43
3.วดั จกั รวรรดิราชาวาสวรมหาวหิ าร ปีพทุ ธศักราช 2362
ชอ่ื วัดจักรวรรดิ
ท่ีตงั้ ภนนจักรวรรดิ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
ประเภท พระอารามหลวงช้นั โท ชนดิ วรมหาวิหาร
นกิ าย มหานิกาย
ประวัติ : วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร หรือนิยมเรียกกันส้ัน ๆ ว่า วัดจักรวรรดิ หรือ วัดจักรวรรดิราชา
วาส
เดิมเป็นวัดราษฎร์ ช่ือ วัดนางปลื้ม สร้างสมัยอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์เรียก วัดสามปล้ืม
สันนิษฐานว่าคงมาจากผู้หญิงสามนางร่วมกันสร้าง และอาจด้วยเพราะอยู่ใกล้กับสาเพ็ง หรือสามเพ็ง ทานอง
เดียวกับวัดสามจนี หรอื วดั ไตรมติ รวทิ ยารามวรวิหาร ทอี่ ย่ใู กล้กัน
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดข้ึนใหม่ทั้งพระอาราม ประมาณ พ.ศ.
2362 และไดถ้ วายพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หวั ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนาม
ว่า วัดจักรวรรดิราชาวาสเมื่อประมาณ พ.ศ. 2368 ภายในวัดมีศาลและรูปป้ันเจ้าพระยาบดินทรเดชาอยู่ด้วย
โดยช่างปนั้ ได้ปั้นจากภาพเขียนรูปปั้นของเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่สมเด็จพระหริรกั ษ์รามาธบิ ดี (นักองค์ด้วง)
พระเจ้ากรงุ กัมพชู าใหส้ ร้างข้นึ ทเ่ี มืองอดุ งมชี ยั
ภาพประกอบ ที่ 11 ภาพแสดงพระอุโบสถ วัดจักรวรรดริ าชาวาสวรมหาวิหาร
ทม่ี าของภาพ หนงั สือทร่ี ะลกึ งานฉลองศาลาการเปรยี ญ วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
(วดั สามปล้ืม) พระนคร พ.ศ.2513
44
ภาพประกอบ ที่ 12 ภาพแสดงพระอุโบสถ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร
ที่มาของภาพ หนงั สือท่รี ะลึกงานฉลองศาลาการเปรียญ วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
(วัดสามปลื้ม) พระนคร พ.ศ.2513
ภาพประกอบ ท่ี 12 ภาพแสดงพระอโุ บสถ วดั จักรวรรดริ าชาวาสวรมหาวหิ าร
ทม่ี าของภาพ หนงั สือทรี่ ะลกึ งานฉลองศาลาการเปรียญ วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
(วดั สามปลื้ม) พระนคร พ.ศ.2513
ภาพประกอบ ท่ี 13 ภาพแสดงลวดลายปูนปน้ั หนา้ บนั พระอโุ บสถ วดั จกั รวรรดริ าชาวาสวรมหาวหิ าร
ทีม่ าของภาพ หนงั สือที่ระลกึ งานฉลองศาลาการเปรียญ วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
(วัดสามปล้มื ) พระนคร พ.ศ.2513
45
ภาพประกอบ ที่ 14 ภาพแสดงลวดลายปูนปนั้ ลงรักปดิ ทอง ประดับกระจก
บานหนา้ ตา่ งพระอุโบสถ วดั จักรวรรดิราชาวาสวรมหาวหิ าร
ทม่ี าของภาพ หนังสอื ทรี่ ะลกึ งานฉลองศาลาการเปรยี ญ วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
(วดั สามปล้มื ) พระนคร พ.ศ.2513
ภาพประกอบ ที่ 15 ภาพแสดงลวดลายปนู ปนั้ ลงรกั ปิดทอง ประดับกระจก
บานหนา้ ตา่ งพระอโุ บสถ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวหิ าร
ท่มี าของภาพ หนงั สอื ทรี่ ะลึกงานฉลองศาลาการเปรยี ญ วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวหิ าร
(วดั สามปล้ืม) พระนคร พ.ศ.2513
46
4.วดั ดาวดึงษาราม ปีพุทธศักราช 2350
ชื่อ วดั ดาวดงึ ษาราม
ทีต่ งั้ ต้ังอยเู่ ลขท่ี 872 แขวงบางย่ขี ัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีเน้อื ทีประมาณ 15 ไร่
ประเภท เปน็ พระอารามหลวงช้ันตรี ชนดิ สามัญ
นกิ าย มหานกิ าย
ประวัติ : วัดดาวดึงษาราม เปน็ พระอารามหลวงทส่ี รา้ งมาแตค่ รง้ั สมยั รชั กาลท่ี 1 โดยเจา้ จอมแว่นพระสนมเอก
ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระยามหาเทพ(ปาน) ต้นตระกูลปาณิกบุตร ได้ก่อ
รา้ งพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และถาวรวัตถุอีกมากมาย ดังท่ีได้ปรากฏเห็นถึงความงดงามในทุกวันน้ี ทั้งน้ี
ยังให้ช่างวาดจิตรกรรมฝาผนังอีกด้วย ซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมาก มีทั้งเรื่องทศชาติชาดก เรื่องพระ
มหากัสสปะ เรื่องพระเจ้าทธิวาหนะ เร่ืองพระนางสามาวดี เป็นต้น เชื่อกันว่า เป็นฝีมือของครูกงแป๊ะ (หลวง
เสนยี บ์ รริ กั ษ์) และครูทองอย(ู่ หลวงวิจิตรเจษฎา) ช่างฝีมือเอกแห่งกรงุ รตั นโกสินทรใ์ นยคุ นน้ั
วัดดาวดึงษาราม สรา้ งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช ตามตานานกลา่ ว
วา่ เจา้ จอมแว่น หรอื คุณเสือ พระสมเอกในรัชกาลท่ี 1 ซ่ึงเป็นชาวลาวสร้างข้ึน ทาด้วยเสาไม้แกน่ พระอุโบสถ
กอ่ อิฐสูงพ้นพ้ืนดินประมาณ 2 ศอก มีไม้แก่นเป็นเสาประกอบหลังคา หลังคามุงกระเบ้ือง ฝาผนังเป็นไม้สัก มี
บานประตูหน้าต่าง เป็นเพียงวัดเล้กๆ สันนิษฐานว่า สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ขณะทรงพระประชวร แล้วได้นิมนต์ พระอธิการอิน ผู้เช่ียวชาญทางด้านวิปัสสนาธุรมาจาพรรษา
เขา้ ใจวา่ ท่านเป็นพระสงฆ์ชาวลาวมาครองวัด ชาวบ้านจึงเรยี กว่า "วัดขรัวอิน" ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่
3 กล่าวไวว้ ่า " พระยามหาเทพ (ปาน) บูรณะวัดดาวดงึ สษ์ เปน็ ของคุณแว่นสมนเอกบรู ณะมาแตก่ ่อน"
ตอ่ มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย ครั้งเจ้าจอมแว่นถึงอนิจกรรม ข้าราชการฝ่ายใน
ชื่ออิน ซงึ่ เป็นญาติของเจ้าจอมแว่นได้ปฏิสังขรณว์ ัดนี้ ได้รื้อกฏุ ิกอ่ เป็นตึก ใชไ้ มแ้ กน่ เป็นเสาประธาน หลังคามุง
กระเบ้ือง ฝาไม้ไผ่ขัดแตะถือปูน มีประตูหน้ต่าง ร้ือฝาผนังและเครื่องหลังคาพระอุโบสถท่ีเป็นไม้ออก ก่อฝา
ผนังอิฐและมุงกระเบ้ืองหลังคาใหม่ มีช่อฟ้าใบระกา เป็นพระอุโบสถขนาดเล็ก ครั้งเสร็จแล้ว ได้กราบถวาย
บังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีพระราชดาริว่า วัดขวัวอินน้ีแปลก สมภารเจ้าวัดชื่อ
อิน ผู้ศรัทธาปฏิสังขรณ์ก็ช่ือ อิน ไม่แต่เท่าน้ัน ชาวบ้านยังเรียกว่า วัดขรัวอิน จึงทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า
วัดดาวดงึ ษาสวรรค์ อันหมายถงึ สวรรค์ชั้นดาวดงึ ส์ทีพ่ ระอนิ ทร์สถิต
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังสเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยามหาเทพ (ปาน) ซึ่งเป็นต้นตระกูลปาณิก
บุตร ได้บูรณปฏิสังขรณ์ร้ือกุฏิเก่าทั้งหมด สร้างกุฏิหมู่หน่ึงเป็นตึก 4 หลัก กุฏิไม้อีก 3 หลัง พร้อมท้ังสร้างหอ
สวดมนต์ หอฉันเป็นกัปปิยกุฏิอีก 1 หลัง นอกจากน้ันได้ซ่อมแซมและก่อสร้างสิ่งอ่ืนๆท่ีสาคัญอีก คือ รื้อพระ
อุโบสถเดิม สร้างพระอุโบสถใหม่ กืออิฐถือปูน พื้อนปูด้วยหินอ่อน ผนังภายในพระอุโบสถถือเปูนและเขียน
ภาพจิตรกรรม หลังคาทาเป็นมุขลด 2 ช้ัน มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับกระจก สร้งาพระประธานปาง
สมาธิ มีสาวก 2 องค์ ยืนอยู่เบ้ืองหน้าทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ทาแพงแก้วทาเป็น 2 ช้ัน กาแพงแก้วชั้นใน
เช่อื มระหว่างซุ้มเสมา กาแพงแกว้ ช้ันนอก มีเจดีย์บนมุมกาแพง (ภายหลงั รื้อเหลือเพยี งช้นั นอกชั้นเดียว) และมี
ซุ้มประตูสี่ด้าน สร้างเป็นศาลาจตุรมุข หลังคามุงกระเบ้ืองสี หน้าพระอุโบสถสร้างศาลาดิน ทาเป็นศาลาการ
47
เปรยี ญ 1 หลัง สร้างศาลารายด้านเหนือ และด้านใตอ้ า้ นละ 1 หลัง เกง๋ เลก็ ๆ อีก 4 หลัง และสร้างกาแพงลอ้ ม
ศาลา มีซุ้มประตูเข้าออก 4 ด้าน ขุดคลองระหว่างพระอุโบสถกับกุฏิ ปากคลองอยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้จด
แม่น้าเจ้าพระยา ด้านตะวันตกเฉียงเหนือจดคลองบางย่ีขัน ขุดสระ 2 สระ และทาสะพานถึงแม่น้าเจ้าพระยา
1 สะพาน นอกน้ันได้น้อมเกล้า ฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง และได้รับพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัด
ดาวดึงษาราม"
ภาพประกอบ ท่ี 16 ภาพพระอโุ บสถ วัดดาวดึงษาราม ก่อนการบูรณะ
ทมี่ าของภาพ ความอนเุ คราะหโ์ ดย พระสิรชิ ัยโสภณ เจา้ อาวาสวัดดาวดึงษาราม
ภาพประกอบ ท่ี 17 ภาพพระอุโบสถ วดั ดาวดงึ ษาราม ก่อนการบูรณะ
ที่มาของภาพ ความอนเุ คราะห์โดย พระสริ ชิ ัยโสภณ เจา้ อาวาสวัดดาวดึงษาราม
48
ภาพประกอบ ที่ 18 ภาพพระอุโบสถ วดั ดาวดึงษาราม ก่อนการบรู ณะ
ทีม่ าของภาพ ความอนุเคราะหโ์ ดย พระสริ ิชยั โสภณ เจ้าอาวาสวัดดาวดึงษาราม
ภาพประกอบ ที่ 19 ภาพพระอโุ บสถ วดั ดาวดงึ ษาราม ในปัจจบุ ัน
ทม่ี าของภาพ ความอนเุ คราะห์โดย พระสิริชัยโสภณ เจ้าอาวาสวดั ดาวดงึ ษาราม
ภาพประกอบ ที่ 20 ภาพพระอโุ บสถ วดั ดาวดงึ ษาราม ในปัจจบุ นั
ทม่ี าของภาพ ความอนุเคราะหโ์ ดย พระสริ ชิ ัยโสภณ เจ้าอาวาสวดั ดาวดงึ ษาราม
49
5.วดั เทพธิดารามวรวิหาร ปีพทุ ธศกั ราช 2379
ช่ือ วัดเทพธดิ าราม
ทีต่ ัง้ แขวงสาราญราษฏร์ เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร
ประเภท พระอารามหลวงชัน้ ตรี
นิกาย มหานกิ าย
ประวัติ : วัดเทพธิดารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงช้ันตรี ต้ังอยู่ที่ริมถนนมหาไชย ใกล้วัดราชนัดดา วัด
เทพธดิ ารามวรวิหาร เดิมช่ือ วัดบ้านพระยาไกรสวนหลวง สันนิษฐานวา่ เรียกตามบริเวณท่ีสร้าง ท่ีเป็นสวนไร่
นา และคงเปน็ ท่ีของพระยาไกร เจา้ นายหรือขนุ นาง
วัดเทพธิดารามวรวิหารเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดฯ ให้สร้างเพ่ือเฉลิมพระ
เกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหม่ืนอัปสรสุดาเทพ หรือ พระเจ้าลูกเธอ พระองศ์เจ้าวิลาส
พระราชธดิ าองค์ใหญใ่ น รชั กาลที่ 3 สรา้ งเม่อื ปี พ.ศ. 2379 เสรจ็ ในปี พ.ศ. 2382
ส่ิงสาคัญในวัดนี้คือ พระปรางค์ทิศท้ังสี่ เป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลท่ี 3 บุษบกที่รองรับพระประธาน
ภายในโบสถ์ ท่ีประดิษฐ์อย่างสวยงามและที่ผนังพระอุโบสถมีภาพเขียนเป็นรูปพุ่มข้าวบิณฑ์ แบบอย่างใน
รัชกาลท่ี 3 วัดนี้เคยเป็นที่พานักของสุนทรภู่กวีเอกแห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่าง พ.ศ. 2383 - 2385 เมื่อ
คราวบวชเป็นพระภิกษุ ปัจจบุ ันยังมีกุฏิหลงั หน่งึ เรียกว่า "บา้ นกวี" เปิดเป็น พพิ ิธภัณฑ์
ภาพประกอบ ท่ี 21 ภาพวัดเทพธิดาราม
ท่มี าของภาพ หนงั สอื กลอนเพลงยาว เรือ่ ง หม่อมเป็ดสวรรค์ และ พระอาการประชวรของกรมหม่นื อัปสร
สุดาเทพ ของกรมศิลปากร
50
ภาพประกอบ ที่ 22 ภาพหอไตร วัดเทพธิดาราม
ท่มี าของภาพ หนงั สอื กลอนเพลงยาว เรื่อง หมอ่ มเป็ดสวรรค์ และ พระอาการประชวรของกรมหม่นื อปั สร
สุดาเทพ ของกรมศิลปากร
ภาพประกอบ ที่ 23 ภาพกฏุ ิจาพรรษาของ นายภู่
ทมี่ าของภาพ หนังสือ กลอนเพลงยาว เร่ือง หม่อมเปด็ สวรรค์ และ พระอาการประชวรของกรมหมน่ื อัปสร
สุดาเทพ ของกรมศิลปากร
ภาพประกอบ ท่ี 24 ภาพวดั เทพธิดาราม
ท่ีมาของภาพ หนังสอื กลอนเพลงยาว เร่อื ง หม่อมเปด็ สวรรค์ และ พระอาการประชวรของกรมหมืน่ อปั สร
สุดาเทพ ของกรมศลิ ปากร
51
ภาพประกอบ ท่ี 25 ภาพวดั เทพธิดาราม ในปจั บุ ัน
ทม่ี าของภาพ หนงั สอื กลอนเพลงยาว เร่ือง หม่อมเป็ดสวรรค์ และ พระอาการประชวรของกรมหม่ืนอัปสร
สุดาเทพ ของกรมศิลปากร
ภาพประกอบ ท่ี 26 ภาพวดั เทพธิดาราม ในปัจจบุ นั
ที่มาของภาพ หนงั สือ ประวตั วิ ดั เทพธิดาราม
ภาพประกอบ ที่ 27 ภาพวัดเทพธดิ าราม ในปจั จบุ ัน
ท่ีมาของภาพ หนังสือ ประวัติวดั เทพธิดาราม
52
6.วดั บวรนิเวศราชวรมหาวิหาร ปีพทุ ธศักราช 2367
ชื่อ วัดบวรนิเวศวิหาร
ทตี่ ง้ั ต้นถนนตะนาวและถนนเฟื่องนคร แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร
ประเภท พระอารามหลวงช้ันเอก ชนดิ ราชวรวหิ าร
นิกาย เถรวาท ธรรมยตุ ินิกาย
ประวัติ : วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดท่ีสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างข้ึนในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แตย่ ังไม่ทันแล้วเสร็จกส็ วรรคตเสียก่อน ถึงวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2458
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว โปรดให้รวมวดั รังษีสทุ ธาวาสเขา้ หาวัดบวรนเิ วศวหิ าร
วดั บวรนเิ วศ ราชวรวิหาร หรอื วดั บวรนเิ วศวิหาร (เดมิ ชอ่ื ว่า วัดใหม่) เป็นพระอารามหลวงชน้ั เอก ชนิด
ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศและถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
สถาปนาข้ึนโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลท่ี 3 พระ
อารามนี้เคยเป็นท่ีประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
วิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกในประเทศ และเป็นวัดประจารัชกาลท่ี 6 และ 9 พระ
ประธานในพระอารามนี้มีความแตกต่างจากวัดอื่น ๆ โดยท่ัวไป คือ มีพระประธาน 2 องค์ และล้วนมี
ความสาคัญเนืองจากเป็นพระพทุ ธรูปเกา่ แกโ่ บราณ ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ ซึ่งอัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัด
พระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก โดยอัญเชิญมาทั้งองค์ราวปี พ.ศ. 2373 และพระสุวรรณ
เขต หรือ "พระโต" หรือ หลวงพ่อเพชร พระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานไว้เบื้องหลังพระพุทธชินสีห์ เป็น
พระประธานองคแ์ รกของอโุ บสถวัดน้ี ซึ่งสมเดจ็ พระบวรราชเจ้ามหาศกั ดพิ ลเสพ อัญเชญิ มาจากวดั สระตะพาน
จงั หวดั เพชรบุรี
ภาพประกอบ ท่ี 28 ภาพวดั บวรนเิ วศวิหาร ในอดีต
ที่มาของภาพ หนงั สือกรมศิลปากร พระราชวงั บวรวงั หน้า
53
ภาพประกอบ ที่ 28 ภาพวดั บวรนเิ วศวหิ าร ในอดตี
ท่มี าของภาพ หนังสือกรมศิลปากร พระราชวังบวรวังหน้า
ภาพประกอบ ท่ี 29 พระอโุ บสถวัดบวรนเิ วศวหิ าร
ภาพประกอบ ที่ 30 หนา้ ตา่ งพระอโุ บสถวัดบวรนเิ วศวหิ าร
54
ภาพประกอบ ที่ 31 ลายปูนปน้ั บรเิ วณหน้าบันพระอโุ บสถ
ภาพประกอบ ที่ 29 พระอโุ บสถวัดบวรนิเวศวิหาร
ภาพประกอบ ท่ี 32 ลวดลายปูนปนั้ และลายรดนา้ ประดับหนิ ออ่ น
ซุ้มหนา้ ตา่ งพระอโุ บสถวัดบวรนเิ วศวหิ าร
55
55
องคท์ ๓ี่ หนังตะลุงและจติ รกรรมศาสนาแบบพนื้ ถ่ิน
หนงั ตะลงุ
- บริบทหนงั ตะลุง หัตถศิลปพ์ ื้นถนิ่ ภาคใต้
- รปู ลักษณ์ รปู หนงั
จิตรกรรมศาสนาแบบพ้นื ถนิ่
- จติ รกรรมฝาผนัง วดั คูเต่า จงั หวัดสงขลา
- จิตรกรรมฝาผนงั วัดเทพนิมิต จงั หวัดปตั ตานี
55
หนงั ตะลงุ
นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า มหรสพการแสดงเงาจาพวกหนังตะลุงน้ี เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของ
มนุษยชาติ เคยปรากฏแพร่หลายมาท้ังในแถบประเทศยุโรป และเอเชีย โดยอ้างว่า มีหลักฐานปรากฏอยู่ว่า
เมื่อครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยชนะเหนืออียิปต์ ได้จัดให้มีการแสดงหนัง (หรือการละเล่นท่ี
คล้ายกัน) เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะและประกาศเกียรติคุณของพระองค์ และเช่ือว่า มหรสพการแสดงเงาน้ีมี
แพร่หลายในประเทศอียิปต์มาแต่ก่อนพทุ ธกาล ในประเทศอนิ เดีย พวกพราหมณ์แสดงหนังท่ีเรยี กกันว่า ฉายา
นาฏกะ เร่ืองมหากาพย์รามายณะ เพื่อบูชาเทพเจ้าและสดุดีวีรบุรุษ ส่วนในประเทศจีน มีการแสดงหนังสดุดี
คุณธรรมความดขี องสนมเอกแห่งจกั รพรรดิ์ยวนตี่ (พ.ศ. 411 - 495) เม่อื พระนางวายชนม์
ในสมัยต่อมา การแสดงหนังได้แพร่หลายเข้าสู่ในเอเชียอาคเนย์ เขมร พมา่ ชวา มาเลเซีย และประเทศ
ไทย คาดกันว่า หนังใหญ่คงเกิดข้ึนก่อนหนังตะลุง และประเทศแถบน้ีคงจะได้แบบมาจากอินเดีย เพราะยังมี
อิทธิพลของพราหมณ์หลงเหลืออยู่มาก เรายังเคารพนับถือฤๅษี พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ย่ิง
เรื่องรามเกียรต์ิ ยิ่งถือว่าเป็นเรือ่ งขลังและศักดิ์สิทธ์ิ หนังใหญ่จึงแสดงเฉพาะเร่ืองรามเกียรต์ิ เริ่มแรกคงไม่มีจอ
คนเชดิ หนงั ใหญจ่ งึ แสดงท่าทางประกอบการเชดิ ไปดว้ ย
เชอื่ กนั ว่าหนังใหญ่มีอย่กู ่อนสมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช เพราะมีหลักฐานอา้ งอิงว่า มนี กั ปราชญ์ผู้
หนึ่งเปน็ ชาวเวียงสระ จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี เป็นผู้เชย่ี วชาญทางโหราศาสตร์และทางกวี สมเด็จพระเจ้าปราสาท
ทองทรงเรียกตัวเข้ากรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณม์ หาราช ได้รับการแต่งต้ัง
เปน็ พระมหาราชครูหรือพระโหราธบิ ดี และมีรับส่งั ใหพ้ ระมหาราชครฟู น้ื ฟูการเล่นหนัง (หนังใหญ่) อันเป็นของ
เก่าแกข่ ึ้นใหม่ ดังปรากฏในสมทุ รโฆษคาฉันท์วา่
ไหวเ้ ทพยดาอา- รักษ์ทว่ั ทศิ าดร
ขอสวสั ดิขอพร ลุแก่ใจดัง่ ใจหวัง
ทนายผูค้ อยความ เรง่ ตามไตส้ อ่ งเบ้อื งหลงั
จงเรอื งจารัสทงั้ ทิศาภาคทกุ พาย
จงแจง้ จาหลักภาพ อันยงยิง่ ดว้ ยลวดลาย
ให้เห็นแกท่ งั้ หลาย ทวยจะดจู งดดู ี
หนังใหญ่ แต่เดิมเรียกว่า "หนัง" นิยมเล่นกันแพร่หลายในแถบภาคกลาง ส่วนหนังตะลุง แต่เดิมคนใน
ท้องถิ่นภาคใต้ก็เรียกสั้น ๆ วา่ "หนัง" เช่นกัน ดังคากลา่ วที่ได้ยนิ กันบ่อยวา่ "ไปแลหนังโนรา" จึงสันนิษฐานว่า
คาว่า "หนงั ตะลงุ " คงจะเริ่มใช้เมื่อมีการนาหนังจากภาคใต้ไปแสดงให้เป็นท่ีรู้จักในภาคกลาง จึงได้เกดิ คา "หนัง
ตะลุง" และ "หนังใหญ่" ขึ้นมาเพ่ือไม่ให้ซ้าซ้อนกัน หนังจากภาคใต้เข้าไปเล่นในกรุงเทพฯ คร้ังแรกสมัย
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นาไปเล่นที่แถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้น
เป็นนายหนังจากจงั หวดั พทั ลงุ คนกรุงเทพฯจงึ เรยี ก "หนงั พทั ลงุ " ต่อมาเสียงเพย้ี นเปน็ "หนังตะลงุ "
56
เชื่อกันว่า หนังตะลุงเลียนแบบมาจากหนังใหญ่ โดยย่อรูปหนังให้เล็กลง ในยุคแรก ๆ คงแสดงเรื่อง
รามเกียรติ์เหมือนกัน แต่เปลี่ยนบทพากย์มาเป็นภาษาท้องถิ่น เปล่ียนเคร่ืองดนตรีจาก พิณพาทย์ ตะโพน มา
เป็น ทับ กลอง ฉ่ิง โหม่ง ซ่ึงเป็นเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมในภาคใต้ หลักฐานท่ีบอกว่าหนังตะลุงคงเลียนแบบมา
จากหนังใหญ่ คือ แม้หนังตะลุงจะไม่ได้ใช้ พิณพาทย์ ตะโพน แต่ในโองการร่ายมนต์พระอิศวร (บทบูชาพระ
อิศวร) กย็ งั มบี ททีว่ า่
อดุลโหชันชโนท้ังผอง พณิ พาทย์ ตะโพน กลอง
ข้าจะเลน่ ใหท้ ่านท้ังหลายดู
ต่อมา หนังภาคใต้หรือหนังตะลุง รับอิทธิพลของหนังชวาเข้ามาผสมผสาน จึงทาให้เกิดวิวัฒนาการใน
"รูปหนัง" ขึ้นมา รูปหนังใหญ่จะเป็นแผ่นเดียวกันทั้งตัว เคล่ือนไหวอวัยวะไม่ได้ แต่รูปหนังชวาเคล่ือนไหวมือ
และปากได้ ส่วนใหญ่รูปหนังจะเคลื่อนไหวมือไดเ้ พียงข้างเดียว ยกเว้นรูปกาก หรือตัวตลก และรูปนางบางตัว
ทีส่ ามารถขยบั มือได้ทัง้ สองขา้ ง รูปหนังชวามีใบหน้าที่ผิดไปจากคนจริง และหนังตะลุงกร็ ับแนวคิดนี้มาปรับใช้
กบั รูปตัวตลก เช่น แกะรูปหนนู ุ้ยให้หน้าคล้ายวัว เท่งหน้าคล้ายนกกระฮัง เป็นตน้ น่ีก็อาจจะเป็นอีกความเชื่อ
หนง่ึ ที่ทาใหถ้ ูกเรียกว่าหนังตะลุง เนอ่ื งจาก คาว่า ตลุง หรือ dalang ในภาษาชวาและมาเลย์ หมายถึงคนที่เชิด
รปู หุ่นของวาหยัง กุลิท และนอกจากนั้นตัวละครท่ีเป็นตวั ตลก เช่นยอดทอง พูน หนูนุ้ย ก็มคี วามคล้ายคลึงกับ
วาหยงั กลุ ิท
หนังตะลุงเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด นักวิชาการสันนิษฐานว่าคงเป็นช่วงต้นกรุง
รัตนโกสินทร์ เพราะกลอนหนังตะลุงนิยมแต่งเป็นกลอนแปด ซึ่งในสมัยอยุธยากลอนแปดไม่ได้เป็นท่ีนิยม
แพร่หลาย ย่ิงในภาคใต้ วรรณกรรมพนื้ บา้ นรุ่นเกา่ แก่ล้วนแตง่ เป็นกาพยท์ ้ังสิ้น กลอนแปดเพ่ิงมาเป็นทนี่ ิยมกัน
อย่างกว้างขวางก็เมอ่ื หลงั สนุ ทรภู่แต่งเร่อื งพระอภยั มณีออกเผยแพรแ่ ลว้ น่เี อง
ศิลปะการแสดงหนังตะลุงเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งท่ีมีบทบาทสาคัญใน สังคมชาวใต้มา
ยาวนานนับกว่าศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาในการถ่ายทอดหรือสืบทอด ขนบนิยมในการแสดงหนังตะลุง
ภูมิปัญญาเก่ียวกับการนาวัสดุในท้องถิ่นมาใช้เป็นอุปกรณ์ ในการแสดง ได้แก่ การเอาใบตาลโตนดมาทาล้ินป่ี
การใช้ไม้ไผ่มาทาแผงเก็บรูปหนัง ทาไม้ ตับรูปหนัง การเอาไม้พื้นบ้าน เช่น ไม้ขนุนมาทาทับ การนาหนังสัตว์
มาทาทบั ทากลองและ แกะเป็นรปู หนัง การหล่อโหม่งหรอื สร้างโหม่งให้สอดรับกับระดับเสยี งของนายหนังแต่
ละคน การใช้กลวิธีการออกเสียงขับกลอนให้เสียง “เข้าโหม่ง” หรือ “ลอดโหม่ง” เป็นต้น และ บทบาทของ
หนังตะลุงที่มีต่อสังคมชาวภาคใต้ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านคตินิยม ด้าน การเมือง ด้านการปลูกฝัง
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ด้านไสยศาสตร์ เป็นต้น
57
บริบทหนังตะลงุ หตั ถศิลปพ์ ืน้ ถิ่นภาคใต้
“การตอกหนังตะลุง” นับเป็นภูมิปัญญาที่เคียงคู่กับศิลปะการแสดง “หนังตะลุง” อันเป็นเอกลักษณ์
ทอ้ งถ่ินที่สะทอ้ นวิถีชีวิตบอกกล่าวเล่าเรื่องราวผ่านหน้าจอผ้าขาวที่มีมากกว่า 200 ปี“ตัวหนัง” ท่ีใช้เชิดแสดง
นนั้ แฝงไว้ดว้ ยศาสตรแ์ ละศิลป์ในการสร้างสรรค์เพ่อื เป็นสีสันและอรรถรสของการชมหนังตะลุงที่ต้องอาศยั การ
เชดิ ตวั หนังไปพรอ้ มกบั บทพากย์อันสนุกสนานการสร้างสรรค์ “ตวั หนัง” จงึ ต้องอาศัยช่างตอกหนงั ทีต่ ้องเป็นที่
ผทู้ เี่ ป่ยี มไปด้วยทกั ษะและความชานาญตั้งแต่การเลือกหนังฟอกหนัง วาดรูปตัวหนังด้วยเหล็กจาร ตลอดจนถึง
ขั้นตอนการแกะและตอกตัวหนังตะลุง ด้วยการเผื่อระยะการมองจากแสงที่ส่องผ่านเกิดเป็นความงามที่น่า
ประทับใจ (หากตอกหนังตะลุงเพื่อใช้เป็นของประดับตกแต่งสถานท่ี ช่างจะใช้เทคนิคการแกะและตอกหนังท่ี
ละเอยี ดและทรวดทรงสดั ส่วนท่ีเสมือนจรงิ
มากกว่าตัวหนังสาหรับแสดง เน่ืองจากเป็นการมองระยะใกล้) ซึ่งช่างแต่ละคนมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน
ไป รวมถึงการลงสีตัว หนงั ตะลงุ ท่ีในอดตี เป็นสีทช่ี ่างทาขึ้นเอง อาทิ สีดาจากเขม่า ดินหม้อ สีเขียวตงั แช แมใ้ น
ปัจจุบนั การสรา้ งตัวหนังตะลุงจะ มีการปรับประยกุ ต์แผ่นหนังฟอกสาเร็จจากโรงงาน หรอื การ ใชส้ ีผสมอาหาร
แทนสีแบบดั้งเดิมเพื่อเพ่ิมความสะดวกในการ สร้างหนังแต่ละตัวอีกท้ังเพื่อให้คนรุ่นใหมเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
หากแต่ยังคงรักษาความงามตามรปู แบบของเอกลักษณด์ ั้งเดิม ความงามของหนังตะลุงหลังจอผ้าขาวจึงเป็นอีก
หนึ่งบริบทที่ ผู้ชมการแสดงจะชื่นชอบคณะหนังตะลุงน้ัน ๆ ดังนั้นฝีมือการแกะ และตอกหนังจึงถือเป็นงาน
หัตถศิลป์อันทรงคุณค่าที่ส่งต่อจาก รุ่นสู่รุ่น เพื่อคงเอกลักษณ์ความประณีตงดงามตามแบบฉบับ โบราณให้คง
อยูต่ ่อไป
เอกลกั ษณท์ ส่ี ะทอ้ นภูมปิ ญั ญาและทกั ษะเชิงชา่ ง
ภูมิปัญญาการแกะหรือ “การขูดรูปหนงั ” ในภาษาทอ้ งถ่ิน มีรายละเอียดและความละเมียดละไมในการ
สร้างสรรค์งานอยู่ใน ทุกกระบวนการ ในอดีตที่ยังไม่ได้มีการฟอกหนังจากโรงงาน เช่นในปัจจุบัน บรรพบุรุษ
ช่างแกะหนังในอดีต ล้วนแต่ทรง ภูมิปัญญาในการตระเตรียมตัวหนังตะลุงให้ออกมาเชิดแสดง ผ่านแสงไฟได้
อย่างงดงาม
โดยเร่ิมต้ังแต่การเลือกหนังท่ีใช้มาทารูป ในอดีตจะเลือก วัวท่ีใช้ทาหนังแต่ละประเภทแตกต่างกัน
กล่าวคือ หากเป็นหนัง ตัวพระ ตัวนาง จะใช้หนังที่มาจากลูกวัว หรือวัวรุ่น น้าหนัก ไม่เกิน16 กิโลกรัม
เนื่องจากหนงั ทีไ่ ดจ้ ะไม่หนาเกินไปและ ไมบ่ างจนเกินไป ส่วนหนังววั ถกึ หรือ วัวแก่ นิยมนามาทาตัว หนังกาก
หรือตัวตลก สีของขนวัวเป็นองค์ประกอบหนึ่งใน การเลือกมาทาหนัง กล่าวคือ ขนวัวสีดาจะได้หนังท่ีใส ขาว
สวย ใช้ทารูปตัวพระ ตัวนาง วัวขนสีแดง จะได้หนังสีชา ใช้ทาหนัง รูปคนแก่ ในบางกรณีท่ีตัวละครนั้นมีสีผิว
ใกล้เคียงกับสีผิวของ คนอาจไม่ต้องใช้หนังสีขาวในการแกะแต่เลือกใช้หนังสีเหลือง แทนเนื่องจากมีความหนา
คงทนและมีอายุการใช้งานที่นานกว่า เช่น รูปยักษ์ รูปไพร่ รปู ท่ีต้องใช้สีคลา้ ยคน หรือ รูปพระเอกท่ีมี วิถีชีวิต
พน้ื บ้าน เป็นตน้ ส่วนหนังรูปครู รูปพระอศิ วร รูปพระฤาษี จะเลอื กใช้หนังเสือ หรือ ตามความเชื่อหากเป็นรูป
ครู รูป ศักด์ิสิทธิ์ จะใช้หนังปาฏิหาริย์ เช่น หนังวัวท่ีตายจากฟ้าผ่า ควายสีขาวฟ้าผ่าตาย หรือวัวลายตายแก่
58
หมายถึง วัวลายที่ แก่ตายเองตามธรรมชาติ ลักษณะวัวท่ีพิเศษเช่น วัวตีนด่าง หางดอก หนอกขาว หน้าโพธิ์
(หนา้ ใบโพธ์ิ) เป็นตน้
ภาพประกอบ ท่ี 33 แผน่ หนังสาหรับแกะหรือตอกลายเป็นตัวหนงั ตะลุง
ที่มาของภาพ : ข้อมูลการสรา้ งสรรค์ ระบารูปหนงั นางเมือง โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลยั
การเตรียมหนัง เม่ือได้หนังมาจะนาไปขึงให้ตึง เลาะ พังผืดและมัดที่ติดออกให้หมด จากนั้นนาไปฝัง
ทรายใน ลาคลอง 2 คืน คอยสังเกตโดยเอาเล็บจิกดูวา่ หนงั เร่ิมเป่อื ยจึง นาไปขูดขนออก อย่าแชท่ ิ้งนานเกินไป
เพราะจะทาให้หนังเน่า เสียหาย จากน้ันนาไปทาความสะอาดด้วยน้า นามาขึงตากแดด ให้แห้ง โดยไม่ต้องใช้
แดดที่ร้อนจดั และนาเข้าทร่ี ่มตากลมตอ่ เนอื่ งจากหากตากแดดรอ้ นจดั จนปลอ่ ยให้หนังแห้งจะไดห้ นัง ที่ยน่ ไม่
สวยงาม
การฟอกหนัง จากภูมิปัญญาในอดีต จะฟอกหนังโดยการนา ไปแช่ในน้าต้มผลส้มแขก หรือผลไม้รส
เปรี้ยว แช่ไว้ 1-2 คืน เพื่อให้น้าส้มซึมเข้าเน้ือหนัง จากน้ันยกมาล้างขึงให้แห้งโดย ตากลมในที่ร่มอีกครั้ง
ปจั จุบัน ใช้นา้ สมสายชูในการฟอก การ ฟอกหนงั นจี้ ะช่วยใหห้ นังท่ีได้ไม่เปือ่ ย ไม่พอง มีความคงทน มากย่ิงข้ึน
เมอ่ื หนังท่ีฟอกแหง้ สนทิ จะต้องม้วนเก็บเพ่ือให้ สามารถเก็บรักษาไว้ใช้ไดน้ านขา้ มปี
ช่างเมื่อจะเริ่มนาหนังมาแกะเป็นตัวหนังตะลุง จะนา หนังท่ีม้วนเก็บไว้น้ันไปแช่น้าสะอาดเพื่อให้หนัง
อ่อนตัวลง แกะได้งา่ ย จากนัน้ นามาขึงให้ตึงอกี คร้ัง เมอื่ แหง้ ดีจงึ ปลดลง มาดาเนนิ กระบวนการตอ่ ไป
รูปลักษณ์ของตัวหนังตะลุง ช่างจะใช้เหล็กจาร หรือ เหล็กขีด วาดลงบนตัวหนังซึ่งสามารถลบออกได้
ด้วยน้า ตัวหนัง ในอดีตจะขึ้นเป็นรูป ยักษ์ ลิง เทวดา เหตุเพราะในสมัยโบราณ หนังตะลุงของไทยมักนิยม
แสดงเร่ืองรามเกียรตเิ์ ป็นหลัก ตัวหนัง ท้งั ท่ีเปน็ มนุษย์ และยกั ษ์ จะทรงเครื่องโบราณสวมมงกุฎ เหยียบนาค มี
อาวุธประจากายคือ พระขรรคค์ ันศร ตามความ เช่ือในศาสนาฮินดู ตอ่ มาเมอื่ หนงั ตะลุงนิยมแสดงเร่ืองราวของ
รามเกียรติ์ลดลงภาพตัวหนังตะลุงก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย โดยเปลี่ยนเป็น เจ้าเมือง (ราชา) นางเมอื ง (ราชินี)
สวมมงกุฎ ไมเ่ หยยี บนาค สว่ นพระเอก นางเอก ไว้จุกเพ่ิมข้ึน เป็นต้น
59
ชา่ งบางคนยังเกบ็ แบบวาดของรุ่นบรรพบุรุษนามา เปน็ แบบในการสรา้ งตวั หนงั ตะลุงในปัจจุบันโดยถ่าย
แบบบน กระดาษและนามาวางทาบกับตัวหนัง หรือวางตัวหนังทาบลง ไปบนแผ่นหนังใหม่ที่จะแกะ เพ่ือเก็บ
รักษาคุณค่าความงาม จากรุ่นสู่รุ่น จะเห็นว่าการข้ึนรูปหนังตะลุง ถือเป็นอีกหัวใจ สาคัญหน่ึงท่ีสะท้อนทักษะ
ฝีมือ เนื่องจากฝีมือการร่างรูปตัว ละคร ที่ให้เกิดความอ่อนช้อย งดงาม เป็นเครื่องบ่งชี้ความงาม ของหนังตัว
นั้นได้ในทนั ที ในอดตี ชา่ งจะวาดดว้ ยเหลก็ จารบน แผน่ หนังโดยไม่ตอ้ งรา่ งแบบก่อน
เอกลักษณ์ของตัวหนังตะลุง เอกลักษณ์ของตัวหนังตะลุง ท่ีเป็นจุดเด่นชัดเจน คือ รูปร่างของตัวหนัง
เมื่อดูระยะใกล้จะไม่สมส่วน ช่วงล่างตั้งแต่เอว ลงไปจะสั้น ไม่เหมือนงานจิตรกรรม เหตุเป็นเพราะภูมิปัญญา
ของคนในอดีตเล็งเห็นแล้วว่าตัวหนังเวลาแสดงทาบบนจอผ้า แค่ช่วงตัวบน ส่วนท่อนล่างนั้นจะห่างจากจอ
ประมาณ 75 องศา ทาให้ระยะเงาท่ีทอดยาวนั้นสะท้อนให้เห็นภาพช่วงขาท่ีสั้นให้ ยดื ออกโดยปริยาย หากทา
ใหข้ าสมสว่ น เม่อื เชิดแสงไฟบนจอผา้ จะทาให้ตัวหนังมชี ่วงขาท่ียาวผิดปกติ และนี่เองคอื รายละเอียด ของชา่ ง
ในอดีตคานึงถึงและใส่ใจในรายละเอียดจนออกมาได้เป็น ความงามผ่านแสงไฟมาโดยตลอด เช่นเดียวกับมือ
มือของ ตวั พระ ตวั นาง และตวั ตลก กจ็ ะมคี วามยาวไมเ่ ท่ากัน เนื่องจาก ช่างแกะหนัง เข้าใจในวิถีการเชิดของ
ผ้แู สดงว่า ตัวพระตวั นาง มักจะเชิดอยูต่ รงกลางจอ ติดแสงไฟมากกวา่ มอื ตัวพระนางนนั้ จึงทาแค่พอถงึ หัวเข่า
แต่หากเป็นมือตัวตลก ที่เวลาเชิดจะออกมา บริเวณขอบจอ ซ้ายขวา จึงทามือให้ยาวลงมาถึงหน้าแข้งเพื่อ
เวลาฉายผ่านแสงไฟ มือจะมาอยู่ในระดับที่พอดีสวยงาม หากทา สัดส่วนเสมือนจริงเม่ือขึ้นเชิดเงาท่ีเห็นจะ
ข้ึนมาอยู่บริเวณชายโครง แทน แลดูประหลาดไม่งดงาม แต่ในสมัยปัจจุบันการเชิดหนังตะลุง ได้รับความนิยม
น้อยลงทาให้การสร้างตัวหนังตะลุงทาข้ึนมา เพื่อประโยชน์ในการเป็นของที่ระลึก หรือของประดับตกแต่ง
อาคาร สถานท่ีเสียเป็นส่วนใหญ่การสร้างตัวหนังท่ีดูระยะใกล้น้ี จึงต้องสร้างตัวหนังให้มีรายละเอียดท่ีเล็กลง
สดั ส่วนเสมอื นจริง ท่ีสุด เพือ่ สนุ ทรยี แ์ ห่งการชนื่ ชมคุณคา่ งานหนงั ตะลุง หนังตะลุง–ตอก
การสร้างตัวหนังมีทักษะเฉพาะตัวท่ีเลยี นแบบกันได้ ยากคือ การแกะและตอกหนัง ในหนังหน่ึงผืนจะมี
ความหนา ความบางไมเ่ ท่ากัน นายชา่ งจะเลอื กส่วนที่บางสาหรับแกะ ส่วนบนของตวั หนังตะลุง และเลือกหนัง
ส่วนหนาสาหรับแกะ ส่วนล่างของหนังตะลุง ช่างใช้เทคนิคการแกะด้วยมีดแกะกับ ลวดลายที่มีลักษณะช่อง
ขนาดใหญ่ โครงสร้างหลัก หรือ ลายหลัก ซึ่งนายช่างโบราณ จะทาใบมีดจาก “แกะเก็บข้าว”(คนปักษ์ใต้ ใช้
แทนเคียวเก่ียวข้าว) โดยใช้คมของแกะมาตะไบแล้วนาไป ใส่ด้ามให้เหมาะมือกับช่างแกะหนัง โดยแกะส่วน
ด้านในก่อน โดยแกะบนเขียงไม้นนุ่ ไม้กฤษณา และไม้ทงั ใชม้ ีดปลายแหลม ในการแกะส่วนใบหน้าเพราะหนัง
จะบาง และใช้มีดปลายทู่ แกะสว่ นทห่ี นังหนา
การตอกหนังน้ัน จะใช้สาหรับเดินเส้นแบ่งส่วนเส้ือผ้า อาภรณ์ แบ่งส่วนต่าง ๆ เช่น ส่วนเสื้อ กางเกง
สรอ้ ย กาไล เท้า ผา้ ขาวมา้ เพอ่ื เพมิ่ ความคงทนใหแ้ ผน่ หนังไม่ขาดเนื่องจากมี พนื้ ทมี่ าก เวลาพับหรือมว้ นจะไม่
ขาดง่ายของตัวละคร และ เพ่ือสร้างความละเอียดของลวดลายเพ่ือให้เกิดความงามยาม แสงไฟส่องผ่าน เส้น
ตอกหนงั หลกั ได้แก่ เสน้ ไขป่ ลา ที่จะตอ้ ง ตอกใหล้ ะเอยี ดต่อเนือ่ งกันไปและต้องตอกให้ขาดในคร้งั เดียว เพื่อให้
ได้ลายท่ีคมชัด ในอดีตยังไม่มีตุ๊ดตู่ หรือเคร่ืองมือตอก หนัง ช่างจะใช้เหล็กมาตีให้แบนแล้วม้วนเป็นรูปกลม
ตอกลง บนเขียงไมห้ ยี สว่ นบนจะใช้มุกตอกขนาดเล็ก เช่น ส่วนใบหน้า จนมาถึงสะเอว และใช้มุกใหญส่ าหรับ
สว่ นล่างเน่ืองจากเวลา เชดิ ส่วนลา่ งจะอยหู่ ่างจากจอ ต้องใช้ชอ่ งไฟขนาดใหญข่ ้นึ
60
การลงสีตัวหนังตะลุง ภูมิปัญญาในอดีต ใช้ก้านจาก หรือหวาย ทุบปลายให้แบนนามาแทนพู่กัน
เนื่องจากหวายหรือไผ่ จะสามารถขย้ีให้สีถึงเพื่อให้สีซึมเข้าหนัง สาหรับสีน้ันในอดีต ใช้เพียงไม่ก่ีสี คือ สีดา
จากเขม่าดินหม้อหรือยางรัก สีเขียวตังแช จากสนิมเหล็ก และสีแดงจากชาด แต่ปัจจุบันนิยมหันมาใช้สี
โปสเตอร์ หรือสีผสมอาหารกันส่วนใหญ่เน่ืองจากให้เฉดสีท่ี หลากหลาย และเคลือบแล็คเกอร์ เพ่ือให้คงทน
เกบ็ รูปหนงั ได้นานขึ้น
แม้กระท่ังการทาไม้ตับ ช่างจะใช้ไม้ไผ่ท่ีไม่อ่อนไม่แก่ จนเกินไป ถ้าอ่อนเกินไปเมื่อเวลาเชิดจะไม่เด้งตัว
กลับ และมอด ชอบไม้ไผ่อ่อน แต่ช่างในอดีตจะมีภูมิปัญญาในการกันมอด โดยจะแช่น้าโคลนก่อน 15 คืน น้า
ในเน้ือไม้จะออก น้าโคลน จะเข้าไปแทนท่ี เกิดกลิ่นเหม็นเพื่อให้มอดไม่กิน การเหลาไม้ ตับตัวพระก็จะต้อง
เหลาให้ปลายเรียว เวลาทาบกับจอตวั หนัง จะยดื หยุ่นเชิดได้ดี สว่ นไม้ตบั รูปกากหรือรปู ตัวตลก จะทา สว่ นบน
ของไม้ตับใหท้ ู่ เพื่อเวลาชกั ปากจะได้ไม่ลู่ตาม สว่ น ปลายไมต้ ับนน้ั จะตอ้ งทาใหท้ ู่แบนคม เพ่ือเวลาปกั บนหยวก
กล้วยจะปกั ไดแ้ นน่ ดึงง่าย คลอ่ งตวั ถา้ กลมจะดึงออกมาเชดิ ยากไมส่ ะดวกตอ่ การเชดิ แสดง
ไม้เชิดมือ ต้องเหลาให้กลม ความยาวต้องเสมอกับไม้ ตับช่วงล่าง เพ่ือความสะดวกในการเชิดไม่ต้อง
เอือ้ ม สาหรับ การเลือกเนื้อไม้ไผต่ อ้ งให้ความแข็งพอดีกับน้าหนักตวั หนัง โดยดูใหเ้ หมาะกับรูปหนงั น้ัน ๆ วา่ จะ
เชิดมากหรือเชิดน้อย สาหรับคันยัก ท่ีใช้สาหรับชักปาก ช่างในอดีตจะใช้ไม้ไผ่ เหลานามาดัดด้วยการลนไฟ
คล้ายคันเบ็ด วางในตาแหน่งที่อยู่ ระดับเปลือกตาบนพอดี เพ่ือเวลาชัด ปากอ้า ตาจะกะพริบได้ ปัจจุบันช่าง
บางรายยังใช้ไม้ไผ่อยู่ บางรายใช้พลาสติกมาเหลา กลม ใช้หนังยางช่วยซ่ึงทาให้เม่ือเวลานานไปหนังยางจะ
เปื่อย ขาดง่ายถา้ เทยี บกบั อดตี จะใช้เศษหนังในการมดั
ภาพประกอบ ท่ี 34 แผ่นหนังสาหรับแกะหรือตอกลายเป็นตัวหนังตะลุง
ที่มาของภาพ : ข้อมลู การสร้างสรรค์ ระบารปู หนังนางเมือง โรงเรยี นหาดใหญ่วิทยาลัย
61
ภาพประกอบ ที่ 35 รูปหนงั ตะลุง รปู เทวดา
ที่มาของภาพ : ข้อมลู การสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนังนางเมือง โรงเรยี นหาดใหญ่วทิ ยาลยั
ภาพประกอบ ที่ 36 การใช้ตะปตู อกลวดลาย ลงไปบนรปู หนัง
ทม่ี าของภาพ : ข้อมูลการสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนังนางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญว่ ิทยาลยั
ภาพประกอบ ท่ี 37 การลงสีบนรูปหนังตะลุง รปู เทวดา
ท่มี าของภาพ : ข้อมลู การสร้างสรรค์ ระบารูปหนังนางเมือง โรงเรยี นหาดใหญว่ ิทยาลยั
62
กรรมวธิ ีการตอกรปู หนงั ตะลุง
ภาพประกอบ ท่ี 38 เคร่ืองมือและอุปกรณก์ ารแกะหนงั ตะลุง
ท่ีมาของภาพ : ขอ้ มลู การสร้างสรรค์ ระบารปู หนังนางเมือง โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
วสั ดุ และอุปกรณ์ หนังววั หนังควาย กรอบไม้สี่เหลี่ยมสาหรับตากหนัง แบบลายภาพ เครื่องมอื ตอกและสลัก
ลาย ได้แก่ เขียงไม้หยี เขียงไม้ ทัง มีดปลายแหลม มีดปลายมน ตุ๊ดตู่ ค้อน เทียนไข สีผสมอาหาร หรือสีเคมี
นา้ ยางใสหรอื นา้ มนั เคลอื บเงา
ขั้นตอนการวาดลาย
การวาดลายลงหนังน้ันอาจใช้แบบหนังที่ได้มีการวาด หรือ แกะเอาไว้แล้วมาทับลงบนแผ่นหนังที่
ตอ้ งการวาด จาก นั้นใช้เหล็กจาร (เหล็กเขียน) เพ่อื วาดตามรูปต้นแบบ โดยชา่ ง จะตอ้ งมคี วามเข้าใจในภาพที่
จะแกะ รูจ้ ักลักษณะของตัว ละครที่ใชแ้ กะลายเปน็ อย่างดี
ข้ันตอนการตอกลาย
การแกะสลักหนังใช้สาหรับลวดลายขนาดใหญ่ซึ่งจะ ใช้มีดแกะสลัก ท่ีทาขึ้นเฉพาะตามความถนัดของ
ช่างแตล่ ะคน หรอื ใช้เหลก็ ขดุ แกะสลกั ตามรอยทไ่ี ด้วาดไว้
การตอกจะใช้เหล็กตอกลาย (ตุ๊ดตู่) ตอกลงไปบนหนัง ที่เตรียมไว้ ตอกเดินลายให้ได้รูปตามที่ต้องการ
ซ่งึ การตอก ลายในอดีตนั้นใช้เหล็กโครงร่มนามาม้วนให้กลมกบั ตะปูก่อน นามาเผาไฟเพอื่ ข้ึนรูปเปน็ เหลก็ ตอก
ลาย ปัจจบุ ันมีเหล็กตอก ลายหลากหลายรูปแบบและหลายขนาด ท้ังรปู ส่ีเหลี่ยม รูป หัวใจ รูปดอกไม้ จะต้อง
ตอกลายด้วยค้อนบนเขียงไม้นิยมใช้ ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ลูกหยี เนื่องจากเม่ือตอกลงไปแล้วเนื้อไม้ จะไม่ยุ่ย ไม่
เป็นขุย และ เครื่องมือตอกจะไม่ชารุดง่าย เขียง สาหรับใช้ตอกนั้นต้องหมั่นดูแลให้มีผิวที่เรียบเพ่ือให้เมื่อตอก
ลายลงไปแล้วลายท่ีตอกจะมีความเสมอกันเทคนิคสาคัญในขั้นตอนการตอกลาย คือ ใช้เหล็กตอก ลายท่ีมี
ขนาดรทู ี่ใหญ่มองดจู ากระยะไกลแลว้ ลวดลายจะมี ความชดั เม่ือใชเ้ หลก็ ตอกลายลงบนหนัง หากช่างไม่มีความ
ละเอียดรูท่ีตอกจะไม่เสมอกนั การตอกลวดลายที่สวยงามน้ัน
63
ภาพประกอบ ท่ี 39 การตอกลายหรอื แกะลายหนงั ตะลงุ
ที่มาของภาพ : ขอ้ มูลการสรา้ งสรรค์ ระบารูปหนังนางเมือง โรงเรียนหาดใหญว่ ิทยาลัย
ตอ้ งตอกลายให้มคี วามสมา่ เสมอกนั โดยอาจมีการตอกขนาดลายทแ่ี ตกต่างออกไปบ้าง เช่น ลายดอกไม้จาพวก
ดอกจิก ลายหัวใจหรือ ลายโพธิ์แดง และ เดนิ เส้นลายไขป่ ลา โดยใชเ้ หล็กตอกลายทมี่ ที รงกลมตอกเรียงลายไป
ในแนวเดยี วกันคล้ายกับไขป่ ลา
ข้ันตอนการลงสตี วั หนงั ตะลงุ
การลงสีตัวหนังตะลุงต้องคานึงถึงลักษณะรูปและการ ใช้งาน โดยรูปหนังสาหรับเชิดมีความมุ่งหมาย
สาหรับแสดง สที ท่ี าลงบนตวั หนงั ต้องดสู ดอยู่ตลอด เน้นให้ดูเด่นสะดดุ ตา จึงใช้สที ี่ฉูดฉาด หรือ สีที่ตดั กันมาใช้
กันและเปน็ สีโปร่งแสง เนอื้ สไี ม่จืดจาง
ภาพประกอบ ที่ 40 การลงสีหนงั ตะลงุ
ท่มี าของภาพ : ข้อมูลการสร้างสรรค์ ระบารูปหนังนางเมือง โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
64
ขัน้ ตอนการผูกยดึ ตัวหนงั ตะลงุ
การผูกยึดตัวหนังตะลุงน้ันจะต้องใช้ไม้ไผ่ หรือ ไม้ทัง เป็นไม้สาหรับผูกใช้เชิด เรียกว่า “ไม้ช้ี ไม้ตับ”
นามาผ่าเหลา แยกออกจากกันก่อนนาตัวหนังตะลุงเสียบเข้าไปในร่องระหว่าง กลางแล้วร้อยด้วยด้าย โดยวัด
ด้ายให้มีขนาดความยาวเท่ากับ ตัวหนังตะลุงก่อนตัดด้วยวิธีการลนไฟลงไปท่ีด้าย หลังจากน้ัน จึงเริ่มผูกยึดไม้
เชิดกับตัวละคร สาหรับวิธีการผูกนั้นจะมีวิธี การผูกที่ยึดถือกันคือ เริ่มผูกด้วยเลขค่ีก็ต้องลงด้วยเลขค่ี หรือ
เปรยี บเปรยไดว้ า่ “ขน้ึ ดว้ ยดกี ต็ อ้ งจบด้วยดี”
ภาพประกอบ ที่ 41 การผกู ยึดรูปหนังกบั ไม้ตับ
ทมี่ าของภาพ : ขอ้ มูลการสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนังนางเมอื ง โรงเรียนหาดใหญ่วทิ ยาลยั
ภาพประกอบ ที่ 42 การแสดงหนังตะลงุ
ทม่ี าของภาพ : ขอ้ มลู การสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมือง โรงเรยี นหาดใหญ่วิทยาลยั
การแสดงหนังตะลุง ทา การแสดง ด้วยการขึงผ้าขาวส่ีมุมด้วยโครงเหล็กหรือแต่เดิมใช้ไม้ไผ่ เรียกว่าจอหนัง
กลางจอ ใช้ตะเกียงไฟ หรือหลอดไฟ ไวต้ รงกลางจอ ขอบจอด้านล่าง วางด้วยกลว้ ยพงั ลาหรือกล้วยตานี ทั้งลา
ต้น ตัดก้านและใบออก ใช้สาหรับปักรูปหนัง สาหรับการแสดง ก็จะนารูปหนัง ปักลงบนหยวกกล้วย ด้วย มุม
65
45 องศา ให้ด้านบนของรูปชดิ ขอบจอหนงั ด้านใน และปกั ฐานรูปหนัง ให้ห่างหนอ่ ย เงาและแสงท่อี อมาจะเกิด
เป็นระยะของรูปหนัง และมีแสงสะทอ้ นรูปหนังผ่านจอหนงั อีกดา้ นหนึง่
รปู หนังและนายหนงั ในการแสดงหนังตะลุง
นายหนงั เปน็ คาเรียกบุคคลผทู้ าหน้าท่ีแสดงหนังตะลุง ก่อนสมัยรัชกาลที่ 6 หนังคณะหนึ่ง ๆ จะมนี ายหนัง 2
คน ทา หน้าที่พากย์และเชิดรูปพระรูปนางคนหน่ึง พากย์ เชิดยักษ์ ตัวตลกและเชิดตัวเบ็ดเตล็ดอีกคนหนึ่ง
เรียกนายหนังทงั้ สองว่า “หวั หยวก ปลายหยวก”
ส่วนของการแสดงหนงั จะต้องเปน็ คนเสียงดีและเสียงดัง ทาเสยี งไดห้ ลายเสียง เปลี่ยนเสียงตามบทบาท
ของตวั ละครท่ี พากย์ไดฉ้ ับพลนั และเป็นธรรมชาติ เรยี กเป็นภาษาหนงั ตะลงุ ว่า “กินรูป” ต้องรอบรู้ในศลิ ป์และ
ศาสตร์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ท้ังคดีโลกและคดีธรรม เพื่อแสดงหนังให้ได้ท้ังความบันเทิงและ สาระประโยชน์
มอี รรถรสชวนติดตามต้องมีไหวพริบ ปฏิภาณดี แก้ปัญหาต่าง ๆ ไดอ้ ย่างฉบั ไว ต้องแสดงออกได้อยา่ งมอี ารมณ์
สมบูรณพ์ รอ้ มทกุ รส
ตัวละครในหนังตะลุงน้นั มีหลากหลาย ซึง่ จะมีบทบาท แตกต่างกนั ไป อาทิเช่น
ภาพประกอบ ท่ี 43 รูปหนงั ตะลุงรูปฤาษี
ทมี่ าของภาพ : ขอ้ มูลการสร้างสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมอื ง โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
ฤาษี เป็นรูปครทู ่ีมีความขลังและศักดิ์สิทธ์ิ ออกฤาษี หรือชักฤาษี ถือเป็นศิลปะการเชิดขัน้ สุดยอด หนัง
คณะใดจะ เชดิ รูปอื่น ๆ ไดด้ หี รอื ไม่เพยี งใด ดทู ีก่ ารเชดิ รูปฤาษนี ีเ่ อง
66
ภาพประกอบ ที่ 44 รูปหนงั ตะลุงรปู พระ รูป นาง
ทีม่ าของภาพ : ขอ้ มูลการสรา้ งสรรค์ ระบารูปหนงั นางเมือง โรงเรียนหาดใหญ่วทิ ยาลยั
ตวั พระ เป็นตัวละครท่มี ีคุณธรรม มีอานาจวเิ ศษเหนอื มนษุ ย์ธรรมดา มขี องวิเศษ เป็นอาวุธประจากาย
ซ่ึงอาจไดร้ ับ จากฤาษีหรือเทวดา
ตัวนาง จะมีรูปร่างทง่ี ดงาม จติ ใจดีแทบทุกเร่ือง มีความ ซื่อสัตยร์ ักเดียวใจเดยี ว และมคี วามจงรกั ภักดี
ตอ่ สามี
ภาพประกอบ ท่ี 45 รูปหนงั ตะลุงรปู นุต หรอื ตวั ตลก
ท่มี าของภาพ : ข้อมลู การสร้างสรรค์ ระบารูปหนังนางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญว่ ทิ ยาลยั
ตัวตลก เสมือนตัวแทนของชาวบ้านซ่ึงจาลองรูปร่าง ลักษณะ กิริยาท่าทางและนิสัยมาจากคนจริงใน
สังคมภาคใต้ หนังตะลุงแต่ละตัวมีรูปร่างและนิสัยแตกต่างกัน ลักษณะ เฉพาะของตัวตลก แขนทั้ง 2 ข้าง
สามารถเคล่ือนไหวได้ โดย แบ่งตัดแขนแต่ละข้างเป็น 3 ตอน จะใช้ไม้กลมเล็กผูกโยงร้อย ไว้กับสันหลังมือ
สาหรบั เชิดให้มอื เคลอ่ื นไหวได้ทุก
67
รูปลักษณ์รูปหนงั
ภาพประกอบ ที่ 46 รูปฤาษี
ท่ีมาของภาพ : ขอ้ มลู การสรา้ งสรรค์ ระบารูปหนังนางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญ่วิทยาลัย
ภาพประกอบ ที่ 47 รปู ฤาษี
ทม่ี าของภาพ : ข้อมูลการสรา้ งสรรค์ ระบารูปหนังนางเมือง โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
68
ภาพประกอบ ท่ี 48 รูปพระอิศวรทรงโค หรือรปู โค
ทมี่ าของภาพ : ขอ้ มูลการสร้างสรรค์ ระบารปู หนังนางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญ่วิทยาลัย
ภาพประกอบ ท่ี 49 รปู ออกจอ หรอื รปู เมขลา
ท่มี าของภาพ : ข้อมลู การสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญ่วทิ ยาลยั
69
ภาพประกอบ ท่ี 50 รูปปรายหนา้ บท
ทม่ี าของภาพ : ขอ้ มลู การสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนังนางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
ภาพประกอบ ที่ 51 รูปปรายหนา้ บท
ทม่ี าของภาพ : ข้อมูลการสร้างสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมือง โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
70
ภาพประกอบ ท่ี 52 รปู เกี้ยวจอ หรอื รูปกษตั รยิ ์ กบั นางเมือง
ท่ีมาของภาพ : ขอ้ มูลการสร้างสรรค์ ระบารูปหนังนางเมือง โรงเรียนหาดใหญว่ ิทยาลัย
ภาพประกอบ ท่ี 53 รปู เลน่ เรื่อง หรือรปู พระ รูปนาง
ทีม่ าของภาพ : ข้อมลู การสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมอื ง โรงเรยี นหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
71
ภาพประกอบ ที่ 54 รูปพญายักษ์
ที่มาของภาพ : ข้อมูลการสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมือง โรงเรยี นหาดใหญว่ ิทยาลัย
ภาพประกอบ ท่ี 54 รปู ยกั ษ์กมุ าร
ท่มี าของภาพ : ข้อมลู การสรา้ งสรรค์ ระบารูปหนงั นางเมอื ง โรงเรียนหาดใหญ่วทิ ยาลัย
72
ภาพประกอบ ที่ 54 รูปนางยักษ์ไพร
ที่มาของภาพ : ขอ้ มูลการสร้างสรรค์ ระบารูปหนังนางเมือง โรงเรยี นหาดใหญ่วิทยาลัย
ภาพประกอบ ท่ี 54 รูปธิดายักษ์
ท่ีมาของภาพ : ขอ้ มลู การสรา้ งสรรค์ ระบารปู หนงั นางเมอื ง โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลัย
73
จิตรกรรมฝาผนังวดั คูเตา่
วัดคูเต่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2299 แต่เดิมวัดตงั้ อยู่ทบ่ี ้านคลองหินต่อมาจงึ ได้ยา้ ยเสนาสนะมาสร้างข้ึนริม
คลองอู่ตะเภา วัดคูเต่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเม่ือ พ.ศ. 2433 และเปิดให้มีการเรียนการสอนพระ
ปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2443 นอกจากน้ีมีการต้ังโรงเรียนระดับประถมศึกษาของทางราชการอยู่ในบริเวณวัด
ดว้ ย
วัดคูเต่า ตั้งอยู่ท่ีตาบลแม่ทอม อาเภอบางกล่า จังหวัดสงขลา มีงานศิลปกรรมท่ีแสดงฝีมือของช่าง
ท้องถ่ินภาคใต้แท้ ๆ ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม และประติมากรรม โดยเฉพาะประติมากรรมปูนป้ันท่ีมีอยู่
มากมาย เช่น พระอโุ บสถ กาแพงแก้ว เจดีย์
จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ เป็นงานจิตรกรรมภาพเขียนสีฝุ่นฝีมือช่างพื้นบ้าน ซึ่งมีลักษณะเป็น
จิตรกรรมท่ีสมบูรณ์และแสดงอัตลักษณ์ของเชิงช่างท้องถ่ินได้ดีท้ังเทคนิควิธีการใช้สี การลงลายเส้น ตลอดถึง
องค์ประกอบของภาพ รวมถึงคตินยิ มทางศิลปะ ๆ ไป ภาพคน เชน่ ภาพนางมัทรเี ป็นแบบเดยี วกบั นางกษัตริย์
ในหนังตะลุง ตัวชูชกก็มีลักษณะของตัวตลกหนังตะลุง เน้ือเรื่องของภาพจิตรกรรมเป็นเร่ืองพระเวสสันดร
ชาดก หรอื มหาชาติ และมภี าพเทพชมุ นุมด้วย
ภาพประกอบ ที่ 56 จติ รกรรมฝาผนังวัดคุเตา่ เรื่องพระเวสสันดรชาดก
ท่มี าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์
ภาพประกอบ ท่ี 57 จติ รกรรมฝาผนังวดั คุเต่าเรือ่ งพระเวสสนั ดรชาดก
ทม่ี าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์
74
ภาพประกอบ ที่ 57 จิตรกรรมฝาผนังวดั คเุ ตา่ เร่ืองพระเวสสนั ดรชาดก
ทม่ี าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ภาพประกอบ ที่ 58 จิตรกรรมฝาผนังวดั คเุ ต่าเรอ่ื งพระเวสสันดรชาดก
ที่มาของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์
ภาพประกอบ ที่ 59 จติ รกรรมฝาผนงั วัดคเุ ต่าเร่ืองพระเวสสนั ดรชาดก
ทีม่ าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์
75
ภาพประกอบ ท่ี 60 จติ รกรรมฝาผนังวดั คเุ ตา่ เร่อื งพระเวสสนั ดรชาดก
ทม่ี าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์
ภาพประกอบ ที่ 61 จิตรกรรมฝาผนังวดั คเุ ตา่ เร่ืองพระเวสสนั ดรชาดก
ทม่ี าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์
ภาพประกอบ ท่ี 62 จติ รกรรมฝาผนงั วัดคเุ ตา่ เรือ่ งพระเวสสนั ดรชาดก
ที่มาของภาพ : งานสารสนเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์
76
จติ รกรรมฝาผนงั วัดเทพนิมิต
วัดเทพนิมิต ตั้งอยู่ท่ี อาเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ภายหลังกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้
ดาเนินการบูรณะอุโบสถแล้วเสร็จมีความสวยงามผิดไปจากสภาพเดิมที่เคยชารุดทรุดโทรมมาก เน่ืองจากมี
สภาพเป็นวัดร้าง ไม่มีพระภิกษุอยู่จาพรรษามาต้ังแต่ปลายปี 2557 ประกอบกับบ้านเรือนของชาวไทยพุทธก็
คงเหลืออยู่เพียงหลังเดียวซ่ึงในขณะที่เข้าตรวจเยี่ยมได้มีชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียง 5-6 คน นาภัตตาหาร
มาถวายเพลพระ เนอ่ื งจากการออกบณิ ฑบาตเปน็ ไปดว้ ยความยากลาบากจากเหตุการณค์ วามไม่สงบ
ปัจจุบันวัดแห่งนี้มีพระภกิ ษอุ ยู่จาพรรษา จานวน 3 รูป มีพระเรวัต ถริ สทั โธ หรอื ทา่ นเวาะ รับอาสาเข้า
มาเป็นเจ้าอาวาส โดยเม่ือเดือนตุลาคม 2561 ชาวบา้ นทัง้ ไทยพทุ ธและไทยมุสลิม เมื่อได้ทราบวา่ ทา่ นเงาะพระ
ทพี่ วกเขาเคารพนับถอื จะเขา้ มาอยจู่ าพรรษา จึงร่วมใจรว่ มแรงช่วยกันคนละไม้ละมือบูรณะซ่อมแซมกุฏิซ่งึ เดิม
มีสภาพผๆุ พงั ๆ จนมสี ภาพทีค่ วรแก่การพานกั อาศยั ส่วนภายในอุโบสถมีพระประธานองค์ใหญ่ 3 องค์ ผนงั ทั้ง
4 ดา้ น มีภาพเขียนจิตรกรรม ฝมี ือชา่ งพื้นบ้านปกั ษ์ใตเ้ ทียบได้กับฝีมือช่างหลวง เป็นเร่ืองราวเก่ยี วกบั เร่ืองพทุ ธ
ประวัติ ทศชาติชาดก นรก สวรรค์ และรามเกียรต์ิ นอกจากน้ียังได้พบกับคาจารึกประกอบภาพ ระบุ
วา่ “จาฤกเมื่อจลุ ศกั ราช 1225 ปกี ญุ เบญจก” ซ่ึงตรงกับ พ.ศ.2406 ตรงกับสมยั รชั กาลท่ี 4
สาหรับข้อมูลของวัดวัดเทพนิมิตร คาดว่ามีการก่อสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เดิมวัดน้ีชื่อวัดบ้าน
กลาง อยู่ในความปกครองของเมืองยะหริ่ง เป็นพื้นที่ชายขอบที่ติดต่อกับเมืองสายบุรี มีการบอกเล่าสืบต่อกัน
มาว่า เดิมทีเดียวพ้ืนท่ีแห่งน้ีเป็นชุมชนของชาวไทยพุทธ แต่ได้เกิดสงครามระหว่างสองเมือง เรียกว่า “ศึกเจ๊ะ
บุ” ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนี้เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงได้ย้ายไปอยู่ท่ีอ่ืนชั่วคราว คร้ันทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ
พนื้ ที่บริเวณนกี้ ็มีชุมชนไทยมุสลิมเข้ามาอยูอ่ าศัย ทาใหช้ าวไทยพุทธส่วนหน่ึงต้องย้ายไปตั้งบ้านเรอื นแถวบ้าน
กระพอ้ ซ่ึงอย่หู ่างออกไป และมกี ารสร้างวดั ใหมข่ น้ึ ท่ีนัน่ ด้วย
ท้ังน้ี สาเหตุวัดเทพนิมิตรถูกทิ้งร้างนานกว่า 2 ปี สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ได้เกิดเหตุลอบยิงและวางระเบิดที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยเป้าหมายคือทหารพรานชุด
คุ้มครองพระออกบิณฑบาต เหตุการณ์ดังกล่าวทาให้พระภิกษุมรณภาพด้วย 1 รูป เหตุร้ายเกิดขึ้นเม่ือเวลา
06.47 น. วันศุกรท์ ่ี 24 ม.ค. 2557 คนร้ายอยา่ งน้อย 6 คนมีรถจักรยานยนต์ 3 คันเปน็ พาหนะ ใช้อาวุธปืนยิง
ถล่มรถยนต์ของทหารพรานชุดคุ้มครองพระสงฆ์จากวัดเทพนิมิต ขณะออกบิณฑบาต ทาให้กาลังพลของทหาร
พรานเสียชีวิต 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย พระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส และมรณภาพในเวลาต่อมา โดย
ช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังเกิดเหตุระเบิดขึ้น 1 ครั้ง และมีคนร้ายโปรยตะปูเรือใบเพื่อสกัดการเข้าพื้นที่ของ
เจ้าหน้าที่ดว้ ย
77
ภาพประกอบ ท่ี 63 จติ รกรรมฝาผนังวดั คุเต่าเร่อื งพระเวสสันดรชาดก
ที่มาของภาพ : งานสารสนเทศมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ภาพประกอบ ที่ 64 จิตรกรรมฝาผนงั วัดคเุ ต่าเร่อื งพระเวสสนั ดรชาดก
ท่มี าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์
ภาพประกอบ ท่ี 65 จติ รกรรมฝาผนงั วดั คเุ ต่าเรื่องพระเวสสนั ดรชาดก
ทมี่ าของภาพ : งานสารสนเทศมหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์
55
องคท์ ี่ ๔ อทิ ธพิ ลศลิ ปะ จากศลิ ปิน
- สมโภชน์ ทองแดง ศิลปนพิ นธ์ ชดุ สัญลักษณข์ องกาลเวลา
- สรุ สทิ ธ์ิ เสาว์คง ศิลปนิพนธ์ ชดุ ความสงบ
- ไพรวลั ย์ ดาเกลย้ี ง ศิลปนิพนธ ชดุ พืน้ ผิวและกาลเวลา
78
สมโภชน์ ทองแดง ศลิ ปนพิ นธ์ ชดุ สัญลกั ษณข์ องกาลเวลา
สมโภชน์ ทองแดง เกิดเมือ่ วันที่ 10 สิงหาคม 2505 ทต่ี าบลบ้านระกาศ อาเภอบางบ่อ จงั หวัด
สมุทรปราการ สาเรจ็ การศกึ ษา มัธยมตน้ จากโรงเรยี นราชประชาสมาลยั และระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชีพ
จาก วทิ ยาลัยชา่ งศิลปด์ รมศิลปากร สาเรจ็ การศึกษา ศลิ ปบัณฑิต (ศิลปะไทย) จก คณะจิตรกรรม
ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
ศลิ ปนพิ นธ์ชุด สัญลักษณข์ องกาลเวลา
ศลิ ปนพิ นธช์ ดุ สญั ลักษณ์ของกาลเวลาเกิดจากความเช่ือในหลกั คาสอน ปรชั ญาในศาสนา เป็นเครื่องยดึ
เหน่ียวจิตใจให้เกิดความสุขท้ังตอ่ สังคมและแกต่ นเอง ด้วยพลังอานาจแหง่ ความเช่ือนี้ มีผลทาให้มนุษย์
สร้างสรรค์ถาวรวตั ถทุ ่ีสาคัญและเปยี่ มดว้ ยคุณค่าอยา่ งมากมาย เชน่ การสรา้ งปราสาทขอมในศาสนาพราหมณ์
การสร้างโบสถว์ หิ าร เจดยี ์ และศลิ ปกรรมทเี่ กยี่ วเนื่องกับพิธีกรรมในพระพุทธศาสนา
จากการศึกษาผลงานศิลปะของไทย ปรากฏในดา้ นจิตรกรรม ประติมากรรม ตามสถานที่ต่าง ๆ นน้ั
เปน็ ทร่ี วบรวมความงดงามของงานศลิ ปะท่ที รงคุณค่า เชน่ วดั โบราณสถาน กอ่ ใหเ้ กิดความประทบั ใจใน
รปู ทรง ความงามของลวดลายประดิษฐ์ แสดงถึงพลงั ของชา่ งไทยโบราณ นอกจากนนั้ ยังเกิดความประทับใจ
จากรอ่ งรอยผุกร่อน แตกรา้ ว รปู ทรงที่เปลี่ยนแปลงจาการเสอ่ื มสภาพ จึงนาความประทับใจดังกล่าว มาเปน็
แรงบันดาลใจในการสร้างงานจติ รกรรม เพื่อบนั ทึกช่วงอารมณ์ของห้วงขณะหนงึ่ ในรูปทรงของศลิ ปกรรมและ
พื้นผวิ ท่ีเปลี่ยนแปลง
ชื่อผลงาน สัญลักษณ์ของกาลเวลา (ศิลปะนิพนธ์ชน้ิ ท่ี 1)
ขนาด 160 x 180 เซนติเมตร
เทคนคิ สีอะครลี คิ บนผ้าใบ ปีทสี่ รา้ งสรรค์ 2533
79
ชอ่ื ผลงาน สัญลักษณ์ของกาลเวลา (ศิลปะนพิ นธช์ น้ิ ที่ 2)
ขนาด 160 x 170 เซนตเิ มตร
เทคนิค สีอะครลี ิค บนผา้ ใบ ปีทีส่ ร้างสรรค์ 2533
ชอ่ื ผลงาน สญั ลกั ษณ์ของกาลเวลา (ศลิ ปะนิพนธช์ ิ้น ที่ 3)
ขนาด 160 x 180 เซนติเมตร
เทคนิค สอี ะครลี คิ บนผ้าใบ ปีท่สี รา้ งสรรค์ 2533
80
ชือ่ ผลงาน สญั ลกั ษณ์ของกาลเวลา (ศิลปะนพิ นธช์ ิน้ ท่ี 3)
ขนาด 160 x 180 เซนติเมตร
เทคนิค สอี ะครีลคิ บนผา้ ใบ ปที ่สี ร้างสรรค์ 2533
ช่ือผลงาน เดยี วดาย หมายเลข 2
ขนาด 145 x 180 เซนตเิ มตร
เทคนิค สอี ะครลี คิ บนผ้าใบ ปที ส่ี รา้ งสรรค์ 2533
81
สรุ สิทธ์ิ เสาว์คง ศิลปนพิ นธ์ ชุด ความสงบ
สุรสทิ ธิ์ เสาวค์ ง เกิดเม่อื วันที่ 13 พฤศจกิ ายน 2492 สาเร็จการศึกษา - ศิลปบัณฑติ (จิตรกรรม)
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
แนวคิด ศลิ ปนิ ใชเ้ ร่อื งราวทางรูปธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ท่มี ลี ักษณะเฉพาะของบางทอ้ งถ่นิ เปน็ จุด
เริม่ และคลคี่ ลายรูปทรงในแนวของความเหมอื นจรงิ ทั้งโครงสร้างและรายละเอียดไปสู่จุดหมายของการ
แสดงออก คือ ความสงบ ความศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ ตามทัศนะของศลิ ปินเอง
นทิ รรศการเดีย่ ว :
2547 - นิทรรสการศิลปะมหกรรมสีน้าแหง่ ประเทศไทย ณ เดอะสีลมแกลเลอเรีย กรุงเทพฯ
2549 - นิทรรสการศิลปะไทย - กัมพชู า ท่ีประเทศกมั พชู า
2550 - นิทรรศการศลิ ปะ ต๋ามฮตี โตยฮอย สลา่ หอนทิ รรศการศลิ ปวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
รางวัล/เกียรติยศ :
2524 - 2525 - ไดร้ บั รางวัลเกยี รตนิ ยิ มอนั ดับ 2 ประเภทจติ รกรรมในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครัง้ ที่
27, 28
- ได้รบั รางวลั ชนะเลศิ ในการประกวดศลิ ปกรรมร่วมสมยั ของธนาคารกสิกรไทย คร้ังท่ี 3, 4
2525 - ไดร้ ับรางวัลชนะเลศิ ในการประกวดศลิ ปกรรมของธนาคารแห่งประเทศไทย กรงเทพฯ
2526-2527 - ไดร้ บั รางวลั ท่ี 3 และรางวัลที่ 1 ในการประกวดจติ รกรรมบัวหลวง ครงั้ ท่ี 7, 8 ของธนาคาร
กรุงเทพฯ
-ช่ือผลงาน ความสงบ
ขนาด 133 x 200 เซนติเมตร
เทคนคิ สีอะครีลคิ บนผ้าใบ ปที ่ีสร้างสรรค์ 2533
82
ช่ือผลงาน ความสงบ
ขนาด 133 x 200 เซนตเิ มตร
เทคนิค สีอะครลี ิค บนผ้าใบ ปที สี่ รา้ งสรรค์ 2524
ชือ่ ผลงาน Serenity
ขนาด 130 x 120 เซนตเิ มตร
เทคนิค สอี ะครลี คิ บนผา้ ใบ ปที ่สี รา้ งสรรค์ 2533
83
ชอื่ ผลงาน ความสงบ
ขนาด 200 x 134 เซนติเมตร
เทคนิค สีน้ามัน บนผา้ ใบ ปที ส่ี ร้างสรรค์ 2529
84
ไพรวัลย์ ดาเกล้ียง ศิลปนิพนธ ชุด พน้ื ผวิ และกาลเวลา
ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง เกิดเม่ือวันท่ี 6 มิถุนายน 2500 ท่ีจังหวัดเพชรบูรณ์ สาเร็จการศึกษา ระดับ
ประโยควิชาชีพ จากโรงเรียนเพาะช่าง เม่ือปี 2519 และสาเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีศิลปบัณฑิต จาก
ภาควิชาประยุกต์ศลิ ปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร
แนวคิด
สถาปัตยกรรมแต่ละสมัย จะแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองซ่ึงบ่งบอกถึงความเจริญในสมัยน้ัน
ๆ แต่น่าเสียดายที่สถาปัตยกรรมเหล่าน้ัน ได้ผุกร่อน ทรุดโทรม เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม อันเนื่องมาจาก การ
เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การขาดการดูแลรักษา และการทาลายของมนุษย์ ทาให้คนในสังคม
ปจั จุบนั แทบไมไ่ ด้เหน็ ความงามและความจริงของสถาปัตยกรรมเหล่านนั้ ท่ีบง่ บอกถงึ ความเจริญรุ่งเรอื งมากอ่ น
ปจั จุบนั ท่กี าลงั ผุกร่อน
ชอ่ื ผลงาน พื้นผิวและการเวลา
ขนาด 90 x 130 เซนตเิ มตร
เทคนิค สีนา้ มัน บนผา้ ใบ ปีที่สร้างสรรค์ 2523
85
ชื่อผลงาน พื้นผิวและการเวลา
ขนาด 120 x 160 เซนติเมตร
เทคนิค สีนา้ มนั บนผ้าใบ ปีทีส่ รา้ งสรรค์ 2523
ชือ่ ผลงาน พ้ืนผวิ และการเวลา
ขนาด 120 x 160 เซนติเมตร
เทคนิค สีนา้ มนั บนผา้ ใบ
86
ชอ่ื ผลงาน พื้นผวิ และการเวลา
ขนาด 140 x 160 เซนติเมตร
เทคนิค สีน้ามนั บนผา้ ใบ
ช่ือผลงาน พ้นื ผวิ และการเวลา
ขนาด 130 x 165 เซนตเิ มตร
เทคนคิ สีนา้ มนั บนผา้ ใบ
87
ชอ่ื ผลงาน – (รางวัลเหรียญทองจิตรกรรมไทยแนวประเพณี จติ รกรรมบัวหลวง) ไมท่ ราบปพี .ศ.
ขนาด 200 x 150 เซนตเิ มตร
เทคนิค สีนา้ มัน บนผา้ ใบ
88
89