่าจาเป็น โดยตัวเลขที่ได้จากการวัดจึงมีความสาคัญในวิชาฟิสิกส์ ตัวเลขเหล่าน้ีจึงมี
นยั สาคญั เรยี กว่า เลขนยั สาคญั แต่ความถูกต้องแม่นยานั้นจะไม่ 100 % เนื่องจากเครื่องมือและตัวผู้วัดเองจึง
ตอ้ งมีคา่ คลาดเคล่ือน (ค่าความไม่แน่นอนของการวัด)
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายเกยี่ วกับการบันทกึ ข้อมูล ทักษะการทดลอง การนาเสนอข้อมลู ได้ถูกต้อง (K)
2. แสดงทกั ษะการทดลอง การใชเ้ คร่ืองมอื การวัด และการนาเสนอขอ้ มูลได้ถกู ต้อง (P)
3. ทางานร่วมกับผูอ้ ืน่ อยา่ งสรา้ งสรรค์ ยอมรับความคดิ เหน็ ของผอู้ นื่ ได้ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
1. การทดลองและการบนั ทึกข้อมูล
2. ความไม่แน่นอนในการวดั
5. สมรรถนะสาคัญ
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. ซ่อื สตั ย์
2. มีวินัย
3. ใฝ่เรยี นรู้
4. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
5. มุง่ มนั่ ในการทางาน
6. มจี ติ สาธารณะ
7. คา่ นยิ ม / คุณธรรม
1. ใฝ่หาความรู้ หม่นั ศึกษาเลา่ เรยี น
2. มสี ติ รคู้ ดิ รทู้ า
3. มีระเบียบวินัย
4. มีความเข้มแข็งท้ังร่างกายและจติ ใจ ไม่ยอมแพต้ ่ออานาจฝ่ายตา่
8. ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. คิดอย่างเป็นระบบและทางานกบั ผอู้ ่ืนอยา่ งสร้างสรรค์
2. การเข้าถึงสารสนเทศ และนาเทคโนโลยีมาประยกุ ต์ใชอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
3. มคี วามยืดหยนุ่ ปรับตัวเพอ่ื พรอ้ มรับการเปลย่ี นแปลง
9. ภาระงาน/ช้ินงาน
1. ใบงานท่ี 2 และแบบฝึกทกั ษะท่ี 2 เรอ่ื ง การวดั และการบนั ทึกผลการวดั ทางฟิสกิ ส์
10. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (รปู แบบวงจรการเรียนรู้ 5E)
ขนั้ ท่ี 1 ขัน้ นาเขา้ สูบ่ ทเรียน
1.1 นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้เดิม เกี่ยวกับ เร่ืองการวัดในวิชาฟิสิกส์มี การวัด 2
แบบคอื แบบสเกลกบั แบบตัวเลข เช่อื มโยงเนอ้ื หาโดยนกั เรยี นร่วมกันสนทนา เกี่ยวกับ การทดลองเร่ืองการวัด
ในวิชาฟิสิกส์มีความสาคัญอย่างไร และการบันทึกข้อมูลท่ีถูกต้องควรทาอย่างไร (ทิ้งช่วงให้นักเรียนคิด) เพื่อ
เปน็ ความรูพ้ ืน้ ฐานนาไปสู่การศกึ ษา เรือ่ ง การวดั อยา่ งละเอยี ด และความไมแ่ น่นอนในการวัด
1.2 ครูแจกใบความรู้ ให้นักเรียนโดยให้เด็กแบ่งกลุ่มๆ กลุ่มละ 5-6 คน ดูจากใบงานแล้ว
อภิปรายวธิ กี ารทดลองการวัดอย่างละเอียดเกี่ยวกับ วิธีการวัดและวิธีการใช้เครื่องมือวัดอย่างถูกต้องในการวัด
และบันทึกผลการทดลองอย่างไร (เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้แสดงความคดิ เหน็ )
1.3 นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภปิ รายเกีย่ วกับ ความคลาดเคล่ือนในการวดั ทีเ่ กิดขึ้น
ขน้ั ท่ี 2 ข้นั สารวจและคน้ พบ
2.1 นักเรียนสืบค้นข้อมูลเก่ียวกับ จุดประสงค์การทดลอง หลักการทดลองในใบกิจกรรมท่ี 2
เร่ือง การวัดอยา่ งละเอียด
2.2 นักเรียนสืบค้นข้อมูลเก่ียวกับ วิธีการวัดอย่างละเอียด โดยศึกษาเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวัด
เพ่อื จะไดเ้ กิดความคลาดเคลือ่ นไม่มาก
2.3 นักเรยี นทาใบงานท่ี 2 เรอ่ื ง การทดลองในวิชาฟสิ กิ สแ์ ละความไมแ่ นน่ อนในการวดั
ขั้นที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ
3.1 นักเรียนนาข้อมลู จากขัน้ การทดลองและค้นหา มาอภปิ รายรว่ มกับครู
3.2 นักเรยี นร่วมซักถาม และครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับวัดแบบต่างๆ และความไม่แน่นอนใน
การวัด เพอ่ื ใหน้ กั เรียนสรุปสาระสาคญั ลงในใบกิจกรรมที่ 2 เร่ือง การวดั อย่างละเอียด
3.3 นักเรียนทาใบงานท่ี 2 และแบบฝึกทักษะท่ี 2 เร่ือง การวัดและการบันทึกผลการวัดทาง
ฟิสกิ ส์
ขั้นท่ี 4 ขั้นขยายความรู้
4.1 นักเรียนสนทนาซักถามครู และตอบคาถามว่า “การบันทึกผลโดยวัดทรงกระบอกกลวง
และทรงกลมตันเหมือนกันหรือไม่ (ท้ิงช่วงให้นักเรียนคิด) เพื่อนาไปสู่การศึกษาว่าเคร่ืองมือวัดแต่ล่ะอย่างมี
ความละเอยี ดในการวัดที่แตกตา่ งกัน และควรจะเลอื กใช้เคร่อื งมอื วัดให้มคี วามเหมาะสมกับอุปกรณ์ทจ่ี ะวดั
4.2 นกั เรยี นร่วมกนั สืบคน้ ขอ้ มูล เรื่อง การวัดอยา่ งละเอียดโดยวธิ ีอย่างอ่ืน
ขัน้ ท่ี 5 ขัน้ ประเมนิ ผล
5.1 สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรแู้ ละการร่วมกจิ กรรมของนักเรียน
5.2 ประเมินจากการทาใบกิจกรรมการทดลองที่ 2 เร่ือง การวัดอย่างละเอียด ใบงานที่ 2
และแบบฝึกทกั ษะท่ี 2 เรอ่ื ง การวดั และการบนั ทึกผลการวดั ทางฟสิ กิ ส์
11. นวตั กรรมการศึกษา
11.1 สอื่ และอุปกรณก์ ารเรยี นรู้
- หนังสอื เรยี นรายวิชาฟสิ ิกส์เพมิ่ เติม เลม่ 1 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
- ใบความรู้ที่ 2 เรือ่ ง การวัดและการบนั ทกึ ผลการวัดทางฟสิ ิกส์
- ใบงานท่ี 2 เรอื่ ง การวดั และการบันทึกผลการวดั ทางฟิสิกส์
- ใบกจิ กรรมการทดลองที่ 2 เร่ือง การวดั อยา่ งละเอียด
- แบบฝึกทกั ษะท่ี 2 เรอื่ ง การวดั และการบนั ทึกผลการวดั ทางฟสิ ิกส์
- ชุดอุปกรณก์ ารทดลอง เวอร์เนยี ร์คาลปิ เปอร์ และไมโครมิเตอร์
- PowerPoint เรือ่ ง ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟสิ กิ ส์
11.2 แหลง่ เรยี นรู้
- หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
- หนังสอื คมั ภรี ฟ์ ิสิกสโ์ อเน็ต ม. 4 – 5 – 6
- ตะลยุ โจทย์ใหม่ วิทยาศาสตร์ฟสิ กิ ส์ ม.ตน้
- http://labphy.sc.su.ac.th/lab/vernier.html
12. การวัดและประเมินผล
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธีการวดั เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมิน
ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายเก่ียวกับการบันทึก วัดจากการตอบคาถาม ใบงานท่ี 2 เร่ือง การวัด ตอบคาถามถูกต้อง
ข้อมูล ทักษะการทดลอง การ ใบงานที่ 2 เร่ือง การ และการบันทึกผลการวัด ร้อยละ 70 ข้ึนไป
นาเสนอข้อมูลไดถ้ กู ต้อง วัดและการบันทึกผล ทางฟิสิกส์
การวัดทางฟิสิกส์
ด้านกระบวนการ (P)
2. แสดงทักษะการทดลอง การ 1. วัดจากการตอบ 1. แบบฝึกทักษะท่ี 2 เร่อื ง 1. ตอบคาถามถูก
ใช้เครื่องมือการวัด และการ คาถามแบบฝึกทักษะที่ การวัดและการบันทึกผล ต้องร้อยละ 70 ข้ึน
นาเสนอขอ้ มลู ไดถ้ กู ต้อง 2 เร่ือง การวัดและการ การวัดทางฟิสิกส์ ไป
บันทึกผลการวัดทาง 2. ใบกิจกรรมการทดลอง 2. ใช้ทักษะการทด
ฟสิ ิกส์ ท่ี 2 เร่ือง การวัดอย่าง ลองการใช้เครื่องมือ
2. วัดจากการตอบ ละเอียด การสรุป และการ
คาถามใบกิจกรรมการ อภปิ ราย
ทดลองที่ 2 เรอ่ื ง ได้ถูกตอ้ ง
การวัดอย่างละเอยี ด
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A)
3. ทางานร่วมกับผู้อื่นอย่าง การสังเกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติ กรรมการ ไดค้ ะแนนในระดับ 2
สร้างสรรค์ ยอมรับความคิด การเห็น เรยี นรู้ ข้ึนไป
เห็นของผอู้ ืน่ ได้ คุณค่า คุณประโยชน์
ของการ
เรยี นวชิ าฟสิ กิ ส์
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 80 - 100 % ให้ ดีมาก
ระดบั คะแนน 70 - 79 % ให้ ดี
ระดับคะแนน 60 - 69 % ให้ ปานกลาง
ระดับคะแนน 50 - 59 % ให้ พอใช้
ระดับคะแนน 0 – 49 % ให้ ปรับปรุง
ระดับคะแนน
13. การบรู ณาการหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. ผ้สู อนใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
หลักพอเพยี ง พอประมาณ มเี หตุผลที่ดี มภี มู ิคมุ้ กันในตวั ท่ีดี
ประเดน็
กิจกรรมการเรียนรู้ - มีการวางแผนการจัดกิจ - จัดการเรียนรู้ตรงตามผล - มี ก าร ว า งแ ผ น กา ร จั ด
กรรมด้านต่างๆชัดเจน มีลา การเรยี นรู้ กิจกรรมอย่างชัดเจนเป็น
ดับข้ันตอน มีการกาหนด ลาดับ
เน้ือหาสาระ จัดกิจกรรม
ผ่านกระบวนการกล่มุ
เวลา - กาหนดเนื้อหาสาระเหมาะ - เพื่อให้กิจกรรมการเรียน - มีการเผื่อเวลาในการทา
สมกับเวลา กิจกรรมการ การสอนบรรลุผลการเรียนรู้ กิจกรรมแต่ละขั้นเพ่ือ ให้
เรียนรู้ใช้กระบวนการกลุ่ม ไดต้ ามเวลาท่ีกาหนด นักเรียนที่มีความสามารถ
นักเรียนทางานได้ทันตาม ต่างกันสามารถทางานให้
เวลาท่กี าหนด เสร็จทันเวลา
สอ่ื - จัดเตรียมและใช้สื่อในการ - ใช้เครื่องมือเพื่อให้นัก - มีลาดับข้ันตอนในการใช้
จัดกิจกรรมการเรียนการ เรียนได้ร่วมอภิปรายในแบบ สือ่ ตา่ งๆอยา่ งคุ้มคา่
สอนเหมาะสมกับจานวน ฝกึ กิจกรรม
กลุ่ม
แหลง่ เรยี นรู้ - กาหนดเนื้อหาสาระและ - เพ่ือให้การจัดการเรียน รู้ - มีการสืบค้นทางอินเทอร์
กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะ สอดคล้องกับวิถีชีวิตทาให้ เน็ตการค้นคว้าในห้องสมุด
สมกบั แหลง่ เรยี นรู้ สามารถนาความรู้มาใช้ใน ก่อนจะออกแบบกิจกรรม
ชวี ติ ประจาวันได้ การเรยี นรู้ต่างๆ
ความรู้ที่ใช้ในการจัด - สืบค้นเทคนคิ วิธีการสอน,รปู แบบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
กิจกรรมการเรยี นรู้ - ศกึ ษาเนอื้ หาด้านตา่ งๆให้ชดั เจน
- ศกึ ษาคน้ ควา้ และบรู ณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งกับการจดั การเรียนรู้
คุณธรรม - มคี วามรบั ผิดชอบในการปฏิบตั ิหน้าที่การสอน ตรงต่อเวลา เตรยี มการสอนล่วงหนา้
- มคี วามเมตตา ให้ความเสมอภาค และยุตธิ รรมกบั นกั เรยี นทุกคน
- มคี วามเสียสละ อดทน และใฝร่ ู้
2. ผ้เู รยี นมีคุณลกั ษณะ “อยู่อย่างพอเพียง”
พอประมาณ มเี หตุผลทด่ี ี มภี มู ิคุ้มกันทดี่ ี
- แตล่ ะกลุ่มแบง่ หน้าท่ีในกลุ่มเหมาะสม - มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา - ฝึกการมีส่วนร่วมในการทางาน
กับความสามารถและพอเพียงกับจา ในเร่ืองที่ศึกษา สามารถวิเคราะห์ข้อ สร้างความสามัคคใี นการทางาน
นวนสมาชกิ มลู ต่างๆไดอ้ ย่างถูกต้อง
- วางแผนการทางานอย่างรอบคอบโดย - รู้จักทางานร่วมกับผู้อ่ืนโดยใช้กระ
กาหนดเวลาในการทากิจกรรมอย่าง บวนการกลมุ่
เหมาะสม
ความรู้ (วธิ ีการ) - สบื ค้นขอ้ มูล เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ
- ศกึ ษา คน้ ควา้ วธิ ีการทาแบบฝึกหดั กจิ กรรม และใบงาน
- วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชท้ กั ษะกระบวนการคิด
คุณธรรมทีเ่ กดิ กับนกั เรียน - มคี วามรบั ผดิ ชอบในหนา้ ที่ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ทางานด้วยความเรียบร้อย
ถกู ตอ้ ง และเสร็จทนั เวลา
- มีความสามัคคีในหมู่คณะ มีวินับเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดีขณะปฏิบัติงาน
รว่ มกนั
- ร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยความกระตือรือรน้ สนใจ ต้ังใจ และใฝ่เรียนรู้
3. ผลลัพธ์ KPA 4 มติ ิ ท่เี กย่ี วขอ้ งกับการอยู่อย่างพอเพียง
ผลลพั ธ์ สมดุลพร้อมต่อการเปลย่ี นแปลงในด้านต่างๆ
ด้านวตั ถุ ด้านสงั คม ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม ด้านวฒั นธรรม
-
ด้านความรู้ - มีความรู้ความเข้าใจ - มีความรู้เกี่ยวกับการ - มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม
-
เกี่ยวกับการวัดและ ทางานเป็นกลุ่มและการ เข้าใจธรรมชาติของ
การบันทึกผลการวัด วางแผนรว่ มกับผูอ้ ื่น ฟิสิกส์
ทางฟิสกิ ส์
ด้านทักษะ - มีความสามารถใน - สามารถทางานร่วมกับ -
การอภิปราย ทาแบบ ผู้อ่ืนในรูปแบบกลุ่มและมี
ฝกึ /ใบงาน ทักษะในการสร้างปฏิสัม
พันธ์กับผอู้ ่นื
บนั ทึกผลหลังการสอน
ผลการเรียนรู้
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ปญั หาและอปุ สรรค
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ขอ้ เสนอแนะแนวทางแกไ้ ข
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ......................................................ผู้สอน
(นางสาวกนกวรรณ บุญเกตุ)
ความคดิ เหน็ ของผู้อานวยการโรงเรียนศรีสโมสรวทิ ยา
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื …………………………………………
(นายเมธี วฒั นสิงห์)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นศรีสโมสรวทิ ยา
ใบความรทู้ ี่ 2
เรอื่ ง การวดั และการบันทกึ ผลการวดั ทางฟสิ ิกส์
1. การทดลองในวิชาฟสิ ิกส์
สิ่งท่ีสาคัญประการหน่ึงในการทดลองคือการบันทึกข้อมูลตามความเป็นจริง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา
ทางด้านฟสิ ิกส์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพ (Qualitative Data) เป็นข้อมูลท่ไี ด้จากการสังเกตตามขอบเขตการรับรู้ เช่น รส,
รูป, กลิน่ และสี เป็นตน้ ซ่ึงข้อมูลเชิงคณุ ภาพเปน็ ข้อมลู ท่วี ดั ไมไ่ ด้
2. ข้อมูลเชิงกายภาพ (Quantitative Data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการวัดปริมาณต่างๆ ของระบบท่ีเรา
กาลังศึกษาโดยใช้เคร่ืองมือวัดและวิธีวัดท่ีถูกต้อง ทาให้ได้ข้อมูลออกมาเป็นเชิงตัวเลข เช่น ระยะทาง,เวลา,
มวล และอุณหภมู ิ เป็นตน้
2. เครือ่ งมอื วัดทางวิทยาศาสตร์
ความรู้ต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางฟิสิกส์ที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ต้อง
อาศัยเคร่ืองมือวัด และผู้ที่จะใช้ก็ต้องทาความรู้จักทาความเข้าใจเก่ียวกับการใช้เครื่องมือวัดต่าง ๆ ให้ถ่องแท้
เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือวัดให้เหมาะสมกับงานที่ทา เพื่อความปลอดภัยในการทางาน
ประหยัดเวลา เช่น การวัดอุณหภูมิในเตาเผา ซ่ึงมีอุณหภูมิสูงมากเป็นพันองศาเซลเซียส เทอร์โมมิเตอร์แบบ
หลอดแก้ว ภายในบรรจขุ องเหลวใช้วัดอณุ หภูมิไมไ่ ด้ ตอ้ งวดั ด้วย ไพโรมเิ ตอร์ (Pyrometer)
เครื่องมือวดั ตา่ ง ๆ ทางวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาออกมาเรื่อย ๆ ควรติดตามสอบถามจากบริษัทผู้ผลิต
หรือบริษัทจาหน่ายเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้ทราบข้อมูลข่าวสาร ประโยชน์ และวิธีการใช้
เคร่อื งมอื วัดเหลา่ น้นั เพ่อื ช่วยให้ประหยัดเวลาในการคน้ หาความรู้ใหม่
การแสดงผลจากการวัด
ปจั จบุ ันนเี้ ครือ่ งมือวดั มีภาคแสดงของเครอ่ื งมือวัด 2 แบบ คือ
1. เครื่องมือวัดที่แสดงผลแบบขีดสเกล เป็นรูปแบบแสดงของเคร่ืองมือวัดท่ีใช้กันมานาน และยังใช้
ต่อเน่ืองกนั มาจนถึงปจั จบุ ัน เช่น สเกลไม้บรรทดั สเกลโวลตม์ เิ ตอร์ สเกลบนกระบอกตวง เป็นต้น
2. เคร่ืองมือวัดที่แสดงผลแบบตัวเลข การแสดงผลแบบน้ีเร่ิมมีความนิยม นามาใช้แทนการแสดงผล
แบบสเกลมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากสะดวกและรวดเร็วกว่าการอ่านภาคแสดงผลแบบขีดสเกลลองสังเกตได้
จากสิ่งของเครอื่ งใช้ท่ใี ชอ้ ยูใ่ นชวี ิตประจาวนั เช่น นาฬกิ าข้อมือแบบตัวเลข เป็นตน้
การอา่ นผลจากเคร่ืองมือวัด
1. การอ่านผลจากเครอ่ื งมือวัดท่ีแสดงผลแบบขีดสเกล
การอา่ นผลจากเคร่ืองมือวัดท่แี สดงผลแบบขีดสเกลจะประกอบด้วย ขอ้ มลู 2 ส่วน คอื
1.1 ส่วนทอี่ า่ นได้โดยตรงจากเคร่อื งมอื วดั
1.2 สว่ นทตี่ ้องประมาณค่าดว้ ยสายตา
2. การอ่านค่าจากเคร่ืองมือวัดแบบแสดงผลด้วยตัวเลข การอ่านค่าจากเคร่ืองมือวัดแบบแสดงด้วย
ตัวเลขนั้นจะเป็นการอ่านโดยตรงตามตัวเลขที่แสดงบนจอภาพสาหรับค่าความไม่แน่นอน หรือค่าความ
คลาดเคลื่อนของผลการวัดให้ดจู ากคมู่ ือประกอบการใช้งานของเคร่อื งมือนน้ั ๆ
ตัวอย่างที่ 1 แอมมิเตอร์วัดกระแสอ่านเต็มสเกลได้ 10 แอมแปร์ แต่ละช่วงแอมแปร์แบ่งออกเป็น 5 ขีดในการ
วดั กระแสคร้ังหนึง่ การเสนอผลการวดั ข้อใดเหมาะสมทส่ี ดุ
3. ความไมแ่ น่นอนในการวัด
ในการวัดปรมิ าณต่างๆ ด้วยเคร่ืองย่อมมี ความผิดพลาด ( error ) หรือ ความคลาดเคล่ือน อยู่เสมอ
เชน่ วดั ความหนาของทอ่ นไม้ ได้ 2.5 เซนติเมตรกว่า ๆ แตไ่ มถ่ งึ 2.6 เซนตเิ มตร ดังน้ันจึงควรบันทึก 2.54 หรือ
2.55 หรือ 2.56 โดยตวั สุดทา้ ย ( 4 , 5 , 6 ) เปน็ การคาดคะเน การบันทกึ เราควรบันทึกให้มีความคลาดเคล่ือน
น้อยที่สุด เราควรบันทึกดังนี้ 2.55 0.01 โดย 2.55 คือปริมาณที่วัดได้ ( A ) และ 0.01 คือ ค่า
ความคลาดเคล่ือน หรอื ความไมแ่ นน่ อนของการวัด ( A )
สรุปได้ว่า การบันทึกตัวเลขท่ีได้จากการวัด ย่อมมีความผิดพลาด จึงควรแสดงผลการวัดเป็น ( A
A)
การบันทกึ ผลการคานวณตวั เลขทีม่ คี วามไมแ่ นน่ อนในการวัด
1. การบวก หรือ ลบกัน ความคลาดเคล่ือนของผลลัพธ์ต้องคิดจากปริมาณความคลาดเคลื่อนจริงมา
บวกกนั เสมอ เช่น
1.1 ( A A ) + ( B B ) = ( A + B ) ( A + B )
1.2 ( A A ) + ( 2B 2 B ) = ( A - 2B ) ( A + 2 B )
2. การคณู หรือ หารกนั หาเปอร์เซ็นต์ ( % ) ความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์จากการคูณหรือหาร โดย
นาเปอร์เซ็นต์ ( % ) ของความคลาดเคล่ือนของแต่ละปริมาณมาบวกกัน เช่น หาเปอร์เซ็นต์ของความ
คลาดเคล่ือนพจิ ารณาดังน้ี
1. ( A A ) หาเปอร์เซ็นต์ (%) ของความคลาดเคล่ือน = x 100 %
2. ( B B ) หาเปอร์เซน็ ต์ (%) ของความคลาดเคลอ่ื น = x 100 %
3. ( C C ) หาเปอร์เซน็ ต์ (%) ของความคลาดเคลอ่ื น = x 100 %
2.1 ( A A ) • ( B B ) = ( A • B ) ( x 100 % + x 100 % )
2.2 ( A A ) / ( B B ) = ( A / B ) ( x 100 % + x 100 % )
2.3 ( A A ) • ( B2 2B B ) = ( A • B2 ) ( x 100 % + 2 x 100 % )
2.4 ( A A ) • ( B B ) + (√ ) = ( A • B / √ ) ( x 100 %
+ x 100 % + x 100 %)
ตวั อยา่ ง เชือกสองเส้นยาว 16.32 0.02 เซนตเิ มตร และ ยาว 20.68 0.01 เซนติเมตร อยากทราบว่า
ถ้านามาวางต่อกนั จะยาวเท่าใด และ เชอื กสองเสน้ นม้ี ีความยาวต่างกนั เทา่ ใด
วธิ ที า วางตอ่ กนั จะยาว
จาก ( A A ) + ( B B ) = (A+B) ( A+ B)
( 16.32 0.02 ) +( 20.68 0.01 ) = ( 16.32 + 20.68 ) ( 0.02 + 0.01 )
= 37.00 0.03 เซนตเิ มตร
เชอื กสองเส้นน้ีมีความยาวต่างกนั
จาก ( B B ) - ( A A ) = (A-B) ( A+ B)
( 20.68 0.01 ) - ( 16.32 0.02 ) = (20.68 - 16.32 ) ( 0.02 + 0.01 )
= 4.36 0.03 เซนตเิ มตร
ตัวอย่าง แผ่นพลาสติกรูปสี่เหล่ียมผืนผ้า มีด้านกว้าง 36.20 0.05 เซนติเมตร และมีด้านยาว 96.45
0.05 เซนตเิ มตร แผน่ พลาสตกิ น้ีจะมพี ้นื ที่เป็นเท่าไร
วิธที า แผ่นพลาสติกน้ีจะมพี ื้นท่เี ปน็
(A A)•(B B) = ( A • B ) ( x 100 % + x 100 % )
( 36.20 0.05 ) • ( 96.45 0.05 ) = ( 36.20 • 96.45 ) ( 0 0 0 x 100 % + 0 0 x
100 %
= 3,491.49 ( 0.19 % )
พ้ืนท่แี ผ่นพลาสติก = 3,491.49 6.63 cm2
ใบงานท่ี 2 (K)
เร่อื ง การวัดและการบนั ทึกผลการวัดทางฟิสกิ ส์
ช่ือ......................................................................................ชั้น....................เลขท่ี...................
คาช้แี จง ใหน้ กั เรียนเตมิ ข้อความหรือความหมายลงในชอ่ งวา่ งใหส้ มบรู ณ์
1. การศึกษาข้อมลู ทางฟิสิกสถ์ กู แบ่งออกเปน็ ...............................ประเภท คอื
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................ ...............................
...............................................................................................................................................................................
2. ปจั จบุ ันเคร่ืองมือวัดทางวิทยาศาสตร์ มีภาคแสดงของเคร่ืองมือวัด..............................แบบ ไดแ้ ก่
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................. .
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................. .................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................. .................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
แบบฝึกทักษะท่ี 2 (P)
เรือ่ ง การวดั และการบันทกึ ผลการวดั ทางฟสิ กิ ส์
ช่ือ......................................................................................ชัน้ ....................เลขท่ี...................
คาชีแ้ จง จงแสดงวิธีทาอย่างละเอยี ด
1. เชือกสองเส้นยาว 16.32 0.02 เซนตเิ มตร และ ยาว 20.68 0.01 เซนติเมตร อยากทราบวา่ ถา้ นามา
วางตอ่ กันจะยาวเทา่ ใด และ เชอื กสองเส้นนม้ี ีความยาวตา่ งกนั เทา่ ใด
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................... ......
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................... ......................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
2. แผน่ พลาสติกรูปสี่เหลย่ี มผนื ผา้ มดี า้ นกว้าง 36.20 0.05 เซนตเิ มตร และมดี า้ นยาว 96.45 0.05
เซนติเมตร แผ่นพลาสติกน้จี ะมีพ้ืนที่เปน็ เทา่ ไร
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝกึ ทักษะที่ 2 (P)
เรอ่ื ง การวดั และการบนั ทกึ ผลการวัดทางฟสิ ิกส์
คาชี้แจง จงแสดงวิธีทาอย่างละเอยี ด
1. เชอื กสองเสน้ ยาว 16.32 0.02 เซนตเิ มตร และ ยาว 20.68 0.01 เซนตเิ มตร อยากทราบวา่ ถ้านามา
วางตอ่ กันจะยาวเทา่ ใด และ เชอื กสองเสน้ นี้มคี วามยาวต่างกนั เท่าใด
วิธที า วางตอ่ กนั จะยาว
จาก ( A A ) + ( B B ) = (A+B) ( A+ B)
( 16.32 0.02 ) + ( 20.68 0.01 ) = ( 16.32 + 20.68 ) ( 0.02 + 0.01 )
= 37.00 0.03 เซนตเิ มตร
เชือกสองเสน้ นี้มคี วามยาวต่างกัน
จาก ( B B ) - ( A A ) = (A-B) ( A+ B)
( 20.68 0.01 ) - ( 16.32 0.02 ) = (20.68 - 16.32 ) ( 0.02 + 0.01 )
= 4.36 0.03 เซนติเมตร
2. แผน่ พลาสตกิ รปู สี่เหลย่ี มผืนผา้ มดี า้ นกวา้ ง 36.20 0.05 เซนติเมตร และมีด้านยาว 96.45 0.05
เซนตเิ มตร แผน่ พลาสตกิ นจี้ ะมพี ืน้ ท่ีเป็นเทา่ ไร
วิธที า แผน่ พลาสตกิ น้จี ะมีพ้ืนท่ีเปน็
(A A)•(B B) = ( A • B ) ( x 100 % + x 100 % )
( 36.20 0.05 ) • ( 96.45 0.05 ) = ( 36.20 • 96.45 ) ( 0 0 0 x 100 % + 0 0 x
100 %
= 3491.49 ( 0.19 % )
พน้ื ทีแ่ ผน่ พลาสตกิ = 3.49.49 6.63 cm2
ใบกิจกรรมท่ี 2
เรอื่ ง การทดลองการวัดอยา่ งละเอยี ด
คาสง่ั ให้นักเรยี นแบ่งกล่มุ ๆ ละ 6 – 7 คน ร่วมกันทาการทดลองท่ี 2 เร่อื ง การวัดอย่างละเอยี ด
ชื่อกลุ่ม............................................................................ชั้น……........................คะแนนท่ไี ด้............................
รายชื่อสมาชกิ ในกลมุ่
1. ...................................................................................... เลขท.่ี ..............................
2. ......................................................................................เลขท.่ี ..............................
3. ...................................................................................... เลขท.่ี ..............................
4. ......................................................................................เลขท.ี่ ..............................
5. ...................................................................................... เลขท.ี่ ..............................
6. ......................................................................................เลขท.่ี ..............................
7. ...................................................................................... เลขท.ี่ ..............................
การทดลองที่ 2
การวัดอย่างละเอยี ด (Measuring)
วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ศกึ ษาหลกั การพน้ื ฐานในการใชเ้ วอร์เนยี รค์ าลิเปอร์ และไมโครมเิ ตอร์
2. เพ่อื ทดลองใช้เวอรเ์ นียรค์ าลเิ ปอร์ และไมโครมเิ ตอร์
3. เพ่อื ศึกษาวิธกี ารบนั ทึกและวิเคราะหข์ อ้ มูล
อุปกรณ์
1. เวอร์เนยี ร์คาลเิ ปอร์
2. ไมโครมิเตอร์
3. วัตถุทรงกลมตนั และทรงกระบอกกลวง
ทฤษฎี
1. เวอร์เนียร์คาลเิ ปอร์
เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้วัดความยาวของวัตถุท้ังภายใน และภายนอกของช้ินงาน เวอร์เนียร์คาลิเปอร์มี
ลักษณะทวั่ ไป ดังรปู
เวอรเ์ นยี รค์ าลิเปอร์
1.1 ส่วนประกอบของเวอร์เนียร์คาลเิ ปอร์
ตาแหน่ง เรียกวา่ ปากวดั ใช้หนีบวตั ถทุ ี่ตอ้ งการวดั ขนาด
ตาแหน่ง เรยี กว่า ปากวัด ใช้วดั ขนาดภายในของวัตถุ
ตาแหน่ง เรียกว่า แกน G ใช้วดั ความลกึ
ตาแหน่ง ,เรียกว่า สเกลหลัก เป็นสเกลไม้บรรทัดธรรมดา ซึ่งเป็นเซนติเมตร(mm)
และน้ิว(inch)
ตาแหน่ง เรียกวา่ สเกลเวอรเ์ นียร์ ซึง่ จะเลือ่ นไปมาได้บนสเกลหลกั
ตาแหนง่ เรียกวา่ สกรู ใช้ยึดสเกลเวอร์เนียร์รใ์ ห้ตดิ กบั สเกลหลัก
ตาแหนง่ เรียกวา่ ปุ่ม ใชก้ ดเลอ่ื นสเกลเวอร์เนียร์ไปบนสเกลหลัก
1.2 ค่าความละเอียดของเวอรเ์ นียร์
ค่าความละเอียด (Least Count ) = , n = จานวนชอ่ งของสเกลเวอรเ์ นียร์
โดยปกติแล้ว ตัวเลขท่ีแสดงค่าความละเอียดที่สุดของเครื่องวัดน้ีมักจะเขียนไว้บนสเกลเวอร์
เนียร์ร์ในหน่วยต่างๆ เสมอ เช่น 0.1 mm. สาหรับสเกลเวอร์เนียร์ชนิด 10 ช่องหรือจานวนช่อง 10 ช่อง (n =
10)
0.05 mm. สาหรับสเกลเวอรเ์ นยี ร์ชนิด 20 ช่องหรอื จานวนชอ่ ง 20 ช่อง (n = 20)
0.02 mm. สาหรับสเกลเวอรเ์ นียรช์ นดิ 50ช่องหรอื จานวนช่อง 50 ชอ่ ง (n = 50)
หมายเหตุ เวอรเ์ นียรท์ ี่ใช้อยใู่ นหอ้ งปฏบิ ตั ิการฟสิ กิ สน์ ี้จะเป็นชนิด n = 20
0.05 mm หมายความว่า 1 ชอ่ งสเกลเวอรเ์ นียรร์ ม์ ขี นาดเท่ากบั 0.05 mm
1.3 ลาดับการอา่ นค่าจากการวดั
1. ก่อนใช้เวอร์เนียร์ต้องตรวจสอบดูว่ามีค่าความละเอียดของเวอร์เนียร์ร์ ( least count) มีค่า
เท่าใด โดยดูจากตัวเลขท่เี ขยี นไว้บนสเกลเวอรเ์ นียร์ หรืออาจจะคานวณจากสูตร least count =
2. ดูว่าขีดที่ศูนย์ของสเกลเวอร์เนียร์อยู่ที่ตาแหน่งใดศูนย์บนสเกลหลัก แล้วอ่านค่าบนสเกลหลัก
ในหน่วยเซนติเมตรหรือนิว้ ตามหน่วยทเ่ี ราตอ้ งการ
3. ใชน้ ว้ิ หัวแมม่ อื ดนั สเกลเวอรเ์ นยี ร์ท่ตี าแหนง่ ท่ี (ดังรูป) กางออก ให้พอท่ีปากของเวอร์เนียร์
หนบี วตั ถทุ ตี่ อ้ งการวัดให้พอดี แล้วบันทึกคา่ ทตี่ าแหน่งศูนยข์ องสเกลเวอรเ์ นยี รต์ รงกับสเกลหลัก
4. จากนั้นหาตาแหน่งท่ีสเกลเวอร์เนียร์กับสเกลหลักตรงกัน แล้วบันทึกค่าสเกลเวอร์เนียร์ร์น้ัน
(หรอื นบั จานวนช่องของสเกลเวอร์เนยี ร์จนถึงขดี ท่ีตรงกนั )
5. สเกลเวอร์เนียร์สเกลแรกท่ีตรงกบั สเกลหลักคือสเกลใด
6. คานวณหาขนาดของวตั ถุท่ีวดั จากสูตร
ผลการวดั = คา่ สเกลหลัก + (คา่ สเกลเวอร์เนยี ร์ × คา่ ความละเอียดของเวอร์เนยี ร์)
(ขอ้ 3) (ข้อ 4) (ขอ้ 1)
ตัวอยา่ งการอ่านสเกลเวอร์เนียร์ ผลการวดั ของวตั ถอุ ันหน่ึงแสดงคา่ ทอ่ี ่านดงั รปู
ตาแหนง่ 11 ขดี ที่ 13
cm
= 1/20mm
1. หาค่าของสเกลหลัก จากรูปด้านบนขีดท่ีศูนย์ของสเกลเวอร์เนียร์ตรงกับเสเกลหลักตาแหน่งท่ี1.1
เซนตเิ มตร (เลยออกมาเล็กน้อยบนสเกลหลัก)
2. หาคา่ ของเสกเวอร์เนียร์ ได้จากการนับจานวนช่องขีดของสเกลเวอร์เนียร์ที่ตรงกับขีดบนสเกลหลัก
อย่ทู ี่ขีดทเ่ี ทา่ ใด (13 ช่อง = ขดี ท่ี 13)
3. ผลการวดั = คา่ สเกลหลัก + {คา่ สเกลเวอรเ์ นียร์ × คา่ ความละเอยี ดของเวอร์เนียร์ (Leastcount)}
แทนค่า ค่าสเกลหลัก = 1.1 เซนติเมตร , คา่ สเกลเวอรเ์ นยี ร์ = 13 , Least count = 0.05 มลิ ลเิ มตร
ฉะนัน้ ผลการวัด = 1.1 เซนตเิ มตร + (13x0.05) มิลลิเมตร
= 1.1x10-2x103 มิลลิเมตร + 0.65 มิลลิเมตร
= 11.65 มลิ ลิเมตร
การใชเ้ วอร์เนียรค์ าลเิ ปอรว์ ดั ขนาดของวตั ถุในหลายลักษณะดังรปู
ในการวัดความยาวของแทง่ วัตถุ การวดั เส้นผ่าศนู ยก์ ลางภายใน การวดั ความลกึ ของวตั ถุ
เส้นผา่ ศนู ย์กลางของทรงกระบอก ของวงแหวน ทรงกระบอกกลวง
และทรงกลม
2. ไมโครมเิ ตอร์
ไมโครมิเตอร์เป็นเคร่ืองมือที่ใช้วัดความยาว ค่าละเอียดที่สุดมีหลายระดับ แต่ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ
ฟสิ กิ ส์ คา่ ละเอียดมขี นาด 0.01 mm
2.1 การอา่ นคา่ วดั ของไมโครมิเตอร์
1. สเกลหลักเป็นสเกลที่อยู่บนปลอกหมุนหยาบมีจานวนท้ังหมด 25 mm โดยความยาวของ
แต่ละชอ่ งสเกลมีคา่ เทา่ กบั 0.5 mm
2. สเกลละเอียดเป็นสเกลทอี่ ยบู่ นปลอกหมุนหยาบมีจานวนทั้งหมด 50 สเกล แต่ละสเกล จะ
แสดงถงึ ค่าความละเอียดท่ีสดุ หรือจานวนนับท่ีน้อยท่ีสุดของไมโครมิเตอร์ ในท่ีนี้มีค่าเท่ากับ 0.01 mmจากรูป
1.3 ขน้ั ตอนในการอ่านคา่ มดี ังนี้
3. ดขู อบของปลอกหมนุ ว่าผ่านสเกลหลกั ไปเทา่ ใด จากรปู เป็น 6.5 mm
4. ดูค่าละเอียดบนปลอกหมุน ท่ีมีขีดตรงกับขีดกลางบนสเกลหลัก จากรูปเป็นขีดท่ี 41 ค่า
ความละเอียดจึงเทา่ กับ 41 × 0.01 = 0.41 mm
5. ขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางของวตั ถุ = 6.5 + 0.41 = 6.91 mm
วธิ ีการทดลอง
1. นกั เรียนศึกษารายละเอียด วธิ ีการใชเ้ วอร์เนยี รค์ าลเิ ปอร์ และไมโครมิเตอร์
2. ใช้เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ และไมโครมิเตอร์ วัดวัตถุทรงกลมตัน และวัตถุทรงกระบอกกลวงท่ี
กาหนดให้
3. บนั ทึกผลการทดลองลงในแบบบนั ทึกผลการทดลอง และสรุปผลการทดลอง
4. ตอบคาถามทา้ ยการทดลอง
ตารางบันทกึ ผลการทดลองที่ 1
การวดั วัตถุทรงกลม และทรงกระบอกกลวงโดยใช้เวอร์เนียร์คาลเิ ปอร์
วัตถุ d (เส้นผา่ นศูนย์กลาง) dเฉลีย่
1 . …………………………………………….……… ...............................................................................
ทรงกลม 2. ………………………………….…………….…… ...............................................................................
3. ………………………………………………..…… ...............................................................................
วัตถุ d (เส้นผา่ นศูนยก์ ลาง) dเฉลีย่
dภายนอก dภายใน dภายนอกเฉลย่ี dภายในเฉลย่ี
ทรงกระบอก 1 . ……...............…… 1 . ……...........…… .................................... ....................................
กลวง 2. ……….……………… 2. ……….…….….… .................................... ....................................
3. ……...................… 3. ……...............… .................................... ....................................
ตารางบันทึกผลการทดลองที่ 2
การวดั วตั ถุทรงกลม และทรงกระบอกกลวงโดยใช้ไมโครมิเตอร์
วัตถุ d (เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง) dเฉลยี่
1. …………………….……………………….……… ...............................................................................
ทรงกลม 2. …………………………………………..………… ...............................................................................
3. ………………………………………………..…… ...............................................................................
วตั ถุ d (เสน้ ผ่านศูนย์กลาง) dเฉลี่ย
ทรงกระบอก 1. ………………………………………..…………… ...............................................................................
กลวง 2. ………………………………………..…………… ...............................................................................
3. ………………………………………………..…… ...............................................................................
สรปุ ผลการทดลอง
...............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................... ................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
อภปิ รายผลการทดลอง
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............
...............................................................................................................................................................................
คาถามท้ายการทดลอง
1. ถ้าใช้เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ และไมโครมิเตอร์วัดความหนาของวัตถุ ผลที่ได้จะมีค่าเหมือนหรือแตกต่างกัน
อย่างไร จงอธิบาย
.......................................................................................................................................................................... .....
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................... .....................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 4 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
รายวิชาฟิสกิ สเ์ พิ่มเติม (ว30201) เวลา 11 ช่วั โมง
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เวลา 3 ชว่ั โมง
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟสิ ิกส์
เรื่อง การทดลองทางฟสิ ิกส์
1. ผลการเรยี นรู้
วัด และรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ได้ถูกต้องเหมาะสม โดยนาความคลาดเคลื่อนในการวัด
มาพิจารณาในการนาเสนอผล รวมท้ังแสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะห์ และแปลความหมายจาก
กราฟเส้นตรง
2. สาระสาคญั
วิชาฟสิ ิกส์ เปน็ วชิ าที่ศกึ ษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ การเคล่ือนท่ี
ของวตั ถุ การนาไฟฟา้ ของวัตถุ การเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร มีปริมาณใดสัมพันธ์กัน แล้วการทดลองจึงเป็น
การค้นหาคาตอบและความจริง มาวิเคราะห์ อธิบาย ความสาคัญของการบันทึกข้อมูลจึงนับว่าจาเป็น โดย ตัว
เลขท่ีได้จากการวัดจึงมีความสาคัญ และมีความหมาย ตัวเลขเหล่าน้ีจึงมีนัยสาคัญ เรียกว่า เลขนัยสาคัญ แต่
ความถูกต้องแม่นยาน้ันจะไม่ 100 % เน่ืองเคร่ืองมือและตัวผู้วัดเอง จึงต้องมีค่าคลาดเคล่ือน (ค่าความไม่
แนน่ อนของการวัด ) แล้วนาแปลเป็นความสมั พันธ์ของปริมาณท่ีวัดได้เป็นกราฟ ในวิชาฟิสิกส์กราฟที่เกี่ยวข้อง
จะเปน็ กราฟเสน้ ตรง กราฟพาราโบลา และไฮเปอร์โบลา
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายเกย่ี วกับการบันทกึ ขอ้ มูล การนาเสนอข้อมลู ได้ถกู ต้อง (K)
2. แสดงทักษะการคานวณการบนั ทึกข้อมลู ได้ถกู ต้อง (P)
3. ทางานร่วมกับผ้อู น่ื อยา่ งสรา้ งสรรค์ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อน่ื ได้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
1. เลขนยั สาคญั
2. คา่ ความไม่แน่นอนในการวดั
3. การเขียนและการรายงานกราฟ
5. สมรรถนะสาคญั
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ซอื่ สัตย์
2. มีวนิ ยั
3. ใฝ่เรียนรู้