โครงงาน เรื่อง องค)การบริหารส0วนตำบลไพร กรณีศึกษากองช0าง จัดทำโดย นายชวนากร ชารีกัน เลขที่ 2 นายอิทธิพล กสิกรรม เลขที่ 9 นายสนธยา สมิงพฤกษ) เลขที่ 10 นาย สุรวุฑ ดาวสุก. เลขที่ 11 นายจักรพงศ) ประทุมวงศ) เลขที่ 13 นางสาวจันทกานต) บุญขาว เลขที่ 18 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปUที่ 6/2 เสนอ นางสาวราตรี สีงาม ตำแหน0ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โครงงานนี้เป[นส0วนหนึ่งของรายวิชาการปกครองท\องถิ่น รหัสวิชา ส30207 โรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัด องค)การบริหารส0วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปUการศึกษา 2566
ก ชื่อเรื่อง องค%การบริหารส-วนตำบลไพร กรณีศึกษากองช-าง ผู+ศึกษา นางสาวจันทกานต% บุญขาว และคณะ ครูที่ปรึกษาโครงงาน นางสาวราตรี สีงาม ป7ที่ทำการศึกษา 2566 สถานที่ศึกษา องค%การบริหารส-วนตำบลไพร โรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา บทคัดย?อ โครงงานเรื่อง “องค%การบริหารส-วนตำบลไพร กรณีศึกษากองช-าง” มี วัตถุประสงค%เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร โครงสรRางการ บริหารงานขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร อำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร และ เสRนทางสู-การประกอบอาชีพส-วนราชการกองช-างในองค%การบริหารส-วนตำบลไพร กลุ-มเปUาหมายคือ ผูRบริหาร ขRาราชการ เจRาหนRาที่ บุคลากรในหน-วยงานองค%การบริหารส-วนตำบลไพร พื้นที่ที่ใชRใน การศึกษาเรียนรูRองค%การบริหารส-วนตำบลไพร และโรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา เครื่องมือที่ใชRใน การศึกษา ไดRแก- ขRอมูลที่ไดRจากการลงพื้นที่จริและ แบบสอบถามสู-เสRนทางการประกอบอาชีพกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผลการศึกษาพบว?า 1. ที่มาและพัฒนาการขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร ระหว-างเดือน มกราคม-มีนาคม 2566 โดยสัมภาษณ%เจRาหนRาที่ หรือ ขRาราชการในองค%การบริหารส-วนตำบลไพร ตำบลไพร ในป]จจุบัน เดิมมีชื่อตำบลกรามอยู-ในเขตปกครองขึ้นต-อเมืองขุขันธ%ในอดีต มีกำนันหรือผูRนำ คนแรกชื่อ นายแก จันทร%เหลือง เป^นชาวบRานกรามต-อมาเมื่อ นายแพรว สัมพันธ% (กำนันลุน) ไดRรับ เลือกใหRดำรงตำแหน-ง กำนันจึงขอเปลี่ยนชื่อตำบลใหม- เป^น “ตำบลไพร” จนถึงป]จจุบันนี้ องค%การบริหารส-วนตำบลไพร อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป^นราชการบริหารส-วน ทRองถิ่น ไดRรับการจัดตั้งขึ้นเป^นองค%การ บริหารส-วนตำบลไพร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับ ลงวันที่ 19 เดือน มกราคม พ.ศ. 2539 ซึ่งอยู-ในการกำกับดูแลของนายอำเภอขุนหาญ โดยมีนายก องค%การบริหารส-วนตำบล เป^นผูRแทน องค%กร มีภารกิจอำนาจหนRาที่ภายใตRกฎระเบียบ ขRอบังคับ และ มติครม. และเอกสารของทางราชการ ที่เกี่ยวขRอง ไดRกำหนดวิสัยทัศน% คือ “มุ-งพัฒนาการศึกษา รักษาสิ่งแวดลRอม พรRอมพัฒนาชุมชน นำ เยาวชนห-างไกลยาเสพติด เสริมสรRางคุณภาพชีวิต สู-สังคมอยู-ดีมี สุข ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” 2. การศึกษาโครงสรRางการบริหารงานขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร
ข โครงสรRางองค%การเทศบาลประกอบดRวย 2 องค%กรหลัก คือ สภาองค%การบริหารส-วนตำบลเป^นองค%กร ฝhายนิติบัญญัติ และนายกองค%การบริหารส-วนตำบลเป^นองค%กรฝhายบริหารทRองถิ่น ดังนี้ สภาองค%การบริหารส-วนตำบล สภาองค%การบริหารส-วนตำบลประกอบดRวยสมาชิกสภาองค%การบริหารส-วนตำบลซึ่ง มาจากการเลือกตั้ง หมู-บRานละ 2 คน ในกรณีที่องค%การบริหารส-วนตำบลใดมี 1 หมู-บRาน ใหR หมู-บRานนั้นเลือกสมาชิกสภาองค%การบริหารส-วนตำบลจำนวน 6 คน และในกรณีที่องค%การ บริหารส-วนตำบลใดมี 2 หมู-บRาน ใหRองค%การบริหารส-วนตำบลนั้นมีสมาชิกสภาองค%การบริหาร ส-วนตำบลหมู-บRานละ 3 คน นายกองค%การบริหารส-วนตำบล นายกองค%การบริหารส-วนตำบลทำหนRาที่เป^นหัวหนRาฝhายบริหารขององค%การบริหารส-วน ตำบล มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเขตองค%การบริหารส-วนตำบล นายกองค%การ บริหารส-วนตำบลสามารถแต-งตั้งผูRช-วยดำเนินการไดR โดยสามารถแต-งตั้งบุคคลที่ไม-ใช-สมาชิกสภา องค%การบริหารส-วนตำบลเป^น รองนายกองค%การบริหารส-วนตำบลไดR 2 คน และเป^นเลขานุการ นายกองค%การบริหารส-วนตำบลไดR 1 คน 3. ผลการศึกษาอำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบลไพรพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค%การบริหารส-วนตำบล จากการสัมภาษณ%เจRาหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร ไดRดังนี้ 1. อำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบลที่ตRองจัดทำในเขต 2. อำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบลที่อาจจัดทำทั้งในเขต และนอกเขต 4. อภิปรายผลการศึกษาเสRนทางประกอบอาชีพส-วนราชการกองการช-างในองค%การบริหารส-วนตำบล ไพร คณะบุคลากรส-วนใหญ-ที่ประกอบอาชีพพทางดRานนี้ หากเป^นช-างโยธา จะตRองจบการศึกษาคณะ วิศวกรรมศาสตร%สาขาวิศวกรรมโยธา หรือสายอาชีพ ดRานอุตสาหกรรมต-างๆ
ค กิตติกรรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้ผูRศึกษามีความสนใจศึกษาเพื่อใหRเกิดประโยชน%ต-อการศึกษาต-อใน ระดับอุดมศึกษาและในการสรRางองค%ความรูRดRานต-างๆดังนี้ที่มาและพัฒนาการขององค%การบริหาร ส-วนตำบลไพร โครงสรRางการบริหารงานขององค%การบริหารส-วนตำบลไพรอำนาจหนRาที่ขององค%การ บริหารส-วนตำบลไพร 3) เสRนทางการประกอบอาชีพในองค%การบริหารส-วนตำบลไพร(กองช-าง) กรณีศึกษาองค%การบริหารส-วนตำบลไพร อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ อันจะนำไปสู-การศึกษาต-อ และการประกอบอาชีพต-อไป ในการดำเนินการจัดทำโครงงานไดRรับความร-วมมือเป^นอย-างดีจากองค%การบริหารส-วนตำบล ไพร อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งไดRรับความช-วยเหลือในการประสานงานและใชRสถานที่ ในการจัดกิจกรรมจากเจRาหนRาที่จากองค%การส-วนตำบลไพร อาจารย%ประจำกลุ-มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อาจารย%ราตรี สีงาม ที่ใหRความร-วมมือเป^นอย-างดีจนโครงการประสบ ความสำเร็จ ทRายสุดนี้ ผูRศึกษาหวังว-างานโครงงานฉบับนี้คงมีประโยชน%บRางไม-มากก็นRอยสำหรับผูRที่สนใจ ศึกษารายละเอียดดังนี้ 1)ที่มาและพัฒนาการขององค%การบริหารส-วนตำบล 2)โครงสรRางการ บริหารงานขององค%การบริหารส-วนตำบลอำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบล 3)เสRนทางการ ประกอบอาชีพในองค%การบริหารส-วนตำบลไพร(กองช-าง) อันจะนำไปสู-การศึกษาต-อและการประกอบ อาชีพต-อไป นางสาวจันทกานต% บุญขาวและคณะ กุมภาพันธ% 2567
ง สารบัญ เรื่อง หน+า บทคัดย่อ...................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ ........................................................................................................ ค สารบัญ......................................................................................................................... ง บทที่ 1 บทนำ ........................................................................................................................... 1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน...................................................................................... 1 วัตถุประสงค%ของการทำโครงงาน ...................................................................................... 2 ขอบเขตการศึกษาโครงงาน ................................................................................................ 3 ประโยชน%ที่ไดRรับ................................................................................................................. 3 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข+อง........................................................................................................ 4 ความเป^นมาของการปกครองส-วนทRองถิ่นไทย................................................................... 4 กำเนิดและพัฒนาการขององค%การบริหารส-วนตำบล......................................................... 10 คุณค-าและความสำคัญขององค%การบริหารส-วนตำบล........................................................ 14 โครงสรRางขององค%การบริหารส-วนตำบล............................................................................ 15 อำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบล....................................................................... 17 งานวิจัยที่เกี่ยวขRอง............................................................................................................ 28 บทที่ 3 วิธีดำเนินโครงงาน ....................................................................................................... 29 วัสดุอุปกรณ%........................................................................................................................ 29 วิธีการดำเนินการ................................................................................................................ 30 แผนการปฏิบัติงาน............................................................................................................. 32 ระยะเวลาที่ใชRในการศึกษา................................................................................................. 32 สถิติที่ใชRในการวิเคราะห%ขRอมูล........................................................................................... 32 บทที่ 4 ผลการศึกษา................................................................................................................. 33 ตอนที่ 1 ผลของการศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค%การบริหารส-วนตําบลไพร............. 33 ตอนที่ 2 โครงสรRางการบริหารจัดการขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร........................... 46 ตอนที่ 3 ผลการศึกษาอำนาจหนRาที่ขององค%การบริหารส-วนตำบลไพร.............................. 52 ตอนที่ 4 ผลการศึกษาเสRนทางสู-การประกอบอาชีพส-วนราชการกองช-างในองค%การบริหาร 61 ส-วนตำบลไพร.....................................................................................................................
จ สารบัญ (ต$อ) เรื่อง หน+า บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย ข+อเสนอแนะ ................................................................................... 62 สรุปผการศึกษา.................................................................................................................. 62 อภิปราย............................................................................................................................. 65 ขRอเสนอแนะ....................................................................................................................... 65 บรรณานุกรม ...................................................................................................................... 67 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………. 68
1 บทที่1 บทนำ ที่มาและความสำคัญ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คือ หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติ บุคคลและราชการส่วนท้องถิ่น จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2538และมีฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในเวลาต่อมา พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ส่งผลให้มีการกระจายอำนาจสู่องค์กรประชาชนในระดับตำบลอย่างมาก โดย ได้ยกฐานะสภาตำบลซึ่งมีรายได้ตามเกณฑ์คือ มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมา ติดต่อกัน 3 ปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 150,000 บาท ขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล กล่าวได้ว่าการ จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลนี้เป็นผลผลิตหนึ่งของกระแสของสังคมที่ต้องการจะปฏิรูปการเมือง ดังนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลจึงเป็นมิติหนึ่งของความพยายามในการปฏิรูปการเมืองโดยการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล มีความสำคัญต่อท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะ ประชาชนในพื้นที่ชนบท องค์การบริหารส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อจัดทำบริการสาธารณะให้ตอบสนองต่อ ความต้องการของประชาชนนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่ก็ยังมีปัญหาอยู่ โดยปัญหาที่ สำคัญคือ การมีขนาดเล็ก ทั้งในแง่ของรายได้น้อยและบุคลากรก็น้อย รวมถึงปัญหาการขาดการมีส่วน ร่วมของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหลังจากที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภา ตำบลและองค์กรบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ทำให้สภาตำบลได้รับการยกฐานะเป็นองค์การบริหาร ส่วนตำบลจำนวนมาก เพราะเกณฑ์การยกฐานะนั้นต่ำมาก โดยสภาตำบลที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุน ในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกัน 3 ปี เฉลี่ยปีละ 150,000 บาทก็สามารถยกฐานะเป็นองค์การ บริหารส่วนตำบลได้แล้ว จึงทำให้ขณะนี้มีจำนวนองค์การบริหารส่วนตำบลถึง 6,744 แห่ง ด้วย เงื่อนไขที่ต่ำมากในการยกฐานะจึงทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่ก็เป็นองค์การบริหารส่วน ตำบลชั้น 5 คือมีรายได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยมีจำนวนถึง 5,544 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 82 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหมด ดังนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่จึงเป็นหน่วยการปกครอง ท้องถิ่นที่มีศักยภาพที่ต่ำมากในการพึ่งตนเองด้านการคลัง การที่องค์การบริหารส่วนตำบลส่วนใหญ่มี รายได้น้อยทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลไม่สามารถจัดทำบริการสาธารณะให้กับประชาชนได้อย่าง ประสิทธิภาพ เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลไม่สามารถจัดทำบริการสาธารณะได้ดี ก็จะส่งผลให้ องค์การบริหารส่วนตำบลไม่อาจสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาหรือความต้องการของประชาชนในเขต
2 พื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลได้ และส่งผลต่อเนื่องไปถึงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการดำรงอยู่ของ องค์การบริหารส่วนตำบล แม้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 จะได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลไว้อย่างมาก แต่ด้วยปัญหาด้าน การพึ่งตนเองด้านการคลัง จึงทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลไม่อาจดำเนินกิจกรรมตามอำนาจหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ จากที่กล่าวมาในเรื่องของการกระจายอํานาจจากรัฐไปสู่หน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งรวมไป ถึง องค์การบริหารส่วนตําบล การที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของหน่วยงาน เพื่อจุดมุ่งหมายสูงสุดในการตอบสนองความต้องการและสร้างความสุขให้กับประชาชนได้นั้น การ บริหารขององค์การบริหารส่วนตําบลมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคุณภาพ ให้บริการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการอันจะนําไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนในทุกๆ ด้าน โรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา ตั้งอยู่ในเขตตําบลไพร อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และอยู่ ในเขตพื้นที่การดูแลขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน ได้จัดให้มีการเรียนการสอน ในรายวิชาการปกครองท้องถิ่น โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ชุมชน เป็นฐานเชิงโครงงาน ดังนั้น คณะผู้จัดทําโครงงานจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับที่มา และ พัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร โครงสร้างการบริหารงานขององค์การบริหารส่วน ตําบล ไพร อํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร และเส้นทางสู่การประกอบอาชีพส่วน ราชการใน องค์การบริหารส่วนตําบลไพร ดังนั้น จึงได้จัดทําโครงงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วน ตําบลไพร เพื่อศึกษาโครงสร้างการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร เพื่อศึกษาอํานาจ หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร และเพื่อศึกษาเส้นทางสู่การประกอบอาชีพ ในส่วนราชการ กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตําบลไพร วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1. เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 2. เพื่อศึกษาโครงสร้างการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 3. เพื่อศึกษาอํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร
3 4. เพื่อศึกษาเส้นทางสู่การประกอบอาชีพส่วนราชการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในองค์การบริหารส่วนตําบลไพร ขอบเขตการศึกษาโครงาน 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ในการจัดทําโครงงานครั้งนี้มุ่งศึกษา พัฒนาการที่มาขององค์การ บริหารส่วนตําบลไพร รวมไปถึง โครงสร้างการบริหารงาน อํานาจหน้าที่ และศึกษาเส้นทางสู่การ ประกอบอาชีพส่วนราชการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 2. ขอบเขตด้านประชากร กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากร ในองค์การบริหารส่วนตําบลไพร 3. ขอบเขตด้านพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตําบลไพร อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 4. ขอบเขตด้านระยะเวลา ระหว่างเดือน มกราคม - เดือนมีนาคม 25667 ประโยชน์ได้รับ 1. ได้รับความรู้เกี่ยวกับที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 2. ได้รับความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 3. ได้ทราบถึงอํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 4. ได้ศึกษาเส้นทางสู่การประกอบอาชีพส่วนราชการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในองค์การบริหารส่วนตําบลไพร สําหรับผู้ที่สนใจประกอบอาชีพด้านนี้ในภายภาคหน้า 5. ฝึกทักษะกระบวนการทํางานเป็นทีมและการแก้ไขปัญหา 6. เป็นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และฝึกการสืบค้นข้อมูล
4 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดทำโครงงาน เรื่อง องค์การบริหารส่วนตำบลไพรเพื่อศึกษากรณีศึกษากองช่างในครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตำบลไพร โครงสร้างการ บริหารงาน อำนาจหน้าที่และการประกอบอาชีพในองค์การบริหารส่วนตำบลไพร ผู้จัดทำได้ศึกษา และรวบรวมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. ความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย 2. กำเนิดและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตำบล 3. คุณค่าและความสำคัญขององค์การบริหารส่วนตำบล 4. โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล 5. อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความเป็นมาของการปกครองท้องถิ่นของไทย การปกครองท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ทรงดำเนินการปฏิรูประเบียบวิธีบริหารราชการแผ่นดินแนวความคิดแบบตะวันตก เพื่อให้ เกิดเสถียรภาพและเอกราชเป็นสำคัญ และเพื่อให้ทันกับนานาอารยประเทศด้วย ในการบริหารราชการส่วนกลางก็มีการปรับปรุงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การจัดระเบียบบริหาร ส่วนกลางโดยจัดตั้งกระทรวง 12 กระทรวง รวมทั้งแบ่งแยกหน้าที่การงานออกเป็นสัดส่วนพร้อมกับ ได้ตั้งเสนาบดีสภาขึ้น เพื่อเป็นที่ประชุมของเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ส่วนการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญคือ การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล อันประกอบด้วย มณฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน แล้วตั้งข้าราชการผู้ใหญ่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลรับผิดชอบ ตลอดมณฑลตลอดจนเป็นสื่อกลางระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับเมือง จึงทำให้รัฐบาลกลางสามารถ รวบอำนาจการปกครองไว้ส่วนกลางได้ เมืองต่างๆ ในส่วนภูมิภาคจะขึ้นต่อกันตามลำดับและอยู่ใน การบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดเสถียรภาพในการปกครอง และมีความมั่นคง สำหรับการปกครองท้องถิ่นทรงมีแนวความคิดที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในระยะแรกจึง โปรดเกล้าฯ อนุญาตให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และ กำนันเป็นผู้ได้รับเลือกจากประชาชนในท้องถิ่นแทนการแต่งตั้งจากรัฐบาลซึ่งนับว่าเป็นการริเริ่ม
5 กระจายอำนาจปกครองไปสู่ประชาชนในท้องถิ่น ต่อมาทรงริเริ่มนำหลักการกระจายอำนาจโดยมี พระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น คือ สุขาภิบาลกรุงเทพ เมื่อ ร.ศ.116( พ.ศ.2440) และได้ขยายไปยังหัวเมืองต่างๆ โดย พ.ร.บ. จัดการสุขาภิบาลหัวเมือง ร.ศ. 127(พ.ศ. 2451) ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการปกครองท้องถิ่นของไทยเกิดจกการยื่นให้หรือจัดตั้งของรัฐบาลแก่ ประชาชน 1. การปกครองท้องถิ่นของไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1.1 การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ การปกครองท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 5 โดยเริ่ม ให้มีการจัดขึ้นในรูปของสุขาภิบาลในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2440 ทรงตราพระราชกำหนดสุขาภิบาล กรุงเทพฯ ร.ศ.116 จึงนับเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดย วัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อป้องกันโรคภัย และภยันอันตรายของประชาชน เป็นการเน้นถึงการดูแล ป้องกันโรคภัยต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ เป็นหลัก ตลอดจนประชาชนมีอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดี แต่ การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ นี้ยังไม่มีลักษณะเป็นการปกครองตนเอง เพราะกำหนดให้ผู้บริหารเป็น ข้าราชการประจำ ซึ่งประกอบด้วยเสนาบดีกระทรวงนครบาล นายแพทย์สุขาภิบาล และนายช่างใหญ่ สุขาภิบาล ส่วนอำนาจหน้าที่ได้กำหนดไว้ 4 ประการคือ - การทำลายขยะมูลฝอย - การจัดดูแลที่ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะของประชาชนทั่วไป - จัดการห้ามต่อไปในภายหน้าอย่าให้ปลูกสร้าง หรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยได้ - ขนย้ายสิ่งโสโครกและสิ่งที่รำคาญขอประชาชนให้พ้นเสีย ต่อมารัชการที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงมหาดไทยจั้งตั้งสุขาภิบาลขึ้น ในท้องที่ตามหัวเมือง ทั่วไป แต่ไม่สามารถทำได้เพราะสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งดำรง ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยขณะนั้นเห็นว่าประชาชนยังไม่พร้อมที่จะรับ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และ ให้เห็นประโยชน์เนื่องจากสุขาภิบาลจะสำเร็จได้ดีก็ด้วยความพอใจและความนิยมของประชาชน มากกว่า การบังคับของรัฐบาลจนกระทั่ง ร.ศ.124(พ.ศ.2448) จึงทำการจัดตั้ง “การสุขาภิบาลท่า ฉลอม” ขึ้นด้วยความสำเร็จและความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งในด้านรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่น 1.2 การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกที่เลือกเอาวิธีการสุขาภิบาลมาแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับการปรับปรุงท้องถิ่นในตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งขณะนั้นเป็นที่สกปรก รกรุงรัง ดังนั้น ข้าราชการเมืองสมุทรสงคราม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงได้ชักชวนให้ประชาชนและพ่อค้า ร่วมมือช่วยกันสละเงินเพื่อนำมาปรับปรุงตลาดท่าฉลอมให้สะอาด อีกทั้งจ้างขนปัดฝากขยะมูลฝอยทิ้ง จนสะอาดสมความปรารถนา ในขณะเดียวกันสมเด็จในกรมฯ ทรงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มงาน
6 สุขาภิบาล หัวเมืองตำบลท่าฉลอมเป็นแห่งแรก พร้อมกันนั้นก็ขอพระราชาอนุญาตแก้ไข “ภาษีโรง ร้าน” เพื่อยกภาษีโรงร้าน สบทบเป็นรายได้ให้แก่สุขาภิบาลที่จะตั้งขึ้น รัชการที่ 5 ทรงพระกรุณา เสด็จทอดพระเนตร และเปิดถนนที่ราษฎรตำบลท่าฉลอมออกเงินสร้างสำเร็จมีชื่อว่า “ถนนถวาย” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448(ร.ศ.124) และนับว่าเป็นการเริ่มงานสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกด้วย มีหน้าที่โดยย่อ 3 ประการ คือ - ซ่อมแซมรักษาถนนหนทาง - จุดโคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาค่ำคืนเป็นระยะตลอดถนนในตำบลนั้น - ให้จ้างลูกจ้างสำหรับกวาดขนขยะมูลฝอยของโสโครกต่างๆ ในตำบลนั้นไปเททิ้งเสียที่อื่น 1.3 การจัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมือง พ.ร.บ. สุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.127 เป็นการจัดตั้งสุขาภิบาล เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสะอาดในท้องถิ่น การป้องกันและรักษาความเจ็บไข้ในท้องที่ และการบำรุงรักษาทางไปในในท้องที่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ (1) สุขาภิบาลสำหรับเมือง จัดในท้องที่ที่เป็นที่ตั้งเมือง ผู้ว่าราชการเมือง(ประธานโดยตำแหน่ง), ปลัด เมือง(ฝ่ายสุขาภิบาลเป็นเลขานุการ), นายอำเภอท้องที่ นายแพทย์สุขาภิบาล, นายช่างสุขาภิบาล และ กำนันในเขตสุขาภิบาล 4 คน ถ้ามีไม่ครบให้ข้าราชการเทศาภิบาลมีอำนาจเลือกบุคคลในเขตท้องที่นั้น และมีส่วนเสียภาษีโรงร้านเป็นกำนันพิเศษ โดยอยู่ในตำแหน่งได้ครั้งละ 2 ปี แล้วเลือกใหม่จะซ้ำคน เดิมอีกก็ได้ (2) สุขาภิบาลสำหรับตำบลหรือสุขาภิบาลท้องที่ จัดในท้องที่ที่ชุมชนมากในเขตตำบลประกอบด้วย กำนันนายตำบล(ประธานโดยตำแหน่ง) และผู้ใหญ่บ้านในเขตท้องที่สุขาภิบาล เป็นกรรมการ 1.4 การปกครองตนเองในรูปเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ในปี พ.ศ.2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงทดลองจัดระบบการปกครองตนเองในรูปของเมืองจำลองขึ้น เรียกว่า “ดุสิตธานี” เพื่อฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชนให้รู้จักวิธีการปกครองตนเองโดยกำหนด เป็นเมืองสมมติให้ข้าราชการบริหารกันให้มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่าย สนับสนุน นอกจากนี้ยังให้ออกหนังสือพิมพ์เพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้จึงเป็นการฝึกหัด ปกครองตนเองในทางปฏิบัติที่ถือเป็นแบบอย่างการปกครองท้องถิ่น อันเป็นพระราชดำริที่จะให้มีการ ปกครองท้องถิ่นขึ้นในอนาคต และนำไปปฏิบัติในจังหวัดต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจนสิ้นรัชกาล ซึ่ง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปกครองท้องถิ่นตามรูปแบบเทศบาลในสมัยต่อมา 1.5 การจัดตั้งสภาจัดการบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตก ปี พ.ศ.2469 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้ตรา พ.ร.บ.การจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตกขึ้นบังคับใช้ โดยจังดั้งสภาจัดการบำรุงสถานที่ ชายทะเลตะวันตกขึ้นมีอาณาเขตรับผิดชอบตั้งแต่ตำบลชะอำ ไปจึงถึงตำบลหัวหิน และมีฐานะเป็นนิติ
7 บุคคล มีหน้าที่คือ การสร้างทาง การประปา การไฟฟ้า การผังเมือง และการสาธารณสุข โดยใช้รายได้ จากการจัดเก็บจังกอบซึ่งเก็บจากที่ดินและโรงเรือนภายในเขต 2. การปกครองท้องถิ่นของไทยภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อัง มีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แนวความคิดที่กระจายอำนาจ อำนาจปกครองไปสู่ประชาชนก็ได้รับการพิจารณาเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น จึงได้มีการตรากฎหมาย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหาร และได้มีการจัดตั้งรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบเทศบาลขึ้นเป็น ครั้งแรก โดย พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 2.1 การจัดตั้งการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเทศบาล ได้เริ่มจัดตั้งเทศบาลเมื่อปี พ.ศ.2478 โดยชั้น แรกได้เปลี่ยนสถานสภาพของสุขาภิบาลที่มีอยู่เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเทศบาลทั้งหมด พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 แบ่งเทศบาลเป็น3 ประเภท คือ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และ เทศบาลนคร โดยจะจัดเป็นประเภทก็ให้รัฐบาลเป็นผู้พิจารณากำหนด 2.2 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปสุขาภิบาล เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 5 โดยทรงตราพระ ราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.166 ให้อยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวงนครบาล ต่อมา ร.ศ.124 ได้จัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เมืองสมุทรสงคราม ก่อให้เกิดประโยชน์และความนิยมแก่ ประชาชนมาก อีกทั้งมีการตรา พ.ร.บ. จัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) ขยาย กิจการสุขาภิบาลไปตามหัวเมืองต่างๆ รวม 35 แห่ง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 จึงหยุดชะงักลง เพราะมี พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 ให้มีการจัดตั้งการปกครอง ท้องถิ่นรูปเทศบาลแทน สุขาภิบาลยุคใหม่เกิดขึ้นโดยพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 โดยยกเลิกพระราชบัญญัติ สุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.127 ซึ่งจัดตั้งโดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย ให้มีการระบุชื่อและ เขตของสุขาภิบาลส่วนการเปลี่ยนแปลงการยุบเขตก็ให้ทำได้โดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย อีก ทั้งกำหนดให้สุขาภิบาลเป็นนิติบุคคล 2.3 จัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปองค์การบริหารส่วนจังหวัด เกิดขึ้นโดยผลของ พ.ร.บ.ระเบียนบริหาร ราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 ซึ่งกำหนดให้จัดตั้ง “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” โดยมีฐานะเป็น องค์การปกครองท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนท้องถิ่น เรียกว่า “กิจการส่วนจังหวัด” ภายในเขตพื้นที่ของจังหวัด นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล
8 2.4 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปองค์การบริหารส่วนตำบล ในปี พ.ศ. 2498 จอมพบ ป. พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปประเทศแถบยุโรปและ อเมริกาและพบเห็นการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ปกครองจนได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ จึงได้นำแนวความคิดนี้มาสู่ประเทศไทยโดยรัฐบาลมี เจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองในระดับของตำบลและ หมู่บ้าน ดังนั้น จึงได้จัดตั้งสภาตำบลขึ้นเพื่อปลุกประชาชนให้เอาใจใส่ในกิจการส่วนรวมของท้องถิ่น ของตน ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยริเริ่มและรับผิดชอบในงานของส่วนรวมมากขึ้น แต่การจัดตั้งสภาตำบล มิได้มีลักษณะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่น ไม่มีอำนาจอิสระในการดำเนินงาน กล่าวคือ ไม่เป็นนิติ บุคคล ไม่มีงบประมาณเป็นของตนเอง และไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ของตนเอง อีกทั้งราษฎรมีส่วนร่วม ในการบริหารน้อยเกินไป การจัดองค์การขององค์การบริหารส่วนตำบล กฎหมายกำหนดให้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ “สภาตำบล” ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีอำนาจตราข้อบัญญัติตำบลที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เพื่อ ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการส่วนตำบล กับมี “คณะกรรมการตำบล” ทำหน้าที่ เป็นฝ่ายบริหาร ดูแลรับผิดชอบในการดำเนินกิจการส่วนตำบล โครงสร้างสภาตำบลในปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้สภาตำบลมีคณะกรรมการสภาตำบลประกอบด้วย กรรมการ 2 ประเภท คือ - กรรมการสภาตำบลโดยตำแหน่ง ได้แก่ กำนัน (ประธานกรรมการสภาตำบล), ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ในตำบล และแพทย์ประจำตำบล - กรรมการสภาตำบลโดยการเลือกตั้ง ได้แก่ ผู้ที่ประชาชนในหมู่บ้านเลือกขึ้น หมู่บ้านละ 1 คน กรรมการประเภทนี้เรียกว่า “กรรมการสภาตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ” สภาตำบล มีหน้าที่บริหารงานตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย พิจารณาให้ความเห็นชอบโดรง การและงานเกี่ยวกับพัฒนาตำบล เพื่อให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของ ราษฎรตลอดจนพิจารณาแก้ไขข้อปัญหาข้อขัดข้อง และอุปสรรคที่เกี่ยวกับการพัฒนาตำบล แต่ไม่ จัดเป็นรูปการปกครองท้องถิ่น เพราะขาดลักษณะสำคัญบางประการ คือ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่มี อำนาจตราข้อบัญญัติตำบล ไม่มีเจ้าหน้าที่ในการบริหารงานของตนเอง การดำเนินโครงการต่างๆ ต้อง ได้รับความเห็นชอบจากนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และสภาจังหวัด ส่วนงบประมาณที่จำ ดำเนินงานจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลซึ่งกระทรวงมหาดไทยจัดสรรให้ ดังนั้น สภาตำบลจึงจัดเป็น เพียงองค์กรของหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาค
9 2.6 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปเมืองพัทยา เกิดขึ้นโดยผลของ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ เมืองพัทยา พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นการยกฐานะสุขาภิบาลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จัดหวัดชลบุรี ขึ้นเป็น หน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษ เรียกว่า “เมืองพัทยา” โดยมีเหตุผลในการจัดตั้งคือ มีความ เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นสถานที่พักตากอากาศที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ ประเทศ จึงทำรายได้ให้แก่ประเทศจำนวนมาก ดังนั้น จึงก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม สิ่งแวดล้อม การ ผังเมือง และการควบคุมก่อสร้างอาคารด้วย ซึ่งนอกจากจะเกี่ยวข้องกับประชาชนในท้องถิ่นแล้วยังมี ผลกระทบเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์และรายได้ของชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รัฐบาลจึงได้พิจารณาเห็นสมควรจัดระเบียบการปกครองในท้องถิ่นนี้ใหม่ให้เหมาะสม กับภาวะเศรษฐกิจ สังคม และเพื่อแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังคำนึงหลัก แห่งการปกครองตนเองโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนรวมในการปกครองตามหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ในการพิจารณาปรับปรุงรูปแบบของหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่พัทยาขึ้น ใหม่เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษนี้ กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ชื่อว่า “คณะกรรมการการศึกษาข้อมูลสำหรับ พิจารณาจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษที่พัทยา” ขึ้นเพื่อศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหา ดังกล่าว โดยมีหลักการว่ามีลักษณะเหมาะสมสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาของพัทยา ซึ่งเป็นปัญหาที่ มีลักษณะเฉพาะตัว และจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหาร เหมาะสมกับภารกิจในหน้าที่ของพัทยา ในอนาคต อีกทั้งยังมีความเห็นว่าควรจัดการปกครองในรูปเทศบาลแบบ “ผู้จัดการนคร” (City Manager) เพราะมีการใช้ผู้บริหารอาชีพที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารสูง เหมาะสมกับภารกิจที่พัทยาจะต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังปลอดภาวการณ์ถูกแทรกแซงทาง การเมือง เนื่องจากการเข้ารับตำแหน่งเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างไม่ใช่โดยวิถีทางหรือเหตุผล ทางการเมือง ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการจัดทำกิจการและสามารถแก้ไขปัญหา ต่างๆ อย่างได้ผล อีกทั้งยังช่วยขจัดปัญหาที่ขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาพที่เป็นปัญหา เกิดขึ้นในระบบเทศบาล ดังนั้น จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 ขึ้น ประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2521 2.7 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2514 มีการรวมจังหวัดพระนครและธนบุรีเป็นจังหวัดเดียวกัน เรียกว่า “จังหวัดนคร หลวงกรุงเทพธนบุรี” ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับ 24
10 มีผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 2 คน มีฐานะเป็นเทศบาล มีการ บริหารงาน ประกอบด้วย สภาเทศบาลนครหลวง และ เทศมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น นายกเทศมนตรีโดยตำแหน่ง พ.ศ. 2515 มีการเปลี่ยนการปกครองจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเป็น “กรุงเทพมหานคร” ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 โดยรวม ราชการบริหารส่วนภูมิภาค เป็นองค์กรเดียวกัน พ.ศ. 2518 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 กำหนดฐานะกรุงเทพมหานคร เป็นราชการส่วนท้องถิ่นนครหลวง มีการเลือกตั้งคณะ ผู้บริหาร ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครพร้อมกับเลือกตั้งสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร กำเนิดและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตำบล ในอดีต การจัดระเบียบบริหารระดับตำบลมี 3 รูปแบบ คือ รูปแบบที่หนึ่ง คณะกรรมการตำบลและสภาตำบลตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 222/2499 โดยคณะกรรมการตำบลประกอบด้วย กำนันท้องที่ ผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตำบล แพทย์ ประจำตำบล ครูประชาบาลในตำบลนั้นคนหนึ่ง ราษฎรผู้ทรงคุณวุฒิในตำบลนั้น ไม่น้อยกว่า 2 คน และให้มีข้าราชการที่ปฏิบัติงานในตำบลนั้นเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตำบลด้วย ส่วนสภาตำบล ประกอบด้วยสมาชิกสภาตำบลซึ่งมาจากราษฎรผู้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้สมัครรับเลือกเป็น ผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านละ 2 คน รูปแบบที่สอง องค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วน ตำบล พ.ศ. 2499 โดยองค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วย สภาตำบลและคณะกรรมการตำบล ซึ่ง สภาตำบล ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งราษฎรในหมู่บ้านเลือกตั้งหมู่บ้านละ 1 คน และกำนันและ ผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตำบลเป็นสมาชิกสภาตำบลโดยตำแหน่ง ส่วนคณะกรรมการตำบล ประกอบด้วย กำนันตำบลท้องที่เป็นประธาน ผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตำบล แพทย์ประจำตำบล และกรรมการอื่นซึ่ง นายอำเภอแต่งตั้งจากครูใหญ่โรงเรียนในตำบลหรือผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจำนวนไม่เกิน 5 คน รูปแบบที่สาม สภาตำบลตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 275/2509 เป็นการบริหารใน รูปของคณะกรรมการเรียกว่า “คณะกรรมการสภาตำบล” ซึ่งประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุก หมู่บ้านในตำบลและแพทย์ประจำตำบลเป็นกรรมการสภาตำบลโดยตำแหน่ง นอกจากนี้ ยัง ประกอบด้วยครูประชาบาลในตำบลนั้น 1 คน ซึ่งนายอำเภอคัดเลือกจากครูประชาบาลในตำบลเป็น
11 กรรมการสภาตำบล และราษฎรผู้ทรงคุณวุฒิหมู่บ้านละ 1 คน ซึ่งราษฎรในหมู่บ้านเลือกตั้งขึ้นเป็น กรรมการสภาตำบล โดยกำนันเป็นประธานกรรมการสภาตำบลโดยตำแหน่ง และมีรองประธาน กรรมการสภาตำบลคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการสภาตำบลเลือกตั้งจากกรรมการด้วยกัน การบริหารงาน ของสภาตำบลนอกจากจะมีคณะกรรมการสภาตำบลดังกล่าว สภาตำบลยังมีเลขานุการสภาตำบลคน หนึ่งซึ่งคณะกรรมการสภาตำบลเลือกตั้งกันขึ้นมาหรือตั้งจากบุคคลภายนอก และมีที่ปรึกษาสภา ตำบล ซึ่งเป็นพัฒนากรตำบลนั้นอีกด้วย การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นในสมัยนั้น ก็เพื่อให้การปกครองในระดับตำบลที่มี ความเจริญและมีรายได้ระดับหนึ่งได้มีการปกครองตนเองตามหลักการปกครองท้องถิ่น ต่อมาในปี 2515 องค์การบริหารส่วนตำบลได้ถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ซึ่งประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวยังคงให้สภาตำบลมีอยู่ต่อไป หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี พ.ศ. 2535 กระแสการปฏิรูปการเมืองได้ก่อตัวขึ้น อย่างรวดเร็ว มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองในหลาย ๆ ด้าน และด้านหนึ่งคือการเรียกร้องให้ มีการกระจายอำนาจ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและ องค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าวคือการยกฐานะสภาตำบล ที่มีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกันสามปีเฉลี่ยไม่ตำกว่าปีละ 150,000 บาท สามารถจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลได้ ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลจึงกลับมาเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบลอีกครั้งหนึ่ง โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การ บริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 กำหนดให้ประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนตำบลและคณะ กรรมการบริหาร สภาองค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วย สมาชิกสภาสองประเภท ประเภทแรก เป็นสมาชิกสภาโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล ประเภทที่สองเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนหมู่บ้านละ 2 คน ส่วนคณะกรรมการ บริหารประกอบด้วย กำนันเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านอีกไม่เกิน 2 คน และสมาชิกสภาที่มา จากการเลือกตั้งอีกไม่เกิน 4 คน รวมแล้วมีคณะกรรมการบริหารได้ไม่เกิน 7 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ในหมวด 9 ว่าด้วยการ ปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 285 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะ
12 ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง คณะผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบ ของสภาท้องถิ่น ในกลางปี พ.ศ. 2546 รัฐสภาได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสภาตำบลและ องค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2546 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2546 โดยได้มีการยกเลิกชื่อเรียก คณะกรรมการบริหารและกรรมการบริหาร ให้ใช้ ชื่อ คณะผู้บริหาร และชื่อเรียก ประธานกรรมการบริหาร เปลี่ยนเป็น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองประธานกรรมการบริหารเปลี่ยนเป็น รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เปลี่ยนชื่อเรียกข้อบังคับ ตำบลเป็น ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล และยกเลิกไม่ให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็น เลขานุการคณะผู้บริหาร การปรับโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2546 หลังจากมีการแก้ไขเพิ่มพระราชบัญญัติสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและ องค์การบริหารส่วนตำบลไปเมื่อกลางปี พ.ศ. 2546 แต่เป็นการแก้ไขในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ความจริง ได้มีความพยายามในการเสนอให้มีการแก้ไขที่มาของฝ่ายบริหารขององค์การบริหารส่วน ตำบลให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญในกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมา ได้แก้ไขให้นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่เมื่อร่างกฎหมายกลับมาสภา ผู้แทนราษฎร ปรากฏว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยและได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อ ปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ปรากฏว่าสภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นชอบ แต่ความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้มีการแก้ไขที่มาให้ผู้บริหารของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่นยังไม่หยุดนิ่ง สาเหตุที่ สำคัญของการเคลื่อนไหวนี้เกิดจากการเปิดช่องไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในมาตรา 285 ซึ่ง กล่าวถึงองค์ประกอบ ที่มาของสภาท้องถิ่นและฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ กำหนดให้ฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีที่มาได้ 2 ทาง ทางแรก มาจากมติของสภา ท้องถิ่น ทางที่สองมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่น เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญเปิด ช่องก็ได้มีความเคลื่อนไหวให้ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงครั้งแรกเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 โดยองค์กรที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงดังกล่าวคือ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศ
13 ไทย ได้อ้างถึงปัญหาของโครงสร้างเดิมที่เป็นอยู่ที่ฝ่ายบริหารมาจากมติของสภาท้องถิ่นนั้นเป็น โครงสร้างที่มีปัญหา เพราะ 1. โครงสร้างที่นายกเทศมนตรีมาจากมติของสภาเทศบาล ทำให้นายกเทศมนตรีต้อง พึ่งพาหรือต้องการเสียงสนับสนุนข้างมากจากสภาเทศบาล ฉะนั้นหากนายกเทศมนตรีไม่สามารถ ควบคุมเสียงข้างมากในสภาเทศบาลได้ เป็นการเปิดช่องฝ่ายสภาเทศบาลโค่นนายกเทศมนตรีออกจาก ตำแหน่งได้ ส่งผลให้ในสมัยหนึ่ง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารท้องถิ่นบ่อยครั้ง 2. การเปลี่ยนแปลงนายกเทศมนตรีบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดผลเสียต่อการบริหารงานใน เทศบาล เพราะจะทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง ยากที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ เป็นรูปธรรมได้ และท้ายที่สุดผลเสียหรือความเสียหายตกแก่ประชาชนในท้องถิ่น 3. โครงสร้างที่นายกเทศมนตรีมาจากมติของสภาเทศบาล เป็นโครงสร้างที่ นายกเทศมนตรีต้องเอาใจสมาชิกสภาโดยให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างกันในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อรักษาเสียงข้างมากเอาไว้ ทำให้นายกเทศมนตรีต้องคอยเอาใจสมาชิกสภาเทศบาลมากกว่าเอาใจ ประชาชน ปัญหาโครงสร้างของเทศบาลที่ฝ่ายบริหารมาจากมติของสภานั้น เป็นโครงสร้างที่ฝ่ายบริหาร ไม่เข้มแข็ง ปัญหาเหล่านี้เป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงที่มา ของฝ่ายบริหารในเทศบาล และการเรียกร้องดังกล่าวมาประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2543 เมื่อ รัฐสภาได้พิจารณาผ่านกฎหมายที่กำหนดให้นายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ทุกเทศบาลมีนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชน มีเพียงเทศบาลนครและเทศบาลเมืองเท่านั้นสามารถเลือกตั้งนายกเทศมนตรีทางตรง ส่วน เทศบาลตำบลต้องรอไปในปี พ.ศ. 2550 จึงจะสามารถทำประชามติสอบถามประชาชนในเขตเทศบาล ได้ว่าต้องการใช้ที่มาของนายกเทศมนตรีรูปแบบใด ความสำเร็จของฝ่ายเทศบาลเป็นการทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในฝ่ายขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบลในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนแปลงที่มาของ ฝ่ายบริหารให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และในที่สุดปลายปี พ.ศ. 2546 ก็มีการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นของไทย เมื่อรัฐสภาได้พิจารณาผ่าน กฎหมายท้องถิ่นแก้ไขเพิ่มเติม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติสภาตำบลและ องค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 โดยเนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ คือ
14 การกำหนดให้ฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนใน ท้องถิ่น คุณค่าและความสำคัญขององค์การบริหารส่วนตำบล 1. คุณค่าองค์กรบริหารส่วนตำบลกับการพัฒนาประชาธิปไตย การบริหารการปกครองของประเทศไทยตามโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่ผ่านมาการบริหารการ ปกครองของไทยมักรวมศูนย์อำนาจไว้ที่การบริหารราชการส่วนกลาง ทำให้การปกครองท้องถิ่นของ ไทยมีความอ่อนแอ และส่งผลให้การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ สามารถสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาให้กับท้องถิ่นได้มากนัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมี ขนาดและรายได้ที่แตกต่างกัน การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขนาดที่แตกต่างกันนั้น ทำให้ระดับ ความใกล้ชิดกับประชาชนก็แตกต่างกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่มีระดับความใกล้ชิดกับ ประชาชนน้อยกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กที่สุด จึงมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพัฒนาตำบล การตรวจสอบ การกำกับดูแลได้ง่ายที่สุด ตลอดจนเป็นเวทีประชาธิปไตยของประชาชนในการระดมความรู้และ ความคิด การตัดสินวางแผนพัฒนา การดำเนินการ และการระดมทุน ทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองที่มีทั้งความเหมาะสมเชิงโครงสร้างขององค์กรและการมี ส่วนร่วมของประชาชน โดยสรุปองค์การบริหารส่วนตำบลมีคุณค่าต่อการพัฒนาการเมืองและประชาธิปไตย ดังนี้ 1)เป็นเวทีประชาธิปไตยของประชาชนในการเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหาร ท้องถิ่นเข้าไปใช้อำนาจในการบริหารจัดการ การตัดสินใจในการจัดสรรงบประมาณ รายได้ ทรัพย์สิน และการระดมทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่น 2)ก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเมืองในเรื่องของการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นใน ระดับตำบล การพัฒนาทางการบริหารของประชาชนโดยให้ประชาชนเป็นผู้บริหารให้เกิด ความก้าวหน้าของชุมชนตนเอง ตามนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นในการบริหารกิจการ ของตำบล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
15 3) ส่งเสริมการใช้สิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในการมีส่วนร่วมพัฒนาท้องถิ่นและ ตรวจสอบการทำงาน และการใช้สิทธิเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่ไม่ โปร่งใส ตามบทบาทหน้าที่ในการเลือกตั้ง กำกับควบคุม ตรวจสอบ และการถอดถอนสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนตำบลที่ไม่โปร่งใส 2. คุณค่าองค์การบริหารส่วนตำบลกับการบริการสาธารณะและการพัฒนาพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลยังเป็นรูปแบบการปกครองที่สะท้อนการกระจายอำนาจให้ หน่วยการปกครองพื้นฐานของประเทศโดยแท้จริง อันเป็นการสนองตอบต่อนโยบายการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่นของรัฐบาลที่จะให้อำนาจการบริหารงานแก่หน่วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่น สามารถบริหารงานที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเองตามอำนาจหน้าที่ และมีอิสระในการ ตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในท้องถิ่น ในปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลมีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายก องค์การบริหารส่วนตำบลที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และองค์การบริหารส่วนตำบลยังมีฐานะเป็น นิติบุคคลจึงมีความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญาโดยไม่ต้องผ่านทางราชการ เป็นผลทำให้องค์การ บริหารส่วนตำบลมีความคล่องตัวในการดำเนินการ ขณะเดียวกันองค์การบริหารส่วนตำบลยังสามารถ จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นกว่าแต่เดิม และผู้บริหารก็มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มากขึ้น มีผลทำให้องค์การ บริหารส่วนตำบลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สามารถสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาให้กับ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลได้มากขึ้น อันทำให้ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วน ตำบลมีความพึงพอใจ นอกจากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ชนบทมีส่วนสำคัญในการพัฒนา พื้นที่ในเขตความรับผิดชอบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งยังเป็นหน่วย ปฏิบัติการเชื่อมเครื่อข่ายหย่วยงานราชการต่างๆให้ทำงานหรือบริการประชาชนในพื้นที่อย่างมีบูรณา การ โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล มีชื่อย่อเป็นทางการว่า อบต. มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็น ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหาร ส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2552 โดยยกฐานะจากสภาที่มีรายได้ไม่ รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกันสามปีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท โครงสร้างองค์กรขององค์การบริหารส่วนตำบล
16 องค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วน ตำบล สภาองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารของ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวนหมู่บ้าน ละ 2 คน ซึ่งเลือกตั้งขึ้นโดยราษฎรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละหมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล นั้น กรณีที่องค์การบริหารส่วนตำบลใดมีเพียงหนึ่งหมู่บ้านให้มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 6 คน และในกรณีมีเพียง 2 หมู่บ้านให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมู่บ้านละ 3 คน องค์การบริหารส่วนตำบลมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่น การบริหาร กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหาร อบต. (ม.58) ประกอบด้วยนายกองค์การบริหารส่วน ตำบล 1คน รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 2 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนหรือผู้บริหารท้องถิ่นเรียกว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมา จากการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง องค์การบริหารส่วนตำบลมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเป็น ผู้ใช้อำนาจบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบล และมีพนักงานประจำที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ทำงานประจำวันโดยมีปลัดและรองปลัด อบต. ผู้อำนวยการกองเป็นหัวหน้างานบริหาร ภายใน องค์กรทีการแบ่งออกเป็นหน่วยงานต่าง ๆ ได้เท่าที่จำเป็นตามภาระหน้าที่ของ อบต. แต่ละแห่งเพื่อ ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ดังนี้ - สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล - กองคลัง - กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม - กองช่าง องค์ประกอบของ อบต. ในการปฏิบัติงาน (1) สภา อบต. : ผ่ายนิติบัญญัติ (2) นายก อบต. : ฝ่ายบริหาร (3) พนักงานส่วนตำบล : ฝ่ายราชการประจำ
17 (4) ประชาชนในเขต : เป็นศูนย์กลางการพัฒนา และมีส่วนรวมดำเนินการ (5) ฝ่ายกำกับดูแล อบต. : นายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 5 ฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามกรอบอำนาจหน้าที่อย่างสมดุล อบต.จึงจะพัฒนาอย่าง ยั่งยืนและเข้มแข็ง อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล โครงสร้างรวมและอำนาจหน้าที่ของ อบต. ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และ องค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546 องค์การบริหารส่วนตำบล 1. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล : มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วน ท้องถิ่น 2. มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม : การจัดระบบการ บริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง สภาองค์การบริหารส่วนตำบล 1. สภา อบต. ประกอบด้วยสมาชิกสภา อบต. ซึ่งเลือกตั้งโดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหมู่บ้าน ในเขต อบต. นั้น ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน หมู่บ้านละ 2 คน : อบต. ใดมี 2 หมู่บ้านๆ ละ 3 คน : ถ้ามี 1 หมู่บ้านให้มีสมาชิก 6 คน มีอายุคราว ละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง (มาตรา 45) 2. สภา อบต. มีประธานสภา อบต. 1 คน รองประธานสภา อบต. 1 คน ซึ่งสภาเลือกจากสมาชิกให้ นายอำเภอแต่งตั้ง (มาตรา 48) ดำรงตำแหน่งจนครบอายุของสภา อบต. หรือมีการยุบสภา อบต. (มาตรา 49) และมีเลขานุการสภา อบต. 1 คน ซึ่งสภาเลือกจากปลัด อบต. หรือสมาชิกสภา อบต. ดำรงตำแหน่งจนครบอายุของสภา อบต. หรือมีการยุบสภา อบต. หรือสภา อบต. มีมติให้พ้นจาก ตำแหน่ง (มาตรา 57) 3. การประชุมสภา อบต. ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญ 2 - 4 สมัย แล้วแต่สภา อบต. จะกำหนด : สมัยประชุมสามัญสมัยหนึ่งๆ ให้มีกำหนดไม่เกิน 15 วัน (มาตรา 58) : เมื่อมีความจำเป็นเพื่อ ประโยชน์ของ อบต. สามารถขอเปิดประชุมวิสามัญได้ สมัยประชุมวิสามัญให้กำหนดไม่เกิน 15 วัน (มาตรา 53) อำนาจหน้าที่ของสภา อบต. 1. เลือกประธานสภา รองประธานสภา (มาตรา 48) และ เลขานุการสภา อบต. (มาตรา 57)
18 2. รับทราบนโยบายของนายก อบต. ก่อนนายก อบต. เข้ารับหน้าที่และรับทราบรายงานแสดงผลการ ปฏิบัติงานตามนโยบายที่นายก อบต. ได้แถลงไว้ต่อสภา อบต. เป็นประจำทุกปี (มาตรา 58/5) 3. มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 46 ดังนี้ (1) ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนา อบต. เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารกิจการของ อบต. (2) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติ อบต. ร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (3) ควบคุมการปฏิบัติงานของนายก อบต. ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา อบต. ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ 4. ในที่ประชุมสภา อบต. สมาชิกสภา อบต. มีสิทธิตั้งกระทู้ถามต่อนายก อบต. หรือรองนายก อบต. ในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ (มาตรา 56/1) : เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้นายก อบต. แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาเกี่ยวกับการบริหาร อบต. โดยไม่มีการลงมติ (มาตรา 58/7) + นายก อบต. 1. อบต. มีนายก อบต. 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือหรือผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา 58) : ดำรงตำแหน่งนับแต่วันเลือกตั้ง และมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ ไม่ได้ (มาตรา 58/2) 2. นายก อบต. สามารถแต่งตั้งรองนายก อบต. ซึ่งมิใช่สมาชิกสภา อบต. ได้ไม่เกิน 2 คน : แต่งตั้ง เลขานุการนายก อบต. ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภา อบต. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ 1 คน (มาตรา 58/3) อำนาจหน้าที่ของนายก อบต. 1. ก่อนเข้ารับหน้าที่ นายก อบต. ต้องแถลงนโยบายต่อสภา อบต. โดยไม่มีการลงมติ หากไม่สามารถ ดำเนินการได้ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งต่อสมาชิกสภา อบต. ทุกคน และจัดทำรายงานแสดงผลการ ปฏิบัติงานตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภา อบต. เป็นประจำทุกปี (มาตรา 58/5) 2. มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 59 ดังนี้ (1) กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการของ อบต. ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา อบต. ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ (2) สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของ อบต. (3) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายก อบต. และเลขานุการนายก อบต. (4) วางระเบียบเพื่อให้งานของ อบต. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย (5) รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติ อบต.
19 (6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่น 3. ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการของ อบต. ตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชา พนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต. (มาตรา 60) 4. นายก อบต. รองนายก อบต. หรือผู้ซึ่งนายก อบต. มอบหมายมีสิทธิเข้าประชุมสภา อบต. และมี สิทธิแถลงข้อเท็จจริงตลอดจนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนต่อที่ประชุมแต่ไม่มีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนน (มาตรา 58/6) 5. กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภา อบต. หรือสภา อบต. ถูกยุบตามมาตรา 53 หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของ ราชการหรือราษฎร นายก อบต. จะดำเนินการไปพลางก่อนเท่าที่จำเป็นก็ได้ แต่เมื่อได้เลือก ประธานสภา อบต. แล้วให้เรียกประชุมสภา อบต. เพื่อให้นายก อบต. แถลงนโยบายโดยไม่มีการลง มติภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเลือกตั้งประธานสภา อบต. (มาตรา 58/5 วรรคสอง) 6. กรณีนายก อบต. ปฏิบัติการที่อาจเสียหายแก่ อบต. หรือราชการ และนายอำเภอได้ชี้แจงแนะนำ ตักเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตาม ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนที่จะรอช้าไม่ได้ นายอำเภอมีอำนาจออก คำสั่งระงับการปฏิบัติราชการของนายก อบต. ไว้ตามที่เห็นสมควรได้ แล้วรีบรายงานผู้ว่าราชการ จังหวัดภายใน 15 วัน เพื่อวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรโดยเร็ว : การกระทำของนายก อบต. ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันกับ อบต. (มาตรา 90) 7. เป็นผู้เสนอร่างข้อบัญญัติ อบต. (มาตรา 71) ร่างข้อบัญญัติประมาณรายจ่ายประจำปี และร่าง ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (มาตรา 87) 8. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ อบต. (มาตรา 65) พนักงานส่วนตำบล 1. พนักงานส่วนตำบล หมายถึง ข้าราชการซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ ของ อบต. โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนของ อบต. หรือจากงบประมาณหมวด เงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่ อบต. และ อบต. นำมาจัดเป็นเงินเดือนของพนักงานส่วนตำบล 2. ปลัด อบต. เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต. รองนายก อบต. และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของ อบต. ให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่น ตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่นายก อบต. มอบหมาย 3. การบริหารงานบุคคลของ อบต. ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
20 4. อบต. จะวิเคราะห์บทบาทภารกิจอำนาจหน้าที่ และรายได้ของตนเองเพื่อกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ และอัตรากำลังตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยปกติทุก อบต. จะมีตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้ (1) ปลัด อบต. (2) รองปลัด อบต. (3) ผู้อำนวยการกองคลัง (4) ผู้อำนวยการกองช่าง (5) ผู้อำนวยการกองการศึกษา ประชาชนในเขต อบต. 1. ได้รับการแก้ไขปัญหาพัฒนาความเป็นอยู่และการบริการสาธารณะจาก อบต. ตามอำนาจหน้าที่ ของ อบต. 2. มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. 3. มีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอให้ออกข้อบัญญัติ อบต. 4. มีสิทธิเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการซื้อการจ้าง โดยวิธีสอบราคา ประกวดราคา และวิธีพิเศษ ของ อบต. อย่างน้อยคณะละ 2 คน 5. มีสิทธิเข้าฟังการประชุมสภา อบต. 6. มีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภา อบต. หรือผู้บริหาร อบต. ตามกฎหมายกำหนด หาก เห็นว่าผู้นั้นไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป 7. มีหน้าที่ไปเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. โดยตรง 8. มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบัญญัติของ อบต. 9. มีหน้าที่เสียภาษีให้แก่ อบต. อย่างถูกต้อง 10.สนับสนุนการดำเนินงานของ อบต. และร่วมกิจกรรมกับ อบต. 11. ติดตามข่าวสาร ตรวจสอบและแนะนำการทำงานของ อบต. 12. มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนา อบต. การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของ อบต. ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546 1. มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (มาตรา 66)
21 2. ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วน ตำบล ดังต่อไปนี้ (มาตรา 67) 1) จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก 2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะรวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่ง ปฏิกูล 3) ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ 4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 5) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ 7) คุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 8) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น 9) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมายโดยจัดสรรงบประมาณหรือบุคลากร ให้ตาม ความจำเป็นและสมควร 3. ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบลอาจจัดทำกิจกรรมในเขตองค์การบริหารส่วน ตำบล ดังต่อไปนี้ (มาตรา 68) 1) ให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร 2) ให้มีการบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น 3) ให้มีการบำรุงรักษาทางระบายน้ำ 4) ให้มีและบำรุงสถานที่ประชุมการกีฬา การพักผ่อนหย่อนใจ และสวนสาธารณะ 5) ให้มีการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการสหกรณ์ 6) ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว 7) บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร 8) การคุ้มครองดูแล และรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน 9) หาผลประโยชน์จากทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบล 10) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือ และท่าข้าม 11) กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย์ 12) การท่องเที่ยว 13) การผังเมือง
22 4. การดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ใน อันที่จะดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในตำบลต้องแจ้งให้ อบต. ทราบล่วงหน้าตาม สมควร หาก อบต. มีความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินกิจการดังกล่าว ให้นำความเห็นของ อบต. ไป ประกอบการพิจารณาดำเนินกิจการนั้นด้วย (มาตรา 69) 5. การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของ อบต. ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยใช้ วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำ แผนพัฒนา อบต. การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบ การประเมินผลการ ปฏิบัติงาน และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการ นั้น และหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด (มาตรา 69/1) 6. มีสิทธิได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารจากทางราชการในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ ของทาง ราชการในตำบล เว้นแต่ข้อมูลหรือข่าวสารที่ทางราชการถือว่าเป็นความลับเกี่ยวกับ การรักษาความ มั่นคงแห่งชาติ (มาตรา 70) 7. ออกข้อบัญญัติ อบต. เพื่อใช้บังคับในตำบลได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ของ อบต. ในการนี้จะกำหนดค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บและกำหนดโทษปรับผู้ฝ่าฝืนด้วยก็ได้ แต่มิให้กำหนด โทษปรับเกิน 1,000 บาท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 71) 8. อาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติกิจการของ อบต. เป็นการชั่วคราวได้ โดยไม่ขาดจากต้นสังกัดเดิม (มาตรา 72) 9. อาจทำกิจการนอกเขต อบต. หรือร่วมกับสภาตำบล อบต. อบจ. หรือหน่วยการบริหารราชการส่วน ท้องถิ่นอื่น เพื่อกระทำกิจการร่วมกันได้ (มาตรา 73) อำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 1. มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของ ตนเอง ดังนี้ (มาตรา 16) (1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง (2) การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ (3) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ (4) การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ๆ (5) การสาธารณูปการ
23 (6) การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ (7) การพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน (8) การส่งเสริมการท่องเที่ยว (9) การจัดการศึกษา (10) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส (11) การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น (12) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย (13) การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (14) การส่งเสริมกีฬา (15) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน (16) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น (17) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (18) การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย (19) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล (20) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน (21) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์ (22) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ (23) การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และ สาธารณสถานอื่น ๆ (24) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม (25) การผังเมือง (26) การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร (27) การดูแลรักษาที่สาธารณะ (28) การควบคุมอาคาร (29) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (30) การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความ ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน
24 (31) กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องที่ตามที่คณะกรรมการประกาศ กำหนด 2. อำนาจหน้าที่ของ อบต. ตามข้อ 1 ต้องดำเนินการตาม “แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนและการ กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ”อำนาจหน้าที่ โครงสร้างรวมและอำนาจหน้าที่ของ อบต. ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546 องค์การบริหารส่วนตำบล 1. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล : มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วน ท้องถิ่น 2. มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม : การจัดระบบการ บริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง สภาองค์การบริหารส่วนตำบล 1. สภา อบต. ประกอบด้วยสมาชิกสภา อบต. ซึ่งเลือกตั้งโดยราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหมู่บ้าน ในเขต อบต. นั้น ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน หมู่บ้านละ 2 คน : อบต. ใดมี 2 หมู่บ้านๆ ละ 3 คน : ถ้ามี 1 หมู่บ้านให้มีสมาชิก 6 คน มีอายุคราว ละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง (มาตรา 45) 2. สภา อบต. มีประธานสภา อบต. 1 คน รองประธานสภา อบต. 1 คน ซึ่งสภาเลือกจากสมาชิกให้ นายอำเภอแต่งตั้ง (มาตรา 48) ดำรงตำแหน่งจนครบอายุของสภา อบต. หรือมีการยุบสภา อบต. (มาตรา 49) และมีเลขานุการสภา อบต. 1 คน ซึ่งสภาเลือกจากปลัด อบต. หรือสมาชิกสภา อบต. ดำรงตำแหน่งจนครบอายุของสภา อบต. หรือมีการยุบสภา อบต. หรือสภา อบต. มีมติให้พ้นจาก ตำแหน่ง (มาตรา 57) 3. การประชุมสภา อบต. ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญ 2 - 4 สมัย แล้วแต่สภา อบต. จะกำหนด : สมัยประชุมสามัญสมัยหนึ่งๆ ให้มีกำหนดไม่เกิน 15 วัน (มาตรา 58) : เมื่อมีความจำเป็นเพื่อ ประโยชน์ของ อบต. สามารถขอเปิดประชุมวิสามัญได้ สมัยประชุมวิสามัญให้กำหนดไม่เกิน 15 วัน (มาตรา 53) อำนาจหน้าที่ของสภา อบต. 1. เลือกประธานสภา รองประธานสภา (มาตรา 48) และ เลขานุการสภา อบต. (มาตรา 57)
25 2. รับทราบนโยบายของนายก อบต. ก่อนนายก อบต. เข้ารับหน้าที่และรับทราบรายงานแสดงผลการ ปฏิบัติงานตามนโยบายที่นายก อบต. ได้แถลงไว้ต่อสภา อบต. เป็นประจำทุกปี (มาตรา 58/5) 3. มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 46 ดังนี้ (1) ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนา อบต. เพื่อเป็นแนวทางในการ บริหารกิจการของ อบต. (2) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติ อบต. ร่างข้อบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี และร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (3) ควบคุมการ ปฏิบัติงานของนายก อบต. ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา อบต. ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ 4. ในที่ประชุมสภา อบต. สมาชิกสภา อบต. มีสิทธิตั้งกระทู้ถามต่อนายก อบต. หรือรองนายก อบต. ในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ (มาตรา 56/1) : เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้นายก อบต. แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในปัญหาเกี่ยวกับการบริหาร อบต. โดยไม่มีการลงมติ (มาตรา 58/7) + นายก อบต. 1. อบต. มีนายก อบต. 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือหรือผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา 58) : ดำรงตำแหน่งนับแต่วัน เลือกตั้งและมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ (มาตรา 58/2) 2. นายก อบต. สามารถแต่งตั้งรองนายก อบต. ซึ่งมิใช่สมาชิกสภา อบต. ได้ไม่เกิน 2 คน : แต่งตั้งเลขานุการนายก อบต. ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภา อบต. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ 1 คน (มาตรา 58/3) อำนาจหน้าที่ของนายก อบต. 1. ก่อนเข้ารับหน้าที่ นายก อบต. ต้องแถลงนโยบายต่อสภา อบต. โดยไม่มีการลงมติ หากไม่สามารถ ดำเนินการได้ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งต่อสมาชิกสภา อบต. ทุกคน และจัดทำรายงานแสดงผลการ ปฏิบัติงานตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภา อบต. เป็นประจำทุกปี (มาตรา 58/5) 2. มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 59 ดังนี้ (1) กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการของ อบต. ให้ เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา อบต. ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ (2) สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของ อบต. (3) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายก อบต. และเลขานุการนายก อบต. (4) วางระเบียบเพื่อให้งานของ อบต. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย (5) รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติ อบต.
26 (6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่น 3. ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการของ อบต. ตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชา พนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต. (มาตรา 60) 4. นายก อบต. รองนายก อบต. หรือผู้ซึ่งนายก อบต. มอบหมายมีสิทธิเข้าประชุมสภา อบต. และมี สิทธิแถลงข้อเท็จจริงตลอดจนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนต่อที่ประชุมแต่ไม่มีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนน (มาตรา 58/6) 5. กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภา อบต. หรือสภา อบต. ถูกยุบตามมาตรา 53 หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของ ราชการหรือราษฎร นายก อบต. จะดำเนินการไปพลางก่อนเท่าที่จำเป็นก็ได้ แต่เมื่อได้เลือก ประธานสภา อบต. แล้วให้เรียกประชุมสภา อบต. เพื่อให้นายก อบต. แถลงนโยบายโดยไม่มีการลง มติภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเลือกตั้งประธานสภา อบต. (มาตรา 58/5 วรรคสอง) 6. กรณีนายก อบต. ปฏิบัติการที่อาจเสียหายแก่ อบต. หรือราชการ และนายอำเภอได้ชี้แจงแนะนำ ตักเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตาม ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนที่จะรอช้าไม่ได้ นายอำเภอมีอำนาจออก คำสั่งระงับการปฏิบัติราชการของนายก อบต. ไว้ตามที่เห็นสมควรได้ แล้วรีบรายงานผู้ว่าราชการ จังหวัดภายใน 15 วัน เพื่อวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรโดยเร็ว : การกระทำของนายก อบต. ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันกับ อบต. (มาตรา 90) 7. เป็นผู้เสนอร่างข้อบัญญัติ อบต. (มาตรา 71) ร่างข้อบัญญัติประมาณรายจ่ายประจำปี และร่าง ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (มาตรา 87) 8. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ อบต. (มาตรา 65) พนักงานส่วนตำบล 1. พนักงานส่วนตำบล หมายถึง ข้าราชการซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการของ อบต. โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนของ อบต. หรือจากงบประมาณหมวดเงิน อุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่ อบต. และ อบต. นำมาจัดเป็นเงินเดือนของพนักงานส่วนตำบล 2. ปลัด อบต. เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต. รองนายก อบต. และ รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของ อบต. ให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่ กฎหมายกำหนด หรือตามที่นายก อบต. มอบหมาย 3. การบริหารงานบุคคลของ อบต. ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542
27 4. อบต. จะวิเคราะห์บทบาทภารกิจอำนาจหน้าที่ และรายได้ของตนเองเพื่อกำหนดตำแหน่ง ต่าง ๆ และอัตรากำลังตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยปกติทุก อบต. จะมีตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้ (1) ปลัด อบต. (2) รองปลัด อบต. (3) ผู้อำนวยการกองคลัง (4) ผู้อำนวยการกองช่าง (5) ผู้อำนวยการกองการศึกษา ประชาชนในเขต อบต. 1. ได้รับการแก้ไขปัญหาพัฒนาความเป็นอยู่และการบริการสาธารณะจาก อบต. ตามอำนาจหน้าที่ ของ อบต. 2. มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. 3. มีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอให้ออกข้อบัญญัติ อบต. 4. มีสิทธิเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการซื้อการจ้าง โดยวิธีสอบราคา ประกวดราคา และวิธีพิเศษ ของ อบต. อย่างน้อยคณะละ 2 คน 5. มีสิทธิเข้าฟังการประชุมสภา อบต. 6. มีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภา อบต. หรือผู้บริหาร อบต. ตามกฎหมายกำหนด หาก เห็นว่าผู้นั้นไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป 7. มีหน้าที่ไปเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. โดยตรง 8. มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบัญญัติของ อบต. 9. มีหน้าที่เสียภาษีให้แก่ อบต. อย่างถูกต้อง 10.สนับสนุนการดำเนินงานของ อบต. และร่วมกิจกรรมกับ อบต. 11. ติดตามข่าวสาร ตรวจสอบและแนะนำการทำงานของ อบต. 12. มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนา อบต. การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของ อบต. ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546 1. มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (มาตรา 66)
28 2. ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วน ตำบล ดังต่อไปนี้ (มาตรา 67) 1) จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก 2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะรวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่ง ปฏิกูล 3) ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ 4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 5) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ 7) คุ้มครองดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 8) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นพบว่า มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอยู่ 5 เรื่อง คือ ความพึงพอใจของผู้รับบริการของเทศบาลนครนนทบุรี การบริหารจัดการเทศบาลตาม หลักธรรมาภิบาล : กรณีศึกษาเทศบาลตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง การตอบสนอง ต่อความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลเมือง เมืองแกน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ การ ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการของเทศบาลนครสงขลา ความพึงพอใจของ ประชาชนต่อการให้บริการของเทศบาลตำบลสุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ภัทรมาศ จริยเวชช์วัฒนา (2547) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การบริหารจัดการเทศบาลตามหลัก ธรรมาภิบาล กรณีศึกษาเทศบาลตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง จากการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคส่วนใหญ่นั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความรับผิดชอบในตัวบุคคลไม่ ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ชอบอยู่ในระบบเติม ๆ แนวทางการแก้ไข ควรมีการประชุม ระดมความ คิดเห็นร่วมกัน จัดสัมมนาทุก ๆ ฝ่ายทุกปี และเสริมความรู้ใหม่ ๆ ความรับผิดชอบในหน้าที่ซึ่ง ข้าราชการมักจะไม่ค่อยสนใจให้การติดตามเรื่องงาน หรือแก้ไขปัญหาอุปสรรค ตลอดถึงการยอม เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในระบบงาน อาทิเช่น ด้านระเบียบกฎหมาย ด้านการสร้างการมีส่วนร่วมแนว ทางการแก้ไขก็ได้เรียนเชิญผู้ที่ไม่เข้าใจมาประชุมร่วมกัน (อติเทพ จริยเวชช์วัฒนา, 2546,สัมภาษณ์, 7 ธันวาคม) คณะผู้บริหารที่ผ่านมาไม่ระหนักและเห็นความสำคัญของธรรมาภิบาล มีการเปลี่ยนแปลง
29 ทางการเมืองและบุคคลที่รับผิดชอบ แนวทางการแก้ไข ควรจัดอบรม ประชุม สัมมนาผู้บริหารและ ข้าราชการ และกำหนดนโยบายที่ชัดเจน (นงเยาว์ เกิดทอง, 2546, สัมภาษณ์, 28 พฤศจิกายน)
29 บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน ในการทำโครงงาน เรื่อง องค์การบริหารส่วนตำบลไพรกรณีศึกษากองช่าง ในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตำบลไพร โครงสร้างการบริหารงาน อำนาจหน้าที่ และการประกอบอาชีพในองค์การบริหารส่วนตำบลไพร คณะผู้จัดทำได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. วัสดุอุปกรณ์ 2. วิธีการดำเนินงาน 3. แผนการปฏิบัติงาน 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. วัสดุอุปกรณ์ ในการทำโครงงาน เรื่อง องค์การบริหารส่วนตำบลไพรกรณีศึกษากองช่าง มีเครื่องมือใน การศึกษาดังต่อไปนี้ 1.1 กล้องถ่ายภาพ 1.2 สมุดจดบันทึก 1.3 แบบสัมภาษณ์ 1.4 โน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์
30 2. วิธีการดำเนินงาน 2.1 ประชุมหารือเกี่ยวกับหัวข้อหรือประเด็นที่จะศึกษา ภาพที่ 3.1 ประชุมหารือเกี่ยวกับหัวข้อหรือประเด็นที่จะศึกษา 2.2 ศึกษาค้นคว้าเอกสารหรือวิจัยเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบล ภาพที่ 3.2 ศึกษาค้นคว้าเอกสารหรือวิจัยเกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบล 2.3 รวมกลุ่มเพื่อนำเอกสารของแต่ละคนที่ศึกษามาวิเคราะห์และเลือกหัวข้อที่ต้องการศึกษา ภาพที่ 3.3 รวมกลุ่มเพื่อนำเอกสารของแต่ละคนที่ศึกษามาวิเคราะห์และเลือกหัวข้อที่ต้องการ ศึกษา
31 2.4 เขียนเค้าโครงของโครงงาน ภาพที่ 3.4 รวมกลุ่มเพื่อเขียนเค้าโครงของโครงงาน 2.5 ลงพื้นที่ศึกษา รวบรวม และสรุปข้อมูล ภาพที่ 3.5 ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลไพร และฟังคำบรรยายให้ความรู้ จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และรวบรวมข้อมูลความรู้ที่ได้รับ 2.6 ทำรายงาน และนำเสนอข้อมูล ภาพที่ 3.6 ลงมือทำรายงาน และนำเสนอข้อมูล
32 3. แผนการปฏิบัติงาน ตารางที่ 3.1 แสดงแผนการปฏิบัติงาน วัน/เดือน/ปี กิจกรรม ผลการดำเนินงาน สถานที่ 3 มกราคม 2567 ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หรือวิจัยเกี่ยวกับ องค์การบริหารส่วน ตำบล - ประเด็นการจัดทำ โครงงาน เรื่อง องค์การ บริหารส่วนตำบลไพรแบ่งหน้าที่ขณะทำงาน ศึกษาประเด็นหลักเพื่อ กำหนดชื่อเรื่อง โครงงาน ห้องอาเซียนศึกษา 4 มกราคม 2567 รวมกลุ่มเพื่อนำเอกสาร ของแต่ละคนที่ศึกษา มาวิเคราะห์และเลือก หัวข้อที่ต้องการศึกษา - ได้ชื่อเรื่องในการ จัดทำโครงการ องค์การ บริหารส่วนตำบลไพร กรณีศึกษากองช่าง ห้องอาเซียนศึกษา 8 มกราคม 2567 เขียนเค้าโครงของ โครงงาน - ได้เค้าโครงของ โครงงาน ห้องอาเซียนศึกษา 16 มกราคม 2567 ลงพื้นที่ศึกษา รวบรวม และสรุปข้อมูล - ได้ข้อมูลในการทำ โครงงาน เทศบาลตำบลกระหวัน 9 กุมภาพันธ์2567 ทำรายงานและนำเสนอ ข้อมูล - นำเสนอผ่านคลิป วิดีโอ ห้องอาเซียนศึกษา 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ( ตั้งแต่เดือนมกราคม – เดือนมีนาคม 2567 ) 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการจัดทำโครงการเรื่อง องค์การบริหารส่วนตำบลไพรกรณีศึกษากองช่าง ใช้สถิติในการ วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 5.1 ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้วิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบประเมินใช้สูตร ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 123)
33 = × 100 เมื่อ p แทน ค่าร้อยละ F แทน จำนวนของสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ N แทน จำนวนเต็มของสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ 5.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ̅ = เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 5.3 ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน (Stand Deviation) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป S. = √ 2−()2 (−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง ( ∑) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
33 บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน ในการทำโครงงาน เรื่อง องค์การบริหารส่วนตําบลไพร กรณีศึกษากองช่าง ในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร โครงสร้างการบริหารงาน อำนาจหน้าที่ และเส้นทางสู่การประกอบอาชีพในองค์การบริหารส่วนตําบลไพร คณะผู้จัดทำโครงงานได้ รายงานผลการศึกษา ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลของการศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร ตอนที่ 2 ผลของการศึกษาโครงสร้างการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร ตอนที่ 3 ผลการศึกษาอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร ตอนที่ 4 ผลการศึกษาเส้นทางประกอบอาชีพส่วนราชการกองช่างในองค์การบริหารส่วนตําบล ไพร ตอนที่1 ผลของการศึกษาที่มาและพัฒนาการขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร ตําบลไพร ในปัจจุบัน เดิมมีชื่อตําบลกรามอยู่ในเขตปกครองขึ้นต่อเมืองขุขันธ์ในอดีตมีกํานันหรือ ผู้นําคนแรกชื่อ นายแก จันทร์เหลือง เป็นชาวบ้านกรามต่อมาเมื่อ นายแพรว สัมพันธ์(กํานันลุน) ได้รับเลือกให้ดํารงตําแหน่งกํานันจึงขอเปลี่ยนชื่อตําบลใหม่ เป็น “ตําบลไพร” จนถึงปัจจุบันนี้ต่อมา เมื่อ นายแพรว สัมพันธ์เกษียณอายุราชการลง นายเข็ม ใจอ่อน ได้รับเลือกเป็นกํานันต่อมา เมื่อนายเข็ม ใจ อ่อน เกษียณอายุราชการลง นายเหลี่ยม ผิวหอม ชาวบ้านกราม ได้รับเลือกเป็นกํานันตําบลไพร ในช่วงนี้ นั่นเอง ทางการปกครองได้อนุมัติให้ตําบลไพร แยกการปกครองออกเป็น“ตําบลโพธิ์วงศ์” อีกหนึ่งตําบล เมื่อปีพ.ศ. 2516 (เดิมตําบลโพธิ์วงศ์และตําบลภูฝ้ายอยู่ในเขตการปกครองของตําบลไพร) หลังจากนั้น ตําบลไพร มีจํานวนหมู่บ้านในเขตการปกครองเพียง 6หมู่บ้านคือ 1. บ้านไพร หมู่ 1 2. บ้านกราม หมู่ 2 3. บ้านพอก หมู่ 3 4. บ้านหนองใหญ่ หมู่ 4 5. บ้านชําเขียน หมู่ 5 6. บ้านปุน หมู่ 6
34 ต่อมาในปีพ.ศ. 2523 ได้แยกปกครองบ้านชําเขียน หมู่ 5 ออกอีกหนึ่งหมู่บ้าน เป็น“บ้านซําสะ โหมง” หมู่ 7 ในปีพ.ศ. 2518 ได้มีประกาศจัดตั้งสภาตําบลขึ้น ตําบลไพรจึงได้มีการปกครองในรูปแบบ สภาตําบลไพรขึ้น มีนายเสมอ โสภา กํานันตําบลไพร ดํารงตําแหน่งประธานสภาโดยตําแหน่งมีผู้ใหญ่บ้าน ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาโดยตําแหน่ง และให้มีสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีชื่อเรียกว่า “สมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิสภาตําบล” หมู่บ้านละ 1 คน เมื่ออยู่ในช่วงการปกครองในรูปแบบสภาตําบลไพร ได้ขอแยก การปกครองเพิ่มอีก 1 หมู่บ้าน ในปีพ.ศ. 2528 คือ 1. แยกบ้านกรามหมู่ 2เป็นบ้านสนามแจ้ง หมู่ 8 ในปี พ.ศ. 2536 ทางราชการได้อนุมัติให้แยกการปกครองหมู่บ้านอีก2หมู่บ้าน คือ 1. แยกบ้านกราม หมู่ 2 เป็นบ้านกรามตะวันออก หมู่ 9 2. แยกบ้านไพร หมู่ 1 เป็นบ้านโนนสะอาด หมู่ 10 ในขณะนั้น ตําบลไพร มีหมู่บ้านในเขตปกครอง จํานวน 10 หมู่บ้านในปีพ.ศ. 2539 ได้มีพระราชบัญญัติสภาตําบลไพรเป็น องค์การบริหารส่วนตําบลไพร มีนายอินทร์โสภา กํานันตําบลไพร ขณะนั้น ดํารงตําแหน่ง “ประธาน กรรมการฝ่ายบริหาร” โดยตําแหน่ง มีวาระการดํารงตําแหน่ง 2 ปี(ครึ่งเทอม) ตามบทเฉพาะกาลของ กฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ต่อมามีนายประวิทย์ใจอ่อนผู้ใหญ่บ้านกรามตะวันออก หมู่ 9 เลือกตั้งจากสมาชิกที่ เป็นกรรมการฝ่ายบริหารให้ดํารงตําแหน่งประธานกรรมการบริหารถัดมาจนหมดวาระของสมาชิก อบต. ในรุ่นแรก ในปีพ.ศ. 2543 องค์การบริหารส่วนตําบลไพร มีนายภิญโญ สัมพันธ์และนายเสมอ โสภา ดํารง ตําแหน่งประธานกรรมการบริหาร (นายก อบต. ตามกฎหมายบทเฉพาะกาล) คนละ ครึ่งเทอม (คนละ 2 ปีนายบุญแก้วกําไร ดํารงตําแหน่ง ประธานสภา) ในปีพ.ศ. 2547 ทางกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีการเลือกตั้ง โดยให้ผู้บริหารหรือนายกองค์การ บริหารส่วนตําบลมาจากการเลือกตั้งตรงจากประชาชนทั้งตําบล 1. นายเฉลิมชัย ดวงแก้ว ตําแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตําบลไพร (เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่ขณะดํารงตําแหน่งในเดือนธันวาคม 2549) 2. นายชาญชัย จันดีตําแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตําบลไพร (ได้รับการเลือกตั้งสมัยแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์2550 เป็นสมัยที่ 2) และมีนายจํานงค์สามารถ ดํารง ตําแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนตําบลไพร (ดํารงตําแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตําบล) สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตําบลไพร 1. ด้านกายภาพ 1.1 ที่ตั้งของหมู่บ้าน/ชุมชน/ตำบล องค์การบริหารส่วนตําบลไพร อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นราชการบริหารส่วน ท้องถิ่น ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตําบลไพร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
35 ฉบับลงวันที่ 19 เดือน มกราคม พ.ศ. 2539 ซึ่งอยู่ในการกํากับดูแลของนายอําเภอขุนหาญโดยมี นายกองค์การบริหารส่วนตําบล เป็นผู้แทนองค์กร มีภารกิจอํานาจหน้าที่ภายใต้กฎระเบียบ ข้อบังคับและมติครม. และเอกสารของทางราชการที่เกี่ยวข้อง ได้กําหนดวิสัยทัศน์คือ “มุ่งพัฒนา การศึกษา รักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาชุมชน นําเยาวชนห่างไกลยาเสพติด เสริมสร้างคุณภาพ ชีวิต สู่สังคมอยู่ดีมีสุข ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” องค์การบริหารส่วนตําบลไพร ตั้งอยู่ติดถนนทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย – เดชอุดม) ห่างจากที่ว่าการอําเภอขุนหาญ ประมาณ 8 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากจังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ65.5กิโลเมตร อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดศรีสะเกษ ใช้เวลาในการเดินทางเข้าจังหวัด ประมาณ60นาทีมีพื้นที่ 25,793.75 ไร่ หรือประมาณ 50.8 ตารางกิโลเมตร 1.2 อาณาเขตขององค์การบริหารส่วนตําบล มีดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อตําบลพิงพวย อําเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ทิศใต้ติดต่อตําบลโพธิ์วงศ์อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ทิศตะวันออก ติดต่อตําบลภูฝ้าย อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ทิศตะวันตก ติดต่อเทศบาลตําบลกระหวัน อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 1.3 สภาพภูมิประเทศ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มสลับพื้นที่ดอนมีความชัน 1.5 %และเป็นพื้นที่ ตะวันออก และทิศเหนือจะลาดต่ําลงมาทางทิศตะวันออก และทิศใต้จะเป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะสําหรับการ ทํานา พื้นที่ที่เป็นที่ราบสูงใช้ในการปลูกพืชไร่ ไม้ผล และยางพารา 1.4 จํานวนหมู่บ้านตําบลไพร มีหมู่บ้าน จํานวน 11 หมู่บ้าน คือ 1.บ้านไพร หมู่ที่1 6.บ้านปุน หมู่ที่ 6 2.บ้านกราม หมู่ที่2 7.บ้านซําสะโหมง หมู่ที่7 3.บ้านพอก หมู่ที่3 8.บ้านสนามแจ้ง หมู่ที่8 4.บ้านหนองใหญ่ หมู่ที่ 4 9.บ้านกรามตะวันออก หมู่ที่9 5.บ้านชําเขียน หมู่ที่ 5 10.บ้านโนนสะอาด หมู่ที่ 10 11. บ้านโนนปัญญา หมู่ที่11
36 1.5 ประชากรในเขตตําบลไพร (ข้อมูลประชากร ณ 31 พฤษภาคม 2558 ตารางที่4.1 แสดงจํานวนประชากรและผู้นําในเขตตําบลไพร ชื่อหมู่บ้าน ผู้นําชุมชน ครัวเรือน ชาย หญิง รวม บ้านไพร หมู่ 1 นายภิญโญ สัมพันธ์ 141 309 338 647 บ้านกราม หมู่ 2 นายทาน ศรสันต์ 287 619 672 1279 บ้านพอก หมู่3 นายบุญชอบ ติงสะ (กํานัน) 211 460 472 932 บ้านหนองใหญ่ หมู่ 4 นายสุริยะวงศ์ ศรีด้วง 128 281 261 542 บ้านชําเขียน หมู่ 5 นายวิชัย จันทร์เพ็ง 166 390 375 765 บ้านปุน หมู่ 6 นายมณี เบญจมาศ 127 278 267 545 บ้านซําสะโหมง หมู่ 7 นายจิระเดช บุญสืบ 70 118 120 239 บ้านสนามแจ้ง หมู่8 นายวัชราวุฒิเสากลาง 82 180 189 369 บ้านกรามตะวันออก หมู่ 9 นายวุฒิศักดิ์ผิวอ่อน 144 287 379 666 บ้านโนนสะอาด หมู่ 10 นายสมาน สิงห์โท 81 190 181 371 บ้านโนนปัญญา หมู่ 11 นายธนวัฒน์พรหมมาด้วง 40 92 102 194 รวมทั้งสิ้น 11 หมู่บ้าน 1,471 3,189 3,358 6,547 2.ลักษณะเศรษฐกิจ 2.1อาชีพ 2.1.1 การเกษตรกรรม - การเพาะปลูก พืชที่ปลูกได้แก่ข้าว มันสําปะหลัง ทุเรียน เงาะ ยางพาราเป็นต้น - การปศุสัตว์จะเลี้ยงไว้ใช้งาน เพื่อบริโภคและจําหน่าย สัตว์ที่เลี้ยง ได้แก่ โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ เป็นต้น - ประมง จะเลี้ยงปลาตามบ่อธรรมชาติและบ่อดินที่ขุดขึ้นเอง ปลาที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ ปลาดุก ปลานิล ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาใน เป็นต้น 2.1.2 หน่วยธุรกิจในเขตองค์การบริหารส่วนตําบล - ธนาคาร - แห่ง - โรงแรม - แห่ง - ปั๊มน้ํามันขนาดเล็ก 1 แห่ง
37 - โรงงานอุตสาหกรรม. 1 แห่ง - โรงสีข้าว(ขนาดเล็ก) 16 แห่ง 3. สภาพทางสังคม 3.1 การศึกษา - โรงเรียนประถมศึกษาในเขตตําบลไพรมีทั้งสิ้น 5 แห่ง ได้แก่ 1. โรงเรียนบ้านกราม 2. โรงเรียนบ้านปุน 3. โรงเรียนบ้านพอกบํารุงวิทยา 4. โรงเรียนบ้านชําเขียน 5. โรงเรียนบ้านหนองใหญ่ - โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตตําบลไพรมี1 แห่ง ได้แก่ 1. โรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา - ที่อ่านหนังสือพิมพ์7 แห่ง - ศูนย์การเรียนชุมชน 1 แห่ง - ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนมี1 แห่ง ได้แก่1. ศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดบ้านไพร 3.2 สถาบันและองค์กรทางศาสนา - วัด/สํานักสงฆ์ 7 แห่ง - โบสถ์ - แห่ง - มัสยิด - แห่ง - ศาลเจ้า - แห่ง 3.3 การสาธารณสุข - โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 2 แห่ง - อัตราการมีและใช้ส้วมราดน้ํา 100 % 3.4 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน - สถานีตํารวจ 1 แห่ง 4. การบริการพื้นฐาน 4.1 การคมนาคมและการขนส่ง ใช้เส้นทางถนนในการเดินทางและการขนส่ง โดยมี เส้นทางที่สําคัญ คือ
38 - ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 เชื่อมระหว่างอําเภอขุนหาญกับอําเภอไพรบึง โดยจะ ผ่านตําบลกระหวัน ตําบลโพธิ์วงศ์และตําบลภูฝ้าย ซึ่งผ่านทางทิศเหนือของตําบลกระหวันเป็น ถนนลาดยางอย่างดี - ถนน รพช.หมายเลข 11019 (บ้านพอก-ซําสะโหมง) โดยจะผ่าน หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 5และ หมู่ที่3 ตําบลไพร เป็นถนนลูกรัง สภาพถนนพอใช้ - ถนนเส้นทางหมายเลข SK – B2C (บ้านสนามแจ้ง - บ้านชําเขียน) ผ่านหมู่ที่ 10และ หมู่ที่5 เป็นถนนลูกรัง สภาพถนนพอใช้ - ถนนสาย SK-B1 โดยผ่านหมู่ที่ 5 บ้านชําเขียน ถนนสภาพดี 4.2 การโทรคมนาคม - ที่ทําการไปรษณีย์โทรเลข 5 แห่ง - โทรศัพท์สาธารณะ 22 แห่ง 4.3 การไฟฟ้า - มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึงทุกหมู่บ้าน และทุกครัวเรือนทั้ง 11 หมู่บ้าน 100 % 4.4 แหล่งน้ำธรรมชาติ - ลําน้ำ , ลําห้วย 1 แห่ง - บึง , หนองน้ำ 3 แห่ง 4.5 แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น เพื่อการอุปโภคและสาธารณูปโภค - ประปาหมู่บ้าน 11 แห่ง สรุปภารกิจและวัตถุประสงค์การดําเนินการที่สําคัญในระดับองค์กร ภารกิจองค์การบริหารส่วนตําบลไพร มีภารกิจตามพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหาร ส่วนตําบล พ.ศ. 2537 [แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2546] มาตรา 66 องค์การบริหารส่วนตําบลมี อํานาจหน้าที่ในการพัฒนาตําบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาตรา 67 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตําบล มีหน้าที่ต้องทําในเขตองค์การบริหาร ส่วนตําบล ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีและบํารุงรักษาทางน้ําและทางบก (2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ําทางเดิน และที่สาธารณะรวมทั้งการจัดมูลฝอยและสิ่ง ปฏิกูล (3) ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ (4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
39 (5) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรีเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการ (7) คุ้มครอง ดูแล และบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (8) บํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น(9) ปฏิบัติ หน้าที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมายโดยจัดสรรงบประมาณหรือบุคลากรให้ มาตรา 68 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย องค์การบริหารส่วนตําบลอาจจัดทํากิจการในเขตองค์การบริหาร ส่วนตําบล ดังต่อไปนี้ (1) ให้มีน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร (2) ให้มีและบํารุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น (3) ให้มีและบํารุงรักษาทางระบายน้ํา (4) ให้มีและบํารุงสถานที่ประชุม การกีฬา การพักผ่อนหย่อนใจและสวนสาธารณะ (5) ให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกิจการสหกรณ์(6) ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว (7) บํารุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร (8) การคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (9) หาผลประโยชน์จากทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตําบล (10) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือ และท่าข้าม (11) กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย์(12) การท่องเที่ยว (13) การผังเมือง วัตถุประสงค์ องค์การบริหารส่วนตําบลไพร มีวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตําบลไพร อําเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ดังนี้ 1. เพื่อให้การปฏิบัติงานตามภารกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ใช้ทรัพยากรอย่าง คุ้มค่าสมประโยชน์2. ลดการทํางานซ้ําซ้อน ลดต้นทุน 3. ให้เกิดความน่าเชื่อถือของการรายงานทางการเงิน การบัญชีและการคลัง 4. เพื่อให้มีการปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติครม. ที่เกี่ยวข้อง 5. เพื่อให้บุคลากรมีการพัฒนา อุทิศตนและเวลา 6. ข้อมูลอื่น ๆ
40 5. ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ 5.1 มวลชนจัดตั้ง - กลุ่มสตรีผู้สูงอายุ1 กลุ่ม - กลุ่มอาสารักษาความสงบประจําหมู่บ้าน 1 กลุ่ม - กลุ่มฌาปนกิจศพในหมู่บ้าน หมู่ที่1-11 11 กลุ่ม - กลุ่มเยาวชน 1 กลุ่ม - กลุ่มสมาชิก ธกส. 11 กลุ่ม - กลุ่มกองทุนหมู่บ้านละหนึ่งล้านบาท 11 กลุ่ม - กลุ่มแม่บ้านตัดเย็บเสื้อผ้า 1 กลุ่ม - กลุ่มกองทุนปุ๋ย 3 กลุ่ม - กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง 1 กลุ่ม - กลุ่มเลี้ยงวัว 1 กลุ่ม - กลุ่มเลี้ยงหมู1 กลุ่ม - ส่งเสริมอาชีพกลุ่มแม่บ้าน 1 กลุ่ม 6. กระบวนการบริหารงานบุคคล ก. ศักยภาพขององค์การบริหารส่วนตําบล (1) ฝ่ายการเมือง มีจํานวนทั้งสิ้น 15 คน ดังนี้ ฝ่ายบริหารจํานวน 4 คน ตารางที่4.2 แสดงชื่อบุคลากรฝ่ายบริหารและระดับการศึกษา ลำดับที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง ระดับการศึกษา 1 นายนภสินธุ์ ดกงาม นายกองค์การบริหารส่วนตําบลไพร ม.6 2 นายฉัตรนนท์ เกียรติสุรีย์กุล รองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลไพร ม.6 3 นายสุชาติ วงษ์ชาต รองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลไพร ม.3 4 นางจุฬารักษ์ สุจันทา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วน ตําบลไพร ปริญญาตรี
41 ฝ่ายสภาฯ จํานวน 11 คน ตารางที่4.3 แสดงชื่อบุคลากรฝ่ายสภาและระดับการศึกษา (2) ฝ่ายประจํา 2.1 พนักงานส่วนตําบลและพนักงานจ้าง ปัจจุบันมีจํานวน 51 อัตรา แบ่งส่วนราชการจํานวน 4 ส่วน ดังนี้ 1. สํานักปลัดองค์การบริหารส่วนตําบล จํานวน 23 อัตรา ตารางที่4.4 แสดงชื่อบุคลากรสํานักปลัดองค์การบริหารส่วนตําบล ตําแหน่ง และระดับการศึกษา ลำดับที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง ระดับการศึกษา 1 ส.ต.ท.วันตา แสงทอง ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบล (กลาง) ปริญญาโท 2 ว่าที่ ร.ต.ชัยภัทร ศรีสุภาพ หัวหน้าสํานักปลัด อบต. (ต้น) ปริญญาโท 3 นายสุรเสน ปฐมศรี นักจัดการงานทั่วไปชํานาญการ ปริญญาโท ลำดับ ที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง ระดับการศึกษา - นายสนั่น กวางลา ประธานสภา อบต.ไพร ม.3 - นายกฤษ สามารถ รองประธานสภา อบต.ไพร ม.6 - ส.ต.ท.วันตา แสงทอง (ปลัด อบต.) เลขานุการสภาฯ ปริญญาโท 1 นายทัศกรณ์ศรสันติ์ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 1 ม.6 2 นายเชษฐ สุจันทา สมาชิกสภา อบต.หมู่ 2 ป.4 3 นางญาณิสา ติงสะ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 3 ม.3 4 นายเปลี่ยน รินทร สมาชิกสภา อบต. หมู่ 4 ม.6 5 นายสนั่น กวางลา สมาชิกสภา อบต. หมู่ 5 ป.4 6 นายทวีใจเย็น สมาชิกสภา อบต. หมู่ 6 ม.3 7 นางรุ่งนภา พรอินทร์ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 7 ม.6 8 นายสําเรียน สามารถ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 8 ม.6 9 นายกฤษ สามารถ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 9 มศ.3 10 นายบุญเทื้อม พานจันทร์ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 10 ป.6 11 นายนิกร อนุพันธ์ สมาชิกสภา อบต. หมู่ 11 ม.3