งานวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาชุดฝึกทักษะ รายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ระดับชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี กกบุญ บัวใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2565
การพัฒนาชุดฝึกทักษะราย วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ระดับชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี กกบุญ บัวใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2565 (ลิขสิทธิ์ เป็นของวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม)
ก บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่ เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ผู้วิจัย กกบุญ บัวใหญ่ ปีที่วิจัยแล้วเสร็จ 2565 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1ที่มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่ เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 กลุ่ม 2 สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 รวมนักเรียนทั้งสิ้น 30คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดกิจการ ร่วมค้าแยกต่างหาก จำนวน 3 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชี ชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดกิจการร่วมค้า รวมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยก ต่างหาก วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 จำนวน 15ข้อ มีความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.43-0.75และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.35-0.75 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดกิจการร่วมค้า แยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.34/80.96 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชี ชั้นสูง 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 มี คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การจัดทำรายงานต้นทุนการผลิตกรณีพบของเสียในกระบวนการ ผลิต วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้
ก กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจากท่านผู้มีพระคุณหลายท่านโดยเฉพาะ ทั้งคณะ ผู้บริหาร คณะครูสาขาวิชาการบัญชีหัวหน้าสาขาวิชาการบัญชี หัวหน้างานหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน หัวหน้างานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม ที่ท่านได้สละเวลาอันมีค่ายิ่งในการให้ คำปรึกษาแนะนำตลอดจนชี้แนะผู้วิจัยแม้ว่าท่านจะมีภาระงานมากทำให้ผู้วิจัยมีความซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ดังปรากฏนามในวิจัยฉบับนี้ที่ได้กรุณาตรวจสอบความ สมบูรณ์ของเนื้อหาและความเที่ยงตรงและแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ให้มีคุณภาพ รวมทั้ง ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัยที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ คุณค่าและประโยชน์จากงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอน้อมบูชาแด่คุณบิดา มารดา ครู อาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน ความดี ความงดงามของท่านทั้งหลายที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมและ คอยเป็นกำลังใจในการทำงานจนสำเร็จได้ด้วยดีจะอยู่ในความทรงจำของผู้วิจัยตลอดไป กกบุญ บัวใหญ่
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ............................................................................................................................. ... กิตติกรรมประกาศ ................................................................................................................. สารบัญ ............................................................................................................................. ...... สารบัญตาราง......................................................................................................................... สารบัญภาพ.......................................................................................................... ................. 1 บทนำ ................................................................................................................................. ก ข ค จ ฉ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ................................................................. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ........................................................................................ สมมติฐานของการวิจัย ............................................................................................ ความสำคัญของการวิจัย .......................................................................................... ขอบเขตของการวิจัย ................................................................................................ นิยามศัพท์เฉพาะ ..................................................................................................... กรอบแนวคิดในการวิจัย ......................................................................................... 1 4 4 5 5 5 6 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ........................................................................... 8 หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563............. หลักสูตรรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1รหัสวิชา 30201-2005....................................... แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้...................................................................... แนวคิดเกี่ยวกับชุดฝึกทักษะ..................................................................................... แนวคิดและทฤษฎีการบัญชี...................................................................................... แนวคิดเกี่ยวกับกิจการร่วมค้า................................................................................. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................................................................................... งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .................................................................................................. 8 10 11 17 26 27 29 32 3 วิธีดำเนินการวิจัย ................................................................................................................ 36 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ...................................................................................... เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ........................................................................................ 36 36
ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ............................................ แบบแผนการทดลอง ............................................................................................... การดำเนินการทดลอง ............................................................................................. การวิเคราะห์ข้อมูล .................................................................................................. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................... 37 44 44 46 49 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................................................ 50 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................ ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ...................................................... ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................ 50 50 50 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ........................................................................... 52 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ........................................................................................ สมมติฐานของการวิจัย ............................................................................................ สรุปผล .................................................................................................................... อภิปรายผล .............................................................................................................. ข้อเสนอแนะ ........................................................................................................... 52 53 53 55 55 บรรณานุกรม ......................................................................................................................... 63 ประวัติย่อผู้วิจัย ...................................................................................................................... 65
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 3.1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest - Posttest Design 28 3.2 การดำเนินการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะ การบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุด บัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 45 4.1 แสดงผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วม ค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปี ที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 51 4.2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วย ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 51
ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 6
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มีจุดมุ่งหมาย ในการจัดศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ทั้งร่างกาย จิตใจสติปัญญาความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยในกระบวนการเรียนรู้ ต้องจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขรู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิหน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมายความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยรู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนาศิลปวัฒนธรรมของชาติการกีฬาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเองมีความริเริ่ม สร้างสรรค์ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตร (ปวช.) และ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทั้งประเภทวิชาอุตสาหกรรมและประเภทวิชาบริหารธุรกิจ เพื่อ สนองพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2545) มาตรา 22,23 และ 24 ตามแนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยเน้นผู้เรียนมีความสามารถด้าน ดี เก่ง มีความสุข ตามแผนเสริมสร้างบุคลิกภาพความรับผิดชอบต่อสังคมและการประกันคุณภาพ มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษาวิชาชีพ ตัวบ่งชี้ที่ 1.1 ร้อยละของผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนตามเกณฑ์ที่กำหนดตามชั้นปี และมาตรฐานที่ 3 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มีความ รับผิดชอบ และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ตัวบ่งชี้ที่ 3.5 มีส่วนร่วมในกิจกรรม/โครงการ การแข่งขันทักษะ วิชาชีพ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์การบริหารงานของวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์การบริหารงานขององค์การนักศึกษาอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เป็นหมวดวิชาทักษะวิชาชีพ สำหรับนักศึกษา ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เป็นหนึ่งในวิชาที่มีความสำคัญในการเรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชา การบัญชี มีเนื้อหา สาระการเรียนรู้เกี่ยวกับ การบัญชีกิจการร่วมค้า การบัญชีธุรกิจฝากขาย การบัญชี สัญญาเช่าระยะยาว การบัญชีตัวแทน และการบัญชีสำนักงานใหญ่สาขา โดยมีจุดประสงค์ในการจัดทำ เพื่อให้สอดคล้องกับจุดหมายของหลักสูตรที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ นำไป ปฏิบัติงานอาชีพ พร้อมทั้งให้มีพฤติกรรมที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ โดยใน หลักสูตรจะแบ่งการเรียนออกเป็นภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในชั้นเรียนสัปดาห์ละ 4ชั่วโมง นอกจากนี้ยังกำหนดให้ ผู้เรียนต้องทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ในการจัดการเรียนการสอนวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 พบว่านักศึกษาในชั้นเรียนยังขาดความสนใจใน เนื้อหาที่มีการคำนวณหาตัวเลขต่าง ๆ ทำแบบฝึกหัดไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ ด้วยความแตกต่างในความสามารถ
2 ทางการเรียนของผู้เรียนแต่ละคน ทำให้ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาที่ตกต่ำ เนื่องจาก วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เป็นวิชาที่ต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ผู้เรียนต้องใช้ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์และทักษะความชำนาญ ซึ่งความรู้ในแต่ละเรื่องจะสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่ ผู้เรียนจึงต้องมี ความรู้พื้นฐานที่จะนำมาใช้ในการเรียนรู้เรื่องใหม่ ผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมตั้งแต่เริ่มต้น และทำกิจกรรม อย่างต่อเนื่อง มีสมาธิโดยตลอด เมื่อเข้าใจเนื้อหารายวิชา แล้วยังไม่พอ ผู้เรียนจะต้องฝึกทักษะความชำนาญ อย่างสม่ำเสมอ ทำโจทย์หลายๆ รูปแบบโดยทำให้รวดเร็วและแม่นยำจากการพิจารณาจากการจัดการเรียน การสอนในรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 การเรียนรู้ในเนื้อหาหน่วยที่ 1 เรื่อง การบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่ เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยกต่าง พบว่า นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนน้อย ทั้งนี้เนื่องจากจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่อง การบัญชี กิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดกิจการร่วมค้าแยกต่าง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดทำบัญชีที่เกี่ยวกับการร่วมค้า ได้ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ และทำแบบทดสอบได้คะแนนน้อย การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่องการบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดกิจการ ร่วมค้าแยกต่าง ได้ถูกต้องตามหลักการบัญชีของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม ที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรนักเรียนยังขาดทักษะการ คำนวณและการบันทึกบัญชีซึ่งจะเห็นได้จากคะแนนจากการทำแบบทดสอบไม่ผ่านประมาณร้อยละ 60 จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูผู้สอนวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 นักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 ได้วิเคราะห์ปัญหาและศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยศึกษารูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาที่สามารถพัฒนาทักษะการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุด บัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหากในรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ให้สูงขึ้น พบว่า มีแนวทางการจัดการเรียนรู้หลายรูปแบบและมีนวัตกรรมทางการศึกษา หลายอย่างที่สามารถพัฒนาให้ ผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะคิด ความรู้ ความเข้าใจและทักษะคิดวิเคราะห์สูงขึ้นได้การจัดการเรียนรู้ ด้วยชุดฝึกทักษะเป็น อีกแนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับเนื้อหา สาระการเรียนรู้วิชาการบัญชีชั้นสูง 1เนื่องจากเป็นวิชาที่เน้นการฝึกทักษะ ดังที่ ฉวีวรรณ กีรติกร(2537:7-8) แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการแก้ไขปัญหา ช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความเข้าใจ เนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้อง จากทฤษฎีการลองผิดลองถูกของ วนิดา สุขวนิช (2540 : 36) กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะผู้เรียนหลายประการ ดังเช่น ช่วยในด้านความแตกต่าง ระหว่างบุคคลเนื่องจากนักเรียนมีความสามารถทางด้านภาษาต่างกัน การให้ผู้เรียนทำชุดฝึกทักษะที่เหมาะสมกับ ความสามารถช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จทางด้านจิตใจมากขึ้น ช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทนเนื่องจากมีการฝึก ซ้ำหลาย ๆครั้งเป็นเครื่องช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการใช้ภาษาให้ดีขึ้น ผู้เรียนสามารถทบทวนได้ด้วยตนเองและครู สามารถเห็นปัญหาต่างๆของผู้เรียนได้ชัดเจนจากการที่ให้ผู้เรียนทำชุดฝึกทักษะซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถปรับปรุงและ แก้ไขปัญหานั้น ๆได้ทันท่วงที ศิริพงศ์ พยอมแย้ม (2545 :7) กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนการสอน สำเร็จรูป สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการศึกษาซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีประโยชน์ต่อผู้เรียน คือ สามารถแก้ปัญหา ความแตกต่างระหว่างบุคคลและส่งเสริมการศึกษารายบุคคล สามารถทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถ ความ ถนัด และความสนใจตามเวลาและโอกาส ที่แตกต่างกัน ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนวิทยากร ครูอาจารย์โดยเปลี่ยน บทบาทของผู้สอนให้เป็นผู้คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือผู้เรียน การประเมินผลการเรียนทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้
3 ด้วยตนเองและช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน เพราะชุดฝึกทักษะสามารถเรียนรู้ได้ในทุกเวลาและ สถานที่ นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยที่แสดงถึงประสิทธิภาพของการเรียนรู้ด้วยการการพัฒนาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ ที่หลากหลายโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ดังเช่น นายทัตสยุ ทับทิมศรี (2549: 79 -80) พัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอรเน็ตในการสอนวิชาการบัญชีชั้นกลาง 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สุวรรณภูมิ ศูนยสุพรรณบุรี สําหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี (ตอเนื่อง) สาขาวิชาการบัญชีผลการศึกษาพบว่า บทเรียน คอมพิวเตอรชวยสอนบนเครือขายคอมพิวเตอร วิชาการบัญชีชั้นกลาง 2 ที่พัฒนาขึ้นมี ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ภายการหลังเรียนสูงกวากอนการเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05และ นางสาวช่อเพชร จำป (2549: 72 -75) ได้ทำการวิจัย เรื่อง พัฒนาและหาประสิทธิภาพของ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาการทำบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปที่ 4 คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจ บัณฑิตยผลการวิจัย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากสภาพปัญหา ความสำคัญและประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะที่เป็นการตอบสนอง ต่อจุดมุ่งหมายและแนวทางจัดการเรียนรู้ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 และนำผลการทดลองครั้งนี้มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดเรียนการรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ คำนวณและบันทึกบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุด บัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่มี ประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สมมติฐานของการวิจัย นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ความสำคัญของการวิจัย
4 1. การวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณี ไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพอันเป็นประโยชน์สำหรับครูผู้สอนวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 2. เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ คำนวณ บัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง เรื่อง การบันทึกบัญชี กิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 จำนวน 1กลุ่ม 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 กลุ่ม 2 สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดมจังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2561รวม นักเรียนทั้งสิ้น 30คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรอิสระได้แก่ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหาวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 รหัสวิชา 30201-2005ตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 และหลักสูตรสถานศึกษา วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม โดยแบ่ง เนื้อหาสำหรับนำมาสร้างเป็นชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่องการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุด บัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ทั้งหมด 2เรื่องดังนี้ เรื่องที่ 1 บัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ 2 หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก
5 เรื่องที่ 3 การแบ่งกำไรขาดทุน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่องการบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 ระหว่างเดือน มิถุนายน ถึงเดือน กันยายน 2565โดยใช้เวลาในการทดลองรวมทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมเวลาในการทดสอบก่อน เรียน การทดสอบหลังเรียน นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ชุดฝึกทักษะ หมายถึงสื่อการเรียนประเภทหนึ่ง ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียนได้ ฝึกปฏิบัติทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างแม่นยำ ถูกต้องและคล่องแคล่วการสร้างชุดฝึกทักษะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และหลักการสร้างชุดฝึกทักษะที่ดี โดยจัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย มีคำชี้แจงง่ายๆสั้นๆเพื่อให้นักเรียนเข้าใจและชุดฝึกทักษะต้องเหมาะสมกับ วัย เร้าความสนใจ ฝึกจากง่ายไปหายากเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ซึ่งชุดฝึกทักษะ จะประกอบด้วย คำแนะนำจุดประสงค์การเรียนรู้คำชี้แจง ใบความรู้กิจกรรมฝึกหรือแบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกหัด พร้อมทั้งเฉลย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทราบข้อมูลย้อนกลับ 2. ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของ กิจการร่วมค้าแยกต่างหาก หมายถึง ชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ คำนวณ วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึก บัญชีกิจการร่วมค้ากรณีไม่เปิดสมุดบัญชีของกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อประกอบการคิด วิเคราะห์ คำนวณ จากเนื้อหาที่มีรูปแบบและกิจกรรมประกอบการคิด วิเคราะห์ คำนวณ ที่หลากหลายเรียงลำดับจาก ง่ายไปหายากแต่ละชุดมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ปก คำนำ สารบัญ คำชี้แจง คำแนะนำการใช้ชุดฝึกทักษะ แผนการใช้ ชุดฝึกทักษะ แบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ แบบฝึกหัด แบบทดสอบหลังเรียน เฉลยแบบฝึกหัด เฉลยแบบทดสอบก่อน เรียน และหลังเรียน และบรรณานุกรม รวมทั้งหมด จำนวน 3ชุดดังนี้ เรื่องที่ 1 บัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ 2 หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก เรื่องที่ 3 การแบ่งกำไรขาดทุน 3. การจัดการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก หมายถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่องหลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับพื้นฐานความรู้ประสบการณ์ ความสนใจของผู้เรียน 4. การคิดวิเคราะห์หมายถึง การพิจารณาแยกแยะ บอกเหตุผล คาดการณ์ ลำดับเหตุการณ์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่าจากเรื่องการบัญชีเกี่ยวกับกิจการร่วมค้า
6 5. คำนวณ หมายถึงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย การให้เหตุผล การสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร์ การนำเสนอ ตามหลักการบัญชีชั้นสูง 1เรื่องการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก 6. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ หมายถึง คุณภาพของชุดฝึกทักษะที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นได้จากการยอมรับประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E1/E2 ของชุดฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 คือ 80 ตัวแรก หมายถึงค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบย่อยระหว่างเรียน ด้วยชุดฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนของนักเรียนทุกคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ80 80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนของนักเรียนทุกคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ80 7. ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิด สมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก หมายถึง ผลของคะแนนการพัฒนาทักษะการบัญชีชั้นสูง 1เรื่อง การบันทึก บัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก ตสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วม ค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้น ปีที่ 1 ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20ข้อ กรอบแนวคิดในการวิจัย ภาพที่1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ การเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิด สมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้น ปีที่ 1 ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการ บัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง ชั้นปีที่ 1
บทที่2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุด บัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามลำดับดังนี้ 1. หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 2. หลักสูตรรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1รหัสวิชา 30201-2005 3. แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 4. แนวคิดเกี่ยวกับชุดฝึกทักษะ 5. แนวคิดและทฤษฎีการบัญชี 6. แนวคิดเกี่ยวกับกิจการร่วมค้า 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2563 1. การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่ กำหนดและนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้สามารถโอนผลการเรียน และขอเทียบ ความรู้และประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้ หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะการ ปฏิบัติงานตามแบบแผนและปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการปละประยุกต์ใช้ ความรู้และทักษะทางวิชาการ ที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการ ตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหารจัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่าง เหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนาริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่ คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้ระยะเวลา 2 ปี การศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่ สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่ กำหนด ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด 2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้
9 2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาคี ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่ น้อยกว่า 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที 3. หน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิต ตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 83-90 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิต ถือ เกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาภาคทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทำโครงการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล เท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้าง โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวิชามนุษศาสตร์ 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ
10 4.2.5 โครงการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาตลอดหลักสูตร ให้เป็นไปตามกำหนดไว้ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา รายวิชาแต่ละหมวดวิชา สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ สถาบันสามารถจัดตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และหรือพัฒนาได้ตามความเหมาะสมของภูมิภาคตาม ยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ สถาบันต้องกำหนดรหัสวิชาจำนวนหน่วยกิต และจำนวนชั่วโมงเรียนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 5. การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 5.1 สถานศึกษาต้องจัดให้มีการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ ในรูปของการฝึกงานใน สถานประกอบการ แหล่งวิทยาการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า 320 ชั่วโมง กำหนดให้มีค่าเท่ากับ 4 หน่วยกิต 5.2 การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชาอื่น 6. โครงการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 6.1 ให้สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพที่สัมพันธ์หรือ สอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ 3 และหรือภาคเรียนที่ 4 รวมจำนวน 4 หน่วยกิต ใช้เวลาไม่น้อย กว่า 216 ชั่วโมง ทั้งนี้สถานศึกษาต้องจัดให้มีชั่วโมงเรียน 4 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ กรณีที่ใช้รายวิชาเดียว หากจัดให้มีโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ 2 รายวิชา คือ โครงงาน 1 และโครงงาน 2 ให้สถานศึกษาจัดให้มีชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์ ที่เทียบเคียงกับเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น 6.2 การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชาอื่น 7. กิจกรรมเสริมหลักสูตร สถานศึกษาต้องจัดให้มีกิจกรรมเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัยของ ตนเองและส่งเสริมการทำงาน ใช้กระบวนการกลุ่มในการทำประโยชน์ต่อชุมชน ทะนุบำรุง ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม โดยการวางแผน ลงมือปฏิบัติประเมินผล และปรับปรุงการทำงาน 8. การปรับพื้นฐานวิชาชีพ สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เข้าเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่สำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า ต่างประเภทวิชา และสาขาวิชาที่กำหนด เรียนรายการปรับพื้นฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรแต่ละประเภทวิชา เพื่อให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนในสาขาวิชานั้น 9. การศึกษาระบบทวิภาคี เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับสถาน ประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาและเรียน ภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ เพี่อให้การจัดการศึกษาระบบทวิภาคีสามารถเพิ่มขีดความสามารถ ด้านการผลิตและพัฒนากำลังคน ตามจัดหมายของหลักสูตร การจัดการศึกษาระบบทวิภาคี โดยนำ รายวิชาทวิภาคีในกลุ่มทักษะวิชาชีพเลือกไปกำหนดรายละเอียดของรายวิชาและเวลาที่ใช้ฝึก 10. การเข้าเรียน
11 พื้นความรู้และคุณสมบัติของผู้เข้าเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ด้วยการจัดการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 11. การประเมินผลการเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 12. การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 12.1 ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด 12.2 ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 12.3 ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 1124 เข้าร่วมกิจกรรมและผ่านการประเมินทุกภาคเรียน หลักสูตรรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 รหัสวิชา 30201-2005 จุดประสงค์รายวิชาเพื่อให้ 1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักการบัญชีของกิจการร่วมค้า ธุรกิจฝากขาย สัญญาเช่า ตัวแทน สำนักงานใหญ่และสาขา 2. สามารถบันทึกบัญชี และจัดทำงบการเงินสำหรับกิจการร่วมค้า ธุรกิจฝากขาย สัญญาเช่า ตัวแทน สำนักงานใหญ่และสาขา และการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน 3. มีคุณลักษณะนิสัยที่ดีในการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และรอบคอบ สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการบัญชีของกิจการร่วมค้า ธุรกิจฝากขาย สัญญาเช่า ตัวแทน สำนักงานใหญ่และสาขา 2. ปฏิบัติงานบัญชีสำหรับกิจการร่วมค้า ธุรกิจฝากขาย สัญญาเช่า ตัวแทน สำนักงานใหญ่และ สาขา และการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการบัญชีกิจการร่วมค้า ธุรกิจฝากขาย สัญญาเช่าทางการเงินและ สัญญาเช่าดำเนินงาน ตัวแทน สำนักงานใหญ่และสาขา และการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการ รายงานทางการเงิน
12 แนวคิดเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ กรมวิชาการ (2545 : 5 -6) ให้ความหมายของแผนการเรียนการสอนว่าแผนการสอน คือการนำวิชาหรือ กลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำการสอนตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อ อุปกรณ์ การวัดและประเมินผล ให้สอดคล้องกับหลักสูตรสภาพผู้เรียน และความพร้อมในโรงเรียน โดยจัดเตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้า สุคนธ์ สินธพานนท์ (2545 : 19 -20) ได้สรุปถึงแผนการจัดการเรียนรู้ คือ การวางแผนและเตรียมการ ในการจัดการเรียนการสอน การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและสอดคล้องกับสภาพจริง วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 297) กล่าวว่าแผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน การใช้สื่อการสอน การวัดผลประเมินผลให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ในหลักสูตรหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นแผนที่ผู้สอนจัดทำขึ้นจากคู่มือครูหรือ แนวการสอนของกรมวิชาการ ทำให้ผู้สอนทราบว่าจะสอนเนื้อหาใด เพื่อจุดประสงค์ใดสอนอย่างไร ใช้สื่ออะไร และ วัดผลประเมินผลโดยวิธีใด สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ(2549 : 58) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการเตรียมการสอน หรือการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ และจัดทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ มากำหนดกิจกรรมการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากการกำหนด วัตถุประสงค์จะให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด (สติปัญญา/ทักษะ) จะจัดกิจกรรมการเรียน การสอนวิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่งการเรียนรู้ใด และจะประเมินผลอย่างไร ชนาธิป พรกุล (2551 : 54) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือแผนการสอน ที่ผู้สอนเคยทำเป็นรายชั่วโมงหรือครั้ง ในหลักสูตรใหม่เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่แต่ยังคงสาระเหมือนเดิม และมีจุดมุ่งหมายเหมือนเดิม จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้คือ แผนการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูได้ วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ อย่างมีรูปแบบ โดยนำจุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชา คำอธิบาย รายวิชา และเนื้อหาสาระที่จะต้องสอนมาสร้างเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายคาบหรือรายชั่วโมง มีส่วนสำคัญประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา วิธีการจัดกิจกรรม สื่อการเรียน การวัดและประเมินผล ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2549 : 58) ให้ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1. ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดี วิธีเรียนที่ดี ที่เกิดจากการผสมผสานความรู้และจิตวิทยาการศึกษา 2. ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ครูมีความมั่นใจ ในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3. ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใด หรือทราบว่าจะสอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไร และจะวัดและประเมินผลอย่างไร 4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีจัดการเรียนรู้ จะจัดหาและใช้ แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวัดและประเมินผล
13 5. ใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6. แผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา เป็นผลงาน ทางวิชาการที่แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญของครูผู้สอนสำหรับประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อน ตำแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น เกษณี สิมสีดา (2550 : 44 -45) ให้ความสำคัญของ แผนการจัดการเรียนรู้ ไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ครูได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ในเรื่องหลักสูตรแนวการสอน การจัดทำจัดหาสื่อประกอบการ สอน ตลอดจนการวัดผลประเมินผลอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม 2. ช่วยให้เกิดการวางแผนวิธีสอน วิธีเรียนที่มีความหมายยิ่งขึ้นเพราะการจัดทำ แผนการจัด การเรียนรู้เป็นการสอนผสมผสานเนื้อหาสาระและจุดประสงค์จากการเรียนรู้จากหลักสูตรกับหลักจิตวิทยา การศึกษา หรือนวัตกรรมการเรียนใหม่ๆตลอดจนปัจจัยอำ นวยความสะดวกของโรงเรียนและสภาพปัญหาความ สนใจความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและทรัพยากรในท้องถิ่นโดยวิธีการเชิงระบบเพื่อให้การเรียนการสอน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ช่วยให้ครูมีคู่มือที่ทำด้วยตนเองไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครบถ้วน สอดคล้องกับ ระยะเวลาและจำนวนคาบที่มีจริงในแต่ละภาคเรียนนั่นคือสอนได้ครบถ้วนและทันเวลาช่วยให้ครูมีความมั่นใจใน การสอนมากขึ้น 4. ทำให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ช่วยให้ครูสามารถ วินิจฉัยจุดอ่อนของนักเรียนที่จะได้รับการแก้ไขและทราบจุดเด่นที่ควรได้รับการเสริมสร้างต่อไป นอกจากนี้ยัง ช่วยให้ครูเห็นภาพการทำงานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น 5. ครูผู้สอนสามารถใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง เพื่อเสนอแนะแก่บุคลากรและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กรมวิชาการศึกษานิเทศก์และผู้บริหาร เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 6. ช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถทราบขั้นตอน กระบวนการต่างๆในการสอนของครูเพื่อ การนิเทศติดตามและประเมินผลการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7. ถ้าผู้สอนติดธุระจำ เป็นไม่สามารถสอนด้วยตนเองได้แผนการจัดการเรียนรู้ต้องใช้เป็นคู่มือ แก่ผู้มาสอนแทนได้เป็นอย่างดี 8. เป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่แสดงว่างานสอนต้องได้รับการฝึกฝนที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ มีเครื่องมือและเอกสารที่จำ เป็นสำ หรับการประกอบอาชีพ 9. เป็นผลงานทางวิชาการอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชำนาญการพิเศษหรือความเชี่ยวชาญของ ผู้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปพัฒนางานในหน้าที่และเสนอเลื่อนระดับให้สูงขึ้นได้ จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูผู้สอน มีกำหนดรูปแบบ วิธีการสอน แนวปฏิบัติ กิจกรรมที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ แผนการเรียนการสอนเป็นการผสมผสานเนื้อหา สาระและจุดประสงค์การเรียนจากหลักสูตรกับหลักจิตวิทยาการศึกษา หรือนวัตกรรม การเรียนใหม่ๆตลอดจนปัจจัย อำนวยความสะดวกของโรงเรียนและสภาพปัญหาความสนใจความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและทรัพยากรใน ท้องถิ่นโดยใช้วิธีการเชิงระบบ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
14 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 :321) กล่าวโดยสรุปว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นแผน การจัดการเรียนรู้ที่ให้แนวทางการสอนแก่ผู้สอนอย่างชัดเจน ทั้งด้านจุดประสงค์การสอน เนื้อหาการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผล ประเมินผล โดยเฉพาะแนวทางการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน ควรเป็นกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ได้คิด ได้ทำ ได้แก้ปัญหา และได้เกิดทักษะ กระบวนการ สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้ สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ (2549 : 59) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ชัดเจน (ในการสอนเรื่องนั้น ๆ ต้องการให้ผู้เรียนเกิดคุณสมบัติ อะไร หรือด้านใด) 2. กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้ชัดเจน และนำไปสู่ผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ได้จริง (ระบุ บทบาทของครูผู้สอนและผู้เรียนไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรจึงจะทำให้การเรียนการสอนบรรลุผล) 3. กำหนดสื่ออุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้ไว้ชัดเจน (จะใช้สื่อ อุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้อะไร ช่วยบ้าง และจะใช้อย่างไร) 3.1กำหนดวิธีการวัดและประเมินผลไว้ชัดเจน (จะใช้วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผล ใด เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น) 3.2 ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ (ในกรณีที่มีปัญหาเมื่อมีการนำไปใช้หรือไม่สามารถกำหนด การ จัดการเรียนรู้ตามแผนนั้นได้ก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ โดยไม่กระทบต่อการเรียนการสอน และผลการเรียนรู้) 3.3 มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ และสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงที่ ผู้เรียนดำเนินชีวิตอยู่ 3.4 แปลความได้ตรงกัน แผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนขึ้นจะต้องสื่อความหมายได้ตรงกัน เขียนให้อ่านเข้าใจง่าย กรณีมีแผนการจัดการเรียนรู้แทนหรือเผยแพร่ ผู้นำไปใช้สามารถเข้าใจและใช้ได้ ตรงตามจุดประสงค์ของผู้เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 3.5 การบูรณาการ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี จะสะท้อนให้เห็นการบูรณาการแบบองค์รวม ของเนื้อหาสาระความรู้และวิธีการจัดการเรียนรู้เข้าด้วยกัน 3.6 มีการเชื่อมโยงความรู้ไปใช้อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้ และประสบการณ์ เดิมมาเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์ใหม่ และนำไปใช้ในชีวิตจริงกับการเรียนในเรื่องต่อไป จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นแผนการเรียนรู้ที่มีกิจกรรม ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติครูเป็นเพียงผู้คอยส่งเสริม หรือกระตุ้นให้กิจกรรมดำเนินไปตามความมุ่งหมายเปิด โอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบหรือทำสำเร็จด้วยตนเอง องค์ประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ชวลิต ชูกำแพง (2551 : 96) เพื่อให้มองเห็นภาพความแตกต่างระหว่างแผนการจัดการเรียนรู้ และแผนการสอน จึงได้นำเสนอตารางดังตารางที่ 2.1
15 ตารางที่ 2.1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของแผนการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบของแผนการสอน องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2. สาระสำคัญ 3. เนื้อหาสาระ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. สื่อการเรียนรู้ 6. การวัดและการประเมินผล 7. กิจกรรมเสนอแนะเพิ่มเติม 8. ความคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร 9. บันทึกผลหลังการใช้แผนการสอน 10.ภาคผนวก / หมายเหตุ 1. ผลการเรียนที่คาดหวัง/จุดประสงค์การเรียนรู้ 2. สาระการเรียนรู้ 3. กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4. การวัดผลและประเมินผล 5. สื่อการเรียน / แหล่งเรียนรู้ 6. กิจกรรมเสนอแนะเพิ่มเติม 7. ความคิดเห็น / ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร 8. บันทึกผลหลังการใช้แผนการเรียนรู้ 9. ภาคผนวก / หมายเหตุ การจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดทำ แผนการจัดการเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่ สามารถแปลงหลักสูตรไปสู่แผนการจัดการเรียนรู้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งสามารถ วิเคราะห์หลักสูตรเพื่อกำหนดกรอบการเรียนการสอน สามารถกำหนดโครงสร้างการสอน อันนำไปสู่การจัดทำ รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ ของแผนการการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมการจัดทำแผนการการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นอกจากความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดทำและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แล้ว ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ในด้านแนวคิด หลักการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง เทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อที่จะนำความรู้ดังกล่าว มาใช้ ประกอบการจัดทำรายละเอียดในแต่ละองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ของ การเรียนรู้อย่างแท้จริง ชนาธิป พรกุล (2551 : 87) แผนการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 7 ประการ ได้แก่ 1. เรื่องและเวลาที่ใช้สอน 2. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง / จุดประสงค์การเรียนรู้ 3. สาระสำคัญ 4. เนื้อหา (สาระ) 5. กิจกรรมการเรียนรู้ (กิจกรรมการเรียนการสอน) 6. สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ (สื่อการเรียนการสอน) 7. การวัดผลประเมินผล แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรมีองค์ประกอบครบถ้วนทุกองค์ประกอบมีความสอดคล้องเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม ผู้สอนสามารถตรวจสอบความถูกต้องและความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้ ด้วยตนเอง ความถูกต้อง หมายถึงข้อความในแต่ละองค์ประกอบมีความถูกต้องตามลักษณะขององค์ประกอบนั้น ความสอดคล้อง หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่มีความเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง อย่างสมเหตุสมผลเป็นเรื่องเดียวกัน
16 การสอนในชีวิตประจำวัน หากผู้สอนเขียนรายละเอียดของทั้ง 7 องค์ประกอบและการสอนได้บรรลุ จุดประสงค์เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องเพิ่มองค์ประกอบอื่น ๆ เว้นแต่มีจุดประสงค์อย่างอื่น จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ส่วนนำหรือหัวแผนการจัดการเรียนรู้เป็นการบอกรายละเอียดเบื้องต้นของแผนว่าเป็นแผนที่ เท่าไหร่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ใด ชั้นไหน ระเวลาในการจัดกิจกรรมนานเท่าใด ส่วนที่ 2 ส่วนกระบวนการจัดการเรียนรู้ เช่น สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ผลการเรียนรู้ ที่คาดหวังจุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรม/กระบวนการเรียนรู้สื่อ/ นวัตกรรม/แหล่งเรียนรู้การวัดและประเมินผล และส่วนที่ 3 เป็นส่วนสรุปจากการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น บันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ รวมถึงส่วนที่เป็นภาคผนวกแผน เช่น ใบ งาน แบบทดสอบหรือแบบประเมินต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ รุจิร์ ภู่สาระ (2545 : 159 -160) สรุปขั้นตอนการทำแผนการเรียนรู้ตามหลักสูตร พุทธศักราช 2544 ไว้ดังนี้ 1. ทำความเข้าใจมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระรวมทั้งแนวคิดขอบเขตของกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาเป็นกรอบในการจัดทำแผนการเรียนรู้ 2. เขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ในหน่อยการเรียนรู้ เป็นจุดประสงค์ปลายทางที่กล่าวถึง 2.1จุดประสงค์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.2จุดประสงค์จากคำอธิบายรายวิชา 3. เขียนโครงสร้างของกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้งหมด ได้แก่ 3.1หัวข้อย่อย (จากคำอธิบายรายวิชา และหนังสืออ้างอิง) 3.2จำนวนตามในแต่ละหัวข้อย่อย 3.3สาระสำคัญที่เน้นความคิดรวบยอด หลักการ ทักษะ ลักษณะนิสัย 3.4จุดประสงค์นำทางตามหัวข้อย่อย 4. สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ถวัลย์มาศจรัส(2546 : 36 -44) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่1 : การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้(Objective) การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นการกำหนดสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ซึ่งในหลักสูตร2533 เน้นการบรรลุจุดประสงค์ใน 3 ด้านคือ 1) ด้านพุทธิพิสัย(Cognitive) จุดประสงค์ การเรียนรู้ที่เน้นความสามารถทางสมอง(Head) ความรอบรู้ในเนื้อหาสาระหรือในทฤษฎี2) ด้านทักษะพิสัย(Skill) จุดประสงค์การเรียนรู้ที่เป็นการลงมือปฏิบัติ(Hand) และ 3) ด้านจิตพิสัย(Affective) จุดประสงค์ที่เน้นคุณธรรม เจตคติความรู้สึกในด้านจิตวิญญาณ จิตใจ(Heart) ขั้นที่2 : การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน (Learning) การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นขั้นสืบเนื่องมากจากขั้นที่ 1 ซึ่งในขั้นนี้จะมีการกำหนด กิจกรรมการเรียนการสอนที่จะทำให้จุดมุ่งหมายการเรียนบรรลุผลได้แก่ การกำหนดข้อรายละเอียดที่จำเป็น ในการจัดทำแผนการเรียนรู้เช่น สาระสำคัญ เนื้อหาวิชากิจกรรมการเรียนการสอนสื่อการเรียนการสอน แหล่งเรียนรู้ในขั้นนี้ผู้สอนจะต้องเตรียมการวางแผนการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบในแผนมีจุดเน้น สาระ เนื้อหาวิชาที่สำคัญอะไรจะใช้รูปแบบการถ่ายทอดการเรียนรู้แบบใดเช่น การอธิบาย การสาธิตการสืบค้น
17 การจัดทำโครงงาน การวิจัยการทดลองทั้งนี้รวมไปถึงสื่อการเรียนการสอนที่จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มศักยภาพ สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ขั้นที่3 : การวัดและการประเมินผล(Evaluation) เป็นกิจกรรมที่สำคัญจะต้องกำหนดไว้ทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดการเรียนการสอนหรือ การจัดการเรียนรู้ดังนี้ 1. การวัดผล(Measurement) คือการตรวจสอบว่าพฤติกรรมของผู้เรียนทั้ง3 ด้าน ได้แก่ความรู้ ทักษะเจตคติเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ ด้วยการใช้เครื่องมือวัดแบบต่างๆเช่น การสังเกต การสัมภาษณ์การใช้แบบสอบถาม การตรวจแบบฝึกหัดการใช้แบบทดสอบการใช้แฟ้มสะสมงาน 2. การประเมินผล(Evaluation) คือการตัดสินคุณภาพของผู้เรียนว่าอยู่ในระดับใดเมื่อนำผล คะแนนหรือการปฏิบัติงานหรือผลคะแนนมาเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้เช่น ผ่านเกณฑ์การประเมิน ดีมากดีพอใช้ ต้องปรับปรุงการประเมินผลกำหนดไว้4 ประเภทหลัก ๆ 2.2 การประเมินผลก่อนเรียน (Placement Test) เป็นการตรวจสอบความรู้พื้นฐานเดิมของ ผู้เรียนว่า อยู่ในระดับใดจะต้องพัฒนาในเรื่องใดบ้าง 2.3 การประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผล ระหว่างการเรียนการสอน เพื่อนำผลที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนและของผู้สอนไปพร้อม ๆ กัน 2.4 การประเมินเพื่อวินิจฉัยข้อบกพร่อง (Diagnostic Evaluation) ได้แก่ การประเมินผล ที่ผู้สอนประเมินผู้เรียนที่มีปัญหาด้านวิชาการ เพื่อค้นหาสาเหตุสำหรับการแก้ปัญหา 2.5 การประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน (Summative Evaluation) เป็นการประเมินผลระหว่าง ช่วงเวลาที่กำหนด แนวคิดเกี่ยวกับชุดฝึกทักษะ ความหมายของชุดฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะเป็นแบบฝึกหัดที่ครูจัดขึ้นให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีทักษะเพิ่มขึ้นโดยการ ทำกิจกรรมที่หลากหลายด้วยความสนใจและเข้าใจ หลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้จากใบความรู้ ซึ่งมีนักวิชาการหลาย ท่านได้ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะไว้ ดังนี้ ถวัลย์มาศจรัส(2546 :18) ได้ให้ความหมายไว้ว่าชุดฝึกทักษะ หมายถึงกิจกรรมพัฒนาทักษะเรียนรู้ ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนา ทักษะกระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้สามารถนำผู้เรียนไปสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของ สาระการเรียนรู้รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนด้วยตนเองได้ วิมลรัตน์สุนทรโรจน์(2549 : 130 -134) กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่เป็น ส่วนเพิ่มเติมหรือเสริม สำหรับให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่หนังสือ เรียนจะมีแบบฝึกทักษะอยู่ท้ายบทเรียน ในบางวิชาแบบฝึกหัดจะมีลักษณะเป็นแบบฝึกปฏิบัติ
18 จิรเดช เหมือนสมาน (2551 : 8) ให้ความหมายไว้ว่าชุดฝึกทักษะ หมายถึงงานหรือกิจกรรมที่ครูผู้สอน มอบหมายให้นักเรียนทำเพื่อฝึกทักษะการคิด กระบวนการเรียนรู้และทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว ให้เกิดความชำนาญ ถูกต้องคล่องแคล่วจนสามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ สุคนธ์ สินธพานนท์(2551 : 88) ให้ความหมายไว้ว่าชุดฝึกทักษะ หมายถึงสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ การ เรียนรู้หลาย ๆ รูปแบบเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะหมายถึง สื่อประกอบการเรียนรู้ที่ครูสร้างขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ในการเรียนเรื่องนั้น ๆ ของนักเรียน ส่วนใหญ่จะมีใบความรู้ แบบฝึกหัด หลากหลายรูปแบบให้นักเรียนได้คิด ได้ฝึกและมีการทดสอบย่อยระหว่างเรียน โดยเมื่อนักเรียนเรียนรู้จาก ชุดฝึกทักษะแล้วสามารถทำให้นักเรียนมีทักษะในเรื่องนั้นสูงขึ้น ความสำคัญและประโยชน์ของชุดฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมการสอนสื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ ในบทเรียนมากขึ้น ได้ฝึกปฏิบัติทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และสามารถ นำความรู้ไปใช้ได้อย่างแม่นยำถูกต้องและคล่องแคล่วเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ได้มีนักการศึกษากล่าวถึง ความสำคัญและประโยชน์ของชุดฝึกทักษะไว้ดังนี้ ศิริพงศ์ พยอมแย้ม (2545 :7) ได้กล่าวว่า ชุดฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนการสอนสำเร็จรูป สอดคล้อง กับแนวทางปฏิรูปการศึกษาซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีประโยชน์ต่อผู้เรียน ดังนี้ 1. สามารถแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคลและส่งเสริมการศึกษารายบุคคล สามารถทำให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจตามเวลาและโอกาสที่แตกต่างกัน 2. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนวิทยากร ครูอาจารย์โดยเปลี่ยนบทบาทของผู้สอนให้เป็นผู้คอยให้ คำแนะนำช่วยเหลือผู้เรียน การประเมินผลการเรียนทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 3. ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน เพราะชุดฝึกทักษะสามารถเรียนรู้ได้ในทุกเวลาและ สถานที่ สุคนธ์สินธพานนท์(2551 : 88 -89) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดฝึกทักษะไว้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เด็กแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน การให้ผู้เรียนได้จัดทำชุดการฝึกเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน ใช้เวลาที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะ การเรียนรู้ของแต่ละคนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจ ในการเรียนรู้นอกจากนั้นยังเป็นการซ่อมเสริมผู้เรียนที่เรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. ชุดการฝึกช่วยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน ชุดการฝึกสามารถให้ผู้เรียนได้ฝึกทันทีหลังจากจบ บทเรียนนั้นๆ หรือให้มีการฝึกซ้ำหลายๆครั้ง เพื่อความแม่นยำในเรื่องที่ต้องการฝึก หรือเน้นย้ำให้นักเรียน ทำชุดการฝึกเพิ่มเติมเฉพาะในเรื่องที่ผิด 3. ชุดการฝึกสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้งผู้เรียน สามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองได้และเมื่อไม่เข้าใจและทำผิดในเรื่องใดๆผู้เรียนก็สามารถ ซ่อมเสริมตนเองได้จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าทั้งของครูผู้สอนและผู้เรียนผู้เรียนไม่มีปมด้อยที่ตนทำผิดและ สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของตน
19 4. เป็นสื่อที่ช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคำสอนของครูผู้สอน ชุดการฝึกที่ครูผู้สอนจัดทำขึ้น เพื่อฝึกทักษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนังสือเรียนหรือบทเรียน เช่น ชุดฝึกทักษะการคิด ใน รูปแบบต่างๆเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่รู้จักคิดเป็นนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ ใน การดำเนินชีวิตต่อไป 5. ชุดการฝึกรายบุคคลผู้เรียนสามารถนำไปฝึกเมื่อไหร่ก็ได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่นอกจากนี้ยังช่วย ให้ผู้เรียนทำแบบฝึกได้ตามความต้องการของตน โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นหรือเร้าใจให้ ผู้เรียน เกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง 6. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่ผู้เรียนตลอดเวลาไม่ต้องตรวจงานด้วย ตนเองทุกครั้ง นอกจากกรณีที่ชุดการฝึกนั้นเป็นการฝึกทักษะการคิดที่ไม่มีเฉลยตายตัวหรือมีแนวเฉลย ที่หลากหลาย 7. เป็นการฝึกความรับผิดชอบของผู้เรียน การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำชุดการฝึกตามลำพัง โดยมีภาระให้ทำตามที่มอบหมายจัดได้ว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ ปฏิบัติในการดำเนินชีวิต 8. ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้การที่ผู้เรียนได้ทำชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่มีรูปแบบหลากหลายจะ ทำให้ผู้เรียนสนุกและเพลิดเพลิน เป็นการท้าทายให้ลงมือทำกิจกรรมต่างๆตามชุดการฝึกจากประโยชน์ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าชุดฝึกทักษะมีความสำคัญและประโยชน์ต่อการฝึกทักษะนักเรียนเพราะเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางภาษาและพัฒนากระบวนการคิดเป็นการเรียนรู้ที่สามารถฝึกฝนทบทวน ด้วยตนเองฝึกความรับผิดชอบ อีกทั้งยังช่วยลดภาระของครูผู้สอนอีกด้วย ลักษณะของชุดฝึกทักษะที่ดี ชุดฝึกทักษะที่ดีนั้นจะต้องดึงดูดความสนใจและสมาธิของนักเรียน เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกเฉพาะอย่างใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะ ของชุดฝึกทักษะที่ดีไว้ดังนี้ สุคนธ์สินธพานนท์ (2551: 9 0) กล่าวว่า ในการสร้างชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่ดีนั้น ผู้สร้าง ชุดฝึกทักษะควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ 1. ควรมีแบบฝึกทักษะหลาย ๆแบบในชุดฝึกทักษะเพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายและควรมี รูปแบบที่เร้าความสนใจผู้เรียนให้ได้ลองความสามารถของตน 2. ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทเรียนมาตอบในชุดฝึกทักษะหรือนำมาประยุกต์ใช้ ในการตอบในแบบฝึกทักษะ 3. สำนวนภาษาง่ายเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนและสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง 4. ชุดฝึกทักษะแต่ละชุดนั้นควรคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล 5. ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ควรฝึกความสามารถของผู้เรียนหลาย ๆ ด้าน 6. ควรฝึกทักษะการเรียนรู้ในด้านความคิดหลายๆรูปแบบ เช่น คิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์คิดอย่างมี วิจารณญาณคิดสร้างสรรค์เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าลักษณะของชุดฝึกทักษะที่ดีควรมีการฝึกอย่างต่อเนื่อง เรียงลำดับ เนื้อหาได้ดี มีหลากหลายรูปแบบ กระตุ้นความสนใจและท้าทายให้ผู้ฝึกใช้ความสามารถและอยากฝึกด้วยตนเอง โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความสามารถกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคล
20 หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการสร้างชุดฝึกทักษะ การสร้างชุดฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นสิ่งที่ผู้สร้าง ควรให้ความสำคัญทั้งด้านความพร้อม ความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งนักจิตวิทยาได้กล่าวถึงจิตวิทยา การเรียนรู้ที่ควรนำสร้างชุดฝึกทักษะไว้ ดังนี้ สุคนธ์สินธพานนท์(2551 : 90 -92) กล่าวถึงการสร้างชุดฝึกทักษะว่าต้องยึดตามทฤษฎีการเรียนรู้ ทางจิตวิทยาคือ 1. ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์(Bruner’s Instruction Theory) ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์กล่าวว่า การที่ครูจะจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กนั้น จะต้องพิจารณาหลัก4 ประการคือ 1.1แรงจูงใจซึ่งมีทั้งแรงจูงใจที่เกิดจากภายในตัวเด็กเอง ทำให้เกิดความปรารถนาที่จะเรียนรู้ และความต้องการความสำเร็จ นอกจากนั้นยังมีแรงจูงใจที่ต้องการเข้าร่วมงานกับผู้อื่น และรู้จักทำงานด้วยกัน กล่าว ได้ว่าครูจะต้องทำให้เด็กเกิดความปรารถนาที่จะรู้โดยการจัดการทำให้เด็กมีแรงจูงใจมากขึ้น เพื่อเด็กจะได้พยายาม สำรวจทางเลือกต่างๆอย่างมีความหมายและพึงพอใจอันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ 1.2 โครงสร้างของความรู้มีการเสนอเนื้อหาให้กับเด็กในรูปแบบที่ง่ายเพียงพอที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจ ได้เช่น เสนอโดยให้กระทำจริง ใช้รูปภาพ ใช้สัญลักษณ์มีการเสนอข้อมูลอย่างกระชับ เป็นต้น 1.3 ลำดับขั้นของการนำเสนอเนื้อหาผู้สอนควรเสนอเนื้อหาตามขั้นตอนและควรเสนอในรูปแบบของ การกระทำมากที่สุดใช้คำพูดน้อยที่สุดต่อจากนั้นจึงค่อยเสนอเป็นแผนภูมิหรือรูปภาพต่างๆสุดท้ายจึงค่อยเสนอ เป็นสัญลักษณ์หรือคำพูดในกรณีที่ความรู้พื้นฐานของเด็กดีพอแล้วครูก็สามารถเริ่มการสอนด้วยการใช้สัญลักษณ์ ได้เลย 1.4 การเสริมแรงการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพถ้ามีการให้การเสริมแรงเพื่อเด็กสามารถแก้ปัญหาได้ อย่างถูกต้องตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2. ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectionism) ของธอร์นไดค์ (Thorndike) ธอร์นไดค์ได้อธิบายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า(Stimulus) และการสนองตอบ (Response) ของอินทรีย์ความสัมพันธ์จะมีมากขึ้นหรือ ลดลงเป็นผลเนื่องมาจากผลที่เกิดขึ้นหลังจากการสนองตอบ ถ้าผลที่เกิดขึ้นอินทรีย์พึงพอใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ง เร้าและการสนองตอบนั้นจะมีมากขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นนั้นอินทรีย์ไม่พึงพอใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการ สนองตอบย่อมลดลงหรือหายไปในที่สุดธอร์นไดค์เรียกหลักการนี้ว่ากฎของเหตุผล(Law of Effect) กฎแห่งผล กล่าวว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้น เพราะบุคคลกระทำซ้ำและยิ่งทำมากความชำนาญจะเกิดขึ้น ทำให้ผู้ฝึกมี ความคล่องแคล่วสามารถทำได้ดี 3. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข(The Conditions of Learning) ของกาเย่ ได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎี การเรียนรู้ของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษยนิยม และได้นำแนวคิดเหล่านั้น มาประยุกต์ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ของพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแนวคิด ของนักจิตวิทยาของกลุ่มปัญญานิยม กาเย่ได้เสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนโดยคำนึงถึงปัจจัย ต่าง ๆ ดังนี้ 3.1 ลักษณะของผู้เรียน ผู้สอนจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ความพร้อม และแรงจูงใจ 3.2 กระบวนการทางปัญญาและการสอน เงื่อนไขการเรียนรู้ที่ส่งผลทำให้การสอนต่างกัน
21 1) การถ่ายโยงการเรียนรู้มี2 ลักษณะคือทำให้เกิดการเรียนรู้ทักษะในระดับที่สูงได้ดีขึ้น และแผ่ขยายไปสู่สภาพการณ์อื่นนอกเหนือจากสภาพการสอน 2) การเรียนรู้ทักษะการเรียนรู้บุคคลอาจมีวิธีการที่จะจัดการเรียนรู้การจดจำและการคิด ด้วยตัวเขาเองจึงควรช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนให้พัฒนาไปตามศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ 3) การสอนกระบวนการแก้ปัญหา มี2 เงื่อนไขคือผู้เรียนจะต้องรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็น มาก่อน และสภาพของปัญหาที่เผชิญนั้นผู้เรียนต้องไม่เคยเผชิญมาก่อน ผู้เรียนจะค้นพบคำตอบจากการเรียนรู้ โดย การค้นพบ ซึ่งผู้เรียนจะมีโอกาสค้นพบเกณฑ์ต่างๆในระดับที่สูงขึ้น 3.3 สภาพการณ์สำหรับการเรียนรู้ผู้สอนจะต้องรู้สภาพการณ์ของการเรียนรู้จึงจะสามารถ วางระบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เช่น การสอนซ่อมเสริม การสอนกลุ่มเล็กการสอนกลุ่มใหญ่ เป็นต้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การสร้างชุดฝึกทักษะให้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมนั้นครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึง จิตวิทยาการเรียนรู้เพื่อให้ได้ชุดฝึกทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนมีความเหมาะสมกับระดับชั้นเรียน และความสามารถของผู้เรียน และยังเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความสุข สนุกสนาน ในการเรียน ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจที่จะเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนอันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงขึ้น หลักการและขั้นตอนในการสร้างชุดฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมที่จะทำให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เป็นคุณภาพของผู้เรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นครูต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างชุดฝึกทักษะเพื่อจะได้สามารถสร้าง ชุดฝึกทักษะที่ดีมีประสิทธิภาพสูงเหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึง หลักในการสร้างชุดฝึกทักษะไว้ในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ สุคนธ์ สินธพานนท์(2551: 89 -92) กล่าวว่าชุดฝึกทักษะการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชุดฝึกทักษะการเรียนรู้เป็นอย่างดี ซึ่งมีหลักสำคัญเป็นแนวทางในการจัดทำชุดฝึกทักษะดังนี้ 1. จัดเนื้อหาสาระในการฝึกตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. เนื้อหาสาระและกิจกรรมการฝึกเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน 3. การวางรูปแบบของชุดฝึกทักษะมีความสัมพันธ์กับโครงเรื่องและเนื้อหาสาระของเรื่อง 4. ชุดฝึกทักษะต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆสั้น ๆเพื่อให้ผู้เรียนอ่านเข้าใจเรียนจากง่ายไปยาก มีแบบฝึกหัด ที่น่าสนใจและท้าทายให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถ 5. มีความถูกต้องครูผู้สอนจะต้องพิจารณาตรวจสอบให้ดีอย่าให้มีข้อผิดพลาด 6. กำหนดเวลาที่ใช้ชุดฝึกทักษะแต่ละตอนให้เหมาะสม สำหรับขั้นตอนการสร้างชุดฝึกทักษะผู้สร้างจะต้องดำเนินการ ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร หลักการจุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาและ จุดประสงค์ในแต่ละชุดฝึกทักษะ 3. จัดทำโครงสร้างและชุดฝึกทักษะในแต่ละชุด 4. ออกแบบชุดฝึกทักษะในแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลายและน่าสนใจ
22 5. ลงมือสร้างแบบฝึกแต่ละชุดรวมทั้งออกข้อสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ 6. นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 7. นำชุดฝึกทักษะไปทดลองใช้บันทึกผลแล้วปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 8. ปรับปรุงชุดฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพ จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า หลักการสร้างชุดฝึกทักษะควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เหมาะสมกับวัยของนักเรียน คือไม่ง่ายไม่ยากจนเกินไป เรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก อาศัยรูปภาพประกอบใน การจูงใจผู้เรียน มีจุดประสงค์ที่แน่นอนว่าต้องการพัฒนาทักษะในด้านใด ต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆสั้น ๆ ที่นักเรียนสามารถอ่านแล้วเข้าใจและสามารถทำชุดฝึกสำหรับขั้นตอนในการใช้ชุดฝึกทักษะก่อนการฝึก ควรให้ผู้ ฝึกทราบขั้นตอนการฝึกที่ถูกต้อง ระหว่างการฝึกผู้ฝึกควรได้รับคำแนะนำที่ดี การหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ ชัยยงค์ พรหมวงศ์(2540: 134) กล่าวถึง การหาประสิทธิภาพของสื่อว่าเป็นการนำสื่อที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ เพื่อปรับปรุงและนำไปทดลองจริงนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขเสร็จแล้วจึงผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2540 :135 -136) กล่าวว่า เกณฑ์ประสิทธิภาพ ของสื่อ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้สร้างเกิดความพึงพอใจ หากสื่อมีประสิทธิภาพถึงระดับนั้นแล้ว จะมีคุณค่าพอที่จะนำไปสอนนักเรียนได้ และคุ้มค่าแก่การลงทุนผลิต ออกเป็นจำนวนมากดังนั้นในการกำหนดเกณฑ์ต้องคำนึงถึงกระบวนการและผลลัพธ์โดยกำหนดตัวเลขเป็น ร้อยละ ของคะแนนเฉลี่ยเป็น E1 / E2 : ซึ่งมีความหมาย ดังนี้ E1 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ คิดเป็นร้อยละของการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน E2 หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของการทำแบบทดสอบหลังเรียน การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพตั้งไว้ 80/80 ถึง 90/90 สำหรับวิชาที่มีเนื้อหาเป็นความรู้ ความจำ และไม่ต่ำกว่า 75/75 สำหรับวิชาทักษะ สำหรับขั้นตอนการทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อชัยยงค์พรหมวงศ์ (2540 : 137 -138)ได้กำหนดไว้ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การทดลองแบบฝึกทักษะกับนักเรียนเป็นรายบุคคล (Individual tryout) หรือหนึ่งต่อหนึ่ง (1 : 1) ระหว่างดำเนินการในลักษณะนี้ผู้สร้างแบบฝึกทักษะจะทำงานเป็นรายบุคคลกับนักเรียน 1 คน หรือ 3 คนหรือมากกว่าที่เป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมาย เมื่อดำเนินการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเสร็จ แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นจากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ขั้นนี้ควรมีประสิทธิภาพ 60/60 2. การทดลองแบบฝึกทักษะกับนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย (Small-Group tryout) จำนวน 9 คน มีจุดประสงค์สองประการ ประการแรก คือเพื่อตัดสินประสิทธิผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามหลังการ ประเมินผลตัวต่อตัวและเพื่อระบุปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ยังหลงเหลืออยู่ ประการที่สองคือเพื่อตัดสินว่า นักเรียนสามารถที่ใช้แบบฝึกทักษะโดยปราศจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สร้างแบบฝึกทักษะได้หรือไม่ และทำ การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นจากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ขั้นนี้ควรมีประสิทธิภาพ 70/70
23 3. การทดลองแบบฝึกทักษะกับนักเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ (Field tryout) จำนวน 30 - 100 คน ในระยะสุดท้ายของการประเมินผลระหว่างดำเนินการ นักเรียนพยามยามที่จะใช้สถานการณ์การเรียนรู้ ซึ่ง ใกล้เคียงกับความตั้งใจสูงสุดในการใช้วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน ความมุ่งหมายของการประเมินผลระยะ สุดท้ายคือตัดสินใจว่าการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้หลังจากระยะของการประเมินผลกลุ่มย่อยแล้ว จะมี ประสิทธิภาพหรือไม่และถ้าการจัดการเรียนรู้สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ตามที่ตั้งใจไว้นั่นก็คือ เป็น วิธีการดำเนินงานที่น่าจะเป็นไปได้ที่จะใช้กับการจัดการเรียนรู้ตามสถานการณ์ที่ตั้งใจ และทำการหา ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ระหว่างการใช้และหลังการใช้เสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น จากการนำข้อมูลมา วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ในขั้นนี้ควรมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 ซึ่งการคำนวณหาประสิทธิภาพของสื่อสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้ (ชัยยงค์พรหมวงศ์.2540: 137-138) 100 A N X E 1 = Σ เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการที่ใช้จัดในแบบฝึกทักษะ Σ X แทน คะแนนรวมของนักเรียนทั้งหมดที่ทำแบบทดสอบย่อยท้าย แบบฝึกทักษะทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบย่อยท้ายแบบฝึกทักษะ N แทน จำนวนนักเรียน 100 B N Y E 2 = Σ เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ Σ Y แทน คะแนนรวมของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน กรมวิชาการ (2545 : 57 -58) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง(One to one testing) โดยการทดลองกับผู้เรียนจำนวน 3 คน โดยใช้ ผู้เรียนที่มีระดับสติปัญญาสูง ปานกลาง และต่ำ อย่างละ 1 คน นำผลที่ได้มาคำนวณหาประสิทธิภาพแล้วนำมา ปรับปรุง ให้สมบูรณ์ ให้ดีขึ้น ซึ่งปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มากเมื่อนำมา ปรับปรุงแล้วจะสูงขึ้น 2. การทดลองแบบกลุ่มเล็ก(Small group testing) โดยการทดลองกับผู้เรียนจำนวน 6-10 คน นำผล ที่ได้มาคำนวณหาประสิทธิภาพแล้วนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ ให้ดีขึ้น 3. การทดลองภาคสนาม (Field testing)คือ การทดลองกับผู้เรียนที่มี 30 -100 คน นำผลที่ได้ คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงอีกครั้งให้ได้ผลที่ควรได้ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้หากต่ำจากเกณฑ์มากไม่
24 เกินร้อยละ2.5 % ก็ยอมรับได้ แต่หากแตกต่างกันมากต้องกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อ โดยยึดสภาพจริงตาม เกณฑ์โดยคำนวณหาประสิทธิของสื่อจากสูตร ดังนี้ 100 A N X E 1 = Σ หรือ E 100 1 = A X เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ Σ X แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน A แทน คะแนนเต็มจากการวัดระหว่างเรียน 100 B N Y E 2 = Σ หรือ E 100 1 = A Y เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ได้จากคะแนนเฉลี่ย จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมด Σ Y แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน B แทน คะแนนเต็มของการทดสอบหลังเรียน การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของสื่อ เกณฑ์ที่ยอมรับว่าสื่อการสอนมีประสิทธิภาพ คือ ด้านพุทธพิสัย E1/E2 มีค่า 80/80 ขึ้นไป และ ด้านทักษะปฏิบัติ E1/E2 มีค่า 70/70 ขึ้นไป โดยที่ E1/E2 ต้องไม่แตกต่างกันเกินกว่าร้อยละ 5 การกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน มักจะกำหนดเป็นตัวเลข เช่น กำหนดค่า E1/E2 เท่ากับ 90/90 หรือ 80/80 การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพนิยมตั้งไว้ที่ 90/90 สำหรับสื่อที่ต้องการวัดความรู้และความจำ และเกณฑ์ 80/80 สำหรับสื่อที่ต้องการวัดทักษะ ทั้งนี้ การกำหนดตัวเลขจะกำหนดเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับผู้ตรวจสอบว่าจะให้ ค่าของสื่อที่ผลิตสูงต่ำเพียงใด นักเทคโนโลยีการศึกษาให้ความหมายของ E1/E2 ไว้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลักการ หรือทฤษฎีที่นำมาใช้ ถ้าผู้ตรวจสอบคำนึง การบรรลุวัตถุประสงค์เป็นสำคัญก็จะให้ความหมาย ดังนี้ E1 คือ คะแนนรวมเฉลี่ยของนักเรียนที่ทำแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ E2 คือ คะแนนรวมเฉลี่ยของนักเรียนที่บรรลุวัตถุประสงค์แต่ละข้อ คิดเป็นร้อยละ ถ้าผู้ตรวจสอบคำนึงหลักการที่ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการ เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรม ของผู้เรียนบรรลุผล การให้ความหมายจึงต้องคำนึงถึง กระบวนการและผลลัพธ์ ดังนี้ E1 คือ ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำแบบฝึกหัด และการประกอบกิจกรรม E2 คือ ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนได้รับจากการทดสอบ หลังเรียน
25 บุญชม ศรีสะอาดและคณะ (2552 : 113 -115) ได้สรุปการหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้หรือ นวัตกรรมทางการศึกษาไว้ ดังนี้ การวิจัยบางครั้งนักวิจัยจะใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางการศึกษาเป็นเครื่องมือในการทำวิจัย เช่น แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ ชุดสื่อผสม เป็นต้น ดังนั้นต้องหาคุณภาพของสื่อดังกล่าวด้วย ซึ่ง ขั้นตอนคล้ายกับการหาคุณภาพของแบบทดสอบหรือเครื่องมือชนิดอื่น ๆ คือ วิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา กำหนด เนื้อหาสาระเป็นรายบท แล้ววิเคราะห์เนื้อหาสาระเป็นรายบทในรูปของตารางความสัมพันธ์ ระหว่าง ชื่อเรื่องย่อย ความคิดรวบยอด และจุดประสงค์การเรียนรู้ ขั้นต่อไป ดำเนินการดังนี้ 1. ตรวจสอบความเที่ยง (Validity) มักอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งควรให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตาราง ความสัมพันธ์ดังกล่าว (คล้ายการพิจารณาของการสร้างแบบทดสอบ) 2. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้หรือสื่อต่าง ๆ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยพิจารณาความถูกต้องจากนั้น นำไปทดลองกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งนิยมใช้กับนักเรียนระดับการเรียนเก่ง ปานกลาง อ่อนอย่างละ 1 คน เพื่อพิจารณาเรื่องการออกแบบสื่อ คำอธิบายการใช้สื่อ การสื่อความหรืออาจทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เป็น รายกลุ่ม เพียง 1 -2 แผน เพื่อดูเรื่องเวลาที่ใช้กิจกรรมบรรยากาศการเรียนการสอน เป็นต้น ส่วนการหาประสิทธิภาพของสื่อ (E1/E2) เป็นขั้นตอนทำการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ แล้ว (อันที่จริงควรหาประสิทธิภาพของสื่อ (E1/E2) ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างด้วย) สรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เป็นค่าที่บ่งบอกว่าแผนการจัดการเรียนรู้หรือสื่อนั้นสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องหรือไม่ภายใต้สถานการณ์ และกิจกรรมที่กำหนดให้ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ของผลการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและความงอกงามของผู้เรียนได้ โดยทั่วไปมักจะคำนวณ จากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบย่อยหรือคะแนนจากพฤติกรรมการเรียนหรือคะแนนจากพฤติกรรมการ เข้ากลุ่ม เป็นต้น (ไม่ใช่คะแนนการทำแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกทักษะ) ในระหว่างที่ผู้เรียน กำลังตามแผนการ จัดการเรียนรู้ ซึ่งคำนวณได้จากสูตร 100 A N X E 1 = Σ เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ Σ X แทน ผลรวมของคะแนนทุกส่วน N แทน จำนวนผู้เรียน A แทน คะแนนเต็มของทั้งหมด 2. ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2) เป็นค่าที่บ่งบอกว่าแผนการจัดการเรียนรู้นั้นสามารถส่งผลให้ผู้เรียนเกิดสัมฤทธิ์ผลได้หรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใดซึ่งคำนวณ จากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรียน (ทดสอบหลังเรียน) ของผู้เรียนทุกคน ซึ่ง คำนวณจากสูตร
26 100 B N Y E 2 = Σ เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ Σ Y แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งนี้มีข้อสังเกตที่ผู้วิจัยควรคำนึงถึง คือ ค่าของ 100 A N X Σ หรือ 100 A N Y Σ คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม เมื่อคูณด้วย 100 คือ คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละหรือเรียกสั้น ๆ ว่า ร้อยละของคะแนน เฉลี่ย และสูตรการหาค่า (E1/E2) เป็นการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน (หรือประสิทธิภาพของแผนการจัดการ เรียนรู้) ไม่ใช่การหาค่าสถิติ จากที่กล่าวมาสามารถคำนวณได้ค่าตัวเลขที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หรือสื่อแต่การที่จะสรุปว่าสื่อหรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ จะต้องมีการ กำหนดเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณา โดยเกณฑ์ดังกล่าวนิยมใช้หลักการเรียนแบบรอบรู้ (Master Learning) คือ ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ร้อยละ 80 และยอมรับความผิดพลาดได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ดังนั้นต้องมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80 – 2.5 = 77.5 ส่วนการกำหนดเกณฑ์ความผิดพลาดที่ยอมรับได้คือ ไม่ควรเกินร้อยละ 5 จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อเป็นการทดลองใช้สื่อ ที่สร้างขึ้นให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งโดยปกติสื่อที่ต้องการวัดความรู้และความจำกำหนดไว้ที่ 90/90 ส่วนสื่อที่ต้องการวัดทักษะกำหนดไว้ที่ 75/75หรือ80/80 ดำเนินการทดลองเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการทดทลองกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล จำนวน 3 คน ขั้นการทดลองกับผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก จำนวน 6 -10 คน และขั้นการทดลองกับผู้เรียนทั้งชั้นหรือกลุ่มใหญ่ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการทดลองในแต่ละขั้นต้องมีการปรับปรุง พัฒนา สื่อให้มีความสมบูรณ์ตามเกณฑ์ก่อนจะนำไปทดลองขั้นต่อไป และเมื่อดำเนินการครบ 3 ขั้นตอนแล้วผู้สร้างจึงนำ สื่อไปทดลองใช้จริงกับผู้เรียนหรือกลุ่มทดลอง แนวคิดและทฤษฎีการบัญชี ความหมายของการบัญชี ความหมายของการบัญชี สําหรับความหมายของการบัญชีนั้น ได้มีบุคคลรวมทั้งหน่วยงานต่างๆ พยายาม ที่จะให้คําจํากัดความและความหมายของคําว่า “การบัญชี” ออกมาให้มีความเหมาะสมและถูกต้องมากที่ สุด เช่น สมาคมนั กบั ญชี ของสหรัฐอเมริกา หรือ AICPA (The American Institute of Certified Public Accountants) ให้คําจํากัดความของการบัญชีไว้ว่า การบัญชีจัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของ การจดบันทึก การจําแนก ประเภทและการสรุปผลของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการเงิน โดยอยู่ในรูป ของหน่วยเงินตรา รวมทั้งแปรความหมายของ ผลสรุปที่ได้รับด้วย (สมนึก เอื้อจิระพงษ์ พันธ์, 2536: 2)
27 สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย โดยคณะอนุกรรมการ บัญญัติศัพท์บัญชี ได้ให้คําจํากัดความของการบัญชีไว้ว่า การบัญชี คือ ศิลปของการเก็บรวบรวม บันทึก จําแนก และทําข้อสรุปข้อมูล อันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในรปูตัวเงิน ผลงานขั้นสุด ท้ายของการบัญชีก็คือ การให้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่ง เป็นประโยชน์แก่บุคคลหลายฝ่าย และผู้ที่สน ใจในกิจกรรมของกิจการ (วสันต์ กาญจนมุกดา, 2547: 2-3) การบัญชี ตามความหมายของบัญชีตามพจนานุกรม หมายถึง ทะเบียน สมุดหรือกระดาษที่จดรายชื่อ จํานวน ส่วนในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ หมายความถึง งานศิลปะของนัก บัญชี พอล เกรด (Paul Grade อ้างถึงใน กฤตติกา แสนโภชน์, 2545: 9) ให้คําจํากัดความ ว่า การบัญชี เป็น วิชาการ และ หน้าที่งานเกี่ยวกับการริเริ่มรายการและเหตุการณ์ทางการเงิน การตรวจสอบอนุมัติ การจดบันทึก การ จัดหมวดหมู่ การเรียบเรียง การสรุปผล การวิเคราะห์ การตีความ และการนําเสนอข้อมลูเหล่านั้นอย่างมีหลักเกณฑ์ ตามความต้องการของฝ่ายบริหาร และการดําเนินงานของกิจการเพื่อประโยชน์ในการจัดทํารายงาน ที่จะต้องเสนอ ตามหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย กฤตติกา แสนโภชน์ (2545: 1-5) ได้ให้คําจํากัดความของการบัญชีว่า การบัญชี หมาย ถึงศิลปะของการ จดบันทึกรายการ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเงินในรูปของเงินตรา จัดหมวดหมู่ของรายการ เพื่อสรุปผลการ ดําเนินงาน และฐานะการเงิน พร้อมแปรความหมาย 1. การจดบันทึกการดําเนินธุรกิจ ข้อมูลทางการเงินจะต้องนํามาจดบันทึก โดยเรียง ลําดับก่อน-หลัง และบันทึกเป็นจํานวนเงิน 2. การจําแนกข้อมูลที่จดบันทึกไว้แล้ว นํามาจําแนกเป็นประเภทตามลักษณะของราย การเพื่อให้เข้าใจ ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ทรัพย์สิน หนี้สิน ทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย 3. การสรุปผล การบันทึกบัญชีจะต้องมีวันที่สรุปผลในรูปรายงานทางการเงิน เรียกว่า งบการเงิน งบ การเงินที่สําคัญคือ งบกําไรขาดทุน และงบดุล 4. การแปลความหมาย นําเอารายงานทางการเงินมาวิเคราะห์ เพื่อแปรความหมายว่า กิจการเป็นอย่างไร และใช้ในการบริหารและตัดสินใจ จากคําจํากัดความของคําว่า การบัญชี สามารถสรุปได้ว่า การบัญชีเป็นวิธีการจดบันทึก รายการเกี่ยวกับ การรับเงิน จ่ายเงิน หรือสิ่งของลงไว้ในสมุดบัญชี โดยจัดแยกรายการออกเป็น หมวดหมู่เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบ และแสดงการวิเคราะห์ผลของการดําเนินงานของธุรกิจ วัตถุประสงค์ของการจัดทําบัญชี 1. เพื่อเป็นการจดบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ของกิจการที่เกิดขึ้น โดยเรียงลําดับก่อนหลัง ของการเกิด รายการค้านั้น ไว้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน 2. เพื่อให้เจ้าของกิจการได้ทราบถึงผลการดําเนินงานของกิจการว่ามีผลกําไร หรือขาด ทุนจํานวนเท่าใด ในรอบระยะเวลาหนึ่งที่กําหนดขึ้น 3. เพื่อแสดงให้เห็นถึงฐานะการเงินของกิจการว่ามีฐานะการเงินอย่างไร ณ วันใดวัน หนึ่งนั่นคือมี สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของกิจการเท่าไร 4. เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตของพนักงานและการสูญหายของสนิทรัพย์ 5. เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย 6. เพื่อนํามาเป็นเครื่องมือในการคํานวณภาษีที่จะต้องเสียให้แก่รัฐได้อย่างถูกต้อง 7. เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลทางการเงินที่ผู้บริหารหรือบุคคลอื่น สามารถนําไปใช้เพื่อตัด สินใจในด้านต่าง ๆได้ เช่น เพื่อการวางแผน ควบคุม วัดผลการดําเนินงาน หรือเพื่อการตัดสินใจ ในการลงทุน หรือให้สินเชื่อ เป็นต้น
28 จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การบัญชี คือ ศาสตร์และศิลป์ในการรวบรวม จดบันทึก จำแนก สรุปผลและรายงานผล ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการเงิน หรือเหตุการณ์ที่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้โดยอยู่ในรูป ของหน่วยเงินตรา ในรูปแบบ หลักการทางการบัญชี แนวคิดเกี่ยวกับกิจการร่วมค้า 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกิจการร่วมค้า 1.1 ความหมายของกิจการร่วมค้า ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 31 (ปรับปรุง 2555) เรื่อง ส่วนได้เสียในการร่วมค้า ของสภา วิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ให้ค านิยามของการร่วมค้า “การร่วมค้า”หมายถึง การประกอบกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจของบุคคลหรือกิจการตั้งแต่สองราย ขึ้นไปโดยให้มีการควบคุมร่วมกันตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 28 (ปรับปรุง 2557) เรื่องเงินลงทุนในบริษัทร่วมและ การค้าร่วมได้ให้คำนิยามของการร่วมค้า และผู้ร่วมค้า ดังนี้ “การร่วมค้า” หมายถึง การร่วมการงาน ซึ่งผู้ที่มีการควบคุมร่วมในการงานนั้น มีสินทรัพย์ สุทธิของการร่วมการงานนั้น ซึ่งอาจจัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ได้จัดตั้งขึ้นเป็น บุคคลตาม กฎหมายก็ได้ แต่ต้องมีลักษณะ 2 ประการคือ 1. มีผู้ร่วมค้าตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ตกลงกันเป็นสัญญา 2. สัญญาดังกล่าวระบุให้ผู้ร่วมค้ามีอำนาจควบคุมร่วมกัน “ผู้ร่วมค้า” หมายถึง ผู้เข้าร่วมในการร่วมค้า ซึ่งมีการควบคุมร่วมในการร่วมค้านั้นจากนิยาม ของ “การร่วมค้า” ในมาตรฐานการบัญชีจะให้ความสำคัญกับ “สัญญาร่วมค้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้การ ร่วมค้าแตกต่างจากการดำเนินธุรกิจในลักษณะของการลงทุนในบริษัทร่วม กล่าวคือ การ ร่วมค้าต้องมีสัญญาซึ่งระบุถึงการควบคุมร่วมในกิจการ ส่วนการลงทุนในบริษัทร่วมจะอยู่ใน รูปของส่วนได้เสียซึ่งทำให้ผู้ลงทุนมีอิทธิพลอย่างเป็นสาระสำคัญต่อกิจการนั้น ดังนั้นกิจกรรม เชิงเศรษฐกิจไม่ถือเป็นการร่วมค้าหากการประกอบกิจกรรมนั้นไม่มีสัญญาซึ่งระบุถึงการควบคุมร่วมกัน (สุรชัย เอมอักษร, 2555,หน้า 3-1) 1.2 ลักษณะของการร่วมค้า กิจการร่วมค้า (Joint Venture) กรมสรรพากรได้วางบรรทัดฐานเพิ่มเติมไว้สำหรับการ พิจารณาว่า “กิจการร่วมค้า” จะต้องมีคุณสมบัติเข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) มีการร่วมทุนกัน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน แรงงาน หรือเทคโนโลยี หรือร่วมกันในผลกำไร หรือขาดทุนอันพึงจะได้ตามสัญญาที่ร่วมกันทำกับบุคคลภายนอก หรือ (2) ได้ร่วมกันทำสัญญากับบุคคลภายนอก โดยระบุในสัญญาว่าเป็น “กิจการร่วมค้า” หรือ (3) ได้ร่วมกันทำสัญญากับบุคคลภายนอกโดยสัญญานั้นกำหนดให้ต้องรับผิดชอบร่วมกันในงาน ที่ทำไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และต้องรับค่าตอบแทนตามสัญญาร่วมกัน โดยสัญญานั้นไม่ได้แบ่งมอบ งานและค่าตอบแทนระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน
29 1.3 รูปแบบของการร่วมค้า รูปแบบของการร่วมค้าการร่วมค้ามีรูปแบบและโครงสร้างหลายประเภท มาตรฐานการบัญชี ฉบับนี้กำหนดการร่วมค้าเป็นประเภทใหญ่ๆไว้ 3 ประเภท คือ การดำเนินงานที่ควบคุมร่วมกัน สินทรัพย์ที่ควบคุมร่วมกัน และกิจการที่ควบคุมร่วมกัน การร่วมค้าทั้ง 3 ประเภทเป็นไปตามคำนิยาม ของการร่วมค้าซึ่งตามปกติมีลักษณะทุกข้อดังนี้ 1. ผู้ร่วมค้าสองรายหรือมากกว่าขึ้นไปมีความผูกพันโดยข้อตกลงร่วมค้าตามสัญญา 2. ข้อตกลงตามสัญญากำหนดให้มีอำนาจในการควบคุมร่วมกันรายการค้าระหว่างผู้ ร่วมค้ากับการร่วมค้าผู้ค้าร่วมต้องรับรู้ส่วนของกำไรหรือขาดทุนที่เกิดจากการโอนหรือขาย สินทรัพย์ให้แก่การร่วมค้าตามเนื้อหาของรายการค้าที่เกิดขึ้น หากผู้ร่วมค้าโอนสินทรัพย์พร้อมกับความ เสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญของความเป็นเจ้าของให้แต่การร่วมค้าและหากการร่วมค้ายังคง ครอบครองสินทรัพย์นั้นอยู่ ผู้ร่วมค้าต้องรับรู้กำไรหรอขาดทุนในงบการเงินของผู้ร่วมค้าเฉพาะส่วนที่ เป็นส่วนได้เสียของผู้ร่วมค้าอื่น อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมค้าต้องรับรู้ผลขาดทุนทั้งจำนวนเมื่อมีหลักฐาน สนับสนุนว่าสินทรัพย์ที่โอนหรือขายให้แก่กิจการร่วมค้ามีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับลดลงในกรณีของสินทรัพย์ หมุนเวียนหรือมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าเกิดขึ้น 1.4 รายการค้าระหว่างผู้ร่วมค้ากับการร่วมค้า ผู้ค้าร่วมต้องรับรู้ส่วนของกำไรหรือขาดทุนที่เกิดจากการโอนหรือขายสินทรัพย์ให้แก่การร่วมค้า ตามเนื้อหาของรายการค้าที่เกิดขึ้น หากผู้ร่วมค้าโอนสินทรัพย์พร้อมกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มี นัยสำคัญของความเป็นเจ้าของให้แต่การร่วมค้าและหากการร่วมค้ายังคงครอบครองสินทรัพย์นั้นอยู่ ผู้ ร่วมค้าต้องรับรู้กำไรหรือขาดทุนในงบการเงินของผู้ร่วมค้าเฉพาะส่วนที่เป็นส่วนได้เสียของผู้ร่วมค้าอื่น อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมค้าต้องรับรู้ผลขาดทุนทั้งจำนวนเมื่อมีหลักฐานสนับสนุนว่าสินทรัพย์ที่โอนหรือขาย ให้แก่กิจการร่วมค้ามีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับลดลงในกรณีของสินทรัพย์หมุนเวียนหรือมีผลขาดทุนจากการ ด้อยค่าเกิดขึ้น 1.5 การเปิดเผยข้อมูล 1.ผู้ร่วมค้าต้องเปิดเผยจำนวนรวมของรายการหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นต่อไปนี้แยกต่างหากจาก รายการหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้นอื่น ยกเว้นกรณีที่ผลขาดทุนจากรายการดังกล่าวไม่น่าที่จะ เกิดขึ้น 1) หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นซึ่งผู้ร่วมค้าเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการมีส่วนได้ เสีย ในกิจการร่วมค้า และหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นซึ่งเกิดขึ้นร่วมกับผู้ร่วมค้าอื่น 2) หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นของการร่วมค้า เฉพาะส่วนที่ผู้ร่วมค้าอาจต้องรับผิดชอบ 3) รายการหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ร่วมค้าอาจต้องรับภาระหนี้สินของผู้ร่วมค้า อื่นในการร่วมค้า 2.ผู้ร่วมค้าต้องเปิดเผยจำนวนรวมของภาระผูกพันของตนที่เกิดจากการมีส่วนได้เสียใน การร่วมค้าทุกข้อดังต่อไปนี้แยกต่างหากจากภาระผูกพันอื่น 1) ภาระผูกพันเกี่ยวกับการลงทุนของผู้ร่วมค้าที่เกิดจากการมีส่วนร่วมได้เสียใน กิจการร่วมค้าและภาระผูกพันด้านเงินลงทุนที่เกิดขึ้นร่วมกับผู้ร่วมค้าอื่น 2) ส่วนแบ่งในภาระผูกพันด้านเงินทุนในการร่วมค้า
30 3. ผู้ร่วมค้าต้องเปิดเผยรายการและคำอธิบายเกี่ยวกับส่วนได้เสียในการร่วมค้าที่มีนัยสำคัญ และสัดส่วนของส่วนได้เสียในส่วนของเจ้าของที่มีในกิจการที่ควบคุมร่วมกันผู้ร่วมค้ารับรู้ส่วนได้เสียของ ตนในกิจการที่ควบคุมร่วมกันโดยนำรายการต่างๆ ของกิจการที่ควบคุมร่วมกันมารวมกับรายการที่ คล้ายคลึงกันในงบการเงินของตน 5. ผู้ร่วมค้าต้องเปิดเผยวิธีการที่ใช้ในการรับรู้ส่วนได้เสียในกิจการที่ควบคุมร่วมกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุวิมล ติรกานันท์ (2550 : 81) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ระดับความรู้ ความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายที่ได้จากการเรียนรู้ในชั้นเรียน สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 73) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง สมรรถภาพ ของสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว สมบัติท้ายเรือคำ (2551 : 72) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าหมายถึง ระดับ ความสามารถของผู้เรียนด้านความรู้ความสามารถและทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนผ่านมาแล้ว จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ด้านเนื้อหาวิชา และ ทักษะต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบที่ครูผุ้สอนสร้างขึ้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุวิมล ติรกานันท์ (2550 : 81) ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบระดับความรู้ ความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายโดยความรู้นั้นอาจเป็นความรู้ ความเข้าใจ ที่มีอยู่แต่เดิม ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตและความรู้ที่ได้จากสื่อต่าง ๆ หรือความรู้ที่ได้จากการ ฝึกอบรม หรือความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในชั้นเรียน สมนึก ภัททิยธนี(2551 : 73) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ที่ผ่านมาแล้ว สมบัติท้ายเรือคำ (2551 : 72) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นแบบทดสอบวัดระดับความสามารถของผู้เรียนว่า มีความรู้ความสามารถและทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนไปแล้ว มากน้อยเพียงใด จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องสำหรับครูผู้สอนที่ สร้างขึ้นเพื่อวัดระดับความรู้ ความสามารถหรือทักษะของผู้เรียนว่าผ่านตามเกณฑ์จุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด ไว้มากน้อยเพียงใด
31 ประเภทของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด(2545 : 56 -57 ) ได้แบ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์(Criterion Referenced Test) หมายถึงแบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่การ วัดตรงตามจุดประสงค์เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm References Test) หมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัดให้ครอบคลุม หลักสูตรจึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรความสามารถในการจำแนกผู้สอบตามความเก่งอ่อนได้ดีเป็นหัวใจ สำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้การรายงานผลการสอบอาศัยคะแนนมาตรฐานซึ่งเป็นคะแนน ที่สามารถให้ความหมายแสดงถึงสถานภาพความสามารถของบุคคลนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้เป็นกลุ่ม เปรียบเทียบ สุวิมล ติรกานันท์ (2550 : 81 -83) แบ่งชนิดของการทดสอบเพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจไว้ 3 ลักษณะ สรุปได้ดังนี้ 1. แบ่งตามระยะเวลาการเรียนรู้ แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 1.1 การทดสอบความรู้ ความเข้าใจก่อนเรียนรู้(pretest) 1.2 การทดสอบความรู้ ความเข้าใจหลังเรียนรู้ (posttest) 2. แบ่งตามลักษณะการเรียนรู้ แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 2.1 การทดสอบเพื่อวัดระดับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎจราจร ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเสียภาษี ซึ่งผู้วิจัยสนใจผลที่เกิดขึ้นในภาพรวมของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ไม่สนใจคะแนนของตัวอย่างคนใดคนหนึ่ง 2.2 การทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดระดับความรู้ ความเข้าใจที่ได้จากการ ในชั้นเรียน เป็นการประเมินผลการเรียนรู้อย่างเป็นระบบในสถานศึกษา ซึ่งในการวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนัก วัดผลจะสนใจที่คะแนนของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 3. แบ่งตามสถานการณ์การสอบ แบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ 3.1 การสอบข้อเขียน เป็นสถานการณ์การสอบที่ผู้ถูกทดสอบจะต้องเขียนคำตอบลงในแบบทดสอบ ข้อดีของการสอบข้อเขียน คือ สามารถทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากได้ในคราวเดียวกัน จึงเป็น สถานการณ์ที่นิยมใช้กันมาก 3.2 การสอบปากเปล่า เป็นสถานการณ์การสอบที่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ถูกทดสอบกับผู้ตั้งคำถาม หรือในบางครั้งเรียกกันว่า การสอบสัมภาษณ์ ซึ่งการสอบลักษณะนี้มี 2 ลักษณะ คือ ผู้ถูกทดสอบรู้ตัวล่วงหน้าว่า จะถูกทดสอบและการที่ผู้ถูกทดสอบไม่ทราบว่าจะถูกทดสอบโดยเข้าใจว่าเป็นการสนทนาทั่วไป 3.3 การสอบภาคปฏิบัติ นิยมใช้เมื่อตัวแปรนั้นแสดงออกด้วยทักษะการปฏิบัติ เช่น ความสามารถ ในการเล่นดนตรี ความสามารถในการขับรถ หรือ ความสามารถในการทำอาหาร เป็นต้น สมนึก ภัททิยธนี(2551 : 73) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออกเป็น 2 ชนิดคือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher–Made Test) หมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ใช้กันทั่วๆไปในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา
32 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) หมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ทั่วๆ ไป แบบทดสอบชนิดนี้จะต้องผ่านการวิเคราะห์แล้วว่ามีคุณภาพดีมีมาตรฐาน คือ มีมาตรฐาน ในการดำเนินการสอบและมาตรฐานในวิธีการแปลความหมายคะแนน จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับครูผู้สอนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบที่ครูผู้สอนสร้างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐานซึ่งหน่วยงานทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องการ ทดสอบผู้เรียนเป็นผู้ออกข้อสอบ กระบวนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์(2525 : 21 -30,อ้างถึงใน กฤษฎาแก้วสิงห์. 2551 : 19) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนของกระบวนการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การวางแผนสร้างแบบทดสอบ พิจารณาถึงจุดประสงค์ของการนำแบบทดสอบไปใช้ การวางแผนสร้างแบบทดสอบว่าจะสร้างแบบทดสอบอย่างไรจำเป็นต้องรู้สึกเสียก่อนว่าเราจะนำแบบทดสอบไปใช้ เพื่ อทำอะไร หรือต้ องทราบจุ ดประสงค์ของการนำแบบทดสอบไปใช้ นั้ นเองโดยหลั กการแล้ ว การนำแบบทดสอบไปใช้จะสัมพันธ์อยู่กับการสอน เช่น การสอนเพื่อตรวจสอบความรู้เดิมจะสอบก่อนการทำ การ สอนการสอบเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนและวินิจฉัยข้อบกพร่องจะสอบในระหว่างการดำเนินการสอน และการ สอน เพื่อสรุปผลการเรียนจะสอบหลังการเรียนเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้วดังนั้น จุดประสงค์ของการนำแบบทดสอบไปใช้ อาจจำแนกเป็น 4 จุดประสงค์ดังนี้ 1. ใช้ตรวจสอบความรู้เดิม จะทำการสอบก่อนที่จะเริ่มต้นสอนเพื่อพิจารณา 1.1นักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเนื้อหาที่จะเรียนเพียงพอหรือไม่ 1.2นักเรียนมีความรู้เนื้อหาที่จะสอบหรือไม่ 2. ใช้ตรวจสอบความก้าวหน้าและปรับปรุงการเรียนการสอน 3. ใช้วินิจฉัยผู้เรียน 4. ใช้สรุปผลการเรียน เนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เนื้อหาวิชาและพฤติกรรมที่ต้องการวัดก็คือเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการทำการสอน การวิเคราะห์หลักสูตร การวิเคราะห์หลักสูตรเป็นกระบวนการในการจำแนกแยกในวิชานั้นๆ มีหัวข้อเนื้อหาสาระที่สำคัญ อะไรบ้างมีจุดประสงค์ที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมอะไรบ้างดังนั้น การวิเคราะห์หลักสูตรจึงประกอบด้วยการวิเคราะห์ 2อย่างคือ 1. การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา 2. การวิเคราะห์จุดประสงค์ การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา การวิเคราะห์เนื้อหาวิชาเป็นการจำแนก หรือจัดหมวดหมู่เนื้อหาวิชาเป็นหัวข้อสำคัญโดยคำนึงถึง สิ่ง ต่อไปนี้ 1. รวมรวมจุดประสงค์ของเนื้อหาวิชาทั้งหมดจากหนังสือหลักสูตรและคู่มือครู 2. เขียนพฤติกรรมที่สำคัญของแต่ละจุดประสงค์ทั้งหมด 3. ยุบพฤติกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันให้เป็นพฤติกรรมเดียวกัน
33 4. นิยามความหมายของพฤติกรรมที่ยุบรวมแล้ว ขั้นที่2 การตระเตรียมงานและเขียนข้อสอบ เมื่อวางแผนการสร้างแบบทดสอบโดยการสร้างเป็นตารางวิเคราะห์หลักสูตรเรียบร้อยแล้ว ต้องตระเตรียมงาน และเขียนข้อสอบต่อไป ขั้นที่3 การทดลองสอบ เมื่อเขียนข้อสอบและจัดพิมพ์เรียบร้อยก็นำไปทดสองสอบ ขั้นที่4 การประเมินผลแบบทดสอบ การประเมินผลแบบทดลอง เป็นการตรวจสอบว่าแบบทดสอบมีคุณภาพหรือไม่โดยพิจารณา ตามคุณลักษณะที่ดีของแบบทดสอบซึ่งมีอยู่10 ประการคือ 1. ความแม่นตรง หมายถึง แบบทดสอบวัดพฤติกรรมได้ตรงตามที่ระบุไว้ในจุดประสงค์ และตามที่ทำการสอบจริง 2. ความเชื่อมั่น หมายถึงแบบทดสอบให้ผลสอบสอดคล้องตรงกันทุกครั้ง 3. อำนาจจำแนก หมายถึงข้อสอบที่แบ่งแยกคนเก่งอ่อนออกจากกันได้กล่าวคือคนเก่ง จะตอบถูกคนอ่อนจะตอบผิด 4. ความยากง่าย หมายถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์ผู้ตอบถูกทั่วไปแล้วความยากง่ายที่เหมาะสมมีจำนวน ครึ่งหนึ่งตอบถูก 5. ความเป็นปรนัย หมายถึงข้อสอบที่มีคำถามที่ชัดเจน และการให้คะแนนชัดเจน 6. ความเฉพาะเจาะจง หมายถึงข้อสอบที่มีคำถามชัดเจน และการให้คะแนนชัดเจน 7. ประสิทธิภาพ หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้นั้นประหยัดเวลาการสร้างการดำเนินการสอบ การตรวจ ให้คะแนนแต่ให้ผลการสอบถูกต้อง 8. ความสมดุล หมายถึงแบบทดสอบสามารถวัดได้ครอบครองตามจุดประสงค์และเนื้อหามีสัดส่วน จำนวนข้อสอบสอดคล้องตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร 9. ยอมรับส่วนต่าง หมายถึงการเห็นใจซึ่งกันและกัน 10.ความเหมาะสมของเวลา หมายถึงแบบทดสอบได้กำหนดเวลาให้อย่างเพียงพอในการตอบข้อสอบ จนเสร็จ อุทุมพร จามรมาน (2544 : 27) กล่าวว่าการสร้างข้อสอบที่เป็นระบบมี 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1. จุดมุ่งหมายในการทดสอบ 2. การระบุเนื้อหาให้ชัดเจน 3. การทำตารางเนื้อหากับจุดมุ่งหมายในการทดสอบ 4. การทำน้ำหนัก 5. การกำหนดเวลาสอบ 6. การกำหนดจำนวนข้อหรือคะแนน 7. การเขียนข้อสอบ 8. การตรวจสอบข้อสอบที่เขียนขึ้น 9. การทดลองใช้แก้ไข ปรับปรุง จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กระบวนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประกอบด้วยขั้นตอนที่ สำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์หลักสูตร การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่
34 คาดหวัง จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ การกำหนดจำนวนข้อสอบที่ต้องการ การสร้างแบบทดสอบ การทดลอง ใช้เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ การปรับปรุงแบบทดสอบ การนำแบบทดสอบไปใช้จริงและการประเมินแบบทดสอบ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ จิรเดช เหมือนสมาน (2551: 58) ได้พัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่าชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี ประสิทธิภาพ 80.03/85.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80และความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูง กว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อาชว์วิศิษฎ์ อู่ข้าวอู่น้ำ(2551 : 61 -62) ได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการวิเคราะห์คำภาษาบาลีสันสกฤต ในภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคนีเธอเจ้าฟ้า เพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีกรุงเทพมหานครผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการวิเคราะห์คำบาลี สันสกฤตในภาษาไทย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ80.12/80.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นันทนา คำสุข (2552 : 68 -69) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 85.38/84.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ราตรี เสริฐเลิศ(2552 : 97 -98 ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบ กลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่องการเขียนคำที่มีตัวการันต์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่องการเขียนคำที่มีตัวการันต์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.88/86.29 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่องการเขียนคำที่มีตัวการันต์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้น ประถมศึกษาปีที่6 มีค่าเท่ากับ 0.7109 หมายความว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ร้อยละ71.09 และ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีความพึงพอใจต่อเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้แบบฝึก ทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่องการเขียนคำที่มีตัวการันต์โดยรวมอยู่ในระดับ มาก วนิดา เกศานุช (2553 : 96-97) ได้ศึกษาผลการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ NHTผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ด้าน การอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ NHT มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.33/84.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์80/80 ที่กำหนดไว้ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัด การเรียนรู้ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ แบบ NHT มีค่าเท่ากับ 0.7586 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนขึ้นร้อยละ 75.86 นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์
35 ของโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ NHT โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการใช้ แผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ NHT ทำให้ นักเรียนสามารถอ่านคิดวิเคราะห์ได้ดีมาก นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองสามารถทบทวนได้ตลอดเวลา นักเรียนสามารถเรียนรู้หลักการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลได้จากแบบฝึกทักษะเรียนรู้ได้จากการอภิปรายร่วมกัน ในชั้นเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการในการอ่านเชิงวิเคราะห์เพิ่มเป็นลำดับ มีทักษะการทำงานกลุ่ม มีความรับผิดชอบ มีการวางแผนการทำงาน คนเรียนเก่งได้ช่วยเหลือคนเรียนอ่อน และรู้จักรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน งานวิจัยต่างประเทศ แม็คพีค (Mcpeake. 1979 : 7199 - A) ได้ศึกษาผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เริ่มศึกษา จนถึงความสามารถในด้านการอ่าน และเพศที่มีต่อความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6จากโรงเรียนประถมศึกษาที่เมือง Scituate และ Massachusettsจำนวน 129คน พบว่า ทุกกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ ในการสะกดคำสูงขึ้นยกเว้นนักเรียนชายที่มีความบกพร่องในเรื่อง การอ่าน และพบว่า แบบฝึกช่วยปรับปรุง ความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนทุกคนแต่เวลา 2สัปดาห์ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการถ่ายโยง การเรียนรู้ ในการสะกดคำไปสู่คำใหม่ที่ยังไม่ได้ศึกษาและคะแนนของนักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชายอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้การอ่านยังมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการสะกดคำ โทมัสซีค(Tomaszczyk. 1983 : 41 -51) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกหัดทักษะการใช้พจนานุกรม เพื่อการอ่านและการเขียน สำหรับเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบความสามารถในการอ่านและเขียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกหัดรวมทั้งแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็น ของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียนหลังจากการใช้ แบบฝึกหัดสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกและผลของการสัมภาษณ์นักเรียนมีความคิดเห็นต่อแบบฝึกในทางที่ดี จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและและและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะเป็นเครื่องมือ สำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ชุดฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพจะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน และเสริมสร้างกระบวนการคิดอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดฝึกทักษะการ บัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีสำหรับกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยก ต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 เพื่อเป็นนวัตกรรมในการพัฒนา ความสามารถด้านคิดวิเคราะห์และบันทึกบัญชีวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีสำหรับกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้น ปีที่ 1 ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้น
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ครั้ง นี้ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามลำดับดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. แบบแผนการทดลอง 5. การดำเนินการทดลอง 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชา การบัญชีวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565จำนวน 1 กลุ่ม กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 กลุ่ม 2 สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 รวม นักเรียนทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชี กิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1จำนวน 3 ชุด
37 2. แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1จำนวน 8ชั่วโมง 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชี กิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชี กิจการร่วมค้าแยกต่างหาก การสร้างชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการสร้าง และหาคุณภาพดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 ประเภทวิชาบริหารธุรกิจสาขา งานการบัญชี วิชาการบัญชี หลักสูตรวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก 2. ศึกษาหลักการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดฝึกทักษะวิธีการและเทคนิคการสร้างชุดฝึก ทักษะจากเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. เขียนนิยามศัพท์หรือนิยามเชิงปฏิบัติการของชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชี กิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อประกอบการคิด วิเคราะห์ คำนวณ และบันทึกบัญชี จากเนื้อหาที่มีรูปแบบและกิจกรรมประกอบการคิด วิเคราะห์ คำนวณ และบันทึกบัญชีที่ หลากหลายเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก แต่ละชุดมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ปก คำนำ สารบัญ คำชี้แจง คำแนะนำการใช้ ชุดฝึกทักษะ แผนการใช้ชุดฝึกทักษะ แบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ แบบฝึกหัด แบบทดสอบหลังเรียน เฉลย แบบฝึกหัด เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน และบรรณานุกรม 4. กำหนดเนื้อหาที่จะนำมาสร้างชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง การบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชาและ คำอธิบายรายวิชา ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง พุทธศักราช 2563 สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 เรื่อง ดังนี้ เรื่องที่ 1 บัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ 2 หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก เรื่องที่ 3 การแบ่งกำไรขาดทุน 5. สร้างแบบประเมินชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณี ไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สำหรับผู้เชี่ยวชาญมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีการของลิเคอร์ท (Likert)
38 6. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึก บัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 99-100) 5 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ มากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ มาก 3 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ ปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ น้อย 1 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ น้อยที่สุด 7. กำหนดรูปแบบ กิจกรรมการเรียนและสื่อที่ใช้ในกิจกรรมการเรียนในแต่ละชุดฝึกทักษะ โดยพิจารณาถึง ประสิทธิภาพและจุดประสงค์ในการเรียนรู้ซึ่งมีความสอดคล้องกับพื้นฐานความรู้ประสบการณ์และความสนใจ ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยแต่ละชุดฝึกทักษะประกอบด้วย ปก คำนำ สารบัญ คำชี้แจง คำแนะนำการใช้ชุดฝึกทักษะ แผนการใช้ชุดฝึกทักษะ แบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ แบบฝึกหัด แบบทดสอบ หลังเรียน เฉลยแบบฝึกหัด เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน และบรรณานุกรม 8. นำเนื้อหามาสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 ตามรูปแบบ กิจกรรมและส่วนประกอบที่กำหนดไว้ จำนวน 3ชุด 9. นำชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชี กิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบและประเมินคุณภาพของชุดฝึกทักษะในด้านต่าง ๆ ตามตัวบ่งชี้ที่ระบุไว้ใน แบบประเมิน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะอื่น ๆเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข 10. นำผลการประเมินชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 จาก ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง5 ท่าน มาหาค่าเฉลี่ยแล้วพิจารณาระดับคุณภาพที่กำหนดไว้ โดยผลประเมินต้องมี ค่าเฉลี่ยตั้งแต่3.51ถึง5.00จึงถือว่าชุดฝึกทักษะมีคุณภาพ เหมาะสม ที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ โดยกำหนด เกณฑ์ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด.2545:72-73) มีคุณภาพมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.51 -5.00 มีคุณภาพมาก ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.51 -4.50 มีคุณภาพปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.51 -3.50 มีคุณภาพน้อย ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 มีคุณภาพน้อยที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.00 -1.50 ซึ่งจากผลการประเมิน พบว่าชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้งหมด3ชุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.52แสดงว่า ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1
39 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด 11. นำชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุด บัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ไปทดลองใช้ เพื่อหาประสิทธิภาพกับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ใช่นักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการ วิจัย ประกอบด้วย3 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 การทดลองแบบรายบุคคล (1: 1) กับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ใช่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจำนวน 3 คน โดย ผู้วิจัยคัดเลือกนักเรียนแบบเจาะจงที่มีความสามารถแตกต่างกัน คือ นักเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1คน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการ ร่วมค้าแยกต่างหาก ต่อนักเรียน 1 คน ซึ่งในการทดลองผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาหาค่า ประสิทธิภาพ และพิจารณาหาความชัดเจนของการนำเสนอเพื่อหาคุณภาพของชุดฝึกทักษะในด้าน ความถูกต้องของ เนื้อหาว่าเหมาะสม หรือไม่อย่างไรและตรวจสอบหาข้อบกพร่อง นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงแก้ไขและทดลองในขั้นต่อไป โดยในขั้นนี้ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ที่ 60/60 ซึ่งผลการทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่าชุดฝึกทักษะการ บัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ63.33/62.22ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และข้อบกพร่องที่ต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไขคือ ปรับใบความรู้ และกิจกรรมในชุดฝึกทักษะที่ 2และ3ให้มีความเหมาะสม กับเนื้อหา สาระและเวลา ขั้นที่ 2 การทดลองแบบกลุ่มย่อยหรือกลุ่มเล็ก (1:9) กับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ใช่นักเรียนกลุ่มวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 9 คน โดย ผู้วิจัยคัดเลือกนักศึกษาแบบเจาะจงที่มีความสามารถแตกต่างกัน คือ นักศึกษาเก่ง 3 คน ปานกลาง 3 คน และอ่อน 3คน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการ ร่วมค้าแยกต่างหาก ต่อนักศึกษา1 คน ซึ่งในการทดลองผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาหาค่า ประสิทธิภาพ และพิจารณาหาความชัดเจนของการนำเสนอเพื่อหาคุณภาพของชุดฝึกทักษะในด้าน ความถูกต้องของ เนื้อหาว่าเหมาะสม หรือไม่อย่างไรและตรวจสอบหาข้อบกพร่อง นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงแก้ไข ในขั้นตอนต่อไป โดยใน ขั้นนี้ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ที่ 70/70ซึ่งผลการทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่า ชุดฝึกทักษะการบัญชี ชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 72.44/71.85ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้และข้อบกพร่องที่ต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไข คือ ปรับกิจกรรมในชุดฝึกทักษะที่ 3 ให้มีความเหมาะสมกับเวลา ขั้นที่ 3 การทดลองแบบกลุ่มใหญ่ (1: 100) กับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ใช่นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่ม 2 ทั้งกลุ่ม จำนวน 28คน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุด บัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก ต่อนักเรียน 1 คน ซึ่งในการทดลองผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาหา ค่าประสิทธิภาพ และพิจารณาหาความชัดเจนของการนำเสนอเพื่อหาคุณภาพ ของชุดฝึกทักษะในด้านความถูกต้องของ
40 เนื้อหาว่าเหมาะสม หรือไม่อย่างไรและตรวจสอบหาข้อบกพร่อง นำไปสู่ การพัฒนาปรับปรุงแก้ไข ในขั้นตอนต่อไป โดย ในขั้นนี้ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ที่ 80/80ซึ่งผล การทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่า ชุดฝึกทักษะการ บัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.88/80.78ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ ไม่พบข้อบกพร่องสามารถนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างได้ 12. จัดพิมพ์ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิด สมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 เป็นฉบับ สมบูรณ์สำหรับนำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป แผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชี กิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 21 ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงพุทธศักราช 2563 สาขาวิชาการบัญชีหลักสูตรสถานศึกษา วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม และรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 รหัสวิชา 30201-2005: ดำเนินการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล บันทึกข้อมูลนำวิธีการของแผนภาพของความคิด จัดลำดับความคิดและพัฒนางานตามขั้นตอนในการนำเสนอในรูปแบบของ หลักการบัญชีประเภทต่าง ๆ 2. ศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิด องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้จากหนังสือ ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. วิเคราะห์จุดประสงค์มาตรฐานรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบัญชีสำหรับผลิตภัณฑ์ร่วมและผลิตภัณฑ์พลอยได้ 4. กำหนดองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะซึ่งประกอบด้วย สาระและ มาตรฐานการเรียนรู้สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังจุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้การวัดและประเมินผลข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้บริหารและบันทึกหลังการเรียนรู้ 5. สร้างแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1สำหรับผู้เชี่ยวชาญตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 6. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการ บัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่1 ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545:99-100) 5 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ มากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ มาก 3 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ ปานกลาง
41 2 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ น้อย 1 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพ น้อยที่สุด 8. เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึก บัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ตามองค์ประกอบที่กำหนดไว้ จำนวน รวมทั้งสิ้น 8ชั่วโมง 9. นำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 หลักการบันทึกบัญชี กิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ชุดเดิม เพื่อให้ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ใน ด้านต่าง ๆ ตามตัวบ่งชี้ที่ระบุไว้ในแบบประเมิน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะอื่น ๆเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข 10. นำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชี กิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง5 ท่าน มาหาค่าเฉลี่ยแล้วพิจารณาระดับคุณภาพที่กำหนดไว้ โดยผล ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่3.51ถึง5.00จึงถือว่าแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชี ชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีคุณภาพ เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยกำหนดเกณฑ์ ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 72-73) มีคุณภาพมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.51 -5.00 มีคุณภาพมาก ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.51 -4.50 มีคุณภาพปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.51 -3.50 มีคุณภาพน้อย ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 มีคุณภาพน้อยที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.00 -1.50 ซึ่งจากผลการประเมิน พบว่าแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้งหมด 3ชุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.64แสดงว่า แผนการ จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่ เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมี คุณภาพอยู่ในระดับ มากที่สุด 11.พัฒนา ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นนำไปทดลองใช้(Try Out) กับนักศึกษา ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ใช่นักศึกษากลุ่มตัวอย่าง วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่ม จำนวน 20คน เพื่อตรวจสอบ และพิจารณาความถูกต้อง ความเหมาะสมใน ด้านต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เวลาที่ใช้ สื่อและแหล่งเรียนรู้การวัดและประเมินผลซึ่งผลจากทดลองพบว่า
42 ต้องปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เวลาที่ใช้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ให้มีความเหมาะสม มากยิ่งขึ้น 12. พัฒนา ปรับปรุงแก้ไข แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ตามข้อบกพร่องให้มีความสมบูรณ์จากนั้นจัดพิมพ์เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชี กิจการร่วมค้าแยกต่างหากสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ฉบับสมบูรณ์สำหรับนำไปใช้ จริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและการหาคุณภาพตามลำดับดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงพุทธศักราช 2563 สาขาวิชาการบัญชีหลักสูตรสถานศึกษา วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม และรายวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 รหัสวิชา 30201-2005: ดำเนินการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล บันทึกข้อมูลนำวิธีการของแผนภาพของความคิด จัดลำดับความคิดและพัฒนางานตามขั้นตอนในการนำเสนอในรูปแบบของ หลักการบัญชีประเภทต่าง ๆ 2. ศึกษาวิธีการสร้างและการหาคุณภาพของแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบจากหนังสือ เอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. วิเคราะห์จุดประสงค์ มาตรฐานรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบัญชีสำหรับผลิตภัณฑ์ร่วมและผลิตภัณฑ์พลอยได้ 4. วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และจุดประสงค์การเรียนเรียนรู้ วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 1 5. คัดเลือกเนื้อหาสำหรับมาสร้างเป็นแบบทดสอบให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและ จุดประสงค์การเรียนรู้วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชี กิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 6. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วม ค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือก ในแต่ละข้อประกอบด้วยคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียวการตรวจให้คะแนน ตอบถูกในแต่ละข้อให้1 คะแนน ถ้าตอบผิด หรือไม่ตอบได้0 คะแนน คะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยก ต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 ทั้งฉบับ รวมจากคะแนนข้อที่ตอบถูกซึ่ง แบบทดสอบมีจำนวน 40ข้อต้องการใช้จริง 20 ข้อ
43 7. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 2 เสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ชุดเดิม เพื่อประเมิน ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของ แบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 8. วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน โดยคัดเลือกข้อสอบที่ มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่0.50ขึ้นไป เป็นข้อสอบที่อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ซึ่งกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ (พวงรัตน์ทวีรัตน์.2543: 117) + 1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อนั้น 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อนั้นหรือไม่ -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดไม่ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ข้อนั้น ผลการประเมินพบว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการ บันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 -1.00 9. ปรับปรุงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชี กิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากนั้นนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูงชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ใช่นักศึกษากลุ่มตัวอย่างวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่ม 1จำนวน 20คน 10. นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยาก(p) และค่าอำนาจจำแนก(r) แล้วคัดเลือกแบบทดสอบข้อ ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ คือ มีความยากง่าย(p) ระหว่าง0.20-0.80และค่าอำนาจจำแนก(r) ตั้งแต่0.20 ขึ้นไป (บุญชม ศรีสะอาด.2545:80)จำนวน 20 ข้อ ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการบัญชี ชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีความยากง่าย(p) อยู่ระหว่าง 0.43-0.75และค่า อำนาจจำแนก(r) อยู่ระหว่าง 0.35-0.75 11.วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ทั้งฉบับ โดยใช้สูตร KR20ของKuder -Richardson (บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 88-89) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 12.จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการวิชาการบัญชีชั้นสูง 1 เรื่อง หลักการบันทึกบัญชีกิจการ ร่วมค้า กรณีไม่เปิดสมุดบัญชีกิจการร่วมค้าแยกต่างหาก สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 เป็นฉบับสมบูรณ์สำหรับนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป