รายงานวชิ าการ
ฉบบั ที กทธ 12/2563
การตรวจสอบหลุมยุบ ด้วยวธิ ีวดั ค่าสภาพ
ต้านทานไฟฟา และวธิ ีวดั ค่าสนามแม่เหล็กไฟฟา
แบบ TIME DOMAIN
ตําบลผาสิงห์ อําเภอเมืองน่าน จังหวดั น่าน
กรมทรัพยากรธรณี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิงแวดล้อม
รายงานวชิ าการ
ฉบับท่ี กทธ 12/2563
การตรวจสอบหลุมยุบ ด้วยวธิ วี ัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า
และวธิ ีวัดคา่ สนามแม่เหลก็ ไฟฟ้าแบบ Time Domain
ตำบลผาสงิ ห์ อำเภอเมอื งนา่ น จังหวัดน่าน
ศุภวชิ ญ์ ยอแสงรัตน์
กองเทคโนโลยีธรณี
กรมทรพั ยากรธรณี
อธิบดีกรมทรพั ยากรธรณี กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรัพยากรธรณี
นายสมหมาย เตชวาล ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศพั ท์ 0 2621 9614 โทรสาร 0 2621 9612
ผอู้ ำนวยการกองเทคโนโลยธี รณี
กรกฎาคม 2563
นายสุวภาคย อิ่มสมุทร จำนวน 5 เล่ม
กนั ยายน 2564
ผอู้ ำนวยการสวนธรณเี ทคนคิ จํานวน 20 เลม
นายอภิชาติ ไพยารมณ์
จดั พิมพโดย
พมิ พคร้ังที่ 1
พิมพคร้งั ท่ี 2
ขอ้ มูลการลงรายการบรรณานกุ รม
ศุภวิชญ์ ยอแสงรตั น์.
การตรวจสอบหลุมยุบ ดว้ ยวิธีวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าและวิธีวดั ค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ
Time Domain ตำบลผาสงิ ห์ อำเภอเมอื งน่าน จงั หวัดนา่ น/ โดย ศุภวิชญ์ ยอแสงรัตน์.
กรงุ เทพฯ: กองเทคโนโลยธี รณี กรมทรัพยากรธรณี, 2563.
54 หน้า : ภาพประกอบ : แผนท่ี : ตาราง ; 30 ซม.
รายงานวชิ าการ ฉบบั ที่ กทธ 12/2563.
สารบัญ หนา้
สารบัญ III
สารบัญรูป V
บทคัดย่อ IX
คำขอบคณุ XI
บทที่ 1 บทนำ 1
1
1.1 ความเปน็ มา 3
1.2 วัตถปุ ระสงค์ 3
1.3 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ 3
3
1.3.1 ลักษณะภูมิประเทศ 4
1.3.2 ฤดกู าล 4
1.3.3 อุณหภูมิและปริมาณนำ้ ฝน 5
1.3.4 การคมนาคม 3
1.4 เจ้าหนา้ ท่ีปฏิบัติงานภาคสนาม 8
1.5 พ้นื ท่ีสำรวจ 8
บทท่ี 2 การทบทวนเอกสารและวรรณกรรมทีเ่ ก่ยี วข้อง 9
2.1 ธรณีวทิ ยา 9
2.1.1 ธรณวี ทิ ยาทว่ั ไป 9
11
2.1.1.1 หนิ ยคุ เพอรเ์ มยี น (P) 11
2.1.1.2 หินยุคเพอร์โมไทรแอสซกิ (PTr) 11
2.1.1.3 หินยุคไทรแอสซกิ (Tr) 11
2.1.1.4 หนิ ยุคไทรแอสซกิ ถึงจูแรสซิก (TrJ) 12
2.1.1.5 หนิ ยคุ จูแรสซกิ (J) 12
2.1.1.6 หนิ ยคุ จูแรสซิกถึงยุคครเี ทเชียส (JK) 12
2.1.1.7 หนิ ยคุ เทอรเ์ ชยี รี (T) 12
2.1.1.8 ตะกอนยคุ ควอเทอร์นารี (Q)
2.1.1.9 หินภเู ขาไฟยุคจูแรสซิก (Jv)
2.2 กระบวนการเกิดหลมุ ยบุ
- IV -
2.2.1 หลุมยบุ ที่เกดิ จากกระบวนการละลาย 14
2.2.2 หลมุ ยุบทีเ่ กิดจากการทรุดตวั ของชั้นดินทีป่ กคลมุ 14
2.2.3 หลมุ ยุบที่เกิดจากการพังทลายของช้นั ดินทปี่ กคลุม 15
2.3 แนวคดิ และสมมุติฐานการสำรวจ 15
2.3.1 แบบจำลองโพรงใตด้ ินกรณเี ป็นโพรงอากาศ 16
2.3.2 แบบจำลองโพรงใตด้ นิ กรณีเป็นโพรงทมี่ ีน้ำหรือโพรงท่ีมีตะกอนดินเหนยี ว 16
2.3.3 สรุปแนวคดิ 16
2.4 ผลงานการศึกษาวจิ ยั ท่เี คยทำมาก่อน 19
บทท่ี 3 วธิ กี ารสำรวจวดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าและวธิ ีการสำรวจวัดคา่ สนามแม่เหล็กไฟฟา้ แบบ Time
Domain .21
3.1 การวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้า 21
3.1.1 กฎของโอห์มและการจัดวางรปู แบบข้วั ไฟฟ้าในงานสำรวจ 22
3.1.2 เครอ่ื งมือสำรวจวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า 22
3.1.3 การประมวลผลข้อมูลการวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า .26
3.2 การวัดคา่ สนามแม่เหลก็ ไฟฟา้ แบบ Time Domain 26
3.2.1 ทฤษฎีสนามแมเ่ หล็กไฟฟ้าในงานสำรวจ 29
3.2.2 เครอื่ งมือสำรวจวดั คา่ สนามแม่เหลก็ ไฟฟ้าแบบ Time Domain 30
3.2.3 การประมวลผลขอ้ มลู การสำรวจวดั คา่ สนามแม่เหล็กไฟฟา้ แบบ Time Domain 31
3.3 การวางแนวสำรวจเพอ่ื ตรวจสอบหลมุ ยบุ 32
3.3.1 แนวสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า 33
33
3.3.1.1 แนวสำรวจแบบ 2 มิติ 33
3.3.1.2 แนวสำรวจแบบ 3 มิติ 34
3.3.2 แนวสำรวจวดั ค่าสนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ แบบ Time Domain 35
บทที่ 4 ผลการสำรวจวธิ ีวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟา้ และวธิ วี ดั ค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Time Domain 35
4.1 ผลการสำรวจวธิ วี ัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า 35
4.1.1 การวดั ค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าแบบ 2 มติ ิ 35
4.1.1.1 แนวสำรวจ L1 และ L2 กำหนดระยะหา่ งระหวา่ งขั้วไฟฟา้ 8 เมตร 36
4.1.1.2 แนวสำรวจ L3-L7 กำหนดระยะห่างระหวา่ งขั้วไฟฟา้ 4 เมตร 36
4.1.1.3 แนวสำรวจ L8 กำหนดระยะห่างระหวา่ งข้วั ไฟฟ้า 2 เมตร 39
4.1.1.4 แนวสำรวจ L9 กำหนดระยะหา่ งระหว่างข้วั ไฟฟ้า 5 เมตร
-V- 40
40
4.1.2 การวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ แบบ 3 มติ ิ 42
4.1.2.1 หลุมยบุ พกิ ดั 682517 E /2082398 N 43
4.1.2.2 หลุมยบุ พิกดั 682573 E /2082356 N 47
49
4.2 ผลการสำรวจวัดค่าสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าแบบ Time Domain 49
4.3 พ้นื ท่เี สยี่ งภัยหลุมยุบ 50
บทที่ 5 สรปุ ผลและข้อเสนอแนะ .51
5.1 สรุปผล 51
5.2 ข้อคดิ เห็นและข้อเสนอแนะ 53
5.2.1 ข้อจำกัดของงานสำรวจ
5.2.2 ขอ้ เสนอแนะ
เอกสารอา้ งอิง
สารบัญรปู
หนา้
รปู ที่ 1-1 แผนทแี่ สดงพนื้ ทม่ี โี อกาสเกิดหลุมยุบจังหวัดน่าน (กรมทรัพยากรธรณี, 2558) 2
รูปที่ 1-2 ปรมิ าณฝนสะสม (มลิ ลเิ มตร) จังหวัดนา่ น ระหวา่ งปี พ.ศ. 2546-2558 (สำนักงานสถิตแิ ห่งชาติ,
2558) 4
รูปท่ี 1-3 กราฟแสดงปรมิ าณน้ำฝนสะสม (มิลลเิ มตร) สถานีอุตนุ ยิ มวทิ ยานา่ น อำเภอเมืองนา่ นระหวา่ งปี
พ.ศ. 2546 –2558 (สำนกั งานสถิติแหง่ ชาติ, 2558) 5
รูปที่ 1-4 พน้ื ท่ีสำรวจธรณีฟสิ ิกส์และตำแหน่งหลมุ ยุบ ตำแหน่งหมายเลข 2 และ 3 เป็นหลุมยุบใหม่ทีเ่ กิดขึน้ ใน
ขณะท่ตี ำแหนง่ หมายเลข 1 และ 4 เปน็ หลุมยบุ เกา่ ที่ได้มกี ารปรับสภาพไปแล้ว 7
รปู ที่ 1-5 สภาพพื้นท่ีท่ัวไปโดยรอบพนื้ ท่ีสำรวจ (ภาพถ่ายเม่ือวันที่ 24/7/2561) 8
รปู ที่ 1-6 หลุมยบุ เก่า 2 หลมุ ทเ่ี คยเกิดข้ึนในพ้นื ที่ใกล้เคยี ง (ภาพถ่ายเม่ือวนั ท่ี 26/7/2561) 8
รปู ที่ 1-7 หลมุ ยบุ ใหม่ทเ่ี กิดขึ้น 2 หลุม (ภาพถา่ ยเมื่อวันที่ 4/8/2561) 8
รปู ท่ี 2-1 แผนทธ่ี รณวี ทิ ยาบริเวณพน้ื ทส่ี ำรวจ (ดดั แปลงจาก กรมทรัพยากรธรณี, 2558) 10
รปู ที่ 2-2 หลุมยบุ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร บรเิ วณบ้านทรายทอง ตำบลวังง้ิว อำเภอดงเจรญิ จงั หวัด
พิจิตร พกิ ัด 688321 E / 1768297 N (ภาพถ่ายเมอ่ื วนั ที่ 7/9/2558) 13
รปู ที่ 2-3 หลมุ ยุบที่เกิดจากกระบวนละลาย (https://www.geothai.net/sinkhole/) 14
- VI -
รปู ที่ 2-4 หลมุ ยบุ ทเ่ี กิดจากการทรดุ ตวั ของชน้ั ดินทป่ี กคลมุ (https://www.geothai.net/sinkhole/) 14
รปู ที่ 2-5 หลุมยุบทีเ่ กิดจากการพังทลายของช้นั ดนิ ท่ีปกคลุม (https://www.geothai.net/sinkhole/) 15
รูปที่ 2-6 แบบจำลองหลมุ ยุบและคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ ที่คำนวณไดจ้ ากโปรแกรม RES2DMOD
แสดงโครงสรา้ งชั้นตะกอนหนา 20 เมตร ปิดทบั ชัน้ หนิ ปูน โดยมีโพรงใต้ดินทม่ี ีค่าสภาพต้านทานไฟฟา้
สูง (50000 โอห์ม.เมตร) อยบู่ รเิ วณกลางแบบจำลองและโพรงมคี วามต่อเนื่องในแนวดิง่ 17
รปู ที่ 2-7 ภาพตดั ขวางแสดงคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ ที่ได้จากการ inversion ดว้ ยโปรแกรม
RES2DINV 17
รูปท่ี 2-8 แบบจำลองหลุมยุบและค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าท่ีคำนวณไดจ้ ากโปรแกรม RES2DMOD
แสดงโครงสร้างชั้นตะกอนหนา 20 เมตร ปดิ ทับชัน้ หินปนู โดยมโี พรงใต้ดินท่มี ีค่าสภาพต้านทาน
ไฟฟ้าต่ำ(50 โอหม์ .เมตร) อยู่บรเิ วณกลางแบบจำลองและโพรงมีความตอ่ เน่ืองในแนวดิง่ 18
รูปที่ 2-9 ภาพตัดขวางแสดงค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าท่ีได้จากการ inversion ด้วยโปรแกรม RES2DINV 18
รปู ที่ 2-10 ตวั อย่างภาพตดั ขวางการสำรวจวดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าพบโพรงในหนิ ปนู ที่ระดบั ลึกประมาณ
4 เมตร (Ahmed Ismail and Neil Anderson, 2012) 20
รูปท่ี 2-11 ตัวอย่างภาพตัดขวางการสำรวจวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟา้ พบโพรงเกิดในช่วงรอยตอ่ ของเกลอื
หินและ ช้นั หนิ ดินเหนยี ว ซ่งึ เป็นบรเิ วณที่เก็บตัวอยา่ งหินดินเหนียวได้ไมส่ มบูรณ์ (เพียงตา สาตรักษ์
และสาคร แสงชมพู, 2554) 20
รปู ที่ 3-1 ชุดเครอื่ งมือวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า AGI SuperStingTM R8 Wi-Fi 23
รูปที่ 3-2 ตวั อย่างการจดั วางและตดิ ตงั้ เครอ่ื งมอื AGI SuperStingTM R8 Wi-Fi 23
รูปท่ี 3-3 ค่า geometrical factor (K) ของการจดั วางข้ัวไฟฟา้ ในรูปแบบตา่ ง ๆ (zhu et al., 2009) 24
รปู ที่ 3-4 การออกแบบการสำรวจและจำนวนจุดทต่ี อ้ งอา่ นค่าจากโปรแกรม AGI Supersting
Administrator 24
รูปท่ี 3-5 ค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ ของวัตถปุ ระเภทตา่ ง ๆ (Loke, 2002) 25
รูปท่ี 3-6 ค่าสภาพนำไฟฟา้ และค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ ของวตั ถปุ ระเภทตา่ ง ๆ (Palacky, 1988) 25
รูปที่ 3-7 การจับคู่ของข้ัวปล่อยกระแสไฟฟ้าและควู่ ัดค่าความต่างศักย์ ทอี่ ่านคา่ ตามความลกึ จากการวาง
ขว้ั ไฟฟ้าแบบหลายขัว้ 19
รปู ที่ 3-8 การเหน่ยี วนำให้เกิดสนามแม่เหล็กแบบปฐมภมู ิและทุตยิ ภูมิ 21
รปู ท่ี 3-9 การเคล่ือนท่ีของกระแสไฟฟ้าในตวั กลางแบบ smoke ring (French, 2002 ) 22
รูปท่ี 3-10 หลกั การการอ่านค่าสัญญาณของเครือ่ งมือหลังจากปิดกระแสไฟโดยแบง่ เปน็ time gate 28
รูปท่ี 3-11 Decay curve ที่อ่านได้จากเคร่อื งรับสัญญาณ (McNeill, 1994) 29
รปู ท่ี 3-12 ข้อมลู จดุ สำรวจ TDEM sounding ท่แี ปลงเป็นค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้า (Cahill et al., 2017) 29
- VII -
รปู ท่ี 3-13 ชดุ เครือ่ งมือ PROTEM/TEM47 มสี ว่ นประกอบหลักๆ คือเครื่องอ่านบนั ทกึ ข้อมลู อุปกรณ์สรา้ งและ
รบั สัญญาณสนามแม่เหลก็ ไฟฟ้า 31
รูปท่ี 3-14 แนวสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มิติ และ 3 มติ ิ และจุดสำรวจวดั คา่ สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แบบ Time Domain 22 จดุ สำรวจ 32
รูปที่ 3-15 ตวั อย่างการจดั วางข้ัวไฟฟ้าแบบกริด สำหรับการสำรวจแบบ 3 มติ ิ โดยวางขั้วไฟฟ้าในระบบ
6x5 (x,y) 33
รปู ที่ 3-16 จุดสำรวจวดั ค่าสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าแบบ time domain ท้ังหมด 22 จดุ สำรวจ ทศิ ทางจาก
ใต-้ เหนอื วางคขู่ นานกับแนวสำรวจวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าแนวสำรวจที่ 8 34
รปู ท่ี 4-1 ผลการสำรวจวธิ ีวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้า แนวสำรวจ L1 พบโพรงในหินปูนท่ีความลกึ ประมาณ 15
เมตร บรเิ วณทศิ ใต้ของแนวสำรวจ และที่ระยะ 0+320 เมตร ซง่ึ เป็นตำแหนง่ หลุมยบุ ทีเ่ คยเกิดข้ึนใน
อดีต 36
รูปที่ 4-2 ผลการสำรวจวิธวี ัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L2 พบโพรงในหนิ ปูนที่ความลกึ
ประมาณ 20 เมตร บริเวณทิศใต้ของแนวสำรวจ และท่ีระยะ 0+94 เมตร ซึ่งเปน็ ตำแหนง่
หลุมยบุ ทีเ่ คยเกิดขน้ึ ในอดีต 36
รูปท่ี 4-3 ผลการสำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L3 37
รูปท่ี 4-4 ผลการสำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L4 37
รปู ท่ี 4-5 ผลการสำรวจวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L5 37
รปู ท่ี 4-6 ผลการสำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L6 38
รูปท่ี 4-7 ผลการสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า แนวสำรวจ L7 ระยะท่ี 0+130 เมตร เป็นจดุ ทพ่ี บหลมุ ยุบแต่ใน
บริเวณดงั กลา่ วไม่พบลกั ษณะบ่งชถ้ี ึงโพรงในหินปูน 38
รปู ที่ 4-8 ผลการสำรวจวิธวี ัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า แนวสำรวจ L8 39
รปู ที่ 4-9 ผลการสำรวจวิธีวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า แนวสำรวจ L9 39
รปู ท่ี 4-10 หลมุ ยบุ ทเ่ี กิดข้นึ ใหม่ทางทิศเหนือห่างจากบา้ นประมาณ 50 เมตร 40
รปู ที่ 4-11 ผลการสำรวจวธิ วี ดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 3 มิติ บริเวณหลมุ ยุบพิกัด 682517 E
/ 2082398 N 41
รูปที่ 4-12 เทคนิคการทำ dynamic slices แบบ 3 มติ ิ บรเิ วณหลมุ ยุบพิกัด 682517 E / 2082398 N 41
รูปที่ 4-13 หลมุ ยบุ ทเ่ี กดิ ข้นึ ใหมท่ างทิศเหนอื หา่ งจากหลังบ้านประมาณ 10 เมตร 42
รูปท่ี 4-14 ผลการสำรวจวิธวี ดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าแบบ 3 มติ ิ บริเวณหลุมยุบพิกดั
682573 E / 2082356 N 42
รูปท่ี 4-15 เทคนิคการทำ dynamic slices แบบ 3 มติ ิ บรเิ วณหลุมยบุ พิกัด 682573 E / 2082356 N 43
- VIII -
รูปท่ี 4-16 Decay curve ของจดุ สำรวจ T1-T22 44
รปู ที่ 4-17 Profile plot ของ window gate (1-20 gates) 45
รปู ที่ 4-18 ตวั อย่างผลการสำรวจ T9 จากการประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม Interpex iX1DTM เพ่ือแปล
ความหมายค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าตามความลึกก่อนทจ่ี ะนำข้อมูลแต่ละจดุ สำรวจมา
interpolation สำหรับ สรา้ งภาพตดั ขวางทางไฟฟา้ ในโปรแกรม Emax CDI 45
รปู ที่ 4-19 ภาพตัดขวางคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าท่ีไดจ้ ากการ interpolation ของจุดสำรวจวดั คา่
สนามแมเ่ หล็ก ไฟฟ้าแบบ time domain จำนวน 22 จดุ สำรวจ (T1-T22) ด้วยโปรแกรม Emax
CDI จะพบวา่ มีขอ้ มูลในระดับตืน้ ขาดหายไปซึ่งเป็นสาเหตจุ ากการที่มีสญั ญาณรบกวนใกล้กบั
จดุ สำรวจ 46
รปู ที่ 4-20 ผลการสำรวจเปรยี บเทยี บระหวา่ งการสำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าและการวัดคา่
สนามแมเ่ หล็ก ไฟฟา้ แบบ Time Domain 46
รูปที่ 4-21 ภาพตดั ขวางคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าที่ได้จากการ interpolation ของจดุ สำรวจวัดค่าสนาม
แมเ่ หล็ก 47
- IX -
การตรวจสอบหลมุ ยบุ ด้วยวิธวี ดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า
และวธิ ีวดั คา่ สนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ แบบ Time Domain
ตำบลผาสงิ ห์ อำเภอเมืองนา่ น จงั หวดั น่าน
โดย ศภุ วชิ ญ์ ยอแสงรตั น์
บทคัดยอ่
การตรวจสอบหลมุ ยบุ ด้วยวธิ ีวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ และวิธีวัดค่าสนามแมเ่ หล็ก
ไฟฟ้าแบบ Time Domain เพื่อตรวจสอบความต่อเน่ืองของโพรงใต้ดิน บริเวณบ้านผาตูบ ตำบลผา
สิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดนา่ น ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 180,000 ตารางเมตร วางแนวสำรวจวัด
ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มิติ โดยจัดวางขั้วไฟฟ้าแบบ ไดโพล-ไดโพล รวม 9 แนวสำรวจ
ลักษณะธรณีวิทยาจากการแปลความหมาย พบชั้นดินมีความหนาประมาณ 3-10 เมตร ปิดทับชั้น
หินปูน และพบโพรงในหินปูนบริเวณทศิ ใต้ของพืน้ ทส่ี ำรวจซึ่งเป็นบริเวณสวนยาง โดยพบโพรงท่ีความ
ลึกประมาณ 15-30 เมตร และวางแนวสำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 3 มิติ บริเวณทิศเหนือ
ของพนื้ ท่สี ำรวจผ่านหลมุ ยุบที่เกิดข้ึนล่าสุด 2 ตำแหน่ง ผลการสำรวจพบความต่อเนอื่ งของโพรงใตด้ ิน
จากผิวดินลกึ ลงไปมากกว่า 5 เมตร ในทิศตะวนั ออกเฉียงใต้
การสำรวจวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Time Domain กำหนดจุดสำรวจ
จำนวน 22 จุดสำรวจ ผ่านหลุมยุบบริเวณทิศใต้ของพื้นท่ีสำรวจ ลักษณะธรณีวิทยาจากการแปล
ความหมาย พบช้ันดินมีความหนาประมาณ 5-10 เมตร ปิดทับชั้นหินปูน และพบโพรงในหินปูนที่
ความลึกประมาณ 25 เมตร บริเวณทิศใต้ของพ้นื ทส่ี ำรวจ ซง่ึ ภาพตดั ขวางคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าจาก
ผลการสำรวจวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Time Domain สอดคล้องกับภาพตัดขวางค่าสภาพ
ต้านทานไฟฟ้าจากผลการสำรวจวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟา้ ของแนวสำรวจ L9
คำสำคญั หลุมยบุ , โพรงใต้ดิน, การวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า, ไดโพล-ไดโพล, การวัดคา่ สนามแม่เหล็กไฟฟา้
แบบ Time Domain
- XI -
คำขอบคุณ
ผู้เขยี นขอขอบคุณบุคลากรทร่ี ่วมปฏิบัตงิ านสำรวจภาคสนามทุกท่าน ทเ่ี ป็นทีมงาน
และกำลงั สำคญั ในการปฏบิ ตั ิงาน ขอขอบคุณ นายอนุกลู วงศใ์ หญ่ ผูอ้ ำนวยการกองเทคโนโลยธี รณี
นายภาสกร เผา่ พงษส์ วรรค์ ผู้อำนวยการสว่ นธรณีเทคนิค ท่ีให้การสนับสนนุ คำแนะนำและคำปรึกษา
ขอขอบคุณ นายจกั รพนั ธ์ คำบญุ เรอื ง และนายภัณฑรักษ์ ชาญณรงค์ ที่ช่วยประมวลผลข้อมลู งาน
สำรวจ ขอขอบคุณบุคลากรฝา่ ยบรหิ ารทัว่ ไป กองเทคโนโลยธี รณี ทเ่ี ปน็ ธรุ ะจดั การงานเอกสาร
ราชการ ขอขอบคณุ เจา้ หนา้ ท่อี งค์การบริหารสว่ นตำบลถำ้ สิงห์ ที่ช่วยตดิ ตอ่ ประสานงานการเข้า
พ้นื ท่ี และขอขอบคุณบุคลากรทกุ ท่านผอู้ ยู่เบื้องหลงั ในการทำให้การปฏบิ ัตงิ านในครั้งนี้สำเร็จลุล่วง
เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมา
ธรณีพิบัติภัยเป็นภัยธรรมชาติท่ีเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา ซ่ึงสามารถเกิดขึ้นได้
อย่างฉับพลันและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวติ ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ หลุมยุบเป็นธรณีพบิ ัติภัย
ประเภทหนึ่งที่เกิดข้ึนทั่วโลก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาธรณีพิบัติภัยหลุมยุบอย่าง
ต่อเน่ืองและยังมีอีกหลายพื้นที่ในประเทศท่ีจัดเป็นพื้นท่ีเสี่ยงภัยหลุมยุบ ในปี พ.ศ. 2561 กรมทรัพยากรธรณี
ได้รับรายงานการเกิดเหตุหลุมยุบบริเวณบ้านเลขท่ี 117 หมู่ 1 บ้านผาตูบ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน
จังหวัดน่าน โดยไม่มีรายงานความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งพ้ืนท่ีใกล้เคียงกันน้ีได้เคยมีเหตุการณ์หลุม
ยุบเกิดข้ึนมาก่อนแล้วเม่ือ ปี พ.ศ. 2555 ในเบื้องต้น กรมทรัพยากรธรณี โดยสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 1
(ลำปาง) ได้ส่งเจ้าหน้าท่ีเข้าพ้ืนท่ีเพ่ือหาสาเหตุการเกิดหลุมยุบ พบหลุมยุบเกิดห่างจากตัวบ้านประมาณ 10
เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 เมตร และลึกประมาณ 4 เมตร จากการสำรวจภาคสนามพบว่า
หลุมยุบดังกล่าวเกิดจากการพงั ทลายของเพดานโพรงใต้ดนิ สง่ ผลให้ชั้นตะกอนท่ีปิดทับอยู่ด้านบนทรดุ ตวั ลงมา
จนเกิดเป็นหลุมยุบ จึงได้เสนอแนะให้มีการสำรวจธรณีฟิสิกส์ในพ้ืนที่ดังกล่าวเพ่ิมเติมเพื่อหาขอบเขตการ
กระจายตัวของโพรงใต้ดินท่ีเป็นสาเหตุของการเกิดหลุมยุบ ทัง้ น้ีจากขอ้ มูลการจำแนกเขตเพื่อการจัดการด้าน
ธรณีวทิ ยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดน่าน (กรมทรัพยากรธรณี, 2558) พบพื้นทีท่ ี่มโี อกาสเกดิ หลุมยบุ จำนวน
11 อำเภอ 30 ตำบล (รูปท่ี 1-1)
การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์เป็นการตรวจวัดคุณสมบัติทางกายภาพซึ่งเปน็ คุณสมบัตทิ างฟิสิกส์
เช่น คุณสมบัติทางไฟฟ้า (electrical property) หรือคุณสมบัติด้านความยืดหยุ่นและความหนาแน่น
(elasticity and density) ของชั้นดิน/ช้ันหิน หรือแร่ ดังนั้นการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ จึงมีเป้าหมายเพ่ือ
ศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของชั้นตะกอนหรือช้ันหินใต้ผิวดิน จากนั้นนำผลการสำรวจท่ีได้มาแปล
ความหมาย (Interpretation) ให้เป็นข้อมูลด้านธรณีวิทยา ที่มีความสมั พันธ์กับโพรงใต้ดิน ซึ่งในกรณีของการ
ประยุกตใ์ ช้วธิ กี ารสำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าและวธิ ีวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Time Domain เพื่อ
สำรวจโพรงใต้ดินน้ัน เมื่อพิจารณาจากหลักการและทฤษฎีในเบื้องต้นสามารถพิจารณาได้ 2 กรณีหลักๆ คือ
กรณีของโพรงใต้ดินที่มีน้ำ (ใต้ระดับน้ำใต้ดิน) บริเวณน้ีจะมีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าต่ำ และกรณีของโพรง
อากาศหรือโพรงแหง้ (เหนือระดบั น้ำใตด้ นิ ) จะแสดงบรเิ วณที่มคี า่ สภาพต้านทานไฟฟ้าสูง
-2-
รูปที่ 1-1 แผนทีแ่ สดงพ้นื ที่มีโอกาสเกิดหลุมยุบจงั หวัดน่าน (กรมทรัพยากรธรณี, 2558)
-3-
1.2 วตั ถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื กำหนดและตรวจสอบขอบเขตของโพรงใตด้ นิ บริเวณทเี่ กิดเหตหุ ลุมยุบ
2) เพื่อประยุกต์ใช้วิธีวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Time Domain ในการตรวจสอบหลุมยุบ
และเปรียบเทยี บผลการสำรวจทีไ่ ด้รบั กบั ผลการสำรวจดว้ ยวธิ วี ดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้
1.3 ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตร์
1.3.1 ลกั ษณะภมู ิประเทศ
ภูมิประเทศโดยท่ัวไปของจังหวัดน่านส่วนใหญ่ เป็นทิวเขาสลับซับซ้อนท่ัวไป ซึ่งมักพบอยู่
ด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพื้นที่ราบจะพบอยู่ทางด้านตะวันออกตามแนวฝ่ังแม่น้ำ
พื้นที่มีลักษณะลาดเอียงจากเหนือไปใต้ พื้นที่ราบท่ีเหมาะแก่การเพาะปลูกมีน้อย ภูเขาที่สำคัญ ได้แก่ ดอย
ภูแว เขตอำเภอปัว ซึ่งอยู่ติดชายแดนลาว ดอยผากิ เขตอำเภอบ้านหลวง ติดกับอำเภอเชียงม่วน จังหวัด
เชียงราย และดอยภูคา เป็นดอยที่สูงที่สุดอยู่ในอำเภอปัว สูง 1,980 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม่น้ำท่ีสำคัญ
ไดแ้ ก่ แมน่ ้ำน่าน ซ่ึงมีตน้ น้ำอยู่บรเิ วณดอยภแู ว แม่น้ำน่านไหลผ่านจงั หวดั อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ไปบรรจบ
กันแม่น้ำปงิ ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีความยาวประมาณ 300 กโิ ลเมตร นอกจากนี้ยงั มีลำธารและลำหว้ ยจำนวน
มาก ชาวบ้านจึงมักตั้งถิ่นฐาน บ้านเรือน อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ซ่ึงอาจจะเป็นพื้นที่เส่ียงภัยต่อดินโคลนถล่มและ
น้ำป่าไหลหลาก ส่วนพื้นท่ีราบลุ่มมีเป็นส่วนน้อย ได้แก่ พ้ืนที่ราบกว้างใหญ่อยู่ในลุ่มน้ำน่าน ตามลำน้ำน่าน
และพน้ื ท่ีราบลุ่มแคบ ๆ บริเวณอำเภอนาน้อย ตอนใต้อำเภอท่าวังผา อำเภอปวั อำเภอเชียงกลาง และอำเภอ
ทุ่งช้าง
1.3.2 ฤดกู าล
ลักษณะอากาศของจงั หวัดน่านขน้ึ อยกู่ ับอทิ ธิพลของลมมรสมุ ตามฤดูกาล ได้แก่ ลมมรสุม
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ซึ่งพัดพามวลอากาศเย็นและแหง้ จากประเทศจนี ปกคลมุ ประเทศไทยในช่วงฤดหู นาว กับ
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตซ้ ึ่งพัดพามวลอากาศชนื้ จากทะเลและมหาสมุทรปกคลุมประเทศไทยในช่วงฤดูฝน ทำ
ใหจ้ งั หวดั นา่ นมฝี นตกทั่วไป ฤดกู าลของจงั หวัดนา่ น แบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ฤดู ได้แก่
ฤดูร้อน เริ่มต้งั แตก่ ลางเดอื นกุมภาพนั ธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม มอี ากาศร้อนอบอา้ วทั่วไป
โดยเฉพาะในเดือนเมษายนเป็นเดือนทม่ี ีอากาศร้อนอบอ้าวมากท่สี ุดในรอบปี
ฤดฝู น เรมิ่ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตลุ าคม ซึ่งเป็นระยะที่ลมมรสุมตะวนั ตก
เฉียงใต้พดั เข้าสปู่ ระเทศไทย จะมีฝนตกชุกตง้ั แต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเปน็ ตน้ ไป เดือนท่ีมฝี นตกมาก
ทสี่ ดุ คือเดือนกนั ยายน
-4-
ฤดหู นาว เรม่ิ ตั้งแต่กลางเดือนตลุ าคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซง่ึ เปน็ ชว่ งทล่ี มมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนอื พัดปกคลุมประเทศไทยอากาศโดยทวั่ ไปจะหนาวเยน็ เดือนท่ีมอี ากาศหนาวท่ีสุดคือเดือน
ธนั วาคม
1.3.3 อุณหภมู แิ ละปรมิ าณน้ำฝนสะสม
เนื่องจากพื้นท่ีส่วนใหญ่ของจังหวัดน่านเป็นภูเขาสลับซับซ้อน จึงทำให้อากาศร้อนอบอ้าว
ในช่วงฤดูร้อน และมีค่าผันแปรไปตามฤดูกาล โดยในฤดูร้อน อุณหภูมิมีค่าระหว่าง 23.3 - 28.7 องศา
เซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดเฉล่ียประจำปี มีค่า 32.6 องศาเซลเซียส ฤดูฝนอุณหภูมิจะมีค่าระหว่าง 21.9-24.3
องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอุณหภูมิจะเริ่มลดลง มีค่าเฉลี่ยประมาณ 20.0 องศาเซลเซียส โดยเดือนมกราคมเป็น
เดือนท่ีหนาวท่ีสดุ มอี ณุ หภมู ิลดลงมากท่ีสดุ มคี า่ 13.8 องศาเซลเซียส
จากข้อมลู สถิติปรมิ าณนำ้ ฝนสะสม (มิลลเิ มตร) จงั หวดั น่าน ของสถานีอุตุนิยมวทิ ยานา่ น
อำเภอเมืองนา่ น ระหว่างปี 2546-2558 ซ่ึงเปน็ สถานีอุตุนิยมวทิ ยาท่คี รอบคลมุ พ้นื ที่สำรวจหลมุ ยบุ ใน
การศกี ษานี้ พบปริมาณน้ำฝนสงู สุดในปี 2554 ปริมาณน้ำฝนสะสม 1,954.5 มลิ ลิเมตร และคอ่ ยๆลดลง โดย
ใน ปี 2558 มปี ริมาณนำ้ ฝนสะสม 1,130.4 มิลลิเมตร (รปู ที่ 1-2 และรูปที่ 1-3)
รูปที่ 1-2 ปริมาณฝนสะสม (มิลลเิ มตร) จังหวัดนา่ น ระหว่างปี พ.ศ. 2546-2558 (สำนักงานสถติ ิ
แห่งชาติ, 2558)
-5-
รปู ที่ 1-3 กราฟแสดงปรมิ าณนำ้ ฝนสะสม (มลิ ลิเมตร) สถานอี ตุ นุ ยิ มวิทยาน่าน อำเภอเมอื งนา่ นระหวา่ งปี
พ.ศ. 2546 – 2558 (สำนักงานสถติ แิ ห่งชาติ, 2558)
1.3.4 การคมนาคม
จากกรุงเทพมหานคร โดยรถยนต์ ใชท้ างหลวงหมายเลข 32 มาจนถงึ จังหวัดนครสวรรค์
จากนนั้ ใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปจงั หวดั พิษณโุ ลกและขับต่อโดยใชท้ างหลวงหมายเลข 117 ผา่ นจังหวดั
อตุ รดิตถ์ และอำเภอเด่นชยั จงั หวดั แพร่ จากเด่นชัยใชท้ างหลวงหมายเลข 101 ผา่ นจังหวดั แพร่ไปจนถึง
อำเภอเมืองนา่ น จงั หวดั นา่ น รวมระยะทางประมาณ 670 กโิ ลเมตร ใช้เวลาเดนิ ทางประมาณ 8 ชัว่ โมง
การเดินทางเข้าถึงพ้ืนท่สี ำรวจจาก อำเภอเมืองนา่ น จังหวัดน่าน สามารถเดนิ ทางไดส้ ะดวก
โดยรถยนต์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1091 ประมาณ 8 กโิ ลเมตร จะพบแยกขวามือบริเวณโรงเรยี นบา้ นปาง
ค่า จากนน้ั เล้ยี วขวาไปตามถนนทางหลวงชนบท (บา้ นปางค่า-บา้ นผาตูบ) ประมาณ 7 กโิ ลเมตร จะถึงพื้นท่ี
เกิดเหตหุ ลมุ ยบุ
1.4 เจา้ หนา้ ที่ปฏบิ ตั ิงานภาคสนาม
ปฏบิ ัตงิ านสำรวจระหวา่ งวนั ท่ี 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถึงวนั ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561
โดยมีเจา้ หนา้ ทร่ี ว่ มปฏิบตั ิงานภาคสนามดงั นี้
1. นายศภุ วิชญ์ ยอแสงรตั น์ นกั ธรณีวิทยาชำนาญการ
2. นายเอกชัย ครฑุ โยธิน นายช่างสำรวจชำนาญงาน
3. นายจกั รพนั ธ์ คำบุญเรอื ง นักวทิ ยาศาสตร์ปฏิบตั ิการ
4. นายปยิ ะ คิดประเสริฐ นายช่างเครื่องกลชำนาญงาน
5. นายพงษ์ทรัพย์ จันทรง์ ู นกั ธรณวี ทิ ยา
-6-
1.5 พ้นื ทส่ี ำรวจ
พน้ื ที่สำรวจธรณีฟสิ ิกส์บริเวณบ้านผาตบู ต. ผาสงิ ห์ อ.เมืองนา่ น เปน็ พน้ื ทบ่ี รเิ วณเนนิ เขา
ครอบคลุมพื้นท่ีพิกัดตะวนั ออกระหวา่ ง 682400 E - 682700 E และพิกัดเหนอื ระหวา่ ง 2082000 N –
2082600 N (WGS84 / UTM zone 47N) คดิ เป็นพ้นื ที่ 180000 ตารางเมตร หรือประมาณ 112 ไร่ แสดง
ไวใ้ นแผนทภี่ ูมปิ ระเทศมาตราสว่ น 1:50,000 ระวาง บา้ นคำเขื่อนแกว้ หมายเลขระวาง 5146 IV (รปู ท่ี 1-4)
พน้ื ท่ีโดยรอบพ้ืนทีส่ ำรวจส่วนใหญเ่ ป็นพน้ื ท่ีปลกู ยาง และพืชไร่ เชน่ ออ้ ยและข้าวโพด (รปู ท่ี 1-5) ท้งั นใ้ี น
พื้นทใ่ี กลเ้ คยี งยังเคยเกิดหลุมยบุ มาก่อน (รูปที่ 1-6) อยู่ติดถนนทางหลวงชนบททางบริเวณทิศเหนอื และทิศ
ใต้ของพ้ืนที่ ปัจจบุ ันหลมุ ยุบที่เคยเกิดขนึ้ ดงั กลา่ วได้มีการปรบั สภาพไปแล้วโดยหน่วยงานทอ้ งถ่ินและเจ้าของ
บ้าน ซ่ึงหลุมยบุ ใหมท่ ี่พบในพนื้ ทีส่ ำรวจมี 2 ตำแหนง่ (รูปที่ 1-7) คือบริเวณหลงั บ้าน (พกิ ัด 682558 E /
2082356 N) และบริเวณดา้ นทิศเหนอื ของบา้ น (พิกัด 682517 E / 2082398 N) จากลักษณะธรณวี ทิ ยา
บริเวณพืน้ ทีส่ ำรวจประกอบด้วยหินปูนซงึ่ เป็นชน้ั หนิ ฐานรองรับในระดบั ตนื้ ภูเขาหนิ ปูนทอ่ี ยใู่ กล้พ้ืนทีส่ ำรวจ
คอื เขาหินปูนบ้านผาตบู ซง่ึ เป็นเขาลูกโดดอยู่ห่างจากพ้นื ทสี่ ำรวจไปทางเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร
-7-
รูปท่ี 1-4 พ้ืนท่ีสำรวจธรณีฟิสิกส์และตำแหน่งหลุมยุบ ตำแหน่งหมายเลข 2 และ 3 เป็นหลุมยุบใหม่ที่
เกดิ ขนึ้ ในขณะทตี่ ำแหนง่ หมายเลข 1 และ 4 เปน็ หลมุ ยุบเก่าทไ่ี ด้มีการปรับสภาพไปแล้ว
-8-
ก) พื้นท่พี ชื ไร่ ข) พ้ืนท่ีสวนยาง
รปู ท่ี 1-5 สภาพพ้ืนท่ีทว่ั ไปโดยรอบพ้ืนท่สี ำรวจ (ภาพถา่ ยเมอ่ื วนั ที่ 24/7/2561)
ก) พกิ ดั 682541 E / 2082411 N ข) พิกดั 682558 E / 2082188 N
รปู ท่ี 1-6 หลมุ ยุบเก่า 2 หลุมท่ีเคยเกดิ ขนึ้ ในพน้ื ท่ใี กลเ้ คียง (ภาพถา่ ยเมื่อวนั ท่ี 26/7/2561)
ก) พิกัด 682517 E / 2082398 N ข) พกิ ดั 682573 E / 2082356 N
รูปท่ี 1-7 หลมุ ยุบใหม่ท่เี กดิ ข้นึ 2 หลุม (ภาพถ่ายเม่ือวนั ที่ 4/8/2561)
บทที่ 2
การทบทวนเอกสารและวรรณกรรมท่เี กี่ยวข้อง
2.1 ธรณีวิทยา
2.1.1 ธรณีวิทยาทวั่ ไป
ธรณีวิทยาจังหวัดน่านประกอบไปด้วยหน่วยหินมหายุคพาลิโอโซอิกตอนปลายท่ีมีการ
เรียงลำดับต่อเนื่องจนถึงตะกอนยุคปัจจุบัน (Holocene) โดยหน่วยหินเหล่าน้ีภายหลังได้เกิดการแปรสภาพ
ภูมิภาค (Regional metamorphism) และได้รับอิทธิพลของกระบวนการแปรสัณฐาน (Tectonic process)
จนทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้งโก่งงอและเคล่ือนตัว ซ่ึงหินยุคไซลูเรียนถึงยุคดีโวเนียนเป็นหินที่มีอายุแก่ท่ีสุด
โดยพบกระจายตัวทางทิศใตข้ อง อำเภอนาหมื่น ประกอบด้วยหินแปรเกรดต่ำ เช่น หินฟิลไลต์ หินฟิลไลต์เนื้อ
คาร์บอน และหินฟิลไลต์เนื้อซิลิกา จากแผนท่ีธรณีวิทยา 1:250000 บริเวณพื้นที่สำรวจปรากฏหน่วยหินและ
ตะกอนปัจจุบันรวม 9 หน่วย (รูปท่ี 2-1) โดยสามารถจัดลำดับชั้นหินในบริเวณพ้ืนที่สำรวจจากอายุแก่ไปหา
อายุอ่อนไดด้ ังน้ี (กรมทรพั ยากรธรณี, 2558)
2.1.1.1 หนิ ยคุ เพอร์เมียน (P)
หนิ ยคุ เพอรเ์ มียน ในพ้นื ท่จี ังหวัดนา่ น ได้แก่กลุ่มหนิ งาว ตั้งชอ่ื โดย สงดั ปิยะศิลป์ (2515)
เปน็ กลมุ่ หินยุคเพอรเ์ มยี นของภาคเหนือ ประกอบดว้ ย 3 หมวดหนิ โดยเรยี งจากอายมุ ากไปหานอ้ ย ได้แก่
หมวดหินกิ่วลม (Pkl) หมวดหนิ ผาหวด (Pph) และหมวดหินหว้ ยทาก (Pht) ซึ่งจากแผนท่ีธรณีวทิ ยาบรเิ วณ
พืน้ ท่ีสำรวจพบหมวดหินผาหวดอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่เปน็ กลุม่ เล็ก
หมวดหนิ ผาหวด (Pph) เปน็ หนว่ ยหนิ ยคุ เพอรเ์ มียนตอนกลางของกลุ่มหินงาว ต้งั ชอื่ ตามผา
หนิ ปนู ท่ดี อยผาหวด อําเภองาว จงั หวดั ลําปางซ่ึงพบซากดึกดําบรรพ์พวก คตข้าวสาร ปะการัง ไบรโอซัว และ
ไครนอยด์ จังหวัดน่านพบหมวดหนิ นที้ างฝงั่ ตะวันตกของ อําเภอเวียงสา ประกอบดว้ ยหนิ ปนู ทพี่ บทง้ั ลกั ษณะ
แสดงชนั้ และเป็นมวลหนา (massive) หินปูนทแ่ี สดงชน้ั พบแทรกสลบั กับชนั้ หนิ ดนิ ดานและหนิ ทราย
2.1.1.2 หนิ ยุคเพอร์โมไทรแอสซกิ (PTr)
พบแผก่ ระจายเป็นบรเิ วณกวา้ ง พบบริเวณตอนเหนือค่อนไปทางตะวนั ออกของพืน้ ที่ มีการ
กระจายตวั อยู่ในแนวทศิ เหนือ-ใต้ แสดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศเป็นภเู ขาสงู พบมากบรเิ วณทางตอนกลางของ
จงั หวัดน่าน ประกอบดว้ ยหินทราย หินทรายเน้อื ภเู ขาไฟ หินปูนเนื้อดนิ หินไรโอลติ กิ ทฟั ฟ์กึ่งแปรสภาพ
หินดนิ ดาน หนิ ปูนเป็นเลนส์ หนิ เชิร์ต และหินปูนเนอื้ ไขป่ ลา
- 10 -
รูปท่ี 2-1 แผนที่ธรณีวิทยาบรเิ วณพน้ื ท่สี ำรวจ (ดัดแปลงจาก กรมทรัพยากรธรณี, 2558)
- 11 -
2.1.1.3 หนิ ยุคไทรแอสซิก (Tr)
หนิ ตะกอนยคุ ไทรแอสซกิ พื้นท่ีจงั หวดั น่าน สามารถเรยี งลําดบั กลุ่มหิน จากอายุมากไปอายุ
น้อยได้ 4 หมวดหิน ไดแ้ กห่ มวดหินเขาพลึง (Trkhp) หมวดหนิ ผาแดง (Trpd) หมวดหินก้างปลา (Trkp) และ
หมวดหินวังช้ิน (Trwc) จากแผนทธี่ รณีวทิ ยาบริเวณพ้นื ท่ีสำรวจ พบหมวดหนิ วงั ชน้ิ บริเวณกลางพ้นื ทค่ี ่อนไป
ทางทศิ ตะวนั ตก
หมวดหินวังช้ิน (Trwc) หมวดหนิ วงั ชิน้ มอี ายุอยู่ในช่วงยคุ ไทรแอสซกิ ตอนบน พบแผ่
กระจายตวั อยู่ในแนวทศิ เหนือ-ใตต้ งั้ แตท่ างตะวันตกของอําเภอสองแคว อาํ เภอทา่ วงั ผา เปน็ แนวยาวจนมาถงึ
อาํ เภอเมืองนา่ น และพบบางสว่ นในอาํ เภอบา้ นหลวง แสดงลกั ษณะภมู ิประเทศเปน็ เนนิ เขาและทิวเขาสงู
ประกอบด้วยหินโคลนสีเทาเข้ม แทรกสลบั ด้วนหินทรายแป้ง มกั พบแสดงลักษณะช้ันบางถึงช้ันหนาปานกลาง
2.1.1.4 หินยุคไทรแอสซกิ ถึงจูแรสซกิ (TrJ)
พบกระจายตวั ในแนวทิศ เหนือ-ใต้ ทางดา้ นตะวนั ตกของ อําเภอเมอื งน่าน เป็นแนวยาวไป
ถึงตอนใตข้ องเขตอําเภอเวยี งสา โดยปรากฏทางดา้ นตะวันตกของพ้นื ที่ แสดงลักษณะภมู ิประเทศแบบเนนิ เขา
ไลไ่ ปจนถึงภเู ขาประกอบดว้ ยหินกรวดมน หนิ ทรายสนี ้ำตาลแดง แทรกสลับด้วยหินดินดานและหนิ โคลนหนิ
ทรายแป้ง และหนิ อารีไนต์เนื้อปนปนู
2.1.1.5 หินยุคจแู รสซิก (J)
พบกระจายตัวในแนว เหนือ-ใต้ ประกอบด้วยการแทรกสลบั กันของหินทราย หินทรายแป้ง
หินดินดานและหนิ กรวดมน หินยคุ จแู รสซกิ ที่พบบริเวณรอยต่อระหว่างจงั หวัดนา่ นและอตุ รดิตถ์เป็นส่วนหนง่ึ
ของกล่มุ หินโคราช ไดแ้ ก่ หมวดหินภกู ระดงึ หินสว่ นใหญ่เปน็ หินทรายแป้งสีแดง และสีมว่ ง เนื้อปนปนู และเนื้อ
ไมกา หนิ ทราย หินเคลย์ และหนิ กรวดมน และถูกปดิ ทับอยา่ งต่อเน่ืองดว้ ยหมวดหินพระวิหาร อายุในช่วงจู
แรสซกิ -ครีเทเชยี ส
2.1.1.6 หนิ ยคุ จูแรสซกิ ถึงยุคครเี ทเชยี ส (JK)
ประกอบไปดว้ ย 3 หมวดหิน พบกระจายตัวอยใุ่ นแนวทิศเหนอื -ใต้ โดยพบหมวดหินพระ
วิหาร (JKpw) ดา้ นทศิ ตะวนั ออกของอำเภอบ่อเกลือ แสดงลักษณะภูมิประเทศเปน็ แนวทวิ เขาสงู ชนั หนิ ทพ่ี บ
ประกอบดว้ ย หินทรายเนอ้ื ควอตซ์สีขาว สชี มพูและสีเทา แสดงการวางช้ันเฉยี งระดบั ขนาดใหญ่ แสดงลักษณะ
ชนั้ หนาแทรกสลับกบั หนิ ทรายปนกรวดบา้ ง พบหมวดหินกิว่ จนั ทร์ (JKkc) บริเวณแนวรอยตอ่ ของจังหวดั นา่ น
ด้านทศิ ตะวันตกของอาํ เภอเวียงสา และอาํ เภอนาน้อย และพนื้ ท่ที างด้านทิศตะวันตกของอําเภอนาน้อย แสดง
ลักษณะภูมิประเทศเป็นเนนิ เขา ประกอบดว้ ย หินทรายอาร์โคส หินโคลน หนิ ทรายแปง้ สีน้ำตาลแดง แสดง
การวางช้นั เฉียงระดับ และพบหมวดหินยคุ จูแรสซิกถงึ ยุคครเี ทเชยี ส ซง่ึ มีชั้นหนิ แบบฉบับอยูต่ ามถนนสาย
มิตรภาพ จังหวัดนครราชสีมา โดยพบทางด้านทิศตะวนั ออกของอําเภอนาหมื่น ประกอบดว้ ย หินทรายอาร์
โคสสขี าว หนิ กรวดมน มหี นิ ดินดานแทรกสลบั
- 12 -
2.1.1.7 หินยคุ เทอรเ์ ชียรี (T)
หนิ ยุคเทอรเ์ ชียรีมีความสำคัญเพราะเป็นแหลง่ กำเนิดของเชือ้ เพลงิ ธรรมชาติของประเทศ
เชน่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และหินน้ำมนั นอกจากนยี้ งั พบดนิ เบา และบอลเคลยเ์ กดิ ร่วมดว้ ย ซ่ึงช้นั
หินในยคุ นี้มกี ารสะสมตัวในแอง่ โดด ๆ ระหว่างภเู ขา หินสว่ นใหญม่ ลี ักษณะกึ่งแข็งตัว ประกอบด้วยหินเคลย์
หนิ โคลน หินทรายแป้ง หนิ ทราย และหินดนิ ดานแทรกสลบั มีซากดกึ ดำบรรพ์จำพวกใบไม้ ลำต้น เปลอื กหอย
และกระดูกของสตั วม์ ีกระดกู สนั หลงั แอ่งสะสมตะกอนทส่ี ำคญั ได้แก่ แอ่งปวั และแอง่ นา่ น โดยแอ่งมลี กั ษณะ
วางตัวตามแนว ทิศเหนือ-ใต้ อยบู่ ริเวณตอนกลางของจังหวัดนา่ น
2.1.1.8 ตะกอนยุคควอเทอร์นารี (Q)
ตะกอนควอเทอร์นารีปกคลุมพ้ืนทรี่ าบลุ่มเปน็ บริเวณกว้างในแอง่ สะสมตะกอน เช่น แอ่งน่าน
และแอง่ สันติสุข หนว่ ยตะกอนน้ีปรากฏใหเ้ ห็นในบรเิ วณที่ราบริมแม่นำ้ สำคัญ คอื แม่น้ำน่าน ซง่ึ เปน็ แอ่งสะสม
ตะกอนขนาดใหญ่ด้านเหนือ ตอนกลาง และด้านใต้ ของจังหวัด ในเขตอำเภอทงุ่ ช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอ
ปวั อำเภอทา่ วงั ผา อำเภอเมือง อำเภอภเู พยี ง อำเภอเวียงสา และอำเภอนาน้อย และพบในแอง่ ทรี่ าบรมิ นำ้ แม่
กาด ในเขตอำเภอบา้ นหลวง
2.1.1.9 หนิ ภูเขาไฟยคุ จแู รสซิก (Jv)
หินภเู ขาไฟยุคจูแรสซกิ อายุประมาณ 192-135 ลา้ นปี พบวางตวั เปน็ แนวแคบในแนวทิศ
เหนือ-ใต้ กระจายตัวอยู่ทางฝ่งั ตะวันตกของจังหวัดน่าน ในเขตอำเภอเมืองนา่ น อำเภอเวยี งสาและอำเภอนา
น้อย ลักษณะภูมปิ ระเทศท่ีพบหินภูเขาไฟกล่มุ น้สี ว่ นใหญ่เป็นภเู ขาไมส่ ูงมากหรือเปน็ เนินเขาเตีย้ ประกอบด้วย
หินไรโอไลต์ หนิ ไรโอลิติกทัฟฟ์ หนิ แอนดีซิติกทัฟฟ์ และหินบะซอลต์
2.2 กระบวนการเกิดหลุมยบุ
หลมุ ยบุ เปน็ ปรากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละจัดเปน็ ธรณีพิบตั ิภัยประเภทหนึ่ง (รปู ท่ี 2-2) ซง่ึ
เกดิ ข้นึ ได้จากหลายสาเหตุ โดยทัว่ ไปหลมุ ยบุ มเี สน้ ผ่านศนู ยก์ ลางตั้งแต่ 1 เมตร ถึง 200 เมตร ลกึ ตัง้ แต่ 1
เมตร ถึงมากกว่า 20 เมตร เริ่มแรกปากหลมุ มลี ักษณะเกือบกลมและมนี ำ้ ขังอยู่ก้นหลุม ภายหลงั นำ้ จะกัดเซาะ
ดินกน้ หลมุ ให้กว้างขึ้น ทำให้ปากหลมุ พังลงมาจนเสมือนกับว่าขนาดของหลมุ ยบุ กว้างขึ้น โดยทว่ั ไปหลุมหยุบ
จะเกดิ ขึน้ บริเวณพ้นื ที่ทใ่ี ต้ดนิ เป็นหนิ ท่มี อี งค์ประกอบทางเคมจี ำพวกคาร์บอเนตรองรับ เชน่ หนิ ปนู และหิน
โดโลไมต์ เน่อื งจากหนิ คารบ์ อเนตดังกล่าวสามารถทำปฏิกรยิ ากับสารละลายเปน็ ที่กรดหรือนำ้ ฝนทเ่ี ปน็ กรด
อยา่ งออ่ น เกิดกระบวนการละลายในหินทำให้หนิ เกดิ การสกึ กรอ่ น ประกอบกับในกรณที ภี่ ูเขาหนิ ปูนมีรอย
เลอ่ื นและรอยแตก บริเวณใดที่รอยแตกของหนิ ปูนตดั กันจะเป็นบริเวณทีเ่ ป็นช่องทางให้นำ้ ไหลซึมผ่านลงไปได้
จงึ กอ่ ให้เกดิ โพรงไดง้ า่ ย โพรงหนิ ปูนถา้ อยู่พ้นผิวดินก็คือถ้ำ ถ้าอยใู่ ตผ้ ิวดนิ เรยี กวา่ โพรงหนิ ปนู ใตด้ ิน ซ่ึงเมื่อ
เกิดโพรง เศษตะกอนที่เดิมปิดทับอยดู่ ้านบนกจ็ ะเคลอ่ื นที่ลงไปเตมิ ในช่องวา่ งดงั กลา่ วตามแรงโนม้ ถว่ งของโลก
- 13 -
ในระหวา่ งที่เศษตะกอนเคล่ือนท่ไี ปกจ็ ะกร่อนช้นั หินไปดว้ ย จนกระทง่ั เศษตะกอนเข้าไปเตมิ เต็มช่องวา่ งจน
หมด ซึง่ เป็นผลทำให้พืน้ ผิวดินดา้ นบนทรุดตัวต่ำลงจากระดบั ปกติกลายเป็นหลุม อย่างไรกต็ ามลักษณะการ
ยบุ ตวั ของผวิ ดินที่อยู่เหนอื โพรงใต้ดินนน้ั ข้นึ อยู่กับความหนาและชนิดของชั้นดนิ ทปี่ กคลุม รวมไปถึงสภาพและ
ระดับนำ้ ใตด้ นิ ทั้งน้ีกระบวนการเกิดหลมุ ยบุ ที่เกิดจากหนิ ปูนสามารถแบ่งออกได้เปน็ 3 ประเภท คอื
รูปท่ี 2-2 หลมุ ยุบเส้นผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 5 เมตร บริเวณบา้ นทรายทอง ตำบลวังงิว้ อำเภอดงเจริญ
จงั หวดั พิจิตร พกิ ดั 688321 E / 1768297 N (ภาพถา่ ยเมือ่ วันท่ี 7/9/2558)
- 14 -
2.2.1 หลมุ ยบุ ที่เกดิ จากกระบวนละลาย (Dissolution sinkholes)
การละลายของหนิ ปนู หรือหินโดโลไมต์สามารถเกิดขึน้ ได้ง่ายในกรณที ช่ี ้นั หินโผลพ่ ้นผิวดนิ
โดยรอยแตกหรือรอยแยกในหนิ จะเป็นชอ่ งทางให้น้ำฝนหรือนำ้ ใต้ดนิ ไหลผ่านและในกรณีที่น้ำมีสมบัตเิ ป็นกรด
ออ่ นจะทำให้เกิดการละลายของหินปูนหรือหนิ โดโลไมต์ข้นึ ซง่ึ หลมุ ยบุ ลักษณะน้จี ะทำใหเ้ กิดหบุ เขาขนาดเลก็
หรอื พนื้ ท่ีทรดุ ตัวแบบต้ืน (รปู ท่ี 2-3)
รปู ท่ี 2-3 หลมุ ยบุ ทีเ่ กิดจากกระบวนละลาย (https://www.geothai.net/sinkhole/)
2.2.2 หลมุ ยบุ ทเี่ กิดจากการทรดุ ตวั ของช้นั ดนิ ทป่ี กคลมุ (Cover-collapse sinkholes)
หลมุ ยุบชนดิ นส้ี ามารถเกิดขนึ้ อยา่ งรวดเรว็ เพยี งไม่ก่ีชั่วโมง และสร้างความเสยี หายอยา่ งมาก
ซ่ึงมักเกิดขึ้นในบรเิ วณท่หี ินปูนถูกปิดทับดว้ ยช้นั ตะกอนดนิ เหนยี ว ซึง่ เกิดโพรงใตด้ ินอยู่แล้วแตย่ งั ไม่มีการ
พงั ทลายเน่ืองจากดนิ เหนียวมีคณุ สมบตั ทิ ีส่ ำคญั คือ มคี ่าความเชอ่ื มแน่นระหวา่ งเม็ดดินสูง (cohesion) เม่อื
เกดิ การเปล่ยี นแปลงของระดับน้ำใตด้ นิ ทำใหเ้ กิดการหดตัวและขยายตัวของดินเหนียว ทำให้ความสามารถใน
การยึดเกาะของอนภุ าคดินเหนยี วลดลงเปน็ สาเหตทุ ำให้โพรงทเี่ กดิ ในดนิ เหนยี วขยายใหญข่ ึ้นและทรุดตัว
กลายเป็นหลมุ ยบุ (รูปที่ 2-4)
รูปที่ 2-4 หลุมยุบทีเ่ กิดจากการทรุดตัวของชน้ั ดินที่ปกคลมุ (https://www.geothai.net/sinkhole/)
- 15 -
2.2.3 หลุมยุบท่ีเกดิ จากการพังทลายของช้นั ดินท่ีปกคลุม (Cover-subsidence sinkholes)
หลมุ ยุบชนดิ น้ีเกิดจากการเคลื่อนที่ของตะกอนร่วน เชน่ ตะกอนทรายเคล่ือนตวั ไหลลงไป
ตามโพรงหรือช่องวา่ งท่ีอยู่ดา้ นล่าง ในขณะทพ่ี น้ื ผวิ ดนิ ดา้ นบนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงเน่ืองจากตะกอนทหี่ ายไป
อตั ราการทรดุ ตัวอาจจะใชเ้ วลานานหากช้ันดนิ มดี ินเหนยี วปน หรือมคี วามหนาของชนั้ ดินท่ีปิดทับมาก (รูปท่ี
2-5)
รูปที่ 2-5 หลมุ ยบุ ที่เกิดจากการพงั ทลายของช้นั ดนิ ทป่ี กคลุม (https://www.geothai.net/sinkhole/)
2.3 แนวคดิ และสมมตุ ิฐานการสำรวจ
การสํารวจด้วยวิธีทางธรณีฟิสิกสเ์ ป็นการประยกุ ต์หลกั การทางฟสิ ิกส์ เพอื่ ช่วยในการศึกษา
สภาพทางธรณวี ทิ ยาใตผ้ ิวดินให้เปน็ ไปได้อยา่ งแมน่ ยาํ ย่ิงขนึ้ การสำรวจทางธรณฟี สิ ิกสม์ ีอยูห่ ลายวิธีซง่ึ แต่ละวิธี
จะศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของวัตถุท่ีแตกต่างกนั เช่น การสำรวจดา้ นสนามแมเ่ หลก็ โลก (magnetic
survey) เป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการหาตำแหน่งของวตั ถุทมี่ ีคุณสมบตั ิเปน็ แมเ่ หล็กท่ฝี ังตัวอยู่ใตผ้ ิวดิน
ซงึ่ มักประยุกต์ใช้ในการสำรวจแหลง่ แรเ่ หล็กแบบสายแร่ เนอ่ื งจากวตั ถเุ หล่านี้มีค่าความเป็นแมเ่ หล็กสงู กว่า
วัตถตุ ัวกลาง โดยทัว่ ไปการสำรวจทางธรณฟี ิสกิ ส์ในพน้ื ท่ีศกึ ษาใด ๆ ก็ตาม มักใช้การสำรวจหลายวิธีการ
ร่วมกัน เพ่ือให้ข้อมลู การสำรวจมคี วามถูกต้องแมน่ ยำมากขึน้ การสำรวจเพ่ือหาโพรงใตด้ ินในหนิ ปนู ทส่ี ัมพนั ธ์
กบั การเกดิ หลุมยุบดว้ ยวิธกี ารทางธรณฟี สิ ิกส์ บรเิ วณบ้านผาตูบ ในกรณนี ี้จะพจิ ารณาหลักการเบอ้ื งต้นทว่ี า่
โพรงใตด้ นิ ในหนิ ปนู มคี ุณสมบัตเิ ปน็ ตัวนำไฟฟ้าที่มคี ่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าแตกต่างจากหนิ ปนู ข้างเคียง ซึ่ง
สามารถแยกออกไดเ้ ป็น 2 กรณีคอื กรณที เี่ ป็นโพรงอากาศจะมีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าสูง และกรณเี ปน็ โพรงท่ี
มนี ้ำจะมีค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ ตำ่ ดงั นนั้ วิธีการสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าและวัดค่าสนามแม่เหล็ก
ไฟฟา้ แบบ time domain จึงเปน็ วิธีท่เี หมาะสมและรวดเรว็ ในการตรวจสอบหลมุ ยุบที่เกิดจากโพรงใต้ดินใน
หินปนู โดยพิจารณาจากค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ ดงั กลา่ ว
- 16 -
การสร้างแบบจำลองค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าทางธรณีวิทยาด้วยโปรแกรม RES2DMOD ซึ่ง
เป็นโปรแกรม resistivity forward modeling สามารถใช้เป็นแนวทางเบ้ืองต้นท่ีช่วยให้การแปลความหมาย
ทางธรณีวิทยาถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างแบบจำลองจะเริ่มต้นจากโปรแกรม RES2DMOD เพ่ือสร้าง
block model ต้นแบบทางธรณีวิทยา จากน้ัน block model ที่สร้างขึ้นจะถูกนำเข้าโปรแกรม RES2DINV
เพื่อประมวลผลผ่านกระบวนการ inversion ซ่ึงจะได้ผลลัพธ์ที่แสดงเป็นภาพตัดขวางค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า
ของแบบจำลองโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่สัมพันธ์กับ block model ต้นแบบ ในกรณีของการสร้าง
แบบจำลองค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าในคร้ังน้ี กำหนดการจัดวางข้ัวไฟฟ้าแบบ ไดโพล ไดโพล (dipole-dipole
configuration) ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางขั้วไฟฟ้าที่สามารถตรวจสอบการเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาใต้ผิว
ดินในแนวราบได้ดี เหมาะสำหรับการหาโครงสร้างทางธรณีวิทยาแนวด่ิง ทั้งน้ีแบบจำลองโพรงใต้ดินจะ
พิจารณาออกเปน็ 2 กรณี ไดแ้ ก่
2.3.1 แบบจำลองโพรงใต้ดินกรณเี ปน็ โพรงอากาศ
กำหนดใหม้ ีช้ันตะกอนหนา 20 เมตร ที่มคี ่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้า 300 โอห์ม.เมตร ปิดทับบน
ชนั้ หนิ ปนู ทมี่ คี า่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้า 5,000 โอหม์ .เมตร โดยกำหนดให้มโี พรงใต้ดนิ ทม่ี ีค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้
สูง 50,000 โอห์ม.เมตร ซง่ึ เป็นโพรงอากาศหรือโพรงแหง้ อยู่บริเวณกลางแบบจำลองและโพรงมีความตอ่ เนื่อง
ในแนวดิง่ จะพบว่าเมื่อผ่านการประมวลผลขอ้ มูลดว้ ยกระบวนการ inversion เพ่ือสร้างแบบจำลองโครงสรา้ ง
ทางธรณวี ิทยา บรเิ วณทเี่ ป็นโพรงอากาศจะแสดงค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าสูงบริเวณกลางแบบจำลองสอดคลอ้ ง
กับ block model ต้นแบบ (รูปที่ 2-6 และรปู ท่ี 2-7)
2.3.2 แบบจำลองโพรงใต้ดินกรณเี ปน็ โพรงที่มีน้ำหรือโพรงทม่ี ีตะกอนดินเหนียว
กำหนดใหม้ ีช้ันตะกอนหนา 20 เมตร ท่ีมีค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ 300 โอห์ม.เมตร ปดิ ทับบน
ชน้ั หนิ ปนู ทมี่ คี ่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ 5,000 โอหม์ .เมตร โดยกำหนดให้มีโพรงใตด้ นิ ทมี่ ีคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้า
ต่ำ 50 โอห์ม.เมตร ซ่ึงเป็นโพรงท่ีมนี ้ำหรือโพรงที่มีตะกอนดินเหนยี วอยู่บริเวณกลางแบบจำลองและโพรงมี
ความตอ่ เนื่องในแนวดง่ิ จะพบว่าเม่ือผ่านการประมวลผลข้อมูลดว้ ยกระบวนการ inversion เพอื่ สรา้ ง
แบบจำลองโครงสร้างทางธรณวี ทิ ยา บริเวณท่เี ปน็ โพรงใต้ดนิ ทมี่ ีน้ำหรือโพรงทีม่ ีตะกอนดินเหนยี วอยู่ จะแสดง
ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าต่ำบริเวณกลางแบบจำลองสอดคล้องกับ block model ตน้ แบบ (รูปท่ี 2-8 และรปู ที่
2-9)
2.3.3 สรปุ แนวคดิ
จากแบบจำลองทั้งสองกรณีจะสังเกตได้ว่าผลจากการ inversion ทแ่ี สดงภาพตัดขวางคา่
สภาพต้านทานไฟฟ้าลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาจากโปรแกรม RES2DINV จะแสดงบรเิ วณที่มคี วาม
ผดิ ปกติ (anomalous zone) ซ่งึ เปน็ ตำแหน่งโพรงใต้ดิน ท่ีกำหนดไว้ในแบบจำลอง block model ท่สี ร้างขึ้น
ซง่ึ สามารถระบุ ตำแหน่ง ความลกึ และรูปทรง ของโพรงใตด้ ินโดยสังเขป จากภาพตัดขวางค่าสภาพต้านทาน
ไฟฟ้าได้ทั้งสองกรณี
- 17 -
รูปที่ 2-6 แบบจำลองหลุมยบุ และคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ ทค่ี ำนวณได้จากโปรแกรม RES2DMOD แสดง
โครงสรา้ งชน้ั ตะกอนหนา 20 เมตร ปดิ ทบั ชั้นหินปูน โดยมโี พรงใตด้ ินที่มคี ่าสภาพต้านทาน
ไฟฟา้ สูง (50,000 โอห์ม.เมตร) อยู่บริเวณกลางแบบจำลองและโพรงมคี วามต่อเนื่องในแนวด่งิ
รูปที่ 2-7 ภาพตดั ขวางแสดงคา่ สภาพต้านทานไฟฟา้ ทีไ่ ด้จากการ inversion ดว้ ยโปรแกรม RES2DINV
- 18 -
รปู ท่ี 2-8 แบบจำลองหลุมยบุ และค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ ท่คี ำนวณไดจ้ ากโปรแกรม RES2DMOD แสดง
โครงสร้างชัน้ ตะกอนหนา 20 เมตร ปดิ ทับช้ันหนิ ปูนโดยมีโพรงใต้ดนิ ท่มี ีคา่ สภาพต้านทาน
ไฟฟา้ ตำ่ (50 โอห์ม.เมตร) อยบู่ ริเวณกลางแบบจำลองและโพรงมีความต่อเนื่องในแนวดิ่ง
รปู ท่ี 2-9 ภาพตัดขวางแสดงค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าทีไ่ ดจ้ ากการ inversion ด้วยโปรแกรม RES2DINV
- 19 -
2.4 ผลงานการศกึ ษาวิจยั ท่ีเคยทำมากอ่ น
Ahmed Ismail and Neil Anderson (2012) สำรวจวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มติ ิ
และ 3 มิติ เพ่ือตรวจสอบหลุมยุบทพี่ บใกล้ถนนซุปเปอรไฮเวย์ บริเวณกรนี เคานต์ ้แี ละเจฟเฟอรส์ นั ซติ ี้ รัฐ
มิสซรู ี ผลการสำรวจสามารถระบุความลกึ ของชั้นหนิ ปูนและความหนาของชน้ั ตะกอนที่ปิดทับ โดยค่าสภาพ
ต้านทานไฟฟ้าของหินปนู มีคา่ > 900 โอห์ม.เมตร และพบโพรงในหนิ ปนู ทีร่ ะดับลกึ ประมาณ 4 เมตร (รปู ที่ 2-
10)
คเชนทร์ เหนี่ยวสุภาพและคณะฯ (2553) สำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าและวัดค่า
สนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Induction เพื่อตรวจสอบโครงสร้างธรณวี ิทยาใตผ้ วิ ดินทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั การเกดิ ดินเคม็
อำเภอบ่อเกลือ จงั หวดั น่าน พบพ้ืนทดี่ ินเค็มเกดิ จากน้ำเกลอื ท่ีขึน้ มาตามบริเวณแนวตัดกันของรอยเลื่อนและ
รอยแตกในชนั้ หิน
เพยี งตา สาตรักษ์ และสาคร แสงชมภู (2554) ประยุกตใ์ ชว้ ธิ ีวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าเพือ่
แปลความหมายสภาพธรณวี ิทยาใต้ผิวดนิ กรณีศึกษาทีบ่ ้านบอ่ แดง อำเภอบ้านม่วง จังหวดั สกลนคร สำหรับ
นำมาใช้ติดตามการขยายตวั ของโพรงท่ีเกดิ จากการละลายออกไปของเกลือใตผ้ ิวดนิ พบหลุมยบุ เกิดบริเวณท่ีมี
เกลือหนิ อยู่ในระดับต้ืน โดยทผี่ วิ ดา้ นบนของเกลือหนิ ถกู ละลายออกไป จึงทำใหเ้ กดิ ชอ่ งว่างหรอื โพรงบรเิ วณ
รอยตอ่ ระหวา่ งเกลือหนิ และชั้นดนิ (รปู ท่ี 2-11) โดยจะพบเป็นขอบเขตของค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าต่ำ มี
ลกั ษณะการขยายกวา้ งมากขึ้นตามลำดับ โดยอตั ราการขยายตวั ของความกว้างบรเิ วณเว้าลกึ หรอื แอ่ง เปน็ ไป
ตามสมการเส้นตรง เช่นเดียวกับอตั ราการขยายตัวของหลุมยุบทปี่ รากฏบนดิน และอัตราการขยายตัวโพรงใต้
ผิวดินมีคา่ มากกว่าอัตราการขยายตวั ของหลุมยบุ บนดิน 1.3 เท่า
กมั ปนาท แหลมพูลทรัพย์ และวไิ ลวรรณ เวชกามา (2555) สำรวจหาโพรงใตด้ ินทเ่ี ปน็ สาเหตุ
ของหลุมยุบดว้ ยวธิ ีการวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า ในพ้ืนที่ของสถานวี ทิ ยุกระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย อำเภอ
เมือง จงั หวดั สตูล พบโครงสรา้ งทมี่ ลี ักษณะเป็นโพรงใตด้ ินเพ่มิ เติมซงึ่ มโี อกาสทำใหด้ ินด้านบนยุบตวั และอาจ
ทำให้เกิดความเสยี หายต่อโครงสร้างอาคารได้ในอนาคต และไดท้ ำเครอื่ งหมายกำหนดตำแหน่งเพ่ือการเฝา้
ระวังและหลีกเล่ียงการใช้พน้ื ท่ดี ังกลา่ วเพื่อทำกิจกรรมเกยี่ วกับชมุ ชน
ดเี ซลล์ สวนบรุ ี และวภิ ู ศรเี อีย่ มสะอาด (2560) ดำเนินการสำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทาน
ไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบโพรงในหนิ ปูน ทีอ่ าจบ่งบอกบริเวณพื้นที่เส่ยี งต่อการเกิดหลุมยบุ ในบริเวณเหมอื งหินปูน
จงั หวัดสระบุรี ผลการสำรวจสามารถระบุตำแหน่ง และลักษณะของโพรงใต้ดนิ ในหินปนู โดยพบบรเิ วณท่คี าด
วา่ นา่ จะเปน็ โพรงแหง้ และโพรงทมี่ นี ้ำและดนิ เหนยี ว
ศภุ วิชญ์ ยอแสงรตั น์ และคณะฯ (2562) ประยุกต์ใชว้ ิธกี ารสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟา้
และการสำรวจ ground penetrating radar เพอื่ ตรวจสอบความต่อเนื่องของหลุมยุบและโพรงใต้ดนิ บริเวณ
พน้ื ที่บ้านทุ่งยาวน้ยุ และบ้านธารปลวิ อำเภอทุ่งหว้า จังหวดั สตูล พบความตอ่ เนื่องของโพรงในหนิ ปูนใต้ดนิ ใน
ทิศทาง เหนือ-ใต้ ซ่ึงเป็นบรเิ วณท่คี วรเฝ้าระวังและแนะนำให้งดการก่อสร้างในบริเวณพ้นื ทด่ี งั กล่าว
- 20 -
รปู ท่ี 2-10 ตัวอยา่ งภาพตัดขวางการสำรวจวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าพบโพรงในหนิ ปูนท่ีระดบั ลึก
ประมาณ 4 เมตร (Ahmed Ismail and Neil Anderson, 2012)
รูปท่ี 2-11 ตัวอยา่ งภาพตัดขวางการสำรวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้า พบโพรงเกดิ ในช่วงรอยตอ่
ของเกลือหินและชนั้ หนิ ดนิ เหนยี ว ซง่ึ เปน็ บริเวณท่เี ก็บตัวอย่างหินดินเหนยี วได้ไม่สมบรู ณ์
(เพยี งตา สาตรักษ์ และสาคร แสงชมภู , 2554)
บทท่ี 3
วธิ กี ารสำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าและวธิ ีการสำรวจ
วดั คา่ สนามแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ แบบ Time Domain
การตรวจสอบโพรงใต้ดนิ บริเวณพน้ื ท่ีหลมุ ยุบ บ้านผาตบู ดว้ ยวิธกี ารทางธรณฟี สิ ิกส์ใช้วธิ ีการ
สำรวจ 2 แบบคอื วธิ วี ดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ (Electrical Resistivity Imaging, ERI) และวิธีวัดคา่
สนามแมเ่ หล็กไฟฟ้าแบบ Time Domain (Time-Domain Electromagnetic, TDEM) โดยมรี ายละเอียด
วธิ กี ารสำรวจของแตล่ ะวธิ ตี ามลำดับดงั ต่อไปน้ี
3.1 การวดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้
การสำรวจวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าใช้ชดุ เคร่อื งมือ AGI SuperSting™ R8 Wi-Fi (รูปที่ 3-
1 และ รูปท่ี 3-2) โดยเครอื่ งจะปล่อยกระแสไฟฟ้า ผ่านขว้ั ปล่อยกระแสไฟฟ้า (Current electrodes) ลงไปใน
ช้ันดิน / ช้ันหิน จากนั้นเครื่องจะวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ด้วยขั้ววัดศักย์ไฟฟ้า (Potential electrodes)
จากนั้นเคร่ืองมือจะนำค่ากระแสไฟฟ้าที่ปล่อยลงไป คำนวณกับค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่วัดได้และค่าคงที่
(geometrical factor, K) ท่ีสามารถคำนวณได้จากระยะห่างของขั้วไฟฟ้า (รูปที่ 3-3) โดยการคำนวณจะใช้
หลักการตามกฏของโอห์ม (Ohm’s law) ซึ่งจะให้ผลลัพท์เป็นค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า (, ohm.m) ของจุด
สำรวจแต่ละจุดตามระดับความลึก ท้ังนี้จำนวนจุดสำรวจที่ต้องอ่านค่าจะถูกกำหนดในโปรแกรม AGI
Supersting Administrator (SSAdmin) ก่อนท่ีจะอัพโหลดเข้าเคร่ือง SuperSting™ R8 ตัวอย่างการ
ออกแบบวิธีการสำรวจและจำนวนจดุ สำรวจแสดงไวใ้ นรูปท่ี 3-4
ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าท่ีอา่ นได้ในแต่ละจุดจะแตกตา่ งกนั มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย
ประการ เช่น ชนิดของหิน ความหนาแน่น ความพรุน คุณภาพของน้ำ และอุณหภูมิ โดยท่ัวไปหินหรือแร่
ประกอบหิน เช่น ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ และไมก้า จะไม่นำไฟฟ้าแต่จะทำหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้า (insulator)
ดังน้ันค่าสภาพต้านทานไฟฟ้ากจ็ ะมีค่าสูง แตเ่ น่ืองจากหินมีช่องว่างหรือรอยแตก ซ่ึงอาจมีน้ำหรอื สารละลายอิ
เล็กโทรไลต์ (electrolyte) กักเกบ็ อยู่ อาจเป็นเพียงบางส่วนหรืออ่ิมตัวท้ังหมด สารละลายเหลา่ นี้เป็นตัวกลาง
ที่สามารถนำกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านในตัวหินได้ดี ส่วนแร่บางชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าแสดงว่า
กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านเข้าไปในเน้ือแรไ่ ด้ดี เม่ือมีปัจจัยเช่นน้ีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าก็จะมีค่าต่ำ แร่ท่ีมี
คณุ สมบตั ิเป็นตัวนำไฟฟา้ ท่พี บ เช่น กราไฟต์ (Graphite) ไพไรต์ (Pyrite) กาลนี า (Galena) และ แรด่ นิ เหนยี ว
(Clay minerals) ซ่ึงในธรรมชาติ แร่ดินเหนียวจะพบกระจายตัวมากที่สุด โดยคุณสมบัติทางไฟฟ้าของวัตถุ
ประเภทตา่ ง ๆ แสดงไวใ้ น รูปที่ 3-5 และรปู ท่ี 3-6
- 22 -
3.1.1 กฎของโอห์มและการจัดวางรูปแบบขั้วไฟฟ้าในงานสำรวจ
กฏของโอห์ม (Ohm’s law) สามารถแสดงความสัมพันธ์ของความต่างศักย์ไฟฟ้า (V)
กระแสไฟฟ้า (I) และความต้านทานไฟฟ้า (R) ในตัวกลางเนื้อเดียว (homogeneous) โดยถ้าให้กระแส I ไหล
ผ่านตัวกลางเน้ือเดียวพื้นที่ A (m2) ที่มีความยาว L (m) จากกฎของโอห์มสามารถเขียนความสัมพันธ์ได้ดัง
สมการ
∆V = IR และ R = (L/A)
ดังน้นั
= (∆V / I) (A / L) หรอื = RK
โดยที่
V คือ ความต่างศักย์ไฟฟา้ หนว่ ย โวลต์ (Volt)
I คือ กระแสไฟฟา้ หนว่ ย แอมแปร์ (Ampere)
R คือ ความต้านทานไฟฟ้า หนว่ ย โอห์ม (Ohm)
คอื สภาพความต้านทานไฟฟ้า หนว่ ย โอหม์ .เมตร (Ohm.m)
K คือค่า geometrical factor หรือค่าคงที่ ที่สามารถคำนวณได้จากระยะห่างของข้ัวไฟฟ้า
ตามรปู แบบของการวางขัว้ ไฟฟ้าแบบต่างๆ
การสำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มิติ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถวางแนว
สำรวจโดยใชข้ ั้วไฟฟ้าหลายขว้ั ไดพ้ รอ้ มๆกัน (multi-electrodes) ซ่ึงเคร่ืองมือ SuperSting™ R8 สามารถวาง
ได้พร้อมกัน 56 ข้ัว และกำหนดให้ใช้รูปแบบการจัดวางข้ัวไฟฟ้าแบบ ไดโพล-ไดโพล (Dipole-Dipole)
เน่ืองจากเป็นรูปแบบการจัดวางข้ัวไฟฟ้าที่สามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลในแนวด้านข้างได้ดี (good
lateral resolution) เหมาะสำหรับการสำรวจโพรงใต้ดิน ท้ังน้ีความลึกของการสำรวจจะข้ึนอยู่กับระยะห่าง
ของข้ัวไฟฟ้าและความยาวของแนวสำรวจ หากความยาวของแนวสำรวจมากและระยะห่างของขั้วปล่อย
กระแสไฟฟ้ากว้างตามไปดว้ ยจะทำให้กระแสไหลไดล้ ึกมากข้ึน ความลึกของการสำรวจก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
(รูปท่ี 3-7)
3.1.2 เคร่อื งมือสำรวจวดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้า
เครอ่ื งมือสำรวจ AGI SuperSting™ R8 Wi-Fi ประกอบไปด้วยอปุ กรณต์ ่างๆดังน้ี
1) เคร่อื ง SuperStingTM R8 Wi-Fi (56 channels)
2) กลอ่ ง switch box สำหรบั ตอ่ สายเคเบลิ แบบ multi-electrode
3) สายเคเบลิ แบบ multi-electrode จำนวน 4 เสน้ (เส้นละ 14 channels)
4) แท่งสแตนเลสความยาว 60 เซนตเิ มตร จำนวน 56 แทง่
5) แบตเตอร่ี 12 V
- 23 -
6) คอ้ นปอนด์
7) ตลับเมตร (ความยาว 100 เมตร)
8) ยางรดั 56 เส้น
รปู ที่ 3-1 ชดุ เครอ่ื งมือวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า AGI SuperSting™ R8 Wi-Fi
ก) การจดั วางให้เครื่องอ่านอยูต่ รงกลาง ข) ยางสำหรับรดั แทง่ สแตนเลสเข้ากบั เคเบลิ สายไฟ
รปู ที่ 3-2 ตัวอย่างการจดั วางและตดิ ต้ังเครื่องมอื AGI SuperSting™ R8 Wi-Fi
- 24 -
รูปที่ 3-3 คา่ geometrical factor (K) ของการจดั วางขัว้ ไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ (zhu et al., 2009)
รปู ที่ 3-4 การออกแบบการสำรวจและจำนวนจดุ ทต่ี ้องอา่ นค่าจากโปรแกรม AGI Supersting
Administrator
- 25 -
รูปท่ี 3-5 ค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าของวตั ถุประเภทต่าง ๆ (Loke, 2002)
รปู ท่ี 3-6 คา่ สภาพนำไฟฟ้าและค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ ของวตั ถุประเภทต่าง ๆ (Palacky, 1988)
- 26 -
รปู ท่ี 3-7 การจับค่ขู องขั้วปล่อยกระแสไฟฟ้าและคู่วดั คา่ ความต่างศักย์ ทอ่ี า่ นค่าตามความลึกจากการวาง
ขั้วไฟฟา้ แบบหลายข้ัว (Loke, 2002)
3.1.3 การประมวลผลข้อมลู การวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟา้
ข้อมูลการสำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าของแต่ละแนวสำรวจจะถูกนำมาเข้าโปรแกรม
ประมวลผล RES2DINV และ AGI EarthImagerTM 2D/3D เพ่ือสร้างแบบจำลองคุณสมบัติทางไฟฟ้า ของชั้น
ดิน/หิน ให้สอดคล้องกับสภาพทางธรณีวิทยาในพ้ืนท่ี โดยผ่านกระบวนการ inversion ซ่ึงความถูกต้องของ
แบบจำลองจะพิจารณาจากค่าความผิดพลาด (RMS error) ที่คำนวณได้จากการประมวลผลเป็นหลัก ซ่ึง
แบบจำลองดังกล่าวจะนำเสนอในรูปแบบของภาพตัดขวาง ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า (resistivity
pseudosection) และสามารถแปลความหมายลักษณะธรณีวิทยาโดยใช้ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าที่สำรวจได้
เทียบเคียงกับค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าของวัตถุประเภทต่างๆ ในตารางและบูรณาการร่วมกับข้อมูลธรณีวิทยา
ข้อมูลธรณีวิทยาโครงสร้างท่ใี นพนื้ ท่ีสำรวจ
3.2 การวดั คา่ สนามแม่เหลก็ ไฟฟา้ แบบ Time Domain
การสำรวจวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้หลักการทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างแม่เหล็กกับ
ไฟฟ้า (Electro Magnetism Theory) ในเบอื้ งต้นท่ีว่าเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นลวดตัวนำจะเกิดเสน้ แรง
แม่เหลก็ ข้ึนรอบๆเส้นลวดตัวนำน้ัน ซึ่งกรณีงานสำรวจในคร้ังน้ีใช้เครื่องมือ Geonics PROTEM/TEM47 โดย
กำหนดให้ชุดปล่อยกระแสไฟ วางสายไฟเป็นส่ีเหล่ียมจัตุรัส (square-loop transmitter) เม่ือปล่อย
กระแสไฟฟ้าให้ไหลวนตามแนววงรอบสายไฟดังกล่าวจะเกิดการเหน่ียวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กปฐมภูมิ
(primary magnetic field) โดยการเหนี่ยวนำนี้จะก่อให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าขึ้นใน ชั้นดิน/ชั้นหินซ่ึง เป็น
ตวั นำไฟฟา้ และทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสลับไหลวน (eddy current) ในตัวกลางน้ันแบบต่อเน่ือง กระแสไฟฟ้า
สลับไหลวนที่เกิดข้ึนจะเหน่ียวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กทุติยภูมิ (secondary magnetic field) โดยจะเกิดข้ึน
- 27 -
ในทิศทางตั้งฉากกับทิศกระแสไฟฟ้าสลับไหลวน (รูปท่ี 3-8) และสามารถตรวจวัดด้วยขดลวดรับสัญญาณ
(receiver coil) บนผิวดิน ขดลวดรบั สญั ญาณจะทำหน้าทีร่ ับสัญญาณจากสนามแม่เหล็กแบบปฐมภมู ขิ ณะที่มี
กระแสไหลวนในวงรอบสายไฟ และเม่อื ปิดกระแสไฟ ขดลวดรบั สญั ญาณจะรบั สัญญาณสนามแม่เหลก็ ทุติยภูมิ
(secondary magnetic field) ที่เกิดจากสนามแม่เหล็กปฐมภูมิท่ีเคลื่อนที่ลึกลงไปใต้ดิน และมีการเหนี่ยวนำ
ให้เกิดกระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ในแนวระนาบและแนวดิ่งแบบ Smoke ring (รูปที่ 3-9) ซึ่งในขณะที่เครื่องอ่าน
คา่ สัญญาณน้ันจะแบ่งการอ่านค่าโดยมีการลดทอนเป็น 20 ช่วงเวลา (20 time gates) ดังแสดงไว้ในรูปที่ 3-
10
รูปที่ 3-8 การเหน่ยี วนำให้เกดิ สนามแมเ่ หล็กแบบปฐมภูมแิ ละทุติยภมู ิ (Eyþórsson , 2015)
รูปท่ี 3-9 การเคลือ่ นที่ของกระแสไฟฟา้ ในตัวกลางแบบ smoke ring (French, 2002 )
- 28 -
รปู ที่ 3-10 หลักการการอา่ นคา่ สัญญาณของเครือ่ งมือหลงั จากปดิ กระแสไฟโดยแบง่ เป็น time gate
(Nabighian และ Macnae, 1991)
ในช่วงต้น (early time gate) คา่ ทว่ี ดั ไดส้ ่วนใหญ่เป็นสัญญาณรบกวนบนผวิ ดนิ ทีเ่ กดิ จาก
วตั ถุเหนยี่ วนำไฟฟา้ และสายไฟฟ้า เปน็ ตน้ ในช่วงกลางถึงปลาย (mid-late time gate) ค่าทวี่ ัดไดจ้ ะสะทอ้ น
ลกั ษณะทางธรณีวิทยาใตด้ ินได้ชัดเจนกวา่ ท้งั นคี้ วามเรว็ การเคล่ือนท่ีของสนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ และความลึกท่ี
สามารถวดั ได้จะขึน้ อยกู่ ับคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ ของลักษณะธรณวี ทิ ยาใต้ดิน ขนาดพ้ืนท่ีของวงรอบสายไฟ
ชุดปลอ่ ยกระแส และขนาดกระแสไฟฟ้า เน่ืองจากการเหนี่ยวนำใหเ้ กดิ การไหลของกระแสไฟฟา้ เป็นผลจาก
สนามแมเ่ หล็กของสนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ จงึ ไม่มคี วามจำเป็นทส่ี ายไฟปล่อยกระแสและขดลวดรบั สญั ญาณ
จะต้องสัมผสั พ้ืนโดยตรง ดังน้นั การสำรวจวดั คา่ สนามแม่เหลก็ ไฟฟา้ ภาคพ้ืนดินจงึ ทำได้อย่างรวดเร็วกว่าการ
สำรวจดา้ นไฟฟ้าวธิ อี ่นื
- 29 -
3.2.1 ทฤษฎีสนามแม่เหลก็ ไฟฟ้าในงานสำรวจ
ความสัมพันธ์ระหว่างสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กของทฤษีทางสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
สามารถอธบิ ายได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ของแมกซ์เวลล์ (Maxwell's equations) ซ่งึ มดี ้วยกนั 4 สมการ
คอื
1) กฎของเกาสส์ ำหรบั สนามไฟฟา้ สถติ (Gauss's law for electric fields)
2) กฎของเกาสส์ ำหรับสนามแม่เหล็ก (Gauss's law for magnetism)
3) กฎของฟาราเดย์ (Faraday's law)
4) กฎของแอมแปร์ (Ampare's law)
ในกรณีของการสำรวจด้วยการวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ time domain ค่าท่ีอ่านได้
ของ receiver coil จะเป็นการวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กต่อวินาที (magnetic flux with
time, dB/dt) ซ่ึงการแปลความหมายจะต้องแปลงค่าดังกล่าวให้เป็นค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าในแนวดิ่งแล้ว
แปลความหมายทางธรณีวทิ ยาตอ่ ไป (รูปที่ 3-11 และรปู ท่ี 3-12)
รูปท่ี 3-11 Decay curve ที่อา่ นได้จากเครื่องรบั สัญญาณ (McNeill, 1994)
- 30 -
รปู ท่ี 3-12 ขอ้ มูลจดุ สำรวจ TDEM sounding ทีแ่ ปลงเป็นค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ (Cahill, et al.,
2017)
3.2.2 เคร่อื งมือสำรวจวดั ค่าสนามแม่เหล็กไฟฟา้ แบบ Time Domain
เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการสำรวจคือ Geonics PROTEM/TEM47 (Geonics Limited) ซง่ึ
ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่สำคญั ได้แก่ (รปู ท่ี 3-13)
1) เครื่องอ่านและบันทึกข้อมลู (Protem receiver)
2) เครอ่ื งปล่อยกระแสไฟฟ้า (TEM47 transmitter) ผา่ นวงรอบ
3) สายไฟสำหรบั สร้างวงรอบ (Loop) เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าสรา้ งสนามแมเ่ หลก็ ปฐมภมู ิ
กำหนดความยาวของสายไฟอยา่ งน้อยไมต่ ำ่ กว่า 40 เมตร
4) ห่วงหรือขดลวดรับสัญญาณความถี่สูง (High Frequency Coil) รับสญั ญาณคา่
สนามแม่เหล็กไฟฟ้าทุติยภมู ิ (Rx)
5) สาย Reference Cable สำหรบั การเทียบจังหวะสัญญาณ (Syncronize) ระหวา่ ง Tx และ
Rx กำหนดความยาวของสาย reference cable อยา่ งน้อยไมต่ ำ่ กวา่ 60 เมตร
6) สายพ่วงจากเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้า เพื่อต่อเข้า Loop สำหรับปล่อยกระแสไฟฟ้าสรา้ ง
สนามแมเ่ หลก็ ปฐมภมู ิ
- 31 -
รปู ที่ 3-13 ชดุ เคร่ืองมือ PROTEM/TEM47 มสี ่วนประกอบหลักๆ คือเครอื่ งอ่านบนั ทกึ ขอ้ มูล อุปกรณ์
สร้างและรบั สญั ญาณสนามแม่เหลก็ ไฟฟ้า
3.2.3 การประมวลผลข้อมูลการสำรวจวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ Time
Domain
ขอ้ มลู การสำรวจท่จี ัดเก็บไวใ้ นเครื่อง Protem receiver สามารถถ่ายโอนข้อมูลเขา้ สู่
คอมพิวเตอร์เพ่ือการประมวลผลโดยใช้โปรแกรม ProtemWTM จากน้นั สามารถจัดการข้อมูลเบ้อื งต้นดว้ ย
โปรแกรม Protix64TM เพ่ือทำการตรวจสอบ คดั กรองและเฉลย่ี คา่ ท่ไี ด้จากการวัดแตล่ ะจดุ สำรวจ (data
quality control) ข้อมลู ท่ีผ่านการคดั กรองและเฉลยี่ 8jkเรยี บรอ้ ยแลว้ สามารถนำไปประมวลผล และสรา้ ง
แบบจำลอง (Inversion) ทางคณิตศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Interplex iX1DTM การประมวลผลจะใช้คา่
สนามแมเ่ หลก็ ทุติยภูมิแตล่ ะจุดสำรวจมาคำนวณกลบั เป็นค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าแบบหยั่งลึก และเม่อื นำคา่
สภาพต้านทานไฟฟ้าแบบหยั่งลึกของแตล่ ะจดุ สำรวจมาประมวลผลดว้ ยการ interpolation ดว้ ยโปรแกรม
Emax CDI (conductivity-depth-imaging) จะได้ผลลัพธ์ท่ีแสดงเป็นภาพตัดขวางของคา่ สภาพตา้ นทาน
ไฟฟา้ แบบ 2 มิติ
- 32 -
3.3 การวางแนวสำรวจเพอื่ ตรวจสอบหลมุ ยุบ
แนวทางการวางแนวสำรวจวัดค่าสนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ และวัดคา่ สนามแม่เหล็กไฟฟา้ แบบ
Time Domain เพ่ือตรวจสอบหลุมยบุ ต้องวางแนวสำรวจใหค้ รอบคลมุ พ้นื ทเี่ กดิ เหตหุ ลุมยุบเพ่ือประเมนิ
ความต่อเนื่องของโพรงใต้ดนิ ในทิศทางต่างๆ โดยมรี ายละเอียดแนวสำรวจของแตล่ ะวธิ กี ารดังตอ่ ไปนี้
รปู ท่ี 3-14 แนวสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มิติ และ 3 มติ ิ และจดุ สำรวจวดั คา่
สนามแม่เหลก็ ไฟฟ้าแบบ Time Domain 22 จุดสำรวจ
- 33 -
3.3.1 แนวสำรวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า
3.3.1.1 แนวสำรวจแบบ 2 มติ ิ
วางแนวสำรวจรวม 9 แนวสำรวจ ครอบคลุมพ้นื ทสี่ ำรวจและตำแหน่งท่ีพบหลุมยุบ จัดวาง
ขัว้ ไฟฟ้าแบบหลายขั้ว โดยกำหนดให้ใช้รปู การจดั เก็บข้อมูลแบบ ไดโพล-ไดโพล (dipole-dipole) กำหนด
ระยะห่างระหว่างข้วั ไฟฟา้ 8 เมตร 5 เมตร 4 เมตร และ 2 เมตร รวมระยะทางทัง้ หมด 2265 เมตร ได้ความ
ลกึ ประมาณ 90 เมตร 60 เมตร 50 เมตร และ 15 เมตร ตามลำดับ
3.3.1.2 แนวสำรวจแบบ 3 มติ ิ
วางแนวสำรวจวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ แบบ 3 มติ ิ (รปู ที่ 3-15) บริเวณหลมุ ยุบที่พบใหม่ 2
บรเิ วณ เนื่องจากชดุ สำรวจวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าเป็นแบบ 56 channels จงึ จัดวางรูปแบบขั้วไฟฟา้ ตาม
แนวแกน x และแกน y แบบ rectangular grid ในระบบ 7x8 (จำนวนข้ัวไฟฟ้าในแนวแกน x และ แกน y)
โดยกำหนดระยะหา่ งระหว่างขว้ั ไฟฟา้ 3 เมตร ครอบคลมุ พื้นที่ 378 ตารางเมตร ได้ความลึกประมาณ 6 เมตร
รูปท่ี 3-15 ตัวอยา่ งการจัดวางขั้วไฟฟา้ แบบกรดิ สำหรบั การสำรวจแบบ 3 มิติ โดยวางขว้ั ไฟฟา้ ในระบบ
6x5 (x,y) (Aizebeokhai, AP., 2010)
- 34 -
3.3.2 แนวสำรวจวัดคา่ สนามแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ แบบ Time Domain
วางแนวสำรวจ 1 แนวสำรวจ กระทำไดโ้ ดยการกำหนดจดุ สำรวจแบบหย่ังลกึ (1D
sounding) จำนวน 22 จุดสำรวจ เพ่อื เปรียบเทยี บผลการสำรวจท่ีได้กับผลการสำรวจจากการวดั ค่าสภาพ
ต้านทานไฟฟ้า โดยจดั วางรูปแบบการสำรวจ Tx และ Rx แบบ Slingram โดยกำหนดให้ receiver coil วาง
อยู่ภายนอก Transmitter loop โดยมรี ะยะห่างจากขอบล่างของ transmitter loop 10 เมตร และ
Transmitter loop จดั วางเป็นส่เี หลีย่ มจตั ุรัส มีพน้ื ที่ 10x10 ตารางเมตร ย้ายจดุ การสำรวจแบบไม่มี
overlap ตอ่ เน่ืองตามทศิ ทางทกี่ ำหนด (รปู ที่ 3-15)
รปู ท่ี 3-16 จดุ สำรวจวดั คา่ สนามแมเ่ หล็กไฟฟ้าแบบ time domain ทงั้ หมด 22 จดุ สำรวจ ทศิ ทางจาก
ใต้-เหนือ วางค่ขู นานกับแนวสำรวจวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ แนวสำรวจท่ี 8
บทท่ี 4
ผลการสำรวจวิธีวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ และวิธีวดั ค่าสนามแม่เหล็ก
ไฟฟ้าแบบ Time Domain
ผลการสำรวจธรณฟี สิ กิ ส์ด้วยวิธีวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าและวิธวี ัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟา้
แบบ Time Domain สามารถสรุปไดต้ ามลำดบั ดังน้ี
4.1 ผลการสำรวจวิธีวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า
4.1.1 การวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ แบบ 2 มติ ิ
การสำรวจด้วยการวัดคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้าโดยกำหนดระยะห่างระหวา่ งขว้ั ไฟฟา้ 8 เมตร,
5 เมตร , 4 เมตร และ 2 เมตร ผลการสำรวจมีรายละเอียดดงั น้ี
4.1.1.1 แนวสำรวจ L1 และ L2 กำหนดระยะห่างระหว่างขั้วไฟฟ้า 8 เมตร
แนวสำรวจ L1 วางแนวสำรวจในทศิ ใต้ - เหนือ ระยะทาง 440 เมตร ได้ความลึกประมาณ
90 เมตร พบชั้นท่ีมคี า่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้ามากกว่า 400 โอหม์ .เมตร ที่ความลกึ ประมาณ 3 เมตรลงไป แปล
ความหมายเปน็ หนิ ปูน โดยพบหนิ ปูนระดบั ตืน้ ทางทิศใต้ของแนวสำรวจ ในขณะที่บรเิ วณกลางแนวสำรวจจะ
พบหนิ ปนู ท่รี ะดับลึกประมาณ 8 เมตร บริเวณทิศใต้ของแนวสำรวจพบโพรงในหินปูนที่ระดับลกึ ประมาณ 20
เมตร ซง่ึ เปน็ บรเิ วณท่ีมีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าตำ่ โดยมีค่าน้อยกว่า 30 โอหม์ .เมตร ซึ่งอาจเกิดจากการทนี่ ้ำ
หรือตะกอนดนิ เหนียวแทรกอยใู่ นชอ่ งว่างของโพรง และมีแนวโนม้ ท่โี พรงดังกล่าวจะมีความตอ่ เนื่องลกึ ลงไป
ด้านทศิ เหนือของแนวสำรวจท่ีระยะ 0+320 เมตร พบลักษณะของโพรงในหินปูนทม่ี คี า่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้าสงู
ปานกลางประมาณ 100-150 โอหม์ .เมตร ความลึกประมาณ 15 เมตร ซ่ึงเปน็ ตำแหน่งท่ตี รงกบั การเกิดหลมุ
ยุบเกา่ ในอดีต โดยเหตุท่คี ่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าสูงอาจจะเกิดจากวัสดุท่ีใชใ้ นการซอ่ มแซมหลมุ ยบุ ดว้ ยวธิ ี
graded filter (รูปที่ 4-1)
แนวสำรวจ L2 วางแนวสำรวจในทศิ ใต้ - เหนือ ระยะทาง 440 เมตร ได้ความลึกประมาณ
90 เมตร พบชัน้ ที่มีคา่ สภาพต้านทานไฟฟ้ามากกว่า 400 โอหม์ .เมตร ที่ความลึกประมาณ 5-10 เมตร แปล
ความหมายเป็น หนิ ปูน โดยพบหินปูนระดับต้ืนบรเิ วณต้นแนวและปลายแนวสำรวจ ในขณะท่ีบริเวณกลางแนว
สำรวจ ผลการสำรวจแสดงลกั ษณะการกร่อนของเนือ้ หนิ ปูน บริเวณทศิ ใต้ของแนวสำรวจพบโพรงในหนิ ปนู ที่
ระดับลึกประมาณ 20 เมตร ซง่ึ เปน็ บริเวณทม่ี ีค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ ต่ำ โดยมคี ่าน้อยกวา่ 30 โอห์ม.เมตร ซ่งึ
อาจจะต่อเนื่องกับโพรงท่ีพบในแนวสำรวจ L1 ทร่ี ะยะ 0+94 เมตร พบลกั ษณะของหลุมยุบทรี่ ะดับลึก
ประมาณ 10 เมตร ซึ่งเป็นตำแหน่งท่ีตรงกบั การเกดิ หลมุ ยุบเกา่ ในอดีต (รูปท่ี 4-2)
- 36 -
รูปท่ี 4-1 ผลการสำรวจวิธีวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า แนวสำรวจ L1 พบโพรงในหินปูนที่ความลึก
ประมาณ 15 เมตร บริเวณทิศใต้ของแนวสำรวจ และที่ระยะ 0+320 เมตร ซึ่งเป็นตำแหน่ง
หลุมยุบท่เี คยเกดิ ขึน้ ในอดีต
รปู ที่ 4-2 ผลการสำรวจวิธวี ัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า แนวสำรวจ L2 พบโพรงในหินปนู ท่ีความลกึ
ประมาณ 20 เมตร บริเวณทิศใตข้ องแนวสำรวจ และท่ีระยะ 0+94 เมตร ซึ่งเป็นตำแหนง่ หลุม
ยบุ ทเ่ี คยเกิดขึ้นในอดีต
4.1.1.2 แนวสำรวจ L3 – L7 กำหนดระยะหา่ งระหวา่ งขั้วไฟฟา้ 4 เมตร
แนวสำรวจ L3-L7 วางแนวสำรวจในทิศ ใต้ - เหนือ ระยะทาง 220 เมตร/แนวสำรวจ ได้
ความลึกประมาณ 50 เมตร (รปู ท่ี 4-3 ถึงรปู ท่ี 4-7) พบชนั้ ท่มี ีคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟ้ามากกว่า 400 โอห์ม.
เมตร ที่ความลึก 5 เมตรลงไป แปลความหมายเปน็ หินปูน ซึ่งหินปูนสว่ นใหญจ่ ะแสดงค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้า
ค่อนข้างสมำ่ เสมอยกเว้นในแนวสำรวจ L4 และ L5 พบบรเิ วณที่มีค่าสภาพตา้ นทานไฟฟ้าสงู ปานกลาง
ประมาณ 100 โอหม์ .เมตร แทรกเป็นแนวในหินปนู แปลความหมายว่าเป็นบรเิ วณที่มีโครงสร้างของรอยแตก
หรือรอยแยกในหินปนู ทั้งนี้หลมุ ยุบใหมท่ ่ีพบในเขตบา้ นจากรายงานการสำรวจ จะอยบู่ ริเวณตำแหน่งที่
0+130 เมตร ของแนวสำรวจท่ี 7 ซ่ึงจากลักษณะภาพตดั ขวางทางไฟฟา้ จะพบวา่ ตำแหนง่ ดังกลา่ วเป็นบริเวณ
ทม่ี ีชั้นตะกอนที่มคี า่ สภาพต้านทานไฟฟา้ ระหว่าง 20-70 โอหม์ .เมตร มีหนาประมาณ 10 เมตร ปิดทับช้นั
หนิ ปูน ท้ังนบ้ี รเิ วณดังกล่าวไม่แสดงส่ิงทบี่ ง่ ชี้ถงึ โพรงในหนิ ปูนหรือแนวโน้มของการเกดิ หลุมยุบใหม่
- 37 -
รูปที่ 4-3 ผลการสำรวจวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L3
รปู ท่ี 4-4 ผลการสำรวจวัดค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L4
รูปที่ 4-5 ผลการสำรวจวดั ค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L5
- 38 -
รปู ท่ี 4-6 ผลการสำรวจวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L6
รูปท่ี 4-7 ผลการสำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L7 ระยะท่ี 0+130 เมตร เปน็ จุดท่ีพบหลุม
ยบุ แต่ในบริเวณดังกล่าวไมพ่ บลกั ษณะบ่งช้ีถึงโพรงในหินปนู
4.1.1.3 แนวสำรวจ L8 กำหนดระยะหา่ งระหว่างข้ัวไฟฟ้า 2 เมตร
แนวสำรวจ L8 วางแนวสำรวจในทิศ ตะวันตก - ตะวนั ออก ระยะทาง 110 เมตร ได้ความลกึ
ประมาณ 25 เมตร เป็นแนวสำรวจที่ผ่านหลมุ ยุบใหม่ พิกดั 682517 E / 2082398 N จากการแปล
ความหมายสามารถแบง่ ลักษณะ ชัน้ ดนิ /ชั้นหนิ ได้ 3 ช้นั คือ ตะกอนชัน้ บนเปน็ ช้นั ที่มีค่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้
สูงมากกว่า 500 โอหม์ .เมตร มีความหนาของช้ันตะกอนไมแ่ นน่ อนประมาณ 2-6 เมตร โดยชน้ั ตะกอนจะมี
ความหนามาก ตั้งแต่ระยะ 0+50 เมตร ไปทางทิศตะวนั ออก แปลความหมายเปน็ ช้ันดินเหนยี วลกู รงั ตะกอน
ชนั้ กลางเป็นชัน้ ที่มีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าสูงปานกลาง มีค่าระหวา่ ง 70-150 โอห์ม.เมตร แปลความหมาย
เป็นชั้นดนิ เหนยี วปนทราย ซงึ่ รองรบั ดว้ ยชั้นทีม่ ีคา่ สภาพต้านทานไฟฟา้ สูงมากกวา่ 700 โอห์ม.เมตร แปล
ความหมายเปน็ หนิ ปนู พบที่ความลึกประมาณ 10 เมตร บรเิ วณกลางแนวสำรวจจะพบกลุ่มที่มีคา่ สภาพ
ต้านทานไฟฟ้าต่ำน้อยกวา่ 10 โอหม์ .เมตร ตรงกบั ตำแหน่งหลมุ ยบุ จากการสำรวจในภาคสนาม ความกว้าง
ของหลมุ ประมาณ 3 เมตร ลกึ ประมาณ 8 เมตร จากการแปลความหมายโพรงดังกล่าวต่อเนอื่ งลงไปถึงช้นั
หินปนู ทรี่ ะดบั ลึกประมาณ 20 เมตร (รปู ท่ี 4-8)
- 39 -
รปู ที่ 4-8 ผลการสำรวจวิธีวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L 8
4.1.1.4 แนวสำรวจ L9 กำหนดระยะห่างระหวา่ งขั้วไฟฟ้า 5 เมตร
แนวสำรวจ L9 วางแนวสำรวจทศิ เหนอื - ใต้ ระยะทาง 275 เมตร ไดค้ วามลึกประมาณ 60
เมตร โดยลกั ษณะภาพตดั ขวางทางไฟฟา้ ของแนวสำรวจ L9 จะคลา้ ยกบั ภาพตัดขวางทางไฟฟ้าของแนว
สำรวจ L2 พบบริเวณท่ีมีคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ มากกว่า 400 โอห์ม.เมตร แปลความหมายเปน็ หินปูน โดย
ต้ังแตก่ ลางแนวสำรวจไปทางทิศใต้ของแนวสำรวจจะพบหินปนู ในระดับต้นื ระหวา่ งตำแหนง่ ที่ 0+60 เมตร
และ 0+130 เมตร พบลักษณะโพรงขนาดใหญ่ในหินปูนทีแ่ สดงคา่ ความตา้ นทานไฟฟ้าต่ำ อยู่ที่ระดบั ลกึ
ประมาณ 16 เมตร บริเวณดังกล่าวมคี ่าสภาพตา้ นทานไฟฟา้ นอ้ ยกว่า 30 โอหม์ .เมตร ทแ่ี ละระยะ 0+130
m พบลกั ษณะของหลุมยบุ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมของหลมุ ยุบเกา่ และปัจจบุ นั ไดม้ ีการปรับสภาพพนื้ ที่ไปแลว้
และบริเวณด้านเหนือของแนวสำรวจพบแนวโน้มของการเกดิ โพรงในหนิ ปูนท่ีระยะ 0+190 เมตร ท่รี ะดับ
ลึกประมาณ 20 เมตร (รูปท่ี 4-9)
รูปที่ 4-9 ผลการสำรวจวธิ วี ัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ แนวสำรวจ L9