The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงาน กศน.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maw.nfe, 2020-04-21 04:50:02

ศิลปศึกษา (ทช21003) ม.ต้น

กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงาน กศน.

หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการดาเนินชีวติ

รายวชิ า ศิลปศึกษา

(ทช21003)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น
(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)

หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551

สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ

ห้ามจาหน่าย

U

หนงั สือเรียนเล่มน้ีจดั พิมพด์ ว้ ยเงินงบประมาณแผน่ ดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวติ สาหรับประชาชน
ลิขสิทธ์ิเป็นของ สานกั งาน กศน. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
เอกสารทางวชิ าการลาดบั ท่ี 16/2555

หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการดาเนินชีวติ

รายวชิ า ศิลปศึกษา (ทช21003)

ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น
ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560

ลิขสิทธ์ิเป็นของ สานกั งาน กศน. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ
เอกสารทางวชิ าการลาดบั ท่ี 16/2555

คํานํา

กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 เมอื่ วันท่ี 18 กันยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑและวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนตาม
หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 ซ่ึงเปนหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นตามหลักปรัชญาและความเชื่อ
พื้นฐานในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนท่ีมีกลุมเปาหมายเปนผูใหญมีการเรียนรูและส่ังสมความรูและ
ประสบการณอยางตอเนือ่ ง

ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศึกษาธิการไดกําหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคลื่อนนโยบาย
ทางการศึกษาเพือ่ เพม่ิ ศกั ยภาพและขดี ความสามารถในการแขงขันใหประชาชนไดมีอาชีพที่สามารถสรา งรายได
ทม่ี ่งั คัง่ และมน่ั คง เปน บคุ ลากรท่มี วี นิ ยั เปยมไปดว ยคุณธรรมและจริยธรรม และมจี ิตสํานึกรบั ผิดชอบตอตนเอง
และผูอื่น สํานักงาน กศน. จึงไดพิจารณาทบทวนหลักการ จุดหมาย มาตรฐาน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และ
เนื้อหาสาระ ท้ัง 5 กลุมสาระการเรียนรู ของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ใหมีความสอดคลองตอบสนองนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงสงผลใหตองปรับปรุง
หนงั สือเรยี น โดยการเพิ่มและสอดแทรกเนื้อหาสาระเก่ียวกับอาชีพ คุณธรรม จริยธรรมและการเตรียมพรอม
เพื่อเขาสูประชาคมอาเซียน ในรายวิชาที่มีความเกี่ยวของสัมพันธกัน แตยังคงหลักการและวิธีการเดิมในการ

พฒั นาหนังสอื ทใี่ หผ เู รยี นศกึ ษาคนควาความรูดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม ทําแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรู
ความเขาใจ มกี ารอภิปรายแลกเปลี่ยนเรยี นรูกับกลุม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากภูมิปญญาทองถ่ิน แหลงการเรียนรู
และส่ืออ่ืน

การปรับปรุงหนังสือเรียนในคร้ังนี้ ไดรับความรวมมืออยางดียิ่งจากผูทรงคุณวุฒิในแตละสาขาวิชา
และผเู กย่ี วของในการจัดการเรียนการสอนทศ่ี กึ ษาคนควา รวบรวมขอมูลองคความรูจากสื่อตาง ๆ มาเรียบเรียง
เนื้อหาใหค รบถวนสอดคลอ งกับมาตรฐาน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง ตัวช้ีวัดและกรอบเนื้อหาสาระของรายวิชา
สาํ นักงาน กศน.ขอขอบคุณผูมีสวนเกี่ยวของทุกทานไว ณ โอกาสนี้ และหวังวาหนังสือเรียน ชุดน้ีจะเปน
ประโยชนแ กผเู รยี น ครู ผสู อน และผูเ ก่ียวขอ งในทุกระดับ หากมีขอเสนอแนะประการใด สํานักงาน กศน. ขอ
นอมรับดว ยความขอบคณุ ย่งิ

สารบญั หนา

คาํ นํา 1
คาํ แนะนาํ การใชหนังสือเรยี น 2
โครงสรา งรายวชิ า 9
บทท่ี 1 ทัศนศิลปไทย 32
35
เรื่องท่ี 1 จดุ เสน สี แสง เงา รปู ราง และรปู ทรงทีใ่ ชใ นทศั นศิลปไ ทย 37
เร่อื งที่ 2 ความหมายและเปนมาของทัศนศลิ ปไทย ดา นจติ รกรรมไทย 44
52
ประตมิ ากรรมไทย สถาปต ยกรรมไทย ภาพพมิ พ 53
เร่ืองที่ 3 ความงามและคณุ คา ของทัศนศิลปไทย 62
เรือ่ งที่ 4 การนําความงามของธรรมชาตมิ าสรางสรรคผ ลงาน 79
เรอ่ื งที่ 5 ความคิดสรางสรรค ในการนําเอาวัสดุและส่ิงของตาง ๆ มาตกแตง 81
84
รางกายและสถานที่ 85
เรอื่ งท่ี 6 คณุ คาของความซาบซ้งึ ของวัฒนธรรมของชาติ 86
บทที่ 2 ดนตรไี ทย 90
เร่ืองท่ี 1 ประวัติดนตรีไทย 98
เรื่องท่ี 2 เทคนิคและวิธกี ารเลนของเครอ่ื งดนตรีไทย 101
เร่อื งที่ 3 คณุ คาความงามความไพเราะของเพลงและเครอ่ื งดนตรไี ทย 105
เร่อื งท่ี 4 ประวตั คิ ณุ คา ภมู ปิ ญ ญาของดนตรีไทย
บทที่ 3 นาฏศลิ ปไทย
เรือ่ งท่ี 1 ความเปนมาของนาฏศิลปไ ทย
เร่อื งท่ี 2 ประวัตนิ าฏศลิ ปไทย
เรอ่ื งที่ 3 ประเภทของนาฏศิลปไทย
เรอ่ื งที่ 4 นาฏยศพั ท
เร่ืองท่ี 5 รําวงมาตรฐาน
เรอื่ งที่ 6 การอนุรกั ษนาฏศลิ ปไทย

บทที่ 4 นาฏศิลปไ ทยกบั การประกอบอาชพี 108
เรือ่ งที่ 1 คุณสมบัตขิ องอาชีพนกั แสดงที่ดี 108
เรือ่ งท่ี 2 คุณลกั ษณะของผูประกอบอาชพี การแสดง 108
อาชพี การแสดงหนังตะลงุ 109
อาชพี การแสดงลเิ ก 114
อาชีพการแสดงหมอลํา 117

คณะผูจดั ทํา

คําแนะนําการใชห นังสือเรียน

หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต รายวิชา ศิลปศึกษา ทช21003 เปนหนังสือเรียนท่ีจัดทําข้ึน
สาํ หรับผูเ รยี นท่เี ปนนักศึกษานอกระบบ

ในการศึกษาหนงั สอื เรยี นสาระทกั ษะการดําเนนิ ชีวิต รายวชิ า ศลิ ปศึกษา ผเู รยี นควรปฏบิ ัตดิ ังนี้
1. ศกึ ษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอและสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขาย
เนอ้ื หาของรายวิชาน้ัน ๆ โดยละเอียด
2. ศึกษารายละเอยี ดเนอื้ หาของแตล ะบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามท่ีกําหนด แลวตรวจสอบ
กบั แนวตอบกจิ กรรมตามทีก่ าํ หนด ถาผเู รียนตอบผดิ ควรกลับไปศึกษาและทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหมให
เขา ใจ กอนทีจ่ ะศกึ ษาเรือ่ งตอ ๆ ไป
3. ปฏิบตั กิ ิจกรรมทา ยเรือ่ งของแตละเรื่อง เพ่ือเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในเรื่องนั้น ๆ
อกี ครง้ั และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนื้อหา แตละเร่ือง ผูเรียนสามารถนําไปตรวจสอบกับครูและเพ่ือน ๆ ที่
รว มเรยี นในรายวชิ าและระดับเดยี วกนั ไดหนงั สอื เรียนเลม นม้ี ี 4 บท คือ
บทท่ี 1 ทัศนศลิ ปไทย
บทที่ 2 ดนตรีไทย
บทที่ 3 นาฏศิลปไ ทย
บทท่ี 4 นาฏศลิ ปไ ทยกับการประกอบอาชพี

โครงสรา งรายวิชาศิลปศกึ ษา
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน

สาระสาํ คญั

มีความรคู วามเขา ใจ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ช่ืนชม เหน็ คณุ คา ความงาม ความไพเราะ
ธรรมชาติ สิ่งแวดลอ ม ทางทัศนศิลปไทย ดนตรไี ทย นาฏศลิ ปไ ทย และวเิ คราะหไ ดอ ยางเหมาะสม

ผลการเรียนรูที่คาดหวงั

1. อธบิ ายความหมายของธรรมชาติ ความงาม ความไพเราะของทัศนศิลปไทย ดนตรีไทย
และนาฏศิลปไทย

2. อธิบายความรูพนื้ ฐานของ ทศั นศลิ ปไทย ดนตรีไทย และนาฏศิลปไทย
3. สรา งสรรคผ ลงานโดยใชความรูพนื้ ฐาน ดา น ทศั นศลิ ปไ ทย ดนตรีไทย และนาฏศลิ ปไทย
4. ชนื่ ชม เหน็ คณุ คาของ ทศั นศิลปไทย ดนตรไี ทย และนาฏศลิ ปไ ทย
5. วิเคราะห วพิ ากย วจิ ารณ งานดานทัศนศลิ ปไ ทย ดนตรไี ทย และนาฏศิลปไทย
6. อนรุ กั ษสืบทอดภมู ิปญ ญาดานทศั นศิลปไ ทย ดนตรไี ทย และนาฏศิลปไ ทย

ขอบขา ยเนอ้ื หา

บทที่ 1 ทัศนศลิ ปไทย
บทที่ 2 ดนตรีไทย
บทท่ี 3 นาฏศลิ ปไทย
บทท่ี 4 นาฏศลิ ปไ ทยกับการประกอบอาชีพ

สื่อการเรียนรู

1. หนงั สอื เรยี น
2. กิจกรรม

1

บทท่ี 1
ทัศนศิลปไ ทย

สาระสาํ คัญ

ศึกษาเรยี นรู เขา ใจ เห็นคุณคา ความงาม ของทศั นศลิ ปไ ทย และสามารถอธบิ ายความงาม และความ
เปนมาของทศั นศิลปไ ทย ไดอยางเหมาะสม

ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง

อธิบายความหมาย ความสําคัญ ความเปนมา ของทศั นศลิ ปไ ทย เขา ใจถงึ ตน กาํ เนดิ ภูมิปญ ญาและการ
อนุรักษทศั นศลิ ปไทย

ขอบขา ยเนอ้ื หา

เรื่องที่ 1 จุด เสน สี แสง เงา รูปราง และรูปทรงท่ใี ชใ นทศั นศิลปไ ทย
เร่ืองท่ี 2 ความเปน มาของทัศนศลิ ปไทยดานจติ รกรรมไทย ประตมิ ากรรมไทย

สถาปตยกรรมไทย ภาพพิมพ
เร่ืองท่ี 3 ความงามของทัศนศิลปไทย
เรอ่ื งท่ี 4 สรางสรรคผลงานจากความงามตามธรรมชาติ
เร่ืองที่ 5 ความคิดสรางสรรค ในการนําเอาวัสดุและสง่ิ ของตา ง ๆ มาตกแตงรา งกายและสถานท่ี
เร่ืองท่ี 6 คุณคาของความซาบซึ้งของวัฒนธรรมของชาติ

2

เร่อื งที่ 1 จุด เสน สี แสง เงา รปู รา ง และรูปทรงทใี่ ชใ นทัศนศลิ ปไทย

จุด ...................................................................

คือ องคป ระกอบทเี่ ล็กท่สี ุด จดุ เปนสิ่งท่ีบอกตําแหนง และทิศทางได การนําจุดมาเรียงตอกันใหเปนเสน
การรวมกันของจดุ จะเกดิ น้าํ หนกั ทใ่ี หป ริมาตรแกร ูปทรง เปนตน

เสน

หมายถึง จุดหลาย ๆ จุดที่เรียงชิดติดกันเปนแนวยาว การลากเสนจากจุดหน่ึงไปยังจุดหน่ึง
ในทศิ ทางทแี่ ตกตางกัน จะเปนทิศมมุ 45 องศา 90 องศา 180 องศา หรือมมุ ใด ๆ การสลับทิศทางของเสนท่ีลาก
ทําใหเ กดิ เปน ลักษณะตาง ๆ

เสนเปน องคป ระกอบพ้นื ฐานท่ีสาํ คัญในการสรา งสรรค เสน สามารถแสดงใหเกิดความหมายของภาพ
และใหความรสู ึกไดต ามลักษณะของเสน เสน ที่เปน พื้นฐาน ไดแก เสน ตรงและเสนโคง

จากเสนตรงและเสนโคง สามารถนาํ มาสรางใหเกดิ เปน เสน ใหมท่ีใหความรูสึกที่แตกตางกันออกไปได
ดงั นี้

เสนตรงแนวตงั้ ใหความรูสกึ แข็งแรง สงู เดน สงา งาม นาเกรงขาม

เสน ตรงแนวนอน ใหความรูสึกสงบราบเรียบ กวา งขวาง การพักผอน หยดุ น่งิ

เสน ตรงแนวเฉียง ใหค วามรูสกึ ไมปลอดภัย การลม ไมหยดุ นง่ิ

เสน ตดั กนั ใหความรูสึกประสานกนั แข็งแรง

3

เสนโคง ใหค วามรสู ึกออนโยนนมุ นวล

เสน คด ใหความรสู ึกเคลื่อนไหวไหลเล่อื น รา เรงิ ตอ เนอื่ ง
เสนประ ใหความรสู ึกขาดหาย ลึกลบั ไมสมบรณู  แสดงสวนท่มี องไมเ หน็
เสนขด ใหความรสู กึ หมุนเวียนมนึ งง

เสนหยกั ใหค วามรูสกึ ขดั แยง นากลัว ต่นื เตน แปลกตา

นักออกแบบนาํ เอาความรสู ึกท่มี ีตอ เสน ทแี่ ตกตางกันมาใชใ นงานศิลปะประยุกต โดยใชเสนมาเปล่ียน
รปู รา งของตัวอักษร เพ่ือใหเ กดิ ความรสู ึกเคลื่อนไหวและทําใหสื่อความหมายไดดียง่ิ ขน้ึ

4

สี คอื สที ่นี าํ มาผสมกนั แลวทาํ ใหเกดิ สใี หม ทีม่ ลี กั ษณะแตกตา งไปจากสเี ดมิ แมสีมอี ยู 2 ชนิด คือ

1. แมสขี องแสง เกิดจากการหักเหของแสงผา นแทงแกวปรซิ ึม มี 7 สี คือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด
แดง สวนสแี ดง สเี ขียว และสนี า้ํ เงิน อยูในรูปของแสงรังสี ซ่ึงเปนพลังงานชนิดเดียวท่ีมีสี คุณสมบัติของแสง
สามารถนาํ มาใชใ นการถายภาพ ภาพโทรทัศน การจัดแสงสีในการแสดงตาง ๆ เปนตน

2. แมสวี ตั ถธุ าตุ เปนสที ่ไี ดมาจากธรรมชาติ และจากการสงั เคราะหโดยกระบวนการทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง
สีเหลือง และสีน้ําเงิน แมสีวัตถุธาตุเปนแมสีท่ีนํามาใชงานกันอยางกวางขวาง ในวงการศิลปะ วงการ
อุตสาหกรรม ฯลฯ แมสวี ัตถุธาตุ เมอื่ นํามาผสมกนั ตามหลกั เกณฑ จะทาํ ใหเกิด วงจรสี ซึ่งเปนวงสีธรรมชาติ เกดิ
จากการผสมกันของแมสวี ัตถุธาตุ เปน สีหลกั ทใ่ี ชงานทว่ั ไป ในวงจรสี จะแสดงส่ิงตา ง ๆ ดังตอไปน้ี

สีแดง สีเหลอื ง สนี ้าํ เงิน
วงจรสี ( Color Circle)
สีขัน้ ท่ี 1 คอื แมสี ไดแก สแี ดง สเี หลอื ง สีน้าํ เงิน

สขี ้ันท่ี 2 คอื สที เ่ี กดิ จากสขี นั้ ที่ 1 หรือแมสผี สมกนั ในอัตราสว นท่ีเทากนั จะทําใหเกิดสใี หม 3 สี ไดแ ก
สีแดง ผสมกับสีเหลอื ง ได สสี ม
สีแดง ผสมกบั สีนา้ํ เงนิ ได สีมว ง
สเี หลือง ผสมกับสีนา้ํ เงิน ได สเี ขยี ว

5

สีขั้นที่ 3 คือ สที ่ีเกิดจากสขี นั้ ท่ี 1 ผสมกบั สขี ั้นที่ 2 ในอตั ราสวนท่เี ทากัน จะไดสอี นื่ ๆ อีก 6 สี คอื

สแี ดง ผสมกับสีสม
ได สีสม แดง

สีแดง ผสมกับสมี ว ง
ได สมี วงแดง

สเี หลอื ง ผสมกับสเี ขียว
ได สเี ขียวเหลอื ง

สนี า้ํ เงนิ ผสมกับสีเขียว
ได สเี ขียวน้ําเงนิ

สีน้ําเงนิ ผสมกบั สมี วง
ได สมี ว งน้ําเงนิ

สเี หลือง ผสมกับสสี ม
ได สสี ม เหลือง

วรรณะของสี คอื สที ใ่ี หค วามรูสกึ รอน-เยน็ ในวงจรสีจะมีสรี อน 7 สี และสเี ย็น 7 สี โดยจะมีสีมวงกับสี
เหลือง ซ่งึ เปนไดท ง้ั สองวรรณะ

สตี รงขา ม หรอื สีตัดกัน หรือสีคปู ฏปิ กษ เปนสีท่ีมีคาความเขมของสี ตัดกันอยางรุนแรง ในทางปฏิบัติ
ไมน ยิ มนํามาใชรวมกนั เพราะจะทําใหแตละสไี มสดใสเทา ที่ควร การนาํ สีตรงขา มกันมาใชรวมกัน อาจกระทํา
ไดด ังนี้

1. มพี ้นื ทข่ี องสีหน่ึงมาก อกี สหี นงึ่ นอย
2. ผสมสอี น่ื ๆ ลงไปในสใี ดสหี นึง่ หรือทัง้ สองสี
3. ผสมสีตรงขา มลงไปในสที งั้ สองสี

สีกลาง คือ สีท่ีเขาไดกับสีทุกสี สีกลางในวงจรสี มี 2 สี คือ สีนํ้าตาล กับ สีเทา สีนํ้าตาล เกิดจากสี
ตรงขามกนั ในวงจรสีผสมกัน ในอตั ราสว นท่เี ทา กัน สนี าํ้ ตาลมคี ุณสมบัติสําคัญ คอื ใชผ สมกับสอี น่ื แลว จะทาํ ให
สีนั้น ๆ เขมข้ึนโดยไมเปล่ียนแปลงคาสี ถาผสมมาก ๆ เขาก็จะกลายเปนสีน้ําตาล สีเทา เกิดจากสีทุกสี ๆ
วงจรสผี สมกนั ในอัตราสวนเทากนั สีเทา มคี ุณสมบตั ทิ ส่ี าํ คญั คือ ใชผสมกับสีอื่น ๆ แลวจะทาํ ให มดื หมน

6

ทฤษฎีสีดังกลา วมีผลใหเ ราสามารถนํามาใชเปนหลักในการเลือกสรรสีสําหรับงานสรางสรรค ของเราได
ซ่ึงงานออกแบบไมไ ดถ กู จํากดั ดวยกรอบความคดิ ของทฤษฎตี ามหลักวิชาการเทาน้ัน แตเราสามารถ คิดนอกกรอบ
แหงทฤษฎนี น้ั ๆ

คณุ ลักษณะของสมี ี 3 ประการ คือ
1. สแี ท หมายถงึ สีที่อยูในวงจรสีธรรมชาติ ทั้ง 12 สี ที่เราเห็นอยูทุกวันน้ีแบงเปน 2 วรรณะ โดยแบง

วงจรสีออกเปน 2 สวน จากสเี หลืองวนไปถึงสมี ว ง คอื
1.1 สีรอ น ใหความรสู ึกรนุ แรง รอ น ต่นื เตน ประกอบดวย สีเหลอื ง สเี หลืองสม สีสม

สแี ดงสม สแี ดง สมี วงแดง สีมว ง
1.2 สีเย็นใหความรูสึกเย็น สงบ สบายตา ประกอบดวย สีเหลือง สีเขียวเหลือง

สเี ขียว สเี ขียวนาํ้ เงนิ สีน้าํ เงิน สีมว งนํ้าเงนิ สมี วง
เราจะเหน็ วา สีเหลือง และสมี ว ง เปนสที ่ีอยไู ดท ัง้ 2 วรรณะ คือ เปน ไดท้ังสีรอ น และสเี ย็น

2. ความจดั ของสี หมายถึง ความสด หรอื ความบริสุทธ์ิของสีใดสีหน่ึง สีท่ีถูกผสมดวย สีดําจนหมนลง
ความจดั หรอื ความบริสทุ ธิจ์ ะลดลง ความจดั ของสจี ะเรียงลาํ ดับจากจดั ทีส่ ดุ ไปจนหมนที่สดุ

3. นํ้าหนักของสี หมายถงึ สที ี่สดใส สีกลาง สที ึบของสแี ตละสี สีทุกสจี ะมีนํ้าหนักในตัวเอง ถาเราผสม
สขี าวเขา ไปในสใี ดสีหนึง่ สนี ั้นจะสวางขนึ้ หรอื มีนาํ้ หนกั ออ นลงถา เพม่ิ สขี าวเขาไปทลี ะนอ ยๆ ตามลาํ ดับ เราจะ
ไดน้ําหนกั ของสที เี่ รียงลําดบั จากแกสดุ ไปจนถงึ ออ นสุด นํา้ หนกั ออนแกข องสที ไี่ ด เกิดจากการผสมดวยสีขาว
เทา และดาํ นาํ้ หนกั ของสีจะลดลงดวยการใชสขี าวผสม ซงึ่ จะทําให เกิดความรูสึกนุมนวล ออนหวาน สบายตา
เราสามารถเปรียบเทยี บระหวางภาพสกี บั ภาพขาวดาํ ไดอยางชดั เจน เม่อื นาํ ภาพสีท่เี ราเห็นวามีสีแดงอยูหลายคา
ท้ังออน กลาง แก ไปถายเอกสารขาว - ดํา เม่ือนํามาดูจะพบวา สีแดงจะมีนํ้าหนักออน แก ต้ังแตขาว เทา ดํา
น่ันเปนเพราะวาสแี ดงมนี า้ํ หนกั ของสีแตกตางกันนน่ั เอง

สตี า งๆ ท่ีเราสัมผสั ดวยสายตา จะทาํ ใหเกิดความรูส กึ ข้ึนภายในตอ เรา ทันทีที่เรามองเห็นสี ไมวาจะเปน
การแตง กาย บา นที่อยอู าศัย เครอ่ื งใชตางๆ แลวเราจะทาํ อยา งไร จงึ จะใชสีไดอยางเหมาะสม และสอดคลองกับ
หลักจิตวิทยา เราจะตองเขาใจวา สใี ดใหค วามรูสกึ ตอมนษุ ยอยางไร ซึง่ ความรูส กึ เก่ยี วกับสี สามารถจําแนกออก
ไดดงั นี้

สีแดง ใหค วามรูสึกรอน รุนแรง กระตุน ทาทาย เคลื่อนไหว ตื่นเตน เราใจ มีพลัง ความอุดมสมบูรณ
ความม่งั คั่ง ความรัก ความสําคญั

สีสม ใหความรูสึก รอน ความอบอุน ความสดใส มีชีวิตชีวา วัยรุน ความคึกคะนอง การปลดปลอย
ความเปรี้ยว การระวัง

สีเหลือง ใหค วามรสู กึ แจมใส ความรา เรงิ ความเบกิ บานสดชนื่ ชวี ติ ใหม ความสด ใหม
สเี ขยี วแก จะทําใหเ กิดความรูสึกเศรา ใจ ความแกชรา

7

สีน้าํ เงิน ใหความรูส กึ สงบ สขุ มุ สุภาพ หนกั แนน เครง ขรึม เอาการเอางาน ละเอยี ด รอบคอบ
สีฟา ใหความรูส กึ ปลอดโปรง โลง กวาง เบา โปรง ใส สะอาด ปลอดภยั ความสวาง ลมหายใจ ความเปน
อิสรเสรภี าพ การชว ยเหลือ แบง ปน
สคี ราม จะทําใหเกดิ ความรูส ึกสงบ
สีมวง ใหความรูสึก มีเสนห นาติดตาม เรนลับ ซอนเรน มีอํานาจ มีพลังแฝงอยู ความรัก ความเศรา
ความผิดหวงั ความสงบ ความสูงศักดิ์
สีน้าํ ตาล ใหค วามรูสึกเกา หนกั สงบเงยี บ
สีขาว ใหความรสู กึ บรสิ ุทธ์ิ สะอาด ใหม สดใส
สีดํา ใหความรูสกึ หนัก หดหู เศรา ใจ ทบึ ตนั
สีชมพู ใหความรูสึก อบอุน ออนโยน นุมนวล ออนหวาน ความรัก เอาใจใส วัยรุน หนุมสาว
ความนารักความสดใส
สีเขยี ว จะทาํ ใหเ กดิ ความรสู กึ กระชุมกระชวย ความเปนหนมุ สาว
สเี ทา ใหความรูสึก เศรา อาลัย ทอแท ความลึกลับ ความหดหู ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ
สุขมุ ถอมตน
สที อง ใหค วามรูสึกหรูหรา โออ า มีราคา สูงคา สิง่ สําคัญ ความเจริญรุงเรือง ความสุข ความรํ่ารวย การ
แผกระจาย
จากความรูสึกดงั กลาว เราสามารถนําไปประยุกตใ ชใ นชวี ิตประจําวนั ไดใ นทุกเร่อื ง
1. การใชสกี ลมกลนื กนั
การใชส ีใหกลมกลืนกัน เปนการใชสีหรอื นาํ้ หนักของสใี หใ กลเคียงกัน หรอื คลายคลึงกัน เชน การใชสี
แบบเอกรงค เปนการใชส ีสีเดียวทมี่ ีนา้ํ หนกั ออ นแกหลายลําดับ
2. การใชสีตัดกัน สีตัดกันคือสีที่อยูตรงขามในวงจรสี การใชสีใหตัดกันมีความจําเปนมาก ในงาน
ออกแบบ เพราะชว ยใหเ กิดความนา สนใจ ในทนั ทที ี่พบเห็น สีตัดกนั อยางแทจรงิ มอี ยดู วยกัน 6 คสู ี คอื
1. สเี หลอื ง ตรงขา มกับ สมี วง
2. สสี ม ตรงขา มกบั สนี ํา้ เงนิ
3. สแี ดง ตรงขามกับ สีเขียว
4. สเี หลอื งสม ตรงขา มกบั สีมว งนา้ํ เงนิ
5. สสี ม แดง ตรงขามกบั สนี า้ํ เงินเขียว
6. สีมวงแดง ตรงขามกบั สีเหลืองเขยี ว
การใชสีตัดกัน ควรคํานึงถึงความเปนเอกภาพดวย วิธีการใชมีหลายวิธี เชน ใชสีใหมีปริมาณตางกัน
เชน ใชสีแดง 20 % สีเขียว 80%

8

ในงานออกแบบ หรือการจดั ภาพ หากเรารจู ักใชสใี หมีสภาพโดยรวมเปนวรรณะรอน หรือวรรณะเย็น
เราจะสามารถควบคมุ และสรา งสรรคภ าพใหเกิดความประสานกลมกลืน งดงามไดง า ยขน้ึ เพราะสีมีอิทธิพลตอ
มวล ปริมาตร และชองวาง สีมีคุณสมบัติที่ทําใหเกิดความกลมกลืน หรือขัดแยงได สีสามารถขับเนนใหเกิด
จุดเดน และการรวมกนั ใหเ กิดเปนหนว ยเดียวกนั ได

สรา งความรสู ึก สใี หค วามรสู กึ ตอ ผพู บเหน็ แตกตา งกันไป ทงั้ น้ีขนึ้ อยกู ับประสบการณ และภูมิหลังของ
แตละคน สีบางสีสามารถรักษาบําบัดโรคจิตบางชนิดได การใชสีภายใน หรือ ภายนอกอาคาร จะมีผลตอการ
สัมผสั และสรางบรรยากาศได

แสงและเงา
แสงและเงา หมายถึง แสงทสี่ อ งมากระทบพน้ื ผวิ ทม่ี ีสีออนแกแ ละพนื้ ผิวสูงต่ํา โคงนูนเรียบหรือขรุขระ

ทาํ ใหปรากฏแสงและเงาแตกตางกัน
ตวั กาํ หนดระดบั ของคานาํ้ หนกั ความเขมของเงาจะขน้ึ อยูก บั ความเขม ของแสง ในที่ที่มีแสงสวางมาก

เงาจะเขมขึ้น และในท่ีที่มีแสงสวางนอย เงาจะไมชัดเจน ในท่ีท่ีไมมีแสงสวางจะไมมีเงา และเงาจะอยูใน
ทางตรงขามกบั แสงเสมอ คานาํ้ หนักของแสงและเงาทเี่ กิดบนวัตถุ สามารถจําแนกเปนลกั ษณะที่ ตาง ๆ ไดดงั น้ี

1. บริเวณแสงสวางจัด เปนบริเวณที่อยูใกลแหลงกําเนิดแสงมากที่สุด จะมีความสวางมากท่ีสุด
ในวตั ถทุ ี่มผี วิ มนั วาว จะสะทอนแหลง กําเนิดแสงออกมาใหเห็นไดช ดั

2. บริเวณแสงสวา ง เปน บรเิ วณทีไ่ ดร ับแสงสวาง รองลงมาจากบริเวณแสงสวางจัด เน่ืองจากอยูหาง
จากแหลงกําเนิดแสงออกมา และเริม่ มคี าน้ําหนกั ออน ๆ

3. บริเวณเงา เปนบริเวณที่ไมไดรับแสงสวาง หรือเปนบริเวณท่ีถูกบดบังจากแสงสวาง ซึ่งจะมีคา
นา้ํ หนกั เขมมากขึ้นกวา บรเิ วณแสงสวาง

4. บริเวณเงาเขม จดั เปน บริเวณที่อยูหางจากแหลงกําเนิดแสงมากท่ีสุด หรือ เปนบริเวณท่ีถูกบดบัง
มาก ๆ หลาย ๆ ช้ัน จะมคี า นํา้ หนกั ทเ่ี ขม มากไปจนถงึ เขมทสี่ ดุ

5. บริเวณเงาตกทอด เปน บริเวณของพ้ืนหลังท่ีเงาของวัตถุทาบลงไป เปน บรเิ วณเงาท่ีอยูภายนอกวัตถุ
และจะมีความเขม ของคา น้ําหนักข้ึนอยูก บั ความเขมของเงา นํา้ หนกั ของพ้นื หลงั

6. ทศิ ทางและระยะของเงา
ความสําคัญของคา นา้ํ หนัก
1. ใหความแตกตา งระหวา งรูปและพืน้ หรือรปู ทรงกับทีว่ า ง
2. ใหความรูสึกเคล่อื นไหว
3. ใหค วามรูสึกเปน 2 มติ ิ แกรปู รา ง และความเปน 3 มติ ิแกร ูปทรง
4. ทําใหเกดิ ระยะความต้ืน - ลกึ และระยะใกล - ไกลของภาพ
5. ทําใหเ กิดความกลมกลืนประสานกนั ของภาพ

9

เร่ืองท่ี 2 ความหมายและความเปน มาของทัศนศลิ ปไทย

ศิลปะประเภททัศนศิลปท ีส่ ําคญั ของไทย ไดแ ก จติ รกรรม ประตมิ ากรรม และสถาปต ยกรรม ซึ่ง
เปน ศลิ ปกรรมท่พี บเห็นทั่วไป โดยเฉพาะศิลปกรรมท่ีเกย่ี วกับพทุ ธศาสนาหรอื พทุ ธศลิ ปท ีม่ ีประวัตคิ วาม
เปน มานบั พันป จนมรี ปู แบบที่เปน เอกลักษณไทย และเปนศลิ ปะไทย ที่สะทอ นใหเห็นวิถชี ีวติ
ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ และรสนิยมเกย่ี วกบั ความงามของคนไทย ศลิ ปะเหลาน้ี แตล ะสาขามี
เน้อื หาสาระที่ควรคาแกการศึกษาแตกตางกนั ไป

ไทยเปนชาติที่มีศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเองมาชานาน
แลว เริ่มต้งั แตกอนประวตั ิศาสตร ศิลปะไทยจะวิวัฒนาการและสืบเนอ่ื งเปนตัวของตัวเอง ในทสี่ ดุ เทาท่ี
ทราบราว พ.ศ. 300 จนถึง พ.ศ. 1800 พระพุทธศาสนานําเขามาโดยชาวอินเดีย คร้ังนั้นแสดงใหเห็น
อิทธิพลตอ รปู แบบของศลิ ปะไทยในทุก ๆ ดานรวมทง้ั ภาษา วรรณกรรม ศลิ ปกรรม โดยกระจายเปนกลุม
ศิลปะสมัยตาง ๆ เร่ิมต้ังแตสมัยทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เมื่อกลุมคนไทยต้ังตัวเปนปกแผนแลว ศิลปะ
ดังกลาวจะตกทอดกลายเปนศิลปะไทย ชา งไทยพยายามสรา งสรรคใหม ลี กั ษณะพิเศษกวา งานศิลปะของ
ชาติอ่ืน ๆ คือ จะมีลายไทยเปนเครื่องตกแตง ซ่ึงทําใหลักษณะของศิลปะไทยมีรูปแบบเฉพาะมีความ
ออนหวาน ละมนุ ละไม และไดส อดแทรกวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณีและความรูสึกของคนไทย
ไวในงานอยางลงตัว ดังจะเห็นไดจากภาพฝาผนังตามวัดวาอารามตาง ๆ ปราสาทราชวัง ตลอดจน
เคร่อื งประดับและเคร่อื งใชท่ัวไป

ลกั ษณะของศลิ ปะไทย
ศลิ ปะไทยไดร บั อทิ ธพิ ลจากธรรมชาติ และสงิ่ แวดลอมในสงั คมไทย ซึ่งมีลักษณะเดน คือ ความ

1B

งามอยางนิ่มนวลมีความละเอียดประณีต ซึ่งแสดงใหเห็นถึงลักษณะนิสัยและจิตใจของคนไทยท่ีได
สอดแทรกไวใ นผลงานทสี่ รา งสรรคข้ึน โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ซ่ึงเปนศาสนา
ประจําชาตขิ องไทย อาจกลาวไดวาศิลปะไทยสรา งขึน้ เพอ่ื สงเสริมพทุ ธศาสนา เปน การเชื่อมโยงและโนม
นา วจิตใจของประชาชนใหเ กดิ ความเล่ือมใสศรัทธาในพุทธศาสนา

ศิลปะไทยมาจากธรรมชาติ 10

หางหงส ติดตั้งอยปู ลายจนั ทนั มลี กั ษณะคลายหางหงส
รวงผงึ้ ใชป ระดบั อยใู ตข ่อื ดานหนาของโบสถ วหิ าร
มีลักษณะเปน รูปคลา ยรงั ผ้งึ
สาหราย สวนที่ติดอยกู ับเสาตอจากรวงผงึ้ ลงมา

บวั หวั เสา กลบี บวั ประดับบนหัวเสา
มรี ูปแบบมาจากดอกบวั

จติ รกรรมไทย
จิตรกรรมไทย เปนการสรา งสรรคภาพเขยี นทมี่ ีลักษณะโดยทั่วไปมักจะเปน 2 มิติ ไมมีแสงและ

เงา สีพ้นื จะเปนสีเรียบ ๆ ไมฉูดฉาด สีที่ใชสว นใหญจะเปนสีดํา สีนํ้าตาล สีเขียว เสนท่ีใชมักจะเปนเสน
โคง ชว ยใหภาพดูออ นชอ ย นุมนวล ไมแ ข็งกระดา ง จติ รกรรมไทยมักพบในวัดตาง ๆ เรียกวา “จิตรกรรม
ฝาผนงั ”

ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั สวุ รรณาราม

11

จิตรกรรมไทย จัดเปนภาพเลาเรื่องที่เขียนขึ้นดวยความคิดจินตนาการของคนไทย
มลี กั ษณะตามอุดมคติของชา งไทย คือ

1. เขียนสีแบน ไมคํานึงถึงแสงและเงา นิยมตัดเสนใหเห็นชัดเจน และเสนที่ใช จะแสดง
ความรสู กึ เคลอื่ นไหวนุม นวล

2. เขียนตัวพระ - นาง เปนแบบละคร มีลีลา ทาทางเหมือนกัน แตกตางกัน ดวยสีรางกายและ
เครือ่ งประดับ

12

3. เขียนแบบตานกมอง หรอื เปนภาพต่ํากวา สายตา โดยมุมมองจากท่ีสูง ลงสูลาง จะเห็นเปนรูป
เรื่องราวไดตลอดภาพ

13

4. เขยี นติดตอ กันเปนตอน ๆ สามารถดูจากซา ยไปขวาหรือลา งและบนไดทัว่ ภาพ โดยขน้ั ตอนแต
ละตอนของภาพดว ยโขดหิน ตน ไม กาํ แพงเมือง เปน ตน

5. เขยี นประดบั ตกแตง ดวยลวดลายไทย มีสีทอง สรางภาพใหเดน เกิดบรรยากาศ สุขสวางและมี
คุณคามากข้ึน

การเขยี นลายไทยพ้ืนฐาน
ขั้นท่ี 1 ตองฝกเขียนลายเสนกอน เชน การเขียนเสนตรงโดยไมตองใชไมบรรทัดชวย

การเขียนเสนโคง ใหไ ดเ ปนวงกลมโดยไมต อ งใชวงเวยี น เปน ตน

14

ขั้นที่ 2 หลังจากท่ีฝกเขยี นเสนจนคลองและชํานาญแลว จงึ เร่มิ หัดเขียนลายไทย เชน กนกสามตัว
หรือจะเขยี นภาพตวั ละครในวรรณคดี เชน ตัวพระ ตวั นาง ตัวยกั ษ เปน ตน

ภาพหัดเขยี นลายไทย
เมอ่ื ไดฝ กฝนทกั ษะการเขยี นกนกสามตวั ทีเ่ ปนตนแบบของกนกชนิดอน่ื ๆ คือ กนกเปลว กนก
ใบเทศ และกนกหางโต จนคลอ งมือดแี ลวกค็ งจะเขาใจในโครงสรา งของตวั กนก สว นสําคญั ในการ
เขยี นอยทู ่ีการแบง ตวั ลายและเขยี นยอดลาย ถาแบง ตัวลายและเขียนยอดลายไดจ ังหวะสัดสวนดี สะบัด
ยอดพริว้ ดี ลายกนกน้ันก็ดูงาม

ประติมากรรมไทย

ประติมากรรมเปนผลงานศิลปกรรมท่ีเปนรูปทรง 3 มิติ ประกอบจากความสูง ความกวางและ
ความนูน หรือความลึก รูปทรงน้ีมีปริมาตรท่ีจับตองไดและกินระวางเนื้อท่ีในอากาศ ตางจากรูปทรง

15

ปริมาตรทางจติ รกรรมที่แสดงบนพ้ืนเรียบเปนปริมาตรท่ีลวงตา ประติมากรรมเกิดข้ึนจากกรรมวิธีการ
สรางสรรคแบบตาง ๆ เชน การปนและหลอ การแกะสลัก การฉลุหรือดุน ประติมากรรมทั่วไปมี 3 แบบ
คอื ประติมากรรมแบบลอยตวั สามารถดไู ดโดยรอบ ประติมากรรมนูน มีพื้นรองรับสามารถดูไดเฉพาะ
ดา นหนา และดานเฉียงเทา นน้ั และประตมิ ากรรมแบบเจาะลกึ ลงไปในพื้น

ประตมิ ากรรมไทยเปนผลงานการสรา งสรรคข องบรรพบุรษุ โดยประตมิ ากรของไทยท่ี
สรางสรรคขึน้ เพือ่ รับใชส งั คม ตอบสนองความเช่อื สรางความภูมใิ จ ความพงึ พอใจ และคานิยมแหงชาติ
ภูมิของไทย ประตมิ ากรรมไทยสวนใหญเนนเนอ้ื หาทางศาสนา มักปรากฏอยูตามวัดและวัง มีขนาดตั้งแต
เลก็ ท่สี ุด เชน พระเครือ่ ง เครอ่ื งรางของขลัง จนถึงขนาดใหญที่สุด เชน พระอัจนะ หรือพระอัฏฐารส ซึง่
เปนพระพุทธรูปขนาดใหญก ลางแปลง มีทัง้ ประตมิ ากรรมตกแตง ซ่งึ ตกแตงศิลปวัตถุ ศลิ ปสถาน เพ่อื
เสริมคุณคาแกศ ลิ ปวัตถหุ รือสถานท่ีนัน้ จนถึงประตมิ ากรรมบริสุทธซ์ิ ึง่ เปน ประตมิ ากรรมท่มี คี ุณคา และ
คณุ สมบัตเิ ฉพาะ สมบูรณดว ยตัวของประติมากรรมเอง เม่ือพจิ ารณาภาพรวมของประตมิ ากรรมไทยอาจ
แบง ประตมิ ากรรมออกเปน 3 ประเภทคอื ประตมิ ากรรมรปู เคารพ ประตมิ ากรรมตกแตง และ
ประตมิ ากรรมเพื่อประโยชนใ ชสอย ซง่ึ จะขอกลาวตามลําดบั

ยุคสมยั ของประตมิ ากรรมไทย

ทง้ั ประตมิ ากรรมรูปเคารพ ประติมากรรมตกแตง และประติมากรรมเพื่อประโยชนใ ชส อยผูกพัน
กับความเปล่ียนแปลงของสังคมไทยตลอดมา นอกจากจะแสดงคุณคาทางทัศนศิลป แลวยังสะทอน
วฒั นธรรมอนั ดงี ามของชาตใิ นแตล ะยคุ แตละสมัยออกมาดว ย ยุคสมยั ของไทยนั้น อาจแบงชวงศิลปะใน
เชิงประวัตศิ าสตรต ามหลกั ฐานทางโบราณวตั ถุสถานไดเปน 2 ชว งคอื

1. ชว งศลิ ปะกอนไทย หมายถึงชวงกอนที่คนไทยจะรวมตัวกนั เปนปกแผน ยังไมมีราชธานี ของ
ตนเองทแี่ นนอน แบง ออกเปน 3 สมัยคือ

- สมยั ทวารวดี
- สมยั ศรีวชิ ยั
- สมัยลพบุรี
2. ชว งศิลปะไทย หมายถึงชวงที่คนไทยรวมตวั กนั เปนปกแผนมรี าชธานีท่ีแนนอนแลวแบงออก
เปน 5 สมัยคือ สมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยอูทอง สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร
งานประติมากรรมสมัยตาง ๆ ของไทยเหลาน้ีผานการหลอหลอมและผสมผสานของวัฒนธรรม โดย
ดัง้ เดมิ มรี ากเหงามาจากวฒั นธรรมอินเดีย ตอ มาผสมผสานกับวัฒนธรรมจีนและชาตทิ างตะวันตก แตเ ปน
การผสมผสานดวยความชาญฉลาดของชางไทย ประติมากรรมของไทยจึงยังคงรักษารูปแบบท่ีเปน
เอกลกั ษณของไทยไวไ ดอยาง เดนชัด สามารถถายทอดลักษณะความงดงาม ความประณีตวิจิตรบรรจง

16

และลักษณะของความเปน ชาตไิ ทยที่รุงเรอื งมาแตโบราณใหโลกประจกั ษไ ด พอจะกลา วถึงประติมากรรม
ในชวงศิลปะไทยได ดังนี้

- ประติมากรรมไทยสมยั เชียงแสน
- ประตมิ ากรรมไทยสมยั สุโขทยั
- ประติมากรรมไทยสมยั อูทองและสมัยอยุธยา
- ประตมิ ากรรมไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร
ผลงานประติมากรรมไทย คุณคา ของงานสวนใหญผูกพันและเกี่ยวของกับศาสนา สรางสรรคขึ้น
จากความเช่ือ คตินิยม ความศรัทธา มีความสัมพันธกันอยางแยกไมออก ยอมมีคุณคา มีความงดงาม
ตลอดจนเปนประโยชนใ ชส อยเฉพาะของตนเอง ซ่งึ ในปจจุบันไดจัดใหมีการเรียนรูเก่ียวกับการอนุรักษ
นยิ มและฟน ฟศู ลิ ปะประเภทน้ี เพ่ือมุงเนนใหค นรนุ หลงั มคี วามเขา ใจ เกิดความช่นื ชมหวงแหนเหน็ คุณคา
ในความเปน ศลิ ปวฒั นธรรมไทยรว มกัน พรอ มท้ังสบื ทอด

ภาพพระพทุ ธรูปทรงเคร่อื งศลิ ปะอยธุ ยา

17

ประติมากรรมไทยเปนผลงานศิลปะทีถ่ กู สรา งสรรคข น้ึ มาดวยความคดิ ฝมือ ความศรทั ธาจากภูมิ
ปญญาท่เี กดิ จากการแกป ญหาของคนในทอ งถิ่น โดยใชเครื่องมือและวสั ดุจากพื้นบานทหี่ า ไดงา ย ๆ เชน
ดนิ เหนยี ว แกลบ ปนู กระดาษสา

ผลงานประตมิ ากรรมไทย แบงออกไดเปน 4 ประเภท สรุปได ดงั นี้
1. ประติมากรรมไทยที่เกิดขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธา คตินิยมเก่ียวของกับศาสนา เชน
พระพุทธรปู ปางตาง ๆ ลวดลายของฐานเจดยี หรือพระปรางคตา ง
2. ประติมากรรมไทยพวกเครอ่ื งใชในชีวิตประจาํ วนั เชน โอง หมอ ไห ครก กระถาง

3. ประติมากรรมไทยพวกของเลน ไดแก ตุกตาดินปน ตุกตาจากกระดาษ ตุกตาจากผา หุน
กระบอก ปลาตะเพียนสานใบลาน หนากาก วัสดจุ ากเปลอื กหอย ชฎาหัวโขน

ปลาตะเพียนสานใบลาน

18

หุนกระบอก

4. ประตมิ ากรรมไทยพวกเคร่อื งประดบั ตกแตง เชน กระถางตน ไม โคมไฟดนิ เผา

19

สถาปต ยกรรมไทย

สถาปต ยกรรมไทย หมายถงึ ศิลปะการกอสรา งของไทย ไดแก อาคาร บานเรือน โบสถ วหิ าร วัง
สถูป และสง่ิ กอสรา งอน่ื ๆ ที่มมี ูลเหตุทม่ี าของการกอ สรางอาคารบา นเรอื นในแตล ะ ทอ งถิน่ จะมีลกั ษณะ
แตกตา งกันไปบา งตามสภาพทาง ภมู ิศาสตร และคตนิ ยิ มของแตละทองถิน่ แตส ่ิงกอสรางทางศาสนาพทุ ธ
มักจะมลี ักษณะท่ีไมแ ตกตางกนั มากนัก เพราะมคี วามเชื่อ ความศรัทธาและแบบแผนพิธกี รรมทเ่ี หมือน ๆ
กัน สถาปตยกรรมทมี่ ักนิยมนํามาเปนขอ ศกึ ษา สวนใหญจ ะเปน สถูป เจดยี  โบสถ วิหาร หรอื
พระราชวัง เนื่องจากเปน สิ่งกอสรางท่ีคงทน มกี ารพฒั นารปู แบบมาอยางตอ เนือ่ งยาวนาน และไดร ับการ
สรรคส รา งจากชางฝม ือทเ่ี ช่ยี วชาญ พรอ มทั้งมีความเปนมาทส่ี ําคัญควรแกก ารศึกษา อกี ประการหน่ึงกค็ ือ
สิ่งกอสรา งเหลา น้ี ลวนมีความทนทาน มีอายุยาวนานปรากฏเปนอนุสรณใหเราไดศึกษาเปนอยา งดี
สถาปตยกรรมไทย สามารถจดั หมวดหมู ตามลักษณะการใชง านได 2 ประเภท คือ

1. สถาปต ยกรรมทีใ่ ชเ ปน ทีอ่ ยอู าศัย ไดแก บา นเรือน ตาํ หนัก วังและพระราชวงั เปนตน
บา นหรือเรือนเปน ท่อี ยอู าศยั ของสามญั ชน ธรรมดาทั่วไป ซง่ึ มีท้ังเรือนไม และเรอื นปูนเรือนไมม ี

อยู 2 ชนิด คอื เรือนเครอ่ื งผูก เปนเรือนไมไผ ปูดวยฟากไมไผ หลงั คามงุ ดวย ใบจาก หญาคา หรือใบไม
อกี อยางหน่ึงเรียกวา เรือนเคร่อื งสับ เปนไมจริงท้ังเนื้อออน และเน้ือแข็ง ตามแตละทองถ่ิน หลังคามุง ดวย
กระเบ้ืองดนิ เผา พนื้ และฝาเปนไมจริงทั้งหมด ลกั ษณะเรอื นไมข องไทยในแตละทองถิ่นแตกตางกัน และ
โดยทัว่ ไปแลวจะมีลักษณะสาํ คัญรว มกนั คือเปน เรอื นไมช ้ันเดยี วใตถ ุนสงู หลังคาทรงจัว่ เอยี งลาดชัน

20

ตําหนัก และวัง เปนเรือนท่ีอยูของชนช้ันสูง พระราชวงศ หรือท่ีประทับช้ันรอง ของ
พระมหากษัตริย สําหรับพระราชวัง เปนท่ีประทับของพระมหากษัตริย พระท่ีนั่ง เปนอาคารที่มีทอง พระ
โรงซึ่งมที ปี่ ระทับสาํ หรบั ออกวา ราชการ หรอื กิจการอ่ืน ๆ

ภาพสถาปต ยกรรมวดั เบญจมบพติ ร
2. สถาปต ยกรรมท่ีเก่ยี วของศาสนา ซ่งึ สวนใหญอ ยใู นบริเวณสงฆ ที่เรียกวา วัด ซึ่งประกอบไป
ดวยสถาปตยกรรมหลายอยาง ไดแก โบสถ เปนที่กระทําสังฆกรรมของพระภิกษุ
วิหารใชประดิษฐาน พระพุทธรูปสําคัญ และกระทําสังฆกรรมดวยเหมือนกัน กุฏิ เปนท่ีอยูของ
พระภิกษุ สามเณร หอไตร เปนที่เก็บรักษาพระไตรปฎกและคัมภีรสําคัญทางศาสนา หอระฆังและ
หอกลอง เปนท่ีใชเก็บระฆังหรือกลองเพื่อตีบอกโมงยาม หรือเรียกชุมนุมชาวบาน สถูปเปนท่ี
ฝง ศพ เจดยี เ ปน ท่รี ะลึกอนั เกยี่ วเน่ืองกับศาสนา ซง่ึ แบงได 4 ประเภท คือ
1. ธาตุ เจดีย หมายถึง พระบรมธาตุ และเจดยี ทีบ่ รรจุพระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพทุ ธเจา
2. ธรรมเจดีย หมายถงึ พระธรรม พระวนิ ัย คาํ สัง่ สอนทุกอยางของพระพุทธเจา

21

3. บริโภคเจดีย หมายถึง ส่ิงของเคร่ืองใชของพระพุทธเจา หรือของพระภิกษุสงฆไดแก
เครือ่ งอฐั บรขิ ารทั้งหลาย

4. อุเทสิกเจดีย หมายถึง ส่ิงท่ีสรางข้ึนเพ่ือเปนที่ระลึกถึงองคพระพุทธเจา เชน สถูปเจดีย
ณ สถานท่ีทรงประสูติ ตรัสรู แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน และรวมถึงสัญลักษณอยางอื่น เชน
พระพทุ ธรูปธรรมจกั ร ตนโพธิ์ เปนตน

สถาปตยกรรมไทยแท ณ ทีน่ ้จี ะเรียนรูเฉพาะเร่ืองราวท่ีเกี่ยวกับวัด โดยเนนไปท่ีเร่ืองของโบสถ
และสถูปเจดยี  ทมี่ ลี ักษณะโดดเดนทงั้ โครงสรา งและการตกแตงอนั เปน เอกลกั ษณข องไทยโดยเฉพาะ

22

โบสถ หมายถึงสถานทส่ี าํ หรบั พระสงฆใชป ระชุมทําสงั ฆกรรม เชน สวดพระปาฏิโมกข และ
อุปสมบทเปน ตน
ความงามทางศิลปะของโบสถม ี 2 ประเภท

1. ความสวยงามภายในโบสถ ทุกสงิ่ ทกุ อยางจะเนน ไปท่ีสงบน่ิง เพ่ือใหผูเขามากราบไหวมี
สมาธิ ความงามภายในจึงตองงามอยางเย็นตาและเย็นใจ ภายในโบสถท่ัว ๆ ไปจะไมอนุญาตให
พทุ ธศาสนกิ ชนนาํ สิง่ ของเขามาบูชาเคารพภายใน เคร่ืองสักการบูชา เชนดอกไมธูปเทียนจะบูชาเฉพาะ
ดา นนอกเทา นน้ั ความงามทแี่ ทจรงิ ภายในโบสถจงึ เนนท่ีองคพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเปนพระประธาน
โดยเฉพาะ

23

2. ความสวยงามภายนอกเปนความงามทัง้ โครงสรางและลวดลายประดับตกแตง ความงาม
ภายนอกเนนสะดุดตา โดดเดน สีสันแวววาวทง้ั สที องและกระจกสี แตยังคงความเปนเอกลักษณของการ
เคารพนับถือ

ในการสงั เกตวาสถานท่ใี ดเรียกวา โบสถ จะมวี ธิ สี ังเกตคือ โบสถจะมีใบเสมา หรือซุม เสมาลอมรอบโบสถ
( บางทีเรียกใบเสมา )

ใบเสมา

24

วิหาร การสังเกตสถานที่ใดเรียกวา วหิ าร เมอ่ื เขาไปอยูในบรเิ วณวัด สถานท่ีสรา งเปนวิหารจะไม

มใี บเสมาลอมรอบ

วิหาร หมายถึงที่อยูอาศัย ( มีเศรษฐีถวายท่ีดิน เพ่ือสรางอาคารเปนพุทธบูชาแดพระพุทธเจา

สาํ หรับเปนท่ีอยแู ละสอนธรรมะ ในปจ จุบันวิหารจึงใชเปนท่ีประดิษฐานพระพุทธรูป เพ่ือใหประชาชน
กราบไหว เปรียบเสมือนเปนที่อยูของพระพุทธเจา ) การวางแปลนของโบสถ วิหาร การกําหนด
ความสาํ คญั ของอาคารท้ังสอง โบสถ จะมีความสําคัญกวาวิหาร โบสถจะมโี ครงสรางใหญกวา สวนใหญ
จะวางแปลนใหอยตู รงกลาง โดยมวี ิหารสรางประกบอยูดา นขาง

25

โครงสรางของโบสถ – วหิ าร

- ชอ ฟา
- หนา บนั
- ใบระกาและ หางหงส

26

สถูป - เจดีย คอื ส่งิ กอสรางสาํ หรบั บรรจุพระบรมสารรี ิกธาตุของพระพทุ ธเจา เมอื่ สมัยพทุ ธกาล

ทผ่ี า นมา คาํ วา สถปู เปนภาษาบาลีหมายถึงมูลดินทีก่ องสูงข้ึนสันนิษฐานวามูลดินนั้นเกิดจากกองเถาถาน
ของกระดกู คนตายทถี่ ูกเผาทบั ถมกันสงู ขึ้นมาจากกองดิน เถาถานธรรมดาไดถูกพัฒนาตามยุคสมัยมีการ
กอ อิฐปด ทับมูลดิน เพ่ือปองกันไมใหถูกฝนชะลาง ในท่ีสุดการกออิฐปดทับก็สูงข้ึนและกลายเปนเจดีย
อยา งทีเ่ ราเหน็ ในปจ จบุ นั

สถปู

สถูป - เจดีย ในประเทศไทยไดรับอิทธิพลมาจากอินเดียและลังกา ตอมาชางไทยแตละยุคสมัยพัฒนา
ปรับปรุงและกลายเปน รูปทรงของไทยตามอดุ มคตใิ นการสรางสรรคจ ินตนาการของชา งไทย

เจดีย

27

เจดยี ย อมุม

เจดียท รงระฆัง

ลูกแกว
ปลี หรอื ปลยี อด
ปอ งไฉน

เสาหาน
องคร ะฆงั
บวั ปากระฆัง

บรรลังก
มาลยั เถา

28

เจดียที่มีรูปรางมาจากทรงลังกา สมัยอยุธยา

ท้ังหมดนี้คือลักษณะของสถาปตยกรรมเกี่ยวกับสิ่งกอสรางของไทยโดยสังเขป ยังมี
สถาปตยกรรมสิ่งกอสรางอีกมากมายท่ีผูเรียนจะตองเรียนรู คนควาดวยตนเอง เพ่ือนํามาเผยแพรใหกับ
สงั คมไดร ับรขู องดี ๆ ทเ่ี ปนเอกลักษณของไทยในอดตี

29

ภาพพิมพ
การพิมพภาพ หมายถึง การถายทอดรูปแบบจากแมพิมพออกมาเปนผลงานที่มีลักษณะ

เหมือนกันกับแมพิมพทุกประการ และไดภาพที่เหมือนกันมีจํานวนตั้งแต 2 ช้ินข้ึนไป
การพิมพภาพเปนงานที่พัฒนาตอเน่ืองมาจากการวาดภาพ ซึ่งการวาดภาพไมสามารถ สราง

ผลงาน 2 ชิ้น ทมี่ ีลกั ษณะเหมือนกนั ทกุ ประการได จึงมีการพัฒนาการพิมพข้ึนมา ชาตจิ ีนเปน ชาติแรก
ทนี่ าํ เอาวธิ ีการพิมพม าใชอยา งแพรหลายมานานนบั พันป จากนั้นจึงไดแพรหลายออกไปในภูมภิ าคตางๆ
ของโลก ชนชาติทางตะวันตกไดพฒั นาการพิมพภ าพ ขึน้ มาอยางมากมาย มีการนาํ เอาเครือ่ งจกั รกลตา งๆ
เขามาใชในการพมิ พ ทาํ ใหการพมิ พม กี าร พฒั นาไปอยางรวดเรว็ ในปจจุบนั

การพิมพภ าพมีองคประกอบที่สาํ คญั ดังน้ี
1. แมพิมพ เปนส่ิงทีส่ ําคญั ท่ีสุดในการพิมพ
2. วสั ดุท่ีใชพิมพลงไป
3. สีท่ใี ชใ นการพมิ พ
4. ผูพมิ พ

ผลงานท่ไี ดจากการพิมพ มี 2 ชนดิ คอื
1. ภาพพมิ พ เปน ผลงานพมิ พท ่เี ปน ภาพตา ง ๆ เพอ่ื ความสวยงามหรอื บอกเลา เร่ืองราวตาง ๆ อาจมี

ขอความ ตัวอกั ษรหรือตวั เลขประกอบหรอื ไมม กี ็ได
2. ส่ิงพมิ พ เปนผลงานพิมพท ี่ใชบอกเลาเรื่องราวตาง ๆ เปนตวั อกั ษร ขอความ ตวั เลข

อาจมภี าพประกอบหรือไมมกี ไ็ ด

30

ประเภทของการพิมพ การพมิ พแ บงออกไดห ลายประเภทตามลกั ษณะตาง ๆ ดังนี้
1. แบง ตามจุดมงุ หมายในการพมิ พ ได 2 ประเภท คอื

1.1 ศิลปภาพพิมพ เปนงานพิมพภาพเพ่ือใหเกิดความสวยงามเปนงานวิจิตรศิลป
1.2 ออกแบบภาพพมิ พ เปนงานพมิ พภาพประโยชนใ ชสอย
นอกเหนือไปจากความสวยงาม ไดแ ก หนังสอื ตา งๆ บัตรภาพตางๆ ภาพโฆษณา ปฏิทิน ฯลฯ จัดเปน
งาน ประยุกตศ ิลป
2. แบงตามกรรมวิธีในการพมิ พ ได 2 ประเภท คอื
2.1 ภาพพิมพตนแบบ เปนผลงานพิมพที่สรางจากแมพิมพและวิธีการพิมพท่ีถูก สรางสรรคและ
กําหนดขึ้นโดยศิลปนเจาของผลงาน และเจาของผลงาน จะตองลงนามรับรองผลงานช้ิน
บอกลาํ ดับทใี่ นการพิมพ เทคนคิ การพมิ พ
2.2 ภาพพมิ พจาํ ลองแบบ ( REPRODUCTIVE PRINT ) เปน ผลงานพมิ พทีส่ รางจากแมพ ิมพ หรือ
วิธีการพิมพวิธีอ่ืน ซึ่งไมใชวิธีการเดิมแตไดรูปแบบเหมือนเดิม บางกรณีอาจเปน
การละเมดิ ลิขสทิ ธผิ์ อู ่ืน
3. แบง ตามจาํ นวนครั้งท่พี ิมพ ได 2 ประเภท คือ
3.1 ภาพพิมพถาวร เปนภาพพิมพท่ีพิมพออกมาจากแมพิมพใด ๆ ที่ไดผลงานออกมามีลักษณะ
เหมอื นกนั ทกุ ประการ ตัง้ แต 2 ชิ้นขึ้นไป
3.2 ภาพพิมพครง้ั เดยี ว เปน ภาพพมิ พทพ่ี มิ พออกมาไดผลงานเพยี งภาพเดียว ถาพิมพอีกจะไดผลงาน
ทไ่ี มเ หมอื นเดิม
4. แบงตามประเภทของแมพ มิ พ ได 4 ประเภท คือ
4.1 แมพมิ พน นู เปนการพมิ พโดยใหส ตี ิดอยูบนผิวหนาที่ทําใหนูนขึ้นมาของแมพิมพ ภาพที่ไดเกิด
จากสีที่ติดอยูในสวนบนน้ัน แมพิมพนูนเปนแมพิมพท่ีทําข้ึนมาเปนประเภทแรก ภาพพิมพชนิดน้ี
ไดแ ก ภาพพมิ พแกะไม
4.2 แมพ ิมพรอ งลกึ เปน การพิมพโ ดยใหสีอยใู นรอ งทที่ าํ ใหลึกลงไปของแมพิมพโ ดยใชแผนโลหะทํา
เปน แมพมิ พ (แผน โลหะที่นิยมใชค ือแผน ทองแดง) และทําใหล ึกลงไปโดยใชนํา้ กรดกดั
แมพ มิ พรองลกึ น้ีพฒั นาขนึ้ โดย ชาวตะวนั ตก สามารถพิมพงาน ทม่ี คี วาม ละเอยี ด คมชัดสูง
สมัยกอนใชใ นการพมิ พ หนงั สือ พระคมั ภรี  แผนท่ี เอกสารตาง ๆ แสตมป ธนบัตร ปจจุบันใชในการ
พิมพงานท่ีเปน ศิลปะ และธนบัตร
4.3 แมพมิ พพืน้ ราบ เปน การพมิ พโ ดยใหส ตี ดิ อยบู นผวิ หนา ทรี่ าบเรียบของแมพ มิ พ โดยไมต อ งขุด
หรือแกะพน้ื ผิวลงไป แตใ ชสารเคมเี ขาชว ย ภาพพมิ พ ชนดิ นีไ้ ดแก ภาพพิมพหนิ การพมิ พอ อฟ
เซท ภาพพมิ พก ระดาษ ภาพพมิ พคร้งั เดยี ว

31

4.4 แมพิมพฉลุ เปนการพิมพโดยใหสีผานทะลุชองของแมพิมพลงไปสูผลงานท่ีอยูดานหลัง เปน
การพมิ พชนิดเดียวท่ไี ดร ูปทม่ี ดี านเดียวกนั กับแมพ ิมพ ไมก ลบั ซาย เปน ขวา ภาพพิมพชนิดน้ีไดแก ภาพ
พมิ พฉ ลุ ภาพพิมพตะแกรงไหม

ในอดตี ผคู นมกั จะหาวิชาความรไู ดจ ากในวดั เพราะวัดจะเปน ศนู ยก ลางของนักปราชญห รือผรู ู ใช
เปนสถานท่ใี นการเผยแพรวชิ าความรตู า งๆ จติ รกรรมฝาผนงั ทเ่ี ขยี นตามศาลา โบสถ วหิ ารก็เปนอีกส่ิง
หนง่ึ ทีเ่ ราจะหาความรใู นเรอ่ื งตาง ๆ ไดโ ดยเฉพาะทีเ่ กย่ี วกบั พทุ ธประวตั ิ ชาดก วรรณคดีและนิทาน
พน้ื บาน ซึง่ นอกจากจะไดค วามรใู นเรื่องศาสนา ประวตั ิศาสตร วรรณคดแี ลว เรายงั ไดอรรถรสแหงความ
สนุกสนานเพลดิ เพลินกบั ความสวยงามของภาพพิมพต าง ๆ เหลา นีอ้ ีกดว ย

ภาพพมิ พของไทย เมอ่ื หลายรอ ยปท ่ผี านมา

ภาพพิมพ

32

เรื่องท่ี 3 ความงามและคณุ คาของทศั นศิลปไทย

“ชีวิตสลาย อาณาจักรพินาศ ผลประโยชนของบุคคลมลายหายส้ินไป แตศิลปะเทานั้นท่ียังคง
เหลือ เปน พยานแหงความเปนอจั ฉรยิ ะของมนุษยอยูตลอดกาล”

ขอความขางตนนี้เปนความเห็นอันเฉียบคมของ ทานศาสตราจารยศิลป พีระศรี ผูกอตั้ง
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร แสดงใหเห็นวา งานศิลปะเปนสมบัติอันล้ําคาของมนุษยที่แสดงความเปนอัจฉริยะ
บงบอกถึงความเจริญทางดา นจิตใจ และสติปญ ญาอนั สงู กวา ซง่ึ มคี ุณคาตอ ชีวติ และสงั คมดงั น้ี
คณุ คา ในการยกระดบั จติ ใจ

คุณคาของศิลปะอยทู ่ีประโยชน ชวยขจัดความโฉด ความฉอฉลยกระดับวิญญาณความเปน
คนเหน็ แกต น บทกวีของเนาวรตั น พงษไพบูลย กวซี ไี รตข องไทย ไดใ หค วามสําคญั ของงานศลิ ปะในการ
ยกระดับวญิ ญาณความเปน คนกค็ ือ การยกระดบั จติ ใจของคนเราใหสงู ขนึ้ ดวยการไดช น่ื ชมความงาม และ
ความประณตี ละเอยี ดออ นของงานศิลปะ ตวั อยางเชน เมอื่ เราทาํ พรมอนั สวยงาม สะอาดมาปูเตม็ หอง ก็คง
ไมมใี ครกลานาํ รองเทา ท่เี ปอนโคลนมาเหยียบยํา่ ทําลายความงามของพรมไปจนหมดสิ้น ส่ิงท่ีมีคุณคามา
ชว ยยกระดับจติ ใจของคนเราใหมน่ั คงในความดงี ามกค็ ือ ความงามของศิลปะน่ันเองดงั นั้นเมื่อใดที่มนุษย
ไดช่ืนชมความงามของศิลปะเมื่อน้ันมนุษยก็จะมีจิตใจที่แชมช่ืน และละเอียดออนตามไปดวย เวนแต
บคุ คลผูน้นั จะมสี ตวิ ปิ ลาศ

นอกจากน้ีงานศิลปะบางชิ้นยังใหความงามและความรูสึกถึงความดีงาม และงาม
จริยธรรมอยางลึกซึง้ เปนการจรรโลงจติ ใจใหผดู ูเครง เครียดและเศราหมองของศิลปนผูสรางสรรคและผู
ชน่ื ชมไดเ ปนอยางดี ดังนั้นจึงมีการสงเสริมใหเด็กสรางงานศิลปะ เพ่ือผอนคลายความเครงเครียด และ
พัฒนาสุขภาพจิต ซ่งึ เปน จุดเริ่มตน ของพัฒนาการตา ง ๆ อยางสมบูรณ

ความรสู ึกทางความงามของมนุษยมีขอบเขตกวางขวางและแตกตางกันออกไปตามทัศนะ
ของแตละบุคคล เราอาจรวมลกั ษณะเดนของความงามได ดังนี้

1. ความงามเปน สิง่ ท่ปี รากฏขึน้ ในจติ มนษุ ย แมเพียงชว่ั ระยะเวลาหนงึ่ แตจ ะกอใหเกิดความป
ตยิ ินดี และฝง ใจจาํ ไปอกี นาน เชน การไดม โี อกาสไปเทย่ี วชมสถานทต่ี าง ๆ ทมี่ ีธรรมชาตแิ ละศลิ ปกรรมท่ี
สวยสดงดงาม เราจะจาํ และระลึกถงึ ดว ยความปติสุข บางคร้ังเราอยากจะใหผูอืน่ รับรูดวย

2. ความงามทาํ ใหเราเกิดความเพลิดเพลิน หลงใหลไปกับรูปราง รูปทรง สีสัน จนลืมบาง
ส่งิ บางอยางไป เชน ผลไมแกะสลกั ความงามของลวดลาย ความละเอยี ดออน อยากเกบ็ รกั ษาไวจนลมื ไป
วา ผลไมน ้นั มไี วสาํ หรับรบั ประทานมิใชมไี วด ู

3. สิ่งส่ิงหน่ึงเปนไดทั้งสิ่งท่ีสวยงาม และไมงาม ไปจนถึงนาเกลียด อัปลักษณ แตถาไดรับ
การยกยอ งวาเปน สิ่งมีคา มคี วามงามจะตรงกนั ขามกบั สง่ิ อัปลกั ษณท นั ที

33

4. ความงามไมมีมาตราสว นใดมาช่งั ตวง วดั ใหแ นนอนได ทําใหเราไมส ามารถกาํ หนดได
วาส่งิ นนั้ ส่งิ น้ีมคี วามงามเทา ใด

5. ความงามของสิ่งท่มี นษุ ยสรา งขนึ้ เปนผลมาจากความคดิ ทกั ษะฝม ือ หรือภมู ิปญ ญาของ
มนษุ ย แตเ มอ่ื สรา งเปนวตั ถุสง่ิ ของ ตา ง ๆ แลว กลบั เปนความงามของส่งิ นนั้ ไป เชน ความงามของผา
ความงามของรถยนต เปนตน

การรบั รคู าความงาม ความงามเปน เรื่องที่มคี วามสาํ คญั เพิ่มข้นึ ตามลําดับ มนุษยร ับรคู า ความ
งามใน 3 กลุม คอื

1. กลุมที่เห็นวามนุษยรับรูคาความงามไดเพราะส่ิงตาง ๆ มีความงามอยูในตัวเอง เปน
คณุ สมบัติของวัตถุปรากฏออกมาเปนรูปราง รูปทรงสีสัน การอธิบายถึงความงามของงานทัศนศิลปจะ
ไดผลนอยกวา การพาไปใหเหน็ ของจรงิ แสดงใหเ ห็นวาความงามมีอยใู นตวั วัตถุ

2. กลุมทีเ่ หน็ วา มนษุ ยรับรูคา ความงามไดเ พราะจิตของเราคดิ และรูสึกไปเอง โดยกลุม น้เี ห็นวา
ถาความงามมีอยูในวตั ถจุ ริงแตละบคุ คลยอมเห็นความงามน้นั เทากนั แตเนื่องจากความงามของวัตถุที่แต
ละบุคคลเหน็ แตกตา งกนั ออกไปจงึ แสดงวาความงามข้นึ อยกู ับอารมณแ ละความรูสึกของแตละบคุ คล

3. กลุมที่เห็นวามนุษยร บั รูคาความงามไดเพราะเปน สภาวะที่เหมาะสมระหวางวัตถกุ ับจติ กลมุ
นี้เหน็ วา การรบั รคู าความงามน้นั มใิ ชอ ยา งใดอยางหนงึ่ แตเปน สภาวะท่ีสมั พนั ธกันระหวางมนุษยกับวัตถุ
การรับรูท ส่ี มบรู ณตอ งประกอบดว ยวัตถทุ มี่ ีความงาม ความเดน ชัดและผรู บั รตู อ งมีอารมณและความรูสึก
ทีด่ ี พรอ มที่จะรบั รสคณุ คา แหงความงามน้นั ดว ย

จะเห็นไดวาศิลปกรรมหรือทัศนศิลปเปนส่ิงท่ีมนุษยสรางข้ึนจึงมีการขัดเกลาตกแตงให
สวยงามเปน วตั ถุสนุ ทรีย เปนสิง่ ทมี่ คี วามงาม ผูดรู ับรคู า ความงามไดในระดับพนื้ ๆ ใกลเคียงกนั เชน เปน
ภาพเขียน ภาพปนแกะสลัก หรือเปนสิ่งกอสรางที่สวยงาม แตการรับรูในระดับท่ีลึกลงไปถึงขั้นชอบ
ประทบั ใจ หรือชืน่ ชมนั้น เปน เรอื่ งของแตล ะบคุ คล

การรับรูคณุ คาทางศลิ ปะ มีหลายกระบวนการ ดงั น้ี
1. ส่งิ สุนทรีย หมายถงึ งานทัศนศิลปท ่เี กิดจากศิลปน ท่ตี ง้ั ใจสรา งงานอยางจรงิ จัง มกี าร

พฒั นางานตามลําดับ ประณีตเรยี บรอ ย ทง้ั ในผลงาน กรอบ และการติดตั้งทท่ี ําใหงานเดน ชัด
2. อารมณรว ม หมายถงึ สิ่งสุนทรียน ้ันมีความงามของเนื้อหาเรอื่ งราว รปู ราง - รูปทรง สสี นั ที่

สามารถทาํ ใหผ ดู สู นใจ เพลิดเพลินไปกบั ความงามของผลงานนนั้ มีอารมณรว มหรอื
คลอ ยตาม เชน เม่ือเหน็ งานทัศนศลิ ปแ ลวเกิดความรูสึกประทบั ใจและหยุดดอู ยรู ะยะหนง่ึ เปน ตน

3. กาํ หนดจิต เปนขนั้ ตอ เนือ่ งจากการมอี ารมณร ว ม กลา วคอื ในขณะที่เกดิ อารมณรว ม
เพลดิ เพลนิ ไปกับงานทศั นศลิ ป ผดู สู วนใหญจะอยูในระดับท่ีเห็นวาสวยก็พอใจแลว แตถามีการกําหนด
จิตใหหลุดออกจากอารมณรวมเหลา น้นั วา เรากาํ ลงั ดูงานทศั นศิลปท ่ีสรางสรรคอยางตัง้ ใจ จรงิ ใจ แตละจดุ

34

ของผลงานแสดงถึงทกั ษะฝมอื ของศิลปน จติ ของเราจะกลับมาและเริ่มดูในสวนรายละเอียดตาง ๆ ทําให
ไดร สชาติของความงามทแ่ี ปลกออกไป

กระบวนการท้ัง 3 ขน้ั ตอนขางตนยกตัวอยางใหเขาใจงายยิ่งข้ึนก็คือ พระอุโบสถวัดเบญจม
บพธิ ออกแบบโดยเจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ อัจฉรยิ ะศิลปน ของไทย เปนสถาปตยกรรมท่ีสราง
ขน้ึ เพ่ืออทุ ิศใหแ กพระพุทธศาสนา การกอสรางจึงเต็มไปดวยความประณีตบรรจง เปนส่ิงสุนทรีย เปนท่ี
เชิดหนา ชูตาของเมอื งไทยแหง หน่ึงท่ีชาวไทยและชาวตา งประเทศมาเที่ยวชมอยูตลอดเวลาดวยความงาม
ของสถาปตยกรรมและบรรยากาศท่ีรมร่ืน ทําใหแขกผูมาเยือนเกิดความเพลิดเพลิน ประทับใจ และใช
เวลาผอนคลายอิริยาบถอยูนานพอสมควร ผูมาเยือนบางคนฉุกคิดไดวาขณะนี้กําลังอยูตอหนา
สถาปต ยกรรมทง่ี ดงามและมีชอ่ื เสียง ควรจะดูอยางพินจิ พเิ คราะห ดใู หล ะเอียดทีละสวน ซ่ึงออกแบบได
กลมกลนื ทงั้ รูปรางและวัสดุซ่งึ ทําดว ยหินออ นท่ีสวยงามแปลกไปกวา โบสถแหงอื่น กลุมคนท่ีกําหนดจิต
ในสวนใหญจะเปน ผทู ่ีมรี สนยิ มหรือมีพื้นฐานทางศิลปะพอสมควร

เร่อื งท่ี 4 การนาํ ความงามของธรรมชาตมิ าสรางสรรคผลงาน

5

ความคิดสรา งสรรค เปน ส่งิ ท่เี กดิ จากความคดิ สรา งสรรค เปน การดาํ เนินการในลักษณะตาง ๆ

7B

เพ่ือใหเ กิดสง่ิ แปลกใหมท่ีไมเคยปรากฏมากอน สงิ่ ทมี่ ชี วี ิตเทา น้ันท่จี ะมีความคดิ อยางสรา งสรรคได
ความคดิ สรา งสรรคเปน ความคดิ ระดบั สูง เปน ความสามารถทางสติปญ ญาแบบหนึ่ง ทจี่ ะคิดไดห ลาย
ทิศทาง หลากหลายรูปแบบโดยไมมขี อบเขต นําไปสกู ระบวนการคิดเพ่ือสรา งสง่ิ แปลกใหม หรือเพื่อการ
พัฒนาของเดมิ ใหด ขี น้ึ ทําใหเ กดิ ผลงานทีม่ ลี ักษณะเฉพาะตนเปน ตวั ของ ตัวเอง อาจกลาวไดว า มนษุ ยเ ปน
ส่ิงมีชวี ิตเพยี งชนดิ เดียวในโลก ที่มคี วามคดิ สรา งสรรค เนอ่ื งจากตงั้ แตใ นอดีตทผี่ า นมา มแี ตมนษุ ยเทา นน้ั
ที่สามารถสรา งสิ่งใหม ๆ ขนึ้ มาเพ่ือใชป ระกอบในการดาํ รงชวี ิต และสามารถพฒั นาสิง่ ตาง ๆใหดีข้ึน

35

กวา เดมิ รวมถึงมคี วามสามารถในการพัฒนาตน พัฒนาสงั คม พัฒนาประเทศ และรวมถงึ พัฒนาโลกทเ่ี รา
อยูใหมลี กั ษณะที่เหมาะสมกบั มนษุ ยมากทส่ี ดุ ในขณะทส่ี ตั วชนิดตาง ๆ ทมี่ ีววิ ัฒนาการมาเชนเดียวกบั เรา
ยงั คงมีชีวิตความเปน อยูแบบเดิมอยา งไมมกี ารเปลย่ี นแปลง มากกวา ครึ่งหน่งึ ของการพบท่ีย่ิงใหญข อง
โลกไดถูกกระทาํ ข้นึ มาโดยผาน "การคน พบโดยบังเอญิ " หรอื การคน พบบางส่งิ ขณะทก่ี าํ ลงั คน หาบางส่งิ
อยู การพัฒนาความคิดสรา งสรรคข องมนษุ ยจะทําให เกดิ การเปลีย่ นแปลง การสรา งสรรคอาจไม
จาํ เปนตอ งย่งิ ใหญถ ึงขนาดการพฒั นาบางส่ิงขนึ้ มาใหก ับโลก แตม อี าจเกย่ี วขอ งกับพฒั นาการบางอยา งให
ใหมข้นึ มา อาจเปน สง่ิ เลก็ ๆ นอ ย ๆ เพ่ือตัวของเราเอง เมอื่ เราเปล่ียนแปลงตวั เราเอง เราจะพบวาโลกก็
จะเปลี่ยนแปลงไปพรอมกบั เรา และในวถิ แี หง การเปลย่ี นแปลงทีเ่ ราไดมีประสบการณก บั โลกความคดิ
สรางสรรคจึงมีความหมายที่คอนขางกวางและสามารถนําไปใชประโยชนกับการผลิต การสรางสรรค

8B

สง่ิ ประดิษฐใหม ๆ กระบวนการวธิ ีการท่ีคดิ คน ขึน้ มาใหม คาดหวังวา ความคิดสรางสรรคจะชวยใหการ
ดําเนนิ ชีวิตและสังคมของเราดีขึน้ เราจะมคี วามสุข มากขึ้น โดยผานกระบวนการทีไ่ ดป รบั ปรุงข้นึ มาใหม
นท้ี ้ังในดา นปรมิ าณและคณุ ภาพ

การนาํ ธรรมชาติมาสรางสรรคผลงาน

จดุ มง หมายของการคิดสรางสรรค

งานศลิ ปะโดยเฉพาะงานศลิ ปะสมยั ปจจบุ นั ศิลปน จะสรางสรรคง านศลิ ปะในรปู แบบที่หลากหลายมาก
ขน้ึ ทาํ ใหม ขี อบขา ยกวางขวางมาก แตไมว าจะเปน ไปในลกั ษณะใดกต็ าม งานศลิ ปะทกุ ประเภท จะให
คณุ คาทตี่ อบสนองตอ มนษุ ย ในดา นท่ีเปนผลงานการแสดงออกของอารมณ ความรสู กึ และความคดิ เปน
การสอ่ื ถงึ เรือ่ งราวท่ีสําคัญ หรือเหตกุ ารณท ่ปี ระทบั ใจ เปน การตอบสนองตอ ความพึงพอใจ ทัง้ ทางดาน
จติ ใจและความสะดวกสบายดา นประโยชนใชส อยของศลิ ปวัตถุ

36

องคประกอบของการสรางสรรคงานศลิ ปะ

การสรางสรรคจะประสบความสําเร็จเปนผลงานได นอกจาก
ตองอาศัยความคดิ สรา งสรรค เปนตัวกาํ หนดแนวทางและรูปแบบแลว
ยังตองอาศัยความสามารถทีย่ อดเย่ยี มของศิลปน ซ่ึงเปนความสามารถ
เฉพาะตน เปน ความชาํ นาญท่เี กิดจากการฝกฝน และความพยายามอัน
นา ทึ่ง เพราะฝมืออนั เยย่ี มยอด จะสามารถสรา งสรรคผ ลงานที่มีความ
งาม อนั เยีย่ มยอดได นอกจากนีย้ ังตองอาศยั วัสดุ อุปกรณต า ง ๆ มาใช
ในการสรางสรรคเ ชน กัน วสั ดุอุปกรณใ นการสรา งสรรค แบง ออกเปน
วตั ถุดิบทีใ่ ชเ ปนสือ่ ในการแสดงออก และเคร่ืองมอื ท่ีใชสรางสรรคให
เกิดผลงานตามความชํานาญของศิลปนแตละคน แนวทางในการ
สรา งสรรคง านศลิ ปะของศลิ ปน แตละคน อาจมีทม่ี าจากแนวทางที่ตา งกัน บางคนไดร ับแรงบันดาลใจจาก
ความงาม ความคดิ ความรูสึก ความประทับใจ แตบางคนอาจสรางสรรคงานศิลปะเพื่อแสดงออกถึง
ฝมืออนั เยี่ยมยอดของตนเอง เพื่อประกาศความเปน เลิศอยางไมมีท่ีเปรียบปานโดยไมเนนที่เนื้อหาของ
งาน และบางคนอาจสรางสรรคงานศิลปะจากการใชวัสดุที่สนใจ โดยไมเนนรูปแบบและแนวคิดใด ๆ
เลยก็ได

เรื่องท่ี 5 ความคดิ สรางสรรค ในการนําเอาวัสดแุ ละสง่ิ ของตาง ๆ
มาตกแตงรา งกายและสถานที่

ความคิดสรางสรรค คือ กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคิดไดหลากหลาย
และแปลกใหมจากเดิม โดยสามารถนําไปประยุกตทฤษฎี หรือหลักการไดอยางรอบคอบและมีความ
ถูกตอง จนนําไปสูการคิดคนและสรางส่ิงประดิษฐที่แปลกใหมหรือรูปแบบความคิดใหม นอกจาก

37

ลักษณะการคิดสรางสรรคดังกลาวนี้แลว ยังมีความสามารถมองความคิดสรางสรรคไดหลากหลาย ซึ่ง
อาจจะมองในแงท ่เี ปน กระบวนการคิดมากกวา เนอ้ื หาการคิด โดยท่ีสามารถใชล กั ษณะการคิดสรางสรรค
ในมติ ทิ กี่ วางขึ้น เชนการมีความคิดสรางสรรคในการทาํ งาน การเรียน หรือกิจกรรมที่ตองอาศัยความคิด
สรา งสรรคดวย อยา งเชน การทดลองทางวิทยาศาสตร หรือการเลนกีฬาท่ีตองสรางสรรครูปแบบเกมให
หลากหลายไมซ ํา้ แบบเดิม เพื่อไมใ หคตู อสรู ูทนั เปน ตน ซ่ึงอาจกลาวไดวาเปนลักษณะการคิดสรางสรรค
ในเชิงวิชาการ แตอยางไรก็ตาม ลักษณะการคิดสรางสรรคตาง ๆ ท่ีกลาวนั้นตางก็อยูบนพื้นฐานของ
ความคดิ สรา งสรรค โดยทบ่ี คุ คลสามารถเช่ือมโยงนาํ ไปใชในชวี ิตประจําวันไดดี

ในการสอนของอาจารยเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค ควรจัดการเรียนการสอนที่ใชวิธีการที่
เหมาะสม ดังนี้

1. การสอน หมายถงึ การสอนเกี่ยวกับการคดิ เห็นในลักษณะความคิดเห็นท่ีขัดแยงในตัวมันเอง
ความคดิ เหน็ ซงึ่ คา นกับสามญั สาํ นกึ ความจรงิ ท่ีสามารถเชื่อถือหรืออธิบายได ความเห็นหรือความเชื่อที่
ฝง ใจมานาน ซง่ึ การคดิ ในลกั ษณะดงั กลาว นอกจากจะเปนวิธีการฝกประเมินคาระหวางขอมูลท่ีแทจริง
แลว ยังชวยใหคิดในสิ่งท่ีแตกตางไปจากรูปแบบเดิมท่ีเคยมี เปนการฝกมองในรูปแบบเดิมใหแตกตาง
ออกไป และเปนสงเสริมความคิดเห็นไมใหคลอยตามกัน (Non – Conformity) โดยปราศจากเหตุผล
ดงั นน้ั ในการสอนอาจารยจ ึงควรกาํ หนดใหน กั ศึกษารวบรวมขอคิดเห็นหรือคาํ ถาม แลวใหน กั ศกึ ษาแสดง
ทกั ษะดวยการอภิปรายโตว าที หรอื แสดงความคิดเห็นในกลุม ยอ ยกไ็ ด

2. การพจิ ารณาลักษณะ หมายถึง การสอนใหนักศึกษา คิดพิจารณาลักษณะตาง ๆ ท่ีปรากฏอยู
ท้ังของมนุษย สัตว สิ่งของ ในลักษณะที่แปลกแตกตางไปกวาท่ีเคยคิด รวมทงั้ ในลกั ษณะทค่ี าดไมถึง

3. การเปรยี บเทยี บอปุ มาอุปมยั หมายถึง การเปรยี บเทียบสงิ่ ของหรือสถานการณที่คลายคลึงกัน
แตกตางกนั หรือตรงกนั ขามกนั อาจเปนคําเปรยี บเทยี บ คาํ พังเพย สุภาษติ

4. การบอกส่งิ ทีค่ ลาดเคล่ือนไปจากความเปนจริง หมายถึง การแสดงความคิดเห็น บงชี้ถึงส่ิงที่
คลาดเคลื่อนจากความจริง ผดิ ปกตไิ ปจากธรรมดาท่วั ไป หรอื สง่ิ ท่ียังไมส มบรู ณ

5. การใชคาํ ถามยัว่ ยุและกระตนุ ใหตอบ หมายถึงการต้ังคาํ ถามแบบปลายเปดและใชคําถามที่ย่ัวยุ
เรา ความรูส ึกใหชวนคิดคน ควา เพือ่ ความหมายทล่ี กึ ซึง้ สมบูรณท ีส่ ดุ เทาทีจ่ ะเปน ได

6. การเปลี่ยนแปลง หมายถึง การฝกใหคิดถึงการเปล่ียนแปลงดัดแปลงการปรับปรุงสิ่งตาง ๆ
ทคี่ งสภาพมาเปนเวลานานใหเปนไปในรูปอื่น และเปดโอกาสใหเปลี่ยนแปลงดวยวิธีการตาง ๆ อยาง
อสิ ระ

7. การเปล่ียนแปลงความเชื่อ หมายถึง การฝกใหนักศึกษาเปนคนมีความยืดหยุน ยอมรับความ
เปล่ียนแปลง คลายความยึดมน่ั ตาง ๆ เพ่อื ปรบั ตนเขา กับสภาพแวดลอ มใหม ๆ ไดดี

8. การสรางส่ิงใหมจากโครงสรางเดิม หมายถึง การฝกใหนักศึกษารูจักสรางส่ิงใหม กฎเกณฑ
ใหม คว า ม คิด ใ หม โ ด ยอา ศั ย โค ร ง สร า ง เดิ ม หรือก ฎ เก ณ ฑ เดิม ท่ี เคย มี แต พ ย าย า ม คิ ด
พลกิ แพลงใหต า งไปจากเดิม

38

9. ทกั ษะการคนควา หาขอมลู หมายถึง การฝกเพอ่ื ใหนักศึกษารูจักหาขอ มลู
10. การคน หาคาํ ตอบคาํ ถามทีก่ าํ กวมไมชดั เจน เปนการฝก ใหน กั ศึกษามคี วามอดทนและพยายามท่ี
จะคนควา หาคาํ ตอบตอ ปญหาท่กี ํากวม สามารถตคี วามไดเปนสองนยั ลกึ ลับ รวมทง้ั ทา ทายความคดิ
11. การแสดงออกจากการหยัง่ รู เปนการฝกใหร ูจักการแสดงความรูสึก และความคิดท่ีเกิดจาก
ส่งิ เรา กบั อวัยวะสมั ผัสทง้ั หา
12. การพัฒนาตน หมายถึง การฝกใหรูจักพิจารณาศึกษาดูความ ลมเหลว ซ่ึงอาจเกิดข้ึนโดย
ต้ังใจหรอื ไมตงั้ ใจ แลว หาประโยชนจากความผิดพลาดนั้นหรือขอบกพรองของตนเองและผูอื่น ทั้งนี้ใช
ความผดิ พลาดเปน บทเรียนนําไปสคู วามสาํ เรจ็
13. ลกั ษณะบคุ คลและกระบวนการคิดสรางสรรค หมายถงึ การศกึ ษาประวัติบุคคลสําคัญทั้งใน
แงลักษณะพฤตกิ รรมและกระบวนการคิดตลอดจนวิธีการ และประสบการณข องบุคคลนัน้
14. การประเมินสถานการณ หมายถึง การฝกใหหาคําตอบโดยคํานึงถึงผลที่เกิดข้ึนและ
ความหมายเกีย่ วเน่ืองกนั ดว ยการตัง้ คาํ ถามวา ถา สิง่ เกิดขึน้ แลวจะเกดิ ผลอยา งไร
15. พัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค หมายถึง การฝกใหรูจักคิดแสดงความคิดเห็น ควร
สง เสริมและใหโอกาสนกั ศึกษาไดแ สดงความคดิ เห็นและความรูสึกตอเร่ืองที่อานมากกวาจะมุงทบทวน
ขอตา ง ๆ ที่จําไดหรอื เขาใจ
16. การพฒั นาการฟงอยา งสรา งสรรค หมายถึง การฝก ใหเ กิดความรูส ึกนกึ คดิ ในขณะทฟี่ ง อาจ
เปนการฟง บทความ เร่อื งราวหรือดนตรี เพือ่ เปน การศกึ ษาขอมลู ความรู ซ่ึงโยงไปหาสิ่งอืน่ ๆ ตอ ไป
17. พัฒนาการเขียนอยางสรางสรรค หมายถึง การฝกใหแสดงความคิด ความรูสึก การ
จินตนาการผา นการเขียนบรรยายหรอื พรรณนาใหเ หน็ ภาพชดั เจน
18. ทักษะการมองภาพในมติ ิตาง ๆ หมายถงึ การฝกใหแสดงความรูสึกนึกคิดจากภาพในแงมุม
แปลกใหม ไมซ าํ้ เดิม

ศลิ ปะกับการตกแตงทอี่ ยูอาศยั

มนษุ ยเปน สตั วสังคมทตี่ อ งการสถานที่ปกปอง คุมครองจากสิ่งแวดลอมรอบกาย ไมวามนุษย
จะอยแู หง ใด สถานทอี่ ยา งไร ทอ่ี ยูอ าศยั จะสรางขน้ึ เพอ่ื ปองกนั ภยั อันตรายจากส่ิงแวดลอมภายนอก ที่อยู
อาศยั เปน หนึง่ ในปจจัยทมี่ คี วามสําคัญและจําเปนสาํ หรบั การดาํ รงชวี ติ ของมนุษย มนุษยจึงมีการพัฒนาที่
อยอู าศยั เพ่ือสนองความตอ งการและความพอใจของแตละบคุ คล มนษุ ยทุกคนมีการพฒั นาการในชีวติ ของ
ตนเอง มนุษยจึงนาํ พฒั นาการเหลานี้มาใชใหเปนประโยชน การพัฒนาท่ีอยูอาศัยจึงเปนหน่ึงในปจจัยท่ี
สําคัญสําหรับมนุษยที่อยูอาศัยในปจจุบันถูกพัฒนาใหทันสมัยกวา ในอดีตเนื่องจากตองปรับปรุงให
เหมาะสมกับสภาพการณและส่ิงแวดลอมของโลกท่ีเปลี่ยนแปลง แตในการปรับปรุงน้ัน ควรคํานึงถึง
สภาพทางภมู ิศาสตร และวัฒนธรรมทองถิ่นควบคกู นั ไป การพัฒนาท่อี ยูอาศยั นั้นจึงจะเหมาะสมและ
สนองความตอ งการอยางแทจ ริง

39

ที่อยูอาศัยโดยเฉพาะบานในปจจุบัน จะมีรูปแบบที่เรียบงายใกลชิดธรรมชาติและคํานึงถึง
ประโยชนใชสอยเปน หลกั และเนนในเรื่องเทคโนโลยตี า ง ๆ เพิ่มมากขึน้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงตาม
รสนิยมการบริโภค นอกจากน้ใี นการจัดตกแตงภายในจะมีการผสมผสานการตกแตงแบบตะวันตกและ
ตะวันออกเขา ดวยกัน ทาํ ใหเ กิดผลงานการตกแตงในรปู แบบที่ใชง านไดสะดวก ตามรูปแบบตะวันตก
ปจ จยั อีกประการหนึ่งในการจดั ตกแตง ภายในบา นคือการนําหลักการทางศิลปะมาผสมผสานเขากับการ
ตกแตง เพ่อื ใหการดาํ รงชวี ติ ภายในบานสะดวกทง้ั กายและใจ และแสดงออกถึงความงดงาม และมีรสนิยม
ของผเู ปน เจา ของบา น องคประกอบทางศิลปะจงึ ถกู นาํ มาเกย่ี วของ องคประกอบทางศิลปะท่ีนํามาใชใน
การจดั แตงแตง ท่ีอยอู าศยั ไดแก
1. ขนาดและสดั สว นนาํ มาใชในการจัดทอ่ี ยูอาศยั ไดแ ก

1.1 ขนาดของหอง ในการกําหนดขนาดของหองตาง ๆจะขึ้นอยกู บั กจิ กรรมท่ีทําหากเปน หอ งที่
ใชกิจกรรมมาก เชน หองอาหาร หองครัว หรือหองรับแขก ควรกําหนดขนาดของหองใหมีพ้ืนที่รองรับ
กจิ กรรมน้นั ๆ ใหเ หมาะสม ไมเลก็ จนเกนิ ไป เพราะจะทาํ ใหคบั แคบและไมสะดวกตอการทาํ กิจกรรม

1.2 จํานวนของสมาชกิ ในครอบครัว ในการกาํ หนดขนาดของหองตาง ๆ ควรคาํ นึงถงึ จาํ นวน
ของสมาชิกวา มมี ากนอ ยเพียงใด เพื่อจะไดก ําหนดขนาดของหองใหเหมาะสมกับสมาชกิ

1.3 เคร่อื งเรอื น ในการกําหนดขนาดของเครอื่ งเรอื น ควรกําหนดใหม ขี นาดพอดกี บั หองและ
สมาชิก หรือขนาดพอเหมาะกบั สมาชกิ ไมส งู หรอื เตี้ยจนใชงานไมสะดวก ในการออกแบบ
เครือ่ งเรือน หรือจัดพ้ืนทภี่ ายในบา นจะมีเกณฑมาตรฐานทใ่ี ชกนั โดยทวั่ ไป ดงั น้ี

หองรบั แขก

-โซฟา ขนาด 0.05 x 0.6 เมตร สงู 0.38 – 0.40 เมตร

หอ งอาหาร

- โตะ อาหารมหี ลายแบบไดแกขนาด 0.75 x 1.00 เมตร จนถงึ 1.10 x 2.40 เมตร

หองครัว

- ควรมีขนาด 0.50 x 0.55 เมตร สูง 0.80 x 0.90 เมตร ความยาวขน้ึ อยูกับหอ ง

40

หอ งนํา้
- ควรมีขนาด 2.00 – 3.00 เมตร ซึ่งแลวแตขนาดของหอง สวนสุขภัณฑในหองจะมีขนาด
มาตรฐานโดยทว่ั ไป
หองนอน

- เตยี งนอนเดย่ี ว มีขนาด 0.90-1.0 x 2.00 เมตร สงู 0.50 เมตร เตยี งนอนคู มขี นาด
1.80 x 2.00 เมตร สงู 0.40 - 0.50 เมตร ตเู สอ้ื ผา ขนาด 0.50 – 0.80 x 2.50 เมตร

2. ความกลมกลืน (Harmony) ความกลมกลืนของศิลปะท่ีนํามา ใชในการจัดตกแตงที่อยูไดแก
2.1 ความกลมกลนื ของการตกแตงท่ีอยูอาศยั การนําธรรมชาติมาผสมผสานในการตกแตง จะทําให

เกิดความสมั พนั ธทงี่ ดงามการใชต น ไมตกแตง ภายในอาคารจะทาํ ใหเกิดบรรยากาศทร่ี ม รื่น เบิกบานและ
เปน ธรรมชาติ

2.2 ความกลมกลืนของเคร่ืองเรอื นในการตกแตงภายในการเลือกเครื่องเรือนเคร่ืองใชที่เหมาะสม
และสอดคลอ งกับการใชส อย จะทาํ ใหเ กดิ ความสัมพนั ธใ นการใชงาน การเลือกวัสดุท่ีใชประกอบเคร่ือง
เรือนภายในครวั ควรเปนวัสดุทีแ่ ข็งแรง ทนทาน ทนรอนและทนรอยขูดขีดไดดี เชน ฟอรไมกา แกรนิต
หรอื กระเบือ้ งเคลือบตาง ๆ

2.3 ความกลมกลืนของสี ในการตกแตง ซง่ึ ตองใชดวยความระมดั ระวังเพราะหากใชไมถ กู ตอ งแลว
จะทําใหค วามกลมกลืนกลายเปน ความขดั แยง การใชส กี ลมกลนื ภายในอาคาร ควรคํานึงถึงวัตถุประสงค
ของหอ งผูใช เคร่ืองเรือนและการตกแตง การใชสีกลมกลืนควรใชวิจารณญาณ เลือกสีใหเหมาะสมกับ
วตั ถปุ ระสงคข องการใช
3. การตัดกนั

ในการตัดกันโดยท่ัวไปของการจดั ตกแตง ทีอ่ ยูอ าศยั นยิ มทาํ ในรปู แบบของการขัดกันในการใชเคร่ือง
เรือนในการตกแตง เพอื่ สรางจุดเดนหรอื จุดสนใจในการตกแตงไมใหเกดิ ความกลมกลืนมากเกินไป การ
ออกแบบเครือ่ งเรือนแบบรวมสมัย จึงไดรับความนิยม เนื่องจากสรางความโดดเดนของการตกแตงได
เปนอยา งดี
4. เอกภาพ

ในการตกแตงสงิ่ ตาง ๆ หากขาดเอกภาพงานท่สี าํ เรจ็ จะขาดความสมบรู ณใ นการตกแตง ภายใน การ
รวมกลุม กิจกรรมเขา ดว ยกัน การรวมพนื้ ท่ีในหองตาง ๆ ใหเ หมาะสมกับกจิ กรรมจงึ เปนการใชเอกภาพใน
การจดั พนื้ ทท่ี ีช่ ดั เจน การจดั เอกภาพของเคร่อื งเรอื นเครอื่ งใชก ็เปน ส่งิ สาํ คัญ หากเคร่ืองเรอื นจดั ไมเ ปน
ระเบียบยอมทาํ ใหผ ูอ าศยั ขาดการใชส อยทดี่ ีและขาดประสิทธภิ าพในการทํางาน

41

5. การซ้าํ
การซํ้าและจงั หวะเปนสง่ิ ท่สี มั พันธก นั การซาํ้ สามารถนาํ มาใชใ นงานตกแตงไดหลายประเภทเพราะ

การซา้ํ ทาํ ใหเ กดิ ความสอดคลองของการออกแบบการออกแบบตกแตง ภายในการซ้ําอาจนํามาใชในเรื่อง
สายตา เชน การปูกระเบื้องปูพ้ืนท่ีเปน ลวดลายตอเนอ่ื ง หรอื การติดภาพประดับผนงั ถึงแมก ารซ้ําจะทําให
งานสอดคลอง หรอื ตอ เนื่อง แตก็ไมค วรใชใ นปรมิ าณทีม่ ากเพราะจะทาํ ใหด ูสบั สน

6. จงั หวะ
การจัดจังหวะของที่อยูอาศัยทําไดหลายลักษณะ เชน การวางผังบริเวณหรือการจัดแปลนบานใหมี

ลกั ษณะที่เชือ่ มพน้ื ที่ตอ เนือ่ งกันเปนระยะ หรอื จงั หวะ นอกจากน้ีการจดั พนื้ ท่ใี ชสอยภายในอาคารนบั เปน
สง่ิ สําคญั เพราะจะทําใหเ กิดระเบียบและสะดวกตอการทาํ งาน และทาํ ใหการทาํ งาน และทําใหการทํางาน
มปี ระสิทธภิ าพยิง่ ขนึ้ การจัดพื้นทใี่ ชสอยภายในอาคารที่นิยมไดแก การจัดพื้นที่การทํางานของหองครัว
โดยแบงพ้นื ทีก่ ารทํางานใหเ ปนจงั หวะตอเนอื่ งกนั ไดแก พื้นที่ของการเกบ็ การปรงุ อาหาร การลาง การ
ทําอาหาร และการเสริ ฟอาหาร เปน ตน

7. การเนน ศิลปะของการเนน ทน่ี าํ มาใชในท่ีอยอู าศยั ไดแก
7.1 การเนน ดว ยสี ไดแ ก การตกแตง ภายในหรือภายนอกอาคารดวยการใชสีตกแตงท่ีกลมกลืน

หรอื โดดเดน เพอ่ื ใหสะดดุ ตาหรอื สดชน่ื สบายตา ซ่ึงขนึ้ อยูกบั วัตถปุ ระสงคของการจัดนนั้
7.2 การเนนดวยแสง ไดแก การใชแสงสวางเนนความงามของการตกแตง และเครื่องเรือน

ภายในบา นใหดูโดดเดน การใชโคมไฟหรอื แสงสวางตาง ๆ สามารถสรางความงามและใหบรรยากาศที่
สดชื่น หรือสุนทรียไดอยางดี ในการใชแสงไฟควรคํานึงถึงรูปแบบของโคมไฟ ที่ถูกตองและ
เหมาะสมกับขนาดและสถานท่ี ตลอดจนความกลมกลนื ของโคมไฟและขนาดของหอง

7.3 เนนดว ยการตกแตง ไดแก การใชวสั ดุ เครอ่ื งเรอื น เครื่องใชหรือของตกแตงตาง ๆ ตกแตง
ใหส อดคลอ งสวยงามเหมาะสมกับรูปแบบและสถานท่ตี กแตง น้นั ๆ
8. ความสมดุล

การใชค วามสมดุลในการจดั อาศยั ไดแก จดั ตกแตง เครือ่ งเรอื น หรือวัสดุตาง ๆ ใหม คี วามสมดุลตอ การ
ใชงาน หรือเหมาะสมกับสถานท่ี เชน การกาํ หนดพ้นื ทใ่ี ชสอยทส่ี ะดวกตอ การทํางาน หรือการจัดทิศทาง
ของเครือ่ งเรือนใหเ หมาะสมกบั สภาพแวดลอ ม และการทํางาน โดยเฉล่ยี กิจกรรมใหเหมาะสมและสมดุล

42

9. สี
สีมคี วามสมั พันธกับงานศิลปะ และการตกแตงสถานที่ เพราะสีมีผลตอสภาพจิตใจและอารมณของ

มนุษย สีใหผูอยูอาศัยอยูอยางมีความสุข เบิกบานและรื่นรมย ดังน้ันสีจึงเปนปจจัยสําคัญของการจัด
ตกแตง ท่อี ยูอ าศัยในการใชส ตี กแตงภายใน ควรคํานงึ ถงึ ส่งิ ตาง ๆ ดังตอไปน้ี

ศิลปะทนี่ ํามาใชใ นท่ีอยู
วตั ถุประสงคข องหอ งหรอื สถานทอ่ี าศยั

ในการใชสตี กแตงภายใน ควรคํานึงถงึ วัตถปุ ระสงคของหองหรือสถานที่ตกแตง เพื่อจะไดใชสี
ไดอยางเหมาะสม การใชสีตกแตงสถานท่ีตาง ๆ ภายในบาน แบงออกเปนหองตางๆ ดังน้ี

หองรับแขก เปนหองที่ใชในการสนทนา หรือตอนรับผูมาเยือน ดังนั้นหองรับแขก ควรใชสี
อบอนุ เชน สคี รีม สีสม ออน หรอื สีเหลืองออน เพื่อกระตนุ ใหเบิกบาน

หองอาหาร ควรมีสที ีด่ ูสบายตา เพื่อเพ่ิมรสชาติอาหาร อาจใชสีที่กลมกลืน นุมนวล เพราะสี
นมุ นวลจะทําใหเ กิดความสบายใจ

หองครัว ควรใชสที ด่ี ูสะอาดตา และรักษาความสะอาดงา ย หอ งควรเปนหองท่ีใชทํากิจกรรมจึง
ควรใชสกี ระตุนใหเ กดิ ความสนใจในการทํากิจกรรม

หองนอน เปน หองท่ีพักผอ น ควรใชส ีท่สี บายตา อบอนุ หรือนมุ นวล แตการใชในหอ งนอนควร
คาํ นึงถึงผูใชดวย

หองนํ้า เปนหองที่ใชทํากิจกรรมสวนตัว และตองการความสบาย จึงควรใชสีที่สบายตาเปน
ธรรมชาติ และสดชนื่ เชน สฟี า สเี ขยี ว หรือสขี าว และควรเปน หอ งทที่ ําความสะอาดไดงา ยทศิ ทาง การใช
สตี กแตง ภายในควรคํานงึ ถึงทิศทางของหอง หองทถ่ี กู แสงแดดสอ งควรใชสอี อน เพ่อื สะทอ นแสง สวน
หอ งทีอ่ ยใู นทีม่ ืด หรอื อับ ควรใชส ีออนเพื่อความสวา งเชน กนั


Click to View FlipBook Version