รายงานวชิ าการ
ฉบับที่ สธส 1/2556
การเปลี่ยนแปลงชายฝ่งั ทะเล
พืน้ ทีอ่ ำเภอเมืองและอำเภอสิงหนคร จงั หวัดสงขลา
สำนกั ธรณีวทิ ยาส่งิ แวดลอ้ ม
กรมทรพั ยากรธรณี
รายงานวชิ าการ
ฉบับที่ สธส 1/2556
การเปล่ียนแปลงชายฝงั่ ทะเล
พ้ืนที่อำเภอเมอื งและอำเภอสงิ หนคร จังหวดั สงขลา
ญาดารกั ษ์ วิลุนกิจ
สำนกั ธรณีวทิ ยาส่งิ แวดล้อม
กรมทรพั ยากรธรณี
อธบิ ดกี รมทรัพยากรธรณี
นายสมหมาย เตชวาล
ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม
นายนิมติ ร ศรคลงั
ผอู้ ำนวยการสว่ นธรณวี ิทยาสง่ิ แวดล้อมและการเปลีย่ นแปลงสภาพภมู ิอากาศ
นายศักดา ขุนดี
จดั พิมพ์โดย กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรัพยากรธรณี
ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0 2621 9613 โทรสาร 0 2621 9612
พิมพ์ครง้ั ที่ 2 สิงหาคม 2564
จำนวน 30 เลม่
ขอ้ มูลการลงรายการบรรณานุกรม
ญาดารกั ษ์ วลิ นุ กิจ.
การเปล่ยี นแปลงชายฝ่งั ทะเล พน้ื ที่อำเภอเมืองและอำเภอสิงหนคร จังหวดั สงขลา/ โดย
ญาดารักษ์ วลิ ุนกจิ .-- กรุงเทพฯ : สำนกั ธรณีวทิ ยาสง่ิ แวดลอ้ ม กรมทรพั ยากรธรณี, 2556.
74 หน้า : ภาพประกอบ : แผนท่ี : ตาราง ; 30 ซม.
รายงานวชิ าการ ฉบบั ท่ี สธส 1/2556.
การเปล่ียนแปลงชายฝ่ังทะเล
พื้นที่อาเภอเมืองและอาเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
โดย ญาดารักษ์ วิลุนกิจ
บทคัดย่อ
โ ค ร ง ก า ร นี้ มี เ ป้ า ห ม า ย ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ส ถ า น ภ า พ ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ช า ย ฝั่ ง ทั้ ง ใ น แ น ว ร า บ
และแนวดิ่งรวมทั้งศึกษาธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเล และธรณีวิทยากายภาพพื้นทะเลของพื้นที่ลุ่มน้า
ทะเลสาบสงขลา ในบริเวณพื้นท่ีอ้าเภอเมือง และสิงหนคร จังหวัดสงขลา
โดยในการศึกษาสถานภาพการเปลี่ยนแปลงชายฝ่ังด้าเนินการใน 2 ลักษณะ คือ 1)
การเปรียบเทียบแนวเส้นชายฝั่งในช่วงคาบ 10ปี สามารถแบ่งเป็น พื้นที่กัดเซาะรุนแรง 164,084
ตารางเมตร พื้นที่กัดเซาะปานกลาง 33,359 ตารางเมตร พื้นที่สะสมตัว 385,583 ตารางเมตร
และพื้นที่คงสภาพ ระยะทางรวม 6.82กิโลเมตร 2) การเปรียบเทียบแนวเส้นชายฝั่งระหว่างช่วง
ฤดูกาล สามารถแบ่งเป็น พ้ืนที่กัดเซาะรุนแรง 27,427 ตารางเมตร พื้นที่กัดเซาะปานกลาง 14,180
ตารางเมตร, พ้นื ท่ีสะสมตวั 45,819 ตารางเมตร และพน้ื ท่คี งสภาพ ระยะรวม 8.15 กิโลเมตร
ในการศึกษาธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเลประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การเจาะส้ารวจ
ชายฝั่งระดับตื้นด้วยเครื่องเจาะควอเทอร์นารีแบบมือหมุน จ้านวน 54 หลุม และเก็บตะกอน
ชายทะเลระดับผิวดิน จ้านวน 178 ตัวอย่าง พบว่าลักษณะการวางตัวของธรณีสัณฐาน บ่งชี้ถึงการ
ต ก ส ะ ส ม ตัว ข อ ง ต ะ ก อ น ใ น ส ภ า พ แ ว ด ล้อ ม ที่มีก า ร รุก แ ล ะ ถ อ ย ร่น ข อ ง ร ะ ดับ น้า ท ะ เ ล ใ น อ ดีต จ น ถึง
ปัจจุบันพื้นที่ศึกษาบริเวณชายฝั่งทะเล พื้นที่ศึกษาบริเวณชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ประกอบด้วย หาด
ทรายท่ีมีแร่ควอตซ์เป็นองค์ประกอบหลัก การคัดขนาดดี และมีความมนสูง
ในการศึกษาธรณีวิทยากายภาพพ้ืนทะเล ส้ารวจห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 3 กิโลเมตร
ครอบคลุมพื้นที่ 140 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย การส้ารวจธรณีฟิสิกส์ทางทะเล ส้ารวจวัด
ระดับความลึกน้าและลักษณะภูมิประเทศพื้นทะเล ส้ารวจเก็บตัวอย่างตะกอนพื้นผิวท้องทะเล 300
จุด วิเคราะห์ชนิดตัวอย่างตะกอนพื้นทะเล และตรวจวัดกระแสน้าชายฝั่ง จ้านวน 2 สถานี คือหน้า
หาดทรายแก้ว และหน้าหาดชลาทัศน์ พบว่าลักษณะพื้นผิวท้องทะเลโดยทั่วไปค่อนข้างราบเรียบ
ประกอบด้วย ตะกอนทรายและทรายแป้งบริเวณใกล้ชายฝั่งเฉลี่ยไม่เกิน 300 เมตร และตะกอน
โคลนทะเล สะสมตัวอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไปมากกว่า 300 เมตร กระแสน้าชายฝ่ังบริเวณหน้าหาด
ทรายแก้ว ไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขนานกับแนวชายฝั่ง ด้วยความเร็ว 50 -
1,400 มิล ลิเม ต รต่อ วิน า ที ส่ว น ก ระ แส น้า บ ริเว ณ หน้า หา ด หา ด ช ล า ทัศน์ จ ะ ไ หล ไ ป ท า ง ทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 200 - 2,000 มิลลิเมตรต่อวินาที ลักษณะธรณีวิทยาชั้นตะกอน
ใต้พ้ืนท้องทะเลจ้าแนกออกเป็น 2 ชุด คือ ชั้นตะกอนชุดล่างเป็นชั้นตะกอนที่สะสมตัวในสมัยไพลส
โตซีน ในสภาพแวดล้อมแบบบนบก และชั้นตะกอนชุดบนเป็นชั้นตะกอนที่สะสมตัวในสมัยโฮโลซีน
โดยอิทธิพลการรุกล้าของน้าทะเล ตั้งแต่ประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมา มีความหนาตั้งแต่ 0 -
8 เมตร
สารบญั หนา้
บทคัดย่อ i
สารบัญ ii
สารบญั รปู ภาพ iv
สารบัญตาราง vii
1. บทนา 1
1
1.1 หลกั การและเหตผุ ล 1
1.2 วัตถุประสงค์ 1
1.3 เป้าหมาย 2
1.4 กลุม่ เป้าหมาย/ผู้รบั บรกิ าร 2
1.5 ระยะเวลาดาเนนิ การ 2
1.6 พนื้ ที่ดาเนนิ การ 2
1.7 ผลผลิต 2
1.8 ผลที่คาดว่าจะไดร้ บั
4
2. สาเหตุและการเปล่ยี นแปลงชายฝ่ัง 4
2.1 การเปล่ียนแปลงชายฝง่ั 4
2.2 สาเหตกุ ารเปลย่ี นแปลงชายฝั่ง
6
3. ขอ้ มูลพืน้ ที่อาเภอเมืองและอาเภอสิงหนคร 6
3.1 สภาพธรณวี ิทยา 14
3.2 อตุ นุ ิยมวทิ ยา 14
3.3 อุทกศาสตร์ชายฝง่ั ทะเล 20
3.4 การศึกษาและสารวจโครงสร้างปอ้ งกันการเปลี่ยนแปลงชายฝ่งั
24
4. การศึกษาการเปล่ียนแปลงชายฝั่ง 24
4.1 สถานภาพการเปลี่ยนแปลงชายฝ่งั ทะเล 36
4.2 ธรณีสณั ฐานชายฝง่ั ทะเล 38
4.3 ธรณีวทิ ยากายภาพพืน้ ทะเล
42
5. ผลการวเิ คราะหแ์ นวชายฝ่งั 42
5.1 สถานภาพการเปล่ยี นแปลงชายฝงั่ ทะเล 57
5.2 ธรณสี ณั ฐานชายฝั่งทะเล 63
5.3 ธรณีวิทยากายภาพพน้ื ทะเล 68
5.4 การเผยแพร่ขอ้ มูล
6. สรปุ และแนวโน้มสถานภาพชายฝง่ั 71
6.1 สถานภาพการเปลี่ยนแปลงชายฝ่ัง 71
6.2 ธรณสี ณั ฐานชายฝง่ั ทะเล 72
6.3 ธรณีวิทยากายภาพพื้นทะเล 72
เอกสารอา้ งองิ 74
สารบัญรูป
หนา้
รปู ที่ 1 พื้นทีศ่ กึ ษาอาเภอเมืองและอาเภอสิงหนคร 3
รูปท่ี 2 แผนท่ธี รณวี ิทยาพื้นท่อี าเภอเมอื งและสิงหนคร 6
รปู ที่ 3 ช้นั หนิ โผลข่ องหนิ ตะกอน ยุคคาร์บอนิฟอรัส หมวดหินยะหา บริเวณเขาแดง ตาบลหวั เขา
7
อาเภอสงิ หนคร
รปู ท่ี 4 (ก) หนิ แกรนิตยคุ ไทรแอสซกิ บรเิ วณเขาเก้าเสง้ บา้ นเก้าเส้ง อาเภอเมือง 7
(ข) ลักษณะเนอ้ื หนิ แกรนติ บริเวณบา้ นเก้าเส้ง อาเภอเมือง 8
รูปท่ี 5 (ก) ลักษณะชน้ั ตะกอนเศษหินเชงิ เขา บรเิ วณอาเภอเมือง 9
(ข) ลกั ษณะเศษตะกอนแร่ควอตซ์ท่ีผุพังอยู่บริเวณแหล่งหินต้นกาเนดิ บริเวณอาเภอเมือง 10
รูปที่ 6 แผนทธ่ี รณีสัณฐานชายฝ่ังพนื้ ทอี่ าเภอเมืองและอาเภอสงิ หนคร
รูปท่ี 7 (ก) สภาพพื้นท่ขี องที่ราบน้าข้ึนถึงเดมิ บริเวณบา้ นเสือ้ เมือง ตาบลมว่ งงาม อาเภอสงิ หนคร 11
12
(ข) ลกั ษณะชั้นตะกอนของทรี่ าบนา้ ขนึ้ ถึงเดิม ตาบลมว่ งงาม อาเภอสิงหนคร
รปู ท่ี 8 หาดทรายปจั จบุ นั (ก) บริเวณหาดชลาทัศน์ อาเภอเมือง 13
15
(ข) บริเวณหาดมว่ งงาม อาเภอสิงหนคร 17
รปู ท่ี 9 ลักษณะชั้นตะกอนหาดทรายเดิม บรเิ วณบ้านเส้ือเมือง ตาบลมว่ งงาม อาเภอสงิ หนคร 18
รปู ที่ 10 (ก) สภาพพื้นท่แี บบลากูนปจั จุบนั บรเิ วณตาบลบางเขียด อาเภอสงิ หนคร 19
21
(ข) ลกั ษณะตะกอนของลากนู ปจั จบุ ัน 22
รูปท่ี 11 ทิศทางการเคล่ือนที่ของลมมรสุมในประเทศไทย 23
รูปที่ 12 รูปแบบของการเกิดน้าขน้ึ น้าลง (ก) น้าคู่ (ข) น้าเด่ียว และ (ค) น้าผสม 23
รูปที่ 13 ชนดิ ของนา้ ขึน้ -นา้ ลงในอา่ วไทย 24
รูปท่ี 14 คา่ ของเรจนน์ า้ (เมตร)
รปู ท่ี 15 โครงสรา้ งป้องกนั ชายฝั่งท่ีพบในพืน้ ท่ีศึกษา 24
รปู ท่ี 16 สภาพกาแพงกนั คลน่ื แบบถุงทราย บริเวณหาดชลาทัศน์ อาเภอเมอื ง
รปู ที่ 17 สภาพแนวชายหาดที่มกี ารเตมิ ทรายเสริมชายหาด บริเวณหาดชลาทศั น์ อาเภอเมอื ง 25
รูปท่ี 18 โครงสรา้ งกาแพงกนั คลื่นแบบหนิ ทงิ้ บรเิ วณหาดชลาทศั น์ อาเภอเมอื ง 26
รปู ท่ี 19 โครงสร้างกาแพงกันคล่ืนแบบกล่องตาขา่ ยบรรจุหิน อาเภอเมอื ง
รูปที่ 20 (ก) โครงสรา้ งเขื่อนกันทรายและคลนื่ บรเิ วณสวนสองทะเล อาเภอเมือง 27
(ข) ภาพถา่ ยดาวเทยี มแสดงโครงสรา้ งเข่ือนกนั ทรายและคล่นื
รปู ที่ 21 โครงสรา้ งกาแพงกนั คลนื่ แบบแทง่ คอนกรตี และก้อนหนิ บรเิ วณหาดทรายแกว้ ตาบลหวั เขา
บา้ นหวั สนออ่ น ตาบลชงิ โค อาเภอสงิ หนคร
รปู ท่ี 22 โครงสร้างกาแพงกนั คลน่ื แบบกล่องตาข่ายบรรจุหนิ บริเวณตาบลม่วงงาม อาเภอสงิ หนคร
รูปที่ 23 ผงั แสดงกระบวนการวเิ คราะหเ์ ปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงชายฝ่ังทะเล ในพ้ืนท่ีอาเภอเมอื ง
และสิงหนคร
รูปที่ 24 (ก) ระบบการทางานของเครื่องมอื DGPS
(ข) รงั วดั ค่าพิกัดตาแหน่งหมุดหลักฐานอ้างอิงของกรมทรัพยากรธรณีในพน้ื ที่อาเภอสิงหนคร 29
รูปที่ 25 ตาแหน่งหมุดหลกั ฐานอา้ งอิงในพื้นทีศ่ ึกษา 30
รูปท่ี 26 (ก) แนวพืชตามชายหาด เช่น ผกั บุ้ง แนวตน้ สน
(ข) แนวชานหาด 31
รูปที่ 28 (ก) ขอ้ มูลจดุ พิกัด (X และ Y) ทไ่ี ดจ้ ากการสารวจ
(ข) แนวเส้นชายฝง่ั ทะเลที่ได้จากการแปลงคา่ จุดพกิ ดั 33
รูปที่ 29 ตวั อยา่ งการเปรียบเทียบเสน้ แนวชายฝั่ง โดยใชเ้ ทคนคิ การซ้อนทับข้อมูล 33
รูปท่ี 30 (ก) และ (ข) การเจาะสารวจตะกอนชายฝงั่ ระดบั ต้ืนในพน้ื ที่ศึกษา
(ค) ตัวอย่างตะกอนชายฝัง่ ระดับตืน้ ท่ีได้จากการเจาะสารวจ 36
รูปท่ี 31 การเก็บตะกอนชายหาด พรอ้ มทั้งศึกษาสัณฐานชายฝงั่ ทะเลในพื้นที่ศกึ ษา 37
รปู ท่ี 32 ลกั ษณะการทางานหยั่งน้าลึก และบันทึกภาพหน้าตดั ข้างดว้ ยคลน่ื ไหวสะเทือนแบบสะท้อนกลบั
ระดับตน้ื โดยใชอ้ ุปกรณก์ ารสารวจแบบ parametric echo sounding ยห่ี ้อ Innomar รุน่ SES -
2000 light 39
รปู ท่ี 33 ภาพหน้าตดั ข้างความลกึ นา้ และภาพหนา้ ตัดข้างคล่นื ไหวสะเทือนแบบสะท้อนกลบั ระดับตนื้
ของช้นั ตะกอนและช้ันหนิ ใต้พ้นื ท้องทะเล ขณะปฏบิ ัติงานในพนื้ ทส่ี ารวจโดยใช้ระบบ
parametric echo sounding ตราเครือ่ งหมาย Innomar รุน่ SES-2000 light 39
รปู ที่ 34 เคร่อื งตรวจวัดระดับน้าขน้ึ -นา้ ลงแบบวัดความดัน ตราเคร่อื งหมาย Valeport ร่นุ 740 40
รปู ท่ี 35 เครอื่ งมือเกบ็ ตัวอย่างตะกอนพ้ืนทะเลแบบ home - made dredger 40
รูปท่ี 36 เคร่ืองตรวจวัดความเรว็ และทิศทางกระแสน้าตราเคร่ืองหมาย Workhorse ร่นุ Rio grande 41
รูปที่ 37 แผนท่ีสถานการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งพ้นื ทีอ่ าเภอเมืองและอาเภอสิงหนคร(พ.ศ.2545-2555) 43
รูปที่ 38 พ้นื ทถี่ ูกกัดเซาะระดบั รุนแรงบรเิ วณหาดทรายแกว้ ตาบลหัวเขา อาเภอสงิ หนคร 44
รปู ท่ี 39 พนื้ ทีก่ ัดเซาะระดบั ปานกลาง บรเิ วณหาดทรายแก้ว ตาบลหัวเขา อาเภอสิงหนคร 44
รปู ท่ี 40 พื้นท่ีสะสมตัวบรเิ วณหาดสนออ่ น ตาบลบอ่ ยาง อาเภอเมอื ง 45
รปู ที่ 41 พ้ืนทีส่ ะสมตวั บรเิ วณหาดชลาทัศน์ ตาบลบอ่ ยาง อาเภอเมือง 45
รูปที่ 42 แผนทส่ี ถานการเปลย่ี นแปลงชายฝัง่ ระหว่างช่วงฤดกู าล พน้ื ท่ีอาเภอเมืองและอาเภอสิงหนคร 47
รูปท่ี 43 พื้นท่ถี กู กดั เซาะระดบั รุนแรง บรเิ วณบ้านหัวสนอ่อน ตาบลชิงโค อาเภอสงิ หนคร 48
รูปที่ 44 พนื้ ทีส่ ะสมตวั บริเวณบ้านวัดเลยี บ ตาบลชงิ โค อาเภอสงิ หนคร 49
รูปท่ี 45 พื้นที่คงสภาพ บริเวณบ้านชายทะเล ตาบลวัดขนุน อาเภอสิงหนคร 49
รูปท่ี 46 ธรณีสัณฐานหน้าบ้านเกา้ เส้ง (ก) ฤดูมรสุม (เดือนพฤศจิกายน)
(ข) หลังฤดูมรสุม (เดอื นพฤษภาคม) 51
รูปท่ี 47 ธรณีสณั ฐานหนา้ หาดชลาทศั น์ (ก) ฤดูมรสุม (เดอื นพฤศจิกายน)
(ข) หลังฤดูมรสุม (เดอื นพฤษภาคม) 51
รปู ท่ี 48 ธรณีสัณฐานหน้าหาดสมหิ ลา (ก) ฤดมู รสุม (เดือนพฤศจิกายน)
(ข) หลังฤดูมรสุม (เดอื นพฤษภาคม) 52
รปู ท่ี 49 ธรณสี ณั ฐานหนา้ หาดทรายแกว้ (ก) ฤดูมรสุม (เดอื นพฤศจกิ ายน)
(ข) หลังฤดูมรสุม (เดือนพฤษภาคม) 52
รปู ที่ 50 ธรณสี ณั ฐานหน้าหาดบ้านขนนุ (ก) ฤดูมรสมุ (เดอื นพฤศจิกายน)
(ข) หลังฤดูมรสุม (เดอื นพฤษภาคม) 53
รูปท่ี 51 ธรณสี ัณฐานหน้าหาดวดั เลยี บ (ก) ฤดูมรสุม (เดือนพฤศจกิ ายน)
(ข) หลังฤดมู รสุม (เดอื นพฤษภาคม) 53
รปู ท่ี 52 ธรณสี ัณฐานหนา้ หาดม่วงงาม (ก) ฤดมู รสุม (เดอื นพฤศจกิ ายน)
(ข) หลังฤดมู รสุม (เดอื นพฤษภาคม) 54
รูปท่ี 53 แนวโนม้ สถานภาพการเปลย่ี นแปลงชายฝัง่ ของพ้ืนท่ศี ึกษาในอนาคต 56
รปู ท่ี 54 สถานภาพการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งในพน้ื ทหี่ าดทรายแกว้ ตาบลหัวเขา อาเภอสิงหนคร โดย
ภาพถา่ ยอากาศออร์โธสีปใี นอดตี พ.ศ. 2545 (ภาพบน) เปรยี บเทียบกบั ภาพจากGoogle earth
ในปัจจบุ ัน พ.ศ. 2556 (ภาพล่าง) 56
รูปท่ี 55 ลักษณะตะกอนหาดทรายเดมิ บริเวณบา้ นมะม่วงหมู่ ตาบลสทิงหมอ้ อาเภอสงิ หนคร 57
รปู ท่ี 56 ลกั ษณะตะกอนหาดทรายปจั จบุ นั บ้านหาดทรายแก้ว ตาบลหัวเขา อาเภอสิงหนคร 58
รปู ท่ี 57 ลกั ษณะตะกอนดินเหนียวทร่ี าบน้าขึ้นถึงเดิม พื้นท่ตี าบลราแดง อาเภอสงิ หนคร 58
รูปท่ี 58 ลกั ษณะตะกอนลากูนปัจจุบนั (ก - ข) เศษซากพืชท่ีทับถมอยู่ในชั้นตะกอน
(ค - ง) ชิน้ ส่วนเปลือกหอยที่สะสมตัวเป็นช้ันบางๆแทรกในเน้ือตะกอน พ้ืนท่ีตาบลปากรอ อาเภอสิงหนคร 59
รปู ที่ 59 แผนทต่ี าแหนง่ หลมุ เจาะสารวจชายฝ่ังระดับต้นื ในพ้นื ทศี่ ึกษา 61
รปู ท่ี 60 เนนิ ตะกอนชายทะเลหลังหาด บรเิ วณตาบลม่วงงาม อาเภอสิงหนคร 61
รูปท่ี 61 แผนที่ตาแหนง่ เกบ็ ตวั อย่างตะกอนชายทะเลในพื้นท่ีศกึ ษา 62
รปู ท่ี 62 แผนท่ีแสดงเสน้ ทางเดนิ เรอื สารวจหย่ังน้าลกึ และบันทกึ ภาพหน้าตัดขา้ งคลื่นไหวสะเทือน
แบบสะท้อนกลับระดับตนื้ จุดเกบ็ ตัวอยา่ งตะกอนพน้ื ผวิ ท้องทะเลและสถานีตรวจวัด
กระแสน้าชายฝง่ั ในพ้ืนท่สี ารวจ 63
รูปท่ี 63 แผนที่แสดงระดบั ความลึกนา้ และลกั ษณะภูมปิ ระเทศพืน้ ทะเลในพื้นทส่ี ารวจ 64
รูปท่ี 64 แผนทแ่ี สดงระดบั ความลกึ น้าและลกั ษณะภมู ิประเทศพืน้ ทะเลในพน้ื ทส่ี ารวจในแบบ 3 มติ ิ 65
รปู ที่ 66 แผนที่แสดงระดับความลกึ น้าและลักษณะภูมิประเทศพื้นทะเลในพืน้ ท่ีสารวจ 66
รปู ที่ 67 กระแสน้าใกล้ชายฝ่งั บริเวณหาดทรายแก้ว (ภาพซ้าย) และหาดชลาทัศน์ (ภาพขวา) 67
รูปท่ี 68 ลักษณะธรณวี ิทยาชั้นตะกอนจากการแปลความหมายข้อมูลภาพหน้าตดั ขา้ งคลืน่ ไหวสะเทือน แบบสะท้อน
กลบั ระดับต้นื ความละเอียดสูง พื้นท่ีใกล้ชายฝง่ั อาเภอสิงหนครและอาเภอเมือง 68
รูปที่ 69 การประชุมสมั มนาระดมความคิดเห็น ณ โรงแรมราชมังคลาสงขลาเมอรเ์ มด จังหวดั สงขลา 68
รปู ท่ี 70 แสดงหนา้ เว็บเพจ 69
รปู ท่ี 71 เอกสารและส่งิ พิมพ์ สาหรับการเผยแพร่ข้อมูลผลการศกึ ษา 70
สารบญั ตาราง หนา้
34
ตารางท่ี 1 การจาแนกลกั ษณะการเปล่ยี นแปลงชายฝัง่ ทะเล
1.บทนำ
1.1 หลกั กำรและเหตผุ ล
ภัยพิบตั ทิ างธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม เป็นภัยทีเ่ กดิ ตามธรรมชาตหิ รอื อาจเกิดจากมนุษย์
เป็นผกู้ ่อทาให้เกิดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม และสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนใน
พ้ืนท่ีต่างๆของประเทศไทย อาทิ อุทกภัย ดินถล่ม ดินไหล แผ่นดินไหว หลุมยุบ การกัดเซาะชายฝ่ังทะเล
ปัจจุบันภัยทางธรรมชาติและปัญหาส่ิงแวดล้อมได้ทวีความรุนแรงและมีความถ่ีของการเกิดภัยพิบัติทาง
ธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มบ่อยคร้งั ขึน้ สง่ ผลตอ่ คุณภาพชวี ิตและความเปน็ อย่ขู องประชาชน ในด้านสุขภาพ
กาย สุขภาพจิต และเศรษฐกิจ รวมท้ังวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นท่ีเสี่ยงภัย และอาจทาให้เกิดความสูญเสีย
ชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งภัยทางธรรมชาติและผลกระทบสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มีปัจจัยสาคัญเก่ียวข้องกับสภาพ
ธรณีวิทยาของพ้ืนทีน่ ้นั ๆ หรอื เรยี กวา่ ธรณีพบิ ัตภิ ัย
กรมทรัพยากรธรณีในฐานะหน่วยราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสารวจศึกษา
ธรณีวิทยาส่ิงแวดล้อมและธรณีพิบัติภัยบริหารจัดการทรัพยากรธรณีของประเทศจึงจาเป็นต้องดาเนินการ
สารวจ ศึกษา วิจัย และประเมินสถานภาพธรณีวทิ ยาสงิ่ แวดล้อมเพื่อการวางแผนชุมชนรวบรวมข้อมูลพื้นที่
เสื่อมสภาพจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรณี ข้อมูลด้านธรณีวิศวกรรม ศึกษาประเมินภัยพิบัติ
แผ่นดินไหว และหาแนวทางหรือมาตรการป้องกัน/แก้ไขปัญหาต่างๆและรองรับการพัฒนาของเมืองหลัก
ในแตล่ ะภูมิภาคเพอื่ หลีกเล่ยี งการเกิดพิบตั ิภัยรวมทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอ้ ม เป็นการสร้างระบบเตอื นภัยทางธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างครบวงจร โดยการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในอนั ท่จี ะช่วยเสริมสร้างคณุ ภาพชีวติ และลดความเสีย่ งของประชาชน
1.2 วตั ถปุ ระสงค์
ตดิ ตาม ตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงชายฝ่ังทะเลของลุ่มน้าของทะเลสาบสงขลา สารวจ
ธรณีสัณฐานชายฝั่งและสารวจธรณีวิทยากายภาพพื้นทะเล เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องใชใ้ นการออกแบบโครงสรา้ งปอ้ งกนั การกัดเซาะชายฝั่งทะเลตอ่ ไป
1.3 เปำ้ หมำย
1) ข้อมูลการเปล่ียนแปลงชายฝั่งทะเลท้ังในแนวราบและแนวด่ิงของพ้ืนท่ีลุ่มน้า
ทะเลสาบสงขลา รวมทั้งทศิ ทางการพัดพาของตะกอนชายฝ่ัง คิดเป็นระยะทางตามแนวชายฝั่งไม่น้อยกว่า
25 กิโลเมตร/ปี
2) ข้อมูลธรณีสณั ฐานชายฝั่งทะเลและลักษณะตะกอนชายฝั่ง
3) ข้อมลู ธรณวี ทิ ยากายภาพพ้นื ทะเล
-2-
1.4 กลุ่มเปำ้ หมำย/ผู้รบั บรกิ ำร
ฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล เพื่อใช้ประโยชน์ในการประเมินขอบเขตและ
สถานภาพการกัดเซาะชายฝ่ัง ตลอดจนใช้ในการวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และวิศวกรรมทางทะเลและชายฝั่ง ให้มีประสิทธิภาพเพิม่ ข้นึ
1.5 ระยะเวลำดำเนินกำร
1 ปี (ปีงบประมาณ 2556)
1.6 พื้นทดี่ ำเนนิ กำร
อาเภอเมอื งและอาเภอสิงหนคร จังหวดั สงขลา ต้ังอยู่ในพ้ืนที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ติดกับ
ทะเลอา่ วไทย ครอบคลุมพ้ืนที่ 100 ตารางกิโลเมตร โดยมีความยาวของพ้ืนท่ีสารวจตามแนวชายฝ่ังทะเล
ประมาณ 33 กโิ ลเมตร (ไมร่ วมพ้ืนทต่ี าบลเกาะแตว้ อาเภอเมอื ง) (รปู ที่ 1) โดยมอี าณาเขตติดต่อ ดังนี้
ทิศเหนอื ตดิ ตอ่ กบั อาเภอสทิงพระ จงั หวดั สงขลา
ทศิ ตะวันออก ติดต่อกบั ทะเลอา่ วไทย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับทะเลสาบสงขลา(ตอนล่าง) และอาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา
ทิศใต้ ตดิ ต่อกับอาเภอจะนะ และอาเภอนาหม่อม จงั หวัดสงขลา
1.7 ผลผลิต
ขอ้ มลู การเปลีย่ นแปลงชายฝง่ั ทะเลในพืน้ ทเี่ ปา้ หมาย รายงานสรุป พร้อมแผนท่ีประกอบ
รายงานแสดงระยะทาง พื้นท่ีชายหาดท่ีเปลี่ยนแปลงท้ังในแนวราบและในแนวด่ิง ทิศทางการพัดพาของ
ตะกอนชายฝ่ัง อตั ราการกัดเซาะชายฝง่ั ในแตล่ ะฤดู ลกั ษณะพืน้ ผิวท้องทะเล
1.8 ผลที่คำดวำ่ จะไดร้ บั
ผลการสารวจพนื้ ที่ลุ่มน้าทะเลสาบสงขลา จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบใน
การแกไ้ ขปัญหาการกดั เซาะชายฝ่ัง
-3-
รูปที่ 1 พน้ื ทศ่ี กึ ษำอำเภอเมืองและอำเภอสิงหนคร
2. สาเหตุและการเปลีย่ นแปลงชายฝั่ง
2.1 การเปลย่ี นแปลงชายฝ่ัง (Coastal change)
การเปล่ียนแปลงชายฝ่ัง หมายถึง การเปลี่ยนรูปแบบทางกายภาพของพื้นที่ชายฝ่ัง หรือ
เป็นการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพ้ืนท่ีชายฝั่งจากเดิมท่ีเคยปรากฏให้เห็นเป็นอีกรูปแบบหน่ึงซ่ึงแตกต่างออกไป
การเปล่ียนแปลงมหี ลายแบบตามกระบวนการทางธรณีวิทยา แต่ที่สาคัญและเกิดข้ึนมาก ได้แก่ การกัดเซาะ
ชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งสามารถแสดงได้ใน 3 ลักษณะ คือ ชายฝั่งท่ีมีการกัดเซาะ ชายฝั่งท่ีมีการ
สะสมตัว และชายฝง่ั คงสภาพ (สนิ สนิ สกลุ และคณะ, 2546)
2.1.1 ชายฝั่งทมี่ ีการกัดเซาะ (Erosion coast)
กระบวนการกดั เซาะเกดิ ขึน้ ได้ท้งั ในหินและตะกอน โดยมตี ัวการสาคัญ คอื น้า ลม และธาร
นา้ แข็ง เม่อื เกดิ การกดั เซาะจะทาให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงสภาพหรือรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม กระบวนการ
ดังกล่าวทาให้ชายทะเลเปล่ียนแนวหรือเกิดการถอยร่นของชายฝ่ังเข้าไปในแผ่นดิน ซ่ึงส่งผลโดยตรงต่อผู้อยู่
อาศยั ตลอดจนสง่ิ มีชีวิตและโครงสร้างในบริเวณดังกล่าว ชายฝ่ังที่มีการกัดเซาะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ตามอัตราการกัดเซาะตอ่ ปี และความเสียหายท่ีมผี ลกระทบท้ังด้านเศรษฐกิจและสงั คมในพน้ื ท่ี ดงั นี้
1) ชายฝ่ังมีการกัดเซาะรุนแรง (Severe erosion) เป็นพื้นที่ชายฝั่งท่ีมีอัตราการกัดเซาะ
มากกว่า 5 เมตรข้ึนไปต่อปี มกี ารสญู เสียท่ีดนิ มาก และเกดิ ความเสียหายตอ่ ทรัพยส์ ินชดั เจน
2) ชายฝั่งมีการกัดเซาะปานกลาง (Moderate erosion) เป็นพื้นที่ชายฝั่งที่มีอัตราการกัด
เซาะตัง้ แต่ 1-5 เมตรต่อปี มกี ารกดั เซาะแบบคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป
2.1.2 ชายฝง่ั ท่ีมกี ารสะสมตวั (Depositional coast)
เกิดจากกระบวนการสะสมตัวของตะกอน ซ่ึงถูกพัดพาออกไปจากที่หนึ่งไปกองหรือทับถม
กนั อยู่อกี ท่หี นง่ึ โดยคลน่ื และกระแสน้าเป็นตัวการหลกั ชายฝง่ั ทม่ี กี ารสะสมตวั ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณท่ี
ราบน้าขน้ึ ถึงมากกวา่ บรเิ วณหาดทราย โดยตะกอนท่แี ขวนลอยมากบั นา้ และคล่นื จะถูกพัดพามาสะสมตัวใกล้
ฝ่ัง โดยมีอัตราการสะสมตวั ในพน้ื ที่ ต้ังแต่ 1-5 เมตรตอ่ ปี
2.1.3 ชายฝ่ังคงสภาพ (Stable coast)
ชายฝั่งคงสภาพเป็นชายฝั่งที่มีการปรับสภาพสมดุลธรรมชาติได้ตามฤดูกาลคือ ในรอบ
หนง่ึ ปเี กิดการกัดเซาะและสะสมตัวของตะกอนในพื้นทป่ี ริมาณใกลเ้ คยี งกนั คอื 1 เมตรตอ่ ปี (±1)
2.2 สาเหตุการเปลีย่ นแปลงชายฝั่ง
ปัจจยั ทีม่ ผี ลตอ่ การเปลย่ี นแปลงชายฝ่งั ประเทศไทยประกอบดว้ ยหลายปัจจยั ดงั นี้
2.2.1 ธรณแี ปรสณั ฐาน (Tectonic movement)
แผ่นเปลือกโลกมีการเคล่ือนที่ตลอดเวลา จึงทาให้เกิดกระบวนการเคลื่อนที่เข้าหากันของ
แผ่นเปลือกโลก (Convergent plate motion) การแยกตัวของแผ่นเปลือกโลก (Divergent plate
-5-
motion) และการเคล่ือนที่ผ่านกันของแผ่นเปลือกโลก (Transform plate motion) ซึ่งกระบวนการ
ดงั กล่าวสง่ ผลให้เกดิ การยกตัวหรือทรุดตัวของพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง บางพื้นท่ีเคยโผล่พ้นผิวน้าอาจจมตัวลง
อยู่ใตท้ ะเล การทรดุ ตัวดงั กล่าวทาให้พ้ืนทีช่ ายฝงั่ มรี ะดับต่าลง และเกดิ การกดั เซาะข้นึ ไดง้ า่ ย
2.2.2 การเปล่ยี นแปลงระดบั นา้ ทะเล (Sea level change)
ระดับน้าทะเลมีการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย และแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
ข้ึนอยู่กับลักษณะธรณีสัณฐานของพ้ืนท่ีนั้นๆ ระดับน้าทะเลท่ีเปล่ียนไปทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชายฝ่ัง
ในปัจจุบนั เช่อื กนั วา่ ระดบั นา้ ทะเลสงู ขนึ้ โดยมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เม่ือมีการ
เพิ่มข้ึนของระดับน้าทะเลจึงส่งผลให้เกิดการรุกตัวของน้าทะเลเข้าไปในแผ่นดินมากข้ึน และเกิดปัญหาการ
กดั เซาะชายฝัง่ ตามมา
2.2.3 กระบวนการชายฝง่ั (Coastal process)
ลม คล่ืน น้าข้ึนน้าลง และกระแสน้า เป็นกระบวนการทางธรรมชาติท่ีร่วมกันทาให้เกิด
กระบวนการชายฝ่ัง ตัวการของการพัดพาตะกอนชายฝั่งท่ีสาคัญ คือ คลื่นและการขึ้นลงของน้า คลื่นส่งผล
กระทบตอ่ ชายฝ่ังท้งั ในสภาวะปกตแิ ละในชว่ งมีพายุหรอื มรสุม คลื่นที่เกิดในช่วงมรสุมจะมีพลังสูงเคล่ือนท่ีได้
เร็วและแรงกว่าปกติ แรงต้านจากชายฝง่ั มนี อ้ ยกว่าจงึ ทาใหช้ ายฝง่ั ถกู กัดเซาะไปไดง้ ่าย
2.2.4 ปรมิ าณตะกอนที่สะสมตัว (Sediment supply)
โดยปกติชายฝั่งแต่ละพ้ืนที่จะมีแหล่งตะกอนท่ีถูกพัดพามาสะสมตัวโดยกระบวนการตาม
ธรรมชาติ ทง้ั จากแมน่ ้าท่ีนาตะกอนจากแผน่ ดินไหลลงสู่ทะเลบริเวณปากแม่น้า จากนั้นจะถูกพัดพาไปสะสม
ตวั ตามแนวชายฝงั่ และตะกอนจากไหล่ทวปี ทีถ่ กู คล่นื และกระแสน้ากัดเซาะแล้วพัดพามาสะสมตัวในบริเวณ
ชายฝ่ัง ซ่ึงจะเกิดขึ้นมากในฤดูมรสุม การเปลี่ยนแปลงปริมาณตะกอนสู่ท้องทะเลส่งผลให้เกิดการ
เปลีย่ นแปลงชายฝัง่ ตามมา
2.2.5 กิจกรรมของมนษุ ย์ (Human activities)
กิจกรรมของมนุษย์เป็นอีกปัจจัยสาคัญท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงชายฝั่ง และมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิ อุตสาหกรรมท่องเท่ียว การประมง บ่อกุ้ง การตักและดูดทราย ตลอดจน
โครงสร้างขนาดใหญ่ตามแนวชายฝ่ัง กิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้ระบบระบายน้าเปล่ียนแปลงไป เกิดการทรุด
ตวั ของแผ่นดนิ การสะสมตวั ของตะกอนจากแผน่ ดนิ สู่ทะเลลดน้อยลง ทาให้การปรับสมดุลตามธรรมชาติของ
พ้ืนท่ชี ายฝ่งั เปลีย่ นแปลงไป เกดิ ปัญหากดั เซาะรุนแรงมากขนึ้
3.ข้อมูลพน้ื ท่ีอำเภอเมืองและอำเภอสิงหนคร
3.1 สภำพธรณวี ิทยำ
3.1.1 ธรณีวิทยำ (Geology)
ธรณีวทิ ยาพน้ื ที่อาเภอเมืองและสิงหนคร ประกอบด้วยหมวดหินต่างๆ ต้ังแต่อายุมากไป
ถงึ อายุน้อย (กรมทรพั ยากรธรณี, 2546) ดงั รปู ท่ี 2
รูปที่ 2 แผนท่ธี รณีวทิ ยำพน้ื ท่อี ำเภอเมืองและสิงหนคร (กรมทรัพยำกรธรณี, 2546)
-7-
3.1.1.1หินยุคคำร์บอนฟิ อรสั (Carboniferous)
หมวดหินยะหำ ประกอบด้วยหินทรายแสดงชั้นหนามาก หินดินดาน หินดินดานเน้ือ
ซิลิกา มีซากหอยสองฝาสกุลโพซิโดเนีย หินเชิร์ต และหินกรวดมน หมวดหินชุดนี้ปรากฏเป็น
เขาลูกโดด พบกระจายเป็นหย่อมๆในพื้นท่ี ได้แก่ เกาะยอ ควนพังงา ควนคล้องช้าง และควนลางสาด
ในพื้นทอี่ าเภอเมอื ง และบรเิ วณเขาแดง และเขาเขียว ในอาเภอสงิ หนคร (รปู ท่ี 3)
รปู ที่ 3 ชัน้ หนิ โผล่ของหินตะกอน ยุคคำรบ์ อนิฟอรสั หมวดหินยะหำ
บริเวณเขำแดง ตำบลหัวเขำ อำเภอสิงหนคร
3.1.1.2หินยุคไทรแอสซกิ (Triassic)
หินอัคนียุคไทรแอสซิกเป็นหินอัคนีเน้ือหยาบถึงปานกลางและมีผลึกขนาดใหญ่
ประกอบด้วยหินไบโอไทต์แกรนิต ทัวมารีนแกรนิต แกรโนไดโอไรต์ ไบโอไทต์มัสโคไวต์แกรนิต มัสโคไวต์
ทัวมารีนแกรนติ ไบโอไทต์ทัวมารีนแกรนิต โผลป่ รากฏเป็นแนวยาวบริเวณตอนเหนือของพื้นที่อาเภอเมือง
ต้ังแต่เขาสาโรง เขารูปช้าง เขาแก้ว เขาน้ากระจาย เขาเทียมดา เขาเกาะโมง ควนตีน เขาวง เขาราม
เขาหลง ตอ่ เนื่องไปจนถงึ เขาหินหกั ในพนื้ ที่อาเภอนาหมอ่ ม (รปู ที่ 4)
ก ข
รปู ที่ 4 (ก) หินแกรนิตยุคไทรแอสซิก บรเิ วณเขำเก้ำเสง้ บ้ำนเก้ำเสง้ อำเภอเมือง
(ข) ลักษณะเน้ือหินแกรนิต บริเวณบำ้ นเก้ำเสง้ อำเภอเมือง
-8-
3.1.1.3ตะกอนยคุ ควอเทอรน์ ำรี (Quaternary)
แผนทีธ่ รณีวทิ ยา มาตราสว่ น 1: 250,000 (กรมทรพั ยากรธรณี, 2544) ได้แบ่งการสะสม
ตวั ของตะกอนยคุ ควอเทอรน์ ารใี นพ้ืนท่ศี กึ ษา ออกเปน็ 4 ประเภท ดังน้ี
1) ตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุอยู่กับที่ (Colluvial and residual
deposits; Qc) ประกอบด้วยกรวด ทราย ทรายแป้ง ศิลาแลงและเศษหิน ดังรูปท่ี 5 (ตะกอนเศษหินเชิง
เขาเกดิ จากกระบวนการพัดพาตะกอนข้างตน้ จากบนเขาลงมากองอย่บู รเิ วณเชิงเขา)
กข
รูปที่ 5 (ก) ลกั ษณะชัน้ ตะกอนเศษหินเชงิ เขำ บริเวณอำเภอเมือง
(ข) ลกั ษณะเศษตะกอนแร่ควอตซ์ที่ผุพังอยบู่ รเิ วณแหล่งหนิ ตน้ กำเนิด บรเิ วณอำเภอเมอื ง
2) ตะกอนธารน้าพา (Fluvial deposits; Qa) ประกอบด้วยกรวด ทราย
ทรายแป้ง และดินเหนียวสะสมตัวตามร่องน้า คันดินแม่น้า และแอ่งน้าท่วมถึง พบในบริเวณร่องน้าและที่
ราบนา้ ท่วมถงึ ของลานา้ สายต่างๆ เช่น คลองนาทบั คลองกระ
3) ตะกอนชายฝ่ังทะเลโดยอิทธิพลของน้าข้ึนน้าลง (Coastal tide -
dominated deposits; Qmc) ประกอบด้วยดินเหนียว ทรายแป้ง และทรายละเอียดของท่ีลุ่มราบ
นา้ ข้นึ ถงึ ทล่ี มุ่ ชืน้ แฉะ ท่ลี มุ่ นา้ ขงั ป่าชายเลน และชะวากทะเล
4) ตะกอนชายฝั่งทะเลโดยอิทธิพลคล่ืน (Coastal wave - dominated
deposits; Qms) ประกอบด้วยทรายและทรายปนกรวดของหาดสันดอน สนั ทรายและเนินทราย
3.1.2 ธรณีสณั ฐำนชำยฝงั่ (Coastal Geomorphology)
ธรณีสัณฐานชายฝั่ง เป็นการศึกษาลักษณะรูปร่าง การกาเนิด วิวัฒนาการ และ
กระบวนการต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนบนพ้ืนที่ชายฝั่ง ต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นธรณีสัณฐานชายฝ่ังจึงเป็น
ลักษณะรูปร่างระหว่างทะเลกับแผ่นดิน ลม คล่ืน น้าข้ึนน้าลง และกระแสน้าเป็นตัวการหลักท่ีร่วมกันทา
ให้เกิดพื้นท่ีชายฝ่ังชนิดต่างๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวการท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงชายฝั่งด้วย
ธรณสี ณั ฐานชายฝัง่ ในพืน้ ทอ่ี าเภอเมอื งและอาเภอสิงหนคร (รปู ที่ 6) มรี ายละเอยี ดดงั นี้
-9-
รูปที่ 6 แผนทธี่ รณสี ัณฐำนชำยฝ่ังพื้นทอี่ ำเภอเมืองและอำเภอสิงหนคร (กรมทรพั ยำกรณี, 2544)
-10-
3.1.2.1ท่ีรำบน้ำข้ึนถงึ (Tidal flat)
ที่ราบน้าขึ้นถึงหรือหาดเลน มีสภาพแวดล้อมค่อนข้างสงบ และมักมีป่าชายเลน
ข้ึนปกคลุม ตะกอนชุดน้ีเกิดจากการสะสมตัวโดยอิทธิพลของน้าข้ึนน้าลงท่ีเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน การ
สะสมตัวของตะกอนละเอียดเกิดเป็นที่ราบ ตะกอนจะงอกพอกพูนข้ึนในทิศทางที่กระแสน้าไหลออกสู่
ทะเล ประกอบด้วยดินเหนียวสีเทาถึงเขียว (Marine clay) ตะกอนทรายแป้งและทรายละเอียดแทรก
สลับบ้าง พบซากพืชและเศษเปลือกหอยปะปนท่ัวไป สิน สินสกุล และคณะ (2545) แบ่งท่ีราบน้าข้ึนถึง
ออกเป็น 3 หน่วย ตามระยะเวลาของวิวัฒนาการและตาแหน่งที่ตั้ง คือ ที่ราบน้าข้ึนถึงเดิม ท่ีราบน้าข้ึน
ถึงปัจจุบัน และที่ราบใต้ระดับน้าลง แต่ในพื้นที่ศึกษาอาเภอเมืองและสิงหนคร พบท่ีราบน้าขึ้นถึงเพียง 2
หนว่ ย ดังน้ี
1) ท่ีราบน้าขึ้นถึงเดิม (Old tidal flat) เป็นที่ราบน้าขึ้นถึงซ่ึงอยู่ต่อเนื่องกับแผ่นดิน
ด้านในและแผ่ออกเป็นบริเวณกว้างสู่ทะเล พ้ืนท่ีเหล่านี้เกิดจากการสะสมตะกอนทะเลในระยะแรกท่ีน้า
ทะเลเริ่มไหลท่วมเข้ามาในแผ่นดิน ต้ังแต่เมื่อประมาณ 9,000 ปี ที่ผ่านมา จนถึงระยะเวลาท่ีน้าทะเลเร่ิม
ลดระดบั ลงในช่วงแรกเม่ือประมาณ 5,000 ปี ท่ีผ่านมา ที่ราบน้าข้ึนถึงเดิมพบครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง
ในพนื้ ทอ่ี าเภอสิงหนคร และยาวต่อเนอื่ งขึน้ ไปในทศิ เหนือขนานไปกบั หาดทรายเดิมในพ้นื ท่ี (รปู ท่ี 7)
2) ที่ราบน้าขึ้นถึงปัจจุบัน (Intertidal flat) เขตนี้อยู่ระหว่างน้าข้ึนสูงสุดกับระดับน้าลง
ต่าสุด เป็นพนื้ ท่ีหลักของทรี่ าบน้าข้ึนถงึ มีลกั ษณะราบแผ่ออกไปบริเวณกว้าง มีพรรณไม้ป่าชายเลนขึ้นปก
คลุม ในช่วงน้าขึ้นท่ีราบนี้จะจมอยู่ใต้น้าและจะโผล่เมื่อน้าลง อายุการสะสมตัวของตะกอนน้อยกว่า
5,000 ปี ท่ีผา่ นมา ทรี่ าบนา้ ขึ้นถึงปจั จุบนั พบได้ในพ้ืนทีข่ อบแอง่ ด้านทศิ ใตข้ องทะเลสาบสงขลาตอนล่าง
กข
รูปที่ 7 (ก) สภำพพ้ืนท่ีของทีร่ ำบน้ำขึน้ ถึงเดมิ บรเิ วณบ้ำนเส้ือเมือง ตำบลม่วงงำม อำเภอสิงหนคร
(ข) ลกั ษณะชน้ั ตะกอนของท่รี ำบนำ้ ขน้ึ ถงึ เดมิ ตำบลม่วงงำม อำเภอสิงหนคร
3.1.2.2 หำดทรำย (Sandy beach)
สิน สนิ สกุลและคณะ (2545) ได้แบ่งพ้ืนท่ีหาดทรายออกเป็น 2 หน่วยคือ หาดทรายเดิม
และหาดทรายปจั จุบนั (รปู ที่ 8 - 9) ดงั น้ี
-11-
1) หาดทรายเดมิ (Old sandy beach) หรือหาดทรายเกา่ หมายถงึ หาดทรายที่เกิดจาก
การสะสมตะกอนในช่วงท่ีน้าทะเลรุกเข้ามาในแผ่นดิน เม่ือประมาณ 6,000 ปี ท่ีผ่านมา หาดทรายน้ีอยู่ท่ี
ระดับความสูงประมาณ 4 - 5 เมตร จากระดับน้าทะเลปจั จุบัน
หาดทรายเดิมในพืน้ ทอี่ าเภอเมือง พบวางตัวเป็นแนวยาวขนานไปกับหาดทรายใหม่และ
อยู่ไม่ไกลจากแนวชายฝั่งมากนัก ส่วนหาดทรายเดิมในพื้นท่ีอาเภอสิงหนครวางตัวขนานตามแนวชายฝ่ัง
โดยอยู่ลึกเข้าไปในแผน่ ดนิ ประมาณ 1 - 2 กโิ ลเมตร
2) หาดทรายปัจจุบัน (Young sandy beach) หรือหาดทรายปัจจุบัน เป็นแนวของหาด
ทรายที่อยูถ่ ดั ออกมาจากหาดทรายเก่าและมขี อบเขตติดกับทะเลปจั จบุ นั ระดบั ความสูงของหาดทรายใหม่
ประมาณ 0.5 - 2 เมตร ตะกอนส่วนมากเป็นทรายปนกับเปลือกหอยและซากปะการัง อายุของหาด
ทรายใหม่ ประมาณ 2,000 ปี จนถงึ ไม่ก่ีรอ้ ยปที ีผ่ า่ นมา
หาดทรายปจั จุบนั ในพ้ืนทอ่ี าเภอเมืองวางตวั เปน็ แนวยาวขนานกับแนวชายฝั่งโดยมีความ
กวา้ งประมาณ 200-500 เมตร และความกวา้ งของพน้ื ท่เี พิม่ มากข้ึนในบรเิ วณตาบลหัวเขา และตาบลชิงโค
ของอาเภอสิงหนคร (กว้างประมาณ 800 - 1,400 เมตร) และพ้ืนท่ีเริ่มตีบเล็กลงเมื่อเข้าใกล้พ้ืนที่
ตาบลวดั ขนนุ
ก ข
รปู ที่ 8 หำดทรำยปัจจบุ นั (ก) บรเิ วณหำดชลำทัศน์ ตำบลบอ่ ยำง อำเภอเมือง
(ข) บริเวณหำดมว่ งงำม ตำบลม่วงงำม อำเภอสิงหนคร
-12-
รูปที่ 9 ลักษณะชัน้ ตะกอนหำดทรำยเดิม บริเวณบ้ำนเสอื้ เมือง ตำบลม่วงงำม อำเภอสิงหนคร
3.1.2.3 ลำกนู (Lagoon)
ลากนู เปน็ พ้ืนทีล่ ุ่มนา้ ตื้นอยู่ระหว่างหาดทราย หรือมักอยู่ด้านหลังหาดสันดอน ขนานกับ
ชายฝง่ั สว่ นมากจะมที างเปิดสูท่ ะเล ลากนู ขนาดใหญ่จะมีลักษณะเป็นที่ราบน้าข้ึนถึง (Tidal flat) และพรุ
(Marsh) เกิดร่วมอยู่ด้วย สิน สินสกุลและคณะ (2545) แบ่งลากูนออกเป็น 2 หน่วยคือ ลากูนเดิม และ
ลากูนปัจจบุ ัน แตใ่ นพนื้ ทีศ่ กึ ษาอาเภอเมอื งและสิงหนคร พบเพียงลากูนเดมิ
ลากูนเดิม (Old lagoon) เป็นลากูนที่วิวัฒนาการมาพร้อมกับหาดทรายเดิม ในช่วงที่
ระดับน้าทะเลเริ่มข้ึนสูงเรื่อยๆ ตั้งแต่ 10,000-6,000 ปี ท่ีผ่านมา ตะกอนที่สะสมตัวส่วนมากเป็นตะกอน
ทรายสลับดินเหนียวทะเล เน่ืองจากพ้ืนที่ชายฝั่งแผ่กระจายออกไปทางทะเล และพอกสูงขึ้นจนเกิดเป็น
หาดทรายใหญ่อยู่ด้านหน้า ส่วนหลังเป็นพ้ืนที่ลุ่มต่าซึ่งพัฒนาเป็นลากูน ปัจจุบันลากูนหน่วยน้ีจะต้ืนเขิน
บ้างเปน็ ที่ลมุ่ วัชพืชปกคลุม หรือพื้นท่ีนา ลากูนเดิมปรากฏเฉพาะในพ้ืนที่อาเภอเมือง วางตัวขนานอยู่ตรง
กลางระหว่างหาดทรายเดิมกับแผน่ ดินและภูเขา (Upland and mountain)
ลากูนปัจจุบัน (Young lagoon) เป็นลากูนท่ีเกิดขึ้นหลังจากน้าทะเลลดระดับลง
เมอื่ ประมาณ 5,000 ปีท่ีผ่านมา ประกอบด้วยทรายเป็นส่วนมาก เน่ืองจากการกัดเซาะของหาดทรายเดิม
ที่ เ กิ ด ข้ึ น ก่ อ น แ ล ะ ท ร า ย ท่ี ถู ก ค ลื่ น ช ะ ใ น ช่ ว ง ท่ี มี ล ม พ า ยุ จ ะ ป ลิ ว ก ร ะ จ า ย ต า ม แ ร ง ก ร ะ แ ท ก ข อ ง ค ลื่ น
มาสะสมตัวในลากูนด้วย ลากูนปัจจุบันส่วนมากยังคงมีน้าขังอยู่และปริมาณน้าในลากูนจะข้ึนอยู่
กับการข้ึนลงของน้าทะเลท่ีเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ลากูนปัจจุบันปรากฏในพื้นที่ด้านตะวันตก
ของอาเภอสิงหนคร (รปู ท่ี10)
-13-
กข
รปู ที่ 10 (ก) สภำพพนื้ ท่ีแบบลำกูนปจั จุบัน บรเิ วณตำบลบำงเขยี ด อำเภอสงิ หนคร
(ข) ลักษณะตะกอนของลำกูนปจั จุบัน (มีซำกพชื และเศษซำกหอยในเนือ้ ตะกอนปริมำณมำก)
3.2 อตุ นุ ยิ มวิทยำ
3.2.1 ฤดกู ำล
จังหวดั สงขลาตั้งอยู่บนฝ่ังทะเลด้านตะวันออกของภาคใต้ ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด
คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ โดยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลมเย็น
และแห้งจากประเทศจีนพัดปกคลุมประเทศไทยในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมมรสมุ ท่เี ปน็ ลมร้อนและชนื้ จากมหาสมุทรอินเดียพัดปกคลุมประเทศไทยในช่วงกลางเดือน
พฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม จากอิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองชนิดน้ี ทาให้ได้รับไอน้าและความชุ่มช้ืนมาก
จงั หวดั สงขลาจงึ มีอณุ หภูมเิ ฉล่ยี ไม่สงู มาก อากาศไมร่ ้อนจัดในฤดูร้อนและอบอุ่นในช่วงฤดูฝน ส่วนในฤดูหนาวจะ
มีอากาศเย็นเป็นบางครั้งและยังมีฝนตกต่อเน่ือง อุณหภูมิเฉล่ียตลอดปีประมาณ 27.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิ
ตา่ สดุ เฉลยี่ 23.9 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดเฉล่ีย 31.4 องศาเซลเซียส (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2549) ฤดูกาลของ
จงั หวัดสงขลาแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ฤดู คอื
ฤดูร้อน เร่ิมต้ังแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะน้ีเป็นช่องว่างระหว่าง
ฤดูมรสุมหลังจากสิ้นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว อากาศจะเร่ิมร้อนและมีอากาศร้อนจัดท่ีสุดในเดือน
เมษายน แต่ไม่ร้อนมากนักเนื่องจากอยู่ใกล้ทะเลกระแสลมและไอน้าทาให้อากาศคลายความร้อนลงไปมาก
สถติ อิ ณุ หภูมิสูงสดุ ที่วัดได้ 39.2 องศาเซลเซยี ส ในเดือนเมษายน ปี 2541 (กรมอตุ นุ ยิ มวิทยา, 2556)
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกุมพาพันธ์ โดยในช่วงกลางเดือน
พฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นลมท่ีร้อนและชื้นจากมหาสมุทร
อินเดีย พัดปกคลุมประเทศไทย ทาให้มีฝนตกทั่วไปและในช่วงฤดูฝนยังมีร่องความกดอากาศต่าปกคลุม
ภาคใต้เป็นระยะ จึงทาให้มีฝนตกชุก และเน่ืองจากจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดท่ีอยู่ทางด้านตะวันออก
ของภาคใต้ จึงได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือท่ีพัดผ่ านอ่าวไทย ในกลางเดือนตุลาคม
ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทาให้จังหวัดนี้มีฝนตกชุกต่อเน่ือง จึงนับว่าเป็นจังหวัดท่ีมีฤดูฝนอันยาวนาน
-14-
ปริมาณฝนเฉลี่ยของจังหวัดสงขลาอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ฝนเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 2,093.8 มิลลิเมตร
และมีฝนตกประมาณ 159 วัน เดือนที่มีฝนตกมากท่ีสุดคือเดือนพฤศจิกายน มีปริมาณฝนเฉล่ีย ประมาณ
582.6 มิลลิเมตร (กรมอตุ ุนยิ มวิทยา,2549)
3.2.2 ควำมชน้ื สัมพทั ธ์
ความชื้นสัมพัทธ์สัมพันธ์กับมวลอากาศและอิทธิพลของลมมรสุมเป็นสาคัญ ตลอดท้ังปี
ของจังหวัดสงขลาจะมีความช้ืนสัมพัทธ์อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฤดู คือ
มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มรสุมทั้งสองน้ีก่อนท่ีจะพัดเข้าสู่บริเวณจังหวัดได้
พัดผ่านทะเลและมหาสมุทรจึงพาเอาไอน้าและความชุ่มช้ืนมาด้วย ทาให้มีความช้ืนสัมพัทธ์สูง ความช้ืน
สัมพัทธ์เฉล่ียตลอดปีประมาณร้อยละ 79 โดยมีความช้ืนสัมพัทธ์สูงสุดเฉล่ียร้อยละ 92 ความช้ืนสัมพัทธ์
ต่าสุดเฉลี่ยร้อยละ 66 เคยตรวจความชื้นสัมพัทธ์ต่าท่ีสุดได้ร้อยละ 36 ในเดือนมีนาคมและเมษายน
(กรมอุตนุ ยิ มวิทยา,2549)
จานวนเมฆ ตลอดทั้งปีจะมีจานวนเมฆเฉล่ียประมาณ 6 ส่วนของจานวนเมฆ 8 ส่วนใน
ท้องฟ้า ในฤดูร้อนจะมีเมฆเฉลี่ยประมาณ 5 ส่วน โดยฤดูฝนจะมีเมฆเฉล่ียประมาณ 7 ส่วน
(กรมอุตนุ ยิ มวิทยา, 2549)
หมอก ฟ้าหลัว และทัศนวิสัย โดยเฉล่ียแล้วจังหวัดสงขลามีโอกาสเกิดหมอกได้น้อยมาก
ประมาณเดือนละ 1 ถึง 2 วัน วันท่ีเกิดหมอกทัศนวิสัยจะเลวเห็นได้ไกลไม่เกิน 1 กิโลเมตร ส่วนฟ้าหลัว
เกิดขึ้นทุกเดือนตลอดปี ในเดือนหนึ่ง ๆ จะมีฟ้าหลัวเกิดได้ประมาณ 2 ถึง 12 วัน เดือนท่ีมีโอกาสเกิดได้
มากท่ีสุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน วันท่ีมีฟ้าหลัวทัศนวิสัยจะเห็นได้ไกลประมาณ 7 กิโลเมตร
ทัศนวิสัยเฉลี่ยเวลา 07.00 น. จะเห็นได้ไกลประมาณ 11 กิโลเมตร และเฉล่ียตลอดวันประมาณ
13 กิโลเมตร (กรมอุตนุ ิยมวทิ ยา, 2549)
3.3 อทุ กศำสตรช์ ำยฝ่ังทะเล
อุทกศาสตร์ชายฝั่งทะเลหรือกระบวนการชายฝั่ง (Coastal processes) เกิดจากปัจจัย
หลักสาคัญหลายๆ ด้าน ส่งผลให้เกิดท่ีมีการเกิดและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยอิทธิพลหลัก ได้แก่
กระบวนการของลม คล่ืน กระแสน้า และน้าข้ึนน้าลง โดยจะมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และส่งผล
ใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดลอ้ มชายฝั่งทะเลของไทย
3.3.1 ลมมรสมุ (Monsoonal wind)
พ้ืนท่ีชายฝั่งทะเลของจังหวัดสงขลามีลมมรสุมหลัก 2 มรสุม ได้แก่ มรสุมตะวันออก
เฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (รูปที่ 11) โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซ่ึงจะทาให้เกิดคล่ืนลมแรงและฝนตก ส่วนลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใต้จะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งจะพัดพาความชุ่มชื้นจาก
อา่ วไทยเข้าฝั่งทาให้ฝนตก คล่ืนลมแรงบริเวณชายฝ่ังอ่าวไทยตอนบนและฝั่งตะวันออก และช่วงลมมรสุม
เปลย่ี นทศิ ในช่วงเดอื นมนี าคมและเมษายนคลนื่ ลมในอา่ วไทยจะคอ่ นข้างสงบ
ระบบหมุนเวียนของลมในจังหวัดสงขลา ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนจะเป็นลม
ทศิ ตะวนั ออก ความเร็วลมเฉล่ยี ประมาณ 13 ถงึ 22 กิโลเมตรตอ่ ชัว่ โมง เดือนพฤษภาคมและสิงหาคมเป็น
-15-
ลมทิศตะวันตก ความเร็วลมเฉลี่ย 9 ถึง 11 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดือนมิถุนายน กรกฎาคม กันยายน และ
ตลุ าคม เป็นลมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็วลมเฉล่ีย 9 ถึง 11 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง กาลังลมสูงท่ีสุดในแต่
ละฤดูมีดังน้ี ฤดูร้อนเคยตรวจลมสูงที่สุดได้ 124 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง เป็นลมทิศตะวันออกในเดือนมีนาคม
ฤดูฝนเคยตรวจลมสูงที่สุดได้ 141 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง เป็นลมทิศตะวันออกในเดือนพฤศจิกายน
(กรมอุตุนยิ มวทิ ยา,2549)
รปู ที่ 11 ทิศทำงกำรเคล่ือนทข่ี องลมมรสุมในประเทศไทย
ที่มำ: http://www.dmcr.go.th/marinecenter/coastalzone-lesson5.php
-16-
3.3.2 คลนื่ (Waves)
คลื่นท่ีเกิดข้ึนในชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลา เกิดตามช่วงมรสุม โดยมรสุม
ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ จ ะ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ลื่ น ข น า ด ใ ห ญ่ ก ว่ า ป ก ติ ใ น บ ริ เ ว ณ อ่ า ว ไ ท ย ด้ า น ต ะ วั น ต ก
ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา เป็นต้น โดยปกติคลื่นในอ่าวไทย
จะมีขนาดเล็กความสูงประมาณ 1 ถึง 2 เมตร ส่วนคลื่นที่มีผลกระทบต่อชายฝ่ังจะต้องพิจารณาถึงคาบ
ของคล่ืน (Wave period) ด้วย เช่น คล่ืนขนาดเล็กที่มีคาบของคลื่นยาวจะก่อให้เกิดผลกระทบมากกว่า
คล่นื ขนาดใหญแ่ ตค่ าบคลืน่ สั้น
3.3.3 พำยุหมนุ เขตร้อน (Tropical cyclones)
ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุทางฝ่ังทะเลอ่าวไทยเป็นหลัก โดยพายุจะเกิด
ข้ึนในทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 26 ถึง 27 องศาเซลเซียส และมีปริมาณไอน้าสูง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะ
เคลื่อนตัวตามกระแสลม ส่วนมากจะเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก และเคลื่อนจากบริเวณ
ละติจูดต่าไปสู่ละติจูดสูง ก่อนที่จะเวียนโค้งกลับมาทางทิศตะวันออก โดยพายุท่ีเกิดข้ึนจะพิจารณาความ
รนุ แรงตามความเรว็ ของลมสูงสดุ แบ่งไดเ้ ป็น
พำยุดีเปรสชั่น (Tropical depression) ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง น้อย
กว่า 63 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง (34 นอต) พายุนี้มีความรุนแรงน้อยที่สุด
พำยุโซนร้อน (Tropical storm) ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางอยู่ระหว่าง
63 ถึง118 กิโลเมตรต่อช่ัวโมงหรือ (34 - 64 นอต)
ไต้ฝุ่น (Typhoon) ความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ต้ังแต่ 118 กิโลเมตรต่อ
ช่ัวโมง (64 นอต) ขึ้นไป เป็นพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุด
พายหุ มนุ เขตร้อนทผ่ี า่ นบรเิ วณภาคใตแ้ ละทาความกระทบกระเทือนให้กับจังหวัดสงขลา
ส่วนมากเป็นพายุดีเปรสช่ันที่มีกาลังอ่อน เน่ืองจากความเร็วลมอ่อนกาลังลงก่อนท่ีจะเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่ง
ทะเล ส่วนมากพายุจะก่อตัวในทะเลจีนใต้และมีส่วนน้อยที่ก่อตัวมหาสมุทรแปซิฟิก และมีโอกาสผ่าน
บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยไปยังอา่ วเบงกอลประมาณเดือนตลุ าคมถึงธันวาคม พายุดีเปรสชั่นและพายุ
โซนร้อนท่เี คล่ือนตัวเข้าสู่บริเวณภาคใต้เกือบทุกครั้งจะทาความกระทบกระเทือนให้แก่จังหวัดสงขลาด้วย
ทาให้มฝี นตกหนกั ทะเลมคี ลนื่ ลมแรง และเกิดนา้ ท่วมฉับพลนั ขนึ้
3.3.4 นำ้ ขึ้นน้ำลง (Tides)
น้าขน้ึ นา้ ลงเป็นการเปลยี่ นแปลงระดบั ของผวิ นา้ ทะเลในแนวตั้ง โดยมคี วามแตกต่างกัน
ไปตามลักษณะภูมิประเทศ ภายใตแ้ รงดงึ ดูดของดวงจนั ทร์และดวงอาทติ ย์ ซ่ึงอาจแตกต่างกนั ในแตล่ ะ
พ้ืนท่ี สามารถแบ่งได้ 3 ชนิด (รูปที่ 12) ดังนี้
1) นำ้ เดยี่ ว (Diurnal) นา้ ข้นึ 1 คร้ัง และนา้ ลง 1 คร้ังต่อวัน พบทางฝ่ังทะเลอา่ วไทย
2) น้ำคู่ (Semidiurnal) น้าขึ้น 2 ครงั้ และน้าลง 2 ครัง้ ตอ่ วนั มักพบฝ่งั ทะเลอนั ดามัน
3) นำ้ ผสม (Mixed) นา้ ข้ึนนา้ ลงในหนึ่งวันอยา่ งไมเ่ ป็นระบบ แบง่ ออก 2 ชนิดย่อยคือ
น้ำผสมชนิดน้ำคู่ (Mixed, Semidiurnal dominated) เป็นลักษณะที่น้า
ขึน้ 2 คร้ัง และน้าลง 2 ครั้ง ตอ่ วนั เปน็ สว่ นมาก แตค่ วามสูงกับเวลานา้ ขึ้นแตกต่างกนั
-17-
น้ำผสมชนิดน้ำเดี่ยว (Mixed, Diurnal dominant) เป็นลักษณะของน้าขึ้น
1 ครั้ง และน้าลง 1 คร้ังต่อวัน เป็นส่วนมาก (มีบางขณะท่ีน้าขึ้น 2 ครั้ง น้าลง 2 คร้ังต่อวัน) ซึ่งความสูง
และเวลาน้าขนึ้ จะแตกต่างกันมาก
กระแสน้าข้นึ นา้ ลง (Tidal current) ในอ่าวไทย จะมคี วามสาคญั ตอ่ พ้ืนที่ชายฝั่งมากกว่า
ในบริเวณกลางอ่าว ในพื้นที่จังหวัดสงขลามีกระแสน้าข้ึนน้าลงเป็นชนิดน้าผสมชนิดน้าคู่ (รูปท่ี 13) คือ
เปน็ ลักษณะทน่ี ้าขึ้น 2 คร้งั และนา้ ลง 2 คร้ังต่อวนั เปน็ ส่วนมาก แต่ความสงู กับเวลานา้ ขน้ึ แตกตา่ งกัน
สาหรับค่าผลต่างระหว่างความสูงช่วงน้าขึ้นเต็มที่ เรียกว่า เรนจ์น้า (Tidal range)
คา่ ของเรจน์นา้ ในอา่ วไทย (รูปท่ี 14) จะเห็นว่าบริเวณอ่าวไทยตอนบนจะมีค่าของเรนจ์น้ามากที่สุด โดยมี
ค่าเฉล่ียประมาณ 1.5 เมตร แล้วจะลดน้อยลงมาทางใต้จนเหลือประมาณ 0.5 เมตร ในบริเวณภาคใต้ฝั่ง
ตะวันออก และลดลงจนถึง 0.4 เมตร บริเวณเขตแดนไทย – มาเลเซีย ส่วนบริเวณอ่าวไทยตะวันออก
เรจน์ของน้าเฉลีย่ จะอยูร่ ะหว่าง 1 – 0.8 เมตร (สิน สินสกลุ และคณะ, 2545 อ้างจาก อัปสรสุดา ศิริพงษ์
, 2528) ในบริเวณพื้นที่จังหวัดสงขลา มีค่าเรจน์น้า 0.31 เมตร ซึ่งทั้งชนิดและเรนจ์ของน้าข้ึนน้าลงจะมี
ผลตอ่ การสะสมตะกอน และทาให้เกดิ ลักษณะธรณสี ณั ฐานชายฝง่ั ที่แตกตา่ งกัน
ก ขค
รปู ที่ 12 รปู แบบของกำรเกิดน้ำขนึ้ -น้ำลง (ก) นำ้ คู่ (ข)นำ้ เดี่ยว และ (ค)น้ำผสม
ทม่ี ำ: http://www.agri.kmitl.ac.th/elearning/courseware/aquatic/5_tidal_patterns.html
-18-
รูปที่ 13 ชนิดของน้ำขน้ึ - น้ำลงในอ่ำวไทย (กรมทรัพยำกรธรณ,ี 2545)
-19-
รปู ที่ 14 คำ่ ของเรจนน์ ้ำ (เมตร) (กรมทรพั ยำกรธรณี, 2545)
-20-
3.4 โครงสร้ำงป้องกันกำรกัดเซำะชำยฝัง่
อาเภอเมืองและสิงหนคร มีแหล่งหาดทรายสีขาวสวยงามหลายพ้ืนท่ี เช่น หาดสมิหลา
และหาดชลาทัศน์ หาดดังกล่าวจัดเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีสาคัญของจังหวัด แต่ในปัจจุบันหาดดังกล่าวถูก
กัดเซาะเข้ามาในแผ่นดินมากขึ้น นอกจากจะสร้างความเสียให้กับพ้ืนที่แล้ว ทัศนียภาพท่ีสวยงามก็ถูก
ทาลายลงไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จึงได้มีแนวทางในการจัดทา
โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝ่ังข้ึนหลายประเภท แต่ปัญหาการกัดเซาะก็ยังคงมีอยู่ เนื่องจากทะเล
อ่าวไทยเป็นพ้ืนท่ีเปิด อีกท้ังยังมีปัจจัยอื่นๆที่ควบคุมสมดุลสภาพพ้ืนที่ (ทั้งจากโดยธรรมชาติและจาก
มนษุ ยส์ รา้ งข้ึน) จึงทาให้โครงสร้างปอ้ งกนั ชายฝ่งั ท่ีสร้างข้นึ ไมไ่ ดผ้ ลเท่าท่ีควร ในบางพื้นที่ได้ผลดี สามารถ
ปอ้ งกนั การกัดเซาะของพื้นที่ได้ แต่เมื่อมองในภาพรวมก็จะพบว่า ปัญหาการกัดเซาะดังกล่าวไม่ได้หายไป
เพียงแต่เปลี่ยนพื้นท่ีไปกัดเซาะในพ้ืนท่ีข้างเคียงแทน กระบวนการดังกล่าวเป็นการปรับสมดุลตาม
ธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลีย่ นแปลงสภาพพืน้ ท่นี ั่นเอง
โครงสร้างป้องกันชายฝ่ังมี 2 ประเภท คือโครงสร้างป้องกันชายฝ่ังแบบแข็ง และ
โครงสร้างปอ้ งกนั ชายฝ่ังแบบออ่ น โครงสร้างแต่ละชนิดจะมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับ
วตั ถุประสงค์ของงานและสภาพพ้ืนที่ โครงสรา้ งทีพ่ บในพ้ืนท่ศี ึกษาดงั รปู ท่ี 15
3.4.1 โครงสร้ำงป้องกนั ชำยฝ่งั แบบแข็ง (Hard solutions)
3.4.1.1 กำแพงกันคล่ืนริมชำยหำด (Sea wall) เป็นการสร้างกาแพงขนาน
ประชิดติดกับชายฝ่ัง วัตถุประสงค์คือรับแรงปะทะของคลื่นท่ีจะเกิดกับชายฝ่ัง เพื่อรักษาเสถียรภาพของ
แนวชายฝ่ังหรือป้องกันสิ่งปลูกสร้างท่ีอยู่ด้านหลัง กาแพงกันคลื่นท่ีนามาใช้ในพื้นที่ศึกษา ได้แก่ กาแพง
กนั คลื่นแบบถุงทราย (Sand bag) กาแพงกันคล่ืนแบบใช้กล่องตาข่ายบรรจุหิน (Gabion) และกาแพงกัน
คล่นื แบบใช้หิน (Rock revetment)
3.4.1.2 เขือ่ นกนั ทรำยและคล่นื (Jetty) แนวคอนกรีตเป็นแกนโครงสร้างและ
มีหินวางเรียงไปตามแนวคอนกรีตซึ่งต้ังฉากกับแนวชายฝ่ังเข้าไปในทะเล โครงสร้างดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณ
ปากร่องน้า วัตถุประสงค์เพ่ือลดการสะสมของตะกอนท่ีพัดพามากับคล่ืนขนานชายฝ่ัง (long shore
current) ปดิ ร่องนา้ ทาให้ท้องน้ามีการต้นื เขนิ
3.4.2 โครงสร้ำงป้องกันชำยฝ่ังแบบออ่ น (Soft solutions)
โครงสร้างป้องกันแบบอ่อนท่ีพบในพ้ืนท่ี ได้แก่ การเสริมทรายชายหาด (Beach
nourishment) เปน็ การนาทรายจากพ้นื ที่อ่ืนมาเติมหรือเสรมิ ชายหาดให้อีกพ้ืนที่หนึ่งซึ่งถูกกัดเซาะพัดพา
ไป โครงสร้างประเภทน้ีต้องดาเนินการหลายคร้ัง โดยต้องมีการออกแบบการเติมให้เหมาะสมสอดคล้อง
กับธรรมชาติของพนื้ ท่ใี ห้มากท่สี ดุ
-21-
รปู ที่ 15 โครงสร้ำงป้องกนั ชำยฝั่งท่พี บในพ้นื ที่ศกึ ษำ
-22-
โครงสร้างป้องกันชายฝั่งในพ้ืนที่ศึกษาพบในหลายพ้ืนที่ ได้แก่ หาดชลาทัศน์ หาดทราย
แกว้ และหาดสมหิ ลา โดยมีรปู แบบแตง่ ต่างกนั ไป ดงั นี้
พ้ืนท่ีหำดชลำทัศน-์ บำ้ นเกำ้ เส้ง อำเภอเมอื งสงขลำ
ชายหาดชลาทัศน์-บ้านเก้าเส้ง เป็นพื้นท่ีท่ีมีการกัดเซาะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (พฤศจิกายน-มกราคม) จะมีคล่ืนลมแรงซัดกระหน่าชายหาดอยู่
ตลอดเวลา ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางชายฝั่งอย่างชัดเจน เน่ืองด้วยชายหาดแห่งน้ีเป็นแหล่ง
ท่องเท่ียวที่สาคัญ จึงมีการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ด้วยการสร้างแนวโครงสร้างป้องกันชายหาด
ซ่ึงในการศึกษาและสารวจคร้ังนี้ พบว่ามีแนวโครงสร้างป้องกันชายฝั่งอยู่หลายชนิด ประกอบด้วย
กาแพงกนั คลนื่ แบบถุงทราย, การเสรมิ ทรายชายหาด, กาแพงกนั คล่นื แบบใช้ก้อนหนิ , กาแพงกันคลื่นแบบ
กล่องตาขา่ ยบรรจหุ นิ มรี ะยะทางโดยรวมประมาณ 3 กิโลเมตร
1) กำแพงกันคล่นื แบบถุงทรำย (Sand bag)
ลักษณะของโครงสร้างประกอบด้วย ถุงใยสังเคราะห์ ขนาดโดยประมาณกว้าง
1.10เมตร ยาว 1.20 เมตร บรรจุวัสดุ เช่น ดินหรือทราย นามาวางเรียงซ้อนทับกันหลายช้ันเป็นแนว
กาแพง (รปู ท่ี 16) ความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร
รูปท่ี 16 โครงสร้ำงกำแพงกันคลื่นแบบถงุ ทรำย บรเิ วณหำดชลำทัศน์ อำเภอเมือง
-23-
2) กำรเสริมทรำยชำยหำด (Beach nourishment)
การเสริมทรายชายหาดในพื้นท่ีหาดชลาทัศน์แห่งนี้ เป็นการนาทรายท่ีได้จาก
การดูดทรายในทะเลบรเิ วณใกล้เคียง เพ่อื นามาถมบริเวณรมิ ชายหาด ซึ่งถูกกัดเซาะไปเม่ือฤดูมรสุม ความ
ยาวโครงสร้างประมาณ 400 เมตร (รูปที่ 17)
รปู ท่ี 17 สภำพแนวชำยหำดทม่ี กี ำรเติมทรำยเสริมชำยหำด บรเิ วณหำดชลำทัศน์ อำเภอเมอื ง
3) กำแพงกันคลื่นแบบหินท้ิง (Rock revetment)
ลักษณะของแนวโครงสร้าง เป็นการนาก้อนหินท่ีได้จากแหล่งใกล้เคียง นามาปู
เรียงตามแนวริมชายหาด หินที่นามาใช้ในการทาโครงสร้างน้ี ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต จุดประสงค์เพ่ือ
ป้องกันการกัดเซาะชายหาดจากคลืน่ ลมในฤดมู รสุม เป็นแนวยาวประมาณ 400 เมตร (รปู ท่ี 18)
รูปท่ี 18 โครงสร้ำงกำแพงกนั คลน่ื แบบหินทิง้ บริเวณหำดชลำทัศน์ อำเภอเมือง
-24-
4) กำแพงกนั คล่นื แบบกลอ่ งตำขำ่ ยบรรจุหนิ (Gabion)
โครงสร้างมีลักษณะเป็นลวดตาข่ายรูปทรงส่ีเหล่ียมผืนผ้า ภายในบรรจุก้อนหิน
ขนาดใกล้เคียงกัน (รูปที่ 19) นามาวางเป็นแนวยาวบริเวณริมชายหาดขนานกับถนนเรียบชายหาด เป็น
แนวยาวประมาณ 350 เมตร จากการสารวจพบว่า โครงสร้างดังกล่าวพังเสียหายไปหลายสิบเมตรในช่วง
มรสุมที่ผา่ นมา
รปู ที่ 19 โครงสรำ้ งกำแพงกันคลื่นแบบใช้กลอ่ งตำขำ่ ยบรรจุหนิ อำเภอเมอื ง
พื้นทีป่ ำกรอ่ งน้ำทะเลสำบสงขลำ (สวนสองทะเล - บ้ำนหำดแกว้ )
พ้ืนทปี่ ากร่องน้าทะเลสาบสงขลา มกี ารสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝ่ัง คือ เข่ือนกันทราย
และคล่ืน (Jetty) จุดประสงค์ในการสร้าง เพื่อลดการสะสมตัวของตะกอนบริเวณปากร่องน้า ซึ่งเป็น
บรเิ วณทีม่ ีการเดนิ เรอื เขา้ ออกบ่อยครัง้ แนวโครงสร้างยาว ประมาณ 560 เมตร (รปู ท่ี 20)
กข
รูปท่ี 20 (ก) โครงสร้ำงเข่ือนกันทรำยและคลื่น บริเวณสวนสองทะเล อำเภอเมือง
(ข) ภำพถำ่ ยดำวเทยี มแสดงโครงสรำ้ งเขื่อนกนั ทรำยและคลน่ื (ท่ีมำ : Google earth)
-25-
บำ้ นหำดทรำยแก้ว-บำ้ นหวั สนออ่ น อำเภอสิงหนคร
พื้นที่บ้านหาดทรายแก้ว ตาบลหัวเขา และบ้านหัวสนอ่อน ตาบลชิงโค อาเภอสิงหนคร
เป็นอีกหนง่ึ พื้นที่ ทีม่ ีการเปลย่ี นแปลงทางชายฝ่ังอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะชายหาดบางช่วงถูกคล่ืนทะเล
กัดเซาะอย่างรุนแรง ในช่วงฤดูมรสุมที่มีคลื่นลมแรง โดยวิธีการที่ถูกนามาใช้เพื่อป้องกันการกัดเซาะ คือ
การสร้างกาแพงกันคล่ืนแบบใช้ก้อนหินและแท่งคอนกรีต (Rocks and concrete revetment) ลักษณะ
ของโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะ ประกอบด้วย ท่อคอนกรีตและแท่งคอนกรีต ท่ีถูกนามาวางเรียงเป็น
แนวกาแพงในบริเวณที่มีการกัดเซาะรุนแรง (รูปที่ 21) ความยาวของแนวโครงสร้าง ประมาณ 250 เมตร
สว่ นอกี หน่งึ บรเิ วณ คือ หาดทรายแกว้ ซงึ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น ใช้ก้อนหิน นามาเรียงไว้ริมชายหาดเป็น
ลักษณะของกาแพง (รูปที่ 21) เพ่ือกันคลื่นกัดเซาะในฤดูมรสุม ความยาวแนวโครงสร้างประมาณ 100
เมตร จากการสารวจพบว่าโครงสร้างดังกล่าวถูกคลื่นซัดทาลายเสียหายและเกิดการกัดเซาะของพื้นที่
เพมิ่ ขน้ึ จากเดิมเป็นบรเิ วณกวา้ ง
รูปท่ี 21 โครงสรำ้ งกำแพงกันคลืน่ แบบแท่งคอนกรตี และกอ้ นหิน บรเิ วณหำดทรำยแก้ว
ตำบลหัวเขำ และบำ้ นหัวสนอ่อน ตำบลชงิ โค อำเภอสงิ หนคร
-26-
พื้นทต่ี ำบลม่วงงำม อำเภอสงิ หนคร
พื้นที่บ้านม่วงงาม ตาบลม่วงงาม อาเภอสิงหนคร มีการวางแนวกาแพงกันคล่ืนแบบกล่อง
ตาข่ายบรรจุหิน (Gabion) อยู่บริเวณริมชายหาด (รูปท่ี 22) มีลักษณะเป็นลวดตาข่าย ภายในบรรจุก้อนหิน
ความยาวโครงสรา้ งประมาณ 900 เมตร
รปู ท่ี 22 โครงสร้ำงกำแพงกนั คลนื่ แบบกล่องตำขำ่ ยบรรจุหิน บริเวณตำบลม่วงงำม อำเภอสงิ หนคร
4. วิธีการศึกษา
การศึกษาการเปล่ียนแปลงชายฝ่ังทะเลในพื้นท่ีอาเภอเมืองและอาเภอสิงหนคร จังหวัด
สงขลาในคร้ังนี้ ได้ดาเนินการสารวจศึกษาใน 3 หัวข้อ คือ สถานภาพการเปล่ียนแปลงชายฝั่งทะเล
ธรณสี ัณฐานชายฝ่ังทะเล และธรณีวทิ ยากายภาพพ้ืนทะเล โดยมีรายละเอียด ดงั น้ี
4.1 สถานภาพการเปลยี่ นแปลงชายฝง่ั ทะเล
การศึกษาสถานภาพการเปลย่ี นแปลงชายฝัง่ ในพื้นท่ศี กึ ษา ดาเนนิ การใน 2 ลักษณะคอื
1) วิเคราะห์เปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงชายฝั่งทะเล จากภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี
ปี พ.ศ.2545 กับข้อมลู สารวจชายฝั่งด้วยการรังวัดระบบพิกัดตาแหน่งแบบสัมพัทธ์ (Differential Global
Positioning System; DGPS) ปี พ.ศ. 2555 (แผนทกี่ ารเปล่ียนแปลงชายฝง่ั 1)
2) วิเคราะห์เปรยี บเทียบการเปลย่ี นแปลงชายฝ่ังทะเลจากข้อมูลสารวจระหว่างสองชว่ งฤดู คือ
ฤดมู รสมุ กบั หลงั ฤดมู รสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนือ (แผนทก่ี ารเปลยี่ นแปลงชายฝง่ั 2) รายละเอยี ดดงั รปู ที่ 23
รูปท่ี 23 ผังแสดงกระบวนการวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บการเปลยี่ นแปลงชายฝ่ัง
ในพืน้ ทีอ่ าเภอเมอื งและสงิ หสคร
-28-
4.1.1 การสารวจ
สารวจรังวัดด้วยดาวเทียมGPSแบบสัมพัทธ์ โดยใช้เครื่องมือ GPS ชนิดสองความถ่ี รุ่น
LEICA System 1200 ซ่ึงหลักการระบุตาแหน่งด้วยระบบ GPS อาศัยการวัดระยะทางจากเคร่ืองรับGPS
ไปยงั ดาวเทยี มGPSอยา่ งน้อย 4 ดวง เพอื่ นามาคานวณเป็นพิกัดบนพน้ื โลก การวัดระยะทางจากดาวเทียม
ถงึ เครอื่ งรับGPS อาศยั การจับเวลาท่คี ลน่ื เดนิ ทางระหวา่ งจดุ 2 จุด และเม่ือเรารคู้ วามเร็วคล่ืนท่ีเดินทาง ก็
สามารถคานวณเป็นระยะทางได้ ซง่ึ การจบั เวลาการเดินทางของคล่ืนมีกระบวนการคือ ดาวเทียมจะปล่อย
สัญญาณ Pseudo Random Code ในขณะเดียวกันเครื่องรับก็จะคานวณสัญญาณเดียวกันนี้ข้ึนมาใน
ขณะเดยี วกัน เมือ่ เครือ่ งรบั GPSได้รบั Pseudo Random Code จากดาวเทยี มGPSจะทาการเปรียบเทียบ
ว่า Pseudo Random Code ที่ได้รับมีความแตกต่างจาก Pseudo Random Code ที่เคร่ืองรับสร้างขึ้น
ในแกนเวลามากน้อยแค่ไหน ค่าความแตกต่างท่ีได้ จะเป็นเวลาที่ใช้ในการเคล่ือนที่ของสัญญาณจาก
ดาวเทียมมาถึงเครื่องรับGPS เม่ือรู้ระยะเวลาท่ีแน่นอนจึงสามารถหาระยะห่างจากเครื่องรับGPSถึง
ดาวเทยี มได้ อยา่ งไรกต็ าม ในทางปฏิบตั ิการวัดเวลาจะมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง และเป็นตัวทาให้ผลลัพธ์ของ
ตาแหน่งผิดไปด้วย ซึ่งข้ึนกับปัจจัยหลายประการ อาทิ สภาพของชั้นบรรยากาศ สัญญาณท่ีได้รับอาจจะ
สะท้อนกับสิ่งก่อสร้างทาให้เกิดค่าความผิดพลาด (Multipath Error) เป็นต้น วิธีการหน่ึงในการลดค่า
ความผิดพลาด คือ การสารวจรังวัดแบบระบบพิกัดตาแหน่งแบบสัมพัทธ์ โดยจะใช้เครื่องรับGPSสอง
เครือ่ งในการทางาน เคร่ืองหน่ึงติดตั้งอยู่กับที่บนพ้ืนผิวโลกซึ่งทราบค่าตาแหน่งพิกัดท่ีแน่นอน และใช้เป็น
จดุ อ้างอิงหรือหมดุ ฐาน (Base Station) เคร่ืองรับGPSอีกเครื่องสามารถเคล่ือนย้ายตาแหน่งได้ ใช้สาหรับ
วัดตาแหนง่ บนจุดที่ต้องการทราบตาแหน่ง และเรยี กจดุ นว้ี า่ หมุดโรเวอร์ (Rover) เน่ืองจากดาวเทียมGPS
อยู่ไกลมากจากผิวโลกมาก ดังน้ันตาแหน่งที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยบนผิวโลกจึงไม่มีความสาคัญมากนักเมื่อ
เทียบกับระยะห่างของดาวเทียม หากเคร่ืองรับGPS สองตัวอยู่ห่างกันไม่มาก (2 - 300 กิโลเมตร)
สญั ญาณท่ีเคร่ืองรบั ทง้ั สองตวั ไดร้ ับในเวลาเดียวกันจะผ่านบรรยากาศโลกท่ีมีลักษณะเหมือนๆกันก็ควรจะ
มีคา่ ความคลาดเคลอื่ นท่ีเท่ากันด้วย การที่เรามีเครื่องรับGPSที่หมุดฐานซึ่งทราบตาแหน่งที่แน่นอน ทาให้
สามารถหาได้ว่าค่าที่คานวณจากสัญญาณดาวเทียม มีค่าความคลาดเคล่ือนจากความเป็นจริงมากน้อย
เพียงไร และสามารถใช้ในการปรับแก้ค่าตาแหน่งที่คานวณได้จากเครื่องที่หมุดโรเวอร์ให้ถูกต้องได้ การ
ระบุตาแหน่งแบบสัมพัทธ์ (Relative positioning หรือ Differential positioning) ด้วยระบบ DGPS จึง
ให้ค่าพิกัดที่ถูกต้องมากกว่าการระบุตาแหน่งแบบสัมบูรณ์ (Absolute positioning) ท่ีใช้เครื่องรับGPS
เพยี งเครอ่ื งเดยี ว
-29-
การสารวจภาคสนามแบ่งออกเป็น 2 ข้ันตอนคือ จัดทาหมุดหลักฐานพร้อมทั้งรังวัดพิกัด
ตาแหน่งเพือ่ การอา้ งอิง และการเดนิ สารวจแนวเส้นชายฝัง่ ดว้ ย ดงั นี้
4.1.1.1จัดทาและรงั วดั หมุดหลักฐานอ้างอิง
กรมทรพั ยากรธรณีได้สรา้ งหมดุ หลักฐานอ้างอิงข้ึนมาใหม่ในบริเวณพ้ืนที่ชายฝ่ัง
ทะเล อาเภอเมือง และอาเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา จานวน 6 หมุด และยังใช้หมุดกรมที่ดิน จานวน
2 หมุด และหมดุ กรมอุทกศาสตร์ จานวน 1 หมดุ ที่มีอยู่แล้วตามแนวชายฝ่ังทะเลให้เป็นหมุดอ้างอิง ซึ่งใน
การสารวจครัง้ นม้ี หี มุดอ้างองิ ทงั้ สิ้นจานวน 9 หมุด กาหนดให้แต่ละหมุดหลักฐานมีระยะห่างระหว่างหมุด
ประมาณ 3 - 5 กิโลเมตร และทาการรังวัดระบุตาแหน่งหมุดหลักฐานท่ีสร้างข้ึนใหม่ด้วยการสารวจรังวัด
ระบบพิกัดตาแหน่งแบบสัมพัทธ์ โดยต้ังเครื่องรับแบบสถิต (เครื่องรับ GPS ไม่มีการเคลื่อนท่ี) เครื่องรับ
GPS เครื่องหน่ึงจะติดตั้งไว้ท่ีหมุดหลักฐานของทางราชการซ่ึงทราบค่าพิกัดตาแหน่งที่แน่นอน เช่น กรม
แผนท่ีทหาร กรมที่ดิน และกรมอุทกศาสตร์ เพ่ือใช้เป็นหมุดฐาน ในขณะที่เครื่องรับ GPS อีกเครื่องหนึ่ง
จะติดต้ังไว้ที่หมุดหลักฐานท่ีสร้างข้ึนใหม่ ทาการบันทึกสัญญาณจากดาวเทียม GPS เป็นระยะเวลา
ประมาณ 45 - 90 นาที ตามระยะทาง (รูปที่ 24) หมุดหลักฐานท่ีสร้างขึ้นใหม่จะใช้เป็นหมุดฐานหรือเป็น
จุดอ้างองิ ในการสารวจแนวชายฝ่งั ทะเล ดังรปู ที่ 25 รายละเอยี ดดงั ภาคผนวก ก
รูปท่ี 24 (ก) ระบบการทางานของเคร่อื งมือ DGPS และ (ข) รงั วดั ค่าพกิ ดั ตาแหนง่ หมดุ หลักฐาน
อา้ งอิงของกรมทรัพยากรธรณใี นพนื้ ท่ีอาเภอสิงหนคร
-30-
รปู ที่ 25 ตาแหน่งหมดุ หลักฐานอ้างอิงในพ้นื ที่ศกึ ษา
-31-
4.1.1.2 สารวจแนวชายฝั่ง
การสารวจแนวชายฝ่งั ในพน้ื ทม่ี ี 2 วิธี คอื การสารวจแนวราบและสารวจแนวดง่ิ
1) สารวจแนวราบ
การสารวจในแนวราบเป็นการสารวจเพอ่ื หาแนวเส้นชายฝั่งทะเล (ค่า x และ y)
โดยทาการเดินสารวจขนานกับแนวชายฝ่ังตามชานหาด (Berm) แนวสันหาด (Beach ridge) หรือแนว
พืช/ต้นไม้ ท่ีปรากฏให้เห็นชัดเจน การสารวจด้วยวิธีน้ี จะติดต้ังเคร่ืองรับ GPS เคร่ืองหนึ่งไว้ที่หมุด
หลักฐานอ้างอิงที่ทราบพิกัดตาแหน่งโดยตั้งเคร่ืองรับแบบสถิต (Static) เคร่ืองรับ GPS ไม่มีการเคลื่อนท่ี
อกี เคร่ืองหนึง่ จะติดตั้งใส่เป้สะพายหลัง และต้ังเคร่ืองรับแบบจลน์ (Kinematic) ซ่ึงจะคานวณตาแหน่งใน
ขณะท่ีเคร่อื งรับ GPS เคล่ือนท่ี โดยต้งั เวลาให้เครื่องรับสัญญาณอัตโนมัติทุกๆ 3 วินาที และทาการบันทึก
ไว้ขณะท่ีเดินสารวจ การสารวจแนวชายฝ่ังคร้ังน้ีดาเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2555 (ลมมรสุม
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ) และเดอื นเมษายน 2556 (หลงั ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) ดงั รูปที่ 26
รปู ที่ 26 (ก) แนวพืชตามชายหาด เชน่ ผักบุ้งทะเล แนวตน้ สน และ (ข) แนวชานหาด
2) สารวจแนวดิ่ง
การสารวจในแนวดิ่งเป็นการสารวจเพื่อศึกษาลักษณะสัณฐานของพื้นท่ี
(ภาพตัดขวางของแนวหาด) วิธีน้ีจะทราบค่าพิกัดทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง (ค่า x y และ z) เส้นการเดิน
สารวจจะต้องต้ังฉากกบั แนวชายฝ่งั การศกึ ษาครั้งน้ี กาหนดระยะหา่ งระหวา่ งเส้นสารวจแต่ละเส้น คือ 50
เมตร และระยะห่างระหว่างจุดสารวจในแต่ละแนวเส้น คือ 5 เมตร การสารวจด้วยวิธีน้ี จะต้องติดต้ัง
เครื่องรับGPS เคร่ืองหนึ่งไว้ท่ีหมุดหลักฐานอ้างอิงที่ทราบพิกัดตาแหน่งโดยตั้งเครื่องรับแบบสถิตและ
อกี เครอื่ งหน่ึงจะติดต้ังใส่เป้สะพายหลัง และต้ังเครื่องรับแบบจลน์ ข้อมูลค่าพิกัดจะถูกบันทึกโดยผู้สารวจ
ดงั รปู ที่ 27
-32-
รปู ที่ 27 การเดินสารวจในแนวดิง่ เพ่ือศกึ ษาลกั ษณะสณั ฐานของพน้ื ที่
4.1.2 การวิเคราะห์ข้อมลู สถานภาพการเปล่ียนแปลงชายฝั่ง
4.1.2.1 วธิ ีการ
ในการวเิ คราะหส์ ถานภาพการเปล่ียนแปลงชายฝั่งนั้น ประกอบด้วยกระบวนการทางาน
2 ข้ันตอนคือ การประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม LEICA Geo Office Combined และวิเคราะห์
เปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงชายฝั่งด้วยโปรแกรม ArcView
1) การประมวลผลดว้ ยโปรแกรม LEICA Geo Office Combined
ประมวลผลข้อมลู จากการสารวจรงั วดั แนวชายฝง่ั ด้วยวิธี Post processing ซึ่ง
เป็นการปรับแก้หลังการรังวัด โดยใช้โปรแกรม LEICA Geo Office Combined ผลที่ได้จะเป็นค่าพิกัด
ตาแหน่งในแนวราบ ณ จดุ ต่างๆ (x และ y) ทเี่ ครื่องมอื ทาการบนั ทึกสัญญาณไว้ทุกๆ 3 วินาที ต่อเนื่องกัน
ไปตามแนวชายฝัง่
2) วิเคราะห์เปรยี บเทยี บการเปลย่ี นแปลงชายฝง่ั ด้วยโปรแกรม ArcView3.3
แปลงข้อมูลจุดต่างๆ ตามแนวชายฝ่ังทะเลให้เป็นเส้นแนวชายฝ่ังทะเล (รูปที่
28) ท่ีได้จาก หัวข้อ 4.1.2.2 โดยอาศัยเครื่องมือช่วย (Extension tool) ช่ือ Xtool ของโปรแกรม
ArcView 3.3 (รูปท่ี 28) จากน้ันทาการซอ้ นทับขอ้ มลู ท้ัง 2 ช่วง (Overlay) แล้วคานวณหาระยะทางที่เกิด
การเปลี่ยนแปลงไประหว่างเส้นแนวชายฝั่งทะเลท้ังสอง โดยอาศัยเคร่ืองมือช่วยของโปรแกรม ArcView
3.3 ท่ีชอ่ื Digital Shoreline Analysis System version 2.2 (DSAS)
หลักการวิเคราะห์ข้อมูลของฟังก์ชัน DSAS โปรแกรมจะสร้างเส้นต้ังฉาก
ออกไปจากเสน้ ฐานท่กี าหนดไว้ ไปตัดกบั เส้นแนวชายฝั่งที่ต้องการเปรียบเทียบท้ังสองเส้น เส้นฐานที่สร้าง
ขึ้นสว่ นใหญ่จะสรา้ งขนานกับเส้นแนวชายฝ่ังเดิม (ในการศึกษาคร้ังน้ีจึงสร้างเส้นฐานให้ขนานกับเส้นแนว
ชายฝ่ังในปี พ.ศ. 2545 และปี พ.ศ. 2555) ณ จุดที่เส้นต้ังฉากตัดกับเส้นแนวชายฝั่งทั้งสองจะมีค่าพิกัด
ตาแหน่งกากับอยู่ โปรแกรมจึงสามารถคานวณระยะทางระหว่างพิกัดตาแหน่งทั้งสองได้ ซึ่งก็คือ ระยะ
ตามแนวต้ังฉากกับชายฝ่ังหรือระยะทางท่ีเกิดการเปลี่ยนแปลง ไประหว่างเส้นแนวชายฝั่งทะเลทั้งสอง
-33-
เนื่องจากการกัดเซาะหรือมีการสะสมตัวของชายฝั่ง โดยการศึกษาคร้ังนี้กาหนดให้โปรแกรมสร้างเส้นตั้ง
ฉากทุกๆ ระยะทาง 2 เมตร (รปู ที่ 29)
ก ข
รปู ที่ 28 (ก) ขอ้ มลู จุดพกิ ดั (X และY) ที่ไดจ้ ากการสารวจ และ
(ข) แนวเสน้ ชายฝัง่ ทะเลท่ีไดจ้ ากการแปลงค่าจดุ พิกัด
เสน้ แนวชายฝั่ง ปี พ.ศ. 2555
เส้นแนวชายฝงั่ ปี พ.ศ. 2555
ระยะทางตามแนวชายฝัง่ ทีเ่ ปล่ยี นแปลง
พน้ื ทที่ เ่ี กิดการเปลีย่ นแปลง
รปู ท่ี 29 ตัวอยา่ งการเปรยี บเทยี บเส้นแนวชายฝัง่ โดยใช้เทคนิคการซอ้ นทับข้อมูล
-34-
หลักการคานวณอัตราการเปลี่ยนแปลงชายฝ่ัง คานวณโดยหาระยะทางการ
เปล่ียนแปลงเฉล่ยี ระหว่างชว่ งเวลาทต่ี อ้ งการเปรียบเทยี บ หรือระยะทางท่ีตั้งฉากกับชายฝั่งที่เปล่ียนแปลง
โดยเฉล่ีย และนามาคานวณหาอัตราการเปล่ียนแปลงชายฝ่ังทะเลต่อปี ดังสมการที่ 1 และ 2 จากน้ันทา
การจาแนกสถานภาพชายฝง่ั ตามแนวทางการศกึ ษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลของ สนิ สินสกุล และ
คณะ (2545) ดังตารางท่ี 1
ระยะทางท่ีตง้ั ฉากกับชายฝงั่ = พน้ื ท่ที เี่ กิดการเปลี่ยนแปลง (ตารางเมตร) … (1)
ทเ่ี ปลย่ี นแปลงโดยเฉลีย่ (เมตร) ระยะทางตามแนวชายฝงั่ ทเ่ี ปล่ยี นแปลง (เมตร)
อตั ราการเปล่ียนแปลงชายฝ่ัง (เมตร/ปี) = ระยะทางท่ีตงั้ ฉากกบั ชายฝั่ง (เมตร) … (2)
ระยะเวลาท่ที ่ีเกดิ การเปล่ียนแปลง (ปี)
ตารางที่ 1 การจาแนกลักษณะการเปลีย่ นแปลงชายฝั่งทะเล
ลักษณะการเปลี่ยนแปลง อัตราการเปล่ียนแปลง คาอธิบาย
ชายฝ่ังทะเล (เมตรต่อปี)
กดั เซาะรนุ แรง เกิดการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี ชายฝงั่ มพี นื้ ทห่ี ดหายไป ชายทะเล
(Severe erosion coast) เปลี่ยนแนว หรอื เกิดการถอยร่นเขา้ ไป
ในแผ่นดนิ โดยมอี ตั ราการกดั เซาะ
มากกวา่ 5 เมตรตอ่ ปี
กัดเซาะปานกลาง เกิดการกดั เซาะ 1 - 5 เมตรต่อปี พ้นื ท่ชี ายฝ่งั ทมี่ ีอตั ราการกดั เซาะ
(Moderate erosion coast) 1-5 เมตรต่อปี
สะสมตวั เกิดการสะสมตัวมากกวา่ 1 เมตรต่อปี ชายฝ่งั มีการสะสมตัวเพมิ่ ขน้ึ ของ
(Depositional coast) ตะกอนในพ้ืนท่ี ทาให้ชายฝั่งพอกพูน
สูงข้นึ หรอื มีพ้ืนที่งอกยาวออกไปใน
ทะเล
คงสภาพ เกดิ การเปลีย่ นแปลง ± 1 เมตรตอ่ ปี ชายฝง่ั ทะเลมีการปรับสมดุลได้ตาม
(Stable coast) ธรรมชาติ ในรอบปีชายหาดมีการกัด
เซาะในฤดูกาลหน่งึ แลว้ มีการสะสมตวั
ในอกี ฤดกู าล โดยมีอตั ราการกัดเซาะ
และสะสมตวั ท่ีเทา่ กันหรือเกือบเท่ากัน
-35-
4.1.2.2 แนวทางการวเิ คราะห์สถานภาพชายฝง่ั ทะเล
การประเมินสถานภาพการเปล่ียนแปลงชายฝั่งทะเล ดาเนินการวิเคราะห์พ้ืนท่ี
ในสองลักษณะ คือ
1) สถานภาพการเปลีย่ นแปลงชายฝ่งั ในชว่ ง 10 ปี
ข้อมลู ท่ีนามาวิเคราะห์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ข้อมูลเส้นแนวชายฝ่ังทะเลที่ได้
จากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี ปี พ.ศ. 2545 มาตราส่วน 1: 25,000 (ใช้แนวพืช
พรรณเปน็ เกณฑใ์ นการแปล) ข้อมูลนใี้ ชเ้ ป็นตัวแทนเสน้ ชายฝั่งทะเลในอดีต และข้อมูลแนวเส้นชายฝั่งที่ได้
จากการสารวจในสนามดว้ ยเคร่ืองมือ DGPS ในแนวราบข้อมูลนี้ใช้เป็นตัวแทนเส้นชายฝ่ังทะเลในปัจจุบัน
จากนั้นนาข้อมูลท้ังสองช่วงมาเปรียบเทียบ เพื่อหาสถานภาพการเปล่ียนแปลงชายฝ่ังทะเล ตามหัวข้อ
4.1.2.1 พร้อมท้ังจาแนกสถานภาพในพ้ืนท่ีศึกษา ได้แก่ พื้นท่ีกัดเซาะ พื้นที่สะสม และพื้นท่ีคงสภาพ
ตามเกณฑ์ดงั ตารางที่ 1
2) สถานภาพการเปลยี่ นแปลงชายฝ่ังระหวา่ งช่วงฤดู
ข้อมูลที่นามาวิเคราะห์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ข้อมูลเส้นแนวชายฝั่งทะเลท่ีได้
จากการสารวจรังวัดด้วยเครื่องมือ DGPS ในแนวราบ ทั้ง 2 ช่วงฤดู คือ ฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
(พฤศจกิ ายน) และหลังฤดมู รสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนอื (มนี าคม) จากนั้นนาข้อมูลท้ังสองช่วงมาเปรียบเทียบ
เพือ่ หาสถานภาพการเปลีย่ นแปลงชายฝงั่ ทะเล ตามหัวขอ้ 4.1.2.1 พร้อมท้ังจาแนกสถานภาพในพื้นที่ศึกษา
ได้แก่ พ้นื ท่ีกดั เซาะ พ้ืนท่ีสะสม และพนื้ ท่คี งสภาพ ตามเกณฑด์ งั ตารางที่ 1
-36-
4.2 ธรณีสณั ฐานชายฝง่ั ทะเล
การศึกษาธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเลในพื้นที่ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การเจาะสารวจ
ชายฝงั่ ระดับตืน้ และเกบ็ ตะกอนชายทะเลระดับผวิ ดิน
4.2.1 เจาะสารวจชายฝ่ังระดับต้ืน
เพอ่ื ศึกษาสภาพแวดล้อมการสะสมตัวในอดีต และคุณลักษณะของตะกอนในพ้ืนท่ีศึกษา
ด้วยเครื่องเจาะควอเทอร์นารีแบบมือหมุน (Hand auger) ท่ีระดับความลึกต้ังแต่ 3 - 7 เมตร ให้
ครอบคลมุ ทุกหนว่ ยธรณสี ณั ฐานชายฝงั่ ทะเล (สนิ สินสกุล และคณะ, 2544) โดยทาการเจาะสารวจท้ังสิ้น
54 หลุมเจาะ ครอบคลุมธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเล จานวนทั้งส้ิน 4 หน่วย ได้แก่ หาดทรายปัจจุบัน (4
หลุม) หาดทรายเดิม (13 หลมุ ) ท่รี าบน้าขึน้ ถงึ เดิม (30 หลมุ ) และลากนู ปจั จบุ ัน (7 หลุม) (รูปที่ 30)
กข
ค
รปู ท่ี 30 (ก) และ (ข) การเจาะสารวจตะกอนชายฝั่งระดับต้ืนในพ้ืนทศ่ี กึ ษา
(ค) ตวั อย่างตะกอนชายฝั่งระดับต้นื ท่ไี ดจ้ ากเจาะสารวจ
-37-
4.2.2 เกบ็ ตวั อยา่ งตะกอนชายทะเล
วิเคราะห์คุณลักษณะของตะกอนชายทะเล เพื่อศึกษาชนิดของแหล่งกาเนิดตะกอน
(Sources) การพัดพาและการคัดขนาดของตะกอนในพ้ืนท่ี ในการศึกษาครั้งน้ีได้ทาการเก็บตัวอย่างจาก
ตะกอนทรายบรเิ วณชายหาด จานวนท้งั สิน้ 178 ตัวอยา่ ง ตามแนวชายฝัง่ ทะเลอ่าวไทยในพื้นท่ีศึกษาทุกๆ
ระยะประมาณ 500 เมตร รวมระยะทางทั้งส้ิน 27 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็นตะกอนชายหาดในพื้นที่อาเภอ
เมือง 101 ตัวอยา่ ง และอาเภอสิงหนครจานวน 77 ตวั อย่าง พรอ้ มทงั้ จดั ทาภาพตดั ขวางตามแนวชายหาด
ทกุ ๆ 5 กิโลเมตร เพื่อศึกษาสภาพธรณีสณั ฐานในพื้นท่ี (รูปท่ี 31)
รปู ที่ 31 การเกบ็ ตะกอนชายหาดพร้อมทั้งศึกษาสณั ฐานชายฝ่งั ทะเลในพื้นทศี่ กึ ษา
-38-
4.3 ธรณวี ทิ ยากายภาพพ้นื ทะเล
พื้นที่สารวจอยู่บริเวณใกล้ชายฝ่ังทะเล ห่างจากชายฝ่ังไม่เกิน 3 กิโลเมตร ครอบคลุม
พ้ืนที่ 140 ตารางกิโลเมตร บริเวณต้ังแต่อาเภอสิงหนครถึงอาเภอเมือง จังหวัดสงขลา การสารวจ
ธรณีวิทยากายภาพพ้ืนทะเล ประกอบด้วย การสารวจธรณีฟิสิกส์ทางทะเลด้วยวิธีบันทึกภาพหน้าตัดข้าง
คลื่นไหวสะเทือนแบบสะท้อนกลับระดับตื้นความละเอียดสูง สารวจวัดระดับความลึกน้าและลักษณะภูมิ
ประเทศพนื้ ทะเล สารวจเก็บตัวอย่างตะกอนพ้ืนผิวท้องทะเล วิเคราะห์ชนิดตัวอย่างตะกอนพื้นทะเล และ
ตรวจวัดกระแสนา้ ชายฝั่ง เพื่อให้ไดม้ าซ่งึ ขอ้ มลู ลักษณะภมู ิประเทศพน้ื ทะเล ธรณีสัณฐานวิทยา ธรณีวิทยา
ชั้นตะกอน
4.3.1 การสารวจธรณฟี ิสิกสท์ างทะเล
กาหนดเส้นทางเดินเรือสารวจในแนวตะวันออก - ตะวันตก มีระยะห่างกันแนวละประมาณ
500 เมตร แต่ละแนวมีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร และในแนวเกือบเหนือ-ใต้ ขนานกับชายฝ่ัง ห่างจาก
ชายฝ่งั ประมาณ 300 เมตร 800 เมตร และ 1500 เมตร ระยะทางแนวละประมาณ 46 กิโลเมตร
การสารวจธรณีฟิสิกส์ทางทะเลประกอบด้วย การหยั่งน้าลึก (Echo sounding) เพื่อสารวจ
ระดับความลึกและลักษณะภูมิประเทศพื้นทะเล และการบันทึกภาพหน้าตัดข้างคล่ืนไหวสะเทือนแบบ
สะท้อนกลับระดับต้ืน (Shallow marine seismic reflection profiling) เพ่ือศึกษาลักษณะธรณีวิทยาใต้พื้น
ท้องทะเล การสารวจท้ังสองแบบจะดาเนินการไปพร้อม ๆ กัน โดยใช้อุปกรณ์การสารวจที่มีระบบการบันทึก
และประมวลผล คือ very high resolution parametric (non - linear) echo sounding system ตรา
เครื่องหมาย Innomar รุ่น SES - 2000 light ซึ่งจะบันทึกข้อมูลเป็นระบบดิจิตอลที่มีความละเอียดแม่นยา
สูง สามารถประมวลได้ขณะสารวจ (Real - time processing) และหลังจากสารวจ (Post - survey
processing) ลักษณะการทางานของอุปกรณ์ very high resolution parametric (non-linear) echo
sounding system (รูปที่ 32) คือ การส่งชุดสัญญาณคลื่นเสียงท่ีประกอบด้วยสองความถี่ (Dual
frequencies) ซ่ึงเป็นคลื่นเสียงชุดแรก (Primary dual-frequency) คือ 102 / 98, หรือ 103 / 97, 104 /
96, 105 / 95, หรือ 106 / 94 กิโลเฮิรทซ์ ที่มีแรงดันสูง ผ่านตัวส่งและรับสัญญาณ (Transducer) ลงไปใน
น้าเพื่อหย่ังน้าลึก คลื่นเสียงที่สอง (Secondary frequency) ซึ่งเกิดจากการหักล้างกันระหว่างคล่ืนเสียงชุด
แรกทถี่ กู เลอื กสง่ ลงไป คือ 4, 6, 8, 10 หรือ 12 กิโลเฮิรตซ์ ตามลาดับ สามารถทะลุผ่านลงไปในชั้นตะกอนใต้
พื้นทอ้ งทะเล และสะท้อนกลับข้ึนมายังตัวรับสัญญาณ หลังจากนั้นอุปกรณ์ประมวลผลจะแสดงภาพความลึก
น้า และภาพหน้าตัดข้างคลื่นไหวสะเทือนแบบสะท้อนกลับของชั้นตะกอนและชั้นหินใต้พ้ืนท้องทะเล (รูปที่
33) การเลือกความถี่คลื่นเสียงที่เหมาะสมในการสารวจธรณีวิทยาช้ันตะกอนใต้พื้นท้องทะเล ขึ้นอยู่กับพื้นที่
สารวจแต่ละแห่ง ซ่ึงก่อนการดาเนินการสารวจจริง จะทาการทดสอบการทางานและตรวจสอบข้อมูลที่ใช้
คล่ืนความถ่ีต่าง ๆ กันไป จนได้ความถ่ีที่เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตาม ลักษณะปรากฏของคล่ืนไหวสะเทือน
ภายใน (Internal seismic facies) ของอุปกรณ์สารวจระบบน้ีไม่สามารถจาแนกได้ชัดเจน และวัดความหนา
ของช้ันตะกอนไดส้ ูงสดุ ไมเ่ กิน 50 เมตร
-39-
รูปท่ี 32 ลกั ษณะการทางานหยงั่ น้าลกึ และบนั ทกึ ภาพหน้าตดั ข้าง ด้วยคล่ืนไหวสะเทอื นแบบสะท้อน
กลบั ระดับต้ืนโดยใช้อปุ กรณ์การสารวจแบบ parametric echo sounding
ยห่ี ้อ Innomar ร่นุ SES-2000 light
ภาพหนา้ ตดั ขา้ งคลื่นไหวสะเทอื นแบบสะท้อน
กลบั ระดบั ตื้น
ความลกึ น้า
รูปท่ี 33 ภาพหน้าตัดข้างความลึกน้าและภาพหนา้ ตดั ข้างคลื่นไหวสะเทือนแบบสะท้อนกลบั ระดบั ตื้น
ของชัน้ ตะกอนและชั้นหินใตพ้ น้ื ท้องทะเล ขณะปฏบิ ตั งิ านในพืน้ ที่สารวจโดยใช้ระบบ
parametric echo sounding ตราเครื่องหมาย Innomar รุ่น SES-2000 light