แบบบันทึกการฝกึ ปฏบิ ตั วิ ชิ าชพี ระหวา่ งเรียน 1
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
นายพัฒนพงษ์ ทองพุ่ม
รหัสประจาตวั นกั ศกึ ษา 61115200125
สาขาวิชา คณิตศาสตร์
โรงเรยี นอนบุ าลวัดอ่างทอง
สงั กดั สานกั งานพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาอา่ งทอง
อาเภอ เมือง จังหวัด อา่ งทอง
ฝา่ ยฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ครู
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตรี
คำนำ
เอกสารฉบับน้ีเป็นคู่มือประกอบการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน 1 เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการฝึก
ประสบการณ์วิชาชีพครู เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจวิชาชีพครู ซึ่งได้แก่ กระบวนการการเรียนการสอน
หลกั สูตร ระบบการบริหารงานการศึกษาในโรงเรียนและไดท้ างานรว่ มกับผู้อื่น ซึง่ กิจกรรมเหลา่ น้จี ะสามารถพัฒนาความรู้
ความสามารถของนักศกึ ษาไดเ้ ปน็ อย่างดี
การฝึกปฏิบตั วิ ชิ าชพี ระหว่างเรยี น 1 เปน็ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพอื่ เตรยี มความพรอ้ มก่อนออกปฏบิ ตั กิ าร
สอนในสถานศึกษาโดยการสังเกตสภาพท่วั ไปของโรงเรียน พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน งานในหน้าที่ครูผสู้ อน ครู
ประจาช้ัน การศึกษางานดา้ นการบริหารและบรกิ าร สภาพชมุ ชนและความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโรงเรียนกบั ชมุ ชน
โดยเอกสารฉบับนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดการบันทึกงานท่ีต้องฝึกปฏิบัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับบริบท
สถานการณ์ปัจจุบันในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของเชอื้ ไวรัสโคโรนา-2019 ซึ่งทาให้นกั ศึกษาไม่สามารถฝกึ ปฏิบตั ิฯ ใน
สถานศกึ ษาได้ และใหป้ รบั มาใช้การฝึกปฏิบัติผา่ นระบบออนไลนเ์ พอ่ื ทดแทนกระบวนการต่าง ๆ
หวังว่าเอกสารฉบับนี้คงให้ประโยชน์ในการเรียนรู้และเข้าใจในวิชาชีพครูก่อนที่จะออกฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพครูใน
ข้ันต่อไป
ฝา่ ยฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชีพครู
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เทพสตรี
สำรบญั หนำ้
เรื่อง 1
1
การฝกึ ปฏบิ ัตวิ ชิ าชพี ระหวา่ งเรยี น 1 ........................................................................................... 2
จดุ ประสงคข์ องการฝึกปฏบิ ัตวิ ชิ าชพี ระหวา่ งเรียน 1.................................................................... 3
ข้อเสนอแนะในการฝกึ และการใชเ้ อกสาร .................................................................................... 4
การประเมินผลการฝกึ ปฏิบตั วิ ชิ าชพี ระหว่างเรียน 1..................................................................... 5
เกณฑใ์ นการประเมนิ ผลการฝึกปฏิบตั วิ ชิ าชพี ระหวา่ งเรียน 1....................................................... 11
ปว.1-1 แบบบนั ทึกการสงั เกตสภาพทั่วไปของโรงเรยี น ............................................................... 19
ปว.1-2 แบบบนั ทกึ การปฏบิ ัตงิ าน ............................................................................................... 20
ปว.1-3 แบบสัมภาษณ์ครพู ีเ่ ล้ยี ง................................................................................................... 28
ปว.1-4 แผนการจัดการเรยี นรู้ ..................................................................................................... 44
ปว.1-5 การวิจยั ในชัน้ เรียน .......................................................................................................... 45
ปว.1-6 แบบประเมนิ การปฏิบัตติ นของนกั ศึกษา ......................................................................... 46
ปว.1-7 แบบประเมินแผนการจดั การเรียนรู้.................................................................................. 51
ปว.1-8 แบบประเมนิ ด้านคณุ ภาพการจดั การเรยี นการสอน.......................................................... 60
ภาคผนวก .....................................................................................................................................
- แบบลงเวลาปฏิบตั ิงานนกั ศึกษา..............................................................................................
1
การฝกึ ปฏบิ ัตวิ ชิ าชพี ระหวา่ งเรียน 1
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เป็นมหาวิทยาลัยท่ีทาหน้าที่ผลิตครูให้กับโรงเรียนประถมศึกษาและ
มัธยมศึกษาในท้องถ่ินเขตรับผิดชอบ 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี การผลิตครูให้มีคุณภาพ
สามารถปฏิบัติงานในหน้าท่ีครูได้เป็นอย่างดี และมีจิตวิญญาณของความเป็นครูข้ึนอยู่กับกระบวนการผลิต ซ่ึง
ได้แก่ กระบวนการเรยี นการสอนหลักสตู ร การฝึกประสบการณว์ ิชาชีพครู และกระบวนการประเมินผล
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นกิจกรรมที่เป็นหัวใจสาคัญของการผลิตครู ในช่วงที่ฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครู นักศึกษาจะมีโอกาสนาความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพครู และวิชาเฉพาะที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยไปฝึก
ปฏิบตั ใิ นชัน้ เรยี น นอกจากนี้ยงั ได้เรียนรู้เกย่ี วกบั ระบบการบริหารงานการศึกษาในโรงเรยี นและได้ทางาน ร่วมกับ
บุคคลอ่นื กิจกรรมเหลาน้ีชว่ ยใหน้ ักศกึ ษาได้พัฒนาตนเองให้มีทกั ษะในวิชาชีพ จนสามารถปฏิบัติหนา้ ท่คี รู ได้อยา่ ง
ม่ันใจและมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ งานวิจัยหลายเรื่องท้ังในและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่านักศึกษาที่ประสบ
ความสาเรจ็ ในการฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชีพครูจะมีเจตคตทิ ดี่ ีต่อวิชาชีพครูและแนวโน้มจะเปน็ ครูทดี่ ีในอนาคต
จากแผนหลักการปฏิรูปการฝึกหัดครู พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ความสาคัญกับการฝึก
ประสบการณ์วิชาชีพครู เพราะเป็นกลไกสาคัญย่ิงในการสร้างบัณฑิตครูท่ีดี มีเจตคติท่ีดีต่อวิชาชีพครู สถาบัน
ฝึกหัดครูควรจะต้องปรับปรงุ และพัฒนางานฝึกประสบการณ์วชิ าชพี ครู ให้เอื้ออานวยต่อการเรียนรงู้ านครู จากครู
ท่ีเป็นแบบอย่างท่ีมีในโรงเรียนและชุมชน นอกจากน้ีควรจะพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมการฝึกหัดครูให้
เปิดกว้างสู่ชุมชนขยายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ขยายแหล่งเรียนรู้ แหล่งวิทยากร และแหล่งฝึก
ประสบการณ์วชิ าชีพครอู ยา่ งกว้างขวาง
2
จุดประสงค์ของการฝึกปฏบิ ัติวชิ าชพี ระหว่างเรยี น 1
1. เพอื่ ใหน้ กั ศกึ ษามีความพร้อมก่อนออกปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศึกษา
2. เพื่อใหน้ ักศึกษาได้ศึกษาสังเกตสภาพท่วั ไปของโรงเรียนท้ังด้านการเรียนการสอน ดา้ นสถานทแ่ี ละด้าน
กิจกรรม
3. เพอ่ื ใหน้ ักศึกษาได้บูรณาการความร้ทู ้ังหมดมาใชใ้ นการฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครูในสถานศกึ ษา
4. เพื่อใหน้ ักศึกษาไดศ้ ึกษาและฝกึ ปฏิบัติการวางแผนการศึกษาผเู้ รียนโดยการสงั เกต
5. เพอ่ื ใหน้ ักศกึ ษาไดส้ ัมภาษณง์ านในหน้าท่ีของครูผู้สอน งานในหน้าทีข่ องครูประจาช้นั
6. เพื่อให้นักศึกษาได้ศึกษาพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ลักษณะความแตกต่างและพฤติกรรม
ของผู้เรียน งานบรหิ ารและบรกิ ารของโรงเรียน
7. เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองเขียนแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเอก การฝึกเป็นผู้ช่วยครูด้านการจัดการ
เรียนรหู้ รอื สนบั สนนุ การจัดการเรยี นรู้ งานธรุ การช้ันเรยี น
8. เพื่อใหน้ ักศึกษาไดอ้ อกแบบการวิจยั ในชน้ั เรียนตามบริบทของสาขาวชิ าที่ศึกษา เพอื่ เตรยี มความพร้อม
ในการนาไปศกึ ษาวจิ ยั จรงิ เมือ่ สามารถฝึกปฏิบตั ิวิชาชพี ในสถานศกึ ษาไดต้ ามปกติ
9. เพ่ือให้นักศึกษาได้ทาการทดลองสอนในสถานการณ์จาลองผ่านระบบออนไลน์ และมีครูพี่เลี้ยงให้
คาแนะนาเพอื่ ปรบั ปรุงพัฒนาการสอนของนักศกึ ษา เพ่อื เตรยี มความพรอ้ มก่อนไปทาการสอนจรงิ ในสถานศึกษา
3
ขอ้ เสนอแนะในการฝกึ และการใช้เอกสาร
การประกอบวิชาชีพให้เกิดประสิทธิผล ไม่เพียงแต่จะเรียนรู้ในภาคทฤษฎีความรอบรู้ในด้านวิชาการ
เทา่ นั้น ที่สาคัญยงิ่ กว่าอื่นใดคอื การฝึกภาคปฏิบตั อิ ย่างจริงจงั และต่อเนื่อง
วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพช้ันสูง ครูเป็นผู้รับผิดชอบ “ชีวิต” ของมนุษย์ เช่นเดียวกับแพทย์มีหน้าที่รักษา
โรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพดีท้ังกายและใจ แต่ครูนอกจากให้ชีวิตเหล่าน้ันมีความรู้ สามารถอยู่ได้ในสังคมอย่างมี
ความสขุ มคี ณุ ธรรม เปน็ พลเมอื งดีของชาติแล้วยงั ต้องพัฒนาใหเ้ ขาเหลา่ นั้นมคี ุณภาพชีวิตดว้ ย
นกั ศกึ ษาแพทย์ทกุ คนต้องฝึกในโรงพยาบาลเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องฉนั ใดนกั ศึกษาครูย่อมฝกึ ในโรงเรียน
ในสถานการณ์จริงฉันน้ัน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามหลักสูตรนับเป็นโอกาสดีท่ีได้เสริมสร้างคุณภาพใน
วิชาชีพของตน
ข้อเสนอแนะต่อไปน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและการพัฒนากระบวนการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่าง
เรยี น และการปฏบิ ัตกิ ารสอนในสถานศึกษาอย่างยงิ่ คือ
1. ศกึ ษาเอกสารโดยตลอดทาความเขา้ ใจและปฏิบตั ติ ามขั้นตอนของส่งิ ทตี่ ้องจดั ทาตามแบบรายงาน
2. เข้าปฐมนิเทศช้ีแจงการดาเนนิ งาน และกจิ กรรมต่าง ๆ ทกี่ าหนดมอบหมายไว้
3. ปฏบิ ัติงานเปน็ ข้ันตอนตามกาหนดการ
4. บนั ทกึ ลงในแบบฟอร์มตา่ งๆ ตามลาดบั อย่างครบถว้ น
5. ให้ผู้รับผิดชอบลงชอ่ื ในแบบบันทกึ แตล่ ะแบบตามลาดบั (เป็นลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ตอ้ งมภาพ
ประกอบการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ กบั ครพู ่เี ล้ยี งประกอบในภาคผนวกดว้ ย)
6. ให้ผู้รับผิดชอบประเมินผลการฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน เม่ือฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียนและ
บนั ทึกการปฏิบตั ิงานครบถว้ นตามกาหนด
7. หลังจากโรงเรียนประเมนิ ผลการฝกึ ปฏิบตั วิ ิชาชีพระหว่างเรยี นโดยครพู ่เี ล้ียงแลว้ ฝ่ายฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครูและอาจารย์ผสู้ อนจะประเมนิ ผลครัง้ สดุ ทา้ ยหลังจากครบกาหนดเวลาการปฏิบัติงานวชิ าชพี ครู
4
การประเมินผลการฝึกปฏิบตั ิวชิ าชีพระหวา่ งเรยี น 1
การประเมนิ ผลการฝึกปฏบิ ัติวชิ าชีพระหว่างเรียน ประเมนิ ตามรายวิชาท่ฝี ึกทุกปีการศึกษา นักศึกษาต้อง
ผา่ นการฝึกเปน็ ข้ันตอนตามลาดบั หากไม่ผา่ นในขนั้ ตอนใดตอ้ งซ่อมเสริมให้ “ผ่าน” จึงฝกึ ในข้นั ตอ่ ไปได้
การประเมนิ ผลการปฏิบัติงานวชิ าชพี ครู เป็นการประเมินผลท่ีครอบคลมุ ทงั้ คุณลักษณะความเป็นครูและ
เทคนคิ วิธี โดยมีผ้ปู ระเมนิ ทงั้ ฝา่ ยมหาวิทยาลยั และโรงเรยี น
ในการประเมินผลการฝึกประสบการณ์ขั้นศึกษาสังเกตและมีส่วนร่วม นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2542 เป็น
ต้นไป จะเปล่ียนระบบการประเมินผลจาก ผ่านดีเย่ียม, ผ่าน, ไม่ผ่าน เป็นระบบการประเมินแบบให้เกรดคือ A,
B+, B, C+, C, D+, D และ E
ประเภทของแบบประเมนิ
แบบประเมินผลการฝกึ ปฏิบตั ิวชิ าชพี ระหว่างเรยี น หรือ ปว. มที ั้งหมด 8 ชุด แบง่ เป็น 2 ประเภท คอื
1. สาหรับนกั ศึกษา ปว.1-1 ถงึ ปว.1-5 โดยมีรายละเอียด ดังน้ี
ปว.1-1 แบบบนั ทกึ การสงั เกตสภาพทัว่ ไปของโรงเรียน
ปว.1-2 แบบบนั ทึกการปฏบิ ัตงิ าน
ปว.1-3 แบบสัมภาษณ์การจัดการเรยี นรู้
ปว.1-4 แผนการจัดการเรยี นรู้ 3 แผน
ปว.1-5 โครงร่างการวิจัยในชั้นเรียน
นักศึกษามีหน้าที่บันทึกผลการศึกษาสังเกตให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หลังจากนั้นให้ครูพ่ีเลี้ยง
และอาจารยน์ ิเทศกล์ งช่ือรับรอง
2. สาหรับครพู ีเ่ ลี้ยงและอาจารย์ผูส้ อน ปว.1-6 ถึง ปว.1-8 โดยมีรายละเอยี ด ดังน้ี
ปว.1-6 แบบประเมินการปฏบิ ัตติ นของนักศึกษา (โดยครูพเ่ี ลย้ี ง)
ปว.1-7 แบบประเมินแผนการจัดการเรยี นรู้ (โดยครูพ่เี ลี้ยง)
ปว.1-8 แบบประเมินด้านคณุ ภาพการจดั การเรียนการสอน (โดยครูพ่ีเลี้ยง)
ครูพ่ีเล้ียงทาการประเมินตามแบบฟอร์มแล้วส่งให้กับนักศึกษาเพื่อทาการรวบรวมใส่ในเล่มแบบ
บันทึกการฝึกปฏิบัติวชิ าชพี ระหวา่ งเรียน 1
5
เกณฑ์ในการประเมนิ ผลการฝึกปฏบิ ตั ิวิชาชีพระหว่างเรยี น 1
1. คะแนน ปว.1-6 ถึง ปว.1-8 ซึ่งได้รับการประเมินจากครูพี่เล้ียงประจาโรงเรียนหน่วยฝึกประสบการณ์
วิชาชพี ครู
2. คะแนนจากการประเมินของอาจารย์ผู้สอนรายวิชาฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน 1 ซึ่งประกอบด้วย
คะแนนจากแบบบันทึกการปฏิบัติงานของนักศึกษา แผนการจัดการเรียนรู้ งานวิจัยในช้ันเรียน การมีส่วนร่วมใน
ชั้นเรยี น การนาเสนอ บุคลกิ ภาพ และการแต่งกาย การใชว้ าจา กิริยาท่าทาง และความรับผิดชอบ
3. แนวทางการใหค้ ะแนนรายวชิ าการฝึกปฏบิ ัตวิ ิชาชพี ระหว่างเรียน 1 กาหนดเกณฑ์การให้คะแนน ดังน้ี
3.1 อาจารยผ์ ู้สอน รวม 60 คะแนน
3.1.1 แบบบันทึกปฏบิ ตั ิงานของนักศึกษาในภาพรวม 30 คะแนน
3.1.2 โครงร่างงานวจิ ยั ในช้ันเรียน 10 คะแนน
3.1.3 การมสี ่วนร่วมในการจัดการเรยี นการสอน 10 คะแนน
3.1.4 พฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา 10 คะแนน
3.2 ครูพเ่ี ลี้ยง รวม 40 คะแนน
3.2.1 แบบประเมินการปฏิบัตติ นของนักศกึ ษา 10 คะแนน
3.2.2 แบบประเมินแผนการจดั การเรยี นรู้ 10 คะแนน
3.2.3 แบบประเมินการจัดการเรียนรู้ 20 คะแนน
รวมทั้งสิ้น 100 คะแนน
4. นาคะแนนจากข้อ 1 และ 2 มารวมกันแลว้ ประเมินเปน็ เกรดโดยมีเกณฑ์ ดงั น้ี
คิดจากคะแนนเตม็ 100 คะแนน
คะแนน 90 – 100 ได้ระดับ A
คะแนน 85 – 89 ไดร้ ะดับ B+
คะแนน 80 – 84 ไดร้ ะดบั B
คะแนน 75 – 79 ได้ระดับ C+
คะแนน 70 – 74 ได้ระดับ C
คะแนน 65 – 69 ไดร้ ะดับ D+
คะแนน 60 – 64 ไดร้ ะดับ D
คะแนน 0 – 59 ไดร้ ะดับ E
6
ปว.1-1
แบบบนั ทกึ การสงั เกตสภาพทวั่ ไปของโรงเรียน
คาชี้แจงให้นักศึกษาบันทึกข้อมูลการศึกษาและสังเกตสภาพท่ัวไปตามความเป็นจริงของสถานศึกษาลงในช่องวา่ ง
ตามหวั ขอ้ ที่กาหนด
1. โรงเรยี นอนุบาลวดั อา่ งทอง สงั กดั สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาอ่างทอง
ท่ตี ัง้ เลขที่ 1 ซอย/ถนน เทศบาล 4 ตาบล/แขวง บางแกว้ อาเภอ/เขต เมือง
จงั หวัด อา่ งทอง รหสั ไปรษณยี ์ 14000 โทรศพั ท์ 035611524 หอ้ งธุรการ 0628257446
2. คตพิ จน์ : ปญญา โลกสฺสมิ ปชฺโชโต (ปญั ญาเปน็ แสงสวา่ งในโลก)
ปรัชญาของโรงเรยี น : เสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม เลิศลา้ วชิ าการ สู่มาตรฐานการศกึ ษา กา้ วหน้าเทคโนโลยี
วิสัยทัศน์ของโรงเรียน : โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยี มีวินัยใฝ่
คณุ ธรรม เปน็ ผู้นาวชิ าการส่มู าตรฐานสากล
3. ช่อื ผู้บรหิ ารโรงเรยี น พ.อ.อ.ดร.กิติศกั ด์ิ เพ็งสกุล
รองผู้อานวยการโรงเรียน
ฝ่ายวิชาการ : นางสาวโอศฑี จังจริง
ฝ่ายบริหารบคุ คล : นางสาวมณรี ัตน์ สทิ ธโิ ชค
ฝ่ายบรหิ ารทว่ั ไป : นายมานติ ย์ สุขประเสรฐิ
ฝ่ายงบประมาณ : นางนิษฐา บญุ โกสุมภ์
4. บุคลากร
4.1 ครอู าจารย์
ระดบั ตาแหนง่ จานวน รวม
ชาย หญิง
ผู้อานวยการ 1- 1
รองผูอ้ านวยการ 13 4
ขา้ ราชการครู 18 82 100
ลกู จา้ งประจา -1 1
ครูอัตราจ้าง 18 36 54
พเ่ี ลีย้ ง - 19 19
อืน่ ๆ 10 19 29
รวม 48 160 208
7
4.2 คนงาน มที ั้งหมด 29 คน เปน็ หญงิ 19 คน เปน็ ชาย 10 คน
4.3 นกั เรียน มีท้ังหมด 2,622 คน เป็นหญงิ 1,079 คน เป็นชาย 1,009 คน
แยกตามลาดบั ข้ันต่าง ๆ ได้ดงั น้ี จานวนหอ้ ง จานวนนกั เรียน
ระดับช้นั หญิง ชาย รวม
5 63 73 136
1. อนบุ าล 1 7 93 106 199
2. อนุบาล 2 7 104 95 199
3. อนบุ าล 3 19 260 274 534
รวมอนุบาล 9 149 151 300
4. ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 9 160 158 318
5. ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 9 170 150 320
6. ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 9 203 179 382
7. ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 9 204 174 378
8. ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 9 193 197 390
9. ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 54 1,079 1,009 2,088
รวมประถม 73 1,339 1,283 2,622
รวมทั้งหมด
สรปุ อัตราส่วนระหวา่ งจานวนครูอาจารยต์ อ่ จานวนนกั เรยี น โดยประมาณ คอื
ครูอาจารย์ 1 คน ตอ่ นักเรียน 17 คน
5. อาคารสถานที่
5.1 หอ้ งเรียน มที ั้งหมด 73 ห้อง
5.2 ห้องพักครูอาจารย์ มที ัง้ หมด 9 หอ้ ง
8
5.3 หอ้ งส่งเสริมวชิ าการมีทง้ั หมด 15 ห้อง คือ ห้องวิทยาศาสตร์ 1-3 , หอ้ งเรียนสเี ขยี ว , ห้องCODING , หอ้ ง
Computer 1-4 , หอ้ งสมุด 1-2 , หอ้ งดนตรีสากล , ห้องดนตรีไทย , หอ้ งนาฏศลิ ป์ , หอ้ งคณติ ศาสตร์
6. สภาพแวดล้อม
6.1 สถานทสี่ าคญั ท่อี ย่ใู กลโ้ รงเรยี น ไดแ้ ก่
วดั อา่ งทองวรวหิ าร , สพป.อา่ งทอง , ศาลากลางจงั หวัดอ่างทอง
6.2 สถานทใี่ กลเ้ คียงโรงเรียนทีเ่ ปน็ แหล่งวทิ ยาการส่งเสรมิ การจดั การเรยี นการสอน
วัดอ่างทองวรวิหาร , พพิ ธิ ภัณฑต์ านานเมอื งอ่างทอง
7. สภาพของนกั เรียน
7.1 สภาพครอบครวั (อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ)
สภาพครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว ฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับปานกลางถึงดี อาชีพ
ส่วนมากเป็น รบั ราชการ แพทย์ พยาบาล พนักงานเซอรว์ ิช ฯลฯ
7.2 พฤตกิ รรมนกั เรียน
นกั เรยี นโรงเรยี นอนบุ าลวัดอ่างทองมีพฤติกรรมเปน็ เด็กทม่ี ีความประพฤตดิ ี เรียบร้อย มีวนิ ยั ในตนเอง
เคารพกฎระเบียบของโรงเรียน มีคุณลักษณะอนั พึงประสงค์อยู่ในระดบั ขน้ึ ไปร้อยละ 99.12
8. ภาระหนา้ ท่ีของครผู ้สู อน
8.1 ครปู ระจาช้ัน
จัดทาเอกสารประจาห้องเรียน , กิจกรรมHomeroom , บันทึกสุขภาพนักเรียนลงในระบบชว่ ยเหลอื
นกั เรยี น
8.2 งานอ่ืนๆ
จดั ทาโครงการ กจิ กรรม ที่ส่งเสริมการเรยี นร้ใู หก้ บั นกั เรียน , งานสัมพันธ์ชมุ ชน
9. แผนผังแสดงบรเิ วณและทตี่ ัง้ ของโรงเรียน
9
10. ประวัติโรงเรียน
โรงเรยี นอนุบาลวดั อา่ งทอง
โรงเรียนวดั อ่างทอง
โรงเรียนเทศบาล 3 วัดอ่างทอง ต้ังข้ึนเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2489 โดยนายเมธา เด็ดแก้ว ศึกษาธิการอาเภอ
เมืองอ่างทอง มาเป็นประธานในพิธีเปิด ตามความดาริของนายผ่อน วิทยาภรณ์ ศึกษาธิการจังหวัดอ่างทองใน
ขณะน้ันและท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เจ้าอาวาสวัดอ่างทอง พระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว อัมพชาติ ได้ให้
สถานท่ีชั้นล่างของศาลาการเปรียญเป็นสถานที่จัดการเล่าเรียน เปิดสอนตั้งแต่ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 – 4 เมื่อวัน
แรกเปิดเรียนมีนักเรียน 60 คน ครู 3 คน คือ นายเยี่ยม ขุนทองเอก ครูใหญ่ นางสาวสังเวียน คุณหิรัญ และ
นางสาวสมสุนยี ์ ทิพวารี ครูนอ้ ย ปี พ.ศ.2500 ท่านอธิการบดีกรมวชิ าการ ได้มาให้การอบรมวิธีการสอนภาษาไทย
ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเฉพาะช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ได้ดาเนินการสอนตาม
แผนใหมแ่ ละใช้หนังสือเรียนแบบใหม่"เท่ียวรถไฟ ต้นทาง ปลายทาง" ปี พ.ศ.2504 กรมสามญั ศกึ ษาได้สร้างอาคาร
เรียน 1 หลัง เป็นเงิน 1 แสนบาทถ้วน 30 กรกฎาคม 2505 ม.ล.ป่ิน มาลากุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการใน
ขณะนั้นมาตรวจเย่ียมโรงเรียนวัดอ่างทอง โดยได้มีลายมือเป็นหลักฐานในสมุดหมายเหตุของโรงเรียนตลอด
ระยะเวลาท่ีผา่ นมานนั้ โรงเรยี นวดั อ่างทองไดพ้ ัฒนาจนเจริญขึน้ เปน็ ลาดับ พร้อมกนั กบั ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ท่ไี ดร้ ับ
การย้ายเวียนกันมารับงานสรรค์สร้างความเจริญให้กับโรงเรียนสืบต่อจากนายเย่ียม ขุนเอกทอง คือ นายสมบัติ
สนธิรอต นายจรญู พงษพ์ านิช นายปราโมทย์ นยิ มแสง นายประเทอื ง สิริมงั คะโล นายประพจน์ แสงเทียนชยั และ
นายบุญลือ ผอ่ งกาย
โรงเรยี นอนุบาลวัดอ่างทอง
ดว้ ยกระทรวงศกึ ษาธิการได้พจิ รณาเห็นสมควรขยายการศึกษาระดับอนุบาลให้แพร่หลายยิ่งขึ้น จงึ ประกาศเม่ือ
วันท่ี 28 สิงหาคม 2511 ให้เปิดโรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทองขึ้นต้ังแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2511 ให้สังกัดแผนก
การศึกษาอนุบาล กองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา โดยท่านศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง นายโท พิเดช ได้
ตัดสินใจใช้ที่ดินของวัดเสาธงทอง ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ในตาบลย่านซื่อ อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็น
สถานทีก่ อ่ สร้าง
22 กรกฎาคม 2511 นายโท พเิ ดช ศกึ ษาธกิ ารจังหวดั อ่างทอง เป็นประธานในการเปิดเรียนเป็นคร้ังแรก โดยมี
ครูวุฒิ ป.กศ.สูง อนุบาล ที่กรมสามัญศึกษาส่งมา 1 ท่าน คือ นางสาวบุญเรือน รุจิเพชร และจังหวัดส่งครูวุฒิ ป.ก
ศ.มาชว่ ยสอนอกี 1 ทา่ น คือ นางสาวสมสมยั เดช แตเ่ นอ่ื งจากอาคารเรยี นยงั สร้างไมเ่ สร็จจึงใชห้ อประชุมโรงเรียน
วัดอา่ งทองเปน็ สถานทีเ่ รียนไปพลางกอ่ น
30 กันยายน 2511 นางมนต์มาศ ศัพทเสวี มารับตาแหน่งรักษาการในตาแหน่งครูใหญ่ โรงเรียนอนุบาลวัด
อ่างทอง ตามคาสงั่ ของจังหวัด
4 พฤศจิกายน 2512 นางสมใจ สุขมนสั ไดม้ าดารงตาแหนง่ ครใู หญโ่ รงเรยี นอนุบาลวัดอ่างทอง
10
ปี พ.ศ.2522 นางสาวพนู ศรี ตนั ติวฒั น์ ย้ายมาดารงตาแหนง่ ครใู หญ่โรงเรยี นอนบุ าลวัดอ่างทอง
ปี พ.ศ.2523 ได้รับงบประมาณให้สรา้ งอาคาร แบบ 504 จานวน 8 ห้องเรียน โดยได้รับเมตตาจากท่านเจา้ คณุ
พระวิเศษชัยสิทธิ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เจ้าอาวาสวัดอ่างทองให้ย้ายจากวัดเสาธงทองมาสร้างท่ีบริเวณของ วัด
อา่ งทองและได้ทาพธิ วี างศลิ าฤกษเ์ มื่อวันที่ 12 กันยายน 2523
โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทองได้มีการพัฒนาทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และในด้านอาคารสถานที่อย่าง
ตอ่ เน่อื งสืบเรื่อยมา
(ปจั จบุ ันอาคารตา่ งๆ ไดร้ ับการปรบั ปรงุ เปน็ สถานท่ีตง้ั ของสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง)
โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทองเป็นโรงเรียนอนุบาลประจาจังหวัดอ่างทอง สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาอ่างทอง สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ท่ีเลขที่ 1 ถนน
เทศบาล 4 ตาบลบางแก้ว อาเภอเมืองอา่ งทอง จงั หวดั อ่างทอง บนเน้ือที่ 13 ไร่ 2 งาน ซงึ่ เปน็ ที่ดินของวดั อา่ งทอง
วรวิหาร ได้จัดตั้งขึ้นตามมติของสานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เม่ือวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.
2530 ซ่ึงตรงกับวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยให้
รวมโรงเรียน 2 โรงเรียนคือ โรงเรยี นอนบุ าลอ่างทอง และโรงเรียนวัดอา่ งทองเข้าด้วยกันและให้ใช้ชื่อว่า "โรงเรยี น
อนุบาลวัดอา่ งทอง" มาจนทุกวันนเ้ี ม่อื รวมกันแล้ว ทางราชการไดใ้ ช้อาคารสถานท่ีของโรงเรียนอนุบาลอ่างทองเดิม
เป็นสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง และโรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทองใช้สถานท่ีของโรงเรียนวัด
อ่างทอง ตงั้ แต่ พ.ศ.2530 เปน็ ต้นมา
11. ข้อมลู โรงเรยี นดีเด่น
1. โรงเรียนผ่านการประเมินคุณภาพภายนอก รอบสี่ ระดับการศึกษาปฐมวัย ในระดับ ดีมาก จากสานักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) หรอื สมศ.
2. โรงเรยี นผ่านการประเมินคณุ ภาพภายนอก รอบสี่ ระดับการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน ในระดับ ดมี าก จากสานักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา(องค์การมหาชน) หรอื สมศ.
3. รางวลั ชนะเลศิ การประกวดระเบียบแถวลกู เสอื เนตรนารีประจาปี 2563 ประเภทลูกเสือสารอง ตามโครงการ
ส่งเสริมระเบียบวินัยลูกเสือเนตรนารีประจาปี 2563 จัดโดยสานักการลูกเสือยุวกาชาดและกิจการนักเรียน
สานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
4. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทลูกเสือสามัญ ตามโครงการส่งเสริมระเบียบวินัยลูกเสือเนตรนารี
ประจาปี 2563 จัดโดยสานกั การลกู เสือยวุ กาชาดและกิจการนกั เรยี นสานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
11
แผนภูมิโครงสร้างการบริหารของโรงเรยี น
ลงช่ือ……………………………………….ผ้บู นั ทึก
( นายพฒั นพงษ์ ทองพุ่ม )
วันที่ 22 เดอื น กนั ยายน พ.ศ 2564
ลงชอื่ ……………………………………….ครูพ่ีเล้ียง
( นางสาวธดิ ารตั น์ ลอื โลก )
วนั ท่ี 22 เดอื น กันยายน พ.ศ 2564
12
ปว.1-2
แบบบนั ทกึ การปฏบิ ัติงาน
คาช้ีแจง ให้นักศึกษาบันทึกผลการปฏิบัติงานในสถานศึกษาผ่านระบบออนไลน์ทุกคร้ังที่ปฏิบัติงานตามท่ี
กาหนดให้
วนั ท่ี 3 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564 รายการทีป่ ฏิบตั /ิ ที่ไดเ้ รียนรู้ สงิ่ ทีไ่ ด้รบั จากการ
1. พฤตกิ รรมขณะเรยี น ปฏิบัติงานนี้
งาน
2. ความสนใจในการค้นคว้าหาความรเู้ พิม่ เติม ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเนื้อหาของ
1. สังเกตการณ์สอน บทเรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3/2 , 3/5 , 3. ความสัมพันธ์ระหว่างนกั เรียนกบั เพ่อื น ๆ เมือ่ นักเรยี นเจอปัญหาในการเรยี นกจ็ ะ
3/7(G) ปรึกษาครู เพอ่ื ขอคาแนะนา มีการหา
4. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนกั เรียนกบั ครู / ความร้เู พิม่ เติมจากเรือ่ งที่เรยี น
อาจารย์ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริ่มการ
5. ความเหมาะสมของเครือ่ งแตง่ กายกับสภาพ เรียน
ของนักเรยี น ครูกับนักเรยี นมคี วามสมั พนั ธท์ ่ีดตี อ่ กนั
นกั เรียนแตง่ กายเหมาะสม
วันที่ 6 เดอื น กันยายน พ.ศ. 2564 รายการท่ปี ฏบิ ัติ/ท่ีได้เรยี นรู้ ส่งิ ท่ีไดร้ บั จากการ
1. พฤติกรรมขณะเรียน ปฏิบัติงานน้ี
งาน
2. ความสนใจในการคน้ คว้าหาความร้เู พิม่ เติม ส่วนใหญ่ในใหค้ วามสนใจกับเนื้อหาของ
1. สงั เกตการณ์สอน บทเรยี น
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3/2 3. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งนักเรียนกบั เพือ่ น ๆ เม่อื นักเรยี นเจอปญั หาในการเรียนก็จะ
ปรกึ ษาครู เพ่ือขอคาแนะนา มกี ารหา
4. ความสัมพันธร์ ะหว่างนกั เรยี นกบั ครู / ความรู้เพม่ิ เติมจากเรื่องทเ่ี รียน
อาจารย์ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเร่มิ การ
5. ความเหมาะสมของเคร่อื งแต่งกายกบั สภาพ เรยี นและระหว่างเรยี น
ของนักเรยี น ครูกับนักเรียนบางคนมีความสัมพนั ธท์ ด่ี ี
ต่อกัน
นักเรยี นแตง่ กายเหมาะสม
13
วันที่ 7 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564 รายการที่ปฏิบตั /ิ ที่ได้เรียนรู้ สิง่ ทไ่ี ดร้ ับจากการ
1. พฤติกรรมขณะเรยี น ปฏบิ ัติงานน้ี
งาน
2. ความสนใจในการค้นควา้ หาความรเู้ พ่ิมเติม ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเน้ือหาของ
1. สงั เกตการณ์สอน บทเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/7(G) 3. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนกั เรยี นกบั เพ่อื น ๆ เม่อื นักเรยี นเจอปัญหาในการเรียนก็จะ
ปรึกษาครู เพ่ือขอคาแนะนา มีการหา
4. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งนกั เรียนกบั ครู / ความรเู้ พิ่มเติมจากเร่อื งท่เี รยี น
อาจารย์ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริ่มการ
5. ความเหมาะสมของเครือ่ งแต่งกายกบั สภาพ เรยี นและระหว่างเรยี น
ของนกั เรียน ครูกับนักเรียนบางคนมีความสมั พันธ์ทดี่ ี
ตอ่ กนั
นกั เรยี นแตง่ กายเหมาะสม
วันที่ 8 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564 รายการทีป่ ฏบิ ัติ/ที่ได้เรยี นรู้ สง่ิ ที่ไดร้ บั จากการ
1. พฤตกิ รรมขณะเรยี น ปฏิบัตงิ านนี้
งาน
2. ความสนใจในการคน้ คว้าหาความรู้เพ่ิมเติม ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเนื้อหาของ
1. สังเกตการณ์สอน บทเรยี น
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3/2 , 3/5 , 3. ความสัมพันธร์ ะหว่างนกั เรียนกบั เพอ่ื น ๆ เมือ่ นักเรียนเจอปัญหาในการเรียนก็จะ
3/7(G) ปรกึ ษาครู เพอ่ื ขอคาแนะนา มกี ารหา
4. ความสัมพันธ์ระหวา่ งนักเรยี นกบั ครู / ความรเู้ พ่มิ เติมจากเรอ่ื งทีเ่ รยี น
อาจารย์ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเรม่ิ การ
5. ความเหมาะสมของเครอื่ งแตง่ กายกบั สภาพ เรียน
ของนกั เรียน ครกู บั นักเรียนมคี วามสมั พันธท์ ดี่ ตี ่อกัน
นักเรียนแต่งกายเหมาะสม
14
วันท่ี 9 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการท่ีปฏบิ ตั /ิ ทไี่ ดเ้ รียนรู้ สง่ิ ทไ่ี ดร้ บั จากการ
ปฏบิ ัตงิ านน้ี
1. สังเกตการณส์ อน 1. พฤตกิ รรมขณะเรยี น
ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเน้ือหาของ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3/5 , 3/7(G) บทเรียน
เมอ่ื นักเรียนเจอปัญหาในการเรียนก็จะ
2. ความสนใจในการค้นควา้ หาความรูเ้ พม่ิ เติม ปรึกษาครู เพ่อื ขอคาแนะนา มีการหา
ความรเู้ พิม่ เตมิ จากเรื่องท่เี รยี น
3. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งนักเรยี นกบั เพ่ือน ๆ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริ่มการ
เรียนและระหว่างเรียน
4. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนกั เรยี นกบั ครู / ครูกับนักเรียนบางคนมีความสมั พันธ์ทดี่ ี
อาจารย์ ต่อกนั
5. ความเหมาะสมของเคร่ืองแตง่ กายกับสภาพ นักเรียนแต่งกายเหมาะสม
ของนกั เรยี น
วันที่ 10 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการท่ปี ฏิบตั /ิ ท่ีไดเ้ รยี นรู้ สงิ่ ทไี่ ดร้ ับจากการ
ปฏิบตั ิงานนี้
1. สังเกตการณส์ อน 1. พฤตกิ รรมขณะเรยี น
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3/2 , 3/5 , 2. ความสนใจในการค้นคว้าหาความรู้เพม่ิ เติม ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเนื้อหาของ
3/7(G) บทเรยี น
เมือ่ นักเรยี นเจอปัญหาในการเรียนก็จะ
3. ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งนักเรียนกบั เพื่อน ๆ ปรึกษาครู เพอ่ื ขอคาแนะนา มกี ารหา
ความรู้เพ่มิ เตมิ จากเรอื่ งทีเ่ รยี น
4. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งนกั เรียนกบั ครู / นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเรม่ิ การ
อาจารย์ เรียน
5. ความเหมาะสมของเครื่องแตง่ กายกบั สภาพ ครกู บั นกั เรยี นมีความสมั พันธท์ ดี่ ตี ่อกัน
ของนกั เรียน
นกั เรียนแตง่ กายเหมาะสม
15
วันท่ี 13 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการทป่ี ฏบิ ัติ/ทไี่ ด้เรียนรู้ ส่ิงทีไ่ ดร้ บั จากการ
ปฏบิ ตั ิงานนี้
1. สังเกตการณ์สอน 1. พฤติกรรมขณะเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/5 , 3/2 2. ความสนใจในการคน้ ควา้ หาความรเู้ พิ่มเติม สว่ นใหญใ่ นให้ความสนใจกบั เนอ้ื หาของ
บทเรยี น
3. ความสัมพนั ธ์ระหว่างนักเรยี นกบั เพอื่ น ๆ เม่ือนกั เรยี นเจอปญั หาในการเรียนกจ็ ะ
ปรึกษาครู เพือ่ ขอคาแนะนา มีการหา
4. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งนักเรียนกบั ครู / ความรูเ้ พ่มิ เตมิ จากเร่อื งท่เี รยี น
อาจารย์ นักเรียนมีการพดู คุยกันช่วงก่อนเรม่ิ การ
5. ความเหมาะสมของเครอื่ งแตง่ กายกับสภาพ เรยี นและระหว่างเรยี น
ของนกั เรยี น ครูกับนกั เรียนบางคนมคี วามสัมพันธ์ท่ีดี
ตอ่ กนั
นักเรียนแตง่ กายเหมาะสม
วนั ที่ 14 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการทีป่ ฏบิ ัต/ิ ทีไ่ ด้เรยี นรู้ สง่ิ ที่ไดร้ บั จากการ
ปฏบิ ตั งิ านนี้
1. สังเกตการณส์ อน 1. พฤตกิ รรมขณะเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3/7(G) 2. ความสนใจในการคน้ คว้าหาความร้เู พ่ิมเติม ส่วนใหญใ่ นใหค้ วามสนใจกบั เน้อื หาของ
บทเรยี น
3. ความสมั พนั ธ์ระหว่างนกั เรียนกบั เพ่ือน ๆ เมอ่ื นกั เรยี นเจอปัญหาในการเรยี นกจ็ ะ
ปรกึ ษาครู เพื่อขอคาแนะนา มกี ารหา
4. ความสมั พันธ์ระหว่างนกั เรยี นกบั ครู / ความรู้เพิ่มเติมจากเร่ืองทีเ่ รียน
อาจารย์ นักเรียนมีการพดู คุยกันช่วงก่อนเร่ิมการ
5. ความเหมาะสมของเครอ่ื งแตง่ กายกับสภาพ เรยี น
ของนักเรียน ครกู บั นกั เรียนมคี วามสัมพันธท์ ีด่ ตี ่อกัน
นกั เรียนแต่งกายเหมาะสม
16
วันท่ี 15 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564 สง่ิ ทไี่ ดร้ บั จากการ
ปฏิบัติงานน้ี
งาน รายการที่ปฏบิ ัต/ิ ที่ได้เรียนรู้
ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเนื้อหาของ
1. ทาการสอนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1. พฤติกรรมขณะเรยี น บทเรียน
3/2 , 3/5 , 3/7(G) เมือ่ นักเรียนเจอปญั หาในการเรยี นก็จะ
ปรึกษาครู
2. ความสนใจในการคน้ ควา้ หาความรู้เพมิ่ เติม นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริ่มการ
เรียน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรยี นกบั เพ่ือน ๆ ครกู บั นักเรยี นมคี วามสมั พนั ธท์ ี่ดตี ่อกัน
4. ความสมั พันธ์ระหว่างนักเรยี นกบั ครู / นักเรียนแตง่ กายเหมาะสม
อาจารย์
5. ความเหมาะสมของเครือ่ งแตง่ กายกับสภาพ
ของนกั เรียน
วันท่ี 17 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการทป่ี ฏบิ ตั ิ/ที่ได้เรียนรู้ สงิ่ ท่ไี ดร้ บั จากการ
ปฏบิ ตั ิงานนี้
1. สงั เกตการณ์สอน 1. พฤตกิ รรมขณะเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3/2, 3/5 , 2. ความสนใจในการคน้ ควา้ หาความรเู้ พ่ิมเตมิ ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเน้ือหาของ
3/7(G) บทเรยี น
เม่อื นกั เรียนเจอปญั หาในการเรยี นกจ็ ะ
3. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งนักเรยี นกบั เพ่ือน ๆ ปรึกษาครู
นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเรมิ่ การ
4. ความสมั พันธ์ระหว่างนักเรียนกบั ครู / เรยี น
อาจารย์ ครูกบั นักเรยี นมีความสมั พนั ธท์ ด่ี ีต่อกนั
5. ความเหมาะสมของเครื่องแตง่ กายกับสภาพ
ของนักเรียน นักเรยี นแตง่ กายเหมาะสม
17
วันท่ี 20 เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการท่ปี ฏบิ ตั /ิ ท่ีไดเ้ รยี นรู้ สงิ่ ทไ่ี ด้รบั จากการ
ปฏบิ ัตงิ านนี้
1. สังเกตการณ์สอน 1. พฤติกรรมขณะเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3/2 2. ความสนใจในการคน้ คว้าหาความรเู้ พิม่ เตมิ ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเน้ือหาของ
บทเรียน
3. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างนกั เรยี นกบั เพื่อน ๆ เม่ือนกั เรียนเจอปัญหาในการเรียนกจ็ ะ
ปรกึ ษาครู เพ่ือขอคาแนะนา มกี ารหา
4. ความสัมพันธร์ ะหว่างนักเรียนกบั ครู / ความรเู้ พม่ิ เตมิ จากเร่ืองทเ่ี รยี น
อาจารย์ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริม่ การ
5. ความเหมาะสมของเคร่อื งแต่งกายกับสภาพ เรียนและระหว่างเรียน
ของนักเรียน ครูกับนักเรยี นบางคนมคี วามสมั พันธ์ทด่ี ี
ต่อกนั
นักเรยี นแตง่ กายเหมาะสม
วนั ที่ 21 เดอื น กันยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการท่ีปฏิบัต/ิ ทไ่ี ด้เรยี นรู้ สิง่ ทไี่ ด้รับจากการ
ปฏบิ ตั ิงานน้ี
1. สังเกตการณ์สอน 1. พฤตกิ รรมขณะเรียน
ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 3/7(G) 2. ความสนใจในการค้นคว้าหาความรเู้ พมิ่ เติม ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเน้ือหาของ
บทเรยี น
3. ความสมั พันธ์ระหวา่ งนักเรยี นกบั เพอ่ื น ๆ เมื่อนักเรยี นเจอปัญหาในการเรียนกจ็ ะ
ปรึกษาครู เพอื่ ขอคาแนะนา มีการหา
4. ความสัมพนั ธร์ ะหว่างนักเรียนกบั ครู / ความรเู้ พมิ่ เตมิ จากเร่ืองท่ีเรยี น
อาจารย์ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเรม่ิ การ
5. ความเหมาะสมของเคร่อื งแตง่ กายกับสภาพ เรียนและระหวา่ งเรียน
ของนกั เรยี น ครูกับนักเรียนบางคนมคี วามสมั พันธท์ ่ดี ี
ตอ่ กนั
นกั เรียนแตง่ กายเหมาะสม
18
วันที่ 22 เดอื น กันยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการที่ปฏบิ ตั /ิ ทไี่ ด้เรียนรู้ ส่งิ ทีไ่ ด้รับจากการ
ปฏบิ ตั ิงานน้ี
1. สังเกตการณส์ อน 1. พฤติกรรมขณะเรยี น
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3/2, 3/5 , 2. ความสนใจในการค้นควา้ หาความรูเ้ พม่ิ เตมิ ส่วนใหญใ่ นให้ความสนใจกบั เน้ือหาของ
3/7(G) บทเรียน
เมื่อนักเรยี นเจอปัญหาในการเรียนกจ็ ะ
3. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งนกั เรยี นกบั เพอ่ื น ๆ ปรึกษาครู เพือ่ ขอคาแนะนา มีการหา
ความร้เู พิ่มเติมจากเร่อื งทเี่ รียน
4. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งนกั เรียนกบั ครู / นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริม่ การ
อาจารย์ เรียน
5. ความเหมาะสมของเคร่ืองแต่งกายกบั สภาพ ครูกบั นักเรียนมคี วามสัมพนั ธท์ ่ดี ีต่อกนั
ของนักเรียน
นกั เรยี นแต่งกายเหมาะสม
วนั ท่ี 23 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการทป่ี ฏบิ ตั ิ/ท่ีได้เรยี นรู้ ส่งิ ท่ไี ดร้ ับจากการ
ปฏบิ ัตงิ านน้ี
1. สงั เกตการณ์สอน 1. พฤติกรรมขณะเรยี น
ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเนือ้ หาของ
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3/5 , 3/7(G) บทเรยี น
เมือ่ นักเรยี นเจอปญั หาในการเรยี นก็จะ
2. ความสนใจในการคน้ คว้าหาความรู้เพิ่มเตมิ ปรึกษาครู เพ่ือขอคาแนะนา มีการหา
ความรเู้ พ่มิ เติมจากเรือ่ งทีเ่ รยี น
3. ความสัมพันธ์ระหวา่ งนกั เรยี นกบั เพ่อื น ๆ นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริ่มการ
เรียนและระหว่างเรียน
4. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งนักเรียนกบั ครู / ครูกับนักเรยี นบางคนมีความสมั พันธ์ที่ดี
อาจารย์ ต่อกนั
5. ความเหมาะสมของเครื่องแต่งกายกบั สภาพ นกั เรยี นแตง่ กายเหมาะสม
ของนักเรยี น
19
วันที่ 24 เดือน กันยายน พ.ศ. 2564
งาน รายการที่ปฏบิ ัต/ิ ที่ไดเ้ รียนรู้ สิง่ ทีไ่ ดร้ บั จากการ
ปฏิบตั ิงานนี้
1. สังเกตการณ์สอน 1. พฤติกรรมขณะเรยี น
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3/2, 3/5 , 2. ความสนใจในการคน้ ควา้ หาความรู้เพ่ิมเตมิ ส่วนใหญ่ในให้ความสนใจกับเน้ือหาของ
3/7(G) บทเรียน
เมอ่ื นกั เรียนเจอปญั หาในการเรยี นกจ็ ะ
3. ความสัมพันธ์ระหวา่ งนกั เรยี นกบั เพื่อน ๆ ปรึกษาครู เพอ่ื ขอคาแนะนา มกี ารหา
ความรูเ้ พม่ิ เติมจากเรือ่ งที่เรยี น
4. ความสัมพันธ์ระหวา่ งนักเรียนกบั ครู / นักเรียนมีการพูดคุยกันช่วงก่อนเริ่มการ
อาจารย์ เรียน
5. ความเหมาะสมของเครอ่ื งแต่งกายกับสภาพ ครูกับนักเรียนมคี วามสมั พนั ธท์ ่ดี ตี อ่ กัน
ของนกั เรยี น
นักเรียนแตง่ กายเหมาะสม
ลงชอ่ื ………………………………………..…………….ผ้บู ันทึก
( นายพัฒนพงษ์ ทองพุ่ม )
ลงชื่อ………………………………………………..…….ครูพเ่ี ลี้ยง
( นางสาวธิดารัตน์ ลือโลก )
20
ปว.1-3
แบบสัมภาษณ์การจัดการเรียนรู้ (สัมภาษณ์ครพู เี่ ล้ียง)
ช่ือ นางสาวธิดารัตน์ นามสกุล ลือโลก
โรงเรยี นอนุบาลวดั อ่างทอง อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง
คาชี้แจง ให้นักศกึ ษาสมั ภาษณ์การจัดการเรียนรูข้ องครูพเ่ี ล้ียงและบันทึกลงในชอ่ งว่างที่กาหนด
1. ท่านสอนกรี่ ายวชิ า วิชาอะไรบ้าง จานวนกีช่ ่ัวโมงต่อสัปดาห์
ข้าพเจ้าทาการสอนรายวชิ าคณิตศาสตร์พ้นื ฐาน จานวน 15 ชั่วโมง/สัปดาห์
วิชา Mathematics จานวน 1 ช่ัวโมง/สัปดาห์ ชุมนุม จานวน 1 ชว่ั โมง/สัปดาห์
กิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น ยวุ กาชาด 1 ช่วั โมง/สปั ดาห์ กจิ กรรมพบครูประจาช้ัน 1 ชวั่ โมง/สปั ดาห์
2. ปญั หาท่ีพบในรายวิชาที่สอน มีอะไรบา้ ง
ปญั หาทีข่ ้าพเจา้ พบในรายวิชาที่สอน คือ นักเรียนทาการบ้านไม่เสร็จ ไม่ส่งการบา้ น ทางานชา้ เพราะ
ทาไปเล่นไป
3. ท่านได้ดาเนินการแก้ไขอยา่ งไร/มเี ทคนคิ ใดในการดาเนินการแกไ้ ข
ข้าพเจ้าได้ดาเนินการแก้ไข โดยได้มีข้อตกลงกับนักเรียนในการส่งการบ้าน และได้จัดสอนซ่อมเสริมใน
ช่วั โมงท่ีว่างเพ่อื ใหน้ กั เรยี นได้เรยี นร้ทู ันเพอื่ น และสามารถทาการบ้านด้วยตนเอง สว่ นนกั เรียนท่ีทางานช้า เพราะ
ทาไปเลน่ ไป กก็ ระตุ้นด้วยการถา้ บอ่ ยๆ เพอ่ื ให้นักเรียนไดร้ ู้ตวั ว่าเราค่อยดอู ยู่
4. ทา่ นมีข้อเสนอแนะอยา่ งไรในการดาเนนิ การจดั การเรยี นรู้ หรืองานด้านอ่ืนๆ
ข้อเสนอแนะในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน ต้องทากิจกรรมที่กระต้นุ ใหน้ ักเรยี นได้เกดิ การต่นื ตวั ใน
การเรยี นรู้ อาจจะมกี ารสมุ่ ถามนักเรียน เพื่อดวู า่ นกั เรียนยังฟงั เราอยไู่ หม หรือหาสือ่ ที่เปน็ สีสนั เพื่อเรา้ ใหน้ ักเรียน
ไดส้ นใจในการเรียนมากขึ้น
5. ท่านมกี ารแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ระหว่างเพ่ือนครูหรือไม่อยา่ งไร (PLC) ถา้ มีท่านดาเนนิ การอยา่ งไร และผลการ
ดาเนินการเป็นอยา่ งไร
ขา้ พเจา้ ได้มีการแลกเปลยี่ นการเรียนรู้กับเพ่ือนครู โดยการดาเนินการประชุม แลกเปล่ียนความคิดเห็น
กัน ในเรื่องปัญหาทเ่ี จอในช้ันเรียนท่คี ุณครูแต่ละท่าไดเ้ จอมีปญั หาอะไร เพื่อท่ีจะได้ทราบถงึ ปญั หาในชัน้ เรยี น
ต่างๆ และเพอื่ ท่ีจะช่วยทาให้นกั เรียนมีพัฒนาการของตนเองได้อย่างตอ่ เน่ือง ทั้งในเร่ืองของผลสัมฤทธิท์ างการ
เรยี นที่ดีขน้ึ พฤติกรรมการเรียนของนักเรียน การอยรู่ ่วมกันในสงั คมของนักเรียน และได้ร่วมกนั พฒั นาสื่อ/
นวตั กรรม พฒั นากิจกรรม ทกี่ ระตุ้นให้นักเรยี นไดเ้ กดิ การเรียนรู้ จากผลการดาเนินการ ในรายวชิ าท่ีสอนน้นั
พบว่านกั เรียนมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นดขี ้ึน มีพัฒนาการดขี ึน้ มีพฤติกรรมการเรียนรู้ท่ีดขี น้ึ นกั เรียนชอบทา
กจิ กรรมทจ่ี ัดให้
21
แผนการจัดการเรียนรู้ ปว.1-4
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ คณิตศาสตร์
รายวิชา คณติ ศาสตร์พนื้ ฐาน ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3
เรือ่ ง การหาผลคณู ของจานวนหนงึ่ หลกั กับจานวนสามหลกั โดยการตั้งคณู รหสั วชิ า ค13101
ผสู้ อน นายพัฒนพงษ์ ทองพุม่ เวลา 3 ช่ัวโมง
รหสั นักศกึ ษา 61115200125
1. สาระ
สาระที่ 1 จานวนและพชี คณิต
2. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจานวน ระบบจานวน การดาเนินการของจานวน
ผลทเี่ กิดขึน้ จากการดาเนินการ สมบตั ิของการดาเนินการ และนาไปใช้
3. สาระสาคญั
การหาผลคูณของจานวน 1 หลักกับจานวน 3 หลัก โดยการต้ังคูณ ต้องคูณจานวนในหลักหน่วยก่อนแลว้
คณู ในหลักสิบและหลักร้อยตามลาดบั ถ้าผลคณู ในหลักใดครบสิบหรือมากกว่าสิบใหท้ ดจานวนท่ีครบสิบไปรวมกับ
ผลคณู ในหลกั ถัดไปทางซ้าย
4. ตัวชี้วัด
ค 1.1 ป.3/6 หาค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์แสดงการคูณของจานวน 1 หลักกับจานวนไม่
เกิน 4 หลกั และจานวน 2 หลกั กับจานวน 2 หลักมตี วั สว่ นเท่ากนั
5. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
ด้านความร(ู้ K) ดา้ นทกั ษะกระบวนการ(P) ดา้ นคุณลักษณะ(A)
หาผลคณู ของจานวนหนงึ่ หลักกบั นกั เรียนสามารถหาหาผลคูณของ มีความรับผดิ ชอบ
จานวนสามหลกั โดยการตง้ั คูณ จานวนหนงึ่ หลกั กับจานวนสาม
หลักโดยการตัง้ คูณได้
6. สาระการเรยี นรู้
การคูณ
7. ข้นั ตอนการสอน
7.1 ขน้ั นาเข้าสบู่ ทเรียน
1. ครทู บทวนการคูณจานวน 1 หลักกบั จานวน 2 หลัก ทเ่ี รียนในระดบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ชั่วโมงที่
หน่ึง
22
2. ครทู บทวนการหาผลคูณของจานวน 1 หลกั กบั จานวน 3 ดว้ ยคาถามดังนี้
- จะหาผลลพั ธจ์ ากการหาผลคณู ของจานวน 1 หลักกับจานวน 3 ไดอ้ ยา่ งไร (โดยการต้ังคณู ให้
คณู ในหลักหน่วยก่อน แล้วคูณในหลกั สิบและหลักร้อย ตามลาดับ) ชว่ั โมงที่สอง
3. ครูทบทวนการหาผลคณู ของจานวน 1 หลักกับจานวน 3 ทม่ี ีตัวทด ด้วยคาถามดังนี้
- จะหาผลลัพธจ์ ากการหาผลคูณของจานวน 1 หลักกับจานวน 3 ท่มี ีตวั ทด ได้อย่างไร (ให้คูณใน
หลักหนว่ ยก่อน แล้วคณู ในหลักสบิ และหลักร้อย ตามลาดบั ถา้ ผลคูณในหลักใดครบสบิ หรือมากกวา่ สิบ ใหท้ ด
จานวนทคี่ รบสิบไปรวมกับผลคูณในหลักถดั ไปทางซา้ ย) ชว่ั โมงทส่ี าม
7.2 ขนั้ สอน
ชวั่ โมงทหี่ นง่ึ
1. ครูมแี ผ่นตารางร้อย แผน่ ตารางสบิ และแผน่ ตารางหน่วยตามหนงั สอื เรียนหนา้ 235 ดังน้ี
ครูติดบตั รโจทยก์ ารคูณ 2 X 234 =
2. ครูกบั นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายเร่ืองการหาผลคณู
− นกั เรียนหาคา ตอบได้อย่างไร (2 × 234 = 234 + 234 = 468)
− สามารถหาผลคณู โดยวธิ อี ืน่ ไดห้ รอื ไม่ (ได)้
− หาผลคูณได้โดยวธิ ีใด (หาผลคูณโดยการตง้ั คูณ)
− 2 × 234 มีความหมายของการคูณวา่ อยา่ งไร (มีจานวน 2 กลุ่ม แตล่ ะกลมุ่ มีจานวนสมาชิก 234)
− 234 เขยี นในรูปการกระจายได้อย่างไร (234 = 200 + 30 + 4 )
− 2 กลุ่มของ 200 + 30 + 4 หมายถึงอะไร (2 กลุ่มของ 200 กบั 2 กลมุ่ ของ 30 กบั 2 กลมุ่ ของ 4)
3. ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ โดยติดแผน่ ตารางรอ้ ย แผ่นตารางสิบ และแผ่นตารางหน่วย แสดงจานวน 234 บน
กระดาน แล้วถามนักเรียนวา่ ต้องตดิ ก่กี ลุม่ (2 กลมุ่ )
4. ครูแสดง 2 × 234 โดยตดิ แผ่นตารางรอ้ ยแผน่ ตารางสบิ และแผ่นตารางหน่วยเป็น 2 กลุม่ ของ 200 +
30 + 4 ตามหนังสอื เรียนหน้า 23
5. ครูอธบิ ายว่า การหา 2 × 234 เป็นการหาผลคูณของ 2 กล่มุ ของ 200 กับ 2 กลมุ่ ของ 30 กับ2 กลมุ่
ของ 4 ดงั น้นั จึงไดผ้ ลคูณเป็น 400 + 60 + 8 ได4้ 68 ซ่ึงนกั เรยี นอาจหาผลคูณโดยการตัง้ คูณและเป็นการหาผลคูณ
ไปทลี ะหลักเริม่ จากหลักหน่วย หลกั สิบ หลกั รอ้ ย ดังน้ี
23
ข้นั ที่ 1 คูณในหลกั หนว่ ย 2 คณู 4 หน่วย ได้8 หนว่ ย เขียน 8 ในหลักหน่วย
2 3 4หลักร้อย
หลกั สบิ หลกั หนว่ ย
x
2
8
ขั้นท่ี 2 คูณในหลกั สบิ 2 คูณ 3 สิบ ได้6 สบิ เขียน 6 ในหลักสิบ
2 3 4หลักร้อย
หลกั สิบ หลกั หน่วย
x
2
68
ขัน้ ที่ 3 คูณในหลักร้อย 2 คูณ 2 รอ้ ย ได้4 รอ้ ย เขยี น 4 ในหลกั รอ้ ย
หลกั สิบ หลักหนว่ ย
2 3 4หลักรอ้ ย
x
2
4 68
ดังนน้ั 2 X 234 = 468
6. ครยู กตวั อยา่ งการหาผลคูณของจานวน 1 หลักกับจานวน 3 หลัก โดยการตงั้ คณู ไมม่ ีการทด เช่น
123 × 3 = แลว้ ให้นักเรียนช่วยกนั หาผลคูณโดยการต้งั คณู ตามหนงั สือเรียนหนา้ 236 ดังน้ี
1 2 3หลักรอ้ ย
หลกั สิบ หลักหนว่ ย
x
3
369
ข้นั ที่ 1 คูณในหลักหนว่ ย 3 คูณ 3 หน่วย ได้ 9 หนว่ ย เขียน 9 ในหลกั หนว่ ย
ข้นั ท่ี 2 คูณในหลักสิบ 3 คูณ 2 สิบ ได้ 6 สบิ เขียน 6 ในหลกั สบิ
ขนั้ ที่ 3 คูณในหลกั ร้อย 3 คูณ 1 ร้อย ได้ 3 ร้อย เขียน 3 ในหลักร้อย
24
ดังนัน้ 123 × 3 = 369
- ครูแนะนาวา่ ในการหาผลคูณโดยการตั้งคูณไม่จา เป็นตอ้ งเขียนคาว่า หลักหน่วย หลักสิบ หลกั ร้อย
สามารถเขียนแสดงวิธหี าผลคูณไดด้ งั นี้
วธิ ที า 1 2 3
x
3
369
ตอบ ๓๖๙
7. ครยู กตวั อย่างการหาผลคูณของจานวน 1 หลกั กบั จานวน 3 หลัก โดยการตัง้ คูณไม่มีการทดเพิ่มอกี 2 -
3 ตวั อย่าง เช่น 111 × 7 = 423 × 2 = 3 × 212 = ครูและนกั เรยี นช่วยกันตรวจสอบความถูก
ต้อง ครูอาจช้ีแนะว่า ในการหาผลคูณของจานวน 1 หลักกับจานวน 3 หลกั โดยการตง้ั คูณใหค้ ณู ในหลักหนว่ ยก่อน
แล้วคณู ในหลักสิบและหลกั ร้อย ตามลาดบั จากน้ันใหน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหัด 7.2.1 หน้า 170 – 172
ช่ัวโมงทสี่ อง
8. ครยู กตวั อยา่ งการหาผลคูณของจา นวน 1 หลักกบั จานวน 3 หลกั โดยการต้ังคณู มีการทด ตามหนังสือ
เรียนหนา้ 237 เช่น 4 × 216 = ครูสุ่มถามนักเรยี นในการหาคาตอบจากนน้ั ครอู ธบิ ายการหาผลคูณโดยการตัง้
คณู มีการทดดงั นี้
4 × 216 =
หลักร้อย หลักสิบ หลักหน่วย
2 12 6
x
4
864
ดังนน้ั 4 × 216 = 864
ข้ันที่ 1 คณู ในหลักหนว่ ย 4 คูณ 6 หนว่ ย ได2้ 4 หน่วยหรือ 2 สบิ กับ 4 หนว่ ย เขยี น 4 ในหลักหนว่ ย
และทด 2 สิบไปหลักสบิ
ขนั้ ที่ 2 คณู ในหลกั สิบ 4 คูณ 1 สิบได้4 สิบ รวมกบั ทท่ี ดอีก 2 สิบ เป็น 6 สบิ เขยี น 6 ในหลกั สิบ
ขั้นที่ 3 คูณในหลักร้อย 4 คูณ 2 ร้อยได้8 รอ้ ยเขยี น 8 ในหลักร้อย
ดังนนั้ 4 × 216 = 864
- ครแู นะนา ว่าในการหาผลคูณโดยการต้งั คูณไม่จาเป็นต้องเขียนคาวา่ หลกั หน่วย หลักสบิ หลักร้อย
สามารถเขียนแสดงวธิ หี าผลคณู ได้ดงั นี้
25
วิธีทา 2 12 6
x
4
864
ตอบ ๘๖๔
9. ครูยกตัวอย่างการหาผลคูณของจานวน 1 หลกั กบั จา นวน 3 หลัก โดยการตัง้ คูณมีการทด เพิ่มอกี 2 -
3 ตัวอยา่ ง เช่น 125 × 2 = 261 × 3 = 4 × 123 = ครแู ละนกั เรยี นชว่ ยกนั ตรวจสอบความถูกต้อง
ครอู าจชี้แนะวา่ ในการหาผลคูณของจา นวน 1 หลักกบั จานวน 3 หลกั โดยการต้งั คูณมีการทด ให้คูณในหลักหน่วย
ก่อน แล้วคูณในหลกั สบิ และหลกั รอ้ ยตามลาดับถ้าผลคูณในหลักใดครบสบิ หรือมากกว่าสบิ ให้ทดจานวนท่คี รบสบิ
ไปรวมกบั ผลคูณในหลกั ถัดไปทางซา้ ย
10. ครยู กตัวอย่างการคูณจานวน 1 หลักกับจานวน 3 หลัก โดยการตง้ั คูณมีการทดตามหนังสือเรยี นหน้า
238 เช่น 471 × 5 = แลว้ ให้นกั เรยี นแสดงการต้ังคูณ แลว้ รว่ มกันอภปิ รายวา่ จะหาผลคณู โดยการตัง้ คูณได้
อย่างไร
(หาผลคณู โดยเร่ิมคูณจากหลักหน่วยกอ่ น แลว้ คูณในหลกั สิบ หลักรอ้ ยตามลา ดับ ถ้าผลคูณในหลักใดครบสิบหรอื
มากกว่าสิบให้ทดจา นวนทีค่ รบสิบไปรวมกับผลคูณในหลกั ถัดไปทางซา้ ย ครสู ุ่มนักเรยี นออกมาหาผลคูณหนา้
กระดานทีละหลัก ตามข้นั ตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 คูณในหลกั หนว่ ย 5 คณู 1 หนว่ ยได้5 หน่วย เขยี น 5 ในหลักหนว่ ย
ขัน้ ที่ 2 คณู ในหลักสิบ 5 คูณ 7 สิบได้35 สิบหรอื 3 รอ้ ย กับ 5 สบิ เขียนในหลกั สบิ และทด 3 ร้อยไป
หลักรอ้ ย
ข้ันที่ 3 คูณในหลักร้อย 5 คูณ 4 ร้อยได้20 ร้อย รวมกบั ท่ีทดอีก 3 รอ้ ยเปน็ 23 ร้อยหรือ 2 พัน กับ 3
ร้อยเขยี น 3 ในหลักร้อย และ 2 ในหลกั พันซ่งึ เขียนการตัง้ คูณไดต้ ามหนังสือเรยี นหน้า 238 ดังนี้
471 × 5 =
หลักร้อย หลกั สิบ หลกั หน่วย
43 7 1
x
5
23 5 5
ดงั น้นั 471 × 5 = 2,355 )
11. ครยู กตัวอย่างการหาผลคูณของจานวน 1 หลกั กับจานวน 3 หลกั โดยการตัง้ คณู มกี ารทดเพิ่มอีก 2-3
ตวั อยา่ ง ครูและนักเรียนช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง ครูอาจชี้แนะว่าในการหาผลคูณของจานวน 1 หลักกับ
26
จานวน 3หลัก โดยการตง้ั คูณมกี ารทด ให้คูณในหลักหนว่ ยก่อน แล้วคณู ในหลักสบิ และหลกั ร้อย ตามลาดบั ถ้าผล
คณู ในหลักใดครบสิบหรอื มากกว่าสบิ ให้ทดจานวนท่คี รบสิบไปรวมกบั ผลคูณในหลักถัดไปทางซา้ ย จากน้นั ให้
นกั เรยี นทา แบบฝึกหัด 7.2.2 หน้า 173 – 175
ช่ัวโมงทีส่ าม
12. ครยู กตัวอยา่ งการคูณจานวน 1 หลักกับจานวน 3 หลัก โดยการต้งั คูณมีการทดตามหนังสอื เรียนหนา้
239 เชน่ 8 × 739 = ใหน้ ักเรียนรว่ มกนั แสดงวธิ หี าผลคูณโดยการตั้งคณู ให้หาผลคูณ โดยเร่มิ คูณในหลัก
หนว่ ยกอ่ นแล้วคูณในหลักสิบ หลักรอ้ ย ตามลาดบั ถ้าผลคูณในหลักใดครบสบิ หรอื มากกวา่ สิบใหท้ ดจานวนท่ีครบ
สิบไปรวมกบั ผลคณู ในหลักถัดไปทางซ้าย ตามขัน้ ตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 คูณในหลกั หน่วย 8 คูณ 9 หน่วย ได้72 หนว่ ยหรอื 7 สบิ กับ 2 หนว่ ย เขียน 2 ในหลักหน่วย
ทด 7 สบิ ไปหลกั สิบ
ขัน้ ที่ 2 คูณในหลักสิบ 8 คูณ 3 สิบได2้ 4 สบิ รวมกับท่ีทดอีก 7 สิบ เปน็ 31 สิบ หรือ 3 ร้อยกบั 1 สบิ
เขยี น 1 ในหลกั สิบ ทด 3 ร้อยไปหลกั ร้อย
ข้นั ท่ี 3 คูณในหลกั ร้อย 8 คูณ 7 ร้อยได้56 รอ้ ยรวมกบั ท่ีทดอีก 3 รอ้ ยเป็น 59 ร้อย หรอื 5 พนั กบั
9 รอ้ ย เขียน 9 ในหลกั ร้อย และ 5 ในหลักพัน
ซงึ่ เขยี นแสดงวิธหี าผลคูณตามหนงั สือเรยี นหนา้ 239 ดังนี้
8 × 739 =
หลกั รอ้ ย หลกั สิบ หลกั หน่วย
73 37 9
x
8
59 1 2
ดงั นัน้ 8 × 739 = 5,912
- จากนั้นครูใหน้ กั เรยี นทาโจทย์ โดยไม่ต้องเขยี นคา ว่าหลกั หนว่ ย หลกั สบิ หลักรอ้ ย และหลกั พัน ดงั น้ี
วธิ ีทา 3 37 9
7
x
8
59 1 2
ตอบ ๕,๙๑๒
13. ครูใหน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหดั หนา้ 176-178 และนามาส่งท้ายคาบ
27
7.3 ขั้นสรปุ
1. ครตู รวจสอบความเขา้ ใจด้วยการใชค้ าถาม ว่าการหาผลคณู ของจานวน 1 หลักและ 3 หลกั ทาได้
อยา่ งไร (การหาผลคูณของจานวน 1 หลกั กบั จานวน 3 หลกั โดยการตัง้ คูณ ต้องคูณจานวนในหลกั หนว่ ยก่อนแล้ว
คณู ในหลกั สบิ และหลกั ร้อยตามลาดับ ถา้ ผลคูณในหลกั ใดครบสบิ หรอื มากกวา่ สบิ ให้ทดจานวนที่ครบสบิ ไปรวมกับ
ผลคูณในหลกั ถดั ไปทางซ้าย)
8. สอ่ื อปุ กรณแ์ ละแหล่งเรยี นรู้
สอ่ื แหลง่ เรียนรู้
1. หนังสือเรยี นคณติ ศาสตรพ์ ื้นฐาน ป.3 เล่ม 1 (สสวท.) 1. อนิ เทอร์เนต็
2. Powerpoint
9. การวัดผลและประเมนิ ผล
ด้าน สิ่งทจ่ี ะวดั การวดั และประเมนิ
ความรู้ (K)
หาผลคณู ของจานวนหน่งึ หลกั กับ วิธวี ัด เครื่องมือวดั เกณฑ์การวดั
จานวนสามหลกั โดยการตัง้ คูณ
ตรวจ แบบฝกึ หัด ผ่านเกณฑ์สาหรับผู้ที่
แบบฝกึ หัด แบบฝกึ หดั ทาแบบฝึกหดั ได้
แบบฝกึ หัด ถกู ต้องรอ้ ยละ 70 ขน้ึ
ทักษะกระบวนการ (P) นกั เรยี นสามารถหาผลคณู ของ ตรวจ ไป
จานวนหน่ึงหลกั กับจานวนสาม แบบฝกึ หัด ผ่านเกณฑส์ าหรบั ผ้ทู ่ี
หลกั โดยการต้ังคูณ ทาแบบฝกึ หัดได้
ถูกตอ้ งรอ้ ยละ 70 ขน้ึ
คณุ ลกั ษณะ (A) มีความรบั ผิดชอบ การสง่ ไป
แบบฝึกหดั สง่ แบบฝกึ หดั ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์
ลงช่อื ........................................................................
(นายพฒั นพงษ์ ทองพมุ่ )
ลงชื่อ........................................................................
(นางสาวธิดารัตน์ ลอื โลก)
28
บนั ทึกหลังการสอน
นกั เรียนทกุ คนมคี วามสนใจ และตั้งใจเรียนเปน็ อยา่ งดี ให้ความร่วมมือในการสอน
ลงช่อื ...................................................
(นายพัฒนพงษ์ ทองพุ่ม)
ขอ้ เสนอแนะ
การเขยี นแผนการจัดการเรยี นร้คู รบถว้ น แต่สามารถเพ่มิ คุณลักษณะอันพึงประสงคไ์ ด้มากกวา่ 1 ข้อ
ลงชอื่ ...................................................
(นางสาวธดิ ารตั น์ ลอื โลก)
29
ปว.1-5
โครงรา่ งการวิจยั ในชั้นเรยี น
1. ชอื่ เร่อื ง การใช้ชดุ แบบฝึกทกั ษะเพอ่ื พัฒนาการคูณ ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
2. ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา
คณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ีช่วยพัฒนาคน ให้คิดเป็นอย่าง มีเหตุผล มีระเบียบขั้นตอนในการคิด และยังช่วย
เสริมคุณลักษณะที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตอ่ืน ๆ เช่น การสังเกตความละเอียดถี่ถ้วนแม่นยา มีสมาธิและรู้จัก
แก้ปญั หาโดยมจี ุดประสงค์และความเข้าใจกระบวนการและการคิด จนสามารถนาไปใชแ้ ก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน
และการดาเนินชีวติ ได้อย่างมีความสุข โดยธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ีเก่ียวกับความคิดรวบยอด และ
ทักษะอีกทั้งต้องอาศัยวิธีสอนท่ีเหมาะสม ซ่ึงจะทาได้โดยเรียนจากอุปกรณ์จริง จากประสบการณ์การสอน
คณิตศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนเขียนเฉพาะคาตอบมาส่งครูแต่นักเรียนไม่สามารถ
อธิบายวิธีการหรือขบวนการในการทาได้ ทั้งน้ี เพราะนักเรียนทุกคนไม่ชอบคิดเองและไม่ชอบแสดงวิธีทาไม่มี
ความคิดรเิ รมิ่ สร้างสรรค์ ชอบแตล่ อกเพือ่ นเมอื่ กาหนดโจทยให้แก้ก็ไมส่ ามารถหาคาตอบได้ถงึ การสอนคณติ ศาสตร์
ยังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควรคือผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ยังไม่บรรลุผลและอยู่ในระดับท่ีไม่
พอใจและนักเรียนจานวนมากไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์โดยคิดว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ียาก และทาแบบฝึกหัด
มาก นักเรียนจึงรู้สึกท้อแท้ขาดความม่ันใจในการเรียนซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงต่อการเรียน และเป็นอุปสรรคต่อ
การพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ด้วย ควรเน้นถึงทักษะกระบวนการคิดของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญ ไม่แพ้
คาตอบของปัญหาต่างๆ นักเรียนจะมีความสามารถในการคิด และเกิดทักษะกระบวนการคิดมากน้อยเพียงใดนั้น
ขนึ้ อยกู่ บั พืน้ ฐานในส่ิงท่ีคิดและคิดไดห้ รือคิดเป็นกระบวนการคิดจนทาให้เกดิ ทักษะสามารถนา ไปใช้แก้ปัญหาต่าง
ๆ ไดเ้ สมอ
จากสภาพปญั หาดังกลา่ วเพ่อื ใหป้ ระสบผลสาเรจ็ ในการสอนเรื่องการคูณระดับชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 และ
การสอนคณติ ศาสตร์เพ่ือพัฒนาการแก้ปัญหานนั้ เนื่องจากการคูณต้องอาศัยความรู้ความเขา้ ใจตลอดจนทักษะเข้า
ด้วยกนั เพอ่ื นาไปใช้ในการหาคาตอบครูควรจัดกิจกรรมให้สนุกๆ เพอ่ื ให้นกั เรียนมีโอกาสประสบความสาเร็จในการ
เรียนและเกิดเจตคติที่ดีและเพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุผลตามมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ผู้สอนจะต้อง
ศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานหลักสูตรมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์รวมท้ังเอกสารประกอบกับหลักสูตร
การศึกษาขั้นพ้ืนฐานมีความยืดหยุ่น สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของผู้เรียนจากการศึกษา
แนวคิด ทฤษฎี / หลกั การสภาพปัญหา และความจาเป็นดังกลา่ วนนั้ ครคู วรใชเ้ ทคนิคหลายๆประการเพื่อ ไม่ให้เด็ก
เกิดความคับข้องใจ หรือขาดแรงจูงใจในการแก้ปัญหาการสอนให้นักเรียนคิดทาให้นักเรียนมีความเห็นชอบ และรู้
จริง การสอนให้นักเรียนเห็นชอบทาให้นักเรียนแก้ปัญหาได้และทาให้นักเรียนเติบโตขึ้นอย่างมีอิสรภาพ และหาก
30
นักเรียนมีโอกาสฝึกทักษะหลาย ๆ ข้อแล้วนักเรียนจะมีความชานาญและเฉลียวฉลาดขึ้นทา ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนกั เรยี นดีข้ึนการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือทีใ่ ชฝ้ กึ ทกั ษะในการคูณ ช่วยให้ผเู้ รียนเข้าใจเน้ือหาดีย่ิง
ข้ึนและสามารถหาคาตอบได้ถูกต้องชุดแบบฝึกทักษะท่ีสร้างสามารถช่วยในการแก้ปัญหาของนักเรียนโดยใช้ชุด
แบบฝกึ ทกั ษะคณติ ศาสตรเ์ ร่ืองการคูณ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรยี นดว้ ยชดุ ฝกึ เสริมทักษะสงู กว่าก่อน
เรียนด้วยชุดแบบฝึกทักษะเสริมทักษะอย่างมีนัยทางสถิติที่ดีขึ้น จากเหตุผลดังกล่าว ทาให้ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า
สนใจท่ีจะพัฒนาแบบฝึกทักษะการคูณในวิชาคณิตศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 เพ่ือให้นักเรียนมี
ทักษะ ในการแก้โจทย์ปัญหาอย่างจริงจังอันเป็นแนวทางหน่ึงที่จะช่วยพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติต่อการ
เรียนวิชาคณิตศาสตร์รวมทั้งเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของครูผู้สอนในการปรับปรุงส่งเสริมการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนวิชาคณติ ศาสตร์
3. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาผลของการใช้ชดุ แบบฝึกทักษะ เรื่องการคูณที่มีต่อผลการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปที ่ี 3 โรงเรยี นอนุบาลวัดอ่างทอง
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่องการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นอนุบาลวัดอ่างทอง
4. ขอบเขตของการวจิ ัย
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1ปี
การศึกษา 2564 โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง รวมนักเรียน
ทงั้ ส้ิน 320 คน
กลมุ่ ตวั อย่าง
กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษาครั้งน้ี คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนอนุบาลวดั อ่างทอง สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง โดยวิธีการสุ่มตวั อย่างอย่าง
งา่ ย ได้กลุม่ ตวั อย่าง หอ้ ง ป. 3/5 จานวน 40 คน
เน้ือหา
ได้แก่ ชุดแบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรือ่ ง การคณู สาหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3 จานวน
9 เร่ือง ได้แก่
เรื่องที่ 1 การหาผลคูณของจา นวนหนง่ึ หลักกบั 100 200 … 900 และการหาผลคณู ของจานวน
หน่งึ หลกั กบั 1,000 2,000 … 9,000
31
เรอ่ื งที่ 2 การหาผลคูณของจานวนหนึง่ หลักกับจานวนสามหลักโดยการตง้ั คูณ
เรื่องที่ 3 การหาผลคูณของจานวนหน่งึ หลกั กบั จานวนส่หี ลักโดยการตัง้ คูณ
เรือ่ งที่ 4 การหาผลคณู ของจานวนสองหลกั กบั 10 20 30 … 90
เร่ืองที่ 5 การหาผลคูณของจานวนสองหลกั กบั จานวนสองหลกั โดยการตัง้ คูณ
เร่ืองที่ 6 การพฒั นาความรู้สกึ เชงิ จานวนเก่ยี วกบั การคณู
เรอ่ื งท่ี 7 การหาค่าของตัวไม่ทราบคา่ ในประโยคสัญลกั ษณแ์ สดงการคูณ
เร่ืองท่ี 8 โจทย์ปญั หาการคณู
เรื่องท่ี 9 การสร้างโจทยป์ ญั หาการคูณ
ระยะเวลา
ใช้เวลาในการดาเนินการการศึกษาค้นคว้าในภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2564 โดยสอนวันละ 1
แผน ๆ ละ 40 นาที จานวน 18 แผน รวมทงั้ สน้ิ 10 ชัว่ โมงไม่นบั ระยะเวลาในการทดสอบกอ่ นและหลังเรยี น
5. นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. ชุดแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ หมายถึง แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 จานวน 9 เร่ืองโดยมีเนื้อหาในแต่ละเล่มประกอบด้วย คาแนะนาในการใช้แบบฝึกทักษะ
ข้นั ตอนการเรยี นรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบกอ่ นเรียน ใบความรู้ แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ คลปิ วดิ ีโอการสอน
แหล่งเรียนรู้เพ่ิมเติม เกมทางคณิตศาสตร์ แบบทดสอบหลังเรียน เกณฑ์การให้คะแนนและเกณฑ์การตัดสิน แบบ
บันทึกผลการเรยี นรู้ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น และเฉลยแบบฝึกทกั ษะ
2. แบบฝึกทักษะการคูณ หมายถึง แบบฝึกทักษะท่ีผู้ศึกษาค้นคว้าได้สร้างขึ้นเพ่ือนาไปใช้ประกอบการ
เรียนการสอนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 เรื่องการคูณโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมี
ความร้คู วามเขา้ ใจบทเรยี นไดด้ ียิ่งขน้ึ และมผี ลสัมฤทธ์หิ ลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรยี น
3. ผลการเรียน หมายถึง ความสามารถของนักเรียนในด้านการคูณซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์
จากกระบวนการเรียนการสอนของครโู ดยทค่ี รไู ด้ศึกษาและสรา้ งเครือ่ งมือวัดและประเมินผล
6. ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จได้รบั
1. ทาให้ครมู กี ารศกึ ษาคน้ คว้าเกดิ ความเคล่ือนไหวทางวิชาการอย์เสมอ
2. นักเรยี นมเี จตคติทดี่ ีและมผี ลการเรยี นเพิ่มข้ึน
3. สามารถตอบสนองนโยบายโดยนักเรยี นสามารถอ่านออกเขยี นได้คิดเลขเป็น
7. สมมตฐิ านการวจิ ยั
นักเรียนที่เรยี นโดยใช้ชดุ แบบฝึกทกั ษะการคณู หลังเรียนมีผลการเรยี นสูงกว่าก่อนเรยี น
32
8. เอกสารงานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
การวิจัยครงั้ นีเ้ ป็นงานวจิ ยั เชิงทดลองผู้วจิ ยั ไดศ้ ึกษาผลของการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่องการคณู ที่มีตอ่
ผลการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ท่ี 3 โรงเรียนอนุบาลวัดอ่างทอง ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและ
งานวิจยั เก่ียวของ้ เพอ่ื ใช้เป็นแนวทางในการวจิ ัยดังรายละเอียดต่อไปน้ี
1. หลักสตู รสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิชาคณิตศาสตร์
1.1 ความสาคญั ของคณิตศาสตร์
1.2 หลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ.2560 กลมุ่ สาระการเรยี นร้คู ณิตสาสตร์
2. ชดุ แบบฝึกทักษะเรื่องการคณู
2.1 ความหมายของชดุ แบบฝกึ ทกั ษะ
2.2 หลกั การสร้างชุดแบบฝึกทกั ษะ
2.3 ประโยชน์ของชุดแบบฝกึ ทักษะ
3. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
3.1 ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
3.2 บทบาทของครใู นการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
3.3 การวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
4. งานวจิ ัยที่เกีย่ วขอ้ ง
1. หลกั สูตรสถานศกึ ษา กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิชาคณติ ศาสตร์
1.1 ความสาคญั ของคณติ ศาสตร์
คณิตศาสตร์มีความสาคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์เป็นอย่างมาก ทาให้มนุษย์มีความคิด
สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุมีผล เป็นระบบ มีระเบียบ มีแบบแผน สามารถคิดวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้
อย่างถ่ีถ้วนรอบคอบ ทาให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อนื่ ๆ ทเ่ี ก่ียวข้อง คณิตศาสตร์
จึงมีประโยชน์ต่อการดารงชีวติ และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต(กลุ่มส่งเสริมการเรียนการสอนและประเมินผล สานัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. 2548:1)นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความ
สมดุลท้ังทางร่างกาย จิตใจสติปัญญา และอารมณ์ สามารถคิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถอยู่ร่วมกับ
ผู้อืน่ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข (สานักทดสอบทางการศกึ ษา. 2546 : 2)
33
สมรรถนะสาคัญของ์ผ้เรยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสอื่ สารเป็นความสามารถในการรบั และส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอด
ความคิด ความรู้ความเขา้ ใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ยี นข้อมูลข่าวสารแลประสบการณ์อันจะ
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้งการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ
การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้องตลอดจนการเลือกใชว์ิธิการสื่อสาร ที่มี
ประสิทธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบทม่ี ีต่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคดิ อย่างสร้างสรรค์
การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบ เพ่ือนาไปสกู่ ารสรา้ งองคคว์ ามร้หู รือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ
เกยี่ วกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆที่เผชิญได้อย่าง
ถกู ต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตผุ ลคุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศเข้าใจความสัมพันธ์และกาเปลี่ยนแปลง
ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสงัคม แสวงหาความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการ
ตัดสินใจทมี่ ีประสทิ ธภิ าพโดยคานึงถงึ ผลกระทบทเ่ี กิดขึน้ ต่อตนเอง สังคมและสง่ิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตเป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดาเนิน
ชีวิตประจาวันการเรียนรู้ด้วยตนเองการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทางาน และการอยรู่วมกันในสังคมด้วยการสร้าง
เสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆอย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทนั
กับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบ
ต่อตนเองและผู้อ่ืน
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมี
ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การทางาน การ
แก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรคถ์ กู ต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณิตศาสตรม์ บี ทบาทสาคัญยง่ิ ต่อความสาเรจ็ ในการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 เนื่องจาก คณติ ศาสตร์
ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบมีแบบแผน สามารถว์เคราะห์ปัญหาหรือ
สถานการณไ์ ดอ้ ย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ชว่ ยให้คาดการณ์วางแผนตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม และ
สามารถนาไปใช้ในชีวติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ีคณิตศาสตร์ยังเป็นเคร่ืองมือในการศึกษาด้วย
คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ อันเป็นรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและ
พฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศใหท้ ัดเทียมกับนานาชาติ
34
การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจาเป็นตอ้งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพ่ือให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพ
เศรษฐกจิ สังคมและความรูท้ างคณติ ศาสตร์และเทคโนโลย์ทเี จรญิ ก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ ในยุคโลกาภวิ ัตน์
1.2 หลกั สตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พ.ศ.2560 กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์
1.2.1 สาระสาคัญของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จานวนและพีชคณิต การวัดและเรขาคณิต และ
สถติ แิ ละความนา่ จะเปน็
1. จานวนและพีชคณิต เรียนรู้เก่ียวกับระบบจานวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจานวนจริง อัตราส่วน
ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเก่ียวกับจานวน การใช้จานวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชั น
เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบ้ียและมูลค่าของเงิน เมท
รกิ ซ์ จานวนเชงิ ซอ้ น ลาดบั และอนกุ รม และการนาความรเู้ ก่ยี วกับจานวนและพชี คณิตไปใชใ้ นสถานการณต์ ่าง ๆ
2. การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เก่ียวกับความยาว ระยะทาง น้าหนัก พ้ืนท่ี ปริมาตรและความจุ
เงินและเวลา หนว่ ยวัดระบบตา่ ง ๆ การคาดคะเนเกีย่ วกบั การวัด อัตราส่วนตรโี กณมิติ รปู เรขาคณิตและสมบัติของ
รูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจาลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการ
เลอื่ นขนาน การสะท้อน การหมนุ และการนาความรู้เกีย่ วกบั การวัดและเรขาคณติ ไปใช้ในสถานการณต์ ่าง ๆ
3. สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับการต้ังคาถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การ
คานวณค่าสถิติ การนาเสนอและแปลผลสาหรบั ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับเบ้ืองตน้ ความนา่ จะ
เป็น การใชค้ วามรเู้ ก่ียวกบั สถิตแิ ละความน่าจะเปน็ ในการอธิบายเหตุการณ์ตา่ ง ๆ และชว่ ยในการตัดสินใจ
1.2.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 1 จานวนและพชี คณติ
มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจานวน ระบบจานวน การดาเนินการ
ของจานวน ผลทเี่ กดิ ขึน้ จากการดาเนินการ สมบัตขิ องการดาเนนิ การ และนาไปใช้
มาตรฐาน ค 1.2 เขา้ ใจและวเิ คราะห์แบบรปู ความสัมพันธ์ ฟงก์ชนั ลาดับและอนุกรม และ
นาไปใช้
มาตรฐาน ค 1.3 ใชน้ พิ จนส์ มการ และอสมการ อธิบายความสมั พันธ์หรอื ช่วยแกป้ ญหา
ท่ีกาหนดให้
สาระท่ี 2 การวดั และเรขาคณติ
มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพน้ื ฐานเกี่ยวกบั การวดั วดั และคาดคะเนขนาดของสงิ่ ทต่ี ้องการวัด
และนาไปใช้
35
มาตรฐาน ค 2.2 เขา้ ใจและวเิ คราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรปู เรขาคณติ ความสมั พันธ์
ระหวา่ งรูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณติ และนาไปใช้
สาระที่ 3 สถติ ิและความนา่ จะเปน
มาตรฐาน ค 3.1 เขา้ ใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถติ ิในการแก้ปญหา
มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนบั เบ้อื งต้น ความน่าจะเปน็ และนาไปใช้
2. แบบฝึกทักษะเร่ืองการคูณ
2.1 ความหมายของชดุ ฝึกทกั ษะ
สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, น.96 ไดใ้ ห้ความหมายของแบบฝึกทกั ษะวา่ สื่อทส่ี ร้างขึ้นเพื่อใหน้ ักเรียนได้ทา
กิจกรรมท่ีเป็นการทบทวนหรือเสริมเพ่ิมเติมความรู้ให้แก่นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการเรียนรู้หลายๆ
รูปแบบเพ่ือสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการศันสนีย์ สื่อสกุล (2554,
น.24) งานหรือกิจกรรมท่ีครูผสู้ อนมอบหมายให้นักเรียนทาเพ่ือฝึกทักษะและทบทวนความรู้ทีไ่ ด้เรียนไปแลว้ ให้เกิด
ความชานาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนาความรู้ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ จากความหมายของแบบฝึก
ทักษะข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อที่สร้างข้ึนเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนความรู้ที่ได้เรียนไปหรือเป็นการ
เสริมความร้ใู หก้ ับนักเรยี นเพ่อื ให้เกดิ ความถกู ต้อง ชานาญ
2.2 หลกั การสรา้ งชุดแบบฝึกทักษะ
จิรเคช เหมือนสมาน (2551, 8) ได้ให้แนวทางในการดาเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะไว้ดังน้ีกาหนด
จุดมุ่งหมายและวางแผนในการดาเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะวิเคราะห์ทักษะและเน้ือหาวิชาที่ต้องการสร้าง
แบบฝึกทักษะเป็นทักษะย่อยๆ และเขียน จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามทักษะและเน้ือหาย่อยๆน้ันเขียนชุดแบบ
ฝึกทักษะตามเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กาหนดไว้ให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียบรู้ และ
จิตวทิ ยาพฒั นาการตามวยั ของผู้เรยี นกาหนดรูปแบบของแบบฝึกทกั ษะ
สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์ (2553, น.97) กล่าววา่ ชดุ แบบฝกึ ทกั ษะมหี ลกั สาคัญเปน็ แนวในการจัดทาชุดฝกึ ทักษะ
ดังน้ี
1. จดั เนอ้ื หาสาระในการฝกึ ตรงตามจุดประสงค์การเรยี นรู้
2. เนื้อหาสาระ และกิจกรรมการฝึกเหมาะสมกบั วยั และความสามารถของผเู้ รียน
3. การวางรปู แบบของชุดแบบฝึกทักษะมคี วามสมั พนั ธก์ บั โครงเร่ือง และเนอ้ื หาสาระ
4. แบบฝกึ ทกั ษะต้องมีคาชีแ้ จงงา่ ยๆ สั้นๆ เพื่อใหผ้ ู้เรียนอ่านเขา้ ใจ เรียงจากงา่ ยไปยากมีชุดแบบฝกึ ทักษะ
ที่นส่ นใจ และทา้ ทายให้ผูเ้ รยี นได้แสดงความสามารถ
5. มคี วามถูกตอ้ ง ครูผู้สอนจะตอ้ งพิจารณาตรวจสอบใหด้ ีอย่าให้มีข้อผิดพลาค
36
6. กาหนดเวลาทใี่ ช้แบบฝึกทักษะแต่ละตอนให้เหมาะสม นอกจากนย้ี ังอธิบายถึงขั้นตอนการสร้างชุดแบบ
ฝึกทกั ษะ ดังนี้
7. ศกึ ษาหลกั สตู ร หลักการ จุคมุ่งหมายของหลกั สตู ร
8. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ เพ่ือวิเคราะ ห์เน้ือหา
จุดประสงคใ์ นแต่ละชดุ การฝึก
9. จัดทาโครงสรา้ งและชุดฝกึ ในแตล่ ะชุด
10. ออกแบบชุดแบบฝกึ ทกั ษะในแตล่ ะชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และนา่ สนใจ
11. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุดรวมทั้งออกข้อสอบก่อน และหลังเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหา และ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
12. นาไปให้ผเู้ ชีย่ วชาญตรวจสอบ
13. นาชดุ แบบฝึกทักษะไปทดลองใชบ้ นั ทึกผลแล้วปรบั ปรงุ แก้ไขสว่ นทบี่ กพรอ่ ง
14. ปรบั ปรงุ ชุดฝึกทักษะใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
15. นาไปใชจ้ ริง
2.3 ประโยชนข์ องชดุ แบบฝกึ ทักษะ
สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์ (2553, น.96-97) ได้กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องชุดฝึกทกั ษะ ดงั นี้
1. ช่วยใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรูด้ ้วยตนเองตามอตั กาพ เด็กแตล่ ะคนมคี วามสามารถแตกตา่ งกัน การให้ผู้เรียนได้
ทาชุดฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคนใช้เวลาที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการเรียนรู้ของ
แต่ละคนจะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพทาให้ผู้เรียนเกิดกาลังใจในการเรียนรู้
นอกจากนั้นยงั เปน็ การซอ่ มเสรมิ ผเู้ รยี นที่เรยี นไมผ่ า่ นเกณฑ์การประเมิน
2. ชุดฝึกทักษะช่วยเสริมให้ผเู้ รยี นเกิดทักษะท่ีคงทน ชุดฝึกทักษะสามารถไห้ผู้เรยี นได้ฝึกทนั ทีหลังจากจบ
บทเรียนน้ันๆ หรือให้มีการฝึกซ้าหลายๆครั้งเพื่อความแม่นยาในเรื่องที่ต้องการฝึก หรือเน้นย้าให้นักเรียนทาชุดฝกึ
ทกั ษะเพมิ่ เตมิ ในเรอ่ื งทผี่ ิด
3. ชุดการฝึกสามารถเป็นเคร่ืองมือในการวัดผลหลังจากท่ีผู้เรียนเรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้งผู้เรียน
สามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองได้และเม่ือไม่เข้าใจ และทาผิดในเร่ืองใดๆผู้เรียนก็สามารถซ่อม
เสรมิ ตนเองได้ จัดไดว้ า่ เป็นเครอ่ื งมือทม่ี ีคณุ คา่ ท้งั ครผู สู้ อน และผู้เรียน
4. เป็นสื่อท่ีช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคาสอนของครผู้สอน ชุดฝึกทักษะที่ครูทาข้ึนเพ่ือฝึก
ทกั ษะการเรยี นนอกเหนือจากความรู้ในหนงั สือเรยี นหรือบทเรยี น
37
5. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่นักเรียนตลอดเวลาไม่ต้องตรวจงานดว้ ย
ตนเองทุกคร้ัง นอกจากกรณีท่ีชุดฝึกทักษะนั้นเป็นการฝึกทักษะการคิดที่ไม่มีเฉลยตายตัวหรือมีแนวเฉลยที่
หลากหลาย
6. เป็นการฝึกความรับผิดชอบของผู้เรียน การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ โดยการทาชุดฝึกทักษะตามลาพังโดยมี
ภาระให้ทาตามที่มอบหมาย จัดได้ว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การทางานให้ผู้เรียนได้นาไปประยุกต์ปฏิบัติ
ในการดาเนนิ ชีวิต
7. ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ การที่ผู้เรียนได้ทาชุดฝึกทักษะการเรียนรทู้ ี่มีรปู แบบหลากหลายจะทา
ใหผ้ เู้ รยี นสนุกและเพลิดเพลิน เป็นการท้าทายให้ลงมือทากิจกรรมตา่ งๆตามชดุ ฝึก
3. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นคณิตศาสตร์
3.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
กู๊ด (Carter V. Good. 1973, หน้า 7) กล่าววา่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถงึ การไดร้ ับความรู้
หรือ การพัฒนาทักษะในการเรียน ซึ่งอาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบท่ีกาหนดให้ และคะแนนที่ได้จากงานท่ีครู
มอบใหห้ รือทัง้ สองอย่าง และเปน็ ตวั ชว้ี ัดความสามารถของนกั เรียนจาก การทดสอบทไ่ี ด้มาตรฐาน
ชวาล แพรัตกุล (2552, หน้า 9-19) ได้กล่าวโดยสรุปไว้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ความสาเร็จในดา้ นความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านตา่ ง ๆ ของสมอง
เตือนใจ เกตุษา (2549, หน้า 102) ได้กล่าวโดยสรุปไว้ว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
สมรรถภาพสมองด้านการระลึกออกของความจาเก่ียวกับข้อเท็จจรงิ ความรู้ วิธีดาเนินการ และความรู้รวบยอดใน
เนอื้ เร่ือง
ประกิจ รัตนสุวรรณ (2525, หน้า 200) และไพศาล หวังพานิช (2523, หน้า 137) ได้ให้
ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน สอดคล้องกนั วา่ คุณลักษณะและความสามารถของบุคคล
อันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเกิดจาก การฝึกฝน
การอบรม หรอื จากการสอน การวดั ผลสัมฤทธ์ิจงึ เปน็ การตรวจสอบระดับความสามารถ หรือความสัมฤทธิ์ผล
วิลสัน (Wilson. 1971: 643-696) กล่าวว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถทางดา้ นสติปัญญา (Cognitive Domain) ในการเรียนรวู้ ชิ าคณิตศาสตร์
สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสาเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และ
ความสามารถ ทางสติปัญญาของบุคคลอันเกิดจากการไดร้ บั ความรู้ การพฒั นาทกั ษะในการเรียนการสอน และการ
เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมและประสบการณก์ ารเรียนร้ทู ่ีเกิดจากการฝึกฝน การอบรม และจาก การสอน
38
3.2 บทบาทของครูในการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
Goslin (1967, 5-6) กล่าววา่ ครูมีบทบาทสาคัญมากในการวดั ผล เพราะ
1. ครูเป็นจุดเริ่มต้นท่ีทาให้เกิดความเก่ียวขอ้ งสัมพันธร์ ะหว่างเด็กนักเรียนกับ ระบบการศึกษา ส่ิง
ท่คี รูพดู และประพฤตมิ อี ทิ ธิพลอย่างสงู สาหรบั การเรยี นรู้และพฒั นาสมรรถภาพ สมองของนักเรียน
2. ครูจะตอ้ งเปน็ ผูด้ าเนนิ การสอบเอง
3. คะแนนท่ีได้จากการสอบข้อสอบมาตรฐานของนักเรียนสามารถนามาใช้ใน การประเมิน
ประสิทธภิ าพในการสอนของครูได้ ฉะน้ันครจู ึงควรมีความรู้เกี่ยวกับขบวนการทดสอบ และสามารถหาทางปรบั ปรุง
คะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบของนักเรียนใหส้ ูงขนึ้ ซง่ึ สง่ิ เหลา่ น้จี ะส่งผล สะท้อนถึงการปรบั ปรุงหลักสูตรให้ดขี ้ึน จงึ
เหน็ ไดว้ ่าครมู บี ทบาทสาคญั ในการกาหนดว่า “จะสอน อะไร” และ “จะสอบอยา่ งไร”
นอกจากนี้ครูยงั มีหน้าท่จี ัดหา และรวบรวมข้อมลู เก่ียวกบั ผลสัมฤทธทิ์ าง การเรียนของนกั เรียนแต่
ละคนในชน้ั เพือ่ ประโยชน์ในการเล่อื นช้ัน การแนะแนวการเรยี นต่อ การเลอื กอาชพี ฯลฯ ซึง่ ขอ้ มลู เหล่าน้จี ะได้มา
จากการทดสอบ
เตือนใจ เกตุษา (2549: 2) ได้กล่าวว่า หน้าท่ีสาคัญอีกประการหน่ึงของครู คือ จะต้องรู้จักวิธี
วัดผล และประเมินผล เช่นการสร้างข้อสอบ การให้เกรด การดาเนินการสอบ การแปล ผลคะแนนท่ีได้จากการ
สอบ ทั้งจากแบบทดสอบวัดความถนัด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน นอกจากน้ีครูยังต้องมี
ความสามารถในการตดั สนิ ใจวา่ ข้อสอบมาตรฐานฉบบั ใด มคี ณุ ภาพเหมาะสมท่จี ะซอื้ มาใชใ้ นโรงเรยี นของตน
จากการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของครูในการวัดผลสัมฤทธิ์ จะเห็นได้ว่าการจัด การเรียนการสอน
และการสร้างขอ้ สอบน้นั เป็นหน้าที่สาคัญของครู ทจ่ี ะเปลีย่ นพฤตกิ รรมของ นักเรยี นจากไมร่ ้เู ป็นรู้ การจดั การเรยี น
การสอนจะต้องเก่ียวข้อง คานึงถึงทัศนคติ ความสนใจ ความเจริญก้าวหน้าของนักเรียนและสามารถสร้างข้อสอบ
ให้มีคุณภาพในการวัดผลสัมฤทธิ์ เพื่อนามาปรับปรุงการสอนให้ดีขึ้น ดังน้ันในการสร้างข้อสอบจาเป็นต้องมีความ
เทยี่ งตรงและ ความเช่อื มนั่ สงู มาใชป้ ระเมินผลการสอนวา่ มปี ระสทิ ธภิ าพมากน้อยเพยี งใด ซง่ึ Ebel (1979: 22-23)
ได้กล่าวว่าหน้าที่สาคัญของข้อสอบท่ีใช้ทดสอบในห้องเรียน คือ เพ่ือวัดผลสัมฤทธข์ิ องนักเรยี น และเพื่อเป็นข้อมลู
ที่ใช้ในการประเมินผล หน้าท่ีสาคัญประการที่สอง คือ ใช้กระตุ้นการเรียนรู้และ เป็นเคร่ืองมือแนะแนวการเรียน
ของนักเรยี น
ผู้ท่ีเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการวัดผลสัมฤทธิ์และเป็นผู้นาผลสัมฤทธ์ิไปใช้ โดยตรงคือครู ซึ่ง
เป็นผู้จัดการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ครูหรือผู้วัดผลจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ
เกย่ี วกับการวัดผลสัมฤทธิท์ างคณติ ศาสตร์เปน็ อยา่ งดี โดยต้องมคี ุณลกั ษณะสาคญั ดงั นี้ (สสวท. 2555, หนา้ 15)
39
1. มีความรู้ในเนื้อหาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ถูกต้องและลึกซึ้ง เพียงพอท่ีจะ
พอใช้สร้างเครอื่ งมือวดั ผลสัมฤทธ์ิใหไ้ ด้ตรงตามสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ และผล การเรียนรทู้ ค่ี าดหวัง
2. มีความรู้เรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์ เข้าใจหลักการ วิธีการ และเครื่องมือวัดผล สัมฤทธ์ิ สามารถ
เลือกใช้และสร้างเคร่ืองมือในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีคุณภาพตรงตามระดับพฤติกรรมและ มาตรฐานการเรียนรู้ที่
ต้องการวัด
3. มีความสามารถในด้านภาษา ใช้คาศัพท์และประโยคที่ถูกต้อง ชัดเจน สื่อ ความหมายได้เข้าใจ
ได้ง่าย และเหมาะสมกบั วัยของนักเรยี น รวมทัง้ สามารถวเิ คราะห์วจิ ารณ์ เครือ่ งมือและใหค้ าแนะนาได้
4. มคี วามเท่ียงตรงและความเปน็ ธรรมในการตรวจ การใหค้ ะแนน และเก็บขอ้ มูล ทีไ่ ด้จากการวัด
ผลสมั ฤทธิ์ รวมท้งั แปลผลและลงข้อสรปุ ท่สี มเหตสุ มผล และใหโ้ อกาสในการประเมิน นกั เรยี นอยา่ งเท่าเทยี มกนั
ท้ังนี้ครูควรตระหนักว่าองค์ประกอบสาคัญที่สุดของคุณภาพการวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนอยู่ท่ี
ความสามารถของครูเอง ซึ่งเป็นท้ังผู้ที่สร้างเคร่ืองมือ ผู้ที่ใช้เครื่องมือในการวัดผล สัมฤทธ์ิ และผู้ใช้ผลสัมฤทธ์ติ าม
จดุ มงุ่ หมายทกี่ าหนดไว้
สรุปได้ว่า จากการศึกษาเก่ียวกับบทบาทของครูผู้สอนในการวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนนั้น ทาให้
ผู้วิจัยได้ทราบถึงความสาคัญของครูท่ีมีผลต่อการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ที่มีผลต่อ การประเมินผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นของนักเรียน โดยทีค่ รูจะตอ้ งมีความรู้ด้านเน้ือหาสาระและ มาตรฐานการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ท่ีถูกต้อง
และเข้าใจหลกั การวธิ ีการสร้างเคร่อื งมือในการวดั ผล สัมฤทธ์ทิ ่ีมีคณุ ภาพตรงตามมาตรฐานการเรียนรูท้ ตี่ ้องการวดั
3.3 การวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
ไพศาล หวงั พานิช (2526, หน้า 79) การวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นสามารถวดั ได้ 2 แบบ
1. การวัดด้านการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือ ทักษะของ
นักเรียน โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนได้แสดงออกในรูปแบบของการกระทาจริง เช่น วิชาพละ วิชางานช่าง หรือวิชา
ศลิ ปะ เปน็ ตน้
2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเก่ียวกับเน้ือหาวิชาอันเป็น ประสบการณ์
การเรียนรขู้ องผ้เู รียน สามารถวดั ไดโ้ ดยใช้แบบสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ (Achievement test)
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538, หน้า 10-14) กล่าวว่าการวัดผลสัมฤทธ์ิทาง การเรียน
เป็นการวัดผลการเรียนการสอนท่ีนักเรียนได้เรียนแล้ว เพ่ือค้นหาและพัฒนาสมรรถภาพ เด็กนักเรียนให้ดีข้ึน ครู
สอนเก่งข้ึน และให้การตัดสินท่ีเที่ยงตรงแนน่ อนและยุติธรรมมากท่ีสุด ซ่ึงมักจะเป็นข้อคาถามให้นกั เรียนตอบดว้ ย
กระดาษกับดินสอกบั ให้นกั เรยี นปฏิบตั ิ
40
สรปุ ได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นเป็น การวดั สง่ิ ที่นกั เรยี นไดเ้ รยี นไปแล้ว ซึง่ สามารถใช้การ
วัดท้ังในด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน (Achievement test) จะต้องสอดคลอ้ งกบั ตวั ชี้วดั และเนือ้ หาที่ใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน
4. งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้องกับการสอน โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะนนั้ มผี ูศ้ ึกษาวจิ ยั ไว้หลายท่านดังน้ี
จิรเดช เหมือนสมาน (2552, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเร่ืองผลการใช้แบบฝึกคณิตศาสตร์เร่ืองการ
คุณทมี่ ตี ่อผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ โรงเรยี นเทศบาลวคั ราษฎรน์ ยิ มธรรมสังกัดกอง
การศกึ ษาเทศบาลเมอื งศรีราชาผลการวจิ ยั ปรากฏวา่ นกั เรยี นท่ีไดร้ บั การสอนโดยใช้แบบฝึกคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การ
คูณมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นสูงกวา่ นกั เรยี นทีไ่ ดร้ ับการสอนตามปกติอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิ (p < .05)
อารี แสงคา (2552. บทคัดย่อ ได้ทาการวิจัยเร่ืองการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วชิ าคณดิ ศาสตร์ เรื่องเงนิ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 2 โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ ผลการศึกษาคน้ คว้าพบว่า แบบฝึกทักษะท่ี
ผู้ศึกษาคันคว้าสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ85.39/87.27 มีคัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์มีค่าเท่ากับ
0.6052 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่เรียนโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่สอน โดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ิที่ระดบั .05
ปราณี จิณฤทธิ์ (2552, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเร่ืองผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ที่มีต่อ
ผลสัมฤทธิ์ และเจตคติทางการเรียนคนิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเคหะประชาสามัคคี
จงั หวดั นครราชสมี า ผลการวิจัยพบว่า
(1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี6 มีประสิทธิภาพ81.21/82.99 (2) ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 หลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) เจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01 และอยู่ในระดับมาก
อาภรณ์ ใจเท่ียง (2553. บทคัดย่อ ) ทาการวิจัยเร่ืองการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชคณิ ต
ศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคานวณเรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัย
พบวา่
41
1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่องการหาร การคิดคานวณ
ประกอบการเรียนรู้ เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วพบว่ท้ัง 3 วงจรปฏิบัติมีการพัฒนาสูงขึ้นตามลาดับ แต่ในวงจร
ปฏบิ ัตทิ ี่ 3 มอี ตั ราส่วนลดลงเลก็ นอ้ ยเนือ่ งจากเนื้อหาคอ่ นข้างยากขึน้ ตามลาดบั
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการหาร ของนักเรียนช้ันประถมศึกบาปีที่ 2 พบว่า มี
จานวนนกั เรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 มจี านวน 18 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 90.00 และคะแนนเฉลยี่ ของนกั เรียนที่ผ่าน
เกณฑค์ ิดเปน็ ร้อยละ 72.57
โศภิต วงศ์คูณ (2553. บทคัคย์อ) ทาการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการแก้โจทข์ปัญหา
คณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ผลการวิจัยพบว่า
(1) ชุดฝึกทักษะการแก้โจทข์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นมี
ประสิทธิภาพเท่ากับ 77.43/78.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ต้ังไว้ (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการแก้โจทข์ปัญหาการบวก การลบ หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี นอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05
กนกพร พั่วพันธ์ศรี (2555, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเร่ืองผลการ ใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทข์
ปัญหาเรือ่ งเศษส่วนท่ีมตี อ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตร์ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบา้ นคา
สร้อย จังหวัดมุกดาหาร ผลการวิจัยพบว่า (1) แบบฝึกทักษะการแก้โจทข์ปัญหาเร่ืองเศษส่วน มีประสิทธิภาพ
เท่ากับ 83.95/82.67 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การแก้โจทข์ปัญหาเรื่องเศษส่วน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ความพึงพอใจ
ของนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์ โคยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาเร่ืองเศษส่วนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มาก
สมศรี อภัย (2553, บทคัดย์อ) ทาการวิจัยเรื่องผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง
การบวก และการลบจานวนช้ันประถมศึกบาปที ี่ 1 โดยใช้แบบฝึกทกั ษะผลการวิจยั พบว่า
1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก และการลบจานวนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1
โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ มีประสทิ ธภิ าพ เทา่ กับ 77.17/76.36
2. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ืองการบวก และการลบจานวนที่มี
ผลลัพธ์ และตัวตั้งไม่เกิน 100 ช้ันประถมศึกบาปีท่ี 1โดยใช้แบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูง
กว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
3. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน ซ่ึง
แสดงวา่ นกั เรียนมีความคงทนในการเรยี นรหู้ ลังเรียนได้ทั้งหมด
42
ไข่มุก มณีศรี (2554, บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเรื่องการสร้างแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้
คณติ ศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ ทศนยิ ม สาหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นเมืองพัทยา 1
ผลการวิจยั พบว่า
1. แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ณิตศาสตร์ เร่ือง การบวก การลบ การคูณ ทศนิยม สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีสร้างข้นึ มคี ่าประสิทธภิ าพ 85.00/83.33 ซึง่ เปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ืองการบวก การลบ การ
คณู ทศนยิ ม ของนักเรยี น ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดบั .0
3. เจตคติของนักเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์หลังเรยี นโดยใช้แบบฝกึ ทักษะสาระการเรียนรู้คณิดศาสตร์ เรือ่ ง
การบวก การลบ การคณู ทศนิยม ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 อยู่ในระดับมาก
9. วธิ ีดาเนินการวิจัย
การวจิ ัยเรอื่ งผลของการใช้ชดุ แบบฝึกทกั ษะเรื่องการคูณทีม่ ตี ่อผลการเรยี นของนักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปที ่ี 3 โรงเรยี นอนุบาลวดั อา่ งทอง มวี ธิ ีการดาเนินการดังน้ี
ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ได้แก่นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนอนบุ าลวดั อา่ งทอง สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง รวมนักเรียนทั้งสิน้ 320 คน
กลมุ่ ตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1ปีการศึกษา 2564
โรงเรยี นอนุบาลวัดอ่างทอง สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาอ่างทอง โดยวิธกี ารส่มุ ตัวอย่างอย่างง่าย ได้
กลุ่มตัวอยา่ ง หอ้ ง ป. 3/5 จานวน 40 คน
เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั
- เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นในการวจิ ัยครง้ั น้ี คือ
1. แผนการจัดการเรียนรู้
2. แบบฝกึ ทกั ษะคณติ ศาสตร์เร่ืองการคูณ
3. ใบงานเรอื่ งการคูณ
- การสร้างเคร่อื งมอื และหาคุณภาพเครื่องมอื
ในการสรา้ งเคร่ืองมือชุดฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์เร่ืองการคณู ครง้ั นี้ผู้วิจัยได้ดาเนนิ การดังน้ี
1.ศกึ ษาขอ้ มลู เนื้อหาวชิ าคณติ ศาสตรจ์ ากหลกั สตู ร และแผนการจัดการเรยี นรู้เร่อื งการคณู
2. ดาเนินการสรา้ งแบฝึกทักษะเรือ่ งการคูณ
43
3. ตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมือโดยใหผ้ ู้เช่ียวชาญเป็นผู้ชว่ ยตรวจสอบให้
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1. สอนตามแผนการจดั การเรียนรู้
2. สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนเป็นรายบคุ คล
3. ทดสอบกอ่ นเรียน
4. ใช้แบบฝกึ ทกั ษะในการเรยี นการสอน
5. ใชแ้ บบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรียน (ทดสอบหลงั เรียน)
6. เก็บรวบรวมข้อมลู และประเมินผล
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยหาค่าเฉลย่ี เลขคณติ ของแบบทดสอบก่อนเรยี น และหลังเรียนเรอ่ื งการคณู
10. ผลการวจิ ยั
ผลการวจิ ัยในครง้ั นี้ปรากฏวา่ เมื่อนักเรยี นช้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 ทีเ่ รยี นโดยใชช้ ดุ แบบฝึกทกั ษะ เร่ือง
การคูณ ผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการใช้ชุดฝึกสูงกว่าผลการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนการใช้ชุดฝึกเป็นไปตาม
สมมตุ ฐิ านท่ีต้งั ไว้จากการศึกษาและวิเคราะห์ขอ้ มูลผลการทดสอบกอ่ นเรยี นจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนน
เฉล่ีย 12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.89 คิดเป็นร้อยละ 60 ผลการทดสอบหลังเรียนจาก คะแนนเต็ม 20 คะแนน
ได้คะแนนเฉล่ีย 14.81 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 9.49 คิดเป็นร้อยละ 74.09 เพิ่มข้ึนร้อยละ14.09 ซึ่งพบว่าผลการ
เรยี นรหู้ ลงั เรียนสงู กว่าผลการเรยี นร้กู อ่ นเรยี น
11. ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบั การจัดการเรยี นรู้
1. ครผู สู้ อนชน้ั ประถมศึกษาปที ี3่ สามารถนาชุดแบบฝึกทักษะการคูณที่ผศู้ กึ ษาคน้ ควา้ สร้างข้นไปใช้
สอนนักเรียนได้เน่ืองจากมีประสิทธิภาพพอที่ใช้ในการแก้ไขปัญหานักเรียนที่มีผลทางการเรียนต่าและสามารถใช้
สอนซ่อมเสริมในวิชาคณติ ศาสตรไ์ ด้
2. ในการวิจัยครั้งต่อไปควรมีการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะในเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การบวกลบ คูณ หาร
ระคน เป็นต้น
3.ควรมีการจัดฝกึ อบรม สัมมนา เผยแพร่ความรู้แก่ครใู นการสรา้ งสอ่ื การเรียน
44
12. เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธตักราช 2551.กรุงเทพมหานคร :
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
______. (2553) หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานพุทธพักราช 2551. (พิมพ์คร้งั ที่2).กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กุศยา แสงเดช. (2545). แบบฝึก : คู่มือการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญระดับ
ประถมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: แม็ค.
จันตรา ธรรมแพทย์. (2550). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรยี นช่วงชนั้
ท่ี 2 ที่มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ต่า. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ:
บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2545). การวิจยั เบ้อื งต้น. พิมพค์ ร้ังท่ี 7 . กรุงเทพฯ: สุวีรยิ าสาสน์ .
บญุ ธรรม กิจปรีคาบริสทุ ธ์.ิ (2549). เทคนคิ การสรา้ งเคร่ืองมือรวบรวมข้อมลู . พิมพ์คร้งั ท่ี 6.กรุงเทพฯ: จามจรุ .ี
ปานทอง กุลนากศีร. (2547). ความสาคญั ของคณิตศาสตร์. วารสารคณิตศาสตร.์ 46(530-532), 11-15.
ปียเชยฐ์ จันภักดี. (2543). เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง อัตราส่วนและร้อยละ
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยการเรียงลาดับเนือ้ หาตามคู่มือครูของ สสวท. การศึกษา
คน้ คว้าอสิ ระ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
พหิ ติ กทธจิ์ รถ. (2548). หลักการวัดและประเมนิ ผลการศึกมา. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรงเทพฯ: เฮาส์ คคฟ เคอรม์ สิ ท.์
มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. (2540). การพฒั นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น.
นนทบรุ :ี โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช.
มณั ฑน่ี กฎุ าคาร. (2542). การประเมินผลทางการศกึ ษา. วารสารวชิ าการ, 2(8), 47 - 53.
สรุ วาท ทองบ.ุ (2550). การวิจัยทางการศกึ ษา. มหาสารคาม: อภชิ าตการพมิ พ์.
สุรางส์ โค้วตระกลู . (2544). จติ วทิ ยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
45
ปว.1-6
แบบประเมินการปฏบิ ัติตนของนกั ศึกษา
ชอื่ นายพฒั นพงษ์ ทองพุ่ม สาขาวชิ า คณิตศาสตร์ รหสั ประจาตัว 61115200125 โรงเรยี น อนุบาลวัดอ่างทอง
คาชีแ้ จง ขอใหค้ รูพเี่ ล้ยี งของโรงเรยี นประเมนิ การปฏิบตั งิ านของนักศึกษาตามรายการที่กาหนด โดยพจิ ารณา
รายการประเมินแล้วทาเคร่ืองหมาย ลงในช่องผลการประเมิน
รายการประเมนิ ผลการประเมนิ
ดีมาก พอใช้ ควรปรับปรงุ
1.แตง่ กายสะอาด สภุ าพเรียบรอ้ ย
2.แสดงกิรยิ ามารยาทเหมาะสมกบั ความเปน็ ครู 210
3.ใชว้ าจาสภุ าพ
4.มมี นษุ ยสมั พันธ์ท่ีดี
5.ทางานเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย
6.มีความรบั ผดิ ชอบต่องานทีร่ ับมอบหมาย
7.มีความเอาใจใสแ่ ละใฝ่รู้ในงานครู
8.มคี วามร้คู วามสามารถปฏบิ ัติงานทีไ่ ดร้ บั
มอบหมาย
9.มีความตัง้ ใจในการทางาน
10.ปฏิบัติงานตรงเวลา
รวม
รวมคะแนนทง้ั หมด
20
20
ลงชอื่ ………………………………………….ครูพี่เลย้ี ง
( นางสาวธดิ ารตั น์ ลอื โลก )
วนั ที่ 22 เดอื น กนั ยายน พ.ศ 2564
46
ปว.1-7
แบบประเมนิ แผนการจดั การเรียนรู้
รายวิชา คณิตศาสตร์ ภาคเรยี นท่ี 1 ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 ปกี ารศึกษา 2564
โรงเรยี น อนุบาลวดั อา่ งทอง ครผู ู้สอน นางสาวธดิ ารตั น์ ลือโลก กลุ่มสาระการเรยี นรู้ คณิตศาสตร์
คาชีแ้ จง โปรดเขียนเครือ่ งหมาย √ ลงในช่องท่ตี รงกับระดบั การประเมิน
ระดบั การประเมิน 5 หมายถึง ดมี าก ระดบั การประเมิน 4 หมายถงึ ดี ระดับการประเมนิ 3 หมายถึง พอใช้
ระดับการประเมิน2 หมายถึง ปรบั ปรุง ระดบั การประเมิน 1 หมายถงึ ไม่ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
รายการประเมิน ระดับการประเมนิ
5432 1
1. กาหนดมาตรฐาน/ตวั ชี้วดั /จดั ประสงคก์ ารเรยี นรูค้ รอบคลมุ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้
ดา้ นพุทธิพสิ ยั ทกั ษะพิสยั และจติ พิสัย
2. ความสอดคล้องมาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ัด/สาระสาคญั และกจิ กรรมการเรยี นรู้
3. กจิ กรรมการเรียนรมู้ ีความครอบคลุมการพฒั นาผูเ้ รยี นใหม้ คี วามรู้ ทักษะ
กระบวนการ สมรรถนะท่สี าคัญของผเู้ รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
5. กิจกรรมการเรยี นรหู้ ลากหลายและเน้นผ้เู รียนเป็นสาคญั
6. นาภูมิปญั ญาทอ้ งถ่นิ และสอ่ื เทคโนโลยีมาประยกุ ต์ใชใ้ นการเรียนการสอน
7. สื่อการเรยี นรูม้ ีความเหมาะสมสอดคลอ้ งกบั กจิ กรรมการเรียนการสอน
8. ประเมนิ ความก้าวหน้าของผเู้ รยี นดว้ ยวธิ ที ่หี ลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาตวิ ิชา
9. วิเคราะหผ์ ลการประเมนิ แล้วนามาใช้ในการสอนซ่อมเสรมิ
10. วธิ ีวัดและเครือ่ งมอื วดั สอดคลอ้ งกับพฤตกิ รรมทกี่ าหนดไวใ้ นตัวช้ีวดั หรอื
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
รวม/สรุปผล 25 20
รวม/เฉลีย่ สรปุ ผล 4.5
ขอ้ คดิ เห็น/ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................
สรุปผลการประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้
4.50 – 5.00 หมายถึง ดีมาก 2.50 – 3.49 หมายถงึ พอใช้ ตา่ กวา่ 1.50 หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
3.50 – 4.49 หมายถึง ดี 1.50 – 2.49 หมายถึง ปรบั ปรุง