38ก่อนสร้างงานขึ้นมาได้แต่ละน ต้องมีการวางโครงร่างก่อน หากต้องการสร้างบ้านต้องมีการออกแบบโครงร่างของบ้าน งานกราฟิกเช่นเดียวกับจาเป็นต้องวางโครงร่าง (Layout) ว่าในแต่ละส่วนจะนำอะไรลงไปบ้าง เช่น ในส่วนของแบนเนอร์ ด้านข้าง ด้านล่าง เพื่อเป็นการลีกรอบไม่ให้งานหลุดออกจากประเด็นที่ต้องการจะสื่อ รวมไปถึงการจัดวางของพื้นที่ไม่ให้รกและว่างจนเกินไป5. กฎสามส่วนกฎสามส่วน หรือ Rule of Thirds เป็นทฤษฎีในการจัดตำแหน่งองค์ประกอบของภาพ ไม่ให้อยู่ตรงกลำงภาพจนทำให้ภาพดูแข็งไม่น่ามอง กฎสามส่วน จึงเป็นตัวช่วยในการจัดวางตำแหน่งไห้องค์ประกอบอยู่ตรงจุดจุดตัดระหว่างเส้นสาหรับผู้เริ่มต้นไม่ว่าจะออกแบบหรือถ่ายภาพ ควรใช้ทฤษฎีต่าง ๆ ที่มีอยู่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคิดงานการเอนกู้กฎตานส่วนถือว่าเป็นทฤษฎีที่ใช้งานให้จริงเละไร้ปล่อมากในชีวิตประจาวันกฎสามส่วน (Rule of Thirds) คือ การสร้างเส้น 4 เส้นขึ้นมาตามสัดส่วนที่กำหนด จุดตัดของแต่ละเส้นนั้นนั้น คือจุดที่ควรวางองค์ประกอบลงไป จุดประสงค์ของกฎสามส่วน (Rule of Thrds) คือ จุดที่ช่วยสร้างความสมดุลและละความลงตัวของภาพเมื่อออกแบบหรือถ่ายภาพ จึงมักระพบกับกับเส้นกฎสามส่วนโต้ที่ช่องมองภาพ (Vewinder) ของกล้องกล้องถ่ายรูปเสมอ หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหว (Appilcaion) สาหรับการถ่ายภาพบนโทรศัพท์มือถือถือสามารถพบกฎสามส่วนได้เช่นเดียวกันการจัดวางตำแหน่งหลักของภาพถ่าย เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดผลทางด้านแนวความคิดและความรู้สึกได้การวางตำแหน่งที่เหมาะสมชองจุดสนใจในภาพเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ และที่นิยมกันโดยทั่วไป คือ กฎสามส่วนกฎสามส่วนกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าภาพจะอยู่แนวตั้งหรือแนวนอนก็ตาม หากแบ่งภาพนั้นออกเป็นสามส่วน ทั้งตามแนวตั้งและแนวนอน แล้วลำกเส้นแบ่งภาพทั้งสามเส้นจะเกิดจุดตัดกันทั้งหมด 4 จุด ซึ่งจุดขัดของเส้นทั้งสี่นี้ เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสาหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เน้นให้เป็นจดเด่นหลัก ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ นั้น เป็นส่วนสำคัญที่รองลงมาหลักการของการจัดวางตำแหน่งของภาพ อาจแบ่งได้ดังนี้1) การจัดวางตำแหน่งจุดเด่นหลักไม่จาเป็นต้องจากัดมากนัก อาจกำหนดบริเวณใกล้เพียงทั้งสี่จุดนี้2) การจัดวางบริเวณจุดตัดทั้งหมด จุดสนโจของรูปภาพส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณจุดตัด ซึ่งจะทำให้ภาพดูสมบูรณ์3) การใช้แนวเส้นแบ่ง 1:3 ซึ่งสามารถไข้แนว.ส้นแบ่ง 3 เส้นนี้เป็นแนวในการจัดสัดส่วนการจัดวางเส้นชอบฟ้าให้อยู่ในแนวเส้นแบ่ง โดยให้ส่วนพื้นดินและท้องฟ้าอยู่ในอัตราส่วน 3 : 1 หรือ 1 3 แต่ไม่ควรแบ่ง 4) การจัดวางตำแหน่งตรงจุดสนใจ ซึ่งจะอยู่เฉพาะบริเวณจุดตัดโดจุดตัดหนึ่ง ทำให้ภาพดูสมบูรณ์ และน่าสมใจยิ่งขึ้น และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดองค์ประกอบภาพอื่น ๆ โดยใช้หลักการเดียวกัน6. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสีความหมายของสี สี (Color) หมายถึง ลักษณะกระทบต่อสายตาให้เห็นเป็นสี มีผลตามจิตวิทยา คือ มีอำนำจให้เกิด
39ความเข้มของแสงที่อารมณ์และความรู้สึกได้ การที่ได้เห็นสีจากสายตาจะส่งความรู้สึกไปยังสมองทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ๆ ตามอิทธิพลของสี เช่น สดชื่น ร้อน ตื่นเต้น เศร้า สีมีความหมายอย่างมากเพราะศิลปินต้องการใช้สีเป็นสื่อสร้างความประทับโจในผลงานของศีลปะและสะท้อนความประทับใจนั้นให้บังเกิดแก่ผู้ดู มนุษย์เกี่ยวข้องกับสีต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาเพราะทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวนั้นล้วนแต่มีสีสันแตกต่างกัน ลิเป็นสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อประโยชน์กับตนเองและผู้สร้างงานจิตรกรรมเพราะเรื่องราวของสีนั้นมีหลักวิชาเป็นวิหยาศาสตร์ จึงควรทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ของสีเพราะจะส่งผลให้การใช้สีจุผลสาเร็จในงานมากขึ้น หากยังไม่เข้าใจเรื่องสีดีพอสมควร ถ้าได้ศึกษาองสี่ดีแล้ว งานศิลปะจะประสบควาบความเป็นอย่างยิ่งคุณลักษณะของสี1) สีแท้ (Hue) คือ สีที่ยังไม่ถูกสีอื่นเข้าผสม เป็นลักษณะของสีแท้ที่ที่มีความสะอาดสดใส เช่น สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน2) สีอ่อนหรือสีจาง (Tim)) ไข้เรียกสีแท้ที่ถูกแสนด้วยสีชาว เช่น สีเทำ สีงทำ สีชมพู3) สีแก่ (Shade) ใช้เรียกสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีดา เช่น สีน้ำตาลทฤษฎีสีทฤษฎีสี (Theory of Color) หมายถึง ทฤษฎีของแม่สิที่เป็นตันกาเนิดของการผสมสีเพื่อให้เกิดเป็นสีแล้วนำไปใช้สร้างงานศิลปะหรืองานออกแบบแขนงต่าง ๆแม่สี (Prmaries) สีต่าง ๆ นั้น มีอยู่จานวนมากแหล่งกาเนิดของสีและวิธีการผสมของสีตลอดจนความรู้สึกที่มีต่อสีของมนุษย์แต่ละกลุ่มย่อมมีความแตกต่างกัน สีต่าง , ที่ปรากฎย่อมเกิดขึ้นจากแม่สีในลักษณะที่แตกต่างกันตามชนิดและประเภทชองสีนั้นแม่สี คือ สีที่นำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสีใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสีเติม แม่สี มีอยู่ 2 ชนิด คือ1) แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแห่งแก้วปริซึม มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน อยู่ในรูปของแสงรังสี ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวที่มีสิ คุณสมบัติรองแสงสามารถนำมาใช้ในการถ่ายภาพ ภาพโทรทัศน์การจัดแสงสีในการแสดงต่าง ๆ ฯลฯ2) แม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีที่ได้มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนการทางเคมี มี 3 3 คือ สีแดงสีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่น้ำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวางในวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม ฯลฯแม่สีวัตถุธาตุ เมื่อนำมามสมกันตามหลักเกณฑ์จะทำให้เกิดวงจรสึ ซึ่งเป็นวงสีธรรมชาติเกิดจากการผสมกันของแม่สีวัตถุธาตุ ซึ่งเป็นสีหลักที่ใช้งานกันทั่วไป ในวงจรสีจะแสดงสีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้สีขั้นที่ 1 คือ แม่สี ได้แก่
40ระบบสี AGBระบบสี RGB เป็นระบบสีของแสง ซึ่งเกิดจากการหักเหชองแสงผ่านแท่งแก้วบริซึมจนเกิดแอบสีที่เรียกว่า สีรุ้ง(Spectrum) โดยแยกสีตามที่สายตามองเห็นได้ 7 สิ คือ แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ซึ่งเป็นพลังงานอยู่ในรูปของรังสีที่มีช่วงคลื่นที่สายตาสามารถมองเห็นได้ แสงสีม่วงมีความเถี่คลื่นสูงที่สุด คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าแสงสีม่วง เรียกว่า อัลตราไวโอเลด (Ultra Viet) และคลื่นแสงสีแดง มีความถี่คลื่นต่ำที่สุด คลื่นแสงที่ดากว่าแสงสีแดงเรียกว่า อินฟราเรด (Infrared) คลื่นแสงที่มีความถีสูงกว่าสีม่วงและต่ำกว่าสีแดงนั้น สายตาของมนุษย์ไม่สามารถรับได้เมื่อศึกษาแล้วพบว่าแสงสีทั้งหมดเกิดจากแสงสี 3 3 คือ สีแดง (Red) สีน้ำเงิน (Blue) และสีเขียว (Green) ทั้งสามสีถือเป็นแม่สีของแสง เมื่อนำมาถายรวมกันจะทำให้เกิดสีใหม่อีก 3 สี คือ สีแดงมาเจนตา สีฟ้าไซแอน และสีเหลืองและถ้าฉายแสงสีทั้งหมดรวมกันจะได้แสงสีขาว จากคุณสมบัติของแสงนี้ใด้นำมาใช้ประโยชน์ทั่วไปในการฉายภาพยนตร์รหัสสีรหัสค่าสีที่ใช้กับเว็บไซค์หรือคอมฟิวเตอร์ จะถูกแบ่งออกเป็นชุด โดยมี 3 ชุด ซึ่งทั้ง 3 ชุดถูกแบ่งออกดามระบบแม่สี AGB ดังนี้1) ชุดเลข 2 ตัวแรก จะบอกถึงสีแดง (R)2) ชุดเลข 2 ตัวกลำง จะบอกถึงสีเขียว (G)3) ชุดเลข 2 ตัวสุดท้าย จะบอกถึงสีน้ำเงิน (B)และตามหลักการการเขียนโค้ครหัสสีนั้น ที่หน้ารหัสค่าสีจะต้องขึ้นตันด้วยเครื่องหมายชาร์ป (ศ)จากตัวอย่างค่าสีข้างต้นเป็นการเขียนและบอกถึงค่าสีต่าง ๆ ดังนี้#FF0000 เป็นรหัสค่าสีของสีแดง (Red) เนื่องจากกำหนดให้เลข 2 ตัวแรกเป็น FF ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดใน
41ระบบเลขฐาน 16 และกำหนดให้สีในชุตอื่น ๆ มีค่าน้อยที่สุด โดยกำหนดเป็นเลข 0 ทำให้สีที่แสดงออกมาเป็น\" \"สีแดง\"#0OFF00 เป็นรหัสค่าสีของสีเขียว (Green) เนื่องจากกำหนดให้เลข 2 ตัวกลำงเป็น FF ซึ่งเป็นตัวเลขสุดในระบบเลขฐาน 16 และกำหนดให้สีในชุดอื่น ๆ มีค่าน้อยที่สุด โดยกำหนดเป็นเลข 0 ทำให้สีที่แสดงออกมาเป็น \"สีเขียว\"#0000FF เป็นรหัสดาสีของสีเขียว (B(มe) เนื่องจากกำหนดให้เลข 2 ตัวสุดท้ายเป็น FF ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดในระบบเลขฐาน 16 และกำหนดให้สีในชุดอื่น ๆ มีค่าน้อยที่สุด โดยกำหนดเป็นเลข 0 ทำให้สีที่แสดงอดงออกมาเป็น \"สีน้ำเงิน\"#000000 เป็นรหัสสีของสีดา (Black) เนื่องจากคำสีในระบบ RGB ทั้ง 3 ถูกกำหนดให้มีค่าต่ำที่สุดนั้น คือ เลข 0 ทำให้แสงที่จะมานสมเป็นค่าลีนั้น มีควนมืดมืดที่บ ซึ่งความมืดทับนั้น \"สีดา\"#FFFFFFF เป็นรหัสดาสีของสีขาว (White) เนื่องจากคำสีในระบบ RGB ทั้ง 3 ถูกกำหนดให้มีค่าสูงที่สุดนั้น คือเลข F ทำให้แสงที่จะมาผสมเป็นป็นค่าสีนั้น มีความสว่างมากที่สุด จึงเกิดเป็น \"สีขาว\" ขึ้น การผสมกันของรหัสสีระบบสี CMYKระบบสี CMYK ซึ่งเป็นสีที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ CMVK ย่อมาจาก Cyan (ฟ้า) Magenta (แดงอมม) Yellow(เหลือง) Key (สีดา ไม่ได้ใช้ B Black) ระบบสี CMYK นั้น เหมาะสาหรับงานพิมพ์ เช่น หนังสือ โปสเตอร์ แผ่นพับหรืองานไวนิลทั่วไป สรุป คือ งานทุกอย่างที่ต้องพิมพ์ถกมาจะใช้ระบบประบบสีเป็น CMYKสีที่ใช้ในการออกแบบสีที่เหมาะสาหรับการออกแบบจะแยกเป็นชุด เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและสวยงาม ดังนี้สาหรับงานสื่อดิจิทัล (เช่น โซเชียลมีเดีย, เว็บไซต์)• ชุดสีโทนพาสเทล:• Pros: เหมาะสาหรับงานที่ต้องการความรู้สึกอ่อนโยน สบายตา และเป็นมิตร• Cons: อาจไม่ดึงดูดสายตาได้มากเท่าโทนสีที่สดใสหรือตัดกัน• ชุดสีโทนร้อนและเย็นคู่กัน:• Pros: สร้างความโดดเด่นและคอนทราสต์ที่น่าสนใจ• Cons: ต้องใช้ความระมัดระวังในการจับคู่สีเพื่อไม่ให้ดูรกหรือขัดแย้งกันเกินไป• ชุดสีที่สร้างจากภาพถ่าย:• Pros: ได้ชุดสีที่สมจริงและมีความเป็นธรรมชาติ• Cons: อาจต้องใช้เครื่องมือในการจับคู่สีที่ซับซ้อนขึ้นสาหรับงานสิ่งพิมพ์ (เช่น โบรชัวร์, นำมบัตร)• ชุดสีที่เน้นความน่าเชื่อถือ:• Pros: ใช้สีโทนเย็นอย่างสีน้ำเงิน สีเขียว หรือสีม่วงเพื่อสร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือและสงบ
42• Cons: อาจดูเรียบเกินไปถ้าไม่มีสีอื่นมาช่วยเสริม• ชุดสีที่เน้นความสดใสและโดดเด่น:• Pros: ใช้สีคู่ตรงข้ามเพื่อสร้างความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจ• Cons: ต้องระวังเรื่องการใช้สีที่เข้มหรือสดใสเกินไป อาจทำให้งานดูรก• ชุดสีตามเทรนด์ปีล่าสุด:• Pros: ทำให้งานดูทันสมัยและน่าสนใจตามกระแสนิยม• Cons: อาจตกยุคได้เร็วแหล่งข้อมูลและเครื่องมือช่วยสร้างชุดสี• สาหรับมือใหม่: Canva Palette Generator, Color Hunt, Lemon 8• สาหรับผู้ที่ต้องการความละเอียดสูง: Adobe Color, Colormind• สาหรับผู้ที่ต้องการตัวอย่าง: Happy Huesสีและความหมายสีมีความหมายและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม สังคม และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น สีแดงเป็นสีที่สื่อถึงพลัง ความร้อนแรง และความตื่นเต้น ในหลำยวัฒนธรรม ในขณะที่ในบางวัฒนธรรม สีแดงเป็นสีที่สื่อถึงความรัก ความโรแมนติก และโชคดีตัวอย่างสีและความหมาย• สีแดง: พลัง ความร้อนแรง ตื่นเต้น ความรัก ความโรแมนติก โชคดี• สีส้ม: สนุกสนำน ร่าเริง มีชีวิตชีวา พลังงาน ความสร้างสรรค์• สีเหลือง: สดใส ร่าเริง มีความสุข ปัญญา ความรู้ ความหวัง• สีเขียว: ธรรมชาติ สดชื่น ผ่อนคลำย ความหวัง ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง• สีฟ้า: สงบนิ่ง น่าเชื่อถือ ความมั่นคง ความรู้ ความฉลำด ความลึกลับ• สีม่วง: ลึกลับ หรูหรา โรแมนติก ปัญญา ความสร้างสรรค์ ความทะเยอทะยาน• สีดา: อำนำจ ความลึกลับ หรูหรา ความซับซ้อน ความหรูหรา ความลึกลับ• สีขาว: สะอาด บริสุทธิ์ สว่างสดใส ความหวัง ความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา• สีเทำ: โมเดิร์น ทันสมัย เรียบง่าย ความเป็นกลำง ความสม่ำเสมอWeb Guide• http://www.krukikz.com/3-color-mode• https://www.marketingoops.com/campaigns/design/color-schemes-marketing-design-• psychology/• https://bit.ly/3yQKyv8เกร็ดความรู้สื่อดิจิทัลในรูปแบบสิ่งพิมพ์ดีให้ไทที่ทวนเห็นบ่อยที่สุด อาจแบ่งใต้ 3 รูปแบบ ใต้แก่1. Interactive PDF คือ สิ่งพิมพ์ในรูปแบบ PDF ที่ถูกเพิ่มเติมคณสมบัติให้กับเนื้อหา อาทิ
43ภาพเคลื่อนไหวเสียงหรือลิงก์ที่เชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ให้พร้อมช่วยปิดการชายได้ทันที2. Mobile Publishing คือ การจัดทิมพ์ที่มุ่งแผยแพร่เนื้อหาให้กับกลุ่มผู้ใช้เห็บเล็ตและสมาร์ตโฟน ใช้งานผ่านโมโบล์แอปซึ่งพัฒนาให้รองรับ 105 หรือ Android หรือทั้งคู่3.Web Publishing คือ การจัดพิมพ์ที่มุ่งเผยแพร่เนื้อหาให้กับกลุ่มผู้ใช้อุปกรณ์พกพา ใช้งานผ่านเว็บบราว์เซอร์เท่านั้นทุกเนื้อหาเข้าถึงมีตัวที่ทุกเวลาที่มีสัญญานอินเทอร์เม็ดสรุปประเด็นสำคัญสื่อดิจิทัล (Dig(tal Meda) หมายถึง สื่อที่มีการนำเอาข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวิดีโอมาแปลงสภาพและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเทคโนโลยีความเจริญก้าวหน้าทางด้านคอมทิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ในการใช้งานประเภทของการออกแบบสื่อดิจิทัล แบ่งได้ดังนี้1. Communication Arts2. Visual Communication3. Digital Media Designองค์ประกอบของสื่อดีจิทัล ประกอบด้วยพื้นฐาน 5 ชนิด ได้แก่1. ข้อความ (Text)2. เสียง (Audio)3. ภาพนิ่ง (Still Image)4. ภาพเคลื่อนไหว (Animation)5. วิตีโอ (Video)เทคนิคในการออกแบบกราฟิก มีดังนี้1. กลุ่มเป้าหมาย (Goal)2. สัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย (Symbols)3. ลักษณะการใช้สี (Color)4. การใช้ตัวอักษร (Text)5. ลักษณะการจัดวางโครงร่าง (Layout)กฎสามส่วน (Rule of Thirds) คือ การสร้างเส้น 4 เส้นขึ้นมาตามสัดส่วนที่กำหนด จุดตัดของแต่ละเส้นนั้นนั้นคือ จุดที่ควรวางองค์ประกอบลงไปสี (Color) หมายถึง ลักษณะกระทบต่อสายพาให้เห็นเป็นสีมีผลถึงจิตวิทยา คือ มีอำนำจให้เกิดความเข้มของแสงที่อารมณ์และความรู้สึกได้ การที่ได้เห็นสีจากสายตาจะส่งความรู้สึกไปยังสมองทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ตามอิทธิพลของสี
44รายวิชา โปรแกรมกราฟิกสาหรับผลิตสื่อดิจิทัล รหัสวิชา 31910-2016แบบทดสอบหน่วยที่ 3 หลักสำคัญในการออกแบบสื่อดิจิทัลคำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว จานวน 20 ข้อ 20 คะแนน1.ข้อใด หมายถึงการออกแบบสื่อดิจิทัลก. การสร้างสื่อที่มีเสียงเท่านั้น ข. การนำข้อมูลมาจัดเรียงให้เหมาะสมและสื่อสารได้ตรงจุดค. การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ง. การตัดต่อวิดีโอเท่านั้น2.ข้อใด เป็นความสำคัญของการออกแบบสื่อดิจิทัลก. ทำให้สื่อมีราคาแพง ข. ทำให้ผู้เรียนสนใจและเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นค. ทำให้สื่อดูซับซ้อน ง. ทำให้การผลิตสื่อใช้เวลานำนขึ้น3.การออกแบบสื่อดิจิทัลที่ดีควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลักก. ความชอบของผู้ออกแบบ ข. ความงามมากกว่าความเข้าใจค. ผู้รับสารและวัตถุประสงค์ของสื่อ ง. การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด4.“ความชัดเจนของเนื้อหา” เป็นหลักการออกแบบในข้อใดก. หลักความเรียบง่าย ข. หลักความสมดุลค. หลักความเข้าใจง่าย ง. หลักความชัดเจน5.การใช้สีในสื่อดิจิทัลควรมีลักษณะอย่างไรก. ใช้หลำยสีเพื่อให้ดูโดดเด่น ข. ใช้สีให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ค. ใช้สีสอดคล้องกับเนื้อหาและไม่รบกวนสายตา ง. ใช้สีตามความชอบส่วนตัว6.ตัวอักษรในสื่อดิจิทัลควรมีคุณสมบัติอย่างไรก. ใช้หลำยแบบเพื่อความน่าสนใจ ข. ใช้ตัวอักษรอ่านง่ายและขนำดเหมาะสมค. ใช้ตัวอักษรเล็กเพื่อประหยัดพื้นที่ ง. ใช้ตัวอักษรประดิษฐ์มาก ๆ7.การจัดองค์ประกอบภาพ (Layout) ที่ดีควรเป็นอย่างไรก. วางองค์ประกอบตามใจผู้ออกแบบ ข. จัดให้องค์ประกอบสมดุลและสัมพันธ์กันค. ใช้องค์ประกอบน้อยที่สุด ง. จัดวางแบบไม่เป็นระเบียบ8.ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการออกแบบสื่อดิจิทัลก. ตัวอักษร ข. ภาพค. เสียง ง. โปรแกรมคำนวณ9.ขั้นตอนใดเป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบสื่อดิจิทัลก. การทดสอบและปรับปรุงสื่อ ข. การขายสื่อค. การติดตั้งเครื่องพิมพ์ ง. การเขียนรายงาน10.การวิเคราะห์ผู้รับสารมีประโยชน์อย่างไรก. เพื่อรู้ว่าผู้รับสารมีจานวนเท่าใด ข. เพื่อให้รู้จักความต้องการและลักษณะของผู้ใช้สื่อค. เพื่อเลือกเทคโนโลยีที่แพงที่สุด ง. เพื่อออกแบบให้สวยงามเท่านั้น
4511.การใช้ภาพเคลื่อนไหวในสื่อดิจิทัลควรคำนึงถึงข้อใดก. ใช้มากที่สุดเพื่อความสวยงาม ข. ใช้อย่างพอดีและเหมาะสมกับเนื้อหาค. ใช้เพื่อแทนข้อความทั้งหมด ง. ใช้ภาพเคลื่อนไหวทุกหน้า12.สื่อดิจิทัลที่ดีควรเน้นสิ่งใดก. เน้นความสวยงามมากกว่าเนื้อหา ข. เน้นเนื้อหามากกว่าการสื่อสารค. เน้นความเข้าใจและสื่อสารได้ตรงจุด ง. เน้นการใช้เทคนิคซับซ้อน13.ข้อใดเป็นตัวอย่างของ หลักความสม่ำเสมอ (Consistency)ก. เปลี่ยนสีพื้นทุกหน้า ข. ใช้รูปแบบตัวอักษรเดียวกันตลอดทั้งสื่อค. เปลี่ยนขนำดตัวอักษรทุกย่อหน้า ง. ใช้ภาพไม่เกี่ยวกับเนื้อหา14.การเลือกใช้ภาพในสื่อควรพิจารณาข้อใดก. ภาพต้องมีความคมชัดและสื่อความหมายได้ตรงจุด ข. ภาพต้องมีสีสดเท่านั้นค. ใช้ภาพจากแหล่งใดก็ได้โดยไม่อ้างอิง ง. ใช้ภาพตกแต่งทั่วไปโดยไม่สนใจเนื้อหา15.การออกแบบที่เรียบง่ายช่วยให้เกิดผลดีอย่างไรก. ทำให้สื่อดูไม่น่าสนใจ ข. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นค. ทำให้สื่อดูว่างเปล่า ง. ทำให้สื่อซับซ้อนน้อยเกินไป16.จริยธรรมสำคัญของนักออกแบบสื่อดิจิทัลคือข้อใดก. คัดลอกงานผู้อื่นมาใช้ ข. ไม่เคารพลิขสิทธิ์ภาพและเสียงค. ใช้สื่ออย่างรับผิดชอบและไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ง. นำสื่อมาใช้โดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา17.ข้อใดเป็นตัวอย่างของการออกแบบที่ดีก. ใช้สีและข้อความกลมกลืนกับเนื้อหา ข. ใช้ตัวอักษรเล็กและสีพื้นเข้มค. ใช้ภาพมากเกินไปจนรบกวนเนื้อหา ง. ใช้เอฟเฟกต์ทุกประเภทในหน้าเดียว18.การใช้เสียงในสื่อดิจิทัลควรมีจุดประสงค์ใดก. เพื่อสร้างความราคาญ ข. เพื่อเสริมบรรยากาศและความเข้าใจเนื้อหาค. เพื่อแทนเนื้อหาทั้งหมด ง. เพื่อให้สื่อดูมีเทคโนโลยีสูง19.การประเมินสื่อดิจิทัลควรเน้นสิ่งใดเป็นหลักก. ความชอบส่วนตัวของผู้ออกแบบ ข. ความสวยงามของภาพค. ความเหมาะสมของเนื้อหาและประสิทธิภาพการสื่อสาร ง. ราคาของโปรแกรมที่ใช้20.การออกแบบสื่อดิจิทัลที่ดีควรสะท้อนสิ่งใดก. ตัวตนของผู้ออกแบบเพียงอย่างเดียว ข. ความเข้าใจของผู้รับสารและจุดมุ่งหมายของเนื้อหาค. การใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน ง. ความโดดเด่นเกินความจาเป็น
46ใบงานและใบงานภาคปฏิบัติ หน่วยที่ 3 หลักสำคัญในการออกแบบสื่อดิจิทัลให้นักเรียนทำกิจกรรมต่อไปนี้ในโปรแกรมออกแบบ (Canva / PowerPoint / Photoshop / Figma ฯลฯ) โดยออกแบบอย่างสร้างสรรค์ สีสันสวยงาม และมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง กิจกรรมที่1 : สารวจสื่อรอบตัวเลือก “สื่อดิจิทัล” 1 ชิ้น แล้วตอบคำถามต่อไปนี้คำถาม คำตอบของฉัน1. สื่อนี้ต้องการสื่อสารเรื่องอะไร?2. สี ตัวอักษร และภาพที่ใช้ เหมาะสมหรือไม่?3. จุดเด่นของสื่อนี้คืออะไร?4. สิ่งที่ควรปรับปรุงคืออะไร? ตัวอย่างคำตอบ: โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์โรงเรียน ใช้สีฟ้าและขาวสื่อถึงความน่าเชื่อถือ ตัวอักษรอ่านง่าย จุดเด่นคือความเรียบง่าย ควรปรับปรุงขนำดโลโก้ให้ชัดเจนขึ้น กิจกรรมที่ 2 : สรุปหลักการออกแบบสื่อดิจิทัลในมุมมองของฉันให้นักเรียนออกแบบ Mind Map หรือ Infographic หัวข้อ “หลักสำคัญในการออกแบบสื่อดิจิทัล” โดยสรุปเนื้อหาหลัก เช่น ความชัดเจน ความเรียบง่าย ความสม่ำเสมอ ความสมดุล และการเลือกใช้สี ตัวอักษร ตัวอย่างคำตอบ: Mind Map แสดง 5 หลักการออกแบบพร้อมภาพไอคอนประกอบ กิจกรรมที่ 3 : ออกแบบสื่อของฉันเอง!ให้นักเรียนออกแบบโปสเตอร์ดิจิทัล 1 ชิ้น หัวข้อ “ออกแบบดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” โดยใช้หลักการออกแบบที่เรียนมา เช่น สีเหมาะสม ตัวอักษรอ่านง่าย และจัดวางองค์ประกอบสมดุล เกณฑ์การให้คะแนนการใช้หลักการออกแบบ 10ความคิดสร้างสรรค์ 10ความถูกต้องและสื่อสารได้ชัดเจน 10ความสวยงามและความตั้งใจ 10รวม 40 สะท้อนความคิดหลังทำใบงานสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการทำใบงานนี้คือ _____________________________สิ่งที่ฉันอยากพัฒนาต่อไปคือ _____________________________
47แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 4รหัสวิชา 31910-2016 ชื่อวิชา โปรแกรมกราฟิกสาหรับผลิตสื่อดิจิทัล สอนครั้งที่ 5 - 6ชื่อหน่วยการเรียนรู้รูปแบบของภาพ Infographic ทฤษฎี 4 ชม. ปฏิบัติ 4 ชม. ชื่อเรื่อง/งาน รูปแบบของภาพ Infographic1. ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหน่วยการเรียนนักเรียนสามารถ จำแนกและอธิบาย รูปแบบต่าง ๆ ของ Infographic (เช่น Statistical, Timeline, Process, Comparison) ได้อย่างถูกต้อง และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ สามารถ วิเคราะห์และเลือกรูปแบบ ของ Infographic ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของข้อมูล นั้น ๆ ได้ (เช่น หากข้อมูลเป็นลำดับขั้นตอน ต้องเลือก Process Infographic) เพื่อสร้างสรรค์สื่อที่สามารถ สรุปข้อมูลซับซ้อน ให้เข้าใจได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการดึงดูดความสนใจของผู้ชม2. อ้างอิงมาตรฐาน/เชื่อมโยงกลุ่มอาชีพ2.1 มาตรฐานอาชีพ งานสร้างสรรค์ ออกแบบ สมรรถนะย่อย จัดทำโครงร่างการผลิตสื่อ1) เกณฑ์การปฏิบัติงาน (ก) ความต้องการด้านทักษะ1. ทักษะการออกแบบโครงร่าง2. ทักษะด้านการนำเสนอ(ข) ความต้องการด้านความรู้1. มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงร่างการผลิตสื่อ2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของการจัดทำโครงร่างการผลิตสื่อ3. มีความรู้ในการกำหนดแนวคิดในการสื่อสาร4. มีความรู้เกี่ยวกับออกแบบเนื้อหา2) วิธีการประเมิน 2.1 แบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก 2.2 แบบทดสอบภาคปฏิบัติ 3) หลักฐานการปฏิบัติงาน (Performance Evidence)4) หลักฐานความรู้ (Knowledge Evidence)2.2 บูรณาการกลุ่มอาชีพ นักสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ระดับ 53. สมรรถนะประจาหน่วย3.1 สามารถอธิบายและจำแนกประเภท Infographic ได้อย่างถูกต้องตามลักษณะการใช้งานหลัก (เช่น Timeline, Process, Comparison, Statistical) เพื่อให้เข้าใจว่าข้อมูลประเภทใดควรนำเสนอด้วยรูปแบบใด
483.2 สามารถวิเคราะห์วัตถุประสงค์และโครงสร้างข้อมูล (เช่น เป็นข้อมูลเชิงตัวเลข, ลำดับขั้นตอน, หรือการเปรียบเทียบ) และสามารถ เลือกรูปแบบ Infographic ที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอได้อย่างมีเหตุผล3.3 มีทักษะวางแผนการออกแบบ (Layout) และจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบ (Visual Hierarchy) ใน Infographic แต่ละรูปแบบ เพื่อให้ผู้รับสารสามารถทำความเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว3.4 มีทักษะประยุกต์ใช้เครื่องมือพื้นฐานในการสร้างองค์ประกอบภาพและกราฟิกที่สอดคล้องกับรูปแบบ Infographic ที่เลือก พร้อมทั้งปรับแต่งสไตล์ให้ดึงดูดความสนใจ3.5 มีความรับผิดชอบ ต่อการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และมีความ รอบคอบ ในการใช้ภาพประกอบหรือแหล่งข้อมูลที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์)4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 4.1 ด้านความรู้1. อธิบายความหมายและคุณค่า ของ Infographic ในการแปลงข้อมูลซับซ้อนให้เป็นภาพที่เข้าใจง่าย2. จำแนกประเภท ของ Infographic ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลได้อย่างน้อย 4 รูปแบบหลัก (เช่น Timeline, Process, Comparison, Statistical)3. อธิบายลักษณะโครงสร้าง ของ Infographic แต่ละรูปแบบได้อย่างถูกต้อง4.2 ด้านทักษะ 1. สามารถวิเคราะห์ข้อมูล และกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารได้อย่างชัดเจน 2. สามารถเลือกรูปแบบ Infographic (Infographic Type) ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อนำเสนอข้อมูลที่กำหนด (เช่น ข้อมูลลำดับเหตุการณ์ต้องใช้ Timeline) 3. สามารถวางแผนโครงสร้าง (Layout) ของ Infographic ตามรูปแบบที่เลือก โดยจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลด้วยภาพและข้อความสั้น ๆ 4. สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคนิคการออกแบบเบื้องต้นเพื่อสร้าง Infographic ที่น่าสนใจ4.3 ด้านคุณสมบัติอันพึงประสงค์1. มีความรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำมาจัดทำเป็น Infographic2. มีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอข้อมูลให้ดึงดูดและเข้าใจง่าย3. มีความรับผิดชอบ ต่อการใช้ข้อมูลและภาพประกอบที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์4. มีการทำงานเป็นทีม ในการรวบรวมข้อมูลและออกแบบร่วมกัน
495. สาระการเรียนรู้ 5.1 แนวคิดพื้นฐานของ Infographic 5.2 การจำแนกประเภทและรูปแบบของ Infographic5.3 หลักการเลือกรูปแบบ Infographic ให้เหมาะสม5.4 เทคนิคการออกแบบพื้นฐานตามรูปแบบ6. กิจกรรมการเรียนรู้ 6.1 ขั้นตอนการนำเข้าสู่บทเรียนสิ่งที่ครูปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เอกสาร/สื่อ/แหล่งเรียนรู้ที่ใช้- ครูทักทำยนักเรียน ทำความรู้จัก บอกจุดประสงค์ของบทเรียน อธิบายเกี่ยวกับเนื้อหา การวางแผนการเรียนโครงสร้างเนื้อหาบทเรียน กิจกรรม งาน ภารกิจ- รับฟังข้อมูล - แผนการจัดการเรียนรู้- สนทนำกับนักเรียนเกี่ยวกับรูปแบบของภาพ Infographic- นักเรียนช่วยกันบอกถึงรูปแบบของภาพ Infographic- เอกสารบรรยาย, อินเตอร์เน็ต 6.2 ขั้นตอนการใช้ความรู้/การฝึก การปฏิบัติสิ่งที่ครูปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เอกสาร/สื่อ/แหล่งเรียนรู้ที่ใช้1.กำหนดกฎระเบียบ - รับฟัง เอกสารประกอบการบรรยาย2.ให้คำแนะนำ คำอธิบายและผลป้อนกลับแก่นักเรียน-ซักถามโต้ตอบกับครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างอิสระ3.ดูแลและให้คำปรึกษานักเรียน4. มอบหมายงาน - ทำแบบทดสอบ- ทำใบงานที่มอบหมาย- แบบทดสอบ- ใบงาน 6.3 ขั้นตอนการสรุปสิ่งที่ครูปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เอกสาร/สื่อ/แหล่งเรียนรู้ที่ใช้1.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปรูปแบบของภาพ Infographicฟังและซักถามข้อสงสัยต่างๆ 1.ผลจากการเรียนรู้2.ผลทดสอบความรู้3.ผลสาเร็จของใบงาน7. สื่อและแหล่งการเรียนรู้7.1 แผนการจัดการเรียนรู้
507.2 ใบความรู้7.3 สื่อการเรียนการสอน เช่น Power Point7.4 ห้องสมุด,อินเตอร์เน็ต8. หลักฐานการเรียนรู้8.1 หลักฐานความรู้ - แบบทดสอบ - ใบงาน8.2 หลักฐานการปฏิบัติงาน - ใบงานภาคปฏิบัติ9. การวัดและประเมินผล9.1 เกณฑ์การปฏิบัติงาน- ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด- แบบทดสอบจานวน 20 ข้อ 20 คะแนน- ใบงานมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน 9.2 วิธีการประเมิน - การสาธิตการปฏิบัติงาน - แฟ้มสะสมผลงาน9.3 เครื่องมือประเมิน - แบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก - แบบทดสอบภาคปฏิบัติ10. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้10.1 ข้อสรุปหลักการจัดการเรียนรู้............................................................................................................................. ...................................10.2 ปัญหาที่พบ............................................................................................................................. ...................................10.3 แนวทางแก้ปัญหา............................................................................................................................................................ ....
51ใบความรู้ หน่วยที่ 4 รูปแบบของภาพ Infographicแนวคิดพื้นฐานของ Infographic1.การสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) หัวใจสำคัญของ Infographic คือการใช้ภาพเป็นหลักในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นภาพประกอบ ไอคอน กราฟ แผนภูมิ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและช่วยให้สมองประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่าการอ่านตัวอักษรเพียงอย่างเดียว2. การย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย (Simplify Complex Data) Infographic ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น ด้วยการนำข้อมูลมาจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ และนำเสนอในรูปแบบที่มองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้รับสารสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้ในเวลาอันสั้น3. การเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling) Infographic ที่ดีจะทำหน้าที่เหมือนการเล่าเรื่อง โดยมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการจัดลำดับเนื้อหาจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสิ้นสุด ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวหรือขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง4. การดึงดูดความสนใจ (Engaging the Audience) การใช้ภาพกราฟิกที่ดึงดูดสายตา สีสันที่เหมาะสม และการจัดวางที่สวยงาม จะช่วยให้ Infographic น่าสนใจและจูงใจให้ผู้คนอยากอ่านมากขึ้น5. ความกระชับและตรงประเด็น (Concise and Focused) Infographic มุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลที่สำคัญที่สุด เนื้อหาที่เป็นข้อความจะถูกสรุปให้สั้นและกระชับที่สุด เพื่อเสริมความเข้าใจให้กับภาพกราฟิก ไม่ใช่การนำเสนอข้อมูลทั้งหมดองค์ประกอบหลักของ Infographicการสร้าง Infographic ที่มีประสิทธิภาพ ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้:• หัวข้อที่ดึงดูดความสนใจ (Descriptive Title): ชื่อเรื่องต้องชัดเจนและน่าสนใจ เพื่อบ่งบอกว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร• ข้อมูลที่ถูกต้อง (Informative Statistics): ข้อมูลที่นำมาใช้ต้องมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน• การออกแบบที่โดดเด่น (Eye-Catching Graphics): การใช้ภาพประกอบ ไอคอน และกราฟที่สวยงามและสอดคล้องกับเนื้อหา• การจัดลำดับเนื้อหา (Organized Story): การวางโครงสร้างเนื้อหาให้เป็นเรื่องราว มีการจัดลำดับจากส่วนที่สำคัญที่สุดไปส่วนที่มีรายละเอียดน้อยลง• การใช้โทนสีที่เหมาะสม (Bold Color Scheme): การเลือกใช้ชุดสีที่เข้ากัน จะช่วยสร้างความรู้สึกและสื่อความหมายให้กับข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น• แหล่งที่มาของข้อมูล (Source):การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหา
52อินโฟกราฟิกคืออะไร? ความสำคัญและประโยชน์ในการสื่อสารข้อมูลKey Takeaway• อินโฟกราฟิก คือการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เช่น ภาพ แผนภูมิ กราฟ ไอคอน หรือองค์ประกอบกราฟิกอื่นๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว• อินโฟกราฟิกมีหลำยประเภท ได้แก่ แบบเนื้อหา เชิงสถิติ ไทม์ไลน์ การเปรียบเทียบ ลิสต์ กระบวนการ และลำดับความสำคัญ ซึ่งแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้สื่อสารข้อมูลที่แตกต่างกัน• อินโฟกราฟิกที่ดีต้องมีหัวข้อที่ดึงดูด เนื้อหาที่กระชับ รวมถึงเลือกฟอนต์และสีที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ข้อมูลอ่านง่ายและมีประสิทธิภาพในการสื่อสารมากที่สุดอินโฟกราฟิก คือเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลที่มีความซับซ้อนหรือจานวนมากให้เข้าใจง่ายขึ้นผ่านการนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลำยในทุกๆ ด้าน บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอินโฟกราฟิกให้มากยิ่งขึ้นแบบเจาะลึก ตั้งแต่ความสำคัญ ประโยชน์ ไปจนถึงแนวทางการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลของคุณเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นอินโฟกราฟิกคืออะไร? เข้าใจพื้นฐานและการใช้งานอินโฟกราฟิก (Infographic) คือการออกแบบข้อมูลให้ง่ายต่อการเข้าใจ โดยใช้ภาพ แผนภูมิ กราฟไอคอน แผนที่ สี หรือองค์ประกอบกราฟิกอื่นๆ ในการนำเสนอข้อมูลแทนการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้สมองประมวลผลได้เร็วยิ่งขึ้น อินโฟกราฟิกจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายในเวลาอันสั้น
53โดยปัจจุบันอินโฟกราฟิกถูกนำไปใช้ในหลำกหลำยบริบท ทั้งในองค์กร การศึกษา สื่อดิจิทัล หรือแม้แต่สายงานอาชีพอิสระที่ต้องการสร้างความโดดเด่นให้กับเนื้อหาของตนเอง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงหรือจดจำข้อมูล ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วยประเภทต่างๆ ของอินโฟกราฟิกอินโฟกราฟิกแบ่งออกได้เป็นหลำยประเภทตามลักษณะการนำเสนอข้อมูล ซึ่งการเลือกให้เหมาะสมถือเป็นหัวใจสำคัญของกราฟิกดีไซน์ที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ ดึงดูดความสนใจ และทำให้ข้อมูลเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น โดยอินโฟกราฟิกมักแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเนื้อหา (Information Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้จะเน้นการนำเสนอข้อมูลทั่วไปในรูปแบบที่กระชับ เข้าใจง่าย และตรงประเด็น หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการ “สรุป” โดยอาจมีไอคอนหรือสัญลักษณ์ช่วยสื่อความหมาย และใช้การจัดวางตัวหนังสือให้น่าอ่าน เพื่อทำให้ข้อมูลดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป เหมาะสาหรับ การจัดทำบทความให้ความรู้ การนำเสนอแนวคิดหรือหลักการต่าง ๆ การสื่อสารข้อมูลเชิงอธิบาย หรือสื่อการสอนและการอบรม ที่ต้องการให้ผู้อ่านจดจำใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
54อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเชิงสถิติ (Statistics Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงตัวเลขและสถิติ โดยใช้กราฟ แผนภูมิ หรือไดอะแกรม เป็นหลัก เพื่อช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจข้อมูลที่มีตัวเลขจานวนมากได้ง่ายขึ้น และเห็นแนวโน้มของข้อมูลได้อย่างชัดเจนมักนำมาใช้กับการรายงานผลสารวจหรือผลวิจัย การเปรียบเทียบตัวเลขทางธุรกิจหรือเศรษฐกิจ การนำเสนอแนวโน้มทางสถิติ เช่น จานวนผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการแสดงอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมต่างๆอินโฟกราฟิกแบบข้อมูลตามลำดับเวลา (Timeline Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้จะเน้นการแสดงข้อมูลที่มีลำดับเหตุการณ์หรือช่วงเวลาชัดเจนโดยมักใช้เส้นเวลา (Timeline) เป็นองค์ประกอบหลักพร้อมกับจุดแสดงเหตุการณ์สำคัญหรือไอคอนประกอบ เพื่อช่วยให้ผู้ชมเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในแต่ละช่วงได้ง่ายขึ้น โดยแบบไทม์ไลน์จะเน้นนำมาใช้ในการแสดงพัฒนาการของแบรนด์หรือองค์กร การนำเสนอเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ การอธิบายวิวัฒนาการของเทคโนโลยี หรือการแสดงแผนงานโครงการที่มีระยะเวลาต่อเนื่อง
55อินโฟกราฟิกแบบข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ (Comparison Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้ใช้เปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง 2 สิ่งหรือมากกว่านั้น โดยอาจแสดงเป็นตาราง กราฟ หรือแผนภูมิที่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง เพื่อทำให้เห็นข้อแตกต่าง หรือข้อดี-ข้อเสียของแต่ละตัวเลือกได้อย่างชัดเจนมักนำมาใช้สาหรับการเปรียบเทียบคุณสมบัติของสินค้า A กับ B การแสดงข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกต่างๆ การเปรียบเทียบแพ็กเกจบริการหรือแผนการสมัครสมาชิก หรือการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสองเทคโนโลยีอินโฟกราฟิกแบบลิสต์ (List Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้ใช้สาหรับการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบรายการ (List) โดยเน้นการจัดเรียงเป็นข้อ ๆ เพื่อให้อ่านง่าย กระชับ และช่วยให้จดจำข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งมักใช้ไอคอน ลำดับหมายเลข หรือ Bullet Points ในการแสดงรายการข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ แบบลิสต์เหมาะกับการนำเสนอบทความหรือข้อมูลที่ต้องการจัดเรียงเป็นข้อๆ เช่น 10 วิธีดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 7 เทคนิคเพิ่มยอดขายออนไลน์ หรือเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนเดินทาง
56อินโฟกราฟิกแบบกระบวนการ (Process Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้ออกแบบมาเพื่ออธิบายขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน โดยใช้ลูกศรไอคอน หรือแผนผังโฟลว์ (Flowchart) เพื่อแสดงให้เห็นลำดับของกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด ทำให้ข้อมูลที่มีหลำยขั้นตอนเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เหมาะสาหรับการทำขั้นตอนสมัครใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ วิธีการสั่งซื้อสินค้าหรือใช้บริการ กระบวนการผลิตสินค้า หรือการทำงานของระบบต่างๆ หรือการอ ธิ บ า ย ขั้ น ต อ น ก า ร แก้ปัญหาหรือดาเนินงานอินโฟกราฟิกแบบลำดับความสำคัญ (Hierarchical Infographic)อินโฟกราฟิกประเภทนี้จะใช้แสดงลำดับชั้นของข้อมูลจากระดับสูงสุดไปยังระดับต่ำสุด โดยมักแสดงในรูปแบบ พีระมิด (Pyramid) แผนภูมิองค์กร (Organizational Chart) หรือผังโครงสร้าง (Tree Diagram) เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และลำดับความสำคัญของข้อมูลในแต่ละระดับได้อย่างชัดเจนนำไปใช้บ่อยในการแสดงโครงสร้างองค์กรหรือแผนผังการบริหาร การจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในชีวิต การแสดงระดับความสำคัญของข้อมูล หรือการจัดประเภทของสิ่งต่างๆ ตามความสัมพันธ์เชิงลำดับ
57องค์ประกอบของอินโฟกราฟิก ควรมีอะไรบ้าง?การทำอินโฟกราฟิกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรทราบถึงองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้• หัวข้อ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจและบอกให้ผู้อ่านทราบว่าเนื้อหานำเสนออะไร ควรกระชับ ชัดเจน และดึงดูด เช่น \"5 วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือน\" \"10 สิ่งที่ต้องทำก่อนเดินทาง\" \"เปรียบเทียบ iPhone รุ่นใหม่ เลือกแบบไหนดี?\"• เนื้อหา เป็นส่วนที่ต้องทำให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วมากที่สุด ซึ่งเนื้อหาที่ดีต้องกระชับ เข้าใจง่าย จัดเรียงเป็นระเบียบ และแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน ควรใช้สัญลักษณ์ ไอคอน หรือกราฟช่วยสื่อสาร เพื่อลดข้อความที่เยอะเกินไป• ธีมและการออกแบบ ควรเลือกสีที่เหมาะสม ใช้ฟอนต์อ่านง่าย และจัดวางองค์ประกอบให้สมดุล ควรจัดลำดับข้อมูลด้วยขนำดตัวอักษรที่แตกต่าง ใช้สีหลักไม่เกิน 3-4 สี และแบ่งข้อมูลเป็นบล็อกเพื่อลดความซับซ้อนหลักการและเคล็ดลับในการสร้างสรรค์อินโฟกราฟิกการสร้างอินโฟกราฟิกให้ออกมามีคุณภาพ ต้องอาศัยหลักการและเคล็ดลับต่าง ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยหลักการออกแบบอินโฟกราฟิกแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ดังนี้1. ตั้งหัวข้อให้ดึงดูดและโดนใจหัวข้อก็เปรียบเสมือนปกหนังสือ ยิ่งทำให้น่าสนใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดึงดูดให้คนอยากเปิดอ่านมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการตั้งหัวข้อให้ดึงดูดใจ สามารถทำได้ดังนี้• ใช้คำที่กระชับและเข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงประโยคยาวๆ หรือศัพท์ที่ซับซ้อน เช่น 5 เทคนิคเพิ่มยอดขาย หรือ เผยเคล็ดลับดูแลสุขภาพง่ายๆ ที่หลำยคนมองข้าม• กระตุ้นความอยากรู้โดยใช้คำถามหรือประโยคชวนให้ติดตาม เช่น ทำไมน้ำตาต้องไหลทุกครั้งที่เราหาว อยากรู้ต้องอ่าน! หรือ เรอบ่อยอันตรายไหม รีบดูก่อนเป็นหนัก!• ใช้ตัวเลขหรือคำที่บอกปริมาณเสมอ เพราะหัวข้อที่มีตัวเลขมักดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น เช่น 10 ที่นอนยางพาราขายดีปี 2025 คัดมาแล้ว! หรือ 3 วิธีลดต้นทุนธุรกิจให้ได้ผล บอกเลยว่าปัง!2. ทำเนื้อหาให้คนอยากอ่านจนจบการมีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้ผู้อ่านติดตามงานขอเราไปจนจบ ซึ่งการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ สามารถทำได้ดังนี้• กระชับและตรงประเด็น ไม่ใช้คำพูดอ้อมค้อมหรืออธิบายเป็นประโยคยาว ควรใช้ Bullet Points หรือ สรุปข้อมูลเป็นสั้นๆ แทน• จัดเรียงเนื้อหาให้เป็นลำดับที่เข้าใจง่าย โดยแบ่งข้อมูลเป็นหมวดหมู่หรือใช้หมายเลขลำดับขั้นตอน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถติดตามข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ • ใช้สี ขนำดตัวอักษร หรือไอคอนช่วยเน้นจุดสำคัญ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นจุดเด่นของเนื้อหา และไม่พลำดข้อมูลสำคัญ
58• ลดการใช้ข้อความเยอะเกินไป หากต้องการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม ควรใช้ภาพประกอบหรือไอคอนช่วยสื่อสาร• เพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยนำสายตา เช่น เส้นเชื่อม ไอคอน ลูกศร หรือเว้นวรรคให้เหมาะสม เพื่อให้เนื้อหาอ่านง่ายและไม่รู้สึกแน่นเกินไปตัวอย่างแนวทางการเขียนเนื้อหาแบบที่ไม่แนะนำ เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำมากกว่า 60% การดื่มน้ำจึงจะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต และยังช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วยแบบที่แนะนำ เช่น ทำไมต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ? เพื่อช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบไหลเวียนโลหิต ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดูสุขภาพดีจากภายใน3. เลือกรูปภาพและไอคอนให้สื่อความหมายชัดการใช้รูปภาพและไอคอนที่เหมาะสมจะช่วยให้การสื่อสารในอินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้• เลือกภาพหรือไอคอนที่ตรงกับเนื้อหา โดยควรสื่อความหมายโดยตรงกับข้อมูลที่นำเสนอ เช่น หากพูดถึงสุขภาพ ควรใช้ไอคอนรูปหัวใจ แทนที่จะใช้ไอคอนที่ไม่เกี่ยวข้อง• ใช้ไอคอนที่เรียบง่ายและเข้าใจได้ทันทีหลีกเลี่ยงไอคอนที่มีรายละเอียดซับซ้อนเกินไป ควรเลือกแบบที่มีดีไซน์ชัดเจน อ่านง่าย และเป็นมาตรฐาน• คงความสม่ำเสมอของสไตล์ภาพและไอคอน ไม่ควรใช้ไอคอนหลำยรูปแบบหรือหลำยดีไซน์ในอินโฟกราฟิกเดียวกัน เช่น หากใช้ไอคอนแบบ Flat Design ก็ควรใช้สไตล์เดียวกันตลอด• เลือกขนำดและสีให้เหมาะสมกับองค์ประกอบอื่นๆ โดยไอคอนและรูปภาพที่เลือกไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไป ควรจัดวางให้สมดุลกับข้อความและองค์ประกอบโดยรวม• ใช้ภาพความละเอียดสูงและไม่มีลำยน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้ภาพที่แตกหรือพร่ามัว เพราะอาจลดคุณภาพของอินโฟกราฟิกสวยๆ ลงได้4. ใช้ฟอนต์กับสีให้เข้ากับเนื้อหาการเลือกฟอนต์และสีที่เหมาะสม จะช่วยทำให้ข้อมูลอ่านง่ายและดึงดูดความสนใจได้มากยิ่งขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้• เลือกฟอนต์ที่อ่านง่ายและเหมาะกับธีมของเนื้อหา โดยใช้ฟอนต์ที่มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน เช่น Sans-serif (Arial, Roboto, Open Sans) สาหรับเนื้อหาทั่วไป และ Serif (Times New Roman, Georgia) สาหรับข้อมูลเชิงทางการ• กำหนดขนำดฟอนต์ให้เหมาะสม ในหัวข้อหลักควรใช้ฟอนต์ที่ใหญ่และโดดเด่นที่สุด ในหัวข้อรองควรใช้นำดเล็กกว่าหัวข้อหลักแต่ยังต้องเห็นชัด ส่วนเนื้อหาให้ใช้ขนำดที่อ่านง่าย ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
59• เลือกสีให้เหมาะกับเนื้อหา โดยใช้สีหลักเพื่อสื่ออารมณ์และความหมาย เช่น สีฟ้าหรือเขียวสาหรับสุขภาพหรือธุรกิจ สีแดงหรือส้มสาหรับเร่งด่วนและการส่งเสริมการขาย ใช้สีรองเพื่อเสริมความกลมกลืน และเลือกสีตัดกันเพื่อให้อ่านง่ายและดึงดูดสายตาสรุปอินโฟกราฟิกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เนื้อหาอ่านง่ายและน่าสนใจ ซึ่งการสร้างอินโฟกราฟิกที่มีประสิทธิภาพต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งหัวข้อที่ดึงดูดใจเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้อ่าน การจัดเรียงเนื้อหาให้เป็นลำดับที่เข้าใจง่าย หรือการเลือกใช้ฟอนต์กับสีให้เข้ากับเนื้อหา โดยองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้การทำอินโฟกราฟิกสมบูรณ์แบบและสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
60รายวิชา โปรแกรมกราฟิกสาหรับผลิตสื่อดิจิทัล รหัสวิชา 31910-2016แบบทดสอบหน่วยที่ 4 รูปแบบของภาพ Infographicคำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว จานวน 20 ข้อ 20 คะแนน1. ข้อใด ไม่ใช่ ข้อมูลที่เหมาะสาหรับนำไปสร้างอินโฟกราฟิก?ก.How to ข.โฆษณา/ให้ข้อมูลค.การรณรงค์/เตือน ง.ข่าวโคมลอย2. “อินโฟกราฟิกที่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้ชม เปลี่ยนการแสดงผลได้ตามสิ่งที่ผู้ชมเลือก” คือนิยามของอินโฟกราฟิกประเภทใด?ก.อินเตอร์แอ็คทีฟอินโฟกราฟิก (Interative Infographics) ข.โมชันอินโฟกราฟิก (Motion Infographics)ค.อินโฟกราฟิกแบบภาพนิ่ง (Static Infographics) ง.อินโฟกราฟิกแบบใช้ภาพถ่าย (Photo Infographic)3. ข้อใด ไม่ใช่ ประโยชน์ของอินโฟกราฟิกในระยะยาว?ก.ช่วยสร้างอาชีพใหม่ๆข.ช่วยลดการผลิตกระดาษในการจัดทำสื่อ เพราะผู้คนหันมาผลิตอินโฟกราฟิกที่เผยแพร่ค.ช่วยกระตุ้นให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันข้อมูลง.ช่วยทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก4. ขั้นตอนแรกในกระบวนการผลิตอินโฟกราฟิก คือขั้นตอนใด?ก.ศึกษาข้อมูลที่จะนำมาทำอินโฟกราฟิก ข.ร่างชิ้นงานและออกแบบค.กำหนดเรื่องที่จะนำเสนอ / เลือกหัวข้อ ง.ตรวจสอบและเผยแพร่ผลงาน5. เพราะเหตุใดเราจึงต้องเลือกหัวข้อในการทำอินโฟกราฟิก “ให้ล้ำหน้ากว่าผู้อื่น” ?ก.เพราะทำให้อินโฟกราฟิกของเราดูสวยงาม ข.เพราะทำให้อินโฟกราฟิกของเราไม่น่าเบื่อค.เพราะทำให้อินโฟกราฟิกของเราเป็นที่จดจำ ง.เพราะทำให้อินโฟกราฟิกของเราได้รับความสนใจจากผู้ชมได้ง่าย6. ข้อมูลระดับใดที่นิยมนำมาใช้ทำอินโฟกราฟิกมากที่สุด?ก.ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เพราะน่าเชื่อถือมากที่สุดข.ข้อมูลตติยภูมิ (Tertiary Data) เพราะเป็นการชี้แนะแหล่งข้อมูลให้ผู้ใช้ได้ทราค.ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เพราะสามารถนำมาใช้ได้เลย อีกทั้งยังประหยัดง.ไม่มีข้อใดถูก7. เหตุใดต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และสกัดก่อนนำไปสร้างอินโฟกราฟิก?ก.เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดและสามารถนำไปใช้งานต่อได้ง่ายข.เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากที่สุดและสามารถนำไปใช้งานต่อได้ง่ายค.เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น้อยที่สุดและสามารถนำไปใช้งานต่อได้ง่ายง.เพื่อให้ได้เฉพาะข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ให้สามารถนำไปใช้งานต่อได้ง่าย
618. Infographic คืออะไรที่ถูกต้องที่สุด?ก. ภาพประกอบที่ใช้ตกแต่งสไลด์ ข. สื่อภาพที่ใช้ถ่ายทอดข้อมูลให้เข้าใจง่ายและกระชับค. การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม ง. แผนผังโครงสร้างองค์กร9. การใช้ AI เพื่อช่วยออกแบบ Infographic อย่างถูกต้องคือข้อใด?ก.ให้ AI ออกแบบทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ ข.ใช้ AI เพื่อสร้างไอเดียและภาพประกอบ แล้วปรับแก้ให้เหมาะสมค.คัดลอก Infographic จากอินเทอร์เน็ตมาใช้ตรง ๆ ง.ใช้ AI เพื่อดึงข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นมาใส่ในผลงาน10. สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อวิเคราะห์ Infographic เพื่อจำแนกประเภทคืออะไร?ก. ดูว่าใช้โปรแกรมอะไรทำ ข. สังเกตโครงสร้างและรูปแบบการนำเสนอข้อมูลค. นับจานวนรูปภาพ ง. ตรวจสอบขนำดไฟล์11.ตัวอย่างการเลือก Infographic ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายคือข้อใด?ก.ทำ Infographic ภาษาอังกฤษสาหรับเด็กอนุบาล ข.ใช้ภาพการ์ตูนและสีสันสดใสสาหรับเด็กประถมค.ใช้ตัวหนังสือเล็ก ๆ กับผู้สูงอายุ ง.ใช้ข้อมูลเชิงเทคนิคจานวนมากกับผู้ฟังทั่วไป12.ข้อใดเป็นแนวทางที่ดีในการใช้ AI เพื่อสร้าง Infographic ให้มีประสิทธิภาพ?ก.ใช้คำสั่ง (Prompt) ชัดเจนและตรวจสอบผลงานที่ได้ ข.ปล่อยให้ AI เลือกเนื้อหาให้เองทั้งหมดค.ใช้ AI เพื่อคัดลอกผลงานคนอื่น ง.ไม่จาเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล13.ข้อใดแสดงถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม?ก.นำผลงาน Infographic ของคนอื่นมาแก้เล็กน้อยแล้วอ้างว่าเป็นของตนเองข.ขออนุญาตเจ้าของผลงานก่อนนำไปใช้และให้เครดิตค.ใช้ภาพจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่สนใจแหล่งที่มาง.คัดลอกบทความแล้ววางลงใน Infographic โดยไม่อ้างอิง14.ข้อใดสะท้อนคุณลักษณะใฝ่รู้ สนใจศึกษาเทคโนโลยีได้ดีที่สุด?ก.ศึกษาวิธีใช้เครื่องมือ AI รุ่นใหม่เพื่อนำมาพัฒนางานออกแบบ ข.ใช้เครื่องมือเดิม ๆ ที่คุ้นเคยแม้จะมีข้อจากัดค.หลีกเลี่ยงการเรียนรู้เทคโนโลยีเพราะใช้ยาก ง.ใช้เทคโนโลยีเฉพาะเมื่อถูกบังคับ15. Infographic มาจากการผสมระหว่างคำใดบ้าง?ก. Info + Graphic ข. Informal + Graphicค. Informant + Graphic ง. Information + Graphic16. “อินโฟกราฟิกที่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้ชม เปลี่ยนการแสดงผลได้ตามสิ่งที่ผู้ชมเลือก” คือนิยามของอินโฟกราฟิกประเภทใด?ก. อินเตอร์แอ็คทีฟอินโฟกราฟิก (Interative Infographics) ข. อินโฟกราฟิกแบบภาพนิ่ง (Static Infographics)
62ค. โมชันอินโฟกราฟิก (Motion Infographics) ง. อินโฟกราฟิกแบบใช้ภาพถ่าย (Photo Infographic)17. ข้อใด ไม่ใช่ ประโยชน์ของอินโฟกราฟิกในระยะยาว?ก. ช่วยสร้างอาชีพใหม่ๆข. ช่วยกระตุ้นให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันข้อมูลค. ช่วยลดการผลิตกระดาษในการจัดทำสื่อ เพราะผู้คนหันมาผลิตอินโฟกราฟิกที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตง. ช่วยทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก18.ข้อใดคืออินโฟกราฟิกแบบคงที่ (Static)ก.สื่อสิ่งพิมพ์ที่ภาพประกอบ ข.สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาพประกอบค.สื่อที่ใช้ ภาพ ตัวอักษร และกลุ่มข้อความ ง.สื่อที่ใช้ ภาพ ตัวอักษร วีดิทัศน์ และ แอนิเมชั่น19.ข้อใดคืออินโฟกราฟิกแบบโต้ตอบกับผู้ใช้ (Interactive)ก.สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข.สื่อที่ใช้มัลติมีเดียในการนำเสนอและโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ค.สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาพประกอบ ง.สื่อที่ใช้มัลติมีเดียในการนำเสนอข้อมูล20.ข้อใดคืออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว (Motion)ก.สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข.สื่อที่ใช้มัลติมีเดียในการนำเสนอและโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ค.สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาพประกอบ ง.สื่อที่ใช้มัลติมีเดียในการนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
63ใบงานหน่วยที่ 4 รูปแบบของภาพ Infographicตอนที่ 1 ให้นักเรียนคำตอบถามให้ถูกต้อง1. อินโฟกราฟิกแบบใดใช้แสดงลำดับขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานตอบ อินโฟกราฟิกเชิงขั้นตอน (Process Infographic)2. หากต้องการแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลา เช่น ประวัติองค์กร หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควรใช้รูปแบบอินโฟกราฟิกแบบใดตอบ อินโฟกราฟิกเชิงเวลา (Timeline Infographic)3. อินโฟกราฟิกแบบใดใช้เปรียบเทียบข้อมูลของสิ่งต่าง ๆ เช่น สินค้าสองประเภท หรือข้อมูลสองชุดตอบ อินโฟกราฟิกเชิงเปรียบเทียบ (Comparison Infographic)4. อินโฟกราฟิกแบบใดนิยมใช้แผนที่เป็นองค์ประกอบหลักในการนำเสนอข้อมูลตอบ อินโฟกราฟิกเชิงแผนที่ (Geographic Infographic)5. อินโฟกราฟิกแบบใดเหมาะสาหรับนำเสนอข้อมูลจานวนมาก เช่น ข้อมูลสถิติ ผลสารวจ หรือกราฟตัวเลขตอบ อินโฟกราฟิกเชิงสถิติ (Statistical Infographic)ตอนที่ 2 1. ให้นักเรียนอ่านใบความรู้หรือศึกษาตัวอย่างภาพอินโฟกราฟิกจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ2. จากนั้น วาด Mind Map เรื่อง “รูปแบบของภาพ Infographic” ลงในช่องด้านล่าง3. ใช้สีสันและสัญลักษณ์เพื่อช่วยให้แผนภาพมีความน่าสนใจและเข้าใจง่าย4. ควรมีอย่างน้อย 5 กิ่งหลัก ที่แสดงถึง ประเภทของ Infographic และอธิบายลักษณะเด่น หรือสื่อที่เหมาะสม
64ใบงานภาคปฏิบัติ หน่วยที่ 4 รูปแบบของภาพ Infographicคำชี้แจงการปฏิบัติ1. ศึกษาความรู้เรื่อง “รูปแบบของภาพ Infographic” จากใบความรู้หรือแหล่งข้อมูลออนไลน์2. เลือกรูปแบบ Infographic ที่ต้องการออกแบบ อย่างน้อย 1 รูปแบบ จากตัวอย่างต่อไปนี้o Infographic เชิงขั้นตอน (Process Infographic)o Infographic เชิงเวลา (Timeline Infographic)o Infographic เชิงเปรียบเทียบ (Comparison Infographic)o Infographic เชิงแผนที่ (Geographic Infographic)o Infographic เชิงสถิติ (Statistical Infographic)3. กำหนด หัวข้อในการนำเสนอข้อมูล ที่น่าสนใจ เช่นo ขั้นตอนการผลิตสินค้าo ประวัติของเทคโนโลยีหนึ่งo เปรียบเทียบโปรแกรมออกแบบ 2 โปรแกรมo แผนที่แสดงจานวนนักท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดo ผลสารวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของวัยรุ่นไทย4. ออกแบบภาพ Infographic โดยใช้โปรแกรมที่ถนัด เช่นo Canvao PowerPointo Adobe Illustrator / Photoshopo หรือโปรแกรมออกแบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือกราฟิก5. จัดองค์ประกอบให้เหมาะสม ได้แก่o ข้อมูลชัดเจน เข้าใจง่ายo ใช้สี ฟอนต์ และไอคอนอย่างเหมาะสมo มีหัวเรื่อง แหล่งข้อมูล และชื่อผู้ออกแบบ6. ส่งผลงานในรูปแบบไฟล์ภาพ (.jpg, .png) หรือไฟล์นำเสนอ (.pptx, .pdf)
65แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 5รหัสวิชา 31910-2016 ชื่อวิชา โปรแกรมกราฟิกสาหรับผลิตสื่อดิจิทัล สอนครั้งที่ 7 - 9ชื่อหน่วยการเรียนรู้การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรมMicrosoft PowerPointทฤษฎี 6 ชม. ปฏิบัติ 6 ชม.ชื่อเรื่อง/งาน การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint1. ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหน่วยการเรียนนักเรียนสามารถใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีร่วมกับการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับสมรรถนะอาชีพด้านการออกแบบสื่อดิจิทัล และส่งเสริมทักษะการสื่อสารเชิงภาพ เข้าใจหลักการออกแบบและองค์ประกอบของอินโฟกราฟิก ตลอดจนสามารถใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint ในการสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ นักเรียนได้ฝึกทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหา และการนำเสนอสารสนเทศในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและดึงดูดความสนใจ2. อ้างอิงมาตรฐาน/เชื่อมโยงกลุ่มอาชีพ2.1 มาตรฐานอาชีพ ผลิตสื่อ สมรรถนะย่อย ควบคุมการผลิตสื่อ ตรวจสอบสื่อก่อนการเผยแพร่1) เกณฑ์การปฏิบัติงาน (ก) ความต้องการด้านทักษะ1. ทักษะการตรวจเช็ค2. ทักษะการบันทึกผล3. ทักษะการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและภาษา4. ทักษะการตรวจสอบสื่อให้อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด(ข) ความต้องการด้านความรู้1. มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตอย่างถูกต้อง2. มีความรู้เกี่ยวกับการรายงานผลการตรวจสอบและผลการผลิต3.ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบสื่อให้ได้คุณภาพ4. ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบองค์ประกอบโดยรวมของสื่อได้ (โทนสี เสียง ภาพ ขนำดตัวหนังสือ)2) วิธีการประเมิน 2.1 แบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก 2.2 แบบทดสอบภาคปฏิบัติ 3) หลักฐานการปฏิบัติงาน (Performance Evidence)4) หลักฐานความรู้ (Knowledge Evidence)2.2 บูรณาการกลุ่มอาชีพ นักสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ ระดับ 5
663. สมรรถนะประจาหน่วย3.1 สามารถอธิบายความหมาย ความสำคัญ และหลักการออกแบบ Infographic ได้อย่างถูกต้อง 3.2 สามารถจำแนกรูปแบบของInfographic และเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ต้องการนำเสนอได้3.3 มีทักษะการใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint ในการออกแบบและสร้างสรรค์ภาพ Infographic ได้อย่างถูกวิธี3.4 มีทักษะประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบงาน Infographic ให้สวยงามและน่าสนใจ3.5 มีทักษะปฏิบัติงานอย่างมีระเบียบ รับผิดชอบ และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 4.1 ด้านความรู้1. อธิบายความหมาย ความสำคัญ และองค์ประกอบของภาพ Infographic ได้อย่างถูกต้อง2. จำแนกประเภทและรูปแบบของภาพ Infographic ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล3. อธิบายหลักการออกแบบ Infographic เช่น การใช้สี ฟอนต์ และการจัดองค์ประกอบภาพได้อย่างเข้าใจ4. บอกขั้นตอนการสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint ได้อย่างเป็นลำดับ5. อธิบายวิธีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายได้4.2 ด้านทักษะ 1.มีทักษะใช้เครื่องมือในโปรแกรม Microsoft PowerPoint ในการออกแบบและสร้าง Infographic ได้อย่างถูกต้อง 2.มีทักษะจัดวางองค์ประกอบภาพ ข้อความ สี และกราฟิกให้น่าสนใจและสื่อความหมายได้ชัดเจน 3.มีทักษะออกแบบ Infographic ได้ตรงตามจุดประสงค์ของข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ 4.มีทักษะตรวจสอบ แก้ไข และปรับปรุงผลงาน Infographic ให้มีความสมบูรณ์และเป็นมืออาชีพ 5.มีทักษะนำเสนอผลงาน Infographic ต่อเพื่อนหรือครูผู้สอน พร้อมอธิบายแนวคิดการออกแบบได้4.3 ด้านคุณสมบัติอันพึงประสงค์ 1. มีความตั้งใจ ขยัน อดทน และรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 2. มีระเบียบวินัยในการทำงาน และปฏิบัติตามขั้นตอนการออกแบบอย่างถูกต้อง 3. มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าแสดงออกทางความคิดอย่างเหมาะสม 4. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เคารพความคิดเห็นของเพื่อนร่วมกลุ่ม5. สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและความสำคัญของภาพ Infographic2. องค์ประกอบของภาพ Infographic3. รูปแบบของภาพ Infographic
674. หลักการออกแบบภาพ Infographic ที่มีประสิทธิภาพ5. การใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint สร้าง Infographic6. การประเมินและนำเสนอผลงาน Infographic6. กิจกรรมการเรียนรู้ 6.1 ขั้นตอนการนำเข้าสู่บทเรียนสิ่งที่ครูปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เอกสาร/สื่อ/แหล่งเรียนรู้ที่ใช้- ครูทักทำยนักเรียน ทำความรู้จัก บอกจุดประสงค์ของบทเรียน อธิบายเกี่ยวกับเนื้อหา การวางแผนการเรียนโครงสร้างเนื้อหาบทเรียน กิจกรรม งาน ภารกิจ- รับฟังข้อมูล - แผนการจัดการเรียนรู้- สนทนำกับนักเรียนเกี่ยวกับการสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม MicrosoftPowerPoint- นักเรียนช่วยกันบอกถึงการสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint- เอกสารบรรยาย, อินเตอร์เน็ต 6.2 ขั้นตอนการใช้ความรู้/การฝึก การปฏิบัติสิ่งที่ครูปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เอกสาร/สื่อ/แหล่งเรียนรู้ที่ใช้1.กำหนดกฎระเบียบ - รับฟัง เอกสารประกอบการบรรยาย2.ให้คำแนะนำ คำอธิบายและผลป้อนกลับแก่นักเรียน-ซักถามโต้ตอบกับครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างอิสระ3.ดูแลและให้คำปรึกษานักเรียน4. มอบหมายงาน - ทำแบบทดสอบ- ทำใบงานที่มอบหมาย- แบบทดสอบ- ใบงาน 6.3 ขั้นตอนการสรุปสิ่งที่ครูปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ เอกสาร/สื่อ/แหล่งเรียนรู้ที่ใช้1.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปการสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Micrososof PowerPointฟังและซักถามข้อสงสัยต่างๆ 1.ผลจากการเรียนรู้2.ผลทดสอบความรู้3.ผลสาเร็จของใบงาน
687. สื่อและแหล่งการเรียนรู้7.1 แผนการจัดการเรียนรู้7.2 ใบความรู้7.3 สื่อการเรียนการสอน เช่น Power Point VDO7.4 ห้องสมุด,อินเตอร์เน็ต8. หลักฐานการเรียนรู้8.1 หลักฐานความรู้ - แบบทดสอบ - ใบงาน8.2 หลักฐานการปฏิบัติงาน - ใบงานภาคปฏิบัติ9. การวัดและประเมินผล9.1 เกณฑ์การปฏิบัติงาน- ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด- แบบทดสอบจานวน 20 ข้อ 20 คะแนน- ใบงานมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน 9.2 วิธีการประเมิน - การสาธิตการปฏิบัติงาน - แฟ้มสะสมผลงาน9.3 เครื่องมือประเมิน - แบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก - แบบทดสอบภาคปฏิบัติ10. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้10.1 ข้อสรุปหลักการจัดการเรียนรู้............................................................................................................................. ................................................................................................................................................................ ...................................10.2 ปัญหาที่พบ............................................................................................................................. ................................................................................................................................................................ ...................................10.3 แนวทางแก้ปัญหา............................................................................................................................. ................................................................................................................................................................ ...................................
69ใบความรู้ หน่วยที่ 5 การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint
70
71
72
73
74
75
76
77
78
79ขั้นตอนการสร้าง Infographicการออกแบบ Infographics ตามวิธีของ Hyperakt's Josh Smith ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบมีทั้งหมด 10 ขั้นตอน ดังนี้1) การรวบรวมข้อมูล (Gathering data) การคัดเลือกข้อมูลดิบที่รวบรวมมาแต่ยังไม่เป็นระเบียบ โดยอาจใช้โปรแกรม Microsoft Excel ช่วยในการรวบรวมข้อมูลเขียนแหล่งอ้างอิงที่มาของข้อมูลที่เป็นตันตันฉบับบันทึกภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจาก แหล่งข้อมูลที่หลำกหลำย และไม่ควรแยกภาพหรือแผนภาพกับข้อมูลออกจากกัน2) การอ่านข้อมูลทั้งหมด (Reading everything) การอ่านข้อมูลเฉพาะจุดเน้นหรืออ่านอย่างผิวเผินให้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะคิดว่าเสียเวลา จะทำให้ได้ขัอมูลไม่สมบูรณ์ ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของประเด็นสำคัญได้ ซึ่งผู้ออกแบบ Infographic ต้องมีทักษะในการจัดการข้อมูล และต้องแน่ใจว่าข้อมูลที่สำคัญไม่ถูกละเลยในการนำมาสนับสนุนเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ3) การค้นหาวิธีการเล่าเรื่อง (Finding the narrative) การเล่าเรื่อง การบรรยาย หรือการนำเสนอข้อมูลที่นำเบื่อจะทำให้ Infographic น่าเบื่อเว้นแต่ว่าจะค้นพบการนำเสนอเรื่องราวที่ดึงดูดความสนใจInfographic เริ่มที่จุดมุ่งหมายเดียว ขยายความข้อมูลที่ ขับช้อน อธิบายกระบวนการ เน้นที่แนวโน้มหรือสนับสนุนข้อโต้แย้ง การหาวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจอาจจะยุ่งยากในระยะแรก แต่หากเราคุ้นเคยกับข้อมูลที่มีอยู่จะทำให้สามกรถเล่าเรื่องราวได้ การใจกับเนื้อหาที่สำคัญช่วยให้การนำเสนอข้อมูลมีความน่าสนใจ4) การระบุปัญหาและความต้องการ (Identifying problems) หาเอกลักษณ์ ระบุชื่อ ชี้ตัว แสดงตัวเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วนำมาตรวจสอบความถูกต้องอาจมีข้อมูลที่ไม่สนับสนุนหัวข้อหรือประเด็นที่เราต้องการนำเสนอควรมีการอภิปรายหาข้อสรุปที่แท้จริงเพื่อระปัญหา และความต้องการ ผู้ชมต้องการข้อมูลที่มีการจัดการและมีการออกแบบที่ดี มิฉะนั้นจะกลำยเป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลต้องถูกต้องและไม่ผิดพลำด ต้องมีการปรับปรุบปรุงข้อมูลและเรื่องราวให้มีเอกลักษณ์ตรงกับ หัวข้อศึกษาทบทวนหลำยๆ ครั้งหาวิธีการนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและมีคุณค่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการออกแบบให้ชนะใจผู้ชม นักออกแบบที่ดีต้องมีมุมมองและเห็นคุณค่าในรายละเอียดของข้อมูลที่ชัดเจน5) การจัดลำดับโครงสร้างข้อมูล (Creating a hierarchy) การจัดลำดับชั้นของข้อมูลเป็นที่นิยมในการสรุปข้อมูล เป็นการนำผู้ชมให้มองเห็นภาพรวมตั้งแต่ตันจน จบ เป็นวิธีการจัดการกับข้อมูลในการสร้างInfographic และตรึงผู้ชมตามโครงสร้างลำดับชั้นของข้อมูล การจัดรูปแบบข้อมูลตามลำดับจะส่งเสริมให้ผู้ชมเข้าถึงข้อมูลเป็นช่วงระยะของการเล่าเรื่องซึ่งกลำยเป็นวิธีการที่ แพร่หลำยในการออกแบบ Infographic.6) การออกแบบโครงสร้างข้อมูล (Building a wireframe) เมื่อพิจารณาตรวจสอบคัดเลือกข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว จัดแบ่งข้อมูลเป็นลำดับชั้บชั้น และออกแบบ โครงสร้างของข้อมูล ผู้ออกแบบควรทำความเข้าใจกับภาพหรือกราฟิกที่เป็นตัวแทนของข้อมูลสำคัญที่จัดไว้เป็นลำดับชั้นแล้วนำไปให้ผู้ชมวิพากษ์วิจารณ์ การออกแบบที่ผ่านการโต้เถียงจากบุคคลในหลำยมุมองที่ให้ ข้อเสนอแนะแตกต่างกันออกไปจะเป็นข้อสุปของการจัดทำโครงสร้าง Infographic
807) การเลือกรูปแบบ Infographic (Choosing a format) เมื่อสิ้นสุดการกำหนดภาพหรือกราฟิกที่เป็นตัวแทนของข้อมูลแล้ว วิธีจัดการข้อมูลที่ดีที่สุด คือ การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนผัง กราฟต่างๆ เช่น กราฟแท่งกราฟเส้น กราฟวงกลม หรืออาจจะใช้ใดอะแกรม หรือผังงานเพื่ออธิบายกระบวนการทำงาน อาจนำแผนที่มาประกอบในการเล่าเรื่อง หรือบางทีการใช้ตัวเลข นำเสนอข้อมูลง่ายๆ อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด8) การกำหนดภาพให้ตรงกับหัวข้อ (Determining a visual approach) การเลือกใช้ภาพในการทำให้ Infographic ดูดี มีสองแนวคิด คือ การใช้ข้อมูลดิบมาจัดทำเป็นกราฟหรือแผนผังให้น่าสนใจ ใช้สี การพิมพ์และการจัดโครงสร้างในการออกแบบงานให้มีศิลปะ และการใช้ ลำยเส้น วาดภาพ หรือคำอุปมาเปรียบเทียบ ไม่แสดงข้อมูลตัวเลขออกมาอย่างชัดเจน จะเห็นเป็นภาพแสดง แทนข้อมูลคล้ายกับกราฟหรือแผนผังเท่านั้น เราไม่ควรยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ควรผสมผสาน วิธีการใช้กราฟ แผนภาพ และแผนผัง ตกแต่งองค์ประกอบด้วยการวาดลำยเส้นหรือนำภาพที่เป็นตัวแทน ของข้อมูลมูลมาจัดวางช้อนกันอาจเสริมด้วยข้อมูล สื่อ ตราสัญลักษณ์ และเนื้อหาในการออกแบบให้ตรงกับหัวข้อ9) การตรวจสอบข้อมูลและทดลองใช้ (Refinement and testing) เมื่อออกแบบ Infographic เสร็จแล้วเริ่มตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ผู้ชมจะดูทั้งข้อมูลและภาพที่เล่าเรื่องราวเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่เสร็จแล้วมีคุณภาพตรงกับหัวข้อและเป้าหมายทำการประเมินทั้งการออกแบบและจุดเน้นจนกระทั่งผลงานชัดเจนและเข้าใจง่าย มีการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างชมผลงานและให้ข้อคิดเห็นว่าสามารถเข้าใจได้ง่ายหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเห็นข้อมูลมาก่อน ประเมินกลับไปกลับมาระหว่างผู้ชมและกลุ่มตัวอย่างจนกระทั่งลงตัวได้ข้อยุติ จึงนำเสนอเผยแพร่สู่สาธารณะ10) การแบ่งปันความรู้ในอินเทอร์เน็ต (Releasing it into the world) Infographic) ส่วนใหญ่เผยแพร่แบ่งปันในอินเทอร์เน็ต มีแพร่หลำยเป็นที่นิยมเป็นการทดสอบผลงานข้อมูลที่มีลักษณะที่น่าสนใจจะถูกอ่านโดยบุคคลทั่วไป ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญมาแล้วไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นผู้คันพบวิธีการเล่าเรื่องราวนั้น ถึงแม้ว่าผลงานจะเคยถูกเผยแพร่มาแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์จากอินเทอร์เน็ตจะช่วยขยายข้อโต้แย้งและคันพบวิธีการนำเสนอข้อมูลวิธีไหมใต้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ จะได้รับการปรับปรุงแก้ไข ผลงานที่ผ่านการวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญมาสู่ตัวเรา เหมือนเป็นรางวัลในการทำงาน การออกแบบที่ถูกกลั่นกรองอย่างเข้มขันเป็นส่วนหนึ่งที่จะสะกดผู้ชม
81
82
83
84รายวิชา โปรแกรมกราฟิกสาหรับผลิตสื่อดิจิทัล รหัสวิชา 31910-2016แบบทดสอบหน่วยที่ 5 การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPointคำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว จานวน 20 ข้อ 20 คะแนน1. ข้อใดคือความหมายของ Infographicก. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวอักษรอย่างเดียว ข. การนำเสนอข้อมูลด้วยภาพและข้อความอย่างเข้าใจง่ายค. การเขียนรายงานโดยใช้สัญลักษณ์ ง. การสร้างภาพประกอบแบบ 3 มิติ2. จุดประสงค์หลักของการสร้าง Infographic คือข้อใดก. เพื่อให้ข้อมูลซับซ้อนมากขึ้น ข. เพื่อทำให้ผู้อ่านสับสนค. เพื่อสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ ง. เพื่อใช้พื้นที่นำเสนอให้มากที่สุด3. โปรแกรม Microsoft PowerPoint สามารถใช้สร้าง Infographic ได้เพราะเหตุใดก. มีเครื่องมือจัดการภาพและข้อความในสไลด์ ข. สามารถเขียนโปรแกรมได้ค. ใช้ทำตารางคำนวณได้ดี ง. ใช้เฉพาะสาหรับพรีเซนเทชันเท่านั้น4. เครื่องมือใดใน PowerPoint ที่ใช้สร้างรูปร่างพื้นฐานสาหรับ Infographicก. Animation ข. Shapeค. Transition ง. Table5. หากต้องการเพิ่มข้อความใน Infographic ควรใช้เครื่องมือใดก. Insert → Picture ข. Insert → Text Boxค. Design → Themes ง. View → Slide Master6. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะที่ดีของ Infographicก. เข้าใจง่าย ข. มีสีสันดึงดูดค. เนื้อหาแน่นเกินไป ง. มีภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อหา7. ก่อนเริ่มสร้าง Infographic ควรทำสิ่งใดก่อนก. เปิดโปรแกรมแล้วตกแต่งทันที ข. เขียนสคริปต์การนำเสนอค. วางแผนและวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนำเสนอ ง. เลือกฟอนต์ก่อนทุกครั้ง8. เครื่องมือ SmartArt ใช้สาหรับอะไรก. สร้างแผนผังหรือโครงสร้างข้อมูล ข. เพิ่มเอฟเฟกต์ให้ตัวหนังสือค. แทรกรูปภาพจากอินเทอร์เน็ต ง. สร้างพื้นหลังของสไลด์9. การเลือกโทนสีในการออกแบบ Infographic ควรยึดหลักใดก. ใช้สีสดทุกสีในงานเดียว ข. ใช้สีให้ตรงกับอารมณ์และความหมายของข้อมูลค. ใช้สีตามความชอบส่วนตัว ง. ใช้สีฉูดฉาดเพื่อดึงดูดตา10. ฟอนต์ที่เหมาะสมกับ Infographic ควรเป็นอย่างไรก. ตัวอักษรอ่านยาก ข. ตัวอักษรตกแต่งมากเกินไป
85ค. ตัวอักษรเรียบ อ่านง่าย ง. ใช้หลำยแบบในงานเดียว11. การจัดองค์ประกอบใน Infographic ควรเน้นสิ่งใดก. ความสมดุลและลำดับความสำคัญของข้อมูล ข. การใส่รูปภาพให้มากที่สุดค. การใส่ตัวหนังสือเล็ก ๆ ง. การใช้พื้นหลังซับซ้อน12. ข้อใดต่อไปนี้คือประโยชน์ของการสร้าง Infographicก. ทำให้ข้อมูลเข้าใจยากขึ้น ข. ใช้เวลานำนในการอธิบายค. สื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนและรวดเร็ว ง. ทำให้เนื้อหาดูน่าเบื่อ13. หากต้องการบันทึกงาน Infographic เป็นไฟล์ภาพ ควรใช้คำสั่งใดก. File → Export → Change File Type → JPEG/PNG ข. File → Save As → PowerPoint Showค. File → Print ง. File → Close14. Infographic ประเภท “กระบวนการ” (Process Infographic) มักใช้แสดงข้อมูลแบบใดก. การเปรียบเทียบข้อมูล ข. ลำดับขั้นตอนของการทำงานค. แผนที่ ง. สถิติและตัวเลข15. การใช้ไอคอนใน Infographic มีประโยชน์อย่างไรก. ทำให้ภาพดูรก ข. ช่วยสื่อความหมายแทนข้อความค. เพิ่มข้อมูลซ้ำซ้อน ง. ลดความน่าสนใจของงาน16. การใช้กราฟหรือชาร์ตใน Infographic ควรใช้เมื่อใดก. เมื่อมีข้อมูลเชิงตัวเลขที่ต้องการเปรียบเทียบ ข. เมื่อไม่มีข้อมูลค. เพื่อเพิ่มความสวยงามเท่านั้น ง. เมื่อไม่ต้องการให้เข้าใจง่าย17. หากต้องการจัดตำแหน่งวัตถุให้เท่ากันใน PowerPoint ควรใช้คำสั่งใดก. Group ข. Alignค. Crop ง. Format Painter18. การใช้ Animation ใน Infographic ควรเป็นอย่างไรก. ใช้ทุกองค์ประกอบให้เคลื่อนไหว ข. ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อเน้นข้อมูลสำคัญค. ใส่เอฟเฟกต์มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ง. ไม่จาเป็นต้องใช้19. การตรวจสอบความถูกต้องของ Infographic ควรทำในขั้นตอนใดก. ก่อนการเผยแพร่ ข. หลังเผยแพร่ไปแล้วค. ระหว่างตกแต่งสี ง. ตอนเริ่มวางแผน20. เมื่อสร้าง Infographic เสร็จแล้ว ควรทำสิ่งใดต่อไปก. ลบทิ้ง ข. ตรวจทำนและปรับปรุงก่อนนำเสนอค. ไม่ต้องบันทึก ง. ใส่ข้อมูลเพิ่มเติมโดยไม่ตรวจสอบ
86ใบงานหน่วยที่ 5 การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPointตอนที่ 1 ให้นักเรียนคำตอบถามให้ถูกต้อง1. Infographic คืออะไร และมีจุดประสงค์ในการใช้อย่างไร?ตอบ............................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................2. ขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มสร้าง Infographic ใน PowerPoint คืออะไร?ตอบ............................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................3. ยกตัวอย่างเครื่องมือใน PowerPoint ที่ใช้ในการออกแบบ Infographic อย่างน้อย 3 เครื่องมือตอบ............................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................4. ลักษณะของ Infographic ที่ดีควรเป็นอย่างไร?ตอบ............................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................5. การนำ Infographic ไปใช้งานจริงสามารถประยุกต์ในสถานการณ์ใดได้บ้าง?ตอบ............................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .................................................ตอนที่ 2 ภารกิจสร้างสรรค์ (Mind Map)ให้วาด Mind Map สรุปความรู้เรื่อง “การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint”โดยให้มีหัวข้อหลักตรงกลำง และเชื่อมโยงหัวข้อย่อย เช่น• ความหมายของ Infographic• ขั้นตอนการสร้าง• เครื่องมือที่ใช้• หลักการออกแบบที่ดี• การประยุกต์ใช้งานแผนผัง Mind Map สรุปความรู้เรื่อง “การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint”
87ใบงานภาคปฏิบัติ หน่วยที่ 5 การสร้างภาพ Infographic ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPointโจทย์การปฏิบัติ ให้นักเรียน ออกแบบ Infographic 1 ชิ้นงาน โดยใช้โปรแกรม Microsoft PowerPointโดยเลือกหัวข้อจาก 1 ใน 3 หัวข้อต่อไปนี้ (หรือเลือกหัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาได้)• การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชีวิตประจาวัน• เทคนิคการนำเสนอข้อมูลอย่างมืออาชีพ• การใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยในยุคดิจิทัล แนวทางการปฏิบัติ1. วางแผนและรวบรวมข้อมูลเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ2. เปิดโปรแกรม Microsoft PowerPoint3. ตั้งขนำดสไลด์เป็นแนวตั้ง (A4 หรือ 1080x1920 พิกเซล)4. ออกแบบองค์ประกอบดังนี้4.1 หัวข้อหลักของ Infographic4.2 ข้อมูลย่อยหรือสถิติที่สำคัญ4.3 ภาพประกอบ / ไอคอน / กราฟ4.4 การใช้สีและฟอนต์อย่างเหมาะสม5. จัดองค์ประกอบให้สมดุล สวยงาม และสื่อความหมายชัดเจน6. บันทึกและส่งไฟล์ผลงานเป็นไฟล์ PPTX. PPT. หรือ PDF.