การบรรเลงและขับร้อง ณ เวทีวถิ ีไทย
การบรรเลงและขัับร้้องวงปี่่พ� าทย์ไ์ ม้แ้ ข็ง็ เพลง น้้ำลอดใต้ท้ ราย เถา
และการบรรเลงเดี่่�ยวระนาดทุ้�ม เพลงอาหนูู สามชั้้น�
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปพััทลุุง
ประวตั เิ พลงน�ำ้ ลอดใตท้ ราย
“นำ้�ลอดใต้ทราย” นั้น สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ บริพัตรสุขมุ พนั ธ์ กรมพระนครสวรรคว์ รพนิ ิต ทรงน�ำ
เพลงนำ้�ลอดใต้ทรายสองช้นั ท�ำ นองเกา่ ซ่งึ ใชป้ ระกอบละครมาพระนพิ นธข์ ยายและตดั ครบเปน็ เพลงเถา เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๑
ไดแ้ ต่งเป็นเพลงเถาไวท้ างหนง่ึ นายบุญยงค์ เกตคุ ง แต่งเป็นเพลงเถาไวอ้ กี ทางหน่งึ
50 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ สูแ่ ดนดินถ่ินบูรพา”
การบรรเลงและขับรอ้ ง ณ เวทวี ถิ ไี ทย
การบรรเลงและขัับร้้องวงปี่่�พาทย์ไ์ ม้้แข็็ง เพลง สร้อ้ ยมยุรุ า เถา
และการบรรเลงเดี่่�ยวระนาดเอก เพลงนกขมิ้้น� สามชั้้น�
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปลพบุุรีี
ประวัตเิ พลงสร้อยมยรุ า เถา
เพลงสรอ้ ยมรุ า เปน็ เพลงที่ไดแ้ ตง่ ขน้ึ จากเพลงสรอ้ ยเพลง ๒ ชนั้ ของเกา่ เพลงสรอ้ ยเพลง ๒ ชนั้ เปน็ เพลงส�ำ หรบั
ร้องในการแสดงโขนละคอนมาแต่โบราณ ซง่ึ มลี ลี าแสดงถงึ อารมณ์โศกเศร้า เม่ือไดแ้ ต่งข้ึนเป็นอัตรา ๓ ชนั้ ความหมาย
ในอารมณ์โศกก็ยังมีอยู่ แต่ลดนอ้ ยถอยลงไปบ้าง และตัง้ ชือ่ ขนึ้ ใหม่วา่ “เพลงสร้อยมยรุ า”
สำ�หรับเพลงสร้อยมยุรา เถา ท่ีบรรเลงในคร้ังน้ีเป็นผลงานการเรียบเรียงโดยคุณครูนำ้�ว้า ร่มโพธ์ิทอง
อดีตผู้ชำ�นาญการดนตรีไทย ภาควชิ าดุริยางคศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปลพบรุ ี
บทร้องเพลงสร้อยมยุรา เถา
สามชน้ั
แมแ้ ต่เดมิ เรม่ิ รู้ความตระหนัก จะห้ามหกั จติ ไว้ใหห้ นักหนา
ไมช่ ิงรักหักหาญดวงกานดา เพราะความแสนเสนห่ าอาลยั
สองชน้ั
ถงึ จะยอมออมอดไมอ่ าจเอ้อื ม ก็ไมเ่ สอ่ื มซาคิดพิสมัย
จะฝังรกั สลักรปู ไวภ้ ายใน น่านอ้ ยใจกลับมาพาเจ้าตาย
ช้นั เดียว
อันความผิดของพนี่ เ่ี หลือล�ำ้ ให้ชอกช�ำ้ แสนวิตกอกสลาย
ครวญพลางทางทมุ่ ทอดกาย กอดศพโฉมฉายร่�ำ โศกา
(บทละครเรอื่ งเงาะป่า)
51มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สู่แดนดินถ่นิ บรู พา”
การบรรเลงและขบั ร้อง ณ เวทวี ิถีไทย
การบรรเลงและขับั ร้้องวงปี่่�พาทย์์ไม้้แข็ง็ เพลง เขมรใหญ่่ เถา
และการบรรเลงเดี่่�ยวระนาดเอก เพลงการะเวก สามชั้้น�
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปสุพุ รรณบุรุ ีี
ประวัตเิ พลงเขมรใหญ่ เถา
เพลงเขมรใหญ่ อตั รา ๒ ชัน้ ของเก่า ประเภทหนา้ ทบั ปรบไก่ มี ๔ ท่อน ทอ่ นละ ๔ จังหวะ เป็นเพลงเรือ่ งมเี พลง
เขมรนอ้ ยและเพลงเขมรกลางรวมอยดู่ ว้ ย ตอ่ มาพระยาดรุ ยิ ศพั ท์ (แปลก - ประสานศพั ท)์ ไดแ้ ตง่ ขยายขนึ้ เปน็ อตั รา ๓ ชน้ั
สำ�หรับบรรเลงในวงป่พี าทย์และเคร่อื งสาย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าบริพตั รสขุ มุ พนั ธุ์ กรมพระนครสวรรค์
วรพนิ ติ ทรงดดั แปลงเทย่ี วกลับให้มีลูกล้อลกู ขัดและสำ�เนียงเขมร พรอ้ งทง้ั ตัดลงเปน็ ชัน้ เดียว ครบเป็นเพลงเถา ประทาน
แตรวงของทหารบก ทหารเรอื และวงปพ่ี าทย์วงั บางขนุ พรหม บรรเลง
บทรอ้ งเพลงเขมรใหญ่ เถา
สามชัน้ เดินทางพระพลางคดิ ค�ำ นึง ถวิลถึงบุษบามารศรี
แสนวิโยคโศกศลั ยพ์ นั ทวี โศกคี รวญคร�่ำ ร�ำ พนั
โอว้ ่าเสยี ดายดวงยหิ วา งามเหมือนนางฟ้ากระยาหงนั
พี่รกั เจา้ เท่าเทยี มชีวัน หมายมั่นในองคน์ งลกั ษณ์
สองชน้ั จะได้น้องไปครองพารา ใหเ้ กอื้ หนา้ ปรากฏยศศักดิ์
จวนจะไดส้ ู่สมภริ มย์รัก มหี ม่ปู รปักษม์ าหักราญ
ลอบล้างกลางการภเิ ษกศรี ดงั ทรวงพ่ีจะแยกแตกฉาน
แม้นมันแกล้งรษิ ยาสาธารณ์ ท�ำ การอาจองทะนงใจ
ชัน้ เดยี ว เปน็ ชายหรือมาหม่ินชาย แม้พบโฉมฉายอยู่ที่ไหน
จะพันตสู ้รู บจนบรรลยั ใหล้ ือชอื่ ไวท้ ้งั ธาตรี
(บทละครเร่อื งอิเหนา พระราชนพิ นธ์ในรชั กาลท่ี ๒)
52 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศลิ ป์ สูแ่ ดนดนิ ถ่ินบรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสืบศิลป์ส่สู ากล
การแสดงประกอบการบรรเลงวงดนตรีีจีีน
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปจัันทบุุรีี
ประวัตกิ ารบรรเลงวงดนตรีจนี
วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดซ้ือเครื่องดนตรีจีน สำ�หรับให้นักเรียน
นักศึกษา ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซ่ึงเป็นประเทศที่มีสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยมาอย่าง
ยาวนาน โดยวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปจนั ทบรุ ไี ดร้ บั การสนบั สนนุ งบประมาณจากมลู นธิ เิ พอ่ื สง่ เสรมิ พฒั นาการศกึ ษาจงั หวดั จนั ทบรุ ี
เป็นจำ�นวนเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท เพ่อื ใช้ในการจดั ซอ้ื เครือ่ งดนตรีจีน
โดยนับเป็นโอกาสอันดีท่ีวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี ซ่ึงเป็นสถานศึกษาแห่งเดียวของภาคตะวันออกที่จัดการ
เรียนการสอนและสืบสานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ได้มีโอกาสได้ศึกษาและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยควบคู่กับการศึกษา
ศิลปวฒั นธรรมของประเทศในแถบเอเชยี
เพลงที่ใชป้ ระกอบ ๗. เพลง อาหนู
๑. เพลง ฉา่ งไฮอ่ เี้ ชิงเซ้ียว ๘. ระบ�ำ ชุด จนี ไทยไมตรี
๒. เพลง เซียวเฉงิ กูซ่ อื่ ๙. เพลง จีนรำ�พดั
๓. เพลง มู่ล้ฮี วา ๑๐. เพลง เจา้ พอ่ เซยี งไฮ้
๔. รำ�ชุด ฟอ้ นลาวดวงเดอื น ๑๑. เพลง เปาบ้นุ จนิ้
๕. เพลง เยเ้ หลยี งไต้เปยี่ วหวอเตอซนิ ๑๒. ระบ�ำ ชุด ชุมนุมเผ่าไทย
๖. เพลง เทียนมม่ี ี้
53มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสืบศลิ ปส์ ่สู ากล
การบรรเลงวงดนตรีีและการแสดงพื้้น� บ้า้ นภาคเหนืือ
ชุดุ ลีีลาลายสังั คโลก
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปสุุโขทัยั
“สงั คโลก” หรือ “เครอื่ งสงั คโลก” เป็นช่อื ท่ีใชเ้ รยี กเคร่อื งปน้ั ดินเผา
เนือ้ แกร่ง (Stone Ware) ทงั้ ชนิดเคลอื บและไมเ่ คลอื บ ไม่วา่ จะเปน็ ถว้ ย ชาม
เคร่ืองประดบั ประตมิ ากรรม และสถาปตั ยกรรม ทง้ั น้ี ราวปลายพทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๙ ถงึ ตน้ ศตวรรษท่ี ๒๒ เป็นช่วงที่มแี หลง่ ผลิตเคร่อื งปน้ั ดินเผาเคลือบใน
แคว้นตา่ ง ๆ โดยเฉพาะในแควน้ สุโขทยั ซึ่งจากหลักฐานทางโบราณคดเี ช่อื กนั
ว่าช่างสุโขทัยมีความชำ�นาญในการสร้างสรรค์เครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่เดิม
เกดิ จากการทดลองและเรยี นรเู้ อง ตลอดจนรบั อทิ ธพิ ลจากวฒั นธรรมอน่ื ๆ เชน่
เขมร มอญ จนี และเวยี ดนาม เป็นตน้ จนในท่ีสดุ กก็ ลายเป็นเอกลกั ษณ์ที่ได้รบั
การยอมรบั ไปทว่ั ทงั้ ในและนอกอาณาจกั ร โดยมแี หลง่ ผลติ อยทู่ เี่ มอื งสวรรคโลก
(เก่า) ซึง่ ปจั จบุ นั คอื เมอื งโบราณศรสี ัชนาลัย
ภาควชิ านาฏศลิ ปไ์ ทย วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปสโุ ขทยั จงึ น�ำ ความโดดเดน่ ของ
เครอ่ื งสงั คโลกดงั กลา่ ว โดยเฉพาะในดา้ นลวดลายและสเี คลอื บ มาสรา้ งสรรคข์ น้ึ เปน็
การแสดงขน้ึ เพอื่ สอื่ ใหเ้ หน็ คณุ คา่ และเผยแพรใ่ นรปู แบบการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทย
54 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สูแ่ ดนดินถ่ินบรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี ืบศลิ ปส์ สู่ ากล
การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพื้นบ้านภาคกลาง
ชุดุ กิินราซััดชาตรีี
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปสุุพรรณบุุรีี
ระบำ�กินราซัดชาตรี วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีสร้างสรรค์ข้ึนใน
ป ี การศึกษา ๒๕๕๔ แนวคดิ ในการสรา้ งสรรค์ เพือ่ นำ�เสนอทา่ ร�ำ ของตัวพระ
ในรปู แบบของระบ�ำ โดยน�ำ เสนอผา่ นตวั กนิ ราซงึ่ เปน็ สตั วห์ มิ พานต์ในวรรณคดไี ทย
ดงั ปรากฏใหเ้ หน็ เปน็ ผลงานดา้ นจติ รกรรม ประตมิ ากรรม หรือสถาปัตยกรรม
ทางศาสนาตามวดั ในเขตภาคกลาง กระบวนทา่ ร�ำ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสงา่ งาม
และท่วงท่าท่ีเข้มแข็ง แบบอย่างในการประดิษฐ์ท่ารำ� ได้แบบอย่างมาจาก
ท่ารำ�ไหว้ครูและบทร้องประกาศโรงของละครชาตรีจังหวัดเพชรบุรีในปัจจุบัน
ท่ารำ�ซัดชาตรีของกรมศิลปากรอันมีท่วงท่ารำ�ท่ีกระฉับกระเฉงสอดคล้องกับ
จังหวะของดนตรี และท่ารำ�ท่ีประดิษฐ์ข้ึนใหม่ สร้างสรรค์จากท่าทางตาม
ธรรมชาติของเหล่าสกณุ า เพือ่ ใหท้ า่ ร�ำ มีความหลากหลายมากย่งิ ขึน้ เพลงท่ีใช้
ในการแสดงระบ�ำ กนิ ราซดั ชาตรี ประกอบดว้ ยท�ำ นอง ๒ สว่ น คอื สว่ นของท�ำ นอง
นำ�เข้าสู่ระบำ�กินราซัดชาตรี และส่วนของทำ�นองรำ�ซัดชาตรีในรูปแบบด้ังเดิม
55มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดินถน่ิ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี บื ศิลปส์ ่สู ากล
การบรรเลงวงดนตรีีและการแสดง
ชุุด นาฏอนงค์ท์ รงเครื่อ� ง
โดย คณะศิิลปนาฏดุุริิยางค์์
การแสดง ชุด นาฏอนงค์ทรงเคร่อื ง เปน็ การร�ำ ลงสรงทรงเครอื่ ง
ตัวนางแบบออกภาษาแขก โดยได้รับ แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรม
ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท่ี ๖) เร่ือง ศกุนตลา
ตอนที่ ๒ ซงึ่ กล่าวถงึ การลงสรงทรงเครอื่ งของนางศกุนตลา จงึ มีแนวคดิ
ที่นำ�เอาพหุวัฒนธรรมระหว่างนาฏศิลป์ไทย และนาฏศิลป์อินเดีย
ภารตะนาฏยัมมาผสมผสานกนั ระหว่างกระบวนทา่ รำ�
โดยแบง่ ออกเปน็ ๓ ช่วง การแสดง
ช่วงที่ ๑ ส่อื ถึงเหตุแหง่ การแตง่ ตวั ของนางศกุนตลา
ช่วงท่ี ๒ ส่อื ถึงการแต่งตวั ของนางศกุนตลา
ชว่ งท่ี ๓ ส่ือถงึ การเดนิ ทางไปยงั อุทยานของนางศกนุ ตลา
เพลงแขกบนั ตน
ครน้ั เสรจ็ ลงสรง ทรงสนาม นงครวญ นาฏอนงค์ เฉลิมศรี
ยรุ ยาตร มาเคหา ของนาร นางเทวี แต่งองค์ ใหพ้ รมิ้ พราย
เพลงแขกตาโมะ๊
จงึ ทรง ภษู า สา่ หรี เนอื้ ดี สที ับทิม เฉิดฉาย
ฉลององค์ รับทรง เลอื่ มลาย สไบสาย ผ้าบนั รู ดงู ามตา
คาดเข็มขดั จดั องค์ นงฤดี กรองคอสี สุวรรณ วเิ ลขา
สรอ้ ยระยา้ เชงิ ชั้น หลน่ั ลงมา พาหรุ ดั จัดมา แลวิไล
กำ�ไลมอื ก�ำ ไลเทา้ เคล้ากระพรวน ยามกา้ วเดิน เสียงรญั จวน ชวนหลงใหล
ทรงมงกุฎ ทัดมาลี เรยี งรายไป แล้วคลาไคล ไปสู่ อทุ ยาน
56 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศลิ ป์ สูแ่ ดนดนิ ถ่ินบรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี บื ศลิ ป์ส่สู ากล
การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพื้นบา้ นภาคใต้
ชุดุ ตารีีมารากัสั และรองเง็็ง
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปพัทั ลุุง
ตารีีมาลากััส
ตารมี าลากสั เปน็ การแสดงพนื้ บา้ นภาคใต้โดยวทิ ยาลยั
นาฏศลิ ปพทั ลงุ ไดแ้ นวคดิ ในการคดิ ประดษิ ฐส์ รา้ งสรรค์ โดย
ใชม้ าลากสั ซงึ่ เปน็ เครอ่ื งประกอบจงั หวะยอ่ ยในวงดนตรมี สุ ลมิ
มาผสมผสานกับท่ารำ�พ้ืนบ้านของชาวไทยมุสลิมในจังหวัด
ชายแดนภาคใต้การแสดงชุดนี้จะแสดงให้เห็นถึงการผสม
ผสานระหวา่ งการเลน่ มาลากสั กบั การเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย อาทิ
สะโพก แขน ไหล่ ประกอบเข้ากับเพลงที่สนุกสนานเร้าใจ
รองเง็ง็
รองเง็ง เป็นการแสดงพ้ืนบ้านภาคใต้อีกชุดหนึ่ง
มมี าแตโ่ บราณรองเงง็ มวี วิ ฒั นาการมาจากการเตน้ ร�ำ พน้ื บา้ น
ของชาวโปรตเุ กส ทีน่ ำ�มาแสดงในแหลมมลายู เม่ือคราวท่ี
ไดเ้ ขา้ มาตดิ ตอ่ การคา้ จากนน้ั ชาวมลาย ไดด้ ดั แปลงเปน็ การ
แสดงทเ่ี รยี กวา่ “รองเงง็ ” เรมิ่ ขนึ้ ทเ่ี มอื งมะละกากอ่ นเมอื งอนื่
ในแหลมมลายูแล้วนยิ มแพร่หลายในชวา - มลายู แตท่ ่พี บ
มหี ลกั ฐานปรากฏแนช่ ดั ในวงั ยะหรงิ่ จงั หวดั ปตั ตานี มกี ารเตน้
รองเง็งมาเป็นเวลาช้านาน ต้ังแต่สมัยก่อนการยกเลิกการ
ปกครอง ๗ หัวเมืองภาคใต้โดยนิยมเต้นร�ำ กนั เฉพาะในวงั
เจา้ เมอื ง ชายท่ีไดร้ บั เชิญเขา้ ร่วมงานเลยี้ งในวงั จะจับคเู่ ต้น
กับผู้หญิงซ่ึงเป็นข้าราชบริพารในวังและมีหน้าท่ีเต้นรองเง็ง
ดงั ปรากฏระหวา่ ง พ.ศ. ๒๒๓๙ - ๒๔๔๙ ตรงกบั รชั กาลที่ ๕
พระยาพพิ ธิ เสนามาตยาธิบดีศรสี รุ สงคราม เจ้าเมืองยะหร่งิ
ไดเ้ ลือกหญิงสาวในปกครองฝึกซ้อมรองเงง็ ไว้ เพ่ือไว้เตน้ คู่
แขกผู้มีเกียรติในงานรับรองและงานพิธีต่าง ๆ เป็นต้น
57มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี บื ศิลป์สสู่ ากล
การบรรเลงวงดนตรีีและการแสดงพื้้น� บ้้านภาคอีีสาน
ชุดุ กิินดอง
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปกาฬสิินธุ์�
“งานกนิ ดอง” คําทช่ี าวบา้ นในภาคอสี านใชเ้ รยี กงานแตง่ งาน ซงึ่ ไดย้ ดึ ถอื
ปฏิบัติกันมาช้านาน ในวันแต่งงานฝ่ายเจ้าบ่าวก็ยกขบวนขันหมากแห่กันมา
ฝ่ายเจ้าสาวก็เตรียมผ้าเตรียมขันนำ้�คอยอยู่หน้าบันไดเรือนเพื่อล้างเท้าให้
ว่าทพ่ี ่อปูแ่ มย่ ่าและว่าทสี่ ามี จากน้ันเชด็ เท้าให้แห้งกอ่ นขึ้นเรือน ตอ้ งผ่านด่าน
เพ่ือนเจ้าสาวท่ีดักรออยู่ โดยการใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าไหมจับชายคนละข้าง
ดึงขวางอยู่ พอถึงเวลาฤกษ์งามยามดี ก็เริ่มพิธีการโดยให้คู่บ่าวสาวมานั่ง
พนมมือต่อหน้าหมอขวัญ (พราหมณ์) และมีพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายมาน่ัง
ล้อมโดยมีพานบายศรีอยู่ระหว่างกลาง จากนั้นก็จะทำ�พิธีบายศรีสู่ขวัญ
โดยเน้ือหาใจความสำ�คัญก็จะเป็นการอบรมสั่งสอนให้รู้ก็จักการครองเรือน
สุดท้ายของการประกอบพิธีก็จะเป็นการผูกแขนข้อมือเพ่ืออวยพรให้คู่บา่ วสาว
คณะผู้สร้างสรรค์ได้เล็งเห็นถึงความสำ�คัญในการแต่งงานของชาวอีสาน
ทมี่ ขี น้ั ตอนการประกอบพธิ ที น่ี า่ สนใจ ทงั้ ยงั สอดแทรกคตธิ รรมค�ำ สอนทดี่ งี ามในการด�ำ รงชวี ติ จงึ เกดิ แนวคดิ และแรงบนั ดาลใจ
น�ำ มาสรา้ งสรรคก์ ารแสดงชดุ กนิ ดอง ในรปู แบบของนาฏศลิ ปพ์ น้ื บา้ นอสี าน เพอื่ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ความส�ำ คญั ของขนบธรรมเนยี ม
ประเพณีท่ีดีงามของชาวอีสาน ท้ังยังเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาวอีสานให้คงอยู่สืบไป
รูปแบบและองคป์ ระกอบการแสดง
การแสดงแบง่ ออกเป็น ๓ ชว่ ง
ชว่ งที่ ๑ แหแ่ หนสขู่ อ ชว่ งที่ ๒ ผูกข้อต่อแขน ชว่ งที่ ๓ มนั่ แกน่ ในคอง
58 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดินถน่ิ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสืบศลิ ป์สูส่ ากล
การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพืน้ บ้านภาคกลาง
ชุดุ ระบำนบนารายณ์์
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปลพบุุรีี
ระบำ�นบนารายณ์เป็นระบำ�ที่วิทยาลัย
นาฏศิลปลพบุรีได้ประดิษฐ์ข้ึนใหม่เมื่อ ปี พ.ศ.
๒๕๓๔ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในสมัย
สมเดจ็ พระนารายณ ์ ในหนงั สอื จดหมายเหตกุ าร
เดนิ ทางสปู่ ระเทศสยาม ของบาทหลวงกยี ์ ตาชารด์
ซึ่งได้กล่าวถงึ “การตามประทปี โคมไฟในวนั ขึ้น
ปีใหม ่ ซง่ึ มีด้วยกันราวแปดร้อยถงึ สองพันดวง
เรยี งรายอยใู่ นชอ่ งแกลเลก็ ๆ ซงึ่ เจาะไว้โดยเฉพาะ
ตามก�ำ แพงทล่ี อ้ มพระราชวัง บา้ งก็เปน็ โคมตดิ
ต้ังอย่างเป็นระเบียบแลดูแปลกตาดีพอสมควร”
นอกจากน้ียังได้กล่าวถึง การทำ�โคมด้วยเขาสัตว์ใสบางให้เป็นกระจก โคมกระจกหรือหุ้มผ้าแก้วโปร่งบางระบายสีต่างๆ
จากบนั ทึกดงั กล่าว นางวัฒนา โกศินานนท์ ผู้อ�ำ นวยการวทิ ยาลัยนาฏศิลปลพบุรี จงึ ดำ�ริให้ครูอาจารย์ภาควชิ า
นาฏศิลป์ไทยได้ประดิษฐ์ท่ารำ�ตามหลักฐานประวัติศาสตร์และจินตนาการดังกล่าว โดยนำ�โคมไฟมาประกอบการแสดง
เพอ่ื เปน็ การสกั การะและนอ้ มร�ำ ลกึ ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ณุ ขององคส์ มเดจ็ พระนารายณม์ หาราช เมอื่ ครงั้ ทพี่ ระองคเ์ สดจ็ มา
ประทับอยู่ ณ เมืองลพบุรี ระบำ�ชดุ น้จี ึงไดช้ ่ือวา่ “ระบำ�นบนารายณ”์
ทำ�นองเพลง ประพันธ์โดย ครูน้ำ�ว้า ร่มโพธิ์ทอง ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยท่ีปรึกษาภาควิชาดุริยางค์ไทย
วิทยาลยั นาฏศิลปลพบุรี
59มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถ่นิ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสืบศลิ ป์ส่สู ากล
การแสดง ชุดุ วงดนตรีีสากล BPI Orchestra
โดย สถานศึึกษาในสังั กัดั สถาบัันบััณฑิิตพัฒั นศิิลป์์
ประวัติวง BPI ออเคสตร้า
วง BPI ออเคสตร้า เกดิ จากการร่วมกลมุ่ ของคณะคร-ู อาจารย์ กลมุ่ สาระการเรยี นรดู้ นตรีสากล จากสถานศึกษา
ในหน่วยงานสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปะทั่วประเทศ มีความมุ่งหวังเพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะและในวิชาชีพ
ดนตรีสากล ทำ�ให้ดนตรีสากลมีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรมระหว่างดนตรีไทยดนตรีพื้นบ้านและดนตรีสากล
ไดอ้ ยา่ งลงตวั ท�ำ ใหเ้ กดิ การประชมุ วางแผนเพอ่ื จดั ตงั้ วง และน�ำ เสนอตอ่ ผบู้ รหิ าร ตลอดจนผทู้ มี่ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งใหช้ ว่ ยสนบั สนนุ
จงึ ทำ�ให้เกิดวงดนตรี BPI ประจำ�สถาบันบณั ฑติ พัฒนศิลปน์ ้ีข้ึน
60 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศิลป์ สู่แดนดินถน่ิ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลป
ณ เวทสี บื ศิลปส์ ู่สากล
การบรรเลงและการแสดง
ชุุด ระบำดาวดึึงส์์ (ดึึกดำบรรพ์)์
ประวัตริ ะบำ�ดาวดึงส์
ระบ�ำ ดาวดงึ ส์ เปน็ การแสดงระบ�ำ มาตรฐานทเี่ ปน็ แบบแผนของนาฏศลิ ปไ์ ทยชดุ หนง่ึ ซงึ่ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ
เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ์ ไดท้ รงพระนพิ นธบ์ ทรอ้ งขน้ี ประกอบการแสดงในโรงละครดกึ ด�ำ บรรพ์ โดยประกอบละคร
ดกึ ด�ำ บรรพ์ เรอ่ื งสงั ขท์ อง ตอนท่ี ๒ ตอนตคี ลี ฉากดาวดงึ ส ์ ในฉากนม้ี พี ระอนิ ทรก์ บั พระมเหสปี ระทบั อยบู่ นแทน่ พระวศิ ณกุ รรม
และพระมาตุลี นัง่ อยู่ชน้ั ลดสองข้าง พวกคนธรรพป์ ระจ�ำ เครือ่ งดนตรีอยูด่ า้ นหนา้ เหล่าเทวดานางฟ้าเขา้ น่งั เฝ้าสองขา้ ง
เร่ิมเปิดฉากเหล่าเทวดานางฟ้าก็จับระบำ�ถวาย เป็นการพรรณนาถึงความงดงามของสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ที่พระอินทร์
ประทับอยู่ ตลอดจนความงดงามของเหล่าเทวดานางฟ้าในสรวงสวรรค์ ซ่ึงต่อมาการแสดงชุดนี้ได้นำ�มาจัดแสดงเป็น
ชุดเอกเทศ เนื่องจากกระบวนท่ารำ�งดงามประกอบกับบทร้องและดนตรีไพเราะ ทำ�ให้เกิดเป็นท่ีนิยมสำ�หรับการนำ�ไป
ใช้ในงานรื่นเริง หรืองานมงคลต่างๆ วิทยาลัยนาฏศิลป จึงได้นำ�ระบำ�ดาวดึงส์ซึ่งเป็นรูปแบบของละครดึกดำ�บรรพ์
มานำ�เสนอในงานนี้เพ่ือเป็นการอนุรักษ์การแสดงให้เป็นแบบแผน และสืบทอดการแสดงอันงดงามนี้ไว้ต่อไป
61มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดินถนิ่ บูรพา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสืบศิลป์สู่สากล
การบรรเลงวงดนตรีีและการแสดงพื้้น� บ้า้ นภาคเหนืือ
ชุุด ฟ้้อนหางนกยูงู และฟ้้อนก่่ำเบ้้อ
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปเชีียงใหม่่
ประวตั ฟิ ้อนหางนกยงู และฟ้อนก่ำ�เบ้อ
การแสดงพื้นบ้านภาคเหนือ ชุด ฟ้อนหางนกยูง วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ได้สร้างสรรค์ท่ารำ�ข้ึนมาใหม่
จากการเลียนแบบกิริยาท่าทางของนกยูง อาทิเช่น การเดิน การยืน การต่อสู้ และ การเก้ียวพาราสี พร้อมท้ังนำ�เอา
กระบวนท่าฟอ้ นทางล้านนาเขา้ มาผสมผสาน เพือ่ ให้เกดิ ความสวยงาม และความอ้อยชอ้ ยมากขึ้น ซงึ่ รูปแบบการแสดง
จะแบ่งเป็น ๓ ช่วงการแสดง ช่วงแรกของเพลงจะแสดงออกถึงท่วงทีลีลาอ่อนช้อยของนกยูงตัวเมีย ช่วงท่ีสอง
จะแสดงออกถึงความแข็งแรงของนกยูงตัวผู้ ช่วงท่ีสามจะเป็นช่วงท่ีแสดงออกถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
นกยูงตัวผู้ และนกยูงตัวเมีย ดนตรีที่ใช้ในการประกอบการแสดง ได้ทำ�การสร้างสรรค์แต่งทำ�นองเพลงและจังหวะ
เพลงข้ึนใหม่ เพื่อใช้ประกอบการฟ้อนหางนกยูง รูปแบบการบรรเลงเพลง เป็นการใช้เครื่องดนตรีเลียนแบบเสียงของ
นกยูง และอิริยาบถของนกยูง ผ่านวงดนตรีสะล้อของทางภาคเหนือประกอบการบรรเลง เพลง “ตะวันยามเจ๊า”
ฟ้อนกำ่�เบ้อเป็นการแสดงท่ีเกิดข้ึนในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี แสดงครั้งแรกในงานเปิด พระตำ�หนัก
ม่อนจ๊อกป๊อก พุทธศักราช ๒๔๖๑ ปัจจุบันการแสดงชุดน้ีได้สูญหายไปเหลือแต่เพียงรูปถ่าย ที่หอจดหมายเหตุ
จำ�นวน ๔ ภาพ และได้สร้างสรรค์การแสดงนี้ข้ึนมาใหม่ จินตนาการด่ังผีเส้ือท่ีเกิดท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม
รายลอ้ มดว้ ยความอดุ มสมบรู ณ์ของปา่ ทางภาคเหนอื
ฟ้อนหางนกยูง ฟ้อนกำ่�เบ้อ
62 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ ส่แู ดนดินถนิ่ บูรพา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี ืบศลิ ป์ส่สู ากล
การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพืน้ บา้ นภาคกลาง
ชุดุ ระบำนาฏนารีีศรีีอโยธยา
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปอ่า่ งทอง
ประวัตริ ะบ�ำ นาฏนารีศรอี โยธยา
ระบ�ำ นาฏนารศี รอี โยธยา เปน็ ผลงานสรา้ งสรรคแ์ นวอนรุ กั ษข์ องวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปอา่ งทอง โดยนกั ศกึ ษาระดบั ชน้ั สงู
ปที ี่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๔ เปน็ ผสู้ รา้ งสรรค์ไว้ เดมิ ใชช้ อื่ การแสดงวา่ ระบ�ำ อยธุ ยาพสั ตราภรณ์ ตอ่ มาคณะครอู าจารยภ์ าควชิ า
นาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทองได้ปรับปรุงและพัฒนาการแสดงเป็นผลงานสร้างสรรค์และเปล่ียนชื่อเป็น ระบำ�
นาฏนารศี รอี โยธยา การแสดงชดุ ระบ�ำ นาฏนารศี รอี โยธยาสอื่ ถงึ ความออ่ นชอ้ ยงดงามของสตรไี ทยในราชส�ำ นกั สมยั อยธุ ยา
ประกอบกบั ท�ำ นองเพลงทม่ี คี วามไพเราะออ่ นหวาน และการแตง่ กายเลยี นแบบสตรไี ทยสมยั อยธุ ยา ผปู้ ระดษิ ฐท์ า่ ร�ำ คณะครู
อาจารย์ภาควิชานาฏศิลป์ไทย และนักศึกษาชั้นสูงปีท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ผู้ประดิษฐ์ทำ�นองเพลง คณะครูอาจารย์
ภาควชิ าดรุ ยิ างค์ไทยและนกั ศกึ ษาชนั้ สงู ปที ี่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๔ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปอา่ งทอง ปจั จบุ นั ระบ�ำ นาฏนารศี รอี โยธยา
เป็นชดุ การแสดงท่ีมีความออ่ นชอ้ ยสวยงาม สามารถใช้จัดแสดงกบั งานพิธี งานมงคล รวมทงั้ งานร่ืนเรงิ ในโอกาสตา่ ง ๆ
63มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดินถ่นิ บรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี ืบศลิ ป์สู่สากล
การวงดนตรีีและการแสดงพื้้น� บ้า้ นภาคใต้้
ชุุด โนราทำบทเทิิดพระเกีียรติิสมเด็จ็ พระเจ้้าตากสิินมหาราช
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปนครศรีีธรรมราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่ช่วยกอบกู้
เอกราชให้ชาวไทยได้มีชาติไทย อีกทั้งพระองค์เคยเสด็จมายังเมือง
นครศรธี รรมราช ทรงเลอื่ มใสศรทั ธาตอ่ องคพ์ ระบรมธาตเุ ขา้ นมสั การ
และปฏิบัติธรรม รวมทั้งปฏิสังขรณ์วิหารทับเกษตรรวมองค์พระ
บรมธาตุทำ�ให้ชาวนครเรียกทางเดินบริเวณนี้ว่า “ทางเดินเจ้าตาก”
รวมถึงเจดีย์หินภายในบริเวณวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร ท่ีชาว
นครเรยี กว่า “เจดีย์เจา้ เมอื ง” วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปนครศรธี รรมราช
น้อมรำ�ลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
จงึ น�ำ การแสดงชดุ “โนราท�ำ บทเทดิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช” ซง่ึ เปน็ การน�ำ ศาสตรก์ ารแสดงโนราท�ำ บทท่ี
ต้องใช้เทคนิคการส่ือความหมายให้ผู้ชมเข้าใจตามบทร้อง มีความสวยงาม และมีความสนุกสนานด้วยการร้อยเรียง
ทา่ รำ�ตามท่วงทำ�นองดนตรี (ทบั )
64 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถิ่นบรู พา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสบื ศลิ ป์ส่สู ากล
การบรรเลงวงดนตรแี ละการแสดงพื้นบ้านภาคอสี าน
ชุดุ ระแบงแคแจ๊ส๊ สงกรานต์์
โดย วิทยาลยั นาฏศลิ ปนครราชสมี า
ชาวอีสานใต้มีวัน “วันสงกรานต์” เป็นประเพณีไทยเดิมถือว่าวันนี้
เปน็ วนั ขนึ้ ปใี หมธ่ รรมเนยี มไทยเรากจ็ ะมตี มุ้ โฮมรวมญาตมิ ติ ร โดยเฉพาะหนมุ่ ๆ
สาวๆ จะสนุกกนั เต็มท่เี ลน่ สาดน้�ำ กนั โดยไม่ถือเนอื้ ถือตัว ในชนบทหลายแหง่
เพราะเนน้ ไปทค่ี วามสนกุ สนานตามวยั อันสมควร อนึง่ บางแหง่ จะเร่ิมจากวันท ี่
๑๓ เมษายน ของทุกๆปี และนำ�นำ้�หอมเส้ือผ้าอาภรณ์ไปรดนำ้�ผู้ใหญ่ญาติ
พน่ี อ้ งทเ่ี คารพนบั ถอื และมกี ารแหด่ อกไมเ้ ขา้ วดั ทางศาสนากจ็ ดั ใหม้ กี ารบายศรี
พระสงฆส์ มภารเจ้าวัด สรงน�ำ้ พระพุทธรปู ศักด์สิ ทิ ธิ์เทา่ ท่มี ตี ามวัดต่าง ๆ ทีอ่ ยู่
ในเขตชุมชนน้ันๆ และมีการเล่นพ้ืนเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะชาวอีสานใต้
จะเห็นได้ชัด เช่น การละเล่นกะลามะพร้าว (กะโป๋) การละเล่นจับกรับ
รวมไปถงึ กระทบไม้ เป็นตน้
ดงั นน้ั จากทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ ระแบงแคแจส๊ จะเปน็ การน�ำ เสนอการละเลน่
ในชว่ งสงกรานตข์ องชาวอสี านใต้ จดั ขนึ้ เพอ่ื เปน็ หลอมรวมความเปน็ วฒั นธรรม
เดยี วกนั สร้างความกลมเกลียว และความสนุกสนานใหก้ บั คนในชมุ ชน สู่การ
ตระหนักถึงวิถีความเป็นอยู่ของชาวอีสานใต้ ในประเพณีสงกรานต์คงสืบไป
65มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดินถิ่นบูรพา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทสี บื ศิลปส์ ู่สากล
การบรรเลงวงดนตรีีและการแสดงพื้้�นบ้้านภาคอีีสาน
ชุุด ฟ้อ้ นกลองเตะ
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปร้อ้ ยเอ็็ด
การเตะกลองใช้แสดงประกอบในการ “เส็งกลอง” หรือ
การแข่งขันกลองก่ิงของจังหวัดสกลนคร แต่เดิมจะตีเล่นประกอบ
การฟ้อนพ้ืนบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การเล้ียงผี ฟ้อนโซ่ทั้งบ้ัง
หรอื ฟอ้ นผู้ไทย จงั หวะการฟอ้ นใชก้ ลองกง่ิ ตกี �ำ กบั จงั หวะ เมอื่ ตเี สรจ็
นักดนตรีจะบรรเลงอย่างสนุกสนาน การแข่งกลองจะนำ�กลองเตะ
และหมากก๊ับแก๊บมาร่วมเล่น ทำ�ให้เกิดท่าตีกลองลีลาต่างๆ
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปรอ้ ยเอด็ ไดเ้ หน็ ความส�ำ คญั ของการการเสง็ กลองกง่ิ
จึงได้สร้างสรรค์การแสดงพื้นบ้านอีสาน ชุด ฟ้อนกลองเตะ
การแสดงประกอบไปด้วยการตีกลองก่ิงผู้แสดงชาย แสดงลีลาการตีกลองที่มีความเข้มแข็ง ผู้แสดงหญิงแสดงลีลา
การเตะกลอง และการแสดงหมากกบั๊ แกบ๊ ของนกั แสดงชายทเ่ี ข้ามาหยอกลอ้ คู่แสดง
66 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดินถ่นิ บูรพา”
การแสดงและการบรรเลง
ณ เวทีสบื ศลิ ป์สู่สากล
การแสดงละครดึึกดำบรรพ์์
เรื่�องสัังข์ศ์ ิิลป์ช์ ัยั ตอน พระอิินทร์ช์ ่่วยสังั ข์ศ์ ิิลป์ช์ ัยั
โดย คณะศิิลปศึึกษา
การแสดงละครดึกดำ�บรรพ์ เรื่อง สังข์ศิลป์ชัย ตอน พระอินทร์
ช่วยสังข์ศิลป์ชัย เป็นตอนสุดท้ายในการแสดงละครดึกดำ�บรรพ์ เร่ือง
สังข์ศิลป์ชัย ภาคปลาย บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ์ ทรงพระนพิ นธข์ น้ึ ใหมส่ �ำ หรบั ใชแ้ สดงละคร
ดึกดำ�บรรพ์ คณะวังบ้านหม้อ คณะละครของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์
(หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ที่ได้นำ�เอารูปแบบการแสดงละครโอเปร่า
ท่ีนักแสดงจะต้องร้องและเจรจาเอง เขา้ มาผสมกับการแสดงละครร�ำ ของไทย
บทการแสดงจึงไม่มีการเกร่ินนำ�ถึงตัวละครว่าเป็นใคร และมีความกระชับสั้น
เพ่อื ใหเ้ หมาะแก่การที่นักแสดงจะต้องขับร้องเอง
67มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดินถิน่ บรู พา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์
นบพระจุุฬามณีี
โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปสุพุ รรณบุรุ ีี
การแสดงชดุ นี้ น�ำ เสนอความเชอ่ื ความศรทั ธา ทมี่ ตี อ่
พระมหาเจดีย์จุฬามณี ซึ่งสถิต ณ สวรรค์ช้ันดาวดึงส์
ถือเป็นพระเจดยี ์ใหญง่ ดงาม ประดบั ด้วยรตั นะ คอื แก้ว ๗
ประการ ล้อมรอบด้วยกำ�แพงทอง ท่ีกำ�แพงประดับด้วย
ธงทิวสีต่างๆ พระจุฬามณีนี้ท้าวสักกะเทวราช ทรงสร้างไว้
ให้เป็นเครื่องสักการะบูชาของหมู่เทวดาในชั้นฟ้า ในฐานะ
ท่ีพระเจดีย์น้ีเป็นท่ีบรรจุของสำ�คัญสองประการ คือ
พระเกศธาตุ กับพระเข้ียวแก้วข้างขวาของพระพุทธเจ้า
หลักฐานสำ�คัญท่ีแสดงถึงพระเจดีย์จุฬามณีของจังหวัด
สุพรรณบุรี และเป็นแรงบันดาลใจสำ�หรับการแสดงชุดน้ี
ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนัง ณ วัดหนอ่ พุทธางกูร ต�ำ บล
พิหารแดง อำ�เภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยแบ่งการ
แสดงออกเป็น ๓ ช่วง คือ ช่วงท่ี ๑ แรงศรทั ธา แสดงถงึ
รวิ้ ขบวนของเหลา่ เทวดา-นางฟา้ ไปสกั การะพระเจดยี จ์ ฬุ ามณี
ช่วงที่ ๒ นบสักการะ เคารพพระเจดยี ์มหาจุฬามณี โดย
มีดอกบัวเป็นสิ่งสักการะบูชา ประกอบการร่ายรำ�ถวาย
เป็นพุทธบูชา ช่วงท่ี ๓ แซ่ซ้องสาธุการ แสดงถึงความ
ปลม้ื ปติ ิ อม่ิ เอมใจของเหลา่ เทวดา นางฟา้ ในการเคารพบชู า
พระเจดยี จ์ ุฬามณี
68 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดินถิ่นบูรพา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ปส์ ร้างสรรค์
ล่่องวารีี วิิถีี แม่ร่ ะมิิงค์์
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปเชีียงใหม่่
การแสดงสรา้ งสรรค์ ชดุ ลอ่ งวารี วถิ แี มร่ ะมงิ ค์ ไดร้ บั แรงบนั ดาลใจจาก อาจารยร์ กั เกยี รติ ปญั ญายศ โดยน�ำ เพลง “สายน�ำ้ ปงิ ”
ซงึ่ เปน็ เพลงที่ไดแ้ รงบนั ดาลใจจากการเดนิ ทางไปเทยี่ วทอี่ �ำ เภอแมร่ มิ อ�ำ เภอแมแ่ ตง อ�ำ เภอเชยี งดาว และไดไ้ ปลอ่ งแพไปตาม
แมน่ �ำ้ ปงิ พบเหน็ วถิ ชี วี ติ ของคนเชยี งใหม่ และสายน�ำ้ ปงิ จงึ เกดิ จนิ ตนาการทตี่ อ้ งการประพนั ธเ์ พลงขน้ึ จากการแปลท�ำ นอง
ลอ่ งแมป่ งิ เปน็ ทางเปลย่ี นเพอื่ ใหไ้ ปสยู่ คุ สมยั ใหม่ และใหท้ �ำ นองเพลงเปน็ การเลา่ เรอื่ งราววถิ ชี วี ติ ของคนเชยี งใหมแ่ ละคนลา้ นนา
สว่ นเพลงท่สี อง คอื “เพลงสาวไหมใยบวั ” ได้แนวคดิ มาจากดอกบัวทอี่ ยู่ในแม่น้ำ�ท่ีมคี วามงดงามเมือ่ เด็ดออกมา
มีใยเปน็ สายสวยงาม ผปู้ ระพนั ธ์ไดจ้ นิ ตนาการไปถงึ การใยดอกบวั และการสาวไหม ทม่ี ที ว่ งทา่ การรา่ ยร�ำ จนเกดิ เปน็ ท�ำ นองเพลง
“สาวไหมใยบวั ” ซ่งึ มรี ปู แบบการแสดงแบง่ ไวเ้ ป็น ๔ ชว่ งการแสดง ดังนี้
- ชว่ งท่ี ๑ รงุ่ เรอื งประเพณี ในชว่ งแรกของการบรรเลงสอ่ื ใหเ้ หน็ ลกั ษณะของความรงุ่ เรอื งดา้ นวฒั นธรรมประเพณี
- ช่วงท่ี ๒ งามวิถีแม่ระมิงค์ มีการเช่ือมเพลง ด้วยจังหวะกลองต่ึงโนงสู่ทำ�นองเพลงสาวไหมใยบัว แสดง
ให้เห็นความงดงามในวถิ ชี ีวิตคนลา้ นนา
- ช่วงท่ี ๓ นครพิงค์หรรษา ช่วงนครพิงค์หรรษา ใช้ท่วงทำ�นองเพลงสาวไหมใยบัวชั้นเดียว ท่อน ๑ และ
ท่อน ๒ ซ่ึงเป็นท่วงทำ�นองท่ีมีความสนุกสนานรื่นเริง แสดงออกถึงกิจกรรมการละเล่นท่ีสนุกสนานรื่นเริงของ
ชาวเชียงใหม่ในประเพณยี ี่เปง็
- ชว่ งท่ี ๔ พทุ ธบชู าพระเกศแกว้ จฬุ ามณี สอ่ื ถงึ ความเบกิ บานแหง่ สภาวะจติ อนั ปตี ิ เสมอื นพลงั แมน่ �ำ้ ปงิ นทที รี่ นิ ไหล
แหลง่ หล่อเล้ียงชวี ิตทางศลิ ปวัฒนธรรม พลังมวลชนคนล้านนา สูก่ ารบูชาพระเกศแกว้ จุฬามณี พระเกศาธาตขุ อง
พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามความเช่ือว่าการปล่อยว่าวไฟ ขึ้นสู่ท้องฟ้า หรือโคมไฟเพื่อให้
นำ�เคราะหร์ ้ายภัยพบิ ัตติ า่ งๆ ออกไปจากหมูบ่ า้ น
69มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ส่แู ดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
การแสดงนาฏดุรยิ างคศิลปส์ ร้างสรรค์
รืืงเปรงเสร็็ยเด๊า๊ ะทม
โดย มหาวิิทยาลัยั ราชภััฏพระนคร (ทีีม ก)
จากต�ำ นานโศกนาฏกรรมความรกั ของสตรรี ปู งามทชี่ อ่ื วา่ “เนยี งเดา๊ ะทม”
ณ ปราสาทโดนตวล ของหมู่บ้านภมู ซิ รอล ตำ�บลเสาธงชยั อ�ำ เภอกนั ทรลักษ์
จังหวัดศรสี ะเกษ จนเกิดเรอ่ื งราวแห่งการแยง่ ชงิ หญิงสาวระหวา่ งชาย ๒ คน
โดยหน่ึงคนคือคนรกั ทีค่ บหาอยู่ อกี คนหนึ่งเป็นกษัตรยิ ผ์ ้เู ลอโฉมท่ี ตกหลุมรัก
เนียงเด๊าะทม จากการเล่าขานของผู้คนในพ้ืนท่ี จนเกิดเหตุที่น่าสลดใจข้ึนกับ
ตาเลง็ ความเสยี ใจจงึ ท�ำ ใหเ้ นยี งเดา๊ ะทมตรอมใจตาย ณ ปราสาทโดนตวล โดย
นำ�เสนอศิลปนิพนธ์ทางนาฏศิลป์ไทยในรูปแบบนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้ ชุด
รงื เปรงเสรย็ เดา๊ ะทม ผสู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานแบง่ ชว่ งการแสดงออกเปน็ ๓ ชว่ ง ดงั น้ี
ช่วงที่ ๑ เนียงละออเดา๊ ะทม (การชมความงามของเนียงเดา๊ ะทม)
ช่วงท่ี ๒ ชะเลาะคะเนยี ตะเนมิ เสรย็ (การแย่งชงิ สตรีรปู งาม)
ช่วงที่ ๓ เนยี งเดา๊ ะทมตรอมเจดิ๊ (การตรอมใจตายของเนยี งเด๊าะทม)
70 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ สแู่ ดนดินถิ่นบูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลป์สร้างสรรค์
ลพบุรุ ีีชเยศ โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปลพบุรุ ีี
ระบ�ำ ลพบุรศี รชี เยศ หมายถงึ ความเจรญิ รุ่งเรอื งท่เี กิดขึ้นในเมืองลพบุรี เป็นการสร้างสรรค์การแสดงในรปู แบบ
ระบำ�นาฏศลิ ปไ์ ทย สอ่ื ใหเ้ หน็ ถึงเมอื งแหง่ ความศกั ดิ์สทิ ธท์ิ ่เี หลา่ เทพเทวา และเหล่านางฟ้าปกปักรักษาอยตู่ ามพระปรางค์
ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จงั หวัดลพบรุ ี มารา่ ยรำ�อวยพรเฉลิมฉลอง แซ่ซ้องสรรเสริญความย่งิ ใหญ่และเปน็ มหาอำ�นาจ
ของเมอื งลพบรุ ี ซงึ่ เปน็ วดั ทอ่ี ยทู่ า่ มกลางความเจรญิ มาทกุ ยคุ สมยั โดยเฉพาะยคุ ของกรงุ ศรอี ยธุ ยาสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์
มหาราช การสร้างสรรค์ท่ารำ�จึงมีโครงสร้างแบบโบราณคดีสมัยละโว้ อยุธยาตอนต้น และรัตนโกสินทร์มาผสมผสานกัน
รวมถงึ การเลอื กใชท้ า่ นาฏยศพั ทเ์ ฉพาะ ทใี่ หค้ วามหมายสอดคลอ้ งกบั ค�ำ วา่ “ชเยศ” เพอื่ แสดงถงึ อตั ลกั ษณข์ องการแสดงชดุ นี้
โดยรูปแบบการแสดงจะแบ่งเหล่าเทวดานางฟ้าออกเป็น ๒ ระดับ คือ ๑. เทวดานางฟ้าประดับซุ้มวิมาน จำ�นวน ๑ คู่
(ตวั เอก) ๒. เทวดานางฟา้ หนา้ บันในซุ้มเรอื นแก้วปรางคป์ ระธาน จำ�นวน ๖ คู่ (ตัวรอง) แบ่งช่วงของการแสดง ดงั นี้
การแสดงชว่ งท่ี ๑ “สถติ ย์ธาน”ี เหลา่ เทวดานางฟ้าลงมาอย่ปู กปักรักษาเมอื งลพบุรี
การแสดงชว่ งท่ี ๒ “ลพบุรศี รชี เยศ” เฉลมิ ฉลองสรรเสรญิ ความเจรญิ และมีอำ�นาจยง่ิ ใหญ่ของเมอื งลพบรุ ี
71มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ ส่แู ดนดนิ ถ่นิ บูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลปส์ รา้ งสรรค์
เทวลัักษมีี
โดย มหาวิิทยาลััยราชภัฏั พระนครศรีีอยุธุ ยา (ทีีม ก)
การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฎยศิลป์ชุด “เทวลักษมี” ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานมาจาก
ประตมิ ากรรมเทวสตรพี ระลกั ษมศี ลิ ปะสมยั อยธุ ยา ผสู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานด�ำ เนนิ การศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของพระลกั ษมี
ร่วมกับความเช่ือท่ีเก่ียวข้องกับบุคลาธิษฐานของพระลักษมีตามจินตนาการ เพื่อสร้างรูปธรรมของพระลักษมีเทวสตรี
สมยั อยธุ ยาตามแนวคดิ และความเชอื่ โดยน�ำ ขอ้ มลู ประวตั คิ วามเปน็ มาและรปู ลกั ษณะของประตมิ ากรรมเทวสตรพี ระลกั ษมี
ศลิ ปะสมัยอยธุ ยามาด�ำ เนินการวเิ คราะหแ์ ละสังเคราะห์จนได้ข้อมลู ส�ำ คญั ทีส่ ามารถน�ำ เสนอบคุ ลาธษิ ฐานพระลักษมศี ลิ ปะ
ในสมัยอยุธยาผ่านการแสดงในรูปแบบนาฎศิลป์ไทยประยุกต์ โดยใช้ทฤษฎีคติชนวิทยา และทฤษฎีนิยมจินตนาการ
เปน็ กรอบในการออกแบบสรา้ งสรรค์ผลงานชุดน้ี
72 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดนิ ถ่นิ บรู พา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สร้างสรรค์
รำวงใต้เ้ กี้้ย� ว
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปนครศรีีธรรมราช
การสร้างสรรค์การแสดงชุด “รำ�วงใต้เกี้ยว” มีแรงบันดาลใจและ
แนวคิดมาจากการเต้นรองเง็งของชาวภาคใต้ อันนำ�ไปสู่การศึกษารูปแบบ
การเตน้ รองเง็ง และองคป์ ระกอบของการเตน้ รองเงง็ อีกท้งั รูปแบบการร�ำ วง
ด้วยการประยุกต์จากนาฏยจารีตเดิม โดยนำ�เพียงเอกลักษณ์หรือลักษณะเด่น
ของทา่ ทางการเตน้ รองเงง็ เชน่ การกา้ วเทา้ การแตะเทา้ การโยกตวั การโอนตวั
การย่อตัว เป็นต้น ผสมผสานกับการรำ�วงที่ผู้เต้นจะเดินเป็นวงกลมทวนเข็ม
นาฬกิ า ในเชงิ เกีย้ วพาราสีกนั ด้วย
การก�ำ หนดการแสดงแบ่งออกเปน็ ๒ ช่วง ได้แก่ ชว่ งท่ี ๑ หน่มุ พบ
สาว และชว่ งท่ี ๒ บ่าวเก้ียวหญงิ น�ำ เสนอในรปู แบบของระบ�ำ วงดนตรีท่ีใช้
ประกอบการแสดงเป็นวงดนตรีภาคใต้ตอนล่างของไทย นำ�ทำ�นองเพลงที่ใช้
ในการเต้นรองเง็งมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ด้วยการเรียบเรียงทำ�นอง
เพลงท่ีมีอยู่เดิมแล้วร้อยเรียงใหม่ สอดแทรกบทร้องในเชิงเกี้ยวพาราสีกัน
การออกแบบเคร่ืองแต่งกายฝ่ายชายนำ�แนวคิดมาจากชุดบาจูเมอลายู ส่วน
ฝ่ายหญงิ น�ำ แนวคิดมาจากชดุ เคบายา่ บีกู โดยใช้ผ้าเชด็ หน้าเปน็ สอื่ สัญลกั ษณ์
ในการเลอื กหญิงสาวมาเป็นคเู่ ต้นของตน
73มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศลิ ป์ สู่แดนดินถิ่นบรู พา”
การแสดงนาฏดุรยิ างคศลิ ป์สรา้ งสรรค์
ปัตั ยอภััยภูเู บศร
โดย มหาวิิทยาลัยั ราชภัฏั พระนคร (ทีีม ข)
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์สมัยยุคกลางรัตนโกสินทร์ กล่าวถึง การสร้างตึก
หลังเสียดินแดนกับการต่อสู้อาณานิคมให้แก่ฝร่ังเศส เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงสร้างตึกเพื่อถวายเป็นที่ประทับของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๕) มีนัยยะในการสร้างที่จะสนองพระบรมราโชบายในการพัฒนา
บา้ นเมอื งใหม้ คี วามเจรญิ และสง่ เสรมิ ภาพลกั ษณข์ องพระมหากษตั รยิ ์ไทยใหด้ ํารงเอกราชของชาตอิ ยา่ งมอี ารยะเทา่ เทยี ม
กับชาติมหาอํานาจต่าง ๆ ในทวีปยุโรป จึงทําให้การสร้างอาคารหลังนี้สามารถใช้เป็นท่ีประทับได้อย่างสมพระเกียรติ
โดยมรี ปู แบบสถาปตั ยกรรมทโ่ี ดดเดน่ สไตลย์ โุ รป คอื สถาปตั ยกรรมแบบบารอค ผสู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานจงึ เหน็ ควรแกก่ ารเผยแพร่
ความงามทางสถาปัตยกรรมและคุณค่าประวัติศาสตร์ของตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ประชาชนได้รับรู้จากการ
ชมการแสดงศลิ ปนิพนธ์ ชดุ “ปัตยอภยั ภูเบศร”
74 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดนิ ถนิ่ บรู พา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ปส์ ร้างสรรค์
วิิจิิตราจามีีกร โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปสุุโขทััย
ทองโบราณ หรือ ทองศรสี ชั นาลัย เป็นหน่งึ ในงานศลิ ปหัตถกรรมท่ี
มชี อ่ื เสยี งของอ�ำ เภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทยั จนไดร้ บั การคดั เลอื กใหเ้ ปน็
องค์ประกอบ ๑ ใน ๔ หัตถกรรม ที่สง่ ผลให้จังหวดั สุโขทยั ได้รับคัดเลอื กเป็น
เครอื ขา่ ยเมอื งสรา้ งสรรค์ สาขาหตั ถกรรมและศลิ ปะพนื้ บา้ น (Crafts and Folk
Art) จากองคก์ ารการศกึ ษาวทิ ยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาต-ิ ยเู นส
โก (The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organiza-
tion UNESCO) รปู แบบของเครื่องทองโบราณสโุ ขทัยมีรปู แบบและกรรมวธิ ี
ท่ีได้รับการยอมรับและเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นและแตกต่างจากงานทองทั่วไป
วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย มีแนวคิดที่จะสร้างสรรค์การแสดงเพ่ือให้
สอดรบั กบั ทศิ ทางการพฒั นารว่ มกบั จงั หวดั สโุ ขทยั จงึ ประดษิ ฐท์ า่ ร�ำ และท�ำ นอง
เพลงวจิ ติ ราจามกี รขนึ้ โดยน�ำ เอาลวดลายและขน้ั ตอนการกรรมวธิ กี ารผลติ ทอง
สโุ ขทยั มาเปน็ แนวทางในการประดษิ ฐ์ในรปู แบบการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยอนรุ กั ษ์
75มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ ส่แู ดนดนิ ถ่นิ บูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ิยางคศลิ ปส์ ร้างสรรค์
ต๋๋ำเข่า่ โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปนครราชสีีมา
จากการศึกษาเรื่อง วิถีชีวิตการตำ�ข้าว ในการตำ�ข้าวของชาวจังหวัดนครราชสีมาน้ันมีอุปกรณ์หลักที่สำ�คัญ
คือ ครกมือ และสากตุ๊บ ท่ีใช้เป็นเครื่องมือในการผลิตความรู้ต่อยอดเป็นอาชีพสามารถพึ่งตนเองได้ อีกทั้งเป็น
ส่วนหนึ่งท่ีก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี แก่ชุมชน เป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินและมรดกวัฒนธรรมที่ถ่ายทอด
กันมาเป็นเวลายาวนาน แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่สร้างมูลค่าให้แก่สังคมได้
จากความส�ำ คญั ขา้ งตน้ คณะผสู้ รา้ งสรรคจ์ งึ เกดิ แรงบนั ดาลใจทจ่ี ะน�ำ วถิ ชี วี ติ การต�ำ ขา้ ว มาน�ำ เสนอผา่ นกระบวนการ
สร้างสรรค์ นาฏยประดิษฐ์ การคิดวิเคราะห์ ตีความ โดยใช้แนวคิดทฤษฎี และใช้ผ้าเป็นสัญญะในการตำ�ข้าวและ
การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวจังหวัดนครราชสีมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชุมชนสู่การถ่ายทอดทางภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาวจังหวัดนครราชสีมา นำ�มาสร้างสรรค์เป็นผลงานทางด้านศิลปะการแสดงนาฏศิลป์พ้ืนเมืองอีสาน
ผลงานสรา้ งสรรคก์ ารแสดงชดุ “ต๋ำ�เขา่ ”
76 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่ินบูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ิยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์
โนราเหยีียบเสน
โดย มหาวิิทยาลัยั ราชภัฏั บ้า้ นสมเด็จ็ เจ้า้ พระยา
การแสดงสร้างสรรค์ ชุด โนราเหยียบเสน ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการแสดงโนรา โดยเน้นการนำ�เสนอ
บทบาทของโนราใหญ่ ผู้ประกอบพิธีกรรมเหยียบเสน ในฐานะโนรานายโรงที่มคี วามสขุ ม เข้มขลงั และน่าเกรงขาม ผา่ น
ทกั ษะการรำ�ขัน้ สงู และการสอดแทรก กระบวนรำ�ประกอบอาวุธ กระบวนทา่ รำ�จากการรำ�ในพิธีกรรมเหยยี บเสน กระบวน
ท่ารำ�จากการร�ำ เฆยี่ นพราย กระบวนท่ารำ�โนราท่ีได้แบบอย่างมาจากท่ารำ�ท่เี ปน็ อัตลักษณเ์ ฉพาะตนของศิลปนิ โนรา และ
กระบวนท่ารำ�อื่น ๆ ในศิลปะการแสดงโนรา ด้านรูปแบบในการแสดงสร้างสรรค์ผู้สร้างสรรค์ได้กำ�หนดให้อยู่ในรูปแบบ
นาฏยจารีตดั้งเดมิ ของโนรา ซึ่งเปน็ รูปแบบการสร้างสรรคแ์ นวอนุรักษ์นิยม และมกี ารสรา้ งสรรค์ปรับปรงุ และพฒั นาองค์
ประกอบการแสดงบางสว่ นให้มีความแปลกใหม่ แตย่ งั โครงสร้างเดิมของโนรา โดยน�ำ เสนอการแสดงเป็น ๓ ชว่ ง คือ
ช่วงท่ี ๑ เปิดตวั โนราใหญ่
ชว่ งที่ ๒ นอ้ มใจซัดท่าศักดิ์สิทธ์ิ
ชว่ งที่ ๓ นอ้ มจิตไหวค้ รหู มอ
77มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดนิ ถิ่นบรู พา”
การแสดงนาฏดุริยางคศิลปส์ ร้างสรรค์ โดย คณะศิิลปศึึกษา
ธิิดาชาวสวน
พ้ืนทภี่ าคกลางของประเทศไทยเป็นพ้นื ทีห่ ลักในการทำ�เกษตรกรรม สภาพทางเศรษฐกจิ ของผ้คู นในแถบนที้ ีเ่ ปน็
ชนบทยงั ประกอบอาชพี ท�ำ สวนเปน็ สว่ นใหญ ่ เชน่ สวนผลไม ้ สวนผกั สวนดอกไม ้ ฯลฯ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความอดุ มสมบรู ณ ์
มวี ถิ ชี วี ติ ของผคู้ นในสงั คมทพี่ งึ่ พาอาศยั กนั การท�ำ สวนถอื เปน็ รากเหงา้ ของชวี ติ และวฒั นธรรมของคนไทยทด่ี �ำ รงสบื เนอ่ื ง
ผา่ นกาลเวลามาอยา่ ง ชาวสวนมชี วี ติ ทร่ี ายลอ้ มไปดว้ ยธรรมชาต ิ มวี ถิ กี ารด�ำ เนนิ ชวี ติ ทเ่ี รยี บงา่ ย โดยไมต่ อ้ งไปแขง่ ขนั กบั ใคร
จงึ สามารถมคี วามสุขได้ในฉบบั ของชาวสวน
การแสดงสรา้ งสรรคช์ ุดธิดาชาวสวน เป็นรูปแบบการแสดงพืน้ บ้านภาคกลางทสี่ ะท้อนวิถชี ีวิตของอาชพี หญงิ สาว
ที่ประกอบอาชีพชาวสวน เพื่อนำ�เสนอมุมมองแห่งความสุขของอาชีพชาวสวนและยกระดับความสำ�คัญของอาชีพน้ี
รปู แบบการแสดงเป็น ๒ ชว่ ง คือ ชว่ งท่ี ๑ การแสดงถงึ วิถีชวี ิตทมี่ คี วามสุขของหญงิ สาวชาวสวนท่ีรายลอ้ มไปด้วย
ธรรมชาติทมี่ คี วามเปน็ อยูอ่ ยา่ งพอเพียง ชว่ งท่ี ๒ การแสดงเทศกาล ประเพณี ประจ�ำ จงั หวัดทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับชาวสวน
78 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดินถน่ิ บรู พา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สร้างสรรค์
แส้้สยาม โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปอ่่างทอง
ผลงานสรา้ งสรรค์ชดุ “แส้สยาม” ไดแ้ นวความคดิ
มาจากวัฒนธรรมการใช้แส้ ซ่ึงเป็นเคร่ืองใช้ในวิถีไทย
ของหญงิ สาวสมยั อยธุ ยามาเปน็ แรงบนั ดาลใจในการสรา้ งสรรค์
กระบวนท่ารำ�ใช้กระบวนท่ารำ�ตามแบบนาฏศิลป์ไทยและ
ท่าทางธรรมชาติของอากัปกิริยาในการใช้แส้ โดยนำ�เสนอ
การใชแ้ ส้ ๒ ประเภท คอื แสจ้ าก และแสห้ างมา้ มาบรู ณาการ
ให้เห็นถึงท่ารำ�ท่ีงดงามของการใช้แส้ ทั้ง ๒ ประเภท
ก า ร แ ต่ ง ก า ย ข อ ง ผู้ แ ส ด ง เ ป็ น แ บ บ ส ต รี ใ น ส มั ย อ ยุ ธ ย า
มี ๒ ลักษณะ คือ ผู้แสดงที่ใช้แส้จาก จะแต่งกาย
แบบชาวบ้าน และผู้แสดงที่ใช้แส้หางม้า จะแต่งกาย
แบบสตรีผู้มีฐานะ เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงได้รับ
แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากเพลงสามไม้พื้นบ้าน
ผู้ประพันธ์ได้นำ�มาขยายและตัดทอนอัตราจังหวะลง และ
ประพันธ์บทร้องจากทำ�นองเพลงฉ่อยภุมริน วงดนตรี
ที่ใช้ในการบรรเลงคือ วงปพี่ าทย์ไม้นวม
79มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดินถน่ิ บรู พา”
การแสดงนาฏดุรยิ างคศิลปส์ รา้ งสรรค์
หััตถศิิลป์ช์ ุมุ ชนเยี่่�ยมยลโป่ง่ สลอด
โดย มหาวิิทยาลััยราชภััฏเพชรบุรุ ีี
การแสดงชุดน้ีเป็นการแสดงทางด้านนาฏศิลป์
สร้างสรรค์ เพ่ือใช้ในกจิ กรรมโครงการพัฒนาและยกระดบั
คุณภาพกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก ในเครือข่ายวิทยาเขต
โป่งสลอด มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยใช้กิจกรรม
School to Work ๑ โรงเรยี น ๑ อาชีพ สนับสนนุ โดยคณะ
มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรุ ี
การแสดงชุด หัตถศิลป์ชุมชนเยี่ยมยลโป่งสลอด
ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างการแสดงมาจาก กิจกรรม
ในโครงการ ๑ โรงเรียน ๑ อาชีพ โดยนำ�อาชีพ การทำ�
ตะเกียงจากการแทงหยวก กล้วย การจักสาน และการทำ�
ผ้ามัดย้อม มาสร้างสรรค์เป็นการแสดง โดยนำ�ลักษณะ
เด่นของอาชีพตา่ งๆ มาสร้างสรรคเ์ ป็นท่าร�ำ เต้น ในรูปแบบ
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ การแสดงแบ่งออกเปน็ ๓ ช่วง ได้แก่
ชว่ งที่ ๑ เปน็ การน�ำ เสนอการท�ำ ตะเกยี งแทงหยวก ชว่ งท่ี ๒
น�ำ เสนอการจกั สาน และ ชว่ งท่ี ๓ น�ำ เสนอการท�ำ ผา้ มดั ยอ้ ม
80 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑิตพัฒนศิลป์ สู่แดนดนิ ถนิ่ บูรพา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ป์สรา้ งสรรค์
เจ้้าพระยานทีี โดย คณะศิิลปนาฏดุรุ ิิยางค์์
แม่นำ้�เจ้าพระยา แม่น้ำ�สายหลักที่สำ�คัญของประเทศไทยเกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำ�สี่สาย ปิง วัง ยม น่าน
ผนวกกับการบรรจบของแม่นำ้�สะแกกรัง แม่นำ้�ป่าสัก มีความยาวตลอดสายนำ้�ถึง ๓๘๐ กิโลเมตร ถือเป็น สายนำ้�แห่ง
ชาตทิ ่หี ล่อเลยี้ งผ้คู นในแผ่นดนิ มเี รือ่ งราววิถชี ีวิตสองรมิ ฝงั่ น้�ำ หลอ่ หลอมเปน็ มรดกวัฒนธรรมทสี่ ืบ ทอดมายาวนาน ผา่ น
ประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น แผ่อิทธิพลความงามและเรื่องราว ของสายน้ำ�เป็นท่ีกล่าวขาน
รจู้ กั นามแม่น�้ำ เจ้าพระยา ส่นู านาประเทศ ด้วยความสำ�นึกรักศรทั ธา กตญั ญู อัน เป็นคณุ ปู การและเพ่ือเชิดชูสายน�ำ้ แห่ง
วัฒนธรรม สายน้ำ�แหง่ ความงดงามของชาติ จึงเป็นแรงบนั ดาลใจสู่การ สร้างสรรคก์ ารแสดงนาฏศิลป์ ชดุ เจ้าพระยานที
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด “เจ้าพระยานที” มีรูปแบบผลงานคือ การแสดงนาฏศิลป์สร้างสรรค์ประเภทระบ้าเล่าเร่ืองราว
สอดแทรกการใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง ตลอดจนการใช้พื้นที่บนเวทีท่ีหลากหลาย โดยมีรูปแบบการแสดงดังนี้
ชว่ งท่ี ๑ รวมสายธารา : การรวมตัวของส่ีสายสู่ความยงิ่ ใหญแ่ ห่งแม่น้�ำ เจา้ พระยาที่ไหลทอดยาว เปน็ สายน้ำ�
วฒั นธรรมของชาติ
ช่วงท่ี ๒ ประชาวถิ ี : เรื่องราววถิ ชี ีวิตขนบธรรมเนยี มศิลปวฒั นธรรมการด�ำ เนินชีวติ ของผ้คู นสองฝ่งั นำ�้ ท ี่
มีความสขุ สนกุ สำ�ราญบนพื้นฐานความพอเพียง
ชว่ งท่ี ๓ นบนทเี จ้าพระยา : ความส�ำ นึกรักศรัทธากตัญญู เชิดชูสายน้�ำ แหง่ ชาตสิ ายน�้ำ แห่งมรดกวัฒนธรรม
81มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บณั ฑิตพัฒนศลิ ป์ สแู่ ดนดินถิ่นบูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศลิ ปส์ รา้ งสรรค์
ออนซอนกาฬสิินธุ์ �
โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปกาฬสิินธุ์�
จังหวัดกาฬสินธ์ุเป็นจังหวัดเล็กๆที่ต้ังอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงจนถึงที่ราบลุ่มเป็นเมืองท่ีมีประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรมมาแต่โบราณ ที่สถานที่ งานประเพณี มีวิถีชีวิตวัฒนธรรม ที่เป็น
แหล่งสำ�คัญที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของจังหวัดจนเป็นท่ีรู้จัก เช่น ภาพเจ้าเมือง
กาฬสนิ ธุ์ ภาพการแต่งกายของสตรี ภาพลูกเสือชาวบ้านรับเสด็จ ภาพผาเสวย
จดุ ประทบั การจดั งานประเพณตี า่ งๆ เชน่ ท�ำ บญุ ตกั บาตร งานมหกรรมโปงลาง
พิพิธภัณฑ์ท้องถ่ิน แหล่งเรียนรู้ชุมชน (ศักรินทร์ สุทธิสาร. ๒๕๖๑) และ
ภาพประวัติศาสตร์ที่อยู่ในความทรงจำ�ของพสกนิกรชาวกาฬสินธุ์ เมื่อครั้ง
สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
เสดจ็ ทรงโปงลาง ณ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปกาฬสนิ ธ์ุ ในวนั ท่ี ๒๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๓
ยังความปลาบปลื้มแก่ชาวกาฬสินธุ์เป็นยิ่งนัก จึงยึดเอาวันนี้เป็นวันเปิดงาน
มหกรรมโปงลางของทุกๆ ปี
นาฏศลิ ปพ์ น้ื บา้ นสรา้ งสรรคช์ ดุ ออนซอนกาฬสนิ ธุ์ เปน็ การสรา้ งสรรคผ์ ลงานจากประวตั ศิ าสตรว์ ฒั นธรรม ประเพณ ี
วิถีชีวิต หัตถกรรม การแต่งกาย และเหตุการณ์ที่ปรากฏข้ึนในจังหวัดกาฬสินธุ์ ผสมผสานนาฏศิลป์พ้ืนบ้านอีสานและ
การออกแบบการเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย การใชพ้ น้ื ทเ่ี วทที ม่ี คี วามหลากหลายถา่ ยทอดความงามและความสนกุ สนานแบบนาฏศลิ ป์
พนื้ บ้านอสี าน สูค่ วามภาคภูมิใจในมรดกทางวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาอันล้�ำ คา่ ของชาวกาฬสินธ์ุ
นาฏศลิ ป์พื้นบา้ นสรา้ งสรรค์ ชุด “ออนซอนกาฬสนิ ธุ์” มรี ปู แบบการแสดง ดงั นี้
ช่วงที่ ๑ วถิ ถี ่ิน วิถเี มอื ง
ช่วงท่ี ๒ รุ่งเรอื งกาฬสินธุ์
82 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดินถ่ินบูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลป์สรา้ งสรรค์
ห้้าม
โดย มหาวิิทยาลัยั ราชภัฏั พระนครศรีีอยุุธยา (ทีีม ข)
ผสู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานไดศ้ กึ ษาวรรณกรรมเรอ่ื งกาพยเ์ หเ่ รอื ทก่ี ลา่ วถงึ บทเหช่ มปลา บทเหช่ มไม้ บทเหช่ มนก และบทเหก่ ากี
บทพระราชนพิ นธข์ องสมเดจ็ เจา้ ฟา้ ธรรมธเิ บศรทที่ รงพระราชนพิ นธ์ไวเ้ มอื่ ครงั้ ทพ่ี ระองคต์ ามเสดจ็ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ
ไปนมสั การรอยพระพทุ ธบาท จากการศกึ ษาท�ำ ใหผ้ สู้ รา้ งสรรคผ์ ลงานรบั รถู้ งึ ความงามของการใชส้ �ำ นวน และภาษาทม่ี คี วามไพเราะ
มคี วามแยบยลในการเปรยี บเทยี บความงามของเจา้ ฟา้ สงั วาลกบั สงิ่ ตา่ ง ๆ ทพ่ี ระองคท์ อดพระเนตรระหวา่ งการเสดจ็ ทางชลมารค
สุนทรียะท่ีได้รับจากการอ่านจึงกลายแรงบันดาลใจที่สำ�คัญในการสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏยศิลป์จากบทพระราชนิพนธ์
ของสมเด็จเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของสมเด็จเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรผ่านบทวรรณกรรมจนเกิดเป็น
โศกนาฏกรรมความรัก โดยใช้หลักแนวความคิดการเปรียบเทียบสังคมในระดับเดียวกันร่วมกับแนวคิดเรื่องของอารมณ์
มาใช้ในการออกแบบสร้างสรรคผ์ ลงานทางนาฏศิลปใ์ นรูปแบบนาฏศลิ ป์ไทยรว่ มสมยั ชดุ “หา้ ม”
83มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถ่ินบูรพา”
การแสดงนาฏดุริยางคศลิ ปส์ รา้ งสรรค์
วิิถีีซาไก โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปพััทลุงุ
การแสดงสรา้ งสรรค์ ชดุ วถิ ซี าไก โดยวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปพทั ลงุ สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ป ี ๒๕๖๕ การสรา้ งสรรค์
การแสดง ขดุ วถิ ซี าไก เปน็ การน�ำ เสนอวถิ ชี วี ติ การประกอบอาชพี ศลิ ปวฒั นธรรมดนตรี นาฎศลิ ปข์ องขาวซาไก รปู แบบและ
ลกั ษณะการแสดง เปน็ การแสดงหมู่ ประกอบดว้ ย ผแู้ สดงชาย – หญงิ จ�ำ นวน ๑๒ คน โดยมี “บอเลา” ซงึ่ เปน็ อาวธุ ประจ�ำ
ตวั ทำ�ด้วยไม้ไผ่ เป็นอุปกรณป์ ระกอบการแสดงร่ายรำ�ไปตามท�ำ นองเพลง โครงสร้างของทา่ รำ�แบ่งเป็น ๔ ขน้ั ตอน ดังน้ี
๑. ผู้หญงิ เดนิ ทางเขา้ ป่าขุดหัวมนั ๒. ผชู้ ายออกลา่ สตั ว์ ๓. ร�ำ เก้ยี วพาราส ี ๔. เดินทางกลบั ทบั (กระท่อม)
ใช้เคร่ืองดนตรี ได้แก่ เครื่องทำ�จังหวะ เครื่องดนตรีดำ�เนินทำ�นอง และเครื่องดนตรีเลียนแบบเสียง นก ไก่ป่า
เพลงจำ�นวน ๑ เพลง คือ เพลงวถิ ีซาไก
84 มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศิลป์ สูแ่ ดนดินถน่ิ บรู พา”
การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลปส์ ร้างสรรค์
นวลอนงค์ว์ งศ์ล์ งกา โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลป
คัดเลือกตัวละครนางท่ีมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ
ทศกัณฐ์ และมีบทบาทสำ�คัญในการดำ�เนินเร่ืองรามเกียรติ์
จำ�นวน ๖ นาง ได้แก่ นางมณโฑ นางสีดา นางเบญกาย
นางสุพรรณมัจฉา นางสำ�มนักขา และนางอังกาศตะไล
โดยน�ำ เสนอผา่ นการแสดง ดังนี้
ชว่ งท่ี ๑ นาฏยลกั ษณน์ งคราญ น�ำ เสนอความงดงาม
ของตวั ละครทงั้ ๖ นาง ไดแ้ ก่ นางมณโฑ นางสดี า นางส�ำ มนกั ขา
นางอังกาศตะไล นางเบญกายและนางสุพรรณมัจฉา โดย
นำ�เสนอการแสดงด้วยภาพเงาของตัวละครที่ปรากฏอยู่
บนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ตามบทร้องที่ได้ประพันธ์ข้ึนใหม่
ชว่ งท่ี ๒ สมญาภธิ านนาฏกรรม น�ำ เสนอบทบาทของ
ตวั ละคร และลกั ษณะการด�ำ เนนิ เรอ่ื งในรามเกยี รต์ิ โดยตวั ละคร
แต่ละตัวออกมาร่ายรำ�ประกอบกับบทร้องและทำ�นองเพลง
ด้วยกระบวนท่าทางที่งดงามตามจารีตนาฏศลิ ป์ไทย
ช่วงที่ ๓ งามล้ำ�นาฏลีลา นำ�เสนอกระบวนท่าและลีลาของตัวละครที่มีความวิจิตรสวยงามพร้อมกับทำ�นองเพลงที่ได้
สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตามเอกลักษณ์ของตัวละครที่มีความอ่อนช้อยนุ่มนวล ความแข็งแรง และความคล่องแคล่วว่องไว
85มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถิ่นบูรพา”
การแสดงนาฏดุริยางคศิลปส์ ร้างสรรค์
สิิเนหาสััตวา โดย มหาวิิทยาลัยั ราชภััฏบุุรีีรััมย์์
ภาพสลักนกแก้วในศาสนสถาน
พราหมณ์ - ฮินดู ตามคติความเชื่อใน
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู นกแก้วเป็น
สญั ลกั ษณข์ องความรกั เพราะนกแกว้ มนี สิ ยั
รกั เดยี วใจเดยี ว โดยจะครองคกู่ นั เฉพาะคู่
ตนุ าหงนั ของตนไปจนวันตาย หากค่ขู อง
ตนเองตายก็มิได้จะมีคู่ใหม่ได้ง่าย ชาว
ฮนิ ดใู นยคุ โบราณจงึ ไดเ้ ลอื กนกแกว้ มาเปน็
พระพาหนะ ใหก้ บั “พระกามเทพ” หรอื
ท่ีนิยมเรียกในอินเดียว่า “พระมันมธะ”
เทพเจา้ แห่งความรัก เสน่หาและแรงปรารถนา ภาพ “นกแก้วคู่ หรือนกแก้วคู่รกั ” ทีเ่ อาหวั ชนกันหรือหนั หนา้ เขา้ หา
กนั สอื่ ความหมายถงึ ความรกั ของเทพเจา้ ผเู้ ปน็ ใหญ่ในภาพศลิ ปะนน้ั ๆ ทท่ี รงมอบใหแ้ กม่ นษุ ย ์ และภาพศลิ ปะ “นกแกว้
คู่บินหมนุ วน” เปน็ ภาพสญั ลกั ษณ์มงคลที่ส่ือความหมายของความรักอันเป็นนิรันดร ์ ความส�ำ เรจ็ และความอุดมสมบูรณ์
ภาพประตมิ ากรรมนกแกว้ ทพี่ บนน้ั เปน็ ภาพสญั ลกั ษณม์ งคลทส่ี อื่ ความหมายของความรกั อนั เปน็ นริ นั ดร์ ความส�ำ เรจ็ และ
ความอุดมสมบูรณ์ การแสดงชุดสิเนหาสัตวา ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้นำ�นกแก้วกับคติความเชื่อในศาสนสถานพราหมณ์-
ฮินดู ในประเด็นนกแก้วกับความเชื่อเรื่องความรักมาสร้างสรรค์ท่ารำ�โดยนำ�เสนอท่วงท่าลีลาความงามของหญิงสาว
และชายหนุ่มซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก และนำ�เสนออากัปกิริยาท่าทางของนกแก้วท่ีส่ือถึงความรักอันเป็นนิรันดร์
86 มหกรรมศลิ ปวฒั นธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สู่แดนดินถ่ินบรู พา”
การแสดงนาฏดุรยิ างคศิลป์สรา้ งสรรค์
อีีสานม่ว่ นซื่่�น โดย วิิทยาลัยั นาฏศิิลปร้้อยเอ็ด็
สภาพชวี ติ ศลิ ปะวฒั นธรรมและประเพณขี องชาวอสี านมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งมากอ่ นเปน็ เวลาชา้ นาน กจิ กรรมทคี่ น
ในสังคมอีสานร่วมกันสืบต่อจนกลายเป็นเอกลักษณ์ทำ�ให้สังคมอีสานอยู่ร่วมกันอย่างสงบและมีความสุขจะปรากฏภาพ
ในรปู แบบการแสดงสรา้ งสรรคส์ ะทอ้ นวถิ ชี วี ติ คนอสี านทดี่ �ำ รงชวี ติ อยใู่ น ฮตี ๑๒ คอง ๑๔ การผอ่ นคลายอารมณ์ในทกุ กจิ กรรม
จนเกิดเป็นความสุขในรูปแบบต่างๆ ความสุขท่ีไม่มีขีดจำ�กัดในทุกกิจกรรม ผสมผสานวัฒนธรรมและทำ�นองอย่างลงตัว
ปรากฏในการแสดงสรา้ งสรรค์ชดุ อีสานม่วนซนื่
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปรอ้ ยเอด็ จงึ ไดส้ รา้ งสรรคน์ าฏศลิ ปพ์ น้ื บา้ นรว่ มสมยั ชดุ อสี านมว่ นซน่ื ดงั มรี ปู แบบการแสดง ดงั นี้
ตอนท่ี ๑ ม่วนในรูปแบบวถิ ีชีวติ
ตอนท่ี ๒ ม่วนในประเพณบี ญุ
ตอนท่ี ๓ ม่วนในงานมหรสพ
87มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สรา้ งสรรค์ บณั ฑิตพฒั นศิลป์ สแู่ ดนดินถิ่นบูรพา”
การแสดงนาฏดรุ ยิ างคศิลปส์ ร้างสรรค์
ศรีีมหาโพธิ์์บ� ููชา โดย วิิทยาลััยนาฏศิิลปจันั ทบุุรีี
การแสดงชุดศรีมหาโพธิ์บูชา สร้างสรรค์ข้ึนจากตำ�นานมุขปาฐะ ท่ีเกี่ยวข้องกับ ต้นศรีมหาโพธ์ิ ณ วัดต้นโพธิ์
ตำ�บลโคกปีบ อำ�เภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ตามตำ�นาน กล่าวไว้ว่า สมัยทวารวดี พระเจ้าทวานัมปะยะดิษฐ์
เจ้าครองนครเมืองศรีมโหสถ ในดินแดนอาณาจักรขอม ได้ส่งคณะทูตเดินทางไปขอหน่อต้นโพธิ์จากพระศรีมหาโพธิ์
ซ่ึงเป็นท่ีประทับตรัสรู้ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เมืองพุทธคยา ในประเทศอินเดีย เพื่อนำ�หน่อโพธ์ิมาปลูกที่วัดต้นโพธิ์
โดยสันนิษฐานว่า เป็นต้นโพธิ์ที่นำ�มาปลูกท่ีประเทศไทยและเก่าแก่ท่ีสุด โดยวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี ได้นำ�แนวคิดการ
นมสั การสกั การะตน้ ศรมี หาโพธม์ิ าสรา้ งสรรคผ์ ลงานตามจนิ ตนาการ โดยมรี ปู แบบการแสดง จ�ำ แนกออกเปน็ ๒ ชว่ ง คอื
ชว่ งที่ ๑ (บชู าสกั การะ) คอื แสดงถึงขบวนสกั การะของขา้ ราชบรพิ ารในพระเจา้ ทวานมั ปะยะดษิ ฐ์ ทีน่ ำ�
เคร่ืองสกั การะมาสกั การะตน้ ศรมี หาโพธิ
ชว่ งท่ี ๒ (เฉลมิ ฉลองรนื่ เรงิ ) คอื แสดงถึงการรา่ ยรำ�ในการปกป้องรกั ษาต้นศรีมหาโพธใิ หเ้ จริญงอกงาม
88 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พัฒนศลิ ป์ สู่แดนดินถิน่ บรู พา”
ผลงานสรา้ งสรรคด์ ้านทัศนศิลป์
SymboสัlัญExญqะuiคsiวteามinงาLมanในnaดิินNแoดrtนhลe้rา้ nนนThาailand
โดย คณะศิิลปวิิจิิตร
สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ เปน็ สถาบนั ดา้ นการศกึ ษามงุ่ สรา้ งศาสตรแ์ หง่ ศลิ ปผ์ ลติ บณั ฑติ ดา้ นนาฏศลิ ป์ ดรุ ยิ างคศ์ ลิ ป์ คตี ศลิ ป์
ชา่ งศลิ ป์ และทศั นศลิ ป์ สง่ เสรมิ การศกึ ษา วชิ าการในระดบั อดุ มศกึ ษา ทงั้ ชา่ งศลิ ปไ์ ทยและสากล รวมทงั้ ศลิ ปวฒั นธรรมระดบั ชาติ
และทอ้ งถน่ิ ตลอดจนสง่ เสรมิ สบื สาน สรา้ งสรรค์ ท�ำ นบุ �ำ รงุ เผยแพรศ่ ลิ ปวฒั นธรรมอนั เปน็ เอกลกั ษณข์ องชาติ และสง่ เสรมิ ความ
เปน็ ไทยในระดบั นานาชาติ จงึ เปน็ ทมี่ าใหศ้ กึ ษาคน้ ควา้ น�ำ มาสรา้ งสรรคผ์ ลงานดา้ นทศั นศลิ ป์ ทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากวฒั นธรรมไทย
ขนบธรรมเนยี มประเพณีทีด่ งี ามของภาคเหนอื ท้งั ดา้ นศิลปะ วัฒนธรรม พธิ ีกรรม ความเชอ่ื ภาษา การแต่งกาย
การละเล่นพนื้ บา้ น และอาหาร ฯลฯ นบั เป็นกิจกรรมทมี่ ีการปฏิบัติสืบเน่อื งกันมาอย่างยาวนาน
ทงั้ นที้ างคณะผทู้ �ำ งานไดม้ องเหน็ ความสวยงามออ่ นชอ้ ยและความงดงาม ของศลิ ปะภาคเหนอื หรอื ลา้ นนา ดนิ แดน
แหง่ ความหลากหลายทางประเพณแี ละวฒั นธรรมทม่ี คี วามนา่ สนใจไมน่ อ้ ยไปกวา่ ภาคอนื่ ของไทย เพราะเปน็ เมอื งทเี่ ตม็ ไปดว้ ย
เสน่ห์แห่งมนตร์ขลัง ชวนให้น่าขึ้นไปสัมผัสความงดงามจึงเป็นที่มาของการสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
ผลงานทัศนศลิ ปข์ ้นึ มาในคร้ังน้ี
89มหกรรมศลิ ปวัฒนธรรมไทย “สบื ศลิ ป์ สร้างสรรค์ บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ ส่แู ดนดินถ่ินบรู พา”
ผลงานสรา้ งสรรค์ด้านทัศนศลิ ป์
ประตชุิมุดาก“ลรีรีลมาเ”ค(รM่ืองoเvคeลmอื eบnดt)ินเผา
โดย วิิทยาลััยช่่างศิิลป
แนวคดิ
ลลี า เปน็ ผลงานประตมิ ากรรมเครอ่ื งเคลอื บดนิ เผาทม่ี แี นวคดิ การสรา้ งสรรคม์ าจากความประทบั ใจในลกั ษณะของ
ท่วงท่าและลีลาของร่างกายที่ใชป้ ระกอบการแสดงระบ�ำ ของชาวบ้าน ซ่งึ สว่ นใหญ่เปน็ ผูป้ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม ศลิ ปะ
การแสดงจึงมีความผูกพันและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้แสดงและจะถูกแสดงออกผ่านท่าทางการร่ายระบำ�ท่ีถูกคิดค้น
ข้ึนและมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพ้ืนถ่ินในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย เป็นการสร้างความบันเทิงท่ีเรียบง่าย
สนกุ สนานและยงั เปน็ การพกั ผอ่ นหยอ่ นใจจากการท�ำ งานหนกั หลงั จากเสรจ็ สน้ิ ฤดกู ารเกบ็ เกยี่ ว สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ รปู แบบการ
ด�ำ เนนิ ชวี ิตทม่ี ีความอุดมสมบูรณแ์ ละมีความสขุ ตามแบบวถิ พี นื้ บ้านของไทย ผู้สรา้ งสรรคต์ อ้ งการส่งเสริมความเปน็ ไทย
ในแบบวถิ ีพืน้ บ้านที่พบเห็นไดจ้ ากการแสดงระบำ� จึงเลือกสรา้ งสรรค์ดว้ ยเทคนิคและวธิ กี ารทางเครอื่ งเคลอื บดนิ เผา โดย
ใชด้ นิ พน้ื บา้ นเปน็ วสั ดหุ ลกั ในการสรา้ งสรรค์ ซงึ่ ดนิ นน้ั เปน็ องคป์ ระกอบส�ำ คญั ของการประกอบอาชพี เกษตรกรรม สามารถ
สอื่ ความหมายทส่ี มั พนั ธถ์ งึ รากของชวี ติ การบม่ เพาะและการเจรญิ เตบิ โตของมนษุ ยร์ วมถงึ การรงั สรรคว์ ฒั นธรรม น�ำ เสนอ
ผา่ นรปู ทรงทม่ี โี ครงสรา้ งมาจากทว่ งทา่ และลลี าของรา่ งกายทเ่ี คลอ่ื นไหวอยา่ งสวยงามในการแสดงระบ�ำ ทอ้ งถน่ิ แสดงออก
โดยการคล่ีคลาย ลดทอนและเพิ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้ผลงานมีความสมบูรณ์ เกิดเอกภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะตน
ผลงานประติมากรรมเครื่องเคลือบดินเผา ชุด “ลีลา” (Movement) ปัจจุบันถูกติดต้ังไว้ ณ วิทยาลัยนาฏศิลป
จันทบุรี แหล่งการศึกษาและเรียนรู้ด้านนาฏกรรมท่ีสำ�คัญของชาวจันทบุรีที่ถูกสร้างข้ึนเพ่ือการบำ�รุงรักษาและเผยแพร่
นาฏศิลป์รวมถึงดุริยางคศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถ่ินและของชาติไทย เป็นพื้นท่ีสำ�คัญในการบ่มเพาะให้เยาวชนชาว
จันทบุรีได้เจริญเติบโตและก้าวหน้าไปพร้อมกับการรังสรรค์วัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์อันทรงคุณค่าสืบไป
90 มหกรรมศิลปวฒั นธรรมไทย “สืบศลิ ป์ สร้างสรรค์ บัณฑติ พฒั นศลิ ป์ สูแ่ ดนดินถ่ินบูรพา”
ผลงานสร้างสรรคด์ า้ นทัศนศลิ ป์
ประตคิิมวาามกทรรรมงจไฟำเ(บMอeร์mก์ ลorาiสes๓) มิิติิ
โดย วิิทยาลัยั ช่่างศิิลปสุพุ รรณบุุรีี
แนวคดิ
ผลงานช้ินนี้ได้รับแรงบันดาลใจและมีแนวคิดมาจาก
วิถีชีวิตของคนไทยในอดีตก่อนการมาถึงของโลกอินเทอร์เน็ต
ถ่ายทอดภาพการละเล่นที่เรียบง่ายผ่านงานประติมากรรมโดย
การจำ�ลองภาพการละเล่นตั้งเต ซ่ึงเป็นการละเล่นของเด็กท่ี
นยิ มเลน่ กนั ในหลายจงั หวดั แตเ่ รยี กชอ่ื แตกตา่ งกนั ไปตามแตล่ ะ
ทอ้ งถ่ิน คำ�ว่า “Memories” มคี วามหมายว่า “ความทรงจำ�”
เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่ต้องการให้คุณค่าทางด้านจิตใจแก่ผู้ชม
ที่เห็นผลงานสร้างสรรค์ช้ินน้ีแล้วเกิดความสุข ความอบอุ่นมี
รอยย้ิม และหวนรำ�ลึกถึงภาพความทรงจำ�ในอดีตผ่านผลงาน
ประติมากรรม นำ�เสนอในลักษณะส่ือประสมด้วยการใช้รูปแบบ
เปน็ ลกั ษณะประตมิ ากรรมไฟเบอรก์ ลาส ๓ มติ ิ เลอื กใชส้ ีขาว
เพราะในทางจติ วทิ ยาสขี าวสอื่ ถงึ วยั เดก็ ใหค้ วามรสู้ กึ ออ่ นโยน ไร้
เดยี งสา ความสงบสขุ และเรยี บงา่ ย ชว่ ยเพมิ่ พน้ื ทว่ี า่ งใหก้ บั ความ
คิดใหม่ ๆ เป็นผลงานท่ีมีรูปแบบของศิลปะร่วมสมัยที่เป็นการ
ผสมผสาน นอกจากได้หวนรำ�ลึกถึงความทรงจำ�ในอดีตแล้ว
ยงั หวงั ใหผ้ ชู้ มตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ทสี่ รา้ งสรรค์
ชีวิตท่ีสงบสุขและเรียบง่าย โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี
91มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สรา้ งสรรค์ บัณฑติ พัฒนศิลป์ สแู่ ดนดนิ ถ่นิ บรู พา”
ผลงานสรา้ งสรรค์ด้านทศั นศลิ ป์
ผลงานประติิมากรรม “วาบููลััน”
และภาพสะท้้อนของผลงานยามที่่�มีีแสงสาดส่่อง
โดย วิิทยาลัยั ช่่างศิิลปนครศรีีธรรมราช
แนวคดิ
ว่าววงเดือน คือ ว่าวท้องถิ่นของมลายู โดยมีชื่อเรียกตามภาษามลายูว่า“วาบูแล” หรือ “วาบูลัน”
โดยคำ�ว่า “วา” แปลว่า ว่าว “บูแลหรือบุหลัน” แปลว่า เดือน หรือพระจันทร์ นิยมเล่นในสามจังหวัดชายแดนใต้
ว่าววงเดือนเป็นว่าวท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือจะมีรูปพระจันทร์อยู่ที่กลางลำ�ตัว ส่วนปลายของตัวว่าวจะมีลักษณะ
เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเส้ียวที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม แสดงอัตลักษณ์วิถีชายแดนใต้
ผู้สร้างสรรค์มีความสนใจในรูปทรง สีสัน ลวดลายของว่าววงเดือน หรอื
“วาบูลัน” เน่ืองจากมองเห็นเส้นโครงสร้างท่ีเป็นเส้นที่โค้งของตัวว่าว ที่ให้เกิด
ความรู้สึกที่เคลื่อนไหว ประกอบกับกับลวดลายสีสันท่ีสดใส สวยงาม เม่ือว่าว
ลอยอยู่บนฟ้า มีการสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ ทำ�ให้เกิดประกายสวยงาม
ผสู้ รา้ งสรรคจ์ งึ น�ำ ความงามทเ่ี กดิ จากรปู ทรง สสี นั ของวา่ ววงเดอื น หรอื “วาบลู นั ”
มาเป็นจุดเร่ิมต้นในการทำ�งานสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม ชุด “วาบูลัน”
โดยออกแบบรูปทรงให้มีเส้นโค้ง ที่ดูเล่ือนไหล ในตัวของผลงานให้มีลวดลายที่
ทึบแสง และโปร่งแสง เกิดเงาสะท้อนเม่ือแสงอาทิตย์ส่องในเวลากลางวัน
และแสงไฟสาดสอ่ งในเวลากลางคนื เกดิ ความสวยงามกลมกลนื กบั สภาพแวดลอ้ ม
92 มหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย “สืบศิลป์ สร้างสรรค์ บัณฑิตพฒั นศิลป์ สู่แดนดนิ ถ่ินบูรพา”