The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือกายนคร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aewasawat riyapun, 2021-08-20 14:18:29

กายนคร

หนังสือกายนคร

กายนครขอ้ มลู ประกอบการสรา้ งสรรค์ผลงานรายวิชาศิลปะไทย 5 (ระยะก่อนศิลปนิพนธ์)
ชดุ

ขอ้ มูลประกอบการสรา้ งสรรคผ์ ลงานรายวชิ าศลิ ปะไทย 5 (ระยะก่อนศิลปนพิ นธ)์
ชุด : กายนคร

วสวัตต์ิ ริยาพนั ธ์
รหสั นักศกึ ษา 1604-1024-0007

หลกั สตู รสาขาวิชาทศั นศลิ ป์ (ศลิ ปะไทย)
สาขาศิลปกรรมและการออกแบบ คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรีวิชัย สงขลา

กายนคร

ความนา

กายนครเป็นวรรณกรรมทางศาสนา อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนคนใต้ ที่ได้พยายามอุตสาหะ
ถ่ายทอดหลักธรรมคาสอนขององคพ์ ระศาสดาจารย์ ใหเ้ ยาวชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ทวา่ ดว้ ยเป็นวรรณกรรมท่ี
ยากแก่การค้นควา้ ยากแก่การเข้าถึง และยากต่อการทาความเข้าใจ ทั้งยงั ไม่ค่อยแพร่หลายและเป็นทีเ่ ผยแพร่
มากนักเม่อื เทียบกับวรรณกรรมศาสนา อย่างไตรภูมกิ ถา หรือไตรภมู ิพระร่วง แต่ส่ิงหน่ึงที่วรรณกรรมกายนคร
มคี ุณค่าและน่าสนใจมากกว่าวรรณกรรมศาสนาเร่ืองอ่ืนนั้น คือการอุปมาสังขารมนุษย์ เป็นมหานคร ผจญกับ
มารท่ีเข้ามาในรูปแบบของตัณหา ราคะ โทสะ และโมหะ รวมไปถึงแสดงสัจธรรมว่า ทุกสรรพส่ิงในโลกล้วน
อนิจจัง เม่ือพิจารณาวรรรกรรมกายนครอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบความเปน็ เอกเทศน์อย่างมากในด้านเนื้อหา คือไม่
มีวรรณกรรมใดใกล้เคียง และไม่มีเน้ือหาตรงกับวรรณกรรมเรื่องอนื่ เลย ทั้งทางโลก และทางธรรม แต่ปรากฏ
เป็นวรรณกรรม ใช้ชื่อ กายนคร และนครกาย แต่ใจความล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน อีกท้ังยังเป็นวรรณกรรมท่ี
ปรากฏหลกั ฐานชัดเจนว่าเปน็ ว่ารเิ รมิ่ ข้นึ เป็นวรรณกรรมของภาคใต้โดยแท้

ข้าพเจ้าจึงมีความคิดมุ่งหวัง ท่ีจะหยิบเอาวรรณกรรมทางศาสนาฉบับน้ีกลับมาทาให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
ด้วยรปู แบบงานทัศนศิลป์ แต่ดว้ ยเน้ือหาของวรรณกรรมฉบบั นี้ ค่อนข้างตอ้ งอาศยั การทาความเขา้ ใจ เพราะ
เป็นวรรณเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 191 ปี เพื่อให้การสร้างสรรค์เป็นไปด้วยความสมบูรณ์ ถูกต้อง และมิให้
ใจความจากวรรณกรรมบิดเพ้ียนไป ขา้ พเจา้ จึงตอ้ งพยายามเป็นท่สี ดุ เพอ่ื ค้นคว้า และรวบรวมข้อมลู ทุกดา้ น ท่ี
เก่ียวข้องกับวรรณกรรมกายนคร มาวิเคราะห์ เรียบเรียงข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง และนาไปใช้ใน
การศกึ ษาระยะต่อไป

เอกสารขอ้ มูลประกอบการสร้างสรรค์ผลงานรายวิชาศลิ ปะไทย 5 (ระยะก่อนศิลปนพิ นธ์) ชดุ : กายนคร
เลม่ น้ี จงึ เป็นกรวบรวม ขอ้ มลู จาเป็น และเปน็ ขอ้ มูลสาคัญสาหรับการสร้างสรรค์ผลงานในรายวชิ าศิลปะไทย 5
ทัง้ ด้าน วรรณกรรมทเี่ ป็นเน้ือหาจุดเร่ิมต้นแห่งความบันดาลใจ ข้อมูลทางด้านศิลปกรรมจากภาพจติ รกรรมฝา
ผนัง อิทธิพลจากงานสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมพื้นถิ่นปักษ์ใต้ และท้ายท่ีสุด อิทธิพลจากศิลปินต้นฉบับท่ี
สร้างสรรค์ผลงานไว้เป็นแบบอย่าง อันเป็นองค์รวมที่จะเป็นแนวทางให้เจตจานงค์ในการถ่ายทอดวรรณกรรม
ศาสนาภาคใต้เรื่อง กายนคร ออกมาสสู่ าธารณะชน ไดใ้ นรูปแบบผลงานศิลปะไทย

วสวัตต์ิ ริยาพนั ธ์
นกั ศึกษาหลกั สตู รสาขาวชิ าทัศนศิลป์ (ศลิ ปะไทย)

สารบัญ

องคาพยพ กายนคร หนา้
องคท์ ่ี 1. เนื้อเรอ่ื งวรรณกรรมกายนคร 01 - 29
ภูมหิ ลัง : วรรณกรรมกายนคร 01 - 11
องค์ท่ี 2. 11 - 13
- ทม่ี าและจุดมุ่งหมายในการแตง่ วรรณกรรมศาสนาเรอ่ื งกายนคร 11 - 13
องคท์ ี่ 3. - จุดมุ่งหมายในการแต่ง 11 - 13
โครงเรอ่ื ง 13 - 17
ฉากและตวั ละคร 17 - 27
- ฉาก 17 - 22
- ตวั ละคร 22 - 27
บทสรุปองค์ที่ 1 28 - 29
นามานกุ รม และสถาปัตยกรรม วัดในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ 30 – 54
- วดั ใน จงั หวัดกรงุ เทพมหานคร 31 – 35
- วดั ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช 36 – 37
ขอ้ มลู ข้อมูลภาพสถาปัตยกรรมเฉพาะพระอารามหลวง(บางสว่ น) 38 – 54
ในชว่ งปี พุทธศกั ราช2325 – 2394
- วดั กลั ยาณมติ ร 38 – 40
- วดั คฤหบดี 41 – 42
- วดั จักรวรรดริ าชาวาส 43 – 45
- วัดดาวดึงษาราม 46 – 48
- วดั เทพธิดาราม 49 – 51
- วดั บวรนิเวศวิหาร 52 - 54
หนังตะลุง และจิตรกรรมศาสนาแบบพน้ื ถ่ิน 55 - 77
หนงั ตะลุง 00 - 55
- บริบทหนงั ตะลงุ หตั ถศิลป์พน้ื ถ่ินภาคใต้ 55 - 66
- รูปลักษณ์ รปู หนัง 67 - 72
จิตรกรรมศาสนาแบบพน้ื ถิน่ 73 - 77
- จติ รกรรมฝาผนงั วัดคูเต่า จงั หวดั สงขลา 73 - 75
- จติ รกรรมฝาผนัง วัดเทพนิมิต จงั หวัดปตั ตานี 76 - 77

องคท์ ี่ 4. อทิ ธิพลศลิ ปะ จากศิลปิน 78 - 86
- สมโภชน์ ทองแดง ศลิ ปนพิ นธ์ ชุด สัญลักษณข์ องกาลเวลา 78 - 80
- สรุ สิทธ์ิ เสาวค์ ง ศลิ ปนพิ นธ์ ชุด ความสงบ 81 - 83
- ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง ศิลปนิพนธ ชุด พนื้ ผวิ และกาลเวลา 84 - 87

องคท์ ี่ ๑ กายนคร

- เนื้อเร่อื งวรรณกรรมกายนคร
- ภมู หิ ลงั : วรรณกรรมกายนคร
- โครงเรอ่ื ง
- ฉากและตัวละคร
- บทสรปุ องค์ที่ 1

1

เนือ้ เรอื่ งวรรณกรรมกายนคร

กายนคร มีเนื้อความประกอบด้วยกัน 16 องค์ ได้แก่ 1. บริเวณเมืองกายนคร 2. ผู้ครองกายนคร 3.
ภายในเมืองกายนคร 4. เตือนภัย 5. เหตุร้ายเริ่มส่อเค้า 6. มรณานคร 7. เตรียมทัพ 8. รุกคืบ 9. คาแนะนา
10. ข้าศกึ ท่ีไม่เห็นตัว 11. พระสบุ ิน 12. แก้พระสบุ ิน 13. เปิดพระคลัง 15. เตรียมต่อนาวา 15. ขัดขวาง 16.
สู่อมตมหานคร

1. บริเวณเมืองกายนคร
เมอื งกายนคร (เมืองสงั ขาร) น้ี มีเนือ้ ทีก่ วา้ งศอก ยาววา หนาคบื มีกาแพง 4 ช้ัน ช้ันท่ี 1 ชื่อ กาแพงตโจ

(กาแพงหนัง) ชนั้ ที่ 2 ชือ่ กาแพงมังสัง (กาแพงเนอ้ื ) ชัน้ ท่ี 3 ชื่อ กาแพงนะหารู (กาแพงเอน็ ) ชัน้ ที่ 4 ชื่อกาแพง
อัฐิ (กาแพงกระดูก)มีป้อม 4 ป้อม ป้อมท่ี 1 ชื่อ ปราการเกศา (ปราการผม) ป้อมท่ี 2 ชื่อ ปราการโลมา
(ปราการขน) ป้อมที่ 3 ชื่อ ปราการนะขา (ปราการเล็บ) ปอ้ มที่ 4 ช่ือ ปราการทันตา (ปราการฟนั ) มีประตูพระ
นคร 9 ประตู ประตูที่ 1 ช่ือ มุขทวาร สาหรับนาอาหารเขา้ ไปบารุงเลีย้ งภายในพระนคร ประตทู ี่ 2 ชื่อ อจุ จาร
ทวาร สาหรับนาอาหารท่ีเสียๆ ออก ประตูที่ 3 ช่ือ ปัสสาวทวาร สาหรับถ่ายน้าเสียออก ประตูท่ี 4 กับ ประตู
ที่ 5 ชือ่ ฆานทวารซ้าย ฆานทวารขวาสาหรับสูดลมเข้า ออก และรับกลิ่นท่ีดีและไม่ดี ประตูที่ 6 กับประตูท่ี 7
ชื่อ โสตทวารซา้ ย โสตทวารขวาสาหรับคอยรับฟงั ขา่ วสารต่างๆ จากภายนอกพระนคร ประตทู ี่ 8 กับประตูที่ 9
ชื่อ จักษทุ วารซ้าย จกั ษทุ วารขวาสาหรับคอยสอดสอ่ งดแู ลเหตุการณ์ ทงั้ ปวง

มีปราสาทอยู่ 5 หลงั หลังท่ี 1 ชื่อวา่ จักษุปราสาท มนี างสนมชอ่ื รปู า มีรปู รา่ งสวยงาม คอยบาเรอ ผู้มา
พานกั ในปราสาทหลังน้ี หลังที่ 2 ชอ่ื วา่ โสตปราสาท มนี างสนมชื่อ สทั ทา มีความสามารถด้านคีตกวี คอยขบั
กลอ่ มประโคมดนตรี และถวายรายงานเหตกุ ารณ์ต่างๆ ใหผ้ ู้มาพานักได้รับรู้ หลังท่ี 3 ช่ือว่า ฆานปราสาท มี
นางสนมชือ่ คนั ธานางจะนาเครือ่ งสุคนธ์รสเขา้ ถวายผมู้ าพานกั อยู่เสมอ หลงั ที่ 4 ช่อื ว่า ชิวหาปราสาท มนี าง
สนมชื่อ รสา มคี วามสามารทางดา้ นปรุงอาหาร จะคอยนาอาหารคาวหวานเขา้ ไปให้แก่ผู้ทเี่ ข้ามาพานักมไิ ด้
ขาด หลงั ท่ี 5 ช่อื ว่า กายาปราสาท มีนางสนมชอ่ื ผสั สา นางมคี วามสามารถเอาอกอาใจให้แก่ผมู้ าพานักเก่ง
นางจึงหม่นั ปรนนบิ ตั ใิ ห้ความอบอ่นุ อยตู่ ลอดเวลา

2. ผคู้ รองกายนคร
กษัตริย์จิตราช ทรงเป็นผู้ครองกายนคร มีมเหสี 2 พระองค์ องค์หน่ึงพระนามว่า พระนางอวิชชา เป็น

พระมเหสีฝ่ายขวา อีกองค์พระนามว่า พระนางตัณหา เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย พระเจ้าจิตราชทรงลุ่มหลงใน
พระนางตัณหามาก ทรงให้เปน็ ผู้สาเร็จราชกิจ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเปน็ ที่สดุ อีกท้ังมเหสีทง้ั สองกราบทูล
อะไร พระเจ้าจิตราชเป็นต้องทรงเห็นชอบกับพระนางท้ังสองทุกประการ ในกายนครมีมหาอามาตย์ผู้ใหญ่ 4
คน คอื หลวงโลโภ หลวงโทโส หลวงโกโธ และหลวงโมโห หลวงโลโภกับหลวงโมโหทาหน้าท่ีรวบรวมทรัพย์เข้า

2

พระคลัง หลวงโทโสกับหลวงโกโธ ทาหน้าที่ตีรันฟันแทง บุกรุกไม่คิดถอย มีขุนคลังช่ือ ขุนมัจฉริยะ เป็นคน
ตระหน่ีถ่ีเหน่ียวแน่นมาก ไม่ยอมจ่ายเงินทองให้แก่ใครง่ายๆ มีขุนทหารประสานพระนครไว้ 4 นาย คือ ขุน
ปฐพี ขนุ อาโป ขุนเตโช และขนุ วาโย มีเสนาประจาพระนครเขา้ เฝ้าพระเจ้าจติ ราช ทกุ วัน..... 3 เหล่า คอื เหล่า
เสนาอัญญสะมานา 1 เหล่า, เหล่าเสนาโสภณเจตะสิก หรือที่เรียกว่า อนุศาสก 1 เหล่า และเหล่าเสนาอกุศล
เจตสิก 1 เหล่า ซ่งึ ขึ้นตรงตอ่ พระนางอวชิ ชากับพระนางตณั หาน่นั เอง

3. ภายในเมืองกายนคร
ภายในเมืองกายนคร มีพวกข้าเฝ้าเหล่าบริพาร ทั้งไพร่และผู้ดี เป็นจานวนตง้ั พันต้ังหมื่น รูปร่างเล็กบ้าง

ใหญบ่ ้างอาศยั อยู่ มีช่อื เรียกว่า เหล่ากิมชิ าติหรือท่ีเรียกว่า พยาธิ เช่น พยาธิเส้นด้าย พยาธิใบไม้ พยาธิปากขอ
พยาธติ ัวตืด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น พวกน้ีไมค่ ่อยจะซอ่ื ตรงจงรักภกั ดีนัก มีแตจ่ ะคอยทาลายบา้ นเมืองให้พินาศ
พระเจ้าจิตราชจะทรงคอยกาจัดให้ออกจากภายในเมือง ถ้ารู้ว่ามีพวกนีอ้ ยู่ เพราะนอกจากจะทาลายบ้านเมือง
แล้ว ยังคอยเปน็ ไส้ศกึ ทาให้ข้าศึกเข้ามาโจมตีเมอื งไดอ้ ีกด้วย นอกจากน้ียงั มี หลวงชาติ และขุนสมุทัย ซึ่งเป็น
พระญาตขิ องพระมเหสีทัง้ 2 คือ พระนางอวิชา และพระนางตณั หา ท่ียังคอยแทรกแซงกิจการภายในเมืองอีก
โดยหลวงชาติจะคอยเป็นผู้สร้างเมือง โดยมีขุนสมุทัยคอยแต่งเมือง ท้ังนี้ กายนครแห่งน้ีมีฤดูกาลผลัดเปล่ียน
หมุนเวียนกัน 3 ฤดู คือ ฤดูสุข ฤดูทุกข์ และฤดูเป็นกลาง (อุเบกขา) พระเจ้าจิตราช ทรงประทับอยู่ในสามฤดู
นัน้ ตลอดกาล

4. เตอื นภยั
ฝา่ ย หลวงสติ ซ่ึงเป็นโหราธิบดีผู้ใหญ่ ได้พจิ ารณาเห็นวา่ ในไม่ช้าจะเกดิ เหตุใหญ่ในเมือง เพราะท้าวจิต

ราชทรงลุ่มหลงในนางอวิชชาและนางตณั หา มากเกนิ ไป นางท้งั สองก็ย่ัวยุให้มแี ต่เร่ืองเดือดรอ้ น หลวงสติ เห็น
ว่าถา้ ปลอ่ ยไวเ้ ช่นนี้เรอ่ื ยไปจะเกดิ เปน็ ภยั แน่ จึงเขา้ เฝ้าพระเจ้าจิตราช กราบทูลวา่ “เหตุร้ายจักเกิดแกพ่ ระองค์
ในไม่ช้า ขอให้พระองค์ทรงเตรียมการป้องกันพระนครไว้พระเจ้าค่า”ท้าวจิตราชได้สดับโหราธิบดีมาทูลเตือน
ดงั น้ัน ก็ทรงร้อนพระทยั จึงตรัสถาม “ทา่ นหลวงสติ แลว้ เราจะเตรยี มปอ้ งกนั ทหารอย่างไรเล่า ?”โหราธบิ ดจี ึง
กราบทูลแนะให้ท้าวจิตราช ทรงป้องกันว่า “ขอพระองค์ทรงจัดทวารธรรมาวุธไว้ เลือกแต่ตั้งอยู่ในศีลในทาน
มารกั ษาพระนคร ขอให้พระองคส์ วดมนตภ์ าวนาแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ อย่าหลงใหลในพระนางอวิชชาและ
พระนางตัณหามากเกนิ ไป จะทาให้เสยี เมือง อนึ่ง พวกพ้องของนางตัณหา ก็ไมค่ วรจะให้เขา้ เฝา้ บ่อยนัก เพราะ
จะทูลให้พระองค์ทรงเดินทางผิดอยู่เสมอ พวกนี้จะพลอยดีแต่เวลายังไม่มีภัยมาถึง ครั้นมีภัยเข้าก็จะพากันท้ิง
ขว้างพระองค์เป็นแม่นมั่น ไม่ยอมช่วยเหลืออะไรท้ังหมด จะปล่อยให้พระองค์ได้รับทุกข์ทรมานเพียงผู้เดียว
เป็นแน่แท้”ท้าวจิตราช ได้สดับหลวงสติ โหราธิบดี กราบทูลเหตุการณ์ดังน้ัน ทรงรู้สึกละอายและเกรงกลัว
อันตราย ทรงรับส่ังว่า “ถ้าอย่างน้ันเราจะคลายความลมุ่ หลงในองคม์ เหสีท้ังสองให้น้อยลง และรับที่จะปฏิบัติ

3

ตามทที่ ่านได้เตือนเรา ขอบใจมาก” แลว้ พระเจา้ จติ ราช ทรงมีพระดารัสส่งั ให้จดั ตัง้ เสนาธรรมาวธุ เพือ่ ปอ้ งกัน
พระนครโดยกวดขนั

5. เหตรุ า้ ยเรม่ิ ส่อเคา้
ฝ่าย ขุนทิฐิ ขุนมานะ ในเหล่าเสนาอกุศลเจตสิก ผู้มีความกล้า เมื่อทราบดังนั้นแล้วจึงเข้าเฝ้าเหนือหัว

ของตน และได้กราบทูลยุยงพระเจ้าจิตราช วา่ “ขอเดชะ พระองค์อย่าได้ทรงท้อถอย ไมต่ ้องทรงเกรงกลวั อะไร
ท้ังหมด พระองค์จงทรงไว้ตัวตามเย่ียงกษัตริย์ (ขัตติยะมานะ) ไม่ควรที่พระองค์จะทรงยอมทาตามคาเพ็ดทูล
ของใครง่ายๆ จะเป็นท่ีเสื่อมเสียพระเกียรติ พระองค์จะทรงกลัวอะไรกับข้าศึกเพียงหยิบมือ”พระนางอวิชชา
และพระนางตัณหา กราบทูลเสริมว่า “พระทูลกระหม่อมแก้ว”นางอวิชชาเริ่มก่อน “พระองค์ทรงบุญญาธกิ าร
จะหาผ้ใู ดเสมอเหมือนมิได้ ทกุ วนั น้ีพระองคเ์ สวยแต่ความสุข จะประสงค์ส่งิ ใดก็ไดส้ มประสงคท์ ุกประการ หาก
พระองค์ไม่มีความมั่นคง ทาเป็นหลักที่ปักโคลน จะทาให้ราษฎรครหาได้เพค่ะ”“ทูลกระหม่อมแก้ว” นาง
ตณั หาเริ่มบ้าง “ขอพระองค์อย่าทรงเชื่อถ้อยคาของเจา้ โหราธิบดี ปญั ญาโฉด แกลง้ กล่าวคาร้ายใหแ้ ก่พระองค์
และพระนคร ข้าศึกที่ไหนจะมารุกรานเราได้ ขอพระองค์ให้ทรงเชื่อหม่อมฉันทั้งสองเถิดเพค่ะ”ท้าวจิตราช ได้
สดับวาจาเป็นเครื่องกล่าวของพระนางท้ังสอง ดังนั้น ก็ทรงเห็นด้วยกับนาง แล้วพลอยไปโกธาใส่หลวงสติ
โหราธบิ ดี ดารัสรับสง่ั ให้ไล่ออกไปเสยี ให้พ้นจากเขตพระราชฐาน หลวงสติ เม่ือถูกขับไล่ ก็ออกไป บรรดาเสนา
ทีซ่ ื่อสัตยต์ ่างก็ไมก่ ล้าทูลเตือนพระเจ้าจิตราช หลบหน้าหนีออกไปจากพระนครจนหมดพระเจ้าจิตราช ทรงลุ่ม
หลงในพระนางตัณหาและนางอวิชชา มากกว่าเดิม จนไม่ได้เสด็จออกตรวจตราพระนคร ทรงหมกมุ่นอยู่กับ
อบายมุข เช่น สรุ า นารี กับเสนาที่เป็นพาล ไม่เป็นอันปฏิบัติราชกิจท่ีถูกควรอันใดเลยเหล่าพยาธิทัง้ หลายก็ได้
เร่มิ แทรกเขา้ มาในกายนครโดยงา่ ยดาย อนั เปน็ เหตุแห่งเร่ืองร้ายๆ

6. มรณานคร
จะกล่าวถึงเมืองใหญ่อีกเมืองหน่ึง ช่ือว่า มรณานคร กษัตริย์มัจจุราช ทรงครองนครน้ี มัจจุราชกษัตริย์

พระนามน้ีได้ยินไปถึงไหน ก็เป็นที่ครั่นคร้ามขามขยาดไปทั่ว เพราะพระยามัจจุราชน้ี ลงโจมตีเมืองใดเข้าแล้ว
เมอื งนั้นต้องยอ่ ยยับทันที พระยามัจจุราชน้ี ไม่มีรกั ไม่มีเกลียดใคร ใครจะเอาเงนิ ทองกอบโกยมาถวายเพียงใด
ทา้ วเธอก็ไม่ยนิ ดี หรอื ใครจะไปหลบอยทู่ ่ใี ด อยทู่ ่ไี หนๆ หากพระเจ้ามัจจุราชต้องการตัว ก็ไม่พ้นเง้อื มมือพระยา
มจั จรุ าชไปได้

ทหารเอกของมจั จุราชกษัตริย์ มี 2 คน คือ หลวงชรา กับหลวงพยาธิ ทัง้ สองทหารเอกน้เี ป็นท่ีคร่ันคร้าม
ไปทวั่ ทกุ ทิศ เพราะทหารเอกทั้งสองนซ้ี ึง่ เปรียบเสือนมือซา้ ย มอื ขวาของพระเจ้ามัจจรุ าช จะโจมตไี ม่เลือกหน้า
พระเจ้ามจั จุราช ทรงดาริจะแผอ่ านาจไปตามหวั เมืองใหญ่น้อย ได้ออกบังลังก์ปรึกษากับเหล่าเสนาอามาตย์ ซึ่ง
มหี ลวงชรา กบั หลวงพยาธิ เป็นมนตรีที่ปรึกษา และเป็นทัพหน้าของเจ้าแห่งมรณานคร “ตอนน้เี มืองน้อยใหญ่

4

ตา่ งๆ ต่างตกเป็นเมืองข้ึนของเราแล้ว จะเหลือเมืองใดบา้ งหนอท่ียังไม่เปน็ เมอื งของเรา และได้เวลาทเ่ี ราจะไป
โจมตีเอา” ทรงตัง้ คาถามในท่ปี ระชุม “กายนคร พระเจา้ ขา้ ” สุวรรณโหราธิบดี ได้กราบทูล “บัดนี้จิตราชราชา
ลุ่มหลงในอบายมุขมาก จึงเป็นโอกาสท่ีเราจะไปยึดครองมาพระเจ้าข้า” เหล่ามนตรีในที่ประชุมต่างเห็นพ้อง
กับ สุวรรณโหราธิบดีมัจจุราชราชา จึงได้ปรึกษาถึงการจะไปโจมตีเมืองกายนคร ให้จัดกาลังนักรบเข้าตีป้อม
กาแพงกายนครให้พินาศ แลว้ จะเขา้ ไปจับทา้ วจิตราชมดั นาออกไปไวน้ อกพระนครต่อไป

7. เตรยี มทพั
ในท่ีประชุมมุขมนตรีภายในมรณานคร หลวงชรา ทหารเอกอาสา เดินทางไปดูลาดเลาก่อน โดยทูลว่า

“ขา้ แต่องค์มัจจุราช ขา้ พระองค์ขออาสาเดินทางไปกอ่ น โดยจะไปตสี นิทกับขุนปฐพี ผ้ตู รวจตรากายนคร ชวน
เล่นให้สนกุ เพลิดเพลินหามรุ่งหามค่า จนเขาลมื ตรวจตราพระนคร จนเห็นว่าเมืองนนั้ โทรมแล้ว จึงจะเข้าโจมตี
หนักในภายหลังพระเจ้าข้า”พระยามัจจรุ าช ทรงแยม้ พระสรวลในแผนการของหลวงชราหลวงพยาธิ กราบทูล
วา่ “ขอเดชะ ขา้ พระพทุ ธเจา้ จะขออาสายกทัพหนุนเขา้ โจมตกี ายนคร โดยจะขอใหข้ ุนระบาดไปด้วย จะได้ช่วย
ฝึกอาวุธกับขอขุนโรคาคุมไพร่พลร้อยแปด ไปตั้งล้อมป้อมค่ายเป็นชั้นๆ ไว้หลายๆ ช้ัน เมื่อได้โอกาสแล้วก็จะ
โจมตีกายนครให้ย่อยยับเลยทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า”หลวงมรณัง อามาตย์ผู้ใหญ่อีกผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มี
ฝีมือไม่น้อยไปกว่าทหารเอกทั้งสองกราบทูลอาสาไปอีกว่า “ขอเดชะ หากกองทัพของหลวงชรา และหลวง
พยาธิ กลับสู่พระนครเราแล้วไซร้ ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสายกพลไปโจมตีล้างผลาญกายนครให้พินาศ ไม่
เลือกว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แล้วจะจับท้าวจิตราช ผู้ครองกายนคร มาถวายพระองค์ให้จงได้พระพุทธเจ้าข้า ”
มจั จุราชกษัตริย์ทรงสดับความคิดของแม่ทัพท้ัง 3 จะอาสาไปตีกายนครดงั น้ัน ก็ทรงพอพระทัยยิ่งนัก จึงดารัส
ให้สองทหารเอก คอื หลวงชรา และหลวงพยาธิ เรง่ ระดมพลไปโจมตีกายนครทนั ที นายกุฏฐัง เป็นผหู้ าฤกษ์ พอ
ไดฤ้ กษก์ ย็ กกองทัพไปสู่กายนคร

8. รกุ คบื
คร้ันกองทัพเมืองมรณานคร เข้าใกล้จะถึงกายนคร หลวงชราก็สั่งให้หยุดกองทัพไว้ไม่ห่างจากกายนคร

ไกลนัก แล้วตัวหลวงชรา จึงลอบเข้าไปดูลาดเลาในเมือง.........ในพระนคร ท้าวจิตราช ทรงลุ่มหลงนางตัณหา
และนางอวิชชามาก จนไมเ่ ปน็ อนั ออกวา่ ราชการ ไม่คิดจะป้องกนั พระนครอยา่ งไรหน่วยจู่โจมของหลวงชรา จึง
เข้าโจมตกี าแพงด้านนอกสดุ คอื กาแพงตโจ (กาแพงหนัง) จนตกกระ ท้าวจิตราชก็ยังไม่รูส้ ึกพระองค์ ชาวเมือง
กายนคร ก็เช่นกัน เพราะเห็นแต่มัวสนุกสนานเพลิดเพลิน ทะนงตนกันอยู่ หลวงชรา จึงสั่งให้ทหารเข้ารื้อ
กาแพงมังสา ช้ันท่ีสอง (กาแพงเนื้อ) ตีป้อมเกศา (ปราการผม) ซ่ึงเคยดากลับกลายเป็นขาว ท้าวจิตราช พอรู้
ข่าวว่า พระยามัจจุราช ส่งกองทัพมาโจมตีกายนคร พระองค์ทรงตกพระทัยยิ่งนัก เร่งเสด็จไปยังประตูจักษุ
ประสาท เพ่ือสังเกตเหตกุ ารณ์ “นี่มันอะไรนี่” จิตราชราชา ทรงอุทานขึ้นเพราะเห็นแต่หมอกควันมดื มัว ทีเ่ กิด

5

จากการโจมตีของหลวงชรา พระองคท์ รงเสด็จไปดูกาแพงป้อมปราการ ประตตู ่างๆ กว็ ิกลวกิ าลไปหมด จึงตรัส
เรียกขุนปฐพี ผู้ตรวจตรากายนคร มาแล้วตรัสส่ังไป “ขุนปฐพี หน้าที่ของท่านคือตรวจตราบ้านเมือง ขณะน้ี
กองทัพของเมืองมรณัง เข้ามาโจมตีเมืองของเราท่านมัวแต่ทาอะไรอยู่ เพ่ือไม่ให้เป็นการประมาท ท่านจงเร่ง
ซ่อมแซมพระนครโดยด่วน”ขุนปฐพี เม่ือได้รับประบัญชาเช่นนั้นแล้ว จึงเร่งซ่อมแซมบ้านเมืองโดยด่วน ด้วย
การไปเอาแป้งปูนขาวมาแต้มแต่งกาแพงตโจ เอาเขม่าน้ายามาช่วยฟื้นฟูป้อมเกศา แต่กว่าที่ขุนปฐพีจะมา
ซ่อมแซมก็ช้าเกินแก้ ย่ิงซ่อมก็ยิ่งชารุด หลวงชรา เม่ือโจมตีได้ผลมากก็ยิ่งได้ที “หึ หึ หึ ไม่นาน กายนคร ก็ไม่
พ้นเงื้อมมือของพระราชาของเราเชน่ เมืองอื่นๆ” แล้วสั่งให้ทหารเข้ากระหมวดรูโซ่ ท่ีรึงรัดตัวเมืองให้ม่ันคงอยู่
ได้ ทาให้เป็นปุ่มปม ตีป้อมทันตา (ปราการฟัน) จนโยกคลอน หลุดร่วงพรู แม้ขุนปฐพีจะจัดการซ่อมแซม
ดดั แปลงอยา่ งไรกไ็ ม่สาเรจ็ จึงเร่งมากราบทลู พระเจา้ จติ ราช ใหท้ รงทราบ “ไม่ไหว พระเจ้าข้า ขณะนี้สุดวิสัยที่
ข้าพระองค์จะซ่อมแซมแล้ว พระเจ้าขา้ ”

9. คาแนะนา
เมื่อขุนปฐพี มากราบทูลใหเ้ จา้ จิตราช ฟังดงั นัน้ ความร้อนพระทัยของพระเจ้าจิตราชทรงเพ่ิมมากยิ่งขึ้น

คร้ันทรงนึกถงึ คาท่หี ลวงสติ โหราธิบดี ได้เคยกราบทูลเตือนไว้ว่า จะมีภัยมาติดพระนครแตน่ างตัณหา กับนาง
อวิชชาทูลทัดทานไว้ไม่ให้เช่ือ กลับให้ไล่โหราธิบดี ออกไปเสีย อีกบัดนี้ เหตุร้ายก็เกิดข้ึนเป็นจริงดังคาที่ สติ
โหราธบิ ดีกราบทูลไว้แล้ว จงึ เพม่ิ ความรอ้ นพระทยั ยง่ิ นกั จึงดารัสส่ังใหเ้ รยี กหลวงสติโหราธบิ ดเี ขา้ เฝา้

ในคร้ังน้ี สติโหราธิบดี เกรงว่า จะทูลให้พระเจ้าจิตราชราชาทรงเชื่อฟังตนไม่ม่ันคงจึงพา หลวง
สัมปชัญญะ ผูเ้ ป็นราชครปู ระจากายนคร เข้าเฝ้าอกี พรอ้ มตน เม่ือเข้าเฝา้ จิตราชราชาแลว้ พระเจา้ จิตราชทรงดี
พระทัยมากเมื่อทั้ง ๒ คนเข้าเฝ้าโดยพร้อมกัน จึงตรัสวา่ “ดูกร ท่านโหราจารย์ทั้งสอง บัดน้ี ป้อมกาแพงเมือง
ท้ังภายในและภายนอก ถูกข้าศึกโจมตีจวนจะพินาศอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งสองช่วยป้องกันพระนครไว้ให้ดีด้วย
เถดิ ”

หลวงสติ จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าศึกทม่ี าโจมตีกายนครคร้ังนี้ เป็นทัพของพระยามัจราช ที่ล่วงหน้า
มาก่อนน้ี มี ๓ ทัพ ด้วยกัน ทัพหน่ึง เป็นทัพของ หลวงชรา จะบุกเข้าสู่กายนครก่อน... จากนั้นจะเป็นทัพของ
หลวงพยาธิ จะโหมกาลังเข้าตีกระหน่า... แล้วทัพของหลวงมรณัง จะเข้าทาลายเมืองจนแหลกลาญ พระองค์
จะต้องถูกจับตัวไปถวายกษัตริย์มัจจุราช ขณะนี้เป็นทัพของหลวงชราเข้ามาโจมตีก่อน ทัพของหลวงพยาธิกับ
หลวงมรณังยังมาไม่ถึง ขอพระองค์ทรงหาวิธีป้องกันพระนครไว้เถิดพระเจ้าข้า”ราชครูสัมปชัญญะ กราบทูล
เสริมไปว่า “ขอเดชะ หากพระองค์ไม่ทรงป้องกันพระองค์ไว้ก่อน เมื่อถูกจับพระองค์ไปส่งกษัตริย์มัจจุราช
พระองคจ์ ะต้องถกู ลงทัณฑ์ด้วยประการตา่ งๆ เช่น ถูกนาไปขังไว้ในคุกนรกบ้าง นาไปอยู่กับพวกสัตว์เดรัจฉาน
บ้าง นาไปทรมานด่ังเปรตบ้าง ขอให้พระองค์โปรดมีกระแสรับส่ัง ให้ขุนศรัทธากับขุนปัญญา ช่วยคิดแก้ไข
เหตรุ ้ายเถดิ พระเจา้ ข้า”

6

ขณะน้นั เสนาปัญจวสี ตอิ นุศาสก ซง่ึ หมอบเฝ้า อยู่ ณ ทีน่ ั้น ด้วยต่างพากันกราบทูลสนับสนุน โหราธิบดี
ทง้ั สอง ขอใหท้ ้าวจิตราชทรงปฏิบตั ิตามพระเจ้าจิตราช ทรงรับทาตามคากราบทลู ของโหราธิบดีทั้งสอง โดยให้
ขนุ ศรัทธากับขุนปัญญาเตรียมกาลังพล 5 กองพล คือ พลศรัทธา พลวริ ิยะ พลสติ พลสมาธิ พลปญั ญา ไวต้ ่อสู้
กับกองทัพของหลวงชรา โดยมีอนุศาสกท้ัง 25 คน ขออาสารบในคร้ังนี้ และมีดารัสสั่งให้ ขุนมัจฉริยะเจ้ากรม
พระคลัง เตรียมเสบียงและขนราชทรัพย์ออกจากพระคลงั หลวง เพ่ือใชจ้ ่ายในทางที่เป็นประโยชนก์ ับบา้ นเมอื ง
เพื่อรับทพั จากเมอื งมรณนคร

10. ขา้ ศกึ ทไ่ี มเ่ ห็นตัว
ฝ่ายทัพ ขุนพยาธิ ซ่ึงเป็นทัพหนุนของทัพ หลวงชรา พอทราบว่ากายนครถูกทัพของหลวงชรา ซ่ึงเป็น

กองหน้าเข้าจู่โจมจนบอบช้าแล้ว จึงสงั่ ให้เคลื่อนทัพหนุนให้ ขนุ โรคา เข้าประชิดพระนคร เตรียมคบเพลิงเพื่อ
เผากายนครเม่ือมาสมทบกับทัพของหลวงชรา ขุนพยาธิก็ยังไม่เหน็ ทหารจากกายนคร ออกมาป้องกันพระนคร
จึงได้แต่มองหน้าหลวงชรา ว่า ทาไมมันง่ายอย่างน้ี พรอ้ มทงั้ เริ่มโจมตีพระนครระลองสองอย่างหนัก ทันใดน้ัน
ทางประตูพระนคร ปรากฏ พวกกิมิชาติ พยาธิร้าย ต่างพากันเปิดประตู ฆานทวารซ้าย ขวา เพื่อต้อนรับขุน
โรคา ทันที ขุนโรคา ดีใจมากท่ีมีไส้ศึกออกมาต้อนรับ อันทัพของขุนโรคานี้ มีร่างกาย โปร่งบางเบา เป็นมนุษย์
ล่องหน ไปหนทางใดก็ไม่มีผู้ใดพบเห็น เว้นแต่ผู้มีตาทิพย์เท่านั้นจึงจะเห็น และทัพของขุนโรคาน้ีเป็นผู้ชอบ
ทรมานผูอ้ ่ืนมากกว่าการจบั เป็นหรือจับตาย ชอบเหน็ ผอู้ น่ื มีความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ยิ่งเจ็บขุนโรคาย่ิงชอบ
ชอบทรมาน ทัพของขุนโรคา เม่ือบกุ เขา้ กายนครได้ ก็เริ่มทรมานชาวเมืองด้วยวธิ ีการต่างๆ นาๆ จนไดย้ ินเสียง
ร้องโอดครวญไปทั่วพระนคร สาหรับตัวขุนโรคา ได้เข้าไปในพระราชวังของท้าวจิตราช ได้เห็นท้าวจิตราชกับ
พระมเหสที ้งั สองกาลงั บรรทมหลบั สนิทอยู่ จึงเขา้ ตรงจู่โจมทาร้ายท้าวจติ ราชโดยทนั ที

11. พระสุบนิ
พระเจ้าจิตราชราชา ครั้นทรงบรรเทาอาการเจ็บปวดดังกล่าวไปได้พอสมควร อีกท้ังยังอ่อนเพลียด้วย

พิษไข้จากยาบั่นทอนชีวิตของขุนโรคา จึงบรรทมหลับไป ได้ทรงพระสุบินว่า มีผู้วิเศษเหาะเข้ามาทางช่องพระ
แกล พระหัตถ์ซ้ายถือคนั ชั่ง พระหัตถ์ขวาถือค้อนที่ลุกโพลงไปด้วยเพลิงอันโชติช่วง แล้วได้ถามปัญหาพระเจ้า
จิตราช 2 ขอ้ “พระองคน์ รราชาแหง่ กายนครปญั หาสองข้อน้ีมวี ่า
1. ยาวให้บ่ัน 2. ส้นั ให้ต่อ ขอพระองค์ทรงตอบปัญหาสองข้อน้วี า่ คืออะไร ถา้ คดิ ไม่ออก ในสามวนั จะมีอันตราย
ถ้าคิดออกจะหายจากโรคาพาธ ความเกษมสาราญสวัสดีจะมีต่อพระองค์ทุกราตรีกาล” คร้ังถามปัญหาแล้ว
ผู้วิเศษก็หายไปในทนั ที พระเจา้ จิตราชตกพระทัย ผวาตน่ื แลยังจาพระสุบินนมิ ิตนั้นได้เป็นอย่างดี จงึ ตรัสเรยี ก
เสนาอนุศาสกทั้ง 25 นาย ให้เข้าเฝ้าแล้วตรัสเล่าถึงอาการประชวรและพระสุบินนิมติ ท่มี ีผู้วเิ ศษมาถามปญั หา
ให้แก้ 2 ข้อน้ันทุกประการ อนุศาสกท้ัง 25 นาย อนึ่ง สุบินนิมิตของพระองค์ท่ีปรากฏข้ึนน้ัน เป็นมงคลนิมิต

7

และผู้ที่จะแก้ปัญหาน้ีได้ก็เห็นอยู่แต่สมเด็จพระสังฆราช คือ พระธรรมมุนี ขอพระองค์ได้อาราธนาท่านมา
วสิ ชั นาให้ฟังเถิด พระเจ้าข้า”ท้าวจติ ราทรงยินดียิ่งนัก จึงตรัสใหข้ ุนศรัทธาไปนมิ นตส์ มเด็จพระสงั ฆราชมาในวัง
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชมาถึง จิตราชราชาจึงถวายนมัสการ แล้วเล่าเหตุการณ์ท่ีปรากฏแก่พระองค์ให้สมเด็จ
พระสังฆราชาฟังทกุ ประการ

12. แกพ้ ระสุบนิ
สมเด็จพระสังฆราชได้ฟังพระดารัสตรัสเล่า ดังนั้น ก็ทราบความทุกประการ จึงถวายพระพรว่า “ขอ

มหาบพิตร อย่าได้ทรงพระวิตกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดเลย อันสุบินนิมิตที่ปรากฏน้ันเป็นนิมิตดี
เกิดขึ้นด้วยอานาจกุศล แสดงว่าพระองค์จะทรงสาราญอยู่ต่อไป แต่ในช้ันต้นนี้ขอพระองค์จงสมาทานศีล 5
ประการเป็นหลักเสียก่อน คือ ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ให้มีเมตตาจิตต่อสรรพสัตว์ถ้วนหน้า ไม่ฉกชิง
ลกั ทรพั ย์ของผูอ้ ื่น ไมผ่ ิดลกู เมียของใครเขา ไมพ่ ูดปดมดเท็จให้เขาเขา้ ใจผดิ ไม่ด่ืมเคร่ืองดองของเมาอันเป็นเหตุ
ให้เสียสติ ศีล 5 น้ีเป็นเสมือนเกราะแก้วเป็นมงคลต่อผู้สวม สามารถประจันกับข้าศึกฝ่ายไม่ดีให้พ่ายแพ้ไป
สาหรับพระสบุ นิ นิมิตทีก่ ลา่ วมาผวู้ ิเศษถือคนั ช่ังมา กข็ อใหพ้ ระองคท์ รงเท่ียงตรงดงั่ คันชั่งนน้ั แลปรศิ นาธรรม 2
ข้อคอื ยาวใหบ้ ่นั กบั สัน้ ให้ต่อ จะขอแก้วสิ ชั นาเปน็ ขอ้ ๆ ดังนี้

ยาวให้บ่ัน คือ คนเรามีทุกข์ซ่ึงมีมาจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเศร้าโศก เสียใจ แค้นใจ คับใจ พลัด
พรากจากของรกั ปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง ความทุกข์เหล่านี้ เกิดจากตัณหา 3 ประการ คือ กามตณั หา ความ
อยากในกาม, ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่น เป็นน่ี, วิภวตณั หา ความไม่อยากเป็นอะไรสักอยา่ ง และอวิชชาน้ี
ทาให้เกดิ ทุกข์ไม่สิ้นสดุ จงึ ควรบ่ันทอนใหห้ มดไป ถ้าไม่บ่นั ก็จะทาใหเ้ กดิ ทุกข์ไม่สิน้ สุด ดงั นนั้ จึงวา่

ยาวให้บ่ัน ที่ว่า สั้นให้ต่อ คือ คนเราเกิดมามีอายุน้อยนัก หากจะก่อกรรมทาอกุศล ก็จะหมดดีไม่มี
ชื่อเสียง เพราะสูญเสียความดีท่ีควรทาไปพร้อมกับชีวิตอันส้ัน ฉะนั้นจึงควรประกอบกรรมดี เพื่อให้ความดี
ดารงย่ังยนื โดยละอกุศลกรรมเหล่านี้ คือ ละโมหะ ความหลง โทสะ ความโกรธ มัจฉะรยิ ะ ความตระหนถี่ ีนมิท
ถะ ความง่วงเหงาซึมเซา อหิริกะ ความหมดอาย อโนตะตัปปะ ความไม่กลัวบาป อุทธัจจะกุกกุจจะ ความ
ฟุ้งซ่านราคาญ อิสสา ความริษยา โลภะ ความละโมบอยากได้ไม่สิน้ สดุ ทฐิ ิ ความเห็นนอกลูน่ อกทาง
มานะ ความถอื ตวั วิจิกิจฉา ความลงั เลสงสยั

เมื่อละอกุศลเหล่าน้ีได้ ก็ขอพระองค์ประกอบกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น เม่ือทาเช่นน้ีได้ ก็จะ
ทาให้อายุอันสั้นนี้ ได้ดารงคุณงามความดีอยู่ได้ตลอดไป ดังปริศนาว่า ส้ันให้ต่อ”จิตราชราชาทรงเล่ือมใสใน
วิสัชนาของสมเด็จพระสังฆราชย่ิงนัก มีพระทัยผ่องใส การท่ีพระเจ้าจิตราชทรงมีพระทัยผ่องใสทาให้ขับพิษ
ของยาบน่ั ทอนชวี ติ ของขุนโรคา สลายไปในทส่ี ุด

8

13. เปิดพระคลัง
ท้าวจิตราชทรงมพี ระทัยผ่องแผ้วสดใสเพราะฟังคาแก้ปริศนาของพระธรรมมุนี (พระสังฆราช) จึงรบั กับ

พระสังฆราชาว่า “ข้าพระองคจ์ ะทาตามทุกอย่างตามท่ีท่านถวายวสิ ัชนามา จะเรม่ิ บาเพ็ญ ศลี ทาน ภาวนา จะ
หลีกใหห้ า่ งจากพวกอกุศล จะระลกึ ถึงคุณของพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งจติ ลงสไู่ ตรลักษณ์ จะกาจัด
อวิชชา ตัณหาให้พ้น” จากน้นั จึงรับสั่งให้เสนาอนุศาสก ให้คอยระแวดระวังอย่าให้นางตัณหา นางอวิชชา เข้า
มาถึงหนา้ ฉานได้ ถา้ มาก็ให้ไลไ่ ปใหพ้ ้น อีกทั้งพวกกาลี 14 คน กอ็ ยา่ ใหเ้ ข้ามา

14. เตรยี มต่อนาวา
ทางด้านหลวงสติกับหลวงสัมปชัญญะ พระโหราธิบดีทั้งสองซึ่งถูกขับไล่ไป ครั้นทราบว่าพระเจ้าจิตราช

ทรงกลับพระทัยขบั ไล่พวกทจุ ริต เลี้ยงดูผสู้ ุจริต จึงกลบั เขา้ เฝ้า จิตราชราชาทอดพระเนตรเหน็ โหราธบิ ดีท้งั สอง
กลับมาเฝ้า ก็ทรงช่ืนชมโสมนัส ทรงมีพระราชปฏิสันถารเป็นอย่างดี ทั้งพระราชทานรางวัลให้จนเป็นที่พอใจ
ทง้ั ยงั รบั สง่ั ใหพ้ ระโหราธิบดีทง้ั สองหมั่นเข้าเฝ้าทั้งเช้า เย็น เพ่อื ทลู พระราชกรณที ี่ถูกทค่ี วร
วันหน่ึงท้าวเธอได้เสด็จไปนมัสการสมเด็จพระสังฆราชา ระหว่างปฏิสันถารกัน สมเด็จพระสังฆราชจึงหันมา
ปรึกษากับพระฐานาชั้นพระครู 4 องค์ คือ พระครูสมถะ พระครูวิปัสสนา พระครูขันติ พระครูตปะ ว่าสมควร
จะตอ่ เรือพาพระเจ้าจิตราช ข้ามแม่นา้ ใหญ่เพ่อื หนีกองทพั พระยามจั จรุ าช เจ้าเมืองมรณานคร

พระเจา้ จิตราชทรงสดบั วาจาของสมเด็จพระสังฆราชาที่ปรึกษาพระครทู ั้ง 4 นน้ั ก็ทรงโสมนัสเปน็ ลน้ พ้น
จงึ นมัสการพระครูทั้ง 4 ขอใหเ้ ร่งตกแต่งนาวาพาข้ามแมน่ ้าตามที่พระสังฆราชาว่ามา พระครูวิปัสสนาจึงถวาย
เทศนาว่า “นาวาท่ีจะข้ามให้ถึงฝ่ังนั้น ได้แก่ ทศบารมี คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ
อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา สาหรับทศบารมีนาวาน้ี มีวิริยะเป็นกองพลแวดล้อมไป เอาศีลและทานเป็นกอง
เสบียง สติเปน็ ตน้ หน เมตตาเป็นหางเสือ กรุณาเป็นสายสมอ มุทิตาอเุ บกขาเป็นกว้านชักใบ พระไตรลักษณ์คือ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเสากระโดง ปัญญาเป็นกล้องส่องทาง กายคตาสติเป็นสายระโยง สมาธิเป็นท่ี
ปรึกษา อนุศาสก 25 นายเป็นทหารรักษาพระองค์ สัมมาสังกัปปะเป็นผู้บังคับกองพล บรรดาเหล่าอกุศลห้าม
ไปในเรือ เครือ่ งแต่งพระองค์เอากศุ ลกรรมบทเป็นภูษา เอาเวสารัชชกรณธรรม 5 คือศรัทธา ศลี พาหุสัจจะ วิริ
ยารัมภะ ปัญญาเป็นเคร่ืองเบญจราชกกุธภัณฑ์ ปัญญาวุธเป็นพระศาสตรา คอยทาลายอวิชชา ตัณหา พร้อม
ด้วยวงศาคณาญาติ มี อภิฌาวิสะมะโลภะ – ความโลภอยากได้ / โกธะ – ความโกรธ / โทสะ – การคิด
ประทุษร้าย / อปุ นาหะ – ผูกโกรธไว้ / มายา – เจ้าเล่ห์ / สาไถยยะ – โอ้อวด / สารัมภะ – แข่งดี / อิสสา –
รษิ ยา / ปะลาสะ – การตีเสมอผู้อ่ืน / มกั ขะ – ลบหล่ผู ้อู ่ืน / มานะ – การถือตวั / มจั ฉริยะ – ความตระหนี่
อตมิ านะ – ดูหมน่ิ ท่าน / ถัมภะ – หวั ดื้อ / ปมาทะ – ความประมาท / มะทะ – มวั เมา

9

ถ้าพวกเหล่านี้เข้ามาใกล้ก็ขอพระองค์จงทาลายให้สิ้นไป หากไม่ปราบพวกเหล่านี้ให้หมดไป ก็จะเป็น
อุปสรรคในการข้ามให้ถงึ ฝงั่ ”กษัตริยจ์ ิตราชพอพระทัยเปน็ อันมาก จงึ ขอรอ้ งให้พระครูทัง้ ๔ รีบแต่งนาวา และ
นิมนตพ์ ระครูทั้ง 4 ร่วมไปในเรอื นัน้ ด้วย ทรงรับส่ังให้ขนุ จาคะทางบประมาณค่าใช้จา่ ยในการต่อนาวา

15. ขดั ขวาง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พระเจ้าจิตราชทรงเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เสด็จประทับนาวา มีสมเด็จพระ

สังฆราชาและพระครูทั้ง 4 ร่วมด้วย กุศลเสนาท้ังหลาย เสด็จเดนิ ทาง พอได้เวลานาวาธรรมก็แล่นออกจากท่า
มุง่ ตรงไปสู่ อมตมหานคร ฝ่ายนางอวิชชา และนางตัณหา มเหสีทั้งสอง เม่ือทราบว่าพระเจ้าจิตราชพระสวามี
เสด็จไปสู่อมตมหานคร นางโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดแสนประหน่ึงว่าถูกศรมาเสียบอก จึงเรียกพวกสาวสวรรค์
กานลั ใน พร้อมด้วยเหลา่ เสนามาตย์ราชบรพิ ารฝา่ ยอกุศลจติ ให้รีบตามพระสวามี

ครั้นมาถึงท่านา้ ก็เห็นพระสามีน่ังอยู่บนเรืออันงามสงา่ พร้อมด้วยพระสงั ฆราชาธรรมมุนี พระสงฆฐ์ านา
4 รูปและเสนาฝ่ายกุศล นางอวิชชาและนางตัณหาจึงกู่กอ้ งรอ้ งไห้คร่าครวญ รอ้ งเรียกพระสามใี ห้เสด็จกลบั จึง
ตรัสตอบไปดว้ ยพระสุระเสียงอนั เยาะเย้ยวา่ “นี่แนะ แม่นางท้ังสอง เจ้าอย่ามาหน่วงเหน่ียวเราให้เสียเวลาเลย
เราไม่กลับไปลุ่มหลงในความย่ัวยวนของเจ้าอีกแล้ว เจ้าทาให้เราวนเวียนอยู่ในความทุกข์ทรมานตลอดมา เรา
ไม่ไปหาเจ้าอีกแล้ว ฝ่าย 2 มเหสโี กรธมาก จงึ ให้เหล่าเสนาอกุศล โจมตที ันที หลวงโลโภ หลวงโทโส หลวงโมโห
ได้ฟังคาสั่งสองนาง ต่างก็ระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์ บ้างก็พุ่งหอก หมายจะสังหารพระสังฆราชาและท้าวจิตราช
พร้อมด้วยเสนาเหล่ากุศลให้พินาศไป ท้ังตั้งใจจะทาลายนาวาให้ล่มจมลงไปกลางวารีแต่เดชะปาฏิหาริย์ ลูก
เกาทณั ฑ์ หอก ที่พุ่งไปน้ัน กลับย้อนมายังนางทั้งสองและบริวาร ทาให้เหลา่ เสนาอกศุ ลต้องเสียชวี ิตทันที เหลือ
เพียงนางอวิชชาและนางตัณหามเหสียังมิเป็นไรท้าวจิตราชเห็นมเหสียังคงดิ้นรนร้องเรียกอยรู่ ิมฝ่ัง จึงคิดกาจัด
เสียเพราะขืนพูดดีอยู่ไม่ได้ อนุสัยเก่าจะกาเริบ จึงจับพระขรรค์ปัญญาวุธกวาดแกว่ง รวบรวมกาลังใจในจิตให้
เต็มที่ นัยน์ตาจ้องมองนางท้ังสองอย่างเวทนา ข่มพระหทัย หลับพระเนตร ขว้างพระขรรค์ปัญญาวุธไปถูกอก
นางท้ังสอง อวิชชามเหสีและตัณหาชายาต่างดิ้นด้วยความเจ็บปวด แล้วก็พลัดตกลงไปในแม่นา้ ตายไปด้วยกัน
ทั้งคู่ เมอื่ ปราบเหล่าอกศุ ลราบคาบแล้ว ท้าวจิตราชก็ทรงแลน่ เรือตอ่ ไปสอู่ มตะมหานคร

15 สู่อมตมหานคร
จะกล่าวถึงหลวงพยาธิและขุนโรคา คร้ันเห็นท้าวจิตราชล่องนาวาธรรม ท้ิงพระนคร มิมีท่าทีต่อกร จึง

ชวนหลวงชราไปเข้าเฝ้าพระยามัจจุราชราชา กราบทูลความ “ขอเดชะ เหล่าข้าพระพุทธเจ้า ได้ช่วยกันโจมตี
กายนครได้แล้ว จิตราชราชาเสด็จล่องนาวาธรรมหลีกลี้หนพี ระองค์ไปสู่ อมตมหานคร พระองค์รบี เสด็จตามไป
เถิด พระเจ้าข้า” พระยามัจจุราชกษัตริย์ได้สดับคากราบทูลของเหล่าทแกล้วมรณานครดังนั้น จึงระสั่งระดม
พลครั้งสุดท้าย ยกออกติดตามท้าวจิตราชทันที ครั้งถึงฝั่งมหานที ทัพของมัจจุราชบรมกษัตริย์ก็มิอาจยกไปให้

10

ทนั ได้เสียแล้ว พระยามัจจุราชแค้นพระทัยมาก จึงรับส่ังให้ หลวงมรณัง ทหารเอกตามไปสังหารให้จงได้หลวง
มรณังทหารเอกเมื่อได้รับพระบัญชาดังนั้น จึงรีบเหิรเวหานภาอากาศติดตามจิตตราชราชา กับเหล่ายมบาล
ทหารกล้าของหลวงมรณงั ครัน้ ทพั ของหลวงมรณงั ถึงนาวาธรรมของพระยาจติ ราช กต็ า่ งเรง่ โจมตหี วังจะจู่โจม
ล่มเรือของท้าวจิตราชให้ได้ แต่ก็มิสามารถ แม้แต่จะเอื้อมไปจับเสากระโดงเรือได้ จะทาอย่างไรๆ ก็ไม่อาจล่ม
เรือได้ บรรดาเหล่ากุศลเสนาของจิตราชราชาท่ีอยู่ในเรือต่างก็หัวเราะอยู่อึงมี่ ท่ีกองทัพของพระยามัจจุราชมิ
อาจสามารถทาอะไรได้

ทา้ วจติ ราชทรงมีพระทัยผ่องแผ้ว ทรงสารวลร่าเรงิ ทที่ ัพของพระยามัจจุราชไม่สามารถทาอะไรได้ จึงมี
พระวาจากู่ก้องนภากาศ กังวาลไปกระทบโสตของพระยามัจจุราช ที่ฝั่งมหานที ว่า “ดูกร ท้าวมัจจุราช ท่าน
อย่ามาราวเี สียให้ยากเลย พระองค์ท่านแลบริวารทาอะไรเราไม่ได้ดอก เรายกเมอื งให้ท่านแล้ว เชิญเอาไปตาม
สบายเถิด ทรัพย์สมบัติท่ีมีอยู่ในน้ันเรายกให้ เชิญกลับไปเถิดเราจะไม่เจอะเจอกับท่านอีกต่อไปแล้ว เชิญ
กลับไปเถิด”พระยามัจจุราชเห็นว่าสุดกาลังท่ีจะติดตามไปได้แล้ว จึงรับสั่งเรียกหลวงมรณังพร้อมกองทัพ
ยมบาล แลกาลังพลทั้งหลายกลับตีเมอื งอื่นต่อไป ท้าวจิตราชเมื่อเห็นข้าศกึ กลับไปหมดแล้ว ก็แล่นนาวาต่อไป
ทอ้ งนทธี ารเรียบเงียบสงัด ไม่มคี ลืน่ ไมม่ ีลม นภากาศแม้ค่ามืดแตย่ ังสว่างไปด้วยแสงธรรม ในไม่ชา้ นาวาธรรมก็
ถึงอมตมหานคร

อมตมหานคร น้ี มีศีลเป็นกาแพงเมือง มีปัญญาเป็นหอรบ อินทรีย์สังวรเป็นทวารบาล อัษฎางคิกมรรค
เป็นวิถีทางในนคร โพธิปักขิยธรรม 37 เป็นพระคลังหลวง ภาวนาเป็นยอดปราสาท พระสูตร พระวินัย พระ
ปรมัตถ์ เป็นพระราชอาสน์ พระไตรลักษณ์เป็นห้องบรรทม พระวิมุตติญาณทัศนะเป็นดวงประทีป เมตตาเป็น
สระโบกขรณี กรุณาเป็นสายธารา มุทิตาเป็นต้นกัลปพฤกษ์ อุเบกขาเป็นเนินทราย เมืองนี้เป็นเมืองท่ีอยู่ของ
พระอริยะ เป็นเมอื งบรมสขุ ไมม่ ีเกดิ ไม่มแี ก่ ไมม่ เี จบ็ ไมม่ ตี าย คติธรรมประจาเมือง คือ

นพิ ฺพาน ปรม สุข – พระนิพพานเปน็ สุขอย่างย่งิ
นตฺถิ สนฺติ ปรม สุข – สุขอนื่ ยิง่ กว่าความสงบไมม่ ี ฯ
ทา้ ยสุด พระเจ้าจิตราชราชาบรมกษัตรยิ แ์ ห่งมหาอมตมหานคร ทรงมีพระราชสารมายังทุกท่านว่า “ณ
ท่นี ี้ เราคอยต้องรบั พวกทา่ นอยู่ เพียงแตท่ ่านพร้อมหรือยังที่จะมาส่อู มตมหานคร”

….อวสาน กายนคร….

11

ภมู ิหลัง : วรรณกรรมกายนคร

ทม่ี าและจดุ ม่งุ หมายในการแตง่ วรรณกรรมศาสนา เร่อื ง : กายนคร

ที่มา

วรรณกรรมศาสนาเร่ืองกายนคร ฉบบั ต่างๆท่ีศึกษาเพอื่ นามาเป็นข้อมลู ข้าพเจา้ รวบรวมได้จานวน

6 ฉบับ โดยลาดบั ประเภทของเอกสารไว้ดงั น้ี

เอกสารประเภทสมดุ ไทย - กายนคร ฉบบั จังหวดั นครศรธี รรมราช (กายนคร นครศรีฯ)

- กายนคร ฉบบั จังหวดั พงั งา (กายนคร พงั งา)

- กายนคร ฉบบั หอสมุดแห่งชาติ (กายนคร หอสมดุ )

เอกสารประเภทตีพิมพ์ - กายนคร ฉบบั นายแปลก สนธิรักษ์ (กายนคร แปลก)

- กายนคร ฉบบั กายนครคากลอน (กายนคร คากลอน)

- กายนคร ฉบบั ฉันท์ ขาวไิ ล (กายนคร ฉนั ท์)

เอกสารประเภทสมุดไทย

กายนคร ฉบบั จังหวดั นครศรีธรรมราช
ต้นฉบับเป็นของนายสะเท้ือน บุญชูวงศ์ ชาวบ้านเขาลาปะ ตาบลวังอ่าง อาเภอชะอวดจังหวัด

นครศรีธรรมราช เป็นหนังสือบุตขาว มีขนาด 11.5 x 98 x 3 เซนติเมตร อักษรไทย เส้นหมึก จานวน 117
หน้า นายสะเทตนได้รับหนังสือบุตกายนครเล่มน้ีมาจากบิดา ปัจจุบันเอกสารดังกล่าวถูกเก็บไว้ท่ีศูนย์
วัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช

เอกสารฉบับน้ี บางฃบรรทัดเขียนด้วยลายมือท่ีต่างกัน ทาให้เข้าใจได้ว่า ผู้เขียนมิใช่ผู้แต่งแต่เป็นผู้
คดั ลอกจากตน้ ฉบบั เดิมอยา่ งแนน่ อน

กายนคร ฉบบั จงั หวดั พังงา
ต้นฉบับของวรรณกรรมกายนคร เป็นของพระครูวิจัยวรรณสาร วัดสุวรรณาวาส ตาบลบางทอง อาเภอ

ท้ายเหมืองจังหวัดพังงา เป็นหนังสือสมุดไทยขาว ภาคใต้เรียกเอกสารประเภทนี้ว่า “หนังสือบุดขาว” มีขนาด
13 x 39 x 3 เซนติเมตร อักษรไทย เสน้ หมึก จานวน 60 หน้า

พระครูวิจัยวรรณสารเคยให้ข้อมูลไว้ว่า บิดาของท่านเมื่ออุปสมบทได้เป็นครูสอนเด็กวัดให้หัดเขียนชัก
สวด ปฐมมาลา ปฐม ก กา เมื่ออายุ 40 ปี จึงลาสิกขาบทแล้วได้นาหนังสือต่าง ๆ มาเก็บไว้ท่ีบ้าน ปัจจุบัน
เอกสารดังกล่าวน้ี เก็บไว้ท่ีวัดลุมพินี อาเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เม่ือพระครูวิจัยวรรณสารย้ายมาจา
พรรษาก็ไดน้ าหนังสือเลม่ นม้ี ีด้วย

12

กายนคร ฉบับหอสมุดแหง่ ชาติ
ต้นฉบับเป็นของนายทองอยู่ จรรยากุลมอบให้หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพ เม่ือวันที่ 13 เมษายน 2468

จานวน 2 เลม่ ดงั นี้
กายนครเลม่ 1 เลขที่ 27 เปน็ หนังสอื สมุดไทยขาว ขนาด 11.5 x 36 x 4 เซนติเมตร อกั ษรไทย เส้นหมกึ

จานวน 74 หนา้
กายนครเล่ม 2 เลขที่ 28 เป็นหนังสือสมุดไทยขาว ขนาด 11.5 x 36 x 3.5 เซนติเมตร อักษรไทย เส้น

หมกึ จานวน 71 หน้า
เอกสารฉบับนี้ได้กล่าวว่า นายภู่เป็นผู้แต่งเน่ืองจากเห็นว่าร่างกายน้ันไม่จีรังย่ังยืนจึงคิดผูกเรื่องเป็น

นิทานกายนคร โดยกล่าวไว้ตนต้นเร่ืองดังน้ี “เราเป็นผู้ประดิษฐ์คิดสนอง ขอประคองคุณไว้ใส่ผม ให้ประเสริฐ
เลิศล้าดว้ ยคาคม โดยอารมณร์ ินรักชกั ภิปราย จงึ เร่ิมเร่ืองเมืองกายนคร ชาวประชาราษฎรสนิ้ ทงั้ หลาย จงตรอง
ความตามการะธิบาย ว่าความตายนน้ั จะมาทุกราตรี นายภู่อยู่เรือเท่ียวคา้ ขาย เห็นร่างกายไม่เท่ียงทุกสิ่งศรี จึง
คดิ ความตามใจในกายี เอากายนผ้ี ู้เป็นนทิ านไป”

มผี ู้กลา่ วถึงนายภู่ไวว้ า่ นายภ่ผู ู้แต่งสภุ าษิตสอนหญิง เคยอุปสมบทยังวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในสมัย
รัชกาลที่ 4 มสี มณศกั ด์เิ ป็นพระธรรมทานาจารย(์ ภู)่ ไดแ้ ตง่ บทกวไี วห้ ลายเร่ืองเทา่ ทพี่ บคือ

1.พระสมทุ รคากลอน 2.นครกายคากลอน 3.นกกระจาบคากลอน 4.สภุ าษิตสอนหญงิ คากลอน

เอกสารประเภทตีพมิ พ์

กายนคร ฉบับนายแปลก สนธริ กั ษ์
ได้กล่าวถึงท่ีมาของเรื่องไว้ดังนี้
เรื่องกายนคร หรอื พระเจ้าจิตราชไดเ้ ก็บความจากหนังสอื เกา่ ซ่งึ ทา่ นได้แตง่ ไว้ เปน็ คากลอน ไมท่ ราบชื่อ

ผ้แู ต่ง เหน็ ว่าเป็นเรื่องท่ดี ีมีประโยชน์ จึงได้เรียบเรียงข้ึนใหม่ โดยเอาเค้าเร่ืองเดมิ เปน็ หลักปรงุ ใหม่ให้อ่านเข้าใจ
ง่าย และรูเ้ รือ่ งเกยี่ วกบั ตัวเราดขี นึ้ เพราะพรรณนาเทียบกับโลก

กายนคร กายนครคากลอน

เรื่องกายนครคากลอน มีการเปล่ียนแปลงเร่ืองราวจากเรื่องเดิมโดยการเปล่ียนถ้อ ยคาให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

ดงั กล่าวขนึ้ ตน้ เร่อื งดังน้ี

.... จะแถลงแต่งกลอนอักษรสาร

มโนน้อมแทนบปุ ผาสุมามาลย์ หตั ถ์ประสานเหนอื เศียรแทนเทยี นทอง

นมัสการรัตนงั สนิ้ ทงั้ สาม โดยมคี วามเลอ่ื มใสมิไดห้ มอง

จะเปล่ยี นแปลงแต่งความตามทานอง ใหถ้ ูกต้องบทกลอนนครกาย

ซง่ึ แตง่ เปน็ เวยี งวงั เมอื งสังขาร ....

13

กายนคร ฉบบั ฉันท์ ขาวไิ ล

ได้กล่าวไว้ในคานาเร่ืองว่า กายนครฉบับน้ีผู้แต่งประพันธ์ร้อยกรองเป็นคร้ังแรก และจากบทกลอน

ตอนต้นกล่าววา่ มีการดาเนินเร่ืองตามค้าเร่อื งเดมิ ดังนี้

ดาเนอนความตามเค้าสาเนาขาน แนะนทิ านเทยี บไวข้ น้ึ ให้เห็น

เพื่อชดั แจง้ แตง่ ต่อข้อประเดน็ เผ่อื ได้เปน็ เพ่อื นคิดสะกิดใจ

รูปธรรมนามธรรมคาแถลง คิดเปลยี่ นแปลงเป็นเรอ่ื งเมืองอาศัย

แสดงจติ ต์คดิ ช่วั มวั อาลยั ยงั หลงใหลใฝ่พวงหลงโลกี

จุดมุ่งหมายในการแตง่

วรรณกรรมศาสนาเรอ่ื งกายนคร มีจดุ มงุ่ หมายคล้ายคลึงกันทุกฉบับความคอื นาเร่ืองราวของคาสอนทาง
พทุ ธศาสนามาแต่งเป็นวรรณกรรมคาสอน เพื่อเป็นข้อเตือนใจและอบรมสั่งสอนชาวบ้านให้ประพฤติปฏิบัติตน
เป็นคนดีร้จู ักละวางซึ่งกิเลศ ตณั หา ใหแ้ คลว้ สิน้ เพ่อื ความมงุ่ หมายสูงสุดคือ “นพิ พาน”

เร่ืองราวของวรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนคร แฝงไว้ด้วยคาสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาที่ทาให้เห็น
ภาพพจน์ไดอ้ ยา่ งชดั เจน อาจจะเป็นจดุ มุง่ หมายของผูแ้ ตง่ อีกประการหนง่ึ ท่ีต้องการให้เหน็ สภาพอันแท้จรงิ ของ
ปุถชุ นท่ีต้องมี เกิด แก่ เจบ็ ตาย เรอื่ งราวของกายนครทกุ ฉบบั จึงมีจุดมงุ่ หมายทสี่ อดคลอ้ งกนั เปน็ คาเทศนาส่ัง
สอนเร่อื งราวเกีย่ วกับชวี ิต ซงึ่ อาศัยหลักธรรมผูกเป็นวรรณกรรม เปลี่ยนนามธรรมให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ทาให้
ผูอ้ ่านหรือผู้ศึกษาเข้าใจเรอื่ งราวต่างๆได้อย่างชัดเจน ฉะนนั้ เนือ้ หาจึงสะทอ้ นภาพความเป็นไปของชีวติ ที่เต็มไป
ด้วยกเิ ลศต่าง ๆ มากมาย ท้งั นี้เพราะมุ่งหวังท่ีจะกาจดั กเิ ลศเหลา่ น้ีให้หมดสนิ้

โครงเร่อื ง

โครงเรื่องหมายถึงเหตุการณ์หลาย ๆเหตุการณ์ที่ประกอบไปด้วยปัญหาข้อขัดแย้ง โครงเรื่องจาก
วรรณกรรมศาสนาเรื่อง กายนครแต่ละฉบับน้ันมีลักษณะคล้ายคลึงกันบ้าง แตกต่างกันบ้างจึงได้นาโครงเร่ือง
นนั้ มาพจิ ารณาเปรียบเทียบ ให้เห็นถึงความสมบูรณ์ที่สุดด้านองค์รวมของเน้อื หา สาหรับนาไปสู่การสร้างสรรค์
ตอ่ ไป

การพิจารณาโครงเร่ือง พิจารณาวิธีการเรียงลาดับความคิดหรือการเรียงลาดับเหตุการณ์ในเรื่องว่า
ผู้เขียนเร่ิมต้นตรงส่วนใดของเร่ือง ต่อไปเป็นความคิดหรือเหตุการณ์ใดและจะจบเร่ืองอย่างไร ท้ังนี้จาก
วรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนครน้ัน ปรากฏนิทานเสริมอยู่ในเนื้อเร่ือง อันเป็นความพิเศษที่ผู้ประพันธุ์ ได้
สอดแทรกไว้เพ่ืออรรถรสของผู้อ่านมิให้เคร่งเครียดในการพิจารณาหลักธรรมมากเกินไป ลาดับถัดไปเป็นการ
แสดงถงึ เน้อื หาโครงเรอ่ื งจากวรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนครแต่ละฉบบั ดังนี้

14

กายนคร ฉบบั จังหวดั นครศรีธรรมราช
โครงเรอ่ื ง :

1. ท้าวจิตราชครองเมืองกายนคร ต่อมาถูกพระยามัจจุราชเข้ามาทาลายเมือง แล้วจับตัวท้าว
จติ ราชไป

2. พระยามัจจรุ าชปล่อยทา้ วจิตราชเป็นอิสระ ทา้ วจิตราชสรา้ งเมืองข้นึ ใหม่แล้วพระยามัจจุราช
ก็เข้าทาลายอกี

3. ท้าวจิตราชจึงปรึกษาพระครู โดยใช้พระขรรค์สามเล่มทาลายอกุศลต่าง ๆ แล้วจึงลุเข้าสู่
เมอื งนพิ พาน

นิทานเสรมิ ในเร่อื ง
1. กบ

กายนคร ฉบับจงั หวดั พังงา
โครงเร่ือง :

1. ท้าวจิตราชครองเมืองกายนคร ถูกทหารส่ีเหล่าของพญามัจจุราชเข้ามาทาลายเมือง ทาให้
พระเจา้ จติ ราชถกู จบั

2. พญา่ มจั จุราชปลอ่ ยพระเจา้ จติ ราชเปน็ อสิ ระ เป็นผลใหพ้ ระเจ้าจติ ราชสร้างเมืองใหม่ แตแ่ ล้ว
กถ็ กู พญามัจจุราชเข้าทาลาย

3. พระเจา้ จิตราชจึงปรึกษาพระสงั ฆราช โดยใชพ้ ระขรรคส์ ามเลม่ ทาลายอกุศลต่าง ๆ จนบรรลุ
เมืองนพิ พานแลว้ พ้นภัยจากพญามจั จุราช

นทิ านเสรมิ ในเรือ่ ง
ไมป่ รากฏ

กายนคร ฉบับหอสมดุ แห่งชาติ
โครงเรอ่ื ง :

1. ท้าวจิตราชครองเมืองกายนคร ต่อมามเหสีคนแรกของพระยามัจจุราชเข้าไปทาอุบายแล้ว
ทาลายบ้านเมอื ง มเหสีคนที่สองของพระยามัจจุราชเตรียมไพร่พลจะไปตเี มืองกายนคร

2. ท้าวจิตราชเกิดนิมิตคเห็นพระฤาษีให้แก้ปัญหาสองข้อ จึงนิมนต์พระเถราเข้ามาเทศนาส่ัง
สอน

นิทานเสริมในเรอื่ ง
1. กายและจิต 2. ชายสีค่ นกับยักษ์

15

กายนคร ฉบับนายแปลก สนธิรกั ษ์
โครงเรอ่ื ง :

1. พระเจ้าจิตราชครองเมืองกายนคร ต่อมาทหารของมัจจุราชเข้ามาโจมตีกายนคร จนเมือง
ทรุดโทรมลง

2. พระเจ้าจิตราชเกิดนิมติ ว่ามีผู้วิเศษมาถามปัญหาสองข้อ จึงให้พระสงั ฆราชช่วยแก้ไขปัญหา
จนได้สตขิ บั ไลอ่ กุศล ที่เกดิ ในเมอื งกายนคร

3. พระเจ้าจิตจราชเดินทางข้ามแม่น้าใช้ปัญญาทาลายอกุศล เพื่อเดินทางไปยังเมืองอมตมหา
นครทีม่ ัจจรุ าชเดินทางไปไม่ถึง

นทิ านเสริมในเรอ่ื ง
ไมป่ รากฏ

กายนคร กายนครคากลอน
โครงเรอ่ื ง :

1. พระจิตราชครองเมอื งกายนคร พระยามจั จรุ าชใช้กลอุบายโจมตเี มืองกายนคร
2. พระจิตราชเกิดนิมิตว่ามีฤาษีมาถามปัญหาสองข้อ จึงนิมนต์พระสังฆราชมาเทศนาสั่งสอน

จนไดส้ ติขบั ไลอ่ กุศล
3. พระจิตจราชเดินทาโดยใช้ปัญญาเป็นอาวุธทาลายอกุศลจนหมดสิ้นเพื่อไปสู่เมืองอมตมหา

นคร
นทิ านเสริมในเรือ่ ง

ไมป่ รากฏ

กายนคร ฉบบั ฉันท์ ขาวไิ ล
โครงเรือ่ ง :

1. ท้าวจิตราชครองเมืองกายนคร เดินทางไปสู่ขอมเหสีอีกเมืองหน่ึง เมื่อไม่สมหวังจึงเดินทาง
กลบั ได้พบกบั ยักษ์แต่ฤาษีมาชว่ ยมอบแวน่ วิเศษให้

2. ท้าวจิตราชจึงเดินทางไปสู่ขอมเหสีอีกคร้ัง และได้นาแว่นวิเศษมาช่วยเหลือจนสมหวังได้
อภิเษก

3. มจั จุราชยกทัพมาตีกายนคร ทา้ วจติ ราชระลกึ ถงึ พระฤาษี จึงไดต้ ง้ั จติ เข้าสู่เมืองนิพพาน
นทิ านเสรมิ ในเรื่อง

1. กุมภโฆสกเศรษฐี 2. ทฆี าวกุ ุมาร

16

ลักษณะโครงเร่ืองของวรรณกรรมศาสนาเร่ืองกายนครแต่ละฉบับพบว่ามีโครงเร่ืองที่เหมือน และ

คล้ายคลึงกัน รวมถงึ แตกต่างกนั โดยจัดประเภทดังตารางแสดงต่อไปน้ี

ลกั ษณะโครงเรอ่ื ง

วรรณกรรมศาสนา เอกสารประเภท เอกสารประเภท

เรื่องกายนคร สมดุ ไทย ตีพมิ พ์

เหมือนกนั กายนคร กายนคร
นคร ฯ พงั งา

คล้ายคลงึ กนั กายนคร กายนคร กายนคร
หอสมดุ แปลก คากลอน

ตา่ งจากฉบับอ่ืน กายนคร

ฉนั ท์

ตารางท่ี 1 ตารางเปรยี บเทยี บลกั ษณะโครงเร่ืองของวรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนครทงั้ 6 ฉบับ

เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของโครงเร่ือง

กายนคร หอสมุด

กายนคร นคร กายนคร แปลก กายนคร ฉนั ท์

กายนคร พังงา กายนครคากลอน

1.ท้าวจิตราชมีมเหสี 1 1.ทา้ วจติ ราชมีมเหสี 2 พระองค์ 1.ท้าวจติ ราชมีมเหสี 3 พระองค์
พระองค์

2.มัจจุราชใช้อุบายใหท้ หารสี่ 2. มจั จรุ าชใช้กลอุบายเพื่อโจมตเี มอื ง 2. มัจจุราชยกทัพมาตีเมือง
เหลา่ เขา้ มาทาลายเมอื งกาย กายนคร 3.ทา้ วจติ ราชพลัดพรากจากเมือง
นคร
3.มจั จรุ าชจับตวั ท้าวจติ ราช -
แลว้ ปล่อยให้สร้างเมืองขนึ้ ใหม่
ตอ่ มามัจจรุ าชยกทัพมาทาลาย
เมอื งอกี

17

4.ทา้ วจิตราชปรึกษา 4.ท้าวจติ ราชเกิดนมิ ติ เหน็ ฤาษี ถาม 4.ท้าวจิตราชระลึกถึงคาสอนขชอง

พระสงั ฆราช ปัญหาขน้ึ 2 ข้อ พระฤาษี

5.ทา้ วจติ ราชทาพิธเี กดิ พระ 5.ทา้ วจติ ราชเดนิ ทางขา้ มแม่นา้ ใช้ 5.ท้าวจิตราชต้งั จติ ภายหน้าไปยงั

ขรรค์ 3 เล่ม ทาลายอกศุ ลต่าง ปญั ญาเป็นอาวธุ ทาลายอกุศล แลว้ เมืองอมตมหานคร

ๆ แลว้ ไปส่เู มอื งนิพพาน ไปสูเ่ มอื งนิพพาน

ตารางที่ 2 ตารางเปรียบเทยี บลักษณะโครงเรื่องของวรรณกรรมศาสนาเร่ืองกาย

จากวรรณกรรมศาสนาเรือ่ งกายนคร ทงั้ 6 ฉบับ สามารถสรปุ โครงเรือ่ งได้ 3 ประเภทดงั ตาราง ลักษณะ

โครงเร่ืองของวรรณกรรมทุกฉบับมีจุดจบเหมือนกัน คือ ท้ายที่สุดแล้วท้าวจิตราช เดินทางไปสู่เมืองฃนิพพาน

หรือเมืองอมตมหานคร จึงทาให้วรรณกรรมศาสนาเร่ืองกายนครคล้ายคลึงกัน อาจมีรายละเอียดในการดาเนิน

เร่ืองทแี่ ตกต่างกันไปตามแต่ละฉบบั

ฉากและตัวละคร

ฉาก
ฉากหมายถึง สถานที่และเวลาท่ีเร่ืองน้ันๆเกิดขึ้น ซ่ึงแกสามารถอธิบายความหมายของฉากไว้ได้ 2

ประการ ดังน้ี
1. ฉาก หมายถงึ สถานท่แี หง่ หน่ึงแห่งใดท่ีมเี หตกุ ารณบ์ งั เกดิ ขึ้น โดยเก่ียวขอ้ งถงึ ตัวละครด้วย
2. ฉาก หมายถึง บรรยากาศหรือสิ่งแวดลอ้ มทั้งปวง ที่เป๋นสว่ นประกอบในเรอ่ื งใหม้ คี วามดีเดน่ ข้ึน
ดังนั้นฉากจึงมีความหมายครอบคลุมท้ัง สถานที่ บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม และเวลาที่เรื่องราวต่าง ๆ ได้

ดาเนินไป ลักษระฉากที่ปรากฏในเร่ืองกายนครแต่ละฉบับนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือจะกล่าวถึงฉากเมือง
เป็นฉากเด่นของเรื่อง ส่วนฉากอื่น ๆ เช่น ฉากชมนกชมไม้ ชมความงามของธรรมชาติ ไมป่ รากฏในวรรณกรรม
เรื่องกายนคร เพราะวรรณกรรมเรอ่ื งนี้ มงุ่ ท่ีจะส่งเสริมความร้แู ละแง่คิดในแง่พระพทุ ธศาสนา ที่วา่ ชวี ิตน้นั มิได้
มคี วามจีรังยั่งยืน ลกั ษณะธรรมชาติ จึงปรากฏออกมาให้เหน็ สภาพความเป็นจริงของชีวติ ดังบทกลอนช่วงหนึ่ง
ความว่า

ทั้งผูฟ้ งั บางคนกต็ ง้ั โสต หมายประโยชนฟ์ งั เร่อื งเรือ่ งสนุกสนาน
ครัน้ ฟังไปก็ให้คิดราคาญ ใชน่ ทิ านเรอ่ื งราวบรุ าณมา
เดนิ ดงพงไพรในหมิ เวส เราสังเกตเคยฟังมาหนกั หนา
เข้าชมนกชมไม้เปน็ ธรรมดา ท้งั สิงสัตวใ์ นปา่ พนาลี
นา่ สนุกถงึ ทกุ ขก์ ็คลายใจ ย่ิงคิดไปย่ิงปล้ืมทุกสิ่งศรี
เข้าชมสัตว์มัจฉาในวารี หนา้ ยินดเี ที่ยวเลน่ สาราญใจ
หนงั สือน้ีมเิ คยไดย้ ินมา สาคญั ว่าเรอ่ื งราวจะเป็นไฉน
ออกเดนิ พงป่าพนาลัย จะชมนกชมไมก้ ไ็ ม่มี

18

มาชมเขาเขากห็ กั กระจดั กระจาย จะชมไมไ้ มก้ ต็ ายทั้งไพรสี

จะชมสัตวส์ ัตว์กป็ ว่ ยเปน็ โรคี จะชมสระวารกี ็แหง้ ไป

ทั้งผกั บุ้งแพงพวยก็ม้วยมอด ตายตลอดแห้งสิ้นน่าสงสยั

ไม่นา่ ฟงั หนังสอื นี้จงั ไร ไมเ่ ขา้ ใจเรือ่ งราวท่กี ล่าวมา

(กายนครคากลอน)

ลักษณะฉากท่ีปรากฏในเร่ืองกายนครน้ีจึงมีความแตกต่างไปจากการบรรยายฉากในวรรณกรรมอื่น ๆ

ฉากที่ปรากฏเป็นฉากเด่นของเร่ืองคือ ฉากเมือง ซ่ึงอุปมาเปรียบเทียบการสร้างฉากของวรรณกรรมแต่ละฉบับ

ไว้ ดังจะเปรียบเทยี บให้เหน็ จากตารางลาดับต่อไปน้ี

เมืองกายนคร จากเอกสารประเภทสมุดไทย

กายนคร นคร กายนคร พงั งา กายนคร หอสมุด

เมอื ง : กายนคร เมอื ง : กายนคร เมอื ง : นครกาย

ประตู 9 แหง่ ประตู 9 แห่ง ประตู 9 แห่ง

1. ทพิ วารบวร 1. ทพิ ทวาร 1. ประตูชยั มุขทวาร

2. ทตั วารา 2. ทกั ขณี ทวาร 2. ประตูอุจจา

3. โสตทรงชยั 3. โสตทวาร 3. ปสั สาเว

4. สุทงั สภุ ทวาร 4. โสตไสยทวาร 4. ทวารอสั สาประสาทโท

5. มขุ ทวารา 5. มขุ ทวาร 5. โสตปะโส

6. ทกั ขณี ทวารัง 6. ฆานทวาร 6. จักขุทวารา

7. กานไชยทวาร 7. คงคาทวาร 7. -

8. สวุ รรณคงคากตุ 8. คูถทวาร 8. -

9. อฏุ วารา 9. - 9. -

ตารางท่ี 3 ตารางเปรียบเทียบเมอื งกายนครจากเอกสารประเภทสมดุ ไทย

กายนคร นคร กายนคร พังงา กายนคร หอสมุด

ปราสาท : เมืองกายนคร ปราสาท : เมอื งกายนคร ปราสาท : เมอื งนครกาย

ปราสา่ ท 5 หลัง ปราส่าท 5 หลงั ปราส่าท 5 หลงั

1. จักขุปราสาท 1. จักขุปสาท 1. กายปราสาท

2. โมหปราสาท 2. โสตปสาท 2. -

3. โสตปราสาท 3. ฆานปสาท 3. ห้าปราสาทชยั

4. สิงคารปราสาท 4. ชิวหาปสาท 4. โสตปราสาท

5. มหาปราสาท 5. กายปสาท 5. จกั ษุปราสาท

ตารางท่ี 4 ตารางเปรยี บเทยี บ ปราสาทเมอื งกายนครจากเอกสารประเภทสมุดไทย

19

เมืองกายนคร จากเอกสารประเภทตีพมิ พ์

กายนคร แปลก กายนคร คากลอน กายนคร ฉันท์

เมือง : กายนคร เมอื ง : กายนคร เมอื ง : นครกาย

ประตู 9 แหง่ ประตู 9 แหง่

1. มุขทวาร 1. ประตชู ยั มขุ ทวาร

2. อุจารทวาร 2. ประตอู ุจจาระ
3. ปสั สาวทวาร 3. ประตูปัสสาวะ

4. ฆานทวาร 4. ฆานทวาโร ไม่ปรากฏขอ้ มลู

5. ฆานทวาร 5. ฆานทวาโร

6. โสตทวาร 6. โสตทวาร

7. โสตทวาร 7. โสตทวาร

8. จักษุทวาร 8. จักษุทวารา

9. จกั ษทุ วาร 9. จกั ษุทวารา

ตารางที่ 3 ตารางเปรยี บเทยี บเมอื งกายนครจากเอกสารประเภทสมุดไทย

กายนคร แปลก กายนคร คากลอน กายนคร ฉนั ท์

ปราสาท : เมอื งกายนคร ปราสาท : เมืองกายนคร

ปราสา่ ท 5 หลัง ปราสา่ ท 5 หลงั

1. จักษปุ ราสาท 1. จกั ษุปราสาท

2. โสตปราสาท 2. โสตปราสาท ไม่ปรากฏขอ้ มูล

3. ฆานปราสาท 3. ฆานปราสาท

4. ชวิ หาปราสาท 4. ชวิ หาปราสาท

5. กายปราสาท 5. กายปราสาท

ตารางที่ 4 ตารางเปรียบเทียบ ปราสาทเมืองกายนครจากเอกสารประเภทสมุดไทย

จากวรรณกรรมกายนคร ฉบับกายนคร ฉันท์ ไม่ปรากฏลักษณะเมืองกายนคร ทั้งกาแพงเมืองและตัว
ปราสาท แต่กล่าวถึงกาแพงเมือง โดยมีความสอดคลอ้ งกับกายนครฉบับแปลก และฉบับกายนครคากลอน ฉาก
ท่ีบรรยายเมืองกายนครในเอกสารกายนครฉบับแปลกน้ัน ปรากฏป้อมปราการเมืองกายนคร จานวน 4 คือ
ป้อมทงั้ กาแพงเมอื งและป้อมปราการเมืองกายนครน้ี ไมป่ รากฏในวรรณกรรมกายนครประเภทสมดุ ไทย

20

กายนคร แปลก กายนคร คากลอน กายนคร ฉันท์

ปราการ : เมืองกายนคร ปราการ : เมืองกายนคร ปราการ : เมอื งกายนคร

กาแพง 4 ชนั้ กาแพง 4 ชั้น กาแพง 4 ชั้น

1. ตโจ 1. ตโจ 1. ตโจ

2. มงั สงั 2. โลมกิ ัง 2. มังสงั

3. นหารู 3. มงั สะ 3. นหาโร
4. อัฏฐิ 4. อัฏฐิ 4. อฏั ฐิ

ตารางที่ 5 ตารางเปรยี บเทียบ กาแพงเมืองกายนครจากเอกสารประเภทสมดุ ไทย

กายนคร แปลก กายนคร คากลอน กายนคร ฉันท์

ป้อมเมือง : เมอื งกายนคร ป้อมเมือง : เมืองกายนคร
ปอ้ มเมือง 4 ป้อม ป้อมเมือง 4 ป้อม

1. เกษา 1. เกษา ไม่ปรากฏขอ้ มูล

2. โลมา 2. โลมา

3. นขา 3. นขา

4. ทันตา 4. ทันตา

ตารางที่ 6 ตารางเปรยี บเทยี บ ป้อมเมือง เมืองกายนครจากเอกสารประเภทสมดุ ไทย

ความแตกต่างของเมืองกายนคร จากเอกสารวรรณกับทั้ง 6 ฉบับนั้น พบว่าชื่อของสถานที่มีความ

แตกต่างกัน แต่พอสรุปได้ว่าลักษณะโครงสร้างของเมืองกายนครมีรูปแบบท่ีเหมือนกัน คือ มีประตู 9 แห่ง มี

ปราสาท 5 หลัง ส่วนความพิเศษท่ีบางฉบับมีคือ กาแพงและป้อมปราการเมือง ลักษณะการบรรยายฉากเมือง

กายนครไดม้ กี ารบรรยายเรอ่ื งราวไว้ชัดเจนดังตัวอยา่ ง บทบรรยายลักษณะเมืองกายนครดงั นี้

นครนีม้ ีประตูอย่เู ก้าแหง่ ทา่ นแตง่ คนไวใ้ หไ้ ถ่ถาม

เฝ้าประตอู ยรู่ ะวังให้นง่ั ยาม ตะเกยี งตามไฟแดงทุกแห่งไป

ประตูตน้ รับขนเอาของถวาย แตเ่ ชา้ สายเยน็ ค่าปจั จสุ มัย

ขนานนามตามทวารประทานไว้ ประตูชยั มุขทวารา

ของถวายจา่ ยแจกพวกชาวใน กนิ ไม่ไหวเน่าบูดเสยี หนกั หนา

ขุนวาโยโห่ร่นขนออกมา ทวาราทส่ี องประคองเท

ชื่อประตอู ุจจานา่ โสโครก บริโภคแตส่ ัตว์ออกหย่าเหย

ทวารสามนามช่อื ปัสสาเว สาหรบั เททอ่ นา้ ดงั่ ลาธาร

(กายนคร ฉบบั หอสมดุ )

ฉากเมืองกายนคร ปรากฏเพียงเมืองกายนครเท่านั้นท่ีทุกฉบับมีเหมือนกัน ด้วยเป็นปัจเจกหลักของ

วรรณกรรม สว่ นฉากอ่ืน ๆ จะตา่ งกนั ออกไปตามแตจ่ ินตนาการของผปู้ ระพันธ์ใหม้ คี วามวจิ ติ รพศิ ดารออกไป

21

สว่ นฉากเมืองนพิ พานหรือ อมตมหานคร มกี ารพรรณนาถึงแตกต่างกันออกไปแต่ใน วรรณกรรมศาสนา

กายนคร ฉบับนครศรีธรรมราช และฉบับจงั หวัดพังงาน้นั มคี วามคลา้ ยคลงึ กันดังนี้

นิพพานน้นั ไซร้ สนุกหนกั หนา เปน็ กาแพงแก้ว

เจ็ดชน้ั เลศิ แลว้ ด้วยแกว้ มกุ ดา

(กายนครฉบับ นครศรธี รรมราช)

อันกลา่ วคือความตาย พระองคบ์ ่ายหน้าไปเมืองแกว้

อันแล้วไปด้วยกาแพงหนาแน่น ได้เจ็ดช้ันมนั่ คงย่ิงหนักหนา

(กายนครฉบับ พังงา)

ลักษณะสาคัญของเมืองกายนครท่ีมุ่งแสดงให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต มีการบรรยายฉากไว้อย่าง

นา่ สนใจ ดงั ฉากทบี่ รรยายสภาพต่าง ๆ ของธรรมชาติที่บังเกดิ ผลจากกองพัมมัจจุราช ความว่า

ทรงยศย่ิงพริ้งพร้อม ดังเปน็ จอมเจา้ ดาวดึงสา

พอไดฤ้ กษเ์ ลิกพละโยธา ฆ้องสญั ญาโห่ลน่ั สนนั่ ไป

ทงั้ แตรสงั ขด์ งั เสยี งสนัน่ ก้อง ฆ้องกลองมโหระทกึ พลิ กึ ไหว

ตามแถวทางหว่างเขาลาเนาไพร ภูเขาใหญ่สูงเยีย่ มเทียมเมฆา

ด้วยอานาจมจั จุราชอนั เรืองฤทธิ์ อาชญาสทิ ธ์ยิ กให้เป็นยศถา

แต่เขาใหญแ่ ล้วไปด้วยศิลา ไม่ตา้ นทานฤทธาทะลายลง

ก็ลว่ งลัดตัดทางออกกลางทุ่ง แต่ผกั บุ้งแพงพวยไมเ่ หลอื หลง

ท้งั แฝกคาหญา้ ออ้ และกอพง ไม่ดารงอยู่ไดด้ ังไฟเลยี

เห้ยี มเกรยี มกราบกรบั ไหม้กับดิน ทั้งบุ้งหนอนผ่อนดนิ กส็ ้ินเสยี

ทั้งแรดช้างกวางทรายเป็นง้อยเปล้ีย ดว้ ยฤทธเิ์ มยี มัจจุราชฉกาจครนั

ทั้งห้วยหนองคลองบงึ และบ่อน้า ก็ยงั ซ้าแห้งสนิ้ ทกุ ถน่ิ ฐาน

บรรดาสตั ว์ปฏิสนธิอยใู่ นนนั้ ยงั พลอยกนั ทนทุกข์เวทนา

บทวรรณกรรมฉากพญามัจจรุ าชเคลือ่ นทพั

พอไดฤ้ กษ์ยาตรากองหนา้ เคลื่อน เสียงสะเทอื นกึกก้องฆ้องกลองล่นั

ยิงปืนเปร้ยี งเสยี งกลบหลบตะวัน โห่สน่ันครั่นครึกพลิ กึ นัก

ยกโยธารุดมาเหมือนวายุพัด แนวพนัศล้มระเนนออ่ นเอนหัก

ทง้ั สงิ ขรคลอนเคลื่อนเขยอื้ นยัก แทบวา่ จกั พังลงเป็นผงคลี

สุธาไหวหวัน่ สะทา้ นปานพินาศ ปกั ษาชาติหัสดินรีบบนิ หนี

เหลา่ คา่ งลิงสงั สตั วใ์ นปัฐพี ต่างวงิ่ รด่ี ว้ ยตระหนกตนื่ ตกใจ

22

กล่าวโดยสรุป เรื่องการสร้างฉากในวรรณกรรมศาสนาเร่ืองกายนครน้ัน ในวรรณกรรมทุกฉบับ มีการ
สร้างฉากโดยการเปรียบเทยี บสภาวะในรา่ งกายกับสถานที่ต่าง ๆ ในกายนคร การสร้างฉากเช่นน้ีผู้แต่งมุ่งหวัง
จะให้เห็นสภาพอันแท้จริงของชีวิต ฉากกายนครซ่ึงเป็นฉากหลักของเรื่อง ทุกฉบับมีความคล้ายคลึงกัน และ
แทบไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนเมืองนิพพานนั้นเอกสารทุกฉบับมีการกล่าวถึง มีด้วยกันสองช่ือคือ เมือง
นิพพาน และเมืองอมตมหานคร แต่คงความหมายไว้เหมือนกัน คือ “นิพพาน” ท่ีกล่าวอยู่ในพระพุทธศาสนา
โดยวรรณกรรมศาสนาเร่อื งกายนคร ได้กล่าวถึงฉากนิพพานน้ีข้ึนตามความรู้สึกของผูแ้ ต่ง โดยนาหลกั ธรรมคา
สอนทางพระพทุ ธศาสนามาสร้างเปน็ สถานทตี่ ่างๆส่วนฉากอ่ืน ๆ ท่ีนามากลา่ วถึงไว้บ้างพอสงั เขปจากบางฉบับ
น้นั เป็นฉากท่ีม่งุ หวงั สะทอ้ นความเปน็ จรงิ ของชวี ิตและมีความสอดคล้องกนั กับเร่ืองราวใน กายนคร

ตวั ละคร

ตัวละครคือ บคุ คลที่กวีสมมุติขน้ึ ว่าทาเหตุการณ์น้นั ๆ หรือได้รับผลแห่งเหตกุ า่ รณ์ทีเ่ กดิ ขึ้น ลักษณะตัว
ละครจากเรื่องกายนครทุกฉบับพบวา่ มตี ัวละครอยู่มากมาย เนื่องจากเรื่องกายนคร เปน็ วรรณกรรมทางศาสนา
ที่นาชื่อของหลักทาคาสอนมาเรียงร้อยกบั บทวรรณกรรม แลว้ สมมุตแิ ทนเปน็ ช่ือตัวละครตา่ ง ๆ ในเรื่อง ตวั
ละครบางตัว ไม่มีบทบาทมากนัก แต่ตวั ละครทกุ ตัวทีป่ รากฏขึ้นในเร่ือง ไมท่ าให้ผู้อา่ นสับสนแต่อย่างใด เพราะ
ช่อื ตัวละครแตล่ ะตวั แสดงพฤติกรรม ลกั ษณะนสิ ัย ตามช่อื น้ัน ๆ อยแู่ ล้วเชน่

บดิ า ชอ่ื ท้าวโมหะ อปุ นสิ ยั เปน็ ผูม้ คี วามล่มุ หลง ความเขลา ความโง่
มารดา ช่ือนางโลภะ อปุ นสิ ัย เป็นผมู้ ีความอยากได้ไม่รจู้ ักพอ
ตัวละครที่ปรากฏในวรรณกรรมเร่ืองกายนคร ทั้ง 6 ฉบับ พบว่ามีความเหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง
ตามลักษณะเรื่องราวแต่ละฉบับ เน่ืองจากกายนครท้ัง 6 ฉบับนั้น เกิดขึ้นด้วยฝีมือทางกวีต่างยุค ต่างสมัยกัน
ถึงแม้ว่าจะใช้หลักธรรมคาสอนทางศาสนามาสมมุติเป็นตัวละครเหมือนกันก็ตาม ทว่ากวีแต่ละยุคมักผูก
เร่ืองราว ตัวละครต่าง ๆ ตามจุดมุ่งหมายของตนหรือตามภูมิปัญญาจึงทาให้วรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนคร
แตล่ ะฉบบั มเี อกลักษณเ์ ฉพาะในแตล่ ะฉบับน้ันเอง
และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจข้าพเจ้าใช้ตารางเพ่ือแสดงให้เห็นถึงชื่อตัวละคร และเปรียบเทียบให้เห็น
ชัดเจนวา่ ตวั ละครตัวใด ที่ในบางฉบบั มี และอีกฉบบั ใดบา้ งทไ่ี มม่ ี

หมายเหตุ เครือ่ งหมาย  หมายถึงชื่อตัวละครท่ปี ร ากฏในวรรณกรรมฉบบั นนั้ ๆ
เครอ่ื งหมาย - หมายถงึ ไมป่ รากฏช่อื ตัวละครในวรรณกรรมฉบับนั้น ๆ

ตารางแสดง : การเปรยี บเทยี บตัวละครจากเอกสารสมดุ ไทยและเอกสารตีพมิ พ์ 23

เอกสารประเภทสมุดไทย เอกสารตพี มิ พ์

ตาแหนง่ ชอ่ื ตวั ละคร กายนคร นคร
ยศ กายนคร พังงา
กายนคร หอสมุด
บรรดาศักดิ์ กายนคร แปลก
กายนคร คากลอน
กายนคร ฉันท์

กษตั รยิ ์ - ทา้ วจิตราช

พระจิตราช   

พระเจา้ จิตราช

พระยาจติ ราช

มเหสี - นางอวิชา    - 

- นางตัณหา - - 

บิดา - ท้าวโมหะ  - - - -

- ท้าวเวทนา - - - - -

มารดา - นางโลภะ  - - - -

พระสังฆราช - ปัญญินทรยี ์  - - - -
- สมาธนิ ทรีย์  - - - -

พระสังฆเถร - พระปสั สทิ ธิเถร - - - - -
พระสงั ฆราช - พระธรรมนุ ี - -  -

พระครู - สมถะ,สมถกัมฐาน - - -  -
พระเถร - วิปสั สนา - -  -
- ขนั ติ - - -  -
พระชตี น้ - ตปะ - - -  -
- พระอนิจจัง - - - - -
ฤาษี - พระทุกขัง - - - - -
อญั ญสมานา - พระอนัตตา - - - - -
เสนาบดี 3 เหล่า - พระปติ ิ  - -- -
- พระฉนั ทิ  - -- -
- พระวิริยะ  - -- -

เอกสารประเภทสมุดไทย 24

เอกสารตีพมิ พ์

ตาแหน่ง ช่ือตัวละคร กายนคร นคร
ยศ กายนคร พังงา
กายนคร หอสมุด
บรรดาศกั ด์ิ กายนคร แปลก
กายนคร คากลอน
กายนคร ฉัน ์ท

จอมมุนินทรชินศรมี ุนนี ารถ - - - - - 

ปุโรหติ - วติ ก  -  - -
อัญญสมานา - วจิ ารณ์  -  - -
เสนาบดี 3 เหล่า - อธโิ มกข์  -  - -

มหาดเลก็ - ผสั สะ  -  - -
อญั ญสมานา - สญั ญา  -  - -
เสนาบดี 3 เหล่า - เวทนา  -  - -
- เจตนา  -  - -
- เอกคั คตา  -  - -
- มนสกิ าร  -  - -
- อนิ ทอินทรีย์ -- - - -
- มิจฉตั ตะ - - - - -

โหร - ขุนสญั ญา - - - - -
- สติ - - -  -
- สมั ปชญั ญะ - - -  -
- วิตกวจิ าร - - - - -
- - 
ขุนคลงั - มัจฉริยะ

อามาตย์ผู้ใหญ่ - หลวงโลภะ - -  -
- หลวงโมหะ - -  -
- หลวงโทสะ - -  -

เอกสารประเภทสมดุ ไทย 25

เอกสารตพี มิ พ์

ตาแหน่ง ช่อื ตวั ละคร กายนคร นคร
ยศ กายนคร พังงา
กายนคร หอสมุด
บรรดาศกั ดิ์ กายนคร แปลก
กายนคร คากลอน
กายนคร ฉัน ์ท

อามาตย์ - ขนุ ปฐพี - -  -
เสนาบดี - ขนุ อาโป - -  -
- ขนุ เตโช - -  -
ขนุ นาง - ขนุ วาโย - -  -
อามาตย์ - ขุนโลภะ นายโลภะ  - -- -
อกุศลเจตสกึ - ขุนโทสะ นายโทสะ  - -- -
เสนาบดี 3 เหลา่ - ขนุ โมหะ นายโมหะ  -  - -
- ขุนอหริ กิ ะ,นายอหริ กิ ะ  -  - -
เสนาบดี โสภณ - ขุนทฏิ ฐิ  - - - -
เจตสึก - ขุนวิจกิ จิ ฉา  -  - -
- ขุนสลี พั พตปรามาส - - - - -
เสนาบดี 3 เหล่า - ขนุ ถกู กุจจะ  - -- -
- ขนุ อุทธัจจะ  - -- -
- ขนุ ถีนะ  - -- -
- ขนุ มิทธะ  - -- -
- ขุนมัจฉรยิ ะ  - -- -
- ขนุ มานะ , นายมานะ  -  - -
- นายอโนตปั ปะ - - -- -
- เจ้าพญาลัทธา  - -- -

นายศรัทธา - - - -
- --- -
- เจา้ พญาสติ นายสติ - - - -
- พญาสมาธิ - - - -
- พญาหิรโิ อตัปปะ - - - -
- เจา้ พญาอโลภะ - --- -
- เจ้าพญาอโหสะ
- เจา้ พญาอโมหะ

เอกสารประเภทสมดุ ไทย 26

เอกสารตพี ิมพ์

ตาแหน่ง ชือ่ ตัวละคร กายนคร นคร
ยศ กายนคร พังงา
กายนคร หอสมุด
บรรดาศักดิ์ กายนคร แปลก
กายนคร คากลอน
กษตั ริย์ กายนคร ฉัน ์ท

มเหสี - เจา้ พญากายบัสสทั ธิ  - -- -
ทหาร/แมท่ ัพ
เสนาบดี - เจา้ พญากายลหุตา  - -- -

- เจ้าพญาจติ ตลหุตา  - -- -

- เจา้ พญากายกมั มัญญตา  - -  - -

- เจา้ พญาจิตตกัมมัญญตา  - -  - -

- เจ้าพญากายปาคญุ ญตา  - -  - -

- เจ้าพญาจติ ตปาคุญญตา  - -  - -

- เจา้ พญากายมุทุตา  - -- -

- เจา้ พญากายุชกุ ตา  - -- -

- เจ้าพญาจติ ตชุ ุกตา  - -- -

เมืองมรณา

- พญามจั จุราช   

พระยามัจจุราช

มัจจุราช

พระยาย

พญาวสวัตต์ิ

- นางชรา - - - - -

- นางพยาธิ - - - - -

- ชาติ ชาติทหาร

- ชรา ชราทหาร หลวงชรา  

- พยาธิ พยาธิทหาร หลวง -     

พยาธิ

- มรณะ มรณะทหาร หลวง   -   -

มรณะ

27

จากตารางสรุปรายช่ือตัวละครจากวรรณกรรมกายนคร ทั้ง 6 ฉบับแล้วน้ัน สรุป ตัวละคร ด้านความ
เหมือนและความแตกต่างได้ดังน้ี

- กายนคร ฉบับนครศรีธรรมราช และกายนคร ฉบับพังงา ชื่อตัวละครใกล้เคียงกัน แต่ปรากฏว่ายังมี
ความแตกตา่ งกันบ้าง แต่บางชือ่ ตัวละครบางช่อื ไม่ปรากฏในเอกสารฉบับอ่นื

- กายนคร ฉบับนครศรีธรรมราช กายนคร ฉบับพังงา และกายนคร ฉบับแปลก สนธิรกั ษ์ ชือ่ ตัวละครท่ี
คล้ายคลึงกันนั้นจะปรากฏเฉพาะตาแหน่งเสนาบดี 3 เหล่า ส่วนช่ือตัวละครอ่ืน ๆ ของกายนคร ฉบับแปลก
สนธริ ักษ์ จะคล้ายคลึงกับกายนครคากลอน

- กายนคร ฉบับหอสมดุ มตี วั ละครมากกวา่ ทกุ ฉบับ
ตัวละครที่ปรากฏในวรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนคร จานวน 6 ฉบับ สามารถจัดประเภทของตัวละคร
สาคัญของเรอ่ื งได้ดงั นี้

ตวั ละครหลัก : ทา้ วจิตราช, พญามจั จุราช
ตวั ละครรอง : มเหสี บดิ า มารดา พระสงั ฆราช ฤาษี ทหารมัจจรุ าช มหาดเลก็

ขนุ นางอามาตย์ โหร ขุนคลัง
การจัดความสาคัญของตัวละคร ไว้ 2 ประเภทนี้นั้น ได้ศึกษามาจขากแหล่งเอกสาร จานวน 6 ฉบับ
พบว่าตัวละครหลักของเร่ืองปรากฏในเอกสารทั้ง 6 ฉบับ และเป็นตัวละครท่ีดาเนินเรื่องราว ส่วนตวั ละครรอง
น้ันเป็นตวั ละครเสรมิ เรื่องราวให้นา่ สนใจมากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลข้างต้น พออนุมานได้ว่า วรรณกรรมกายนคร ฉบับ นครศรีธรรมราช กายนคร ฉบับพังงา
เปน็ เอกสารวรรณกรรมทค่ี ลา้ ยคลึงกันทัง้ ดา้ นโครงเรื่อง แก ตัวละคร ตลอดจนโวหารภาพพจน์ สนั นษิ ฐานได้ว่า
ท้ัง 2 ฉบับน้ี มาจากต้นฉบับเดียวกัน หรืออาจมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ต่อมาภายหลังจึงได้มีการคัดลอก
เพิ่มเติมเร่อื งราวตา่ ง ๆ เสรมิ เข้าไปในเร่อื ง ทงั้ น้ีก็ทาให้เนื้อหาในแต่ละฉบบั มีความเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ แตเ่ ค้า
เรอ่ื งเดิมยังคงอยู่
สาหรับเอกสารกายนคร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ พบว่ามีความแตกต่างจากเอกสารวรรณกรรมประเภท
สมดุ ไทย ทัง้ 2 ฉบับข้างต้น แต่ตรงกับเอกสารอีกฉบับหน่ึงที่มิได้นามาศึกษาคือ หนังสือนครกาย ทเ่ี ป็นเอกสาร
ประเภทตพี ิมพ์ และจะมีความแตกตา่ งกนั บ้างในด้านบทประพันธ์
และจากขอ้ มูลประกอบการคน้ ควา้ น้นั สามารถสรปุ ลักษณะสาคัญออกได้เปน็ 2 ประเภทหลกั ๆ คือ

1.วรรณกรรมสานวนภาคใต้ คือ กายนคร ฉบบั จังหวดั นครศรธี รรมราช และ
กายนครฉบับจังหวดั พงั งา

2.วรรณกรรมสานวนภาคกลาง คอื กายนคร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ กายนคร ฉบบั แปลกสนธิรักษ์
กายนคร ฉบับกายนครคากลอน และกายนครฉบับฉันท์ ขาวไิ ล

28

สรุป : ทมี่ าและจุดมุ่งหมายในการแต่งวรรณกรรมศาสนา เรือ่ ง : กายนคร

วรรณกรรมศาสนาเรื่องกายนคร หรอื อาจปรากฏในชอื่ นครกายบ้าง กายนครบ้าง มีเรื่องราวแตกตา่ งกัน
ไปในแต่ละฉบับมิได้มีเน้ือหาเหมือนกันโดยสมบูรณ์ หากแต่เน้ือเรื่องมีความเกี่ยวเน่ืองสอดคล้องกัน ทั้งน้ี อาจ
เพราะ “กายนคร” (ฉบับบาลีพม่า) เคยปรากฏข้ึนเป็นเอกสารฉบับแรกในอดีต โดยไม่สามารถระบุที่มาได้ว่า
ปรากฏครั้งแรก เขียนขึ้นคร้ังแรกเมื่อใด และรายละเอียดในต้นฉบับน้ันเป็นเช่นไร ทาให้ เม่ือเกิดฉบับอื่นๆ
ขน้ึ มาในภายหลัง จึงมีเน้ือหา เพ่ิมเติมข้ึนให้เกิดความสมบูรณ์ ข้อสังเกตหน่ึง คือไม่มกี ารตัดเนื้อหาส่วนใดออก
มีเพยี งการแต่งเตมิ เขา้ ไปใหส้ มบรู ณ์ และมีรายละเอียดมากขึ้น โดยมีเนอื้ ความดงั น้ี

จากหลักฐานสาคัญที่ปรากฏ กล่าวได้ว่า วรรณกรรมกายนคร ฉบับท่ีคาดว่าเก่าแก่และเป็นฉบับด้ังเดิม
(ต้นฉบับ) คือวรรณกรรมกายนครสานวนภาคใต้ แบบฉบับจังหวัดนครศรีธรรมราช หนงั สือบุตขาวกายนครเล่ม
นี้ เป็นสมบัติตกทอดมาจากบิดาของนายสะเท้ือน บุญชูวงศ์ ชาวบ้านอาเภออวด จังหวัดนครศรีธรรมราช วัน
เดือนปีท่ีเริ่มแต่งน้ันไม่ปรากฏ แต่เป็นท่ีทราบโดยท่ัวกันว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองพระพุทธศาสนาท่ี
เจริญร่งุ เรืองมานับแต่อดีตครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่ง มที ี่มาจากการแปลบาลีพม่า มาเป็นวรรณกรรมด้วย
สานวนพื้นถ่ิน ในลักษณะคาปะพันธ์แบบกาพย์ยานี 11 และกาพย์สุรางคนางค์ 28 ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง
วรรณกรรมกายนครฉบับจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมา กายนครถูกคัดลอกแต่งเติมขึ้นขึ้นอีกคร้ังเป็น
วรรณกรรมกายนครฉบบั จงั หวัดพงั งา

วรรณกรรมศาสนาเร่ืองกายนคร ฉบับจังหวัดพังงา ก็ไมป่ รากฏนามผู้แต่งเช่นเดียวกัน แต่พอสันนิษฐาน
ได้ว่านา่ จะเป็นพระภิกษุ เน่อื งจากความตอนหนงึ่ ผู้แตง่ ใชส้ รรพนามแทนตนเองว่า “อาตมา” ดังนี้

 ทน่ี ้ี อาตมาจะวา่ ด้วยฤทธแิ์ หง่ พระขรรค์ทง้ั สามเลม่ น้ใี หเ้ ข้าเนือ้ เขา้ ใจ
วรรณกรรมกายนครฉบับจังหวัดพังงา เป็นหนังสือบุตขาว ประพันธ์ข้ึนแบบร้อยแก้ว พบท่ี
วัดสุวรรณาวาส ซ่ึง สร้างขึ้นราว ปี พุทธศักราช 2311 ต้นรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยหนังสือบุตเล่มน้ีเดิม
เป็นสมบัตของพระครูวิจัยวรรณสาร (ปัจจุบันท่านมรณภาพ) ซึ่งวรรณกรรมกายนคร ฉบับจังหวัดพังงา ได้
กล่าวถึงวัน-เดือน-ปี ท่คี ัดลอกไวใ้ นตอนจบเรื่อง ว่า คัดลอกเร่ืองราวลงจบเม่ือวันอาทติ ย์ ที่ 2 เดือนสิงหาคม ปี
พุทธศักราช 2372 เม่ือนับอายุในปัจจุบัน คือปี พุทธศักราช 2563 อายุของวรรณกรรมกายนครฉบับ จังหวัด
พังงา มอี ายุ 191 ปี
สาหรับวรรณกรรมกายนคร สานวนภาคกลางนั้น ฉบับดั้งเดิม ถกู แต่งข้ึนโดย นายภู่ ซ่ึงเมื่อขณะทแี่ ต่งมี
สมณศักด์ิเป็นพระธรรมทานาจารย์ จาพรรษา ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในสมัยรัชกาลท่ี 4 ซึ่งได้แต่ง
วรรณกรรมเรื่องกายนครนเ้ี ป็นลาดับที่ 2 ในจานวน 4 เรื่อง ต่อจาก พระสมุทรคากลอน มีลักษณะคาประพันธ์
เป็นกลอนแปด และเมื่อ อนุมานถึงในสมัยของสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวรชั กาลท่ี4 เสดจ็ ข้ึนครองราชย์เมื่อ
2 เมษายน ปี พุทธศักราช 2394 เป็นต้นรัชกาลที่ 4 จงึ เท่ากับวา่ วรรณกรรมกายนครสานวนภาคใต้น้ัน ได้แต่ง

29

ขึ้นก่อน และอยู่ในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างรัชกาลที่ 1-3 ซ่ึง วรรณกรรมกายนครฉบับพังงา เขียน
จบลงเมือ่ ปี 2372 ก่อนรัชสมยั ใน ล้นเกลา้ รชั กาลท่ี 4 ถงึ 22 ปี

กายนครฉบับเอกสารประเภทตีพิมพ์ในลาดับต่อมา เป็นกายนครฉบับแปลก สนธิรักษ์ ใช้คาประพันธ์
ประเภท รอ้ ยแก้ว โดยเรียบเรียงขึ้นใหม่จากของเดิม ปรับปรุงเน้ือหาให้มีความเข้าใจง่าย โดยการพรรณนาข้ึน
ในเชิงเปรยี บเทียบเม่ือปี พุทธศักราช 2515 ต่อมาในปีพทุ ธศักราช 2520 จึงเกดิ การนาเอากายนครคากลอนมา
ตีพมิ พ์ เป็นครง้ั แรก โดย โรงพมิ พ์ไทยเขษม กรุงเทพมหานคร ในงานฌาปนกิจศพนายเฮง ฉุนราชา ฉบับ ส่วน
กายนครฉบับ ฉันท์ ขาวไิ ล ประพันธ์โดยใช้ ฉนั ทลักษณ์ ครบถ้วน ท้ังโคลง ฉันท์ กาพย์ และกลอน แล้วเสร็จใน
ปีพทุ ธศักราช 2529

โดยวรรณกรรมกายนคร ทั้ง 6 ฉบับ มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือมุ่งหวังให้มนุษย์เรียนรู้ในพระธรรม
คาสอนของพระพุทธศาสดา ประกอบกับสังสารวัฎ การเวียนว่ายตายเกิด เป็นสัจธรรมอย่างหลีกไม่พ้น ทุกคน
ล้วนต้องประสบกับ ทุกข์ สุข อันเป็นภาวะปัญหา ที่มาพร้อมกับ โลภ โม โทสัน และกิเลศตัณหา กายนคร จึง
อุปมาอุปไมยกายสังขารขึ้นเป็นมหานคร มีอานาจจิตใจเป็นกษัตริย์ครองเมือง อุปมากิเลศตัณหาเป็นพระยา
มาร มีหลักธรรมคาสอน สติปัญญา ศีล มาธิ เป็นทหารคอยปกปักรักษา อวัยวะเป็นปราการปกป้องปราสาท
ชัน้ ใน และมพี ระนพิ พานเป็นท่ีต้ังแห่งความสุขสงบ

หรือหากกล่าวเป็นคาพูดทั่วไปให้เข้าใจง่ายไปกว่านี้นั้น กายนคร เป็นวรรณกรรมท่ีสอนให้มนุษย์
ดารงชีวิต อยู่ด้วยสติ ในศีลธรรม ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ประพฤติดี ละเว้นความชั่ว ละวางความอยากมี
อยากได้ในลาภยศ และรู้จกั ปล่อยวาง วา่ ทุกสรรพสิ่งในสากลโลกล้วนแล้วแต่ไม่จรี ัง ทุกอย่างอบุ ัติขน้ึ และย่อม
อวสานลงเสมอ ด้วยความไม่เท่ยี ง

30

องคท์ ี่ ๒

นามานกุ รม และสถาปัตยกรรม วดั ในสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้

- วดั ใน จังหวัดกรุงเทพมหานคร
- วัด ใน จงั หวดั นครศรธี รรมราช

30

สถาปัตยกรรมเป็นส่วนสาคัญ ด้านขอ้ มลู ประกอบการสร้างสรรค์ ข้อสาคัญคือ สถาปัตยกรรม ที่ข้าพเจา้ เลือก
เป็นสถาปัตยกรรมของวัด,พระอุโบสถ,เจดีย์ และส่วนประกอบอ่ืน ๆ ภายในวัด อันพออุปมาถึงเมืองกายนคร
ได้ ซึ่งได้กาหนดวัดข้ึนตามวรรณกรรมได้แก่ วัดในจังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นจุดเร่ิมต้นแห่งวรรณกรรม
กายนคร และวัดในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามสมบูรณ์ตามคติที่ฟ้ืนฟูให้มีความงา ม
ใกลเ้ คยี งกับกรุงศรีอยุธยา

สาหรับสถาปัตยกรรมสาคญั คงเล่ยี งไม่พ้น สถาปตั ยกรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วง รัชกาล
ที่ 1 – 3 แต่ไม่เกินสมัยรัชกาลท่ี 4 โดยข้อกาหนดนี้ มีมูลเหตุมาจากการศึกษา ถึงประวัติวรรณกรรมกายนคร
พบข้อมูลสาคัญระบุช่วงเวลาของการแต่ง แปล หรือคัดลอก ว่า สาเร็จก่อนท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4 เสด็จข้ึนครองราชย์ ถึง 22 ปี โดยหลกั ฐานจากวรรณกรรมกายนครฉบบั พังงา ซงึ่ เป็นเล่ม
ที่ 2 คัดลอกต่อจากวรรณกรรมกายนครฉบับจังหวัดนครศรีธรรมราชน้ัน ระบุไวว้ ่า เขียนจบลงเมื่อ วันอาทิตย์
ท่ี 2 เดือน สิงหาคม ปีพทุ ธศักราช 2372 และ จากหลกั ฐานการครองราชย์แห่งราชวงศ์จักรี ลาดับที่ 4 คอื เมื่อ
วันที่ 2 เมษายน ปี พุทธศักราช 2394 เป็นต้นรัชกาลท่ี 4 ทว่าเราไม่พบข้อมูลว่าวรรณกรรมกายนครเริ่มแต่ง
หรือคัดลอกขึ้นเม่ือใด ทราบเพียบปีท่ีสิ้นสุดเท่าน้ัน จึงได้ใช้กฏเกณฑ์ของช่วงเวลาแบบร่วมกัน เปน็ ข้อกาหนด
อทิ ธพิ ลดา้ นข้อมลู

กฏเกณฑ์ของช่วงเวลารว่ มกัน คือ ช่วงเวลาของวรรณกรรมศาสนาเรอื่ งกายนคร ( ปพี ุทธศักราชเริ่มต้น
ไม่ปรากฏ – 2372 ) กบั ช่วงเวลา ของรัชกาลที่ 1-3 ( ปีพุทธศักราช 2325 – 2394 ) แห่งราชวงศ์จกั รีซงึ่ เป็น
ช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ซ่ึง ช่วงเวลา น้ี เป็นช่วงเวลาร่วมกันของเร่ืองราวระหว่าง สถาปัตยกรรมจาพวก
วัดแห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ และวรรณกรรมทางศาสนาเรื่องกายนคร
บวรศาสนา วดั วาอาราม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทรต์ อนตน้ ( ปพี ทุ ธศักราช 2325 – 2394 )

ประเทศไทยยอมรับนับถือในพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน หากศึกษาถึงประวัติศาสตร์ ศาสนา จะ
พบว่าอย่างน้อยท่ีสุดชาวไทยรับเอาพระพุทธศาสนาลทั ธิเถรวาทมาต้ังแต่กรุงสุโขทัยเปน็ ราชธานี และสืบเน่ือง
ยอมรับนับถือมาตลอด ซ่ึงในช่วงเวลาดังกล่าว การนับถือในพระพุทธศาสนาอาจ เข้มข้นหรือจืดจาง ท้ังน้ีช
ข้นึ อยู่กบั สภาพแวดลอ้ มในสมัยนัน้

สาหรับในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง การฟ้ืนฟู
พระพุทธศาสนาในช่วงน้ี อาจกล่าวได้ว่าเป็นพ้ืนฐานของพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ฉะนั้นการเข้าใจสภาพ
พระพุทธศาสนาในช่วงท่ีได้รับการฟื้นฟูดังกล่าว อาจใช้อธิบายสภาพพระพุทธศาสนา และปรากฏหลักฐาน
เกีย่ วการสร้างวัดหรือบูรณะ ปฏสิ งั ขรณ์วดั วามอารามในช่วงตน้ กรงุ ได้

สาเหตกุ ารสรา้ งและปฏสิ ังขรณว์ ดั ในสมยั กรุงรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้
อาจกล่าวได้ว่า ระหว่าง ปี พ.ศ. 2325 – 2394 ได้มีการซ่อมสร้างวัดเป็นจานวนมาก ด้วยปัจจัย ท่ี

ต้องการสร้างกรงุ เทพ ใหเ้ หมือนกรุงศรีอยธุ ยา และเพื่อความความสะดวกต่อการหาข้อมูล ข้าพเจ้าจึงรวบรวม
ราชชอ่ื วดั ในรูปแบบนามานุกรม ในแบบตาราง ระบุ ชว่ งเวลา ชว่ งปี พ.ศ. แสดงในลาดบั ตาราง ดงั ต่อไปนี้

31

รายช่ือวดั เรียงตามลาดบั อกั ษร ระหว่างปี พทุ ธศกั ราช 2325 – 2394 (จังหวดั กรงุ เทพมหานคร)

ตารางแสดงนามานุกรม วัดในช่วง ปี พุทธศกั ราช 2325 – 2394 (กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวัด ทีต่ งั้ วัด นิกาย ประเภทวัด ปกี อ่ ต้ังวดั ปีทร่ี ับวิสงุ

กระจงั คลองบางระมาด ม.14 แขวงฉมิ พลี เขตตล่งิ ชัน มหานิกาย วัดราษฎร์ 2326 2330
กระจบั พนิ จิ 2540
กัลยาณมิตร ถนนสายสมั พนั ธ์ แขวงบุคคโล เขตธนบรุ ี มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2367 2379
กาแพง 2393
กศุ ลสมาคร แขวงวดั กลั ยาณ์ เขตธนบรุ ี มหานิกาย พระอารามหลวง 2368 2400
แกว้ 2501
แก้วไพฑรู ย์ ถนนเพชรเกษม แขวงปากคลองภาษีเจรญิ เขตภาษีเจรญิ มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2367 2532
ขจรศริ ิ 2559
คณิกาผล ถนนราชวงศ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพนั ธวงศ์ อนัมนิกาย วัดราษฎร์ 2383 2518
คฤหบดี 2367
คลองเตยนอก ถนนจรัลสนทิ วงศ์ ม.8 แขวงบางพรม เขตตลง่ิ ชนั มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2366 2517
คลองเตยใน 2474
คลองภูมิ ถนนเอกชยั ม.10 แขวงบางขนุ เทยี น เขตจอมทอง มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2390 2542
คลองใหม่ 2355
เครอื วัลย์ ถนนสขุ มุ วิทม.1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2393 2385
2370
จตุรมิตรประดิษฐาราม ถนนพลับพลาไชย แขวงปอ้ มปราบ เขตปอ้ มปราบศัตรูพา่ ย มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2376 2404
2372
จอมสุดาราม แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลดั มหานิกาย พระอารามหลวง 2367 2526
2528
จักรวรรดิราชาวาส ถนนเกษมราษฎร์ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย มหานิกาย วัดราษฎร์ 2370 2508
2370
จันทร์ประดษิ ฐาราม ถนนสุนทรโกษา ม.6 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย มหานิกาย วัดราษฎร์ 2375 2440
2325
จนั ทรสโมสร แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2370 2465
จนั ทวงศาราม 2502
จาปา ถนนรัชดาภิเษก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2345 2405
ฉิมทายกาวาส 2404
ชนะสงคราม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ ธรรมยุต พระอารามหลวง 2374 2447
ชัยฉมิ พลี 2396
ชัยชนะสงคราม แขวงบางยขี่ ัน เขตบางพลัด มหานิกาย วัดราษฎร์ 2365
ชัยภูมิการาม
ชยั มงคล ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ติ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2390
ชานหิ ัตถการ
ชโิ นรสาราม แขวงจักรวรรดิ เขตสมั พนั ธวงศ์ มหานกิ าย พระอารามหลวง 2362

คลองบางจาก ม.2 แขวงบางด้วน เขตภาษเี จรญิ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2361

ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ติ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2386

ถนนลาดพรา้ ว(ซอย132) แขวงคลองจน่ั เขตบางกะปิ มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2375

คลองบางระมาด ม.5 แขวงบางระมาด เขตตลงิ่ ชนั มหานิกาย วัดราษฎร์ 2365

ถนนพรานนก แขวงศิรริ าช เขตบางกอกนอ้ ย มหานิกาย วัดราษฎร์ 2370

แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2325

คลองบางแวก ม.6 แขวงบางแวก เขตภาษีเจรญิ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2380

แขวงสัมพนั ธวงศ์ เขตสัมพนั ธวงศ์ มหานิกาย พระอารามหลวง 2391

แขวงจกั รวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ อนมั นิกาย วัดราษฎร์ 2383

ถนนพระรามท่ี 1 แขวงรองเมอื ง เขตปทุมวัน มหานิกาย วัดราษฎร์ 2390

ถนนพระราม 1 แขวงรองเมอื ง เขตปทุมวัน มหานิกาย วัดราษฎร์ 2367

แขวงบ้านชา่ งหล่อ เขตบางกอกนอ้ ย มหานิกาย พระอารามหลวง 2376

ตารางที่ 7 ตารางแสดงวดั ในจงั หวดั กรุงเทพมหานคร

32

ตารางแสดงนามานกุ รม วดั ในช่วง ปี พุทธศักราช 2325 – 2394 (กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวัด ทต่ี ง้ั วัด นกิ าย ประเภทวดั ปกี ่อตง้ั วดั ปที ีร่ ับวิสงุ

ไชยทิศ ถนนจรัญสนทิ วงศ์ แขวงบางขนุ นนท์ เขตบางกอกน้อย มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2370 2370
ดวงแข 2406
ด่าน ถนนจารเุ มือง แขวงรองเมอื ง เขตปทมุ วนั ธรรมยุต วดั ราษฎร์ 2395 2533
ดาวดึงษาราม 2405
ดิสหงษาราม ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2340 2390
ดิสานุการาม 2397
ตน้ ไทรย์ ถ.อรุณอมรนิ ทร์ แขวงบางยี่ขนั เขตบางพลัด มหานกิ าย พระอารามหลวง 2350 2529
ตะกลา่ 2430
ใต้ ถนนเพชรบรุ ีตดั ใหม่ แขวงมักกะสนั เขตราชเทวี มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2376 2346
ไตรมิตรวิทยาราม 2490
ถนนวรจกั ร แขวงวัดเทพศริ ินทร์ เขตปอ้ มปราบศตั รพู ่าย มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2350 2513
ทรัพย์สโมสรนกิ รเกษม 2325
ถนนสุขมุ วทิ (ซอยออ่ นนชุ ) ม.6 แขวงพระโขนงเขตคลองเตย มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2327 2546
ทอง 2390
ทอง ม.3 แขวงหนองบอน เขตประเวศ มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2395 2394
ทองธรรมชาติ 2513
ทองนพคณุ 391 ถ.ออ่ นนชุ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2346 2509
ทองใน 2559
ทองเพลง แขวงตลาดน้อย เขตสมั พันธวงศ์ มหานกิ าย พระอารามหลวง 2375
ทา่ ข้าม 2382
เทพธดิ าราม ถนนเรียบวารี ม.11 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2340 2335
เทพนารี 2529
เทพลีลา ถนนจรญั สนิทวงศ์ แขวงบางย่ขี นั เขตบางพลดั มหานิกาย วัดราษฎร์ 2325 2380
เทพากร 2557
เทวีวรญาติ คลองเชอื กหนัง ม.8 แขวงบางเชือกหนงั เขตตล่งิ ชัน มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2390 2418
2362
นรนาถสุนทรกิ าราม แขวงคลองสาน เขตคลองสาน มหานิกาย พระอารามหลวง 2390 2357
2409
น้อยนางหงษ์ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน มหานกิ าย พระอารามหลวง 2393 2514
นาคกลาง 2377
นายโรง ซอยอ่อนนุช ม.6 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2340 2522
นิมมานรดี 2372
บรมนิวาส ถนนเจรญิ นคร แขวงคลองตน้ ไทร เขตคลองสาน มหานิกาย วัดราษฎร์ 2334 2451
บรมสถล 2431
บวรนเิ วศวหิ าร ม.4 แขวงท่าข้าม เขตบางขนุ เทียน ธรรมยุต วัดราษฎร์ 2375 2357
บางโคลน่ อก 2518
บางเตย แขวงสาราญราษฎร์ เขตพระนคร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2379
บางนา้ ชน
บางบวั ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2329

ถนนรามคาแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะปิ มหานกิ าย พระอารามหลวง 2385

ถนนจรัญสนทิ วงศ์(ซอย 68 ) แขวงบางพลดั เขตบางพลัด มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2375

ถนนวรจักร แขวงวดั เทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรพู า่ ย มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2393

แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร ธรรมยุต พระอารามหลวง 2367

คลองบางยี่ขัน แขวงบางยข่ี ัน เขตบางพลัด มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2350

แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ มหานิกาย พระอารามหลวง 2355

ถนนจรญั สนทิ วงศ์ 45 เขตบางกอกน้อย มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2394

ถนนเพชรเกษม ม.15 แขวงบางหวา้ เขตภาษเี จรญิ มหานกิ าย พระอารามหลวง 2350

แขวงรองเมอื ง เขตปทุมวัน ธรรมยุต พระอารามหลวง 2377

ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาธร มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2340

แขวงบวรนเิ วศ เขตพระนคร ธรรมยตุ พระอารามหลวง 2367

ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม มหานิกาย วัดราษฎร์ 2361

ถนนสุขาภิบาล 1 ม.6 แขวงคลองกุม่ เขตบงึ กมุ่ มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2371

ถนนเจรญิ นคร แขวงบคุ คโล เขตธนบุรี มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2346

ถนนพหลโยธนิ ซอยไวปรชี า ม.1 แขวงอนสุ าวรียเ์ ขตบางเขน มหานิกาย วัดราษฎร์ 2380

33

ตารางแสดงนามานกุ รม วัดในช่วง ปี พุทธศักราช 2325 – 2394 (กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวัด ท่ีตงั้ วัด นิกาย ประเภทวดั ปกี อ่ ต้ังวัด ปีท่ีรับวิสุง

บางบาหรุ ถนนจรญั สนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย มหานิกาย วัดราษฎร์ 2347 2352
2521
บางประทุนนอก ถนนเอกชัย ม.2 แขวงบางขนุ เทียน เขตจอมทอง มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2394 2327
2467
บางปะกอก ถนนสขุ สวัสด์ิ ม.1 แขวงบางปะกอก เขตราษฎรบ์ ูรณะ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2325 –
2490
บางเพ็งใต้ คลองแสนแสบ ม.11 แขวงมนี บุรี เขตมนี บรุ ี มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2394 2395
2325
บาเพ็ญจีนพรต แขวงสัมพนั ธวงศ์ เขตสมั พันธวงศ์ จนี นิกาย วัดราษฎร์ 2338 2375
2375
บุปผาราม แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบรุ ี ธรรมยตุ พระอารามหลวง 2397 2378
2397
บุรณศริ ิมาตยาราม แขวงศาลเจา้ พ่อเสอื เขตพระนคร ธรรมยุต พระอารามหลวง 2394 2382
2443
ปทุมคงคา แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสมั พันธวงศ์ มหานิกาย พระอารามหลวง 2325 2517
2554
ประดู่ฉมิ พลี ถนนเพชรเกษม แขวงวัดทา่ พระ เขตบางกอกใหญ่ มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2367 2378
5/4/2517
ประดู่ธรรมาธิปตั ย์ ถนนประชาราษฏรส์ าย 1 แขวงบางซ่ือ เขตบางซือ่ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2365 2471
2/9/2497
ประยรุ วงศาวาส แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบรุ ี มหานกิ าย พระอารามหลวง 2371 2367
14/1/2484
ประสาทบญุ ญาวาส ถนนดาวขา่ ง แขวงวชริ พยาบาล เขตดุสติ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2376 2516
2394
ประเสรฐิ สทุ ธาวาส ม.4 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2381 2367
2384
ปรินายก แขวงบา้ นพานถม เขตพระนคร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2352 2370
2517
ปริวาศ ถนนสาธปุ ระดษิ ฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา มหานิกาย วัดราษฎร์ 2394 5/9/2521
2390
ปลูกศรทั ธา ม.3 แขวงลาดกระบงั เขตลาดกระบงั มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2388 2376
2/3/2474
ปากนา้ ฝั่งเหนือ แขวงคลองชักพระ เขตตล่งิ ชัน มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2370 2402
2459
ปากบ่อ ถนนสขุ มุ วทิ 77 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2352 2397

ปากบึง ม.4 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบงั มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2390

ปุรณาวาส คลองมหาสวสั ดิ์ ม.3 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทววี ัฒนา มหานิกาย วัดราษฎร์ 2387

เปาโรหติ ย์ ถนนจรลั สนทิ วงศ์ แขวงบางยขี่ นั เขตบางพลัด มหานิกาย วัดราษฎร์ 2367

ไผ่เงินโชตนาราม ถนนจนั ทร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2335

พระไกรสหี ์ ถนนรามคาแหง 23 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2381

พระยายงั ถนนพระราม 6 ตดั ใหม่ แขวงถนนเพชรบรุ ี เขตราชเทวี ธรรมยุต วัดราษฎร์ 2390

พระยาศิรไิ อยสวรรค์ แขวงบางย่ีขัน เขตบางพลัด มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2367

พชิ ยญาติการาม แขวงสมเด็จเจา้ พระยา เขตคลองสาน มหานกิ าย พระอารามหลวง 2384

เพลง ม.13 แขวงบางพรม เขตตลง่ิ ชัน มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2370

เพลงวปิ ัสสนา ถนนจรัลสนิทวงศ์ 37 แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2375

โพธแ์ิ ก้ว ถนนธนบรุ ี-ปากทอ่ ม.3 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2349

ภาษี ถนนเอกมัย ม.4 แขวงคลองตนั เหนอื เขตวฒั นา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2390

มณฑป คลองบางระมาด ม.1 แขวงฉมิ พลี เขตตลงิ่ ชนั มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2371

ม่วง คลองภาษีเจริญ ม.2 แขวงหลกั สอง เขตบางแค มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2366

มหรรณพาราม แขวงเสาชงิ ช้า เขตพระนคร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2393

มหาบุศย์ 747/1 ม.12 ซ.อ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2305

มหาพฤฒาราม ถ.มหาพฤฒารามแขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก มหานกิ าย พระอารามหลวง 2394

34

ตารางแสดงนามานุกรม วัดในชว่ ง ปี พุทธศกั ราช 2325 – 2394 (กรงุ เทพมหานคร)

ชอื่ วัด ท่ตี ัง้ วัด นกิ าย ประเภทวดั ปกี ่อตง้ั วดั ปีทร่ี บั วิสงุ

มะกอก คลองบางระมาด ม.8 แขวงบางระมาด เขตตลง่ิ ชัน มหานิกาย วัดราษฎร์ 2362 2445
2508
มะพรา้ วเต้ีย ถนนจรัลสนิทวงศ์ แขวงคลองขวางเขตภาษีเจริญ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2385 2537
2388
ยาง ม.9 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง มหานิกาย พระอารามหลวง 2394 2325
2546
ยางบางจาก ถนนเพชรเกษม แขวงคหู าสวรรค์ เขตภาษเี จรญิ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2383 2502
2389
ยานนาวา แขวงยานนาวา เขตสาธร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2325 2471
2327
ยายร่ม ถนนธนบรุ ี-ปากทอ่ ม.6 แขวงบางมด เขตจอมทอง มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2365 2374
2513
รางบวั คลองภาษเี จรญิ ม.6 แขวงบางหวา้ เขตภาษีเจริญ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2383 2400
2440
ราชนดั ดาราม แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร มหานิกาย พระอารามหลวง 2389 2440
2550
ราชผาตกิ าราม แขวงวชิรพยาบาล เขตดสุ ติ ธรรมยตุ พระอารามหลวง 2379 2393
2508
ราชสิทธาราม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ มหานกิ าย พระอารามหลวง 2325 2389
2508
ราชโอรสาราม ถ.รมิ คลองดา่ น แขวงบางคอ้ เขตจอมทอง มหานิกาย พระอารามหลวง 2364 2526
2360
ละครทา ถนนอิสรภาพ แขวงบา้ นช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2394 2394
2326
โลกานุเคราะห์ แขวงจกั รวรรดิ เขตสมั พันธวงศ์ อนัมนิกาย วดั ราษฎร์ 2383 2391
2375
วรจรรยาวาส ถนนเจริญกรงุ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม มหานิกาย วัดราษฎร์ 2360 2506
2366
วรามาตยภัณฑสาราราม ถนนเทอดไทย แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2370 2530
2516
วิมุตยาราม ถนนจรัลสนทิ วงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลดั มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2356 2529
2541
วิเศษการ ถนนพรานนก แขวงศริ ริ าช เขตบางกอกนอ้ ย มหานิกาย วัดราษฎร์ 2393 2386
2502
เวตะวันธรรมาวาส ถนนกรงุ เทพ-นนทบุรี แขวงบางซอื่ เขตบางซ่อื มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2326 2332

เวฬุราชณิ แขวงบางยเ่ี รือ เขตธนบุรี มหานิกาย พระอารามหลวง 2389

ศรบี ญุ เรือง ถนนสุขาภิบาล 3 แขวงหวั หมาก เขตบางกะปิ มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2373

ศาลาครนื ถนนริมคลองบางหว้า แขวงบางค้อ เขตจอมทอง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2374

เศวตฉัตร แขวงบางลาภูลา่ ง เขตคลองสาน มหานิกาย พระอารามหลวง 2359

สร้อยทอง 1319 ถ.ประชาราษฎรส์ าย 1 แขวงบางซอ่ื เขตบางซื่อ มหานิกาย พระอารามหลวง 2394

สระเกศ แขวงบ้านบาตร เขตปอ้ มปราบศตั รพู า่ ย มหานิกาย พระอารามหลวง 2326

สวนพลู ถนนเจริญกรุง แขวงบางรกั เขตบางรกั มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2340

สวัสดิว์ ารีสมี าราม ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ติ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2375

สัมพันธวงศ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพนั ธวงศ์ ธรรมยุต พระอารามหลวง 2339

สามพระยา แขวงวดั สามพระยา เขตพระนคร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2366

สารอด ถนนสขุ สวสั ดิ์ ม.8 แขวงราษฎร์บรู ณะ เขตราษฎรบ์ รู ณะ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2372

สิงห์ ซ.จรญั สนทิ วงศ์ 64 แขวงบางยขี่ นั เขตบางพลดั มหานิกาย วัดราษฎร์ 2326

สิตาราม ถนนดารงรักษ์ แขวงคลองมหานาคเขตป้อมปราบศัตรพู ่าย มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2340

สทุ ธาวาส บางน้าชน แขวงบคุ คโล เขตธนบรุ ี มหานิกาย วัดราษฎร์ 2373

สทุ ศั นเทพวราราม ถนนตีทอง,ถนนบารุงเมือง แขวงวัดราชบพิธเขตพระนคร มหานกิ าย พระอารามหลวง 2350

สุนทรธรรมทาน ถนนพะเนยี ง แขวงวดั โสมนัส เขตปอ้ มปราบศตั รูพ่าย มหานิกาย วัดราษฎร์ 2380

สุวรรณ ถนนเจรญิ นคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2325

35

ตารางแสดงนามานุกรม วัดในช่วง ปี พุทธศักราช 2325 – 2394 (กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวัด ทตี่ งั้ วดั นิกาย ประเภทวดั ปกี ่อตั้งวดั ปที รี่ ับวิสงุ

หวั ลาโพง ถนนพระราม 4 แขวงสี่พระยา เขตบางรกั มหานิกาย พระอารามหลวง 2325 2536
ใหม่ 2390
ใหม่ทองเสน แขวงบางขนุ นนท์ เขตบางกอกน้อย มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2390 2371
ใหม่พเิ รนทร์ 2387
อนงคาราม แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ิต มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2365 2393
อภยั ทายาราม 2344
อมรคีรี ถนนอิสรภาพ แขวงวดั อรุณ เขตบางกอกใหญ่ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2384 2399
อัปสรสวรรค์ 2370
อัมพวนั แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน มหานิกาย พระอารามหลวง 2393 2395
เอ่ยี มวรนชุ 2490
ถนนราชวิถี แขวงท่งุ พญาไท เขตราชเทวี มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2340

แขวงบางยีข่ ัน เขตบางพลดั มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2370

แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษเี จรญิ มหานกิ าย พระอารามหลวง 2370

ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ติ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2385

ถนนสามเสน แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร มหานิกาย วัดราษฎร์ 2327

รวมทั้งสนิ้ 155 วดั

36

รายชือ่ วดั เรียงตามลาดบั อกั ษร ระหว่างปี พุทธศักราช 2325 – 2394 (จังหวัดนครศรีธรรมราช)

ตารางแสดงนามานกุ รม วัดในชว่ ง ปี พุทธศักราช 2325 – 2394 (จังหวัดนครศรธี รรมราช)

ช่อื วดั ท่ีตงั้ วัด นิกาย ประเภทวัด ปกี อ่ ตั้งวดั ปที ่ีรับวิสุง

เขาน้อย ม.1 ตาบลเขาน้อย อาเภอสิชล มหานิกาย วัดราษฎร์ 2390 2480

คงคาเลียบ ม.3 ตาบลทา่ ซัก อาเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2375 2503

คงคาเลือ่ น ม.2 ตาบลสระแกว้ อาเภอท่าศาลา มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2325 2521

คงคาสวัสดิ์ ตาบลปากพนังฝ่ังตะวันตก อาเภอปากพนงั มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2390

คลองดิน ม.2 ตาบลหวั ตะพาน อาเภอท่าศาลา มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2325 2335

ควนชมุ ที่วัง ม.5 ตาบลที่วัง อาเภอทุง่ สง มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2345

ควนหวั ไทร ควนหวั ไทร ม.2 ตาบลวงั หนิ อาเภอบางขัน มหานิกาย วดั ราษฎร์ 24/9/2535 29/5/2560

คนั นาราม หนองจรเข้ ม.5 ตาบลนาสาร อาเภอพระพรหม มหานิกาย วัดราษฎร์ 2340 2400

คีรอี ศั จรรย์ ม.2 ตาบลเขาพงั ไกร อาเภอหวั ไทร มหานิกาย วัดราษฎร์ 2328 2407

โคกโพธสิ์ ถิตย(์ โคก) ม.2 ตาบลกาโลน อาเภอลานสกา มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2360 2514

จันทาราม ตาบลท่าวัง อาเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ 2340 2350

ชะอวด ชะอวด ม.2 ตาบลบา้ นชะอวด อาเภอจฬุ าภรณ์ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2354 -

ชนั ม.4 ตาบลกาแพงเซา อาเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2390 2469

ชัยสุวรรณ ม.2 ตาบลบา้ นเนิน อาเภอเชยี รใหญ่ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2390 2494

ดอนยาง ม.5 ตาบลนาทราย อาเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2338 2345

ทา่ งาม ม.5 ตาบลทา่ ง้ิว อาเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2368 2509

ท่าชา้ ง ท่าช้าง ม.2 ตาบลนาพรุ อาเภอพระพรหม มหานิกาย วัดราษฎร์ 2390 2400

ทา่ โพธิ์ ตาบลท่าวัง อาเภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยุต พระอารามหลวง 2327 2327

ท่ายาง ม.2 ตาบลทา่ ยาง อาเภอทงุ่ ใหญ่ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2370 2474

ทุ่งเฟอื้ ทุ่งเฟ้อื ม.5 ตาบลสวนหลวง อาเภอเฉลมิ พระเกยี รติ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2360 2559

ทงุ่ แย้ ม.6 ตาบลโพธิ์เสดจ็ อาเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ 2380 2515

น้อมนาวาส กลอง ม.5 ตาบลควนพัง อาเภอรอ่ นพิบลู ย์ มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2345 2516

นาเขลียง ม.2 ตาบลนาเขลียง อาเภอฉวาง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2325 2375

บางตะพาน ม.7 ตาบลเขาพังไกร อาเภอหัวไทร มหานิกาย วัดราษฎร์ 2369 2493

บางทองคา ม.9 ตาบลบา้ นเนิน อาเภอเชยี รใหญ่ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2370

บางศาลา ม.6 ตาบลบางศาลา อาเภอปากพนงั มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2360 2485

โบสถ์ ม.9 ตาบลปากพนู อาเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2325 2350

โบสถ์ ม.2 ตาบลปากนคร อาเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2332

ปลักปลา ปลกั ปลา ม.7 ตาบลตลง่ิ ชัน อาเภอทา่ ศาลา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2325 2484

ปะ (ปะธรรมาราม) ม.1 ตาบลทา่ ดี อาเภอลานสกา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2335 2358

ปากเชียร ปากเชยี ร ม.3 ตาบลเชยี รใหญ่ อาเภอเชยี รใหญ่ มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2360 2539

ตารางที่ 8 ตารางแสดงวดั ในจังหวดั นครศรธี รรมราช

37

ตารางแสดงนามานุกรม วดั ในชว่ ง ปี พทุ ธศกั ราช 2325 – 2394 (จงั หวัดนครศรธี รรมราช)

ชอื่ วดั ทตี่ งั้ วดั นกิ าย ประเภทวดั ปกี ่อตัง้ วดั ปีท่ีรับวิสงุ

ปากนครบน ม.2 ตาบลปากนคร อาเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2332 2514

ปา่ ระกาใต้ ม.3 ตาบลปา่ ระกา อาเภอปากพนงั มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2329 2348

ปา่ ระกาเหนือ ม.7 ตาบลปา่ ระกา อาเภอปากพนัง มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2325 2330

เปียน เปียน ม.6 ตาบลกรงุ ชิง อาเภอนบพิตา มหานิกาย วัดราษฎร์ 2345 2516

พรหมโลก ม.1 ตาบลพรหมโลก อาเภอพรหมครี ี มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2325 13/7/2552

พทั ธสมี า ม.6 ตาบลท่าดี อาเภอลานสกา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2340 2350

เพชรจริก ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยุต วัดราษฎร์ 2393 -

มหสิ สราราม ม.10 ตาบลคลองกระบอื อาเภอปากพนัง ธรรมยุต วัดราษฎร์ 2354 2513

มัชฌมิ ภผู า ม.6 ตาบลร่อนพิบลู ย์ อาเภอร่อนพบิ ลู ย์ มหานิกาย วัดราษฎร์ 2369 2510

มชั ฌมิ วราราม ม.2 ตาบลนางหลง อาเภอชะอวด มหานิกาย วัดราษฎร์ 2369 -

ไมเ้ รยี ง ม.1 ตาบลไมเ้ รยี ง อาเภอฉวาง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2373 2471

ยางใหญ่ ม.5 ตาบลทา่ ขน้ึ อาเภอทา่ ศาลา มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2350 2517

โรงเหล็ก โรงเหล็ก ม.2 ตาบลนบพติ า อาเภอนบพิตา มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2381 2485

วงั ฆ้อง วงั ฆอ้ ง ม.3 ตาบลสามตาบล อาเภอจฬุ าภรณ์ มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2340 2510

วงั ตะวันตก ตาบลคลงั อาเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2370 2509

วงั ตะวนั ออก ตาบลคลงั อาเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2350 2496

ศรีมงคล ม.8 ตาบลปากพนู อาเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2325 2400

ศาลามชี ยั ตาบลในเมือง อาเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ 2356 2509

ศิลา ม.4 ตาบลนาแว อาเภอฉวาง มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2370 2473

สระ ม.9 ตาบลทา่ พญา อาเภอปากพนงั มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2386 2505

สวา่ งอารมณ์ ม.6 ตาบลทา่ เรอื อาเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2380 2506

สองพ่นี อ้ ง ม.6 ตาบลหลู อ่ ง อาเภอปากพนงั มหานิกาย วัดราษฎร์ 2370 2375

สานกั ขัน สานกั ขัน ม.4 ตาบลท่งุ โพธ์ิ อาเภอจุฬาภรณ์ มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2375 2555

สตี ลากร ม.1 ตาบลบา้ นตูล อาเภอชะอวด มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2374 2503

สุวรรณภมู ิวิหาร ม.5 ตาบลบา้ นใหม่ อาเภอปากพนัง มหานกิ าย วดั ราษฎร์ 2345 2472

หลกั ช้าง หลักช้าง ม.6 ตาบลช้างกลาง อาเภอชา้ งกลาง มหานิกาย วัดราษฎร์ 2325 2471

หาดสงู ม.3 ตาบลไม้เรียง อาเภอฉวาง มหานกิ าย วัดราษฎร์ 2350 2442

เหมก ม.11 ตาบลปา่ ระกา อาเภอปากพนงั มหานิกาย วัดราษฎร์ 2325 2496

ใหม่ไทยเจรญิ โรงเหลก็ ม.1 ตาบลนบพิตา อาเภอนบพิตา มหานิกาย วัดราษฎร์ 24/9/2535 5/1/2552

อินคีรี ม.7 ตาบลบา้ นเกาะ อาเภอพรหมครี ี มหานิกาย วดั ราษฎร์ 2375 2470

อทุ ยั รตั นาราม ม.1 ตาบลปากพนังฝัง่ ตะวนั ตก อาเภอปากพนงั มหานิกาย วัดราษฎร์ 2379 2380

รวมทั้งสิน้ 32 วัด

38

จากตารางแสดงนามของวัด ท้ังจงั หวัดกรุงเทพมหานคร และจงั หวัดนครศรีธรรมราช ข้างต้นน้ัน รายช่ือ
ข้างต้นไม่ใช่วัดทั้งหมด แต่เป็นวัดในช่วงปี พุทธศักราช2325 – 2394 ท่ีรวบรวมมาเพ่ือเป็นตัวเลือกใน
การศกึ ษา สถาปัตยกรรมประกอบ การสร้างสรรค์ผลงานเทา่ นั้น

ข้อมูลภาพสถาปัตยกรรมเฉพาะพระอารามหลวง(บางสว่ น)
ในชว่ งปี พทุ ธศกั ราช2325 – 2394

1.วดั กลั ยาณมิตร วรวหิ าร ปีพทุ ธศกั ราช 2368
ชื่อ วดั กัลยาณมิตร(วดั กลั ยาณ์)
ทีต่ ้ัง ถนนอรุณอมั รินทรต์ ดั ใหม่ (ถนนเทศบาลสาย3) แขวงวดั กัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
ประเภท พระอารามหลวงชนั้ โท ชนิดวรมหาวิหาร
นกิ าย เถรวาท มหานิกาย

ประวัติ : เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศ
บ้านและท่ีดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านท่ีมีภิกษุจีนพานักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎี
จีน" สร้างเป็นวัดขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2368 และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 3 พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธาน
พระราชทาน เปน็ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต ด้วยมีพระประสงค์จะให้
เหมือนกรุงเก่า คอื มีพระโตอยนู่ อกกาแพงเมือง อย่างเชน่ วัดพนญั เชิง

หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกช่ือแบบจีนว่า ซาปอฮุด
กง หรือ ซาปอกง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10
น้วิ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยู่หวั โปรดเกล้าฯใหส้ ร้างพระราชทานชว่ ยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ เสดจ็ ก่อ
พระฤกษ์เมือ่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2380 อยูภ่ ายในพระวิหารขนาดใหญอ่ ยู่กลางวัด ตรงกลางระหว่างวิหารเล็ก
และพระอุโบสถ

พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้าง
พระราชทาน เป็น 1 ใน 2 วัด ของกรุงเทพมหานครท่ีมีพระประธานของพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปาง
ปาลิไลยก์ อกี แหง่ คืออุโบสถวัดบางขุนเทยี นใน ภายในมภี าพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ และแสดงชวี ิต
ชาวบา้ นในสมัยรัชกาลที่ 3 และยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาล
ท่ี 4

วัดน้ีเป็นตัวอย่างของวัดริมแม่น้าท่ีใช้ทิศทางของพระวิหารและพระอุโบสถไปทางแม่น้า โดยไม่
จาเป็นต้องใช้ระเบียบการหนั หน้าไปทางทิศตะวันออก (ถ้าดูตามแผนทีท่ ิศท่ี12นาฬิกาเป็นทศิ เหนอื ) สมัยก่อน
ใช้แม่น้าเป็นเส้นทางเข้าวัดเขตสังฆาวาสก็จะอยู่ด้านหลัง ยุคสมัยเปล่ียนไปเราเข้ามาทางถนนต้องผ่านแนว
สงั ฆาวาสกอ่ น

39

ภาพประกอบ ที่ 1 ภาพ แสดงวดั กลั ยาณมติ ร ในอดตี
ทม่ี าของภาพ ภาพถ่ายทางอากาศสมัยปี พ.ศ.2489 (ภาพจากสานกั หอจดหมายเหตแุ ห่งชาต)ิ

ภาพประกอบ ท่ี 2 ภาพ แสดงวดั กัลยาณมิตร ในอดีต
ทีม่ าของภาพ ภาพถ่ายทางอากาศสมัยปี พ.ศ.2489 (ภาพจากสานกั หอจดหมายเหตุแห่งชาต)ิ

ภาพประกอบ ท่ี 3 ภาพ แสดงวดั กัลยาณมติ ร ในปัจจบุ ัน
ท่ีมาของภาพ ฐานข้อมูลโบราณสถาน Gid กรมศิลปากร

40

ภาพประกอบ ท่ี 4 ภาพ แสดงวดั กลั ยาณมติ ร ในปจั จบุ นั
ท่มี าของภาพ ฐานข้อมูลโบราณสถาน Gid กรมศลิ ปากร

ภาพประกอบ ท่ี 5 ภาพ แสดงวัด กลั ยาณมติ ร ในปจั จุบัน
ทม่ี าของภาพ ฐานข้อมูลโบราณสถาน Gid กรมศลิ ปากร

ภาพประกอบ ท่ี 6 ภาพ แสดงวัด กลั ยาณมติ ร ในปัจจุบัน
ท่มี าของภาพ ฐานข้อมูลโบราณสถาน Gid กรมศลิ ปากร

41

2.วัดคฤหบดี ปพี ุทธศกั ราช 2368
ชอ่ื วัดคฤหบดี
ทตี่ ั้ง 484 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 44 แขวงบางย่ขี ัน เขตบางพลดั กรุงเทพมหานคร 10700
ประเภท พระอารามหลวงชั้นตรี
นิกาย เถรวาท มหานกิ าย

ประวตั ิ : เป็นพระอารามหลวงชน้ั ตรี ผู้สร้างคอื พระยาราชมนตรีบรริ กั ษ์(ภู่) ตน้ สกลุ ภมรมนตรี ตัง้ แตส่ มัย
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จุดเด่นของวัดน้ีพระอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมตามแบบนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 มี
ลักษณะท่ีได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ก่ออิฐถือปูน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา และเป็นวัดที่มี"พระแซกคา"
พระพทุ ธรปู เก่าแกต่ ัง้ แต่สมยั กอ่ นสุโขทยั ศิลปะเปน็ แบบเชยี งแสนตอนปลายประดิษฐานอยู่

ภาพประกอบ ที่ 7 ภาพ แสดงวดั คฤหบดี

ภาพประกอบ ที่ 8 ภาพ แสดงพระอุโบสถ วดั คฤหบดี

42

ภาพประกอบ ที่ 9 ภาพพระแซกคา" พระพุทธรูปเก่าแก่
สมยั กอ่ นสโุ ขทยั ศิลปะเปน็ แบบเชยี งแสนตอนปลายประดิษฐานในพระอุโบสถวดั คฤหบดี

ภาพประกอบ ท่ี 10 ภาพแสดงด้านหนา้ และหนา้ บนั พรอุโบสถ
ประดับลวดลายปนู ป้ัน แบบพระราชนิยมในสมยั รชั กาลที่ 3


Click to View FlipBook Version