มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย
“สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่นิ บรู พา”
ระหวา่ งวันที่ ๑๔ - ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖
ณ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี จ.จันทบรุ ี
คำ�สั่งสถาบันบัณฑติ พฒั นศิลป์ นำ�เสนองานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย ๔ ภาค
“สืบศลิ ป ส์ รา้ งสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
1มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถ่ินบูรพา”
สาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
“ศิลปวัฒนธรรม” เป็นมรดกอันลำ้�ค่าของชาติ ท่ีบรรพบุรุษได้รังสรรค์
ตอ่ ยอด และสืบทอดจากรนุ่ สรู่ ุ่นมาจนถงึ ปัจจุบนั เป็นเครื่องแสดงอัตลกั ษณแ์ ละความ
ภูมิใจของชาวไทยทุกคน ทั้งศิลปวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ นานา
อารยประเทศยอมรบั โดยทวั่ กนั วา่ ศลิ ปวฒั นธรรมไทย มคี วามงดงาม ออ่ นชอ้ ย โดดเดน่
เป็นเอกลักษณ์ ผ่านการถ่ายทอดในงานพระราชพิธี รัฐพิธี รวมถึงการต้อนรับประมุข
และอาคันตุกะต่างประเทศ โดยเฉพาะในการประชุมผู้นำ�ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปค (APEC) ท่ีไทยเป็นเจ้าภาพ สถาบันบัณฑิต
พฒั นศลิ ป์ กระทรวงวฒั นธรรม รบั มอบหมายจดั การแสดงตอ้ นรบั ดงั กลา่ ว บรรดาผนู้ �ำ และ
อาคนั ตกุ ะตา่ งประทบั ใจและชนื่ ชมศลิ ปวฒั นธรรมไทยเปน็ อยา่ งยง่ิ นบั เปน็ ความส�ำ เรจ็ อกี ประการหนง่ึ ของสถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์
ในการเผยแพร่ อนรุ กั ษ์ สบื สาน และสรา้ งสรรคศ์ ลิ ปวฒั นธรรมของชาติ ใหเ้ ปน็ ทร่ี จู้ กั กวา้ งขวาง ทง้ั ระดบั ชาติ และระดบั นานาชาติ
สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดำ�เนินการจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย ต่อเน่ืองเป็นประจำ�ทุกปี ในปี
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๖ น้ี วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ เปน็ เจา้ ภาพ ด�ำ เนนิ งานภายใตช้ อื่ งานมหกรรม
ศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดินถ่ินบูรพา” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
พระกนษิ ฐาธริ าชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกุมารี การนำ�เสนอผลงานวิจยั นาฏดุรยิ างคศลิ ป์
สร้างสรรค์ ระดับชาติ นิทรรศการจัดแสดงผลงานทางทัศนศิลป์ ระดับนานาชาติ และการจำ�หน่ายสินค้าพื้นเมือง
๔ ภาค ณ วิทยาลยั นาฏศิลปจันทบุรี จงั หวดั จันทบุรี นบั ได้ว่าเป็นกจิ กรรมส�ำ คญั ท่สี นับสนนุ นโยบายรัฐบาล ๒ ประการ
ประการแรก การแสดงผลงานทางศลิ ปวัฒนธรรม สรา้ งความสนกุ สนานความผอ่ นคลายให้ประชาชน หลงั จากผ่านพน้
สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของเชอื้ ไวรสั โควดิ -๑๙ อกี ประการหนง่ึ การจดั จ�ำ หนา่ ยสนิ คา้ พน้ื เมอื ง ๔ ภาค จะชว่ ยกระตนุ้
เศรษฐกจิ เพมิ่ มลู คา่ และคณุ คา่ สนิ คา้ ชมุ ชนในพน้ื ที่ใหส้ งู ขนึ้ นบั วา่ เปน็ การสนบั สนนุ นโยบายของรฐั บาลอยา่ งเปน็ รปู ธรรม
นอกจากนี้ งานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถนิ่ บรู พา” เปน็ การ
เปดิ โอกาสใหค้ ณาจารย์ นกั เรียน นกั ศึกษา และบุคลากรของสถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป ไดร้ ่วมแสดงความเป็นน้�ำ หน่งึ ใจ
เดยี วกนั ในการสบื สานงานศลิ ปวฒั นธรรมไทย ขอแสดงความชน่ื ชมและขอขอบคณุ ผมู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งทกุ ทา่ นมา ณ โอกาสน้ี
(นายอทิ ธิพล คณุ ปลื้ม)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวฒั นธรรม
2 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถ่นิ บรู พา”
สาร
ปลดั กระทรวงวัฒนธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม ได้ก�ำ หนดแผนและยทุ ธศาสตร์ ๒๐ ปี ตามนโยบายของ
รัฐบาล และดำ�เนินงานมุ่งเน้นนโยบายหลัก ๔ ประการ คือ สืบสานงานวัฒนธรรม
ของชาติ รักษาและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม ต่อยอดวัฒนธรรม นำ�คุณค่าของ
วฒั นธรรม และความสรา้ งสรรค์ เพอื่ เพม่ิ มลู คา่ ทาง และหลกั ธรรมาภบิ าล ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี
ราชการด้วยหลักธรรมาภิบาลและการสร้างคุณค่าทางสังคม ควบคู่กับการสร้างเสริม
ความเขม้ แข็งของชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ
การจดั งานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป ์
สู่แดนดินถิ่นบูรพา” โดย วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในปี
พุทธศักราช ๒๕๖๖ นี้ จึงเปน็ กิจกรรมส�ำ คญั อย่างยิง่ เพราะสอดคลอ้ งกบั แผนและยุทธศาสตร์ของกระทรวงวฒั นธรรม
ชว่ ยสืบสาน รกั ษา และตอ่ ยอด มรดกทางศิลปวฒั นธรรมไทยให้แพรห่ ลายยงิ่ ขึ้น ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเทย่ี ว
ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ เพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมท้ังหน่วยงานราชการ
รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชนในจังหวัดจันทบุรี สอดคล้องและตอบสนองตามนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ
สร้างความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของชาติอีกท้ังเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ท้องถิ่น เพ่ิมมูลค่าทางเศรษฐกิจ
และการกระจายรายได้ ในประเทศ
ในโอกาสน้ี ขอขอบคุณวิทยาลยั นาฏศลิ จนั ทบุรี สถาบันบัณฑติ พัฒนศลิ ป์ และผู้สนับสนนุ ทกุ ภาคสว่ นทีม่ ีส่วน
รว่ มในการจดั งานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถนิ่ บรู พา” และขออวยพร
ให้การดำ�เนินงานในครั้งน้ี ได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ สำ�เร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ
(นางยพุ า ทววี ัฒนะกิจบวร)
ปลัดกระทรวงวฒั นธรรม
3มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดินถน่ิ บูรพา”
สาร
ผวู้ า่ ราชการจังหวดั จันทบุรี
จงั หวดั จนั ทบรุ เี ปน็ จงั หวดั ในภาคตะวนั ออก อดุ มไปดว้ ยพชื พรรณ ธญั ญาหาร รตั นชาติ
ถงึ พรอ้ มดว้ ยความสมบรู ณท์ างธรรมชาติ โดยมผี ลไมเ้ ปน็ สนิ คา้ หลกั ของชาวจงั หวดั จนั ทบรุ ี
นอกจากจงั หวดั จนั ทบรุ จี ะเปน็ เมอื งผลไมแ้ ลว้ ยงั เปน็ เมอื งส�ำ คญั ทางประวตั ศิ าสตร์
ในคราวทส่ี มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชทรงรวบรวมไพรพ่ ลทจ่ี นั ทบรุ ี เพอื่ ไปกอบกเู้ อกราชของ
ชาตไิ ว้ได้ และจงั หวดั จนั ทบรุ ยี งั นบั วา่ เปน็ เมอื งรองของการทอ่ งเทย่ี ว เพราะใน ๑๐ อ�ำ เภอ
ของจังหวัดจันทบุรีล้วนมีสถานที่ท่องเที่ยวท่ีน่าสนใจอยู่มากมายหลายแห่ง ท่ีผู้คนล้วน
มาท่องเที่ยวกัน และประชาชนก็อยู่ดีมีสุข ภายใต้คำ�ขวัญท่ีว่า “สุขทุกวันที่จันทบุรี”
สำ�หรับจังหวัดจันทบุรีในภาคตะวันออกนี้ นับว่าไม่เป็นรองในเร่ืองศิลป-
วัฒนธรรมอยา่ งแน่นอน เพราะมศี ลิ ปวัฒนธรรมของชาติอยู่หลายแขนง ทงั้ ยังมวี ิทยาลัยนาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี สงั กดั สถาบนั
บัณฑิตพฒั นศลิ ป์ กระทรวงวัฒนธรรม ทสี่ ืบสาน สร้างสรรคง์ านศลิ ปอ์ ันเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติอยู่ ณ แหง่ นี้
การจัดงานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย ๔ ภาค “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ ส่แู ดนดนิ ถิน่ บรู พา”
ระหวา่ งวันที่ ๑๔-๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ นี้ จึงเปรียบเสมือนการสืบสาน สร้างสรรค์งานศิลป์ ในระดับชาติใหด้ �ำ รงอย่ตู อ่ ไป
ในโอกาสน้ี ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธ์ิทั้งหลายในสากลโลก บารมีขององค์สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช โปรดดลบันดาลอภิบาลรักษาผู้เข้าร่วมงาน พร้อมคณะผู้จัดงานทุกท่านให้มีแต่ความสุข
ความเจริญ และขออวยพรให้การจดั งานในครง้ั นส้ี ำ�เร็จลุลว่ งไปด้วยดที ุกประการ
(นายมนตส์ ทิ ธ ์ิ ไพศาลธนวัฒน์)
ผวู้ ่าราชการจงั หวดั จนั ทบุรี
4 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
สาร
นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
การจัดงานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ
พัฒนศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่ินบรู พา” ซ่งึ วทิ ยาลยั นาฏศิลปจันทบุรี เปน็ เจา้ ภาพในการดำ�เนิน
งาน ระหวา่ งวนั ท่ี ๑๔ - ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ ณ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี จงั หวดั จนั ทบรุ ี
สอดคลอ้ งกบั นโยบายยทุ ธศาสตรช์ าติ ดา้ นการปอ้ งกนั และเชดิ ชสู ถาบนั พระมหากษตั รยิ ์
ดา้ นการศกึ ษาและแหลง่ เรยี นรู้ การท�ำ นบุ �ำ รงุ ศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
การน�ำ ทนุ ทางวฒั นธรรมมาสรา้ งเสรมิ ความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
ในนามของนายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รู้สึกช่ืนชมท่ีสถาบัน
บัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งได้จัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทยมาอย่างต่อเน่ือง
สร้างความก้าวหน้าทางศิลปวัฒนธรรมอย่างมั่นคง นับเป็นความสำ�เร็จและความภาคภูมิใจของนักเรียน นักศึกษา
คณาจารย์ บุคลากร ผู้เช่ียวชาญและผู้บริหาร ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ที่มีส่วนสำ�คัญในการสร้างความ
เจริญทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ รักษาเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย อันเป็นภารกิจสำ�คัญของสถาบันแห่งนี้
การจดั มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถิน่ บูรพา” ณ วิทยาลัย
นาฏศิลปจันทบุรี ในครั้งน้ี เกิดข้ึนจากความรักท่ีมีต่อศิลปวัฒนธรรมไทย ของนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และ
บคุ ลากรของสถาบันบณั ฑิตพฒั นศิลป์ พรอ้ มใจกนั เรยี นรู้ ฝกึ ฝน และเผยแพรด่ ว้ ยความเข้มแข็งและภาคภูมิใจ เพื่อให้
ประชาชนได้ร่วมเป็นส่วนหน่ึงในการสืบสาน รักษา ต่อยอด มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่อย่างย่ังยืน
โอกาสน้ี ขอขอบคณุ หนว่ ยงานและผสู้ นบั สนนุ การจดั งานทกุ ภาคสว่ น ทม่ี สี ว่ นขบั เคลอ่ื นใหง้ านมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรม
ไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่ินบูรพา” ของสถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป์ ในครง้ั น้ี ส�ำ เร็จลุล่วง
ตามวตั ถปุ ระสงคท์ กุ ประการ
(ศาสตราจารยก์ ิตติคุณ ดร.บวรศักด์ิ อวุ รรณโณ)
นายกสภาสถาบนั บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์
5มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ ส่แู ดนดนิ ถ่ินบรู พา”
สาร
อธิการบดีสถาบนั บณั ฑิตพัฒนศิลป์
สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนและส่งเสริม
ทางวชิ าการดา้ นศลิ ปวฒั นธรรม ตงั้ แตร่ ะดบั พนื้ ฐานวชิ าชพี ถงึ วชิ าชพี ชน้ั สงู ดา้ นนาฏศลิ ป์
ดรุ ยิ างคศลิ ป์ คตี ศลิ ป์ ชา่ งศลิ ปแ์ ละทศั นศลิ ป์ ทง้ั ไทยและสากล รวมทงั้ ศลิ ปวฒั นธรรมระดบั
ทอ้ งถนิ่ และระดบั ชาติ สง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาและตอ่ ยอดใหม้ รดกของชาติ
เป็นส่วนหน่ึงของการดำ�เนินชีวิตชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่จำ�กัดเงื่อนไข รวมท้ัง
เผยแพร่ความเป็นไทยสู่สากล ให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความเป็นอารยะของชาติ
ท่ีมสี ืบทอดมาตั้งแต่ครงั้ โบราณกาล
การจดั งานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์
สู่แดนดินถิ่นบูรพา” โดยวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ระหว่างวันท่ี
๑๔ - ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ ณ วทิ ยาลยั นาฏศิลปจนั ทบรุ ี จงั หวดั จันทบุรี ประกอบด้วย นทิ รรศการเฉลมิ พระเกยี รติ สมเด็จ
พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดา ฯ สยามบรมราชกมุ ารี นิทรรศการจัดแสดงผลงานทางทัศนศลิ ป์
ระดบั นานาชาติ การน�ำ เสนอผลงานวจิ ยั นาฏดรุ ยิ างคศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ ระดบั ชาติ การบรรเลงและ ขบั รอ้ งนาฏดรุ ยิ างคศลิ ป์
วิถีไทย ณ อาคารเทพภิรมย์ การแสดงนาฏศิลปวิถีไทย การบรรเลงดนตรีสากลและดนตรีจีน ณ เวทีสืบศิลป์สู่สากล
และการจำ�หน่ายสินคา้ พืน้ เมือง ๔ ภาค จากหน่วยงานในสงั กัดสถาบนั บัณฑิตพฒั นศลิ ปท์ ่วั ประเทศ เพือ่ ส่งเสรมิ และยก
ระดับการศกึ ษาด้านศิลปวัฒนธรรม อันเปน็ ความม่นั คงของชาติ ใหเ้ ปน็ ท่ยี อมรับมากยิง่ ขึ้น และแพร่หลายสบื ทอดตอ่ ไป
การจดั งานในครง้ั น้ี นอกจากเปน็ การจดั งานเผยแพรศ่ ลิ ปวฒั นธรรมอยา่ งตอ่ เนอ่ื งเปน็ ประจ�ำ ทกุ ปี ของสถาบนั บณั ฑติ
พัฒนศิลป์แล้ว ยังถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖ เป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติ ที่เด็กและเยาวชน
มีโอกาสได้ร่วมสืบสานและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย และเป็นงานรื่นเริงหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของไวรสั โควดิ -๑๙ ในประเทศไทย คล่คี ลายการแพร่ระบาดแล้ว
ในนามของผู้บริหารและบุคลากรสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ขอขอบพระคุณกระทรวงวัฒนธรรม จังหวัด
จันทบุรี หน่วยงานในสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างย่ิง วิทยาลัย
นาฏศิลปจันทบุรี เจ้าภาพในการจัดงานในครั้งนี้ ขออวยพรให้การจัดงานสำ�เร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อยทุกประการ
(นางนภิ า โสภาสมั ฤทธ์)ิ
อธกิ ารบดีสถาบันบัณฑติ พัฒนศิลป์
6 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพฒั นศลิ ป์ สูแ่ ดนดนิ ถิ่นบูรพา”
สารบัญ หน้า
สารรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงวฒั นธรรม ๒
สารปลัดกระทรวงวฒั นธรรม ๓
สารผวู้ ่าราชการจังหวัดจนั ทบุรี ๔
สารนายกสภาสถาบันบณั ฑติ พฒั นศิลป์ ๕
สารอธกิ ารบดีสถาบนั บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ ๖
ประวตั สิ ถาบนั บัณฑิตพฒั นศลิ ป์ ๘
สัญลกั ษณป์ ระจำ�งานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย ๙
ก�ำ หนดการ ๑๐-๑๘
นทิ รรศการเฉลิมพระเกยี รติ ๑๙-๒๒
การแสดงศลิ ปวฒั นธรรมส่ภี าค ๒๔-๓๖
การบรรเลงและขบั รอ้ งนาฏดรุ ิยางคศลิ ป์วิถไี ทย ๓๗-๕๒
การแสดงพน้ื บ้านและการบรรเลง ๕๓-๖๗
การแสดงนาฏดุริยางศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ ๖๘-๘๘
ผลงานสร้างสรรคด์ า้ นทัศนศลิ ป์ ๘๙-๙๒
7มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถิ่นบูรพา”
ประวตั สิ ถาบันบัณฑิตพฒั นศิลป์
นาม “ บัณฑิตพัฒนศิลป์” เป็นนามที่สมเด็จพระกนิษฐา-
ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
องค์อุปถัมภ์มรดกศิลปวัฒนธรรมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทาน
เม่ือวันท่ี ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซ่ึงหมายถึงสถาบันผลิตบัณฑิต
ทางศลิ ปะแหง่ ความเจรญิ เปน็ การยกระดบั การศกึ ษา ดา้ นดรุ ยิ างคศลิ ป์
และช่างศลิ ป์ เพอื่ นำ�ศลิ ปะมาพฒั นาตนเอง สงั คม และประเทศชาติ
ปจั จบุ นั สถาบนั บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ เปน็ สถานศกึ ษาในสงั กัด กระทรวง
วัฒนธรรม ดำ�เนินการตามพระราชบัญญัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
พ.ศ. ๒๕๕๐ ซ่ึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มท่ี ๑๒๔ ตอนที่
๓๒ วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ส่งผลให้สถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ เปล่ียน
สถานะเปน็ นติ บิ คุ คล สามารถจดั การเรยี นการสอนตงั้ แตร่ ะดบั การศกึ ษา
ข้ันพื้นฐานวิชาชีพเฉพาะถึงระดับปริญญาเอกและมีอำ�นาจหน้าที่
ตามท่รี ะบใุ นวตั ถปุ ระสงคข์ องสถาบัน มาตรา ๘ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
สถาบนั บัณฑติ พัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ทว่ี า่ “การศกึ ษาและสง่ เสริม
วิชาการ ตั้งแต่ระดับพ้ืนฐานวิชาชีพ ถึงวิชาชีพช้ันสูงด้านนาฏศิลป์
ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ และทัศนศิลป์ทั้งไทยและสากล รวมท้ังศิลปวัฒนธรรม ระดับท้องถ่ินและระดับชาติ ทำ�การสอน
การแสดง การวิจยั และใหบ้ รกิ ารทางวิชาการ ตลอดจนอนุรกั ษ์ สืบสาน สรา้ งสรรค์ สง่ เสรมิ ท�ำ นุบ�ำ รุง และเผยแพร่
ศิลปวัฒนธรรม อันเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาติ และศลิ ปวฒั นธรรมทหี่ ลากหลายของชุมชนในท้องถิน่ ”
สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ เปน็ หนว่ ยงานในสงั กดั กระทรวงวฒั นธรรม มภี ารกจิ ส�ำ คญั ในการจดั การเรยี นการสอน ทง้ั ใน
หลกั สตู รปรญิ ญาตรี (ตอ่ เนอ่ื ง) ปรญิ ญาตรี (๕ ป)ี และปรญิ ญาตรี (๔ ป)ี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก ในคณะวชิ า ในหอ้ งเรยี น
เครือข่ายภูมิภาค และการจัดการศึกษาระดับพื้นฐานวิชาชีพเฉพาะด้านและระดับตำ่�กว่าปริญญาตรี ในวิทยาลัยนาฏศิลป
และวิทยาลัยช่างศิลป รวม ๑๕ แห่ง ด้วยโดยมีส่วนราชการท่ีจัดการศึกษาในสังกัดจำ�นวน ๑๘ แห่ง ตามกฎกระทรวง
จดั ตัง้ ส่วนราชการในสถาบันบัณฑติ พัฒนศลิ ป์ กระทรวงวฒั นธรรม พ.ศ. ๒๕๕๑ วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ดงั นี้
๑. คณะศลิ ปวจิ ติ ร ๑๐. วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปเชียงใหม่
๒. คณะศลิ ปนาฏดุริยางค์ ๑๑. วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปนครศรธี รรมราช
๓. คณะศิลปศึกษา ๑๒. วทิ ยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา
๔. วิทยาลัยชา่ งศิลป ๑๓. วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปพัทลงุ
๕. วทิ ยาลยั ช่างศิลปนครศรีธรรมราช ๑๔. วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปร้อยเอ็ด
๖. วิทยาลยั ช่างศิลปสุพรรณบรุ ี ๑๕. วิทยาลัยนาฏศิลปลพบรุ ี
๗. วทิ ยาลัยนาฏศิลป ๑๖. วิทยาลัยนาฏศิลปสโุ ขทยั
๘. วทิ ยาลัยนาฏศิลปกาฬสนิ ธ์ุ ๑๗. วิทยาลยั นาฏศลิ ปสุพรรณบรุ ี
๙. วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปจันทบุรี ๑๘. วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปอ่างทอง
8 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
สญั ลักษณป์ ระจำ�งานมหกรรมศิลปวัฒนธรรม
ของสถาบนั บัณฑติ พัฒนศลิ ป์
ตราสัญลักษณ์พระพิฆเนศ เป็นตราท่ีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ได้รับสืบทอด
มาจากกรมศลิ ปากร ซงึ่ เปน็ ตราทส่ี บื ทอดมาจากวรรณคดสี โมสรในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๖ พระพฆิ เนศจงึ เป็นท่ีรวมใจ และเคารพสกั การะ
ของคณาจารย์ บุคลากร และนักเรียนนักศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มาจนถึง
ปจั จบุ ัน
เทวรูปพระพิฆเนศ เป็นที่เคารพบูชาและเป็นสิริมงคลในการจัดกิจกรรม
ให้สำ�เร็จลุล่วง ปราศจากอุปสรรคภยันตรายท้ังปวง โดยเร่ิมจาก วิทยาลัยนาฏศิลป
เปน็ แห่งแรก แล้วสง่ มอบเทวรปู พระพิฆเนศ ใหว้ ทิ ยาลัยในสงั กดั ที่เปน็ เจ้าภาพจดั งาน
มหกรรมในครั้งตอ่ ไปอญั เชิญไปประดษิ ฐานเป็นธรรมเนียม
เทวรปู พระพฆิ เนศ ออกแบบโดย นายชเู กยี รติ แสงฉากแกว้ ประตมิ ากรประจ�ำ
ฝา่ ยศลิ ปวฒั นธรรม กองบรกิ ารการศกึ ษา ส�ำ นกั งานอธกิ ารบดี ใชเ้ ทคนคิ ประตมิ ากรรม
แบบหัตถศลิ ป์ไทยโบราณ มนี ามว่า “พระศรีคเณศนาถบัณฑติ จตุรวศิ ิษฎ์ ศิลปโสภณ
คุรุนาฏยชนคารวสถาน” แปลว่า “พระคเณศผู้ทรงเป็นที่พ่ึงของบัณฑิตทั้งหลาย
ทรงไว้ซึ่ง ความยอดเยี่ยมดีเลิศแห่งศิลปะอันงดงามท้ังส่ี คือ ศิลปะของไทย ๔ ภาค
เป็นที่เคารพบูชาของครอู าจารย์ และชาวศลิ ปะทงั้ มวล”
พระพิฆเนศทรงเคร่ืองอย่างเทวรูปโบราณ พระเศียรทรงมงกุฎทรงนำ้�เต้า
พระฉวีสีทอง หมายถงึ ความอดุ ม สมบรู ณ์ ความมัง่ มแี ละชัยชนะ พระวรกายสมส่วน
เป็นสง่า แสดงถึงความคล่องแคล่วและบุคลิกภาพที่ดี พระพาหาท้ัง ๔ แทน
ศิลปวัฒนธรรมท้ัง ๔ ภาคของไทย ทรงศาสตราวุธ ๔ อย่าง คือ คัมภีร์นาฏยศาสตร์ หมายถึง การรักษาแบบแผน
ทางศิลปะจากบรรพบุรุษสืบเน่ืองต่อมาจากถึงปัจจุบัน บ่วงบาศ หมายถึง ความกลมเกลียวเป็นนำ้�หน่ึงใจเดียวกัน
อยา่ งเหนียวแนน่ ของหม่คู ณะ มหาสังข์ หมายถึง การอ�ำ นวยอวยชยั ใหม้ ชี อื่ เสยี งกึกกอ้ งมเี กียรตยิ ศ เป็นทีเ่ คารพย�ำ เกรง
และเกิดสวัสดิมงคล และ คทา หมายถึง ความเป็นผู้นำ�ท่ีมีความม่ันคงและหนักแน่น ทรงคทาช้ีลงพื้นในทางด้านหน้า
เปน็ เครอื่ งหมายแสดงการตดั สนิ ใจทแี่ นว่ แน่ เดด็ ขาด พระบาทกา้ วไปขา้ งหนา้ หมายถงึ ความเจรญิ กา้ วหนา้ และความพรอ้ ม
ของสถาบันฯ ท่ีจะพฒั นาศิลปวฒั นธรรมทุกประเภท และทุกพื้นทีข่ องประเทศ
ฐานเทวรูปเป็นฐานกลีบบัว ซ้อน ๓ ช้ัน เป็นสัญลักษณ์ถึงความเป็นใหญ่ทางศิลปะในโลก ทั้ง ๓ บนผ้าทิพย์
มกี รอบวงกลม ภายในผกู อกั ษรแบบโบราณ “สบศ” หมายถงึ สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป ทงั้ องคเ์ ทวรปู และฐานลงยาราชาวดี
และประดบั ลวดลายดว้ ยเพชรพลอยทง้ั สน้ิ มขี นาดความสงู จากฐาน ถงึ ยอด ๖๙ เซนตเิ มตร เฉพาะองคเ์ ทวรปู จากพระบาท
ถึงยอด สงู ๔๙ เซนติเมตร
9มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดนิ ถนิ่ บูรพา”
ก�ำ หนดการ
โครงการนทิ รรศการทางวิชาการและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม
มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดินถิน่ บรู พา”
ระหว่างวันที่ ๑๔ - ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ ณ วทิ ยาลยั นาฏศิลปจันทบรุ ี จ.จันทบุรี
เวลา รายการ หสมถาายนเทหี่/ตุ
วนั พุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖
หนว่ ยงานในสังกัดสถาบนั บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ออกเดนิ ทางส่จู งั หวัดจันทบุรี แวะพักค้างคนื
(วนศ.เชยี งใหม,่ วนศ.นครศรธี รรมราช, วนศ.พทั ลุง และ วชศ.นครศรธี รรมราช) ระหวา่ งทาง
- ตรวจคดั กรองตามมาตรการป้องกนั โควิด-๑๙ แบบ ATK กอ่ นเข้าพ้ืนท่ี จ.จนั ทบุรี
- เดนิ ทางออกจากทีต่ ้ัง ๑ คืน
วนั พฤหัสบดีท่ี ๑๒ มกราคม ๒๕๖๖
หนว่ ยงานในสังกัดทกุ แห่งเดินทางออกจากท่ตี ้งั /ที่พัก
- ตรวจคดั กรองตามมาตรการป้องกนั โควดิ -๑๙ แบบ ATK กอ่ นเข้าพื้นที่ จ.จันทบรุ ี
- เดินทางมาทวี่ ิทยาลัยนาฏศลิ ปจนั ทบุรี
สถาบันอุดมศกึ ษาเครอื ขา่ ย คณะผู้บรหิ าร สถาบันบัณฑิตพฒั นศิลป์ คณะศลิ ปวจิ ิตร
- ตรวจคดั กรองตามมาตรการปอ้ งกันโควดิ -๑๙ แบบ ATK กอ่ นเขา้ พื้นท่ี จ.จันทบรุ ี และ
- เขา้ ทพ่ี ัก
- เดนิ ทางมาท่วี ทิ ยาลัยนาฏศิลปจันทบุร/ี พักผ่อนตามอธั ยาศัย วชศ. ๓ แหง่
๑๗.๓๐ น. งานเล้ยี งตอ้ นรับ ณ ชายหาดแหลมสิงห์ ตดิ ตั้งนิทรรศการ
- นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั จนั ทบุรี
กล่าวตอ้ นรบั คณะผ้บู รหิ าร คณาจารย์ บุคลากร นักเรยี น นกั ศกึ ษา
สู่จงั หวดั จันทบุรี
- นางนภิ า โสภาสมั ฤทธิ์ อธิการบดสี ถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ประธานในพิธี
เปดิ งานเลย้ี งตอ้ นรับ
- ประธาน มอบรางวัลคนดี ศรพี ฒั นศิลป์
๒๐.๐๐ น. หน่วยงานในสังกัดเดนิ ทางกลับทีพ่ กั
วนั ศุกรท์ ี่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๖
๐๙.๐๐ น. - ซอ้ มการแสดงตามก�ำ หนดการวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๖ อาคารพลศกึ ษา
๑๓.๐๐ น. - ซอ้ มการบรรเลงและการแสดง/โหมโรงเสาวมาศ/วิจติ รลกั ษณ/์ ฟ้อนลีลาวดี เวทีวิถีไทย
- ติดต้ังนทิ รรศการเฉลมิ พระเกียรต,ิ นิทรรศการทัศนศลิ ป์ อาคารอัญมณี
- ซอ้ มการแสดงตามกำ�หนดการวันท่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖
๑๕.๓๐ น. - ซอ้ มข้นั ตอนพิธีเปดิ งาน/พธิ ีส่งมอบสญั ลักษณง์ าน/พธิ ีปิด และการแสดงฟินาเล่
- ตดิ ต้งั นิทรรศการเฉลมิ พระเกยี รต,ิ นิทรรศการทศั นศิลป์
10 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดินถ่ินบรู พา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทห่ี/ตุ
เวทวี ถิ ีไทย
วันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๖ พิธีเปิดเวทวี ิถีไทย อาคารเทพภิรมย์
๐๙.๐๐ น. พธิ เี ปิดการบรรเลงและขับรอ้ ง ณ เวทวี ิถีไทย
การบรรเลงและขบั ร้องเวทีวถิ ีไทย ๗ หนว่ ยงาน
นายขจร จติ สขุ มุ มงคล อปุ นายกสภาสถาบนั บณั ฑติ พัฒนศิลป์ ประธานในพธิ ี
จุดธูปเทียนและถวายพวงมาลัยบูชาครู (ปพ่ี าทย์บรรเลงเพลงสาธุการ)
๑. การบรรเลงเพลงโหมโรงเสาวมาศ/วิจิตรลักษณค์ ุณครทู องดี สุจรติ กุล/ฟอ้ นลีลาวดี
โดย อธกิ ารบดี คณะผู้บรหิ ารสถาบนั บัณฑติ พฒั นศลิ ป์
และครู อาจารย์ นักเรียน นักศกึ ษา วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจันทบรุ ี
๒. การบรรเลงและขับรอ้ งวงเครอ่ื งสายลา้ นนา ประกอบบทพระราชนิพนธ์ ๒๐ นาที
เรอื่ ง “สมเดจ็ ย่าเสดจ็ ฯ พชิ ิตยอดดอยอนิ ทนนท”์
และการบรรเลงเดีย่ วจะเข้ เพลง ลาวแพน ๒๐ นาที
โดย วิทยาลยั นาฏศลิ ปเชยี งใหม่ ๒๐ นาที
๓. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงเครือ่ งสายเคร่ืองคู่ เพลง เขมรราชบรุ ี สามชนั้ ๒๐ นาที
และการบรรเลงเดย่ี วจะเข้ เพลง แขกมอญ สามช้ัน ๒๐ นาที
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปร้อยเอ็ด ๒๐ นาที
๒๐ นาที
๔. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงปพ่ี าทย์ไม้แข็ง เพลง จระเขห้ างยาว เถา
และการบรรเลงเดี่ยวระนาดทุม้ เพลง นารายณ์แปลงรปู สามชัน้ ๑.๓๐ ช่ัวโมง
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปนครราชสีมา ๓๐ นาที
๕. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงปี่พาทย์ไม้แขง็ เพลง พวงร้อย สามชั้น
และการบรรเลงเดย่ี วระนาดเอก เพลง นกขมิ้น สามชัน้
โดย วิทยาลยั นาฏศิลปอา่ งทอง
๖. การบรรเลงและขับรอ้ งวงป่ีพาทย์ไมแ้ ข็ง เพลง พนั ธ์ุฝร่งั เถา
และการบรรเลงเดี่ยวฆ้องวงใหญ่ เพลงสารถี สามช้ัน
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลป
๗. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงป่ีพาทย์ไมแ้ ขง็ เพลง เริงพล เถา
และการบรรเลงเดี่ยวป่ใี น เพลงนกขมนิ้ สามชั้น
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปนครศรธี รรมราช
๘. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงปพ่ี าทย์ไม้แข็ง เพลง เขมรราชบรุ ี เถา
และการบรรเลงเด่ียวระนาดทุม้ ๒ ราง เพลงอาหนู สามช้นั
โดย คณะศลิ ปศึกษา
การแสดงและการบรรเลง ณ เวทีสืบศิลป์ส่สู ากล
๑๑.๐๐ น. ๑. การแสดงประกอบการบรรเลงวงดนตรจี ีน
โดย วิทยาลัยนาฏศิลปจนั ทบรุ ี
๒. การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพน้ื บ้านภาคเหนอื ชดุ ลลี าลายสงั คโลก
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปสุโขทัย
11มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ สู่แดนดินถนิ่ บรู พา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทหี/่ตุ
การแสดงและการบรรเลง ณ เวทสี บื ศิลปส์ ู่สากล ๓๐ นาที
๑๑.๐๐ น. ๓. การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพื้นบา้ นภาคกลาง ชุด กินราซัดชาตรี ๓๐ นาที
๓๐ นาที
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปสพุ รรณบุรี ๓๐ นาที
๔. การบรรเลงวงดนตรีและการแสดง ชุด นาฏอนงค์ทรงเครื่อง
โดย คณะศิลปนาฏดุรยิ างค์
๕. การบรรเลงวงดนตรีและการแสดงพนื้ บ้านภาคใต้ ชุด ตารมี ารากสั และรองเงง็
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปพทั ลงุ
๖. การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพ้นื บา้ นภาคอสี าน ชุด กนิ ดอง
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธ์ุ
๗. การบรรเลงวงดนตรีและการแสดงพนื้ บ้านภาคกลาง ชดุ ๓๐ นาที
โดย วิทยาลัยนาฏศลิ ปลพบุรี
พิธเี ปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นทิ รรศการแสดงผลงานทางทศั นศิลปส์ ร้างสรรค์ ระดับนานาชาติ
และมหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
๑๖.๓๐ น. - นายขจร จติ สขุ ุมมงคล อุปนายกสภาสถาบันบณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ ประธานในพิธี
- นายมนต์สทิ ธ์ิ ไพศาลธนวฒั น์ ผูว้ า่ ราชการจงั หวัดจนั ทบรุ ี
- นางนิภา โสภาสมั ฤทธิ์ อธกิ ารบดีสถาบนั บณั ฑติ พัฒนศิลป์ พรอ้ มดว้ ย
ผบู้ ริหารสถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ และหัวหน้าส่วนราชการ เดนิ ทางมาถงึ บริเวณพิธี
๑๗.๐๐ น. พธิ เี ปดิ นทิ รรศการเฉลิมพระเกียรตสิ มเด็จพระกนษิ ฐาธริ าชเจ้า อาคารอญั มณี
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
และนทิ รรศการแสดงผลงานทางทัศนศลิ ปส์ ร้างสรรค์ ระดับนานาชาติ
- ประธาน เดนิ ทางถึงนทิ รรศการเฉลิมพระเกยี รติฯ
และนทิ รรศการแสดงผลงานทางทศั นศิลปส์ รา้ งสรรค์ ระดบั นานาชาติ
- ประธาน เปดิ กรวยดอกไมธ้ ูปเทยี นแพ และถวายความเคารพเบ้อื งหนา้
พระฉายาลกั ษณ์ สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี (ผ้รู ่วมพธิ ถี วายความเคารพพร้อมกัน)
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์อำ�นวย นวลอนงค์ รองอธิการบดีสถาบนั บัณฑติ พฒั นศลิ ป์
ประธานคณะอนุกรรมการฝา่ ยนิทรรศการเฉลิมพระเกยี รติ กล่าวรายงาน
- ประธาน ตดั ริบบน้ิ พวงมาลัยดอกไม้ เปิดนทิ รรศการเฉลมิ พระเกยี รติ
และนทิ รรศการแสดงผลงานทางทศั นศลิ ป์สร้างสรรค์ ระดบั นานาชาติ
- บันทกึ ภาพร่วมกนั
- ประธาน พร้อมคณะ เยี่ยมชมนทิ รรศการเฉลิมพระเกยี รติ
และนทิ รรศการแสดงผลงานทางทัศนศิลป์สรา้ งสรรค์ ระดบั นานาชาติ
- ประธาน พร้อมคณะ เยย่ี มชมร้านจัดจ�ำ หน่ายสินคา้ พืน้ เมือง ๔ ภาค
โดยหนว่ ยงานในสงั กัดสถาบันบณั ฑติ พฒั นศิลป์
12 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทหี่/ตุ
พิธีเปดิ นทิ รรศการเฉลมิ พระเกยี รติ นิทรรศการแสดงผลงานทางทัศนศลิ ปส์ ร้างสรรค์ ระดับนานาชาติ
และมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศลิ ป์ ส่แู ดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
๑๘.๐๐ น. พธิ ีเปดิ มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย เวทสี ังคีตศาลา
“สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถิ่นบูรพา” บูรพาภริ มย์
- นายขจร จติ สขุ ุมมงคล อปุ นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศลิ ป์ ประธานในพิธี
- นายมนต์สทิ ธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจงั หวัดจนั ทบรุ ี
- นางนิภา โสภาสัมฤทธ์ิ อธกิ ารบดีสถาบันบณั ฑิตพัฒนศิลป์
พรอ้ มดว้ ย ผบู้ รหิ ารสถาบนั บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ และหวั หน้าสว่ นราชการ
เดนิ ทางถงึ บรเิ วณพธิ ี
- คณะผบู้ รหิ ารของสถาบนั บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์
พรอ้ มด้วยคณะกรรมการจดั งาน ประจำ�บนเวทสี งั คตี ศาลาบูรพาภิรมย์
- ประธาน จุดธูปเทยี นและถวายพวงมาลยั หนา้ โต๊ะหมู่บชู าครู
(ปพ่ี าทยบ์ รรเลงเพลงสาธกุ าร)
- ผวู้ ่าราชการจงั หวดั จนั ทบุรี กล่าวต้อนรับประธานในพธิ แี ละแขกผูม้ เี กียรติ
ในนามจงั หวัดจันทบุรี
- อธกิ ารบดสี ถาบันบัณฑิตพฒั นศลิ ป์ กล่าวรายงานวตั ถปุ ระสงค์การจัดงาน
- ประธาน กล่าวเปิดงานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย
“สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถิ่นบรู พา”
- ประธาน ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั จนั ทบุรี และอธิการบดีสถาบนั บัณฑิตพฒั นศิลป์
วางพลอยทับทิมสยามวางบนแทน่ เปดิ งานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย
“สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
- อธิการบดีสถาบันบณั ฑติ พัฒนศลิ ป์ มอบของทีร่ ะลกึ แด่ประธาน
และผู้ว่าราชการจังหวัดจนั ทบุรี
- ผู้อ�ำ นวยการวิทยาลยั นาฏศลิ ปจันทบรุ ี มอบของทร่ี ะลกึ
แดอ่ ธิการบดีสถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์
- บนั ทกึ ภาพรว่ มกนั
๑๘.๓๐ น. การแสดงพิธีเปดิ มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย เวทสี งั คตี ศาลา
“สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ ส่แู ดนดินถนิ่ บูรพา” บูรพาภริ มย์
การแสดงพิธเี ปิด ชุด นคเรศจันทรา บรู พาศวิ ไิ ลซ์ โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปจันทบรุ ี (ชุดละไมเ่ กนิ
การแสดงศิลปวัฒนธรรมสภ่ี าค ๑๐ นาที รวมการ
๑. การแสดงวัฒนธรรมภาคเหนือ ชุด โคมประทปี สุโขทยั บรรยายการแสดง)
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปสโุ ขทัย เวลาในการแสดง
๒. การแสดงวัฒนธรรมภาคเหนอื ชดุ ฟ้อนมา่ นมุยเซยี งตา
โดย วิทยาลยั นาฏศิลปเชยี งใหม่ ทั้งหมด
๓. การแสดงวฒั นธรรมภาคใต้ ชุด ระบ�ำ อาภรณพ์ ิไลไทยมุสลิม ๓.๒๐ ชม.
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปพัทลุง
13มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถ่ินบรู พา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทหี่/ตุ
พธิ เี ปดิ นทิ รรศการเฉลิมพระเกยี รติ นิทรรศการแสดงผลงานทางทศั นศิลป์สร้างสรรค์ ระดับนานาชาติ
และมหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
๑๘.๓๐ น. ๔. การแสดงวัฒนธรรมภาคใต้ ชุด ระบำ�แขกแดงเกี้ยวยาหยี เวทีสงั คีตศาลา
โดย วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช บูรพาภิรมย์
๕. การแสดงละครนอกแบบหลวง เร่ือง พระสมุท ตอน พระสมทุ ชมดาว (ชดุ ละไม่เกนิ
โดย คณะศิลปศึกษา ๑๐ นาที รวมการ
๖. การแสดงวัฒนธรรมภาคกลาง ชุด ระบำ�อยธุ ยา บรรยายการแสดง)
โดย วิทยาลัยนาฏศลิ ปอา่ งทอง เวลาในการแสดง
๗. การแสดงวัฒนธรรมภาคกลาง ชุด รำ�โทน
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปลพบุร ี ทั้งหมด
๘. การแสดงวฒั นธรรมภาคกลาง ชุด บันเทงิ เริงร�ำ ล�ำ น�ำ เพลง ๓.๒๐ ชม.
โดย วิทยาลยั นาฏศลิ ปสพุ รรณบุรี
๙. การแสดงละครนอก เร่ือง สวุ รรณหงส์ ตอน ชมถ้ำ�
โดย คณะศิลปนาฏดรุ ยิ างค์
๑๐. การแสดงวฒั นธรรมภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ชดุ ฟอ้ นแพรวากาฬสนิ ธุ์
โดย วิทยาลยั นาฏศลิ ปกาฬสินธุ์
๑๑. การแสดงวฒั นธรรมภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ชดุ เรอื ม จรญี ลิญ ตร๊จ
โดย วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปนครราชสมี า
๑๒. การแสดงวฒั นธรรมภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ชุด ฟ้อนผู้ไท
โดย วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปรอ้ ยเอด็
๑๓. การแสดงโขน เรือ่ ง รามเกียรติ์ ชดุ นารายณ์ปราบนนทก
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลป (เวลาการแสดง ๑ ช่ัวโมง)
๒๑.๓๐ น. การแสดงฟนิ าเล่ วงดนตรี ๔ ภาค
เวทีวถิ ีไทย
วันอาทิตยท์ ี่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ การบรรเลงและขับร้อง ณ เวทีวถิ ีไทย
อาคารเทพภริ มย์
๐๙.๐๐ น. การบรรเลงและขบั ร้อง ณ เวทีวิถีไทย ๒๐ นาที
- นางนภิ า โสภาสมั ฤทธ์ิ อธกิ ารบดสี ถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ประธานในพธิ ี ๒๐ นาที
จุดธปู เทียนและถวายพวงมาลัยบูชาครู (ป่ีพาทย์บรรเลงเพลงสาธุการ) ๒๐ นาที
๑. การบรรเลงและขบั ร้องวงเคร่ืองสายผสมป่ีพาทย์ เพลง โหมโรงจนั ธราดล
และการบรรเลงเดยี่ วจะเข้ เพลงพญาครวญ สามชั้น
โดย วิทยาลยั นาฏศิลปสุโขทยั
๒. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงเครื่องสายผสมขมิ เพลง เชิดจีน สองชัน้
และการบรรเลงเดีย่ วซออู้ เพลงหกบท สามชัน้
โดย คณะศลิ ปนาฏดรุ ยิ างค์
๓. การบรรเลงและขับร้องวงเครอื่ งสายเครื่องเดยี่ ว เพลง แขกสาหร่าย เถา
และการบรรเลงเดี่ยวซอดว้ ง เพลงพญาโศก สามช้ัน
โดย วิทยาลยั นาฏศิลปกาฬสินธุ์
14 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดินถ่ินบรู พา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทหี่/ตุ
๒๐ นาที
วนั อาทิตยท์ ่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ การบรรเลงและขับร้อง ณ เวทีวิถีไทย ๒๐ นาที
๔. การบรรเลงและขับรอ้ งวงป่ีพาทย์ไมแ้ ข็ง เพลง เขมรปากท่อ เถา ๒๐ นาที
๐๙.๐๐ น. และการบรรเลงเด่ียวระนาดท้มุ เพลง สดุ สงวน สามช้นั ๒๐ นาที
๑.๓๐ ชัว่ โมง
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปจนั ทบรุ ี
เวทสี ังคตี ศาลา
๕. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงป่พี าทย์ไมแ้ ข็ง เพลง น�้ำ ลอดใตท้ ราย เถา บรู พาภริ มย์
และการบรรเลงเดีย่ วระนาดทมุ้ เพลงอาหนู สามชนั้
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปพทั ลงุ
๖. การบรรเลงและขับร้องวงป่พี าทย์ไมแ้ ขง็ เพลง สร้อยมยรุ า เถา
และการบรรเลงเด่ียวระนาดเอก เพลงนกขมิ้น สามชั้น
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปลพบรุ ี
๗. การบรรเลงและขบั รอ้ งวงป่ีพาทย์ไม้แขง็ เพลง เขมรใหญ่ เถา
และการบรรเลงเด่ยี วระนาดเอก เพลงการะเวก สามช้ัน
โดย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี
การแสดงและการบรรเลง ณ เวทีสบื ศิลปส์ สู่ ากล
๑๑.๐๐ น. ๑. การแสดง ชดุ วงดนตรีสากล BPI Orchestra
โดย สถานศึกษาในสงั กดั สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป์
๒. การบรรเลงและการแสดง ชุด ระบ�ำ ดาวดึงส์ (ดึกดำ�บรรพ)์
โดย วิทยาลยั นาฏศลิ ป
๓. การบรรเลงวงดนตรีและการแสดงพืน้ บา้ นภาคเหนอื ชุด ฟอ้ นหางนกยงู
โดย วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่
๔. การบรรเลงวงดนตรีและการแสดงพืน้ บ้านภาคกลาง ชุด ระบ�ำ นาฏนารีศรีอโยธยา
โดย วิทยาลัยนาฏศลิ ปอ่างทอง
๕. การวงดนตรีและการแสดงพืน้ บา้ นภาคใต้
ชุด โนราท�ำ บทเทิดพระเกยี รตสิ มเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปนครศรธี รรมราช
๖. การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพ้นื บ้านภาคอีสาน ชดุ ระแบงแคแจส๊ สงกรานต์
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปนครราชสมี า
๗. การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพน้ื บ้านภาคอสี าน ชดุ ฟ้อนกลองเตะ
โดย วิทยาลยั นาฏศิลปรอ้ ยเอ็ด
๘. การแสดง ละครดกึ ด�ำ บรรพ์ เร่ือง สงั ขศ์ ลิ ปช์ ัย ตอน พระอนิ ทร์ชว่ ยสงั ข์ศิลป์ชัย
โดย คณะศิลปศึกษา
พิธเี ปดิ การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ปส์ ร้างสรรค์ ระดับชาติ
๑๗.๓๐ น. พธิ ีเปดิ การแสดงนาฏดุรยิ างคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ระดบั ชาติ
การแสดงโดย หนว่ ยงานในสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศลิ ป์ ๑๔ แหง่
และหนว่ ยงานภาคี ๕ แหง่
15มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทห/่ีตุ
เวทีสังคีตศาลา
พธิ ีเปิดการแสดงนาฏดรุ ิยางคศิลปส์ รา้ งสรรค์ ระดับชาติ บูรพาภริ มย์
๑๗.๓๐ น. - นายมนตส์ ทิ ธ์ิ ไพศาลธนวฒั น์ ผู้ว่าราชการจงั หวัดจนั ทบรุ ี ประธานในพธิ ี เวลาในการแสดง
จุดธปู เทยี นและวางพวงมาลยั หน้าโตะ๊ หม่บู ูชาครู (ป่ีพาทย์บรรเลงเพลงสาธุการ) ทง้ั หมด
- นางนิภา โสภาสัมฤทธ์ิ อธิการบดีสถาบนั บัณฑติ พฒั นศิลป์ กลา่ วรายงาน ๓.๓๐ ชม.
- ประธาน กลา่ วเปดิ การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สร้างสรรค์ ระดบั ชาติ ๑๐ นาที
- อธกิ ารบดสี ถาบันบณั ฑติ พัฒนศิลป์ มอบของทรี่ ะลกึ แดป่ ระธาน ๑๐ นาที
- แนะน�ำ คณะกรรมการผทู้ รงคุณวุฒิ ๑๐ นาที
- อธกิ ารบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศลิ ป์ มอบของท่รี ะลึกแดค่ ณะกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ๑๐ นาที
๑๐ นาที
๑๗.๓๐ น. การแสดงผลงานนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ระดบั ชาติ ๑๐ นาที
ประกอบด้วย หนว่ ยงานในสงั กดั สถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ๑๔ แหง่ ๑๐ นาที
และหน่วยงานภาคี ๕ แห่ง ๑๐ นาที
๑๐ นาที
๑. การแสดงนาฏดุริยางคศิลปส์ ร้างสรรค์ ชุด นบพระจุฬามณี ๑๐ นาที
โดย วิทยาลยั นาฏศิลปสุพรรณบุรี ๑๐ นาที
๒. การแสดงนาฏดุรยิ างคศลิ ปส์ ร้างสรรค์ ชุด ลอ่ งวารี วิถี แม่ระมิงค์
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปเชียงใหม่
๓. การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ปส์ ร้างสรรค์ ชดุ รงื เปรงเสร็ยเด๊าะทม
โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (ทีม ก)
๔. การแสดงนาฏดรุ ิยางคศิลป์สร้างสรรค์ ชดุ ลพบุรีชเยศ
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปลพบุรี
๕. การแสดงนาฏดุรยิ างคศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ ชดุ เทวลักษมี
โดย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา (ทีม ก)
๖. การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลป์สร้างสรรค์ ชดุ ร�ำ วงใตเ้ กยี้ ว
โดย วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปนครศรีธรรมราช
๗. การแสดงนาฏดุรยิ างคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชุด ปตั ยอภัยภูเบศร
โดย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร (ทมี ข)
๘. การแสดงนาฏดุริยางคศิลปส์ รา้ งสรรค์ ชุด วจิ ติ ราจามกี ร
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปสุโขทยั
๙. การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลปส์ ร้างสรรค์ ชดุ ต๋ำ�เข่า
โดย วิทยาลยั นาฏศลิ ปนครราชสีมา
๑๐. การแสดงนาฏดุริยางคศิลป์สรา้ งสรรค์ ชุด โนราเหยียบเสน
โดย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบ้านสมเดจ็ เจ้าพระยา
๑๑. การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลปส์ รา้ งสรรค์ ชุด ธิดาชาวสวน
โดย คณะศิลปศึกษา
16 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศิลป์ สูแ่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทห/ี่ตุ
๑๗.๓๐ น. ๑๒. การแสดงนาฏดรุ ิยางคศิลปส์ ร้างสรรค์ ชุด แส้สยาม ๑๐ นาที
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปอา่ งทอง ๑๐ นาที
๒๐.๕๐ น. ๑๓. การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชุด หตั ถศิลปช์ มุ ชนเยี่ยมยลโปง่ สลอด
โดย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรุ ี ๑๐ นาที
๑๔. การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ปส์ ร้างสรรค์ ชุด เจ้าพระยานที ๑๐ นาที
โดย คณะศลิ ปนาฏดรุ ิยางค์ ๑๐ นาที
๑๕. การแสดงนาฏดรุ ิยางคศลิ ป์สร้างสรรค์ ชุด ออนซอนกาฬสินธ์ุ ๑๐ นาที
โดย วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปกาฬสินธุ์ ๑๐ นาที
๑๖. การแสดงนาฏดุริยางคศิลปส์ รา้ งสรรค์ ชดุ ห้าม ๑๐ นาที
โดย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา (ทมี ข) ๑๐ นาที
๑๗. การแสดงนาฏดุริยางคศิลปส์ ร้างสรรค์ ชุด วิถซี าไก ๑๐ นาที
โดย วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปพัทลงุ
๑๘. การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชดุ นวลอนงคว์ งศล์ งกา
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลป
๑๙. การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชดุ สิเนหาสตั วา
โดย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบุรีรมั ย์
๒๐. การแสดงนาฏดุรยิ างคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชดุ อสี านมว่ นซืน่
โดย วทิ ยาลยั นาฏศิลปรอ้ ยเอด็
๒๑. การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชดุ ศรมี หาโพธบ์ิ ชู า
โดย วทิ ยาลัยนาฏศิลปจนั ทบรุ ี
การแสดงฟินาเล่
โดย หนว่ ยงานในสงั กดั สถาบันบัณฑิตพฒั นศิลป์ทกุ แหง่ รว่ มกับ หน่วยงานภาคี
- นางนภิ า โสภาสัมฤทธ์ิ อธกิ ารบดีสถาบนั บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ ประธานในพธิ ี
มอบของท่รี ะลกึ แกห่ น่วยงานทน่ี �ำ เสนอผลงานสร้างสรรค์
17มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ สูแ่ ดนดนิ ถน่ิ บรู พา”
เวลา รายการ หสมถาายนเทห่/ีตุ
พิธสี ง่ มอบสัญลกั ษณเ์ จา้ ภาพจดั มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรม และพิธีปดิ งาน
๒๑.๐๐ น. พิธีส่งมอบสญั ลักษณเ์ จ้าภาพจดั งานมหกรรมศิลปวัฒนธรรม และพธิ ปี ดิ
- นางนภิ า โสภาสมั ฤทธิ์ อธกิ ารบดสี ถาบันบณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ ประธานในพิธี
พรอ้ มด้วย ผู้บรหิ ารของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ประจ�ำ ด้านบนเวที
- ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สมเกยี รติ ภูมภิ กั ดิ์ ผอู้ ำ�นวยการวทิ ยาลยั นาฏศิลปจันทบรุ ี
กล่าวสรปุ ผลการจัดงาน
- ผู้อ�ำ นวยการวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี ส่งมอบสญั ลกั ษณ์เจ้าภาพใหป้ ระธาน
- ประธาน สง่ มอบสญั ลกั ษณ์ให้ ดร.กษมา ประสงค์เจริญ
ผ้อู �ำ นวยการวิทยาลยั นาฏศิลปเชียงใหม่
- ประธาน กล่าวปดิ งาน
- บนั ทกึ ภาพร่วมกนั
วนั จันทร์ท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๖๖
เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
- การแต่งกาย
วนั ที่ ๑๔ มกราคม แตง่ กายผา้ ไทยพนื้ เมือง ๔ ภาค (โทนสีม่วง)
วนั ที่ ๑๕ มกราคม แต่งกายผา้ ไทยพ้ืนเมือง ๔ ภาค
- ผู้บริหารเดินทาง วนั ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๖
- ศลิ ปินแหง่ ชาติ ผ้เู ชย่ี วชาญ กรรมการสภาฯ และคณะกรรมการ กพว. เดนิ ทาง วนั ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๖
18 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดินถ่ินบรู พา”
นทิ รรศการเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจา้
กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
พระราชประวตั ิ
สมเด็จพระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
พระราชสมภพเมอ่ื วันเสาร์ท่ี ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ตรงกับวนั ขึ้น ๑ คำ่� เดอื น ๕ ปมี ะแม
สัปตศก ณ พระท่ีน่ังอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ท่ี ๓
ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับการถวาย
พระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำ�แปลว่า นางแก้ว
หมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามท่ีข้าราชบริพารเรียกทั่วไปว่า ทูลกระหม่อมน้อย
พระนาม “สิรินธร” มาจากสร้อยพระนามของ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้า
วไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซ่ึงเป็นพระราชปิตุจฉา ในพระบาทสมเด็จ
พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
สร้อยพระนาม “กิติวัฒนาดุลย์โสภาคย์” ประกอบ
ขึ้นจากพระนามาภิโธยของสมเด็จพระราชบุพการี
๓ พระองค์ ได้แก่ “กิติ” มาจากพระนามาภิไธย
ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระราชชนนี
ส่วน “วัฒนา” มาจากพระนามาภิไธยของ สมเด็จ
พระศรสี วรินทราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจา้
สมเดจ็ พระปยั ยกิ า และ “อดลุ ย”์ มาจากพระนามาภไิ ธย
ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนก สมเดจ็ พระอยั กา
19มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สูแ่ ดนดนิ ถ่ินบรู พา”
การศึกษา
ทรงเร่ิมเขา้ รบั การศึกษาระดบั อนุบาลท่โี รงเรยี นจติ รลดา ในพระต�ำ หนกั จติ รลดา
รโหฐาน พระราชวังดุสิต ทรงศึกษาต่อในโรงเรียนจิตรลดา จนถึงระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย และในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ กท็ รงสอบไลจ่ นชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ในแผนกศลิ ปะ
ดว้ ยคะแนนสงู สุดของประเทศ
ทรงสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั โดยสามารถท�ำ คะแนนสอบเอนทรานซ์เป็นอนั ดบั ๔ ของประเทศ ซงึ่ ถอื เปน็
สมเด็จเจ้าฟ้าพระองคแ์ รกทที่ รงเขา้ ศกึ ษาตอ่ ระดบั อดุ มศกึ ษาในประเทศ จนกระทั่ง พ.ศ.
๒๕๒๐ พระองคท์ รงส�ำ เรจ็ การศกึ ษาไดร้ บั ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรบณั ฑติ สาขาประวตั ศิ าสตร์
เกียรตินิยมอันดบั หนง่ึ เหรียญทอง ด้วยคะแนนเฉลี่ย ๓.๙๘
ทรงเขา้ ศกึ ษาตอ่ ในระดบั ปรญิ ญาโท ดา้ นจารกึ ภาษาตะวนั ออก (ภาษาสนั สกฤตและ
ภาษาเขมร) ณ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร และสาขาภาษาบาลแี ละสนั สกฤต
จากภาควิชาภาษาตะวนั ออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย ทรงสำ�เร็จการ
ศกึ ษาไดร้ บั ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ และเขา้ รบั พระราชทานปรญิ ญาบตั ร เมอื่ วนั ที่
๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ทรงสำ�เรจ็ การศกึ ษาได้รับปรญิ ญาอักษรศาสตรมหาบัณฑติ จาก
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั และไดเ้ ข้ารบั พระราชทานปริญญาบัตรเมอ่ื
วันท่ี ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยพระองค์ผ่านการสอบ
คัดเลือกอย่างยอดเยี่ยมด้วยคะแนนเป็นอันดับหน่ึงในบรรดาผู้เข้าสอบท้ังหมด และทรงเป็นนิสิตปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต
สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ รุ่นท่ี ๔ ทรงสอบผ่านวิทยานิพนธ์อย่างยอดเย่ียม ทรงสำ�เร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก เม่ือวันที่
๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
20 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดินถ่นิ บูรพา”
พระปรีชาญาณ “สงั คีตศิลป”์
พระองค์ทรงเป็นผู้เช่ียวชาญด้านดนตรีไทยผู้หน่ึง
โดยทรงเครื่องดนตรีไทยได้ทุกชนิด แต่ที่โปรดทรงอยู่ประจำ�
คือ ระนาด ซอ และฆ้องวง โดยเฉพาะระนาดเอก พระองค์ทรง
เริ่มหัดดนตรีไทย ในขณะที่ทรงศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๒
โรงเรียนจิตรลดา โดยทรงลือกหัดซอด้วงเป็นเครื่องดนตรี
ชิ้นแรก และได้ทรงดนตรีไทยในงานปิดภาคเรียนของโรงเรียน
รวมท้ังงานวันคืนสู่เหย้าร่วมกับวงดนตรีจิตรลดา ของโรงเรียน
จิตรลดาด้วย หลังจากท่ีทรงเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา สมเด็จพระกนษิ ฐาธิราชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงเข้าร่วม สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมแสดงในงานโรงเรยี นจิตรลดา
ชมรมดนตรีไทยของสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ในขณะที่ทรงพระเยาว์ เคร่ืองดนตรีท่ีทรงสนพระทัยนั้น ได้แก่
คณะอักษรศาสตร์โดยทรงเลน่ ซอด้วงเป็นหลกั และทรงเร่มิ หัด ระนาดเอก และซอสามสาย ซง่ึ พระองคท์ รงเรม่ิ เรยี นระนาดเอก
เลน่ เครื่องดนตรีไทยชิ้นอื่น ๆ ด้วย อยา่ งจรงิ จงั เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ หลงั จากการเสดจ็ ทรงดนตรไี ทย
ณ บ้านปลายเนิน ซ่ึงเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ ์ โดยมี สริ ชิ ยั ชาญ ฟกั จ�ำ รญู
เปน็ พระอาจารย์ พระองคท์ รงเรม่ิ เรยี นตงั้ แตก่ ารจบั ไมร้ ะนาด การตี
ระนาดแบบตา่ ง ๆ และทา่ ทปี่ ระทบั ขณะทรงระนาด และทรงเรม่ิ เรยี น
การตรี ะนาดตามแบบแผนโบราณ กลา่ วคอื เรมิ่ ตน้ ดว้ ยเพลงตน้
เพลงฉงิ่ สามชนั้ แลว้ จงึ ทรงตอ่ เพลงอน่ื ๆ ตามมา ทรงท�ำ การบา้ น
ด้วยการไล่ระนาดทุกเช้าหลังจากตื่นพระบรรทมภายในห้อง
พระบรรทมจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๒๙ พระองค์จึงทรงบรรเลง
ระนาดเอกร่วมกับครูอาวุโสของวงการดนตรีไทยหลายท่าน
ต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา
สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ คร้ังท่ี ๑๗ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเพลงที่ทรงบรรเลง
สยามบรมราชกมุ ารี ทรงร่วมเลน่ ละครรอ้ ง สมัยเปน็ นสิ ิตอกั ษรศาสตร์ คือ เพลงนกขมนิ้ (เถา)
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
นอกจากดนตรไี ทยแลว้ พระองคย์ งั ทรงดนตรสี ากลดว้ ย โดยทรง สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ
เรมิ่ เรยี นเปยี โนตงั้ แตพ่ ระชนมายุ ๑๐ พรรษา แตไ่ ดท้ รงเลกิ เรยี น สยามบรมราชกมุ าร ี ทรงเป่าทรมั เป็ต
หลงั จากนนั้ ๒ ปี และทรงฝกึ เครอื่ งดนตรสี ากลประเภทเครอ่ื งเปา่
จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช
มหาราช บรมนาถบพิตร จนสามารถทรงทรัมเปต็ นำ�วงดุรยิ างค์
ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาดฝรั่งนำ�วงดุริยางค์
ในงานกาชาดคอนเสิรต์
21มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สู่แดนดินถ่ินบูรพา”
พระปรีชาญาณ “สงั คีตศิลป์”
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่นซอด้วง โดยมีพระบาทสมเด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
พระวชิรเกลา้ เจา้ อย่หู ัวทรงรว่ มขับเสภา สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมแสดงนาฏศิลป์ไทยในงาน
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสท่ีทรงได้รับพระ-
มหากรณุ าธคิ ุณ โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอสิ ริยศกั ดิ์ ปี ๒๕๓๘
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงขบั ร้องเพลงไทย
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกมุ าร ี ทรงระนาดเอก
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราช
สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ใ น ฉ ล อ ง พ ร ะ อ ง ค์ ชุ ด ไ ท ย ทรงซอสามสาย สยามบรมราชกมุ าร ี ทรงดนตรรี ่วมกนั คณะดนตรจี ีน
ทรงซอดว้ ง
22 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่นิ บูรพา”
การแสดงพิิธีีเปิิด
นคเรศจัันทรา บูรู พาศิิวิิไลซ์์
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปจันั ทบุรุ ีี
การแสดงชดุ นคเรศจันทราบูรพาศิวไิ ลซ์ เป็นการแสดงที่นยิ ามถงึ ความเจริญรุ่งเรืองอนั รำ่�รวยไปดว้ ยทรัพยากร
ทางธรรมชาติ ซึ่งพ้ืนท่ีเกือบครึ่งหน่ึงของจังหวัดจันทบุรี ปกคลุมไปด้วยผืนป่าที่อุดมสมบรูณ เป็นแหล่งกำ�เนิดของนำ้�ตก
น้อยใหญ่ แมกไม้นานาพันธ์ุ และแร่อัญมณีทางธรรมชาติ นับได้ว่าจังหวัดจันทบุรี เป็นเสน่ห์หนึ่งเดียวในภาคตะวันออก
ทม่ี ีศิวิไลซ์ครอบคลุมความงามในทกุ มติ ิ โดยรูปการแสดง แบง่ ออกเป็น ๓ ช่วง ดงั น้ี
ชว่ งที่ ๑ พนาวัลยพ์ นั ธวุ์ ิจิตร นำ�เสนอความอุดมสมบูรณ์ของแมกไม้
และดอกไม้ นานาพันธ์ุอันเป็นสัญญะ
แสดงถงึ ความอดุ มสมบรู ณ์
ช่วงท่ี ๒ นฤมิตหลากสผี เี สื้อ น�ำ เสนอความสวยงามของผเี สอ้ื อนั เปน็
สัญญะแสดงถึงสวยงามและเสน่ห์
ชวนให้หลงใหลในความงดความ
ของจงั หวดั จนั ทบุรี
ช่วงท่ี ๓ งามอะเค้ือจนิ ดาค่าบุรินทร ์ นำ�เสนอความสวยงามของอญั มณที ข่ี น้ึ
ชอื่ ของจงั หวัดจันทบุรี คือ ทับทมิ สยาม
บุษราคัม มรกต ไพลินและโกเมน
อันเป็นสัญญะแสดงถึงความเจริญ
รุ่งเรืองของจังหวัดจันทบรุ ี
23มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดนิ ถิ่นบรู พา”
การแสดงศิลปวัฒนธรรมส่ีภาค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคเหนืือ
ชุุด โคมประทีีปสุโุ ขทััย
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปสุโุ ขทัยั
ตามศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ จารึกของพ่อขุนรามคำ�แหงมหาราช
ได้กล่าวถึงประเพณีการทอดกฐินเน่ืองในเทศกาลออกพรรษา โดยปรากฏ
รายละเอียดว่า มีพนมเบี้ย พนมหมาก พนมดอกไม้ หมอนน่ัง หมอนนอน
บริพารกฐิน โอยทาน เสียงพาทย์ เสียงพิน เสียงเลื่อน เสียงขับ เป็นต้น
และเมื่อหมดเทศกาลกฐินแล้วในกลางเดือนของเดือนสิบสองจะมีประเพณี
ลอยกระทงในสมยั สุโขทยั เรียกวา่ “พธิ จี องเปรยี ง - ลอยประทีป” ซึง่ ตามหลัก
ฐานน้ี จึงสนั นษิ ฐานได้วา่ การทำ�โคมชัก โคมแขวน น่าจะน�ำ มาใช้ในพิธีสำ�คัญนี้
จังหวัดสุโขทัย เล็งเห็นความสำ�คัญนี้ เมื่อต้องจัดประเพณีลอยกระทง
เผาเทยี นเลน่ ไฟในทกุ ปี จงึ จดั ใหม้ กี ารประกวดโคมชกั โคมแขวน เพอื่ เปน็ การสรา้ ง
ความสามคั คขี องคนในจงั หวดั และยงั เปน็ การอนรุ กั ษ์ใหว้ ธิ กี ารประดษิ ฐ์โคมดว้ ย
เมลด็ ธญั พชื ทต่ี อ้ งใชค้ วามประณตี ความอดทน และความพยายาม คงอยคู่ ไู่ ทยตอ่ ไป
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปสโุ ขทยั จงึ ได้
สรา้ งสรรคก์ ารแสดงชดุ ระบ�ำ โคมประทปี
สโุ ขทยั เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความงดงาม
ข อ ง โ ค ม ชั ก โ ค ม แ ข ว น ใ น เ ท ศ ก า ล
ล อ ย ก ร ะ ท ง เ ผ า เ ที ย น เ ล่ น ไ ฟ ข อ ง
จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นการสืบทอด
ประเพณีท่ีมีมาแต่โบราณในรูปของ
การแสดงนาฏศิลป์ดนตรีและเป็น
การปลูกจิตสำ�นึกให้นักเรยี น มีส่วนใน
การอนุรักษ์ศิลปะให้เยาวชนรุ่นหลัง
ได้รู้จักและร่วมกันอนุรักษ์สืบต่อไป
24 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถน่ิ บรู พา”
การแสดงศลิ ปวัฒนธรรมสี่ภาค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคเหนืือ
ชุดุ ฟ้อ้ นม่า่ นมุยุ เซีียงตา
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปเชีียงใหม่่
การแสดงฟอ้ นในพระราชส�ำ นกั ชดุ ฟอ้ นมา่ นมยุ เซยี งตา
เป็นการฟ้อนแบบหนึ่ง มีท้ังฟ้อนมือเปล่า และฟ้อนโดยถือ
แพรยาวคนละผืน การฟ้อนเป็นการฟ้อน ประกอบบทขบั ร้อง
และประกอบดนตรี เพลงม่านมุยเซียงตาเป็นทำ�นองไทย
ภาคเหนอื สำ�เนยี งเพลงพม่า เคร่ืองภาษาจำ�พวกเคร่ืองหนงั
มีท้ังของไทยภาคกลางและมอญ-พม่าผสมกัน ส่วนเนื้อร้อง
น้ันไทยเข้าใจว่าเป็นภาษาพม่า แต่เม่ือนำ�ไปให้พม่าฟังก็
ไมส่ ามารถฟงั ออกได้ แตม่ กี ระแสเสยี งพมา่ จงึ อาจสนั นฐิ าน ไดว้ า่ เดมิ คงเปน็ ของไทยแลว้ ตกไปอยู่ในพมา่ แลว้ ไทยภาคเหนอื
รับกลับมาอีกหน ถ้อยคำ�การขับร้องเพลงดนตรีจึงได้รับอิทธิพลของไทยแม้กระบวนท่ารำ�ก็มีท่าของไทยปะปนเข้าไปมาก
ฟ้อนม่านมุยเซียงตาน้ี พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้
ปรับปรุงมาจากฟ้อนกำ่�เบ้อ หรือระบำ�ผีเสื้อ โดยให้แต่งกาย
แบบสตรีในพระราชส�ำ นกั ของพมา่ ทงั้ ปรบั กระบวนร�ำ ใหง้ ดงาม
ใชผ้ ฟู้ อ้ น ๑๖ คน โดยมคี รฟู อ้ นในคมุ้ เจา้ หลวง (เจา้ อนิ ทวโรรสฯ)
และคุ้มวัง (พระราชชายาฯ) ประกอบด้วย หม่อมแส
หม่อมพัน ณ เชียงใหม่ ครูหลง บุญจูหลง และเมื่อคุณครู
ลมลุ ยมะคปุ ต์ ครลู ะครวงั สวนกหุ ลาบเปน็ ผสู้ อน ขน้ึ ไปเปน็ ครู
นาฏศลิ ปใ์ นคมุ้ เจา้ หลวง ไดน้ �ำ เอาศลิ ปะการฟอ้ นร�ำ ของภาคกลาง
ขน้ึ ไปปรบั ปรงุ โดยมคี รสู งดั ยมะคปุ ต์ สามขี น้ึ ไปสอนปพ่ี าทยด์ ว้ ย
การฟ้อนม่านมยุ เซยี งตา จงึ มีความเปน็ ไทยและงดงามยง่ิ ขน้ึ
25มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศิลป์ สแู่ ดนดินถิ่นบรู พา”
การแสดงศิลปวฒั นธรรมสี่ภาค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคใต้้
ชุดุ ระบำอาภรณ์์พิิไลไทยมุสุ ลิิม
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปพััทลุงุ
ประวตั กิ ารแสดง ระบำ�อาภรณ์พิไลไทยมุสลิม
การแสดง ชดุ ระบ�ำ อาภรณพ์ ไิ ลไทยมสุ ลมิ เปน็ การแสดงสรา้ งสรรคข์ องวทิ ยาลยั นาฎศลิ ปพทั ลงุ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๗
โดยมีแนวคิดในการสร้างสรรค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ ลกั ษณะการแต่งกายของชาวไทยมุสลมิ ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้แบบตา่ ง ๆ ทแ่ี ต่งในชีวติ ประจ�ำ วนั
งานพิธีการ ตลอดจนวันสำ�คัญทางศาสนาอันเป็นมรกทางวัฒนธรรมควรแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่ โดยรวบรวมการ
แตง่ กายไว้ท้ังหมด ๕ ชุด คอื ชดุ บานง ชดุ กุรง ชดุ กอื บายอ ชดุ ตือโละบลางอ และชุดบานงแมแด
นอกจากความงดงามของลีลาท่ารำ�ตามอย่างนาฎศิลป์พื้นบ้านภาคใต้แล้ว การแสดงชุดนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง
วัฒนธรรมการละเล่นพ้ืนบ้านอันเล่ืองชื่อของชาวไทยมุสลิมอีกประการหนึ่งคือการประดิษฐ์ ทำ�นองเพลงของลิเกฮูลู
มาใช้ประกอบการแสดงและประพันธ์บทร้องตามทำ�นองเพลงเพื่อบรรยายถึงลักษณะการแต่งกายของแต่ละชุด ท้ังนี้
ได้สอดแทรกวฒั นธรรม ประเพณบี างประการไวด้ ้วย
26 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
การแสดงศิลปวฒั นธรรมส่ีภาค
การแสดงวััฒนธรรมภาคใต้้
ชุดุ ระบำแขกแดงเกี้้ย� วยาหยีี
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปนครศรีีธรรมราช
การแสดงชุดระบ�ำ แขกแดงเกีย้ วยาหย ี เปน็ ผลงานสรา้ งสรรคข์ องวทิ ยาลัยนาฏศิลปนครศรธี รรมราช โดยไดร้ บั
แรงบนั ดาลใจมาจากการแสดงลเิ กปา่ ซง่ึ เปน็ การแสดงพน้ื บา้ นทด่ี ดั แปลงมาจากลเิ กสบิ สองภาษาดว้ ยการน�ำ เอาแขกแดง
และยาหยีซ่ึงเป็นตัวหลักของลิเกป่ามาประกอบเข้ากับท่ารำ�และท่วงทำ�นองเพลงท่ีสนุกสนาน สื่อถึงการเก้ียวพาราสีกัน
มบี ทรอ้ งโตต้ อบกนั ระหวา่ งแขกแดงและยาหยีใชว้ งดนตรพี นื้ บา้ นภาคใตท้ ่ีใชป้ ระกอบการแสดงลเิ กปา่ ลลี าทา่ ทางของการ
แสดงชุดนเี้ ปน็ การผสมผสานท่าทางของการแสดงลเิ กปา่ และทา่ รำ�โนรา
การแสดงแบง่ ออกเปน็ ๓ ชว่ ง ดงั น้ี
ช่วงที่ ๑ เปน็ การแสดงลีลาทา่ ทางของแขกแดง
ชว่ งท่ี ๒ เป็นการแสดงลีลาท่าทางของยาหยี
ชว่ งท่ี ๓ เปน็ การเก้ยี วพาราสกี ัน มีบทร้องโต้ตอบกนั ระหว่างแขกแดงและยาหยี
27มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สู่แดนดนิ ถิ่นบรู พา”
การแสดงศิลปวัฒนธรรมสภี่ าค
การแสดงวััฒนธรรมภาคกลาง
การแสดงละครนอกแบบหลวง เรื่�อง พระสมุทุ ตอน พระสมุทุ ชมดาว
โดย คณะศิิลปศึึกษา
ละครเรื่องพระสมุท เปน็ บทพระราชนพิ นธ์ในกรมพระราชวงั
บวรวิไชยชาญ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงดำ�รงตำ�แหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลท่ี ๕
พระสมทุ ชมดาว เปน็ ตอนหนงึ่ ในบทพระนพิ นธข์ องกรมพระราชวงั
บวรวิไชยชาญ ที่ทรงพระนิพนธ์ในสมัยรัชกาลท่ี ๕ เพื่อให้เจ้าคุณ
จอมมารดาเอม พระมารดาในพระองคท์ า่ นเล่นในวังหนา้ ต่อมาสถาบนั
บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ไดป้ รบั ปรงุ บทจดั แสดงในรปู แบบละครนอกแบบหลวง
จดั แสดงครงั้ แรก ณ ลานศลิ ปวฒั นธรรมครง้ั ท่ี ๑ เมอื่ วนั ที่ ๑๖ ธนั วาคม
พ.ศ. ๒๕๔๘ เนื้อเร่ืองเร่ิมต้ังแต่พระสมุทพักอยู่ท่ีตำ�หนักในอุทยาน
ท้าวรณจักรและได้พบ นางบุษมาลี จึงได้ลักพาตัวนางเหาะข้ึนไปฟ้า
ในระหวา่ งนนั้ ไดม้ กี ารสพั ยอกหยอกเยา้ ชชี้ วนใหน้ างชมดาราทอ่ี ยบู่ นฟา้
รปู แบบการแสดงละครนอกแบบหลวง มลี กั ษณะผสมผสานระหวา่ งลลี า
ทา่ ร�ำ ทป่ี ระณตี อยา่ งละครในและกระชบั รวดเรว็ อยา่ งละครนอก กระบวน
ท่ารำ�ของการแสดงชุดน้ีเป็นการรำ�อวดฝีมือท่ีมีรูปแบบเฉพาะ มุ่งเน้น
รูปแบบของการรำ�คู่พระนางที่ผสมผสานท่ารำ�ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
28 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถ่นิ บูรพา”
การแสดงศิลปวฒั นธรรมสีภ่ าค
การแสดงวััฒนธรรมภาคกลาง
ชุุด ระบำอยุุธยา
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปอ่า่ งทอง
ประวัติการแสดง
“ระบำ�อยุธยา” เป็นระบำ�ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๒๙ จาก
ความคิดริเร่ิม ของนายเสรี หวังในธรรม ผู้เช่ียวชาญพิเศษด้านสังคีตศิลป์และ
ศิลปินแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ท่ีจะจัดให้ระบำ�อยุธยาเป็นระบำ�โบราณคดีอีก
ชดุ หนง่ึ ในดา้ นกระบวนทา่ ร�ำ มนี างเฉลย ศขุ ะวณชิ ผเู้ ชยี่ วชาญการสอนนาฏศลิ ป
ไทยและศลิ ปนิ แหง่ ชาติ เปน็ ผปู้ ระดษิ ฐล์ ลี าทา่ ร�ำ นายจริ สั อาจณรงค์ ผเู้ ชย่ี วชาญ
ดนตรไี ทย สถาบนั นาฏดรุ ยิ างศลิ ปก์ รมศลิ ปากร เปน็ ผแู้ ตง่ ท�ำ นองเพลงอยธุ ยา ระบ�ำ
ชดุ นจี้ ัดแสดงเป็นคร้ังแรกในงานศลิ ปหตั ถกรรม ประจำ�ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ใช้แสดง
ในโอกาสงานมงคลต่างๆ
29มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สู่แดนดินถ่นิ บูรพา”
การแสดงศิลปวฒั นธรรมส่ภี าค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคกลาง
ชุุด รำโทน
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปลพบุรุ ีี
รำ�โทน เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันท่ัวไปทุกภาคของประเทศไทย ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม
เปน็ นายกรฐั มนตรี ตอ้ งการเชดิ ชรู �ำ โทนใหเ้ ปน็ ศลิ ปะประจ�ำ ชาต ิ จงึ ไดส้ ง่ เสรมิ การละเลน่ ชนดิ นี้ใหเ้ ปน็ ศลิ ปวฒั นธรรมประจ�ำ ชาติ
วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี ได้รวบรวมอนุรักษ์การละเล่นพ้ืนบ้าน รำ�โทน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งเป็นปีรณรงค์
วัฒนธรรมไทยตามนโยบายของรัฐบาล โดยรวบรวมเนื้อร้องและทำ�นองเพลง ท่ารำ� จากพ่อเพลง แม่เพลงในอำ�เภอ
ทา่ ขา้ ม จงั หวดั สงิ หบ์ รุ แี ละต�ำ บลแหลมฟา้ ผา่ อ�ำ เภอบา้ นหมี่ จงั หวดั ลพบรุ ี ซง่ึ เนอื้ รอ้ ง มคี วามหมายหลากหลาย เชน่ กลา่ วถงึ
เหตกุ ารณบ์ า้ นเมอื ง วรรณคดี ประเพณี วถิ ชี วี ติ และความรกั เครอื่ งดนตรีใช้โทนเปน็ หลกั หรอื อาจน�ำ ร�ำ มะนามาใชต้ แี ทนโทน
30 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
การแสดงศิลปวัฒนธรรมสี่ภาค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคกลาง
ชุุด บัันเทิิงเริิงรำลำนำเพลง
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปสุพุ รรณบุุรีี
บันเทิงเริงรำ�ลำ�นำ�เพลง ผลงานสร้างสรรค์ของ
วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี จากเพลงพื้นบ้านสู่การแสดง
เลา่ เรอ่ื งราววถิ ชี วี ติ ของชาวไทยภาคกลางผา่ นอตั ลกั ษณเ์ พลง
พน้ื บา้ น เพอ่ื ใหผ้ ชู้ มไดร้ บั อรรถรสบทรอ้ งท�ำ นองเพลงพนื้ บา้ น
ควบคกู่ ับกระบวนท่ารำ�ที่สรา้ งสรรค์ประกอบ แสดงถงึ ความ
สนุกสนาน ความรืน่ เริงของหนุ่มสาว สะทอ้ นวถิ ีวัฒนธรรม
และความเป็นไทยทคี่ วรค่าตอ่ การสืบสานอยา่ งยง่ั ยนื
โดยมีรูปแบบการแสดง ประกอบด้วย องก์ท่ี ๑ เพลง
ศกั ดิส์ ิทธ ์ิ สอื่ ถึงบรรยากาศความขลัง และความศรทั ธาใน
พระพทุ ธศาสนา ดว้ ยการอธษิ ฐานขอพร ดว้ ยเพลงพษิ ฐานใน
การขบั ร้อง องก์ท่ี ๒ ชวี ติ ในเพลง แสดงถึงวถิ ชี ีวิตชาวไทย
ภาคกลางในเพลงหน้าน้ำ� คือ เพลงเรือ และเพลงหน้านา
คอื เพลงเกย่ี วขา้ ว และองกท์ ี่ ๓ ครน้ื เครงล�ำ น�ำ เปน็ การน�ำ
เพลงพน้ื บา้ นทนี่ ยิ มเลน่ ในเทศกาล อยา่ งเพลงอแี ซว การรอ้ ง
เพลงยวั่ ประกอบการร�ำ กลองยาว มที ว่ งท�ำ นองทกี่ ระชบั เรา้ ใจ
เพ่ิมดว้ ยการละเลน่ หวั โตมาประกอบให้เกิดความสนุกสนาน
31มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถิน่ บูรพา”
การแสดงศิลปวัฒนธรรมส่ีภาค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคกลาง
การแสดงละครนอก เรื่อ� ง สุุวรรณหงส์์ ตอน สุวุ รรณหงส์์ชมถ้้ำ
โดย คณะศิิลปนาฏดุรุ ิิยางค์์
สุวรรณหงส์ชมถ้ำ�เพชรพลอย เป็นการแสดงตอนหนึ่งในละครนอก เร่ือง สุวรรณหงส์ อันมีเนื้อเรื่อง กล่าวถึง
นางเกศสรุ ยิ งไดต้ ดิ ตามพระสวุ รรณหงสส์ วามจี นมาสลบอยกู่ ลางปา่ พระอนิ ทรจ์ งึ ลงมาชว่ ยเหลอื แปลงรา่ งนางเปน็ พราหมณ์
ผทู้ รงศลี แลว้ ใหเ้ ดนิ ตามหาสามตี อ่ ไป จนนางไดย้ กั ษก์ มุ ภณั ฑเ์ ปน็ บรวิ ารและใหย้ กั ษ์ นน้ั แปลงกายเปน็ พราหมณ์โต ตดิ ตาม
นางไปช่วยพระสวุ รรณหงส์ทีต่ ้องอาวธุ ถงึ แกค่ วามตาย ณ เมืองไอยรตั น์ จนพระสวุ รรณหงสฟ์ น้ื ขน้ึ และสงสยั วา่ พราหมณ์
คอื นางเกศสรุ ิยง จงึ ออกอบุ ายพาพราหมณ์เกศสุรยิ งไปชมถ้ำ�เพชรพลอย แต่ไมอ่ าจจับพิรุธได้
32 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ ส่แู ดนดนิ ถ่นิ บูรพา”
การแสดงศิลปวัฒนธรรมสภี่ าค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคตะวันั ออกเฉีียงเหนืือ
ชุดุ ฟ้้อนแพรวากาฬสิินธุ์�
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปกาฬสิินธุ์�
ฟ้อนแพรวากาฬสินธ์ุ ได้ประดิษฐ์คิดค้นการแสดงโดย คณะครูภาควิชานาฏศิลป์และภาควิชาดุริยางค์โดยการ
ควบคุมของ นายสิริชยั ชาญ ฟกั จ�ำ รูญ ผอู้ �ำ นวยการวทิ ยาลัยนาฏศลิ ปกาฬสนิ ธ์ุ ในปี พุทธศกั ราช ๒๕๓๔ เน่อื งในโอกาสท่ี
สมเดจ็ พระนางเจา้ พระบรมราชนิ นี าถ พระชนมายคุ รบ ๖๐ พรรษา ผา้ ไหมแพรวา เปน็ ผา้ แพรสไบทถ่ี อดดว้ ยเทคนคิ การทอ
คลา้ ยกับผ้าจก นิยมทอให้มีความยาวประมาณ ๑ วา กบั อีก ๑ ศอก หรอื ๑ ชว่ งแขน ซึ่งเป็นผา้ ทอของชาวภไู ท บา้ นโพน
อ�ำ เภอค�ำ ม่วง จงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ ไดร้ บั การสนับสนุนจากโครงการศูนย์ศิลปาชพี ในสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินนี าถ
และมีการพัฒนาสสี ัน และลวดลายต่างๆ มากขึ้น ท�ำ ให้ผ้าแพรวาเปน็ ท่ีนิยมอย่างแพรห่ ลายในปจั จบุ ัน
รูปแบบการแสดง แบ่งออกเป็น ๓ ช่วง
ช่วงที่ ๑ วถิ ีชีวิตชาวบ้านโพน
ชว่ งที่ ๒ การน�ำ เสนอการห่มผา้ แพรวา
ชว่ งท่ี ๓ ประเพณบี ุญกณั ฑ์หลอน
เคร่อื งดนตรีท่ีใช้ประกอบการแสดง วงโปงลาง
33มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถิ่นบูรพา”
การแสดงศิลปวฒั นธรรมสี่ภาค
การแสดงวััฒนธรรมภาคตะวัันออกเฉีียงเหนืือ
ชุดุ เรืือม จรีีญ ลิิญ ตร๊จ๊
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปนครราชสีีมา
การแสดงชดุ เรอื ม จรญี ลญิ ตรจ๊ เปน็ นาฏยประดษิ ฐท์ สี่ รา้ งสรรคข์ น้ึ จากประเพณดี งั้ เดมิ ในชว่ งวนั หยดุ สงกรานต์
ซ่งึ เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาของกลุ่มชนที่มีเอกลักษณท์ างดา้ นประเพณีและวฒั นธรรมของชาวอสี านใต้ ใน
บริเวณจังหวดั สุรินทร์ บรุ ีรมั ย์ และศรสี ะเกษ โดยมนี ายโฆษิต ดสี มและนางสำ�รวม ดีสมหรือทรี่ จู้ กั กันในนาม คุณนำ้�ผ้งึ
เมอื งสรุ นิ ทร์ ศลิ ปนิ พนื้ บา้ นของจงั หวดั สรุ นิ ทร์ ซง่ึ เปน็ ผทู้ มี่ คี วามรแู้ ละยงั คงเปน็ ผสู้ บื ทอดประเพณกี ารละเลน่ เรอื มตรด๊ เปน็
ผู้แนะนำ�ด้านข้อมูลและเป็นท่ีปรึกษาในการสร้างสรรค์ผลงงานการแสดง นอกจากเป็นการสร้างสรรค์เพ่ือเป็นการอนุรักษ์
วฒั นธรรมท้องถิ่น การแสดงชุด เรอื ม จรีญ ลิญ ตร๊จ ซึง่ คำ�วา่ เรือม จรีญ ลญิ ตร๊จ หมายถงึ การรอ้ งร�ำ ทำ�เพลงในชว่ ง
เทศกาลตรุษสงกรานต์ ค�ำ ว่า “เรอื ม” หมายถงึ ร�ำ “จรญี ” หมายถงึ รอ้ ง “ลิญ” หมายถงึ เลน่ “ตรจ๊ ” หมายถึง เทศกาล
ตรุษสงกรานต์
34 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
การแสดงศลิ ปวัฒนธรรมส่ีภาค
การแสดงวัฒั นธรรมภาคตะวัันออกเฉีียงเหนืือ
ชุุด ฟ้้อนผู้�ไท
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปร้้อยเอ็็ด
“ผู้ไท” เปน็ กล่มุ ชาตพิ ันธ์ทุ ่ีมปี ระชากรมากเปน็ อนั ดบั สอง รองจากกลุ่มชาติพันธุ์ลาว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
ของประเทศไทย อาศัยในจงั หวดั สกลนคร นครพนม กาฬสนิ ธุ์ บางส่วนต้งั บ้านเรอื นอยูท่ ี่จังหวดั มุกดาหาร อ�ำ นาจเจริญ
ยโสธร และร้อยเอ็ด ภาษาพดู อยู่ในกลุ่มตระกูลไต-กะได มีการแต่งกาย ประเพณี วฒั นธรรม และภาษาพดู เป็นเอกลกั ษณ์
ของตนเอง เรยี กกลุม่ ชาติพันธตุ์ นเองว่า “ภไู ท” หรือ “ผู้ไท”
การแสดงฟ้อนผู้ไท มีกระบวนท่าลีลาอ่อนหวานงดงาม แต่งกายด้วยเส้ือแขนกระบอกย้อมคราม สาบเส้ือด้วย
ผา้ ขดิ ติดกระดมุ เงิน นงุ่ ซนิ่ มดั หมย่ี าวกรอมเท้า เบยี่ งผา้ สไบขิดสแี ดง ใชผ้ ้าแพรประดบั ศรี ษะ สวมเล็บยาวทำ�มาจากโลหะ
หรือกระดาษมีพทู่ ี่ปลายเล็บสแี ดง สวมเครอื่ งประดับเงนิ ฟอ้ นประกอบดนตรีประเภทวงโปงลาง มีผขู้ ับร้องหญิงชายใน
ท�ำ นองเก้ียวพาราสี
35มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ ส่แู ดนดนิ ถิ่นบรู พา”
การแสดงศิลปวัฒนธรรมส่ภี าค
การแสดงโขน
เรื่�อง รามเกีียรติ์์� ชุุด นารายณ์์ปราบนนทก
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลป
บทละครเรอ่ื งรามเกยี รติ์ ตอน นารายณป์ ราบนนทก
มเี นือ้ หากลา่ วถงึ อดตี ชาติของพระรามและทศกัณฐ ์ โดยมี
ความวา่ นนทก ผทู้ �ำ หนา้ ทลี่ า้ งเทา้ ใหเ้ หลา่ เทวดาทมี่ าเขา้ เฝา้
พระอิศวรอยู่ที่เขาไกรลาส ได้เหล่าวเทวดากล่ันแกล้งจึงไป
เข้าเฝ้าพระอิศวรแล้วกราบทูลเพ่ือขอพร พระอิศวรจึง
ประทานน้ิวเพชร ที่เมื่อชี้ใครไปก็จะทำ�ให้คนนั้นตาย
เม่ือนนทกได้รับพรวิเศษน้ัน แทนท่ีจะใช้ปกป้องตัวเอง
กลับเอาไปรังแกและไล่ฆ่าเทวดาจนล้มตายกันจำ�นวนมาก
พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์ไปปราบนนทก กอ่ นตาย นนทกตดั พอ้ ว่าตนถกู เอาเปรยี บเพราะพระนารายณม์ มี ือถงึ ๔ มอื
แตต่ นเปน็ ยกั ษม์ แี ค่ ๒ มอื พระนารายณจ์ งึ ทา้ ใหน้ นทกไปเกดิ ใหมม่ ี ๒๐ มอื แลว้ พระองคจ์ ะตามไปเกดิ เปน็ มนษุ ยม์ เี พยี ง ๒ มอื
เพอ่ื สกู้ นั ส�ำ หรบั การแสดงครง้ั น้ีไดร้ บั ความรว่ มมอื ในการแสดงจาก ๓ หนว่ ยงาน ไดแ้ ก่ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ป คณะศลิ ปศกึ ษา และ
คณะศลิ ปนาฏดรุ ยิ างค์ เพอื่ น�ำ เสนอรปู แบบการแสดงโขนท่ีไดร้ บั สบื ทอดตอ่ กนั มาจากรนุ่ สรู่ นุ่ ใหค้ งอยเู่ ปน็ ศลิ ปะประจ�ำ ชาตติ อ่ ไป
36 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สูแ่ ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
การบรรเลงและขบั รอ้ ง ณ เวทวี ถิ ีไทย
การบรรเลงเพลงโหมโรงเสาวมาศ/วิิจิิตรลัักษณ์์
คุณุ ครููทองดีี สุุจริิตกุุล/ฟ้้อนลีีลาวดีี
โดย อธิิการบดีี คณะผู้�บริิหารสถาบันั บัณั ฑิิตพัฒั นศิิลป์์
และครูู อาจารย์์ นัักเรีียน นัักศึึกษา วิิทยาลัยั นาฏศิิลปจัันทบุุรีี
แรงบันดาลใจและแนวคดิ ในการสรา้ งสรรคท์ �ำ นองดนตรี
ผู้วิจัยมีความต้ังใจที่จะบูชาพระคุณของคุณครูทองดี สุจริตกุล ที่ท่านได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ทักษะ
การดีดจะเข้ ซ่ึงเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพรับราชการต้ังแต่อดีตจนปัจจุบันจึงได้สร้างสรรค์เพลงโหมโรงเสาวมาศ
ออกทองดปี สิทธฺ ิ
ค�ำ วา่ เสาว มคี วามหมายวา่ ดีงาม
ค�ำ วา่ มาศ มคี วามหมายว่า ทอง
รวมความหมายถึงเพลงโมโรงเสาวมาศเพื่อบูชาพระคุณคุณครูทองดี สุจริตกุล และเพลงทองดีปสิทฺธิ หมายถึง
ความส�ำ เรจ็ เกิดข้นึ ได้เพราะคณุ ครทู องดี สุจรติ กลุ
เพลงโหมโรงสาธุเป็นเพลงบูชาครู เป็นเพลงมงคลและเป็นเพลงต้นแบบของเพลงโหมโรง ดังน้ัน ผู้วิจัยเลือก
เพลงโหมโรงสาธขุ อง รองศาสตราจารย์ ณรงค์ชัย ปฎิ กรัชต์ ท่ีได้ประพนั ธ์ไว้เมอ่ื วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาสร้าง
สรรค์ ประพนั ธเ์ ปน็ เพลงโหมโรงเสาวมาศอตั ราสามชน้ั ทมี่ สี �ำ นวนผสมผสานระหวา่ งทางกรอ ลกู ลอ้ ลกู ขดั และทางพน้ื โดย
ประพนั ธอ์ อกเป็น ๒ ทอ่ น และไดน้ �ำ เพลงทองดปี สทิ ธฺ ิ อัตราช้นั เดยี ว ทรี่ องศาสตราจารย์ ณรงคช์ ัย ปิฎกรชั ต์ ประพนั ธ์
ไวเ้ มือ่ วันท่ี ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาสรา้ งสรรค์ประพันธ์เป็นอตั ราสามชน้ั เพื่อใหบ้ รรเลงต่อท้ายเพลงโหมโรงเสาวมาศ
และยงั คงใช้ช่ือเพลงทองดปี สทิ ธฺ ิ
37มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศิลป์ สแู่ ดนดินถ่นิ บรู พา”
ฟ้อ้ นลีีลาวดีี
แรงบนั ดาลใจและแนวคิดในการสร้างสรรคท์ �ำ นองดนตรี
คณุ ครูทองดี สจุ รติ กลุ เปน็ ครสู อนจะเขท้ โ่ี รงเรียนนาฎศลิ ปตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านไดถ้ า่ ยทอดความรู้ทักษะจะเข้
ใหก้ บั ศิษย์มากกว่า ๔๐ รนุ่ โรงเรียนนาฏศลิ ปม์ ีพื้นท่ีอยู่ในสว่ นหน่งึ ของวงั หน้า ทม่ี ีความสงบ รม่ ร่ืน มพี ระอุโบสถบวรสถาน
สทุ ธาวาสทีง่ ดงาม มตี น้ ไม้ใหญอ่ ายเุ กือบ ๑๐๐ ปี ทมี่ ีความแขง็ แรง ใหญ่โต และมลี ักษณะสะดุดตาแกผ่ ู้พบเหน็ อยู่บรเิ วณ
หนา้ พระอโุ บสถบวรสถานสุทธาวาส ชอื่ ต้น “ลลี าวดี”
เพื่อรำ�ลกึ ถึงคณุ ครทู องดี สจุ รติ กลุ และรำ�ลกึ ถึงโรงเรยี นนาฎศิลป์ ณ วังหนา้ อกี ทงั้ เพอื่ แสดงอัตลักษณ์ของจะเข้
ผ้วู จิ ยั จงึ คิดสรา้ งสรรคเ์ พลงฟอ้ นขึน้
จะเข้ เปน็ เครอื่ งดนตรที ี่ใชบ้ รรเลงกบั การแสดงฟอ้ นไดเ้ หมาะสมอยา่ งยง่ิ เพราะการบรรเลงท�ำ นองไปในทางเสยี งสงู
ทำ�ให้มที �ำ นองเสยี งเจดิ จ้า สดใส อ่อนหวาน และ การบรรเลงท�ำ นองลงมาทางเสยี งต่ำ�ทีส่ ายทุ้ม และสายลวดท�ำ ให้ทำ�นอง
มีเสียงลุ่มลึกอีกท้ังการดีดกระทบสองสาย และสามสายทำ�ให้เกิดความไพเราะ สนุกสนาน อันเป็นอัตลักษณ์ของจะเข้
ผู้วิจยั ได้นำ�เพลงระบำ�ผกาภริ มณข์ องรองศาสตราจารย์ณรงค์ชยั ปฎิ กรัชต์ ซ่งึ เปน็ เพลงอัตราสองชั้น มี ๒ ท่อน
ส�ำ เนียงลาวประพนั ธ์ระหวา่ งวันท่ี ๑๗ - ๒๕ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๑ มาสร้างสรรคท์ �ำ นองดนตรีโดยประพนั ธ์ในลกั ษณะ
ทางเปลี่ยนเป็นเพลงอัตรา สองช้ัน และนำ�เพลงยวนเคล้าอัตราชั้นเดียวของหลวงประดิษฐ์ ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
มาบรรเลงต่อท้ายและได้เพิ่มเท่ียวเปล่ียนในลักษณะท่วงทำ�นองในเพลงลาวซุ้มเพ่ือให้เกิดความสนุกสนานโดยการดำ�เนิน
ทำ�นองในสายลวด ท�ำ ให้เกดิ เสยี งลุ่มลึกแสดงใหเ้ หน็ ถึงอตั ลักษณข์ องจะเข้
ฟ้อนลีลาวดี ประกอบด้วยทำ�นองเกร่ิน ต่อด้วยทำ�นองอัตราสองช้ัน ๒ ท่อนและทำ�นองอัตราชั้นเดียว สุดท้าย
ทำ�นองลงจบตามโครงสรา้ งของเพลงฟอ้ นและเพลงระบ�ำ
ซึง่ ประกอบด้วย ๔ ส่วน คือ
๑. สว่ นต้น (เกริน่ น�ำ ) ๒. ท�ำ นองอตั ราสองชนั้
๓. ท�ำ นองอตั ราชน้ั เดียว ๔. ท�ำ นองท้ายลงจบ
38 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดินถ่ินบรู พา”
การบรรเลงและขบั รอ้ ง ณ เวทวี ิถไี ทย
การบรรเลงและขับั ร้อ้ งวงเครื่อ� งสายล้้านนา
ประกอบบทพระราชนิิพนธ์์ เรื่�อง “สมเด็จ็ ย่า่ เสด็็จฯ พิิชิิตยอดดอยอิินทนนท์”์
และการบรรเลงเดี่่�ยวจะเข้้ เพลง ลาวแพน
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปเชีียงใหม่่
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานบทพระราชนพิ นธ์ เรื่อง สมเดจ็ ย่าเสด็จฯพชิ ิตยอด
ดอยอนิ ทนนท์ ให้ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประพจน์ อศั ววริ ฬุ หการ
สง่ มาถงึ กระผมเพอื่ น�ำ มาคดิ แตง่ และเรยี บเรยี งเพลงบรรจใุ นบท
ใหเ้ หมาะสม ทจ่ี ะใชข้ บั รอ้ งบรรเลงกบั วงดนตรไี ทย สายใยจามจรุ ี
และวง CU Band ในวนั คลา้ ยวนั สถาปนาจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
วนั ที่ ๒๖ มนี าคม ๒๕๖๓
กระผมไดร้ บั บทพระราชนพิ นธน์ ท้ี ตี่ กึ ภมู สิ ริ มิ งั คลานสุ รณ์
โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ สภากาขาดไทย ชว่ งเวลาทค่ี ณะกรรมการ
มูลนิธสิ ิรินธรและมลู นธิ ินริศรานวุ ัดตวิ งศ์ ไปลงนามถวายพระพร สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธิราชเจ้าฯ ทีท่ รงประชวร เสด็จไปประทบั พัก
ท่ีโรงพยาบาล กระผมรู้สึกสำ�นึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่ทรงเอาพระทัยใส่งานดนตรีท้ัง ๆ ที่ทรงประชวร
เมื่อได้อ่านบทและคำ�อธิบายประกอบแล้ว กระผมได้แนวคิดและดำ�เนินการตามพระราชดำ�ริทันที เริ่มจาก ขอบทละคร
เรื่องพญาผานอง พรอ้ มซดี เี สยี ง ท่สี ำ�นกั การสงั คตี กรมศลิ ปากรบันทกึ ไวจ้ ากการแสดงจรงิ ณ โรงละครศลิ ปากร (โรงละครเกา่
อย่ขู ้างมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตรท์ ี่ไฟไหม้ไป) มาศกึ ษา ดูบท ฟังเพลง และศกึ ษาบทละครเรื่องพระลอคกู่ นั ไปดว้ ย รวมทง้ั ขอซีดี
เพลงพน้ื บา้ นพน้ื เมืองของวิทยาลัยนาฎศลิ ปเชียงใหม่ มาฟงั ประกอบกนั ไป เพื่อจะตดั สินใจเลอื กเพลงละคร (สำ�เนียงลาว) และ
เพลงเมืองเชยี งใหม่ มาบรรจใุ หเ้ ขา้ กบั บทพระราชนพิ นธ์ พร้อมกบั แต่งเพลงใหม่ดว้ ย แต่ไมส่ ำ�เรจ็ ไมล่ งตัว จงึ ตัดสินใจไปเชียงใหม่
กระผมท�ำ งานเพลงรว่ มกบั ครู อาจารย์ ดา้ นดนตรพี นื้ เมอื ง ภาควชิ าดรุ ยิ างคศลิ ป์ วทิ ยาลยั นาฎศลิ ปเชยี งใหม่ ไดร้ บั ความ
อนเุ คราะหจ์ ากผอู้ �ำ นวยการวทิ ยาลยั ฯ อนญุ าตให้ใชห้ อ้ งบนั ทกึ เสยี ง กระผมทดลอง น�ำ เพลงทแี่ ตง่ ใหมไ่ ปบรรเลงรว่ มกบั สะลอ้ ซงึ
และปจี่ มุ ผลปรากฏวา่ ใช้ไดห้ นงึ่ เพลง จงึ น�ำ มารอ้ ง รบั บรรเลง ในบทแรกของพระราชนพิ นธ์ ตงั้ ชอื่ วา่ นครวจิ ติ ร ตามทท่ี รงพระอกั ษร
แตอ่ ีกเพลงหนงึ่ สำ�เนียงไม่ใชเ่ หนอื ตอ้ งเรียบเรยี งใหมโ่ ดยใหค้ รรู กั เกียรติ ปัญญายศ (ขา้ ราชการครบู ำ�นาญ) กบั ครลู กู จา้ งทเ่ี ปน็
นกั รอ้ งชายตาบอดทงั้ สองขา้ ง กระผมเปน็ ผสู้ นบั สนนุ ใหเ้ รยี นจนจบปรญิ ญาตรี สาขาคตี ศลิ ปไ์ ทย สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป ์ ทดลอง
รอ้ ง รบั บรรเลงแบบเพลงเมอื ง ในบททสี่ าม ชมสตั วท์ ง้ั หลาย ปรากฏวา่ นกั ดนตรี นกั รอ้ ง ชอบใจวา่ แปลกดี ไมเ่ คยเลน่ แบบนม้ี ากอ่ น
กระผมท�ำ เพลงประกอบบทพระราชนพิ นธ์ รว่ มกบั ลกู ศษิ ยท์ เ่ี ชยี งใหม่ใชเ้ วลา ๓ วนั ใชจ้ นิ ตนาการวา่ ควรเรมิ่ ตน้ จากการน�ำ
เข้าส่เู รอ่ื งราว สร้างบรรยากาศใหเ้ ป็นเมอื งเหนือ โดยใชป้ ี่จมุ เป่าเพลงเมอื งน�ำ มากอ่ น ดนตรีไทย ดนตรีสากล บรรเลงพร้อมกับ
วงดนตรีพน้ื เมืองภาคเหนือ ประกอบดว้ ย สะลอ้ ซึง ขล่ยุ กลอง และใหป้ จี่ ุม เคล้าไปกับการรอ้ ง เปน็ รปู แบบใหม่ของการแสดง
ดนตรคี รงั้ นี้ ส�ำ หรบั เพลงทนี่ �ำ มาใชม้ ที งั้ เพลงแตง่ ใหม่ เรยี บเรยี ง และเพลงส�ำ เนยี งลาวทน่ี ยิ มใชก้ บั ละครพนั ทางดว้ ย คละเคลา้ กนั
ไป รวมทงั้ ดนตรสี ากลทม่ี มี ารช์ งิ่ แบนด์ และเพลงเยย้ ฟา้ ทา้ ดนิ ดว้ ย มอบใหผ้ ชู้ ว่ ยศาสตราจารยช์ วู ทิ ย์ ยรุ ะยง เปน็ ผดู้ �ำ เนนิ การ และ
มอบฝ่ายฉาก แสง เสียง จัดองค์ประกอบต่างๆ รวมท้ังการแสดงประกอบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
39มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
การตงั้ ชอ่ื เพลง ขอตงั้ ชอ่ื เพลงใหมใ่ หค้ ลอ้ งจองกนั ดงั น ้ี นครวจิ ติ ร พชิ ติ ดง (ลาวชมดง) พงไพรสณฑ์ (แมฟ่ า้ หลวง) ชนหรรษา
(ล�ำ ปางหลวง) สผู่ าหมอน (ฟอ้ นท)ี จรอา่ งกาหลวง (ฟอ้ นผาง) ดวงดอกเออื้ ง (ลาวล�ำ ปาง) เรอื่ งร�ำ ลกึ (ฟอ้ นสาวไหม) ส�ำ นกึ พระคณุ (ลอ่ งแมป่ งิ )
งานเพลงครง้ั นสี้ �ำ เรจ็ ไดด้ ว้ ยดี เพราะมบี คุ ลากรจากหลายหนว่ ยงานชว่ ยกนั ท�ำ อาทิ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปเชยี งใหม่ สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์
สำ�นักการสังคีต กรมศิลปากร คณะครุศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สำ�นักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วงดนตรีบ้านปลายเนิน วังคลองเตย วงดนตรีสายใยจามจุรี และผู้ท่ีมีส่วนร่วมทุกคนท่ีทำ�ให้ผลของงานออกมาดีมีคุณภาพ
ทัง้ น้ีด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ขอจงทรงพระเจริญย่งิ ยืนนาน
อาจารย์ ดร.สริ ิชยั ชาญ ฟักจำ�รูญ
ศิลปินแหง่ ชาติ และศิลปินแหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั
ในโอกาสการบรรเลงบนเวทวี ถิ ไี ทย เนอ่ื งในงานมหกรรมศลิ ปวฒั นธรรม ๔ ภาค “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สถู่ นิ่ บรู พา”
ณ วิทยาลัยนาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี ทางภาควิชาดรุ ยิ างคศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ โดยการนำ�ของทา่ น ดร.กษมา ประสงคเ์ จริญ
ผอู้ �ำ นวยการวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปเชยี งใหม่ ไดข้ ออนญุ าตทา่ นอาจารย์ ดร.สริ ชิ ยั ชาญ ฟกั จ�ำ รญู ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ และศลิ ปนิ แหง่ จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั ในการน�ำ บทเพลงประกอบบทพระราชนพิ นธฯ์ เรอ่ื ง “สมเดจ็ ยา่ เสดจ็ ฯพชิ ติ ยอดดอยอนิ ทนนท”์ น�ำ มาบรรเลงในครง้ั น้ี
โดยใชว้ งดนตรเี ครอื่ งสายไทยและวงดนตรพี น้ื เมอื งภาคเหนอื น�ำ มาบรรเลงรว่ มกนั ในนามวงเครอื่ งสายลา้ นนา ซงึ่ ไดร้ บั มอบชอื่ วงนี้
จากทา่ นอาจารย์ ดร.สิรชิ ัยชาญ ฟกั จำ�รญู ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ และศิลปนิ แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั
การบรรเลงเดี่่ย� วจะเข้้ เพลงลาวแพน
เพลงลาวแพนน้ี บางทีก็เรียกว่า ลาวแพนใหญ่ ซึ่งคู่กับลาวแพนน้อย เป็นสำ�เนียงทางภาคอีสาน แม้เพลงพื้นเมือง
ของภาคอีสานในสมัยนี้ ก็ยังมีคล้ายคลึงกับลาวแพนหรือลาวแพนใหญ่นี้อยู่ บางท่านสันนิษฐานว่าเดิมคงจะชื่อลาวแคน
คือ เพลงลาวท่ีเป่าแคนแล้วจึงเรียกเพ้ียนมาเป็นลาวแพน ดูก็ใกล้เคียง และอาจถูกต้องก็ได้ แต่ว่าในโบราณก็มีการฟ้อนรำ�
ชนิดหน่ึง เรียกว่า รำ�แพนหรือฟ้อนแพน จะมาจากเพลงสำ�หรับฟ้อนชนิดนี้ได้บ้างกระมัง ท้ังนี้สุดแต่ท่านผู้รู้จะวินิจฉัย
แต่เพลงลาวแพนสำ�หรับเดี่ยวน ท่านโบราณาจารย์ ได้นำ�เพลงลาวต่าง ๆ เข้ามาติดต่อเป็นเร่ืองไปอีกหลายเพลง เช่น
เพลงลาวสมเด็จ ลาวแพนน้อย เป็นต้น และในโบราณทีเดียวก็ดูเหมือนจะคิดผูกขึ้นสำ�หรับเดี่ยวปี่ในเท่านั้น ต่อมาจึงถึง
จะเข้ แล้วจึงได้แผ่ออกไปถึงเด่ียวเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆทุกอย่าง (มนตรี ตราโมทและวิเชียร กุลตัณฑ์, ๒๕๒๓: ๕๖๐)
สำ�หรับทางเดี่ยวจะเข้ลาวแพนในครั้งน้ี เป็นทางที่ครูชุ่ม กมลวาทิน ครูจะเข้ผู้มีช่ือเสียงในสมัยรัชกาลท่ี ๖
ได้คิดประดิษฐ์และต่อให้แก่ครูระตรี วิเศษสุรการ ต่อมาครูระตี วิเศษสุรการ ได้ต่อทางเพลงนี้ให้แก่อาจารย์ศักรินทร์ สู่บุญ
ต่อมาอาจารยศ์ ักรินทร์ สบู่ ุญไดถ้ า่ ยทอดทางเพลงนี้ใหแ้ กว่ า่ ที่รอ้ ยตรโี กญจนาท วิบลู ย์เพ็ง และวา่ ทีร่ ้อยตรโี กญจนาท วบิ ูลย์เพง็
ไดถ้ า่ ยทอดใหแ้ กน่ ายณัฐดนยั พรหมจารีย์ ผบู้ รรเลง
40 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่นิ บรู พา”
การบรรเลงและขบั รอ้ ง ณ เวทีวิถไี ทย
การบรรเลงและขัับร้อ้ งวงเครื่�องสายเครื่อ� งคู่� เพลง เขมรราชบุุรีี สามชั้้น�
และการบรรเลงเดี่่ย� วจะเข้้ เพลง แขกมอญ สามชั้้�น
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปร้้อยเอ็ด็
ประวตั ิเพลงเขมรราชบรุ ี สามชั้น
เพลงเขมรราชบรุ ี 3 ชน้ั เปน็ เพลงประเภทหนา้ ทบั สองไม้
มผี แู้ ตง่ มาจากอตั ราจงั หวะ 2 ชนั้ เพอื่ ใชร้ อ้ งสง่ ในการ
บรรเลงปพี่ าทย์ เครอ่ื งสาย และมโหรหี ลายทางดว้ ยกนั
โดยเฉพาะทางของครชู ้อย สนุ ทรวาทิน แต่ไม่ส้จู ะ
ได้รับความนิยมแพร่หลายเท่าใด จึงสูญไปราว
พ.ศ.๒๔๕๒ พระยาประสานดรุ ยิ ศพั ท์ (แปลก ประสานศพั ท)์ ไดแ้ ตง่ ขยายเพลงเขมรราชบรุ ขี นึ้ เปน็ อตั รา ๓ ชนั้ อกี ทางหนงึ่
แทรกเม็ดพราย มีลกู ลอ้ ลูกขดั แปลกขน้ึ กว่าทเี่ คยมีมา ในระหวา่ งทแี่ ต่งเพลงนห้ี ลวงประดษิ ฐ์ไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ได้
มีส่วนช่วยเหลืออย่มู าก ต่อมาครูเฉลมิ บัวท่ัง ปรบั ปรุงเฉพาะในอัตรา ๒ ชัน้ และชัน้ เดียว บรรเลงเป็นเพลงเถา
ประวัตเิ พลงแขกมอญ
เพลงแขกมอญ เดิมเป็นเพลง ๒ ช้นั สมยั อยุธยา มี ๓ ท่อน ตอ่ มาพระประดษิ ฐ์ไพเราะ (มี ดุรยิ างกูร) ไดน้ ำ�
มาแต่งเป็นอัตราสามช้ัน โดยแต่งเป็นทางธรรมดา และ ทางเดี่ยว สำ�หรับอวดฝีมือของนักดนตรี สำ�หรับทางเด่ียวนี้
มผี ู้แต่งส�ำ หรบั เคร่อื งดนตรีอีกหลายสำ�นวน เชน่ ครูพุม่ ปาปุยวาทย์ แตง่ ทางเด่ยี วระนาดทมุ้ และหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) นำ�เพลงแขกมอญทำ�นองของพระประดิษฐ์ไพเราะ มาเป็นหลักในการแต่งเพลงเด่ียวสำ�หรับเคร่ือง
ดนตรีหลายเคร่ืองมือ และในปี พ.ศ ๒๔๗๖ ตรูมนตรี ตราโมท ได้ตัดลงเป็นชั้นเดียว ครบเป็นเพลงประเภทเพลงเถา
41มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศิลป์ สู่แดนดินถนิ่ บรู พา”
การบรรเลงและขบั ร้อง ณ เวทวี ิถไี ทย
การบรรเลงและขับั ร้้องวงปี่่พ� าทย์ไ์ ม้แ้ ข็็ง เพลง จระเข้ห้ างยาว เถา
และการบรรเลงเดี่่ย� วระนาดทุ้�ม เพลง นารายณ์์แปลงรููป สามชั้้น�
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปนครราชสีีมา
ประวตั ิเพลงจระเขห้ างยาว เถา
เพลงจระเข้หางยาว เถา เดิมเป็นเพลงในอัตราสองชั้นชื่อว่าเพลง “สามเส้า” (ไม่ทราบผู้แต่ง) ต่อมาสมัย
ตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทรน์ ยิ มเลน่ เสภาเพลงจระเขห้ างยาวจงึ เกดิ ขน้ึ ในครงั้ นน้ั โดยยดื จากเพลงสามเสา้ ของเดมิ (ไมป่ รากฏชอื่ ผแู้ ตง่ )
เพลงจระเขห้ างยาวน้ี นกั รอ้ งเพลงไทยนยิ มใชเ้ ปน็ เพลงฝกึ หดั ขบั รอ้ ง เนอ่ื งจากเพลงนป้ี ระกอบดว้ ยการเออ้ื นลลี าตา่ ง ๆ
สำ�หรับเพลงจระเข้หางยาวที่บรรเลงในคร้ังนี้ ทางพื้นเดิมเป็นของเก่า แต่ในอัตราสองชั้นและชั้นเดียว
นายสมภพ ขำ�ประเสริฐ ได้ปรับทางใหม่และใช้บรรเลงครบทั้งเถา ทำ�สำ�เร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เนื้อร้องมาจากเสภา
เรอ่ื งขนุ ชา้ งขุนแผน ตอนขนุ แผนเขา้ หอ้ งแกว้ กิรยิ า
บทรอ้ งเพลงจระเข้หางยาว เถา
เจ้ารา่ งนอ้ ยนอนนง่ิ บนเตียงตำ�่ คมขำ�งามแฉลม้ แจ่มใส
ค้ิวคางบางงอนออ่ นละใม รอยไรเรียบรับระดบั ดี
ผมเปลอื ยเล้อื ยประลงจนบา่ งอนปลายเกศาดูสมศรี
ท่นี อนน้อยน่านอนอ่อนดี ท้ังหมอนมขี ้างค่ปู ระคองเคยี ง
กระจกแจม่ จดั ใสค่ ันฉ่องนอ้ ย ไมส้ อยสนั งาดงู ามเกลี้ยง
ฉากบังจดั ตงั้ ไว้ขา้ งเตยี ง อฒั จนั ทรต์ ัง้ เรยี งในหอ้ งน้อย
หอ้ งแคบรู้จกั แอบไม่แออัด รู้จกั จดั เครื่องเรือนไว้ใชส้ อย
ท้ังกระโถนขนั นำ�้ และจอกลอย ดูนอ้ ยนอ้ ยงามรบั กับรปู คน
(เสภาเรือ่ งขุนช้างขุนแผน ตอนเขา้ หอ้ งนางแกว้ กิรยิ า)
42 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถน่ิ บูรพา”
การบรรเลงและขบั ร้อง ณ เวทวี ถิ ีไทย
การบรรเลงและขับั ร้้องวงปี่่�พาทย์์ไม้แ้ ข็็ง เพลง พวงร้้อย สามชั้้�น
และการบรรเลงเดี่่�ยวระนาดเอก เพลง นกขมิ้้น� สามชั้้�น
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปอ่า่ งทอง
ประวัติเพลงพวงรอ้ ย สามช้นั
เพลงพวงร้อย สองชั้น ของเก่าอยู่ในเพลงเรอ่ื งสร้อยสนซึง่ จะมอี ยคู่ อื กนั คอื เพลงล�ำ ดบั แรกคือเพลงสร้อยสน
สว่ นในช่วงท่ี ๒ เพลงพวงร้อย สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอเจา้ ฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ไดท้ รงพระราชนพิ นธข์ ึน้
เปน็ อตั ราจงั หวะสามชน้ั และตดั ทอนลงเปน็ อตั ราจงั หวะชน้ั เดยี วจนครบเถา สว่ นบทรอ้ งนางเจรญิ พาทยโกศล ไดด้ ดั แปลง
มาจากเสภาเรอ่ื งขนุ ชา้ งขนุ แผน
บทร้อ้ งเพลงพวงร้อ้ ย สามชั้�น
พระจันทร์จรแจม่ กระจ่างดวง สว่างพวงพุ่มช่อชไู สว
นางแย้มแย้มรบั อยู่รมิ ไพร ซ่อนช้ชู ใู จให้เชยชู
เลบ็ นางกางกลีบแหลมแฉล้ม ย่ีสนุ่ แซมแกมแก้วกาหลงอยู่
ช้องนางนางสยายใหเ้ ชยช ู ชมพ่เู หมอื นจะพกั ให้พาชม
มะลิวลั ย์เหมือนวนั เจา้ จากพี ่ จ�ำ ปปี ีหน่งึ จะคนื สม
สุกรมเหมือนพีต่ รอมบอมระบม อบเชยเหมือนได้ชมอยู่เชยชิด
พิกลุ เหมอื นพก่ี อดกมุ ถนอม ดอกพยอมเหมือนเจ้ายว่ั ใหม้ ัวจติ
ชมพลางเพลดิ เพลินเจรญิ คดิ สะกิดเจา้ วนั ทองน้อยชมอ้ ยตาม
รปู ภาพวงป่พี าทย์ไมแ้ ข็ง
43มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สูแ่ ดนดินถ่ินบูรพา”
การบรรเลงและขบั ร้อง ณ เวทวี ิถไี ทย
การบรรเลงและขับั ร้้องวงปี่่พ� าทย์ไ์ ม้้แข็ง็ เพลง พัันธุ์�ฝรั่ง� เถา
และการบรรเลงเดี่่ย� วฆ้้องวงใหญ่่ เพลงสารถีี สามชั้้น�
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลป
ประวตั เิ พลงพันธฝ์ุ ร่งั เถา
เพลงพันธุ์ฝรั่ง เถา เป็นเพลงเก่า ไม่ทราบผู้แต่ง เพลงน้ีข้ึนต้นบรรเลงด้วยอัตราสองชั้น ต่อด้วยชั้นเดียว
แล้วจบลงด้วยอัตราคร้ังช้ัน จึงนับว่าเป็นเพลงเถา ที่มีลักษณะแตกต่างจากเพลงเถาอ่ืนๆ ในกระบวนเพลงเถาด้วยกัน
คุณครูสมภพ ขำ�ประเสริฐ อธิบายว่า เพลงนี้ผู้แต่งได้พยายามซ่อนเงื่อนงำ�ไว้เพ่ือไม่ให้รู้ว่ามาจากเพลงสองชั้นของ
เดมิ เพลงใด ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ คุณครสู มภพ ข�ำ ประเสริฐ ได้นำ�ทางเปลีย่ นในเท่ียวกลบั สำ�หรบั การบรรเลงในทุกอัตรา โดย
สอดแทรกลกู เสยี งฝรง่ั ไว้ เรยี กวา่ เพลงพนั ธฝุ์ รงั่ ทางฝรง่ั บทรอ้ งทจี่ ะใชข้ บั รอ้ งในครงั้ นี้ เปน็ เนอื้ รอ้ งซง่ึ รอ้ ยโทชติ สนุ ทรโชติ
เปน็ ผู้ประพันธข์ ้นึ
บทขับร้องเพลงพันธุฝ์ รัง่ เถา
สามชน้ั
ตะวันเท่ียงเสยี งนกวิหคเหิน มาพลอดเพลนิ จับพฤษาสตาหมัน
เพราะสำ�เนยี งเสยี งนกเบญจวรรณ นกอัญชนั พดู ชัดใครพลดั มา
สองชัน้
นกขนุ ทองของใครท่ีเคยคุ้น จบั อยบู่ นตน้ พกิ ุลเรยี กคณุ จา๋
นกขม้นิ เหลืองอ่อนเคยร่อนมา จำ�นรรจาจบั สมุ ทุมพ่มุ พมุ เรียง
ชัน้ เดยี ว
นกโนรที ่ีไหนหนอมาจอ้ พลอด มาเกาะกอดกงิ่ กาหลงรอ้ งส่งเสยี ง
ให้นอ้ งนง่ั ฟงั เสนาะเพราะส�ำ เนยี ง จะรายเรยี งกล่อมขบั ให้หลบั เอย
44 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถิน่ บรู พา”
การบรรเลงและขับรอ้ ง ณ เวทีวิถไี ทย
การบรรเลงและขับั ร้อ้ งวงปี่่พ� าทย์์ไม้แ้ ข็็ง เพลง เริิงพล เถา
และการบรรเลงเดี่่ย� วปี่่ใ� น เพลงนกขมิ้้�น สามชั้้�น
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปนครศรีีธรรมราช
ประวตั ิเพลงเรงิ พล เถา
เพลงเริงพล เถา นายบญุ ยงค์ เกตุคง ศลิ ปินแหง่ ชาติสาขาศลิ ปะการแสดง (ดนตรีไทย) ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้น�ำ
เพลงเขมรเร็วช้ันเดียวมาแต่งขยายขึ้นเป็นเพลงอัตราจังหวะสองช้ันและสามช้ัน จนเป็นเพลงเถา เมื่อวันท่ี ๓ สิงหาคม
พ.ศ. ๒๕๑๐ แล้วให้ช่ือว่า “เพลงเริงพล” โดยเฉพาะอัตราจังหวะสองชั้น มีความไพเราะสนุกสนานเช่นเดียวกับ
เพลงกราว เครื่องหนังท่ีตีประกอบจังหวะในเพลงน้ีใช้โทนชาตรี ซ่ึงหน้าทับกลองเรียบเรียงโดย นายสมพงษ์ โรหิตาจล
นายมณเฑียร สมานมติ ร และ นายสจุ นิ ต์ เฟ่ืองฟุง้ นกั ดนตรไี ทยวงกรงุ เทพมหานคร บทขับร้องน�ำ มาจากกลอนบทละคร
เรื่องมโนราห์ ตอน บูชายัญ ของกรมศิลปากร นางกัญญา โรหิตาจล เป็นผู้แต่งทำ�นองร้อง (ครูบุญยงค์ เกตุคง :
ศิลปินแห่งชาติ ระนาดไข่มุกหลน่ บนจานหยก, ๒๕๓๕, น. ๑๙๑) (ขอ้ มูลจาก นาย ธานน นิธิสุรภากร)
45มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ส่แู ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
การบรรเลงและขับรอ้ ง ณ เวทวี ิถไี ทย
การบรรเลงและขัับร้อ้ งวงเครื่�องสายผสมปี่่พ� าทย์์ เพลง โหมโรงจันั ธราดล
และการบรรเลงเดี่่ย� วจะเข้้ เพลงพญาครวญ สามชั้้น�
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปสุโุ ขทัยั
ประวตั ิเพลงโหมโรงจันธราดล
เพลงโหมโรงจันธราดล อัตราจังหวะสามชั้น ประพันธ์ขึ้นจากเพลงจันดิน อัตราจังหวะสองช้ัน และเพลงนาง
นกครวญ อัตราจังหวะสองชั้น ซึ่งทั้งสองเพลงเป็นเพลงมโหรีเก่า มีชื่อปรากฏมาต้ังแต่สมัยอยุธยา เพลงนางนกครวญ
(สำ�นวนเดมิ ) ยังมีการสืบทอดไว้ แต่เพลงจันดนิ (สำ�นวนเดมิ ) นั้นสูญหายไปไมม่ ผี จู้ ดจำ�ไดส้ ว่ นเพลงจนั ดนิ (ส�ำ นวนใหม)่
เปน็ ผลงานการประพนั ธ์ของศาสตราจารย์พงษศ์ ลิ ป์ อรณุ รัตน์
เพลงโหมโรงจนั ธราดล ประพนั ธ์โดยผชู้ ว่ ยศาสตราจารยน์ ติ ิ เอมโอด บรรเลงครง้ั แรกเพอื่ เปน็ ทรี่ ะลกึ ในงานแสดง
ศลิ ปวฒั นธรรมไทย ๔ ภาค “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดนิ บรู พา” พ.ศ. ๒๕๖๖ ณ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจนั ทบรุ ี
46 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดินถ่ินบรู พา”
การบรรเลกางรบแรเพรเลลลงงะเวชขงดิ เคจบั รีน่อืรสงสอ้อางยชงผัน้ สมณขิม เวทีวิถีไทย
การบรรเลแงลแะลกะาขรับั บรร้้อรงเลวงงเเคดี่่ร�ยื่ �อวงซสอาอู้ย� เผพสลมงขหิิมกบเพโดทยลคสงณะาเศมชลิ ิปิดชนั้า้�นจฏีดีนรุ ยิ าสงคอ์ งชั้้น�
โดย คณะศิิลปนาฏดุรุ ิิยางค์์
ป ระวตั ิเพเพลลงงเเชชิดดิ ขจจอนนีีงพเรสปะอน็รเพางผชลชลวงังเ้ันงชบาิดวนรจกสีนถาาเรปนป็นมรผงะคลพลงนใาั นนธสกข์มาอัยรรปงัชพรกะราะพลปทันีร่ธ๔ะ์ขดอหงษิลพฐังรจไะาพปกเรพระราดะะิษป(ฐรคะไพดรเิษมู รฐแีาไะขพ(กเคร)าระนูมไีแกัดข้ปดกรน)ะตนพรัันกผีดธ์เมนู้ พตชี ลรอื่งีผเเชู้มสิดีชยีจื่องีนเขแสลอีย้วงงพระราชวงั บวรสถาน
มงคลในสมัยรัชกนาำลไปทบ่ี ร๔รเหลงลทังูลจเกาลก้าพฯรถะวปายรพะรดะิษบาฐทไสพมเเรดาจ็ พะรไะดปป้ ่ินรเกะลพ้าันเจธ้าอเ์ พยู่หลวั งแเลช้วดิครจูมีนีแแขกลไว้ด้พนรำ�ะรไาปชบทรานรบเลรรงดทาูลศกัเดก์ิ ลา้ ฯ ถวายพระบาท
สมเดจ็ พระปนิ่ เกลใา้หเม้ จีตา้ ำอแหยนหู่ ง่ วัทแีส่ ูงลขว้ น้ึ คจรากมู ตแี ำแขหกนไ่งดหพ้ ลวรงะปรราะชดทษิ ฐาไ์นพบเรราระดเปาน็ศทกั พี่ ดริ์ะใปหรม้ะดตี ษิ �ำ ฐแไพหเนราง่ ะทเสี่จา้งู กขรน้ึมปจพี่ าากทตย์�ำ แหนง่ หลวงประดษิ ฐ์ไพเราะ
เป็นท่ีพระประดษิ ขฐอไงพพรเะรราาะชวเังจบา้วกรสรถมานปม่ีพงคาลทย์ ของพระราชวังบวรสถานมงคล
เเชปดิน็ จเชนี ิดตจวัเนีพทตล่ี ๒ัวงทเช-ี่ ๑ิดมแย๔ตกาจแป่ไเนีไดวรลด้เ้นนะปว้ป้เพ้ีลชนมเรัย่ีนิพดำ�ทีะนธจลเพท์ยัง้ีนงชืำดเหตนั ชดินขัวมธิดอยใทดง์ขจนาี่ชียน้นึ๔ชว่ ๔เนงใปั้นไลีห้ด็นตเมง้มนดจีวัทเำบช่ยี ั้งเโิดใพวหสดนจลตำมยีนกหงดวั เมตรารทับัว๔ริไ็วี่ทเดปสช๖ตี่ำน้ิดร๑ัเวจะนท�ำ นีแใพทียำ�ตนลงนำ�ันัวก้จวนทอาธนีนี่รองำเ์ม๒ปพเงเาชรก-ขมลิดะึา่้๔นาใงพมนนจไันชไำดาาธดสั้ป้เนก์เช่วรน้เพเดนะอื่พำ�ลีพยตมเงลวนั้นพตตธงไนลดัข์ว่อใอทึ้น้ดนงทกใี่ำเ ห๖้านชเ พมยยั้นิดท่ลทกใโใำงชดั้งนเนเย้กวชตอมาิ้นดองัวริไเดใเปัต กน้นช ร่ารำแะิดมอาทพตาั จตำเั๔นรนีนไ่ชธดาอื่อต์ชขงเ้ม๔ัวึม้นป้นั ตทาใลช่อหจตี่ั้ทนีย่าม๔ัวก้า่นตเสทยพไทัำวที่ดลหทำ�๖ั้งง้นรนีต่ ใับ๖ด ัว�ำอมเงพาชปล่วรงงะเลพรง็วันจสธบำ�์ยเนดืสยีข�ำ หยงจราับนีย
มาขึ้นน�ำ สว่ นตน้ เนชดิอจกีนนตัวัน้ ทใี่ช๔ก้ มากีราปรรบะรรพเลันงธเด์ข่ยี ้ึนวเใคหรือ่มง่ดสน�ำตหรีรรอบับ ว งเในชติดวั จเพนี ลตง วั ท่ี ๔ มกี ารบรรเลงเดีย่ วเครื่องดนตรรี อบวงในตวั เพลง
บทร้องเพลงเชดิ จีน สองชน้ั
ว่าพลางทางจูงสีหมอกมา้ เบาะอานพานหนา้ ดงู ามสม
ดงั จะปลวิ ล่วิ ลอยไปตามลม อยา่ ปรารมภเ์ ลยนะเจา้ มาขี่ม้า
ปลอบพลางทางคอ่ ยกระซิบบอก มา้ สีหมอกตัวนมี้ ีสงา่
เน้ือออ่ นงอนง้อขอขมา อยา่ ใหพ้ ีส่ ีหมอกม้ากระเด่อื งใจ
วนั ทองสองมือประนมม่นั พรน่ั พรั่นกลวั ม้าไม่เขา้ ใกล้
พี่สหี มอกของน้องอยา่ จองภัย จะขอขี่พี่ไปท้ังผัวเมีย
ขนุ แผนพานางมาใกลม้ า้ ลูบหลงั อาชาใหเ้ ชอื่ งเสยี
หยิบมอื ลูบมา้ วา่ ปลอบเมยี มา้ เลยี มือนางหวดี ประหวนั่ กลัว
47มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ ส่แู ดนดินถ่ินบรู พา”
การบรรเลงและขับร้อง ณ เวทวี ิถีไทย
การบรรเลงและขับั ร้้องวงเครื่อ� งสายเครื่อ� งเดี่่ย� ว เพลง แขกสาหร่่าย เถา
และการบรรเลงเดี่่ย� วซอด้ว้ ง เพลงพญาโศก สามชั้้�น
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปกาฬสิินธุ์�
ประวัตเิ พลงแขกสาหรา่ ย เถา
เพลงแขกสาหรา่ ย อัตรา ๒ ช้นั ประเภทหนา้ ทบั ปรบไก่ มี ๓ ทอ่ น ท่อนท่ี ๑ และทอ่ นที่ ๒ มีทอ่ นละ ๔ จงั หวะ
ท่อนท่ี ๓ มี ๖ จังหวะ เป็นเพลงสำ�หรับร้องบรรเลงตอนต้นในการเล่นสักวาเพลงหน่ึง จ่าเผ่นผยองยิ่ง (จำ�โดม) เป็น
ผู้แต่งขึ้นทั้งบทร้อง ทางร้อง และทำ�นองเพลง แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างย่ิงท่ีบทสักว่าเพลงแขกสาหร่ายของจ่าเผ่น
ผยองย่ิงได้สูญหายไป คงเหลืออยู่แต่ทำ�นองเพลงได้รับความนิยมบรรเลงกันแพร่หลายมาจนปัจจุบันน้ี เม่ือ พ.ศ.๒๔๖๖
หลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) ได้น�ำ เพลงแขกสาหร่าย ๒ ชั้น มาแตง่ ขยายข้นึ เป็นอตั รา ๓ ชนั้ ไดร้ ับความนยิ ม
อยา่ งแพรห่ ลาย ตอ่ มาราว พ.ศ.๒๔๗๐ จึงได้ตัดลงเป็นอัตราชัน้ เดียว ครบเป็นเพลงเถาเพลงนี้เฉพาะทำ�นองในอัตราชัน้
เดียวมีสำ�เนยี งแขก
48 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถิ่นบูรพา”
การบรรเลงและขับร้อง ณ เวทีวิถไี ทย
การบรรเลงและขับั ร้อ้ งวงปี่่พ� าทย์์ไม้้แข็ง็ เพลง เขมรปากท่่อ เถา
และการบรรเลงเดี่่�ยวระนาดทุ้�ม เพลง สุุดสงวน สามชั้้�น
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปจัันทบุรุ ีี
ประวตั ิเพลงเขมรปากทอ่ เถา
เพลงเขมรปากท่อเป็นเพลงเก่าเพลงหนึ่งที่อาจารย์ทางดนตรีไทยได้แต่งข้ึนให้เป็นสำ�เนียงเขมร ในสมัย
รัชกาลท่ี ๖ ได้มีผู้นำ�เพลงเขมรปากท่อ ๒ ชั้นน้ี มาแต่งขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียวได้ครบเป็นเถา
หลายทางด้วยกัน แตท่ างของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ซ่งึ ไดแ้ ตง่ ขนึ้ เมอื่ ราว พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้รับความนิยมแพรห่ ลายมากกวา่
ทางอ่ืน ส่วนบทร้องท่ีนิยมใช้ขับร้องกับเพลงเขมรปากท่อน้ี นำ�เอามาจากพระราชนิพนธ์เร่ืองอิเหนา ของรัชกาลที่ ๒
หรอื ไมก่ ็คัดมาจากบทละครรำ�เรือ่ งพระรว่ งหรอื ขอมด�ำ ดิน พระราชนิพนธ์ในรชั กาลท่ี ๖
เนอื้ ร้องเพลงเขมรปากทอ่
สามชนั้
บดั นั้น นกั คมุ้ บงั คมก้มเกศา
ความเกรงพระราชอาชญา เจรจาเสยี งสนั่ ด้วยพรัน่ ใจ
สองชนั้
แล้วจึงกราบทูลสน้ิ ทกุ สิง่ ล้วนความจรงิ ขอพระองค์อย่าสงสัย
พระร่วงน้นั ปญั ญาแหลมสุดใจ ชะลอมตักน�ำ้ ไว้ได้งา่ ยดาย
ชั้นเดยี ว
ขา้ น�ำ ชลอมของประหลาด มายังฝา่ พระบาทเพอื่ ถวาย
ชาวไทยจะดเี พราะมนี าย เป็นยอดชายฉลาดสามารถจรงิ
49มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สู่แดนดินถน่ิ บรู พา”