The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลิลิตทักษาพยากรณ์
218 หน้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-10-28 04:42:07

ลิลิตทักษาพยากรณ์

ลิลิตทักษาพยากรณ์
218 หน้า

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 150

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 151

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 152

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 153

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 154

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 155

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 156

พระประวตั ิ

สมเดจ็ พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
โดย พระมหาสาํ รวย นาควโร ป.ธ.๗,ศน.บ. วดั สมั พนั ธวงศ ์ กรงุ เทพฯ

สมเดจ็ พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
สมเดจ็ พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
มีพระนามเดิมวา่ จยุ ้ ประสตู ิในสมยั กรงุ ธนบรุ ี เมื่อวนั ที่ ๑ กนั ยายน พ.ศ.
๒๓๑๓ ทรงเป็ นพระโอรสพระองคท์ ี่ ๕ ใน สมเดจ็ พระเจา้ พีน่ างเธอ เจา้
ฟ้ ากรมพระศรีสุดารกั ษ ์ (แกว้ ) กบั เจา้ ขรวั เงิน แซต่ นั เป็ นพระเจา้
หลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑

พระมารดาของพระองค ์ เป็ นพระเจา้ พี่นางเธอพระองคน์ อ้ ยใน
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ ไดร้ บั
สถาปนาพระอิสริยยศเป็ น สมเด็จพระเจา้ พี่นางเธอ เจา้ ฟ้ ากรมพระศรีสดุ า
รกั ษ ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราชปราบดาภิเษกใน
ปี พ.ศ. ๒๓๒๕ แลว้

สมเดจ็ พระเจา้ พี่นางเธอ เจา้ ฟ้ ากรมพระศรีสุดารกั ษ ์ น้ัน
มีพระตาํ หนักอยเู่ บือ้ งหลงั หมู่พระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาท และพระวิมานรตั ยา
เรียกวา่ พระตาํ หนักแดง ไดท้ รงราชการทรงกาํ กบั เครือ่ งใหญ่ในโรงวิเศษตน้
และการสะดึงและอนื่ ๆ เป็ นหลายอยา่ ง ทิวงคตในรชั กาลที่ ๑ เมื่อวนั
อาทิตย ์ แรม ๑๑ คา่ํ เดือน ๘ ปี มะแม จ.ศ. ๑๑๖๑ ตรงกบั วนั ที่ ๒๘
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๒ พระชนั ษา ๖๐ ปี เศษ

เจา้ ขรวั เงิน แซต่ นั พระบิดาของพระองค ์ เป็ นคหบดีชาวจีน
เป็ นบตุ รคนที่ ๔ ของมหาเศรษฐชี าวจีน สืบเชอื้ สายลงมาจากมหาเสนาบดี
เมืองปักกิง่ ในแผ่นดินพระเจา้ เม่งไทโ้ จ ผูเ้ ป็ นกษตั ริยค์ รองกรงุ ปักกิ่ง ใน
ราชวงศห์ มิง ภายหลงั เสียเมืองแกพ่ วกตาดแลว้ จงึ ไดอ้ พยพหนีพวกตาดจาก
แผ่นดินจีนเขา้ มาตง้ั นิวาสสถานอยทู่ ี่ตาํ บลถนนตาล ชาวกรงุ เกา่ เรียกวา่
เศรษฐีถนนตาล ในกรงุ ศรีอยธุ ยา ถึงแกพ่ ิราลยั ในสมยั กรงุ ธนบรุ ี

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 157

สมเด็จพระเจา้ พี่นางเธอ เจา้ ฟ้ ากรมพระศรีสดุ ารกั ษ ์ ไดอ้ ปุ ภิเษก
กบั เจา้ ขรวั เงิน มีพระโอรสพระธดิ ารว่ มพระชนกชนนีเดียวกนั ๖ พระองค ์
(๔ พระองคแ์ รก ประสตู ิในกรงุ ศรีอยธุ ยา และสองพระองคห์ ลงั ประสตู ิในสมยั
กรงุ ธนบรุ ี) คือ

1.สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าตนั กรมหลวงเทพหริรกั ษ ์
เป็ นตน้ ราชสกลุ "เทพหสั ดิน"
2.สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าฉิม กรมขนุ อนัคฆนารี
3.สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าขนุ เณร (สิน้ พระพระชนมเ์ มื่อ
พระชนั ษา ๗ ปี )

4.สมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทราบรมราชนิ ี (กรมสมเด็จพระศรีสรุ ิเยนท
รามาตย)์ พระนามเดิม เจา้ ฟ้ าบญุ รอด เป็ นพระอคั รมเหสีใน -
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ และพระ
ราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔

5.สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าจยุ ้ กรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
เป็ นตน้ ราชสกลุ "มนตรีกลุ "

6.สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าเกศ กรมขนุ อศิ รานุรกั ษ ์
เป็ นตน้ ราชสกลุ "อศิ รางกรู "

พระองคท์ ่านเป็ นพระบรมวงศส์ าย "ปฐมบรมราชวงศ"์ คือ "พระ
บรมวงศแ์ รกของราชวงศจ์ กั รีในกรงุ รตั นโกสินทร"์ มีพระชนมายผุ ่านการ
ผลดั เปลี่ยน ๓ แผ่นดิน คือ แผ่นดินพระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี แผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ และแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 158

ในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั ชกาลที่ ๑ ฉบบั
เจา้ พระยาทิพากรวงศ ์ (ขาํ บนุ นาค) เรียบเรียง สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ
กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ทรงตรวจชาํ ระและทรงพระนิพนธอ์ ธบิ าย กลา่ ว
วา่

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลก ทรงสถาปนากรงุ
รตั นโกสินทรข์ นึ้ ในปี ขาล จตั วาศก จลุ ศกั ราช ๑๑๔๔ ตรงกบั
พุทธศกั ราช ๒๓๒๕ แลว้ ถึงวนั จนั ทร ์ เดือนแปด บรุ พาษาฒ ขนึ้ ค่าํ หนึ่ง
ปี ขาล จตั วาศก จลุ ศกั ราช ๑๑๔๔ ปี ตรงกบั วนั ที่ ๑๐ มิถนุ ายน
พุทธศกั ราช ๒๓๒๕ ใหต้ งั้ การพระราชพิธปี ราบดาภิเษกเสด็จขนึ้ เป็ นปฐมใน
พระบรมราชจกั รีวงศ ์

จากน้ัน ทรงสถาปนาพระราชวงศานุวงศใ์ หม้ ีอิสริยศกั ดิใ์ นราช
ตระกลู เป็ นเจา้ ฟ้ า ๑๙ พระองค ์ คือ สมเด็จพระเจา้ พี่นาง ๒ สมเด็จพระ
อนุชาธริ าช ๑ สมเด็จพระเจา้ ลกู เธอ ๔ สมเด็จพระเจา้ หลานเธอ ๑๑ และ
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ พระองคเ์ จา้ ลามีความชอบ โดยไดเ้ ชญิ พระบรมอฐั สิ มเด็จ
พระชนกนารถและพระมหาสงั ขอ์ ตุ ราวฏั ของเดิมมาทูลเกลา้ ฯ ถวาย โปรดให ้
เป็ นสมเด็จพระเจา้ นอ้ งยาเธอเจา้ ฟ้ าดว้ ยอีกพระองค ์ ๑ พระราชวงศานุวงศ ์
นอกจากนี้ โปรดใหเ้ ป็ นพระองคเ์ จา้ และหม่อมเจา้ หม่อมราชนิกลู โดย
สมควรแกบ่ รรดาศกั ดิ ์ ตามโบราณราชประเพณีปราบดาภิเษกประดิษฐาน
พระราชวงศใ์ หม่

จากหลกั ฐานตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์
รชั กาลที่ ๑ ฉบบั เดียวกนั นี้ สรปุ พระอสิ ริยศกั ดิแ์ ละพระอสิ ริยยศของ
พระองคท์ ่าน ดงั นี้

ในรชั กาลที่ ๑ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวง
พิทกั ษม์ นตรี ทรงพระอิสริยศกั ดิเ์ ป็ น "สมเดจ็ พระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟ้ า
จุย้ " เจา้ ฟ้ าชนั้ ตรี ในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช

ปี กนุ เบญจศก จลุ ศกั ราช ๑๑๖๕ ตรงกบั พ.ศ.๒๓๔๖
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ ทรงพระ

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 159

กรณุ าโปรดพระราชทานตง้ั สมเด็จพระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟ้ าจยุ ้ เป็ น
"สมเด็จพระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟ้ าจยุ ้ กรมขนุ พิทกั ษม์ นตรี"

วนั อาทิตย ์ เดือน ๔ ขนึ้ ๗ ค่าํ ปี ขาล อฐั ศก จลุ ศกั ราช
๑๑๖๘ ตรงกบั พ.ศ.๒๓๔๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลก
มหาราช รชั กาลที่ ๑ โปรดพระราชทานเลือ่ นพระอิสริยยศเป็ น "สมเด็จ
พระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟ้ าจยุ ้ กรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี"

ลว่ งมาถึงในรชั กาลที่ ๒ ปรากฏคาํ ขนานพระนามของพระองค ์
ทา่ นปรากฏในพระราชพงศาวดารวา่ "สมเดจ็ พระเจา้ น้องยาเธอ เจา้ ฟ้ า
กรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี" ดว้ ยทรงเป็ นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสรุ ิเยน
ทราบรมราชนิ ี พระอคั รมเหสีในรชั กาลที่ ๒

รชั กาลที่ ๔ ทรงเฉลิมคาํ นําพระนามอฐั เิ ป็ น “พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ"

ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔
ทรงเฉลิมคาํ นําพระนามพระอฐั ิ “สมเดจ็ พระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟ้ าจยุ้
กรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี” ในรชั กาลที่ ๑ เป็ น “สมเด็จพระสมั พนั ธวงศ ์
เธอ เจา้ ฟ้ าจยุ ้ กรมหลวงพิทกั ษมนตร”ี

ทรงเป็ นผูอ้ านวยการในพระราชพิธีจกั รพรรดิราชาธิราช
ครงั้ รชั กาลที่ ๑

ในหนังสือลทั ธธิ รรมเนียมตา่ ง ๆ ภาคที่ ๘ พระราชพิธจี กั รพรรดิ
ราชาธริ าช และพระราชพิธอี าพาธพินาศ ครง้ั รชั กาลที่ ๑ พิมพแ์ จกในงาน
ศพ เสวกเอก พระยาสมบตั ยาธบิ าล (สาย สายะเสวี) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓
โดยสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ทรงอธบิ าย
ความเป็ นมาไวใ้ นคาํ นํา ความตอนหนึ่งวา่

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 160

"พระราชพิธจี กั รพรรดิราชาธริ าช เป็ นพิธจี รสาํ หรบั เสดาะพระเคราะห ์ ได ้
เคยทาํ ในกรงุ รตั นโกสินทรค์ รง้ั หนึ่ง เมื่อปี เถาะ พทุ ธศกั ราช ๒๓๕๐ ดว้ ย
เหตทุ ี่พระบาทนสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ ไม่
ทรงสบายพระราชหฤทยั จงึ ใหท้ าํ พิธเี สดาะพระเคราะห ์
สอบดเู หตกุ ารณใ์ นหนังสือพระราชพงศาวดาร ไดค้ วามวา่ สมเด็จพระเจา้
ลกู เธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงศรีสนุ ทรเทพ ซงึ่ เป็ นพระราชธดิ าที่ทรงพระเมตตา
มากสิน้ พระชนม ์ ภายหลงั จากวนั ที่ทําพิธไี ม่ถึงเดือน จงึ สนั นิษฐานวา่ ความ
ที่ไม่ทรงสบายพระราชหฤทยั ครงั้ นั้น เห็นจะเนื่องแตเ่ หตทุ ี่สมเด็จพระเจา้ ลกู
เธอประชวรหนักอยา่ งหนึ่ง นอกจากนี้ บางทีจะยงั มีเหตอุ นื่ อีกก็เป็ นได"้
พระองคท์ ่านทรงอธบิ ายในตอนทา้ ยวา่ ปัจจบุ นั นี้ พระราชพิธจี กั รพรรดิ
ราชาธริ าช เป็ นพระราชพิธจี รที่ไม่มีแลว้ คงอยแู่ ตต่ วั ตาํ รา
สาํ หรบั การประกอบพระราชพิธจี กั รพรรดิราชาธริ าช พอสรปุ ความไดว้ า่

พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหราช ทรงโปรดให ้
สมเด็จพระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟ้ ากรมขนุ พิทกั ษม์ นตรี (สมเด็จพระสมั
พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี) เป็ นผูจ้ ดั การเตรียมพระราชพิธี
โดยใชต้ าํ รา "พระตาราจกั รพรรดิราชาธิราชพิธี" ซงึ่ เป็ นตาราที่
สมเดจ็ พระนพรตั น ไดท้ รงจาํ จากตาํ ราเมื่อครงั้ เกา่ เก็บรกั ษาไว ้ และนํา
ถวายใหท้ รงเลือกในคราวน้ัน

การจดั การตง้ั พระราชพิธคี รงั้ นี้ เริม่ ตงั้ แตว่ นั พุธ เดือน ๘ แรม
๑๐ คา่ํ จลุ ศกั ราช ๑๑๖๙ ปี เถาะ นพศก ตรงกบั พ.ศ. ๒๓๕๐ จดั การ
พระราชพิธตี ามตาํ ราไปจนครบ เสร็จพระราชพิธใี นวนั เสาร ์ เดือน ๘ แรม
๑๓ คา่ํ

จงึ ถือไดว้ า่ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี ทรงมีพระปรีชาสามารถดา้ นโหราศาสตรม์ าตงั้ แตต่ น้ แลว้ เพราะการ
ไดร้ บั มอบหมายใหเ้ ป็ นผูจ้ ดั การดแู ลการตง้ั พระราชพิธคี รงั้ สาํ คญั นี้ ตอ้ งใชผ้ ู ้

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 161

มีความรแู ้ ละชาํ นาญดา้ นนีป้ ระกอบดว้ ย ในกาลตอ่ มา พระองคจ์ ึงไดร้ บั ยก
ยอ่ งวา่ "เป็ นผูช้ านาญในวิชาโหรชน้ั ครู"

ทรงเป็ นผูอ้ านวยการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รชั กาลที่ ๒

ปี มะเส็ง จลุ ศกั ราช ๑๑๗๑ ตรงกบั พุทธศกั ราช ๒๓๕๒
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช เสด็จสวรรคตที่พระที่น่ัง
สิบเอ็ดหอ้ ง ซงึ่ ทุกวนั นีเ้ รียกวา่ พระที่น่ังไพศาลทกั ษิณ ณ วนั พฤหสั บดีที่ ๗
เดือนกนั ยายน พทุ ธศกั ราช ๒๓๕๒ ตรงกบั วนั ทางจนั ทรคติ เดือน ๙
แรม ๑๓ ค่าํ ปี มะเส็ง เอกศก จลุ ศกั ราช ๑๑๗๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิ
ราช กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล (คือ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้
นภาลยั ) ไดเ้ สด็จขนึ้ ครองราชยเ์ ป็ นรชั กาลที่ ๒ เพราะพระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธยอดฟ้ าจึฬุ าโลกมหาราช ไดท้ รงสถาปนาเป็ นพระมหาอปุ ราชผูเ้ ป็ นรชั
ทายาทไว ้ ถึงประมาณ เดือน ๑๐ ปี เดียวกนั จงึ ไดม้ ีการพระราชพิธบี รม
ราชาภิเษก

พระราชพิธบี รมราชาภิเษกในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั
รชั กาลที่ ๒ นี้ มีทง้ั ที่คลา้ ยกบั ที่ประกอบขนึ้ ในรชั กาลที่ ๑ และที่มี
เปลี่ยนแปลงแกไ้ ขและเพิ่มเติมบา้ ง แตก่ ารประกอบพระราชพิธที าํ ๓ วนั
กอ่ นวนั พระฤกษเ์ ชน่ เดียวกนั
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ไดม้ ีพระนิพนธเ์ รื่อง
พระราชพิธบี รมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั
รชั กาลที่ ๒ ไวใ้ นพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาล ๒ ไวว้ า่

พระราชพิธบี รมราชาภิเศกที่ทําในรชั กาลที่ ๒ มีการเปลีย่ นแปลง
ขอ้ สาํ คญั อยา่ งหนึ่ง ที่ยา้ ยสถานมาทาํ พิธรี าชมณเฑียรหมู่พระที่น่ังจกั รพรรดิ
พิมาน ดว้ ยพระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาทซงึ่ สรา้ งขนึ้ ในรชั กาลที่ ๑ แทนพระที่
น่ังอมรินทราภิเศกมหาปราสาทที่ไฟไหมน้ ั้น เปนที่ประดิษฐานพระบรมศพ

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 162

โปรดใหส้ มเดจ็ พระเจา้ น้องยาเธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิ
ทกั ษมนตรี เปนผูอ้ านวยการพระราชพิธี เริม่ ดว้ ยการพระราชพิธี
จาฤกพระสพุ รรณบตั ร ขา้ ราชการผูใ้ หญป่ ระชมุ พรอ้ มกนั ที่พระอโุ บสถวดั
พระศรีรตั นศาสดาราม ราวเดือน ๑๐ ขนึ้ ๕ คา่ํ ครน้ั ไดฤ้ กษโ์ หรลน่ั ฆอ้ ง
ชาวประโคมๆ สงั ขแ์ ตรแลพิณพาทย ์ อาลกั ษณจาฤกพระสพุ รรณบตั รพระ
บรมราชนามาภิไธยวา่

“พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธริ าชรามาธบิ ดี ศรีสินทรบรมมหาจกั รพรรดิ
ราชาธบิ ดินทร ์ ธรณินทราธริ าช รตั นากาศภาษกรวงษ ์ องคป์ รมาธเิ บศร ์
ตรีภวู เนตวรนายก ดิลกรตั นราชชาติอาชาวศรยั สมุทยั ดโรมนต ์ สกลจกั ร
วาฬาธเิ บนทร ์ สรุ ิเยนทราธบิ ดินทร ์ หริหรินทราธาดาธบิ ดี ศรีสวุ ิบลุ ยค์ ณุ
อกนิฐ ฤทธริ าเมศวรมหนั ต ์ บรมธรรมิกราชาธริ าชเดโชไชย พรหม
เทพาดิเทพนฤบดินทร ์ ภมู ินทรปรมาธเิ บศร ์ โลกเชฐวิสทุ ธิ รตั นมกฎุ
ประเทศคตา มหาพทุ ธางกรู บรมบพิตร”

สาํ หรบั พระนามาภิไธยนี้ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา
ดาํ รงราชานุภาพ ไดท้ รงพระนิพนธอ์ รรถาธบิ ายไวใ้ นพระราชพงศาวดาร
ฉบบั เดียวกนั นีว้ า่

"พระนามตามที่จาฤกในพระสพุ รรณบตั รนี้ เหมือนกบั พระนามที่
จาฤกในพระสพุ รรณบตั รพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ในรชั กาลที่ ๑ ไม่ได ้
แกไ้ ข พระนามที่ปรากฎวา่ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกก็ดี
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาไลยก็ดี พึ่งมาถวายเมื่อในรชั กาลที่ ๓"

สรปุ ความไดว้ า่ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวง
พิทกั ษม์ นตรี ซงึ่ ดาํ รงพระอิสริยยศในขณะน้ันวา่ สมเด็จพระเจา้ นอ้ งยาเธอ
เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ไดท้ รงรบั หนา้ ที่สาํ คญั เป็ นผูอ้ าํ นวยการจดั การ
ในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก ใหเ้ ป็ นไปอยา่ งสมพระเกียรติถกู ตอ้ งตามพระ
ราชพิธที ุกประการ

มีเรือ่ งราวในพระราชพิธคี รงั้ น้ัน เป็ นเรือ่ งที่ชนรนุ่ หลงั ควรศึกษาไว ้
เป็ นความรู ้ เชน่

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 163

หลงั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช เสด็จ
สวรรคต เจา้ ฟ้ ากรมหลวงอศิ รสนุ ทร (พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้
นภาลยั ) ไดส้ ืบทอดบลั ลงั กใ์ นทนั ที มีพระนามาภิไธยในเบือ้ งตน้ วา่ "สมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั เจา้ ฟ้ ากรมหลวงอศิ รสนุ ทร กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล"
ตอ่ มา ธรรมเนียมนี้ไดก้ ลายเป็ นราชประเพณี วา่ พระมหากษตั ริยท์ ี่
ยงั ไมไ่ ดผ้ ่านพิธีพระบรมราชาภิเษกจะไดร้ บั พระอิศริยยศชว่ั คราว
เป็ น สมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั แทน พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั

การพระราชพิธบี รมราชาภิเษกในรชั กาลที่ ๒ ไดย้ า้ ยมาทําพิธที ี่
หมู่พระที่น่ังจกั รพรรดิพิมาน เนื่องจากพระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาท ซงึ่ สรา้ ง
ขนึ้ แทนพระที่น่ังอมรินทราภิเษกมหาปราสาทอนั เป็ นสถานที่ทําพิธี
ปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกน้ัน ใชเ้ ป็ น
สถานที่ประดิษฐานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกอยู่
ในรชั กาลตอ่ ๆ มา จึงใชห้ มู่พระที่น่ังจกั รพรรดิพิมานเป็ นสถานที่จดั การ
พระราชพิธบี รมราชาภิเษก และใชพ้ ระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาทเป็ นสถานที่ตง้ั
พระบรมศพ

พระองคท์ ่านกบั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้
นภาลยั รชั กาลที่ ๒

ในรชั กาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศลา้ นภาลยั ทรง
อภิเษกสมรสกบั สมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทราบรมราชนิ ี (ตอ่ มา ในรชั กาล ๔
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงโปรดสถาปนาพระอฐั เิ ป็ น
กรมสมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทรามาตย)์ ซงึ่ เป็ นพระเจา้ พี่นางของสมเด็จพระสมั
พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ทงั้ ทรงเป็ นพระราชวงศช์ นั้
ผูใ้ หญท่ ี่ทรงมีพระปรีชาสามารถที่จะชว่ ยบริหารราชการตา่ งพระเนตรพระ
กรรณเป็ นที่ไวว้ างพระราชหฤทยั ได ้ รวมทง้ั สมเดจ็ พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ
เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี มีความสามารถและชานาญในจิ
นตกวแี ละนาฏศาสตร ์ เป็ นทีถ่ ูกพระราชหฤทยั ของพระบาทสมเดจ็
พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั เป็ นอย่างยิง่ ความคนุ ้ เคยกบั พระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั จงึ ทรงทวีมากขนึ้ ตามลาํ ดบั

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 164

พระองคท์ ่านกบั พระราชวงั เดิม

ในประชมุ พงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ จดหมายเหตเุ รือ่ งปราบฮอ่ พระ
เจา้ บรมวงศเธอ กรมพระดาํ รงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง กลา่ ววา่ ไดท้ ราบ
วา่ เมื่อในรชั กาลที่ ๑ โปรดใหส้ รา้ งวงั แตท่ า้ ยเขตตาํ หนักแพลงไปจนทา่
เตียน ๒ วงั วงั เหนือพระราชทานเจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี วงั ใต ้
พระราชทานเจา้ ฟ้ ากรมขนุ อศิ รานุรกั ษ อนั เปนพระโอรสสมเด็จพระพี่นาง
พระองคน์ อ้ ย ถึงรชั กาลที่ ๒ ไฟไหมว้ งั เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี และ
เวลานั้นพระราชวงั เดิมที่ใตว้ ดั อรณุ ฯ วา่ งอยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หลา้ นภาลยั จึงโปรดใหเ้ จา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรีเสดจ็ ไปประทบั ที่
พระราชวงั เดิม ที่วงั ที่ไฟไหมน้ ้ันโปรดใหส้ รา้ งเปนโรงวิเสทกบั คลงั สินคา้

ในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาลที่ ๒ ฉบบั ของ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ กลา่ วไวว้ า่
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ ทรงโปรดใหส้ มเด็จ
พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ประทบั อยทู่ ี่พระราชวงั
เดิมจนตลอดพระชนมายุ

พระราชวงั เดิม หรือ พระราชวงั กรงุ ธนบรุ ี เป็ นพระราชวงั หลวง ที่
สมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราชไดโ้ ปรดใหส้ รา้ งพระราชวงั นีข้ นึ้ เมื่อปี พ.ศ.
๒๓๑๐ ภายหลงั จากที่ทรงกอบกเู ้ อกราชใหช้ าติไทย เพื่อใชเ้ ป็ นที่ประทบั และ
วา่ ราชการ ตอ่ มา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช
เสด็จขนึ้ ครองราชสมบตั ิ ไดท้ รงยา้ ยราชธานีมาอยฝู่ ่ังพระนคร โดยสรา้ ง
พระบรมมหาราชวงั ขนึ้ เป็ นที่ประทบั พระราชวงั กรงุ ธนบรุ ีจงึ ไดช้ อื่ วา่
"พระราชวงั เดิม" ตงั้ แตบ่ ดั นั้น

พระราชวงั เดิมนี้ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกทรงทรง
แตง่ ตงั้ พระราชวงศช์ น้ั สงู ที่ไดร้ บั ความไวว้ างพระราชหฤทยั มาประทบั ที่นี่
เนื่องจากเห็นวา่ พระราชวงั นีม้ ีความสาํ คญั ทางดา้ นทาํ เลที่ตง้ั ตาํ แหน่งของ
พระราชวงั นี้ เป็ นจดุ สาํ คญั ทางยทุ ธศาสตร ์ สามารถสงั เกตการณไ์ ดใ้ น
ระยะไกล อีกทง้ั ยงั ใกลก้ บั เสน้ ทางคมนาคมและเสน้ ทางการเดินทพั ที่สาํ คญั
ดว้ ย ไดแ้ ก่

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 165

- สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าฯกรมหลวงธเิ บศรบดินทร ์ พระโอรสใน
กรมพระเทพสดุ าวดี ประทบั อยจู่ นสิน้ พระชนมเ์ มื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘
- พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั ประทบั อยขู่ ณะทรงพระอิสริยยศ
เป็ น สมเด็จฯ เจา้ ฟ้ าฯกรมหลวงอศิ รสนุ ทร วงั หนา้ ในรชั กาลที่ ๑
จนกระทง่ั เสด็จขนึ้ ครองราชสมบตั ิในปี พ.ศ. ๒๓๕๒
- สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ประทบั อยใู่ น
สมยั รชั กาลที่ ๒ จนสิน้ พระชนมเ์ มื่อ พ.ศ.๒๓๖๕
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ประทบั อยขู่ ณะทรงพระอสิ ริยยศ
เป็ น สมเด็จฯ เจา้ ฟ้ ามงกฎุ ในรชั กาลที่ ๒ จนกระทง่ั ทรงผนวชเมื่อ พ.ศ.
๒๓๖๘
- พระบาทสมเด็จพระปิ่ นเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ประทบั อยขู่ ณะทรงพระอสิ ริยยศเป็ น
สมเด็จฯ เจา้ ฟ้ าจฑุ ามณี ในสมยั รชั กาลที่ ๓ จนกระทง่ั ทรงพิธบี วร
ราชาภิเษก และเสด็จไปประทบั ที่วงั หนา้ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ ในสมยั รชั กาลที่

- กรมพระราชวงั บวรวิไชยชาญ ประทบั อยตู่ ง้ั แตป่ ระสตู ิ จนเสด็จไปประทบั ที่
วงั ใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่ นเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงสรา้ งพระราชทาน
- สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงวงษาธริ าชสนิท ประทบั อยตู่ ง้ั แต่
พ.ศ. ๒๓๙๔ ในสมยั รชั กาลที่ ๔ จนสิน้ พระชนมเ์ มื่อ พ.ศ.๒๔๑๔
- สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าจาตรุ นตร์ ศั มี กรมพระจกั รพรรดิพงศ ์
ประทบั อยขู่ ณะทรงพระอิสริยยศเป็ น สมเด็จพระเจา้ นอ้ งยาเธอ ในสมยั
รชั กาลที่ ๕ ตงั้ แต่ พ.ศ.๒๔๒๔ จนสิน้ พระชนมเ์ มื่อ พ.ศ.๒๔๔๓

จนในรชั สมยั รชั กาลที่ ๕ หลงั จากสมเด็จฯ เจา้ ฟ้ าฯกรมพระ
จกั รพรรดิพงศส์ ิน้ พระชนม ์ ทรงพระราชทานพระราชวงั เดิมใหเ้ ป็ นที่ตง้ั ของ
โรงเรียนนายเรือ ตามคาํ กราบบงั คมทลู ขอพระราชทานจาก นายพลเรือตรี
พระเจา้ ลูกยาเธอ กรมหมื่นชมุ พรเขตรอดุ มศกั ดิ์ เมือ่ พ.ศ.๒๔๔๙

ลลิ ติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 166

ในปัจจบุ นั หลงั จากโรงเรียนนายเรือยา้ ยออกไปอยสู่ ตั หีบและ
สมุทรปราการแลว้ จึงไดใ้ ชพ้ ระราชวงั เดิมแหง่ นีเ้ ป็ นที่ตง้ั กองบญั ชาการ
กองทพั เรือ

ดว้ ยความสาํ คญั ของพระราชวงั เดิมดงั กลา่ วขา้ งตน้ การที่
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ ทรงโปรดใหส้ มเด็จ
พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ไดป้ ระทบั อยนู่ ้ันจนถึง
สิน้ พระชนม ์ นอกจากจะเป็ นการสมพระเกียรติที่ทรงเป็ นพระบรมวงศช์ น้ั
ผูใ้ หญแ่ ลว้ นอกจากนี้ ยงั เพราะพระองคท์ ่านมีพระปรีชาสามารถ ดว้ ยเหตุ
ที่จดุ ที่ตงั้ ดงั กลา่ วมีความสาํ คญั ทางดา้ นยทุ ธศาสตรห์ ลายดา้ น ตอ้ งมีบคุ คลที่
สามารถจดั การไดแ้ ละไวว้ างพระราชหฤทยั มาประจาํ การคอยดแู ลตา่ งพระ
เนตรพระกรรณ

ทรงกากบั ราชการมหาดไทยและกรมวงั เป็ นหวั หนา้
ราชการ ในรชั กาลที่ ๒

ในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาลที่ ๒ พระนิพนธ ์
ในสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ พระองคไ์ ดท้ รงมี
พระนิพนธไ์ วว้ า่

“เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี เป็ นพระโอรสสมเด็จกรมพระศรี
สดุ ารกั ษ ์ และเป็ นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทราบรมราชนิ ี ตามที่
ปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดาร เป็ นเจา้ นายผูใ้ หญใ่ นราชการพระองค ์
หนึ่งในรชั กาลที่ ๒ ไดท้ รงกาํ กบั ราชการมหาดไทยและกรมวงั ดว้ ย ที่กลา่ ว
กนั วา่ เปนผูส้ าํ เร็จราชการก็มี ดว้ ยเป็ นที่ไวว้ างพระราชหฤทยั ทรง
ปรึกษาหารือราชการทว่ั ไปทกุ อยา่ ง”

กลา่ วกนั วา่ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี ทรงเป็ นพระบรมวงศท์ ี่มีพระอาํ นาจมากในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั เพราะไดท้ รงกาํ กบั กรมวงั และกรมมหาดไทยตา่ งพระ
เนตรพระกรรณ ทงั้ ยงั เป็ นที่ปรึกษา มีหนา้ ที่ถวายความเห็นในการบริหาร
ราชการทกุ ๆ ดา้ น

ลลิ ติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 167

ในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาลที่ ๒ หลายๆ
ฉบบั กลา่ วตรงกนั วา่ ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้
นภาลยั นั้น มีเจา้ นายเป็ นหลกั ราชการมาแตแ่ รก ๓ พระองค ์คือ
๑. สมเด็จพระอนุชาธริ าช เจา้ ฟ้ าจยุ ้ กรมพระราชวงั บวรมหาเสนานุรกั ษ ์
๒. สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ าจยุ ้ กรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี พระอนุชา
ในสมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทราบรมราชนิ ี
๓. สมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร ์ (พระบาทสมเด็จพระน่ัง
เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๓)

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั โปรดใหก้ รมพระราชวงั
บวรฯ ทรงกาํ กบั ราชการแผ่นดินตา่ งพระเนตรพระกรรณทว่ั ไป โปรดใหเ้ จา้
ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ทรงกาํ กบั กระทรวงมหาดไทยกบั กระทรวงวงั และ
โปรดใหก้ รมหมื่นเจษฎาบดินทร ์ ทรงกาํ กบั กระทรวงพระคลงั เป็ นเชน่ นั้นมา
๘ ปี

ถึงปี ฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ กรมพระราชวงั บวรฯ สวรรคต ตอ่ จากน้ัน
เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี จึงเป็ นหวั หนา้ ในราชการตอ่ มาอกี ๕ ปี ถึงปี
มะเมีย พ.ศ. ๒๓๖๔ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี สิน้ พระชนม ์ เหลือแต่
กรมหมื่นเจษฎาบดินทรก็ไดร้ บั ราชการตา่ งพระเนตรพระกรรณตอ่ มาถึง ๓
ปี

ในหนังสือชวี ิตของประเทศ เลม่ ๑ โดย วิษณุ เครืองาม ซงึ่
ประพนั ธป์ ระกอบเรื่องราวขนึ้ จากประวตั ิศาสตรต์ น้ กรงุ รตั นโกสินทรเ์ ป็ นฉากๆ
บางสว่ นใชเ้ รื่องราวที่บนั ทึกในพงศาวดารตา่ งๆ ของไทย บางสว่ นเป็ น
ประวตั ิศาสตรจ์ ากบนั ทึกของชาวตา่ งประเทศ บางสว่ นเป็ นเรื่องเกา่ เลา่ ใหม่
ในวงการผูเ้ กี่ยวขอ้ งที่เรียกวา่ พงศาวดารกระซบิ บางสว่ นไดร้ บั จาก
เกร็ดความรจู ้ ากผูใ้ หญใ่ นสกลุ วงศต์ า่ งๆ ไดเ้ ลา่ เรือ่ งของสมเด็จพระสมั
พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ในเหตกุ ารณช์ ว่ งน้ัน พอสรปุ
ไดด้ งั นี้

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 168

พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั โปรดเกลา้ ฯ ให ้
สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธริ าช เจา้ ฟ้ ากรมหลวงเสนานุรกั ษ ์ เป็ นกรม
พระราชวงั บวรมหาเสนานุรกั ษ ์ พระมหาอปุ ราชในแผ่นดินที่ ๒

กรมพระราชวงั บวรมหาเสนานุรกั ษด์ าํ รงพระยศอยู่ ๘ ปี ก็เกิดมี
พระอาการประชวรขนึ้ และประชวรอยเู่ พียงเดือนเศษเทา่ น้ันก็เสด็จสวรรคต
เมื่อวนั ที่ ๑๖ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๓๖๐ มีพระชนมายเุ พียง ๔๔ พรรษา

การสวรรคตของสมเด็จพระอนุชาธริ าช เจา้ ฟ้ ากรมหลวงเสนานุ
รกั ษ ์ วงั หนา้ นําความเปลีย่ นแปลงมาสบู่ า้ นเมืองครงั้ ใหญ่ เดิมทีเมื่อยงั ทรง
พระชนมอ์ ยู่ ก็หมายม่นั กนั วา่ ตอ่ ไปจะไดเ้ สด็จขนึ้ ผ่านพิภพเป็ นแผ่นดินที่
สามของพระบรมรางวงศน์ ี้ ครน้ั เมื่อเสด็จสวรรคตกอ่ นพระชนมายอุ นั สมควร
ทุกฝ่ ายก็จบั ตาดวู า่ ผูใ้ ดจะไดร้ บั อปุ ราชาภิเกษกเป็ นวงั หนา้ พระองคใ์ หม่
เพราะผูน้ ้ัน ยอ่ มอยใู่ นฐานะจะสืบราชสมบตั ิตอ่ ไป

แรกๆ น้ัน กระแสหนึ่งก็วา่ เห็นจะไดแ้ กก่ รมหมื่นเจษฎาบดินทร ์
พระราชโอรสพระองคใ์ หญส่ ดุ พระชนมายขุ ณะนั้น ๓๐ พรรษา ประสตู ิแต่
เจา้ จอมมารดาเรียม พระสนมเอก อีกกระแสหนึ่งก็วา่ น่าจะไดแ้ กส่ มเด็จพระ
เจา้ ลกู เธอ เจา้ ฟ้ ามกฏุ สมมติเทวาวงศ ์ ทูลกระหม่อมฟ้ าใหญ่ พระชนมายุ
๑๓ พรรษา เพราะทรงเป็ นสมเด็จเจา้ ฟ้ าพระองคใ์ หญ่ ประสตู ิแตพ่ ระอคั ร
มเหสีบญุ รอด นับเป็ นอภุ โตสชุ าติ คือ เป็ นผูส้ ืบเชอื้ สายเจา้ มาจากทง้ั ฝ่ าย
พระบรมชนกและพระราชชนี

หลงั จากคาดการณก์ นั ไปตา่ งๆ นานาไม่นาน พอพระราชทาน
เพลิงพระศพวงั หนา้ แลว้ กลบั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ ฟ้ ากรมหลวง
พิทกั ษม์ นตรี พระอนุชาในพระมเหสีบญุ รอด ชาววงั ออกพระนามเรียก
"ทรงกรมหลวง" ก็เป็ นอนั รวู ้ า่ หมายถึงผูใ้ ด ทรงเป็ นศิลปิ นใหญ่ในราชสาํ นัก
ทรงชาํ นาญการนาฏศิลป์ หาผูใ้ ดเสมอเหมือนไดย้ าก ทาํ หนา้ ที่อยา่ งผูส้ าํ เร็จ
ราชการทง้ั ปวงตา่ งพระเนตรพระกรรณ หนา้ ที่นีม้ ิใชส่ มเด็จพระมหาอปุ ราชวงั
หนา้ แตก่ ็นับวา่ มีพระอาํ นาจยิ่งใหญ่ รองลงมาก็แตส่ มเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ...

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 169

ขณะเดียวกนั ทางกรมหมื่นเจษฎาบดินทรก์ ็มิไดท้ รงดอ้ ยพระ
อาํ นาจลง กลบั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระราชโอรสพระองคใ์ หญน่ ี้
เป็ นผูก้ าํ กบั ราชการเหนือเสนาบดีอกี ชน้ั หนึ่งในกรมพระคลงั และโปรดใหเ้ ป็ น
ผูร้ บั พิจารณาฎีกาทงั้ ปวง ทงั้ จากจากนักโทษและผูข้ อพระราชทานความเป็ น
ธรรม ตลอดถึงโปรดใหว้ า่ การกรมพระตาํ รวจดว้ ย นับวา่ มีพระอาํ นาจเป็ นรอง
ก็แตเ่ จา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี

จากหลกั ฐานตา่ งๆ ที่กลา่ วมา จึงถือไดว้ า่ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศ ์
เธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ไดท้ รงสนองพระเดชพระคณุ ตา่ งประเนตร
พระกรรณในหนา้ ที่สาํ คญั ตา่ งๆ ดงั กลา่ วแลว้ เป็ นบคุ คลสาํ คญั ของแผ่นดิน
ในสมยั รชั กาลที่ ๒ มากพอสมควร


ทรงเป็ นผูบ้ ญั ชาการทพั หลวง ณ เมืองเพชรบุรี

พระราชพงษาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาลที่ ๒ ฉบบั ของพระ
เจา้ บรมวงษเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ไดม้ ีพระนิพนธไ์ วว้ า่

เมื่องานพระราชพิธบี รมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศ
หลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ เสร็จในเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๑ ปี มะเส็ง เอกศก
ตรงกบั พ.ศ.๒๓๕๒ มีขา่ ววา่ พม่ายกกองทพั มาตีเมืองถลางและเมืองชมุ พร

ทางกรงุ เทพฯ เมื่อทราบขา่ วศึกพม่า พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศ
หลา้ นภาลยั จงึ โปรดใหเ้ กณฑก์ องทพั ยกออกไปตอ่ สขู ้ า้ ศึก ใหพ้ ระยาจา่
แสนยากร (บวั ) คมุ พล ๕ ,๐๐๐ คน ใหเ้ ดินทพั ทางบกลงไปกอ่ น ให ้
เจา้ พระยาพลเทพไปอยรู่ กั ษาเมืองเพชรบรุ ี โปรดใหส้ มเด็จพระเจา้ นอ้ งยาเธอ
เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี เสด็จไปจดั การคอยสง่ กองทพั อยทู่ ี่เมือง
เพชรบรุ ี ถา้ การหนักแน่นมาประการใดใหเ้ จา้ พระยาพลเทพเป็ นทพั หนา้ เจา้
ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรีเป็ นทพั หลวงยกหนุนออกไปอีกทพั หนึ่ง แลว้ จะ
โปรดใหส้ มเด็จพระอนุชาธริ าชกรมพระราชวงั บวรสถานมงคลเป็ นจอมพล
เสด็จยกกองทพั หลวงออกไปทางสถลมารคอิกทพั หนึ่ง รวม ๒ ทพั เป็ น
จาํ นวน ๒๐,๐๐๐ คน

ลลิ ติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 170

จากพระราชพงศาวดารเรือ่ ง “ศึกพม่า” สรปุ วา่ สดุ ทา้ ยกองทพั
พม่าตอ้ งพ่ายแพส้ งครามตอ่ ไทยและยกทพั กลบั ไป

ในศึกพม่าครง้ั นี้ นอกจากจะมีเรื่องการศึกแลว้ นอกจากนี้ ยงั มี
เรื่องที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบบั เดียวกนั นี้ เรื่อง “ขา่ วศึกพม่า” เรือ่ ง
สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี แจง้ เรือ่ งทหารมี
ความประพฤติไม่ดีอยดู่ ว้ ย พระเจา้ บรมวงษเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ
ไดพ้ ระนิพนธไ์ วว้ า่

อนึ่ง ในเรือ่ งขดั ทพั คราวนี้ ความปรากฎในพระราชพงษาวดาร
ฉบบั เจา้ พระยาทิพากรวงษว์ า่ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรีมีลายพระหดั ถ ์
ไปใหท้ ูลกรมหมื่นศกั ดิพลเสพฉบบั หนึ่ง วา่ ดว้ ยความประพฤติของพวก
กองทพั ที่ออกไปตงั้ อยหู่ วั เมือง เจา้ พระยาทิพากรวงษท์ า่ นไดล้ งลายพระหดั ถ ์
ไวเ้ ต็มสาํ เนา ขา้ พเจา้ เห็นวา่ มีคติอยบู่ า้ งไม่ควรจะยกเสีย จงึ ไดค้ ดั มาลงไว ้
ตอ่ ไปนี้

“เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี ทรงทราบความประพฤติของพวก
กองทพั ที่ตง้ั อยเู่ มืองเพ็ชรบรุ ี จงึ มืจดหมายบอกไปถึงเจา้ พระยาโกษาธบิ ดี
พระยาเสนาภเู บศร ์ ใหก้ ราบทลู กรมหมื่นศกั ดิพลเสพ ใจความวา่

มีหนังสือหา้ มปรามเตือนสติออกมาเกลือกวา่ จะไม่เห็นดว้ ย จะวา่
อจิ ฉาแกลง้ใสค่ วาม ดว้ ยไม่มีตวั วา่ เป็ นคาํ เลา่ ฦๅ บดั นีไ้ ดค้ วามชดั รดู ้ ว้ ยกนั
มากแลว้ วา่ กกั เรือราษฎรเก็บเรือจะลาํ เลียงเขา้ เจา้ ของเรือก็เป็ นบา่ วนาย
ทพั นายกอง ตา่ งมีอาญาสิทธคิ มุ ้ ครองเสียสิน้ เวียนแตล่ ากไปลากมาเกือบจะ
วิวาทชกตอ่ ยกนั ที่ใครโฉดเขลาเก็บไดก้ ็สง่ ไปลาํ เลียง ที่มีสติปัญญาชา่ํ ชอง
ถึงใจก็รอดตวั โดยแตเ่ รือจะเขา้ ออกก็ตอ้ งเสียเบิกลอ่ งนํา้ ตาลหมอ้ หนึ่งจึงได ้
เขา้ มา แลว้ ราษฎรมีเขา้ อยเู่ กวียนหนึ่งก็ตอ้ งจดั ซอื้ เอาเสียบนั้ หนึ่ง นํา้ ตาล
ราษฎรซอื้ ขายกนั ๖ หมอ้ เป็ นเงินบาทเฟื้อง ก็จดั ซอื้ วา่ เป็ นหลวง ๗ หมอ้
บาท จะปฤกษาราชการก็เป็ นพวกๆ กนั ถอ้ ยความเกา่ ใหม่ก็เอามาวา่
สบั สน บรรดาสิง่ ของในเมืองเพ็ชรบรุ ีหาพอความคิดนายทพั นายกองจะ
ประโยชนช์ ไม่ เลยยึดลงไปจนไมไ้ ผ่แลเขาโคก็เป็ นของตอ้ งการไปเสียสิน้

ลลิ ติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 171

ในขา่ วเลา่ ฦๅวา่ ดงั นั้นก็พลอยวิตกกลวั จะเสียรงั วดั ดว้ ย ดว้ ยเป็ นผู ้
กราบทลู พระกรณุ าใหอ้ อกมาสาํ เร็จราชการ แลว้ เห็นวา่ มิใชผ่ ูอ้ นื่ ตงั้ พระ
ไทยใหม้ ีความดีไปภายน่า จะไดช้ ว่ ยราชการแผ่นดินเบาแรง ครนั้ ความเป็ น
ดงั นีท้ รงพระวิตกอยู่ ดว้ ยทางปากแพรกเมืองราชบรุ ี (คือกองทพั กรมหมื่น
เจษฎาบดินทร)์ นั้น มีแตค่ าํ ไพรบ่ า้ นพลเมืองสรอ้ งสาธกุ ารสรรเสริญ ไม่
เหมือนทางเมืองเพ็ชรบรุ ี มีแตต่ า่ งคิดตา่ งทํา ดว้ ยเหตวุ า่ หามีผูเ้ ตือนสติไม่
จงึ เกิดความฟ้ งุ เฟื่ องเขา้ ไปถึงกรงุ เทพฯ ดงั นี้ ไม่ควรที่จะใหเ้ กิดความเคืองใต ้
ฝ่ าลอองธลุ ีพระบาท แลอายแกช่ าวเมืองเพ็ชรบรุ ี ดว้ ยการขา้ งน่ายงั มีอยมู่ าก
ซงึ่ วา่ กลา่ วมาทงั้ นี้ ใชจ่ ะเอาความผิดนายทพั นายกองฤๅก็หาไม่ ดว้ ยเห็นวา่
พึ่งแรกออกโรงใหม่ ไดพ้ ลงั้ เกินไปคนละเล็กละนอ้ ยแลว้ ใหพ้ ระเจา้ นอ้ งยาเธอ
ฯ หาตวั มาพรอ้ มกนั สะสางผ่อนปรนเสีย โดยควรโดยชอบแกร่ าชการ”

การศึกครงั้ นี้ ยงั ปรากฏในประชมุ พงษาวดาร ภาคที่ ๑ ตอน
พงศาวดารมอญพม่า ซงึ่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงโปรดให ้

แปลจากภาษารามญั ออกเป็ นภาษาไทย เมื่อปี มะเส็ง นพศก จลุ
ศกั ราช ๑๒๑๙ พ.ศ. ๒๔๐๐ ดงั นี้

"ลศุ กั ราช ๑๑๗๓ ปี มแมตรีศก มีพราหมณเ์ ทศมาแตท่ ิศตวนั ตก
เอาหนังสือเรื่องพงษาวดารเมืองพราหมณม์ าแปลถวาย เจา้ องั วะ วา่ สาสนา
พระสมณโคดมสิน้ เสียแลว้ ซงึ่ กลุ บตุ รบวชเปนสงฆท์ กุ วนั อปุ สมบทหาขนึ้ ไม่
ใหไ้ ปไหวบ้ ชู าถวายทานแกพ่ ระพุทธรปู เทา่ นั้นจึงจะควร ปะดงุ ก็เชอื่ ถือ จงึ ให ้
สึกพระสงฆพ์ ม่าพระสงฆร์ ามญั เสียครง้ั น้ันมาก ครน้ั ถึงเดือนอา้ ยใหก้ องทพั
ยกมาตงั้ คา่ ยทํายงุ ้ ฉาง ณ ตาํ บลทอ้ งชาตรี พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั จงึ
มีรบั สง่ั ใหก้ รมหลวงพิทกั ษมนตรียกกองทพั ออกไปตีคา่ ยพม่า ลอ้ มจบั ไดต้ วั
นายแลไพรเ่ ขา้ มาไดม้ าก ที่เหลือน้ันก็แตกหนีไปสิน้ "

สาํ หรบั ตาํ บลทอ้ งชาตรีที่ปรากฏในพงศาวดารนั้น ปัจจบุ นั คือ
อ.จอมบึง จ.ราชบรุ ี (เป็ นชอื่ เดิมของ อ.จอมบึง)

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 172

ทรงมีความชานาญเรื่องจินตกวีและนาฏศาสตรช์ น้ั ครู

ในตาํ นานละครอเิ หนา พระนิพนธส์ มเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรม
พระยาดาํ รงราชานุภาพ หอสมุดวชริ ญาณจดั พิมพค์ รงั้ แรก ในงานฉลอง
พระชนั ษาซายิด พระนางเจา้ สขุ มุ าลมารศรี พระอคั รราชเทวี พ.ศ. ๒๔๖๔
ภาคที่ ๓ วา่ ดว้ ยตาํ นานละครครงั้ กรงุ ศรีอยธุ ยาตอนปลายถึงรชั กาลที่ ๕
ความวา่

เขา้ ใจวา่ เมื่อรชั กาลที่ ๑ ก็เห็นจะมีละครมากโรงดว้ ยกนั แต่
ปรากฏชอื่ ตอ่ มาแต่ ๒ โรง คือละครของเจา้ ฟ้ ากรมหลวงเทพหริรกั ษโ์ รงหนึ่ง
เลน่ เป็ นละครใน เมื่อสิน้ พระชนมแ์ ลว้ ตกมาเป็ นของเจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิ
ทกั ษมนตรี อกี โรงหนึ่ง คือ ละครนายบญุ ยงั เลน่ เป็ นละครนอก ที่ปรากฏ
ชอื่ ละคร ๒ โรงนี้ เพราะเหตทุ ี่ไดเ้ ป็ นครลู ะครชนั้ หลงั มา

ตวั ละครครง้ั รชั กาลที่ ๑ ที่ไดเ้ ป็ นครลู ะครตอ่ มามีชอื่ เสียงปรากฏหลายคน
คือ

๑. เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี มิใชเ่ ป็ นแตเ่ จา้ ของละครที่ไดท้ รงรบั
มรดกของพระเชษฐาเทา่ นั้น แตท่ รงชาํ นาญกระบวนละคร ถึงอาจจะคิดแบบ
แผนวิธฟี ้ อนราํ ได ้ แบบอยา่ งละครในที่ราํ กนั มาทกุ วนั นี้ ตน้ ตาํ ราเป็ นของเจา้
ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรีโดยมาก จึงนับถือกนั วา่ เป็ นครลู ะครออกพระนาม
บชู าเวลาไหวค้ รลู ะครในเป็ นนิจพระองคห์ นึ่ง
๒. นายทองอยู่ เป็ นตวั อเิ หนาละครเจา้ ฟ้ ากรมหลวงเทพหริรกั ษ ์ ตอ่ มาได ้
เป็ นที่ปรึกษาและเป็ นผูน้ ําแบบอยา่ งวิธรี าํ ของเจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี
ไปหดั ละครหลวงในรชั กาลที่ ๒ ครนั้ ถึงรชั กาลที่ ๓ ไดเ้ ป็ นครลู ะครในที่
ฝึ กหดั กนั ขนึ้ แทบทุกโรง นายทองอยนู่ ี้ ชาํ นาญแตง่ กลอนและขบั เสภาดีดว้ ย
จงึ นับถือกนั วา่ เป็ นครเู สภาดว้ ยอกี อยา่ ง ๑
๓. นายรุ่ง เป็ นตวั นางเอกละครเจา้ ฟ้ ากรมหลวงเทพหริรกั ษ ์ ตอ่ มาไดเ้ ป็ น
ครนู าง อยา่ งเดียวกบั นายทองอยเู่ ป็ นครยู ืนเครือ่ ง เป็ นครคู กู่ นั มาแตใ่ น
รชั กาลที่ ๒ จนรชั กาลที่ ๓

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 173

๔. นายบุญยงั เป็ นนายโรงละครนอกครง้ั รชั กาลที่ ๑ ตอ่ มาเลน่ ละครจน
สรา้ งวดั ไดว้ ดั ๑ เรียกชอื่ วา่ วดั ละครทํา อยขู่ า้ งหลงั บา้ นขมิน้ จงั หวดั
ธนบรุ ี นายบญุ ยงั ไดเ้ ป็ นครฝู ึ กหดั ละครนอกที่เลน่ กนั ชนั้ หลงั ตอ่ มา
๕. นายบุญมี ( เห็นจะเป็ นพี่หรือนอ้ งนายบญุ ยงั ) เป็ นครนู างละครนอกมา
ดว้ ยกนั กบั นายบญุ ยงั และมีชอื่ ยใู่ นคาํ ไหวค้ รดู ว้ ยกนั

เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี ครทู องอยู่ ครรู งุ่ ครบู ญุ ยงั ครบู ญุ
มี ทง้ั ๕ นี้ นับวา่ เป็ นครลู ะครในกรงุ รตั นโกสินทรท์ ี่เลน่ ตอ่ มาทงั้ บา้ นทงั้ เมือง
นอกจากทงั้ ๕ ที่กลา่ วมา ยงั มีชอื่ ละครรชั กาลที่ ๑ ที่ไดเ้ ป็ นครตู อ่ มาอกี
๗ คน คือ :

๖. คณุ มรกต เป็ นตวั ยืนเครือ่ งละครผูห้ ญิงของหลวง มีชอื่ อยใู่ นคาํ ไหวค้ รู
แตจ่ ะวิเศษอยา่ งใดหาปรากฏไม่

๗. คณุ เพ็ง เป็ นตวั พระรามละครผูห้ ญิงของหลวง อยมู่ าไดเ้ ป็ นครลู ะครของ
กรมพระพิทกั ษเ์ ทเวศรด์ ว้ ยคนหนึ่ง

๘. คณุ เรือง เป็ นตวั นางละครหลวง ไดเ้ ป็ นครเู จา้ จอมมารดาลกู จนั ทนเ์ ล็ก
รชั กาลที่ ๒

๙. เจา้ จอมมารดาอมั พา รชั กาลที่ ๒ เป็ นตวั นางกญั จหนา ละครหลวง
รชั กาลที่ ๑ ในรชั กาลที่ ๒ ไม่ไดเ้ ป็ นละคร ถึงรชั กาลที่ ๓ เมื่อท่าน
ออกไปอยวู่ งั เป็ นครหู ดั ละครขนึ้ โรงหนึ่ง ละครของท่านไดเ้ ป็ นครลู ะครโรงอืน่
หลายโรง

๑๐. เจา้ จอมมารดาลกู จนั ทนเ์ ล็ก รชั กาลที่ ๒ เป็ นตวั นางวิยะดา ละคร
หลวงชน้ั เล็กในรชั กาลที่ ๑ ถึงรชั กาลที่ ๒ เป็ นตวั นางมะดีหวี ไดเ้ ป็ นครู
ละครหลวงแตร่ ชั กาลที่ ๔ มาจนรชั กาลที่ ๕ และเป็ นครลู ะครสมเด็จ
เจา้ พระยาบรมมหาศรีสรุ ิยวงศด์ ว้ ย

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 174

๑๑. เจา้ จอมมารดาภู่ ในกรมพระราชวงั บวรฯ รชั กาลที่ ๒ เป็ นตวั อเิ หนา
เห็นจะเป็ นละครหลวงชนั้ เล็กในรชั กาลที่ ๑ ไดเ้ ป็ นครลู ะครหลวงในรชั กาลที่


๑๒. คณุ เอีย่ ม เป็ นตวั นางละครหลวงชนั้ เล็กในรชั กาลที่ ๑ ถึงรชั กาลที่ ๒
ไดเ้ ป็ นตวั นางบษุ บา อยมู่ าไดเ้ ป็ นครลู ะครหลวงแตร่ ชั กาลที่ ๔ จนถึงรชั กาล
ที่ ๕ และไดเ้ ป็ นครลู ะครสมเด็จเจา้ พระยาบรมมหาศรีสรุ ิยวงศด์ ว้ ย

๑๓. คณุ จยุ ้ เป็ นตวั หนุมาน อยมู่ าเป็ นครลู ะครวงั หนา้ ในรชั กาลหลงั

นอกจากที่กลา่ วมาคงจะยงั มีผูอ้ นื่ อกี แตห่ ากชอื่ สญู ไปเสีย จึงสืบไม่ไดค้ วาม

ลว่ งมาถึงในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศลา้ นภาลยั
รชั กาลที่ ๒ ถือวา่ เป็ นยคุ ทองของศิลปะทกุ แขนง เพราะบา้ งเมืองสงบสขุ มี
การตง้ั เจา้ นายชว่ ยสนองงานตา่ งพระเนตรพระกรรณในดา้ นตา่ งๆ แผ่นดินมี
ความเจริญรงุ่ เรือง

ในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาลที่ ๒ กลา่ ววา่
นอกจากสมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรีมี
ความสามารถ ชว่ ยบริหารราชการแผ่นดินตา่ งพระเนตรพระกรรณแลว้
นอกจากนี้ พระองคย์ งั ทรงมีความชานาญในดา้ นจินตกวีและนาฏ
ศาสตรด์ ว้ ย

เป็ นที่ทราบกนั ดีวา่ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั ทรง
โปรดการประพนั ธก์ าพย ์ กลอนโคลง ฉันท ์ ถา้ ผูใ้ ดมีความชาํ นาญในดา้ นนี้
ก็เป็ นที่ทรงโปรดปราน สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี ทรงมีพระปฏิภาณไหวพริบชาํ นาญในการประพนั ธด์ ว้ ยพระองคห์ นึ่ง
จึงเป็ นที่โปรดปรานมาก

ตามพระราชพงศาวดารและตาํ นานละครในยคุ นั้น กลา่ ววา่
ลกั ษณะที่ทรงพระราชนิพนธใ์ นรชั กาลที่ ๒ ทราบวา่ บางเรื่องแบง่ กนั แตง่

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 175

เป็ นตอนๆ แตผ่ ูท้ ี่ไดร้ บั แบง่ นั้นนอ้ ยตวั ไดย้ ินแต่ ๓ คือ เจา้ ฟ้ ากรม
หลวงพิทกั ษม์ นตรี กรมหมืน่ เจษฎาบดินทร ์ และขนุ สุนทร (ภู่)
ประชมุ แตง่ หนา้ พระที่น่ังหรือแตง่ มาแลว้ มาตรวจแกห้ นา้ พระที่น่ัง แตโ่ ดยมาก
ทรงพระราชนิพนธเ์ อง เมื่อทรงพระราชนิพนธบ์ ทละครเรือ่ งใดแลว้
พระราชทานไปใหเ้ จา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรีคิดวิธรี าํ ทําบท บางทีบทใดราํ
ขดั ขอ้ ง ตอ้ งแกบ้ ทเขา้ หาวิธรี าํ ก็มี ดว้ ยเหตนุ ีบ้ ทละครพระราชนิพนธใ์ น
รชั กาลที่ ๒ จงึ เลน่ ละครไดเ้ รียบรอ้ ยดี

นบั วา่ หนงั สือบทละครทีไ่ ดเ้ ล่นกนั แพร่หลาย และละครราที่
เลน่ ไดแ้ บบแผนถงึ ที่ มีแตร่ ชั กาลที่ ๒ เป็ นตน้ มา วิธีการประดิษฐ ์
ทา่ ราใหถ้ ูกกบั บทที่ทรงพระราชนิพนธน์ นั้ สมเดจ็ พระสมั พนั ธวงศ ์
เธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี โปรดใหเ้ อาพระฉายมาตง้ั ทรง
ทา่ ราดว้ ยวธิ ีทอดพระเนตรดูกระบวนการราของพระองคจ์ ากเงาใน
พระฉาย เมื่อยงั มีละครแมใ้ นสมยั รชั การที่ ๔ และรชั กาลที่ ๕
เวลาไหวค้ รู พวกครูละครยงั นบสมเดจ็ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรีดว้ ยพระองคห์ นึ่ง

กาลตอ่ มาภายหลงั ความสามารถทางการละครและจนิ ตกวีนี้ ยงั
ไดต้ กทอดมายงั พระโอรส พระธดิ า และผูส้ ืบเชอื้ สาย โดยเฉพาะหม่อมเจา้
แบน หม่อมราชวงศต์ าบ มาจนถงึ หม่อมหลวงตว่ นศรี วรวรรณ
(มนตรีกลุ ) และหม่อมหลวงตาด วรวรรณ (มนตรีกลุ ) โดยสองท่าน
หลงั นี้ ตอ่ มาไดเ้ ป็ นหม่อมในพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ วรวรรณากร
กรมพระนราธปิ ประพนั ธพ์ งศ ์ พระบิดาแหง่ การละครรอ้ งของไทย

ขอยกตวั อยา่ งผูส้ ืบเชอื้ สายมาจากราชตระกลู มนตรีกลุ ซงึ่ มีความสามารถ
ทางการละครและจินตกวี เชน่

พระนางเธอลกั ษมีลาวณั มีพระนามเดิมวา่ หม่อมเจา้ วรรณพิมล
วรวรรณ เป็ นพระธดิ าในพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ วรวรรณากร กรม
พระนราธปิ ประพนั ธพ์ งศ ์ กบั หม่อมหลวงตาด วรวรรณ (สกลุ เดิม มนตรี
กลุ ) ทรงเป็ นที่รจู ้ กั ในฐานะพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้
เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๖ และพระขนิษฐาตา่ งชนนีของอดีตพระวรกญั ญา
ปทาน พระองคเ์ จา้ วลั ลภาเทวี

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 176

พระองคเ์ ป็ นผูร้ ิเริ่มรือ้ ฟื้น คณะละครปรีดาลยั ของพระบิดาขนึ้ มา
อกี ครง้ั ทรงปลีกพระองคป์ ระทบั อยเู่ พียงลาํ พงั ทรงใชเ้ วลาที่มีอยใู่ นการ
ประพนั ธน์ วนิยาย รอ้ ยกรอง และบทละครจาํ นวนมาก โดยใชน้ ามปากกาวา่
ปัทมะ วรรณพิมล และพระนางเธอลกั ษมีลาวณั

พระนางเธอลกั ษมีลาวณั ถูกลอบปลงพระชนมเ์ มื่อวนั ที่ ๒๙
สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริพระชนมายุ ๖๒ พรรษา

และหม่อมหลวงตว่ นศรี วรวรรณ (มนตรีกลุ ) ผูเ้ ป็ นเหลนทวดของสมเด็จ
พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี

หม่อมตว่ นศรี (มนตรีกลุ ) วรวรรณ เป็ นชาวบางกอกใหญ่ ธนบรุ ี
เกิดเมื่อวนั พฤหสั บดีแรม ๑๔ ค่าํ เดือน ๙ ปี จอ ตรงกบั วนั ที่ ๑๐
กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ในสมยั รชั กาลที่ ๕ เป็ นธดิ าของหม่อมราชวงศต์ าบ
มนตรีกลุ มารดาชอื่ ยิม้ (สกลุ เดิมศิริวนั ต)์

หม่อมเจา้ แบน มนตรีกลุ และ หม่อมราชวงศต์ าบ มนตรีกลุ ซงึ่
เป็ นท่านป่ แู ละท่านพอ่ ของหม่อมหลวงตว่ นศรี ก็มีความรคู ้ วามสามารถและ
สนใจปลกู ฝังวิชาการละครตกทอดมาตามลาํ ดบั จนถึงหม่อมหลวงตว่ นศรี
ท่านจงึ รอบรทู ้ ง้ั ในกระบวนราํ และดนตรีตลอดจนการขบั รอ้ ง โดยเฉพาะจะเข ้
นั้นหม่อมหลวงตว่ นศรี เลน่ ไดด้ ีมาก

เมื่อกรมพระนราธปิ ประพนั ธพ์ งศ ์ ทรงตงั้ คณะละครนฤมิตรขนึ้
ท่านก็เป็ นกาํ ลงั สาํ คญั ในการแตง่ เพลงในละครรอ้ งทุกเรื่อง บทละครนั้น กรม
พระนราธปิ ประพนั ธพ์ งศท์ รงนิพนธอ์ ยา่ งรวดเร็วและท่านก็บรรจเุ พลงไดอ้ ยา่ ง
รวดเร็วเชน่ เดียวกนั

ละครเรื่องแรกที่ท่านมีสว่ นชว่ ยเหลือมากคือเรือ่ งอาหรบั ราตรี ซงึ่
ตอ่ มาเปลี่ยนชอื่ เรือ่ งเป็ นละครหลวงนฤมิตร จนเมื่อเกิดเป็ นโรงละครปรีดาลยั
ขนึ้ ตามชอื่ โรงละครสรา้ งใหม่ แตค่ นทว่ั ไปมกั เรียกกนั วา่ “ละครหม่อมตว่ น”

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 177

ไดร้ บั การยอมรบั วา่ เป็ นผูม้ ีอจั ฉริยะดา้ นการแตง่ เพลง มีความสามารถดา้ น
การละครที่เหมือนกบั เสด็จทวดของท่าน

หม่อมหลวงตว่ นศรี (มนตรีกลุ ) วรวรรณ ถึงแกก่ รรมดว้ ยโรคหวั ใจ
วาย เมื่อวนั ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ รวมอายไุ ด ้ ๙๙ ปี ๔ เดือน
มีโอรส/ธดิ ากบั พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ วรวรรณากร กรมพระ
นราธปิ ประพนั ธพ์ งศ ์ ๒ พระองค ์ ไดแ้ ก่ ศาสตราจารย ์ พลตรีพระเจา้ ว
รวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ วรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธปิ พงศป์ ระพนั ธ ์ และ
หม่อมเจา้ ศิวากร วรวรรณ

พระทรงชานาญในงานชา่ ง
คิดคน้ และประดิษฐ"์ เกรินบนั ไดนาค"

สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ทรงมี
ความชาํ นาญในงานชา่ งเป็ นที่ปรากฏ สิ่งที่เป็ นอนุสรณแ์ สดงฝี พระหตั ถ ์ ซงึ่
ในพระราชพงศาวดารกลา่ วไวก้ ็คือ “เกรินบนั ไดนาค” อนั เป็ นที่สาํ หรบั ยก
พระบรมโกศขนึ้ ประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถ หรือ ยกขนึ้ ประดิษฐาน
บนพระแท่นโดยมิตอ้ งเปลือ้ งเครือ่ งประกอบ

เกรินบนั ไดนาคที่สมเด็จพระสมั พนั ธวงศ ์ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี ไดค้ ิดคน้ และสรา้ งขนึ้ ตงั้ แตอ่ ดีต ยงั ใชเ้ ป็ นอปุ กรณท์ ี่เชญิ พระโกศของ
พระบรมศพขนึ้ หรือลงจากราชรถจนถึงปัจจบุ นั

จากหนังสือ “คาํ ศพั ทท์ ี่เกีย่ วกบั งานพระราชพิธพี ระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช” กรมศิลปากร กระทรวง
วฒั นธรรม จดั พิมพเ์ ผยแพรค่ รง้ั ที่ ๒ (แกไ้ ขเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๕๙ ได ้

กลา่ วไวว้ า่

“กรินบนั ไดนาค คือ อปุ กรณท์ ี่ใชเ้ ชญิ พระโกศพระบรมศพขนึ้
หรือลงจากราชรถ และพระเมรมุ าศแทนการใชน้ ่ังรา้ นไมต้ อ่ ยกสงู แบบสมยั
โบราณ ที่ใชก้ าํ ลงั คนยกขนึ้ ลง ซงึ่ มีความยากลาํ บาก ไม่สะดวก เกรินมี
ลกั ษณะเป็ นรางเลือ่ นขนึ้ ลงดว้ ยกวา้ นหมุน โดยมีแทน่ ที่วางพระโกศเพื่อ

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 178

สะดวกในการเคลือ่ นยา้ ยขนึ้ หรือลง ลกั ษณะเป็ นแท่นสีเ่ หลีย่ ม ขอบฐาน
แกะสลกั ลายปิ ดทองประดบั กระจก ทา้ ยเกรินเป็ นพืน้ ลดระดบั ลงมา ซงึ่ เป็ นที่
สาํ หรบั เจา้ พนักงานภษู ามาลาขนึ้ น่ังประคองพระโกศพระบรมศพมีลกั ษณะ
คลา้ ยทา้ ยสาํ เภา ดา้ นขา้ งบผุ า้ ตาดทอง มีราวทงั้ ๒ ขา้ งตกแตง่ เป็ นรปู
พญานาค จึงเรียกวา่ “เกรินบนั ไดนาค” คิดคน้ โดยสมเด็จพระสมั พนั ธวงศ ์
เธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี พระโอรสในสมเด็จพระเจา้ พี่นางเธอ เจา้
ฟ้ ากรมพระศรีสดุ ารกั ษ ์ สรา้ งขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๔ ใชค้ รงั้ แรกในงานพระเมรุ
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช พ.ศ. ๒๓๕๕”

เรือ่ งความเป็ นมาของเกริน่ บนั ไดนาคนี้ เมื่อไดอ้ า่ นพระราช
พงศาวดารในรชั กาลที่ ๑ และหนังสือซงึ่ ม.จ.จงจิตรถนอม ดิศกลุ นิพนธ ์
ไวใ้ นหนังสืองานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้
หญิงอดิศยั สรุ ิยาภา จึงทําใหส้ ดดุ ใจระลึกถึงพระคณุ ของพระองคท์ า่ นผูเ้ ป็ น
ตน้ คิดประดิษฐข์ นึ้ ตามธรรมดาเกริน่ บนั ไดนาคนี้ ก็ไม่คอ่ ยมีความหมาย
อะไรมากนัก เพราะนานปี ทีครง้ั จงึ ไดใ้ ช ้ เพราะตามปกติ ถา้ ไม่ใชง่ านพระ
ราชพิธใี หญ่ ก็คงจะถกู เก็บไวท้ ี่โรงเก็บราชรถในพิพิธภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาติ
เท่าน้ัน

ถา้ มีโอกาสผ่านเขา้ ชมก็จะแลเห็นตงั้ ทิง้ ไวอ้ ยา่ งไรค้ วามหมายและ
คณุ คา่ ครงั้ ถึงเวลาเป็ นการเป็ นงาน เกริน่ บนั ไดนาคจะเป็ นกาํ ลงั สาํ คญั ชว่ ย
อาํ นวยความสะดวก ท่นุ แรงงาน เพิ่มความสง่างามในการปฏิบตั ิงานขนึ้ อีก
เป็ นอนั มาก แตก่ ็หาผูท้ ี่จะทราบวา่ เกริ่นบนั ไดนาคนี้ มีประวตั ิความเป็ นมา
อยา่ งไร


พระองคท์ ่านกบั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั
รชั กาลที่ ๔

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงอยใู่ นฐานะที่ทรงเป็ น
"หลานนา้ " ของสมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
ดว้ ยพระองคท์ รงเป็ นพระโอรสของสมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทรามาตย ์ ซงึ่ เป็ นพระ
พี่นางเธอในสมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี มีพระ

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 179

ราชสมั พนั ธผ์ ูกพนั ธม์ าตง้ั แตพ่ ระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระ
เยาว ์ เป็ นเหมือนพระอภิบาลที่คอยชว่ ยกาํ กบั ดแู ลมาโดยตลอด

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จขนึ้ ครองราชยแ์ ลว้
ยงั ทรงระลึกถึงคณุ ูปการที่สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี จงึ ไดท้ รงยกยอ่ งเชดิ ชพู ระเกียรติยศใหเ้ ป็ นที่ปรากฏสืบตอ่ ไปในภาย
ภาคหนา้ เป็ นอเนกประการ

จากหนังสือเทศนาพระราชประวตั ิพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั ซงึ่ สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ไดถ้ วาย
เทศนใ์ นพระราชกศุ ลฉลองพระเดชพระคณุ ในสมเด็จพระบรมชนกมหา
ราชาธริ าช พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ณ วนั เสาร ์ เดือน ๘
ปี มะเมีย จตั วาศก จลุ ศกั ราช ๑๒๔๔ พุทธศกั ราช ๒๔๕๒ กลา่ ววา่

สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ทรงเป็ น
ที่วางพระราชหฤทยั จากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศลา้ นภาลยั และเป็ นผูท้ ี่
ใกลช้ ดิ สนิทสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั อยมู่ าก แมพ้ ระ
ราชพงศาวดารซงึ่ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ
ทรงนิพนธไ์ วบ้ างตอนก็แสดงใหป้ รากฏชดั วา่ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้
ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี เป็ นผูจ้ งรกั ภกั ดีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั เป็ นอยา่ งยิ่ง กลา่ วคือ เมื่อครอเฟิ ดเขา้ มาอยใู่ นกรงุ เทพฯ พระยา
พระคลงั ไดถ้ ามวา่ ครอเฟิ ดมีประสงคจ์ ะเขา้ เฝ้ าเจา้ นายพระองคใ์ ดบา้ ง ครอ
เฟิ ดสืบทราบความอยกู่ อ่ นแลว้ วา่ ในเวลาน้ัน ผูใ้ หญ่ในกรงุ เทพฯ แบง่ กนั
เป็ น ๒ พวก คือ พวกหนึ่งนับถือสมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอ เจา้ ฟ้ ามงกฏุ ฯ
(พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ) และเจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
เป็ นหวั หนา้ ในพวกนี้ แตพ่ วกหนึ่งนับถือพระเจา้ ลกู ยาเธอ กรมหมื่นเจษฎา
บดินทร ์ (พระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ) ซงึ่ เป็ นพวกเดียวกบั พระยา
พระคลงั ฯลฯ

นอกจากน้ันเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จขนึ้
เถลิงถวลั ยราชสมบตั ิในรชั กาล ตอ่ มา ไดท้ รงสถาปนาหม่อมเจา้ พยอม
พระโอรสในสมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ขนึ้
เป็ นพระวงศเ์ ธอกรมหมื่นมนตรีรกั ษา ...

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 180

ทรงเป็ นผูบ้ ญั ชาการพระราชพิธีลงสรงครงั้ แรกใน
กรุงรตั นโกสินทร ์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เป็ นพระราชโอรสองคท์ ี่
๔๓ ในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ ที่ประสตู ิแต่
สมเด็จพระศรีสรุ ิเยนทราบรมราชนิ ี ทรงพระราชสมภพในรชั กาลที่ ๑ เมื่อ
วนั พฤหสั บดี ขนึ้ ๑๔ คา่ํ เดือน ๑๑ ปี ชวด ฉศก จลุ ศกั ราช ๑๑๖๖ ซงึ่
ตรงกบั วนั ที่ ๑๘ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๓๔๗ ณ พระราชวงั เดิม ซงึ่ เป็ นที่ประทบั
ของสมเด็จพระราชบิดา เมื่อครงั้ ยงั ดาํ รงพระอสิ ริยยศเป็ นสมเด็จพระเจา้ ลกู ยา
เธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงอิศรสนุ ทร โดยพระนามกอ่ นการมีพระราชพิธลี งสรง
เฉลิมพระนามวา่ "ทูลกระหม่อมฟ้ าใหญ่"

เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จขนึ้ ครองสมบตั ิเป็ น
พระมหากษตั ริยพ์ ระองคท์ ี่ ๒ แหง่ พระบรมราชจกั รีวงศแ์ ลว้ ทลู กระหม่อม
ฟ้ าใหญ่ไดเ้ สด็จเขา้ มาอยภู่ ายในพระบรมมหาราชวงั จนกระทง่ั พระองคม์ ี
พระชนมายไุ ด ้ ๙ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั จงึ ได ้
โปรดใหจ้ ดั การพระราชพิธลี งสรงเพื่อเฉลิมพระนามเจา้ ฟ้ าอยา่ งเป็ นทางการ

พระราชพิธใี นครงั้ นี้ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั มี
พระราชดาํ ริวา่ พระราชพิธโี สกนั ตเ์ จา้ ฟ้ าไดท้ าํ เป็ นอยา่ งมีแบบแผนอยแู่ ลว้
แตก่ ารพระราชพิธลี งสรงตงั้ พระนามเจา้ ฟ้ าครง้ั กรงุ ศรีอยธุ ยายงั หาไดท้ าํ เป็ น
แบบอยา่ งลงไม่ รวมทง้ั ผูใ้ หญท่ ี่เคยเห็นพระราชพิธดี งั กลา่ วก็แกช่ ราเกือบจะ
หมดตวั แลว้ เกรงวา่ แบบแผนพระราชพิธจี ะสญู ไป

เมื่อปี วอก จตั วาศก จลุ ศกั ราช ๑๑๗๔ พทุ ธศกั ราช ๒๓๕๕
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั จงึ ทรงโปรดฯ ใหส้ มเด็จพระสมั
พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ซงึ่ ในขณะนั้นดาํ รงพระอสิ ริยยศ
สกลุ ยศวา่ สมเด็จพระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี และ
เจา้ พระยาศรีธรรมาธริ าช (บญุ รอด) เป็ นผูบ้ ญั ชาการตงั้ พระราชพิธลี งสรง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เป็ นการใหญ่ เฉลิมพระนามาภิธยั
จารึกในพระสบุ รรณบฏั วา่

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 181

“สมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอ เจา้ ฟ้ ามงกฎุ สมมุติเทววงศ ์ พงศอ์ ศิ วร
กษตั ริยข์ ตั ติยราชกมุ าร”

พระราชพิธีในครง้ั นี้จึงนบั เป็ นพระราชพิธีลงสรงครง้ั แรกใน
สมยั กรุงรตั นโกสินทร ์

ทรงเป็ นพระอภิบาลเจา้ ฟ้ ามงกุฏฯ
ไปรบั ครอบครวั ชาวมอญที่เมืองกาญจนบุรี

ในปัจจบุ นั ชนชาติมอญไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง
เนื่องจากตกอยใู่ นภาวะสงคราม การแยง่ ชงิ ราชสมบตั ิกนั เอง และการรกุ ราน
จากพม่า ชาวมอญอยอู่ ยา่ งแสนสาหสั ถกู กดขี่รีดไถ มีการเกณฑแ์ รงงาน
กอ่ สรา้ ง ทําไรน่ าหาเสบียง เพื่อการสงคราม และเกณฑเ์ ขา้ กองทพั
โดยเฉพาะสงครามในสมยั พระเจา้ อลองพญาของพม่า ในปี พ.ศ. ๒๓๐๐
ถือเป็ นสงครามครงั้ สดุ ทา้ ย ที่ชาวมอญพา่ ยแพแ้ กพ่ ม่าอยา่ งราบคาบ ชาว
มอญสว่ นหนึ่งจึงอพยพโยกยา้ ยเขา้ มาพึ่งพระบรมโพธสิ มภาร ตงั้ ถิ่นฐาน
บา้ นเรือนในเมืองไทยหลายตอ่ หลายครงั้

จากหลกั ฐานที่บนั ทึกไวข้ องไทย การอพยพของมอญมายงั พระ
ราชอาณาจกั รไทย มีการจดบนั ทึกเอาไว ้ ๙ ครงั้ คือ สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา
๖ ครงั้ สมยั กรงุ ธนบรุ ี ๑ ครงั้ และสมยั รตั นโกสินทร ์ ๒ ครงั้ อพยพเขา้ มา
โดยมีสาเหตแุ ละเสน้ ทางการอพยพเขา้ มาที่แตกตา่ งกนั ไป

การอพยพของชาวมอญเขา้ มาพึ่งพระบรมโพธสิ มภาร ครงั้ ที่ ๙
พุทธศกั ราช ๒๓๕๗ ซงึ่ เป็ นครงั้ สดุ ทา้ ยของการอพยพ เกิดขนึ้ ในรชั สมยั
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ เมื่อชาวมอญไม่พอใจ
ที่ถกู พม่าเกณฑแ์ รงงานกอ่ สรา้ งพระเจดีย ์ กอ่ กบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถกู พม่า
ปราบ ตอ้ งหนีเขา้ ไทยเป็ นระลอกใหญม่ าก ประมาณ ๔๐,๐๐๐ คนเศษ

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 182

พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร ์ รชั กาลที่ ๒ สมเด็จพระเจา้
บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพไดท้ รงพระนิพนธไ์ ว ้ มีเนือ้ หาโดย
สรปุ ดงั นี้

ในสมยั รชั กาลที่ ๒ พระเจา้ ปะดงุ ตง้ั ชาวพม่าคนหนึ่งลงมาเป็ นเจา้
เมืองเมาะตมะ พม่าเจา้ เมืองเมาะตมะคนน้ันเบียดเบียนพวกมอญใหไ่ ดค้ วาม
เดือดรอ้ นตา่ งๆ ชาวมอญไม่มีกาํ ลงั พอจะตอ่ สพู ้ ม่าได ้ สมิงสอดเบาซงึ่ เป็ น
หวั หนา้ ของชาวมอญในขณะน้ัน จงึ ปรึกษากนั เพื่อจะอพยพครอบครวั ชาว
มอญเขา้ มาพึ่งพระบารมีพระเจา้ กรงุ สยาม

สมิงสอดเบามีหนังสือลบั เขา้ มาถึงพระยากาญจนบรุ ี เมื่อณเดือน ๑๑ ปี จอฉ
ศก จลุ ศกั ราช ๑๑๗๖ พ.ศ. ๒๓๕๗ พระยากาญจนบรุ ีไดม้ ีหนังสือกราบ
ทลู เขา้ มายงั กรงุ เทพฯ จงึ โปรดใหพ้ ระยากาญจนบรุ ีมีหนังสือลบั ตอบไปถึงสมิง
สอดเบาวา่ ถา้ มอญเดือดรอ้ นก็ใหอ้ พยพเขา้ มาเถิด จะทรงพระกรณุ าโปรด
รบั เป็ นที่พึ่ง ใหพ้ วกมอญไดอ้ ยใู่ นพระราชอาณาจกั รโดยความผาสกุ

ครนั้ ถึงปี กนุ สปั ตศก จลุ ศกั ราช ๑๑๗๗ พทุ ธศกั ราช ๒๓๕๘
ชาวมอญที่เมืองเมาะตมะถกู พม่ากดขหี่ นักเขา้ จงึ พรอ้ มใจกนั จบั เจา้ เมือง
กรมการพม่าฆ่าเสียแลว้ พากนั อพยพครอบครวั เขา้ มาในพระราชอาณาจกั ร
เดินเขา้ มาทางเมืองตากบา้ ง ทางเมืองอไุ ทยธานีบา้ ง แตโ่ ดยมากมาทางดา่ น
พระเจดียส์ ามองคเ์ ขา้ แขวงเมืองกาญจนบรุ ี

เมื่อไดท้ รงทราบขา่ ววา่ ครวั มอญอพยพเขา้ มา จงึ โปรดใหก้ รม
พระราชวงั บวรสถานมงคล เสด็จขนึ้ ไปคอยรบั ครวั มอญอยทู่ ี่เมืองนนทบรุ ี จดั
จากและไมส้ าํ หรบั ปลกู สรา้ งบา้ นเรือน พรอ้ มเสบียงอาหารของพระราชทาน
ขนึ้ ไปดว้ ย

ทางเมืองกาญจนบรุ ีโปรดใหส้ มเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอเจา้ ฟ้ ามงกฎุ ฯ
(นับพระชนั ษาโดยเรียงปี ครงั้ นั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ยงั
ทรงพระเยาวอ์ ยู่ มีพระชนมายไุ ด ้ ๑๒ พรรษา) คมุ ไพรพ่ ลสาํ หรบั ป้ องกนั ครวั
มอญ และเสบียงอาหารของพระราชทานออกไปรบั ครวั มอญทางหนึ่ง โดย
โปรดใหส้ มเด็จพระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี เป็ นผูใ้ หญ่

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 183

เสด็จกาํ กบั ไปดว้ ย โปรดใหม้ ีเรือตง้ั เสด็จสามคู่ และตาํ รวจหอกแห่ เป็ นพระ
เกียรติยศ สว่ นทางเมืองตากนั้นโปรดใหเ้ จา้ พระยาอภยั ภธู รที่สมุหนายกเป็ นผู ้
ขนึ้ ไปรบั

ครอบครวั มอญมาถึงเมืองนนทบรุ ี เมื่อวนั พุธ เดือน ๙ แรม ๓
ค่าํ ปี กนุ สปั ตศก จลุ ศกั ราช ๑๑๗๗ พุทธศกั ราช ๒๓๕๘ เป็ นจาํ นวน
คน ๔๐ ,๐๐๐ เศษ โปรดใหต้ ง้ั ภมู ิลาํ เนาอยใู่ นแขวงเมืองประทุมธานีบา้ ง
(เขา้ ใจวา่ เป็ นปี เดียวกบั ที่มีการตงั้ จงั หวดั ) เมืองนนทบรุ ีบา้ ง เมืองนครเขอื่ น
ขนั ธบ์ า้ ง (อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) สว่ นสมิงสอดเบาที่เป็ นหวั หนา้
น้ัน ทรงพระกรณุ าโปรดตงั้ ใหเ้ ป็ นพระยารตั นจกั ร ทง้ั เจา้ นายชารามญั ที่เป็ น
ผูใ้ หญ่มียศอยใู่ นเมืองเดิม ก็ทรงพระกรณุ าโปรดตงั้ ใหเ้ ป็ นพระยาทกุ คน

ทรงที่สมมติพระอิศวรในพระราชพิธโี สกนั ตเ์ จา้ ฟ้ ามงกฏุ ฯ

ถึงปี ชวด อฐั ศก จลุ ศกั ราช ๑๑๗๘ พุทธศกั ราช ๒๓๕๙
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มีพระชนมายไุ ด ้ ๑๓ พรรษานับโดย
เรียงปี ครบกาํ หนดโสกนั ต ์ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศลา้ นภาลยั มีพระ
บรมราชโองการ ดาํ รสั สง่ั ใหต้ ง้ั พระราชพิธโี สกนั ตเ์ ป็ นการใหญ่ ทําเขา
ไกรลาสหนา้ พระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาท ตรงประตสู วุ รรณบริบาลเป็ นที่สรง
และทรงเครื่องเวลาบา่ ย แหม่ าทรงฟังพระสงฆส์ วดพระพุทธมนตบ์ นพระที่น่ัง
ดสุ ิตมหาปราสาทสามวนั

รงุ่ ขนึ้ วนั ศกุ ร ์ เดือน ๔ ขนึ้ ๑๓ คา่ํ เวลาเชา้ แหม่ าโสกนั ตบ์ น
พระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาท เสร็จแลว้ เสด็จไปสรงนํา้ ที่สระอโนดาต แลว้ ทา่ น
อคั รมหาเสนาบดีเสด็จขนึ้ สพู่ ระมณฑปยอดเขาไกรลาส สมเด็จพระสมั
พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี รบั ที่สมมติพระอศิ วรรบั เสด็จ
ทรงเครือ่ งตน้ บนพระมณฑปยอดเขาไกรลาสเสร็จแลว้ แหเ่ วียนเขาไกรลาส
สามรอบแลว้ แหก่ ลบั เวลาบา่ ยแหม่ าประทบั น่ังที่พระที่น่ังดสุ ิตมหาปราสาท
พระบรมวงศานุวงศแ์ ละเขา้ ทูลละอองธลุ ีพระบาท พรอ้ มกนั เวียนเทียนสมโภช
วนั นั้น เวลาหนึ่ง วนั ที่เจ็ดจงึ แหพ่ ระเกศาไปลอยตามราชประเพณี

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 184

ทรงมีความชานาญดา้ นวิชาโหราศาสตร ์

โหราศาสตรเ์ ป็ นวิชาที่วา่ ดว้ ยการทํานายและการพยากรณ์
โชคชะตาของมนุษย ์ และปรากฏการณต์ า่ งๆ ของโลก โดยอาศยั ตาํ แหน่ง
ของดวงดาวตา่ งๆ เป็ นเครื่องชี้ เกิดขนึ้ มาหลายพนั ปี แลว้

ในประเทศไทย ปรากฏหลกั ฐานเรือ่ งวิชาโหราศาสตรต์ ง้ั แตส่ มยั
สโุ ขทยั ในรชั สมยั ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจา้ ลือไทย แหง่ ราชวงศพ์ ระ
รว่ ง ศิลาจารึกวดั ป่ ามะม่วง ดา้ นที่สอง มีคาํ กลา่ วสรรเสริญพระปัญญาของ

พระยาลือไทยวา่ “เรียนพระวินัย พระอภิธรรม โดยโลกาจารยม์ ี
พราหมณแ์ ละดาบส สมเด็จบพิตรพระราชบญั ญตั ิคมั ภีรเ์ พทศาสตราคม
ธรรมนิยายมีโชติศาสตร ์ (ตาํ ราโหร)” เป็ นตน้

ในหลกั ศิลาจารึกหลกั ที่ ๔ และหลกั ที่ ๕ มีหลกั ฐานที่แสดงให ้
เห็นวา่ สมเด็จพระมหาธรรมราชาลือไทยทรงเชยี่ วชาญในคมั ภีรส์ รุ ิยยาตร ์
เชน่ ไดเ้ ปลี่ยนวนั ขนึ้ ตน้ ปี ใหม่ ศกั ราชใหม่ โดยกาํ หนดวนั ขนึ้ ปี ใหม่ เป็ น
วนั เดือน ๕ ขนึ้ ค่าํ ๑ และตดั ปี เกา่ ใหส้ ิน้ สดุ ลงในวนั สิน้ เดือน ๔ (ผาล
คณุ านุต) ตามหลกั ที่นิยมกนั ในคมั ภีรส์ รุ ิยยาตร ์ นอกจากน้ัน ในกาํ หนดพิธี
การตา่ งๆ ที่จารึกในหลกั ศิลาดงั กลา่ ว ยงั ไดค้ าํ นวณฤกษพ์ ระจนั ทรไ์ วท้ ุก
ตอนดว้ ย

พระราชนิพนธข์ องสมเด็จพระมหาธรรมราชาลือไทยในวิชา
โหราศาสตรท์ ี่ยงั เหลืออยเู่ ป็ นหลกั ฐานจนถึงปัจจบุ นั นี้ ไดท้ รงไวเ้ ป็ นภาษา
บาลี ก็มีอยู่ ๒ เรื่อง คือ ๑. ทกษฺ าสงคฺ หปกรณ ไดแ้ ก่ ตาํ ราทกั ษาที่ใชก้ นั
อยทู่ ุกวนั นี้ ๒. พระคมั ภีรจ์ กั รทีปนีฉบบั บาลี

ลว่ งมาถึงสมยั กรงุ รตั นโกสินทร ์ ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระ
พุทธเลิศหลา้ นภาลยั รชั การที่ ๒ พระราชนิพนธฉ์ บบั ภาษาบาลีทง้ั สองเรือ่ ง
ดงั กลา่ วนี้ สมเด็จพระเจา้ สมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ได ้
ทรงถอดความเป็ นภาษาไทยไวเ้ ป็ นกวีนิพนธเ์ รือ่ งแรก ทรงเป็ นลิลิต ชอื่
“ลิลิตทกั ษาพยากรณ”์ เป็ นตาํ ราทกั ษาของไทย ซงึ่ มีกลวิธพี ยากรณอ์ ยา่ ง
พิสดาร อนั จดั เป็ นของไทยโดยบริสทุ ธิ ์ แมจ้ ะมีสว่ นคลา้ ยคลึงกบั “อษั โฏตรี

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 185

ทศา” ของภารตะก็ตาม แตก่ ฎเกณฑแ์ ละศิลปะในการพยากรณไ์ ม่ได ้
ใกลเ้ คียงกนั แตอ่ ยา่ งใด แมข้ องพม่าหรือมอญ ก็เป็ นคนละแบบ จงึ จดั วา่
ตาํ รานีเ้ ป็ นของคนไทยที่คน้ ควา้ กลวิธพี ยากรณข์ นึ้ เป็ นแบบของเรา
โดยเฉพาะแบบหนึ่ง สว่ นตาํ ราเลม่ ที่ ๒ สมเด็จพระสมั พนั ธวงเธอ เจา้ ฟ้ ากรม
หลวงพิทกั ษม์ นตรี ไดท้ รงถอดเป็ นคาํ ฉันท ์ ชอื่ “จกั รทีปนีคาํ ฉันท”์ อนั เป็ น
ตาํ ราหลกั ของไทยในภาคพยากรณ์ ตาํ ราทงั้ สองเลม่ นี้ ถือเป็ นปรมาจารย ์
ของโหรไทยทว่ั ราชอาณาจกั ร สาํ หรบั ผูพ้ ยากรณใ์ นระบบโหราศาสตรไ์ ทย

กลา่ วกนั วา่ ในบนั้ ปลายพระชนมช์ พี ของพระองคท์ า่ น สมเด็จ
พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ไดท้ รงมีพระอตุ สาหะ
วิริยะแรงกลา้ ทรงพระนิพนธพ์ ระคมั ภีรจ์ กั รทีปนี จากนัยอรรถภาษา
บาลี เป็ นพากยภ์ าษาไทย และไดเ้ รียบเรียงเป็ นลาํ นํา อนิ ทรวิเชยี รฉันท ์
กาพยฉ์ บงั กาพยส์ รุ างคนางค ์ โตฎกฉันท ์ วสนั ตด์ ิลกฉันท ์ มีความไพเราะ
เป็ นวรรณกรรมเอก ตามความเชยี่ วชาญในเชงิ กวีของพระองคท์ ่าน

ในวงการโหราศาสตรย์ กย่องพระองคว์ า่ สมเดจ็ พระเจา้
สมั พนั ธว์ งศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี ทรงมีพระปรีชา
สามารถหลายดา้ นและทรงเชยี่ วชาญในดา้ นโหราศาสตรช์ น้ั โหร

จงึ ถือไดว้ า่ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี นอกจากจะทรงเป็ นปรมาจารยใ์ นดา้ นจินตกวีและนาฏศิลป์ แลว้ ยงั
ทรงพระราชนิพนธเ์ รื่องจกั รทีปนีคาํ ฉันทแ์ ละลิลิตทกั ษาพยากรณ์ ซงึ่ เหลา่ ผู ้
ศึกษาวิชาโหรในรนุ่ ตอ่ มายงั คงใชอ้ า้ งองิ กนั จนถึงทุกวนั นี้ วงการโหรยกย่อง
พระองคเ์ ป็ นพระปรมาจารยช์ นั้ โหร ถึงกบั มีพระนามอยู่ในการกลา่ ว
โองการไหวค้ รโู หร
ทรงเป็ นผูช้ านาญในตาราไมด้ ดั พระองคห์ นึ่งในยุครตั นโกสินทร ์
ตอนตน้

ในหนังสือ "โครงตาํ ราไมด้ ดั " แตง่ โดย หลวงมงคลรตั น์ (ชว่ ง
ไกรฤกษ)์ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ในฐานะ
นายกราชบณั ฑิตยสภา ไดท้ รงนิพนธเ์ ป็ นคาํ นําไว ้ พอสรปุ ไดด้ งั นี้

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 186

การตกแตง่ ตน้ ไมเ้ ป็ นไมด้ ดั รปู ทรงตา่ งๆ สนั นิษฐานวา่ น่าจะเป็ นที่
นิยมมาตงั้ แตส่ มยั กรงุ ศรีอยธุ ยาเป็ นตน้ มา สว่ นที่มีหลกั ฐานปรากฏชดั เจน
คือ ในสมยั รชั กาลที่ ๑ เป็ นตน้ มา ดว้ ยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ า
จฬุ าโลกโปรดตน้ ไมด้ ดั ใหป้ ลกู ไวใ้ นพระบรมมหาราชวงั ยงั ปรากฏอยรู่ อบ
สนามหญา้ ริมพระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัยจนทุกวนั นี้ และปรากฏตอ่ มาวา่ เมื่อ
ถึงรชั กาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั และเจา้ นาย
ตลอดจนขา้ ราชการก็ชอบเลน่ ตน้ ไมด้ ดั กนั มาก โดยชอบเลน่ เป็ นไมป้ ลกู ใน
กระถางเป็ นพืน้ แมใ้ นหนังสือบทกลอนซงึ่ แตง่ ในรชั กาลที่ ๑ และรชั กาลที่
๒ ก็ชอบกลา่ วถึงไมด้ ดั เชน่ กลา่ วในเสภาเรือ่ งขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน
ขนุ แผนขนึ้ เรือนขนุ ชา้ ง และตอน ขนุ แผนพานางวนั ทองหนี เป็ นตน้

แตก่ ารเลน่ ไมด้ ดั กนั ในสมยั น้ัน ไม่มีใครแตง่ เป็ นหนังสือตาํ ราไว ้
หนังสือตาํ ราตน้ ไมด้ ดั เพิ่งมาเกิดขนึ้ ในสมยั รชั กาลที่ ๕ แตง่ โดย หลวงมงคล
รตั น์ (ชว่ ง ไกรฤกษ)์ แตง่ เป็ นโคลงและ้้เขยี นรปู ตน้ ไมด้ ดั ตามบญั ญตั ิิไวใ้ น
ตาํ รานั้น ตาํ ราไมด้ ดั จงึ มีขนึ้ และตาํ ราดงั กลา่ วนี้ มหาเสวกเอก พระยาบรุ ษุ
รตั นราชพลั ลภ (นพ ไกรฤกษ)์ ผูเ้ ป็ นบตุ รไดม้ อบถวายไวใ้ นหอพระสมึุด
สาํ หรบั พระนครนานมาแลว้

เนือ้ หาตอนตน้ ของโคลง พอสรปุ เป็ นความหมายไดว้ า่ เรือ่ งไมด้ ดั นี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั ทรงกาํ หนดลกั ษณะไมด้ ดั แบบตา่ งๆ
ขนึ้ และเจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรีทรงจดจาํ ลกั ษณะของไมด้ ดั นีไ้ ว ้ ตอ่ มา
จึงไดท้ รงสอนนายดว้ ง ซงึ่ เป็ นขา้ ในกรมทรงใชส้ อยเรื่องตน้ ไมด้ ดั ครนั้ กรม
หลวงพิทกั ษม์ นตรีสิน้ พระชนมแ์ ลว้ นายดว้ งไดบ้ วชเป็ นพระภิกษุ หลวงมงคล
รตั นจงึ ไดไ้ ปสืบถามเรือ่ งไมด้ ดั จากพระภิกษุดว้ ง และเรียบเรียงขนึ้ เป็ นคาํ โคลง
เพื่อจะ้ั ใหป้ รากฏอยถู่ าวรสืบตอ่ ไป

โคลงตาํ ราไมด้ ดั กลา่ วถึงไมด้ ดั แบบตา่ งๆ ที่เป็ นที่นิยมของคนไทย
มาแตโ่ บราณจาํ นวน ๙ แบบไดแ้ ก่ ไมข้ บวน ไมฉ้ าก ไมห้ กเหียน ไมเ้ ขน
ไมป้ ่ าขอ้ ม ไมญ้ ี่ป่ นุ ไมก้ าํ มะลอ ไมต้ ลก และไมเ้ อนชาย

สาํ หรบั เนือ้ หาในโคลงที่หลวงมงคลรตั นไ์ ดป้ ระพนั ธเ์ ป็ นโคลงไว ้
เนือ้ หาตอนตน้ กลา่ วไวด้ งั นี้
พระบาทบรมนารถเจา้ จอมสยาม

ลลิ ติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 187

ทรงแบบไมด้ ดั งาม เรียบรอ้ ย
ขบวนดดั คดั จดั ตาม กรงุ เกา่ มาแฮ
โปรดแบบบรรยายถอ้ ย ถกู แลว้ เกณฑห์ า ฯ
กรมหลวงพิทกั ษส์ รอ้ ย มนตรี ทรงเฮย
เขนกบั ญี่ป่ นุ ที ป่ าขอ้ ม
หกเหียนพบั ดดั ดี ถวายเทียบ แบบแฮ
สิบเอ็ดกิ่งพริง้ พรอ้ ม แยกใช ้ กิง่ สาม ฯ
พระดว้ งรองบาทไท ้ กรมหลวง
ฝึ กหดั สนั ทดั ปวง ปลกู แก ้
แสดงบอกบห่ นั หวง สอนหดั ชนิ เฮย
จงึ ประจกั ษเ์ หตแุ ท ้ ทา่ นอา้ งออกองค ์ ฯ
ไมข้ บวนวาดเอีย้ ว วนเวียน ตน้ นา
ตอตา่ํ ตดั เรือนเจยี น เรียบรอ้ ย
ทีกิ่งชอบใชเ้ นียน สนิทชอ่ ง ไฟแฮ
ทรงพมุ่ ชดิ เชดิ ชอ้ ย ชอ่ งชน้ั จงั หวะวาง
ฉากแบบโคนทอดนอ้ ย หนึ่งงาม
ที่คดคบขดตาม หกั คอ้ ม
ตอยอ่ กิง่ ตอ่ สาม สมแบบ เดิมนอ
ตน้ ชดเคา้ กิ่งหยอ้ ม อยา่ ซาํ้ เสียคม ฯ
หกเหียนเห็ดดดั คู ้ คดั ทบั
ตอเพลเ่ รเ่ รือนรบั ลอดพลิว้
ทียอดทอดทวนทบั ทบกิ่ง กลแฮ
ดดู จุ หมดั มวยงิว้ ผงาดงาํ้ ผงกหงาย ฯ
ไมเ้ ขน เบนกิ่งทา้ ย ทวนลง
โคนป่ มุ ภตู น้ ตรง เกรอ่ เกอ้
ทียอดทอดหวนหง เห็นขด คแู ้ ฮ
ดจุ มฤคเหลียวชะเงอ้ ชะโงกเงือ้ มมาหลงั ฯ
ป่ าขอ้ ม โคนป่ มุ ตน้ ตามตรง
คบแยกสามกิง่ จง จดั เกา้
จงั หวะระยะวง เวียนรอบ กลมแฮ
จดั ชอ่ งไฟใหเ้ ท่า สว่ นตน้ ตดั เรือน ฯ
ไมญ้ ี่ป่ นุ รวบทงั้ กาํ มะลอ
ตลกรากเอนชายมอ มากใช ้
ท่วงทีที่ขนั พอ ภมู ตลก
คงกิง่ จงั หวะได ้ ชอ่ งพรอ้ มเรือนเสมอ ฯ
เกา้ ชนิดนับชอื่ อา้ ง ออกนาม ไมเ้ ฮย
โดยบรุ าณเรียกตาม ตอ่ ถอ้ ย

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 188

คิดดดั แตง่ ตดั งาม คงเงื่อน นั้นนา
พอประจกั ษน์ ามนอ้ ย เนื่องไมม้ ีเดิม ฯ
ขนุ ทอ่ งสือ่ เกา่ แจง้ จาํ ถนัด
ลิขติ โคลงไมด้ ดั แตง่ ไว ้
เคยฝึ กเลน่ โดยจดั จวบพระ ดว้ งนา
เพื่อจะดดั คงไว ้ ดจุ ถอ้ ยกลอนแถลง ฯ
ฯลฯ

ตามหลกั ฐานที่ปรากฏนี้ ในสมยั รตั นโกสินทรต์ อนตน้ สมเด็จ
พระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี เป็ นเจา้ นายพระองคห์ นึ่ง
ที่นิยมเลน่ ไมด้ ดั และมีความชาํ นาญในการตกแตง่ ไมด้ ดั ตามตาํ ราโบราณ
ตามแบบที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาพลยั ไดท้ รงกาํ หนดไว ้
พอสมควร

ตาํ ราไมด้ ดั โบราณทง้ั ๙ แบบ ซงึ่ พระองคท์ ่านไดท้ รงจดจาํ ไว ้ และ
สืบทอดกนั มาตามลาํ ดบั นี้ ถือเป็ นหลกั อา้ งอิงที่เกา่ แกท่ ี่สดุ เท่าที่เคยมีมา
นักเลน่ ไมด้ ดั ทง้ั หลายยงั ใชต้ าํ รานีเ้ ป็ นหลกั ในการเทียบเ้ีคียงมาจนถึงปัจจบุ นั

ทรงเป็ นตน้ ราชตระกูล “มนตรีกุล”

ราชตระกลู หมายถึง สกลุ ที่มิไดส้ ืบเชอื้ สายโดยตรงจาก
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ โดยมีการ
สืบสายจากสมเด็จพระเชษฐภคินี พระอนุชา และพระขนิษฐา ผูเ้ ป็ น
พระโอรสและพระธดิ าในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก สาํ หรบั สายพระพี่พระ
นอ้ งนี้ บางครง้ั ก็เรียกกนั วา่ “ราชตระกลู สายพระปฐมวงศ”์ หรือ “พระปฐม
บรมราชวงศ”์

สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี เป็ นตน้
ราชสกลุ “มนตรีกลุ ” ซงึ่ เป็ นหนึ่งใน ๖ ราชตระกลู สาย “ปฐมวงศ”์ หรือ
“พระปฐมบรมราชวงศ”์ ในรชั กาลที่ ๑

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 189

ราชสกลุ “มนตรีกลุ ( Montrikul)” หรือ "มนตรีกลุ ณ
อยธุ ยา" นี้ หลวงศกั ดิ ์ นายเวร (หม่อมหลวงเชอื้ ) มหาดเล็ก กองตง้ั เครือ่ ง
กรมมหาดเล็ก เป็ นผูร้ บั พระราชทานนามสกลุ จากพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ
เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๖ เพื่อใชเ้ ป็ นนามสกลุ พระราชทานสาํ หรบั
หม่อมหลวงผูส้ ืบสกลุ จาก "เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษมนตรี" เป็ นนามสกลุ
พระราชทานลาํ ดบั ที่ ๑๐๕ เมื่อวนั อาทิตยท์ ี่ ๒๙ มิถนุ ายน พทุ ธศกั ราช
๒๔๕๖ ปรากฏตามประกาศพระราชทานนามสกลุ ครง้ั ที่ ๒ ในราชกิจจา
นุเบกษา เลม่ ที่ ๓๐ หนา้ ๖๙๑ วนั ที่ ๖ กรกฏาคม พุทธศกั ราช ๒๔๕๖
สาํ หรบั หลวงศกั ดิ ์ นายเวร (ม.ล.เชอื้ มนตรีกลุ ) นี้ ในกาลตอ่ มา ไดร้ บั
พระราชทานบรรดาศกั ดิส์ ดุ ทา้ ยเป็ น "พระยาราโชทยั (ม.ล.เชอื้ มนตรีกลุ )
" มีราชการในกรมมหาดเล็ก ถือศกั ดินา ๓๐๐๐ (ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ที่
๓๙ หนา้ ๓๑๓๕ วนั ที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๖๕)
พระโอรส - พระธดิ า
สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี มีพระโอรส
พระธดิ า รวม ๓๗ พระองค ์ เป็ นหม่อมเจา้ ชาย ๑๕ พระองค ์ หม่อมเจา้
หญิง ๒๒ พระองค ์

ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔
ทรงสถาปนาหม่อมเจา้ ชาย ๑ พระองค ์ คือ หม่อมเจา้ ชายพยอม ขนึ้ เป็ น
"พระวงศเ์ ธอ กรมหมื่นมนตรีรกั ษา1"

1 พระประวตั ิ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษม์ นตรี
โดย พระมหาสาํ รวย นาควโร ป.ธ.๗,ศน.บ. วดั สมั พนั ธวงศ ์ กรงุ เทพฯ

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 190

ลิลิตทกั ษาพยากรณ์ สมเด็จพระสมั พนั ธวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ ากรมหลวงพิทกั ษ ์
มนตรี (เจา้ ฟ้ าจยุ ้ ) สมเด็จพระเจา้ หลานเธอในรชั กาลที่ ๑ ทรงนิพนธ ์ /
หลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต ผูท้ รงชาํ นาญในวิชาโหราศาสตร ์ ตรวจชาํ ระ
และทําคาํ แถลงแสดงที่มาของหนังสือ พรอ้ มอธบิ ายประกอบ

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 191

ตาราจกั รทีปนี

ของสมเด็จกรมพระปรมานุชติ ชโิ นรส

โคลงบานแพนก

๏ กรมหมื่นนุชติ เชอื้ เมธี

แถลงลกั ษณจ์ กั รทีปนี สืบสรา้ ง

เนมิตนิ ติคดี โดยโทษ คณุ แฮ
แดพ่ ระนัดดาอา้ ง
ชอื่ ชกี้ ปิ ฐา



๏ พึงเพียรเรียนรอบรู ้ สาตรไสย

สบอกั ษรขอมไทย ถอ่ งถว้ น

กลกลอ่ นกาพยข์ านไข ฤาพรอก พรางพอ่
สิง่ ละสิง่ เลือกลว้ น แหลง่ หลา้ สรรเสริญ ๚

๏ สืบวงษพ์ งษเ์ ผ่าเจา้ จอมอาริย ์
วนั รตั นจ์ ดั เจนชาญ เชยี่ วรู ้

ธาํ รงวิหารสถาน โพธผิ ลดั นามนา
เสนอชอื่ เชตพุ นผู ้ ศิษยร์ งั้ แรมสนอง ๚

๏ คือขอ้ ยสมเยศพนู ้ วาสกุ รี
แปลงเปลีย่ นยศราษี ชอื่ ให ้

กรมนุชติ จิตรภกั ดี คณุ ขอบ ครนู า

ผายอรรถวจั นวากยไ์ ว ้ ฝากฟ้ าดินเฉลิม ๚

พทุ ธฺ ฺ้ จ ธมฺมฺ้ จ คณํว เสฏฐฺ ํ
วนฺทิยาหํ อตุ ตฺ มรามนาโม
นานาครหา ลกขฺ ณปณฺฑิตตตฺ ํ
ภาสิสสฺ ิมํ จกรฺ ทิปนฺยคนฺถํ
๏ จกั สาํ แดงพระคมั ภีร ์ จกั รทิปนีฎีกาโหราสาตร อนั พระผูเ้ ปนเจา้ อดุ มราม
เถร กระทาํ รตั นไตรยประณาม แลว้ รจนาไวโ้ ดยสารโสลกคาถา อธบิ าย
ความวา่ ชาตาผูใ้ ด

ลิลติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 192

วา่ ดว้ ยลกั ขณาสถิตในราษีตา่ งๆ อาจารยว์ ิเศษ
๒๘๏ ลกั ขณาอยเู่ มษ กาํ เนิดเกิดมา
กลา่ วไวโ้ ดยดี เมื่อนอ้ ยมีบญุ
คือพระยาทรพี มีเมียสาวศรี
ใหญม่ าพอดี อยมู่ าชา้ นาน
มีลกู คนเดียว มีใจฉุ นเฉี ยว
ชนื่ ชมสมภาร เที่ยวไปคนเดียว
ตอ้ งละเมียไว ้ กวา่ จะสิน้ กรรม ์
จรดลวนเที่ยว
๏ ลกั ขณาอยพู่ ฤศภ ร่าํ เรียนเพียรธรรม ์
ปัญญารจู ้ บ ไดเ้ มียสาวสวรรค ์
ดจุ พระสธุ น ดจุ นั้นแลนา
ยอ่ มพลดั พรากกนั รปู งามใครจะปนู
๏ ลกั ขณาอยเู่ มถนุ ดงั พระฉัททนั ต ์
มีบญุ โสภา นางชา้ งโสภา
อนั อยใู่ นป่ า นายโสอดุ ร
หอ้ มลอ้ มแจจนั ไดง้ ามาพลนั
ยิงดว้ ยลกู ศร ลกั ขณาอยนู ่ัน
บคุ คลเกิดมา เปนทกุ ขร์ าํ คาญ
เมียมากครามครนั
๏ ลกั ขณาอยกู่ รกฎ เจา้ โคธกมุ าร
ดจุ ดงั พระรถ เสียดายเมียสคราญ
ทา่ นใชไ้ ปตาย เกิดดว้ ยบารมี
สมบตั ิพศั ถาน
๏ ลกั ขณาอยสู่ ิงห ์ ยิ่งกวา่ โลกีย ์
หณุมานปัญญายิ่ง มีอาํ นาจดงั ราชสีห ์
เดินน่ังกาํ ลงั เอง

ลิลติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 193

ญาติวงษพ์ งพี ไดอ้ าไศรยพึ่งพา
๏ ลกั ขณาอยกู่ นั ย ์
เมียพระฉัททนั ต ์ ชอื่ สภุ ทั รา
ไดผ้ วั อนั ดี ยอ่ มมียศถา
มกั นิราศคลาศคลา เปนหมา้ ยหลายหน
๏ ลกั ขณาอยดู่ ลุ ย ์
มโนราเนือ้ อนุ่ เมียพระสธุ น
ไดผ้ วั มกั จาก พลดั พรากจากตน
ชา้ นานสธุ น จงึ ไดพ้ บกนั
๏ ลกั ขณาอยพู่ ิจกิ
ดียิง่ พน้ คิด ยิง่ กวา่ เผ่าพนั ธุ ์
จะไดภ้ รรยา สิง่ สินครามครนั
ศตั รอู าธรรม ์ ทํามิไดเ้ ลย
๏ ลกั ขณาอยธู่ นู นางนาฏโฉมตรู
ประภาวดีทรามเชย ถา้ คผู่ ูช้ ายนั้นเอย๋
รปู งามทรามเชย ยิง่ กวา่ สามี
๏ ลกั ขณาอยมู่ งั กร
นางนาฏบวร ชอื่ อศั วมุขี
สงั วาศดว้ ยพราหมณ์ ชนื่ ชมยินดี
ชาตาดงั นี้ มีผวั สองคน
๏ ลกั ขณาอยกู่ มุ ภเ์ ลา่
เหมือนนอ้ ยสรอ้ ยเศรา้ พลดั บิดาตน
เติบใหญ่ขนึ้ มา คอ่ ยมีกศุ ล
ทรพั ยส์ ินอาํ พน เกิดดว้ ยบญุ ตวั
๏ ลกั ขณาอยมู่ ิน
กศุ ราชนรินทร ์ มีบญุ ใชช่ ว่ั

ลลิ ติ ทกั ษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 194

เมื่อน่าเปนรู ้ ชเู ้ มียน่ากลวั
เมียงามกวา่ ผวั มกั นิราศคลาศคลา

๑๑๏ ขอกลา่ วตามคาํ ภีร ์ ในบาฬีคาํ พฤฒา
ใหท้ ายตามลกั ขณา ผูเ้ กิดมาตามนาที
๏ ลกั ขณาอยรู่ าษีเมษ อาจารยว์ ิเศษกลา่ วไวโ้ ดยดี
วา่ ลกั ขณาพระเตมีย ์ ทายตามที่บรรยาย
๏ เมื่อนอ้ ยวา่ เลีย้ งยาก ไดล้ าํ บากยากปางตาย
ไดท้ ุกขเ์ปนมากมาย ลาํ บากกายแตน่ อ้ ยมา
๏ เมื่อถึงกลางอายุ จงึ ไดล้ ดุ งั ปราถนา
ทํากินยงั ชว่ั รา ทงั้ ญาติกาก็ปรานี
๏ พอ่ แม่ของผูน้ ั้น เปนพงษพ์ นั ธเ์ ผ่าผูด้ ี
ที่เกิดสาํ คญั มี หนบรู พท์ ี่มีโพธไิ ์ ทร
๏ หนทิศปัจจมิ า มีพฤกษาตน้ ไมใ้ หญ่
สาํ นักที่อาไศรย มีทง้ั นํา้ แลหว้ ยหนอง
๏ อายสุ ามสิบทศั เกิดอบุ ตั ิเสียเงินทอง
สีส่ ิบหา้ จะหม่่นหมอง จากพี่นอ้ งพลดั พรากไกล
๏ ครน้ั ถึงหา้ สิบหก ทุกขเ์ ต็มอกเกิดความใหญ่
ลกู เมียแลขา้ ไท ยอ่ มจรจากพรากถิ่นฐาน
๏ พน้ แตน่ ั้นไดค้ วามศขุ พน้ จากทกุ ขห์ ายราํ คาญ
ทาํ กินคอ่ ยสาํ ราญ จนตราบเทา่ อายชุ น
๏ ลกั ขณาอยพู่ ฤศภ โดยคาํ รบอายคุ น
ลกั ขณาเจา้ จมุ พล พระสิทธาตถร์ าชกมุ าร
๏ เมื่อนอ้ ยมีความศขุ อยสู่ นุกบราํ คาญ
ครนั้ ถึงเมื่อกลางกาล อายไุ ซจ้ ากถิ่นฐาน
๏ ภายแกอ่ ยเู่ ย็นใจ มีคา่ ไทคอ่ ยสาํ ราญ
พรรคพวกแลลกู หลาน ไดช้ นื่ บานเพราะกศุ ล

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 195

๏ แตม่ กั จากที่อยู่ จรไปสแู่ หง่ ฝูงคน
ทกุ ตาํ บลยอ่ มบชู า
เกิดลาภผลาผล มีสาครสระคงคา
๏ ที่เกิดขา้ งอดุ ร มีทา่ นํา้ แลบวั เพรง
ทุกขเ์ต็มอกเพราะตวั เอง
ในทิศบรู พา จะเกิดไภยอนั ตราย
มกั เกิดทกุ ขบ์ มิวาย
๏ อายสุ ามสิบหก ใหล้ าํ บากเพียงถึงกาล
สามสิบแปดนั้นใหเ้ กรง พน้ จากทกุ ขห์ ายราํ คาญ
๏ ในอายสุ ี่สิบ ตราบเทา่ ถึงอายชุ น
จิตรปองบญุ ตามเลห่ ก์ ล
อาวธุ จกั เบียนกาย พระวิธรู ผูโ้ ฉมฉาย
๏ พน้ แตน่ ้ันไดค้ วามศขุ อนั ฉลาดซงึ่ พิปราย
มทั ทราชใหร้ างวลั
เปนศขุ สาํ ราญ อิกทุนทรพั ยม์ ากครามครนั
มีทา่ นํา้ แลกอไผ่
๏ ลกั ขณาอยเู่ มถนุ มีไมห้ วา้ แลโพธไิ ์ ทร
ประจิมไซม้ ีบวั เพรง
ลกั ขณาเจา้ จมุ พล คนทงั้ หลายยอ่ มกลวั เกรง
๏ ผูน้ ั้นมีมารยาตร เมื่ออายยุ ี่สิบสามปี
เกิดวิบตั ิมายายี
ท่านทา้ วผูฤ้ ๅสาย ความรา้ ยมีทีหนึ่งนา
๏ ตระกลู พ่อยอ่ มสงู ศกั ดิ ์
ที่เกิดขา้ งอดุ รนั้น โดยกาํ หนดทา่ นกลา่ วมา
พระยามิลินทรธ์ แคลว้ ทกุ ข ์
๏ อาคเณยแ์ ลบพู า เมื่อนอ้ ยมกั มีความศขุ
เนือ้ ดาํ แดงงามโสภา
ทกั ษิณมีไมใ้ หญ่

๏ ขนุ นางยอ่ มชอบใจ

มีทุกขแ์ กต่ วั เอง
๏ ครน้ั ถึงสีส่ ิบทศั
ครน้ั ถึงสี่สิบสามหา้ สิบหกเจ็ด
สิบหกปี

๏ ลกั ขณาอยกู่ รกฎ

ลกั ขณาพระราชา
๏ รปู ทรงบสงู ศกั ดิ ์
รปู น้ันดงั ปั้นปลกุ

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 196

๏ ผมเผา้ ก็งามนัก พอ่ แม่รกั เปนนักหนา
ที่เกิดนีม้ ีสาํ คญั
ฅอสงู รีมีพงษา ทงั้ สระคลองคงคาคน่ั

๏ ทกั ษิณมีหว้ ยหนอง มีสวนหมากแลพรา้ วตาล
ขา้ งทิศหรดีนั้น
๏ ประจิมมีโพธไิ ์ ทร อสิ าณไซม้ ีสถาน

อยอู่ ดุ รแตโ่ บราณ หนทางตรอกซอกชลา
เมื่ออายคุ รบชณั ษา
๏ ยอ่ มพลดั พรากจากญาติ
ยี่สิบสามแลยีส่ ิบเกา้ รวดรวบเรา้ ถึงกนั มา
จกั ตอ้ งถึงซงึ่ ทกุ ขใ์ หญ่
ประยตั อยา่ อเุ บกขา
กลา่ วตามจริงอยา่ สงไสย
๏ ลกั ขณาอยรู่ าษีสิงห ์
คือพระเจา้ เวสสนั ดร
ลกั ขณาพระจอมไกร
มีไมไ้ ลอ่ นั บวร
๏ ตอ่ ออกมีไมใ้ หญ่
ขา้ งออุ รมีหนทาง
ประจมิ มีสาคร
ดว้ ยฝูงญาติกาปาง
๏ แตว่ า่ ใครจ่ รจาก
ดว้ ยมารดาเปนนิรนั ดร ์
บิดามกั นิราศรา้ ง
๏ ผูน้ ั้นไดส้ มบตั ิ อกิ ทนุ ทรพั ยม์ ากอนันต ์

ท่านมกั ใหบ้ ชู ยนั ต ์ ใหร้ างวลั ไดง้ า่ ยดาย
๏ อายสุ ิบสามแลยีส่ ิบสาม
สี่สิบทศั น้ันเลา่ ไซ ้ มาปะปามดว้ ยอนั ตราย
เมื่อหกสิบใกลถ้ ึงมรณ์
๏ ลกั ขณาอยรู่ าษีกนั ย ์ วา่ ผูน้ ั้นงามบวร

ลกั ขณาพระภธู ร ภรู ิทตั กมุ าร
๏ ผูน้ ้ันเมื่อแตน่ อ้ ย ท่านเอาเลีย้ งเปนลกู หลาน
ที่เกิดมีสถาน
แลวดั วาขา้ งประจิม
๏ แลหนบรู พม์ ีตน้ ไม้ ทงั้ นาไรแ่ ลบางบึง
ความนั้นจะมาถึง เมื่ออายสุ ามสิบหก
๏ ครน้ั ถึงเจ็ดสิบหา้
ทกุ ขเ์ทา่ ฟ้ ามาทบั อก

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 197

เสียสินนํา้ ตาตก เพราะพระกาฬมาสหู่ า
๏ ลกั ขณาอยรู่ าษีดลุ ย ์
วิสชั ชนูผูโ้ สภา ใครจกั ปนู พระราชา
๏ ที่เกิดมีสาํ คญั เนือ้ ดาํ แดงงามมีศรี
ไมใ้ หญก่ ็ยอ่ มมี หนบรู พน์ ้ันมีพงพี
๏ ฝ่ ายขา้ งทิศพายพั
อายสุ ิบหกกาล อกิ หมากพรา้ วแลลา้ วตาล
๏ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบเกา้
เจ็ดสิบสี่จะมรณา มีหนทางแลสถาน
๏ ลกั ขณาอยพู่ ิจกิ ราษี ไดป้ ระมาณซงึ่ นานมา
ลกั ขณาโคธกมุ าร
๏ ถอ้ ยคาํ ก็ออ่ นหวาน ความรอ้ นเรา่ เปนนักหนา
ใจบญุ มกั ภกั ดี อายชุ พี สิน้ ชนมาน
๏ แตว่ า่ มากศตั รู ทายตามที่คาํ อาจารย ์
มีสวนอยตู่ อ่ ออกมา
ถา้ หญิงมกั กามา ใครจะปานปัญญามี
๏ ครนั้ อายสุ ามสิบทศั
สี่สิบสองครง้ั หนึ่งจน รทู ้ ุกประการชา่ งพาที
๏ วา่ แรกเมื่อนอ้ ยนัก
มกั ไดท้ รพั ยน์ ้ันมา แกพ่ ่อแม่แลพฤฒา
๏ อายหุ กสิบสาม
โศรกเศรา้ มารอ้ นรน ทุกทกุ หมู่มกั หึงษา
๏ อายหุ กสิบสาม
พระกาฬเธอจกั มา มีไมใ้ หญ่อยอู่ ตุ รา
๏ ลกั ขณาอยรู่ าษีธนู
วา่ ลกั ขณาเจา้ จมุ พล อคั คีมกั จะไหมต้ น

เกิดอบุ ตั ิความรอ้ นรน

จวบความไขม้ าบีฑา
มกั จากที่เปนหนักหนา
แตผ่ ูเ้ ลีย้ งเปนมงคล

โรคติดตามมาถึงตน
ความไขน้ ้ันก็ใกลม้ า

โรคติดตามเปนหนักหนา
พาเอาไปใหส้ ิน้ ชนม ์

ครกู ลา่ วมาเปนยบุ ล

พระมโหสถฤทธไิ กร

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ ักษ์มนตรี 198

๏ รปู ทรงงามสะคราญ ชา่ งออ่ นหวานอชั ฌาไศรย
ชอบเนือ้ แลพึงใจ
แกบ่ รุ ษุ แลสตั รี
อาคเณยแ์ ลอดุ ร
มีสาครป่ าพงพี
อารามก็ยอ่ มมี ทง้ั โพธไิ ์ ทรแลไรน่ า

๏ อสิ าณมีสวนหมาก ตาลหมากพรา้ วมากนักนา

หนบรู พม์ ีสถาน อกิ ตน้ ไมส้ าํ คญั ตรา

๏ อายสุ ามสิบแปด จะผิดแผดกนั แลนา
สี่สิบเจ็ดจะรอ้ นใจ
จะตอ้ งราชทณั ฑม์ า
๏ ถา้ ไม่เหมือนดงั นั้น วา่ จะตอ้ งถอ้ ยความใหญ่
ครน้ั พน้ แตน่ ้ันไป
ก็จะคลายหายอาวรณ์
๏ ลกั ขณาท่านผูใ้ ด
สถิตยใ์ นราษีมงั กร
วา่ ลกั ขณาพระภธู ร
มหาชนกพระกมุ าร
๏ รปู ทรงขาวสงู สะ เมื่อนอ้ ยพะความราํ คาญ
เรง่ จากที่ถิน่ ฐาน สว่ นที่เกิดมิไดอ้ ยู่

๏ หนบรู พแ์ ลอาคเณย ์ มีป่ าใหญ่เปนสมุ ภู
อดุ รน้ันมีอยู่ ทง้ั บอ่ นํา้ แลสระเพรง
๏ ศตั รใู ชอ่ นื่ ไกล
คือเผ่าพนั ธพ์ วกตนเอง
บีเบียนกนั บเกรง ใหพ้ ลดั พรากจากที่ไป
๏ เมื่อถึงกลางอายุ
สามสิบเอ็จสีส่ ิบหก คิดใดลไุ ดด้ งั ใจ
แปดสิบเจ็ดน้ันเลา่ ไซ ้
ทุกขเ์ต็มอกรอ้ นคือไฟ
๏ ลกั ขณาอยกู่ มุ ภร์ าษี ก็ถึงในที่มรณา

โปริสาทโสภา ทายตามมีคาํ พฤฒา
เนือ้ ดาํ แดงงามมีสี
๏ มีวจั นโวหาร ทายเมื่อนอ้ ยเปนสงู ศรี
แตน่ ้ันถอยฤทธี
โคจรลีจึงเปนผล
๏ ตระกลู ของตวั เอง
ฝ่ ายพ่อแม่ก็ชอบกล

ลลิ ติ ทักษาพยากรณ์ : สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพทิ กั ษ์มนตรี 199

หนบรู พป์ ระจมิ ชล มีหว้ ยหนองเปนสาํ คญั
๏ ที่เกิดมิไดอ้ ยู่ มีทงั้ นาอยกู่ ะชนั้
พรรคพวกน้ันมาหาสู่
ภายหลงั สมบญุ ครนั จงึ กศุ ลตามคาํ้ ชู
๏ ครนั้ ถึงเมื่อภายแก่
เมื่ออายยุ ีส่ ิบเจ็ดสี่สิบเจ็ด ความรอ้ ยเท็จมาปะสู่
สิน้ ชวี ิตรอยา่ ไดแ้ คลง
เจ็ดสิบเจ็ดมรณู ทายตามที่อยา่ ระแวง
ชอื่ วา่ ทา้ วสตุ ตโสม
๏ ลกั ขณาอยมู่ ินราษี
วา่ เมียนอ้ ยเปนปรดั ดิโลม
อาจารยท์ ่านบอกแจง้ ทงั้ ทนุ ทรพั ยม์ าสวมโสม
๏ ผูน้ ั้นมีลกู มาก
มีอเนกมากเหลือหลาย
ภายหลงั มีสมบตั ิ ฝ่ ายขา้ งแม่น้ันทรามดาย
ทกุ สิง่ ปรดั ดิโลม มีท่านํา้ ขา้ งอดุ ร
๏ ตระกลู พ่อน้ันสงู ศกั ดิ ์
ที่เกิดนั้นโดยหมาย

๏ หนบรู พม์ ีไรน่ า กอปลวกผาแลศิงขร
รปู ผูน้ ั้นมิสงู ต่าํ
ใจบญุ มกั ฟังพร จะเกิดเหตมุ ารนั ทาํ
๏ ยี่สิบเกา้ หา้ สิบเจ็ด ทายวา่ จกั ไดเ้ ปนนาย
พน้ แตน่ ั้นอาจารยจ์ าํ แตจ่ ะเปนศขุ สบาย
๏ ผิมิไดท้ ี่แดน

เจ็ดสิบเจ็ดจะวอดวาย ชนมชพี ปราไลย

๏ ผิวพระอาทิตยส์ ถิตยร์ ว่ มราษีกบั ดว้ ยลกั ขณากาํ เนิด ผูน้ ั้นจะจากบิดา

มารดาแตน่ อ้ ย จะแกลว้ กลา้ จกั เปนนักเลงสรุ า มีพกั พวกเผ่าพนั ธมุ ์ าก จะได ้
สมบตั ิบริวารแลยศศกั ดิ ์
๏ ผิวพระจนั ทรอ์ ยรู่ ว่ มราษีกบั ลกั ขณา ผูน้ ั้นจะมีรปู งามจะบริบรู ณด์ ว้ ยสมบตั ิ

แลทาษกรรมกรชายหญิง จะมีภิริยาแลบตุ รมาก แตม่ กั จะเปนโรคในทอ้ ง

๏ ผิวพระองั คารอยรู่ ว่ มราษีกบั ลกั ขณา ผูน้ ้ันจะไดเ้ ปนเสนาบดี มีกาํ ลงั มาก

จะแกลว้ กลา้ ในสงคราม แตจ่ ะมีรปู ชว่ั มกั จะตกจากยศไม่ยง่ั ยืน


Click to View FlipBook Version