The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by TIPPAMAT DONTRIPONG, 2021-08-07 06:25:03

วิจัยในชั้นเรียน2/2563

-

รายงานการวิจยั ในชั้นเรยี น

เร่ือง การเปรียบเทยี บความสามารถในการอา นจับใจความ
ของนักเรยี น ช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 6 ระหวางการจัดการเรียนรู
โดยใชเทคนคิ 5W1H และการสอนปกติ

นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
ตำแหนง ครู วิทยฐานะ ครชู ำนาญการ

กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
ประจำภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศกึ ษา 2563
โรงเรียนกรรณสูตศกึ ษาลัย จงั หวัดสุพรรณบุรี
สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษาสพุ รรณบรุ ี

รายงานการวจิ ยั ในชั้นเรยี น : การเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียน
ผูวจิ ัย ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 6 ระหวางการจัดการเรียนรูโ ดยใชเ ทคนคิ 5W1H
ตำแหนง และการสอนปกติ
นางสาวทพิ มาศ ดนตรีพงษ
ครู วทิ ยฐานะ ครชู ำนาญการ กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย

บทคัดยอ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือ (1) เปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของ

นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ระหวางการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H กับการสอนปกติ
(2) เปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 ระหวาง
กอนเรียนกับหลังเรียนดวย การจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H (3) เปรียบเทียบความสามารถ
ในการอานจับใจความของนักเรียน ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6 ระหวางกอนเรียนกับหลังเรียนดวยการ
จัดการเรียนรูการสอนปกติ

กลุมตัวอยางในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา
2563 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี จํานวน 79 คน กลุมตัวอยางแบงเปน 2 กลุม
คือ กลุมทดลองซึ่งจัดการเรียนรูการอานจับใจความโดยใชเทคนิค 5W1H จํานวน 37 คน
กับกลุมควบคุมซึง่ จัดการเรยี นรูโดยใชการสอน ปกติ จํานวน 42 คน เคร่อื งมือที่ใชในการเกบ็ รวบรวม
ขอ มูล คือ แบบวดั ความสามารถในการอานจับใจความ เครอ่ื งมือที่ใชใ นการทดลอง คือ แผนการจัดการ
เรียนรูการอานจับใจความโดยใชเ ทคนิค 5W1H กบั แผนการจัดการเรียนรกู ารอานจับใจความการสอน
ปกติ ระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห รวมท้ังสิ้น 8 คาบ วิเคราะหขอมูลโดยหาคาเฉล่ียกอนเรียน
แหละหลงั เรียน ผลการวจิ ัยพบวา

1. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 ท่ีไดรับการจัด
กิจกรรมการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H หลังเรียนสูงกวานักเรียนที่ไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู
การสอนปกติ

2. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 ท่ีไดรับการจัด
กจิ กรรมการเรียนรโู ดยใชเทคนคิ 5W1H หลงั เรยี นสงู กวา กอ นเรยี น

3. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ที่ไดรับการจัด
กิจกรรมการเรียนรกู ารสอนปกติหลงั เรยี นสูงกวากอนเรียน

ท่ีมาและความสำคัญ

การอานเปนวธิ สี าํ คญั ในการศึกษาหาความรู ท่ีจะทําใหผ ูเรยี นเกิดความรูค วามเขา ใจดว ยตนเอง
ทัง้ ยังเปนการสรา งเสริมประสบการณแ ละความคิดนําไปสูการพฒั นาในดา นตาง ๆ เชน ดานการศึกษา
ดานเทคโนโลยี ดานเศรษฐกิจ ฯลฯ ที่ผูเรียนสนใจการอานมีความสําคัญในการเรียนท้ังยังเปนทักษะ
พื้นฐาน ในทุกวิชา ดวยเหตุน้ีกระทรวงศึกษาธิการ (2560) จึงมีนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษาให
ได มาตรฐานสากลดวยการสงเสริม การอาน ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช
2551 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย (2551: หนา 1) จึงไดระบุคุณภาพของนักเรียนทุกระดับชั้นวา
นักเรียนตองมี ความชํานาญในการอานเพ่ือความเขาใจ แมวาการอานเพื่อความเขาใจ จับใจความจะ
เปนทักษะสําคัญที่กําหนดใหจัดการเรียนรูในกลุม สาระการเรียนรูภาษาไทยทุกระดับชั้น แตปจจุบันก็
ยงั พบวา นักเรียนยังคงขาดทักษะการอานเพื่อจบั ใจความ

สาเหตุหน่ึงที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความสามารถในการอานจับใจความต่ำกวา
เกณฑมาตรฐาน อาจเนื่องมาจากปญหาสภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระยะที่ผานมายัง
ไมไดผลเปนที่ นาพอใจ ดังน้ันถาครูผูสอนสามารถแสวงหากระบวนการ และวิธีการจัดการเรียน
การสอนท่มี ีประสทิ ธิภาพก็ จะทําใหป ระเทศชาตพิ ัฒนากาวหนา ทางการศกึ ษา ทําใหพ ลเมอื งมีคุณภาพ

ยุคของการปฏิรูปการศึกษาจะเห็นไดวา โลกในปจจุบันเปนโลกแหงการเรียนรูจากทั้งภายใน
และ ภายนอกหองเรียน สําหรับการเรียนรูในหองเรียน สถานศึกษาและครูจะมีบทบาทสําคัญ สวนการ
เรียนรู ภายนอกหองเรียน บานและชุมชนจะเขามามีบทบาทสําคัญ ซ่ึงองคประกอบที่สําคัญยิ่งอยาง
หน่ึงคือ การจัดการเรยี นรโู ดยใชเ ทคนิค 5W1H เน่ืองดวยกระบวนการเรยี นรูเปน กระบวนการทตี่ อเนือ่ ง
มนุษยเกิด การเรียนรูไดตลอดเวลาทุกสถานที่ การเรียนรูในโรงเรียนอาจไมเพียงพอ ดังนั้นจึงควรจัด
ประสบการณให นักเรียนไดอานไดคิดเพ่ือใหเกิดการเรียนรู มากข้ึน ซึ่งกระบวนการอานการคิด
นอกจากจะทําใหนักเรียนได ทบทวนความรูความเขาใจจากการเรียนในช้ันแลว ยังสงเสริมใหนักเรียน
เปน ตัวของตัวเอง และฝกนกั เรยี น ใหม ีความรับผดิ ชอบ

ดังน้ันในการปฏิรูปการศึกษาการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H จะเปนรูปแบบในการจัด
การเรียนรูที่ไดมาตรฐานและสามารถนํามาพัฒนาผูเรียนใหไดบรรลุตามเปาหมายของการจดั การศึกษา
จึง ควรมีการศกึ ษาอยา งจรงิ จังถงึ ผลของการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H โดยเฉพาะอยา งยง่ิ วิชา

ภาษาไทยท่ีปจจุบันกําลังประสบปญหานักเรียนมีคะแนนเฉล่ียต่ำกวารอยละ 50 อันสมควรที่
จะหาวิธีพัฒนา ศักยภาพของผูเรียนในระยะยาว ผูวิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาการเปรียบเทียบ
ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 ระหวางการจัดการเรียนรโู ดยใช
เทคนิค 5W1H และการอานปกติ เพ่ือศึกษาถึงความสามารถในการอานจับใจความ และนํามาเปน
แนวทางในการพฒั นาการเรยี นการสอนวิชาภาษาไทยตอไป

วตั ถุประสงคของการวจิ ยั
1. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6

ระหวาง การจดั การเรียนรโู ดยใชเ ทคนิค 5W1H กับการสอนปกติ
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6

ระหวา ง กอนเรียนกับหลงั เรียนดว ยการจัดการเรยี นรูโดยใชเ ทคนิค 5W1H
3. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6

ระหวา ง กอนเรียนกับหลงั เรียนดว ยการจดั การเรียนรูการสอนปกติ
สมมติฐานในการวิจัย

1. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ที่ไดรับการ
จดั การเรยี นรู โดยใชเ ทคนคิ 5W1H สูงกวา การจดั การเรยี นรูการสอนปกติ

2. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6 ท่ีไดรับการจัด
การเรียนรู โดยใชเ ทคนิค 5W1H หลงั เรยี นสงู กวากอ นเรียน

3. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 ที่ไดรับการจัด
การเรยี นรู การสอนปกตหิ ลังเรยี นสูงกวากอนเรียน
ขอบเขตของการวจิ ยั
ประชากร

ประชากรท่ีใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย
จังหวัดสพุ รรณบุรี มนี กั เรียนทงั้ หมด 236 คน
กลมุ ตัวอยา ง
กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย
จงั หวัดสพุ รรณบุรี จํานวน 2 หอ งเรียน จากทงั้ หมด 11 หองเรยี น
ตวั แปรทศี่ กึ ษา

1. ตัวแปรอิสระ (independent variable) ไดแก การจดั การเรยี นรู จาํ แนกเปน
1.1 การจดั การเรียนรโู ดยใชเทคนิค 5W1H
1.2 การจดั การเรียนรกู ารสอนปกติ

2. ตวั แปรตาม (dependent variable) คือ ความสามารถในการอา นจบั ใจความของนักเรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 6

ขอบเขตของเนือ้ หา
การจัดการเรียนรูการอานจับใจความ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ดําเนินงานตาม

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
สาระที่ 1 การอา น และสาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม

ประโยชนทค่ี าดวาจะไดรับ
1. ไดแนวทางในการสอนการอานจับใจความโดยใชเทคนิค 5W1H กับการจัดการเรียนรูการ

สอน ปกติ เพอ่ื นําไปประยุกตใ ชใ นระดับชั้นอ่นื
2. ไดแผนการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H กับการจัดการเรียนรูการสอนปกติ เพื่อ

นาํ ไปใชใ น การจดั การเรยี นรไู ดอยางมีประสทิ ธภิ าพ
3. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6มีความสามารถในการอานจับใจความสูงข้ึน โดยการจัดการ

เรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H กับการจัดการเรยี นรกู ารสอนปกติ

การทบทวนวรรณกรรม
ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของกับการเปรียบเทียบความสามารถในการอาน
จบั ใจความนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6 ระหวา งการจัดการเรยี นรูโดยใชเทคนิค 5W1H การสอนปกติ
ดงั น้ี
เทคนิค 5W1H พัฒนาข้ึนโดย Kipling(1912) นักวิชาการดานการศึกษา จากหนังสือ Just So
Stories โดย Rudyard Kipling เร่ือง The Elephant’s child มีเน้ือหาเก่ียวกับชีวิตของสัตวปา
ดําเนินเร่ือง ผา นตัวละครหลักคือ ลูกชางที่มีความอยากรู มันเกิดคําถามวา “จระเขกินอะไรเปนอาหาร
ม้ือเย็น” มันเดินทางไปถามนกกระจอกเทศ ยีราฟ ฮิปโปโป และลิงบาบูน สัตวเหลานี้ไมตอบคําถาม
ของลกู ชา ง มันจึง เดินทางตอไปยังแมน ้ำลมิ โปโป จนกระทง่ั เจอกับจระเข ลูกชางถามคาํ ถามทีต่ นอยาก
รู จระเขบอกวาเดินลง มาในนําใกล ๆ แลวจะตอบคําถาม ลูกชางเช่ือจระเข จนในท่ีสุดจระเขงับขา
ลูกชาง แลวดึงลงน้ำซึ่งผูเขียน ปดทายเร่ืองดวย “I keep six honest serving-men (They taught
me all I know); Their names are What and When and How Where and Who.” เปนวิธีใน
การสํารวจ คนพบความรูโดยการทาทายดวย การตั้งคําถาม เทคนิค 5W1Hน้ี สามารถพัฒนาผูเรียนให
เปน นักอานที่มีความเชยี่ วชาญผาน
การตั้งคําถามตาง ๆ เริ่มจากการเรียนรูจากการอาน ต้ังคําถามประกอบดวย Who What
Where When Why และHow จากน้ันคนพบคําตอบดวยตนเอง โดยอาศัยความเขาใจจากการอาน
วรรณคดี วรรณกรรม ยอ มทําใหผูเรียนพัฒนาความสามารถในการอานจับใจความ เทคนิคน้ียังสงเสริม
ความสัมพันธใ นช้ันเรียน ให นักเรยี นไดแสดงความรูสึกความคิดเหน็ ตอประเด็นตาง ๆ ไดอ ยางอิสระใน
ทกุ ข้ันตอน วิธสี อนนีจ้ ึงสามารถ พัฒนาความสามารถในการอา นจบั ใจความ
การจดั กิจกรรมการอา นโดยใช เทคนคิ 5W1H Kipling (1912, หนา 63) ประกอบดวย
การตง้ั คาํ ถาม 6 คาํ ถาม ดงั นี้
คาํ ถามที่ 1 Who ใคร ผูเรียนบอกถึงบคุ คลท่ีเก่ียวของ
คําถามที่ 2 What อะไร ผเู รยี นบอกถงึ เหตกุ ารณท เ่ี กดิ ขึ้น
คําถามที่ 3 Where ทไ่ี หน ผเู รยี นบอกถึงสถานท่ี ตําแหนง บอกความแตกตาง แตละสถานที่
คาํ ถามที่ 4 When เม่ือไร ผูเรียนบอกถึงลําดับเหตุการณท่ีเกิดขึ้นทั้งอดีต ปจจุบัน และ
อนาคต ระบวุ ันที่ เวลา
คาํ ถามที่ 5 Why ทําไม ผูเรยี นบอกถึงสาเหตุ ความเคลื่อนไหวทีส่ ง ผลตอเรื่อง
คาํ ถามที่ 6 How อยา งไร ผูเ รียนบอกถึงเหตุการณเ กิดข้นึ ไดอ ยางไร และ
จะแกไ ขปญหาอยางไร

วิธีสอนโดยการบรรยาย ตามท่ีทิศนา แขมมณี (2560, หนา 13-15) สรุปความหมายไดวา
กระบวนการที่ผูสอนชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงคที่กําหนด โดยการพูด บอก เลา
อธิบาย สิ่งท่ีตองการสอนแกผูเรียน ใหผูเรียนซักถาม แลวประเมินการเรียนรูของผูเรียนดวยวิธีใดวิธี
หน่ึง ผูสอน จําเปนตองศึกษาเนื้อหาสาระที่จะบรรยายใหแจมแจง คัดเลือกเนื้อหาสาระใดมีความ
จําเปน หรือมปี ระโยชน ตอผูเรียนเพยี งใด มกี ารจัดลาํ ดับเน้ือหาสาระ หากเนื้อหาสาระสว นใดคลุมเครือ
ควรหาตัวอยางเพิ่มเติมประกอบการอธิบาย การบรรยายควรใชคําถามกระตุนผเู รยี น เลาประสบการณ
ท่ีแปลกใหมเ พ่ือสรางความสนใจแกผเู รยี น

การอานจับใจความ Block,Grambrell&Pressley (2002,หนา 4-5) อธิบายความหมาย
การอานจับใจความ หมายถึงกระบวนการสรางความหมายที่ผูอานมีสวนรวมกับขอความและเชื่อมโยง
ขอความ ผูอาน จะเขาใจตัวอักษร ความหมายที่ผูเขียนตองการสื่อสาร ทั้งความหมายตรงตัว
ความหมายท่ีสรางข้ึน บางคน สามารถจับใจความไดงาย แตสําหรับบางคนถือวาเปนเร่ืองยาก สับสน
กับกระบวนการ ผูอานจะตองใชกลวิธีเฉพาะบุคคล ในการเช่ือมโยงในขอความที่ผูอานกําลังอาน
และประเมินคา ในขอ ความทอ่ี า น เพ่ือสามารถ ประยุกตสิ่งทีอ่ า นกบั ชวี ติ ผูอานได

การจัดกจิ กรรมการอานจบั ใจความ นาวินี หลําประเสรฐิ และคณะ (2551, หนา 58) มหี ลักการ
ดงั น้ี

1. สํารวจและพิจารณาขอเขียนท่ีอานกลาวถึงสิ่งใดเปนสําคัญ มีคําศัพท สํานวนหรือโวหารที่
ไม ทราบความหมาย ก็ใหหาความหมายจากแหลงการเรียนรูตาง ๆ เชน พ จนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 นอกจากน้ีสํารวจโครงสราง ของขอเขียนวาประกอบดวย
ช่ือเร่ือง หัวขอหลักอะไรบาง หัวขอรองอะไรบาง และหัวขอเหลานั้นจัดเรียงอยางไร เพ่ือใหเขาใจ
ภาพรวมของเร่อื งกอ นทีจ่ ะอานอยาง ละเอียดตอไป

2. ต้ังคําถามเกี่ยวกับเร่ืองที่อานมีเนื้อหากลาวถึงสิ่งใด ซึ่งขอมูลอาจปรากฏอยูในเร่ืองที่อาน
โดยตรง หรือตองอาศัยการตีความ สังเกตใจความสําคัญหลัก และใจความสําคัญรองในแตละยอหนา
เมอื่ อานและพบ ขอมลู ท่ีเปนใจความสําคัญ ควรทําเคร่ืองหมาย จดบันทกึ ส้ัน ๆ เขยี นแผนภาพหรืออาจ
ทองจําไว เมื่อปฏิบัติ ดังนี้ นักเรียนจะสามารถรวบรวมขอมูลที่เปนสาระสําคัญของเรื่องไดอยาง
ครบถวน

3. สรุปใจความสําคัญจากเร่ืองที่อานในแตละยอหนา โดยการทบทวนแลวบันทึกสรุปส้ัน ๆ
ทายยอ หนาหรือบริเวณที่สังเกตได ซ่ึงสวนใหญใจความสําคัญมักเปนประโยคแรกของยอหนานั้น ซึ่ง
อาจมีใจความ สําคัญอยูตอนกลางยอหนา ใจความสําคัญอยูตอนทายยอหนา และใจความสําคัญอยู
ตอนตน กบั ตอนทา ย ยอ หนา

ความสามารถในการอานจับใจความ Boer&Dallman (1978,หนา 19) แบงความสามารถใน
การอานจบั ใจความ 3 ระดับดังน้ี

1. ความเขา ใจระดับตัวอักษร (Reading the Line) หมายถึง ความเขาใจขอความที่ปรากฏบน
หนากระดาษ ซึ่งเปน การรบั รูความหมายแทจริงทีแ่ สดงออก

2. ความเขา ใจระดับนัยยะ (Reading between the Lines) หมายถึง ความเขาใจความหมาย
ทีไ่ ม ปรากฏในทุกคําศัพท แตผูอ า นเขา ใจโดยการตคี วาม

3. ความเขาใจระดับนําไปใช (Reading beyond the Lines) หมายถึง ผูอานใชความคิด
เกี่ยวกับ แนวคิดของผูเขียนโดยเช่ือมโยงความคิดกับประสบการณเดิมของผูอาน เพ่ือนําแนวคิดนั้น
ไปใช

งานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวขอ ง
ทักษพร โพธ์ิเหมือน (2561) ไดทําวิจัยเก่ียวกับ การพัฒนาการอานจับใจความโดยใชเทคนิค

4W1H สงเสริมทักษะการอานภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 3 ผลการวิจัยพบวา
ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนการอานจับใจความภาษาอังกฤษ คะแนนหลังเรียนสูงกวาคะแนนกอนเรียน
อยางมีนัยสําคญั ทางสถิติที่ ระดบั .05

ดวงพร เฟองฟู (2559) ไดทําการวิจัยเก่ียวกับ การพัฒนาชุดกิจกรรมการอานจับใจความ โดย
ใช เทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมการอาน กลุมสาระการเรียนรูวิชาภาษาไทย ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที่ 6 ผลการวิจัยพบวา นักเรียนมีความสามารถในการอานจับใจความ โดยใชเทคนิค
5W1H มีคะแนนไมตํากวา รอยละ 80 สวนชุดกิจกรรมการอานจับใจความ มีประสิทธิภาพ 84/87.50
ตามเกณฑที่กําหนดไว และนักเรียนมีความพึงพอใจตอชุดกิจกรรมการอานจับใจความ โดยใชเทคนิค
5W1H มีความพึงพอใจอยูใน ระดับมาก

วิธีการดําเนนิ การวิจัย
การวิจัยเร่ืองน้ีเปนการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบศึกษา

กลุม ทดลอง คือกลุมที่ไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H กับกลุมควบคุม คือ
กลุม ท่ีไดรบั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรกู ารสอนปกติ
ประชากรและกลมุ ตัวอยาง
ประชากร

ประชากรท่ีใชในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย
จังหวัดสุพรรณบุรี มนี กั เรียนทัง้ หมด 236 คน
กลมุ ตัวอยาง
กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย
จงั หวดั สุพรรณบุรี จํานวน 2 หอ งเรยี น จากทง้ั หมด 11 หอ งเรยี น
ตัวแปรทศี่ กึ ษา

1. ตวั แปรอสิ ระ (independent variable) ไดแ ก การจัดการเรยี นรู จาํ แนกเปน
1.1 การจดั การเรยี นรโู ดยใชเทคนคิ 5W1H
1.2 การจัดการเรียนรกู ารสอนปกติ

2. ตวั แปรตาม (dependent variable) คือ ความสามารถในการอานจับใจความของนกั เรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6

ขอบเขตของเน้ือหา
การจัดการเรียนรูการอานจับใจความ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ดําเนินงานตาม

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
สาระที่ 1 การอา น และสาระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
การสรา งเครือ่ งมือทใ่ี ชใ นการเกบ็ รวบรวมขอ มูล

1. การสรางแผนการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H โดยเปนแผนในกลุมทดลอง ทั้งหมด 4
แผน จาํ นวนแผนละ 2 คาบ รวมทั้งส้ิน 8 คาบ

2. การสรางแผนการจัดการเรียนรูการสอนปกติโดยเปนแผนในกลุมควบคุม ท้ังหมด 4 แผน
จาํ นวนแผนละ 2 คาบ รวมทั้งสิ้น 8 คาบ

3. แบบวดั ความสามารถในการอา นจับใจความ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 6

การดําเนนิ การวิจยั
1. ผูวิจัยทําการทดสอบกอนเรียน (Pre-test) กับกลุมตัวอยางประชากร โดยใชแบบทดสอบกอน
เรียนเร่ืองการอานจับใจความ จํานวน 15 ขอ ใชเวลาสอบ 30 นาที แลวหาคาเฉลี่ย
ทั้ง 2 หอง
2. ผูวิจัยเปนผูสอนนักเรียนทั้งกลุมทดลองและกลุมควบคุม ตามแผนการจัดการเรียนรูท่ีสรางขึ้น
จํานวนกลุมละ 4 แผน แผนละ 1 คาบ รวมเวลาในการสอนท้ังหมด 8 คาบ ดงั น้ี
2.1 กลุมทดลอง จัดการเรียนการสอนเร่ืองการอานจับใจความโดยประยุกตใชเทคนิค 5W1H
เนน ใหผูเ รยี นเกิดการตงั้ คําถาม เรียนรจู ากการอา นและทําความเขา ใจจากการอา น วรรณกรรม
จน คนพบคาํ ตอบดว ยตนเองและสามารถจบั ใจความสาํ คัญได
2.2 กลุมควบคุม จัดการเรียนการสอนเรื่องการอานจับใจความ โดยใชหลักการสังเกต
ใจความสําคญั หลัก และใจความสาํ คัญรองในแตละยอ หนา แลว สรปุ ใจความสําคัญ
3. เม่อื สอนครบตามกาํ หนดแลวทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) ดวยแบบทดสอบวัดความสามารถ
4. ในการอานจับใจความท่ีผูวิจัยสรางข้ึนจํานวน 15 ขอ รวม 15 คะแนน ใชเวลาใน
การสอบ 30 นาที
5. นําขอ มลู ท่ไี ดจากการทดลองไปวเิ คราะหขอมูลดวยวิธีทางสถิตกิ ารวิเคราะหขอ มลู
1.1 เปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 6
ระหวาง การจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1Hและการสอนปกติ วิเคราะหผล
โดยการวิเคราะหความแตกตางของคาเฉลี่ยความสามารถในการอานจับใจความระหวาง
กลมุ ทดลองและกลุมควบคุม
1.2 เปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6
กอนเรียน และหลงั เรยี นดว ยการจัดการเรยี นรโู ดยใชเทคนิค 5W1H วเิ คราะหข อมูลโดยใช
คาเฉลย่ี
1.3 เปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 6
กอ นเรียน และหลงั เรียนดว ยการจัดการเรียนรกู ารสอนปกตวิ ิเคราะหข อมลู โดยใชคา เฉลี่ย

ผลการวจิ ยั
1. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 ท่ีไดรับการจัดกิจกรรม
การเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H หลังเรียนสูงกวานักเรียนที่ไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู
การสอนปกติ
2. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6ที่ไดรับการจัดกิจกรรม
การเรยี นรูโ ดยใชเ ทคนคิ 5W1H หลังเรียนสงู กวา กอนเรยี น
3. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ท่ีไดรับการจัดกิจกรรม
การเรียนรกู ารสอนปกตหิ ลงั เรยี นสงู กวา กอนเรียน

ตารางท่ี 1 แสดงผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความหลังการจัดกิจกรรม
การเรียนรูโดยใชเ ทคนคิ 5W1H

การสอน จำนวนนักเรียน คา เฉล่ยี
การสอนโดยใชเทคนิค 5W1H 37 21.5
การสอนแบบปกติ 42 18.75

จากตาราง พบวา ความสามารถในการอานจับใจความหลังเรียนของนักเรียนที่ไดรับ
การจัด กิจกรรมการอานจับใจความโดยใชเทคนิค 5W1H กับนักเรียนท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการสอน
ปกติ มีความแตกตางกัน นักเรียนท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการอานจับใจความโดยใช เทคนิค 5W1H
มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร อ า น จั บ ใ จ ค ว า ม สู ง ก ว า นั ก เรี ย น ท่ี ได รั บ ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร ส อ น ป ก ติ
ซง่ึ สอดคลองกับสมมตฐิ านทก่ี าํ หนด

ตารางท่ี 2 แสดงผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความกอนเรียน กับหลังเรียน
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรูโดยใชเทคนิค 5W1H

การทดสอบ จำนวนนักเรยี น คาเฉลี่ย
กอนเรียน 37 16.75
หลังเรียน 37 20.45
จากตาราง พบวา ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนที่ไดรับการจัดกิจกรรม
การเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H กอนเรียนกับหลังเรียน มีความแตกตางกัน กลาวคือ นักเรียนที่
ไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H มีความสามารถในการอานจับใจความหลังเรียน
สงู กวา กอ นเรยี น ซึง่ สอดคลอ งกับสมมตฐิ านท่กี ําหนด

ตารางที่ 3 แสดงผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอานจับใจความกอนเรียนกับ
หลังเรยี นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรกู ารสอนปกติ

กอ นเรยี น การทดสอบ จำนวนนกั เรียน คา เฉลย่ี
42 11.68
หลังเรียน 42 17.35
จากตาราง พบวา ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนที่ไดรับการจัดการเรียนรู
การสอนปกติกอนเรียนกับหลังเรียน มีความแตกตางกัน กลาวคือ นักเรียนที่ไดรับ การจัดการเรียนรู
การสอนปกติ มีความสามารถในการอานจับใจความหลังเรียนสูงกวากอนเรียน ซึ่งสอดคลองกับ
สมมตฐิ านท่กี าํ หนด

การอภิปรายผล
ผวู ิจยั อภิปรายผลจากการคน พบในการวจิ ัยครงั้ นดี้ ังตอไปนี้
1. ความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 6 ดว ยการจดั การเรยี นรู

โดยใชเทคนิค 5W1H สูงกวาการจัดการเรียนรูการสอนปกติ เน่ืองจากเทคนิค 5W1H มีข้ันตอน
ท่ีสงเสริมการคิดอยางมีประสิทธิภาพและพัฒนานักเรียนใหเปนนักอานท่ีมีความเช่ียวชาญ โดยให
นักเรียน ตั้งคําถาม หาคําตอบและเรียบเรียงใจความสําคัญ ของเร่ืองท่ี อานดวยตนเอง
สงผลใหน ักเรยี นเกดิ ความรู ความเขาใจเรื่องทอ่ี านอยา งลึกซ้ึง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการอานจับใจความของกลุม
ทดลอง และกลุมควบคุมจากแบบวัดความสามารถในการอานจับใจความ พบวา กลุมทดลองมีคะแนน
สูงกวากลุม ควบคุม เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H ท่ีเนนการต้ังคําถามและ
ตอบคําถาม ทําใหนักเรียนอานวรรณกรรมไดอยางมีระบบ กลาวไดวา เทคนิค 5W1H สามารถพัฒนา
นักเรยี นใหมีความสามารถในการอานจับใจความ ดวยการสงเสริมใหนักเรยี นมีหลักการในกระบวนการ
คิดท่ีมีประสิทธิภาพรูจักต้ังคําถาม คาดคะเนคําตอบใหครบถวนสมบูรณ ดวยเหตุนี้ ทุกขั้นตอนของ
เทคนิค 5W1H จึงสามารถสงเสริมใหนกั เรียนกลุมทดลองมีคะแนนความสามารถในการอานจับใจความ
สงู กวากลุมควบคมุ

2. ความสามารถในการอา นจับใจความของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 ดวยการจดั การเรียนรู
โดยใชเทคนิค 5W1H หลังเรียนสูงกวากอนเรยี น เนื่องจากขอมูลการบันทึกผลการเรียนรูพบวา เทคนิค
5W1H สามารถพัฒนาความสามารถในการอานจับใจความใหสูงข้ึนได กลาวคือ เม่ือนักเรียนให
ความสนใจกับการทํากิจกรรมในการแทรกเทคนิค 5W1H ตั้งแตการตั้งคําถาม 6 คําถาม แลวสํารวจ
อา น เนื้อเร่อื ง แลว ตอบคําถามทนี่ กั เรียนตัง้ ไว รวมกนั แลกเปลีย่ นเรียนรูเพ่ือตรวจสอบคําตอบใหถ ูกตอ ง
ครบถวน และสรุปเนื้อเรื่อง เรียบเรียงสาระสําคัญใหชัดเจน ทําใหนักเรียนเปนนักอานท่ีมี
ความเช่ียวชาญ อานไดอยาง ลึกซึ้ง รอบดาน สงผลใหนักเรียนมีระดับความสามารถในการอาน
จับใจความของนักเรียนสูงข้ึน โดยผูวิจัย สังเกตวา นักเรียนสวนใหญมีพฤติกรรมท่ีแสดงออกถึง
ความสนุกสนานในการเรียน กระตือรือรนกับการทํา กิจกรรมในทุกกิจกรรม สอดคลองกับพฤติกรรม
การเรยี นของกลมุ ทดลองท่เี ปลี่ยนแปลงในแตล ะสปั ดาห

3. ความสามารถในการอานจบั ใจความของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 1 ดว ยการจดั การเรียนรู
การสอนปกตหิ ลังเรยี นสงู กวากอ นเรยี น เนื่องจากขอมลู จากบันทึกผลการเรยี นรูพบวา การจัด กจิ กรรม
การสอนปกติที่ครู สวนใหญนําเขาสูบทเรียนดวยสื่อตาง ๆ แลวจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยการให
นักเรียนอานบทอานจากเอกสารประกอบการเรียน แลวตอบคําถามตามท่ีครูกําหนด และสรุปความรู
ความเขาใจน้ันจะตองอาศัยการฝกหลายดาน ท้ังการคิด การตั้งคําถาม และการตอบคําถามสงผลให
ผูเรียน เปน นักอา นที่มคี วามเช่ียวชาญ

การจัดกิจกรรมการเรียนรูน้ันจะตองคํานึงถึงการจัดการเรียนรูท่ีเหมาะสมกับนักเรียน
เม่ือวิเคราะห เทคนิค 5W1H ในการจัดการเรียนรูท่ีเนนผูเรียนเปนสําคัญ ผูเรียนมีการสํารวจเนื้อเรื่อง
แลวตั้งคําถาม ใคร ทําอะไร ที่ไหนเมื่อไร ทําไม และอยางไร เปนการเร่ิมตนสงเสริมใหนักเรียน
มีความกระตือรือรนในการเรียนรู หาคําตอบเพื่อตอบคําถามท่ีนักเรียนตั้งคําถามข้ึน และเรียบเรียง
สาระสําคัญเปนขอความท่ีแสดงถึงใจความ สําคัญของที่อานไดอยางชัดเจน กลาวคือ การอาน
จับใจความตองเริ่มจากการพัฒนานักเรียนใหรูจักสํารวจ เน้ือเร่ืองวา ควรอานหรือจับประเด็นสําคัญ

จากเน้ือเรื่องสวนใด สงเสริมใหนักเรียนต้ังคําถามเรื่องท่ีอานแต ละประเภท หัวเร่ืองตามความสนใจ
เชอ่ื มโยงความรู ซึ่งสามารถพัฒนาความเขาใจในการอา นใหส ูงขึน้ ได เน่ืองจากการจดั กิจกรรมการอา นท่ี
หลากหลาย เปดโอกาสใหนักเรียนไดแลกเปล่ียนเรียนรูเพ่ือตอบคําถามรวมท้ังสรุปความรูความเขาใจ
จากเร่ืองท่ีอาน เรียบเรียงสาระสําคัญเช่ือมโยงใจความสําคัญของเน้ือหาท่ีอาน ลวนทําใหนักเรียนเกิด
ความเขา ใจในการอา นทลี่ ึกซ้ึงยิง่ ข้ึน

สรุปไดว า นักเรียนจะเกดิ ความเขา ใจในการอาน มากข้ึน เมือ่ ไดอา นเนอื้ เรอื่ งอยางละเอียดดวย
วิธีการตาง ๆ เชน การอานบุคคล การจับคูอาน การอานแบบ กลุม เปนตน แลวอภิปรายแลกเปล่ียน
เรียนรูคําตอบท่ีไดรับจากการอานกับเพื่อนรวมช้ันเรียน และสรุป สาระสําคัญ เรียบเรียงแสดงความ
เขา ใจหลังการอา น

ดังน้ันเทคนิค 5W1H เปนสวนหนึ่งของกระบวนการเรยี นรูท่ีสําคัญ ซ่ึงผลลัพธจากความสําเร็จ
ของ การจดั การเรียนรูล วนแตสง ผลในเชงิ บวกตอ ผเู รียน ถา ครจู ัดการเรียนใหเปน ข้นั ตอนและเหมาะสม
ใหกับ นักเรียนยอมจะเปนประโยชนตอตัวนักเรียนสูงสุด ซ่ึงการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1Hสงผลตอ
ความสามารถ ในการอานจับใจความ เพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนใหมีคุณภาพ
ย่งิ ขึ้น

ขอ เสนอแนะ
ขอเสนอแนะสําหรบั การใชเทคนคิ 5W1H

1. ครูควรกําหนดเวลาในการอานเนื้อเร่ืองใหเหมาะสม เนื่องจากหากครูใหเวลามากเกินไป
อาจทําใหนักเรียนเรียนรูเน้ือเรื่องทั้งหมด สงผลใหนักเรียนขาดความสนใจในการต้ังคําถามท่ี
ตองการคําตอบจากเนื้อ เรื่อง และไมมีปฏิสัมพันธในช้ันเรียนจากการแลกเปลี่ยนเรียนรูเพ่ือ
ต้ังคําถามในทางกลับกันหากครูใหเวลา นอยเกินไป นักเรียนจะไมสามารถสังเกต
จับสาระสําคญั ไดมากพอ สําหรบั การตอบคําถามที่ต้งั ไว แลวเรียบ เรียงสาระสาํ คญั

2. ครูควรอธิบายเพิ่มเติม แนะนํา หรือขอมูลสนับสนุน เมื่อสังเกตพบวา นักเรียนตอบคําถามผิด
ประเด็นหรอื ไมส ามารถตอบคําถามได

3. ครูควรสรางบรรยากาศในชั้นเรียนใหมีความเปนประชาธิปไตย เปดกวางและใหอิสระทาง
ความคิด สงเสริมใหนักเรียนมีความมั่นในในการแสดงความคิดเหน็ และแลกเปลย่ี นเรียนรู เพื่อ
สรา งปฏสิ ัมพันธ ท่ดี ีภายในช้นั เรียน

4. ครูควรหาบทอานท่ีหลากหลาย เนื่องจากบทอานบางบทอาจมีเน้ือเรื่องไมครอบคลุม
สําหรับการตั้งคาํ ถาม 6 คาํ ถามดังน้ี ใคร ทําอะไร ทไ่ี หน เม่ือไรทาํ ไมและอยางไร

ขอ เสนอแนะสําหรบั การวิจัยครง้ั ตอไป
1. ควรศึกษาผลการใชเทคนิค 5W1H ท่ีมีตอความสามารถในการอานจับใจความของนักเรียน
ในดบั อนื่ ๆ
2. ควรศึกษาผลของการใชเทคนิค 5W1H ท่ีมีตอตัวแปรตามอ่ืน ๆ เชน ความสามารถในการอาน
เชงิ วเิ คราะห ความสามารถในการอานตคี วาม เปน ตน

เอกสารอา งองิ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2560). แผนพฒั นาการศึกษาแหงชาติฉบบั ที่ 12 พ.ศ.2560-2564. (เวบ็ ไซต).

www.moe.go.th. เขาถงึ วนั ท่ี 12 มนี าคม 2561.
ดวงพร เฟองฟู. (2559).การพฒั นาชุดกจิ กรรมการอานจบั ใจความ โดยใชเ ทคนิค 5W1H เพ่อื สง เสรมิ

การอานกลมุ สาระการเรียนรูวิชาภาษาไทย ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 6.(ปริญญาศึกษา
ศาสตร มหาบณั ฑิต สาขาวิชาหลกั สูตรและการสอน). มหาวิทยาลยั ธุรกิจบณั ฑติ ย.
ทักษพร โพธิ์เหมือน. (2561). การพัฒนาการอา นจับใจความโดยใชเ ทคนิค 4W1H สง เสริมทักษะการ

อานภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3.(ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน). มหาวทิ ยาลยั ธุรกิจบัณฑติ ย.
ทศิ นา แขมมณี. (2560). 14 วิธีสอนสําหรับครูมืออาชพี . กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั .
นาวนิ ี หลาํ ประเสริฐ และคณะ. (2551). หลักภาษาและการใชภ าษา ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1. กรงุ เทพฯ:
สถาบันพฒั นาคณุ ภาพวิชาการ.
ศกึ ษาธกิ าร,กระทรวง, กรมวชิ าการ. (2560). สรุปผลการประเมินคุณภาพการศกึ ษาระดบั ชาติ ป
การศกึ ษา 2560. กรุงเทพฯ: องคก ารรบั สง สินคา และพัสดภุ ัณฑ.
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตร. “ ประเด็นหลกั จากผลการประเมิน PISA 2015 ”.FOCUS
ประเด็นจาก PISA. (17). 1-2; พฤษภาคม 2560.
สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน. (2551). ตวั ชี้วัดและสาระการเรยี นรแู กนลาง กลุม สาระ
การเรียนรูภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551.
กรงุ เทพฯ: สาํ นักวิชาการและ มาตรฐานการศกึ ษา.

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๘ เร่ืองสามัคคีเภทคำฉันท หนา 1

วิธีสอนแบบการจัดกจิ กรรมการอา นโดยใช เทคนิค 5W1H

แผนการจดั การเรยี นรูที่ ๑
เรอื่ ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรื่อง ประวตั คิ วามเปน มา ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี ๖
กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหสั วชิ า ท ๓๓๑๐๒

ครูผสู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ

สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ชว้ี ัด

ม.4-6/1 วเิ คราะหแ ละวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเ บอ้ื งตน
สาระสำคัญ

การอา นและศึกษาวรรณคดเี ร่ือง สามัคคีเภทคำฉันท ตอ งวเิ คราะหว จิ ารณตามหลกั การเบ้ืองตน
นอกจากนี้ยังตองรจู กั ความเปนมา และประวตั ผิ ูแตง อีกดวย

ดา นความรู (K)
๑. อธบิ ายความเปน มาของเร่ือง สามัคคเี ภทคำฉนั ทได
๒. วเิ คราะหจ ดุ มงุ หมายการแตง เรอื่ ง สามัคคเี ภทคำฉันทได
๓. วเิ คราะหรปู แบบของเร่อื ง สามัคคีเภทคำฉันทได

ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการใชท ักษะชีวิต

ดา นคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มีวนิ ัย
2. ใฝเรยี นรู
3. มุงมนั่ ในการทำงาน
๔. รกั ความเปนไทย

สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง

- หลกั การวเิ คราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๘ เร่อื งสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 2

กิจกรรมการเรยี นรู
วธิ สี อนแบบการจดั กิจกรรมการอา นโดยใช เทคนิค 5W1H
ขน้ั ที่ 1 กระตุนความสนใจ
๑. ครูแจกเนอ้ื เพลงสามัคคพี ี่นอ งไทย ใหน กั เรยี นกลมุ ละ 1 ชุด แลว ครูเปดซดี ีเพลงสามคั คีพนี่ อ งไทย
ใหน กั เรียนฟง จากนน้ั ใหน ักเรียน แตละกลุม ชว ยกนั พิจารณาเนอื้ เพลงที่ไดฟง และตอบคำถามตอไปนี้
คําถามท่ี 1 Who ใคร ผูเรียนบอกถึงบุคคลที่เกีย่ วของ
คาํ ถามที่ 2 What อะไร ผูเ รยี นบอกถึงเหตกุ ารณท่เี กดิ ข้ึน
คําถามที่ 3 Where ทไ่ี หน ผูเรียนบอกถึงสถานท่ี
คาํ ถามที่ 4 When เมอื่ ไร ผูเรียนบอกถึงลาํ ดบั เหตกุ ารณ ระบุวันที่ เวลา
คาํ ถามที่ 5 Why ทาํ ไม ผูเ รยี นบอกถึงสาเหตุ ความเคล่ือนไหวท่สี งผลตอเรื่อง
คําถามที่ 6 How อยา งไร ผูเ รยี นบอกถึงวิธีการแกไขปญ หา

1) เพลงท่นี ักเรยี นไดฟง มเี น้ือหาสำคญั เกี่ยวกับเรื่องใด
2) นักเรียนคดิ วา หากเราปฏิบตั ิตนตามเนื้อหาในเพลงจะไดสง ผลดี กับตนเองและสงั คม
อยางไรบาง
๒. ครูสุมนกั เรยี นตอบคำถามเปนรายกลมุ โดยครแู ละเพ่ือนกลุมอน่ื รว มกันแสดงความคิดเหน็
เพ่มิ เติม
๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
ข้นั ท่ี 2 สำรวจคน หา
๑. นักเรียนแตละคนในกลุม ศึกษาความรูเ ร่ือง สามัคคเี ภทคำฉนั ท จากหนงั สือเรยี น หนงั สือคนควา
เพิม่ เติม หอ งสมดุ และแหลงขอมลู สารสนเทศ ในประเดน็ ตอ ไปนี้
1) ความเปนมา
2) ประวัตผิ แู ตง
3) ลกั ษณะคำประพนั ธแ ลวบันทึกความรูทไ่ี ดจากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทึกการอาน
๒. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
ขัน้ ท่ี 3 อธบิ ายความรู
๑. นักเรยี นแตล ะคนผลดั กนั อธบิ ายความรทู ไี่ ดจากการศึกษาใหเพ่ือนฟง แบบเลาเรือ่ งรอบวงทลี ะคน
ตามประเดน็ ที่กำหนด ดังนี้
1) ความเปน มา
2) ประวตั ผิ ูแ ตง
3) ลักษณะคำประพนั ธ
๒. แลว ใหน กั เรยี นแตล ะคนผลัดกันซักถามตามประเดน็ ท่สี งสัยและ ผลัดกนั อธบิ ายจนทุกคนมีความ
เขาใจชดั เจนตรงกนั
๓. นกั เรียนแตละกลุมรว มกันสรปุ ความรเู ร่อื ง ความเปนมา ประวัตผิ ูแตง และฉันทลกั ษณเร่ือง
สามัคคเี ภทคำฉนั ท เปน องคความรขู องกลมุ
๔. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๘ เรอ่ื งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 3

ขนั้ ที่ 4 ขยายความเขาใจ
๑. นกั เรยี นแตล ะคนทำใบงานที่ 2.1 เรื่อง รูจกั ประวตั ิ ความเปนมาและฉันทลักษณเ รอ่ื ง สามัคคี
เภทคำฉันท
๒. นักเรยี นแตล ะคนผลัดกนั อธบิ ายคำตอบในใบงานที่ 2.1 แลวรว มกันสรปุ เปน คำตอบของกลมุ
นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล
นกั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 2.1 หนาชนั้ เรียน โดยครแู ละเพอื่ น
นกั เรยี นเปน ผตู รวจสอบความถูกตอง และใหขอเสนอแนะ
7. การวดั และประเมินผล
วธิ กี าร เคร่อื งมือ เกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 2.1 ใบงานท่ี 2.1 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบันทึกการอาน แบบบันทกึ การอาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตความมีวินัย ใฝเ รียนรู มุง มน่ั ในการทำงาน และรัก แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ความเปนไทย

๘. สอ่ื การเรียนรูหรือแหลง การเรียนรู
8.1 1) หนงั สือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สือคน ควา เพ่มิ เติม
- อาจณิ จนั ทรัมพร และ ชว ย พูลเพิม่ . (บรรณาธิการ). (2535). 100 ป ชิต

บรุ ทตั . กรงุ เทพฯ : ดอกหญา .
3) ซดี เี พลงสามัคคีพีน่ องไทย
4) เนือ้ เพลงสามัคคีพน่ี องไทย
5) ใบงานที่ 2.1 เร่ือง รจู กั ประวัติ ความเปน มา และฉนั ทลักษณ เรือ่ ง สามคั คีเภทคำ

ฉนั ท
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมดุ
2) แหลงขอมูลสารสนเทศ
http://th.wikipedia.org/wiki/ชติ _บุรทัต
http://www.thaigoodview.com/node/19169

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูที่ ๘ เร่อื งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 4

เอกสารประกอบการสอน ศิลปิ น : คาราบาว
อลั บมั้ : ลกู ลงุ ข้ีเมา
เพลง สามัคคีพ่ีนอ งไทย

เกดิ แผ่นดนิ น้ี จะอยแู่ ห่งหนใด สาํ นึกในใจพน่ี ้องไทย
ใหเ้ รารกั กนั ไว้ น้ําใจอย่าเหอื ดหาย จงรวมใจกายเป็นหน่งึ เดยี ว
พอ่ บอกแมส่ อนไว้ ใหท้ าํ แตค่ วามดี ใหส้ มศกั ดศิ ์ รคี วามเป็นคน
จติ ใจอย่าฉ้อฉล คดโกงคนดว้ ยกนั ระวงั นรกนนั้ มตี า
โลกจะน่าอยู่ แผ่นดนิ จะร่มเยน็ ดวงจนั ทรผ์ ่องเพญ็ ใสเยน็ งามตา
น้ํายงั พง่ึ เรอื เสอื พง่ึ พงพนา คนเราเกดิ มา...เพอ่ื พง่ึ พาอาศยั กนั
เกดิ แผ่นดนิ น้ี จะเป็นชนชาตไิ หน เลกิ โลภละโมบกนั เสยี ที
ใหท้ าํ แตค่ วามดี ทดแทนการย่าํ ยี สรา้ งความสามคั คปี ระเทศไทย
โลกจะน่าอยู่ แผน่ ดนิ จะร่มเยน็ ดวงจนั ทรผ์ อ่ งเพญ็ ใสเยน็ งามตา
น้ํายงั พง่ึ เรอื เสอื พง่ึ พงพนา คนเราเกดิ มา...เพอ่ื พง่ึ พาอาศยั กนั
เกดิ แผน่ ดนิ น้ี จะเป็นชนชาตไิ หน ใหเ้ ลกิ ละโมบกนั เสยี ที
ใหท้ าํ แต่ความดี ทดแทนการย่าํ ยี สรา้ งความสามคั คปี ระเทศไทย
ใบงาเกนดิทแี่ 2ผ.่น1ดเนิ รนือ่ ง้ี จระูจเปกั ็นปชระนวชตั าิ ตคไิวหานมเปเลน กิ มโาลภและโฉมันบทกลนั ักเษสณยี ท ี

เรื่อง สามัคคเี ภทคำฉันท

ตอนท่ี 1

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ่ี ๘ เร่อื งสามัคคีเภทคำฉันท หนา 5

คำช้ีแจง ใหนกั เรียนเขยี นอธบิ ายประวัตคิ วามเปนมาของเรอื่ ง สามัคคีเภทคำฉันท

 ประวตั คิ วามเป็นมาของเรอ่ื ง สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท์

ตอนที่ 2
คำช้ีแจง ใหนกั เรยี นพจิ ารณาคำประพนั ธทกี่ ำหนด แลวบอกวาคำประพนั ธดงั กลา วใชฉนั ทลักษณชนดิ ใด

พรอมเบญจางคประดิษฐสฤษฎิสดดุ ี
กายจติ วจีไตร ทวาร
ไหวคณุ องคพระสุคตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย มนุ ี
ฉนั ทลักษณชนดิ

2. ลว งลปุ ระมาณ กาลอนุกรม
หนึง่ ณ นยิ ม ทานทวชิ งค
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค เอกกมุ าร

ฉนั ทลกั ษณช นิด

3. บงเนื้อกเ็ น้ือเตน พศิ เสน สรีรร ัว
ท่ัวรา งและทัง้ ตัว ก็ระรกิ ระริวไหว

ฉนั ทลักษณชนดิ

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๘ เรอ่ื งสามคั คีเภทคำฉันท หนา 6

4. ราชามาคธภูบาล เถลงิ หลังคชาธาร
ประเสริฐสงา งามทรง เพียงพาหนาสนอ งค
ควรขัตตยิ ยานยรรยง
สหสั นยั นใดปาน

ฉันทลกั ษณช นิด

5. ขา แตพระจอมจุฬมกุฎ บริสุทธิกำจาย
ปรากฏพระยศระบุระบาย ตระบะเบิกระบอื บุณย
ฉนั ทลักษณช นดิ
6. ผันพระกายกระทบื พระบาทและองึ
พระศพั ทสหี นาทพึง สยองภัย
เอออเุ หมน ะมงึ ชชิ างกระไร
ทุทาสสถลุ ฉะนีไ้ ฉน กม็ าเปน
ฉนั ทลกั ษณช นดิ

7. นาครธา นวิ สิ าลี
เห็นรปิ มุ ี พลมากมาย
ขามติรชล กล็ ุพนหมาย
มุง จะทลาย พระนครตน

ฉนั ทลักษณช นิด

8. แรมทางกลางเถ่ือน หางเพ่ือนหาผู
หน่งึ ใดนกึ ดู เห็นใครไปมี
หลายวันถั่นลว ง เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี ดมุ เดาเขาไป

ฉนั ทลกั ษณช นดิ

9. ละมนะอคตสิ ี่ศูนย ยกุ ตบิ าฐบูรณ
ณคลองธรรม

ฉนั ทลักษณชนดิ

10. สามัคคธี รรมทำลาย มติ รภิทนะกระจาย
สรรพเสื่อมหายน กเ็ ปน ไป

ฉันทลักษณช นดิ

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรูท ี่ ๘ เรื่องสามัคคเี ภทคำฉันท หนา 7
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ ๒

เรื่อง สามัคคเี ภทคำฉันท ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูที่ ๘ เร่อื ง สรุปเนือ้ หาและคำศพั ท ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๖

กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๒
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ

สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชีว้ ัด

ม.4-6/1 วิเคราะหแ ละวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบื้องตน
สาระสำคญั

สามัคคีเภทคำฉันท เปน บทประพนั ธทีม่ ีคณุ คา ท้งั ดา นเนือ้ หา ดานวรรณศลิ ป และดานสงั คม ซ่ึงการท่ี
จะเขาใจเน้ือหาของเร่ืองไดนั้น จำเปน ตอ งรูแ ละเขาใจความหมายของคำศัพททีป่ รากฏอยูในเร่อื ง เพอื่ จะได
ถอดความบทประพันธและเขาใจเน้อื หาของเร่ืองไดอ ยางถูกตอ ง

ดา นความรู (K)
๑. ถอดความคำประพันธเร่อื ง สามัคคีเภทคำฉันท ได
๒. อธิบายความหมายของคำศพั ทที่ปรากฏในเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท ได

ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ทกั ษะการตคี วาม
2. ทักษะการวิเคราะห
3. ทักษะการสงั เคราะห
4. ทกั ษะการประเมนิ
5. ทักษะการประยุกตใชค วามรู

ดา นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มีวนิ ัย
2. ใฝเ รียนรู
3. มงุ มน่ั ในการทำงาน
๔. รักความเปน ไทย

สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง

- หลกั การวิเคราะหและวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรือ่ งสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 8

กิจกรรมการเรยี นรู
วิธีสอนแบบการจดั กิจกรรมการอานโดยใช เทคนคิ 5W1H
ขน้ั นำเขา สูบทเรยี น
๑. ครใู หนักเรยี นรวมกลมุ เดมิ (จากแผนการจดั การเรียนรทู ี่ 1) แลว ใหแ ตล ะกลมุ รวมกนั อา นนทิ าน
เรื่อง พอกบั ลูก ท่ีครแู จกให และชวยกนั ตอบคำถาม
คําถามที่ 1 Who ใคร ผเู รียนบอกถึงบุคคลที่เกยี่ วของ
คาํ ถามท่ี 2 What อะไร ผเู รียนบอกถึงเหตกุ ารณท่ีเกดิ ข้นึ
คําถามที่ 3 Where ท่ีไหน ผเู รยี นบอกถึงสถานท่ี
คาํ ถามท่ี 4 When เมอื่ ไร ผูเรยี นบอกถึงลาํ ดบั เหตกุ ารณ ระบวุ นั ที่ เวลา
คําถามท่ี 5 Why ทาํ ไม ผูเรียนบอกถึงสาเหตุ ความเคลอ่ื นไหวทส่ี งผลตอ เร่ือง
คาํ ถามท่ี 6 How อยางไร ผเู รียนบอกถึงวิธีการแกไขปญหา
เชน นทิ านเรอื่ งนมี้ เี น้ือหาสำคัญเกี่ยวกบั อะไรถา นักเรียนเปนชายแกใ นนิทานเร่ืองน้ี นักเรียนจะมีวิธกี ารแกไข
ปญ หาไมใหลูกๆ ทะเลาะกันไดอยา งไร อธบิ ายเหตุผล
๒. ครูสุม นักเรียนตอบคำถามเปน รายกลมุ โดยครูและเพ่ือนกลมุ อนื่ ชว ยกนั แสดงความคิดเห็นเพิม่ เติม
แลว ครอู ธบิ ายเชอื่ มโยงใหนักเรยี นเขาใจถึงความสำคัญของความสามัคคี
๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
ข้ันสอน
๑. ครแู จกบตั รคำประพันธเร่ือง สามัคคีเภทคำฉันท ใหนักเรียนกลมุ ละ 1 ใบแลวใหน ักเรียนชว ยกนั
ถอดความบทประพนั ธด ังกลาวตามความเขาใจของนักเรียน
๒. ครูสุมนกั เรยี นถอดความบทประพนั ธทกี่ ลุมของตนไดร ับ โดยครูและเพ่ือนกลุม อ่ืนเปนผูตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง แลวครูอธิบายวธิ กี ารถอดความคำประพันธใหนกั เรียนมคี วามรูความเขาใจมากย่งิ ขนึ้
๓. ครใู หน ักเรียนแตละกลุมจับคูกนั เปน 2 คู แลว ใหแ ตละคูร ว มกนั อาน เรือ่ ง สามัคคเี ภทคำฉนั ท
จากหนงั สอื เรยี น แลว ชว ยกนั ถอดความ พรอมทั้งหาความหมายของคำศพั ทเ พิ่มเตมิ จากหนังสือคนควา
เพ่มิ เติม หองสมดุ และแหลง ขอมลู สารสนเทศ
๔. นกั เรียนทำใบงานท่ี 3.1 เรื่อง คนคำไขความจากเรือ่ ง สามคั คีเภทคำฉันท โดยใหน กั เรียนหา
คำตอบดว ยตนเองกอ น แลว จึงจับคูก บั เพ่อื น (คูเดิม) ผลดั กันอธบิ ายคำตอบในใบงานท่ี 3.1
๕. นักเรียนแตละคูรวมกลุมเดิม (4 คน) ผลัดกนั อธบิ ายความรทู ไี่ ดจากการศกึ ษาและการทำใบงานที่
3.1 ใหเพื่อนอีกคหู นงึ่ ฟง ผลัดกนั ซกั ถามหากมีขอสงสยั และอธิบายจนทุกคนมีความเขาใจชัดเจนตรงกนั
นักเรยี นแตล ะกลมุ สงตวั แทนออกมานำเสนอผลงานในใบงานท่ี 3.1 หนาชนั้ เรียน โดยครแู ละเพ่ือนนกั เรียน
รวมกนั ตรวจสอบความถูกตอง
๖. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
ข้ันสรุป
๑. ครแู ละนกั เรียนรว มกนั สรุปเนอ้ื หาและคำศัพทจ ากเร่ือง สามัคคี เภทคำฉนั ท
๒. ครแู นะนำใหนกั เรียนนำความรทู ไ่ี ดจ ากการศกึ ษาไปประยุกตใ ชในการศึกษาความรเู รื่อง สามัคคี
เภทคำฉันท ในดานอื่นๆ ตอไป
๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๘ เรื่องสามคั คีเภทคำฉันท หนา 9

7. การวดั และประเมินผล เกณฑ
วิธกี าร เคร่ืองมือ รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 3.1 ใบงานที่ 3.1 ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝเรยี นรู มงุ มนั่ ในการทำงาน และรัก แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค
ความเปนไทย

๘. ส่อื การเรียนรูหรอื แหลงการเรยี นรู
8.1 สอ่ื การเรยี นรู
1) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สอื คนควาเพม่ิ เติม
(1) ประจกั ษ ประภาพิทยากร. (2533). คมู อื สามัคคีเภทคำฉนั ท. กรงุ เทพฯ : โอ
เดียนสโตร.
(2) ราชบณั ฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2542. กรงุ เทพฯ : นานมบี ุคสพ ับลเิ คช่ันส.
3) บัตรคำประพนั ธ
4) นทิ านเรอ่ื ง พอ กับลูก
5) ใบงานที่ 3.1 เรื่อง คนคำไขความจากเรอ่ื ง สามัคคีเภทคำฉันท
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลง ขอ มูลสารสนเทศ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ี่ ๘ เร่ืองสามัคคเี ภทคำฉันท หนา 10

เอกสารประกอบการสอน

นิทาน เรื่อง พ่อกบั ลูก

ชายแก่คนหน่ึงมลี กู หลายคน ลูกเหล่านนั้ ทะเลาะกนั วนุ่ วายอยเู่ สมอมไิ ดข้ าด พอ่ สงั่ สอนเท่าใด ลูกเหลา่ นนั้ ก็
ไม่เลกิ ทะเลาะกนั วนั หน่ึงพอ่ จงึ บอกใหล้ กู ทกุ คนไปหาแขนงไมไ้ ผ่มาคนละสองสามอนั ตามแต่จะหาได้ เม่อื ทุกคนได้
แขนงไมไ้ ผม่ าแลว้ พอ่ กเ็ อาแขนงไมไ้ ผเ่ หล่านนั้ มามดั รวมกนั เขา้ เป็นกาํ เดยี วกนั จากนนั้ จงึ สง่ ใหล้ ูกหกั แขนงไมไ้ ผท่ งั้
กาํ โดยเตม็ กําลงั ทลี ะคน กไ็ ม่มลี ูกคนไหนหกั ไดส้ กั คนเดยี ว พอ่ จงึ แกม้ ดั แขนงไมไ้ ผ่ออกแลว้ ยน่ื ใหล้ ูกแต่ละคนหกั ทลี ะ
อนั ลูกกห็ กั ไดโ้ ดยงา่ ย พอ่ จงึ พดู ใหฟ้ ังว่า “น่แี หละลกู ถา้ พวกเจา้ รกั กนั พรอ้ มใจกนั ชว่ ยธรุ ะกนั ไม่ว่างานใดๆ ให้
กลมเกลยี วเป็นอนั เดยี วกนั พวกเจา้ กจ็ ะมกี ําลงั มนั่ คงเหมอื นกบั แขนงไผท่ งั้ มดั ถงึ ใครจะคดิ รา้ ยกจ็ ะทํารา้ ยแกพ่ วก
เจา้ มไิ ด้ แตถ่ า้ เจา้ ทะเลาะววิ าทกนั แตกกนั เป็นต่างคนต่างใจแลว้ กจ็ ะเป็นเช่นเดยี วกบั แขนงไผเ่ ป็นอนั ๆ ใครเขาจะ
ทาํ รา้ ย กท็ ําไปทลี ะคน ๆ กจ็ ะหมดพวกเจา้ ทุกคนในไม่ชา้ นานเท่าใด”

บัตรคำประพนั ธ

 พรอ มเบญจางคประดิษฐสฤษฎิสดดุ ี ทวาร
กายจติ วจไี ตร
๏ ไหวคณุ องคพ ระสคุ ตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย มนุ ี
๏ อกี คุณสนุ ทรธรรมคมั ภริ วิธี
พทุ ธพจนประชุมตรี ปฎ ก
๏ ทัง้ คณุ สงฆพิสุทธศาสนดลิ ก
สมั พุทธสาวก นิกร
๏ ขอนอ มคุณพระคเณศวิเศษศิลปธร
เวทางคบวร กวี
๏ เปน เจา แหง วทิ ยาวราภรณศรี
สนุ ทรสวุ าที วิธาน
๏ สรวมชพี หตั ถประณาม ณ เบื้องพระบทมาลย
หมายโพธิสมภาร พระองค
๏ สมเด็จอัครมหาจุฑาธิปพระมง
กุฎเกลา พสิ ฐิ พงศ กษตั ริย
๏ บานบำเทิงพระเถลิงถวลั ยอธิปต ย
ทห่ี กดิลกรฐั ประชา

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๘ เรื่องสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 11

ใบงานท่ี 3.1 เรอื่ ง รูคำไขความจากเรอื่ ง สามคั คเี ภทคำฉันท

คำชี้แจง ใหนกั เรยี นบอกความหมายของคำทข่ี ีดเสนใต และสรุปสาระสำคัญของบทประพนั ธท่ยี กมา

1. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยนั้ มิทนั อะไร กห็ มนิ่ กู
กลกะกากะหวาดขมงั ธนู
บ หอ นจะเหน็ ธวัชรปิ ู สิลา ถอย
ความหมายของคำท่ขี ีดเสนใต
สาระสำคัญของบทประพันธ

2. เสร็จกจิ ประการกัล ปนพลนั ประกาศทำ
ปพพาชนยี กรรม ดุจราชโองการ

ความหมายของคำท่ีขีดเสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

3. ทชิ งคเ จาะจงเจตน กลหเ หตุยยุ งเสรมิ
กระหนำ่ และซำ้ เติม นฤพทั ธกอการณ

ความหมายของคำทีข่ ีดเสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

4. พลหัยพศิ เหน็ เชนเหนิ หาวเหาะเหยาะเดนิ
เดาะเตือนก็เตน ตีนซอย

ความหมายของคำที่ขดี เสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

5. ตางกต็ ระหนก มนอกเตน
ต่ืน บ มเิ วน ตะละผูคน
ท่ัวบรุ คา มจลาจล
เสยี งอลวน อลเวงไป

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๘ เรอื่ งสามัคคีเภทคำฉนั ท หนา 12

ความหมายของคำท่ีขดี เสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

6. มาคธไผทรฐนกิ ร พลออน บ ชำนาญ
ท้งั ส้ินจะสูส มรราญ รปิ นุ นั้ ไฉนไหว

ความหมายของคำท่ีขดี เสนใต
สาระสำคัญของบทประพันธ

7. พราหมณหนึ่งซ่งึ เขา เปน เปาโรหติ
พวกปจ จามติ ร มาคธเขตไกร
ตอ งราชอาญา หนมี าอาศยั
จำไลใ หไป รับเลี้ยงดู

ความหมายของคำที่ขดี เสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

8. เมตตาทยาลุศุภกรรม อุปถมั ภการณุ ย
สรรเสรญิ เจริญพระคุณสนุ ทรพนู พิบูลงาม

ความหมายของคำที่ขีดเสนใต
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๘ เรอ่ื งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 13
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี ๓

เร่อื ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท ๒ คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๘ เรื่อง คุณคาดา นวรรณศิลป ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ ๖
กลุม สาระการเรยี นรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหัสวชิ า ท ๓๓๑๐๒

ครูผูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนรู/ ตัวช้ีวัด

ม.4-6/1 วเิ คราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเ บื้องตน
ม.4-6/3 วิเคราะหและประเมนิ คณุ คา ดานวรรณศิลปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะท่ีเปน
มรดกทางวัฒนธรรม ของชาติ
สาระสำคัญ
การศกึ ษาเร่ือง สามัคคเี ภทคำฉนั ท ตองอธิบายลักษณะและคุณคา ดานวรรณศลิ ปต ามหลักการวิจารณ
เบอื้ งตน
ดา นความรู (K)

๑. วิเคราะหและวจิ ารณเรอื่ ง สามัคคเี ภทคำฉนั ท ตามหลักการวจิ ารณเบอื้ งตน ได
๒. วิเคราะหและประเมนิ คุณคา ดา นวรรณศิลปข องเรื่อง สามคั คเี ภทคำฉันทไ ด
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
ดา นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค (A)
1. มวี ินัย
2. ใฝเ รยี นรู
3. มุง มนั่ ในการทำงาน
๔. รักความเปนไทย
สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
- หลกั การวิเคราะหและวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมเบ้ืองตน
- หลักการวิเคราะหและวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรมดานวรรณศลิ ป

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูที่ ๘ เร่ืองสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 14

กจิ กรรมการเรยี นรู
วธิ ีสอนแบบการจดั กจิ กรรมการอานโดยใช เทคนคิ 5W1H
ขั้นที่ 1 สังเกต
๑. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจดั การเรียนรูท่ี 1) แลว ครตู ิดแผนภูมิตัวอยา งบทประพันธใ ห
นักเรยี นดบู นกระดาน แลวใหนกั เรยี นแตละกลุมชวยกันสงั เกตบทประพันธที่ครูนำมาใหดูวามีลักษณะการใช
ภาษาอยางไร ภาษาที่ใชม ีความไพเราะหรือไม
๒. นกั เรยี นแตละกลุม รวมกนั วิเคราะหบทประพนั ธท ่ีครนู ำมาใหด ูแลว สรุปผล จากนน้ั ครูสมุ นักเรียน
ตอบคำถามเปน รายกลุม โดยครูและเพื่อนกลุมอน่ื รว มกันแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
คาํ ถามที่ 1 Who ใคร ผูเรียนบอกถึงบคุ คลทเี่ กยี่ วของ
คาํ ถามท่ี 2 What อะไร ผูเรยี นบอกถึงเหตุการณท่ีเกิดขึน้
คําถามที่ 3 Where ทไ่ี หน ผูเรียนบอกถึงสถานที่
คําถามท่ี 4 When เมอ่ื ไร ผเู รียนบอกถึงลาํ ดบั เหตุการณ ระบุวันที่ เวลา
คาํ ถามที่ 5 Why ทาํ ไม ผเู รยี นบอกถึงสาเหตุ ความเคลื่อนไหวที่สงผลตอเร่ือง
คําถามที่ 6 How อยางไร ผเู รียนบอกถึงวิธีการแกไขปญ หา
ข้นั ที่ 2 วิเคราะหวิจารณ
๑. ครกู ำหนดบทประพนั ธเ รอ่ื ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท ใหน ักเรียนแตล ะกลมุ (ครูพิจารณาจำนวนบทตาม
ความเหมาะสม)
๒. นกั เรยี นแตละกลุมรวมกนั อานบทประพนั ธท่ีกลุม ของตนไดร ับจากหนังสือเรยี น แลว รว มกนั
วิเคราะหค ุณคา ดา นวรรณศลิ ปข องบทประพนั ธด ังกลาว หากมีขอสงสยั ใหศึกษาความรู จากหนงั สือคนควา
เพิม่ เติม หองสมุด และแหลงขอ มลู สารสนเทศ
๓. นักเรียนแตละกลุมผลดั กันอภปิ รายแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ จนทุกคน มีความเขาใจชัดเจนตรงกนั
๔. นักเรียนแตล ะกลมุ ออกมานำเสนอผลงานท่ีหนาช้นั เรยี น โดยครูและเพื่อนกลมุ อน่ื รวมกัน
ตรวจสอบความถูกตอ ง และใหข อเสนอแนะ
๕. นักเรยี นแตละคนทำใบงานท่ี 4.1 เรือ่ ง พินจิ คา ภาษาศิลปจ ากเรือ่ ง สามัคคเี ภทคำฉันท เสรจ็
แลวนำสง ครู
๖. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
ขน้ั ท่ี 3 สรุป
ครแู ละนกั เรยี นรว มกันสรปุ ความรเู รอื่ ง คณุ คา ดา นวรรณศิลปข องเร่ือง สามัคคีเภทคำฉันท
นกั เรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
7. การวัดและประเมนิ ผล
วิธกี าร เคร่ืองมือ เกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 4.1 ใบงานที่ 4.1 รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตความมีวินัย ใฝเ รยี นรู มงุ มน่ั ในการทำงาน และรกั แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ความเปน ไทย

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรือ่ งสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 15
๘. ส่ือการเรยี นรหู รอื แหลง การเรียนรู

8.1 สอื่ การเรียนรู
1) หนังสือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สือคนควา เพิ่มเติม
(1) ประจักษ ประภาพิทยากร. (2533). คมู อื สามัคคีเภทคำฉนั ท. กรงุ เทพฯ : โอ
เดียนสโตร.
(2) ธเนศ เวศรภาดา. (2549). หอมโลกวรรณศลิ ป : การสรา งรสสุนทรยี แหง
วรรณคดไี ทย. กรงุ เทพฯ : ปาเจรา.
3) แผนภูมติ ัวอยางบทประพันธจ ากเร่อื ง สามัคคีเภทคำฉันท

4) ใบงานท่ี 4.1 เรอื่ ง พินจิ คา ภาษาศลิ ปจ ากเรือ่ ง สามัคคีเภทคำฉันท
8.2 แหลงการเรียนรู

1) หองสมุด
2) แหลง ขอมลู สารสนเทศ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๘ เรือ่ งสามัคคีเภทคำฉนั ท หนา 16

เอกสารประกอบการสอน
แผนภมู ติ ัวอยา งบทประพนั ธ

พึงมรรยาทยึด สปุ ระพฤตสิ งวนพรรค
รือ้ รษิ ยาอัน อุปเฉทไมตรี
ดง่ั นนั้ ณ หมูใ ด ผิ บ ไร สมคั รมี
พรอ มเพรยี งนิพทั ธน ี รววิ าทระแวงกนั
หวงั เทอญมิตองสง สยคงประสบพลนั
ซงึ่ สขุ เกษมสนั ต หติ ะกอบทวกี าร
ใครเลา จะสามารถ มนอาจระรานหาญ
หกั ลา ง บ แหลกลาญ ก็เพราะพรอมเพราะเพรยี งกัน
ปวยกลา วอะไรฝูง นรสงู ประเสรฐิ ครนั
สรรพสัตวอัน เฉพาะมีชีวีครอง
แมม ากผิก่งิ ไม ผิวใครจะใครลอง
มดั กำกระนน้ั ปอง พลหกั กเ็ ต็มทน
เหลา ไหนผไิ มตรี สละลี้ ณ หมูตน
กิจใดจะขวายขวน บ มิพรอมมิเพรยี งกัน
อยาปรารถนาหวงั สขุ ท้งั เจริญอัน
มวลมาอบุ ัตบิ รร ลุไฉน บ ไดมี
ปวงทกุ ขพิบตั ิสรร พภยันตรายกลี
แมป ราศนิยมปรี ติประสงคกค็ งสม
ควรชนประชุมเชน คณะเปน สมาคม
สามคั คิปรารม ภนิพันธรำพงึ
ไปม กี ็ใหมี ผวิ มกี ค็ ำนึง
เนื่องเพ่อื ภิยโยจึง จะประสบสขุ าลยั

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรูที่ ๘ เร่ืองสามคั คีเภทคำฉันท หนา 17

ใบงานท่ี 4.1 เรอ่ื ง พินจิ คาภาษาศลิ ป เร่อื ง สามคั คเี ภทคำฉันท

คำชีแ้ จง ใหนกั เรียนพิจารณาความงามดา นวรรณศลิ ปในบทประพนั ธตอ ไปนี้
1. ราชามาคธภูบาล เถลงิ หลังคชาธาร
ประเสริฐสงา งามทรง
ควรขตั ตยิ ยานยรรยง เพยี งพาหนาสนองค
สหัสนัยนใ ดปาน
ความงามของบทประพันธขางตน ไดแก

2. บงเนื้อกเ็ น้ือเตน พศิ เสนสรรี ร วั
ท่วั รางและท้งั ตัว ก็ระริกระรวิ ไหว
แลหลังละลามโล หิตโอเ ลอะหล่งั ไป
เพง ผาดอนาถใจ ระกะรอ ยเพราะรอยหวาย

ความงามของบทประพนั ธขางตน ไดแก

3. พลหยั พิศเห็นเชนเหนิ หาวเหาะเหยาะเดิน
เดาะเตือนกเ็ ตน ตีนซอย เรงิ เลน เผน คอย
ตา งตัวดดี โลดโดดลอย
จะควบประกวดอวดพล

ความงามของบทประพันธขางตน ไดแก

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๘ เรอื่ งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 18

4. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยัน้ มิทันอะไร กห็ มิ่นกู
กลกะกากะหวาดขมงั ธนู
บ หอนจะเห็นธวชั รปิ ู สิลา ถอย
ความงามของบทประพันธขา งตน ไดแก

5. ทชิ งคช าติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษตั ริยลจิ ฉวีวาร ระวงั เหอื ดระแวงหาย

ความงามของบทประพันธขา งตน ไดแก

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๘ เร่ืองสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 19
แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๔

เรือ่ ง สามัคคเี ภทคำฉันท ๒ คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๘ เรื่อง คุณคาและขอคิด ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๖
กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๒

ครูผูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้ีวดั

ม.4-6/1 วเิ คราะหและวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเบื้องตน
ม.4-6/2 วิเคราะหลกั ษณะเดน ของวรรณคดเี ชือ่ มโยงกับการเรยี นรทู างประวตั ิศาสตรแ ละวิถชี วี ติ ของ
สังคมในอดีต
ม.4-6/3 วิเคราะหและประเมินคุณคา ดานวรรณศลิ ปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะทีเ่ ปน
มรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
ม.4-6/4 สังเคราะหข อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปประยุกตใ ชในชีวิตจริง
สาระสำคญั
สามคั คีเภทคำฉนั ท สะทอ นใหเห็นวฒั นธรรมของคนในสงั คม และยังสะทอนแงคิดตางๆ ท่เี ปน
ประโยชนและมคี ุณคาสามารถนำไปประยุกตใชใหเกดิ ประโยชนในชวี ิตจริงได
ดานความรู (K)

๑. วิเคราะหแ ละวจิ ารณเรอื่ ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท ตามหลกั การวจิ ารณเบื้องตน ได
๒. วเิ คราะหแ ละประเมินคุณคาดานวรรณศิลปข องเรื่อง สามัคคีเภทคำฉนั ทได
ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
ดานคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
1. มีวนิ ัย
2. ใฝเรียนรู
3. มงุ ม่ันในการทำงาน
๔. รกั ความเปน ไทย
สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
- หลักการวิเคราะหและวจิ ารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
- หลักการวเิ คราะหแ ละวจิ ารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมดา นวรรณศิลป

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๘ เรอ่ื งสามัคคเี ภทคำฉนั ท หนา 20

กจิ กรรมการเรยี นรู
วิธีสอนแบบการจดั กจิ กรรมการอานโดยใช เทคนิค 5W1H

ข้ันนำเขา สูบทเรยี น
นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคิด ขอ 1-2
นักเรียนรวมกลมุ เดิม (จากแผนการจัดการเรียนรทู ี่ 1) แลวครใู ห แตล ะกลุมรวมกันแสดงความคิดเหน็
ในประเดน็ ตอไปนี้
- จากการศกึ ษาเรือ่ ง สามคั คีเภทคำฉนั ท นกั เรยี นประทับใจตวั ละครใดมากทส่ี ุด เพราะเหตใุ ด
- การกระทำของตวั ละครใดในเร่ือง สามัคคเี ภทคำฉันท ท่ีนกั เรียน สามารถนำไปเปน แบบอยา งใน
การดำเนนิ ชวี ติ ได อธบิ ายเหตุผลโดยครูคอยกระตุนใหน ักเรียนทกุ คนมีสวนรวมในการตอบคำถาม
ครูสุมนกั เรียนตอบคำถามเปนรายกลมุ โดยครูและเพ่ือนกลมุ อืน่ รวมกนั แสดงความคิดเหน็ เพม่ิ เตมิ
ขัน้ สอน
ครใู หนักเรียนแตล ะกลมุ ศึกษาความรเู รื่อง คุณคาและขอ คิดจากเรอ่ื งสามัคคีเภทคำฉนั ท จากหนังสอื
เรยี น หนังสือคนควาเพิ่มเติม หองสมุด และแหลงขอมูลสารสนเทศ แลวบันทึกความรทู ่ีไดจากการศึกษาลงใน
แบบบันทกึ การอาน และต้งั คำถาม
คาํ ถามที่ 1 Who ใคร ผเู รยี นบอกถึงบุคคลทเ่ี กย่ี วของ
คําถามที่ 2 What อะไร ผูเรยี นบอกถึงเหตุการณท่เี กิดขึน้
คําถามที่ 3 Where ทไ่ี หน ผเู รยี นบอกถึงสถานที่
คาํ ถามที่ 4 When เมอื่ ไร ผูเรยี นบอกถึงลําดบั เหตกุ ารณ ระบวุ นั ท่ี เวลา
คาํ ถามที่ 5 Why ทําไม ผูเรยี นบอกถึงสาเหตุ ความเคลอื่ นไหวทสี่ งผลตอเรื่อง
คาํ ถามท่ี 6 How อยางไร ผเู รยี นบอกถึงวธิ ีการแกไขปญหา
นักเรียนแตละคนทำใบงานท่ี 5.1 เรือ่ ง แงง ามความรแู ละความคิดจากเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท
เสร็จแลวจบั คูกับเพ่ือนในกลุม ผลัดกนั อภิปรายคำตอบในใบงานที่ 5.1 ซักถามขอ สงสัยและอภปิ รายจนได
ขอ สรุปชัดเจนตรงกนั
นกั เรยี นแตล ะครู วมกลมุ เดิมผลดั กันอภิปรายคำตอบในใบงานท่ี 5.1 ใหเ พ่อื นอกี คูห นึ่งฟง ผลัดกัน
ซกั ถามขอสงสยั แลวสรุปเปนคำตอบ ของกลุม
นกั เรยี นแตล ะกลมุ ออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 5.1 หนาชน้ั เรยี น โดยครแู ละเพ่ือนรว มกนั
แสดงความคิดเห็นเพ่ิมเตมิ
นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
ข้ันสรุป
ครูและนักเรียนรว มกนั สรุปความรเู รอ่ื ง คุณคา และขอคดิ จากเร่อื ง สามัคคีเภทคำฉนั ท
นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 1-2

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๘ เรอื่ งสามัคคีเภทคำฉันท หนา 21

วธิ กี าร 7. การวดั และประเมินผล เครือ่ งมือ เกณฑ

ตรวจใบงานท่ี 5.1 ใบงานท่ี 5.1 รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบันทกึ การอาน แบบบันทึกการอา น ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตความมวี นิ ยั ใฝเรยี นรู มุง มนั่ ในการทำงาน และรกั แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ความเปน ไทย
ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการเรยี นรูท่ี 4 แบบทดสอบหลังเรียน หนวยการเรียนรูท ่ี 4 รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจซีดสี รปุ ผลการวเิ คราะห วจิ ารณ ประเมินคา และ แบบประเมนิ ซดี สี รปุ ผลการวิเคราะห วจิ ารณ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เคราะห เรอ่ื ง สามคั คีเภทคำฉนั ท ประเมนิ คา และสังเคราะห เร่อื ง สามัคคเี ภท คำ
ฉันท
๘. ส่อื การเรยี นรูห รอื แหลง การเรยี นรู
8.1 สื่อการเรียนรู
1) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สือคน ควาเพมิ่ เติม
(1) ประจักษ ประภาพิทยากร. (2533). คมู ือสามัคคเี ภทคำฉันท. กรงุ เทพฯ : โอ
เดียนสโตร.
(2) ธเนศ เวศรภาดา. (2549). หอมโลกวรรณศิลป : การสรา งรสสุนทรยี แ หง
วรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ : ปาเจรา.
3) แผนภูมิตัวอยางบทประพันธจ ากเร่อื ง สามัคคเี ภทคำฉันท
4) ใบงานที่ 5.1 เรอ่ื ง แงงามความรูและความคดิ จากเรอ่ื ง สามคั คีเภทคำฉันท
8.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองสมดุ
2) แหลงขอมูลสารสนเทศ

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรอ่ื งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 22
ใบงานที่ 5.1 เรื่อง แงงามความรูและความคิดจาก

เรือ่ ง สามคั คเี ภทคำฉันท
คำช้ีแจง ใหน ักเรยี นตอบคำถามตอไปนี้
1. เรอ่ื ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท สะทอ นวฒั นธรรมของคนในสังคมอดีตอยางไรบา ง

2. ขอคดิ ที่ไดรบั จากเร่ือง สามัคคเี ภทคำฉันท มีอะไรบา ง

3. นักเรยี นสามารถนำขอ คิดทไี่ ดไปประยุกตใ ชใ นชีวิตจริงไดอ ยางไรบา ง

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๘ เร่อื งสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 1

แผนการเรยี นรู้แบบปกติ

แผนการจดั การเรียนรทู ่ี ๑
เร่ือง สามคั คีเภทคำฉันท จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรทู ี่ ๘ เรอ่ื ง ประวัติความเปนมา ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี ๖
กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๒

ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชว้ี ัด

ม.4-6/1 วิเคราะหและวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเ บอื้ งตน
สาระสำคญั

การอา นและศึกษาวรรณคดเี รื่อง สามัคคีเภทคำฉันท ตอ งวิเคราะหว จิ ารณตามหลกั การเบื้องตน
นอกจากน้ียงั ตองรูจกั ความเปนมา และประวตั ิผแู ตง อีกดวย

ดานความรู (K)
๑. อธบิ ายความเปนมาของเรื่อง สามคั คเี ภทคำฉนั ทได
๒. วเิ คราะหจ ุดมงุ หมายการแตงเรือ่ ง สามัคคีเภทคำฉันทได
๓. วิเคราะหร ปู แบบของเรอ่ื ง สามัคคีเภทคำฉนั ทได

ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการใชท กั ษะชวี ิต

ดานคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
1. มีวนิ ยั
2. ใฝเรยี นรู
3. มงุ ม่นั ในการทำงาน
๔. รกั ความเปนไทย

สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง

- หลกั การวิเคราะหและวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๘ เรอ่ื งสามัคคีเภทคำฉันท หนา 2
กจิ กรรมการเรยี นรู

วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู (Inquiry Method : 5E)
ขนั้ ท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ

๑. ครแู จกเนือ้ เพลงสามัคคพี ่ีนอ งไทย ใหน ักเรียนกลมุ ละ 1 ชุด แลวครเู ปดซีดเี พลงสามคั คีพีน่ อ งไทย
ใหนักเรียนฟง จากน้ันใหน ักเรียน แตละกลุม ชว ยกันพจิ ารณาเนอื้ เพลงที่ไดฟง และตอบคำถามตอไปนี้

1) เพลงท่ีนักเรยี นไดฟงมเี น้ือหาสำคัญเกย่ี วกับเรื่องใด
2) นกั เรยี นคิดวา หากเราปฏิบตั ติ นตามเน้ือหาในเพลงจะไดส งผลดี กบั ตนเองและสงั คม
อยางไรบาง
๒. ครูสุมนักเรียนตอบคำถามเปน รายกลุม โดยครูและเพ่ือนกลุมอื่น รวมกันแสดงความคิดเหน็
เพ่มิ เติม
๓. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
ข้ันที่ 2 สำรวจคน หา
๑. นกั เรยี นแตละคนในกลุมศึกษาความรเู รื่อง สามัคคเี ภทคำฉนั ท จากหนังสือเรียน หนังสอื คนควา
เพ่มิ เติม หองสมุด และแหลงขอมลู สารสนเทศ ในประเด็นตอไปน้ี
1) ความเปนมา
2) ประวัติผูแตง
3) ลักษณะคำประพันธแลวบันทึกความรูท่ไี ดจากการศกึ ษาลงในแบบบันทึกการอาน
๒. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายความรู
๑. นักเรยี นแตละคนผลดั กันอธิบายความรทู ไ่ี ดจากการศกึ ษาใหเพื่อนฟงแบบเลาเร่ืองรอบวงทีละคน
ตามประเดน็ ทีก่ ำหนด ดังนี้
1) ความเปนมา
2) ประวตั ผิ แู ตง
3) ลกั ษณะคำประพนั ธ
๒. แลว ใหน ักเรยี นแตล ะคนผลดั กันซักถามตามประเด็นทีส่ งสัยและ ผลดั กันอธบิ ายจนทุกคนมีความ
เขาใจชดั เจนตรงกัน
๓. นกั เรียนแตล ะกลมุ รวมกันสรุปความรเู ร่อื ง ความเปนมา ประวัตผิ ูแตง และฉนั ทลกั ษณเ ร่อื ง
สามคั คีเภทคำฉันท เปน องคความรขู องกลมุ
๔. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
ขัน้ ที่ 4 ขยายความเขา ใจ
๑. นกั เรียนแตล ะคนทำใบงานที่ 2.1 เรือ่ ง รจู กั ประวตั ิ ความเปน มาและฉันทลกั ษณเ รื่อง สามัคคี
เภทคำฉันท
๒. นกั เรยี นแตละคนผลดั กันอธบิ ายคำตอบในใบงานที่ 2.1 แลว รวมกนั สรุปเปนคำตอบของกลุม
นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล
นกั เรียนแตล ะกลมุ สงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงานท่ี 2.1 หนา ชนั้ เรียน โดยครูและเพอ่ื น
นักเรียนเปน ผตู รวจสอบความถูกตอง และใหขอเสนอแนะ

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เร่ืองสามคั คเี ภทคำฉนั ท หนา 3

7. การวดั และประเมนิ ผล
วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ
ตรวจใบงานที่ 2.1 ใบงานท่ี 2.1 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา น แบบบันทึกการอาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมีวินัย ใฝเ รยี นรู มุงมน่ั ในการทำงาน และรกั แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ความเปนไทย

๘. สื่อการเรยี นรหู รือแหลง การเรยี นรู
8.1 1) หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สือคน ควาเพิ่มเติม
- อาจณิ จันทรมั พร และ ชวย พลู เพิม่ . (บรรณาธิการ). (2535). 100 ป ชิต

บรุ ทัต. กรุงเทพฯ : ดอกหญา.
3) ซีดีเพลงสามัคคีพน่ี อ งไทย
4) เนื้อเพลงสามัคคีพีน่ องไทย
5) ใบงานท่ี 2.1 เร่อื ง รูจักประวัติ ความเปนมา และฉนั ทลักษณ เรอ่ื ง สามัคคีเภทคำ

ฉนั ท
8.2 แหลง การเรียนรู
1) หองสมุด
2) แหลง ขอมลู สารสนเทศ
http://th.wikipedia.org/wiki/ชิต_บุรทัต
http://www.thaigoodview.com/node/19169

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูที่ ๘ เร่อื งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 4

เอกสารประกอบการสอน ศิลปิ น : คาราบาว
อลั บมั้ : ลกู ลงุ ข้ีเมา
เพลง สามัคคีพ่ีนองไทย

เกดิ แผ่นดนิ น้ี จะอย่แู ห่งหนใด สาํ นึกในใจพน่ี ้องไทย
ใหเ้ รารกั กนั ไว้ น้ําใจอย่าเหอื ดหาย จงรวมใจกายเป็นหน่งึ เดยี ว
พอ่ บอกแมส่ อนไว้ ใหท้ าํ แตค่ วามดี ใหส้ มศกั ดศิ ์ รคี วามเป็นคน
จติ ใจอย่าฉ้อฉล คดโกงคนดว้ ยกนั ระวงั นรกนนั้ มตี า
โลกจะน่าอยู่ แผ่นดนิ จะร่มเยน็ ดวงจนั ทรผ์ ่องเพญ็ ใสเยน็ งามตา
น้ํายงั พง่ึ เรอื เสอื พง่ึ พงพนา คนเราเกดิ มา...เพอ่ื พง่ึ พาอาศยั กนั
เกดิ แผน่ ดนิ น้ี จะเป็นชนชาตไิ หน เลกิ โลภละโมบกนั เสยี ที
ใหท้ าํ แต่ความดี ทดแทนการย่าํ ยี สรา้ งความสามคั คปี ระเทศไทย
โลกจะน่าอยู่ แผน่ ดนิ จะร่มเยน็ ดวงจนั ทรผ์ อ่ งเพญ็ ใสเยน็ งามตา
น้ํายงั พง่ึ เรอื เสอื พง่ึ พงพนา คนเราเกดิ มา...เพอ่ื พง่ึ พาอาศยั กนั
เกดิ แผ่นดนิ น้ี จะเป็นชนชาตไิ หน ใหเ้ ลกิ ละโมบกนั เสยี ที
ใหท้ าํ แต่ความดี ทดแทนการย่าํ ยี สรา้ งความสามคั คปี ระเทศไทย
ใบงาเกนดิทแี่ 2ผ.น่ 1ดเนิ รนือ่ ง้ี จระจูเปกั ็นปชระนวชตั าิ ตคไิวหานมเปเลน กิ มโาลภและโฉมันบทกลนั ักเษสณยี ท ี

เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท

ตอนท่ี 1

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ่ี ๘ เร่อื งสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 5

คำช้ีแจง ใหนกั เรียนเขยี นอธบิ ายประวัตคิ วามเปนมาของเรอื่ ง สามัคคเี ภทคำฉันท

 ประวตั คิ วามเป็นมาของเร่ือง สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท์

ตอนที่ 2
คำช้ีแจง ใหนกั เรยี นพจิ ารณาคำประพนั ธทกี่ ำหนด แลวบอกวาคำประพนั ธดังกลาวใชฉ ันทลกั ษณช นดิ ใด

พรอมเบญจางคประดิษฐสฤษฎิสดดุ ี
กายจติ วจีไตร ทวาร
ไหวคณุ องคพระสุคตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย มนุ ี
ฉนั ทลักษณชนดิ

2. ลว งลปุ ระมาณ กาลอนุกรม
หนึง่ ณ นยิ ม ทานทวชิ งค
เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค เอกกมุ าร

ฉนั ทลกั ษณช นิด

3. บงเนื้อกเ็ น้ือเตน พศิ เสน สรีรร ัว
ท่ัวรา งและทัง้ ตัว ก็ระรกิ ระริวไหว

ฉนั ทลักษณชนดิ

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๘ เรอ่ื งสามคั คีเภทคำฉันท หนา 6

4. ราชามาคธภูบาล เถลงิ หลังคชาธาร
ประเสริฐสงา งามทรง เพียงพาหนาสนอ งค
ควรขัตตยิ ยานยรรยง
สหสั นยั นใดปาน

ฉันทลกั ษณช นิด

5. ขา แตพระจอมจุฬมกุฎ บริสุทธิกำจาย
ปรากฏพระยศระบรุ ะบาย ตระบะเบิกระบอื บุณย
ฉนั ทลักษณช นดิ
6. ผันพระกายกระทบื พระบาทและอึง
พระศพั ทสหี นาทพึง สยองภัย
เอออเุ หมน ะมงึ ชชิ างกระไร
ทุทาสสถลุ ฉะนีไ้ ฉน กม็ าเปน
ฉนั ทลกั ษณช นดิ

7. นาครธา นวิ สิ าลี
เห็นรปิ มุ ี พลมากมาย
ขามติรชล กล็ ุพนหมาย
มุง จะทลาย พระนครตน

ฉนั ทลักษณช นิด

8. แรมทางกลางเถ่ือน หางเพ่ือนหาผู
หน่งึ ใดนกึ ดู เห็นใครไปมี
หลายวันถั่นลว ง เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี ดมุ เดาเขาไป

ฉนั ทลกั ษณช นดิ

9. ละมนะอคตสิ ี่ศูนย ยกุ ตบิ าฐบูรณ
ณคลองธรรม

ฉนั ทลักษณชนดิ

10. สามัคคธี รรมทำลาย มติ รภิทนะกระจาย
สรรพเสื่อมหายน กเ็ ปน ไป

ฉันทลักษณช นดิ

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรูท ี่ ๘ เรื่องสามัคคเี ภทคำฉันท หนา 7
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ ๒

เรื่อง สามัคคเี ภทคำฉันท ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูที่ ๘ เร่อื ง สรุปเนือ้ หาและคำศพั ท ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๖

กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๒
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ

สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ช้วี ัด

ม.4-6/1 วิเคราะหแ ละวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบื้องตน
สาระสำคญั

สามัคคีเภทคำฉันท เปน บทประพนั ธทีม่ ีคณุ คา ท้งั ดา นเนือ้ หา ดานวรรณศลิ ป และดานสงั คม ซ่ึงการท่ี
จะเขาใจเน้ือหาของเรื่องไดนั้น จำเปน ตอ งรูแ ละเขาใจความหมายของคำศัพททีป่ รากฏอยูในเร่อื ง เพอื่ จะได
ถอดความบทประพันธและเขาใจเน้อื หาของเร่ืองไดอ ยางถูกตอ ง

ดา นความรู (K)
๑. ถอดความคำประพันธเร่อื ง สามัคคีเภทคำฉันท ได
๒. อธิบายความหมายของคำศพั ทที่ปรากฏในเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท ได

ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ทกั ษะการตคี วาม
2. ทักษะการวิเคราะห
3. ทกั ษะการสงั เคราะห
4. ทกั ษะการประเมนิ
5. ทกั ษะการประยุกตใชค วามรู

ดา นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มวี นิ ัย
2. ใฝเรียนรู
3. มงุ มน่ั ในการทำงาน
๔. รกั ความเปน ไทย

สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง

- หลกั การวิเคราะหและวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรอื่ งสามคั คเี ภทคำฉนั ท หนา 8
กิจกรรมการเรยี นรู

วธิ ีสอนโดยการจัดการเรยี นรแู บบรวมมือ : เทคนคิ คคู ดิ สี่สหาย
ขน้ั นำเขาสูบทเรยี น

๑. ครใู หนักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรทู ่ี 1) แลว ใหแตล ะกลมุ รว มกนั อานนทิ าน
เรือ่ ง พอกบั ลูก ท่ีครูแจกให และชวยกนั ตอบคำถาม เชนนิทานเรือ่ งน้ีมเี นื้อหาสำคญั เก่ยี วกับอะไร
ถา นกั เรยี นเปน ชายแกใ นนิทานเรอื่ งน้ี นักเรยี นจะมีวธิ กี ารแกไขปญหาไมใ หลูกๆ ทะเลาะกันไดอยางไร อธิบาย
เหตผุ ล

๒. ครสู มุ นักเรยี นตอบคำถามเปน รายกลมุ โดยครแู ละเพ่ือนกลมุ อ่นื ชวยกนั แสดงความคิดเหน็ เพมิ่ เติม
แลวครูอธิบายเชอื่ มโยงใหนักเรียนเขาใจถึงความสำคัญของความสามัคคี

๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
ข้นั สอน

๑. ครแู จกบตั รคำประพนั ธเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท ใหนักเรยี นกลุมละ 1 ใบแลวใหนักเรียนชวยกนั
ถอดความบทประพนั ธดังกลาวตามความเขา ใจของนกั เรยี น

๒. ครสู ุม นกั เรียนถอดความบทประพันธท ่ีกลุมของตนไดร บั โดยครแู ละเพื่อนกลุมอน่ื เปน ผูตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง แลว ครูอธบิ ายวิธีการถอดความคำประพันธใ หนักเรียนมีความรูความเขา ใจมากยิ่งขึน้

๓. ครใู หนกั เรียนแตละกลุมจับคูกันเปน 2 คู แลว ใหแตละคูร วมกนั อาน เรอ่ื ง สามัคคเี ภทคำฉนั ท
จากหนังสือเรียน แลวชว ยกนั ถอดความ พรอมทั้งหาความหมายของคำศพั ทเพิ่มเตมิ จากหนังสอื คน ควา
เพ่มิ เติม หอ งสมุด และแหลง ขอมลู สารสนเทศ

๔. นักเรยี นทำใบงานท่ี 3.1 เร่ือง คนคำไขความจากเรือ่ ง สามคั คีเภทคำฉนั ท โดยใหน กั เรียนหา
คำตอบดว ยตนเองกอ น แลวจึงจบั คกู ับเพอื่ น (คเู ดิม) ผลัดกันอธิบายคำตอบในใบงานที่ 3.1

๕. นักเรียนแตล ะคูรวมกลุมเดิม (4 คน) ผลดั กนั อธบิ ายความรูท่ไี ดจากการศึกษาและการทำใบงานท่ี
3.1 ใหเพ่อื นอีกคหู น่งึ ฟง ผลดั กนั ซกั ถามหากมีขอสงสยั และอธบิ ายจนทุกคนมีความเขาใจชัดเจนตรงกัน
นักเรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 3.1 หนา ชนั้ เรยี น โดยครูและเพ่ือนนกั เรียน
รว มกันตรวจสอบความถกู ตอง

๖. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
ข้ันสรุป

๑. ครูและนักเรยี นรวมกันสรุปเนอ้ื หาและคำศัพทจากเร่ือง สามัคคี เภทคำฉนั ท
๒. ครูแนะนำใหน ักเรียนนำความรทู ีไ่ ดจากการศึกษาไปประยกุ ตใชในการศึกษาความรเู รื่อง สามคั คี
เภทคำฉนั ท ในดานอื่นๆ ตอไป
๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๘ เรื่องสามคั คเี ภทคำฉนั ท หนา 9

7. การวดั และประเมินผล เกณฑ
วิธกี าร เคร่ืองมือ รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 3.1 ใบงานที่ 3.1 ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝเรยี นรู มงุ มนั่ ในการทำงาน และรัก แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค
ความเปนไทย

๘. ส่อื การเรียนรูหรอื แหลงการเรยี นรู
8.1 สอ่ื การเรยี นรู
1) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สอื คนควาเพม่ิ เติม
(1) ประจกั ษ ประภาพิทยากร. (2533). คมู อื สามัคคีเภทคำฉนั ท. กรุงเทพฯ : โอ
เดียนสโตร.
(2) ราชบณั ฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2542. กรงุ เทพฯ : นานมีบุคสพ ับลเิ คช่ันส.
3) บัตรคำประพนั ธ
4) นทิ านเรอ่ื ง พอ กับลูก
5) ใบงานที่ 3.1 เร่อื ง คนคำไขความจากเรอ่ื ง สามัคคีเภทคำฉันท
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลง ขอ มูลสารสนเทศ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ี่ ๘ เรอื่ งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 10

เอกสารประกอบการสอน

นิทาน เรื่อง พ่อกบั ลูก

ชายแก่คนหน่ึงมลี กู หลายคน ลูกเหล่านนั้ ทะเลาะกนั วนุ่ วายอยเู่ สมอมไิ ดข้ าด พอ่ สงั่ สอนเทา่ ใด ลกู เหล่านนั้ ก็
ไม่เลกิ ทะเลาะกนั วนั หน่ึงพอ่ จงึ บอกใหล้ กู ทกุ คนไปหาแขนงไมไ้ ผ่มาคนละสองสามอนั ตามแต่จะหาได้ เมอ่ื ทกุ คนได้
แขนงไมไ้ ผม่ าแลว้ พอ่ กเ็ อาแขนงไมไ้ ผเ่ หล่านนั้ มามดั รวมกนั เขา้ เป็นกําเดยี วกนั จากนนั้ จงึ สง่ ใหล้ ูกหกั แขนงไมไ้ ผท่ งั้
กาํ โดยเตม็ กําลงั ทลี ะคน กไ็ ม่มลี ูกคนไหนหกั ไดส้ กั คนเดยี ว พอ่ จงึ แกม้ ดั แขนงไมไ้ ผอ่ อกแลว้ ย่นื ใหล้ ูกแต่ละคนหกั ทลี ะ
อนั ลูกกห็ กั ไดโ้ ดยงา่ ย พอ่ จงึ พดู ใหฟ้ ังว่า “น่แี หละลกู ถา้ พวกเจา้ รกั กนั พรอ้ มใจกนั ช่วยธุระกนั ไมว่ ่างานใดๆ ให้
กลมเกลยี วเป็นอนั เดยี วกนั พวกเจา้ กจ็ ะมกี ําลงั มนั่ คงเหมอื นกบั แขนงไผท่ งั้ มดั ถงึ ใครจะคดิ รา้ ยกจ็ ะทาํ รา้ ยแก่พวก
เจา้ มไิ ด้ แตถ่ า้ เจา้ ทะเลาะววิ าทกนั แตกกนั เป็นต่างคนต่างใจแลว้ กจ็ ะเป็นเช่นเดยี วกบั แขนงไผเ่ ป็นอนั ๆ ใครเขาจะ
ทาํ รา้ ย กท็ ําไปทลี ะคน ๆ กจ็ ะหมดพวกเจา้ ทุกคนในไม่ชา้ นานเท่าใด”

บตั รคำประพนั ธ

 พรอ มเบญจางคประดิษฐสฤษฎิสดดุ ี ทวาร
กายจติ วจไี ตร
๏ ไหวคณุ องคพ ระสคุ ตอนาวรณญาณ
ยอดศาสดาจารย มนุ ี
๏ อกี คุณสนุ ทรธรรมคมั ภริ วิธี
พทุ ธพจนประชุมตรี ปฎ ก
๏ ทัง้ คณุ สงฆพิสุทธศาสนดลิ ก
สมั พุทธสาวก นิกร
๏ ขอนอ มคุณพระคเณศวิเศษศิลปธร
เวทางคบวร กวี
๏ เปน เจา แหง วทิ ยาวราภรณศรี
สนุ ทรสวุ าที วิธาน
๏ สรวมชพี หตั ถประณาม ณ เบื้องพระบทมาลย
หมายโพธิสมภาร พระองค
๏ สมเด็จอัครมหาจุฑาธิปพระมง
กุฎเกลา พสิ ฐิ พงศ กษตั ริย
๏ บานบำเทิงพระเถลิงถวลั ยอธิปต ย
ทห่ี กดิลกรฐั ประชา

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๘ เรื่องสามคั คเี ภทคำฉันท หนา 11

ใบงานท่ี 3.1 เรอื่ ง รูคำไขความจากเรอื่ ง สามคั คเี ภทคำฉันท

คำชี้แจง ใหนกั เรียนบอกความหมายของคำทข่ี ีดเสนใต และสรุปสาระสำคัญของบทประพนั ธท่ยี กมา

1. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยนั้ มิทนั อะไร กห็ มนิ่ กู
กลกะกากะหวาดขมงั ธนู
บ หอ นจะเหน็ ธวัชรปิ ู สิลา ถอย
ความหมายของคำท่ขี ีดเสนใต
สาระสำคัญของบทประพันธ

2. เสร็จกจิ ประการกัล ปนพลนั ประกาศทำ
ปพพาชนยี กรรม ดุจราชโองการ

ความหมายของคำท่ีขีดเสน ใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

3. ทชิ งคเ จาะจงเจตน กลหเ หตุยยุ งเสรมิ
กระหนำ่ และซำ้ เติม นฤพทั ธกอการณ

ความหมายของคำทีข่ ีดเสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

4. พลหัยพศิ เหน็ เชนเหนิ หาวเหาะเหยาะเดนิ
เดาะเตือนก็เตน ตนี ซอย

ความหมายของคำที่ขดี เสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

5. ตางกต็ ระหนก มนอกเตน
ต่ืน บ มเิ วน ตะละผูคน
ท่ัวบรุ คา มจลาจล
เสยี งอลวน อลเวงไป

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๘ เรอื่ งสามัคคีเภทคำฉนั ท หนา 12

ความหมายของคำท่ีขดี เสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

6. มาคธไผทรฐนิกร พลออน บ ชำนาญ
ท้ังส้ินจะสูส มรราญ รปิ นุ นั้ ไฉนไหว

ความหมายของคำท่ีขดี เสนใต
สาระสำคัญของบทประพันธ

7. พราหมณหนึ่งซ่งึ เขา เปน เปาโรหติ
พวกปจ จามติ ร มาคธเขตไกร
ตอ งราชอาญา หนมี าอาศยั
จำไลใ หไ ป รับเลี้ยงดู

ความหมายของคำที่ขดี เสนใต
สาระสำคญั ของบทประพันธ

8. เมตตาทยาลศุ ุภกรรม อุปถมั ภการณุ ย
สรรเสรญิ เจริญพระคุณสนุ ทรพนู พิบูลงาม

ความหมายของคำที่ขีดเสนใต
สาระสำคัญของบทประพนั ธ

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เร่ืองสามคั คเี ภทคำฉนั ท หนา 13
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ ๓

เรอ่ื ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูท่ี ๘ เร่ือง คุณคาดา นวรรณศลิ ป ช้ันมัธยมศึกษาปที่ ๖
กลุม สาระการเรยี นรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหสั วชิ า ท ๓๓๑๐๒

ครูผูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้วี ดั

ม.4-6/1 วิเคราะหและวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเบ้ืองตน
ม.4-6/3 วเิ คราะหและประเมินคุณคา ดานวรรณศลิ ปของวรรณคดแี ละวรรณกรรมในฐานะท่เี ปน
มรดกทางวัฒนธรรม ของชาติ
สาระสำคัญ
การศึกษาเรื่อง สามัคคเี ภทคำฉันท ตองอธบิ ายลักษณะและคุณคาดานวรรณศิลปต ามหลักการวจิ ารณ
เบอ้ื งตน
ดา นความรู (K)

๑. วเิ คราะหแ ละวจิ ารณเ รอ่ื ง สามัคคเี ภทคำฉนั ท ตามหลกั การวิจารณเบื้องตน ได
๒. วเิ คราะหแ ละประเมนิ คุณคา ดา นวรรณศิลปของเร่ือง สามัคคเี ภทคำฉนั ทไ ด
ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
ดา นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค (A)
1. มวี ินยั
2. ใฝเรียนรู
3. มุง มั่นในการทำงาน
๔. รกั ความเปน ไทย
สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
- หลกั การวเิ คราะหแ ละวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมเบื้องตน
- หลักการวิเคราะหแ ละวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมดานวรรณศิลป


Click to View FlipBook Version