The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by TIPPAMAT DONTRIPONG, 2021-08-07 06:25:03

วิจัยในชั้นเรียน2/2563

-

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๘ เรื่องสามคั คีเภทคำฉันท หนา 14

กิจกรรมการเรยี นรู
วิธีสอนโดยเนนกระบวนการ : กระบวนการสรางความตระหนัก
ข้นั ที่ 1 สงั เกต
๑. นักเรยี นรวมกลมุ เดิม (จากแผนการจดั การเรยี นรูท่ี 1) แลวครูติดแผนภูมติ วั อยางบทประพนั ธใ ห
นักเรยี นดูบนกระดาน แลว ใหนักเรยี นแตล ะกลุม ชว ยกันสังเกตบทประพันธท่ีครนู ำมาใหดูวา มีลกั ษณะการใช
ภาษาอยางไร ภาษาที่ใชมคี วามไพเราะหรือไม
๒. นักเรียนแตละกลุมรว มกันวเิ คราะหบทประพนั ธที่ครูนำมาใหด แู ลวสรุปผล จากนนั้ ครูสุมนักเรียน
ตอบคำถามเปน รายกลุม โดยครูและเพ่อื นกลมุ อื่นรว มกนั แสดงความคิดเหน็ เพ่มิ เติม
๓. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
ข้นั ท่ี 2 วเิ คราะหวิจารณ
๑. ครกู ำหนดบทประพันธเ ร่ือง สามัคคเี ภทคำฉนั ท ใหน ักเรียนแตล ะกลุม (ครูพจิ ารณาจำนวนบทตาม
ความเหมาะสม)
๒. นกั เรยี นแตละกลุมรวมกนั อานบทประพันธท ี่กลมุ ของตนไดรบั จากหนังสือเรยี น แลวรว มกนั
วิเคราะหค ุณคา ดา นวรรณศลิ ปของบทประพันธดังกลาว หากมขี อสงสัยใหศึกษาความรู จากหนงั สอื คน ควา
เพม่ิ เติม หอ งสมดุ และแหลง ขอ มูลสารสนเทศ
๓. นกั เรียนแตล ะกลุม ผลัดกันอภปิ รายแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ จนทุกคน มีความเขาใจชดั เจนตรงกนั
๔. นกั เรียนแตล ะกลุมออกมานำเสนอผลงานทห่ี นาชน้ั เรยี น โดยครูและเพื่อนกลุม อื่นรวมกนั
ตรวจสอบความถูกตอ ง และใหข อเสนอแนะ
๕. นกั เรียนแตละคนทำใบงานท่ี 4.1 เรือ่ ง พินจิ คา ภาษาศิลปจากเรอ่ื ง สามัคคเี ภทคำฉนั ท เสรจ็
แลวนำสง ครู
๖. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
ข้ันที่ 3 สรุป
ครูและนกั เรียนรวมกนั สรุปความรูเรอ่ื ง คุณคา ดานวรรณศิลปของเรื่อง สามคั คีเภทคำฉันท
นักเรยี นตอบคำถามกระตุน ความคิด
7. การวดั และประเมินผล
วิธกี าร เครอื่ งมอื เกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 4.1 ใบงานที่ 4.1 รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตความมีวินยั ใฝเรยี นรู มงุ มนั่ ในการทำงาน และรกั แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ความเปน ไทย

๘. สอ่ื การเรยี นรหู รอื แหลงการเรยี นรู
8.1 ส่อื การเรียนรู
1) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนังสือคน ควาเพิ่มเติม

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๘ เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท หนา 15
(1) ประจักษ ประภาพิทยากร. (2533). คมู ือสามัคคเี ภทคำฉันท. กรงุ เทพฯ : โอ

เดียนสโตร.
(2) ธเนศ เวศรภาดา. (2549). หอมโลกวรรณศิลป : การสรางรสสนุ ทรียแหง

วรรณคดไี ทย. กรุงเทพฯ : ปาเจรา.
3) แผนภูมติ ัวอยา งบทประพันธจากเรอ่ื ง สามัคคีเภทคำฉันท
4) ใบงานที่ 4.1 เร่อื ง พินิจคาภาษาศลิ ปจ ากเรือ่ ง สามคั คเี ภทคำฉันท
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หองสมดุ
2) แหลงขอมลู สารสนเทศ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๘ เรือ่ งสามัคคีเภทคำฉนั ท หนา 16

เอกสารประกอบการสอน
แผนภมู ติ ัวอยา งบทประพนั ธ

พึงมรรยาทยึด สปุ ระพฤตสิ งวนพรรค
รือ้ รษิ ยาอัน อุปเฉทไมตรี
ดง่ั นนั้ ณ หมูใ ด ผิ บ ไร สมคั รมี
พรอ มเพรยี งนิพทั ธน ี รววิ าทระแวงกนั
หวังเทอญมิตองสง สยคงประสบพลนั
ซงึ่ สขุ เกษมสนั ต หติ ะกอบทวกี าร
ใครเลา จะสามารถ มนอาจระรานหาญ
หกั ลา ง บ แหลกลาญ ก็เพราะพรอมเพราะเพรยี งกัน
ปวยกลา วอะไรฝูง นรสงู ประเสรฐิ ครนั
สรรพสัตวอัน เฉพาะมีชีวีครอง
แมม ากผิก่งิ ไม ผิวใครจะใครลอง
มดั กำกระนน้ั ปอง พลหกั กเ็ ต็มทน
เหลา ไหนผไิ มตรี สละลี้ ณ หมูตน
กิจใดจะขวายขวน บ มิพรอมมิเพรยี งกัน
อยาปรารถนาหวงั สขุ ท้งั เจริญอัน
มวลมาอบุ ัตบิ รร ลุไฉน บ ไดมี
ปวงทกุ ขพิบตั ิสรร พภยันตรายกลี
แมป ราศนิยมปรี ติประสงคกค็ งสม
ควรชนประชุมเชน คณะเปน สมาคม
สามคั คิปรารม ภนิพันธรำพงึ
ไปม กี ็ใหมี ผวิ มกี ค็ ำนึง
เนื่องเพ่อื ภิยโยจึง จะประสบสขุ าลยั

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรูที่ ๘ เร่ืองสามคั คีเภทคำฉันท หนา 17

ใบงานท่ี 4.1 เรอ่ื ง พินจิ คาภาษาศลิ ป เร่อื ง สามคั คเี ภทคำฉันท

คำชีแ้ จง ใหนกั เรียนพิจารณาความงามดา นวรรณศลิ ปในบทประพนั ธตอ ไปนี้
1. ราชามาคธภูบาล เถลงิ หลังคชาธาร
ประเสริฐสงา งามทรง
ควรขตั ตยิ ยานยรรยง เพยี งพาหนาสนองค
สหัสนัยนใ ดปาน
ความงามของบทประพันธขางตน ไดแก

2. บงเนื้อกเ็ น้ือเตน พศิ เสนสรรี ร วั
ท่วั รางและท้งั ตัว ก็ระริกระรวิ ไหว
แลหลังละลามโล หิตโอเ ลอะหล่งั ไป
เพง ผาดอนาถใจ ระกะรอ ยเพราะรอยหวาย

ความงามของบทประพนั ธขางตน ไดแก

3. พลหยั พิศเห็นเชนเหนิ หาวเหาะเหยาะเดิน
เดาะเตือนกเ็ ตน ตีนซอย เรงิ เลน เผน คอย
ตา งตัวดดี โลดโดดลอย
จะควบประกวดอวดพล

ความงามของบทประพันธขางตน ไดแก

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๘ เรอื่ งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 18

4. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขยัน้ มิทันอะไร กห็ มิ่นกู
กลกะกากะหวาดขมงั ธนู
บ หอนจะเห็นธวชั รปิ ู สิลา ถอย
ความงามของบทประพันธขา งตน ไดแก

5. ทชิ งคช าติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษตั ริยลจิ ฉวีวาร ระวงั เหอื ดระแวงหาย

ความงามของบทประพันธขา งตน ไดแก

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๘ เร่ืองสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 19
แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๔

เรือ่ ง สามัคคเี ภทคำฉันท ๒ คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๘ เรื่อง คุณคาและขอคิด ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๖
กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๖ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๒

ครูผูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนรู/ตัวช้ีวดั

ม.4-6/1 วเิ คราะหและวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเบื้องตน
ม.4-6/2 วิเคราะหลกั ษณะเดน ของวรรณคดเี ชือ่ มโยงกับการเรยี นรทู างประวตั ิศาสตรแ ละวิถชี วี ติ ของ
สังคมในอดีต
ม.4-6/3 วิเคราะหและประเมินคุณคา ดานวรรณศลิ ปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะทีเ่ ปน
มรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
ม.4-6/4 สังเคราะหข อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปประยุกตใ ชในชีวิตจริง
สาระสำคญั
สามคั คีเภทคำฉนั ท สะทอ นใหเห็นวฒั นธรรมของคนในสงั คม และยังสะทอนแงคิดตางๆ ท่เี ปน
ประโยชนและมคี ุณคาสามารถนำไปประยุกตใชใหเกดิ ประโยชนในชวี ิตจริงได
ดานความรู (K)

๑. วิเคราะหแ ละวจิ ารณเรอื่ ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท ตามหลกั การวจิ ารณเบื้องตน ได
๒. วเิ คราะหแ ละประเมนิ คุณคาดานวรรณศิลปข องเรื่อง สามัคคีเภทคำฉนั ทได
ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
ดานคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
1. มีวนิ ัย
2. ใฝเรียนรู
3. มงุ ม่ันในการทำงาน
๔. รกั ความเปน ไทย
สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
- หลักการวิเคราะหและวจิ ารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
- หลักการวเิ คราะหและวจิ ารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมดา นวรรณศิลป

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๘ เรอ่ื งสามัคคีเภทคำฉันท หนา 20

กิจกรรมการเรยี นรู
วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรูแบบรว มมอื : เทคนคิ คคู ดิ ส่ีสหาย

ขั้นนำเขาสูบ ทเรยี น
นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ ขอ 1-2
นกั เรียนรวมกลมุ เดิม (จากแผนการจดั การเรียนรทู ี่ 1) แลวครใู ห แตละกลุม รว มกนั แสดงความคิดเหน็

ในประเด็นตอไปนี้
- จากการศึกษาเรื่อง สามคั คีเภทคำฉันท นักเรยี นประทับใจตัวละครใดมากท่สี ดุ เพราะเหตุใด
- การกระทำของตวั ละครใดในเรอ่ื ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท ท่ีนักเรยี น สามารถนำไปเปน แบบอยา งใน

การดำเนินชีวิตได อธบิ ายเหตุผลโดยครคู อยกระตุน ใหนักเรียนทุกคนมีสวนรว มในการตอบคำถาม
ครูสมุ นกั เรยี นตอบคำถามเปนรายกลุม โดยครแู ละเพื่อนกลุมอื่นรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ เพม่ิ เตมิ

ขนั้ สอน
ครใู หนกั เรียนแตละกลมุ ศกึ ษาความรเู ร่อื ง คณุ คาและขอคิดจากเรอ่ื งสามัคคเี ภทคำฉนั ท จากหนังสอื

เรยี น หนังสือคนควาเพม่ิ เติม หอ งสมดุ และแหลงขอมลู สารสนเทศ แลวบันทกึ ความรูทีไ่ ดจากการศึกษาลงใน
แบบบนั ทึกการอาน

นักเรียนแตล ะคนทำใบงานท่ี 5.1 เรือ่ ง แงง ามความรูแ ละความคิดจากเรือ่ ง สามัคคเี ภทคำฉนั ท
เสร็จแลวจบั คกู บั เพื่อนในกลุม ผลดั กันอภิปรายคำตอบในใบงานที่ 5.1 ซกั ถามขอ สงสยั และอภปิ รายจนได
ขอ สรุปชดั เจนตรงกนั

นกั เรียนแตล ะครู วมกลุมเดิมผลดั กนั อภิปรายคำตอบในใบงานท่ี 5.1 ใหเพอื่ นอีกคหู นึ่งฟง ผลดั กัน
ซกั ถามขอสงสัย แลว สรุปเปน คำตอบ ของกลุม

นกั เรียนแตล ะกลุม ออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 5.1 หนาช้นั เรียน โดยครูและเพื่อนรวมกนั
แสดงความคดิ เหน็ เพิ่มเตมิ

นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
ข้นั สรุป

ครแู ละนกั เรยี นรว มกันสรปุ ความรเู ร่อื ง คุณคา และขอคดิ จากเร่อื ง สามัคคีเภทคำฉนั ท
นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 1-2

7. การวัดและประเมนิ ผล
วธิ ีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 5.1 ใบงานท่ี 5.1 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบันทกึ การอา น แบบบันทกึ การอา น ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตความมีวนิ ยั ใฝเรยี นรู มงุ มน่ั ในการทำงาน และรกั แบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ความเปน ไทย รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หนว ยการเรียนรูที่ 4 แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว ยการเรียนรูท่ี 4 ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจซีดสี รปุ ผลการวิเคราะห วจิ ารณ ประเมนิ คา และ แบบประเมนิ ซดี สี รุปผลการวเิ คราะห วจิ ารณ
สังเคราะห เรอ่ื ง สามัคคีเภทคำฉนั ท ประเมนิ คา และสังเคราะห เรื่อง สามคั คเี ภท คำ
ฉันท

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรอื่ งสามัคคเี ภทคำฉนั ท หนา 21
๘. สื่อการเรยี นรหู รอื แหลงการเรียนรู

8.1 สอื่ การเรียนรู
1) หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนังสอื คน ควา เพิ่มเติม
(1) ประจักษ ประภาพิทยากร. (2533). คมู อื สามัคคเี ภทคำฉนั ท. กรุงเทพฯ : โอ
เดียนสโตร.
(2) ธเนศ เวศรภ าดา. (2549). หอมโลกวรรณศลิ ป : การสรา งรสสุนทรยี แหง
วรรณคดไี ทย. กรงุ เทพฯ : ปาเจรา.
3) แผนภมู ิตัวอยางบทประพันธจากเรือ่ ง สามัคคีเภทคำฉันท
4) ใบงานที่ 5.1 เรือ่ ง แงงามความรแู ละความคดิ จากเร่ือง สามคั คเี ภทคำฉันท

8.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองสมดุ
2) แหลง ขอ มลู สารสนเทศ

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๘ เรอ่ื งสามคั คีเภทคำฉนั ท หนา 22
ใบงานที่ 5.1 เรื่อง แงงามความรูและความคิดจาก

เรือ่ ง สามคั คเี ภทคำฉันท
คำช้ีแจง ใหน ักเรยี นตอบคำถามตอไปนี้
1. เรอ่ื ง สามคั คเี ภทคำฉนั ท สะทอ นวฒั นธรรมของคนในสังคมอดีตอยางไรบา ง

2. ขอคดิ ที่ไดรบั จากเร่ือง สามัคคเี ภทคำฉันท มีอะไรบา ง

3. นักเรยี นสามารถนำขอ คิดทไี่ ดไปประยุกตใ ชใ นชีวิตจริงไดอ ยางไรบา ง

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

คาํ ชี้แจง ให้นักเรยี นเลือกคําตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว

1. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถกู ต้องเกย่ี วกบั กวผี แู้ ตง่ เร่อื ง สามคั คเี ภท 6. ขา่ วเศกิ เอกิ องึ ทราบถงึ บดั ดล
คาํ ฉนั ท์ ในหม่ผู คู้ น ชาวเวสาลี
ก. เคยทาํ งานหนังสอื พมิ พห์ ลายฉบบั แทบทุกถนิ่ หมด ชนบทบูรี
ข. เป็นคนเดยี วกบั ผแู้ ตง่ เร่อื ง กรุงเทพฯ คาํ ฉนั ท์ อกสนั ่ ขวญั หนี หวาดกลวั ทวั่ ไป
ค. ใชน้ ามปากกาวา่ เอกชน แมวคราว และเขยี วหวาน ขอ้ ความขา้ งตน้ แต่งดว้ ยคาํ ประพนั ธป์ ระเภทใด
ง. ไดร้ บั พระราชทานนามสกลุ จากพระบาทสมเดจ็ ก. อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์ ข. วชิ ชมุ มาลาฉนั ท์
พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ค. อปุ ชาตฉิ นั ท์ ง. โตฎกฉนั ท์

2. ขอ้ ใดกล่าวถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั เรอ่ื ง สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท์ 7. อนั ขา้ พระองคก์ ษณะน้ี ภยมจี ะรอ้ นใด
ก. เคยตพี มิ พใ์ นหนงั สอื ธรรมจกั ษุ ยงิ่ กวา่ และหามนุษยไ์ หน จะเสมอเสมอื นตน
ข. แต่งดว้ ยฉนั ท์ 19 ชนดิ และกาพย์ 1 ชนิด ขอ้ ความขา้ งตน้ แต่งดว้ ยคาํ ประพนั ธป์ ระเภทใด
ค. เน้ือหาของเร่อื งเกดิ จากความคดิ สรา้ งสรรคข์ อง ก. มาลนิ ีฉนั ท์ ข. มาณวกฉนั ท์
นายชติ บรุ ทตั ผเู้ ป็นกวี ค. วสนั ตดลิ กฉนั ท์ ง. อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์
ง. พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่มู พี ระราชดาํ ริ
ใหแ้ ตง่ ขน้ึ เป็นคาํ ฉนั ท์ 8. ขอ้ ใดใชภ้ าพพจน์อุปมา รมวิ ่าพระองคเ์ ป็น
ก. ทราบขา่ วขจรกริ ตบิ า กรณุ ามหาศาล
3. คณุ ธรรมใดทเ่ี หล่ากษตั รยิ ล์ จิ ฉวยี ดึ ถอื ปฏบิ ตั มิ าชา้ นาน เอกอคั รกษตั รยิ ส์ ุขมุ เพญ็ อุระขอ้ นพไิ รพรรณน์
จนชว่ ยใหส้ ามารถปกครองบา้ นเมอื งไดอ้ ยา่ งเขม้ แขง็ ข. บางคนกมลออ่ น กุธเกลยี ดกเ็ สยี ดสี
ก่อนหน้าทว่ี สั สการพราหมณ์จะคดิ อบุ ายมาทาํ ลาย บางพวกพสิ ยั ฉนั เพยี งพาหนาสน์องค์
ก. พรหมวหิ าร ข. สามคั คธี รรม ค. ควรขตั ตยิ ยานยรรยง บมนิ ่าจะเป็นจะปาน
ค. ทศพธิ ราชธรรม ง. อปรหิ านยิ ธรรม สหสั นัยนใ์ ดปาน ทววิ ธิ ลุทณั ฑทวน
ง. พะพอ้ งพระอาชญา
4. อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ มหิ นํานเิ ทสการ

ขยาดขยนั้ มทิ นั อะไร กห็ มนิ่ กู 9. ขอ้ ใดไมไ่ ดห้ มายถงึ วสั สการพราหมณ์

กลกะกากะหวาดขมงั ธนู สลิ ่าถอย ก. โดยเตม็ กตญั �ู กตเวทติ าครนั
บ ห่อนจะเหน็ ธวชั รปิ ู
ขอ้ ความขา้ งตน้ แตง่ ดว้ ยคาํ ประพนั ธป์ ระเภทใด ใหญย่ ง่ิ และยากอนั นรอ่นื จะอาจทน
ก. สทั ทุลวกิ กฬี ติ ฉนั ท์ ข. วชิ ชุมมาลาฉนั ท์ ข. กพ็ อ้ และต่อพษิ ทุรทฐิ มิ านจน
ค. อุปชาตฉิ นั ท์ ง. อที สิ งั ฉนั ท์ ลโุ ทสะสบื สน ธพิ พิ าทเสมอมา
ค. ปลงอาตมน์ ริ าศรา ชคฤหฐ์ านมุ่งไป
ส่เู ทศสถานไกล บรุ รฐั วชั ชี
5. จากบทประพนั ธใ์ นขอ้ 4. ขา้ งตน้ กวใี ชภ้ าพพจน์ชนดิ ใด ง. ทชิ งคเ์ จาะจงเจตน์ กลหเ์ หตยุ ุยงเสรมิ
ก. อปุ มา ข. สทั พจน์
ค. อุปลกั ษณ์ ง. บคุ ลาธษิ ฐาน กระหน่ําและซํา้ เตมิ นฤพทั ธกอ่ การณ์

10. ทุกขอ้ ต่อไปนี้ มีคาํ ไวพจน์ทห่ี มายถงึ “พราหมณ์” 13. คาํ วา่ “ธ” ในขอ้ ใด หมายถงึ วสั สการพราหมณ์
ยกเว้นขอ้ ใด ก. ราช ธ กเ็ ลา่ เคา้ ณ ประโยค
ตนบรโิ ภค แลว้ ขณะหลงั
ก. และฝ่ายกมุ ารผู้ ทชิ ครมู เิ รยี กหา ข. เสรจ็ อนุศาสน์ ราชอรุ ส
กแ็ หนงประดารา ชกมุ ารทชิ งคเ์ ชญิ
ข. ชะรอยว่าทชิ าจารย์ ธ คดิ อา่ นกะทา่ นเป็น ลจิ ฉวหิ มด ตา่ ง ธ กม็ า
ค. เหน็ น่าจะหายนะกข็ ดั พจนตั ถทดั ทาน
รหสั เหตปุ ระเภทเหน็ ละแน่ชดั ถนดั ความ บดั ดลบดนิ ทร ธ ดาล พระพโิ รธสาํ แดง
ค. ทชิ งคเ์ จาะจงเจตน์ กลหเ์ หตยุ ยุ งเสรมิ
กระหน่ําและซ้ําเตมิ นฤพทั ธกอ่ การณ์ ง. บ่ หอ่ นจะมสี า ร ฤ หาประโยชน์ไร
กระนัน้ เสมอนัย เสาะแสดง ธ แสรง้ ถาม
ง. เมตตาทยาลศุ ภุ กรรม อุปถมั ภการณุ ย์
สรรเสรญิ เจรญิ พระคุณสุน ทรพนู พบิ ูลงาม
14. บทประพนั ธ์ในขอ้ ใดพรรณนาภาพชา้ ง
11. จากข้อความท่ีกาํ หนดให้ ขอ้ ใดเป็นบท “พโิ รธวาทงั ” ก. พลหยั พศิ เหน็ เช่นเหนิ หาวเหาะเหยาะเดนิ
ก. ไป่เหน็ กะเจบ็ แสบ ชวิ แทบจะทาํ ลาย เดาะเตอื นกเ็ ตน้ ตนี ซอย
มอบสตั ยส์ มรรถหมาย มนมนั ่ มหิ วนั ่ ไหว ข. โสภาอศั วาภรณ์สรรพ์ ตาบหน้าพรา่ วรร
ข. เอออเุ หม่นะมงึ ชชิ ่างกระไร ณเด่นดาํ กลกาญจน์มณี
ททุ าสสถลุ ฉะน้ไี ฉน กม็ าเป็น ค. โอภาสอาภรณ์อคั รภณั ฑ์ คชลกั ษณ์ปิลนั ธน์
ค. เส่อื มสสี ะผมเผา้ สริ เิ ปล่าประจานตวั กเ็ ลศิ กล็ ํ้าลาํ ยอง
เป็นเยย่ี งประหยดั กลวั ผมิ ลกั จะหลาบจาํ ง. ต่างขบั และขเ่ี ขม้ แขง ควงแสส้ าํ แดง
ง. ตา่ งทรงสาํ แดง ความแขงอาํ นาจ ดุรงควธิ โี รมรณ

สามคั คขี าด แกง่ แยง่ โดยมาน 15. ขอ้ ใดคอื แนวคดิ ทส่ี าํ คญั ทส่ี ุดของเรอ่ื ง สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท์
ภูมศิ ลจิ ฉวี วชั ชรี ฐั บาล ก. อยา่ ไวใ้ จทาง อยา่ วางใจคน จะจนใจเอง
บ่ ชุมนุมสมาน แมแ้ ต่สกั องค์ ข. ความมปี ัญญาชว่ ยใหเ้ อาชนะศตั รไู ดส้ าํ เรจ็
ค. ความเหน็ แก่ตวั และอจิ ฉารษิ ยานํามาซง่ึ ความแตกสามคั คี
12. บทประพนั ธ์ในขอ้ ใดดเี ด่นดา้ นการแสดงภาพเคลอ่ื นไหว ง. ความไมส่ ามคั คปี รองดองทาํ ใหห้ มคู่ ณะและบา้ นเมอื ง
มากทส่ี ุด ประสบความหายนะได้
ก. แพรว้ แพรว้ พรายพรายขา่ ยกรอง ก่องสกาวดาวทอง
ทงั้ พ่สู พุ รรณสรรถกล ตวั ชี้วดั ท 1.1 ขอ้ 1
ข. ขนุ อศั วอ์ าตมโ์ อโ่ อฬาร ราํ ทวนเทดิ ปาน ท 5.1 ขอ้ 1- 4, 6
ประหน่ึงจะโถมโจมแทง
ค. ต่างตวั ดดี โลดโดดลอย เรงิ เลน่ เผน่ คอย ไดค้ ะแนน คะแนนเตม็
จะควบประกวดอวดพล
ง. ขนุ คชขน้ึ คชชนิ ชาญ คุมพลคชสาร 15
ละตวั กําแหงแขง็ ขนั

1. ค 2. ข 3. ง 4. ก 5. ก
6. ข 7. ค 8. ค 9. ข 10. ง
11. ข 12. ค 13. ง 14. ค 15. ง


Click to View FlipBook Version