The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562 กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phutthiphat, 2020-10-02 00:10:06

รายงานการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562 กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

รายงานการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562 กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

33

ตัวชี้วดั ท่ี 1.3 ระดับคะแนนเฉล่ยี ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ
ด้านอาชวี ศกึ ษา (V-NET)

หน่วยวดั : ระดบั คะแนนเฉล่ยี
นำ้ หนกั : ร้อยละ 3
คำอธบิ าย :
 กำหนดเป็นตัวชี้วัดของสำนักงานศึกษาธิการภาค โดยใช้ข้อมูลจากนักเรียนในสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการในพ้นื ทีร่ ับผดิ ชอบ
 V-NET : Vocational National Educational Test ใช้ผลคะแนนการทดสอบจาก
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ของนักศึกษาระดับชัน้ ปวช. ปีที่ 3 เพื่อวัดความรู้
ใน 2 ด้าน คอื ความร้ดู ้านสมรรถนะหลกั และสมรรถนะท่ัวไป จำแนกเป็น

- ความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป ฉบับที่ 1 (ทักษะภาษาและ
การสื่อสาร ทกั ษะการคดิ และการแก้ปัญหา)

- ความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป ฉบับที่ 2 (ทักษะทางสังคมและ
การดำรงชีวติ และทกั ษะการจัดการงานอาชีพ)

 ไม่นับรวมผลการทดสอบเด็กพิเศษ ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ
และนักเรยี นพิการซ้ำซ้อน

 การกำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนน
กรณีที่ 1 ผลการทดสอบที่ผ่านมา (Base Line) 3 ปีย้อนหลัง (ปีการศึกษา 2559 –

2561) มีแนวโน้มเพิ่มขึน้ /ดีขึ้น ให้นำผลการทดสอบในปี 2561 ไวท้ ค่ี า่ คะแนนท่ี 3
กรณีที่ 2 ผลการทดสอบที่ผ่านมา (Base Line) 3 ปีย้อนหลัง (ปีการศึกษา 2559 –

2561) มแี นวโนม้ ลดลงอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ให้นำผลการทดสอบในปี 2561 ไวท้ ี่คา่ คะแนนที่ 3
กรณีที่ 3 ผลการทดสอบที่ผ่านมา (Base Line) 3 ปีย้อนหลัง (ปีการศึกษา 2559 –

2561) มแี นวโน้มขน้ึ ลงไมแ่ นน่ อน ให้นำผลการทดสอบเฉลยี่ 3 ปยี อ้ นหลัง ไวท้ ค่ี ่าคะแนนท่ี 3
 การรายงานผลรอบ 12 เดือน ใช้คะแนนการทดสอบจากสถาบันทดสอบแห่งชาติ

(องค์การมหาชน) ปีการศกึ ษา 2563

เกณฑ์การให้คะแนน
ช่วงการปรบั ระดับการใหค้ ะแนน +/- 0.75 ต่อ 1 คะแนน โดยกำหนดเกณฑ์การให้

คะแนน ดงั นี้ ระดบั ระดับคะแนน
ปวช. ปที ่ี 3 12 345

41.12 41.87 42.62 43.37 44.12

รายละเอียดข้อมูลพ้นื ฐาน : 34
ขอ้ มูลพ้ืนฐานประกอบตัวช้ีวัด
ระดบั ปวช. ระดบั คะแนนเฉลย่ี ผลการทดสอบทางการศึกษา
ระดับชาติ

ด้านอาชวี ศึกษา (V-Net) ปีการศึกษา
2560 2561 2562
42.32 42.62 44.58

จากการศึกษากรอบการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน และข้อมูลพื้นฐาน จึงกำหนดเกณฑ์
เพือ่ ให้เปรียบเทียบผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ปีการศกึ ษา 2562 ดังน้ี

1. ค่าเฉลยี่ คะแนนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 50 มคี ่าเท่ากับ 5 และชว่ งการปรบั ระดับการให้คะแนน
- 0.75 ตอ่ 1 คะแนน

2. ค่าเฉลีย่ คะแนนปีการศกึ ษา 2561 มคี า่ เทา่ กับ 3 และช่วงการปรบั ระดบั การใหค้ ะแนน +/-
0.75 ต่อ 1 คะแนน

3. ค่าเฉลี่ยคะแนน 3 ปีการศึกษาย้อนหลัง (ปีการศึกษา 2559 – 2561) มีค่าเท่ากับ 3 และ
ชว่ งการปรบั ระดับการใหค้ ะแนน +/- 0.75 ตอ่ 1 คะแนน

สภาพท่ัวไปของสำนกั งานศึกษาธกิ ารภาค 5
สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 เปน็ หนว่ ยงานในสังกดั สำนกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
สถานท่ีต้งั
สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 ตั้งสำนักงานอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ตั้ง 138

หมู่ 8 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้
ฝั่งอ่าวไทย เป็นเขตตรวจราชการที่ 5 ประกอบดว้ ยจังหวัดชุมพร จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี จงั หวดั นครศรีธรรมราช
จังหวัดพัทลงุ และจังหวดั สงขลา

ภารกิจ
ทำหนา้ ท่ี ขบั เคลื่อนการศึกษาในระดบั ภาคและจังหวัด โดยการอำนวยการ สง่ เสริม สนับสนนุ
และพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอ่ืน
หรือภาคสว่ นทเ่ี กี่ยวข้องในพื้นที่นน้ั
อำนาจหน้าท่ี
1. กำหนดยุทธศาสตร์และบทบาทการพัฒนาภาคต่าง ๆให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกับ
ทิศทางการพัฒนาประเทศ ทิศทางการดำเนินงานตามข้อ 3(1) นโยบายและยุทธศาสตร์ของ
กระทรวงศึกษาธิการ และยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด รวมทั้งการพัฒนาด้านอื่น ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ
ตามศักยภาพและโอกาสของบุคคลและชุมชนในแต่ละพื้นที่

35
2. สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านวิชาการ การวิจัยและ
พฒั นา
3. กำกับดแู ล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานศกึ ษาธิการจังหวัดในพ้ืนท่ี
รับผิดชอบ
4. สนับสนุนการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและ
ยทุ ธศาสตรข์ องกระทรวงศกึ ษาธิการในพนื้ ท่รี ับผิดชอบ
5. ประสานการบริหารงานระหว่างราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เกิดการพัฒนาอย่าง
บรู ณาการในระดับพืน้ ที่ของหลายจงั หวัด โดยยึดการมสี ว่ นรว่ มและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก
6. ปฏิบัติร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับ
มอบหมาย

แผนภมู ิที่ 3 แผนท่ีพืน้ ท่ีรับผิดชอบของสำนกั งานศกึ ษาธกิ ารภาค 5

36

สภาพทว่ั ไปของกลมุ่ จังหวัดภาคใตฝ้ ั่งอา่ วไทย

สถานท่ีตัง้

กล่มุ จังหวัดภาคใตฝ้ ่ังอา่ วไทย (East Coast Southern Sub region) ต้ังอย่ทู างทิศตะวันออก

ของภาคใต้ฝั่งทะเลอ่าวไทย ประกอบดว้ ยจังหวดั ชมุ พร สรุ าษฎร์ธานี นครศรธี รรมราช พทั ลงุ และสงขลา ทำเล

ท่ตี ง้ั มีความเก่ียวข้องกับศนู ย์กลางของความเจริญร่งุ เรืองของอาณาจักรโบราณในอดีตของคาบสมุทรมลายู คือ

อาณาจักรตามพรลงิ ค์ และอาณาจักรศรีวชิ ัย ซึ่งมีความสำคญั เป็นเสน้ ทางการเชอ่ื มโยงทางการค้าและการเผยแผ่

ศาสนาจากอินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ

ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตมากมาย ได้แก่ โบราณสถานเขาคา โบราณสถาน โมคลาน และวัดพระบรมธาตุ

จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา แหล่งโบราณคดี เขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัด

สุราษฎร์ธานี วัดเขียน จังหวัดพัทลุง สุสานสุลต่านสลัยมานชาห์ ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

เมืองโบราณสถาน สทิงพระ อำเภอสทิงพระ ซากสถูปบนเขาน้อย อำเภอสทิงพระ และวัดพะโคะ อำเภอ

สทงิ พระ เป็นต้น

อาณาเขต

กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีอาณาเขตติดต่อกับกลุ่มจังหวัด 3 กลุ่มจังหวัด

กลุ่มจังหวดั ภาคกลางตอนลา่ ง กลุ่มจังหวดั ภาคใตฝ้ ง่ั อนั ดามัน และกลมุ่ จงั หวัดภาคใต้ชายแดนดงั น้ี

ดา้ นทิศเหนอื ติดต่อกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่างที่อำเภอบางสะพานน้อย

จังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ์

ด้านทศิ ตะวนั ออก ติดตอ่ กบั ทะเลอา่ วไทย

ด้านทิศตะวันตก ตดิ ตอ่ กับกลมุ่ จังหวดั ภาคใตฝ้ งั่ อนั ดามนั ตั้งแตอ่ ำเภอกระบรุ ี

จังหวัดระนอง ถึงอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล

และตดิ กับเขตตะนาวศรี (Tanintharyi) สาธารณรัฐ

แห่งสหภาพเมียนมาทอี่ ำเภอท่าแซะ จังหวดั ชุมพร

ด้านทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กบั กลุ่มจงั หวัดภาคใต้ชายแดนทอ่ี ำเภอหนองจกิ และอำเภอ

โคกโพธ์ิ จังหวัดปัตตานี อำเภอยะหา และอำเภอกาบัง จังหวัด

ยะลา และบูกิตกายู-ฮตี มั รฐั เคดะห์ ประเทศมาเลเซีย และเมอื ง

ปาดงั เบซาร์ รฐั ปะลศิ ประเทศมาเลเซีย ท่อี ำเภอสะเดา จงั หวัด

สงขลา

ลักษณะภมู ิประเทศ

กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีพื้นที่รวมมากที่สุดของภาคใต้ คือ 39,662,713

ตารางกิโลเมตร หรือ 24,785,539 ไร่ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 56.09 ของพื้นที่ภาคใต้ โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานี

มีพื้นที่มากที่สุด คือ 12,891,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 8.06 ล้านไร่ รองลงมาคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สงขลา ชมุ พร และพัทลงุ ตามลำดับ

37

สภาพภูมอิ ากาศ
พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน
อา่ วไทย และมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใต้จากคาบสมุทรอินเดีย ภมู ปิ ระเทศโดยรวมจงึ เป็นแบบร้อนชื้น มฝี นตกยาวนาน
ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคมของทกุ ปี จำแนกฤดูกาลได้ 2 ฤดู ดงั น้ี

ฤดูร้อน ระหวา่ งเดอื นกุมภาพันธ์ - เมษายน มีอากาศร้อนตลอดฤดู อณุ หภูมิเฉลยี่
ประมาณ ๒๘ องศาเซลเซยี ส

ฤดฝู น ต้งั แตเ่ ดอื นพฤษภาคมถึงเดือนมกราคม โดยในช่วงเดอื นพฤษภาคม
ถึงเดือนตุลาคม ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฝนตกปานกลาง
ส่วนฝนตกหนักจะเกิดในช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
ประมาณเดือนพฤศจิกายนถงึ เดือนมกราคม

ดา้ นการปกครอง

กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีอาณาเขตการปกครองครอบคลุม 5 จังหวัด ประกอบด้วย
77 อำเภอ 562 ตำบล 5,046 หมู่บ้าน และ 620 องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ดงั นี้

ตารางท่ี 5 แสดงจงั หวดั อำเภอ ตำบล ในกลมุ่ จังหวดั ภาคใตฝ้ ่งั อ่าวไทย

จังหวัด อำเภอ ตำบล หมูบ่ ้าน อบจ. เทศบาล อบต.

ชุมพร 8 70 736 1 25 53

สรุ าษฎร์ธานี 19 131 1,066 1 32 105

นครศรธี รรมราช 23 169 1,551 1 30 157

พทั ลงุ 11 65 670 1 43 30

สงขลา 16 127 1,023 1 48 92

รวมทั้งหมด 77 562 5,046 5 178 437

ที่มา : กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ดา้ นประชากร

กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีประชากรในปี พ.ศ. 2563 จำนวน 5.10 ล้านคน
คิดเป็นร้อยละ7.66 ของประเทศ และร้อยละ 53.74 ของภาคใต้ โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช มีประชากรมาก
ทสี่ ุด 1.56 ลา้ นคน รองลงมา คอื จังหวัดสงขลา 1.43 ล้านคน จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี 1.06 ล้านคน จังหวัดพัทลุง
0.52 ลา้ นคน และจงั หวัดชมุ พร จำนวน 0.51 ล้านคน

38

ตารางที่ 6 แสดงจำนวนประชากรของกลุ่มจังหวัดเปรยี บเทียบกับภาคใต้ และประเทศ (หน่วย : คน)

จงั หวัด/กลมุ่ จังหวดั 2558 2559 ปี พ.ศ. 2561 2562

2560

ประเทศ 65,729,098 65,931,550 66,188,503 66,413,979 66,558,935

ภาคใต้ 9,290,708 9,341,162 9,399,578 9,454,193 9,493,857

กลมุ่ ภาคใตฝ้ งั่ อ่าวไทย 5,038,432 5,054,112 5,073,800 5,092,569 5,102,174

(คิดเปน็ ร้อยละ 7.67 7.67 7.67 7.66 7.66
53.74
ของประเทศ) 0.19

(คิดเปน็ รอ้ ยละ 54.23 54.11 53.98 53.86

ของภาคใต)้

(รอ้ ยละทเ่ี พมิ่ ขน้ึ /ลดลง) 0.55 0.31 0.39 0.37

ชมุ พร 505,830 507,604 509,650 510,963 511,304
สรุ าษฎร์ธานี 1,046,772 1,050,913 1,057,581 1,063,501 1,068,010

นครศรีธรรมราช 1,552,530 1,554,432 1,557,482 1,560,433 1,561,927
พัทลุง 522,723 523,723 524,857 525,044 524,965
สงขลา
1,410,577 1,417,440 1,424,230 1,432,628 1,435,968

กลุม่ ภาคใตฝ้ ง่ั อันดามัน 2,257,032 2,274,129 2,292,448 2,308,747 2,322,229

กลุ่มภาคใต้ชายแดน 1,951,121 1,972,896 1,995,244 2,052,877 2,069454

ท่มี า : สานกั ทะเบยี นกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

สภาพการศกึ ษาของกลมุ่ จังหวัดใตฝ้ ั่งอา่ วไทย

ข้อมูลทางการศึกษาที่นำมาประมวลผล และวิเคราะห์ผล สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท

ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานทางการศึกษา ข้อมูลคุณภาพทางการศึกษา ข้อมูลด้านโอกาสและการเข้าถึง การได้รับ

บริการทางการศึกษา และข้อมูลด้านความต้องการกำลังคนระดับอาชีวศึกษา ซึ่งมีรายละเอียด ดังน้ี

1. ข้อมูลพื้นฐานทางการศึกษา ภาพรวมของสำนักงานศึกษาธิการภาค 5 และรายจังหวัด

ในพ้ืนทรี่ ับผิดชอบ

1) สำนักงานศกึ ษาธิการภาค 5

จำนวนสถานศึกษา มีจำนวนทั้งสิ้น 4,996 แห่ง ซึ่งจำแนกรายสังกัด ดังน้ี

1) สังกดั กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 3,446 แห่ง เรยี งลำดับจากมากไปหาน้อย 4 อันดบั แรก ดงั น้ี สำนักงาน

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2,283 แห่ง สำนักงาน กศน. 639 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม

การศึกษาเอกชน 448 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 76 แห่ง และ 2) สังกัดส่วนราชการ

อื่น มีจำนวน 1,550 แห่ง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังน้ี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1,476 แห่ง

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 25 แห่ง ตำรวจตระเวนชายแดน 25 แห่ง สำนักงาน

39

พระพุทธศาสนาแห่งชาติ 16 แห่ง สถาบันพระบรมราชชนก 3 แห่ง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 3 แห่ง และ
กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา 2 แห่ง

จำนวนนักเรียน นักศึกษา มีจำนวนทั้งสิ้น 1,120,251 คน ซึ่งจำแนกรายสังกัด ดังนี้
1) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 893,755 คน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย
4 อนั ดบั แรก ดงั นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน 530,724 คน สำนกั งานคณะกรรมการสง่ เสริม
การศึกษาเอกชน 227,424 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 76,078 คน และสำนักงาน กศน.
59,529 คน และ 2) สังกดั ส่วนราชการอ่ืน มจี ำนวนนกั เรยี นทั้งสนิ้ 226,496 คน เรยี งลำดบั จากมากไปหาน้อย
ดังน้ี องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ 126,170 คน กระทรวงการอดุ มศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม 93,625
คน ตำรวจตระเวนชายแดน 3,532 คน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1,011 คน สำนักงานพระพุทธศาสนา
แห่งชาติ 858 คน สถาบนั บัณฑิตพัฒนศิลป์ 758 คน และสถาบันพระบรมราชชนก 542 คน

จำนวนครู มีจำนวนทั้งสิ้น 63,596 คน ซึ่งจำแนกรายสังกัด ดังนี้ 1) สังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวนครูทั้งสิ้น 55,127 คน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 4 อันดับแรก ดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 39,726 คน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
10,549 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา3,526 คน และ สำนักงาน กศน. 1,326 คน และ
2) สังกัดส่วนราชการอื่น มีจำนวนครูทั้งสิ้น 8,469 คน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ กระทรวง
การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4,756 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3,075 คน
ตำรวจตระเวนชายแดน 282 คน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 158 คน กระทรวงการท่องเที่ยวและ
กีฬา 75 คน สถาบนั บัณฑติ พัฒนศิลป์ 68 คน และ สถาบันพระบรมราชชนก 55 คน

จำนวนห้องเรียน มีจำนวนทั้งสิ้น 8,559 ซึ่งจำแนกรายสังกัด ดังนี้ 1) สังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวนห้องเรียนทั้งสิ้น 38,499 ห้อง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 4 อันดับแรก ดังน้ี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน 27,009 ห้อง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
8,759 ห้อง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 1,497 ห้อง และสำนักงาน กศน. 1,234 ห้อง และ
2) สังกัดส่วนราชการอื่น มีจำนวนห้องเรียนทั้งสิ้น 10,060 ห้อง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 6,036 ห้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
3,655 ห้อง ตำรวจตระเวนชายแดน 215 ห้อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 84 ห้อง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 37 ห้อง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 25 ห้อง และ สถาบันพระบรมราชชนก
8 ห้อง

ข้อมลู คุณภาพทางการศึกษา ในสว่ นทเ่ี ก่ียวข้องกับดา้ นอาชีวศกึ ษา
การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ทางด้านอาชีวศึกษา (V-net) V-NET ย่อมาจาก
Vocational National Education Test หมายถึง การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ทางด้านอาชีวศึกษา
เป็นการทดสอบวัดความรู้มาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพ ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
สำหรับนกั ศึกษาอาชวี ศกึ ษา ที่จะจบระดบั ชนั้ ปวช.3 V-NET โดยสถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาติ (องค์การ

40

มหาชน) หรือ สทศ. เทียบได้กับการทดสอบ O-NET ของนักเรียนสายสามัญที่จะสำเร็จการศึกษาในระดับ
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน หรือมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 การทดสอบ V-NET เปน็ ประโยชน์แก่ตน้ สงั กดั และสถานศึกษาใน
การทีจ่ ะทราบมาตรฐานการเรียนการสอนของครูและนักศึกษา และผลการทดสอบ V-NET สามารถนำไปใช้ใน
การปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนของครู อันจะส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษาสูงขึ้นได้
รวมทง้ั การนำผลการสอบ V-NET ไปใช้ในการประกันคณุ ภาพการศึกษา

จากการทดสอบ V-NET ระหว่างปีการศึกษา 2558-2561 ของสถานศึกษาที่เปิดสอน
ด้านอาชีวศกึ ษาทงั้ ภาครัฐและเอกชน ในพ้นื ทสี่ ำนกั งานศึกษาธกิ ารภาค 5 สามารถสรุปผลไดด้ ังน้ี

ตารางที่ 7 แสดงผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาตทิ างดา้ นอาชีวศกึ ษา (V-net) ระหวา่ งปกี ารศึกษา

2558 – 2561 จำแนกระดับการศกึ ษาและรายจังหวดั

ปวช. 3 ปวส.2

จงั หวดั ปี ปี ปี ปี ปี ปี ปี ปี

2558 2559 2560 2561 2558 2559 2560 2561

ชมุ พร 45.01 38.20 42.59 42.60 41.99 37.80 38.48 41.38

นครศรธี รรมราช 43.97 37.59 42.13 41.86 41.55 36.34 37.49 40.12

พัทลงุ 43.93 37.61 41.56 42.52 41.45 37.25 36.93 39.87

สุราษฎรธ์ านี 43.77 38.56 42.87 42.48 41.79 37.09 36.96 40.13

สงขลา 45.40 39.29 43.34 43.67 41.34 37.62 37.81 40.52

สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 44.05 38.25 42.32 42.62 41.66 35.53 37.45 40.37

ประเทศ 43.83 37.93 41.60 41.63 41.69 37.35 37.11 40.04

ทม่ี า : สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

จากตาราง ที่ 7 ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ระหว่างปีการศึกษา 2558 – 2561

พบว่า สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 มีค่าเฉลี่ยร้อยละเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 และ 2561 และเม่ือ

พิจารณารายจังหวดั พบวา่ จังหวัดชมุ พร พัทลุง และ สงขลา มีค่าเฉลีย่ ร้อยละเพิ่มข้ึนอย่างต่อเน่ืองในปี 2560

และ 2561 สำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีค่าเฉลี่ยร้อยละลดลงในปี 2559 และเพิ่มขึ้น

ในปี 2560 แต่กลบั ลดลงในปี 2561

ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 2 ระหว่างปีการศึกษา 2558 – 2561 พบว่า

สำนักงานศกึ ษาธิการภาค 5 มีคา่ เฉลย่ี รอ้ ยละเพ่ิมข้ึนอย่างตอ่ เนื่อง ในปี 2560 และ 2561 และ เม่อื

พิจารณารายจังหวัด พบว่า จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และ สงขลา มีค่าเฉลี่ยร้อยละเพิ่มข้ึน

อย่างต่อเนือ่ งในปี 2560 และ 2561 สำหรบั จังหวัดสุราษฎรธ์ านี และ พัทลงุ มีค่าเฉล่ยี รอ้ ยละลดลงต่อเนื่องใน

ปี 2559 และ 2560 แตก่ ลับเพิ่มข้นึ ในปี 2561

41

การยกระดับความสามารถทางภาษาของครู ข้อมลู จากรายงานผลการติดตามประเมนิ ผล
การจดั การศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร ประจำปีงบประมาณ 2562 กลมุ่ ตรวจราชการและตดิ ตาม
ประเมินผล สำนกั งานศึกษาธิการภาค 5

ตัวชี้วัด : ร้อยละของครูที่ผ่านการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐาน
ความสามารถทางภาษาองั กฤษ (CEFR)
ตารางที่ 8 แสดงร้อยละของครทู ผี่ ่านการทดสอบทกั ษะการใชภ้ าษาอังกฤษ ตามมาตรฐานความสามารถ

ทางภาษาอังกฤษ (CEFR)

ทีม่ า: ข้อมลู จากรายงานผลการตรวจราชการ การตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 รอบท่ี 2 ของสำนกั งานศึกษาธกิ ารจังหวัด พื้นท่เี ขตตรวจราชการที่ 5

จากตาราง ท่ี 8 พบว่า ครูในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 5 เมื่อปีการศึกษา 2559 มีครูท่ี
เข้ารับการทดสอบทั้งสิ้น 2,261 คน ผ่านการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานความสามารถ
ทางภาษาอังกฤษ(CEFR) คือ ครูที่ผ่านการทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ Below A1 จำนวน 124 คน คิดเป็น
ร้อยละ 5.78 ครูที่ผ่านการทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ A1 จำนวน 687 คน คิดเป็นร้อยละ 30.38 ครูที่ผ่าน
การทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ A2 จำนวน 1,152 คน คิดเป็นร้อยละ 50.59 ครูที่ผ่านการทดสอบ (CEFR)
ได้ระดบั B1 จำนวน 302 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 13.36 ครทู ีผ่ า่ นการทดสอบ (CEFR) ไดร้ ะดบั B2 จำนวน 52 คน
คิดเป็นร้อยละ 2.30 ครูที่ผ่านการทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ C1 จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 0.57 ครูที่ผ่าน
การทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ C2 จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 0.31 ตามลำดับ สำหรับสังกัด สอศ. มีครูที่เข้า
รับการทดสอบเพียง 5 คน โดยผ่านการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานความสามารถ
ทางภาษาอังกฤษ(CEFR) คือ ครูทผี่ า่ นการทดสอบ (CEFR) ไดร้ ะดับ A1 จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 40 ครูท่ี
ผ่านการทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ A2 จำนวน 1 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 20 ครูที่ผ่านการทดสอบ (CEFR) ได้ระดับ

42

B1 จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงปริมาณของครูที่ผ่านการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ
ตามมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CEFR) อาจยังไมค่ รบถ้วนสมบรู ณ์ เนือ่ งจากยงั มบี างหน่วยงาน
การศึกษาที่ไมไ่ ดน้ ำส่งข้อมูลเชิงปรมิ าณ

จากข้อมูลรายงานผลการตรวจราชการ ดังกล่าวการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ
ตามมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CEFR) ในประเดน็ ดงั น้ี

1. มีสภาพผลการดำเนนิ การในพ้นื ทตี่ ามประเด็นการตรวจ ตดิ ตาม เปน็ อยา่ งไร
1) ครไู ด้รบั การพัฒนาทักษะการใชภ้ าษาองั กฤษตามแนวทาง CEFR และฝึกฝนการใช้

ภาษาองั กฤษอยตู่ ลอดเวลา ทำให้มที กั ษะการสอนทดี่ ีขน้ึ ผูเ้ รียนมคี วามเขา้ ใจในการเรียนมากขึ้น มกี จิ กรรม
เสรมิ ให้ผ้สู อนมีความสขุ ในการจัดกจิ กรรมการสอน เพอื่ เพิ่มศกั ยภาพของผเู้ รียน

2) ครูมีทักษะในการถ่ายทอดภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียน ส่งผลให้คะแนน O-NET มีค่า
สงู ข้ึน

3) โรงเรียนได้ดำเนินการ เชิญคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมาร่วมประชุม
ปรึกษาหารือในการวางแผนจัดการศึกษาและขอความเห็นชอบ ในการจัดจ้างครูภาษาอังกฤษมาจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนให้ความรู้แก่ผู้เรียน เพราะโรงเรียนขาดครูภาษาอังกฤษ สนับสนุนให้ครูเข้าร่วมกิจกรรม
การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนอ่ื ง ท้งั ในระดับเครอื ขา่ ยและระดับเขตพ้นื ท่ีการศึกษา

2. วิธีการ/ปัจจัยที่สามารถดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จตามประเด็นการตรวจ ติดตาม
อยา่ งไรบา้ ง (แผนงานโครงการ/กิจกรรมรองรบั เพอื่ แกป้ ัญหา)

1) ตลอดการสอนในชั้นเรียน ครูจะสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการ
เรียนร้แู ละสามารถใช้คำศพั ท์ ส่ือสารในห้องเรียนได้

2) ครูมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน และมีความตั้งใจในการสอน พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีเทคนิคและความรู้ในการสอน
ผเู้ รียน

3) ทุกฝ่ายทีเ่ กี่ยวขอ้ งศึกษาหลักสูตร มาตรฐานการเรียน ตัวชีว้ ัดของแต่ละกลุ่มสาระก่อน
จะเข้ามามีส่วนร่วมในการประชมุ วางแผนพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น เพอ่ื นำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของแตล่ ะช้นั

4) ใช้ทกั ษะการเรียนร้ใู นศตวรรษท่ี 21 และสรา้ งแรงจูงใจในการเรยี นรู้
5) หน่วยงานต้นสังกัดจัดอบรมพัฒนาครูผู้สอนและติดตามการนำไปใช้ในการพัฒนาการ
เรยี นการสอน
6) ครูผสู้ อนกลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาอังกฤษ แลกเปลี่ยนเรียนรูก้ ารจัดการเรยี นการสอน
ด้วยชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี PLC ทำให้นกั เรยี นสนใจกจิ กรรมการเรียนรภู้ าษาองั กฤษและสามารถ
สือ่ สารดว้ ยภาษาอังกฤษเบอื้ งตน้ ได้
3. ปัญหา/อปุ สรรคท่ีแก้ไขไม่ได้ในระดับพืน้ ที่ และขอ้ เสนอแนะระดับพื้นที่ ปัญหา/อุปสรรค
ท่ีแก้ไขไมไ่ ด้ในระดับพนื้ ที่ ขอ้ เสนอแนะระดบั พื้นที่

43

1) โรงเรียนและครูมภี ารกิจตามนโยบายโครงการเร่งด่วนของ สพฐ. ทีต่ อ้ งปฏบิ ตั ิ
คอ่ นขา้ งมาก ทำใหเ้ วลาในการกวดขันพฒั นาและจดั การเรยี นการสอนท่ีมงุ่ เน้นพัฒนาการของผเู้ รียนน้อยลง

2) ครูที่ไม่ไดจ้ บเอกภาษาอังกฤษไม่มีความเขา้ ใจและพัฒนาการใชภ้ าษาอังกฤษ
3) ลดภาระงานตามนโยบาย โครงการเรง่ ด่วน เพื่อให้โรงเรียนและครเู วลาในการกวดขัน
พัฒนา และจัดการเรียนการสอนทมี่ ุ่งเนน้ พัฒนาการของผู้เรียนอยา่ งเตม็ ที่
4) พฒั นาภาษาองั กฤษเบือ้ งตน้ ให้กบั ครทู ุกคน
5) การขาดแคลนส่อื ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
6) การจัดสรรสือ่ ให้เพยี งพอในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
4. ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นข้อสัง่ การของผบู้ รหิ ารระดบั สงู
1) จดั สรรครวู ชิ าเอกองั กฤษโดยตรง
2) จัดให้มีการทดสอบครูทุกปีเพื่อพัฒนาให้ครูมีความก้าวหน้าในด้านการสื่อสารและ
นำมาพัฒนาผเู้ รยี นตอ่ ไป
3) ควรให้ครูผู้สอนทุกคนเข้ารับการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษตามแนวทาง
CEFRและเปิดโอกาสใหค้ รทู ี่ไม่จบเอกภาษาอังกฤษไดร้ ับการอบรมทักษะภาษาองั กฤษอยา่ งต่อเน่ือง
4) สง่ เสริม สนบั สนุน สื่อภาษาอังกฤษเพมิ่ ข้นึ
5) ตดิ ตามการดำเนินการอยู่เสมอ เพื่อสามารถพฒั นาและนำมาใชไ้ ด้อยา่ งต่อเน่ือง
ข้อมูลด้านโอกาสและการเข้าถึงการได้รับบริการทางการศึกษา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
ดา้ นอาชีวศึกษา
สัดส่วนนักเรียนสายสามัญต่อนักเรียนสายอาชวี ศึกษา ปี 2562ภาพรวมสำนักงานศึกษาธิการ
ภาค 5 มีสัดส่วนนักเรียนสายสามัญต่อนักเรียนสายอาชีวศึกษา เท่ากับ 64 : 36 และเมื่อพิจารณารายจังหวัด
พบว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสัดส่วนนักเรียนสายอาชีวศึกษามากที่สุด เท่ากับ 60 : 40 รองลงมา ได้แก่
จงั หวดั ชุมพร เท่ากับ 65 : 35 จังหวดั สงขลา เทา่ กบั 66 : 34 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เท่ากบั 66 : 34 และจงั หวัด
พทั ลุง เท่ากบั 69 : 31 ตามลำดับ
ขอ้ มลู ดา้ นความต้องการกำลังคนระดบั อาชีวศึกษา
1) การเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลความต้องการกำลังคนระดับอาชีวศึกษา
ปี 2562 และข้อมลู ผ้สู ำเร็จการศกึ ษาระดับอาชีวศกึ ษา ปี 2561 ในพืน้ ทสี่ ำนักงานศกึ ษาธกิ ารภาค 5
สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 มีการผลิตกำลังคนในปี 2561 มากกว่าความต้องการของ
ตลาดแรงงาน ปี 2562 จำนวน 17,978 คน และเมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่า ทุกจังหวัดในพื้นที่สำนักงาน
ศึกษาธิการภาค 5 มีการผลิตกำลังคนมากกว่าความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งจังหวัดสงขลา มีการผลิต
กำลังคนมากกว่าความต้องการมากที่สุด คือ 8,341 คน รองลงมา คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 7,077
คน จังหวดั สุราษฎร์ธานี จำนวน 2,193 คน จงั หวดั ชมุ พร จำนวน 223 คน และจงั หวดั พทั ลุง จำนวน 144 คน

44

2) ข้อมูลสาขางานที่มีความต้องการกำลังคนระดับอาชีวศึกษาและสาขางานที่มีผู้สำเร็จ
การศกึ ษามากที่สุด 5 อันดบั ในพน้ื ท่สี ำนกั งานศกึ ษาธิการภาค 5

หลักสูตร ปวช. มีความต้องการสาขาการตลาดมากที่สุด รองลงมา คือ เทคโนโลยี
สารสนเทศ ช่างยนต์ การโรงแรม และ อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่สถานศึกษาสามารถผลิตกำลังคนใน
สาขาช่างยนต์มากที่สุด รองลงมา คือ การบัญชี ช่างไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การโรงแรมและบริการ
หลักสูตร ปวส. มีความต้องการสาขาช่างยนต์มากที่สุด รองลงมา คือ ช่างไฟฟ้ากำลัง เทคโนโลยีสารสนเทศ
การบัญชี และ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ในขณะที่สถานศึกษาสามารถผลิตกำลังคนในสาขาการบัญชีมากที่สุด
รองลงมา คือ ช่างยนต์ ชา่ งไฟฟา้ คอมพิวเตอร์ธุรกจิ และการโรงแรมและบรกิ าร

งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง
งานวจิ ยั ที่เกี่ยวของกับการจดั การศกึ ษาระดบั อาชวี ศกึ ษา ดังนี้
สุเมธ มัดธนู (2544) ได้ประเมินคุณภาพการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

พ.ศ.2542 ของโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนในเขตการศึกษา 10 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครื่องมือและประเมิน
คุณภาพการศึกษาโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพในเขตการศึกษา 10 ตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ โรงเรียนอาชีวศึกษา
เอกชนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ในเขตการศึกษา 10 จำนวน 12 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย
ผู้บริหารโรงเรียน 12 คน ครูผู้สอน 140 คน นักเรียน 349 คน และผู้ปกครองนักเรียน 349 คน เครื่องมือที่ใช้
ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์และตรวจเอกสาร แบบสอบถามครูผู้สอน แบบสอบถามนักเรียนและ
แบบสอบถามผู้ปกครองนักเรียน ผลการวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งพบว่า คณุ ภาพการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ด้านผูเ้ รียน 7 มาตรฐานการศึกษาอยู่ในระดับดี 1 มาตรฐานการศึกษา ไดแ้ ก่ มาตรฐานท่ี
10 มสี ขุ นิสัย สุขภาพกาย และสขุ ภาพจติ ท่ีดี และอยใู่ นระดบั พอใช้ 6 มาตรฐานการศึกษาได้แก่ มาตรฐานท่ี 1
มีคุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 มีความรู้และ
ทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ตามหลักสูตร มาตรฐานที่ 6 มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการ
เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานที่ 9 มีทักษะในการทำงานรักการทำงาน สามารถทำงาน
ร่วมกับผู้อื่นได้ และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต และมาตรฐานที่ 12 มี สุนทรีภาพ และลักษณะนิสัยด้านศิลปะ
ดนตรี และ กฬี า

45

ณัฏฐกา ไชยสลี (2548) ได้ศึกษาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาของรัฐ
จากผลการวจิ ัยจากโรงเรยี นอาชวี ศึกษาของรัฐกวา 60 แหงทวั่ ประเทศในปการศึกษา 2547 พบวา่ สถานศึกษา
ในระดับอาชีวศีกษาของรัฐส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอําเภอเมือง มีระยะเวลาในการเปดการสอนมามากวา 65 ป
มีอาคารเรียนที่เปนตึกถาวร ดานขอมูล ทั่วไปของบุคลากร พบวา ครูผูสอนสวนใหญ่จบการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี ดานคุณภาพผูเรียน พบวาการเรียนการสอน และผลเฉลี่ยจากการเรียนการสอนอยูในระดับคอน
ขางดี ด้านเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน พบวา ผูปกครองมีความสัมพันธเปนบิดามารดาและอยูด้วยกัน
สว่ นใหญจะจบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมีอาชีพเกษตรกร รองลงมาคืออาชีพรับจาง โดยมีรายไดเฉล่ีย
ต่ำกว่า 100,000 บาทตอปี สวนประสทิ ธิภาพทางเทคนคิ ของการจดั การเรยี นการสอนภาคตะวนั ออกมีคาสูงสุด
รองลงมาไดแก ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภาคใต ภาคกลาง และต่ำสุด คือ ภาคเหนือ

นวลจันทร ปุยะกุล (2548) ได้ศึกษาโรงงานแหงการเรยี นรู: กรณศี ึกษาเสนทางแห่งนวัตกรรม
การอาชีวศึกษาไทย ผลการวิจัย 1) จากแนวคิด 9 ข้อซึ่งรองรับด้วยปรัชญา–หลักการของโรงงานแห่ง
การเรียนรู้ พบว่าในการปฏิบัติจริงมีความสอดคล้องในระดับสูงเพียง 2 ข้อ นอกนั้นอยู่ในระดับปานกลาง
2) ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ที่พัฒนาจากการวิจัย มีองค์กระกอบหลัก 4 ส่วน คือลักษณะโรงงานแห่งการเรียนรู้
ที่พึงประสงค์ กลยุทธ์แห่งการพัฒนาโรงงานแห่งการเรยี นรู้ ปัจจัยสง่ เสรมิ และสนับสนุนโรงงานแห่งการเรียนรู้
และการดูแลรักษาโรงงานแห่งการเรียนรู้ให้สมบูรณ์ 3) ในการขยายผลต้นแบบโรง งานแห่งการเรียนรู้
ให้ความสำคัญกลไกหลัก 3 ประการ คือ ผู้บริหารระดับสูงของสถานประกอบการ สถานศึกษาที่เป็น
ฝ่ายสนบั สนนุ และตอ้ งสร้างระบบความร่วมมอื จากทกุ ฝา่ ยในลกั ษณะท่เี ป็นห้นุ สว่ นการศึกษาอย่างแท้จริง

ดวงนภา มกรานุรักษ์ (2554) ได้ศึกษาอนาคตภาพการอาชีวศึกษาไทยในทศวรรษหน้า
(พ.ศ. 2554–2564) สำหรับแนวโน้มการอาชีวศึกษาภายใน 10 ปีข้างหน้า อนาคตภาพการอาชีวศึกษาไทยใน
ทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2554–2564) จะต้องเผชิญกับแนวโน้มสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระแสโลกาภิวัตน์
การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ และเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ
ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) โดยจะต้องมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอยา่ งเสรใี นประเทศสมาชิก ผล
การศึกษาแนวโน้มการอาชีวศึกษาภายใน 10 ปีข้างหน้าทั้ง 8 ด้าน ควรมีแนวโน้มการพัฒนา ดังต่อไปน้ี
1) คุณลกั ษณะผู้สำเรจ็ การศกึ ษา 2) การจัดการเรียนการสอน 3) ด้านครูผู้สอน 4) ด้านความรว่ มมอื ต้องได้รับความ
ร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5) ด้านมาตรฐานต้องมีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
6) ด้านการสนับสนุนของรัฐบาล 7) ด้านค่านิยมในการเรียน 8) ด้านการบริหารจัดการจะเห็นได้ว่าความเชื่อมโยง
ร่วมมอื กนั ในทุกภาคส่วน และทุกด้านท่ีเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และตอ่ เนื่องจะส่งผลให้อนาคตการอาชีวศึกษาไทย
เกิดการพฒั นากำลังแรงงานของชาติให้มฝี ีมือคุณภาพ สามารถสนองความตอ้ งการของสถานประกอบการทั้งใน
และต่างประเทศสามารถแข่งขัน

46

ลือชัย แก้วสุข (2554) ได้ศึกษาการพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา
เพอ่ื ตอบสนองความต้องการกำลงั คนของสถานประกอบการ ผลการวิจยั พบวา่ 1) สภาพปจั จุบนั ของการบริหาร
สถานศึกษาอาชีวศึกษา ด้านการนำแผนการผลิตกำลังคนไปปฏิบัติ มีความจำเป็นพัฒนาเป็นลำดับแรกคือ
การสนับสนุนห้องปฏิบัติการจากสถานประกอบการ ความร่วมมือรับนักศึกษาฝึกงาน การบริหารงบประมาณ
และการจัดเตรียมบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติตามแผนการผลิตกำลังคนมีความจำเป็น
พัฒนา การประเมินผล และการเผยแพร่ผลการประเมิน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้านการวางแผน
การผลิตกำลังคน มีความจำเป็นพัฒนาการนำผลการประเมินไปปรับปรุง ผลการสำรวจการผลิต และการทำงาน
หลังสำเร็จการศึกษา พบว่า สถานศึกษาผลิตกำลังคนได้ปริมาณใกล้เคียงกับแผน ผู้สำเร็จการศึกษามีการศึกษา
ต่อมากกว่าทำงานกับสถานประกอบการ มีการทำงานกับสถานประกอบการมากกว่าทำงานส่วนตัว และทำงาน
กับสถานประกอบการนอกเขตบริการมากกว่าในเขตบริการสถานศึกษา 2) สภาพความต้องการกำลังคนของ
สถานประกอบการพบว่า มคี วามต้องการทักษะด้านเทคนิคการทำงานเฉพาะสาขามากทสี่ ุด เช่น การปฏิบัติงาน
ไดท้ ันทีทร่ี ับเขา้ ทำงานการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี การมีระบบ
คิดที่สามารถแก้ปัญหาในงานได้ ส่วนทักษะด้านสติปัญญาและทักษะด้านพฤติกรรม ก็มีความจำเป็นต้องพัฒนา
เพ่ือให้สามารถตอบสนองความต้องการมากขึ้น 3) กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการ
กำลังคนของสถานประกอบการ ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 9 กลยุทธ์รอง และวิธีดำเนินการ 19 วิธี ได้แก่
1) กลยุทธ์หลักการวางแผนเชิงรุก 2) กลยุทธ์นำแผนสู่การปฏิบัติด้วยไตรภาคี 3) กลยุทธ์ปรับกระบวนทัศน์ใน
การประเมนิ ผล

ก้านทิพย์ ชาติวงศ์ (2554) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาเอกชนอาชีวศึกษา
ผลการวิจัยมีสาระสำคัญตามระยะการวิจัย คือ ระยะที่ 1 สถานศึกษาเอกชนอาชีวศึกษา มีผลการดำเนินงานตาม
มาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกระดับดี 3 มาตรฐาน ระยะที่ 2 แนวทางการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา
เอกชนอาชีวศึกษามี 8 มิติ ประกอบด้วย 24 ด้าน 156 แนวทางการดำเนินการ ระยะที่ 3 เมื่อตรวจสอบ
ความสอดคล้องกับหลักการการจัดการอาชีวศึกษาและความเหมาะสมในการนำไปปฏิบัติในสถานศึกษาเอกชน
อาชีวศึกษาแล้ว พบว่าแนวทางการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาเอกชนอาชีวศึกษา 8 มิติ ประกอบด้วย 24 ด้าน
147 แนวทางการดำเนินการ

วชิรวิทย์ ยางไชย (2555) ได้ศึกษาการวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาตามทัศนะของ
นักเรียน: การวิจัยแบบผสมวิธี ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้คือ 1) นักเรียนมัธยมศึกษาเห็นว่าภาพลักษณ์ของ
อาชีวศึกษาโดยรวมทั้ง 8 ด้านอยู่ในระดับพอใช้ทุกด้านโดยเรียงจากด้านที่มี ภาพลักษณ์ดีสุดไปต่ำสุด พบว่า
ด้านหลักสูตรการศึกษามีภาพลักษณ์ดีทีส่ ุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านอาคารสถานท่ี
และสิ่งแวดล้อม ด้านความก้าวหน้าในอาชีพด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านผู้บริหารและคณาจารย์
ด้านนักเรียนนักศึกษาและด้านการศึกษาต่อ 2) นักเรียนมัธยมศึกษาที่มีเพศ เกรดเฉลี่ย ระดับชั้น การศึกษา
อาชีพและรายได้ของผู้ปกครองต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาในแต่ละด้านต่างกัน
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมัธยมศึกษาที่มีประเภทของโรงเรียน ที่ตั้งของโรงเรียนและ

47

ภูมิภาคต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลกั ษณ์ของอาชีวศึกษาในแต่ละด้านต่างกันอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติ
ทร่ี ะดับ .05

ประสิทธิ์ อังกินันทน์ (2556) รูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของสถาบัน
การอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วม
ในการบรหิ ารงานวิชาการ สร้างและพัฒนารูปแบบ และประเมินความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ในการนําไป
ปฏิบัติของรูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ 1 ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน
วิชาการ โดยการสัมภาษณ์รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ จำนวน 20 คน พบว่าแนวทางการมีส่วนร่วมในการ
บริหารงานวิชาการ 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 16
แนวทาง 2) การมีส่วนร่วมในการจัดทําทะเบียนและวัดผล 15 แนวทาง 3) การมีส่วนร่วมในการส่งเสริม
คุณภาพการศึกษา 16 แนวทาง 4) การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการ
ศกึ ษา 18 แนวทาง 5) การพฒั นาหอ้ งสมุดแหล่งเรียนรู้และภูมปิ ัญญาท้องถิ่น 12 แนวทาง รวมมีแนวทางการมี
ส่วนรว่ มในการบริหารงานวชิ าการ 77 แนวทาง ระยะท่ี 2 การสร้างและพัฒนารปู แบบแบ่งเปน็ 2 ข้ันตอน ข้ันท่ี 1
การสรา้ งรปู แบบการมสี ่วนร่วมในการบรหิ ารงานวิชาการ โดยการจัดประชุมการสนทนากลุ่ม 3 ครัง้ ผู้รว่ มสรา้ ง
ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษา และสถานประกอบการกลุ่มละ 9 คน
รวม จำนวน 27 คน พบว่ารูปแบบการมีสว่ นรว่ มในการบริหารงานวชิ าการ 5 ด้านคอื 1) การมสี ่วนร่วมในการ
พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 2) การมีส่วนร่วมในการจัดทําทะเบียนและวัดผล 3) การมีส่วนร่วม
ในการส่งเสริมคุณภาพการจัดการศึกษา 4) การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี
5) การศึกษาการมีส่วนร่วมในการพัฒนาห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ ขั้นที่ 2 การพัฒนารูปแบบโดยการจัด
ประชุมผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศกึ ษา รองผู้อำนวยการ กรรมการสถานศึกษา และสถาน
ประกอบการ รวม 9 คน โดยการนำผลจากขั้นที่ 1 มาให้ผู้ร่วมประชุมพิจารณาปรับปรุงพัฒนารูปแบบการมี
สว่ นร่วมในการบริหารงานวชิ าการทั้ง 5 ดา้ นนน้ั และระยะท่ี 3 การประเมนิ ความเหมาะสมและความเป็นไปได้
ในการนำรปู แบบไปปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงาน
และความร่วมมือ ครูทำหน้าที่หัวหน้าแผนกวิชา หัวหน้างาน กรรมการสถานศึกษาและตัวแทนสถาน
ประกอบการ จำนวน 360 คน เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั เป็นแบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั มคี ่า
ความเชื่อมั่นด้านความเหมาะสม 0.990 ด้านความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปปฏิบัติของการมีส่วนร่วมใน
การบริหารงานของสถาบันโดยรวม 0.998 ผู้วิจัยเก็บข้อมูลทางไปรษณีย์ การวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติและ
การจัดการขอ้ มูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ หาค่าเฉลีย่ ค่าส่วนเบีย่ งเบน
มาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า กิจกรรมตามรูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการ 5 ด้าน
ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม 5 วิธี มีความเหมาะสม ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก มีบางกิจกรรมอยู่ในระดับมาก
ทส่ี ุด ความเป็นไปไดใ้ นการนาํ ไปปฏิบัติ อยูใ่ นระดบั มากทุกกิจกรรม

48

เยาวลักษณ์ ยิ้มอ่อน (2557) ได้ศึกษาการใช้ภาษาอังกฤษในการประกอบอาชีพของบัณฑิต
ไทย ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้ภาษาอังกฤษ ปัจจัย
ท่ีมคี วามสมั พันธ์กบั การใช้ภาษาอังกฤษ และแนวโนม้ การใช้ภาษาอังกฤษในการประกอบอาชีพของบัณฑิตไทย
โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นบัณฑิตไทยในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 450 คน โดยใช้วิธีการเลือกสุ่มตัวอย่าง
แบบหลายข้ันตอน (MULTI-STAGE RANDOM SAMPLING) เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั คอื แบบสอบถามท่ีมีค่า
ความเชอ่ื ม่นั ทั้งฉบับเท่ากบั .80 สถิตทิ ่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ คือ จำนวนคา่ ร้อยละ ค่าเฉลยี่ คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน
และค่าสถิติ ไค-สแควร์ ผลการวิจัยพบว่า บัณฑิตไทยมีระดับการใช้ภาษาอังกฤษในการประกอบอาชีพอยู่ใน
ระดับมาก มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 2.81 (มาตราส่วนประมาณค่าของลิเคริ ์ท) เมอื่ เปรียบเทยี บปัจจัยทางสังคม พบว่า
ประเภทบริษัท หน้าที่ความรับผิดชอบ และสถานที่ทำงานของบัณฑิตไทย มีความสัมพันธ์กับการใช้
ภาษาอังกฤษในการประกอบอาชีพ โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และมีแนวโน้มการใช้
ภาษาอังกฤษในการประกอบอาชีพของบัณฑิตไทยอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.65 (มาตราส่วน
ประมาณค่าของลิเคริ ์ท)

ปริญญา คำชาย (2557) การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการใช้สื่อE-LEARNING ของครู
ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดหนองคาย โดยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการใช้สื่อ
E - LEARNING ของครูในสงั กัดอาชีวศึกษาจังหวัดหนองคายจำแนกตามตำแหน่งของครผู ู้สอน ระดับชั้นที่สอน
และแผนกวิชาที่สังกัดและเพื่อศึกษาเงื่อนไขที่ส่งเสริม เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการใช้สื่อ
E - LEARNING ของครูในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ครูผู้สอนของสถานศึกษา
ในสงั กดั อาชวี ศกึ ษาจงั หวัดหนองคาย จำนวน 135 คน และเคร่ืองมอื คือแบบสอบถาม สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์
ขอ้ มูลไดแ้ ก่ ค่าร้อยละค่าเฉลยี่ ค่าความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Tการทดสอบค่า F ผลการวจิ ยั พบว่า
1. ความเห็นของครูผู้สอนเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันการใช้สื่อ E - LEARNING ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ใน
ระดับปานกลาง 2. การเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันการใช้สื่อ E - LEARNING ของครู พบว่า 2.1 ครูผู้สอนที่มี
ตำแหน่งแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้สื่อE -LEARNING ของครู ทั้งโดยรวมและรายด้าน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.2 ครูผู้สอนที่สอนในระดับชั้นที่แตกต่างกัน
มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้สื่อE - LEARNING ของครู ทั้งโดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 2.3
ครูผู้สอนทีส่ งั กัดแผนกวชิ าแตกตา่ งกัน มีความคิดเห็นเกีย่ วกับสภาพการใช้ส่ือ E - LEARNING ของครู โดยรวม
ดา้ นเทคโนโลยี ที่เกยี่ วข้องกับดา้ นระบบบริหารจดั การเรียนรู้แตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .01
ส่วนด้านเนื้อหาชุดการเรียนและหลักสูตร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และด้านบุคลากร
ไม่แตกต่างกัน 3. ปัญหาการใช้สื่อ E - LEARNING ของครู 3.1 ด้านหลักสูตรและเนื้อหาบทเรียนพบว่า
หลักสูตรไม่ทันสมัย ไม่รองรับกับการเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยีครูผูส้ อน แผนกวิชาและผู้มสี ่วนเก่ียวข้องไม่มี
โอกาสร่วมพฒั นาหลกั สูตร 3.2 ดา้ นเทคโนโลยีท่ีเก่ยี วขอ้ งพบวา่ ขาดส่งเสรมิ การใช้ส่ือทนั สมัย อุปกรณ์ประกอบ
สื่อการเรียนการสอนไม่เพียงพอ ไม่มี HARDWARE ที่จะใช้กับสื่อสมัยใหม่ขาดงบประมาณในการจัดทำส่ือ
การเรียนการสอนที่หลากหลายรวมทั้งคอมพิวเตอร์ให้บริการค้นคว้า แหล่งข้อมูลให้กับนักเรียน นั กศึกษา

49

ไม่เพียงพอเพียงพอ 3.3 ด้านระบบบริหารจัดการเรียนรู้พบว่า สถานศึกษาไม่มีโปรแกรมระบบบริหารจัดการ
เรียนรู้ ผู้บริหารขาดการส่งเสริมความเข้าใจและให้ความสำคัญของระบบ E-LEARNING และสถานศึกษาขาด
การสนับสนุนด้านงบประมาณ สถานที่และวัสดุอุปกรณ์รวมถึงไม่มีผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์ สำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนผา่ นระบบ E-LEARNING 3.4 ด้านบุคลากรพบว่า ครูผู้สอน
ไม่มีเวลาศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ E-LEARNING เนื่องจากมีภารกิจหลายด้านที่นอกเหนือจากงานด้าน
การสอน อกี ทง้ั ยงั ขาดความรแู้ ละความสนใจในการสรา้ งบทเรียนE – LEARNING

วิวรรธน์กร สวัสดี (2557) ได้รายงานการศึกษากลยุทธ์การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา
เพื่อผลิตแรงงานสาขาช่างอุตสาหกรรม ที่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
1) ศึกษาคุณลักษณะแรงงาน 2) ศึกษาองค์ประกอบของแรงงาน และ 3) กำหนดกลยุทธ์การจัดการเรียนการ
สอนของวิทยาลัยเทคนิคสาขาชา่ งอตุ สาหกรรม โดยใช้การสมั ภาษณ์ตัวแทน จากสถานประกอบการจำนวน 60
แหง่ และแบบสอบถามและเกบ็ ข้อมูลจากสถานประกอบการจำนวน 60 แหง่ ผู้ตอบแห่งละ 17 คน ผลการวิจัย
พบว่า 1) คุณลักษณะแรงงานอาชีวศึกษาตามความเห็นของสถานศึกษาแบ่ง ออกเป็น 9 คุณลักษณะใหญ่ 36
คุณลักษณะย่อย ในขณะที่คุณลักษณะแรงงานอาชีวศึกษาตามความต้องการของ สถานประกอบการแบ่ง
ออกเป็นห้าคุณลักษณะใหญ่ 49 คุณลักษณะย่อย (2) คุณลักษณะแรงงานมีองคป์ ระกอบ ที่สอดคล้องกันได้แก่
ด้านจริยธรรมการปฏบิ ัติงาน ด้านบคุ ลิกภาพ ดา้ นความรู้พื้นฐาน ด้านการปฏบิ ัติตนตาม กฎระเบียบของสังคม
และด้านทักษะในการปฏิบัติงาน อีกห้าองค์ประกอบที่เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ ได้แก่
ความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติงาน ความเข้าใจในหน้าที่ของตน ความรู้และทักษะทางช่าง ความสนใจใน
ดา้ น เทคโนโลยีใหม่ๆ และทักษะด้านงานฝีมอื (3) กลยุทธท์ ี่สรา้ งขึน้ แบ่งออกเป็นสามสว่ นไดแ้ ก่ องคป์ ระกอบท่ี
สอดคล้องกัน ท้งั หา้ ข้อถอื วา่ เปน็ สงิ่ ทดี่ ีแล้วให้คงอยไู่ ว้ สว่ นทีส่ อง องค์ประกอบท่ียงั เปน็ ความต้องการของสถาน
ประกอบการ

กฤตพร ช่วยบุญชู (2558) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในวิชา
ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง 2 โดยใช้ B-SLIM MODEL ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคบริหารธุรกจิกรุงเทพ ภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา 2558 การวิจัยครั้งน้ี
เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อพัฒนาทักษะและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ในวิชาภาษาอังกฤษ
ในชวี ติ จริง 2 โดยใช้ B-SLIM MODEL ของนกั เรียนระดับประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้ัน ปีท่ี1 ปี การศกึ ษา 2558
แผนกการโรงแรมและการท่องเที่ยวของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคบริหารธุรกิจกรุงเทพ ที่ลงทะเบียนเรียน
วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2558 จำนวน 30 คนกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียน
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีท่ี1/3 แผนกการโรงแรมและการท่องเท่ียว ของวิทยาลยั อาชวี ศึกษาเทคนิค
บริหารธุรกิจกรุงเทพ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2558
จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (PURPOSIVE SAMPLING) โดยเครื่องมือที่ใช้ทำการวิจัย
ในครงั้ นปี้ ระกอบด้วย 1) ศึกษาการจดั กระบวนการเรียนร้แู ผนจัดการเรียนรวู้ ชิ าภาษาอังกฤษ 2) ศึกษารูปแบบ
การสอนแบบ B –SLIM MODEL ผลการวิจัยพบว่า ในการวิจัยครั้งนี้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหา

50

รอ้ ยละ (PERCENTAGE) ผู้วจิ ัยได้นำผลสมั ฤทธ์ิทางการศกึ ษาในวชิ าภาษาอังกฤษในชวี ติ จริง 1 ในภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2558 มาเปรียบเทียบกับผลสมั ฤทธ์ิทางการศกึ ษาในวิชาภาษาองั กฤษในชวี ิตจริง 2 ในภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2558 ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 มีผลการทำคะแนนคิดเป็น
ค่าร้อยละในเกณฑ์ที่ต่ำอยู่มากแต่หลังจากที่ผู้สอนได้ทำการเรียนการสอนโดย B-SLIM MODEL ในภาคเรียนที่ 2
จะเห็นได้ว่าค่าร้อยละของนักเรียนมีค่าร้อยละที่เพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบผลการทดสอบ
ก่อนเรียนและหลังเรียนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 25.3 เพื่อให้สามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการ
ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามความต้องการในสถานการต่าง ๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพ การที่
ผู้เรียนจะใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่ว และเหมาะสมนั้นอยูกับทักษะการใช้ภาษาการจัดการเรียน
การสอนท่ดี ี ผเู้ รียนจะต้องมโี อกาสไดฝ้ ึกทักษะการใชภ้ าษาให้มากทส่ี ดุ ทั้งในห้องเรยี นและนอกห้องเรยี นส่ือสาร
ตามเกณฑ์ของบิลาช (BILASH’S CRITERIA FOR COMMUNICATIVE ACTIVITIES –BCCA) เพื่อประเมิน
กิจกรรมที่ผู้สอนใช้ในชั้นเรียน โดยกิจกรรมนั้น ส่งเสริมหน้าที่ของภาษา(FUNCTION OF LANGUAGE) มีการ
ใช้สือ่ สภาพจรงิ (AUTHENTIC MATERIAL) เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารท้ังทักษะการฟัง พูด
อ่าน และเขียน มุ่งให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้อย่างอื่น นอกเหนือจากคำศัพท์และหลักไวยากรณ์เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ทุกคนเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟ้งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหา เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ภาษา
ในชีวิตประจำ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดและทัศนคติส่วนตัว เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์
เมื่อผู้เรียนปฏิบัติแล้วเกิดการเสี่ยงภัยต่ำ (LOW RISK) และเกิดความปลอดภยัสูง (HIGH SECURITY) หมายถึง
กจิ กรรมนั้นเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนปฏบิ ัตโิ ดยไม่ผิดพลาดมากสร้างความมั่นใจลดความวิตกกังวล
และกิจกรรมน้ัน สนุกสนานน่าสนใจกระตุ้นให้ผู้เรยี นอยากรว่ มกิจกรรม

ทัตทริยา เรือนคํา และยุทธศักดิ์ ชื่นใจชน (2559) ได้สํารวจการรับรู้การเรียนภาษาอังกฤษ
เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะของวิทยาลัยพณิชยการบึงพระพิษณุโลก การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย
เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรับรู้ของผู้เรียน และผู้สอนของวิทยาลัยพณิชยการบึงพระพิษณุโลกต่อภาษาอังกฤษ
เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะและภาษาอังกฤษทั่วไป 2) เพื่อศึกษาความพร้อมของผู้เรียนและผู้สอนต่อการเรียน
การสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ 3) เพื่อศึกษาความต้องการของผู้เรียนและผู้สอนต่อการเรียน
การสอนภาษา อังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ 4) เพื่อศึกษาปัญหาที่พบในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ และ 5) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยกลุ่มตัวอย่างในการศกึ ษาครั้งนี้คอื นักศึกษา จํานวน 160 คนและอาจารย์จาํ นวน
5 คน จากวิทยาลัยพณิชยการบึงพระพิษณุโลก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์
ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ทั้งผู้เรียน
และผู้สอนมีการรับรู้ที่ดีต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์โดยผู้เรียนรับรู้ว่าภาษาอังกฤษ
เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมกับการแข่งขันในตลาดฝีมือแรงงานอาเซียน
ในขณะที่ผู้สอนรับรู้ถึงเป้าหมายสูงสุดของการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะที่มีความชัดเจนกว่า
ภาษาอังกฤษทั่วไป 2) ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมากกว่า

51

ผู้สอน ซึ่งทั้งผู้เรียนและผูส้ อนมคี วามเห็นตรงกันวา่ ความพร้อมในพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดีสามารถพัฒนาไปสู่
ความสําเร็จในภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ 3) ผู้เรียนต้องการให้ผู้สอนพัฒนาความรู้ความสามารถ
ในทักษะภาษาอังกฤษรวมทั้งความเชี่ยวชาญในเนื้อหารายวิชา ในขณะที่ผู้สอนต้องการให้การเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงคเ์ ฉพาะควรเน้นการฝึกฝนทักษะทางภาษาควบคู่ไปกับการบรู ณาการเนื้อหาอื่น ๆ
เข้าไปในหลักสูตร 4) ปัญหาที่พบในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะของผู้เรียนคือ
การขาดแคลนผู้สอนท่ีมีความเช่ียวชาญในเนื้อหารายวิชา ในขณะที่ผูส้ อนมีปัญหาด้านการขาดโอกาสในการใช้
ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารในชีวิตประจําวันหรือในสถานที่ทํางาน 5) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการเรียน
การสอนภาษาอังกฤษเพื่อวตั ถุประสงค์เฉพาะของผู้เรียนคือ ความต้องการเรียนของผู้เรียน สื่อและวธิ ีการสอน
ที่เหมาะสม แรงจูงใจในการเรียนของผู้เรียน ทักษะความสามารถในการเรียนของผู้เรียน และความรู้
ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาของผู้สอนในขณะที่ผู้สอนให้ความสําคัญกับสื่อและวิธีการสอนที่เหมาะสม
ความต้องการของผู้เรียน ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาของผู้สอน ทักษะความสามารถในการเรียนของ
ผเู้ รียน และความเชี่ยวชาญและประสบการณข์ องผ้สู อน

จิตรลดา รามพันธุ์ (2560) ได้ศึกษาการพัฒนาคู่มือการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับงานบริการ
อาหารและเครื่องดื่มบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค สำหรับนักศึกษาสาขางานโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ สำหรับงาน
บริการอาหารและเครื่องดื่มบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค 2) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ เพ่ือ
การเรียนรู้สำหรับงานบริการอาหารและเครือ่ งดื่มก่อนและหลงั ใช้คู่มือบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุค๊ และ 3) ศึกษา
ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊คท่ีพัฒนาขึ้น ดำเนินการศึกษากับ
กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาสาขางานโรงแรมของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี จำนวน
33 คน เครอ่ื งมือท่ีใช้ คูม่ ือภาษาองั กฤษบนแอปพลิเคช่นั เฟสบ๊คุ ที่พัฒนาขึ้นโดยผู้วจิ ัยแบบทดสอบภาษาอังกฤษ
และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (MEAN) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ
การทดสอบที (T-TEST) จากผลการวิจัยพบว่า คู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้สำหรับงานบริการอาหารและ
เครื่องดื่มบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค มีประสิทธิภาพ 78.08/82.22 ใกล้เคียงกับเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังการใช้คู่มือบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊คสูงกว่าก่อนการใช้
คู่มือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อคู่มือภาษาอังกฤษบนแอปพลิเคช่ัน
เฟสบุ๊ค โดยรวมอยู่ในระดับมาก ในด้านลักษณะภาษา ด้านเนื้อหา ด้านรูปแบบการนำเสนอ และ
ด้านคำแนะนำการใช้งานคู่มือ ตามลำดบั ผลการวิจัยครั้งนีแ้ สดงให้เห็นว่า การใชเ้ ครอ่ื งมือสื่อสารท่ีสะดวกและ
เข้าถงึ ไดง้ า่ ย จะเป็นนวัตกรรมในการเรยี นรู้ภาษาองั กฤษของนักศึกษาท่มี ีประสิทธภิ าพ

พิษณุ ผิวทอง (2561) ได้ศึกษา และสังเคราะห์งานวิจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียน
อาชีวศกึ ษา : การวเิ คราะห์อภิมาน การวจิ ัยในครั้งนี้ มวี ตั ถุประสงค์ เพ่อื ศกึ ษาคุณลกั ษณะของงานวิจัยเก่ียวกับ
คณุ ภาพ นกั เรียนอาชวี ศึกษา และสงั เคราะหง์ านวจิ ัยเก่ยี วกับคุณภาพนักเรยี นอาชีวศึกษาด้วยการวิเคราะห์อภิ
มาน งานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์เป็นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพของนักศึกษาอาชีวศึกษา

52

ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2558 จากมหาวิทยาลัย 23 แห่ง จำนวน 95 เล่ม ผลการวิจัย ประกอบด้วย
ค่าดัชนีมาตรฐาน จำนวน 450 ค่า การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์อภิมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์
บรรยายคุณลักษณะของงานวิจัย การรวมผลการวิจัย การเปรียบเทียบ ความแปรปรวนของ
คา่ ดชั นมี าตรฐาน การวเิ คราะหอ์ ิทธิพลของตวั แปรคณุ ลักษณะวิจัยท่ีมีตอ่ คา่ ดชั นมี าตรฐานคณุ ภาพของนักเรียน
อาชีวศึกษาด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุระดับ ผลการวิจัย พบว่า
งานวิจัยศึกษา ตัวแปรที่เป็นสาเหตุของคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง
เป็นวิทยานิพนธ์ ระดับมหาบัณฑิต ตัวแปรสาเหตุเน้นศึกษา วิธีสอนแบบต่าง ๆ ลักษณะของนักเรียน และ
ลักษณะของครอบครัว กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน ช่างอุตสาหกรรมในวิทยาลัยเทคนิคมากที่สุด สาขาวิชาที่
ผลิตงานวิจัยมากที่สุด คือ หลักสูตร และการสอน ค่าดัชนีมาตรฐานคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษาส่วนใหญ่ได้มา
จากงานวิจัยสหสัมพันธ์ ค่าดัชนีมาตรฐานคุณภาพนักเรียนอาชีวศึกษาที่ได้จากงานวิจัยทั้ง 95 เล่ม มีความ
แตกต่างกัน ตามคุณลักษณะของงานวิจัย ดัชนีมาตรฐานคุณภาพนักเรียนอาชีวศึกษามีแนวโนม้สูงข้ึน
ตามจำนวนหน้าหมดของงานวิจัย ช่วงเวลาที่ทำวิจัย สถาบันและสาขาวิชาที่ผลิตงานวิจัย สถานศึกษาที่เป็น
พื้นที่วิจัย การตั้งสมมติฐานแบบมีทิศทาง ลักษณะของครอบครัวและคะแนน คุณภาพงานวิจัยท่ีสูง และ
เม่ือวเิ คราะห์โดยพิจารณาคุณลกั ษณะของงานวจิ ยั เป็น 2 ระดบั พบวา่ ระดบั ภายในเล่มวจิ ัย ได้แก่ คะแนนรวม
ประเมินคุณภาพงานวิจัย ตัวแปรดัมมี่งานวิจัยที่หาความเที่ยงของเครื่องมือด้วยวิธีแอลฟา และลักษณะของ
นักเรียน ส่วนในระดับเลม่ วจิ ยั ได้แก่ การออกแบบการวิจยั เชงิ ทดลอง จำนวนหน้ารวมภาคผนวก และจำนวน
สมมตฐิ าน

วรัตถ์พัชร์ ทวีเจริญกิจ (2561) ได้ทำการศึกษา เรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียน
การสอนเพื่อส่งเสริมทักษะในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนอาชีวศึกษาตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้
มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน
อาชีวศึกษาตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียน ระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพ ชัน้ ปที 1่ี ปีการศึกษา 2559 ของวิทยาลยั เทคนิคสมุทรปราการ จำนวน 34 คน ได้กลุ่มตัวอย่างโดยการ
เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะในการคิด
แก้ปัญหาการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา
การเรียนรู้ แบบทดสอบความคิดในแก้ปัญหาการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนการสอน
เพ่ือสง่ เสรมิ ทักษะในการคิดแก้ปญั หาของนักเรียนอาชีวศึกษาตามแนวคิดทฤษฎกี ารสรา้ งความรู้มอี งค์ประกอบ
คือ หลักการแนวคิด ทฤษฎี จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และ
2) ทักษะการคิดในแก้ปัญหาของนักเรียนอาชีวศึกษา หลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการคิดแกป้ ัญหาสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติ ที่ระดับ .05

กนก พานทอง (2562) ได้ทำการศึกษา เรื่องการพัฒนาทักษะชีวิตด้านทักษะ
ทางปัญญาอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต
ด้านทักษะทางปัญญาอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษา อาชีวศึกษา โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการ

53

สัมภาษณ์ และสนทนากลุ่มจากผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง 128 คน เชิงปริมาณจากกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา
2,869 คน ใน สถานศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน
เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะชีวิต CCS ของนักศึกษา
อาชีวศึกษา แบบสัมภาษณแ์ บบมี โครงสรา้ งแนวทางการมสี ว่ นร่วมในการพัฒนาทักษะชวี ติ CCS ของนักศึกษา
อาชีวศึกษา แบบประเมินทักษะชีวิต CCS โปรแกรมฝึกทักษะชีวิต CSS วิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพด้วย
การวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ประเมินความต้องการจำเป็น และสถิติ
ทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม พัฒนาทักษะชีวิตด้านทักษะทางปัญญา
อย่างมีวิจารณญาณ และต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมด้านการประเมินผลสูงสุด ส่วนนักเรียน/นักศึกษา
มคี วามตอ้ งการจำเป็นให้พฒั นาทกั ษะชีวิตด้านการคิดอย่างมวี ิจารณญาณสูงสดุ เกณฑ์ประเมนิ ทักษะชวี ิต CCS
แบ่งเป็น ระดับดีมาก ดี และ พอใช้ โปรแกรฝึกทักษะชีวิต CCS ที่พัฒนาขึ้น ออกแบบ ให้เน้นที่ผู้เรียนเป็น
สำคญั สง่ เสริมทกั ษะการคิด ปฏบิ ตั ิ และเรียนรู้อย่างมีความสขุ ซกั ถาม แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ ได้ ตลอดเวลา
10 กิจกรรม ผลการประเมินมีความเหมาะสม มากที่สุด (M=4.51) ค่าเฉลี่ยคะแนน CCS กลุ่มทดลอง หลังใช้
โปรแกรมฝึกทักษะชีวิตฯ สูงกว่าก่อนใช้อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังทดลองกลุ่มใช้
โปรแกรมฝึกทักษะชีวิตฯ มีค่าเฉลี่ยคะแนน CCS สูงกว่า กลุ่มไม่ใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ
นักเรียน มคี วามพึงพอใจโปรแกรมฝกึ ทักษะชวี ิตฯ โดยรวมในระดบั มากข้นึ ไป

ณฐวัฒน์ พระงาม (2562) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์ของนักเรียน
ในสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ ศึกษาระดับการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของนักเรียนในสถาบัน
การอาชีวศึกษาภาคเหนือ และศึกษาอิทธิพลสื่อประชาสัมพันธ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจ ศึกษาต่อของนักเรียน
ในสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4 จังหวัด ประกอบด้วย สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์
ผลการวจิ ัยพบวา่ การตัดสินใจศึกษาต่อของนักเรียนในสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ ไดร้ ับอิทธิพลเชิงบวก
จากสื่อประชาสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเรียงลำดับค่าสัมประสิทธ์ิการพยากรณ์
จากมากไปน้อย ไดแ้ ก่ สื่อบุคคล (PerM) สื่อสงิ่ พิมพ์ (PubM) ส่ือกจิ กรรมพิเศษ (SpeM)

แพรภัสส์ เลิศรัฐพัชร์ (2562) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตและพัฒนากาลังคนระดับ
อาชีวศึกษา และเสนอแนวทางในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา วิธีวิจัยใช้ผสานวิธีเชิงปริ มาณ และ
เชิงคุณภาพ ซึ่งทำการวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 180 คน สอบถามถึงปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตและ
พัฒนากาลังคนระดับอาชีวศึกษา และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์สูง ด้านการจัดการอาชีวศึกษา
ระบบทวิภาคี จำนวน 6 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิต และพัฒนากาลังคนระดับอาชีวศึกษา
คือ ดา้ นระบบการเรยี นการสอนและฝึกปฏบิ ัติ ด้านหลกั สตู ริชาชีพและสาขาวชิ าชีพ ดา้ นเคร่อื งมือและอุปกรณ์
การเรียน ด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษาด้านครูฝึกวิชาชีพ/ครูพี่เลี้ยงในสถานประกอบการ และด้านครูผู้สอน
วิชาชีพในสถาบันอาชีวศึกษาซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของ
กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีแนวทางในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย ร่วมกันแบบ WIN-WIN

54

STRATEGIES ควรเปิดสาขาวิชาชีพให้สอดรับกับประเภทของธุรกิจและอุตสาหกรรม และประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศกบั ระบบงาน

กระทรวงศึกษาธิการ (2562) รายงานผลการดำเนินงานการจัดการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (2558-2561) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)
ได้การศึกษาภายใต้นโยบาย "เร่งพัฒนากำลังคนสายอาชีพ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ" โดยดำเนินการ
ขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษาโดยร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคน
ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการและยกระดับคุณภาพวิชาชีพให้มี
ประสิทธิภาพตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
มีโครงการที่นา่ สนใจ ดงั นี้ 1) ศนู ย์ฝึกอบรมอาชีพประจำอำเภอในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ จัดการเรียนการสอน
ด้านอาชีวศึกษาและฝึกอบรมอาชีพให้กับนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และ
แนวชายแดน เป็นการสร้างโอกาสและลดความเลื่อมล้ำ รวมถึงเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายอาชีพจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ จากเดิมร้อยละ 11.25 เป็น ร้อยละ 20 2) แก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท ของนักเรียน นักศึกษา มีการ
คัดกรอง นักเรียนนักศึกษา กลุ่มเสี่ยง สร้างภาคีเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท ปัจจุบันมี
สถิติเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด 3) ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคน
อาชีวศึกษา จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน
18 แห่งภายใต้โครงสร้าง 1 ศนู ย์กลาง 6 ศูนย์ภาค 18 ศูนย์กลมุ่ จังหวดั เพือ่ ผลติ และพัฒนากำลังคนให้ตรงกับ
ความต้องการในแต่ละพื้นที่ 4) อาชีวศึกษามาตรฐานสากล พัฒนาความร่วมมือการอาชีวศึกษากับประเทศที่มี
ศักยภาพสงู ทงั้ ในระดับทวิภาคี และพหภุ าคีในภูมภิ าคเอเชยี แปซิฟิก 9 ประเทศ และภมู ิภาคอื่น ๆ 7 ประเทศ
เพอื่ อบรม พฒั นาทกั ษะทางภาษาและวชิ าชีพให้กับครู และนกั เรยี น รวมถึงการพัฒนาหลักสตู รและการจัดการ
เรียนการสอนร่วมให้มีมาตรฐานสากล 5) การขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์ ส่งเสริมนวัตกรรมอาชีวศึกษาเข้าสู่
การแข่งขันส่งเสริมการขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมให้ใช้งานได้จริง ผลักดันเข้าสู่ระบบพาณิชยกรรม
ให้สถานประกอบการที่สนใจสามารถซื้อสิ่งประดิษฐ์ของอาชีวศึกษา ไปใช้งานในสายการผลิตและระบบ
อุตสาหกรรม 6) BIG DATA SYSTEM ใช้ในการวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทั้งระยะสั้นและ
ระยะยาว, การวางแผนรับนักเรียน นกั ศึกษา ระดับภมู ิภาค และระดบั จงั หวัด, การเปิดสาขาวชิ าใหม่ ๆ เปน็ ต้น
7) การพัฒนาครู ร่วมกับสถาบันคุรุพัฒนา ฝึกอบรมครูอาชีวศึกษา และจัดทำคู่มือแบบประเมินตนเองและ
แผนพัฒนาตนเอง ตลอดจนขึน้ ทะเบียนครูพิเศษอาชวี ศึกษาอุตสาหกรรม 4.0 และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จงั หวัดชลบรุ ี ฉะเชิงเทรา และระยอง จำนวน 213
คน และจะขยายผลการขึ้นทะเบียนครูพิเศษอาชีวศึกษา ให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2562 8) การเพ่ิม
ปริมาณผู้เรียน มีการรณรงค์สร้างแรงจูงใจ ปรับภาพลกั ษณ์ สร้างค่านิยมให้ผู้เรียนสนใจศกึ ษาต่อสายอาชพี ได้
มากขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพ : สายสามัญ เป็น 39.70% : 60.30% และในปีการศึกษา 2562
มีเป้าหมายการรับนักเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้นเป็น 45% 9) โครงการพลังอาชีวะจิตอาสา เปรมประชา คลอง
รงั สติ พฒั นา จดั กจิ กรรมปรบั ปรงุ คุณภาพสงิ่ แวดลอ้ มให้แกช่ มุ ชนบริเวณคลองเปรมประชากร 11 ชมุ ชน โดยให้

55

ประชนชนในชุมชนจำนวนประมาณ 8,500 คน ร่วมกนั พัฒนาทีท่ อ้ งถ่ินใหม้ ีคุณภาพชวี ติ ท่ีดีขึน้ 10) แผนปฏิรูป
องค์การและระเบียบกฎหมายในองค์กร (การรวม สอช.) จัดทำแผนปฏิรูปองค์กรและระเบียบกฎหมาย
ในองค์กร โดยการรวมสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชนเข้ามาเป็นหน่วยงานภายในของ สอศ. และ
ได้ประกาศจัดตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งใช้ชื่อว่า “สำนักบริหารการศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน” ซึ่งมีอำนาจ
หนา้ ทแี่ ละจำนวนบคุ ลากรตามเดิม

ราวี ซามี, กฤษณา ปลั่งเจริญศรี และวิเชียร ศรีพระจันทร์ (2561, น.156) ได้ศึกษาอุปสรรค
ของการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของสถาบันอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 พบว่า อุปสรรคของ
การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของสถาบันอาชีวศึกษา มีดังนี้ 1) หลักสูตรของ อาชีวศึกษาขาด
ความเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน 2) สถานศึกษาบางแห่ง
ขาดการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและสถานประกอบการในท้องถิ่นเพื่อเปิด โอกาสให้นักเรียนได้นำความรู้
ด้านวิชาการไปพัฒนาชุมชนและสถานประกอบการในพื้นที่ 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือการจัด
การอาชีวศึกษาร่วมกับประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย เพื่อการส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน
การฝกึ งานในภาคอตุ สาหกรรมของมาเลเซยี เปน็ ต้น มคี วามยงุ่ ยากในการประสานงานและขนาดการตอบรับท่ี
ดีจากเพื่อนบ้าน 4) กระทรวงศึกษาธิการ ขาดการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อพัฒนาความรู้ และเทคโนโลยี
ที่ทันสมัยให้กับบุคลากรและนักเรียน ที่จริงจัง 5) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาของสถาบัน
อาชีวศึกษาภาคใต้ 2 ยังขาดความทัดเทียมกับประเทศเพื่อบ้านในกลุ่มอาเซียน 6) กระทรวงศึกษาธิการขนาด
การตรวจ ติดตามการใช้งบประมาณประจำปีของแต่ละสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้งบประมาณที่จัดสรร
ไม่ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ท่ีกำหนด 7) นักเรียนระดับอาชวี ศึกษาแสดงออกถึงพฤติกรรมความคกึ คะนอง
ตามวัยสงู รวมไปถึงมีการสบื ทอดวฒั นธรรมด้านลบรุ่นตอ่ รนุ่ ในการแสดงศกั ยภาพเชิงลบ ทำให้มปี ัญหาทะเลาะ
วิวาทตามมา 8) ทัศนคติของคนในชุมชนต่อนักเรียนอาชีวศึกษาส่วนใหญ่จะเป็น เชิงลบ ทั้งนี้เนื่องจากบุคคล
ส่วนใหญ่นิยมให้บุตรหลานศึกษาเล่าเรียนสายสามัญ และติดภาพว่า นักเรียนอาชีวศึกษามีความก้าวร้าว และ
มีการทะเลาะวิวาทกันสูง และ 9) ต่างประเทศขาดการยอมรับ ในนักเรียนอาชีวศึกษาว่าเป็นช่างฝีมือแรงงาน
ในระดับคุณภาพช้นั ดี ขาดความทดั เทียมกับประเทศเพื่อบา้ นในกลุ่มอาเซียน 6) กระทรวงศึกษาธิการขนาดการ
ตรวจติดตามการใช้งบประมาณประจำปีของแต่ละสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้งบประมาณที่จัดสรร
ไม่ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด 7) นักเรียนระดับอาชีวศึกษาแสดงออกถึงพฤติกรรมความคึกคะนอง
ตามวยั สูง รวมไปถึงมีการสืบทอดวฒั นธรรมด้านลบรนุ่ ตอ่ รุน่ ในการแสดงศกั ยภาพเชงิ ลบ ทำใหม้ ีปัญหาทะเลาะ
วิวาทตามมา 8) ทัศนคติของคนในชุมชนต่อนักเรียนอาชีวศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นเชิงลบ ทั้งนี้เนื่องจากบุคคล
ส่วนใหญ่นิยมให้บุตรหลานศึกษาเล่าเรียนสายสามัญ และติดภาพว่านักเรียนอาชีวศึกษามีความก้าวร้าว และ
มีการทะเลาะวิวาทกันสูง และ 9) ต่างประเทศขาดการยอมรับในนักเรียนอาชีวศึกษาว่าเป็นช่างฝีมือแรงงาน
ในระดับคุณภาพชั้นดี จากการศึกษาดังกล่าวข้างต้น สรุปผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรคของ
การจัดการอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนระดับภาคในปัจจุบัน ได้ดังน้ี ปัจจุบันภาคใต้มีการจัดการ
อาชีวศกึ ษาทัง้ ภาครัฐและเอกชน ดังน้ี จำนวนสถานศกึ ษามีจำนวนทงั้ ส้ิน 120 แหง่ แบง่ เปน็ สถานศกึ ษาภาครัฐ

56

จำนวน 68 แห่ง เป็นสถานศึกษาภาคเอกชน 52 แห่ง โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช มีจำนวนสถานศึกษามาก
ทสี่ ดุ รองลงมา ได้แก่ จงั หวดั สงขลา จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี จงั หวัดตรงั จังหวัดชุมพร จงั หวัดกระบ่ี จงั หวัดพัทลุง
จังหวัดสตูล จังหวัดพังงา จังหวดั ภูเกต็ และ จังหวัดระนอง จำนวนนักเรยี น นกั ศึกษา มีจำนวนทง้ั สิ้น 103,920
คน โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช มีจำนวนนักเรียนนักศึกษามากที่สุด รองลงมา ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัด
สุราษฎร์ธานี จงั หวดั ภเู กต็ จังหวดั ชมุ พร จงั หวัดตรัง จงั หวัดพทั ลงุ จงั หวดั กระบี่ จังหวดั พงั งา จังหวัดสตูล และ
จังหวัดระนอง และ จำนวนครูผู้สอน มีจำนวนทั้งสิ้น 4,947 คน โดยจังหวัดสงขลา มีจำนวนครูมากที่สุด
รองลงมา ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดชุมพร จังหวัด
ภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล จังหวัดพังงา และจังหวัดระนองและจากการศึกษา พบว่า จะเห็นว่า
ทิศทางการพัฒนาภาคใต้จะเน้นการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรบั การท่องเทีย่ วและเกษตรกรรม เนื่องจากภาคใต้
มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้าน คือ ตะวันออกด้านอ่าวไทย และตะวันตกด้าน
ทะเลอันดามัน จังหวัดในภาคใต้จะมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลยกเว้นจังหวัดพัทลุง ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทาง
ทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลกรวมทั้ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
การผลิตภาคเกษตร ได้แก่ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ดังทิศทางการพัฒนาภาคใต้ (พ.ศ.2560 - 2564) ที่ว่า
“ภาคใต้เป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศระดับโลก เป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราและปาล์มน้ำมัน
ของประเทศ และเมอื งเศรษฐกจิ เชอ่ื มโยงการค้าการลงทนุ กับภมู ภิ าคอื่นของโลก” และเมือ่ พิจารณาแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) พบว่า การพัฒนาผู้เรียนควรให้มีทักษะการคิด
วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์มีทักษะการทำงานและการใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดงาน ทั้งนี้
เมื่อพิจารณาจากผลการขับเคลื่อนการส่งเสริมการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา พบว่า เน้นการพัฒนาผู้เรียน
ไปสู่ยคุ 4.0 การพัฒนานวัตกรรมการสร้างระบบฐานข้อมูลเพอื่ การวางแผน และการประชาสมั พันธ์ภาพลักษณ์
ดังนั้น ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาภาคใต้ พบว่า 1) การขับเคลื่อนการจัดการศึกษา
อาชีวศึกษายังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคใต้ 2) การจัดการเรียนการสอนยังเน้นทักษะอาชีพ
มากกว่า ทักษะการคิดวเิ คราะห์อยา่ งเปน็ ระบบ ความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละทักษะ การทำงาน 3) หลักสตู รยังขาด
ความเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน 4) ด้านทัศนคติของนักเรียน
ผู้ปกครอง และชุมชน ที่ยังมีค่านิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีวศึกษา 5) ด้านการ
ยอมรบั สถานประกอบการขาดความเชื่อม่ันในคุณภาพฝีมอื แรงงานอาชีวศึกษา

57

งานวิจยั ทเี่ กยี่ วของกับการจัดการศกึ ษาระดับอาชีวศึกษาในกลุ่มจงั หวัดภาคใต้ฝัง่ อา่ วไทย
สำนักงานศึกษาธิการภาค 11 (2558) ได้รายงานการวิจัยสภาพการจัดการศึกษา
ที่สนองตอบต่อแนวทางการสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษาของสถานศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 6
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานตามแนวทางการสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษาของ
สถานศกึ ษาในเขตตรวจราชการที่ 6 2) ศกึ ษาระดับความคดิ เห็นของผู้บริหารสถานศึกษา นกั ศึกษา ผู้ปกครอง
ครู ผู้บริหารสถานประกอบการ ครูฝึกประสบการณ์วิชาชีพและตัวแทนชุมชน ต่อภาพลักษณ์การจดั การศึกษา
อาชีวศึกษาของสถานศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 6 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษา
ที่สนองตอบต่อแนวทางการสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษาของสถานศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 6 และ
4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาพลักษณ์การจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ในอนาคตของสถานศึกษาในเขตตรวจ
ราชการที่ 6 โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกับ
ผู้บริหารสถานศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ครูนิเทศ ผู้บริหาร สถานประกอบการ ครูฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
และตัวแทนชุมชน จำนวน 790 คน ทำการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา ครูนิเทศ
นกั ศึกษา ผู้ปกครอง ผู้บรหิ าร สถานประกอบการ ครูฝึกประสบการณว์ ิชาชพี และตวั แทนชุมชน จำนวน 30 คน
และทำการสนทนากลมุ่ กบั นกั ศึกษาและผู้ปกครอง จำนวน 21 คน
สรุปผลการวิจัยได้ ดงั น้ี
1. สถานศึกษามีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อาชีวศึกษาทั้ง 5 ด้าน ได้แก่
1) ภาพลักษณ์ทั่วไปของการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาโดยการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับ
ทราบเกี่ยวกับจุดมุ่งหมาย หลักการและรูปแบบของการจัดเรียนอาชีวศึกษา การจัดสรรทุนและปัจจัย
เพ่ือช่วยเหลือนักศึกษาและการส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนามาตรฐานวิชาชีพ 2) ภาพลักษณ์ ด้านสถานศึกษา
โดยการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับศักยภาพ ความสามารถ ความสำเร็จ รางวัลผลงานแห่งความภาคภูมิใจของผู้ที่
เรียนอาชีวศึกษา 3) ภาพลักษณ์ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ โดยมีการจัดทำหลักสูตรฐาน
สมรรถนะร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อพัฒนาผู้เรียนใหม้ ีสมรรถนะตรงกบั ความต้องการของสถานประกอบการ
และตลาดแรงงาน 4) ภาพลักษณ์ด้านการฝึกงาน โดยการสง่ เสริม และสนบั สนนุ ให้นักศึกษาไดฝ้ ึกงานที่ได้มาตรฐาน
โดยการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวดำเนินการต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การฝึกงานที่มีคุณภาพ โดยการจัดทำข้อตกลง
ระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ เกี่ยวกับหลักสูตรการฝึกงาน วิธีการสอนงาน การนิเทศติดตามและ
การวัดผลประเมินผลนักศึกษาฝึกงาน และ 5) ภาพลักษณ์ด้านการพัฒนาการศึกษาสู่มาตรฐานสากล (การเตรียม
ความพร้อมสปู่ ระชาคมอาเซยี น) โดยมุ่งเน้นท่กี ารจดั ทำหลักสูตรอาเซยี นศกึ ษา การพฒั นาภาษาอังกฤษ การสรา้ ง
ความตระหนักในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรและนักศึกษาได้ใช้ทักษะ
ในการสื่อสารและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน
และต่างประเทศ
2. ระดับความคิดเห็นในภาพรวมของทุกกลุ่มตัวอย่าง พบว่าโดยภาพรวมทั้งหมด อยู่ในระดับ
มาก โดยที่ภาพลักษณ์ทั่วไปของการจัดการศึกษาอาชีวศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด และอยู่ในระดับมากที่สุด

58

ส่วนภาพลักษณ์ด้านการพัฒนาการศึกษาสู่มาตรฐานสากล (การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน)
มคี า่ เฉล่ยี ต่ำสดุ และอยใู่ นระดับมาก

3. ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาที่พบมากที่สุด คือ ครูปฏิบัติงาน
ได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีภารกิจด้านอื่น ๆมากมายที่นอกเหนือจากการสอน ปัญหาอันดับ 2 คือ งบประมาณ
ไม่เพียงพอและอุปกรณ์/วัสดุฝึกไม่ทันสมัย ส่วนปัญหาอันดับสุดท้ายซึ่งอยู่ในอันดับเท่ากัน คือ สถาน
ประกอบการที่มีคุณภาพมีนอ้ ยและสถานศึกษามีกฎระเบียบมากเกินไป

4. แนวทางการพัฒนาภาพลักษณ์การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาที่ดีที่สุด คือ การพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน กล่าวคือ เมื่อเรียนจบแล้วสามารถปฏิบัติได้จริง มีงานทำ มีรายได้ดี มีคุณธรรม จริยธรรม
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เหมาะกับวิชาชีพและการดำรงชีวิตในสังคม นอกจากนี้ ควรใช้ศักยภาพของ
สถานศึกษา ครู ผู้เรียนในการให้บริการและเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการฝึกอาชีพ
การให้บริการความรู้ การซ่อมแซมของใชใ้ นบ้าน การร่วมกิจกรรมชุมชนการช่วยเหลอื ชมุ ชนของนักศึกษาและ
สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
ภาพลักษณ์ที่เป็นผลผลิตของการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา คือ คุณภาพผู้เรียน ซึ่งมีทั้งความรู้ ทักษะ และ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เรียนจบแล้วมีงานทำ สามารถเป็นผู้ประกอบการได้เอง การแสดงออกถึงความมี
จิตอาสาโดยการออกบริการชุมชนตามโครงการศูนยซ์ ่อมสร้างเพ่ือชุมชน (Fix It Centre) โครงการ 108 อาชีพ
และโครงการอ่นื ๆที่สนองตอบตอ่ ความต้องการของชุมชนอย่างแทจ้ รงิ
2. รัฐบาลควรจะส่งเสริมการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาต่อไป เพราะผู้ที่จบอาชีวศึกษา
เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถนำทักษะวิชาชีพไปใช้ในการปฏิบัติจริง และ
เปน็ แรงงานสำคัญในการพัฒนาผลติ ภัณฑ์เพอื่ การแข่งขนั ในตา่ งประเทศ
3. ควรกำหนดนโยบายซึ่งเน้นจุดแข็งของการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาภาพลักษณ์ท่ีดี
สำหรับเป็นแรงจูงใจให้เกิดวามต้องการศึกษาต่อในสายอาชีพมากขึ้น เช่น นโยบายเรียนจบก่อน สร้างอนาคต
ไดก้ ่อน นโยบายทักษะดมี ีรายไดร้ ะหว่างเรียน เป็นตน้
4. ส่งเสริมการเรียนอาชีวศึกษาโดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะซึ่งต้องการเรียนจบ
ในระยะเวลาอันสั้นและเป็นผู้ที่มีความสามารถ/ทักษะพิเศษทางช่างซึ่งเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศ
โดยรฐั ใหก้ ารสนับสนนุ งบประมาณแก่กลุ่มเป้าหมายดังกลา่ วเปน็ กรณีพิเศษ

59

ภัคชุดา เสรีรัตน์ (2560) ปัจจัยจำแนกการตัดสินใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาของนักเรียน
ในกลุ่มจงั หวัดภาคใตฝ้ ่ังอ่าวไทย โดยมวี ัตถุประสงคด์ ังนี้ 1) เพือ่ ศึกษาปัจจัยจำแนกการตัดสนิ ใจศึกษาต่อระดับ
อาชีวศึกษาของนักเรียนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัด
การที่จะให้นักเรียนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยสนใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นตามปัจจัยจำแนก
โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม คือ วิธีวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกการตัดสินใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษา
ของนักเรียนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1
จํานวน 6 วิทยาลัย และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 19 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 25 สถานศึกษาใน
กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วยจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง
ปีการศึกษา 2560 จำนวน 543 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้
วิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเบื้องต้น และการวิเคราะห์จำแนกกลุ่ม ด้วยวิธี Stepwise ซึ่งปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์
มปี จั จัยหลัก 4 ด้าน 18 ปจั จัยยอ่ ย และวธิ วี จิ ัยเชิงคณุ ภาพ เพ่ือหาแนวทางการบริหารจดั การทจ่ี ะใหน้ กั เรียนใน
กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยสนใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นตามปัจจัยจำแนกโดยการสนทนากลุ่ม
ผลการวิจยั พบวา่

1. ปัจจยั ที่สามารถจำแนกการตดั สนิ ใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาของนักเรยี นในกลุ่มจังหวัด
ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การสนับสนุน/ความคาดหวังของผู้ปกครอง ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง คุณภาพสถานศึกษา เงินเดือน/ค่าตอบแทน และสิ่งแวดล้อม
ของสถานศึกษาตามลำดับ โดยสามารถพยากรณ์การตัดสินใจศึกษาต่อของนักเรียนได้ ร้อยละ 64.60 โดยมี
ฟังก์ชัน่ การจำแนกกลมุ่ ได้ดังนี้

2. ผลการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการที่จะให้นักเรียนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้
ฝั่งอ่าวไทยสนใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นตามปัจจัยจำแนก แนวการบริหารจัดการ ที่ส่งผลต่อ
การตัดสินใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาของนักเรียน มีประเด็นที่สำคัญตามปัจจัยจำแนก ดังนี้ 1) ปัจจัย
การสนับสนุน/ความคาดหวังของผู้ปกครอง มีแนวทางบริหารจัดการด้านการแนะแนวการศึกษาต่อ และ
ประชาสัมพันธ์ ด้านการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ด้านข้อมูลสารสนเทศความต้องการตลาดแรงงาน และ
ด้านการปลูกฝังเจตคติการศึกษาต่อสายอาชีพ 2) ปัจจัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีแนวทางบริหารจัดการ
ด้านพัฒนาหลักสูตรให้หลากหลาย และด้านความสนใจด้านอาชีพ 3) ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง
มีแนวทางบรหิ ารจดั การดา้ นการสง่ เสริมรายไดร้ ะหวา่ งเรียน ดา้ นการประชาสมั พันธเ์ พือ่ เสริมสร้างรายได้ และ
ด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษา 4) คุณภาพสถานศึกษา มีแนวทางบริหารจัดการด้านการประชาสัมพันธ์คุณภาพ
สถานศึกษา ผลงานเด่น ๆ ด้านการพัฒนาหลักสูตรทวิศึกษา การสนับสนุนวัสดุ ครุภัณฑ์ที่ใช้ในการเรียน
การสอน เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพ ให้เป็นที่ยอมรับ 5) เงินเดือน/ค่าตอบแทน มีแนวทางบริหารจัดการ
ด้านการสร้างงานและด้านการสร้างเครือข่ายการหางานทำ 6) สิ่งแวดล้อมของสถานศึกษา มีแนวทางบริหาร
จัดการด้านสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาและสิ่งแวดล้อมทางสังคม และด้านการบริหารจัดการด้านระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ด้านนโยบายว่ามีความสำคัญในการบริหารจัดการที่จะให้

60

นักเรียนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยสนใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น ได้แก่ นโยบายด้านการเพิ่ม
สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษา โครงสร้างหลักสูตรอาชีวศึกษา การใช้กระบวนการเทียบเคียงสมรรถนะ
แบบ Benchmarking และการสนับสนนุ งบประมาณเพิม่ เตมิ

แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (พ.ศ. 2561-2565) ฉบับทบทวน (2561)
น.61-62 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทยมีขนาดเศรษฐกิจภาพรวมของกลุ่มจังหวดั สูงกว่าค่ากลางของประเทศ
มีโครงสร้างการผลิตขึ้นกับภาคเกษตร ซึ่งมีพืชเศรษฐกิจสำคญั ได้แก่ยางพาราปาล์มน้ำมันและไม้ผลแตป่ ระสบ
ปัญหาราคาตกต่ำโดยเฉพาะยางพาราส่งผลให้มูลค่าผลิตภัณฑ์ ภาคเกษตรชะลอตัวและมูลค่าผลิตภัณฑ์
กลุ่มจังหวัดหดตัวขณะที่การแปรรูป ในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นการแปรรูปขั้นต้นและอัตรา
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ากลางมาก อย่างไรก็ตามกลุ่มจังหวัดภาคใต้
ฝงั่ อ่าวไทยมีศักยภาพด้านการท่องเท่ียวโดยมีรายได้และอัตราการขยายตวั ของรายได้จากการท่องเท่ียวเพ่ิมขึ้น
และสูงกวา่ ค่ากลางของประเทศ

ประเด็นที่กลุม่ จงั หวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยควรใหค้ วามสำคัญ
1. รักษาฐานการผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันในพน้ื ทใ่ี หส้ ามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยนื
และลดความเส่ยี งจากความผันผวนของราคาและส่งเสริมการพฒั นาการผลิตผลติ ภัณฑ์ยางพาราให้มีรูปแบบ
ทห่ี ลากหลายมีมลู ค่าเพิ่มสูงและตรงกับความต้องการของตลาดและการสนบั สนุนการยางพาราของภาครฐั อย่าง
จรงิ จัง รวมทัง้ ส่งเสรมิ อตุ สาหกรรมแปรรปู ปาล์มนำ้ มนั ครบวงจรและการผลติ ไบโอดเี ซลเพื่อสรา้ งรายไดใ้ ห้กับ
เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคอตุ สาหกรรมในระยะยาว
2. พฒั นาและส่งเสริมการผลติ ไม้ผลเศรษฐกจิ ท่ีสำคัญอาทิ ทเุ รียน เงาะ มังคดุ มะพร้าว
กลว้ ย ให้มีคณุ ภาพมาตรฐานเพ่อื การส่งออกและยกระดบั รายได้ของเกษตรกรให้สูงขนึ้ อยา่ งต่อเนื่อง
3. สง่ เสรมิ ความร่วมมือระหวา่ งภาครัฐภาคเอกชนและสถาบันการศกึ ษาในการพฒั นาทกั ษะ
ฝมี ือแรงงานใหต้ รงกับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะในภาคเกษตรอตุ สาหกรรมและการทอ่ งเท่ียว
4. สนบั สนุนใหแ้ หล่งท่องเทยี่ วหลักทางทะเลทีม่ ชี อ่ื เสยี งของกลมุ่ จงั หวดั เปน็ แหล่งสรา้ ง
รายไดจ้ ากการท่องเที่ยวท่ีเพ่ิมสงู ขึน้ อย่างต่อเน่ืองและเช่ือมโยงกับแหล่งท่องเทย่ี วพื้นทต่ี อนในแหล่งท่องเทีย่ ว
ชุมชนตลอดจนแหลง่ ทอ่ งเทีย่ วใหมๆ่ ทม่ี ศี ักยภาพเพื่อเปน็ แหล่งสรา้ งอาชพี และกระจายรายได้สูท่ ้องถนิ่ และ
ชมุ ชนอยา่ งท่ัวถึง
5. พัฒนาศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานเพ่ือสนบั สนุนการพฒั นาในภาพรวม
สมพร เพชรสงค์ (2561) ได้ศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสายอาชีวศึกษาของ
นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกการศึกษาต่อภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
โดยเรียงลำดับด้านความต้องการและบุคลิกภาพของผู้เรียนเป็นลำดับแรก รองลงมา ด้านทัศนคติและเจตคติ
ในการเรียนวิชาชีพ ด้านชื่อเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานศึกษา ด้านสภาพแวดล้อม และค่านิยม
ทั่วไปการเรียนสายอาชีพ ด้านการสนับสนุนจากครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องและดา้ นอิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน และ

61

รุ่นพี่ ผลการเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสายอาชีพศึกษาของนักเรียนที่มีภูมิลำเนาต่างกัน
มีการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสายอาชีวศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 แนวทางและ
ข้อเสนอแนะ พบว่า 1) สถานศึกษาอาชีวศึกษาควรปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ หลากหลาย ทันสมัย
ประชาสัมพนั ธ์การเรียนการสอนและความโดดเด่นหลักสูตรและสถานศึกษา พฒั นาบคุ ลากรพลากรให้มีทักษะ
มืออาชีพ การแนะแนวเชิงรุก และการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาค ส่วนอื่น 2) หน่วยงานภาครัฐควรกำหนด
นโยบายเพิ่มสัดส่วนของผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น แบบขั้นบันได สนับสนุนงบประมาณ ทุนการศึกษาแก่
ผู้เรียนในรูปแบบต่าง ๆ มีหน่วยงานเฉพาะ ทำฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนและตลาดแรงงาน และ
การประชาสัมพันธ์ 3) สถานศึกษา ขั้นพื้นฐานควรปรับหลักสูตรหรือเพิ่มสาระทักษะอาชีพพื้นฐานผู้เรียนมี
โอกาสเลือก ทดสอบความถนัด ปรับเปลี่ยนทัศนคติและการแนะแนวสายอาชีพเข้าถึงผู้เรียนทุกคน 4) สถาน
ประกอบการควรมี ส่วนร่วมจัดการศึกษาสนับสนุนนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ทุนการศึกษา ค่าแรง
ฝึกประสบการณ์ การอบรม ศึกษาดูงาน และให้ความรู้ตลาดแรงงาน 5) ผู้ปกครองควรปรับทัศนคติให้ความรู้
ความเขา้ ใจการเรียนเพ่ืออาชีพ และ 6) หนว่ ยงานหรอื บคุ คลระดับจังหวัดและชุมชนมีแผนยุทธศาสตร์ ร่วมกัน
ระหวา่ งหนว่ ยงานการสรา้ งภาพลักษณ์สถานศกึ ษาและสง่ เสริมใหช้ มุ ชนมีบทบาทดา้ น การศึกษาสายอาชีพ

สำนักงานศึกษาธิการภาคใต้ (2562) ได้รายงานการศึกษาแนวทางการผลิตและพัฒนา
กำลังคนด้านอาชีวศึกษา ระดับภาคใต้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ
ปจั จบุ นั ปญั หา อุปสรรคของ การจัดการอาชวี ศกึ ษาทั้งภาครัฐและเอกชนระดับภาคในปจั จุบนั 2) ศึกษาความ
ต้องการกำลังคนของสถานประกอบการ (Demand Side) และการผลิตกำลังคนของสถานศึกษาอาชีวศึกษา
ทั้งภาครัฐ และเอกชน (Supply Side) ในพืน้ ทภ่ี าคใต้ 3) ศึกษาปัจจัยต่อการตดั สนิ ใจของผูเ้ รียนที่เรยี นตอ่ สาย
อาชีวศึกษา และ 4) ศึกษาแนวทางการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้
ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ครูผู้สอน ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์
สถานประกอบการ ผู้แทนชุมชน แรงงานจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานหอการค้า รวมท้ัง
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัด (จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และ สตูล) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสนทนากลุ่ม โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา(Content Analysis) ผลการศึกษา
พบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ภาคใต้ มีการจัดการอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย
จำนวนสถานศึกษา มีจำนวนทั้งสิ้น 120 แห่ง แบ่งเป็นสถานศึกษาภาครัฐ จำนวน 68 แห่ง เป็นสถานศึกษา
ภาคเอกชน 52 แห่ง จำนวนนักเรียน นักศึกษา มีจำนวนทั้งสิ้น 103,920 คน และ จำนวนครูผู้สอน มีจำนวน
ทั้งสิ้น 4,947 คน และจากผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและ
เอกชนระดับภาคใต้ในปัจจุบัน คือ 1) การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอาชีวศึกษายังไม่สอดคล้องกับทิศทาง
การพัฒนาภาคใต้ 2) การจัดการเรียนการสอนยังเน้นทักษะอาชีพ มากกว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็น
ระบบ ความคิดสร้างสรรค์และทักษะการทำงาน 3) หลักสูตรยังขาดความเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียน
การสอนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน 4) ด้านทัศนคติของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่ยังมีค่านิยม

62

ส่งบุตรหลาน เข้าเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีวศึกษา 5) ด้านการยอมรับ สถานประกอบการขาด
ความเชื่อม่นั ในคณุ ภาพฝีมือแรงงาน อาชวี ศึกษา 2. ผลการศึกษาความตอ้ งการกำลงั คนของสถานประกอบการ
(Demand Side) และ การผลิตกำลังคนของสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน (Supply Side)
ในพื้นที่ภาคใต้ 1) ภาคใต้มีแนวโน้มจำนวนผู้ว่างงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานต่างจังหวัดมากข้ึน
เนื่องจากเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวอย่างตอ่ เนือ่ ง และการผลิตกำลังคนที่มากกว่า ความต้องการในแต่ละพื้นท่ี
รวมถึงจังหวัดที่ผลิตกำลังคนได้จำนวนมากไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ต้องการกำลังคนจำนวนมากอีกด้วย 2) ภาคใต้
จะขาดแคลนกำลงั คนในบางสาขาวชิ าหรือมกี ารจา้ งงานจากวุฒิศึกษาท่ีสูงกว่าความต้องการ เนอ่ื งจากการผลิต
กำลังคนไมส่ อดคล้องกบั ความต้องการกำลังคน เชน่ หลักสตู ร ปวช. มคี วามต้องการสาขาการตลาด เทคโนโลยี
สารสนเทศ ช่างยนต์การโรงแรม และ อิเล็กทรอนิกส์ แต่สาขาที่ผลิตได้จำนวนมาก คือ ช่างยนต์การบัญชี
ช่างไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และการโรงแรมและบริการ ซึ่งบางสาขาไม่ได้เป็นที่ต้องการของสถาน
ประกอบการ 3) การผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษายังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคใต้ ในช่วง
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 - 2564) ที่ว่า “ภาคใต้เป็น เมืองท่องเที่ยว
พักผ่อน ตากอากาศระดับโลก เป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราและปาล์มน้ำมันของ ประเทศ และเมือง
เศรษฐกิจเชื่อมโยงการค้า การลงทุนกับภูมิภาคอื่นของโลก” 3. ปัจจัยต่อการตัดสินใจของผู้เรียนที่เรียนต่อ
สายอาชีวศึกษา ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้เรียนที่เรียนต่อสายอาชีวศึกษา พบว่า 1) ผู้เรียนระดับ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจัยที่ใช้ประกอบการตัดสินใจศึกษาต่อ 3 อันดับแรก มีดังนี้ ด้านตัวผู้เรียน ได้แก่
ความต้องการที่จะศึกษาต่อเพื่อความรู้ความชำนาญ สายวิชาชีพ ความถนัดในสายวิชาที่จะเรียนต่อ และ
ความชอบเรียนวิชาที่ลงมือปฏิบัติมากกว่า การเรียนวิชาทฤษฎี ด้านครอบครัว ได้แก่ ความต้องการของ
ผู้ปกครองที่เห็นว่าเรียนแล้วมีงานทำ ความต้องการและความคาดหวังของผู้ปกครอง และผู้ปกครองเห็นว่า
ค่าใช้จ่ายในการเรียน มีความเหมาะสม และ ด้านหลักสูตรที่เลือกเรียน ได้แก่ โอกาสในการมีงานทำเมื่อเรียน
จบ เมื่อสำเรจ็ การศึกษาแล้วสามารถประกอบอาชพี อิสระได้และ เมื่อสำเร็จการศกึ ษาแลว้ ทำงานที่มีรายไดส้ งู
2) ผู้เรียนท่กี ำลังศกึ ษาอยใู่ นระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ปัจจยั ทใ่ี ชป้ ระกอบการ ตัดสินใจศกึ ษาต่อ 3 อันดบั แรก
ไดแ้ ก่ ด้านหลักสตู รท่ีเลือกเรยี น ไดแ้ ก่ เมื่อสำเรจ็ การศึกษา ในระดบั มัธยมศึกษาปที ี่ 6 แลว้ มีโอกาสศกึ ษาต่อใน
ระดับปริญญา โอกาสในการมีงานทำเมื่อเรียนจบและสายวิชาที่เลือกเรียนเป็นที่ต้องการของสังคม
ด้านตัวผู้เรียน ได้แก่ การเลือกสายการเรียนด้วย ตนเอง การมีความสนใจและชอบในสายวิชาที่เรียน และ
ผู้เรียนมีเป้าหมายทางอาชีพที่ชัดเจน และ ด้านครอบครัว ได้แก่ ความต้องการของผู้ปกครองที่เห็นว่าเรียน
สายวิชานี้แล้วมีงานทำ ผู้ปกครอง เห็นว่าเรียนสายวิชานี้แล้วมีงานทำ และ ผู้ปกครองเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการ
เรียนสายวิชานี้เหมาะสม 3) ผู้เรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ปัจจัยที่ใช้
ประกอบการตดั สนิ ใจศึกษาต่อ 3 อนั ดบั แรก มีดังนด้ี า้ นหลกั สูตรท่เี ลือกเรียน ไดแ้ ก่ พบว่า โอกาสใน การมีงาน
ทำเมื่อเรียนจบ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถประกอบอาชีพอิสระได้และ สายวิชา ที่เลือกเรียนเป็ นท่ี
ต้องการของสังคม ด้านครอบครัว ได้แก่ ประเภทอาชีพ/ธุรกิจ/กิจการของ ผู้ปกครอง ความต้องการของ
ผู้ปกครองที่เห็นว่าเรียนสายอาชีพแล้วมีงานทำ และ ผู้ปกครองเห็นว่า เรียนสายอาชีพแล้วมีงานทำ/ หางาน

63

ง่าย และ ด้านตัวผู้เรียน ได้แก่ ความต้องการที่จะศึกษาต่อ เพื่อเพ่ิมทักษะในการประกอบอาชีพ การเลือก
สายการเรียนด้วยตนเอง และการมีความสนใจและ ชอบในสายอาชีพ 4. ผลการศึกษาแนวทางการผลิตและ
พัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา 4.1 ด้านการตัดสินใจของผู้เรียน ได้แก่ 1) การสร้างทัศนคติเชิงบวก
ด้านอาชีวศึกษา ให้กับผู้เรียนและผู้ปกครอง 2) การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ท่ีดขี องอาชีวศกึ ษา 3) การแนะ
แนว การศึกษาต่ออาชีวศึกษา 4) การสนับสนุนทุน โควต้า และการให้ความรู้ด้านแหล่งกู้ยืมเงินทุน
ทางการศึกษา 5) การกำหนดค่าตอบแทนตามสมรรถนะ ไม่ใช่ให้ค่าตอบแทนตามวุฒิ 6) การจัดการเรียน
การสอนทวิศึกษาและ 7) การมีหลักสูตรระยะสั้นที่หลากหลาย รองรับการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ 4.2
ด้านหลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตรควรสอดคล้องกับแต่ละบริบทของพื้นที่และ ความต้องการของสถาน
ประกอบการ/ตลาดแรงงาน และทันสมัย 2) สถานศึกษาต้องสามารถผลิต หลักสูตรที่ตอบสนองการจัดเรียน
การสอนในพื้นที่ไดเ้ อง 4.3. ดา้ นการจดั การเรยี นการสอน ได้แก่ 1) ควรจดั การเรยี นการสอนแบบ learning by
doing 2) ครูผู้สอนต้องมีความสามารถและมีความถนัดในด้านที่สอนอย่างชัดเจน 3) ควรมกี ารทดสอบฝีมือทุก
หลักสูตรให้ได้มาตรฐาน/ประกันคุณภาพ 4) การจัดเรียนการสอน ควรก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง
ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ 5) ควรเป็นการเรียนแบบทวิภาคี 4.4 ด้านความร่วมมือกับสถาน
ประกอบการ ได้แก่ 1) สถานศึกษาควรทำ MOU ร่วมกับสถานประกอบการในการกำหนดคุณลักษณะ/
คุณสมบัติ/เงื่อนไข/สมรรถนะ ที่เป็น ความต้องการของสถานประกอบการ 2) สถานศึกษาและสถาน
ประกอบการร่วมมือกันสร้าง ความโดดเด่นเฉพาะด้าน เพื่อส่งเสริมผู้เรียนตามความถนัด ความสนใจ
3) สถานศกึ ษาและสถาน ประกอบการร่วมกนั ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและมีเวทใี ห้เดก็ แสดงความสามารถ
4) สถานศึกษาร่วมกับสถานประกอบการพิจารณา/คัดกรองการจัดส่งผู้เรียนไปฝึกงานให้สอดคล้องกับ
สมรรถนะและ สาขาที่เรียน 4.5 ด้านการมีส่วนร่วมต่อการจัดการศึกษา ได้แก่ 1) สถานประกอบการควร
มีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา และ การจัดการเรียนการสอนด้วย 2) หน่วยงาน
ระดับพื้นที่ ควรจัดโครงสร้างรายวิชาเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทและ พหุวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่
3) ควรมกี ารบูรณาการจากทุกภาคส่วนในการส่งเสริม สนบั สนุน การจดั การศึกษาของพนื้ ที่ การนำผลการวิจัย
ไปใช้ หนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้กำหนดนโยบาย/แนวทาง การแก้ไขปัญหาการผลิตและ
พัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาให้มีความสอดคล้องกับความตอ้ งการของ ตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนา
ประเทศ รวมทั้งแนวทางการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาในปีต่อไป ดังน้ี 1. ด้านการตัดสินใจของผู้เรียน
1) ควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจการศึกษาต่ออาชีวศึกษา โดยการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของ
อาชีวศึกษาและการแนะแนวการศึกษา ต่ออาชีวศึกษา 2) ควรสนับสนุนทุน โควต้า และการให้ความรู้
ด้านแหล่งกู้ยืมเงินทุนทางการศึกษา 2. ด้านหลักสูตร ควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแต่ละบริบทของพื้นท่ี
และความต้องการของสถานประกอบการ โดยเน้นทักษะชีวิตและการประกอบอาชีพ 3. ด้านการจัดการเรียน
การสอน 1) ควรเร่งพัฒนาทักษะจำเป็นที่ตลาดแรงงานต้องการ เช่น การเพิ่มทักษะแรงงาน (up-skill) และ
การปรับเปล่ียนทกั ษะแรงงาน (re-skill) เปน็ ต้น 2) ควรพฒั นาครผู ้สู อนอยา่ งต่อเนื่องเพื่อรับองค์ความรู้ใหม่มา
ถ่ายทอด และ 3) การจดั การเรยี น การสอนควรมีการใชท้ รัพยากรร่วมกนั ระหว่างสถานศึกษาและประกอบการ

64

เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ นวัตกรรมใหม่ ๆ 4. ด้านความร่วมมือกับสถานประกอบการ 1) สถานศึกษาควร
สนับสนุนให้ผู้เรียน ได้ฝึกงานกับสถานประกอบการที่สอดคล้องกับสมรรถนะและสาขาที่เรียน 2) สถาน
ประกอบการ ควรมีมาตรการรบั นักเรยี นฝึกงานที่มีสมรรถนะที่ดีและมีระเบียบวินัยเขา้ ทำงานเมื่อจบการศึกษา
แล้ว และ 3) รัฐบาลควรกำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับสถานประกอบการที่รับเด็กเข้าไปฝึกงานและเรียน
ในระบบทวิภาคี เพื่อเป็นแรงจูงใจใหก้ ับสถานประกอบการ 5. ด้านการมสี ว่ นรว่ มตอ่ การจัดการศึกษา 1) สถาน
ประกอบการควรมีส่วนร่วม ในการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาในพื้นที่ เพื่อผลิตกำลังคนให้ตรง
กับความต้องการของ สถานประกอบการได้ 2) สถานศึกษาอาชีวศึกษาและสายสามัญควรมีมาตรการร่วมกัน
ในการแนะแนวและคดั กรองนักเรยี นเพื่อศึกษาต่อ และ 3) ควรมีการบรู ณาการจากทุกภาคส่วน ในการส่งเสริม
และสนับสนุนการจัดการศึกษาของพื้นที่ โดยมีข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการศึกษาแนวทางการผลิตและพัฒนา
กำลังคนด้านอาชีวศึกษา ในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อมีข้อมูลระดับปฐมภูมิ ในผลิตและพัฒนา
กำลังคน ด้านอาชีวศึกษาต่อไป 2. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะแรงงาน (up-skill) และ
การปรับเปลี่ยนทักษะ แรงงาน (re-skill) ที่จำเป็นในพื้นที่ภาคใต้ 3. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยจำแนก
การตัดสินใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาของ นักเรียนในระดับ 11 จังหวัดภาคใต้(จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช พทั ลุง สงขลา ระนอง ภเู ก็ต พังงา กระบ่ี ตรัง และ สตลู )

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสตูล (2561) ได้เสนอแนวทางการเพิ่มสัดส่วนการศึกษาต่อ
อาชีวศึกษาในจังหวัดสตูล โดยใช้ระเบียบการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) แบ่งการวิจัยเป็น
7 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) ศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัย
ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มสัดส่วนการศึกษาต่ออาชีวศึกษาเพื่อให้ได้ประเด็นข้อคำถาม สำหรับสร้างเครื่องมือใน
การสอบถามความเห็นของผู้เข้าสัมมนา (2) จัดประชุมสัมมนาผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนำประเด็นที่ได้จากการ
สังเคราะห์เอกสาร มาใช้เป็นหัวข้อของการสัมมนา (3) วิเคราะห์ความเห็น ที่ได้จากการสัมมนา โดยใช้เทคนิค
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (4) ยกร่างแนวทางการเพิ่มสัดส่วน การศึกษาต่ออาชีวศึกษาในจังหวัดสตูล
(5) ตรวจสอบร่างโดยอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนา การศึกษา (6) ยืนยันแนวทางโดยการนำเสนอ
คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดใหค้ วามเห็นชอบและ (7) ปรับปรุงและรายงานผลการวิจัย ผลการวิจัยพบวา่
1. โรงเรียนมัธยมศึกษาและโรงเรียนขยาย โอกาสทางการศึกษา ควรดำเนินการ 1) แนะแนวเพื่อสร้างความรู้
ความเขา้ ใจให้แก่นกั เรียน 2) ประชาสมั พันธแ์ ละสรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจให้กบั ครู ผู้ปกครอง และชุมชน 3) เปดิ
โอกาสให้สถาบันอาชีวศึกษาเข้ามาแนะแนวในโรงเรียน 4) ปรับหลักสูตรของโรงเรียนให้สอดคล้องกับ
สถานการณ์ปัจจุบัน 5) จัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพให้กับนักเรียนเพิ่มมากขึ้น 6) จัดการเรียน
การสอนหลักสูตรทวิศึกษา 2. สถาบันอาชีวศึกษาในจังหวัดสตูล 1) แนะแนวให้กับนักเรียนในสถานศึกษา
ทุกสังกัดทุกแห่งอย่างทั่วถึง 2) ประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงด้วยวิธีการที่หลากหลาย 3) ปรับปรุงหรือเปิด
หลักสูตรที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดและความต้องการของสถาน ประกอบการ 4) สร้างภาพลักษณ์ที่ดี
ของสถาบัน 5) ฝึกอาชีพระยะสั้นให้แก่นักเรียนในสถานศึกษา 6) บูรณาการแนวทางของศาสนาอิสลามใน
หลักสูตรการเรียนการสอน 7) ให้นักศึกษาหรือศิษย์เก่าออกหน่วยบริการแก่ประชาชน 8) พัฒนาสถาบันให้มี

65

คุณภาพมากขึ้น 9) จัดหาทุนการศึกษาใหแ้ กน่ ักเรียนเรียนดีแตย่ ากจน 10) ทำ MOU ทวิศึกษากับสถานศกึ ษา
11) เปิดสอนภาคสมทบหรือในวันเสาร์-อาทิตย์ 12) จัดโควต้าศึกษาต่อในสถาบันอาชีวศึกษาให้กับนักเรียน
ทุกสังกัด 13) มีหอพักให้กับนักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล 14) สร้างจุดเด่นของแต่ละสถาบัน 3. หน่วยงาน
ทกี่ ำกบั สถานศึกษาหรือหนว่ ยงานภาครัฐที่เก่ียวข้อง 1) ให้มกี ารประสานความร่วมมือทัง้ ในขั้นกำหนดนโยบาย
และขนั้ ขับเคลอื่ นงานให้สอดคล้องกัน 2) ให้ความรู้ ข้อมลู ชใี้ หเ้ หน็ ถึงประโยชนข์ องการเรียนอาชีวศึกษาให้กับ
ผปู้ กครอง 3) สรา้ งความเชือ่ ม่ันใหผ้ ู้ปกครอง 4) ทำ MOU กับสถานประกอบการในการรับนักศึกษาเข้าทำงาน
5) มีการศึกษาวิจัยเรื่องแนวทางการสร้างเจตคติที่ดีให้แก่ผู้ปกครอง 6) จัดทุนการศึกษาและทุนเพื่อประกอบ
อาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา 7) กระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มสถานประกอบการ 4. ภาคเอกชน 1) สนับสนุน
สถานทใ่ี นการฝึกประสบการณ์ 2) ขยายตลาดแรงงาน

งานวจิ ัยเกีย่ วกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
1) ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น การศกึ ษากล่าวถึง ระดบั ผลการทดสอบของนักเรียนท่ีกำลังศึกษา
ในระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชีพปที ่ี 3 (ปวช.3) โดยมีสาระสำคัญทเี่ กยี่ วขอ้ ง ดังน้ี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “สัมฤทธ์ิ”
หมายถึง ความสำเรจ็ (ในคำว่า สมั ฤทธิผล) (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2546, น. 1171)

ระดับสติป ญญา“Intelligence Quotient”ซึ่งเป นค าสัดส วนของอายุสมอง
(Mental Age) กับอายุปฏิทิน (Chronological Age) บอกถึงความสามารถที่จะไปสูเป้าหมาย รวมทั้ง
การปรับพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความสามารถที่แทจริง ในการแกปญหาจากประสบการณ์ ที่มีเหตุผลของบุคคล
โดยระดับความสามารถทางสตปิ ญั ญาทแี่ ตกต่างกันมีผลต่อระดับพฤติกรรม (ไชยพัฒน กล่ันสุภา, 2551)

วิจิตร ศรสี อา้ น (2533, น. 8) ได้เสนอแนวคิดในการเลือกศึกษาตอ่ ไวว้ า่ การตดั สินใจศึกษา
ต่อในสาขาวิชาใดได้อย่างเหมาะสมนั้น สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ต้องรู้จักตนเองเกี่ยวกับบุคลิกภาพ นิสัย สติปัญญา
สขุ ภาพ ลักษณะทางกาย เปา้ หมายชีวิต

Reeder (1971) ได้สรุปปัจจัยในการกระทำของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ประกอบด้วย
3 ปัจจัย และความสามารถก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบ และความสามารถเป็นความรู้สึกที่ผู้กระทำรู้สึก
ความสามารถของตนเองท่จี ะทำให้เกิดความสำเร็จในการกระทำครั้งนน้ั ๆ

จากคำจำกัดความ และทฤษฎีดังกล่าว คำว่า“ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” สรุปได้ว่า สิ่งที่
แสดงถึงความสำเร็จ ผลที่ได้รับจากความพยายาม และคุณภาพและปริมาณของผลงานนักเรียน บอกถึง
ความสามารถที่จะไปสูเป้าหมาย โดยพัฒนาการของสติปญญาจะมีความสัมพันธอยางตอเนื่องระหว่าง
พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

66

2) การศกึ ษาผลการวจิ ยั พบว่าผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ส่งผลต่อการทดสอบ ฯ ดงั นี้
ศรัญญา สุทธิมาลา (2542) ไดศ้ ึกษา ปจ้ จยั ที่มีอิทธิพลตอ่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของ

นักศกึ ษาประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวชิ าอิเลก็ ทรอนกิ ส์ สงั กดั กรมอาชวี ศกึ ษา พบว่า ปจั จัยดา้ นการจดั
การศกึ ษาที่มผี ลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ไดแ้ ก่ อาคาร สถานท่ี ส่ือการเรียนการสอน หลักสูดร
และวิธีการสอน

พรพรรณ เหล่าวชิระสุวรรณ (2545, น. 52) ได้ศึกษาค่านิยมที่มีต่อการเลือกเรียน
ประกอบอาชีพอิสระของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน
การประถมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก ผลการวิจัยปรากฏว่า นักเรียนชายและนักเรียนหญิง มีค่านิยมในการเลือก
เรียนสายอาชีพแตกต่างกัน นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลาง และนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นต่ำ มคี า่ นิยมตอ่ การเลอื กประกอบอาชพี อิสระในระดับมาก

ณัฐชา วัฒนวิไล และคณะ (2552) ได้ศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ า
หลักการบัญชี 1 กรณีศึกษานักศึกษาคณะบัญชีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผลการวิจัย คือ ปจจัยผูสอน และ
ปจจัยภูมิหลังของผูเรียนดานแรงเสริมจากบิดามารดา มีคาเฉลี่ยอยูในระดับมากที่สุด ปจจัยสภาพแวดลอม
ในมหาวทิ ยาลยั และปจจัยผูเรียนมีคาเฉลย่ี รวมอยูในระดับมากจากการวเิ คราะห พบวา ปจจยั มคี วามสัมพันธ
กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไดแก ปจจัยภูมิหลังของผูเรียน ดานความรู้พื้นฐานเดิม ปจจัยผูเรียนดานนิสัย
ในการเรียน ทัศนคติตอวิชาเรียน ความมุงหวังในการนําไปใช้ ประโยชนและแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์ สวนปจจัย
ผูสอนและปจจัยสภาพแวดลอมในมหาวทิ ยาลัย ไมมคี วามสมั พันธกบั ผลสมั ฤทธใ์ิ นการเรียน

เจตน์นที ราชเมืองมูล (2553) ได้วิเคราะห์ปัจจัยจำแนกการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ และ
ไม่ศึกษาต่อสายอาชีพในพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สามารถจำแนก
การตัดสินใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษา 5 ตัวแปร คือ ผลการเรียนเฉลี่ย จำนวนบุตรร่วมบิดามารดาเดียวกัน
ระยะทางจากบ้านถึงสถานศึกษา ความต้องการยอมรับจากบุคคลอื่น และรายได้ของผู้ปกครอง เมื่อพิจารณา
รายละเอียดจากตวั แปรผลการเรียนเฉลีย่ สมการจำแนกพบวา่ ตวั แปรดังกล่าวมีน้ำหนักสูงทีส่ ุด ซึง่ เปน็ ลักษณะ
เด่นที่ชัดเจนของการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อและไม่เลือกศึกษาต่อสายอาชีพ เพราะว่าเกรดเฉลี่ยของนักเรยี นมี
ส่วนสำคัญ

กรรณิการ์ ภิรมย์รัตน์ (2554) ได้รายงานการวิจัย: ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1
และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผลการศึกษา พบว่า
1) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนักเรียน ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านครูและปัจจัยด้านสถานศึกษา
กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 ของ
นักเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยด้านนักเรียน ได้แก่ เพศ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เจตคติต่อการเรียน และ
ปัจจัยด้านครอบครัว ได้แก่ รายได้ ผู้ปกครอง ปัจจัย ที่มีนัยสำคัญในการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตาม
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 และช้ันมัธยมศึกษา

67

ปีที่ 4 พบว่า ตัวแปรที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 มีอยู่ 6 ตัว คือ
แรงจูงใจใฝส่ มั ฤทธ์ิ เพศ รายได้ผู้ปกครอง การดูแลเอาใจใส่ของผ้ปู กครอง การใช้เวลาเพ่ือการเรียน และเจตคติต่อ
การเรียน

จักริน ก้อนเอีย (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วชิ าวสั ดุช่างอุตสาหกรรมของนักเรยี นระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ (ปวช.) สถาบนั การอาชีวศึกษา ภาคกลาง 3
และสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา
ภาคกลาง 3 มีปจั จัยทสี่ ง่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดา้ นผเู้ รียน ด้านผสู้ อน ดา้ นสภาพแวดล้อมทางการเรียน และ
ด้านความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนมีความคิดเห็นโดยรวม เห็นด้วยอยูในระดับมากทุกด้านจำนวนพี่น้อง
ในครอบครวั สถานศึกษาที่เรียน อายุ และระดับการศึกษาของผปู้ กครอง มคี วามสัมพันธ์กับผลสัมฤทธ์ิ ทางการ
เรียนระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ ช้ันปี ท่ี 2 วชิ าวัสดชุ า่ งอตุ สาหกรรมสามารถอธิบายความผันแปรระดับปาน
กลาง (ร้อยละ 43.5) นักเรียนสังกัดสถาบันอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 มีปัจจัยที่ส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้าน
ผ้เู รียน ด้านผู้สอน ด้านสภาพแวดลอ้ มทางการเรยี น และด้านความสัมพันธท์ างการเรียน และด้านความสัมพันธ์
ในกลุ่มเพื่อนมีความคิดเห็นด้วยอยูในระดับมากทุกด้านจำนวนพี่น้องในครอบครัว อายุ สถานศึกษา ที่เรียน
ระดับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมและการหารายได้พิเศษ มีความสัมพันธ์กับบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับ
ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชัน้ ปี ท่ี 2 วิชาชา่ งสามารถ อธิบายความผนั แปรระดับปานกลาง (รอ้ ยละ 41.0)

ปราณี โตยะบุตร (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบวัดทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ ของนักเรียนระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2 สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1
การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบวัด
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเพื่อสร้างเกณฑ์ปกติของ แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่2 สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาสุพรรณบุรีเขต 1 กลุ่มตัวอย่างเป็น
นกั เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 สงั กดั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำนวน 601 คน ได้มา
โดยวิธีการสุ่มแบบหลายข้ันตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ความตรงความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก ผลการศึกษาพบว่า1. แบบวัด
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีจำนวน 58 ข้อ วัดทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
13 ทักษะ ได้แก่การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปส
กับเวลา การคำนวณ การจัดกระทำข้อมูล และสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล การ
พยากรณ์การต้ังสมมติฐาน การกำหนดนิยาม เชิงปฏิบัติการ การก ำหนดควบคุมตัวแปร
การทดลอง และการตีความความหมายข้อมูลและลง ข้อสรุป 2. แบบวัดทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์มีค่า
ความตรงระหว่าง 0.86 -1.00 ค่าความ เที่ยงเท่ากับ 0.83 ค่าความยากระหว่าง 0.21 - 0.75 และค่าอำนาจ
จำแนกระหว่าง 0.23 -0.71 ซง่ึ เปน็ ไปตามเกณฑ์ทก่ี ำหนด

ศิริพิมล หงส์เหม (2557) การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และ
คุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้

68

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตก่อน และ
หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 2) ศึกษาความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาทาง วิทยาศาสตร์หลงั
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้3) ศึกษาคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้หลังการจัด การเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรแู้ ละ 4) ศึกษาความคิดเหน็ ของนักเรยี นทมี่ ีต่อการจดั การเรยี นรู้แบบ สบื เสาะหาความรู้กลมุ่ ตวั อย่างท่ีใช้
ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จังหวัดเพชรบุรี ปีการศึกษา 2555
จำนวน 40 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้แตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้
อยู่ในระดับดีโดยมีคะแนนในขั้นวางแผนเป็นลำดับที่หนึ่ง รองลงมาคือ ขั้นดำเนินการขั้นทำความเข้าใจและ
ขั้นประเมินผลตามลำดับ 3) คุณลักษณะใฝ่เรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดีโดยมีคะแนน
ในองค์ประกอบมีความตัง้ ใจเป็นลำดับที่หนึ่ง รองลงมาคือแสวงหาความรู้ ช่างสังเกต มีความคิดรเิ ริ่ม มีเหตุผล
มีความพยายามและถ่ายทอดความรู้ตามลำดับ 4) ความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรยี นรู้ภาพรวม
อยูใ่ นระดับเห็นดว้ ยมากโดยนกั เรยี นเห็นด้วยมากในด้านบรรยากาศ ในการเรียนรเู้ ปน็ ลำดบั ท่หี นงึ่ รองลงมาคือ
ด้านประโยชนท์ ีไ่ ด้รับและดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ ป็นลำดับ สุดทา้ ย

พศิ ษิ ฐ์ ชำนาญนา (2558) ได้ศึกษา ปจั จัยท่สี ่งผลต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการรยี นของผู้เรยี น
คณะวิชาการตลาด วิกขาลยั พณิชยการธนบุรี สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พบว่า ปัจจัยค้น
การจดั การศึกษาท่ีมีผลต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่ครูผ้สู อน และอาคาร สถานท่ี

อาภรณ์ศิริ เมืองใจ (2559) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าติว V-NET ของนักศึกษา
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 2 ปีการศึกษา 2559 วิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพ แ ละบริหารธุรกิจ
มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าติว V-NET ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ชน้ั สงู ชนั้ ปีท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2559 วิทยาลยั เทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ และเพ่ือนำข้อมลู ไปเป็นแนวทาง
ในการจดั การเรียนการสอนตวิ V-NET โดยแบบสอบถามระดบั ความคิดเห็นตอ่ ปัจจัยแวดล้อมท่ีมอี ิทธิพลในการ
เข้าติว V-NET ประกอบด้วย ลักษณะกายภาพทางการเรยี น และสัมพนั ธภาพระหว่างนักศึกษากบั อาจารย์ สถติ ิ
ที่ใช้ในการทำวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้
วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีท่ี 2 ที่กำลังเข้าติว V-NET
ปกี ารศึกษา 2559 วิทยาลยั เทคโนโลยีพายัพ และบรหิ ารธุรกจิ จำนวน 172 คน เครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้
เป็นแบบสอบถามปัจจยั ที่มีอทิ ธิพลต่อการเข้าติว V-NET ของ นกั ศกึ ษาระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชีพชนั้ สูงปีท่ี 2
ปีการศึกษา 2559 วิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพ และบริหารธุรกิจ โดยระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยแวดล้อมใน
การเข้าติว V-NET ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูงปีที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ซึ่งประกอบ
ไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพทางการเรียน และสัมพันธภาพระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ ได้ผล
สรุปดังน้ี พบว่า 1) ด้านสถานที่เรียน นักศึกษาแสดงความคิดเห็นลักษณะทางกายภาพทางการเรียนดีพอใช้
มีคา่ เฉลยี่ เท่ากับ 3.28 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน S.D. อยู่ท่ี 1.05 และในดา้ นสือ่ และอุปกรณ์การเรียน นักศึกษา
ส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นนักศึกษาแสดงความคิดเห็นลักษณะทางกายภาพทางการเรียนดีพอใช้ มีค่าเฉลี่ย

69

เทา่ กับ 3.22 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน S.D. อยู่ที่ 1.05 สมั พันธภาพระหวา่ งนกั ศึกษากับอาจารย์ พบวา่ ด้านการ
ปฏิบัติตนของนักศึกษากับอาจารย์ นักศึกษาส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นสัมพันธภาพ ระหว่างนักศึกษากับ
อาจารย์ในระดับดีพอใช้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. อยู่ที่ 0.84 และ 2) ด้านการ
ปฏิบัติตนของอาจารย์กับนักศึกษา นักศึกษาส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นสัมพันธภาพระหว่าง อาจารย์กับ
นกั ศกึ ษาในระดับดีพอใช้ มคี า่ เฉลีย่ เทา่ กับ 3.60 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน S.D. อยทู่ ี่ 0.78 ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ
ดังนี้ 1) ควรศึกษาปัจจัยด้านอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในวิทยาลยั ฯ 2. ควรเพิ่มกลมุ่
ประชากรในการศึกษา เช่น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) ซึ่งต้องเข้ารับการติว V-NET
เช่นเดียวกัน 3) ควรศึกษาข้อมูลในส่วนของการจัดหรือการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้เกิด
ประโยชน์สงู สูดแกผ่ เู้ รยี น 4) ควรปรึกษาและหาแนวทางการจัดกระบวนการเรยี นรู้ทเี่ หมาะสม และนา่ สนใจแก่
ผู้เรยี น ร่วมกับอาจารย์ผสู้ อนทกุ วิชา

รสรินทร์ ปิ่นแก้ว และภานุวัฒน์ ศิรินุพงศ์ (2560) ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง 1 ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพประเภทวิชา
อุตสาหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
การวิจัยคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง 1
โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (STRATIFIED RANDOM SAMPLING) ได้ กลุ่มตัวอย่างจากการใช้
ตารางสำเร็จรูปของ TAROYAMANE จำนวน 312 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวแปรปัจจัย
ด้านผู้เรียน ด้านครูผู้สอน และด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.973
และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี 4 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปร
ความพร้อมของผูเ้ รยี น (X3) ตวั แปรการเตรียมการสอนของครู (X7) ตัวแปรการยอมรบั ความคดิ เหน็ ของผู้เรียน
(X8) และตัวแปรความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่สอน (X5) โดยตัวแปรปัจจัยท้ัง 4 ตัวแปรร่วมกันอธิบาย
ความแปรปรวนของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจรงิ 1 ไดร้ ้อยละ 57.30

นวรัตน์ ศึกษากิจ (2561) ได้ศึกษาปัจจัยทมี่ผีลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตาม
ความคิดเห็นของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาพาณชิยกรรมของโรงเรียนอาชีวศึกษา การวิจัย
ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาพาณิชยกรรม
ของโรงเรียนอาชีวศึกษาต่อปัจจัยท่ีมีผลต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนอาชีวศึกษา 2) เปรียบเทยี บความคิดเห็นต่อ
ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรสาขาพาณิชยกรรมในโรงเรี ยน
อาชวี ศกึ ษา ท่มี ีเกรดเฉลี่ยสะสมแตกต่างกนั โดยประชากร คอื นกัเรยี นในโรงเรียนอาชวี ศกึ ษาเขตกรุงเทพ และ
ภาคตะวันออก จำนวน 40,478 คน จาก 162 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร
วิชาชพี ชั้นปีท่ี 3 สาขาพาณิชกรรม ท้ังสนิ้ จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถามวิเคราะห์
โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบ
ความคิดเห็นของนักเรียนโดย F-TEST (ONE WAY ANALYSIS OF VARIANCE ) เมื่อพบความแตกต่างจะทำ

70

การ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการ LEAST – SIGNIFANT DIFFERENT (LSD) ผลการวิจัย พบว่า
ความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาพาณิชยกรรมของโรงเรียนอาชีวศึกษาต่อปัจจัย
ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาชีวศึกษา อยู่ในระดับมากทุกด้าน ( ̅= 4.22) เรียงตามลำดับ คือ
ด้านลักษณะบุคคล ( ̅= 4.27) ด้านครอบครัวและเพื่อน( ̅= 4.20) และ ด้านการจัดการศึกษา( ̅= 4.18)
เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมแตกต่างกันต่อปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนในภาพรวม พบวา่ เกรดเฉล่ยี สะสมที่ต่างกันมผี ลต่อความคดิ เหน็ เกย่ี วกับปจั จยั ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิที่ .05 เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายด้านพบว่า เกรดเฉล่ียสะสมท่ีแตกต่างกัน
มีผลต่อปจั จยั ดา้ นลกั ษณะสว่ นบุคคล และปัจจัยด้านครอบครวั และเพื่อน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ .05

บทท่ี 3
วิธดี ำเนินการวจิ ยั

การศึกษา และวิเคราะห์คุณภาพการศึกษา ด้านอาชีวศึกษา ในคร้ังน้ีโดยมีวัตถุประสงค์
เพ่ือศึกษา และวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) และศึกษาเปรียบเทียบผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้าน
อาชีวศึกษา (V-NET) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) โดยการเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
ปรมิ าณ (Quantitative Analysis) โดยมีรายละเอยี ดครอบคลมุ หวั ขอ้ ต่าง ๆ ดงั นี้

ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิเคราะห์คร้ังน้ี คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3

(ปวช.3) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ที่เข้าสอบประเมินคุณภาพระดับการศึกษาระดับชาติ ปีการศึกษา
2562

ขอ้ มูลท่ใี ช้ในการวิเคราะห์
ผลการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ปีการศึกษา 2562 กลุ่มจังหวัดภาคใต้

ฝั่งอ่าวไทยของสถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาติ (องค์การมหาชน)

การวิเคราะห์ขอ้ มลู
การวิเคราะห์ผลการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับประกาศนียบัตร

วิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ในรายวิชาพื้นฐาน ได้แก่ ความรู้
ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทว่ั ไป

ซง่ึ มีขัน้ ตอนการดำเนินการ ดงั น้ี
1. ศึกษา ค้นคว้า เอกสาร บทความ และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับผลการทดสอบระดับชาติ
ดา้ นอาชีวศึกษา (V-NET) และงานวิจยั ในประเด็นท่เี ก่ียวขอ้ ง
2. ดำเนินการเก็บข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย
โดยประสานงานกบั สถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแหง่ ชาติ (องค์การมหาชน)
3. นำข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ โดยวิเคราะห์เชิงปริมาณ ซึ่งวิธีการ
ดำเนนิ การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซง่ึ เป็นการศกึ ษาคน้ ควา้ ลักษณะของการวิเคราะห์ข้อมูลเชงิ ปริมาณ
(Quantitative Analysis) มขี น้ั ตอนการวิเคราะห์ ดงั นี้

72

1 ) ก า ร วิ เค ร า ะ ห์ ปั ญ ห า (Problem analysis) เพ่ื อ ให้ ก า ร ป ฏิ บั ติ ภ า ร กิ จ ข อ ง
กระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ซึ่งทำหน้าท่ี ขับเคล่ือนการศึกษาในระดับภาคและจังหวัด เกิดผลอย่างมี
ประสิทธิผลเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 และเกิดประโยชน์แก่ทางราชการ สำนักงานศึกษาธิการภาค 5
จึงจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ระดับ
ประกาศนียบตั รวิชาชพี ปีที่ 3 (ปวช.3) ปกี ารศกึ ษา 2562 กรณีศึกษากลมุ่ จงั หวัดภาคใต้ฝ่งั อา่ วไทย

2) การสรา้ งตวั แบบ (Model development)
กลุ่มประชากร ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3)

กลุ่มจงั หวัดภาคใต้ฝั่งอา่ วไทย ทเี่ ขา้ สอบประเมนิ คณุ ภาพระดบั การศึกษาระดับชาติ ปกี ารศกึ ษา 2562
 จัดสร้างตารางเพือ่ จำแนกขอ้ มูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
 จัดทำเกณฑ์ ได้แก่ ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลัก และสมรรถนะทั่วไป

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลัก
และสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2561 และค่าเฉลี่ยคะแนน
ความรดู้ ้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศกึ ษา 2559
– 2561 (3 ปกี ารศกึ ษาย้อนหลงั ) และเปรยี บเทียบคะแนนระดบั ประเทศ ระดบั ภาคใต้ และระดับกลมุ่ จงั หวดั

3) การรวบรวมข้อมูล (Collecting data) โดยประสานงานกับสถาบันทดสอบทางการศึกษา
แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) เพ่ือขอข้อมูลผลการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V – NET) ปีการศึกษา
2562 ความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ตามองค์ประกอบเนื้อหา และ
เน้อื หาหลัก ดงั น้ี

ฉบบั ท่ี 1 ประกอบด้วย 2 ทกั ษะ ดังนี้
3.1) ทักษะภาษาและการสอ่ื สาร

 ส่ือสารโดยใชภ้ าษาไทยในชีวิตประจำวันและในงานอาชีพ
 สื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษในชวี ติ ประจำวันและในงานอาชพี
3.2) ทกั ษะการคดิ และการแก้ปัญหา
 การแก้ไขปญั หาในงานอาชพี โดยใช้หลักการและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
 การแกไ้ ขปญั หาในงานอาชพี โดยใชห้ ลกั การและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
ฉบบั ท่ี 2 ประกอบด้วย 2 ทกั ษะ ดงั น้ี
3.3) ทักษะทางสังคม และการดำรงชวี ิต
 ปฏิบัตติ นตามหลกั ศาสนา วฒั นธรรม สทิ ธิหน้าทพ่ี ลเมือง เศรษฐกิจพอเพียง และ
ค่านยิ มอนั พงึ ประสงค์
 พัฒนาบุคลิกภาพและสุขลักษณะโดยใช้หลักการและกระบวนการด้านสุขศึกษา
และพลศึกษา

73

3.4) ทกั ษะการจัดการงานอาชพี
 ปฏิบัติตนตามหลักการในงานอาชีพ หลักการบริหารงานคุณภาพ สิ่งแวดล้อม

และความปลอดภัยในการทำงาน
 การใช้คอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมสำเร็จรูป และ

อินเทอร์เน็ตตามหลกั การและกระบวนการ ตามลักษณะงานอาชีพ
4) การหาผลลัพธ์ (Calculating data) เป็นการนำผลการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา

(V–NET) ปีการศึกษา 2562 มาทำการคำนวณด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำเร็จรปู (Microsoft Excel 2010) สถติ ทิ ี่ใช้ในการดำเนนิ งาน ได้แก่ ร้อยละ และคา่ เฉล่ยี

5) การทดสอบผลลพั ธ์ (Testing the solution) เป็นวธิ ีการทางคณิตศาสตร์ โดยใช้โปรแกรม
คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป (Microsoft Excel 2010) ทบทวนความเป็นไปได้ และความมีเหตุผลของผลลัพธ์ก่อน
นำไปใช้ เพ่ือหาจดุ บกพร่องของผลลัพธ์

6) การนำผลลัพธ์ไปใช้แก้ปัญหา (Implementation) เป็นการนำเสนอข้อมูลประกอบตาราง
และเสนอเปน็ ความเรยี ง ดังนี้

6.1) นำข้อมูลผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นท่ีได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ ซ่ึงเกณฑ์ ได้แก่ ค่าเฉล่ีย
คะแนนความรดู้ ้านสมรรถนะหลัก และสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ไม่น้อย
กว่ารอ้ ยละ 50 ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ ด้านสมรรถนะหลัก และสมรรถนะทั่วไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2561 และค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป ระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2559 – 2561 (3 ปีการศึกษาย้อนหลัง) และเปรียบเทียบ
คะแนนระดับประเทศ ระดับภาคใต้ และระดบั กลมุ่ จังหวัด

6.2) นำข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอแนะ โดยการเช่ือมโยง
ข้อมูลผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ีสิบสอง แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 แผนพัฒนา
การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบาย
การตรวจราชการประจำปี พ.ศ. 2562 เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ เทจ็ จริงทน่ี า่ เชื่อถือและถูกตอ้ งแมน่ ยำ

7) รายงานผลการดำเนินงาน โดยจัดทำเป็นรูปเล่มเสนอแก่ผู้บริหาร และประชาสัมพันธ์
หน่วยงานท่เี กี่ยวขอ้ ง

74

สถติ ใิ นการวเิ คราะห์
สถิติท่ีใช้การวิเคราะห์ผลการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของสถาบันทดสอบ

ทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ปีการศกึ ษา 2562 ประกอบด้วย
1. คะแนนเฉลยี่ (Arithmetic Mean)

เมือ่ แทน คา่ เฉลีย่
แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด
แทน จำนวนคนทั้งหมด

2. สัดส่วน (Proportion) คือ ความสัมพันธ์ของจำนวนย่อยกับจำนวนรวมท้ังหมด กล่าวคือ
ใหถ้ ือจำนวนรวมท้ังหมดเปน็ 1 สว่ น

3. อัตราร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ (Percentage or Percent) คือ สัดส่วน เม่ือเทียบต่อ 100
การคำนวณก็ทำได้ง่าย โดยเอา 100 ไปคณู สัดสว่ นที่ต้องการหาผลลัพธ์กจ็ ะออกมาเปน็ ร้อยละ หรือเปอรเ์ ซน็ ต์

บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

การศึกษาและวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET)
ระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ปกี ารศึกษา 2562 กล่มุ จังหวดั ภาคใต้ฝ่งั อ่าวไทย สรปุ ได้ดงั นี้

1. ผลวิเคราะห์การทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) กลุ่มกลุ่มจังหวัดภาคใต้
ฝง่ั อา่ วไทย

1.1 ค่าเฉลีย่ คะแนน ระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ปีที่ 3 (ปวช.3) ปีการศกึ ษา 2562
1.2 ค่าเฉลีย่ คะแนน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ปกี ารศึกษา 2561
1.3 ค่าเฉล่ยี คะแนน ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชีพปที ี่ 3 (ปวช.3) ปกี ารศึกษา 2560
1.4 ค่าเฉล่ยี คะแนน ระดับประกาศนยี บตั รวิชาชพี ปที ่ี 3 (ปวช.3) ปกี ารศกึ ษา 2559
2. เปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติดา้ นอาชวี ศึกษา (V-NET) กลมุ่ จังหวดั ภาคใตฝ้ ั่งอา่ วไทย
2.1 เปรยี บเทียบปกี ารศกึ ษา 2561 กับ ปกี ารศึกษา 2562
2.2 เปรียบเทียบปกี ารศกึ ษา 2559 – 2561 กบั ปกี ารศึกษา 2562
3. ผลวเิ คราะห์การทดสอบคะแนนความรู้ดา้ นสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่วั ไป
ตามองค์ประกอบของเน้ือหา และเนือ้ หาหลัก กลมุ่ จังหวัดภาคใต้ฝ่ังอา่ วไทย
3.1 ค่าเฉล่ียคะแนน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ความรู้ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะทั่วไป ตามองค์ประกอบของเนื้อหา ปีการศึกษา 2562 จำแนกเป็น ฉบับท่ี 1 ประกอบด้วย
2 ทักษะ ดังน้ี 1) ทักษะภาษาและการสื่อสาร 2) ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา และฉบับท่ี 2 ประกอบด้วย
2 ทักษะ ดังนี้ 1) ทกั ษะทางสงั คม และการดำรงชีวิต 2) ทักษะการจดั การงานอาชพี
3.2 ค่าเฉล่ียคะแนน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ความรู้ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะทั่วไป ตามเนื้อหาหลัก ปีการศึกษา 2562 จำแนกเป็นรายวิชา ประกอบด้วย 8 รายวิชา
ดงั นี้

1) สื่อสารโดยใช้ภาษาไทยในชวี ติ ประจำวันและในงานอาชีพ
2) สื่อสารโดยใชภ้ าษาองั กฤษในชวี ติ ประจำวนั และในงานอาชพี
3) การแก้ไขปญั หาในงานอาชพี โดยใชห้ ลักการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
4) การแก้ไขปญั หาในงานอาชพี โดยใช้หลักการและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
5) ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา วัฒนธรรม สิทธิหน้าท่ีพลเมือง เศรษฐกิจพอเพียง และ
ค่านิยมอนั พึงประสงค์
6) พัฒนาบุคลิกภาพและสุขลักษณะโดยใช้หลักการและกระบวนการด้านสุขศึกษา
และพลศกึ ษา

76

7) ปฏบิ ัติตนตามหลักการในงานอาชีพ หลกั การบริหารงานคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และ
ความปลอดภยั ในการทำงาน

8) การใช้คอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมสำเร็จรูป และ
อินเทอร์เน็ตตามหลักการและกระบวนการ ตามลกั ษณะงานอาชีพ

4. เปรียบเทียบผลการทดสอบ คะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะ
ตามองค์ประกอบของเน้ือหา และเน้ือหาหลัก ระดับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ระดับภาคใต้ และ
ระดับประเทศ ปกี ารศกึ ษา 2562

4.1 เปรียบเทียบคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ตามองค์ประกอบ
ของเนือ้ หา ปีการศึกษา 2562

4.2 เปรียบเทียบคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป ตามเน้ือหาหลัก
ปกี ารศึกษา 2562

1. ผลวเิ คราะห์การทดสอบระดับชาติด้านอาชวี ศกึ ษา (V-NET) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝงั่ อ่าวไทย

1.1 ค่าเฉลยี่ คะแนน ระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562

ตารางท่ี 9 แสดงค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่วั ไป ระดับประกาศนยี บัตร
วิชาชพี ปที ่ี 3 (ปวช.3) กลุ่มจงั หวัดภาคใต้ฝง่ั อา่ วไทย ปกี ารศกึ ษา 2562

จังหวัด จำนวนผเู้ ขา้ สอบ คะแนนเฉลย่ี อนั ดบั
ชมุ พร 1,139 44.18 4
สรุ าษฎร์ธานี 2,196 45.17 2
นครศรีธรรมราช 4,137 43.49 5
พัทลงุ 1,018 44.52 3
สงขลา 3,733 45.53 1
กลุ่มจงั หวดั ภาคใต้ฝ่งั อ่าวไทย 12,223 43.93

จากตารางท่ี 9 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะทั่วไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) มีค่าเฉลี่ยคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50
( ̅= 43.93)

77

เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉล่ียคะแนนสูงสุด คือ จังหวัดสงขลา
( ̅= 45.53) รองลงมา คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 45.17) จังหวัดพัทลุง ( ̅= 44.52) และจังหวัดชุมพร
( ̅= 44.18) ตามลำดบั

สว่ นจังหวัดท่มี คี ่าเฉลย่ี คะแนนต่ำสุด คอื จังหวดั นครศรธี รรมราช ( ̅= 43.49)
1.2 ค่าเฉลี่ยคะแนน ระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชพี ปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศกึ ษา 2561
ตารางที่ 10 แสดงคา่ เฉล่ียคะแนนความรดู้ า้ นสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพปที ่ี 3 (ปวช.3) กล่มุ จังหวดั ภาคใตฝ้ ง่ั อา่ วไทย ปกี ารศกึ ษา 2561

จังหวดั จำนวนผเู้ ข้าสอบ คะแนนเฉล่ยี อนั ดบั
ชมุ พร 1,107 42.60 2
สรุ าษฎร์ธานี 2,338 42.48 4
นครศรธี รรมราช 4,298 41.86 5
พทั ลงุ 901 42.52 3
สงขลา 3,557 43.67 1
กลุ่มจงั หวัดภาคใตฝ้ ่ังอ่าวไทย 12,201 42.62

จากตารางท่ี 10 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) มีค่าเฉล่ียคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50
( ̅= 42.62)

เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉล่ียคะแนนสูงสุด คือ จังหวัดสงข ลา
( ̅= 43.67) รองลงมา คือ จังหวัดชุมพร ( ̅= 42.60) จังหวัดพัทลุง ( ̅= 42.52) และจังหวัดสุราษฎร์ธานี
( ̅= 42.48) ตามลำดบั

สว่ นจงั หวัดทีม่ คี ่าเฉลีย่ คะแนนต่ำสุด คือ จงั หวัดนครศรีธรรมราช ( ̅= 41.86)

78

1.3 ค่าเฉล่ยี คะแนน ระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี ปีที่ 3 (ปวช.3) ปกี ารศกึ ษา 2560
ตารางท่ี 11 แสดงค่าเฉลยี่ คะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบตั ร

วชิ าชพี ปีท่ี 3 (ปวช.3) กล่มุ จังหวดั ภาคใตฝ้ ่งั อา่ วไทย ปีการศึกษา 2560

จังหวัด จำนวนผเู้ ข้าสอบ คะแนนเฉลีย่ อนั ดับ
ชมุ พร 1,090 42.59 3
สุราษฎรธ์ านี 1,948 42.87 2
นครศรธี รรมราช 4,075 42.13 4
พทั ลุง 780 41.56 5
สงขลา 3,504 43.34 1
กลุ่มจงั หวดั ภาคใตฝ้ ่ังอ่าวไทย 11,357 42.32

จากตารางท่ี 11 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) มีค่าเฉล่ียคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50
( ̅= 42.32)

เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดท่ีมีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงสุด คือ จังหวัดสงขล า
( ̅= 43.34) รองลงมา คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 42.87) จังหวัดชุมพร ( ̅= 42.59) และจังหวัด
นครศรีธรรมราช ( ̅= 42.13) ตามลำดบั

สว่ นจงั หวดั ที่มคี า่ เฉลีย่ คะแนนต่ำสดุ คอื จงั หวัดพัทลุง ( ̅= 41.56)

1.4 คา่ เฉลี่ยคะแนน ระดับประกาศนยี บตั รวิชาชพี ปีที่ 3 (ปวช.3) ปกี ารศกึ ษา 2559
ตารางท่ี 12 แสดงคา่ เฉลย่ี คะแนนความรดู้ ้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบตั ร

วิชาชีพปที ่ี 3 (ปวช.3) กลุ่มจังหวัดภาคใตฝ้ งั่ อ่าวไทย ปีการศกึ ษา 2559

จังหวดั จำนวนผูเ้ ข้าสอบ คะแนนเฉลีย่ อันดบั
ชมุ พร 937 38.20 3
สรุ าษฎรธ์ านี 1,791 38.56 2
นครศรธี รรมราช 3,912 37.59 5
พทั ลุง 855 37.61 4
สงขลา 3,425 39.29 1
กลมุ่ จังหวัดภาคใต้ฝัง่ อ่าวไทย 10,920 38.52

79

จากตารางที่ 12 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ

หลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) มีค่าเฉล่ียคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50

( ̅= 38.52)

เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดท่ีมีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงสุด คือ จังหวัดสงขลา

( ̅= 39.29) รองลงมา คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 38.56) จังหวัดชุมพร ( ̅= 38.20) และจังหวัด

พทั ลงุ ( ̅= 37.61) ตามลำดับ

ส่วนจังหวัดที่มคี า่ เฉลย่ี คะแนนต่ำสดุ คือ จงั หวดั นครศรีธรรมราช ( ̅= 37.59)

2. เปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) กลุ่มจังหวัดภาคใต้

ฝ่ังอ่าวไทย

2.1 เปรยี บเทยี บปกี ารศึกษา 2561 กบั ปกี ารศึกษา 2562

ตารางท่ี 13 แสดงเปรยี บเทยี บคา่ เฉลี่ยคะแนนความร้ดู า้ นสมรรถนะหลกั และสมรรถนะทว่ั ไป ระดบั

ประกาศนียบตั รวชิ าชีพปที ่ี 3 (ปวช.3) กลุม่ จงั หวัดภาคใตฝ้ งั่ อ่าวไทย ปีการศึกษา 2561 กบั

ปีการศกึ ษา 2562

จังหวัด 2561 2562 +เพิม่ ขน้ึ , ระดบั อนั ดับ
-ลดลง คะแนน

ชุมพร 42.60 44.18 1.58 5 5

สุราษฎร์ธานี 42.48 45.17 2.69 5 1

นครศรธี รรมราช 41.86 43.49 1.63 5 4

พทั ลุง 42.52 44.52 2 5 2

สงขลา 43.67 45.53 1.86 5 3

กลมุ่ จังหวัดภาคใตฝ้ งั่ อ่าวไทย 42.62 43.93 1.31 5

คะแนนเฉล่ยี ปีการศกึ ษา 2561 มคี า่ เท่ากบั 3, ช่วงการปรับระดบั การใหค้ ะแนน +/- 0.75 ตอ่ 1 คะแนน

จากตารางท่ี 13 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ

หลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562 เปรียบเทียบ

ปกี ารศกึ ษา 2561 มีคา่ เฉลยี่ คะแนนเพ่ิมขึ้น ( ̅= 1.31) และมคี า่ ระดับคะแนนเท่ากบั 5

เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดท่ีมีค่าเฉล่ียคะแนนเพ่ิมขึ้นและมีค่าระดับคะแนน

เท่ากับ 5 คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 2.69) รองลงมา คือ จังหวัดพัทลุง ( ̅= 2) จังหวดั สงขลา ( ̅= 1.86)

จังหวัดนครศรีธรรมราช ( ̅= 1.63) และจังหวัดชมุ พร ( ̅= 1.58)

80

2.2 เปรยี บเทยี บปกี ารศกึ ษา 2559-2561 กับ ปีการศกึ ษา 2562
ตารางที่ 14 แสดงเปรยี บเทยี บค่าเฉล่ียคะแนนความรดู้ ้านสมรรถนะหลกั และสมรรถนะทัว่ ไป ระดับ

ประกาศนียบตั รวิชาชพี ปีที่ 3 (ปวช.3) กลมุ่ จังหวัดภาคใตฝ้ งั่ อา่ วไทย
ปีการศึกษา 2559-2561 กบั ปกี ารศึกษา 2562

จังหวดั 3 ปีการศึกษา 2562 +เพิม่ , ระดบั อนั ดับ
ย้อนหลงั -ลดลง คะแนน

ชมุ พร 41.13 44.18 3.05 5 3

สรุ าษฎรธ์ านี 41.73 45.17 3.44 5 2

นครศรีธรรมราช 41.23 43.49 2.26 5 5

พทั ลงุ 41.03 44.52 3.49 5 1

สงขลา 42.67 45.53 2.86 5 4

กลมุ่ จงั หวดั ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย 41.54 43.93 2.39 5

ค่าเฉลี่ยคะแนน 3 ปกี ารศึกษายอ้ นหลงั (2559-2561) มีคา่ เท่ากับ 3, ช่วงการปรบั ระดับการให้คะแนน

+/- 0.75 ต่อ 1 คะแนน

จากตารางท่ี 14 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ

หลักและสมรรถนะทั่วไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ปีการศึกษา 2562 เปรียบเทียบกับ 3 ปี

การศึกษายอ้ นหลงั (2559-2561) มีค่าเฉลี่ยคะแนนเพิม่ ขน้ึ ( ̅= 2.39) และมีค่าระดบั คะแนนเทา่ กบั 5

เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนเพิ่มข้ึน และมีค่าระดับคะแนน

เท่ากับ 5 คือ จังหวัดพัทลุง ( ̅= 3.49) รองลงมา คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 3.44) จังหวัดชุมพร

( ̅= 3.05) จังหวัดสงขลา ( ̅= 2.86) และจงั หวัดนครศรธี รรมราช ( ̅= 2.26)

81

3. ผลการวิเคราะห์คะแนนความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ฉบับที่ 1 และ ฉบับท่ี 2
ตามองค์ประกอบของเน้ือหา และเนื้อหาหลัก ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) กลุ่มจังหวัด
ภาคใต้ฝง่ั อ่าวไทย ปกี ารศึกษา 2562

3.1 ค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ตามองค์ประกอบของ
เนือ้ หาระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ปที ี่ 3 (ปวช.3) ปีการศกึ ษา 2562

ตารางที่ 15 แสดงคา่ เฉล่ยี คะแนนความร้ดู า้ นสมรรถนะหลกั และสมรรถนะท่วั ไป ฉบบั ที่ 1 และ ฉบบั ท่ี 2
ตามองคป์ ระกอบของเนื้อหา ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี ปีที่ 3 (ปวช.3) กลมุ่ จงั หวัดภาคใต้
ฝ่ังอา่ วไทย ปกี ารศึกษา 2562

องค์ประกอบเน้ือหา ชุมพร สรุ าษฎรธ์ านี นครศรีธรรมราช พทั ลุง สงขลา คา่ เฉลย่ี อันดับ
คะแนน

ทกั ษะภาษาและการสื่อสาร 39.48 41.27 39.49 39.08 42.02 40.27 3

ทักษะการคดิ และการแก้ปัญหา 36.20 36.83 35.29 37.41 36.87 36.52 4

ทกั ษะทางสังคม และกาดำรงชีวิต 54.20 54.65 52.91 53.84 54.31 53.98 1

ทกั ษะการจัดการงานอาชีพ 46.83 47.85 46.22 47.75 48.89 47.51 2

คา่ เฉลยี่ คะแนน 44.18 45.17 43.49 44.52 45.53

กลุม่ จงั หวดั ภาคใตฝ้ ่ังอ่าวไทย 4 2 5 31

จากตารางที่ 15 พบว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ค่าเฉล่ียคะแนนความรู้ด้านสมรรถนะ
หลักและสมรรถนะท่ัวไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 3 (ปวช.3) ภาพรวมกลุ่มจงั หวัดภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทย
ปีการศึกษา 2562 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ (1) จังหวัดสงขลา ( ̅= 45.53) (2) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
( ̅= 45.17) (3) จังหวัดพัทลุง ( ̅= 44.52) (4) จังหวัดชุมพร ( ̅= 44.18) และ(5) จังหวัดนครศรีธรรมราช
( ̅= 43.49)

เม่ือจำแนกเป็นองคป์ ระกอบของเนื้อหา พบว่า ทักษะทางสังคม และการดำรงชีวิต มีค่าเฉล่ีย
คะแนนมากทส่ี ุด ( ̅= 53.98) และรองลงมา คอื ทักษะการจัดการงานอาชีพ ( ̅= 47.51) ทักษะภาษาและการ
ส่ือสาร ( ̅= 40.27) และน้อยทีส่ ุด คือทกั ษะการคิดและการแก้ปญั หา ( ̅= 36.52)

82

ส่วนการจำแนกองค์ประกอบของเนื้อหา เป็นรายจังหวัด พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้
ดา้ นสมรรถนะหลกั และสมรรถนะท่ัวไป ฉบบั ที่ 1 ปกี ารศึกษา 2562 ดังน้ี

1) ทักษะภาษาและการสื่อสาร ภาพรวมค่าเฉล่ียคะแนน ( ̅= 40.27) เมื่อจำแนกเป็นราย
จังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนมากที่สุดคือ จังหวัดสงขลา ( ̅= 42.02) รองลงมา คือ
จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี ( ̅= 41.27) จงั หวัดนครศรีธรรมราช ( ̅= 39.49) จังหวัดชุมพร ( ̅= 39.48) และจังหวัด
พัทลงุ ( ̅= 39.08)

2) ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา ภาพรวมค่าเฉลี่ยคะแนน ( ̅= 36.52) เม่ือจำแนกเป็น
รายจังหวัด พบว่า จังหวัดท่ีมีค่าเฉลี่ยคะแนนมากท่ีสุดคือ จังหวัดพัทลุง ( ̅= 37.41) รองลงมา คือ จังหวัด
สงขลา ( ̅= 36.87) จงั หวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 36.83) จงั หวดั ชมุ พร ( ̅= 36.20) และจังหวัดนครศรีธรรมราช
( ̅= 35.29)

ส่วนการจำแนกองค์ประกอบของเน้ือหา เป็นรายจังหวัด พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้
ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทวั่ ไป ฉบบั ที่ 2 ปีการศกึ ษา 2562 ดังนี้

1) ทักษะทางสังคม และการดำรงชีวิต ภาพรวมค่าเฉล่ียคะแนน ( ̅= 53.98) เมื่อจำแนกเป็น
รายจังหวัด พบว่า จังหวัดท่ีมีค่าเฉลี่ยคะแนนมากท่ีสุดคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ( ̅= 54.65) รองลงมา คือ
จังหวดั สงขลา ( ̅= 54.31) จังหวัดชมุ พร ( ̅= 54.20) จังหวดั พทั ลุง ( ̅= 53.84) และจังหวัดนครศรีธรรมราช
( ̅= 52.91)

2) ทักษะการจัดการงานอาชีพ ภาพรวมค่าเฉลี่ยคะแนน ( ̅= 47.51) เม่ือจำแนกเป็น
รายจังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉล่ียคะแนนมากท่ีสุดคือ จังหวัดสงขลา ( ̅= 48.89) รองลงมา คือ จังหวัด
สรุ าษฎร์ธานี ( ̅= 47.85) จังหวดั พัทลุง ( ̅= 47.75) จังหวดั ชุมพร ( ̅= 46.83) และจังหวัดนครศรีธรรมราช
( ̅= 46.22)

3.2 ค่ าค ะแ น น ค วาม รู้ด้ าน สม รรถ น ะห ลัก แ ละส ม รรถ น ะทั่ วไป ต าม เนื้ อ ห าห ลั ก
ระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ปที ี่ 3 (ปวช.3) รายจังหวดั ปีการศึกษา 2562


Click to View FlipBook Version