วิจัยในช้ันเรยี น
เรือ่ ง
การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษโดยใช้
แบบทดสอบคำศัพทโ์ ปรแกรม kahoot
สำหรับนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4
โรงเรียนยวุ ฑูตศึกษาพฒั นาภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
ช่ือผู้วจิ ยั
นางสาวกนกพรรณ หน่อคำ
โรงเรยี นยุวทตู ศึกษาพัฒนา อำเภอสารภี จงั หวัดเชยี งใหม่
สำนกั งานคณะกรรมการส่งเสรมิ การศกึ ษาเอกชน กระทรวงศึกษาธกิ าร
ก
บทคดั ย่อ
การวิจยั ครัง้ น้ผี ้วู ิจัยมีวัตถุประสงค์เพ่อื มงุ่ หมายหาคำตอบในการพัฒนาความสามารถในการ
จดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนา เพื่อมุ่งหมายหาคำตอบในการเปรียบเทียบ
ความสามารถการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้
โปรแกรม kahoot โดยใช้แบบทดสอบทดสอบคำศัพท์กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นเพอื่ ให้นักเรียนสามารถ
จดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้และนำไปใชเ้ พอื่ สื่อสารได้อย่างถูกต้อง และเพือ่ พฒั นาแนวการสอนท้ัง
ความรู้ดา้ นการจดจำสะกดคำศัพทแ์ ละสรา้ งบรรยากาศในชัน้ เรยี นให้ มีความน่าสนใจของนักเรยี นชั้น
มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นยวุ ฑูตศกึ ษาพัฒนา โดยนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนยวุ ฑูตศกึ ษา
พัฒนามีคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นจากการใช้แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot ได้ทดสอบ
กับกลุ่มตัวอย่างและ เมอื่ นำไปใชก้ ับกลุม่ ประชากรนักเรียนทำใหน้ กั เรียนมีความเข้าใจในเน้ือหา ซึ่ง
เป็นผลทำให้คะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนซึ่งคะแนนจาก
แบบทดสอบคำศัพทโ์ ดยใชโ้ ปรแกรม kahoot สูงวา่ อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05 จึงสามารถ
สรุปผลการวิจัยได้ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา มีคะแนนหลังเรียน
สูงขนึ้ จากการใช้แบบทดสอบคำศพั ทโ์ ดยใช้โปรแกรม kahoot
นางสาวกนกพรรณ หน่อคำ
2565
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจากคณะผู้บริหาร
โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา และอาจารยผ์ ู้ช่วยศาสตราจารย์ศันทนี คุณชยางกรู ที่สนับสนุนใหเ้ กิด
การวจิ ัยในคร้ังน้ี จึงขอกราบ ขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสูงงานวิจัยครงั้ นี้ จะสำเรจ็ ลงมิได้หากขาดความ
รว่ มมือในการทดลองใช้แบบทดสอบคำศพั ท์โดยใช้โปรแกรมkahoot สำหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปี
ที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนาปีการศึกษา2564 ทุกคน ที่สนับสนุนในการเก็บรวบรวมข้อมูล จน
งานวจิ ยั เสร็จส้นิ สมบูรณ์ ผวู้ จิ ยั ขอขอบคณุ เป็นอยา่ งยิ่ง ไว้ ณ ทีน่ ีข้ อขอบคณุ ทีมผเู้ ชี่ยวชาญ คณาจารย์
นกั เรยี น ครูพเี่ ลี้ยง ผบู้ ริหารทุก ๆ ทา่ นและเพื่อน ๆ ที่ได้รว่ ม แลกเปลีย่ นเรียนรู้ในการทำวิจัยในชั้น
เรียนในครั้งนี้
นางสาวกนกพรรณ หน่อคำ
2565
สารบัญ หนา้
ก
บทคัดยอ่ ข
กติ ตกิ รรมประกาศ ค
สารบัญ จ
สารบัญตาราง 1
บทที่ 1 บทนํา 1
2
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา 2
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั 3
ขอบเขตการวจิ ัย 3
ตวั แปรตน้ 3
ตัวแปรตาม 3
สมมตฐิ าน 4
คํานยิ ามศพั ท์เฉพาะ 5
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง 11
เอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การสอนคําศัพท์ภาษาองั กฤษ 17
เอกสารเกย่ี วกับเทคนคิ ช่วยจำ (Mnemonics Technique) 20
การสอนภาษาที่เน้นคาํ ศพั ท์โดยใช้สมดุ ภาพ 25
งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้อง 30
โปรแกรม Kahoot 30
บทที่ 3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั 30
สถานทด่ี ำเนินการวจิ ัย 31
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 32
การสรา้ งและพฒั นาเคร่ืองมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั 32
วธิ ีดำเนินการทดลอง 32
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
ง
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 33
ตอนท่ี 1 ผลการตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมและแผนการจัดการเรยี นรู้ 34
ตอนที่ 2 วเิ คราะหผ์ ลการเรียนของทางการเรยี น 37
ตอนท่ี 3 เปรียบเทยี บผลผลการเรยี นทางการเรยี น 39
40
บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 40
สรปุ ผลการวิจัย 41
อภปิ รายผล 41
ขอ้ เสนอแนะ 42
43
ภาคผนวก 45
ภาคผนวก ก รายนามผู้เช่ยี วชาญ 47
ภาคผนวก ข แบบทดสอบคำศัพท์โดยใชโ้ ปรแกรม kahoot 49
ภาคผนวก ค ตวั อยา่ งแบบทดสอบหลงั เรียน 70
ภาคผนวก ง ตวั อยา่ งการจดั ทำแผนการจดั การเรยี นรู้ 76
บรรณานุกรม
ประวตั ิผู้วิจัย
สารบญั ตาราง หน้า
34
ตาราง 35
4.1 ผลการประเมินคุณภาพของนวตั กรรม 37
4.2 ผลการประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรยี นรู้ 39
4.3 ผลการวิเคราะห์ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรียน
4.4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียน
1
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
ในโลกปัจจุบนั ภาษาอังกฤษเปน็ อกี ภาษาหนง่ึ ท่มี ีความสำคัญเปน็ ภาษาท่ีประชากรส่วนใหญ่
ใน โลกใช้เพื่อการติดตอ่ ส่ือสารการค้าระหว่างกันหลายประเทศใช้ภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาทางการ ซ่ึง
สอดคลอ้ งกับ (Fox News Point, 2018) ไดจ้ ัดอันดับ “10 อันดบั ภาษาที่ใช้พูดมากที่สดุ ในโลก” จึง
นบั ไดว้ า่ ภาษาองั กฤษเป็นภาษากลางภาษาหนง่ึ ทถี่ ูกใชเ้ พื่อการตดิ ต่อสอื่ สารใหก้ ับประชาคมโลกดังที่
กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กไว้ในข้อที่กำหนดภาษาที่ใช้ทำงานใน
อาเซียนคือภาษาอังกฤษ “working language” (กรมอาเซียน, กระทรวงการต่างประเทศ, 2558)
ดังน้ันในการเรียนรภู้ าษาองั กฤษจึงมีความสำภคัญในชวี ิตประจำวันเพราะเปน็ อกี ภาษาหน่ึงท่ีสำหรับ
การติดต่อสื่อสารและหาความรู้และหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจึงมีความมุ่งหวังให้ ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ
สามารถใชภ้ าษาตา่ งประเทศสื่อสารในสถานการณต์ ่าง ๆ แสวงหา ความรู้ ประกอบอาชีพ และศกึ ษา
ต่อในระดับท่สี งู ขึน้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551,21)
จากความสำคัญดังท่ีได้กล่าวมานีเ้ ห็นว่าภาษาองั กฤษมีความสำคัญ์ผู้วจิ ัยเห็นควรได้รับการ
ส่งเสริม พัฒนาให้นักเรียนมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะทักษะการอ่าน การเข้าใจ และ
ความสามารถในการจดจำ ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสำคัญที่จะช่วยให้
นักเรียนสามารถค้นคว้า และเพิม่ ความร้ตู ่างๆ ในอนาคตด ดังเชน่ ฉวลี กั ษณ์ บุญยะกาญจน (2557,
หน้า 22) กล่าววา่ การอา่ นเป็นส่งิ จำเปน็ และให้ประโยชน แกม่ นุษย์มากทกุ ด้านและทุกโอกาส ท้ังใน
ดา้ นการศึกษาหาความรู้ การประกอบอาชีพ และการพกั ผอ่ นหย่อน อา่ นส่งเสรมิ ความรู้ความคนเรา
ให้เพิ่มพูนขึ้น จากการสอนภาษาอังกฤษระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพฒั นา ที่
ผา่ น มา พบว่ามีนกั เรยี นบางส่วนยังขาดทกั ษะอา่ นและจดจำความหมายคำศพั ท์ภาษาอังกฤษ และมี
ความจำเป็นที่ต้องไดร้ ับการช่วยเหลือ และเพ่ิมเตมิ ให้เกิดการพัฒนาทกั ษะอ่านและจดจำความหมาย
คำศพั ท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน และเพ่อื ใหน้ ักเรยี นสามารถพฒั นาทกั ษะอา่ นและจดจำความหมาย
คำศัพทภ์ าษาอังกฤษ ไดอ้ ย่างเตม็ ศักยภาพ
ผู้วิจัยจึงได้หาวิธกี ารท่ีจะดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ แก้ปัญหา และพัฒนาให้นกั เรียนไดแ้ ละ
จดจำ ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น ดังน้ันในการพัฒนาและเพิ่มเต็มทักษะอ่านและ
จดจำความหมายคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษของนักเรียนใน ครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงเลือกวิธีการสอนการอ่านและ
การจดจำความหมายคำศัพท์ภาษาองั กฤษโดยใช้ Kahoot ซ่ึงเปน็ แอพพลิเคช่นั ท่ีเกมที่ตอบสนองต่อ
การเรียนการสอน ชว่ ยให้ผเู้ รยี นสนุกกับการเรียนโดยเป็นเครือ่ งมอื ช่วยในการประเมินผล
2
โดยผ่านการตอบ คาํ ถาม การอภปิ ราย คาํ ถามจะแสดงที่จอหน้าช้นั เรียน และให้ ผเู้ รยี นตอบคําถาม
บนอปุ กรณ์คอมพวิ เตอรข์ องตนเอง เช่น คอมพวิ เตอรม์ ือถือ หรอื ไอแพด
วัตถุประสงค์ของการวิจยั
การวิจยั เรอื่ ง การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาองั กฤษโดยใช้ kahoot ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหมายหาคำตอบ
ดังตอ่ ไปน้ี
1. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถการจำจำคำศัพท์ภาษาองั กฤษระหว่างก่อนและหลงั การใช้
kahoot โดยใช้ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธกิ์ อ่ นเรยี นและหลงั เรยี นประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รับ
2. นักเรยี นสามารถจดจำคำศพั ท์ภาษาอังกฤษไดแ้ ละนำไปใช้เพอื่ สื่อสารได้อยา่ งถูกตอ้ ง
3. เพือ่ พัฒนาแนวการสอนท้ังความรูด้ า้ นการจดจำสะกดคำศพั ท์และสรา้ งบรรยากาศในช้ัน
เรยี นให้ มีความนา่ สนใจ
ขอบเขตการวิจยั
ขอบเขตดา้ นเน้ือหา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (qualitative research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ
(quantitative research) ซง่ึ เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัยเชิงปริมาณ (qualitative research) คือ แบบ
ฝกึ คำศพั ท์ Kahoot ที่ไดส้ รา้ งครอบคลมุ ตามวตั ถุประสงค์
ขอบเขตด้านประชากร
การวจิ ัย เรือ่ ง การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพทภ์ าษาอังกฤษโดยใช้ kahoot
ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นยุวฑูตศึกษาพัฒนา จำนวน 14 คน
ขอบเขตด้านเวลา
ในการดำเนินการวิจยั ผวู้ จิ ัยจะไดเ้ ริม่ ดำเนินโครงการวิจยั ตั้งแต่ กรกฏาคม 2565 – ตลุ าคม
2565 รวมระยะเวลา 3 เดอื น
ขอบเขตด้านสถานท่ี
โรงเรยี นยวุ ฑตู ศึกษาพัฒนา เชียงใหม่ 222 หมู่ 2 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชยี งใหม่-ลำปาง
ตำบลหนองผง้ึ อำเภอสารภี จงั หวดั เชียงใหม่
3
ตัวแปรต้น
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นยุวฑตู ศกึ ษาพัฒนา จำนวน 14 คน
ตัวแปรตาม
ความสามารถในการจดจำคำศัพทภ์ าษาองั กฤษโดยใช้ kahoot
สมมติฐาน
นกั เรยี นมีความสามารถในการจดจำคำศพั ท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ kahoot ไดม้ ปี ระสิทธิภาพ
เพิม่ ข้นึ
นิยามคำศัพท์เฉพาะ
นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนยวุ ฑตู ศกึ ษาพัฒนา หมายถึง นกั เรียนที่กำลังศกึ ษา
อย่ใู นระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นยวุ ฑตู ศกึ ษาพัฒนา
Kahoot คอื เป็นแอพพลิเคชัน่ ทเ่ี กมท่ตี อบสนองตอ่ การเรียนการสอน ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนสนุกกับ
การเรยี นโดยเป็นเคร่ืองมือช่วยในการประเมินผล โดยผ่านการตอบ คําถาม การอภิปราย คําถามจะ
แสดงที่จอหน้าชั้นเรียน และให้ ผู้เรียนตอบคําถามบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของตนเอง เช่น
คอมพิวเตอร์มือถือ หรือ ไอแพด
4
บทท่ี 2
เอกสาร และงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง
ในการศึกษาค้นควา้ ครง้ั น้ี ผู้วจิ ัยไดศ้ กึ ษาทฤษฎี เอกสาร งานวจิ ยั ตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวข้องแยกเป็น
ประเภทไดด้ งั นี้
1. เอกสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการสอนคาํ ศัพท์ภาษาอังกฤษ
1.1 ความหมายของคําศัพท์
1.2 ความสําคัญของคําศัพท์
1.3 ความเป็นมา ทฤษฎีและจุดมุ่งหมายในการสอนศัพท์
1.4 หลักในการเลอื กคาํ ศัพทใ์ นการสอน
1.5 ประเภทของคําศพั ท์ภาษาอังกฤษ
1.6 วธิ ีการสอนคําศัพทภ์ าษาอังกฤษ
2. เอกสารเก่ยี วกบั เทคนคิ ชว่ ยจำ (Mnemonics Technique)
2.1 ความหมายของเทคนคิ ชว่ ยจำ
2.2 ประเภทของเทคนคิ ช่วยจำ
2.3 การสอนโดยการใชเ้ ทคนคิ ชว่ ยจำ
3. การสอนภาษาที่เน้นคาํ ศัพทโ์ ดยใช้สมดุ ภาพ
3.1 ความหมายและความสําคญั ของสมุดภาพ
3.2 การใช้ภาพในการเรยี นการสอน
4. งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ ง
4.1 งานวจิ ัยต่างประเทศ
4.2 งานวจิ ัยในประเทศ
5. โปรแกรม Kahoot
5.1 Kahoot คอื
5.2 ประโยชน์ของ Kahoot
5.3 ขัน้ ตอนการสมัครใชโ้ ปรแกรม Kahoot สำหรับผสู้ อน
5.4 รปู แบบคําถาม
5.5 ขน้ั ตอนการเล่นสำหรบั ผ้สู อน
5.6 ขั้นตอนการเล่นสำหรับผ้เู รียน
5.7 ดาวนโ์ หลดคะแนนเป็นไฟล์ Excel
5
1. เอกสารทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การสอนคําศพั ทภ์ าษาอังกฤษ
1.1 ความหมายของคําศพั ท์
คําศพั ทเ์ ป็นหนึ่งองคป์ ระกอบทม่ี ีความสาํ คญั ในการเรียนภาษาองั กฤษ และเป็นปัจจัยพื้นฐาน
ในการสื่อสารที่ส่งผลให้การเรียนทักษะอื่น ๆ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ประสบความสำเร็จ ไปด้วยมี
ผเู้ ชย่ี วชาญไดใ้ หค้ วามหมายของคาํ ศพั ทไ์ วด้ ังน้ี
จากการที่ได้ไปศึกษาเกี่ยวกับความหมายของคําศัพท์ ได้มีผู้ให้คํานิยามไว้หลายแง่มุม
ดังต่อไปนี้ ความหมายของคําศัพท์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) หมายถึง กลุ่ม
เสียง เสียง เสียงพูด หรอื ลายลกั ษณอ์ กั ษรที่เขียนหรอื พิมพ์ข้ึนเพ่ือความคิดเป็นคําหรือคํายากที่ต้อง
นํามา แปล พัชรประภา อดุลวิทย์ (2530: 37) เสนอแนวคิดไว้ว่า ความหมายของคํา (meaning)
สามารถแบ่งได้ดังนี้คือ Lexical meaning ความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรม Morphological
meaning เช่น s ใน dogs, books มีคามหมายเป็นพหูพจน์ Syntactic meaning เช่น Is he a
teacher? ความหมายเป็นคาํ ถาม เกดิ จากการเปล่ียนตำแหนง่ ของประโยค และ Cultural meaning
วัฒนธรรมมีส่วนในการกำหนดคํา เช่น พวกเอสกิโม จะมีคําหลายคําที่บอกความหมาย ของคําว่า
หิมะ ดังที่ วัลยา ช้างขวัญยืน (2547: 1) ให้ความหมายของคําศัพท์ไว้ว่า หมายถึงหน่วย ย่อยของ
ภาษาที่เจ้าของภาษารู้จักใช้ในการพูด และเขียนคํา เป็นหน่วยภาษาที่สามารถใช้ตามลำพัง เพ่ือ
ส่อื สารได้จากคําจํากัดความดังกล่าว อาจสรุปไดว้ า่ คาํ ศพั ท์ คอื คํา ถอ้ ยคาํ หรอื วลใี นภาษาท่ีถูก ใช้
เพื่อสื่อความหมาย ซึ่งเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป โดยที่คําศัพท์เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดและมีความหายใน
ตัวเองแตค่ ําศพั ทบ์ างคาํ ก็จะเขา้ ใจในแตล่ ะกล่มุ เจา้ ของภาษานนั้ ๆ
1.2 ความสาํ คญั ของคาํ ศัพท์
ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาความรู้ด้านคําศัพท์มีบทบาทสำคัญ
ย่งิ ในการอ่านบทความ ผสู้ อนมักจะเรมิ่ สอนต้ังแตก่ ารสอนศพั ท์ ซ่งึ คาํ ศัพท์เปน็ องคป์ ระกอบท่ี สำคัญ
ที่จะนําไปสู่การเรียนรู้จากงานวิจัยบางเรื่องพบว่าคําศัพท์เพียง 1 คําที่ผู้อ่านไม่ทราบ ความหมาย
สามารถขัดขวางการทำความเข้าใจประโยคที่คําศัพท์นัน้ ปรากฏอยู่ หรือ อาจทำให้ผู้อ่าน ไม่เข้าใจ
เร่อื งนัน้ ๆ ท้ังเรื่อง ทงั้ น้จี ึงมนี กั การศกึ ษา ได้กล่าวถงึ ความสําคญั ของคาํ ศัพทไ์ ว้ดงั นี้
เสงยี่ ม โตรตั น์ (2524: 24) ได้กล่าวถงึ ความสําคัญของคําศัพท์ในแง่ของการอ่านว่า คําศัพท์
เปน็ ส่ิงจาํ เปน็ สำหรบั การอ่าน เพราะคําศพั ทช์ ว่ ยให้เข้าใจเรื่องทอี่ ่านไดม้ ากยงิ่ ขึน้ ยงิ่ รู้ศัพท์ มากก็ยิ่ง
ใจมาก ฉะนั้นผู้เรียนต้องให้ความสนใจในการเพิ่มพูนคําศัพท์ ในขณะที่ Thornbury (2004: 19)
กลา่ วถงึ ความสาํ คัญของศพั ท์กบั ไวยากรณ์ ได้กลา่ วไว้ว่า หากปราศจากไวยากรณ์จะเกิดการ สื่อสารท่ี
นอ้ ยมาก แตถ่ ้าหากปราศจากคาํ ศพั ทก์ ารสอื่ สารจะไมเ่ กดิ ข้นึ เลย การเรยี นโครงสรา้ ง ไวยากรณอ์ ย่าง
เดียวไม่เพียงพอทีจ่ ะทำใหพ้ ัฒนาการด้านการเรยี นภาษาดีขึ้น แต่ก็จะดีมากหากเรียนรู้ คําศัพท์และ
สํานวนต่าง ๆ พร้อมไปด้วยกล่าวได้ว่าการสอนคําศัพท์สำคัญยิ่งกว่าไวยากรณ์เพราะ คําศัพท์เป็น
6
พืน้ ฐานของการเรียนภาษาองั กฤษ หากผ้เู รียนไม่มีความรู้จากหน่วยย่อย ๆ กไ็ ม่สามารถ มาสร้างเป็น
วลี หรือ ประโยคใหญ่ได้ หากไม่รศู้ ัพทก์ ็ไมส่ ามารถเข้าใจหน่วยทางภาษาทใ่ี หญก่ วา่ ได้เลย
สรุปได้ว่า คําศัพท์เป็นหน่วยพื้นฐานทางภาษาที่สำคัญ ผู้เรียนต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรก
ผูว้ ิจยั จึงเลอื กทีจ่ ะพฒั นาความรูท้ างดา้ นคาํ ศพั ทข์ องกลมุ่ ตัวอยา่ ง เพราะการรศู้ พั ทช์ ว่ ยให้สามารถส่ือ
ความหมายได้และหากมีความรศู้ พั ท์มากก็จะสามารถส่ือสารได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพนอก จากนี้การรู้
คาํ ศพั ทส์ ามารถนาํ คําทเ่ี ป็นหน่วยย่อยมาสรา้ งวลีหรือประโยคทีเ่ ป็นหนว่ ยใหญไ่ ด้
1.3 ความเป็นมาทฤษฎแี ละจดุ มงุ่ หมายในการสอนศพั ท์
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการศึกษาคน้ คว้ามากมายเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาแต่ก็
ยังไม่มีผู้ใดที่สามารถระบุได้ว่าการเรียนการสอนวิธใี ดได้ผลดที ่ีสุด แต่อย่างไรก็ตามนักวิจัยและ นัก
การศึกษาหลายท่านได้เสนอแนวคิดและทฤษฎีเพื่อตอบคําถามเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไว้
มากมาย
ในการเรียนการสอน Skinner เชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์นัน้ เป็นการสร้างสมนิสยั ซึ่ง เกิด
จากการฝกึ ฝนจะเหน็ ได้ชัดเจนในการเรยี นร้ภู าษาโดยเรม่ิ จากการเลยี นแบบเสียงเปน็ คาํ ๆ เมอ่ื เดก็ ได้
ยินเสียงใดซ้ำ ๆ เด็กกจ็ ะจำและพยายามเลียนแบบเสยี งน้นั ให้เหมอื น และเมือ่ เดก็ ได้รบั แรง เสริมจาก
พ่อแม่ก็พยายามทำเสียงนั้นบ่อย ๆ จนเป็นนิสัย และหากเด็กเลียนแบบเสียงผิดพ่อแม่ก็ พยายาม
แก้ไขและใหเ้ ดก็ ฝึกใหม่ ในดา้ นความหมายเดก็ ก็จะเรยี นรู้ความหมายโดยอาศัยความจํา โดย เช่ือมโยง
ระหว่างคํากับวัตถุ โดยเด็กจะสังเกตรูปประโยคที่ผู้ใหญ่ใช้ว่ามีการจัดเรียงคํากันอย่างไรแล้ว หา
ข้อสรุปและรูปแบบของประโยคดว้ ยตนเองจากข้อมลู ท่ไี ด้รบั
คาํ ศพั ท์นบั เปน็ ปจั จัยสำคัญทจ่ี ะชว่ ยเอ้ืออาํ นวยตอ่ การเรียนภาษาในด้านการฟงั การพดู การ
อ่านและการเขียน ดังนั้น การเรียนรู้คําศัพท์ จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ในการเรียนรู้ ภาษาใหม่
ครผู สู้ อนจึงควรฝึกผู้เรียนมีความรูด้ ้านคาํ ศัพท์ เพราะถา้ ผู้เรยี นไมร่ ู้คาํ ศพั ท์หรือมีคําศัพท์ไม่เพียงพอ
จะทำให้เกิดปัญหาในการอ่านเรื่องราว การฟังข่าวสาร การพูดเพื่อสื่อความหมาย หรือการเขียน
ขอ้ ความ ซึ่งบุคคลท่ีรู้คาํ ศัพท์มากจะได้เปรยี บในการเรยี นภาษาอังกฤษ
เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนศัพท์จึงมีผู้เชียวชาญหลายท่านกล่าวถึง
จุดม่งุ หมายในการสอนศัพท์ดังตอ่ ไปน้ี
อัญชลี แจ่มเจริญ และคณะ (2526: 91) ได้กลา่ วถึง จดุ มงุ่ หมายในการสอนศัพทไ์ วด้ ังน้ี
1. ใหอ้ า่ นออกเสียงให้ถูกตอ้ ง though thought through เปน็ ต้น
2. ให้รู้ความหมายของคําศัพท์ ครูจะใช้อุปกรณ์การสอนช่วยหรืออาจใช้ท่าทาง
ประกอบข้อความ
3. ให้ใช้คําศัพท์นั้นในโครงสร้างไดค้ ล่องแคล่ว สามารถใช้คล่องทัง้ ภาษาพูดภาษา
เขียนตลอดจนความถกู ตอ้ งในด้านไวยกรณแ์ ละความนยิ ม
7
4. ใหจ้ ำไดท้ ้ังรปู คํา ความหมาย การออกเสยี งและสะกดดว้ ย
1.4 หลกั ในการเลอื กคําศัพทใ์ นการสอน Robert (1988: 119-120) พดู ถงึ ศพั ท์
ท่ีควรนํามาสอนดงั นี้
1. ควรเปน็ คาํ ศพั ทท์ ่ีมีความสมั พนั ธ์กับประสบการณแ์ ละความสนใจของผเู้ รยี น
2. ควรมีปริมาณของตัวอักษรในคําศัพท์ที่เหมาะสมต่อช่วงอายุของผู้เรียน เช่น
ระดับประถมก็ควรใช้คาํ ศัพทส์ ั้น ๆ มาสอน
3. ไมค่ วรมีคาํ ศพั ทม์ ากหรอื น้อยเกินไปตอ่ หนงึ่ บทเรียน ควรเหมาะกบั สติปญั ญาของ
ผ้เู รยี น
4. ควรเป็นคาํ ศัพท์ทมี่ ีประโยชน์ต่อผู้เรียนสามารถนําไปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน เชน่ การ
นำไปพดู สนทนา เป็นตน้
นอกจากนี้ หลักการในการเลอื กคําศัพท์มาสอนของ Mackey (1997: 176-177) คือ เลือก
คาํ ศัพทท์ ผ่ี เู้ รียนได้ยนิ บ่อย ๆ หรอื มคี วามถใ่ี นการใชม้ ากแล้วจงึ คดั เลอื กมาสอนเพือ่ ให้นักเรียน รูจ้ กั ใช้
อยา่ งถกู ต้อง หรอื เปน็ คาํ ศพั ทท์ ่ปี รากฏในหนังสือตําราหลาย ๆ เลม่ หลาย ๆ สถานการณ์ หรืออา จะ
เป็นคําศัพท์ทม่ี คี วามจาํ เปน็ ต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนงึ่ ไม่ปรากฏบ่อย เชน่ Chalk ซึง่ ปรากฏ
แค่ในชั้นเรียนและคําศัพท์ทีเ่ ลอื กมาควรเปน็ คําศัพท์ท่ีผู้เรียนสามารถเรียนรูไ้ ด้งา่ ยมี องค์ประกอบท่ี
เกี่ยวข้องคือคําศัพท์ที่นํามาสอนมีความคล้ายคลึงกับภาษาเดิมของผู้เรียนทำให้จดจําได้ ง่ายข้ึน
คําศัพท์บางคํามีความหมายชัดเจน สั้น ออกเสียงง่ายทำให้จดจําได้เร็วขึน้ หรอื เป็นคาํ ศัพท์ที่ เรียน
มาแล้วพอเจออกี คร้ังกท็ ำให้งา่ ยต่อการเขา้ ใจและจดจํา
จากทกี่ ลา่ วมาการเลือกคําศพั ท์กเ็ ป็นสิ่งสำคัญในการสอนศพั ท์ดังน้นั ในงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัย
เลอื กคําศพั ท์ตามทปี่ รากฏในหนังสือเรยี นทีก่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกำหนดของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษา
ปที ่ี 4 โดยเป็นคาํ ศัพทท์ ่นี ักเรยี นสามารถพบได้บอ่ ย และมปี ระโยชนต์ อ่ ผู้เรียนสามารถ นําไปใช้ได้ใน
ชวี ติ ประจำวัน
1.5 ประเภทของคําศัพทภ์ าษาอังกฤษ
ในการสอนศัพทใ์ นภาษาต่างประเทศ ผ้เู ชย่ี วชาญทางการสอนภาษาหลายท่าน คอื บํารุง โต
รัตน์ (2534: 77) ไดแ้ บ่งชนิดของคําศัพทอ์ อกเปน็ 2 ชนดิ ตามลกั ษณะของการใชใ้ นแตล่ ะระดับ ของ
นักเรียน คือ
1. คําศัพท์ทีน่ ักเรียนใช้มากในการฟังพูดอ่านเขียน Active Vocabulary นอกจาก
ครจู ะ สอนใหร้ จู้ กั ความหมายแลว้ จะต้องสอนใหน้ ักเรยี นสามารถใชค้ าํ ประโยค ไดท้ ั้งในการ
พูดและการ เขียนบอ่ ยๆ
2. คําศัพท์ทผี่ ู้เรียนในระดบั ช้นั น้ัน ๆ ไม่ค่อยพบเห็นหรอื นาน ๆ จะปรากฏคร้ังหนึ่ง
ใน การฟังและการอ่าน การสอนคาํ ศัพท์ที่ผู้เรียนไมค่ อ่ ยพบเหน็ บอ่ ย Passive Vocabulary
8
ครูเพียงสอน แต่ให้รู้ความหมายที่ใช้ในประโยคก็เพียงพอ เน้นให้นักเรียนทัง้ ฟังและอ่านได้
เข้าใจ โดยไมเ่ น้นให้ นกั เรียนเอาคาํ ศพั ท์น้นั มาใชใ้ นการพูดและเขยี น
Ellis (1994) ได้แบ่งประเภทของคาํ ศพั ทอ์ อกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. Explicit vocabulary คําศัพท์ที่เรียนรู้โดยตรง คือ คําศัพท์ที่ผู้สอนต้องการให้
ผู้เรียน เรียนรู้โดยที่ผู้สอนสอนความหมาย โดยการใช้คําที่มีความหมายเหมือน และคําที่มี
ความหมายตรงกัน ขา้ ม และรวมถึงการให้กับผเู้ รยี นโดยตรง
2. Implicit vocabulary คําศัพทท์ ่ีเรียนร้ทู างอ้อม คอื คําศพั ท์ท่ีผู้เรียนเรียนรู้จาก
ส่งิ ต่าง ๆ รอบตัว เช่น จากการอา่ นหนังสือ จากบทสนทนาในห้อง และนอกห้องเรยี น จาก
การพบเห็น คําศัพท์จากส่ือต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเรียนรู้คําศพั ท์ประเภทนี้ เป็นการเรยี นรู้
ความหมายคําศัพท์ใน บริบทซึ่งช่วยให้เข้าใจ และจดจําได้ดี มากไปกว่านั้น Hatch and
Brown (1995: 370) แบง่ คาํ ศพั ท์ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. คําศัพท์เพื่อการรับรู้ (Receptive Vocabulary) คือคําศัพทท์ ี่ผู้เรียนได้รับรู้จาก
การฟงั และการอา่ นผูเ้ รียนรบั รู้แต่ไมส่ ามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทหรือชีวติ ประจำวันได้
ผสู้ อนสอนแตใ่ ห้ ความหมายเท่าน้นั
2. คําศัพท์เพื่อการสื่อสาร (Productive Vocabulary) คือคําศัพท์ที่ผู้เรียนเข้าใจ
ออก เสียงได้ รู้ความหมาย และสามารถนําไปใช้อย่างถูกต้องในทั้งการพูดและการเขียน
ผ้สู อนฝกึ ให้ผู้เรียน นําไปใช้ชีวิตประจำวันได้
นอกจากน้ี Lewis (1997) ได้แบ่งประเภทของคําศพั ทอ์ อกเปน็ หลายประเภท ดังน้ี
1. คําเดี่ยว เช่น book, pen
2. คําร่วม เช่น by the way , upside down
3. คาํ ท่ปี รากฏร่วมกนั เช่น community service, absolutely convinced
4. คําสาํ นวน เช่น I’ll get it, We’ll see, That’ll do
5. คําขึน้ ตน้ ประโยค เชน่ That is not as...as you think, he
fact/suggestion/problem/ danger was....., Firstly...., Secondly....,Finally.....
และสุดทา้ ย Nation (2001, cited in nation Paul and Chung Teresa, 2003) ยงั ไดแ้ บ่ง
ประเภทของคําศัพท์ตามการใช้ ออกเปน็ 4 ประเภท ดงั น้คี อื
1. High frequency words คําท่ใี ชบ้ อ่ ยคือ คําที่ถูกใช้บ่อยคร้งั ทั้งในบทความ
หนังสือพิมพ์ บทสนทนา และนิตยสารต่าง ๆ เป็นคําศัพท์สำคัญที่สื่อความว่าบทความนน้ั
เกี่ยวกับอะไร ซึ่งบทความบทความหนึ่งอาจมีคําศัพท์ประเภทนี้อยู่ถึง ร้อยละ 80-90ของบทความ
ท้งั หมดเลยทเี ดียว
9
2. Technical vocabulary คําศัพท์เฉพาะทาง คือคําศัพท์ท่ีใช้ และเป็นที่รู้จักในกลุม่ คนที่
ทำงานในสาขาเดียวกัน หรือมคี วามสนใจในสิง่ ทเ่ี หมือนกนั ซงึ่ คนในกลุม่ คนท่ที ำงานอนื่ หรือมี ความ
สนใจอื่น อาจไมร่ จู้ ัก และไมค่ นุ้ เคยกบั คําศพั ท์เฉพาะทางนี้
3. Academic vocabulary คาํ ศัพท์ทางวชิ าการ คอื คาํ ศพั ท์ทใ่ี ช้ในเอกสาร หรือ บทความ
ทางวชิ าการ และเปน็ คําศพั ทท์ ใี่ ชบ้ อ่ ยในสาขาอาชีพทวั่ ไป ไม่ได้เจาะจงสาขาอาชพี ใด อาชีพ หนงึ่
4. Low frequency words คําที่ไม่ใช้บ่อย คือคําที่ใช้ไม่บ่อยนัก ซึ่งบทความหนึ่ง อาจมี
คําศพั ท์ประเภทน้อยเพยี งรอ้ ยละ 5 ของบทความท้งั หมด
สรุปไดว้ า่ คาํ ศัพท์ถูกจาํ แนกออกเปน็ หลายชนิด แตผ่ ูว้ จิ ัยสามารถสรุปประเภทของคําศพั ท์ได้
เปน็ 2ประเภท คือ 1. คาํ ศัพทท์ ร่ี ับรโู้ ดยตรง เป็นคําศพั ท์ท่ีผูส้ อนต้งั ใจสอนความหมาย 2. คําศัพท์ท่ี
สื่อสารทางอ้อม คือคําศัพท์ที่ผู้เรียนพบเจอ และเรียนรู้จากบริบทต่าง ๆ รอบตัว ทั้งใน และนอก
ห้องเรียน เป็นคําศัพท์ท่ีผู้เรยี นพบเห็น และใช้ได้จริงในชีวติ ประจำวนั และคําศัพท์ที่ผู้วิจัย เลือกใช้
เปน็ คําศพั ทจ์ ากในหนังสอื เรียนตามกระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนดซง่ึ เปน็ คําศัพทเ์ พ่ือการสื่อสาร
1.6 วธิ กี ารสอนคาํ ศพั ท์ภาษาอังกฤษ
ในการสอนคําศัพท์นั้นนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้คําศัพท์และ
สามารถนาํ ไปใช้ได้ ทั้งในการสื่อสาร การฟงั พดู อ่านและเขียน มเี ทคนคิ วธิ กี ารสอนได้หลายวิธีและ
ไม่ได้มีการสรุปไว้ว่าวิธีใดคือวิธีที่ดีที่สุด ผู้สอนมีหน้าที่พิจารณาบริบทและเลือกวิธีการสอนที่มี
ประสทิ ธภิ าพมากที่สดุ
หลักการสอนคําศพั ทถ์ ูกแบ่งออกเปน็ 3 ชนดิ ตามท่ี Nation (2003) ได้แบ่งไว้ดงั นี้ ด้านการ
เลอื กเนื้อหาและการจดั ลำดับเนื้อหา (Content and Sequencing) เลือกคําศพั ท์จากความถ่ีใน การ
พบเหน็ นักเรียนได้ฝึกการใช้คําศัพท์ อยา่ งเพยี งพอ ผสู้ อนควรเสนอโอกาสในการให้ผู้เรยี นได้ เรียนรู้
ศัพท์หลากหงายวิธี ถัดไปคือวิธีการนําเสนอ ผู้สอนต้องเลือกคําศัพท์ที่พบบ่อยมานําเสนอ เด็กมี
มาตรฐานในการเดาความหมาย ด้านการใช้ภาษามีทักษะในการใช้กลวิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคําศัพท์
ผู้สอนสนับสนุนการเรียนให้นําคาํ ไปใช้ ทบทวนฝึกฝนซ้ำ ๆ นําเสนอโอกาสให้ผู้เรียนได้เพิ่มความรู้
ปริมาณของคําศัพท์ คล้ายคลึงกันกับ Bishop et al. (2009) กล่าวถึงการสอนคําศัพท์คือนอกจาก
เสนอคําศัพท์แล้วนั้น ผู้สอนควรให้รายละเอียดและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนไดใ้ ช้คําศัพท์ ฝึกอย่างเป็น
ประจำ ผสู้ อนกระตุน้ ใหเ้ ช่อื มโยงความรู้คาํ ศัพทแ์ ละความหมายเข้าด้วยกัน
อทุ ัย ภิรมยร์ น่ื และ เพ็ญศรี รงั สยิ ากลู (2535) เสนอแนะวิธีการสอน โดยเฉพาะวธิ ีการ สอน
คาํ ศพั ท์อีกว่า ตอ้ งเริ่มสอนจากเรื่องง่าย ๆ และเป็นคําศัพทท์ ีส่ ามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวัน การ ให้
เด็กรู้ความหมายนั้นครูสามารถใช้ภาพจริง หรือแสดงทา่ ทางประกอบเพื่อเพิ่มความสนใจและทำให้
เดก็ เข้าใจความหมายไดง้ า่ ยข้นึ เม่อื สอนศัพทไ์ ปแล้วครกู ็ควรใหเ้ หน็ รปู ประโยคหรือกล่มุ คํา
10
ทศิ นา แขมณี (2545: 229 - 231) แบง่ วิธกี ารสอนออกเปน็ 3 ขนั้ ตอน คือขัน้ นําเสนอ ข้ันฝึก
และขั้นนาํ ไปใช้
1. ขั้นนาํ เสนอ คือส่งิ สำคญั ในการนําเสนอคําศพั ท์ ประกอบด้วย
1.1 การใหต้ วั อย่าง เช่น การให้ดภู าพหรือของจริง
1.2 การสอนดว้ ยเทคนคิ การตอบสนองดว้ ยทา่ ทาง (Total Physical Response)
1.3 การแสดงละครและการใช้ท่าทาง
1.4 การใหค้ าํ ท่ีมีความหมายเหมอื นกันหรือคําทม่ี คี วามหมายตรงกนั ข้าม
1.5 การใหค้ ําจาํ กดั ความที่ชัดเจน
1.6 การใหผ้ ูเ้ รียนเดาความหมายจากบริบท ซง่ึ บรบิ ทนัน้ ตอ้ งชดั เจน
1.7 การแปล ผสู้ อนสามารถใช้วิธกี ารแปลเพ่อื สอนคาํ ทีเ่ ปน็ นามธรรม
2. ขน้ั ฝกึ
ขั้นที่ 1 การฝึกคําศัพท์ควรเริ่มจากคําเดี่ยว ต่อจากนั้นฝึกเป็นประโยคและฝึก
ขอ้ ความทีเ่ กีย่ วเน่อื งกนั
ข้ันท่ี 2 ใหผ้ ูเ้ รยี นตอบคําถาม
ขั้นที่ 3 ใหผ้ ูเ้ รยี นบรรยาย
ขน้ั ท่ี 4 ใหผ้ เู้ รียนเปรยี บเทียบ
อสิ รา สาระงาม (2530: 78-81) ได้เสนอแนะแนวทางการสอนไวด้ ังนี้
1. Real Object คือการใช้ของจริง เหมาะสำหรบั การสอนคาํ ศัพทท์ ่ีเปน็ รปู ธรรม นาํ
ของจรงิ มาสอนและไมส่ รา้ งความยุง่ ยากแกค่ รูในการนํามาประกอบการเรยี นการสอน
2. Models คือการใช้หนุ่ จําลอง เปน็ อปุ กรณ์ทช่ี ว่ ยเสรมิ สร้างความเข้าใจให้กับเด็ก
กรณที ่ีไม่สามารถนาํ ของจริงมาใหเ้ ดก็ ดูไดเ้ ช่น ผลไม้ หรอื คาํ ศพั ท์เกย่ี วกับสัตว์ตา่ ง ๆ
3. Pictures คือ การใช้รูปภาพ เป็นอุปกรณ์ที่เสริมสร้างความเข้าใจในคําศัพท์
ได้มาก ที่สุดอย่างหนึ่ง สามารถใช้ได้กับคําศัพท์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งภาพน้ัน
ครผู ู้สอนสามารถวาด ขึ้นมาเองหรอื นํามาจากสิง่ พิมพก์ ็ได้ ทง้ั นี้ ภาพต้องมีขนาดใหญ่พอที่
ผเู้ รียนจะเหน็ ทงั้ หมด
4. Actions คือการใช้กรยิ าทา่ ทาง ในกรณที คี่ ําศพั ท์ท่จี ะสอนน้นั สามารถแสดงกริยา
ท่าทางใหน้ กั เรียนไดเ้ หน็ อย่างเด่นชัด ครกู ็สามารถแสดงท่าทางประกอบการสอนได้ เชน่ การ
สอนคํากรยิ า บพุ บท หรือกริยาวิเศษณ์ เช่น
คาํ กรยิ า walk,smile,run,jump,run
คําบุพบท in, on, under, near, among, between
11
5. Definition คอื การใช้คํานยิ าม ในกรณีทคี่ าํ น้นั สามารถใชใ้ นประโยคงา่ ย ๆ เชน่
A foreigner is a person who comes from another country.
6. Context คอื การใช้บริบท ในกรณีท่คี ําศัพท์นน้ั ๆ ไมส่ ามารถนิยามความหมาย
ได้ จาํ เปน็ ต้องใชป้ ระโยคข้างเคยี งช่วยบอกความหมาย
7. Synonym คือ คําพ้องความหมาย การใช้คําพ้องความหมายผู้เรียนจะต้องรู้
คาํ ศัพท์ เพื่อนาํ มาเปรยี บเทยี บกับคาํ ศพั ท์ทจ่ี ะสอน เช่น quick = fast
8. Antonym คือ การใช้คําตรงกันข้าม ผู้เรียนจะต้องรู้คําศัพท์ที่จะเอามา
เปรียบเทยี บ กับคาํ ศัพท์ใหม่ เช่น A’s house is small but B’s hourse is big.
9. Translation คือการใช้วิธีแปล ครูสามารถใช้วิธีการแปลศัพท์โดยตรงหากไม่
สามารถ ใชว้ ธิ อี ่ืนไดแ้ ล้วจริง ๆ หรือเหน็ วา่ เหมาะสมที่สดุ กวา่ วิธีการอื่น ๆ แตใ่ นการแปลน้ัน
ผูส้ อนต้อง หลีกเล่ียงการอธบิ ายยาว ๆ
กลา่ วโดยสรุปว่า การสอนศัพท์มหี ลายวิธี มหี ลกั สำคญั คอื ตอ้ งรู้ความหมายก่อนอันดับ แรก
โดยใชก้ ารเหน็ สง่ิ ของจรงิ หรือจากภาพ เปน็ ต้น และควรถามตอบนักเรียนรายบคุ คลเมือ่ สอน คําศพั ท์
ใหม่ ในการทำวจิ ัยในคร้ังน้ี ผูว้ จิ ยั เลือกใช้วิธีการสอนศัพท์โดยนกั เรียนเหน็ วตั ถุจริงบ้าง บางคร้ังเป็น
บัตรภาพคําศัพท์ หรือมกี ารแสดงทา่ ทางโดยแบง่ วิธีการสอนออกเปน็ 3 ขน้ั ได้แก่ ขนั้ นําเสนอ ข้ันฝึก
และข้ันนาํ ไปใช้
2. เอกสารเก่ียวกบั เทคนิคชว่ ยจำ (Mnemonic Technique)
2.1 ความหมายของเทคนิคช่วยจำ
Mnemonics Technique คือเทคนิคช่วยจำ เทคนิคการจำ กลยุทธ์ช่วยจำ หรือวิธีช่วย
จําเป็นวิธีที่มนุษย์นํามาใช้เพื่อจดจําส่ิงต่างๆ ซึ่งมีผู้เช่ียวชาญทางด้านการสอนไดใ้ ห้ความหมายของ
เทคนิคชว่ ยจำไวด้ งั น้ี
The Access Center (2000: Website) ได้สรุปเกี่ยวกับเทคนิคช่วยจำไว้ว่าเทคนิคช่วยจำ
หมายถึงยุทธวธิ กี ารสอนท่ีเช่อื มโยงขอ้ มลู เกา่ และข้อมลู ใหม่ หรอื ความรเู้ กา่ กับความรู้ใหม่ของ ผ้เู รียน
เขา้ ดว้ ยกัน เช่นเดียวกบั Levin (1993) ทีบ่ อกว่า Mnemonics เป็นกลยุทธ์ท่ีใช้ในการเพิ่ม ความจํา
โดยการเชื่อโยงความรู้ใหม่เข้ากับคําที่คุ้นเคยและและใช้รูปภาพ ในส่วนของ Mastropieri and
Scruggs (1998) แนะนําว่ากลยุทธ์ช่วยจำคือเทคนิคหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการเรียนวิชาการต่าง ๆ ใน
ห้องเรียน ซึ่งเทคนิคช่วยจำนั้นเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างกว้างขวาง เทคนิคช่วยจำที่สำคัญจะ
เกี่ยวกับจำนวนกิจกรรมที่เชื่อมโยง เช่น การเชื่อมโยงตัวอักษรและคํา เช่น A –Apple ,B- Bee, C-
Catครูจะสอนนักเรียนในการใช้เทคนิคช่วยจำทั้งภาพและสัญลักษณ์กล่าวได้ว่าเทคนิคช่วยจํา มี 3
12
เทคนิคได้แก่ เทคนิคการจำคำสำคัญ (Key Word) เทคนิคตัวหมุด (Peg Word) เทคนิคตัวอักษร
(Letter Strategies)
ในบางการศึกษาพบว่า ผู้เรียนสามารถจำคํากว่า 60 % หลังจากอ่านไปแล้ว 42 วัน จาก
คําพูดนั้น Nation (1990) แนะนําว่าการเรยี นคําเป็นคู่ เป็นวิธีเริ่มต้นที่ดีในการเรียนคาํ ศัพท์ใหม่ ๆ
แต่วธิ นี กี้ ็มีขอ้ เสีย คือ คาํ คู่สว่ นมากจะเปน็ คําที่มีความหมายเหมอื นกนั แต่จะแตกต่างตรง ความหมาย
ทางวัฒนธรรม รปู แบบการใชค้ าํ หรือลกั ษณะทางไวยากรณ์
Scuggs (2005, อ้างในบทความของ Cara Bafile: Website) กล่าวอีกว่า Mnemonic
สามารถทำหน้าที่ได้ดีในการเชื่อมโยงสิ่งที่รู้และส่ิงท่ีไมร่ ู้ให้กับนักเรยี นได้เชน่ คําว่า rana เป็นภาษา
อิตาลีแปลว่า “กบ” และมีความคล้ายกับคําว่า “rain” นักเรียนสร้างรูปภาพหรือจนิ ตนาการข้นึ มา
ในหวั ได้วา่ “กบท่ีกาํ ลงั น่ังกลางสายฝน” นกั เรียนจะสามารถเช่อื มโยงสิ่งท่ีรเู้ ขา้ กับคําศพั ทใ์ หม่ได้ และ
สิ่งเหลา่ นจ้ี ะตอ้ งถกู ฝกึ อย่างเป็นกิจวัตร ฝึกซ้ำบ่อย ๆ หากจดั การเรยี นการสอนเรื่องเทคนิคช่วยจำได้
ดี เดก็ จะสามารถจดจําไปไดต้ ลอดไป แนวคิดน้ีสามารถเรยี กว่าแนวคดิ เครอื ขา่ ยความทรงจำ แนวคิด
เรื่องเครอื ข่ายความทรงจำน้ัน กล่าวถึงการทีข่ ้อมูลหลาย ๆ เรื่องเกีย่ วกบั สิ่ง ๆ หนึ่ง ถูกจัดเก็บ ใน
ความทรงจำในรูปแบบของความเชื่อมโยงกันในลักษณะคล้ายตาข่าย และการ เชื่อมโยงนี้เกิดเป็น
ความหมายของส่งิ ๆ นน้ั ข้ึนมาในความคิดของมนุษย์หรอื ในปัจจบุ ันเม่อื กล่าวถงึ แอปเปิ้ล คนอาจนึก
ถึงสงิ่ ตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวกบั แอปเปิล้ เช่น สแี ดง หรือรวมไปถงึ เครอื่ งคอมพิวเตอร์ หรอื โทรศพั ทไ์ อโฟน
กล่าวได้อีกว่า การจำคําศัพท์ใหม่ ๆ ที่ดีที่สุด คือการรวมคําศัพท์ใหม่นั้นเข้ากับภาษา ท่ี
เรียนรู้แล้ว Badderley กล่าวถึงหลักการรวมความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขา้ ด้วยกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับ
โดยสว่ นมาก ว่าเปน็ ความต้องการขั้นพื้นฐานของการเรยี น ซ่ึงกลา่ วได้ว่าการเรยี นมักเปรียบเสมือนกบั
แบบฝึกหัดการแก้ปัญหา ซึ่งผู้เรยี นต้องหาวิถีทางทีด่ ีทีส่ ุดท่ีโยงการเรยี นรู้ใหมเ่ ขากับการเรียนร้เู ดมิ
คําศัพทท์ ี่เรียนแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายใหญ่ ของความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับคาํ ใหม่ที่สามารถ
เช่ือมโยงเข้าไปในเครอื ข่าย ความสัมพนั ธ์ดงั กล่าว จะชว่ ยให้ผู้เรียนระลึกคาํ ศพั ท์ได้ในทางกลับกนั ถ้า
คําศัพท์นั้นยังไม่รวมไว้ในเครือข่าย ก็มักจะมีแค่ลักษณะของคําเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้
ผู้เรียนระลึกจากความทรงจำ กล่าวได้ว่ากลยุทธ์ช่วยจำคือกลวิธีสำหรับรวบรวมข้อมูลขา่ วสารและ
การ จัดเรียบเรยี งความจำให้เป็นระบบ ง่ายต่อการละลกึ Sdorow and Rickabaugh (2002, อ้างถึง
ใน Carney and Levin, 1994)
จากการที่ศึกษาความหมายของ Mnemonic ข้างต้นแล้ว เทคนิคช่วยจาํ เปน็ วิธีการที่ดีท่ี จะ
ช่วยใหน้ กั เรียนจดจําคําศพั ทไ์ ด้อย่างเป็นระบบ เปน็ เทคนคิ การสอนที่สามารถนํามาใช้ในการ จัดการ
เรยี นการสอนคําศพั ท์ได้ นอกจากน้นั ยงั สามารถชว่ ยใหน้ กั เรียนเช่ือมโยงความรแู้ ละจดจํา คาํ ศัพท์ได้
อยา่ งเป็นระบบ จดจาํ ไดน้ านและสามารถนาํ ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้
13
2.2 ประเภทของเทคนคิ ชว่ ยจำ
กลไกการทำงานของสมองยง่ิ มาก ผู้เรียนก็จะจำไดด้ ี Craik and Lockhart (1972)
กลา่ วว่า สมมตฐิ านความลกึ ล้ำของกระบวนการทางสมอง กล่าวว่าการทำงานของสมองที่ย่ิง
ต้องการ ความคิดที่ละเอียด เป็นระเบียบ หรือเป็นขบวนการจะช่วยในการเรียนคําศัพท์ได้มากมี
นักวิชาการ กล่าวถึงประเภทของเทคนคิ ช่วยจำดังนี้
ทศิ นา แขมณี (2545 : 229) ไดก้ ล่าวถงึ ประเภทของเทคนคิ ชว่ ยจำมี 6 ประการ ดังน้ี
1. การตระหนักรู้ (Awareness)
2. การเชอ่ื มโยง (Association)
3. ระบบการเชื่อมโยง (Link System) คือระบบในการเชื่อมความคิดหลายความคิดเข้า
ด้วยกัน
4. การเชือ่ มโยงที่นา่ ขบขัน (Ridiculous Association)
5. ระบบการใช้คําทดแทน
6. การใช้คําสำคญั (Key Word)
The Access Center (2000: Web Site) ไดส้ รุปเก่ียวกบั ประเภทของเทคนคิ ชว่ ยจำไว้ซ่ึงมี
รายละเอยี ดดังนี้
1. เทคนิคการจำคําสำคญั (Key Word) นยิ มใช้กนั มากในวชิ าภาษาต่างประเทศเปน็
การเชื่อมคํากับข้อมูล ซึ่งเข้ารหัส เรียบร้อยแล้ว ครูสอนคําศัพท์ใหม่โดยใช้คําสำคัญ ออก
เสียงคําโดย ใช้รูปภาพและการวาดภาพตอ่ จากนั้นครูสร้างภาพเชือ่ มโยงกบั คําและนิยาม การจำคํา
สำคัญจะ เกิดขึ้นเมื่อได้เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ เช่น การนิยามคําศัพท์ใหม่ ครูจะถามนักเรียนถึง
ความหมายของคํา เดิม นักเรียนก็จะตอบคำ สำคัญ ได้ดี เช่น war แปลว่า สงคราม แต่ wardrobe
หมายความวา่ ตู้เสอ้ื ผา้ ครสู อนใหน้ กั เรยี นนึกภาพสงความที่มี ตเู้ ส้อื ผา้ ตัง้ อยู่ เปน็ ต้น เมอื่ ถามนักเรียน
ถึงคําว่า wardrobe นักเรียนจะมีวิธีการนึกถึงความหมายนั้น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการกลับไปคิดคํา
สำคัญ จากนั้นขั้นนึกถึง ภาพ จากนั้นนักเรียนจดจําสิ่งที่เกิดขึ้นในรูปภาพ และสุดท้ายนักเรียนจะ
สามารถจำคำนิยามคำศพั ทน์ น้ั
2. เทคนิคหมุด (Peg Word Strategies) คือ การใช้เสียงสัมผัสในบทกวีออกมา เป็นตัวเลข
หรือคําสั่ง คําสัมผัสหรือ Peg Word จะเป็นภาพที่เชื่อมโยงกับทฤษฎีหรือเหตุการณ์ ซึ่งช่วยให้
นักเรียนเชื่อมต่อเหตุการณ์กับตัวเลขในคําคล้องจอง เทคนิคหมุดมีประโยชน์ในการจำคำสั่ง และ
ลำดบั ข้อมลู เชน่
One - bun
Two – shoe
Three - tree
14
Four – Flour
Five - Hive
Six – Brick
Seven – Heaven
Eight – Translate
Nine - Pine
Ten - Hen
3. เทคนคิ ตวั อักษร (Letter Strategy) คือ เทคนิคการใช้พยัญชนะตัวแรก (Acronym) และ
โคลงกระทู้ (Acrostics)รวมกนั คําย่อพยัญชนะตัวแรก (Acronym) จะเป็นขอ้ มลู พนื้ ฐานเช่น
Home H = Huron, O = Ontario, M = Michigan
ส่วนโคลงกระทู้ (Acrostics) คอื การจำตวั อกั ษรตัวแรกของข้อมูล เชน่
My very education mother just served us nine pizzas.
M = Mercury,
V = Venus,
E = Earth,
M = Mar,
J = Jupiter,
U = Uranus,
N = Neptune,
P = Pluto
นอกเหนอื จากการสรุปประเภทของเทคนคิ ชว่ ยจำ ของ The Access Center (2000 : Web
Site)แล้ว ทางด้าน Knowledge rush (2014 : Website) และ Memory Bank (2014 : Website)
ก็มีการสรุปออกมาคล้ายคลึงกัน ได้สรปุ เพ่มิ เติมออกมาได้ดังนี้
1. Mnemonic Verses เป็นกลยุทธ์ชว่ ยจำท่ีนําโคลง ฉันท์ กาพย์กลอน บทกวีหรือ จังหวะ
มาใชใ้ นการจำคาํ ศัพท์
2. Link System เปน็ การเชือ่ มโยงคาํ ศัพทท์ ตี่ ้องการจำเขา้ กับเรอื่ งท่ีแต่งขึน้ อาจจะเป็น เร่อื ง
สน้ั ๆ หรอื เรื่องยาวก็ได้
3. Story System เป็นการใชน้ ทิ านหรือเรือ่ งเล่าที่นักเรียนชอบนําคําศัพทท์ ี่เรียนเข้าไป ใส่
ในเร่อื งเร่อื งนนั้ เพอ่ื ชว่ ยใหก้ ารจำคาํ ศพั ทง์ ่ายย่ิงขึ้น
4. Journey System วิธีน้ีคือการจดบันทกึ ในส่ิงทีต่ ้องจำ
15
5. Room System วิธนี จ้ี ะคลา้ ยกับ Method of Loci คือการจินตนาการณ์ถงึ สถานการณ์
หรือห้องวา่ ง ๆ ที่จะสามารถนาํ สิ่งของไปวาง และให้คิดถึงคาํ ศัพท์และคิดว่าจะวางสิง่ ของ นั้นไว้ใน
ตำแหน่งใดในห้อง
6. Major System บางครั้งถูกเรียกว่า Phonetic System หรือ Phonetic Mnemonic
System เป็นกลยุทธ์ทนี่ ยิ มใช้ในการจำตัวเลข โดยวิธกี ารเปลี่ยนตัวเลขเปน็ ตัวอักษรหรือคําท่ีช่วยให้
จำงา่ ยขน้ึ
7. Dominic System เป็นจินตนากรณ์โดยการนําบุคคลที่เรารู้จักเป็นอย่างดีมาใส่รหัส ใน
การท่องจำ
8. Goroawase System เปน็ กลยุทธ์เทคนคิ ของญีป่ ุ่นซงึ่ ใชห้ ลักการเดียวกับ Major System
โดยเปลีย่ นตัวเลขเป็นตวั อักษรหรอื คํา
ในส่วนของ Thompson (2007: Website) ได้สรุปเรื่องการใช้ภาพเป็นกลยุทธ์ชว่ ยจำ และ
การใช้รา่ งกายช่วยจำ ดังน้ี
1. การใช้เทคนิคช่วยจำด้านร่างกาย (Physical Mnemonics) เป็นการแสดงออก ทางด้าน
ร่างกายเพือ่ ช่วยในการจดจํา ซึ่งให้ผลได้ดีกว่าการท่องจำแน่นอน มีเทคนิคที่ใชแ้ นวคดิ จาก เทคนคิ
ช่วยจำด้านร่างกายคือ วิธีการสอนแบบเงียบ (Silent Way) และวิธีการสอนแบบตอบสนอง ท่าทาง
(Total Physical Response)
2. การใชเ้ ทคนคิ ชว่ ยจำในการใช้ภาพ (Picture) เปน็ การให้ผ้เู รยี นจับคู่ภาพกบั คําศัพท์ ใหม่
เปน็ เทคนิคท่ีมปี ระสทิ ธิภาพมากทีส่ ุดเพราะเป็นวิธที ีท่ ำให้ผู้เรยี นจำคําศัพท์ไดด้ ีท่ีสุดใน การจัดระบบ
การจำในสมอง
สรปุ เกยี่ วกับประเภทของเทคนคิ ช่วยจำ คอื เทคนิคชว่ ยจําเปน็ สง่ิ ทมี่ ีประโยชน์ในการ จัดการ
เรียนการสอนอย่างมาก ยิ่งการทำงานของสมองท่ีคิดละเอียดหรือเป็นขบวนการจะช่วยให้จำ ศัพท์
มาก สามสิ่งที่เป็นพื้นฐานของเทคนิคช่วยจำคือ การจินตนาการ การเชื่อมโยง และการจัดวาง
ตำแหน่ง การคิดจินตนาการนั้นช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงก็จะทำให้การจำมี
ประสทิ ธภิ าพ ครูผู้สอนควรใชเ้ ทคนิคชว่ ยจำที่หลากหลายไม่ควรใชอ้ ยา่ งใดย่างหนึง่ รวมท้ังให้อิสระแก่
ผู้เรียนในการใช้เทคนิคชว่ ยจำ ครูมีหน้าที่แนะนําใหเ้ ดก็ นําไปใช้ได้จริง ในการทำวิจัยครั้งนี้ผูว้ ิจัยได้
เ ล ื อ ก เ ท ค น ิ ค ช ่ ว ย จ ำ แ บ บ Physical Mnemonics, Mnemonics Verses, Method of Loci
Keywords และ Peg Word Strategies มาใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน
2.3 การสอนโดยการใช้เทคนิคช่วยจำ
นอกจากศกึ ษาประเภทของเทคนคิ ช่วยจำแล้ว ยังมีนักวิชาการกลา่ วถงึ การสอนโดยใช้เทคนิค
ช่วยจำดังน้ี
16
Language Centre (2003: Website) ได้นําเทคนิคช่วยจำคําศัพท์ไปใช้ในการเรียนการ
สอนดงั น้ี
1. พูดหรือเขียนคาํ ศัพทท์ เี่ รยี น
2. บนั ทกึ เสยี งท่ีเปน็ เจ้าของภาษาและเปิดฟงั ของตนเองเพ่ือฟงั การออกเสียงเพ่อื ทจ่ี ะ แก้ไข
ใหด้ ขี ึ้น
3. บันทกึ เสียงคํา วลี หรอื ประโยคและเปดิ ฟงั เมอ่ื มีเวลาว่าง
4. เปดิ Audiotapes หรอื Videotapes บอ่ ย ๆ เช่นดูหนังฟงั เพลงจะชว่ ยจำศัพท์ไดด้ ี ข้นึ
5. เขียนคําศัพท์ที่ต้องจำลงในกระดาษแล้วติดไว้รอบ ๆ บ้าน หรือรอบ ๆ ห้องเป็นแบบ
Method of Loci
6. เล่นเกมจับคู่คําศพั ท์และความหมายของคาํ Pelmanism
7. สรา้ งโคลง เพลง หรือประโยคจากคาํ ศัพท์
8. เชอ่ื มโยงคาํ ศพั ทใ์ หมเ่ ขา้ กับความรูเ้ ดมิ โดยการจดั หวั ขอ้ คําศัพท์ในรปู แบบของตารางหรือ
Mind Mapping หรือ รูปภาพต่าง ๆ หรืออาจะใช้เทคนิคคาํ สำคัญ Keyword หาความสัมพันธ์ ของ
ความรู้เดิมกบั ความรู้ใหม่
9. เช่อื มคาํ ศพั ทใ์ หม่ใหเ้ ข้ากับความคนุ้ เคยเพื่อจินตนาการเป็นรูปภาพเช่นคําว่า mourning
คือความเศร้าโศก การอาลัย ให้จินตนาการถงึ ภาพความตายของบางคนทท่ี ำให้เราเสียใจ แล้วเราจะ
รู้สึกถึงคําคาํ น้ัน
Allen (1983) กลา่ วคล้ายกนั วา่ การใช้เทคนคิ ชว่ ยจำในการสอนเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียน
ใช้คําศัพท์ในการสื่อสารหรือแสดงความคิดเห็น ใช้ภาพในการจินตนาการนักเรียนจะสนใจใน การ
จนิ ตนาการภาพ การใชภ้ าพนน้ั เป็นสง่ิ สำคัญในชัน้ เรยี นภาษาตา่ งประเทศ
นอกจากกจิ กรรมที่กล่าวถึงข้างตน้ แลว้ ผู้สอนยงั สามารถจัดกิจกรรมเพ่ือเสริมแรงการ เรยี นรู้
คาํ ศัพท์ เพ่อื ให้ผเู้ รยี นพัฒนาคาํ ศัพท์ของตน ดังน้ี
1. ใหท้ ำสมดุ ภาพจดคาํ ศพั ท์
2. ให้แบ่งกลุม่ นําคาํ ทผ่ี ู้สอนกำหนดมาสอนเพ่ือน
3. ใหห้ าคําศัพท์ใหม่จากบทอา่ นมาจากบา้ นและนาํ มาสอนเพือ่ น
4. ทบทวนคาํ ศัพท์โดยใชเ้ กมหรือกิจกรรม
5. กระต้นุ ใหผ้ ู้เรียนศกึ ษาค้นควา้ ด้วยตัวเองที่บา้ น
6. สอนทกั ษะทจ่ี าํ เป็นโดยใช้ เทคนิคคําหลัก (Key Word Method) เชน่ ใหผ้ เู้ รยี น คิดภาพ
ความสัมพันธร์ ะหว่างคาํ ใหม่กบั คําศัพท์เดมิ ท่อี อกเสียงคล้ายกนั
7. จดั บอร์ดคําศัพทท์ ่ีครูสอน
17
8. ทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
9. ฝกึ กิจกรรมสือ่ ความหมาย (Communicative Activities) โดยใชค้ ําศพั ท์ท่เี รียน
10. ให้ผ้เู รียนอ่านหนงั สือนอกเวลาได้
จากการศึกษาประเภทและการสอนโดยใช้เทคนิคช่วยจำ ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ
Physical Mnemonics, Method of Loci, Mnemonic Verses แ ล ะ Keyword Mnemonic
Technique มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยสอนให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำกิจกรรมจินตนาการ
คําศพั ท์ แตง่ โคลงคาํ ศพั ทห์ รือใชค้ าํ สำคัญเพื่อให้ผเู้ รยี นสามารถเชื่อมโยงความรเู้ ดิมเข้ากับความรู้ใหม่
ได้ แตก่ ารสอนโดยใช้เทคนิคช่วยจำนนั้ ยงั ไม่เพียงพอจึงเลือกกจิ กรรมเพื่อเสรมิ แรงการเรียนรู้คําศัพท์
โดยผู้วิจัยเลือกนาํ สมดุ ภาพคําศัพท์มาใช้ในการเสริมแรงในการจัดการเรียนการสอนด้วยเพราะ การ
อ่านภาพสามารถกระตุ้นและเพิ่มความสนใจแก่ผู้เรียนช่วยให้ผ้เู รยี นมองเหน็ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง ส่ิง
ต่าง ๆ ได้
3. การสอนภาษาทีเ่ นน้ คาํ ศพั ทโ์ ดยใช้สมดุ ภาพ
3.1 ความหมายและความสาํ คัญของสมดุ ภาพ
ภาพเปน็ สือ่ ท่ีสามารถมองเห็นดว้ ยตา เปน็ ประสาทสมั ผัสของมนษุ ยท์ รี่ ับรไู้ ดม้ ากที่สุด มนุษย์
จดจําเรื่องราวจากการอ่านร้อยละ 10 ในขณะที่สามารถจดจําเรื่องจากการมองเห็นได้ร้อยละ 30
(Edgar Dale, 1969 : 107) ซึ่งภาพแสดงความน่าตื่นเต้น น่าสนใจและช่วยให้เราเข้าใจได้ดีกว่าสงิ่
อ่นื ๆ ตามท่ีเจโรม บรเู นอร์ (Jerome Bruner ,1966 : 49 อ้างอิงใน วราพร พาโคกทม, 2549:3) คือ
การเรยี นตอ้ งเรม่ิ จากประสบการณ์จริงเช่น รปู ภาพ เชอ่ื มไปสสู่ ญั ลักษณ์ ดังนน้ั สมุดภาพถือว่าเป็นสื่อ
ท่มี ีประโยชนข์ องมนุษย์ต้ังแต่อดีตและมีบทบาทมาเรื่อย ๆ ตอ่ การดำรงชวี ติ ของมนุษย์ มนษุ ย์ใช้ภาพ
ในการส่งเสริมการเรียนรู้รวมถึงเพ่ือความบันเทิงตา่ งๆ มีผู้กล่าวถึงความหมายและความสําคัญของ
ภาพไวด้ ังนี้
ปัจจบุ ันภาพตา่ ง ๆ เขา้ มามีส่วนในชีวิตประจำวันเรามากเชน่ ตาม นติ ยสารหรือสือ่ ประเภท
ตา่ ง ๆ ทำให้เรามคี วามจําเปน็ ต้องแปลความหมายสร้างสรรค์ภาพเพ่ือส่อื ความหมายให้ ถูกต้อง ภาพ
เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับภาษาพูดและเขียนเนื่องจากสามารถใช้สื่อสารได้เป็นอย่างดีช่วย อธิบาย
อะไรทเี่ ปน็ นามธรรมใหช้ ดั เจนยิง่ ข้นึ
การจัดการเรยี นการสอนให้ผ้เู รียนได้อา่ นภาพนับเปน็ ส่งิ สำคญั ทัง้ นี้การอ่านภาพ สามารถทำ
ใหผ้ ูเ้ รยี นไดร้ ับประโยชน์ ดังนี้
1. ช่วยเพิม่ ความชาํ นาญตา่ ง ๆ ทางดา้ นภาษาพูดและภาษาเขยี น
2. ส่งเสรมิ การแสดงออกและการจัดหรอื เรียงลำดับความคิด
18
3. ชว่ ยเพิม่ แรงกระตนุ้ และความสนใจวิชาตา่ ง ๆ แกผ่ เู้ รยี น
4. เป็นการช่วยให้ผูเ้ รียนที่ด้อยความสามรถเกิดการเรียนรู้เนื่องจากในบางคร้ังไม่สามารถใช้วิธีการ
สอนแบบปกติได้
5. ช่วยให้ผู้เรยี นพฒั นาตนเองและทำใหม้ องเหน็ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกบั โลกภายนอกได้
6. ช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ ความเชอื่ มนั่ ในตนเองและสามารถพ่ึงพาตนเองได้
นริ ินทร์ชัย พัฒนพงศา (2542: 159) กล่าวเสรมิ ถงึ ส่อื ภาพไว้อีกว่าภาพจะจงู ใจ ยวั่ ยุ การรับ
สารได้ดี โดยเฉพาะภาพถ่ายและภาพวาดที่ดี ภาพถ้าเขียนได้ดีหรือใช้ภาพถ่ายจะดีกว่า ตัวอักษร
บรรยายและทำใหแ้ ปลความหมายถูกตอ้ งย่งิ ข้ึน เพราะถงึ แมจ้ ะเป็นผู้พยายามใช้คาํ พดู แทน แต่คงไม่
ลกึ ซึง้ เท่ากบั การเหน็ ภาพ นอกจากนัน้ ภาพจากหนังสอื จะช่วยใหจ้ ำข่าวสารได้ดกี ว่าตวั อกั ษร และหา
กวา่ เนอื้ เรือ่ งซับซอ้ นการใช้สื่อภาพจะตอ้ งมีความจําเป็นมากเพอื่ ใหเ้ กิดความเข้าใจได้
วิธีการสอนแบบสมุดภาพคําศัพท์ เป็นกิจกรรมที่มีกระบวนการที่นักเรียนมีโอกาสได้ ใช้
ทักษะด้านต่างๆ สัมพันธ์กับเนื้อหาทางภาษาโดยธรรมชาติ ในโครงงานภาษาอังกฤษ นักเรียนได้ใช้
ความรู้ ทางคําศัพท์ ไวยากรณ์และความรู้ ด้านอื่นๆ มาฝึกฝนในระหว่างขั้นตอนการปฏิบัติงาน
(Process) จนสำเรจ็ ออกมาเปน็ สมุดภาพคําศพั ท์ (end product) ซึง่ ก็หมายถึง เป็นกิจกรรมที่เนน้ ให้
ผู้เรียนรู้จากการกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง (Learning by doing) นอกจากนี้ นักเรียนยังเป็นผู้
ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เป็นผู้สรุป และสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง จากการสื่อความหมายของ
คาํ ศพั ท์ในรปู แบบของการวาดภาพหรอื เขยี นประโยคซึ่งสอดคล้องกบั ทฤษฎคี วามจํา (สุจรติ ถาวรสุข,
2512: 122 - 123) ท่ีวา่ ความสนใจเป็นพ้นื ฐานทส่ี ำคัญของการจำ การทคี่ นเราจะจดจาํ สงิ่ ต่างๆ ได้ดี
หรือไม่น้ันเบือ้ งแรกอย่ทู ่ีความสนใจของผเู้ รียนว่ามคี วามสนใจจริงจงั แคไ่ หน ถา้ สนใจจริง ตงั้ ใจและลง
มอื กระทำปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ ย่อมจะทำใหจ้ ำเนื้อหาแห่งวิทยาการนน้ั ไดง้ ่ายและแม่นยํายิ่งขึ้น นักจิตวิทยา
จงึ มักยนื ยนั เสมอว่าความสนใจและตงั้ ใจจรงิ เป็นของค่กู ับความจําเสมอดังสุภาษติ อังกฤษท่ีว่า “The
true art of memory is the art of attention.” ซึ่งก็หมายถึงศิลปะแห่งความทรงจำอันแท้จริงก็
คือศิลปะแห่งความสนใจนั้นเอง นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับคํากล่าวของลัดดา ภู่เกียรติ (ลัดดา ภู่
เกียรติ. 2544: 22) ที่ว่าการเรียนรู้ ในรูปแบบของโครงงานเป็นการจัดโอกาสให้นักเรียนได้สรุป
ความรู้ ความเข้าใจ ความชาํ นาญทมี่ ีอยมู่ าประยุกต์ได้อย่างเต็มท่ี ส่งเสรมิ ให้นักเรียนได้ลงมือทำและ
สร้างสรรค์สมุดภาพคําศัพท์ของตนเองโดยการเป็นผู้สร้างความรู้บ้าง แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้แต่
เพียงฝ่ายเดียวดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมการสอนคําศัพท์โดยใช้สมุดภาพคําศัพท์นั้นเป็น
กิจกรรมท่ชี ว่ ยส่งเสรมิ และพฒั นาทักษะดา้ นความจําของนกั เรยี นได้ เปน็ อย่างดี
19
สรปุ ความหมายและความสําคัญของภาพได้ว่า ภาพเปน็ สิง่ ที่ขอ้ งเกยี่ วกบั ชวี ิตประจำวนั ของ
เราเปน็ อยา่ งมาก เราสามารถใช้ภาพในการสอ่ื สารและส่ือความหมายไดด้ ีภาพช่วยให้จดจาํ ได้ ดีกว่า
ตัวอักษร ช่วยให้เกดิ การเรยี นร้จู ากนามธรรมเป็นรปู ธรรมมากยง่ิ ข้นึ ท้ังน้ีผวู้ จิ ัยจงึ สนใจในการใช้ ภาพ
ในการช่วยให้เดก็ จดจําคําศัพท์ได้ดีย่ิงขน้ึ ควบคกู่ บั การสอนคาํ ศพั ท์โดยใชเ้ ทคนิคช่วยจำแทนท่ีจะ อ่าน
จากตัวอักษรเพียงเทา่ นั้น
3.2 การใชภ้ าพในการเรียนการสอน
การใชภ้ าพเป็นส่ือในการเรียนการสอนเป็นสง่ิ ที่ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนสามารถฝึกไดเ้ ป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามผู้สอนควรตระหนักถึงวิธีการใช้ภาพข้อดีและข้อจํากัดของการใช้ภาพให้มี
ประสิทธภิ าพมี ดังน้ี
1. กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นดูภาพแล้วเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณเ์ ดิมของตนเพื่อเกิดความ เข้าใจ
และผลของการเรียนรู้
2. อยา่ ใชภ้ าพมากเกินความจําเปน็ เพราะอาจทำให้ผู้เรียนไข้เขวได้
3. ควรลดการพูดหรอื อธิบายใหน้ ้อยลงเพือ่ เปิดโอกาสใหผ้ ้เู รยี นได้ศกึ ษาจากรายละเอียด ของ
ภาพมากขึน้
4. กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นมีการแสดงออก และมคี วามคดิ รเิ รมิ่ สรา้ งสรรคจ์ ากการดูภาพ
5. ควรมีคําถามตรงเฉพาะเร่ืองเพื่อให้นกั เรยี นคิดคําตอบจากภาพนั้น
นริ ินทรช์ ัย พัฒนพงศา (2542: 188-190) กลา่ วถงึ เหตุผลการใช้ภาพประกอบว่าส่วนใหญ่จะ
ใช้ภาพถา่ ย ภาพเหมอื น ภาพวาด กราฟ และแผนภาพ และยงั กลา่ วถึงเหตุผลของการใชภ้ าพ ต่างๆ
คือ เพื่อเสริมและตอกย้ำข่าวสาร ต่อไปเพ่ือแก้ปัญหาผู้ที่มีทักษะการอ่านดีพอ ดูภาพก็เข้าใจได้
นอกจากนี้ยังใช้ภาพเพือ่ จูงใจให้มารบั ทราบขา่ วสารอย่างไม่เบื่อ แล้วภาพยังทำให้เร่ืองที่ยากเข้าใจ
ง่ายข้ึน และสุดทา้ ยชว่ ยให้รับรู้ และจดจําขา่ วสารไดด้ ีข้ึน
นอกจากน้ีภาพเป็นสอ่ื การเรียนการสอนท่ีหาได้ง่าย ประหยัดคา่ ใช้จ่าย สะดวกและ รวดเร็ว
ในการนํามาใช้ ภาพสามารถนํามาใช้ในการเรียนการสอน ขั้นนําเข้าหรือขัน้ สรุปบทเรียน ตลอดจน
นําไปใช้ในการจัดปา้ ยนิทรรศการอีกดว้ ย (วาสนา ชาวหา, 2533 : 26-27)
หลักการเลอื กรปู ภาพมาใช้ในการเรยี นการสอน
1. เสนอเร่ืองราวหรือเนื้อหาทถี่ ูกต้องตรงกับความเปน็ จริง
2. ตรงกบั วัตถปุ ระสงคข์ องการเรียนการสอน
3. เหมาะกับความสนใจและวยั ของผูเ้ รยี น
4. เกยี่ วขอ้ งกับประสบการณเ์ ดิมของผู้เรยี น
5. แสดงเร่ืองสำคัญเพียงเรอื่ งเดียวและช้ชี ัดในสิง่ ทต่ี อ้ งการจะสือ่ ความหมาย
20
6. มขี นาดใหญ่ คมชัด สามารถมองเห็นไดช้ ดั เจนและทว่ั ถึงทุกคน
7. มีสัดส่วนและขนาดที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์หรือ
เปรยี บเทยี บขนาด เช่น ภาพอาคาร กต็ อ้ งมขี นาดใหญ่ ไม่ใชว่ า่ ตวั คน จะใหญก่ ว่าอาคาร
8. มกี ารจดั องคป์ ระกอบทีด่ ี มีความสมดลุ สวยงาม น่าสนใจ
จากการศึกษา เกี่ยวกับภาพและการนํามาใช้ในการเรียนการสอน สรุปได้ว่า ภาพมี
ความสําคัญต่อการรับรู้ของคน ครูสามารถนําภาพมาใช้ในการเรียนการสอนผลิตสื่อ ใช้ภาพในการ
นําเสนอ โดยเลือกให้เหมาะสมกับพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ผู้วิจัยจึงเชื่อมั่นว่า การใช้ภาพมา
จัดทําสื่อสมุดภาพน้ันสามารถ ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้คําศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษผ่านสมดุ
ภาพเพ่อื ส่งเสริมทกั ษะด้านคําศัพท์ได้ดีย่ิงขึ้น แต่การใช้ภาพอยา่ งเดียวอาจไม่เพียงพอผู้วิจัยจึงเลือก
นาํ เทคนคิ ช่วยจำรว่ มกบั สมุดภาพคาํ ศพั ทม์ าใชใ้ นการจดั การเรียนการสอน
4. งานวจิ ัยท่ีเก่ียวขอ้ ง
4.1 งานวิจยั ของต่างประเทศเก่ียวกบั การสอนทใ่ี ชเ้ ทคนิคชว่ ยจำ มีดังนี้
Mirella, Lawson และ Hungi (2007: website) ได้ทำการศึกษาเรือ่ งการใช้เทคนิคการจำ
คำสำคัญในการฝึกและพัฒนาความสามารถในการใช้รูปภาพและการระลึกคําศัพท์ใน
ภาษาต่างประเทศ พบว่า เทคนิคการจำคำสำคัญเป็นเทคนิคที่มีประโยชน์ต่อการจดจําคําศัพท์
วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษาในคร้งั นี้คอื การศกึ ษาใชค้ าํ คู่ ซึ่งเปน็ การค้นพบความหมายของคาํ โดยใช้คํา
สำคัญ และศกึ ษาทม่ี ีอทิ ธิพลตอ่ จนิ ตนาการ โดยท่ีนักเรยี นได้ฝกึ การระลึกโดยใช้คําสำคัญในการเรียน
ภาษาสเปน และให้คําจํากัดความเป็นภาษาอังกฤษ ผลการเปรียบเทียบกลุ่มควบคุมที่ใช้คําสำคัญ
สามารถระลึกได้ถงึ 5 เหตุการณโ์ ดยใชก้ ารวิเคราะห์ท่ีหลากหลายการนําข้อมูลออกมาทำให้สามารถ
ระลกึ เหตุการณ์กลับไปกลับมาได้และเกดิ จติ นาการ
Suda (2011) ได้ศึกษาเรื่องการใช้เทคนิคช่วยจำเพื่อช่วยในการสะกดคําของนักศึกษาที่
เรียนรู้ภาษาองั กฤษในประเทศซาอุดิอาราเบยี กลุม่ ตวั อยา่ งแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งสอนโดย
วิธีการป้อนคํา กับอีกกลุ่มสอนโดยใชเ้ ทคนคิ ชว่ ยจาํ เป็นเวลา มีการสอบกอ่ นเรยี นกอ่ นการสอนและทำ
การสอนไป 3 สปั ดาห์มีการวัดผลสอบหลังการสอนอีกครั้ง ผลปรากฏวา่ กลุ่มท่เี รียนโดยการสอนโดย
ใชเ้ ทคนิคช่วยจำมผี ลคะแนนดกี วา่ ผู้ทเี่ รียนโดยวิธีการป้อนคํา
งานวิจยั ของต่างประเทศเกี่ยวกับวิธีการสอนคาํ ศพั ท์ และการใชส้ มดุ ภาพคาํ ศพั ท์ ดงั นี้
Carol Pua (2013: Website) ได้ศึกษาเรื่องการใช้ Mind Mapping เป็นเครื่องมือในการ
สอนคําศพั ทภ์ าษาองั กฤษสำหรับเด็กประถมในโรงเรียน Ta Ku Ling Ying Public School ตั้งอยู่ใน
ประเทศฮ่องกง ผู้วิจัยกล่าวว่า Mind Mapping เป็นเทคนิคที่ใช้รปู ภาพและสีที่เก่ียวข้องกับคําศัพท์
21
เพื่อชว่ ยให้การจำศัพท์เป็นเร่ืองงา่ ยของนักเรยี นชั้นประถม ผู้วิจัยเลอื กกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรยี นช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 5 คน ทม่ี ผี ลการเรียนปานกลางเพอ่ื เข้าคาบเรยี นพิเศษ 30 นาที จำนวน
2 คาบ ต่อ 1 สัปดาห์ เป็นเวลา 5 เดือน ในเดือนที่ 6 มีการทดสอบกลุ่มทดลองพบว่ามีพัฒนการ
เรยี นรทู้ ีด่ ีขึ้น 10-261 เปอรเ์ ซน็ ต์ ท้งั ผวู้ ิจยั และครคู นอนื่ ๆ เหน็ ดว้ ยวา่ Mind Mapping สามารถช่วย
ให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น จากการสัมภาษณ์นักเรียนชอบที่ได้วาดภาพและนักเรียนกล่าวว่า Mind
Mapping ช่วยให้จำศัพท์ได้ง่ายขึ้น และจากการสังเกตพบว่านักเรียนมีโอกาสนําสมุดที่วาด Mind
Mappingขึ้นมาใช้ในการหาคําศพั ทท์ ี่อาจจะจำการสะกดไมไ่ ด้แม้จะผ่านไปหลายเดือนนักเรียนก็ยงั
จำได้ในส่งิ ท่ไี ดว้ าดไป
4.2 งานวจิ ัยในประเทศเก่ียวกบั การสอนทใี่ ช้เทคนคิ ชว่ ยจำ มีดังน้ี
เพ็ญนภา แป้นอนิ ทร์ และภัทร์ธรี า เทยี นเพม่ิ พูล (2559) ไดศ้ กึ ษาผลของรูปแบบการเรียนรู้
และการสอนแบบกลยุทธ์ช่วยจำที่มีต่อผลสมั ฤทธดิ์ ้านคําศพั ท์ ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปี ที่ 3 :
กรณีศกึ ษาของโรงเรียนสุเหรา่ คลองจน่ั เพ่อื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคําศัพท์ของนักเรียน
จาก การเรียนการสอนแบบกลยุทธ์ช่วยจำที่แตกต่างกันทั้งสามแบบ และเพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์
ระหว่างรูปแบบการเรียนรู้และการเรียนการสอนแบบกลยุทธ์ช่วยจ ำต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเร ียน
คําศัพท์ทำการทดลองโดยให้นักเรียนเรียนด้วยกลยทุ ธ์ช่วยจำ จำนวน 3 บท โดยใช้แผนการจดั การ
เรียนร้แู บบกลยุทธ์ช่วยจำเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้คําศัพทภ์ าษาองั กฤษของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี
3 ทดสอบความสามารถทางด้านคําศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนด้วยแบบสอบถามประเมินค่า
รปู แบบการเรียนรู้แบบ VAK การวิเคราะหข์ อ้ มูลใช้สถติ ิวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-
Way ANOVA) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคําศัพท์ของนกั เรียนจากการเรียนการสอน
แบบกลยุทธ์ช่วยจำที่แตกต่างกันทั้งสามแบบ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคําศพั ท์ของ
นักเรียนจากรปู แบบการเรยี นรู้ที่แตกต่างกันทั้งสามแบบ และเพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบ
การเรยี นรู้และการเรยี นการสอนแบบกลยทุ ธช์ ว่ ยจำตอ่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนคําศพั ท์แล้วนำไปแปล
ความหมาย ผลการวจิ ยั พบว่าผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นคาํ ศัพทข์ องนักเรียนจากการเรียนการ
สอนแบบ กลยทุ ธช์ ว่ ยจำทงั้ สามแบบแตกต่างกันอย่างไม่มีนยั สําคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.05 ผลสัมฤทธิ์
ทางการ เรยี นคําศพั ทข์ องนักเรียนจากรูปแบบการเรยี นรทู้ ั้งสามแบบแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญ
ทางสถติ ิท่ี ระดบั 0.05 และปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่างรูปแบบการเรียนรูแ้ ละการเรียนการสอนแบบกลยุทธ์
ช่วยจำตอ่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนคาํ ศพั ทแ์ ตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.05
อัสมิน มูลา (2554) ได้ทำการศึกษาผลของการใช้เทคนิคช่วยจำ: กลวิธีการใช้คำสำคัญต่อ
การรับรคู้ ําศัพทแ์ ละความคงทนในการจำของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 สงั กดั สำนกั งานเขตพืน้ ที่
การศกึ ษาปัตตานี เขต 1 งานวจิ ยั นีม้ ีจุดประสงคเ์ พือ่ 1) ศึกษาผลของการใช้กลวิธกี ารใช้คําสำคัญต่อ
การรับรู้และความคงทนในการจำคำศัพท์ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6และ 2) เพ่อื เปรียบเทียบ
22
ผลของการใช้กลวิธีการใช้คำสำคัญต่อการรับรู้และความคงทนในการจำคำศัพท์ของนักเรียน กลุ่ม
ตวั อยา่ งเป็นนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6จากโรงเรยี นขนาดใหญ่ในอำเภอเมอื ง จำนวน 5 โรง สังกัด
สำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาปตั ตานี เขต 1 ในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2554 จำนวน 242 คน
กลุ่มตวั อย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรยี นรู้ด้วยกลวิธีการใช้คำสำคัญและกลุ่มที่เรียนรู้
ด้วยการ ท่องจำ เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการเก็บข้อมลู ไดแ้ ก่ 1)ชุดฝึกกลวิธีการใชค้ ำสำคัญและวิธีการท่องจำ
2) แบบทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์ก่อนและหลังการใชก้ ลวิธีการใช้คาํ สำคญั และวิธกี าร
ท่องจำ และแบบทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์ในระยะยาว ใช้ Item Objective
Congruence (IOC) เพ่อื วิเคราะห์ค่าความเทย่ี งตรงของแบบทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์
ก่อนและหลงั การใช้กลวธิ กี ารใช้คำสำคัญและวิธกี ารท่องจำ และใช้ KR-21 (Kuder Richardon) เพื่อ
วิเคราะห์คา่ ความเทีย่ งตรงของแบบทดสอบกอ่ นและหลัง วเิ คราะหผ์ ลขอ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรมสําเร็จรูป
SPSS เพอ่ื หาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลยี่ (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน(S.D.) และการทดสอบคา่ ที (t-
test) เพื่อทดสอบค่าความแตกด่างของผลการทดสอบก่อนเละหลังการใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญเละ
การท่องจำ รวมท้ังผลของการทดสอบความสามารถในการจำคำศัพทใ์ นระยะยาว ผลการวิจัยพบวา่
หลังจากทผ่ี เู้ รยี นได้ใช้กลวธิ กี ารใช้คําสำคัญคะแนนของนกั เรียนทง้ั 5 โรงเรยี นในการทำแบบทดสอบ
หลังเรียนมีคา่ สูงกวา่ คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียนโดยมคี ่าเฉล่ีย 3.45 และ 0.23 ตามลำดับ ความ
แตกตา่ งของความคงทนในการจดจาํ คําศพั ทภ์ ายหลงั การใชก้ ลวธิ กี ารใช้คําสำคญั ทันทแี ละหลังจาก 2
สัปดาห์ มีความแตกตา่ งอย่างมนี ยั สําคัญทรี่ ะดบั 0.05 และการเปรยี บเทียบความคงทนในการจำของ
กลวิธีการใช้คำสำคัญหลังจาก 2 สัปดาห์กับวิธีการท่องจำพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาํ คัญท่ี
ระดับ 0.05 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากลวิธีการใช้คําสำคัญมีผลต่อการจำสูงกกว่าการท่องจำท้งั
ภายหลงั การใชท้ นั ทีและหลงั จาก 2 สัปดาห์ ซงึ่ หมายความวา่ กลวิธีการใชค้ ำสำคัญมีประสิทธิภาพใน
การช่วยใหผ้ ู้เรียนรับรู้คาํ ศัพท์และจำคำศัพท์ได้ดีทั้งในระยะส้ันและระยะยาว ซึ่งควรนาํ มาใช้ในการ
เรียนการสอนภาษาอังกฤษจริง
ชลลดา เรืองฤทธิ์ราวี (2553 : 4) ได้ศึกษาผลการใช้กลวิธีช่วยจำเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
คําศัพท์ ภาษาองั กฤษของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 โดยใช้กลมุ่ ตวั อยา่ งนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษา
ปีที่ 2 โรงเรียน อนุบาลศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2552 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ใช้กระบวนการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Design) แบบ
Randomized One Group Pretest-Posttest Design) โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษา ค้นคว้าดังนี้
1) เพ่อื หาประสทิ ธิภาพของ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ีใชก้ ลวธิ ีช่วยจำเพ่อื พฒั นาการ เรียนรคู้ ําศัพท์
ภาษาอังกฤษ ของนักเรยี น ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 ทม่ี ีการเรยี นรู้คําศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อหาค่าดัชนี ประสิทธิผลของการจัด
23
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ กลวิธีช่วยจำเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คําศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 3) เพอ่ื เปรียบเทยี บผลการเรยี นรู้คําศพั ท์ การใชก้ ลวิธีช่วยจำระหว่างก่อนเรียน
และหลังเรยี น โดยมเี ครือ่ งมือ ที่ใชใ้ นการศกึ ษาค้นคว้าคือ 1) แผนการจดั การเรียนรู้ ทีใ่ ชก้ ลวิธีช่วยจำ
เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คําศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 แผน 2)
แบบทดสอบคําศัพท์ภาษาอังกฤษ และแบบทดสอบการพูดสถิติพื้นฐานที่ใช้ได้แก่ค่าร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า ผล
การทดสอบคําศัพท์ภาษาอังกฤษ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01
ศุภพร สิงห์ชัย (2553 : 40-73) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการเรียนรูค้ ําศพั ทข์ อง
นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ด้วยเทคนคิ ชว่ ยจำโดยกลมุ่ เปา้ หมายและผู้ให้ข้อมลู ในการศึกษาคร้ังนี้
คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองใหญ่พัฒนา ตำบลสระตะเคียนอำเภอเสิงสาง
จังหวัดนครราชสีมา สงั กัดสำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษานครราชสมี า เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2552 จำนวน 31 คน การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
พฒั นาความสามารถในการเรียนรคู้ าํ ศัพทด์ ้วยเทคนิคช่วยจำของนักเรยี นกล่มุ เป้าหมาย เครือ่ งมือที่ใช้
ในการศึกษาคน้ คว้าครั้งนี้ไดแ้ ก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะกับเทคนิคชว่ ยจำ 4 แผน แผนละ 3
ชว่ั โมง จำนวน 12 ช่วั โมง กจิ กรรม ใบงาน และแผนประเมนิ ความสามารถในการเรียนรู้คําศัพท์ด้วย
เทคนิคชว่ ยจำผลการศกึ ษาค้นคว้าพบวา่ ความสามารถในการเรยี นรคู้ ําศัพทข์ องนักเรียนอยู่ในระดับดี
มาก
พระมหาสุดทา้ ย สตั นันท์ (2551 : 28-42) ได้ศกึ ษาการใชก้ ลวิธชี ่วยจำเพ่อื พฒั นาการเรียนรู้
คําศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ
นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2/2 โรงเรยี นระดมวิทยานสุ รณ์ อำเภอสูงเนิน จงั หวดั นครราชสมี า ภาค
เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจงและเปรียบเทียบ
ผลทดสอบคําศัพท์ก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองหลังจากใช้กลวิธีช่วยจ ำใน
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลทดสอบคำศัพท์กอ่ นเรียนและหลังเรยี น
กลุ่มการใชก้ ลวธิ ีค้นคว้าคร้ังนีม้ ีความมงุ่ หมายเพ่อื เปรียบเทียบผลทดสอบ คาํ ศพั ท์ก่อนเรียนและหลัง
เรยี นกลุม่ การใชก้ ลวธิ ชี ่วยจำกับกลุ่มไมใ่ ช้กลวิธชี ่วยจำเพอ่ื พัฒนาการเรยี นร้คู ําศพั ท์ภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครัง้ นี้ ได้แก่ (1) แผนการจัดการ
เรยี นรู้จำนวน 4 แผน (2) แบบทดสอบคาํ ศพั ท์ภาษาอังกฤษ สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล คอื ร้อย
ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ผลทดสอบ
เปรียบเทียบคําศัพท์กอ่ นเรียนและหลังเรียนกลุ่มการใช้กลวิธีช่วยจำกับกลุ่มไม่ใช้กลวิธีช่วยจำเพือ่
24
พฒั นาการเรียนรคู้ าํ ศพั ท์ภาษาองั กฤษ ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ที่เปน็ กลุ่มไม่ใช้กลวิธีช่วย
จำแตกต่างจากกลมุ่ การใชก้ ลวิธชี ่วยจำโดยที่ผลทดสอบหลงั เรียนของนักเรียนกลุ่มท่ีใช้กลวิธีช่วยจำมี
คะแนนเพ่มิ ข้นึ อยา่ งมนี ัยสําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05
งานวิจยั ในประเทศที่เกยี่ วกบั วิธกี ารสอนคําศพั ท์ และการใช้สมุดภาพคําศัพท์ ดังนี้
จฬุ ารัตน์ ดวงแกว้ (2552) กล่าวว่า การเรียนการสอนทใี่ ชอ้ ย่ใู นปัจจุบนั มีวัตถุประสงค์อย่าง
หน่งึ กค็ ือ มงุ่ ปลูกฝังให้นักเรยี นได้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน การปลูกฝังใหน้ กั เรยี นรักการอ่านนบั วา่ เปน็ วิธีหนึง่ ที่จะ
ชว่ ยให้นกั เรียนมี นสิ ยั เช่นนั้น หนังสอื หรือหอ้ งสมดุ จึงนับว่าเป็นสงิ่ สำคัญอันดับที่สองของนกั เรยี น ครู
จึงจําเป็นทีจ่ ะตอ้ งจัดหาแหล่งค้นคว้าให้กบั นักเรยี น แทนการบอกใหท้ ำโดยวิธีพดู อย่างเดียว และการ
จดจาํ คําศพั ทข์ องนกั เรียนในปจั จบุ ันน้ยี ังไม่คอ่ ยดีนัก ดงั นัน้ การจัดทําสมุดภาพนอกเวลาเพอ่ื การจดจํา
คาํ ศัพทใ์ หแ้ ก่นักเรียนจงึ น่าจะมี ความจาํ เปน็ กับการจัดการเรยี นการสอนในปัจจุบันผู้จัดทําได้ศึกษา
สภาพปญั หาเกย่ี วกบั การเรียนการสอนกลมุ่ วิชาภาษาต่าง ประเทศ พบวา่ นกั เรยี นยงั ขาดทักษะในการ
จดจําคําศัพท์ ในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หนังสือที่มีภาพประกอบที่สามารถใช้อ่านและศกึ ษา
คน้ ควา้ บางเนื้อหามีไมเ่ พียงพอกบั ความต้องการของนักเรียนนักเรยี นบางสว่ นสามารถจดจําคาํ ศัพท์ได้
เพยี งแตท่ อ่ งคําศพั ท์ทุกวนั และฝึกเขียน บ่อย ๆ แตบ่ างส่วนไม่สามารถจดจาํ คําศพั ท์ได้ พรอ้ มทั้งยังมี
สมรรถภาพทางดา้ นการอา่ นไม่ดีพอ บางสว่ นไม่ชอบท่ีจะอ่าน บางสว่ นคิดว่าวชิ าภาษาตา่ งประเทศนี้
เปน็ วชิ าที่ยาก เมื่อรู้สภาพปญั หาต่าง ๆ แล้ว กน็ ําข้อมลู ท่ีไดม้ าเปน็ แนวทางในการจดั ทาํ สมดุ ภาพช่วย
สอน ซึ่งอาจจะพูดไดว้ า่ หนังสือท่จี ัดทําข้ึนน้ีมวี ตั ถุประสงค์เป็นไปในแนวทางท่สี ่งเสรมิ ผู้ที่ไม่ชอบการ
อ่าน ไมช่ อบทอ่ งศพั ท์ ให้มที ักษะในการอา่ นมากขน้ึ มีนสิ ยั รักการอ่านและค้นคว้า รวมท้งั ทำให้มีเจต
คตทิ ด่ี ีตอ่ การเรียนวชิ าภาษาต่างประเทศมากยิ่งข้ึนการสอนโดยใช้สมุดภาพ ทำใหเ้ ด็กมีความสนใจท่ี
อยากจะเรยี นมากขน้ึ และยงั จดจาํ ไดด้ ยี ่ิงขึ้นดว้ ย
ถนอมนวล วงษ์วาท (2547) ได้ทำการศึกษาเก่ียวกับการพฒั นาการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษ
โดยเฉพาะด้านการจำคำศัพท์ โดยการใช้กิจกรรมวาดภาพพร้อมเขียนคําศัพท์ประกอบ และยังมี
แบบฝึกหัดทีม่ ีภาพประกอบกลุ่มทดลองเป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2/5 จำนวน 5 คน โดยให้
นักเรียนอ่านคําศัพท์พร้อมสะกดหลังจากนั้นให้ทำแบบฝึกหัด จากนั้นวิเคราะห์ผลคะแนนโดย ใช้
วิธีการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละพร้อมทั้งให้นักเรียนทำแบบประเมินการวิจัยในครั้งนี้ผลการศกึ ษา
ปรากฏวา่ จากการศึกษาวเิ คราะหก์ ารประเมินความคิดเห็นในการสร้างสมดุ ภาพช่วยสอนนน้ั สำหรับ
นักเรียนแสดงให้เห็นวา่ โดยภาพรวมอยใู่ นระดับเหมาะสมมากโดยระดบั คะแนนเฉลยี่ ทไ่ี ด้ สนุ สิ า พมุ่ วิ
วฒั นา และบญั ญตั ิ ชํานาญกิจ (2554) กลา่ ววา่ ปญั หาทพ่ี บมากที่สดุ ดา้ นหนึง่ คือ การอ่าน การ อ่าน
ยังไมป่ ระสบความสำเร็จ เพราะนกั เรยี นขาดความสนใจและแรงจูงใจในการเรยี น ไมเ่ หน็ ความสําคัญ
และประโยชน์ในการเรียนภาษาอังกฤษ ไม่สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ผู้เรียนในระดบั
25
ประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษาจะมีปัญหาด้านการอ่านจับใจความสำคัญความสามารถ ในการแสดง
ความคดิ เห็น ความสามารถในการลำดับเหตกุ ารณ์ และความสามารถในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้
จากงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับเทคนิคชว่ ยจำ การสอนคาํ ศัพท์ภาษาอังกฤษและการใชส้ มดุ ภาพ
คําศัพท์ สามารถสรปุ ไดว้ ่าการสอนคาํ ศพั ท์ที่หลากหลาย สามารถเปน็ การพัฒนาให้ผูเ้ รยี นมี ความรู้
ความสามารถด้านคําศัพท์มากขึน้ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อทัศนคติที่ดตี ่อภาษาอังกฤษอีกดว้ ย แต่
งานที่กลา่ วมาข้างต้นยงั พบการใช้เทคนิคช่วยจำในการสอนคําศัพท์อย่างเดียว หรือการใช้สมุดภาพ
ในการสอนเพียงอยา่ งเดียวอาจจะยังไม่พอในการช่วยให้นักเรียนจดจําคําศัพทไ์ ด้ดีขึ้น และงานวิจัย
เรื่องการใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพคาํ ศัพท์ยังมีอยู่นอ้ ยมากดังนั้นผูว้ ิจัยเห็นวา่ การใช้เทคนคิ
ช่วยจำร่วมกับสมดุ ภาพคาํ ศพั ท์เปน็ สื่อสามารถช่วยให้การจัดการเรียนการสอนประสบความสำเร็จได้
การใช้สมุดภาพคําศัพท์มาช่วยสอนมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คําศัพท์
ภาษาอังกฤษของนักเรยี นใหเ้ พิ่มมากข้ึนเพราะรูปภาพจะชว่ ยให้นกั เรียนไดเ้ ห็นภาพจริงทใ่ี กล้เคียงกับ
ประสบการณ์จริงมากที่สุดและจะช่วยให้นักเรียนจดจําคําศัพท์ได้ดียิ่งขึ้นสามารถท ำให้ปัญหาการ
เรียนภาษาองั กฤษลดลงโดยมงุ่ หวงั ว่าจะพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นให้สูงขนึ้ รวมทงั้ ใหน้ ักเรียนเห็น
ประโยชนแ์ ละความสาํ คญั ของคําศพั ทภ์ าษาองั กฤษ ตลอดจนนาํ ไปใช้ในการดำรงชีวติ ได้
5. โปรแกรม Kahoot
5.1 โปรแกรม Kahoot คือ
เกมทตี่ อบสนองต่อการเรยี นการสอน ชว่ ยให้ ผูเ้ รยี นสนุกกบั การเรยี นโดยเป็นเคร่ืองมือช่วย
ในการประเมินผล โดยผ่านการตอบ คาํ ถาม การอภปิ ราย หรือการสํารวจความคดิ เห็น
Kahoot เป็นเกมการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย คําถามปรนัย เช่น การตอบ คําถาม การ
อภิปราย หรือการสํารวจ คําถามจะแสดงที่จอหน้าชั้นเรียน และให้ ผู้เรียนตอบคําถามบนอุปกรณ์
คอมพวิ เตอรข์ องตนเอง เชน่ คอมพวิ เตอร์ มอื ถือ หรือ ไอแพด
5.2 ประโยชน์ของ Kahoot สำหรบั การเรยี นการสอน
1. สามารถเป็นแบบทดสอบก่อนหรอื หลังการสอน เพอ่ื เปน็ การทดสอบความเข้าใจ
ของผเู้ รียนกอ่ นหรือหลงั การเรียนการสอน
1.1 ประโยชน์สำหรับผู้สอน คือ เป็นเคร่ืองมือช่วยในการประเมนิ ผลการ
เรยี นของนสิ ิตก่อนหรือหลงั จากท่มี กี ารเรียนการสอน
1.2 ประโยชน์สำหรับผู้เรียน คือ สามารถประเมินตนเองว่ามีความเข้าใจ
เกย่ี วกับเน้ือหาท่ีเรียนมามากนอ้ ยเพยี งใด
2. เพื่อใหผ้ ้เู รียนและผู้สอนมีส่วนรว่ มในชัน้ เรยี น
26
2.1 ประโยชน์สำหรับผู้สอน คือ สรา้ งกจิ กรรมการมสี ่วนร่วม ระหวา่ งผ้สู อน
และผู้เรียน
2.2 ประโยชนส์ ำหรบั ผู้เรียน คือ ผ้เู รยี นมีการกระตุ้นสำหรบั การเรียนการ
สอน เพื่อไมใ่ หเ้ กดิ ความเบื่อหน่ายในชั้นเรียน
3. เป็นการดึงดูดความสนใจจากผู้เรียนในการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน เนื่องจาก
โปรแกรม Kahoot เปน็ ลักษณะคล้ายกับเกมส์อาจมีการจดั กจิ กรรมเพ่อื การเขง่ ขัน
ในช้นั เรยี น เพือ่ ให้ผูเ้ รยี นมคี วามสนกุ สนานกับเนื้อหาท่เี รียนได้
3.1 ประโยชน์สำหรับผู้สอน คือ มีการดึงดูดให้ผู้เรียนมีความ สนใจใน
เน้ือหาทอี่ าจารยเ์ ตรยี มการสอน
3.2 ประโยชน์สำหรบั ผู้เรียน คอื ผู้เรยี นมีสว่ นรว่ มในกิจกรรม การเรยี นการ
สอน และสามารถเขา้ ใจในเน้ือหาวิชาเรียนมากย่ิงข้ึน
5.3 ขั้นตอนการสมัครใช้โปรแกรม Kahoot สำหรับผ้สู อน
1. เขา้ ไปที่ URL: https://kahoot.com
2. คลิก Sign up – it’s free!
3. เลอื กบทบาทท่ตี ้องการ ไดแ้ ก่ ผู้สอน (teacher) ผูเ้ รยี น (student) ผู้ใชง้ านทวั่ ไป
ในสังคม (Socially) และ ใช้ในการำงาน (work) ในตัวอย่างนี้ เลือก ผู้สอน
(teacher)
4. เลอื กวธิ กี ารเข้าส่รู ะบบ 3 ช่องทาง ดังน้ี
4.1 login ด้วย gmail
4.2 login ดว้ ย microsoft
4.3 login ด้วยวิธีการลงทะเบียน email (กรณีตัวอย่าง เลือก login ด้วย
วิธกี ารลงทะเบยี น email)
5. กรอกขอ้ มูลให้ครบถว้ น
6. เลอื กเมนู Get Basic for free
7. กรอกชอื่ คลกิ Done
8. เลือก Create kahoot
9. เลอื ก Create
10. เข้าสู่หน้าเพิ่มคําถาม โดยคําถามสามารถเพิ่มรูปภาพ หรือ link วิดีโอ จาก
YouTube ได้
10.1 กําหนดเวลา และ คะแนน
10.2 เพิม่ คาํ ถาม เลอื ก Add question
27
10.3 เลอื ก Settings เพอื่ กำหนดชือ่ กลมุ่ คาํ ถาม
10.4 กำหนดชื่อกลุ่มคําถาม (Title) รายละเอียด (Description) รูปภาพ
หน้าปก (Cover image) ภาษา (Language) การมองเห็น (Visibility)
เลอื ก Done
5.4 รูปแบบคาํ ถาม
Kahoot รองรบั รปู แบบคาํ ถามทั้งหมด 7 รปู แบบ ไดแ้ ก่
1. Quiz : ใหผ้ ้เู ลน่ เลือกคาํ ตอบหลายทางเลือก
2. True or false : ใหผ้ ู้เล่นตัดสนิ วา่ ข้อความนัน้ เปน็ จรงิ หรือไม่ 3) Open - ended
: ใหผ้ ู้เลน่ พมิ พ์คาํ ตอบที่ถกู ตอ้ ง
4. Puzzie : ให้ผเู้ ล่นลำดับคําตอบท่ถี กู ต้อง
5. Poll : รวบรวมความคดิ เหน็ ของผ้เู ล่น
6. Word cloud : รวบรวมคาํ ตอบจากแบบสาํ รวจ
7. Slide : ให้บรบิ ทเพิ่มเติมหรอื คาํ อธบิ ายเพ่ิมเติมแก่ผเู้ ลน่
5.4.1. รปู แบบ Quiz
1. เลอื กเมนู Add question > Quiz
2. กรอกคําถาม > แทรกรูปภาพ (ถา้ มี) > กรอกตวั เลือก และเฉลย
3. เลือก Done
5.4.2. รูปแบบ True or false
1. เลือกเมนู Add question > True or false
2. กรอกคาํ ถาม > แทรกรปู ภาพ (ถ้ามี) > เลือกคาํ ถามที่ถูกต้อง (เฉลย)
3. เลอื ก Done
5.4.3. รูปแบบ Open – ended, Puzzie, Poll, Word cloud, Silde
เป็นรูปแบบทตี่ ้องมีคา่ ใช้จ่ายในการใช้งานเมอ่ื คลิกเข้าไปในรูปแบบ ดังกล่าวระบบ
จะแสดงขอ้ ความเตือน
5.5 ข้นั ตอนการเล่นสำหรบั ผ้สู อน
1. เข้าไปหนา้ คําถามท่สี รา้ งไว้ > คลกิ Play
2. เลือก Classic สำหรับการเล่นรายบุคคล หรือเลือก Team mode สำหรับการ
เล่นเป็นทีม
เลอื ก Game options เพือ่ ต้ังคา่ เกม
- Friendly nickname generator (Avoid in appropriate nicknames
in the game) ใหร้ ะบบกำหนดชอื่ ในการเลน่ ใหอ้ ตั โนมัติ
28
- Lobby music เลอื กดนตรปี ระกอบการเล่นเกมส์
- randomize order of questions สุ่มลำดับคําถาม
- randomize order of answers สุ่มลำดับคาํ ตอบ
- show minimized intro instructions ลดการแสดงคําแนะนาํ
- 2-Step Join(Adds an extra step when joining a kahoot to help
secure the game to only the players in the room) การเข้าร่วม 2
ขั้นตอน (เพิ่มขั้นตอนพิเศษเมื่อเข้าร่วม kahoot เพื่อช่วยรักษาความ
ปลอดภยั ให้กับผูเ้ ล่นในห้อง)
- Automatically move through questions เลื่อนคําถามโดยอตั โนมัติ
- Rejoin after every game กลับเข้าร่วมหลงั จากทกุ เกม
3. จะได้ PIN เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ร่วมเกมสไ์ ด้
5.6 ขน้ั ตอนการเล่นสำหรบั ผ้เู รียน
1. เข้าเวบ็ ไซต์ https://kahoot.it หรือ Application Kahoot
2. กรอก PIN ทีผ่ ู้สอนให้ลงในชอ่ ง Game PIN > คลิก Enter
3. กรอกชื่อท่ใี ช้ในการเลน่ ลงในช่อง Nickname > คลกิ OK,go!
4. ในหน้าจอของผู้สอนจะขึ้นคําถาม ในหน้าจอของผู้เรียนจะขึ้นคําตอบให้
เลอื กตอบ
ในหน้าจอของผู้สอนเมื่อผู้เรียนตอบคําถามแต่ละข้อจะแสดง คําตอบที่ถูกให้ เม่ือ
ตอบคําถามหมดทุกข้อจะแสดงคะแนนผู้ทีไ่ ด้ 3 อันดบั แรกของห้อง
5.7 ดาวนโ์ หลดคะแนนเป็นไฟล์ Excel
1. login เขา้ ระบบ
2. คลิกเขา้ ไปยังแบบทดสอบ หรอื เกมส์คําถาม
3. เลือกเมนู Reports
4. จะปรากฏหน้าจอประวตั กิ ารเลน่ เกมส์ เลอื กครั้งท่ีต้องการดาวนโ์ หลด
5. เลือกเมนู Download (XLSX) เพื่อดาวน์โหลดขอ้ มลู เปน็ ไฟล์ Excel
6. ระบบจะดาวนโ์ หลดข้อมลู เปน็ ไฟล์ Excel ดังรปู คลกิ ท่ชี ่อื ไฟลเ์ พ่ือเปดิ ข้อมลู
7. ตวั อย่างไฟล์ Excel ท่ีได้
29
กรอบแนวคิดการวจิ ยั
(Conceptual Framework of Research)
นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 การจดจำคำศพั ท์
โรงเรียนยวุ ฑตู ศึกษาพัฒนา ภาษาอังกฤษโดยใช้ kahoot
แบบฝกึ การจดจำคำศพั ท์
ภาษาองั กฤษโดยใช้ kahoot
30
บทที่ 3
วิธีการดำเนินการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้มุ่งที่จะศึกษาวิจัย เรื่องการพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์
ภาษาองั กฤษโดยใช้ kahoot ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนยวุ ฑูตศึกษาพฒั นา จำนวน
14 คน ผู้วิจัยอาศัยการวิจัยโดยใช้แบบฝึกการจดจำคำศัพท์ kahoot เปรียบเทียบคะแนนการอ่าน
ออกเสยี งคำศพั ทภ์ าษาไทยของของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นยุวฑตู ศึกษาพัฒนา จำนวน
14 คน ก่อนและหลงั เรียน และเพื่อให้ได้รบั ข้อมลู ที่ครอบคลุมเนื้อหาของแตล่ ะวตั ถปุ ระสงคไ์ ด้ครบ
ทกุ สว่ น
วิธกี ารดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษระหว่างก่อน
และหลังการใช้เกม โดยใชแ้ บบทดสอบ Pre-test Post-test โดยมีขนั้ ตอนในการดำเนนิ การวิจัยดงั นี้
1. สถานทีด่ ำเนนิ การวจิ ัย
2. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
3. การสรา้ งและพัฒนาเครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
4. วิธีดำเนนิ การทดลอง
5. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
6. ขั้นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
สถานที่ดำเนินการวิจยั
โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา เชียงใหม่ 222 หมู่ 2 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง
ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จงั หวดั เชียงใหม่
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การวจิ ัย เร่ือง การพฒั นาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ kahoot ของ
นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนยุวฑตู ศกึ ษาพัฒนา จำนวน 14 คน
31
การสร้างและพฒั นาเครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ยั
ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาเครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชา
ภาษาองั กฤษ
1. การสรา้ งแผนการจดั การเรียนรวู้ ชิ าภาษาองั กฤษ ได้ดำเนนิ การตามขั้นตอนดังตอ่ ไปนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ โดยศึกษาสารการเรียนรู้ สาระสำคัญ หลักสูตรสถานศึกษาของกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ ชว่ งช้นั ท่ี 4 ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โดยศึกษาสาระการเรียนรมู้ าตรฐาน
การเรยี นรู้ช่วงชั้นหนว่ ยการเรยี นรูเ้ นือ้ หา สาระ และ ตวั ชีว้ ัดของวชิ าภาษาองั กฤษ (อ31101)
1.2 ศึกษาเนื้อหา หน้าที่ของภาษา และ บริบทของภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหลักสูตรและ
ตำรา เรยี น รายวิชาภาษาอังกฤษ (อ31101) ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4
1.3 กำหนดเนือ้ หาและจุดประสงคต์ ามผลการเรียนร้ทู ค่ี าดหวงั จากหลกั สตู รสถานศึกษาของ
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ ช่วงชั้นท่ี 4 ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
1.4 สร้างแผนการจดั การเรียนร้ตู ามแนวทางการสอนเพ่ือการสือ่ สารจำนวน 1 แผนเพอื่ ใช้ใน
การ ทดลอง โดยใชค้ ำศพั ทใ์ นหนงั สือเรียน
1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องไปใช้ทดลองจริงกับกลุ่ม
ตัวอย่างซึง่ เปน็ นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาระดบั ชัน้ ม.4 จำนวน 14 คน
2. การสรา้ งแบบฝึกการเขียนสะกดคำศพั ท์
2.1 ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และแนวทางการสร้างแบบฝึกการเขยี นสะกดคำศพั ท์
2.2 วิเคราะห์คำศัพท์จากหนังสือที่จะนำมาสร้างแบบฝึกการเขียนสะกด คำศัพท์
ภาษาองั กฤษ และได้ตรวจดคู วามเหมาะสมของเนือ้ หาตา่ ง ๆ พรอ้ มทง้ั จำนวนเวลาทเี่ หมาะสม เพื่อให้
สอดคล้องกบั ระยะเวลาในการทดลอง
2.3 นำแบบฝึกที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านและผ่านการทดลองกบั กลมุ่
ยอ่ ยไป ใช้กบั นักเรียนกลมุ่ ตวั อยา่ งซง่ึ เป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 จำนวน 14 คน
3. การสร้างแบบทดสอบการเขยี นสะกดคำ
3.1 ศกึ ษาแนวทางการสร้างแบบวดั ประสทิ ธภิ าพของแบบฝกึ
3.2 ศึกษาผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหน่วยการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร
สถานศกึ ษา กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ โรงเรียนยวุ ฑตู ศึกษาพัฒนา
3.3 สรา้ งแบบทดสอบคำศพั ท์ kahoot
32
3.4 นำแบบทดสอบที่ผ่านการตรวจสอบความถกู ต้องจากผเู้ ชี่ยวชาญและการทดลองไปใช้กับ
นักเรียนกลมุ่ ตัวอยา่ งซงึ่ เปน็ นกั เรยี นระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 14 คน
วธิ ดี ำเนินการทดลอง
1. ระยะเตรยี มการทดลอง
1.1 สร้างเครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการทดลอง ไดแ้ ก่ แผนการจดั การเรียนรู้ 1 แผนท่สี อดคล้องกับผล
การเรียนรู้ที่คาดหวัง หน่วยการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
1.2 สรา้ งแบบฝกึ การพฒั นาความสามารถในการจดจำคำศัพทภ์ าษาองั กฤษโดยใช้ kahoot
1.3. สรา้ งการพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาองั กฤษโดยใช้ kahoot
2. ทำการทดสอบก่อนเรียนกับนกั เรียนกลุม่ ตวั อย่างโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธกิ์ าร เรียนรคู้ ำศัพท์
ก่อนเรยี นทั้งหมด 10 ข้อ
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ผู้วจิ ัยได้ทำการเก็บรวบรวมคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรยี น
การวเิ คราะห์ข้อมลู
สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู คอื สถติ พิ น้ื ฐาน
1.1 ค่าเฉลี่ย (Mean)
1.2 ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
33
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
การวจิ ัยคร้ังนเ้ี ป็นการศึกษา เรอ่ื ง การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ
โดยใช้ kahoot ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อมุ่ง
หมายหาคำตอบ เพื่อเปรยี บเทียบความสามารถการจำคำศัพท์ภาษาองั กฤษระหว่างก่อนและหลังการ
ใช้แบบทดสอบคำศัพทโ์ ดยใช้โปรแกรม kahoot โดยใช้ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธก์ิ อ่ นเรียนและหลัง
เรียน นักเรยี นสามารถจดจำคำศพั ท์ภาษาอังกฤษได้และนำไปใช้เพือ่ สือ่ สารได้อย่างถูกต้อง และเพ่ือ
พัฒนาแนวการสอนท้งั ความรู้ด้านการจดจำสะกดคำศัพท์และสร้างบรรยากาศในชั้นเรยี นให้ มีความ
น่าสนใจ ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑตู ศึกษาพฒั นา โดยใช้แบบทดสอบก่อนและ
หลังเรียน โดยผู้วจิ ัยไดน้ ำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดงั น้ี
1. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
2. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ผูว้ ิจยั ได้วิเคราะหข์ ้อมลู โดยแบง่ ออกเปน็ 3 ตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1 ผลการตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมและแผนการจัดการเรยี นรู้
ตอนท่ี 2 วิเคราะหผ์ ลการเรียนของทางการเรียนของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียน
ยุวฑูตศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot วิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉล่ีย
(Mean) และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Veviation)
ตอนที่ 3 เปรียบเทียบผลผลการเรียนทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot วิเคราะห์โดยใช้สถิติ
คา่ เฉล่ีย (Mean) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Veviation) และการทดสอบที แบบกลุ่ม
ไมอ่ ิสระ (Dependent Sample T-Test)
34
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
ตอนที่ 1 ผลการตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรม/แผนการจัดการเรยี นรู้ นำเสนอในตาราง
4.1 ดงั น้ี
ตารางที่ 4.1 ผลการประเมินคณุ ภาพของนวัตกรรมใบงาน
รายการ คา่ เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน ความหมาย
มาตรฐาน
1.ความถกู ต้องของเน้อื หา 4.67 0.58 ดีมาก
2.สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5.00 0.00 ดีมาก
3.เหมาะสมกบั วัยของผูเ้ รียน 5.00 0.00 ดมี าก
4.สอดคลอ้ งกับกจิ กรรมการเรยี นรู้ 5.00 0.00 ดีมาก
5.สง่ เสรมิ การเรียนรูข้ องผเู้ รียน 5.00 0.00 ดีมาก
4.93 0.15 ดีมาก
เฉล่ียรวม
จากตาราง 4.1 พบว่า ผลการประเมินจากผูเ้ ชย่ี วชาญในภาพรวม นวัตกรรมมคี ุณภาพอยู่ใน
ระดับ ดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความถูกต้องของเนื้อหาอยู่ในระดับดีมาก ด้าน
สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับ ดีมาก ด้านเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนมี
คุณภาพอยู่ในระดับ ดีมาก ด้านสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับ ดีมาก ด้าน
สง่ เสรมิ การเรียนรู้ของผู้เรยี นมีคุณภาพอยูใ่ นระดบั ดมี าก
35
ตารางท่ี 4.2 ผลการประเมินคณุ ภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้
รายการ คา่ เฉลีย่ ส่วน ความหมาย
เบี่ยงเบน
1. ความถูกต้องของเน้ือหา 5.00 มาตรฐาน ดมี าก
2. การกำหนดจดุ ประสงค์การเรียนรูถ้ กู ตอ้ ง 5.00 ดีมาก
3. กิจกรรมการเรียนรูส้ อดคลอ้ งกับจุดประสงค์ 5.00 0.00
การเรียนรู้ 0.00
4. กิจกรรมการเรียนรสู้ ง่ เสรมิ ทกั ษะดา้ นตา่ ง ๆ 5.00
ของผเู้ รียน 5.00 0.00 ดีมาก
5.กิจกรรมการเรียนรเู้ หมาะสมกับวยั ของผู้เรยี น 5.00
6.กจิ กรรมการเรียนร้สู ่งเสริมการสรา้ งองค์ความรู้ 5.00 0.00 ดมี าก
ด้วยตนเองของนักเรียน 5.00 0.00 ดมี าก
7.มีการเชื่อมโยงกับส่ือการสอนทก่ี ลา่ วไวข้ า้ งตน้ 0.00 ดีมาก
8.กำหนดวิธกี ารและเครอ่ื งมอื วัดและประเมนิ ผล 5.00 0.00 ดีมาก
สอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้ 5.00 0.00 ดีมาก
9.กำหนดวิธกี ารและเครอื่ งมือวัดและประเมนิ ผล 5.00
ได้ครบถ้วน 0.00 ดมี าก
10.คุณภาพโดยรวมของแผนการจัดการเรยี นรู้
เฉล่ยี รวม 0.00 ดีมาก
0.00 ดีมาก
จากตาราง 4.2 พบว่า ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในภาพรวม แผนการจัดการเรยี นรู้มี
คุณภาพอยู่ในระดับ ดีมาก เมือ่ พจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความถูกต้องของเนือ้ หาอยู่ในระดับ
ดีมาก ด้านการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ถูกต้องอยู่ในระดับดีมาก ด้านกิจกรรมการเรียนรู้
สอดคล้องกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นรอู้ ยใู่ นระดบั ดีมาก ด้านกิจกรรมการเรยี นรสู้ ่งเสริมทักษะด้านต่างๆ
ของผเู้ รียนอยใู่ นระดับดีมาก ด้านกิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกบั วยั ของผู้เรียนอยู่ในระดบั ดีมาก ด้าน
กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสรมิ การสรา้ งองคค์ วามรู้ด้วยตนเองของนักเรียนอยู่ในระดับดีมาก ด้านมีการ
เชื่อมโยงกบั สื่อการสอนท่ีกล่าวไว้ข้างต้นอยู่ในระดบั ดีมาก ด้านกำหนดวิธีการและเคร่ืองมือวัดและ
ประเมนิ ผลสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นร้อู ยู่ในระดับดมี าก ดา้ นกำหนดวิธีการและเคร่ืองมือวัด
36
และประเมินผลได้ครบถ้วนอยู่ในระดับดีมาก ด้านคุณภาพโดยรวมของแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ใน
ระดบั ดมี าก
เกณฑก์ ารแปลความหมายค่าเฉลี่ย
4.51 - 5.00 = ดมี าก
3.51 - 4.50 = ดี
2.51 - 3.50 = ปานกลาง
1.51 - 2.50 = พอใช้
1.00 - 1.50 = ควรปรับปรงุ
37
ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลการเรียนของของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา
แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot วิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Veviation)
ตารางท่ี 4.3 ผลการวิเคราะห์ผลการเรียนของของนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
โรงเรยี นยวุ ฑตู ศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใชโ้ ปรแกรม kahoot สรุปได้ดังตาราง 4.3 ดงั นี้
คนที่ แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลงั เรียน
(คะแนนเต็ม 10คะแนน) (คะแนนเตม็ 10 คะแนน)
15 10
24 9
34 10
45 10
56 10
67 10
72 9
85 10
96 10
10 7 10
11 4 10
12 3 10
13 3 10
14 8 10
x̅ 4.92 9.84
S.D. 1.73 0.36
38
จากตาราง 4.3 ผลการวเิ คราะห์การเรยี นของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูต
ศกึ ษาพฒั นา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot จากแบบทดสอบชดุ เดยี วกัน จำนวน 14
คน ทผ่ี ่านการประเมนิ ค่าความสอดคล้องจากผู้เชย่ี วชาญแล้ว จากผลการทดสอบพบว่าหลงั การเรียน
โดยใช้แบบแบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot ของของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นยุวฑตู ศึกษาพัฒนา มีคา่ เฉลี่ยของคะแนนสูงข้ึนกว่ากอ่ นเรียนโดยมีค่าเฉล่ียของคะแนนหลัง
เรียน 9.84 (S.D.=0.36) และค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 4.92 (S.D.=1.73) แสดงว่าของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot ช่วย
พัฒนาการจำคำศัพท์ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนาซึ่งเป็นไปตาม
สมมุติฐานทีต่ งั้ ไว้
39
ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบการเรยี นของทางการเรียนของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียน
ยุวฑูตศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศพั ท์โดยใชโ้ ปรแกรม kahoot โดยวเิ คราะห์ใช้สถติ ิการทดสอบที
แบบกลมุ่ ไมอ่ สิ ระ (Dependent Sample T-Test) สรุปผลดังตาราง 4.4 ดังนี้
ตารางท่ี 4.4 ผลการเปรียบเทียบการเรียนของทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนยวุ ฑูตศกึ ษาพฒั นา แบบทดสอบคำศพั ท์โดยใชโ้ ปรแกรม kahoot ก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
การทดสอบ n x̅ S.D t Sig.
กอ่ นเรียน 14 4.92 1.73 11.59* 0.000
หลงั เรียน 14 9.84 0.36
จากตาราง 4.4 ผลการเปรียบเทียบการเรียนของนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot การการทดสอบความ
แตกต่างของค่าเฉลี่ยทั้งสองของแบบทดสอบก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.93 คะแนน และ
แบบทดสอบหลังเรียน มคี า่ เฉลีย่ เทา่ กบั 9.86 คะแนน ดังนั้นการทดสอบ t พบวา่ คา่ เฉล่ียระหว่างอง
นักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนา แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้
โปรแกรม kahoot สูงว่าอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
40
บทที่ 5
สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
การวจิ ยั คร้งั น้ีเปน็ การศกึ ษา เร่อื ง การพฒั นาความสามารถในการจดจำคำศพั ท์ภาษาอังกฤษ
โดยใช้ แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียน
ยุวฑูตศึกษาพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหมายหาคำตอบ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการ จำ
คำศพั ทภ์ าษาองั กฤษระหว่างก่อนและหลงั การใช้แบบทดสอบคำศัพทโ์ ดยใช้โปรแกรม kahoot โดยใช้
แ บ บ ท ด ส อ บ ท ด ส อ บ ค ำ ศ ั พ ท์ ก ่ อ น เ ร ี ย น แ ล ะ ห ล ั ง เ ร ี ย น เ พ ื ่ อ ใ ห้ น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ จ ด จ ำ ค ำ ศ ั พ ท์
ภาษาอังกฤษได้และนำไปใช้เพ่ือส่อื สารได้อย่างถูกต้อง และเพ่อื พัฒนาแนวการสอนทั้งความรู้ดา้ นการ
จดจำสะกดคำศัพท์และสร้างบรรยากาศในชัน้ เรยี นให้ มีความนา่ สนใจ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปี
ที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศกึ ษาพัฒนา โดยใชแ้ บบทดสอบ ก่อนและหลงั เรยี น ผลการวิจยั สรปุ ได้ดังนี้
สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์
ภาษาอังกฤษโดยใช้ แบบทดสอบคำศัพท์โดยใชโ้ ปรแกรม kahoot ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนาจำนวน 14 คน ความสามารถการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษระหว่างกอ่ น
และหลังการใช้แบบทดสอบคำศพั ทโ์ ดยใช้โปรแกรม kahoot โดยใชแ้ บบทดสอบทดสอบคำศพั ท์ก่อน
เรียนและหลังเรียน ทำให้นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้และนำไปใช้เพื่อสื่อสารได้
อย่างถูกต้อง และสามารถพัฒนาแนวการสอนทั้งความรู้ด้านการจดจำสะกดคำศัพท์และสร้าง
บรรยากาศในชั้นเรียนให้ มีความน่าสนใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศึกษา
พัฒนา โดยแบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม Kahoot มีจำนวน 10 ข้อ โดยมีคะแนนข้อละ 1
คะแนน รวม 10 คะแนน ดงั นัน้ คิดคะแนนเฉล่ียคิดเปน็ 4.92 คะแนน และแบบทดสอบหลังเรียนซึ่ง
เป็นข้อสอบชดุ เดยี วกัน คะแนนทดสอบหลังเรยี นเฉล่ียคดิ เปน็ 9.84 คะแนน
41
อภปิ รายผล
ผลการวิจัยที่ได้จากการวเิ คราะห์ขอ้ มลู พบว่า การพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์
ภาษาองั กฤษโดยใช้ แบบทดสอบคำศพั ท์โดยใช้โปรแกรม kahoot ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนยุวฑูตศึกษาพัฒนาจำนวน 14 คน ความสามารถการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษระหว่างกอ่ น
และหลงั การใช้แบบทดสอบคำศพั ท์โดยใช้โปรแกรม kahoot โดยใช้แบบทดสอบทดสอบคำศพั ท์ก่อน
เรียนและหลังเรียน ทำให้นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้และนำไปใช้เพื่อสื่อสารได้
อย่างถูกต้อง และสามารถพัฒนาแนวการสอนทั้งความรู้ด้านการจดจำสะกดคำศัพท์และสร้าง
บรรยากาศในชั้นเรียนให้ มีความน่าสนใจ ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุวฑูตศกึ ษา
พัฒนา โดยแบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม Kahoot จึงสามารถสรุปผลการวิจัยได้ว่า การ
พัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม
kahoot ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นยวุ ฑูตศึกษาพัฒนามคี ะแนนหลงั เรียนสูงข้ึนจาก
การใช้แบบทดสอบคำศัพท์โดยใช้โปรแกรม kahoot แสดงว่านักเรียนมีการพัฒนาทักษะการเขียน
คำศัพทท์ ี่ดขี นึ้ เพราะว่าการสอนโดยใช้เกมเป็น กจิ กรรมทีม่ งุ่ เน้นใหน้ ักเรยี นได้ลงมือปฏิบตั แิ ละเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง พรอ้ มท้งั สามารถสร้างบรรยากาศภายใน ห้องเรียนได้เป็นอย่างดซี ึง่ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อ
หนา่ ยตอ่ การเรียนและไดพ้ ฒั นาทกั ษะดา้ นการเรยี น
ขอ้ เสนอแนะ
ควรทำการศกึ ษา ทดลองกับกลุ่มตัวอยา่ งอ่นื ๆ เพ่ือศึกษาการพฒั นาทักษะการเขยี นคำศพั ท์
ภาษาองั กฤษโดยใช้ Kahoot เป็นสอื่ ประกอบการสอน
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
รายนามผู้เช่ยี วชาญ
44
รายนามผู้เชีย่ วชาญ
ผ้เู ชีย่ วชาญด้านนวัตกรรมและการจัดการเรียนรู้
1. นางสาวรชั ชนานนั ท์ นพคุณรัตน์ ตำแหนง่ ครูผู้สอน รายวชิ าภาษาอังกฤษ
โรงเรยี นจติ ราวิทยา จังหวัดเชยี งใหม่
2. นางสาวอาทติ ยา สมเงนิ ตำแหน่งครผู ู้สอน รายวิชาภาษาไทย วชิ านาฏศิลปไ์ ทย
วิชาการงานอาชีพ วชิ าสงั สงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม และวิชาประวตั ศิ าสตร์
โรงเรยี นชมุ ชนรัชดาภเิ ษกมิตรภาพที่ 115 จงั หวัดน่าน
3. นายวทญั ญู ปัญญา ตำแหน่งครูผู้สอน รายวชิ าภาษาจีน
โรงเรยี นบา้ นทรายมลู จังหวดั เชยี งใหม่