The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานประจำปี 2568 สคร.10 อุบลราชธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by แผนงาน สคร.10อุบลฯ, 2026-03-05 04:39:18

รายงานประจำปี 2568 (5.3.69)-ผสาน_removed-ผสาน

รายงานประจำปี 2568 สคร.10 อุบลราชธานี

Keywords: สคร.10 อุบลราชธานี,รายงานประจำปี 2568

ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 41ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.2กำรพัฒนำและสนับสนุนงำนวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ ด้ำนกำรเฝ้ำระวังป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภำพที่มำและควำมส ำคัญทการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยที่คุกคามสุขภาพ เป็นหนึ่งภารกิจที่หน่วยงานในสังกัดกรมควบคุมโรคต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่รับผิดชอบ จากผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10จังหวัดอุบลราชธานีที่ผ่านมา กลุ่มพัฒนานวัตกรรมและวิจัย ได้มีการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนวัตกรอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการดำเนินงานวิจัยในหน่วยงานจำนวน 10 เรื่อง ดำเนินการเสร็จสิ้น 4 เรื่อง อยู่ระหว่างการขอจริยธรรมวิจัย/ขอทุน จำนวน 3 เรื่อง และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงร่างจำนวน 3 เรื่อง การดำเนินงานนวัตกรรมในหน่วยงานมีจำนวน 3 เรื่อง แล้วเสร็จทั้ง 3 เรื่องและต่อยอดผลงานโดยมีผลงานวิชาการของบุคลากรในหน่วยงานได้รับคัดเลือกให้ไปนำเสนอในเวทีวิชาการระดับภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ รวม 18 เรื่อง ได้รับรางวัล 1 เรื่อง รวมถึง ผลการดำเนินงานวารสารวิชาการของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี มีการตีพิมพ์เผยแพร่ออนไลน์จำนวน 2 ฉบับ โดยวารสารวิชาการของหน่วยงานจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 ตามศูนย์ดัชนีอ้างอิงจึงมีความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนวัตกรด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนบุคลากรเข้าร่วมอบรมการใช้งานระบบ ThaiJO เพื่อมาพัฒนาวารสารของหน่วยงานให้อยู่ในกลุ่ม 1 ตามศูนย์ดัชนีอ้างอิง เพื่อพัฒนาผลงานที่มีคุณภาพนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในงาน นำไปใช้ประโยชน์ได้ นำไปสู่เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับการป้องกันควบคุมโรค และภัยสุขภาพระดับมาตรฐานสากล ต่อไปเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน• ผลงานวิจัย/นวัตกรรม ด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของ สคร.10 จังหวัดอุบลราชธานี3 เรื่อง• วารสารวิชาการในฐาน TCI 1 หน่วยงานผลกำรด ำเนินงำนงานพัฒนาศักยภาพพัฒนาศักยภาพงานวิจัย นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ด้านการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคและภัยชี้แจงการดำเนินงานด้านนวัตกรรม วิจัย และผลิตภัณฑ์ของหน่วยงาน ประจำปีงบประมาณ 2568- ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาโจทย์วิจัยและนวัตกรรม วันที่ 2-3 ธันวาคม 2567 - ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาโครงร่างวิจัยและนวัตกรรม วันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2568- ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการวิเคราะห์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม วันที่ 18-19 มีนาคม 2568


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 42ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)งานวิจัยการดำเนินงานตัวชี้วัดที่ 1.2.1 : ระดับความสำเร็จของการดำเนินงานวิจัยขั้นตอนที่ 1 การบันทึกข้อมูลในระบบ “DDC Researcher Data System (DRDS)” ได้ดำเนินการบันทึกข้อมูลนักวิจัยสายงานหลักในตำแหน่งวิชาการของกรมควบคุมโรค โดยมีจำนวนบุคลากรที่บันทึกข้อมูลเพิ่มขึ้น 18 คน จากทั้งหมด 107 คน คิดเป็น อัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านงานวิจัยอย่างต่อเนื่องขั้นตอนที่ 2 มีโครงร่างการวิจัย (Research Proposal/Protocol) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หน่วยงานมีโครงการวิจัยเรื่อง “ผลลัพธ์การดูแลผู้สูงอายุที่ติดเชื้อเอชไอวีแบบบูรณาการและต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน กรณีศึกษาในคลินิกบริการของโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี” โดยมี นางพรรณธิดา มูลประดับ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และผ่านการขอรับรองจริยธรรมการวิจัย จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ขั้นตอนที ่ 3 การดำเนินงานโครงการวิจัยแล้วเสร็จในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 คือ โครงการ “การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ติดเชื้อเอชไอวีในคลินิกบริการของโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี” ขั้นตอนที่ 4 การรับรองคุณภาพผลงานวิชาการ (DDC Clearance) และการเผยแพร่ผลงานวิจัย4.1 กระบวนการ DDC Clearance ได้ดำเนินการรับรองคุณภาพผลงานวิชาการ ก่อนเผยแพร่ตามมาตรฐานกรมควบคุมโรคเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้รายงานข้อมูลการดำเนินงานต่อ กองนวัตกรรมและวิจัย จำนวน 32 ผลงาน4.2 การเผยแพร่และตีพิมพ์ผลงานวิจัยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Asia Pacific Journal of Health Management (อยู่ในฐานข้อมูล Scopus) เรื่อง “Public Health Emergency Management (PHEM) for the COVID-19Pandemic: Lesson Learned from Public Health Region 10th Ubon Ratchathani, Thailand”ผู้รับผิดชอบหลักคือ นางสาวอรทัย ศรีทองธรรมขั้นตอนที่ 5 การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ได้ดำเนินโครงการ “การพัฒนา Application ช่วยตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบออนไลน์” ซึ่งพัฒนาเป็นระบบ ATVD Program Online เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลบริหารจัดการและติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่ โดยได้ ขยายผลการใช้งานเชิงนโยบายไปยังสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1–12 และสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 43ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)งานนวัตกรรมดำเนินการแล้วเสร็จ 1 เรื่อง คือ โครงการนวัตกรรมสื่อสร้างสุข (ภาพ) ป้องกันโรคไข้เลือดออกสำหรับนักเรียน โดยกลุ่มสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ เป็นนวัตกรรมในรูปแบบสื่อดิจิทัลให้มีลักษณะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม งานวารสาร วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวารสารที่ผ่านการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการไทย จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของฐานข้อมูล TCI (Thai-Journal Citation Index)ตีพิมพ์เผยแพร่ออนไลน์ 2 ฉบับต่อปี - ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2567 ตีพิมพ์จำนวน 10 เรื่อง - ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2568 ตีพิมพ์จำนวน 15 เรื่องประเด็นท้ำทำย การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เป็นงานที่ต้องใช้ระยะเวลานาน หากบุคลากรมีภาระงานปกติมากจะไม่สามารถดำเนินการได้ปัจจัยควำมส ำเร็จ➢ การมีผู้บริหารและหัวหน้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการขับเคลื่อนให้งาน ผ่านคณะกรรมการต่างๆ บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ➢ หน่วยงานที่พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ➢ แรงจูงใจในการดำเนินงานด้านวิชาการ หน่วยงานได้กำหนดแนวทางการยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคลากรที่มีผลงานโดดเด่น โดยมีการเก็บรวบรวมผลงานไว้ในฐานข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประกอบ การพิจารณาความดีความชอบ รวมถึงการเผยแพร่ความสำเร็จของบุคลากรผ่านการสื่อสารองค์กร


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 44ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้รูปภำพกิจกรรมพัฒนาศักยภาพงานวิจัย นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ด้านการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคและภัย ชี้แจงการดำเนินงาน ด้านนวัตกรรม วิจัย และผลิตภัณฑ์ของหน่วยงาน ประจำปีงบประมาณ 2568โครงการนวัตกรรมสื่อสร้างสุขป้องกันโรคไข้เลือดออกสำหรับนักเรียนวารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของฐานข้อมูล TCI


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 45ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.3 กำรใช้ประโยชน์ข้อมูลสู่กำรด ำเนินกำรตำมมำตรกำรเฝ้ำระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค เพื่อลดควำมเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภำพจำกฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)ที่มำและควำมส ำคัญทญ ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ภายใต้แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็น 13 การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี แผนงานย่อยเพื่อสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี และยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 18 การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเกี่ยวกับการจัดการมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมโรค ได้กำหนดให้โรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน และโรคจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว เป็นโรคจากมลพิษสิ่งแวดล้อมที่ต้องเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และได้รับการพัฒนาองค์ความรู้การสื่อสารความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานในการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคจากมลพิษสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนดังนั้น สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้จัดทำโครงการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2568 ขึ้น เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล ถ่ายทอดความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐาน ในการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคจากมลพิษสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน รวมถึงติดตาม ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำนจำนวนจังหวัดมีการขับเคลื่อนมาตรการหรือแนวทางในการดำเนินงานเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) จำนวน 5 จังหวัดผลกำรด ำเนินงำนกิจกรรมที่ 1 วิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลสถานการณ์ เพื่อการเฝ้าระวังโรคที่อาจเกี่ยวข้อง จากการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5อย่างต่อเนื่อง1.1 จัดประชุมชี้แจงแนวทางและเป้าหมายการดำเนินงานภายใต้ตัวชี้วัดแก่หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ที่รับผิดชอบ จัดประชุมชี้แจงแนวทางและเป้าหมายการดำเนินงานภายใต้ตัวชี้วัด แก่หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี และระบบออนไลน์ มีกลุ่มเป้าหมายผู้รับผิดชอบงานเข้าร่วมประชุม จำนวน 123 คน1.2 จัดอบรมพัฒนาศักยภาพในการแจ้งการรายงาน และการสอบสวนโรคกรณีฝุ่น PM2.5 แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ/หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมพัฒนาศักยภาพการสอบสวนโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม จัดโดยกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 46ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)กรมควบคุมโรค ระหว่างวันที่ 25 - 27 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ และดำเนินการจัดประชุมพัฒนาศักยภาพให้แก่เครือข่ายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานฯ ในเขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 52 คน1.3 ดำเนินการคัดเลือกจังหวัดอย่างน้อยเขตสุขภาพละ 4 จังหวัด หน่วยบริการสุขภาพ ในจังหวัด อย่างน้อย 4 แห่ง (สะสมจากปี 2567) และร้านขายยา/คลินิกเวชกรรมอย่างน้อย 2 แห่ง ต่อจังหวัด กลุ่มโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการคัดเลือกหน่วยบริการสุขภาพเป้าหมายทั้งสิ้น 5 จังหวัด จังหวัดละ 4 แห่ง รวมทั้งสิ้น 20 แห่ง และร้านขายยา/คลินิกเวชกรรมอย่างน้อย 2 แห่งต่อจังหวัด รวมทั้งสิ้น 10 แห่งกิจกรรมที่2สนับสนุนการยกระดับการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมในหน่วยบริการสุขภาพเชิงรับ2.1 จัดทำแผนผังการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram) ผู้ป่วยโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ ตั้งแต่หน่วยบริการสุขภาพจนถึง สคร. ดำเนินการจัดทำแผนผังการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram) ผู้ป่วยโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ ตั้งแต่หน่วยบริการสุขภาพจนถึง สคร. แยกรายจังหวัด ครบทั้ง 5 จังหวัด2.2 ปรับปรุงการแสดงผลข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่น PM2.51) วันที่ 7 มกราคม 2568 กลุ่มโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกลุ่มงานระบาดวิทยา และงาน IT ประชุมหารือการอัปเดตฐานข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 ในระบบ เพื่อนำเสนอข้อมูล Dash Board ให้เป็นปัจจุบัน2) วันที่ 27 มกราคม 2568 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักงานเขตสุขภาพที่ 10 และศูนย์อนามัยที่ 10 ประชุมหารือการแสดงผลข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 ใน Dash Board โดยเพิ่มข้อมูลสำหรับรายงานเขตสุขภาพ และ Dash Board Info. สถานการณ์ฝุ่นรายวัน และสถานการณ์ผู้ป่วยจากโรค ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ 2.3 สนับสนุนการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมในหน่วยบริการสุขภาพเชิงรับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ได้ดำเนินงานสนับสนุน และติดตามการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อม กรณี PM2.5 ตามกิจกรรมที่กำหนดในหน่วยบริการสุขภาพเป้าหมายในพื้นที่ 5 จังหวัด จังหวัดละ 4 แห่ง รวมทั้งสิ้น จำนวน 20 แห่ง โดยมีผลการติดตามการดำเนินงานกลุ่มโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ได้ประชุมชี้แจง แนวทางการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมกรณีPM2.5 ให้แก่เครือข่ายหน่วยบริการเป้าหมาย ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี และผ่านระบบออนไลน์


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 47ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)กิจกรรมที่ 3คัดกรองสุขภาพประชาชนเชิงรุก และสำรวจผู้เข้ารับบริการในร้านขายยา/คลินิก เวชกรรมในชุมชน3.1 คัดกรองสุขภาพด้วยแบบฟอร์ม SCPM-A66 ผ่านระบบออนไลน์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นมากกว่า 75 มค.ก./ลบ.ม.ติดต่อกัน 3 วัน ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 5 วัน จึงได้ดำเนินการคัดกรองสุขภาพ เชิงรุกในประชาชน เพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ กรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยใช้ “แบบสอบถามประเมินการสัมผัสและอาการที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เชิงรุก” (SCPM-A66) ของกรมควบคุมโรค ผ่านระบบออนไลน์ (Google forms) ประชาชนได้รับการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกทั้งสิ้น จำนวน 136 ราย (เกณฑ์อย่างน้อย 120 ราย/จังหวัด)3.2 สำรวจผู้เข้ารับบริการในร้านขายยา/คลินิกเวชกรรมในชุมชน ด้วยแบบฟอร์ม SCPM-M67สำนักงานป้องกันควบคุมโรค 10 จังหวัดอุบลราชธานี ทำการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานภายใต้ตัวชี้วัดจุดเน้น “ระดับความสำเร็จของการใช้ประโยชน์ข้อมูลสู่การดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)” ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และดำเนินการคัดเลือกเป้าหมายร้านขายยา/คลินิกเวชกรรมชุมชน จังหวัดละ 2 แห่ง จำนวน 5 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 10 แห่งกิจกรรมที่4 สนับสนุนการแจ้ง การรายงาน และการสอบสวนโรค กรณีฝุ่น PM2.54.1 สนับสนุน ติดตามข้อมูลการเฝ้าระวังผู้ป่วยของหน่วยบริการช่วงที่มีสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ หากพบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 ให้หน่วยบริการสุขภาพแจ้ง และรายงานตามเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562ประเด็นท้ำทำยผู้รับผิดชอบงานในพื้นที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การประสานงาน การติดตามและรายงานข้อมูล อาจไม่ต่อเนื่องและครบถ้วนปัจจัยควำมส ำเร็จ1. ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายงายทั้งภายใน และภายนอกหน่วยงาน2. การมีกลไก แผนงาน การวางแผนรูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 48ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้รูปภำพกิจกรรมดำเนินการจัดประชุมพัฒนาศักยภาพให้แก่เครือข่ายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานฯ ในเขตสุขภาพที่ 10และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ได้ดำเนินงานสนับสนุน และติดตามการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อม กรณี PM2.5 ในหน่วยบริการสุขภาพเป้าหมายในพื้นที่ 5 จังหวัด


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 49ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2 กิจกรรมสำคัญ ปี 2568 (ขยายความ)1. ขยายต้นแบบ DM Remission Clinic ครบทุกจังหวัดo แต่ละจังหวัดสร้าง 2.2.4 งำนป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อที่มำและควำมส ำคัญทโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ยังคงเป็นภาระสุขภาพสำคัญของเขตสุขภาพที่ 10 ซึ่งครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร โดยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2562–2567 ทั้งในโรคเบาหวานและ โรคความดันโลหิตสูง สะท้อนถึงภาระโรคที่สูงขึ้นทุกปีในปี 2568 เขตสุขภาพที่ 10 มีประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายการเฝ้าระวังโรคเบาหวานจำนวน1,582,049 คน ได้รับการคัดกรอง 1,169,715 คน(73.94%) พบกลุ่มสงสัยป่วย 16,013 คน และติดตามยืนยันแล้ว 9,813 คน (61.28%) ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย ≥90% ด้านโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มเป้าหมายมีจำนวน 1,415,103 คน ได้รับการคัดกรอง 1,048,367 คน (74.08%) พบกลุ่มสงสัยป่วย 71,641 คน และมีผู้ได้รับการติดตามยืนยัน 51,828 คน (72.34%) ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย ≥85% ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแม้เขตสุขภาพที่ 10 จะมีความก้าวหน้า ในการขับเคลื่อนงาน NCDs เช่น การจัดตั้ง NCDs Remission Clinic ครอบคลุม 100% ทุกระดับบริการแต่ในเชิงคุณภาพการคัดกรองและการติดตามยืนยันโรคยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ส่งผลให้ยังมีความท้าทายในการเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายของกรมควบคุมโรคเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำนเป้าหมายการขับเคลื่อน NCD ปี 2568 มุ่งลดอัตราป่วยรายใหม่ และเพิ่มคุณภาพการควบคุมโรคโดยกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ เช่นโรคเบาหวาน (DM)1. ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ≥ 40%2. ร้อยละการตรวจติดตามยืนยันวินิจฉัยกลุ่มสงสัยป่วยเบาหวาน ≥ 70%3. ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ (DM Remission) ≥ 10%ของผู้สมัครใจเข้าร่วม และ ≥ 1% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดโรคความดันโลหิตสูง (HT)1. ร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ≥ 60%2. ร้อยละการตรวจติดตามยืนยันวินิจฉัยกลุ่มสงสัยป่วยความดันโลหิตสูง ≥85%เป้าหมายเชิงระบบ / บริการ1. การจัดตั้ง NCDs Remission Clinic ครอบคลุม 100% ของทุกระดับบริการ (รพศ./รพท./รพช./รพ.สต.)2. ร้อยละของโรงพยาบาลที่ผ่านการประเมินคุณภาพ NCD Clinic Plus ระดับดีขึ้นไป ≥ 75%ผลกำรด ำเนินงำนประสิทธิผลในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในปีงบประมาณ 2568 (อ้างอิง ข้อมูล HDC ณ วันที่ 16 กันยายน 2568)โรคเบาหวาน (DM)• ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี (HbA1c < 7%) อยู่ที่ 34.22% แม้จะต่ำกว่าเป้าหมาย ≥40% แต่สะท้อนว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งรัดเรื่องการให้คำปรึกษาโภชนาการ การใช้ยาอย่างเหมาะสม และการติดตามต่อเนื่องในกลุ่มควบคุมไม่ได้


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 50ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้• ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะ DM Remission ได้13.93% ของผู้เข้าร ่วมโครงการ (สูงกว่าเป้า ≥10%) ถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นในการผลักดันนโยบาย DM Remission ในระดับเขต และแม้จะคิดเป็นเพียง 0.80% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด (ยังต่ำกว่าเป้า ≥1%) แต่แสดงให้เห็นว่าการสร้างคลินิกต้นแบบในทุกจังหวัดเริ่มมีผลสัมฤทธิ์และสามารถขยายผลต่อได้• การติดตามกลุ่มสงสัยป่วยเบาหวานอยู่ที่ 61.28% ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย ≥70% ปัญหาที่พบคือ การนัดติดตามล่าช้า ผู้ป่วยบางรายปฏิเสธการตรวจยืนยัน และระบบข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงเป็นประเด็นที่ต้องพัฒนาในปีต่อไปโรคความดันโลหิตสูง (HT)• ผู้ป่วยที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ (<140/90 mmHg) อยู่ที่ 61.68% บรรลุเป้าหมาย ≥60% ถือเป็นความสำเร็จสำคัญของเขตสุขภาพที่ 10 ปัจจัยที่ส่งผลดีคือ การรณรงค์ลดเค็ม, การใช้เครื่องวัดความดันมาตรฐานในชุมชน และการติดตามผ่าน Health Station• การติดตามกลุ่มสงสัยป่วยความดันโลหิตสูงอยู่ที่ 72.34% ต่ำกว่าเป้าหมาย ≥85% ปัญหาหลักคือข้อจำกัดบุคลากรในการลงพื้นที่และระบบการส่งต่อที่ยังไม่ครอบคลุมทุกแห่งคุณภาพบริการ NCD Clinic Plus• โรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์ NCD Clinic Plus ระดับ “ดีขึ้นไป” = 52 แห่ง จาก 71 แห่ง (73.24%) แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมาย ≥75% แต่ถือว่าใกล้เคียงมาก และสะท้อนว่ามีการพัฒนาคุณภาพบริการต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดทีมสหวิชาชีพ การใช้ CPG/แนวทางมาตรฐาน และการขับเคลื่อน Service Plan NCD ในพื้นที่กิจกรรมส ำคัญ ปี 2568 1. ขยายต้นแบบ DM Remission Clinic ครบทุกจังหวัดo แต่ละจังหวัดสร้าง “โมเดลนำร่อง” เช่น เขื่องในโมเดล (อุบล), ศรีรัตนะโมเดล (ศรีสะเกษ),เสนางคนิคมโมเดล (อำนาจเจริญ), ค้อวังโมเดล (ยโสธร), หนองสูงโมเดล (มุกดาหาร)o มีการจัดตั้ง Mobile DM Remission Teamลงพื้นที่ชุมชนและเรือนจำ เพื่อขยายการเข้าถึงผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงo กิจกรรมรณรงค์ลดเค็มและลดปัจจัยเสี่ยงo จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เมนูลดโซเดียม” ครอบคลุม 4 ร. (โรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม เรือนจำ)o ขยายโครงการ โรงเรียนเบาหวานวิทยา และบูรณาการกับ อสม. สู้เบาหวาน เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในชุมชน2. การพัฒนาระบบบริการสุขภาพดิจิทัลo Telemedicine ครอบคลุมโรงพยาบาลทุกแห่งในเขตสุขภาพo ใช้Digital Health Station และ Line OA/กลุ่มเปิด (Open Chat) เพื่อสื่อสารกับประชาชนและติดตามพฤติกรรมสุขภาพ3. นโยบายและกลไกการสนับสนุนระดับพื้นที่o ใช้รูปแบบ “สสจ.+อบจ. Buddy Model” ร่วมกันขับเคลื่อน เช่น การออกนโยบายร่วม, ตั้ง KPI กลาง, และสนับสนุนงบประมาณด้านวัสดุอุปกรณ์o ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่งยกเป็น วาระจังหวัด เช่น “วาระคนศรีสะเกษสุขภาพดี” ที่ต้องรายงานผลต่อผู้ว่าฯ ทุกเดือน


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 51ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้กิจกรรมส ำคัญ ปี 2568 ผลงำนเด่นจำกกำรประกวด ปี 2568โรงพยาบาลเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานีได้รับรางวัล “หน่วยงานต้นแบบการดำเนินงานรูปแบบบริการ (Service Model) เชิงนวัตกรรมด้านการจัดการโรคเบาหวานเข้าสู ่ระยะสงบ (Intensive Lifestyle Modification: DM Remission)”เป็นหนึ่งในต้นแบบระดับประเทศที่แสดงให้เห็นถึงการนำแนวทาง DM Remission Clinic มาประยุกต์ใช้กับระบบบริการจริง โดยสามารถพัฒนาระบบบริการที่เน้นการปรับพฤติกรรมเชิงลึก ลดผู้ป่วยรายใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้ขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆโรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับรางวัล “NCD Clinic Plus Awards ประเภทโรงพยาบาลขนาดกลาง ผลงานดีเด่นระดับประเทศ” แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในการจัดบริการ NCD ครอบคลุมทั้งการคัดกรอง การติดตามผู้ป่วย และการควบคุมโรค โดยสามารถพัฒนาคุณภาพบริการให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานระดับประเทศประเด็นท้ำทำย1. อัตราการคัดกรองและติดตามยังไม่ถึงเป้า• การคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูงครอบคลุมประมาณ 74% ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ประเทศที่ตั้งไว้ ≥90%• การติดตามกลุ่มสงสัยป่วยเบาหวานทำได้ 63.66% และกลุ่มสงสัยความดันโลหิตสูง 73.64% ซึ่งยังไม่ถึงเป้า ≥70% และ ≥85% ตามลำดับ2. คุณภาพการควบคุมโรคต่ำกว่าเกณฑ์• ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ดี (HbA1c < 7%) เพียง 34.22% ต่ำกว่าเป้า ≥40%• ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควบคุมความดันได้เพียง 61.68% ต่ำกว่าเป้า ≥60% แม้ถือว่าผ่าน แต่ยังมีจังหวัดที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่ามาก3. ข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่ทันเวลา• ระบบฐานข้อมูล HDC มีปัญหาความครบถ้วนและความถูกต้อง ผู้ปฏิบัติรายงานข้อมูลล่าช้า ทำให้ไม่สะท้อนสถานการณ์จริงและส่งผลต่อการติดตามผล4. ข้อจำกัดบุคลากรและภาระงาน• บุคลากรใน รพ.สต. และโรงพยาบาลชุมชนมีภาระงานสูง ทำให้การติดตามกลุ่มสงสัยและการให้คำปรึกษาเชิงลึกไม่ต่อเนื่อง• บางพื้นที่ที่มีการถ่ายโอนภารกิจไปยังท้องถิ่นยังขาดความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือ 5. ความท้าทายเชิงระบบ• การประสานงานระหว่างหน่วยบริการและกลไกชุมชนยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร• การสร้างคลินิกต้นแบบ (DM Remission / Health Station) เริ่มต้นแล้วแต่ยังไม่ ครอบคลุมทั่วทั้งเขตสุขภาพ จึงยังไม่สามารถขยายผลได้เต็มที่


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 52ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ปัจจัยควำมส ำเร็จ1. ความเข้มแข็งของเครือข่ายและกลไกขับเคลื่อน• มีการสร้างความเข้มแข็งของ NCD Board ระดับอำเภอ โดย สสจ. และ อบจ. ร่วมลงพื้นที่ในอำเภอที่ผลงานยังต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้เกิดการสนับสนุนทั้งเชิงนโยบายและงบประมาณ 2. ขยายต้นแบบ Best Practice• มีการขยาย Best Practice ระบบบริการ NCD จากอำเภอต้นแบบ เช่น เขื่องใน บึงบูรพ์ เมืองจันทร์ ศรีรัตนะ พยุห์ และเสนางคนิคม ไปสู่การปฏิบัติจริงในหลายพื้นที่ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมทั้งจังหวัด 3. การสนับสนุนบุคลากรและทีมสุขภาพ• สนับสนุนให้SM (Support Manager) และ CM (Care Manager) ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทักษะการติดตาม การให้คำปรึกษา และการใช้เครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของระบบบริการ4. การพัฒนา Health Station ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล• ยกระดับ Health Station โดยนำระบบ IT และดิจิทัลเข้ามาช่วย เช่น ศรีรัตนะโมเดล ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการคัดกรองและการติดตามกลุ่มสงสัย DM/HT ได้ง่ายขึ้น พร้อมการประชาสัมพันธ์ในชุมชนเพื่อเพิ่มการเข้าร่วม 5. การประชาสัมพันธ์และสร้างแรงจูงใจ• ใช้ช่องทางสื่อสารหลากหลาย เช่น เสียงตามสาย สื่อออนไลน์ อสม. และวิทยุชุมชน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยเบาหวานสมัครใจเข้าร่วม DM Remission Clinic และปรับพฤติกรรมสุขภาพตามหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง 6. การบูรณาการงบประมาณและการสนับสนุนท้องถิ่น• มีการบูรณาการ งบประมาณจาก อบจ. เพื่อจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ และสนับสนุนศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs รวมทั้ง NCD Remission Clinic ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องรูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 53ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.5 กำรป้องกันกำรเสียชีวิตจำกกำรจมน้ ำที่มำและควำมส ำคัญการจมน้ำเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นสาเหตุ การเสียชีวิตอันดับ 2 รองจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ องค์การอนามัยโลกระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำปีละกว่า 372,000 คน สำหรับประเทศไทย พบผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละกว่า 3,600 คน หรือวันละ 10 คน โดย 1 ใน 5 เป็นเด็กต่ำกว่า 15 ปีรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ให้ลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กจากการจมน้ำไม่เกิน 2.5 ต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2580 ขณะที่ปัจจุบันยังอยู่ที่ 6.3 ต่อแสนคน และในช่วงโควิด 19 พบอัตราเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 18เขตสุขภาพที่ 10 มีแนวโน้มการเสียชีวิตจากการจมน้ำสูง โดยปี 2566 มีอัตรา 9.3 ต่อแสนคน สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี จึงดำเนินการขับเคลื่อนการป้องกันการจมน้ำผ่านกลไก ทีมผู้ก่อการดี (Merit Maker) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนแบบบูรณาการ ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ในการเฝ้าระวังและป้องกัน ปัจจุบันจัดตั้งทีมแล้วกว่า 168 ทีม ครอบคลุม 5 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 10 เพื่อมุ่งลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างยั่งยืนเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน1) เพื่อเกิดการดำเนินการสร้างทีมผู้ก่อการดีป้องกันการจมน้ำ (Merit Maker) ป้องกันการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ในเขตสุขภาพที่ 10 2) ลดอัตราการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ผลกำรด ำเนินงำนสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการป้องกันการเสียชีวิตจากการจมน้ำในเขตสุขภาพที่ 10 ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ มุกดาหาร และยโสธร โดยมุ่งสร้างความรู้ ทักษะ และเครือข่ายการป้องกันในระดับพื้นที่ ผลการดำเนินงานสำคัญดังนี้1. การสอนเด็กว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดสามารถดำเนินการสอนได้รวม 33,652 คน โดยจังหวัด ศรีสะเกษมีจำนวนผู้ผ่านการอบรมมากที่สุด 18,052 คน รองลงมาคือ อุบลราชธานี 8,098 คน ยโสธร 4,025 คน อำนาจเจริญ 3,030 คน และมุกดาหาร 447 คน2. การสอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 112,978 คน โดยจังหวัดศรีสะเกษมีจำนวนมากที่สุด 59,758 คน รองลงมาคือ อุบลราชธานี 29,205 คน มุกดาหาร 8,845 คน ยโสธร 8,801 คน และอำนาจเจริญ 6,369 คน


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 54ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้3. การสร้างและพัฒนาเครือข่ายทีมผู้ก่อการดี (Merit Maker) มีการประเมินและรับรองทีม รวม 40 ทีม ประกอบด้วย ทีมอาสาก่อการดี 1 ทีม ทีมระดับเงิน 23 ทีม และทีมระดับทอง 16 ทีม พร้อมทั้งมี 3 ทีมได้รับการรับรองระดับทองแดงจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด4. รางวัลระดับประเทศเขตสุขภาพที่ 10 ได้รับรางวัลในระดับประเทศหลายประเภท ได้แก่➢ รางวัลทองดีเด่น: ทีม ตระกาจร่วมใจป้องกันการจมน้ำ จ.ศรีสะเกษ➢ รางวัลทองดี: ทีม ยักษ์คุ (อำนาจเจริญ) และ พิทักษ์ชีวี ตำบลเมืองเดช (อุบลราชธานี)➢ รางวัลชนะเลิศระดับเงิน: ทีม ตำบลศรีฐาน (ยโสธร) และ โคกจาน (อุบลราชธานี)➢ รางวัลอาสาก่อการดี: มูลนิธิสว่างจิตบูชาธรรม จ.ศรีสะเกษ➢ รางวัลบุคคลดีเด่น: นายทนง วีระแสงพงษ์ (ศรีสะเกษ)➢ รางวัลองค์กรสนับสนุนดีเด่น: สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 อุบลราชธานี➢ รางวัลชมเชยระดับทอง: ทีมสุขวัฒนาทีม (น้ำยืน) และทีมตำบลยางสักกะโพลุ่ม (ม่วงสามสิบ)ผลการดำเนินงานการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ปีงบประมาณ 2568 ไม่เกิน 33 ราย ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค.68 จาก drowning report มีรายงานเสียชีวิต 21 รายประเด็นท้ำทำย1. การเปลี่ยนผู้รับผิดชอบงานยังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนงานดำเนินการได้ช้า2. พื้นที่ยังมีการบันทึกข้อมูลการเสียชีวิตจากการจมน้ำในระบบ Drowning Report ไม่ครบปัจจัยควำมส ำเร็จ- การมี timeline ที่ชัดเจน ทำให้มีการวางแผนงานได้ตรงเป้าหมาย- กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงาน หากผู้รับผิดชอบงานสามารถเข้าถึงกองทุนนี้จะทำให้มีงบสนับสนุนการดำเนินงานได้- การที่ส่วนกลาง หรือ เขต มีการลงพื้นที่สัมผัสการดำเนินงาน ทำให้นำสภาพปัญหาจริงไปเป็นแนวทางการวางแผนเชิงนโยบาย และแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงรูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 55ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.6 กำรพัฒนำสมรรถนะช่องทำงเข้ำออกประเทศตำมแนวทำงกฎอนำมัยระหว่ำงประเทศ พ.ศ. 2548 (IHR-JEE)ที่มำและควำมส ำคัญกรมควบคุมโรค มีเป้าหมายการดำเนินงานมุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งการพัฒนาสมรรถนะ ช่องทางเข้าออกประเทศตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือโรคติดต่อ อุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ และโรคติดต่อสำคัญในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร โดยในพื้นที่รับผิดชอบ มีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จำนวน 5 แห่ง ซึ่งถูกกำหนดเป็นด่าน Designated PoE จำนวน 2 แห่ง คือ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนช่องเม็ก และด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนสะพานมิตรภาพที่ 2 มุกดาหาร และกลุ่ม Non-Designated PoE จำนวน 3 แห่ง คือ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนช่องสะงำ, ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองมุกดาหาร และ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานอุบลราชธานี โดยที่ผ่านมามีการพัฒนาสมรรถนะช่องทางเข้าออกประเทศตามแนวทางกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 อย่างต่อเนื่อง พบว่า ทั้ง 5 ด่านพรมแดน ดำเนินงานได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่มีประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนและพัฒนาให้ต่อเนื่อง คือการจัดทำแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของช่องทางให้ครอบคลุม 5 ด้าน (All Hazard) รวมถึงการประเมินและกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน1) ร้อยละ 100 ของช่องทางเข้าออกประเทศ Designated PoE มีสมรรถนะ ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 (IHR –JEE) ในระดับ 52) ร้อยละ 100 ของช่องทางเข้าออกประเทศ Non- Designated PoE มีสมรรถนะตาม กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 (IHR – JEE) ไม่ต่ำกว่าระดับ 4ผลกำรด ำเนินงำนปีงบประมาณ 2568 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี มีแผนงานโครงการสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศตามมาตรฐานกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 (International Health Regulations - Joint External Evaluation Tool : IHR – JEE)และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคัดกรองเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคในกลุ่มผู้เดินทางผ่านพรมแดนให้มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ โดยได้ร่วมขับเคลื่อนแผนงานกิจกรรมผ่านการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะหลักช่องทางเข้าออกประเทศให้กับด่านควบคุมโรคฯทุกแห่ง และในช่วงไตรมาสที่ 4 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดประชุมติดตามและประเมินการพัฒนาสมรรถนะหลักของช่องทางเข้าออกประเทศ (Point Of Entry)


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 56ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)ตามมาตรฐานข้อกำหนดกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR –JEE ) พ.ศ. 2548 ตามแนวทางคู่มือการประเมินสมรรถนะหลักช่องทางเข้าออกประเทศ ท่าอากาศยาน ท่าเรือและพรมแดน (CCAT) ในด่านควบคุมโรคฯเป้าหมาย 4 แห่ง ได้แก่ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พรมแดนช่องเม็ก ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศพรมแดนสะพานมิตรภาพที่ 2 มุกดาหาร ,ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศพรมแดนช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ และด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานอุบลราชธานียกเว้น ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศพรมแดนท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองมุกดาหาร เนื่องจากอยู่ระหว่างปิดด่านชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ผลการติดตามและประเมินการพัฒนาสมรรถนะหลักของช่องทางฯ พบว่า เป็นไปตามสมรรถนะช่องทางเข้าออกประเทศและมีประสิทธิผล ครบทั้ง 4 แห่ง ดังนี้ผลการประเมินสมรรถนะหลักช่องทางเข้าออกประเทศ ท่าอากาศยาน ท่าเรือและพรมแดน (CCAT) ปี 2568สมรรถนะหลัก 3 ด้าน ตาม IHR 2005 ช่องเม็ก สะพานมุกดาหารช่องสะงำ ท่าเทียบเรือมุกดาหารท่าอากาศยานอุบลฯ1. Coordination and communication94.44% 100% 94.44% - 100%2. Core capacity at all times 94.67% 93.75% 97.92% - 76.90%3. Core capacity for responding to PHEICs98.81% 100% 98.21% - 79.76%Final Score 95.97% 97.92% 96.86% - 85.55%(อ้างอิงเป้าหมาย ปี 2565 : Fundamental: Designated CCAT ≥85คะแนน, Non-Designated CCAT ≥75 คะแนน)ประเด็นท้ำทำยการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างและระบบกลไกการขับเคลื่อนงานพัฒนาสมรรถนะช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศในพื้นที่ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนเป็นกลุ่มด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ในช่วงแรกจำเป็นต้องวางระบบโครงสร้างอัตรากำลังให้เหมาะสม และพัฒนากลไกการขับเคลื่อนงานให้ต่อเนื่อง คล่องตัว,แผนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรมด้านการควบคุมพาหะนำโรคและแหล่งรังโรค และการตรวจสอบยานพาหนะ ด้วยกระบวนการ On The Job Training และเวทีอบรมหรือหลักสูตรออนไลน์ รวมถึงการปรับรูปแบบการดำเนินงานในกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการประกาศปิดด่านชั่วคราว ไม่มีผู้เดินทางผ่านแดน แต่สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกทางฝั่งกัมพูชาพบผู้เสียชีวิตและผู้ป่วย เพิ่มมากขึ้น ควรเฝ้าระวังติดตามประเมินความเสี่ยงฯโรคไข้หวัดนก อย่างต่อเนื่อง


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 57ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ปัจจัยควำมส ำเร็จความร่วมมือของภาคีเครือข่าย และการได้รับจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะหลักในช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินงานตามแผนพัฒนาปิดช่องว่างของทุกด่านควบคุมโรครูปภำพกิจกรรมติดตามและประเมินการพัฒนาสมรรถนะหลักของช่องทางฯ ทั้ง 4 แห่ง


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 58ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.7 แผนงำนควบคุมวัณโรค ที่มำและควำมส ำคัญองค์การอนามัยโลกจัดกลุ่มให้ประเทศไทยอยู่ใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศที่มีจำนวนหรืออุบัติการณ์ของวัณโรคสูงและวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีสูง (WHO global list of high burden countries for TB, TB/HIV) และได้ดำเนินการป้องกันควบคุมวัณโรค สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ถูกกำหนดในเป้าหมายที่ 3 : สร้างหลักประกันสุขภาพและส่งเสริมสุขภาวะของทุกคนทุกวัย เป้าหมายย่อย ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ การลดอุบัติการณ์วัณโรค ร้อยละ 80 ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) เมื่อเทียบกับปี 2558 (ค.ศ. 2015) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายยุทธศาสตร์การยุติวัณโรค (End TB strategy) ขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ การลดอุบัติการณ์ของวัณโรค ร้อยละ 90 ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035) เมื่อเทียบกับปี 2558 (ค.ศ. 2015) เป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน1. อัตราความครอบคลุมการขึ้นทะเบียนของผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ ≥ ร้อยละ 852. อัตราความสำเร็จการรักษาวัณโรคปอดรายใหม่ ≥ ร้อยละ 88 3. อัตราเสียชีวิต < ร้อยละ 7ผลกำรด ำเนินงำนองค์การอนามัยโลก (WHO, 2024) คาดประมาณประเทศไทยมีอุบัติการณ์วัณโรค 157 ต่อประชากรแสนคน เขตสุขภาพที่ 10 มีประชากร 4,452,940 คน มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรค 6,991 ราย จากรายงานผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำ จำนวน 5,211 ราย คิดเป็นอัตราความครอบคลุม การค้นหาและรักษาร้อยละ 74.5 วัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี (TB/HIV) จำนวน 284 คน คิดเป็นร้อยละ 5.7ของผู้ที่ได้รับการตรวจเชื้อเอชไอวีน้อยกว่าค่าเป้าหมาย อัตราผลสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ร้อยละ 80.3 น้อยกว่าค่าเป้าหมาย อัตราเสียชีวิตร้อยละ 9.8 มากว่าค่าเป้าหมาย ล้มเหลว 0.1อัตราขาดการรักษาร้อยละ 2.5 โอนออกร้อยละ 1.5 กำลังรักษาร้อยละ 5.9 กิจกรรมสำคัญ คือ การสื่อสารนโยบายด้านวัณโรคกับหน่วยงานในพื้นที่ในระดับสาธารณสุขจังหวัด ระดับโรงพยาบาล จากกรมควบคุมโรค การนิเทศงาน และการใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนวัณโรคระดับเขต เร่งรัดการการคัดกรองด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก (CXR) และการตรวจทางอณูชีววิทยา (Molecular) ผล CXR จำนวน 269,302 ราย ผลผิดปกติร้อยละ 6.1 กลุ่มผลปอดผิดปกติ ส่งตรวจ Molecularร้อยละ 95.7 พบวัณโรคร้อยละ 0.9


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 59ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้กิจกรรมที่ 3 ประชุมราชการติดตามระบบการรักษาวัณโรค วัณโรคดื้อยา และวัณโรคแฝงกิจกรรมที่ 2 ประชุมราชการถ่ายทอดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันควบคุมวัณโรคประเด็นท้ำทำยมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 7 และอัตราความครอบคลุมผู้ป่วยวัณโรคต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในเขตสุขภาพที่ 10ปัจจัยควำมส ำเร็จการใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนวัณโรคระดับเขตรูปภำพกิจกรรมกิจกรรมที่ 1 ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านวัณโรคกิจกรรมที่ 4 นิเทศ ติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานวัณโรค


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 60ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.8 กำรเพิ่มประสิทธิภำพกำรถ่ำยโอนภำรกิจงำนป้องกันควบคุมโรค และภัยสุขภำพสู่โรงพยำบำลส่งเสริม สุขภำพต ำบล สังกัดองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด (อบจ.) ในพื้นที่เขตสุขภำพที่ 10 ที่มำและควำมส ำคัญโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อขับเคลื่อนภารกิจงานป้องกันควบคุมโรค ในบริบทพื้นที่รพ.สต.ถ่ายโอนไป อบจ. โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการให้บริการสุขภาพที่ตอบสนองต่อบริบทของพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น เขตสุขภาพที่ 10 มีการถ่ายโอน รพ.สต. แล้วเกือบร้อยละ 50 โดยจังหวัดมุกดาหารและอำนาจเจริญถ่ายโอนครบ 100% กรมควบคุมโรค ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทางวิชาการแก่ อบจ. และ รพ.สต. ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จังหวัดมุกดาหารมีการพัฒนากลไกความร่วมมือเชิงนโยบายกับ สสจ. ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “MOU สสจ.-อบจ. NCD Buddy” และนวัตกรรม “DM Remission สัญจร” อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนยังไม่ทั่วถึง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังอยู่ในวงจำกัด จึงจำเป็นต้องพัฒนา “กลไกความร่วมมือสามประสาน” ระหว่าง สคร. สสจ. และ อบจ. ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด เพื่อยกระดับการควบคุมโรคอย่างยั่งยืน ในระดับท้องถิ่น และถอดบทเรียนพื้นที่ต้นแบบไปสู่การดำเนินงานเชิงพื้นที่ในระดับเขตเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำนทั้ง 5 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 10 มีหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รูปแบบการดำเนินงานตามบริบทการถ่ายโอนภารกิจ สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผลกำรด ำเนินงำนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ มีการจัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพภารกิจงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพใน รพ.สต.สังกัด อบจ. พื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก 5 จังหวัด รวม 69 คน และมีกิจกรรมถอดบทเรียนพื้นที่นำร่องขับเคลื่อนประเด็น NCD ณ อำเภอเมืองจังหวัดมุกดาหาร มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทุกภาคีเครือข่ายในอำเภอรวม 38 คนประเด็นท้ำทำยยังคงมีบางจังหวัดที่เจ้าหน้าที่อบจ.และรพ.สต. เข้าร่วมไม่ถึง 50% ของกลุ่มเป้าหมาย (ศรีสะเกษ และยโสธร) การประสานงานใช้การติดต่อผ่านผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ. ซึ่งยังไปไม่ถึงผู้บริหารระดับสูงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการทบทวนและปรับปรุงช่องทางการสื่อสารและประสานงานให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหารของ อบจ. อย่างตรงจุด เพื่อสร้างความเข้าใจ เห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างจริงจัง อันจะส่งผลให้การดำเนินโครงการสามารถขยายผลและสร้างความร่วมมือได้ อย่างทั่วถึงในระดับพื้นที่


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 61ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ปัจจัยควำมส ำเร็จ1) ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรที่ประสานงานไว้อย่างดีทำให้มีการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์อย่างหลากหลาย 2) ความสัมพันธ์อันดีของเครือข่ายทำให้การประสานงานกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรมถอดบทเรียนครบทุกองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรูปภำพกิจกรรมจัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพภารกิจงานป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพใน รพ.สต.สังกัด อบจ. พื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 และจัดกิจกรรมถอดบทเรียนพื้นที่นำร่องขับเคลื่อนประเด็น NCD ณ อำเภอเมืองจังหวัดมุกดาหาร


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 62ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.9 กำรขับเคลื่อนกำรด ำเนินงำนสื่อสำรควำมเสี่ยงด้ำนกำรป้องกัน ควบคุมโรค และภัยสุขภำพระดับหน่วยงำน ตำมมำตรฐำน (IHR - JEE)ที่มำและควำมส ำคัญสมัชชาองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรอง “กฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)” ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศภาคีและองค์การอนามัยโลกร่วมมือกันป้องกันและรับมือเหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่อาจแพร่ข้ามพรมแดน โดย “การสื่อสารความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมของชุมชน” เป็นหนึ่งในสมรรถนะหลักด้านการตอบโต้ (Respond) ภายใต้ IHR 2005 ประเทศไทยได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และผ่านการประเมินมาตรฐาน JEE/IHR ทั้ง 5 ด้าน โดยผลประเมินปี 2560 อยู่ในระดับ 4 คะแนน และปี 2565 พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 5 คะแนนเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้าน “การสื่อสารกับชุมชน” ที่ได้ระดับ 4 คะแนน จึงจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น พื้นที่ชายแดน แรงงาน และนักท่องเที่ยวข้ามชาติ พร้อมพัฒนาระบบกำกับติดตามความรู้และการรับรู้ความเสี่ยงของประชาชน เพื่อให้การสื่อสารข้อมูล ข่าวสารด้านโรคและภัยสุขภาพมีประสิทธิภาพและทั่วถึง สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงทั้งในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเตรียมความพร้อมรับการประเมินมาตรฐานการสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพจากองค์การอนามัยโลก และมุ่งให้ประชาชนมีสุขภาพดี ลดเสี่ยง ลดโรค ลดป่วย ลดพิการ และลดการเสียชีวิตจากโรคและภัยสุขภาพที่สามารถป้องกันได้เป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน ขับเคลื่อนการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงที่มีระบบ กลไก แผนงาน โครงสร้าง สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย และชุมชน รวมถึงผลักดันให้จังหวัด ดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงด้านการป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ตามมาตรฐาน (IHR – JEE) บรรลุเป้าหมาย ผ่านการประเมินในระดับสีเขียว ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดมุกดาหารผลกำรด ำเนินงำนสรุปผลจำนวนจังหวัดที่มีการผลักดันผ่านการประเมินการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงได้ตามมาตรฐาน (IHR – JEE) ระดับสีเขียว สคร. 10 สามารถดำเนินการผลักดันผ่านเกณฑ์ในระดับสีเขียวครบทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สคร.10 (5 คะแนน) จังหวัดอุบลราชธานี, จังหวัดศรีสะเกษ, จังหวัดอำนาจเจริญ (4.33 คะแนน)จังหวัดยโสธร (4 คะแนน) และจังหวัดมุกดาหาร (4.67 คะแนน ) การดำเนินงานด้านการสื่อสารความเสี่ยงได้รับการขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมที่สำคัญ ดังต่อไปนี้


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 63ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)กิจกรรมที่ 1 ประชุมราชการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดแนวทางการจัดทำกระบวนการสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ ตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567ณ ห้องประชุมร่วมคิดร่วมทำ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนกลไกการดำเนินการสื่อสารความเสี่ยงในการเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุมโรค และภัยสุขภาพ ให้แก่เครือข่าย และขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้แก่ เจ้าหน้าที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธาธารณสุขอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด และแกนนำชุมชนกิจกรรมที่ 2 ประชุมเชิงปฏิบัติการซ้อมแผนการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมบอลรูมซี โรงแรมลายทอง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เครือข่ายได้ดำเนินการจัดทำแผน และดำเนินการตามแผนการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยง สนับสนุนจังหวัดดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงได้ตามมาตรฐาน (IHR/JEE) โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธาธารณสุขอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด และโรงพยาบาล ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10กิจกรรมที่ 3 ประชุม นิเทศ ติดตาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานตามกระบวนการสื่อสารความเสี่ยงตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 ในรูปแบบออนไลน์ ในวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมร่วมรับผิดชอบ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรายงานผลการประเมินปี 2568 ทบทวนผลการดำเนินงาน วิเคราะห์ จุดแข็ง - จุดอ่อน และข้อเสนอแนะ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานเพื่อพัฒนาระบบการสื่อสารความเสี่ยงในปี 2569 ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานสื่อสารความเสี่ยงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 กิจกรรมที่ 4 ประชุมราชการกำกับติดตามประเมินผล การดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 เพื่อเป็นการนิเทศ ติดตามประเมินผล และเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานตามกระบวนการสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ ชี้แนะแนวทางการรวบรวม เตรียมเอกสารหลักฐาน ผลการดำเนินงาน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงตามมาตรฐาน (IHR-JEE) เพื่อนำไปสู่การประเมินให้ผ่านเกณฑ์เป้าหมายในระดับสีเขียวในปีงบประมาณ 2568 โดยมีรายละเอียดดังนี้


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 64ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)• วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร • วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ • วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ณ โรงพยาบาลชานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ • วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี • วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร • วันที่ 25 มิถุนายน 2568 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร กิจกกรมที่ 5 ประชุมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ (Tabletop Exercise : TTX) เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ด้านการสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมร่วมคิด ร่วมทำ ชั้น 5 ตึกอำนวยการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรในการดำเนินการสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและพัฒนากลไกการประสานงานและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ในด้านการสื่อสารความเสี่ยงของหน่วยงาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ ตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 และบุคลากรภายในสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีประเด็นท้ำทำย1. เอกสารประกอบการดำเนินงานระดับจังหวัดยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น รายงานการประชุม บันทึกหลักฐาน หรือภาพถ่ายกิจกรรม และขาดการทบทวนและปรับปรุงเอกสาร/แผนงานให้เป็นปัจจุบัน2. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานกระจายอยู่ในหลายกลุ่มงานตามโครงสร้างจังหวัด มีภาระงานจำนวนมาก และมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบงานปัจจัยควำมส ำเร็จ1. กรมควบคุมโรค ผู้บริหาร คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยง และกลุ่มสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ สคร.10 ให้ความสำคัญในการร่วมลงพื้นที่ขับเคลื่อนงาน นิเทศ ติดตามเพื่อประเมินผล และเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานตามกระบวนการสื่อสารความเสี่ยง ในพื้นที่ ทั้งในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล ทำให้เกิดการทำงานด้านการสื่อสารความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 65ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ปัจจัยควำมส ำเร็จ (ต่อ)2. การมีกลไก แผนงาน และแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ครบถ้วน และเป็นไปตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 3. เครือข่ายที่เข้มแข็งและทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างกลุ่มงานหลักและภาคีเครือข่ายต่างๆ รวมถึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีส่งผลให้มีทุกจังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสคร.10 ผ่านการประเมินการดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงได้ตามเกณฑ์ม าตรฐาน (IHR - JEE) ระดับสีเขียวรูปภำพกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการซ้อมแผนการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005การประชุม นิเทศ ติดตาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานตามกระบวนการสื่อสารความเสี่ยงตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005 ในรูปแบบออนไลน์ การประชุมราชการกำกับติดตามประเมินผล การดำเนินงานสื่อสารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติตามมาตรฐาน JEE/IHR 2005การประชุมเชิงปฏิบัติการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ (Tabletop Exercise : TTX) เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ด้านการสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 66ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.10 กำรพัฒนำคุณภำพระบบบริหำรจัดกำรภำครัฐ ที่มำและควำมส ำคัญสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานบริหารจัดการองค์กรด้วยเครื่องมือ PMQA 4.0 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากบุคลากรทุกกลุ่ม/ศูนย์ ทำงานร่วมกันภายใต้รูปแบบของคณะกรรมการและคณะทำงาน โดยผลการดำเนินงานของหน่วยงานตามกรอบการพัฒนาคุณภาพระบบบริหารจัดการภาครัฐ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มีค่าคะแนนผลการประเมินรับรอง 468 คะแนน เป็นระบบราชการ 3.74 ผ่านเกณฑ์ในระดับ Basic และระดับ Advance และอยู่ระหว่างพัฒนาสมรรถนะให้สูงขึ้นก้าวสู่ระดับ Significant สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีค่าคะแนน ผลการประเมินรับรอง 424 คะแนน เป็นระบบราชการ 3.39 และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีค่าคะแนน ผลการประเมินรับรอง 453 คะแนน เป็นระบบราชการ 3.62 สำหรับการดำเนินงานด้านกระบวนการทั้ง 6 หมวด หน่วยงานสามารถดำเนินงานผ่านเกณฑ์ในระดับ Basic และระดับ Advance และอยู่ในระหว่างพัฒนาสมรรถนะสู่ระดับ Significant เชื่อมโยงสู่ผลลัพธ์ของการดำเนินการใน หมวด 7 อย่างไรก็ตาม กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดระดับกรม ให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้หน่วยงานกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ในหมวด 7 โดยวัดการดำเนินงานในเชิงปริมาณ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์การดำเนินงานในหมวดกระบวนการทั้ง 6 หมวด ให้ชัดเจน และท้าทายยิ่งขึ้น และเมื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการ พบว่า ยังมีช่องว่าง (Gap) ที่เป็นโอกาสในการพัฒนาที่สำคัญ เช่น ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ คล่องตัว มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีมข้ามกลุ่ม/กอง เพื่อผลสำเร็จของงานที่มีสมรรถนะสูงร่วมกัน การเชื่อมโยงองค์ความรู้กับองค์กรภายนอกเพื่อต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรม การสร้างนวัตกรรมในการลดต้นทุน ผลงานที่โดดเด่นส่งผลต่อความสำเร็จในการบรรลุยุทธศาสตร์ชาติ ที่สำคัญ และการสร้างนวัตกรรมที่ให้ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสียสามารถออกแบบการรับบริการ เฉพาะบุคคล เป็นต้น หน่วยงานจึงมีความจำเป็นต้องขับเคลื่อนการดำเนินงานในการรักษาระดับรวมถึงพัฒนายกระดับเพื่อปิดช่องว่างของผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการภาครัฐ พัฒนาให้หน่วยงาน มีคุณภาพมาตรฐานตามเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA 4.0) เพื่อให้หน่วยงาน มีความพร้อมในการดำเนินงานตามภารกิจในการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ อย่างมีประสิทธิภาพเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน1. การดำเนินกิจกรรมตามแผนพัฒนาองค์กร ร้อยละ 1002. การเป็นระบบราชการ 4.0 (คือ คะแนน 470 คะแนนขึ้นไป➢


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 67ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำนสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพระบบการบริหารจัดการองค์กร โดยขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการ ตามคำสั่งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีที่ 176/2567 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กร ลงวันที่5 พฤศจิกายน 2567 ทั้งนี้ กลุ่มพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ได้รวบรวมข้อเสนอแนะ (Feedback) ของผู้ตรวจประเมินจากโปรแกรม DDC PMQA 4.0 กรมควบคุมโรค ประกอบการประเมินองค์กรหมวด 1- 6 ด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 โดยมีคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องรายหมวด ร่วมพิจารณาให้ข้อมูล ในการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนายกระดับระบบและกลไกการขับเคลื่อนคุณภาพ การบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดหมวด 7ผลลัพธ์การดำเนินการ (มิติ 7.1 - 7.6) โดยเลือกมิติละ 2 ข้อ เพื่อนำมากำหนดตัวชี้วัด และตัวชี้วัดปิด GAP ตามแผนปรับปรุงองค์กรและแผนพัฒนาคุณภาพเพื่อรักษาระดับการเป็นระบบราชการ 4.0 รวมตัวชี้วัดหมวด 7 ทั้งสิ้น 18 ตัวชี้วัด ซึ่งได้ติดตามผลการดำเนินงานตามแผนฯ ดังกล่าว ในรอบ 6 เดือน และรอบ 12 เดือน รวมถึงติดตามผลลัพธ์การดำเนินงานในหมวด 7 อีกด้วย นอกจากนี้ กลุ่มพัฒนาองค์กร ได้ทบทวนลักษณะสำคัญขององค์กร (OP) ให้ครบถ้วน ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งจัดทำสายโซ่แห่งคุณค่า (Value chain) ของหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับสายโซ่แห่งคุณค่าของกรมควบคุมโรค ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีค่าคะแนนผลการประเมินรับรอง 453 คะแนน เป็นระบบราชการ 3.62ประเด็นท้ำทำย1. การบูรณาการทำงานร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานภายนอก ยังมีช่องว่างในการดำเนินงาน เนื่องจากนโยบายการทำงานของแต่ละหน่วยงานยังไม่สอดคล้องกัน2. การใช้งาน โปรแกรม DDC-PMQA 4.0 v2.2 ของกรมควบคุมโรค ยังมีข้อจำกัด เช่น ผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาด 3. การให้ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานส่วนกลางในการดำเนินงาน เช่น ผลคะแนนการประเมินองค์กร 6 หมวด และข้อเสนอแนะ ค่อนข้างล่าช้า ทำให้มีผลต่อการวางแผนการดำเนินงานของหน่วยงาน ในปีต่อไป การคัดเลือกตัวชี้วัดผลลัพธ์ หมวด 7 กรรมการผู้ประเมิน ควรให้ข้อเสนอแนะในช่วงต้นปี หากพบกรณีที่หน่วยงานเลือกตัวชี้วัดไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม4. กรณีที่หน่วยงานส่วนกลางเปลี่ยนเกณฑ์การดำเนินงาน ควรแจ้งแก่หน่วยงานเครือข่าย ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานเครือข่าย สามารถวางแผน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหน่วยงานส่วนกลางได้อย่างเหมาะสม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 68ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ปัจจัยควำมส ำเร็จ1. การสนับสนุนจากผู้บริหารและนโยบายที่ชัดเจน ผู้บริหารให้ความสำคัญด้านดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัย มีนโยบายและแนวทางที่เป็นรูปธรรม ช่วยกำหนดทิศทางการทำงาน2. การมีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การจัดสรรงบประมาณ เทคโนโลยี และเครื่องมือที่เหมาะสม ทำให้สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่าย และฐานข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง3. ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของบุคลากร บุคลากรทุกระดับให้ความร่วมมือทั้งในด้านการพัฒนาฐานข้อมูล การมีส่วนร่วมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าร่วมกิจกรรมอบรม และการปรับตัว ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น4. บุคลากร ทุกกลุ่ม/ศูนย์ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 5. การยกย่องเชิดชูบุคลากร/ กลุ่มงาน ที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน ที่สะท้อนภาพของระบบราชการ 4.0 ของหน่วยงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการดำเนินงานรูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 69ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.11 กำรขับเคลื่อนหน่วยงำนสู่กำรเป็นรัฐบำลดิจิทัลที่มำและควำมส ำคัญกรมควบคุมโรค มีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิผล โปร่งใสและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง สอดคล้องกับนโยบาย Digital Transformation กรมควบคุมโรค และแนวนโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government) การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานจากระบบเดิมสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาองค์ความรู้ การให้บริการภาครัฐในทุกระดับ และการเสริมสร้าง ขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อรองรับการพัฒนาระบบบริการและข้อมูลด้านสาธารณสุขในยุคดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการดำเนินงานของกรมควบคุมโรคให้เป็นต้นแบบหน่วยงานด้านสาธารณสุขดิจิทัล ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยในปี พ.ศ. 2568 ตั้งเป้าหมายให้การประเมินตนเองด้านความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลอยู่ใน ระดับที่ 4 (ระดับขั้นสูง) และในปี พ.ศ. 2570 ให้บรรลุ ระดับที่ 5 (ระดับขั้นสูงสุด) ตามเกณฑ์ที่กรมควบคุมโรคกำหนด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน➢ หน่วยงานมีการประกาศนโยบายการเตรียมความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี พ.ศ. 2568 ➢ บุคลากรในหน่วยงาน ร้อยละ 80 ผ่านการเรียนหลักสูตรออนไลน์ (e-Learning) ด้านทักษะดิจิทัล➢ หน่วยงานมีการจัดทำและเผยแพร่ชุดข้อมูลเปิด (Open Data) ผ่านระบบ GD Catalog ของ DGAผลกำรด ำเนินงำน• หน่วยงานมีการประกาศนโยบายการเตรียมความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2567 • บุคลากรในหน่วยงานเรียนหลักสูตรออนไลน์ (e-Learning) ด้านทักษะดิจิทัล จำนวนทั้งสิ้น 164 จากทั้งหมด 190 คิดเป็นร้อยละ 86.32• หน่วยงานมีการจัดทำและเผยแพร่ชุดข้อมูลเปิด (Open Data) ผ่านระบบ GD Catalog ของ DGA ตามลิ้งก์ https://opendata.ddc.moph.go.th/dataset/ddc_odpc10_


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 70ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ประเด็นท้ำทำย1. การสื่อสารและสร้างการรับรู้ภายในหน่วยงาน ยังไม่ครอบคลุมทุกระดับ ทำให้บางกลุ่มบุคลากรยังไม่เข้าใจบทบาทและความสำคัญของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มที่2. การเข้าร่วมเรียนหลักสูตร e-Learning มีข้อจำกัดจากภาระงานประจำและเวลาปฏิบัติงาน ทำให้บางหน่วยงานไม่สามารถให้บุคลากรเรียนครบตามเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนดปัจจัยควำมส ำเร็จ1. การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของกรมควบคุมโรค ที่กำหนดนโยบายและมอบหมายคณะทำงานชัดเจน ทำให้การดำเนินงานมีทิศทางและขับเคลื่อนได้ทั่วถึง2. ความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ ในการเข้าร่วมอบรม e-Learning และพัฒนาองค์ความรู้ด้านดิจิทัล ทำให้ผลการเรียนผ่านเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้3. หน่วยงานมีระบบติดตาม/บันทึกข้อมูลการเรียนหลักสูตรออนไลน์ (e-Learning) ด้านทักษะดิจิทัลรูปภำพกิจกรรม การเผยแพร่ชุดข้อมูลผ่านระบบ GD Catalogการประกาศนโยบายการเตรียมความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลฯ


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 71ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.2.12 โครงกำรส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้ำงควำมโปร่งใส ในกำรปฏิบัติรำชกำรที่มำและควำมส ำคัญกรมควบคุมโรค ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม พ.ศ. 2565–2570 ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) และแผนปฏิบัติราชการด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของกระทรวงสาธารณสุข ระยะที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้กรมควบคุมโรคเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมบุคลากรให้ยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคและหน่วยงานในสังกัดได้ขับเคลื่อนการเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม จนได้รับการประเมินเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบทั้งในระดับกรม และระดับจังหวัด เพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับผลการประเมินสู่ระดับดีเยี่ยม พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใสอย่างยั่งยืน เป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน1. หน่วยงานผ่านเกณฑ์การประเมินเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด 1 หน่วยงาน2. หน่วยงานมีผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ กรมควบคุมโรคกำหนด 1 หน่วยงาน3. ระดับความสำเร็จของการดำเนินงานเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบของหน่วยงาน 5 ขั้นตอน4. ร้อยละของคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน (ITA) ผ่านเกณฑ์ที่กรมควบคุมโรคกำหนด ร้อยละ 95ผลกำรด ำเนินงำนกิจกรรมที่1 ประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การคัดเลือกบุคลากรต้นแบบด้านคุณธรรมจริยธรรม และชี้แจงแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ของหน่วยงาน และการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2568 ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 และผลการสำรวจ“ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ” ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมถึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิเคราะห์ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของ หน่วยงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมร่วมคิดร่วมทำ ชั้น 5 อาคารอำนวยการ สคร.10 ผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 50 คน คิดเป็นร้อยละ 100


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 72ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)กิจกรรมที่ 2 ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประจำปีงบประมาณ2568 โดย สคร.10 อบ เข้าร่วมนำเสนอผลงานด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และต่อต้านการทุจริตของหน่วยงานในสังกัดกรมควบคุมโรค ภายใต้แนวคิด “EUSC : Ethics Unity Innovation for Sustainable Collaboration” จริยธรรมนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30-16.30 น. ผ่านระบบออนไลน์ โดย สคร.10 นำเสนอผลการดำเนินงานเรื่องการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมและความโปร่งใสด้วยจริยธรรม นวัตกรรมแห่งความยั่งยืนกิจกรรมที่ 3 ประชุมราชการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานด้านการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในหน่วยงานวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สื่อสารผลการดำเนินงานด้านคุณธรรม จริยธรรมและความโปร่งใส และพัฒนางานให้ดีขึ้น กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้บริหาร และบุคลากร สคร.10 จำนวน 100 คน จากผลการประเมิน ITA ปีงบประมาณ 2568 พบว่า ค่าคะแนนภาพรวมร้อยละ 95.38 ค่าคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้าน ทั้ง 5 ด้าน เกินกว่าค่าเป้าหมายของกรมควบคุมโรค (ร้อยละ 92) โดยตัวชี้วัดที่มีคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ตัวชี้วัด การใช้อำนาจ ร้อยละ 98.75 รองลงมา ตัวชี้วัดด้านการปฏิบัติหน้าที่ ร้อยละ 96.32 และตัวชี้วัดด้านการใช้งบประมาณ ร้อยละ 95.13 ตามลำดับ กิจกรรมที่ 4ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของบุคลากรในหน่วยงาน วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านคุณธรรม จริยธรรม บริหารจิตฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บุคลากรมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ วัดป่าบุญล้อม อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีแพทย์หญิงจินตนา คำภักดีผู้อำนวยการ สคร.10 พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะเจ้าหน้าที่ร่วมกิจกรรมประเด็นท้ำทำย1. บุคลากรกลุ่มเป้าหมายบางคนยังไม่เข้าใจในประเด็นข้อคำถามแบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส 2. ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อคำถามจะมีปัญหาในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจในบุคลากรที่เกี่ยวข้องปัจจัยควำมส ำเร็จ1. ผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญ มีนโยบายที่ชัดเจน เป็นแบบอย่างที่ดี มีการกำกับอย่างใกล้ชิด 2. ผู้บริหารและบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจปัญหาและให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานร่วมกันเพื่อยกระดับค่าคะแนนให้สูงขึ้น


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 73ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้รูปภำพกิจกรรมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ปีงบประมาณ 2568


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 74ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.3 ผลกำรด ำเนินงำนตำมตัวชี้วัดส ำคัญ กรมควบคุมโรค (SDA, HL, ACT)ที่มำและควำมส ำคัญตามที่ กรมควบคุมโรค ได้มอบยโยบายให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีดำเนินการจัดทำตัวชี้วัดสำคัญของหน่วยงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่ ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์กรมควบคุมโรค (SDA) ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ (HL) และตัวชี้วัดกิจกรรมของหน่วยงาน (ACT) รวมทั้งสิ้น 43 ตัวชี้วัด พร้อมรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดสำคัญในระบบบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ กรมควบคุมโรค ในรอบ 3, 6, 9 และ 12 เดือน ผ่านระบบ Estimates SM (Estimates Strategic Management; Estimates SM : ESM) เพื่อให้กำกับติดตามผลการดำเนินงานที่มีเกิดประสิทธิภาพต่อไปนั้นเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน➢ หน่วยงานผ่านเกณฑ์การดำเนินการตามตัวชี้วัดสำคัญ กรมควบคุมโรค (SDA, HL, ACT) ร้อยละ 100ผลกำรด ำเนินงำนจากการตรวจสอบการรายงานตัวชี้วัดในระบบ Estimates SM ตามเกณฑ์ความครบถ้วน ถูกต้องทันเวลา พบว่า ผลการดำเนินงานตัวชี้วัดสำคัญของกรมควบคุมโรค (SDA, HL, ACT) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รอบ 12 เดือน (ตุลาคม 2567 -กันยายน 2568) จำนวนรวมทั้งหมด 43 ตัวชี้วัด พบว่าได้ตาม ค่าเป้าหมายที่กำหนดจำนวน 37 ตัวชี้วัด และไม่ผ่านค่าเป้าหมาย 6 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ร้อยละของเครือข่าย มีความพึงพอใจต่อการสนับสนุนเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกัน ควบคุมโรค และภัยสุขภาพ ได้ร้อยละ 91.33 (ค่าเป้าหมาย 98%) 2) อัตราความครอบคลุมการขึ้นทะเบียนของผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำได้ร้อยละ 72.5 (ค่าเป้าหมาย 85%) 3) จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกพบผู้ป่วย 2,443 ราย (ค่าเป้าหมาย 1,628 ราย) 4) อัตราป่วยตายโรคไข้เลือดออกภาพรวมและจังหวัดที่มีรายงานผู้เสียชีวิต พบว่าเขตสุขภาพที่ 10 พบผู้ป่วยเสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตาย เท่ากับ 0.12 (ค่าเป้าหมายน้อยกว่าร้อยละ 0.09) 5) จํานวนผู้ป่วยมาลาเรียชนิดฟัลซิปารัม ลดลงร้อยละ 30 พบว่าพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 มีรายงานผู้ป่วยมาลาเรียชนิดเชื้อ P.f จำนวน 1 ราย (ค่าเป้าหมาย 0 ราย) 6) เร่งรัด การค้นหาและรักษาผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง พบผลการรักษา ด้วย TPT ร้อยละ 85.82 อัตราการคัดกรอง ผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน ร้อยละ 55.79 (เป้าผู้สัมผัสร่วมบ้านที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง ได้รับการรักษาวัณโรคระยะแฝง (TPT) มากกว่าร้อยละ 70 และเป้าผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะพบเชื้อ ได้รับการเอกซเรย์ปอดทุกคน ร้อยละ 100) เนื่องจากอุปสรรคต่อการดำเนินงานการสนับสนุนในระดับภูมิภาคและพื้นที่โดยสามารถสรุปภาพรวมแต่ละประเภทของตัวตัวชี้วัดได้ดังตารางที่ 1


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 75ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ตารางที่ 1 รายงานผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดสำคัญของหน่วยงาน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566ประเภทตัวชี้วัดสำคัญ จำนวนตัวชี้วัด คะแนนเต็มคะแนนที่ได้ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์กรมควบคุมโรค (SDA 11 55 53ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ (HL) 18 90 87ตัวชี้วัดกิจกรรมของหน่วยงาน (ACT) 15 75 65รวม 43 220 205ประเด็นท้ำทำย1. มีการกำกับติดตามตัวผู้รับผิดชอบค่อนข้างยาก เนื่องจากเปลี่ยนผู้รับผิดชอบตัวที่วัดบ่อย และตัวชี้วัด Template มีการเปลี่ยนแปลงค่าเป้าหมายและระยะเวลาการรายงานปัจจัยควำมส ำเร็จ1.จัดทำวิธีการรายงานผลการดำเนินงานในระบบ EMS ให้ผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดรายใหม่กรณีผู้รับผิดชอบตัวชี้วัดไม่เข้าใจ สามารถสอบถามผ่าน Application Line โดยตรง2. กำกับติดตามผลการดำเนินงานตัวชี้วัดผ่านผู้รับผิดชอบงานโดยตรง3. รายงานหัวหน้าและผู้บริหารทราบกรณีกำกับติดตามงานไม่สำเร็จโดยทำหนังสือติอติดตาม อีกครั้งภายใน 5 วัน ก่อนสิ้นสุดการรายงานในระบบในแต่ละไตรมาส


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 76ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.4 ผลกำรด ำเนินงำนตำมจุดเน้นอธิบดีกรมควบคุมโรค 2.4.1 กำรสนับสนุนกำรด ำเนินงำนด้ำนกำรป้องกันและควบคุมโรคไวรัส ตับอักเสบ บี และ ซีที่มำและควำมส ำคัญโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับในประเทศไทยและยังเป็นโรคที่กรมควบคุมโรค มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการตรวจคัดกรองและรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีในกลุ่มประชาชนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยมีเป้าหมายในการยุติปัญหาโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2573 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมและผลักดันให้พื้นที่เร่งรัดการคัดกรองและการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี และยังมีการพัฒนารูปแบบการรักษาในพื้นที่ 5 จังหวัด อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแผนงานของกรมควบคุมโรค จากการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าการจัดบริการตรวจคัดกรอง และการรักษาไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ได้เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้น แต่สถานบริการสาธารณสุขหลายแห่งยังมีข้อจำกัดในการจัดบริการ เช่น พบการกระจุกตัวการรักษาที่โรงพยาบาลแม่ข่าย และโรงพยาบาลประจำจังหวัดบางจังหวัดยังไม่สามารถเปิดบริการตรวจยืนยันผลการติดเชื้อได้ จึงอาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาช้าได้ ดังนั้น จึงต้องมีการขับเคลื่อนการเร่งรัดตรวจคัดกรองและรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี รวมถึงการพัฒนาระบบการรักษาในระดับพื้นที่ต่อไป สำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่10 จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการนิเทศติดตาม การประสานงาน รวมถึงการดำเนินงานตามแผนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานสามารถบรรลุเป้าหมายของกรมควบคุมโรคคือผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้รับการรักษาร้อยละ 50 และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ได้รับการรักษาร้อยละ 80เป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน1. ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้รับการรักษา ร้อยละ 50 2. ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ได้รับการรักษา ร้อยละ 80ผลกำรด ำเนินงำน1. การส่งเสริมให้โรงพยาบาลสามารถรักษาไวรัสตับอักเสบ บีและ ซี เพื่อที่จะลดการกระจุกตัวของการรักษาและลดภาระของโรงพยาบาลแม่ข่าย ปัจจุบันพื้นที่เปิดการตรวจรักษา จำนวน 35 แห่ง (ร้อยละ 49.29) โรงพยาบาลที่เหลือใช้การส่งต่อการรักษาไปที่โรงพยาบาลแม่ข่าย


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 77ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)2. การพัฒนาศักยภาพแพทย์หรือบุคลากรดำเนินงานที่ โดยมีแพทย์ผู้ที่ทำการรักษาไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีจำนวน 150 ท่าน ซึ่งมีแพทย์ดังกล่าวในโรงพยาบาล ทั้ง 71 แห่ง 3. ผลักดันให้โรงพยาบาลจัดตั้งคลินิกบริการโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี โดยในปัจจุบัน มีโรงพยาบาลจัดตั้งคลินิกบริการโรคไวรัสตับอักเสบ จำนวน 31 แห่ง ดังนี้• จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 6 แห่ง• จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 22 แห่ง• จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 1 แห่ง• จังหวัดยโสธร จำนวน 2 แห่ง4. การผลักดันให้พื้นที่มีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ที่สามารถสนับสนุนการตรวจยืนยันผลไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ประกอบด้วยโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10จังหวัดอุบลราชธานี, โรงพยาบาลศรีสะเกษ, โรงพยาบาลยโสธร5. ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานสร้างความรอบรู้และพัฒนาการสื่อสารความเสี่ยงด้านโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีเช่น การแจกสื่อประชาสัมพันธ์ประเภทโปสเตอร์และแผ่นพับเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ตลอดจนมอบสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเภทสปอตวิทยุหน่วยงานในพื้นที่6. ประสานงานการดำเนินโครงการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ การรับรู้และความตระหนักรู้ เรื่องโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในประชาชนไทย (The Public Survey on Health Literacy, Perception, and Awareness toward Viral Hepatitis B and C) เพื่อสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลใช้ในการรายงานตัวชี้วัดจุดเน้นตามเป้าหมายลดโรคและภัยสุขภาพ ภายใต้แผนงานป้องกันและควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีพ.ศ. 2566 - 2567 โดยจัดเก็บข้อมูลสำรวจในประชาชนอายุ 20 ปีขึ้นไปในพื้นที่ 3 อำเภอ ซึ่งได้ร่วม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และการกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์7. ประสานงานให้โรงพยาบาลสมัครเข้าใช้งานระบบรายงานไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี HEP-BC-DDC8. สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้และการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในพื้นที่ โดยได้มีการสนับสนุนวิทยากรและคณะนักเทคนิคการแพทย์ แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขามเปี้ย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตระการอำเภอตระการพืชผล อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี9. ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานโรคเอดส์ วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เขตสุขภาพที่ 10 วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ณ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นการสรุปผลการดำเนินงานการประสานงานการบูรณาการร่วมวางแผนในการผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10อย่างยั่งยืน10. การกำกับติดตามการดำเนินงานด้านการตรวจคัดกรองและรักษาไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในพื้นที่ 5 จังหวัด โดยผ่านเวทีการตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยผลการดำเนินงานของทุกจังหวัดในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดทั้ง 5 จังหวัด


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 78ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ผลกำรด ำเนินงำน (ต่อ)การดำเนินงานการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี จำนวน 328,866 ราย คิดเป็นร้อยละ 160.33 ของเป้าหมายปีงบประมาณ 2568 โดยพบมีผลบวก จำนวน 4,725 ราย (ร้อยละ 1.44) ได้รับการส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษา จำนวน 3,695 ราย คิดเป็นร้อยละ 78.20 ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ที่เข้าเกณฑ์ในการรับยาแล้ว จำนวน 93 ราย สำหรับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ ซี จำนวน 327,294 ราย คิดเป็นร้อยละ 159.37 ของเป้าหมายการคัดกรอง ปีงบประมาณ 2568 พบมีผลเป็นบวก จำนวน 2,408 ราย (ร้อยละ 0.53) โดยได้รับการส่งตรวจยืนยันผลการติดเชื้อ จำนวน 1,460 ราย (ร้อยละ 60.36) ซึ่งพบการติดเชื้อทั้งหมดจำนวน 1,169 รายและได้รับการรักษาแล้วจำนวน 1,016ราย คิดเป็นร้อยละ 89.91 ของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ซึ่งจำนวนที่เหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการเบิกยาและติดตามมารับการรักษา ตามแนวทางต่อไป (ข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2568)ประเด็นท้ำทำย1. การตรวจยืนยันผลหาปริมาณเชื้อ (HBV Viral load) และยารักษาไวรัสตับอักเสบ บี อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์งบเหมาจายรายหัวประชากร อาจเป็นภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลระยะยาว กรณีมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น 2. โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งมีการส่งต่อการรักษาไปกระจุกตัวที่โรงพยาบาลแม่ข่ายเนื่องจากแพทย์ยังขาดความมั่นใจในการตรวจรักษา 3. ระบบฐานข้อมูลที่การดำเนินงานยังยังมีจำกัด ข้อเสนอแนะ 1. การผลักดันชุดสิทธิประโยชน์ของประชาชนตรวจยืนยันผลหาปริมาณเชื้อ (HBV Viral load) และยารักษาไวรัสตับอักเสบ บี ให้มีลักษณะเช่นเดียวกับชุดสิทธิประโยชน์ของไวรัสตับอักเสบ ซี เพื่อที่จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลในอนาคต2. การพัฒนาศักยภาพแพทย์หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง 3. ดำเนินการบูรณาการในด้านข้อมูลหรือจัดเก็บข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง4. การส่งเสริมให้โรงพยาบาลทุกแห่งจัดตั้งคลินิกบริการโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ต่อเนื่อง5. การผลักดันให้โรงพยาบาลชุมชนพัฒนากรอบบัญชียาของโรงพยาบาล (TAF) และลงทะเบียนเบิกจ่ายยาบัญชียา จ.2 ในระบบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 79ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ปัจจัยควำมส ำเร็จ1. การบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน รวมถึงนโยบายของผู้บริหารที่ให้ความสำคัญ 2. การขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านคณะกรรมการใน service plan สาขาอายุรกรรมระดับเขตสุขภาพและคณะกรรมการอื่นฯ รวมถึงเป็นประเด็นสำคัญในการตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข3. กรมควบคุมโรค มีระบบการพัฒนาศักยภาพการของบุคลากร รวมถึงเร่งพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล 4. การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และสื่อการเรียนรู้ในการดำเนินงาน5. การมีผู้ประสานงานในพื้นที่ และผลักดันจัดตั้งคลินิกบริการโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซีรูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 80ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.4.2 ขับเคลื่อนแนวคิดสุขภำพหนึ่งเดียว (One Health) เชื่อมโยงสุขภำพคน สัตว์สิ่งแวดล้อมที่มำและควำมส ำคัญปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในคนเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยพบเหตุการณ์การระบาดที่ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เขตสุขภาพที่ 10 ในช่วงเดือนเมษายน 2568 มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 6 ราย เสียชีวิต 1 ราย มีสัตว์ป่วยสงสัยติดเชื้อจำนวน 1 ตัว นับเป็นโรคติดต่ออุบัติซ้ำที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคและเฝ้าระวังในสัตว์อย่างต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายทั้งสาธารณสุข ปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอนามัยสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว มาร่วมมือในการป้องกันควบคุมโรค นอกจากนี้เขตสุขภาพที่ 10 ยังมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เป็นปัญหาหลักในพื้นที่ ประกอบด้วย โรคพิษสุนัขบ้า โรคเมลิออยโดสิส โรคเลปโสโรสิส และโรคติดต่อ อุบัติใหม่ที่มีโอกาสแพร่ระบาดมาจากต่างประเทศ เช่น MERS ไข้หวัดนก เป็นต้น เพราะมีการเคลื่อนย้ายของประชากร การเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งต่างๆ การกลับภูมิลำเนาของผู้ที่พักอาศัยต่างประเทศ การค้าขายตามแนวชายแดน การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ฯลฯ ความชุกของสัตว์พาหะนำโรค เช่น นก หนู ค้างคาว ลิง สัตว์ป่า สุนัขจรจัด เป็นต้น ปัญหาการจัดการกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธี ภัยจากความมั่นคงระหว่างประเทศ การขาดความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในการป้องกันควบคุมโรคของประชาชน การปฏิบัติตนไม่ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ ความเชื่อ ทัศนคติตามชุมชนและบรรพบุรุษที่มีมายาวนาน การอยู่ร่วมกันอย่างหนาแน่น แรงงานต่างด้าว ประชาชนบางกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะติดโรค เนื่องจากมีความต้านทานโรคต่ำ เช่น เด็กต่ำกว่า 5 ปี กลุ่ม 608 เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ คนทำงานในโรงฆ่าสัตว์ คนชำแหละเนื้อสัตว์ เป็นต้น ล้วนเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้ในอนาคต จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบประเด็นที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมได้แก่ เพิ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การจัดทำทำเนียบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการติดต่อประสานงานในภาวะฉุกเฉิน การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การส่งต่อเชื่อมโยงรับส่งข่าวสารถึงระดับอำเภอ ตำบล การสร้างเครือข่ายในระดับชุมชนตามช่องทางธรรมชาติ การปรับปรุงข้อมูล มาตรการที่เกี่ยวข้อง การเพิ่มอัตรากำลัง ด้านห้องปฏิบัติการ การลดขั้นตอน กระบวนการทำงาน ตลอดจนระเบียบราชการบางข้อในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปรับปรุงเพิ่มเติมสถานที่คลินิกบริการให้มีความพร้อม การพัฒนาทักษะทางวิชาการด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ รูปแบบการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาช่องทางติดต่อสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว ซึ่งควรมีการนำประเด็นดังกล่าว ไปวิเคราะห์จัดทำแผนและเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 81ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้เป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน➢ มีการประเมินสถานะด้านสุขภาพหนึ่งเดียวระดับเขต (One Health Assessment) ➢ มีกิจกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว ผลกำรด ำเนินงำน1. ผลการประเมินสถานะด้านสุขภาพหนึ่งเดียวระดับเขต One Health เขต 10 พบว่า ด้านการสื่อสาร ร้อยละ 83.3 ด้านแลกเปลี่ยนข้อมูล (66.7) ด้านการประเมินผล (66.7) ด้านห้องปฏิบัติการ (66.7) ด้านโครงสร้างองค์กร (63.9) และด้านทรัพยากร (55.6) 2. มี 1 จังหวัดนำร่อง (จ.มุกดาหาร) มีคำสั่งฯ One Health และเตรียมพัฒนาฐานข้อมูลร่วมกับเครือข่ายการดำเนินงาน 3. แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานด้านสุขภาพหนึ่งเดียว เมื่อวันที่ 5–7 มี.ค. 68 ณ โรงแรมไมด้า นนทบุรี และ วันที่ 24 มิ.ย. 68 จ.มุกดาหาร 4. ติดตามและเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ One Health ทุกสัปดาห์/เดือนประเด็นท้ำทำย1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 2. การจัดทำทำเนียบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการติดต่อประสานงาน 3. การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ 4. การส่งต่อเชื่อมโยงรับส่งข่าวสารทุกระดับ 5. การสร้างเครือข่ายในระดับชุมชน 6. การปรับปรุงข้อมูลมาตรการที่เกี่ยวข้อง 7. การเพิ่มอัตรากำลังด้านห้องปฏิบัติการ 8.การลดขั้นตอนกระบวนการทำงานตลอดจนระเบียบราชการบางข้อ 9. การปรับปรุงสถานบริการสาธารณสุขให้มีความพร้อม 10. การพัฒนาทักษะทางวิชาการด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ 11. รูปแบบการบังคับใช้กฎหมาย 12. การพัฒนาช่องทางติดต่อสื่อสารที่สะดวก รวดเร็วปัจจัยควำมส ำเร็จ1.การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง 2. การสนับสนุนจากผู้บริหารและนโยบายระดับประเทศ 3. เครือข่ายระดับชุมชนที่เข้มแข็ง 4. การสื่อสารสาธารณะเชิงรุก


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 82ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้รูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 83ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.4.3 ขับเคลื่อนมำตรกำรควบคุมบุหรี่ไฟฟ้ำ ที่มำและควำมส ำคัญจากการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของประชากร อายุ 15 ขึ้นไปของสำนักงานสถิติแห่งชาติจากการสำรวจในปี พ.ศ. 2560 พบว่าอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าลดลงเป็นร้อยละ 0.02 (11,097 คน)แต่ในปี พ.ศ. 2564 อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 0.14 (78,742 คน) ซึ่งพบการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 7 เท่า เมื่อพิจารณากลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กวัยเรียนในสถานศึกษา จากผลสำรวจระดับชาติรวมถึงผลสำรวจอื่นๆ ที่เก็บรวบรวมข้อมูล และการสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนระดับโลก (Global Youth Tobacco Survey : GYTS) ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 ในนักเรียนอายุ13 -15 ปี พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด 5.3 เท่า เมื่อเทียบกับปี พ.ศ 2558 จากร้อยละ 3.3 เป็นร้อยละ 17.6เป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน➢ มีการจัดตั้งชมรม Gen Z ในสถานศึกษา ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ➢ มีคลินิกเลิกบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ครบวงจร ในโรงพยาบาล ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผลกำรด ำเนินงำน1. การเข้าร่วมจัดตั้งชมรม Gen Z• มีสถานศึกษา สมัครเข้าร่วมชมรม Gen Z จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ ศรีสะเกษ 3 แห่ง, ยโสธร 4 แห่ง , อุบลราชธานี 1 แห่ง, มุกดาหาร 3 แห่ง, อำนาจเจริญ 3 แห่ง• มีสถานศึกษาเข้าร่วมอบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำ Gen Z ระดับประเทศ เข้าร่วมฯ จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ ศรีสะเกษ 3 แห่ง, ยโสธร 4 แห่ง, อุบลราชธานี 1 แห่ง, มุกดาหาร 3 แห่ง, อำนาจเจริญ 3 แห่ง• มีสถานศึกษาที่จัดตั้งชมรม Gen Z จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ ยโสธร 4 แห่ง,อุบลราชธานี 1 แห่งอำนาจเจริญ 4 แห่ง• มีสมาชิกชมรม Gen Z ในโรงเรียน จ.ยโสธร จำนวน 4 ชมรม, อำนาจเจริญ จำนวน 4 ชมรมอุบลราชธานี จำนวน 1 ชมรม 2. มีคลินิกเลิกบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าแบบครบวงจรในสถานพยาบาล ครบทั้ง 5 จังหวัด และมีจุดแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าครบทั้ง 5 จังหวัด 3. ประชาชนได้รับการคัดกรอง ครบ 5 จังหวัด จังหวัดละ 30,000 คน และประชาชนที่ได้รับการคัดกรอง และมีภาวะติดนิโคตินจากบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาเพื่อเลิกสูบ คิดเป็นร้อยละ 60 ดำเนินการผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 จังหวัด


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 84ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้กิจกรรมสำคัญ• นิทรรศการให้ความรู้แก่สถานศึกษา เรื่องโทษ พิษภัย ของบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ในวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2568 • เป็นวิทยากรให้ความรู้ เรื่องโทษ พิษภัย ของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า • นิเทศติดตามการบำบัดรักษาผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในคลินิกเลิกบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าแบบครบวงจรในสถานพยาบาลประเด็นท้ำทำย1. การสร้างความตระหนัก และมีการให้ความรู้ ถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง การสอดแทรกสื่อการเรียนรู้ และการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น 2. การเข้าถึงบริการคลินิกปลอดบุหรี่ไฟฟ้า ควรพัฒนาช่องทางการเข้าถึงบริการการคัดกรอง บำบัด และการบริการให้คำปรึกษาที่ง่าย สะดวกและเป็นมิตรกับผู้รับบริการ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ยังไม่กล้าเปิดเผยปัญหาปัจจัยควำมส ำเร็จ1.การเล็งความสำคัญของผู้บริหารเกี่ยวกับนโยบายการขับเคลื่อนการควบคุมการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่2. ความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาคส่วนหน่วยงานของรัฐภาคประชาสังคมในการควบคุม การบริโภคบุหรี่ไฟฟ้า3. การได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางในการอบรมพัฒนาศักยภาพนักเรียนแกนนำ และข้อมูลสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปภำพกิจกรรมทรรศการให้ความรู้เรื่องโทษ พิษภัยของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า วิทยากรให้ความรู้ เรื่องโทษ พิษภัย ของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทรรศการให้ความรู้เรื่องโทษ พิษภัยของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้านิเทศติดตามการบำบัดรักษาผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในคลินิกเลิกบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าแบบครบวงจร


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 85ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.4.4 ขยำยผลกำรมีธนำคำรที่นั่งนิรภัยส ำหรับเด็ก ( Car Seat Bank )ที่มำและควำมส ำคัญปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นเรื่องเร่งด่วนของประเทศที่ทุกภาคส่วนจะต้องให้ร่วมมือขับเคลื่อน ในปี 2561 - 2565 มีเด็กอายุ 0-6 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจาจรทางถนนจำนวน 1,075 คน โดยเสียชีวิตจากรถยนต์ 117 คน คิดเป็นร้อยละ 25.24 ของผู้เสียชีวิตที่ทราบพาหนะ เฉลี่ย 24 คน/ปี กรมควบคุมโรคให้ความสำคัญกับการนำที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก มาใช้ในเด็กกลุ่มอายุ 0-6 ปี จึงได้สนับสนุนให้โรงพยาบาลมีการดำเนินงานและขยายผลเพื่อให้เกิด Car Seat Bank อย่างน้อยเขตสุขภาพละ 3 โรงพยาบาลเป้ำหมำยกำรด ำเนินงำน➢ สนับสนุนให้โรงพยาบาลจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ความรู้ ผ่าน ANC Clinic/ Well Child Clinic / หอผู้ป่วยหลังคลอด และติดตามการซื้อใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่งผลกำรด ำเนินงำนมีโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที ่ 10 วางแผนในการการส ่งเสริมการใช้ที ่นั ่งนิรภัยเด็ก (Car Seat) ในโรงพยาบาลจำนวนทั้งสิ้น 16 แห่ง แต่ยังไม่สามารถจัดหามาไว้สำหรับให้ยืมใช้ในลักษณะของ Car Seat Bank ได้ประเด็นท้ำทำย1. ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กมีราคาแพง ใช้งานได้ไม่นาน ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าใช้งานไม่คุ้ม2. การเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มอายุ 0-6 ปี ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 มีน้อยยังไม่กล้าเปิดเผยปัญหาปัจจัยควำมส ำเร็จ1. ทุกจังหวัดมีการบูรณาการการดำเนินงานป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ร่วมกับภาคีเครือข่ายอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรม2. มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกับตัวชี้วัดตรวจราชการรูปภำพกิจกรรม


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 86ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้2.5 ผลลัพธ์กำรด ำเนินงำนกำรลดโรคและภัยสุขภำพ 5 Clusterผลกำรด ำเนินงำนเป้ำหมำยตัวชี้วัดของหน่วยงำน ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนีประจ ำปี 2568ลำดับ โรคและภัยสุขภาพเป้าหมาย/ตัวชี้วัด สคร. 10 ปี 2568 ผลการดำเนินงานไตรมาสที่4 (ก.ค. 68 - ก.ย. 68)ผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย มากกว่าค่าเป้าหมายตามค่าเป้าหมายน้อยกว่าค่าเป้าหมายCluster CD1 OVCCA 1. พยาธิใบไม้ตับใน คน และ ปลา ไม่เกินร้อยละ 1อัตราการติดเชื้อในคน 2.29% 2. อัตราตายมะเร็งท่อน้ำดีไม่เกิน 30/ปชก. แสนคน10.83/ปชก. แสนคน (ข้อมูล ณ 6เดือน) 3. ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการคัดกรองพยาธิใบไม้ตับ ร้อยละ 100 100.19% 4. ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์อายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการคัดกรองโดยการตรวจด้วยวิธีอัลตร้าซาวด์ ร้อยละ 100122.54% 2 โรคหนอนพยาธิในนักเรียนและเยาวชนตามโครงการพระราชดำริฯ1. อัตราติดโรคหนอนพยาธิในนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่โครงการฯ ต่ำกว่า ร้อยละ 1อัตราการติดโรคหนอนพยาธิในนักเรียนฯร้อยละ 0.61 (20 ราย)2. ร้อยละของโรงเรียนและชุมชนในโครงการตามพระราชดําริฯความครอบคลุมการตรวจอุจจาระในโรงเรียนฯร้อยละ 100 (33 แห่ง)3. อัตราการคัดกรองและรักษาโรคหนอนพยาธิในนักเรียนและเยาวชน ในพื้นที่โครงการพระราชดำริฯ ร้อยละ 100อัตราการคัดกรองและรักษาโรคหนอนพยาธิในนักเรียนฯ ร้อยละ 96.88 (3,262 ราย)3 งานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค1. กำจัด กวาดล้าง โรคที่ป้องกันด้วยวัคซีนตามเป้าหมายที่กำหนดร้อยละความครอบคลุมวัคซีน OPV3(82.14)ร้อยละความครอบคลุมวัคซีน MMR2 (92.46)2. ประชากรกลุ่มเป้าหมายเข้ารับวัคซีนตามเกณฑ์1. ร้อยละความครอบคลุมการได้รับวัคซีนแต่ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุครบ 1 ปี (62.67)2. ร้อยละความครอบคลุมการได้รับวัคซีนแต่ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุครบ 2 ปี (65.17)3. ร้อยละความครอบคลุมการได้รับวัคซีนแต่ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุครบ 3 ปี (65.22)4. ร้อยละความครอบคลุมการได้รับวัคซีนแต่ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุครบ 5 ปี (58.71)


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 87ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ลำดับ โรคและภัยสุขภาพเป้าหมาย/ตัวชี้วัด สคร. 10 ปี 2568 ผลการดำเนินงานไตรมาสที่4 (ก.ค. 68 - ก.ย. 68)ผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย มากกว่าค่าเป้าหมายตามค่าเป้าหมายน้อยกว่าค่าเป้าหมาย4 โรคติดต่อนำโดยแมลง1. อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกลดลงจากค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี ร้อยละ 20อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกเท่ากับ 79.09 / ปชก แสนคน (เป้าหมาย 78.1) (ที่มา DDS, ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2568)2. อัตราป่วยตายด้วยโรคไข้เลือดออกในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป ไม่เกินร้อยละ 0.09เสียชีวิตสะสม 2 ราย อายุ < 15 ปี(ที่มา DDS, ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2568)3. จำนวนอำเภอที่ไม่มีการแพร่เชื้ออย่างน้อย 3 ปีจำนวนอำเภอที่ไม่พบผู้ป่วยอย่างน้อย 3 ปี เขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 65 อำเภอ คิดเป็นร้อยละ 934. อัตราการแพร่โรคเท้าช้าง ไม่เกินร้อยละ 1ไม่มีผู้ป่วย 5 โรคติดเชื้อในโรงพยาบาล1. ลดอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล รพศ. และ รพท.< 1.6 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน)และ (รพช. < 0.4 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน)1. อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล รพศ. และ รพท. = 0.54 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน2. ตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล รพช. = 0.26 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน2. ลดอัตราการติดเชื้อรายตำแหน่ง (รพศ., รพท.) VAP < 3.5 ครั้ง/1,000 วันใช้เครื่องช่วยหายใจ, CAUTI < 1.5 ครั้ง/1,000 วัน คาสายสวนปัสสาวะ, CLABSI < 1.5 ครั้ง/1,000 วันคาสายสวน หลอดเลือดดำ และ SSI < 0.5 ครั้ง/100 รายผ่าตัดอัตราการติดเชื้อรายตำแหน่ง (รพศ., รพท.)VAP = 1.23 < 3.5 ครั้ง/1,000 วันใช้เครื่องช่วยหายใจCAUTI = 1.3 < 1.5 ครั้ง/1,000 วัน คาสายสวนปัสสาวะCLABSI = 0.7 ครั้ง/1,000 วันคาสายสวน หลอดเลือดดำSSI = 0.16 ครั้ง/100 รายผ่าตัด3. ร้อยละของการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลลดลงร้อยละ 5 จากปี 2567ปี2567 การติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล ร้อยละ 71.87ปี 2568 การติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล ร้อยละ 716 โรคพิษสุนัขบ้า 1. ไม่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเสียชีวิต 1 ราย อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 มี.ค. 68)2. ร้อยละ 90 ของอำเภอประเมินผ่านเกณฑ์พื้นที่ปลอดโรคฯ ด้านสาธารณสุขร้อยละ 88.57 (จำนวน 62/70 อำเภอ) เนื่องจากมีภาวะความไม่สงบบริเวณชายแดน(ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2568)3. ร้อยละ 100 ของผู้สัมผัสเสี่ยงสูงโรคพิษสุนัขบ้า ได้รับวัคซีนป้องกันโรคตามแนวทางเวชปฏิบัติร้อยละ 100 7 โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจและโรคติดต่ออุบัติใหม่1. อัตราป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาร้อยละ 10ข้อมูล ณ 18 ส.ค. 68 อัตราป่วยต่อแสน ปชก. ปี 2568 = 710.376 พบว่าลดลง เมื่อเทียบกับ ปี2567 (756.926) ประมาณร้อยละ 6.152. อัตราป่วยโรคโควิด19 ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาร้อยละ 10ข้อมูล ณ 18 ส.ค. 68 อัตราป่วยต่อแสน ปชก. ปี 2568 = 393.992 พบว่าลดลง เมื่อเทียบกับ ปี2567 (481.85) ประมาณร้อยละ 18.25


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 88ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ลำดับ โรคและภัยสุขภาพเป้าหมาย/ตัวชี้วัด สคร. 10 ปี 2568 ผลการดำเนินงานไตรมาสที่4 (ก.ค. 68 - ก.ย. 68)ผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย มากกว่าค่าเป้าหมายตามค่าเป้าหมายน้อยกว่าค่าเป้าหมาย3. ระดับความสำเร็จของการเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ ระยะครึ่งแผนสคร.10 ได้ดำเนินการบูรณาการงานป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่และติดตามประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมและลดผลกระทบจากโรคติดต่ออุบัติใหม่ในเขตสุขภาพที่ 10 โดยมีการประเมินสถานะสุขภาพหนึ่งเดียวระดับจังหวัด(One Health Assessment) นำร่อง จ.มุกดาหาร ปี 2568 ผลการประเมินพบว่า ด้านการเฝ้าระวังทำได้ร้อยละ 100, ด้านโครงสร้างองค์กร ร้อยละ 94.1 ด้านทรัพยากร ร้อยละ 88.9 ด้านสื่อสารความเสี่ยง ร้อยละ 70 ด้านแลกเปลี่ยนข้อมูล ร้อยละ 70 และด้านติดตามประเมินผลร้อยละ 70 8 โรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ ภายใต้แนวคิดสุขภาพ หนึ่งเดียว1. สรุปผลการประเมินความเสี่ยงร่วมกันระหว่างภาคส่วนเขตสุขภาพที่ 10: ประเมินความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือ THIRA ได้ 4 โรคที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูง ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า 6.7 คะแนน โควิด19 ได้ 6.3 คะแนนเมลิออยโดสิส ได้ 5.6 คะแนน และเลปโตสไปโรสิส ได้ 5.2 คะแนนน2. รายงานผลการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว- 30 เมษายน - 11 กรกฎาคม 2568 ร่วมบูรณาการกับภาคีเครือข่ายออกสอบสวนควบคุมโรคกรณีโรคแอนแทรกซ์ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร- 24 ก.ค. 68 กิจกรรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคเมลิออยโดสิสและเลปโตสไปโรสิส อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร9 โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ1. ร้อยละ 100 ของจังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษสูง มีจ้านวนผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษลดลงจากปีที่ผ่านมาทุกจังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษสูงตามเกณฑ์ในปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่มีแนวโน้มลดลงจากในไตรมาสที่แล้ว ดังนี้1. อุบลราชธานี 8,142 ราย (อัตราป่วย 437.84 ต่อแสนประชากร) เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.362. ศรีสะเกษ 4,331 ราย (อัตราป่วย 299.78 ต่อแสนประชากร) เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.123. อำนาจเจริญ 825 ราย (อัตราป่วย 221.55 ต่อแสนประชากร) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.564. มุกดาหาร 1,161 ราย (อัตราป่วย 333.92 ต่อแสนประชากร) เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.23ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568 จากรายงานโรคที่ต้องเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา Digital 50610 โรคติดต่อในเด็ก 1. อัตราป่วยโรคมือเท้า ปาก ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงร้อยละ 30 จากค่ามัธยฐาน 5 ปี ย้อนหลัง (ซึ่งค่า มัธยฐาน เท่ากับ 446.904)อัตราป่วยด้วยโรคมือเท้า ปาก ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี วันที่ 6 ก.ค - 18 ส.ค 68 เขตสุขภาพที่ 10 เท่ากับ 436.092 ต่อแสนประชากร (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค 68) ลดลงจากค่ามัธยฐาน ร้อยละ 2.4202. อัตราป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงร้อยละ 20 จากค่ามัธยฐาน 5 ปี ย้อนหลัง (ซึ่งค่ามัธยฐาน เท่ากับ 636.375)อัตราป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี วันที่ 6 ก.ค - 18 ส.ค 68 เขตสุขภาพที่ 10 เท่ากับ 2,216.108 ต่อแสนประชากร (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค 68) เพิ่มขึ้นจากค่ามัธยฐาน 2 เท่า


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 89ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ลำดับ โรคและภัยสุขภาพเป้าหมาย/ตัวชี้วัด สคร. 10 ปี 2568 ผลการดำเนินงานไตรมาสที่4 (ก.ค. 68 - ก.ย. 68)ผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย มากกว่าค่าเป้าหมายตามค่าเป้าหมายน้อยกว่าค่าเป้าหมาย11 โรคเมลิออยด์ 1. อัตราป่วยด้วยโรคเมลิออยโดสิสลดลงจากค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี ร้อยละ 5 (22.51 ต่อแสนประชากร)เขตสุขภาพที่ 10 เท่ากับ 12.12 ต่อแสนประชากร(ข้อมูล ณ วันที่ 22 ส.ค 68)2. อัตราป่วยตายไม่เกิน 1% เขตสุขภาพที่ 10 ร้อยละ 1.09 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ส.ค 68)12 โรคเลปโตสไปโรสิส 1. อัตราป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรสิสลดลงจากค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี ร้อยละ 5 (14.33 ต่อแสนประชากร)เขตสุขภาพที่ 10 6.20 ต่อแสนประชากร (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค 68)2. อัตราป่วยตายไม่เกิน 1% เขตสุขภาพที่ 10 ร้อยละ 4.35 (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค 68)Cluster CCDs1 โรคเรื้อน เร่งรัดค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่จากการคัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้านมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 85ผลการตรวจคัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้าน สามารถดำเนินการได้ 100% มีรายละเอียด ดังนี้1. จังหวัดอุบลฯ มีกลุ่มเป้าหมาย 71 ราย สามารถคัดกรองได้ 100% ไม่พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์2. จังหวัดศรีสะเกษ มีกลุ่มเป้าหมาย 71 ราย สามารถคัดกรองได้ 100% พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฯ 1 ราย2 วัณโรค 1. อัตราความครอบคลุมการขึ้นทะเบียนของผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 80 ร้อยละ 65.9 (เป้าหมาย >= 85%) 3 โรคไวรัสตับอักเสบบี และ ซี 1. ร้อยละผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้รับการรักษา ร้อยละ 50ร้อยละผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้รับการรักษา ร้อยละ 78.20 (ข้อมูล ณ 31 กรกฎาคม 2568) 2. ร้อยละผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ได้รับการรักษา ร้อยละ 80ร้อยละผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ได้รับการรักษา ร้อยละ 86.91(ข้อมูล ณ 31 กรกฎาคม 2568) 4 ยุติปัญหาเอดส์ 1. จำนวนผู้ติดเชื้อฯ ที่ได้รับยาต้านเอชไอวี ได้รับยารักษา วัณโรคระยะแฝง1.จำนวนผู้ติดเชื้อฯ ที่ได้รับยาต้านเอชไอวี ได้รับยารักษาวัณโรคระยะแฝง ผลงานเขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 402 คน คิดเป็นร้อยละ 46.31 ของค่าเป้าหมาย (เป้าที่ได้รับจากกองโรคเอดส์ฯ จำนวน 868 คน)แยกรายจังหวัด ดังนี้1. อุบลราชธานี จำนวน 142 คน ร้อยละ 36.412. ศรีสะเกษ จำนวน 99 คน ร้อยละ 36.803. ยโสธร จำนวน 62 คน ร้อยละ 76.544. อำนาจเจริญ จำนวน 85 คน ร้อยละ 160.38 บรรลุเป้าหมาย5. มุกดาหาร จำนวน 14 คน ร้อยละ 18.67เมื่อเปรียบเทียบผลงานรายเขตสุขภาพ พบว่า เขต 10 มีผลการดำเนินงานเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศรองจากเขต 12 (ร้อยละ 54.46) และ เขต 11 (ร้อยละ 53.47) (ข้อมูล ณ 31 กรกฎาคม 2568) 


ส ำนักงำนป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลรำชธำนี| 90ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้ลำดับ โรคและภัยสุขภาพเป้าหมาย/ตัวชี้วัด สคร. 10 ปี 2568 ผลการดำเนินงานไตรมาสที่4 (ก.ค. 68 - ก.ย. 68)ผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย มากกว่าค่าเป้าหมายตามค่าเป้าหมายน้อยกว่าค่าเป้าหมาย5 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 1. อัตราป่วยโรคซิฟิลิสและหนองในในทุกกลุ่มอายุของประชาชนไทย ลดลง- อัตราป่วยซิฟิลิส ปี 2567 มีอัตราป่วย 36.90 ต่อแสนปชก. ปี 2568 ลดลงเป็นอัตรา 25.40 ต่อแสนปชก- อัตราป่วยหนองใน ปี 2567 มีอัตราป่วย 20.88 ต่อแสนปชก. ปี 2568 มีอัตราป่วย 16.92 ต่อแสน ปชก.2. อัตราป่วยโรคหนองใน (ทุกกลุ่มอายุ) น้อยกว่า 8 ต่อประชากรแสนคน2. อัตราป่วยโรคหนองใน (ทุกกลุ่มอายุ) เท่ากับ 23.24 ต่อประชากรแสนคน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2568)3. อัตราป่วยโรคซิฟิลิส (ทุกกลุ่มอายุ) น้อยกว่า 18 ต่อประชากรแสนคน3. อัตราป่วยโรคซิฟิลิส (ทุกกลุ่มอายุ) เท่ากับ 31.97 ต่อประชากรแสนคน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2568)4. อัตราป่วยโรคหนองใน ในกลุ่มอายุ 15 - 24 ปีไม่เกิน 60 ต่อประชากรแสนคน4. อัตราป่วยโรคหนองใน ในกลุ่มอายุ 15 - 24 ปี เท่ากับ 103.64 ต่อประชากรแสนคน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2568)5. อัตราป่วยโรคซิฟิลิส ในกลุ่มอายุ 15 - 24 ปีไม่เกิน 65 ต่อประชากรแสนคน5. อัตราป่วยโรคซิฟิลิส ในกลุ่มอายุ 15 - 24 ปี เท่ากับ 108.68 ต่อประชากรแสนคน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2568)6. อัตราป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 ต่อเด็กเกิดมีชีพแสนคน6. อัตราป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) เท่ากับ 356.47 ต่อเด็กเกิดมีชีพแสนคน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2568)Cluster NCDs1 ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละการคัดกรองพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนอายุ15 ปี ขึ้นไป ให้ได้ร้อยละ 50 ขึ้นไปการคัดกรองพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(special) ในประชาชนอายุ 15 ปี ขึ้นไป ของเขตสุขภาพที่ 10 ณ วันที่ 18 สิงหาคม2568 ดำเนินการได้ร้อยละ 50.182 งานป้องกัน การจมน้ำ1. ระดับความสำเร็จของการสร้างทีมผู้ก่อการดี ป้องกันการจมน้ำ (MERIT MAKER)ค่าเป้าหมายทีม ระดับ เงิน ทอง เพชร SPEC MM เขต 10 จำนวน 40 ทีม ผลงาน เท่ากับ 40 ทีม และ สคร.10 ได้รับรางวัลองค์กรสนับสนุนผู้ก่อการดี ระดับดีเด่น2. ร้อยละการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ลดลง เมื่อเทียบกับค่าเป้าหมายระดับเขตที่กำหนด* (คำนวณร้อยละการจมน้ำเสียชีวิตฯ ตามแบบฟอร์มที่ 3)การจมน้ำเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีปีงบประมาณ 2568 ไม่เกิน 33 ราย ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค.68 จาก drowning report มีรายงานเสียชีวิต 21 ราย3 การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนจำนวนจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บรวมกับผู้เสียชีวิตในกลุ่มเด็กและเยาวชน ลดลงอย่างน้อย ร้อยละ 3 ต่อปี*(ตัวชี้วัดตรวจราชการ) (เป้าหมาย 20 จังหวัด)จากฐานข้อมูล ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน (THAIRSC) บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เทียบค่าเป้าหมายตามตัวชี้วัดในไตรมาสที่ ๔ พบว่า ทั้ง ๕ จังหวัด ยังไม่เกินค่าเป้าหมาย ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม 2568 และมีจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน (ช่วงวัย 1 - 18 ปี) ในเขตสุขภาพที่ 10 ทั้งสิ้น 4,407 ราย


Click to View FlipBook Version