วิจัยในชัน้ เรยี น
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
วธิ ีจัดการเรยี นการสอนแบบเพอ่ื นชว่ ยเพอ่ื นทม่ี ผี ลตอ่ การพัฒนาทกั ษะกฬี าวอลเลยบ์ อล
วชิ าพลศกึ ษาของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6
โดย
นายกฤษฎากร ศรีเที่ยง
ตำแหน่ง ครู คศ 1
โรงเรยี นบ้านนาฟอ่ น
อำเภอฮอด จังหวดั เชียงใหม่
สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาเชยี งใหม่ เขต 5
คำนำ
เอกสารงานวิจยั ฉบับนี้จัดทำข้นึ เพอื่ เปน็ ส่วนหนึ่ง ในงานวิจัยชน้ั เรยี นของการเรียนการสอนในรายวิชาของ
นักเรยี น ซึ่งงานวิจัยช้ินนี้ได้ถูกพัฒนาข้นึ เพ่อื พัฒนาปรับปรงุ การเรียนการสอนในโรงเรียนให้ดียง่ิ ขึน้
กิจกรรมอย่างหนง่ึ ท่ีจดั ให้ผ้เู รียนได้ชว่ ยเหลือเกอ้ื กูลกันอยู่เสมอ คอื เพอ่ื นชว่ ยเพอื่ นในลักษณะ เก่งช่วย
ออ่ น ซึ่งเปน็ วธิ กี ารทผี่ ู้เรียนให้ความสนใจมาก คนเก่งจะจัดกระบวนการเรียนการสอน เพ่ือสง่ เสริมความสามารถ
ของผเู้ รียน โดยเฉพาะวชิ าการด้านคอมพิวเตอร์ เพอื่ ให้ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการคิด วางแผน ปฏบิ ัติ และประเมนิ ผล
ให้ผู้เรยี นมีโอกาสได้เรียนรู้ ได้พิจารณา และค้นพบความรู้ความสามารถของตนเองใหผ้ ูเ้ รียนมองเห็นภาพลกั ษณ์
แห่งตน ตัวตนในอุดมคติ และการเห็นคุณค่าตนเอง ต่อความสำเร็จในการเรียนการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ของ
ตนเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยหล่อหลอมให้ผู้เรียน รักและมีความพร้อมที่จะเรียน มีความสุขในการเรียนรู้ และร่วม
กจิ กรรมการเรียนการสอนอยา่ งตอ่ เนอื่ ง การให้คำปรกึ ษาแบบ “เพ่อื นช่วยเพ่อื น” หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ
ทางด้านจติ ใจ และเปน็ รากฐานสำคัญในการสนับสนนุ ผู้รับคำปรกึ ษาให้ดำเนนิ ชีวติ อยา่ งอิสระ โดยปฏิสัมพนั ธ์ที่จะ
“ให้” และ “รับ” ความช่วยเหลือเท่าเทียมกันอย่างเพื่อน ได้มาฟังความรู้สึกและเล่าเรื่องราวของตนเอง เพ่ือ
สนับสนุนซง่ึ กนั และกนั เพื่อเสริมสรา้ งความเชื่อม่นั ในตนเอง มคี วามเข้มแขง็ สามารถดำรงชวี ิตได้อยา่ งอสิ ระ
จากปัญหาการเรียนการสอนในหอ้ งเรียนท่ีครผู ูส้ อนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรยี นเน่อื ง
ด้วยความไม่รับผิดชอบของนักเรียนและวุฒิภาวะ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และนักเรียนเกิดความเบื่อ
หน่ายในการเรียนในรายวิชา ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนในการแก้ปัญหา
ดงั กลา่ วหวงั เป็นอย่างยิง่ ว่า จะเป็นเอกสารทกี่ อ่ ให้เกิดประโยชนต์ อ่ ผอู้ า่ นทุกท่าน
นาย กฤษฎากร ศรีเที่ยง
ผู้จดั ทำ
สารบัญ
บทที่ 1 ความเป็นมาและความสำคญั หนา้
ทม่ี าและความสำคัญของการศกึ ษา ….....……………..................................................................
วัตถปุ ระสงค์ …….……………………………………….......................................................................... 1
ขอบเขตของการทดลอง...........…………...................................................................................... 3
นยิ ามศัพท์เฉพาะ....………………………………............................................................................... 4
ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะไดร้ บั ……………………………………………………………………………….….……… 4
6
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง
ความหมายของจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ …….................………………..…………............................. 8
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ……………………..………………………….................................................. 11
พฤติกรรมทคี่ าดหวังทางด้านสตปิ ัญญา ………………………………..…......................................... 15
การสอนวิชาการ ………………………………..……………………………..…......…......…………….….……. 19
การเรียนการสอนแบบเพ่ือนช่วยเพอ่ื น ……………………………………..…......…......………..………. 25
งานวจิ ัยที่เก่ยี วข้อง ………………………………………………………………………………………….………… 29
บทท่ี 3 วธิ ีการดำเนนิ การ 33
ขั้นตอนการดำเนนิ การวิจัย .............…...………………………………….…........................................ 33
ประชากรกล่มุ เป้าหมาย ………………………………………........................................................... 33
เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวิจยั ……………………………......................................................................... 35
การสร้างเคร่ืองมือทดลอง ……………………................................................................................ 39
วธิ ดี ำเนินการทดลองและเกบ็ ขอ้ มูล ……………………................................................................. 45
สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู …………………….......................................................................
49
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 50
การวเิ คราะห์ข้อมลู ..................................................................................................................
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ..............………………………..................................................................... 57
60
บทที่ 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
สรุปผลการวเิ คราะห์ข้อมลู และอภิปรายผล………………..…........................................................
ข้อเสนอแนะ ……………….………………….....................................................................................
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
บทคดั ย่อ
การศึกษาครั้งนมี้ ีวัตถปุ ระสงค์ดังนี้
1. เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนรูแ้ บบเพือ่ นชว่ ยเพื่อนให้เอื้อตอ่ การเรียนรู้ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6
โดยมเี ป้าหมายให้นกั เรียนทุกคนมีผลการเรยี นผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เร่ืองทักษะกฬี าวอลเลย์บอล
2. เพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาพลศกึ ษาของนักเรยี นใหส้ งู ข้ึน
เคร่อื งมือที่ใช้ในการวจิ ัยชดุ กจิ กรรมการเรยี น ไดแ้ ก่
1. รูปแบบการเรยี นการสอนแบบเพือ่ นชว่ ยเพ่อื น
2. แบบบันทกึ คะแนนและใบงาน
3. สมดุ แบบฝกึ หดั และใบกิจกรรมของนกั เรยี น
4. แบบสงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นและแบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงคข์ องนักเรยี น
วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใชส้ ถิติ ค่าเฉลีย่ (μ) ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ( )
ผลจากการจดั การเรียนการสอนแบบเพือ่ นช่วยเพอ่ื นมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาพลศกึ ษา ผลปรากฎ
วา่ คะแนนเฉล่ยี ของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 3.63 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรยี นเท่ากับ 6.02 คะแนน
ซง่ึ มคี ะแนนเฉลีย่ หลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น เทา่ กับ 2.39 คะแนน และนกั เรียนทุกคนมีคะแนนสงู ข้ึนกว่าเดิมโดยมี
คะแนนความก้าวหน้าเมื่อเทยี บระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 65.84 และมีส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐานทีล่ ดลง นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นในรายวิชาเพิม่ ข้ึนอย่างเห็นได้ชดั และกิจกรรมกลุ่ม
ของนกั เรียนทำใหเ้ กดิ บรรยากาศท่ีดแี ละเอือ้ ตอ่ การเรยี นการสอน ช่วยใหน้ กั เรยี นมีความกระตอื รือร้นสนใจ ตั้งใจ
และมีความรบั ผดิ ชอบต่อการเรยี นมากข้นึ อกี ทง้ั ยงั ชว่ ยกระต้นุ ให้นกั เรยี นมคี วามกระตอื รอื รน้ อยตู่ ลอดเวลา ชว่ ย
สร้างความสามคั คใี ห้เกิดขึน้ ในกล่มุ รจู้ ักแกป้ ญั หารว่ มกัน ทำงานเปน็ ทีมระดมความคดิ ของหลายคน ซ่ึงแนวทาง
นี้เหมาะสมในการแกป้ ญั หาในชัน้ เรยี นไดเ้ ปน็ อย่างดี รวมถงึ สามารถสร้างทัศนคตทิ ่ีดตี อ่ การเรยี นวชิ าพลศึกษาเป็น
อยา่ งมาก
*******************************************
กิตตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 สำเรจ็ ลลุ ่วงได้ด้วยคณะครู ผ้เู ชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการโรงเรยี น ท่กี รุณาให้คำปรึกษาพร้อม
ทง้ั ชว่ ยเหลือ แนะนำตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพร่องตา่ งๆ ผูร้ ายงานขอขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสงู ขอขอบคุณคณะ
ครู นักเรียนในโรงเรียนทกุ คน ที่ให้ความร่วมมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการพัฒนาการจดั การเรียนร้สู ู่งานวิจัย
ในครั้งน้ดี ้วยดี
คณุ คา่ และประโยชนข์ องรายงานฉบับน้ี ผู้รายงานขอมอบเปน็ เครือ่ งแสดงความกตญั ญู ต่อบิดา มารดา
ท่ใี หก้ ารศกึ ษา อบรมสง่ั สอน ให้มสี ตปิ ัญญาและคณุ ธรรมท้ังหลาย อันเปน็ เครอื่ งมือนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต
ของผู้รายงาน
นายกฤษฎากร ศรีเที่ยง
ผจู้ ดั ทำ
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญ
จากการทข่ี ้าพเจ้าไดร้ ับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษา ซึง่ เป็นวชิ าที่ตอ้ งใช้ความคิดมากกว่าบรรดาวิชา
อื่นที่เรียน ทำให้นักเรียนรู้สึกเบื่อหน่ายได้ง่าย หลังจากการสอนครูได้ประเมินผล โดยการมอบหมายให้ทำ
แบบฝึกหดั ใบงาน และแบบทดสอบ พบว่านักเรียนบางคนไมส่ ามารถทำแบบฝึกหัด ทำใบงาน และทำข้อสอบ
ได้ผา่ นเกณฑท์ ก่ี ำหนด ซ่ึงปัญหาดังกล่าวน้ัน เกิดจากการที่นกั เรยี นบางคนเรียนรูไ้ ดช้ ้า และมีความสามารถใน
การเรียนรู้ไม่เท่ากัน ข้าพเจ้าจึงได้หาวิธีการที่จะจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจ และกระตุ้นให้นักเรียนมีความ
กระตือรือร้นมากขึ้น กิจกรรมการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนนั้น เป็นวิธีการที่ช่วยสนับสนุนวิธีการ
ดังกล่าวได้ทางหนึ่ง โดยให้เพื่อนได้มีบทบาทสำคัญในการเรียน เพื่อนและกลุ่มมีอิทธิพลในการสร้างความ
สนใจ จูงใจ และการยอมรับของเพื่อนด้วยกัน ซึ่งการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การทำกิจกรรม
กลุ่ม การเรยี นเป็นกลุ่มย่อย หรือการเรียนรว่ มกัน มปี ระโยชน์ ดังน้ี
1. นกั เรยี นไดร้ ับประโยชนจ์ ากเพื่อนและมโี อกาสไดร้ บั ประสบการณใ์ นการแก้ปัญหาหลายวิธี
2. นกั เรยี นท่เี รยี นเก่งมโี อกาสขยายความรู้ใหเ้ พือ่ นฟังได้ และชว่ ยเหลือเพอ่ื นท่ีเรยี นออ่ นได้
3. ทำให้นักเรยี นรจู้ ักทำงานรว่ มกับผู้อน่ื ปรับตัวเข้ากับสังคมและรู้สึกชอบโรงเรียนมากยิ่งขนึ้
4. นักเรียนเขา้ ใจวฒั นธรรมของผูอ้ ่นื มากย่งิ ขนึ้ มีความสัมพนั ธก์ ันเป็นอนั ดี แม้จะมพี ้นื ฐานที่แตกต่างกัน
ไดช้ ่วยกนั แก้ปญั หาซ่งึ สง่ิ เหลา่ น้ีชว่ ยพฒั นาทักษะทางชีวิตทส่ี ำคญั
5. ทำใหน้ ักเรยี นกล้าพูดกลา้ ซักถาม และกล้าแสดงความคดิ เห็นตอ่ หนา้ เพื่อนในช้นั
6. ช่วยครใู นการสอนและควบคุมช้ันเรียน
7. ชว่ ยพัฒนาการเรยี นของนกั เรยี นให้มรี ปู แบบที่หลากหลายมากขน้ึ เกิดประโยชน์สำหรับครู ทำให้มี
ครูเพ่มิ ข้ึนจากเดิมมคี รู 1 คนในหอ้ งเรยี น เมอ่ื มีเพ่อื นนกั เรียนชว่ ยสอนจึงเทา่ กับวา่ มีครมู ากกว่า 1 คน ในหอ้ งเรียน
ครูมีคนชว่ ยดแู ลนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6/1 วชิ าพลศกึ ษา ได้อยา่ งใกลช้ ดิ และทั่วถึงยิ่งขน้ึ
จากความสำคญั ดังกลา่ วข้างต้นผู้วจิ ัยจึงไดพ้ ฒั นากระบวนการสอนแบบเพ่อื นช่วยเพอ่ื นข้นึ มานักเรียน ให้
นักเรียนทุกคนไดร้ บั ความร้อู ย่างทงั่ ถึงและมีผลการเรยี นทด่ี ีขึ้น ในการเรยี นวชิ าพลศึกษา ระดับชน้ั ประถมศึกษาปี
ท่ี 6/1 เรื่องทกั ษะกีฬาวอลเลยบ์ อล ให้บรรลุตามวัตถุประสงคท์ หี่ ลักสูตรแกนกลางกำหนด
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่ือพฒั นาวธิ ีการเรยี นรู้แบบเพื่อนช่วยเพ่ือนให้เออื้ ต่อการเรยี นรู้ ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6/1
โดยมเี ป้าหมายใหน้ กั เรยี นทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ทกี่ ำหนด เรอื่ งทกั ษะกีฬาวอลเลยบ์ อล
2. เพอื่ พฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษาของนกั เรียนให้สูงขึ้น
สมมติฐานของการวจิ ยั
คำอธิบายจากเพื่อนสามารถทำให้นักเรียนบางส่วนท่ีไมเ่ ข้าใจบทเรียนนั้น กลับมาเข้าใจบทเรยี นมากขึ้น
และเรยี นรูไ้ ดม้ ากข้ึนกว่าคำอธบิ ายของครู
ขอบเขตของการวิจยั
1. กลุม่ เปา้ หมาย คือ นกั เรยี นระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 40 คน
ประชากร คือ นักเรยี นระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 จำนวน 100 คน
2. ตวั แปรท่ศี ึกษาได้แก่
2.1 ตัวแปรตน้
การจัดการเรยี นรู้แบบเพื่อนช่วยเพอ่ื นโดยอาศัยเพ่อื นนกั เรียนดว้ ยกนั ชว่ ยกนั อธบิ าย
2.2 ตวั แปรตาม
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาพลศึกษาเรอื่ งทักษะกีฬาวอลเลย์บอล
3. การวิจัยคร้งั น้ีดำเนินการในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
4. ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา ใช้เนอ้ื หาในหนว่ ยการเรียนรู้ประจำบทเรยี นเรอื่ งทกั ษะกีฬาวอลเลยบ์ อล
ประโยชนค์ าดวา่ จะไดร้ ับ
นักเรยี นสามารถเขา้ ใจบทเรยี นได้ดยี ง่ิ ขนึ้ และคนท่ีไมเ่ ขา้ ใจมีโอกาสได้รับคำอธิบายทหี่ ลากหลายจาก
เพื่อนรว่ มห้องของตัวเอง ซง่ึ จะเป็นผลดตี ่อการเรียนในคาบเรยี นพลศกึ ษา
เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวิจัย
1. รปู แบบการเรียนการสอนแบบเพอ่ื นช่วยเพ่อื น
2. แบบบนั ทึกคะแนนและใบงาน
3. สมดุ แบบฝกึ หัดและใบกจิ กรรมของนกั เรียน
4. แบบสังเกตพฤตกิ รรมนักเรยี นและแบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ของนกั เรยี น
ระยะเวลาการดำเนนิ งานวจิ ยั
เดือนพฤศจกิ ายน – เดือนธันวาคม ของภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ตั้งแต่วันท่ี 1 ส.ค. 2565 – 30
ก.ย. 2565
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ คะแนนของนักเรยี นท่ไี ดจ้ ากการประเมินผลกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
ซง่ึ เครอื่ งมอื เปน็ ข้อสอบที่ครสู ร้างข้ึนเองและไดต้ รวจสอบคณุ ภาพแล้ว
2. ความสนใจ หมายถึง การท่ีนกั เรียนแสดงออกถงึ ความรูส้ กึ ชอบ และพอใจในวธิ สี อน ที่ใช้การสอนโดย
ใชก้ ิจกรรมการเรยี นแบบการใช้กระบวนการกล่มุ การพฒั นาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรมในชน้ั เรยี น
และเอาใจใสต่ ่อการสอนในชวั่ โมง ดว้ ยการแสวงหาความรู้เพิม่ เติมจากการศึกษาคน้ คว้าจากแหล่งขอ้ มูลต่างๆ การ
ทำแบบฝึกหัด ด้วยความพอใจ มีความกระตือรือร้นและจดจ่อต่อการเรียนการสอนในชั่วโมง และสนใจซักถาม
ปญั หา ในเรอ่ื งท่คี รสู อนเมอื่ มีขอ้ สงสยั สนทนา โตแ้ ยง้ อภิปรายปัญหาในเรื่องทีเ่ รียน ตดิ ตามเอกสาร หนังสือพิมพ์
หรือตำราเรียนที่เกี่ยวข้องมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมการเรยี นด้วยความสมัครใจ ซึง่ จะวัดไดจ้ ากการตอบแบบสอบถาม
วดั ความสนใจในวธิ ีสอนทีไ่ ด้มาตรฐาน
3. วอลเลยบ์ อล (Volleyball) หมายถึง กฬี าท่แี ข่งขันกันระหว่าง 2 ทมี ทมี ละ 6 คน รวมตัวรับอสิ ระ 1
คน โดยแบ่งแดนจากกันด้วยตาข่ายสูง แข่งทำคะแนนจากลูกบอลที่ตกในเขตแดนของฝ่ายตรงข้ามเพื่อตีลูก
วอลเลย์บอลลงแดนศัตรู ทำให้ลกู บอลสมั ผัสพ้นื หรอื พืน้ นอกสนามของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ผ่านตาข่ายกอ่ น
4. เพอ่ื นชว่ ยเพ่ือน หมายถึง เพือ่ นในหอ้ งเรยี นเดยี วกนั ช่วยกนั อธิบายเนือ้ หาที่ครสู อนให้เพื่อนร่วมห้องที่
ยังขาดความเข้าใจฟังโดยครเู ป็นผู้ชแี้ นะ ให้อยใู่ นแนวทางท่ีถูกตอ้ ง สอนทักษะการทำงานร่วมกบั คนอื่นพัฒนาการ
ทางดา้ นสงั คมใหผ้ ู้สอน เชน่ ทักษะเบอ้ื งต้นในการทำงาน รว่ มกบั คนอ่นื
5. แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อหรือเอกสารการเรียนประเภทหนึ่ง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึก
ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะในด้านหนึง่ ๆ ที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา
พัฒนาการใหก้ บั นักเรียน และเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก โดยเนน้ การฝกึ ทักษะตามกระบวนการท่ีได้กำหนดไว้
และสามารถนำไปใชไ้ ด้ในชวี ิตประจำวนั
กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรตาม
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาพลศกึ ษาเร่อื ง
ตวั แปรต้น
การเรยี นการสอนแบบ ทักษะกฬี าวอลเลยบ์ อล
เพือ่ นชว่ ยเพือ่ น
สอนขั้นตอนงา่ ยๆ ในการสอนใหเ้ ด็กชว่ ยสอนเข้าใจวธิ ีการดังน้ี
ขนั้ ตอนท่ี 1 แสดง สาธติ อธิบาย ให้ผถู้ ูกสอนเขา้ ใจเนอื้ เรื่อง
ขัน้ ตอนที่ 2 สอบถามความเข้าใจในเร่ืองท่แี สดง หรอื อธบิ ายแลว้
ขัน้ ตอนท่ี 3 ใหผ้ ูถ้ กู สอนปฏิบตั ไิ ปพร้อมๆ กบั ผูส้ อน
ขน้ั ตอนที 4 ให้เดก็ ผู้ถกู สอนปฏิบัตเิ อง
ขั้นตอนท่ี 5 ตรวจสอบผลการปฏิบตั ิการ
บทท่ี 2
หลักการ แนวคิด และทฤษฎที ่เี ก่ียวขอ้ ง
ในการวิจัยครัง้ น้ี ผวู้ จิ ัยไดศ้ กึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ความหมายของจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
3. พฤตกิ รรมทคี่ าดหวังทางด้านสตปิ ัญญา
4. การสอนวชิ าการ
5. การเรยี นการสอนแบบเพ่อื นช่วยเพ่อื น
6. งานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
1. ความหมายของจุดประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้ คือ ข้อความที่ระบุคุณลักษณะการเรียนรู้และความสามารถที่ครูต้องการให้เกดิ
ขึ้นกบั นักเรยี น หลังจากท่ีนักเรยี นได้ผา่ นกิจกรรมการเรียนการสอนในเรอ่ื ง หรอื บทหน่ึงๆแลว้
ความสำคญั ของจุดประสงคก์ ารเรียนการสอน
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ เป็นจุดหมายปลายทางของการเรยี นการสอนท่ีไดแ้ นวทางมาจากความคดิ รวบยอด
การเรียนการสอน ดงั น้นั จุดประสงคก์ ารเรยี นการสอนจึงมคี วามสำคญั ตอ่ การจดั การเรียนการสอน
ลกั ษณะของจุดประสงคก์ ารเรียนการสอน
จุดประสงค์การเรียนการสอนแบง่ ได้ 2 ระดับ คือ
1. จดุ ประสงคท์ ่วั ไป
เป็นจุดประสงคท์ ีม่ คี วามหมายกวา้ งไม่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ จุดประสงค์การเขียนหลักสูตร จุดประสงค์
ของแผนการศึกษาชาติ ซึ่งมีคำที่เรียกแตกต่างกันออกไป เช่น จุดมุ่งหมาย ความมุ่งหมาย จุดหมาย
วัตถุประสงค์ และผลการเรียนรทู้ ีค่ าดหวงั
ตวั อย่างจุดประสงค์ของหลกั สูตร
1. เพอื่ ใหม้ ีนิสัยใฝห่ าความรูแ้ ละมีความคดิ สรา้ งสรรค์
2. เพ่ือใหม้ ีความร้คู วามเขา้ ใจและเห็นคุณค่าในศิลปวัฒนธรรม
3. เพื่อปลกู ฝังให้มีความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย
2. จดุ ประสงคเ์ ฉพาะ
เป็นจุดประสงคท์ ี่มคี วามหมายเฉพาะเจาะจง และเป็นจดประสงค์ที่ต้ังข้ึน เพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดแจง้
ตรวจสอบได้ ตัวอย่างเชน่
1. นกั เรียนสามารถอธิบายถึงขอ้ ควรปฏิบตั ใิ นการฟังและพูดในโอกาสตา่ งๆได้
2. นักเรยี นสามารถเขยี นแผนภูมิแทง่ ได้
3. นักเรียนสามารถบอกได้วา่ อาหารชนดิ ใดอยู่ในหมวดหมู่ใดได้ถูกต้อง 8 ชนดิ
จดุ ประสงคเ์ ฉพาะจะชี้ใหเ้ ห็นส่ิงทต่ี อ้ งการจากการศกึ ษาอยา่ งเฉพาะเจาะจงและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชา
โดยตรง
จุดประสงค์การเรียนการสอนนอกจากจะแบ่งเป็น 2 ระดบั แล้วดงั กล่าวแล้ว ยงั สามารถแบ่งตามลักษณะ
การเรียนรไู้ ด้ 3 ดา้ นดังนี้
พทุ ธพสิ ัย
เปน็ จดุ ประสงคท์ างการศึกษาทเ่ี ก่ยี วกบั การเรียนรทู้ างดา้ นปัญญา คือ ความรูค้ วามเขา้ ใจ การใช้ความคิด
แบง่ ได้ออกเปน็ 6 ระดับ คือ
1. ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการจำเนื้อหาความรู้ และระลึกได้เมื่อต้องการนำมาใช้
ความรู้ท่เี กี่ยวกับวธิ ีการ และความรู้เกย่ี วกับหลกั การ เชน่
-นกั เรียนสามารถบอกคำแปลของเครอ่ื งหมายได้
-นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติไดถ้ กู ต้อง
2. ความเขา้ ใจ เปน็ ความสามารถในการจบั ใจความสำคัญของสอ่ื ได้ และสามารถแสดงออกมาใน
รปู ของการแปลความ ตคี วาม คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทำอืน่ ๆเชน่
-นักเรยี นสามารถเขยี นรปู จากโจทยท์ ีก่ ำหนดไว้อยา่ ถกู ตอ้ ง
-นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของการอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตไิ ดถ้ กู ต้อง
3. การนำความรู้ไปใช้หมายถึง การนำเอาเนื้อหาสาระ หลักการ ความคิดรวบยอด เป็นขั้นที่
ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัย
ความรคู้ วามเข้าใจ จงึ จะสามารถนำไปใช้ได้ เชน่
-นำหลกั ของการใช้ภาษาไทยไปใช้สอ่ื ความหมายในชีวติ ประจำวันได้ถูกต้องและเหมาะสม
-นกั เรยี นสามารถเสนอความคิดในการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติได้
4. การวเิ คราะห์ เปน็ ข้นั ที่ผู้เรยี นสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิง่ ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการ
วเิ คราะห์จะแตกตา่ งกันไปแล้วแต่ความคดิ ของแต่ละคนซ่งึ นักเรยี นจะสามารถวเิ คราะห์ฃเน้อื หาสาระได้ก็
ตอ่ เมอื่ นกั เรยี นเข้าใจเน้ือหาสาระทเ่ี รยี นมาแล้ว เชน่
-นกั เรยี นสามารถแยกองค์ประกอบของหลักสตู รได้
-นกั เรยี นสามารถจำแนกวธิ ขี องการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติได้
5. การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนำองค์ประกอบส่วนย่อยๆ เข้ามารวมกันเพื่อให้
เปน็ ภาพที่สมบูรณเ์ กิดความกระจา่ งใสในสิ่งเหลา่ นน้ั เชน่
-หลังจากที่ครูให้ตัวอย่าง 5 ตัวอย่างเร่ืองการหาร นักเรียนสามารถสรุปได้วา่ การหารคอื การหกั
ออกทีละเทา่ ๆ กัน
6. การประเมนิ ค่า หมายถึง ความสามารถในการพจิ ารณาตัดสนิ คุณค่าของสงิ่ ตา่ งๆโดยท่ีผู้ตัดสิน
กำหนดเกณฑ์ขึน้ มาเอง หรือเกณฑท์ ่ีผอู้ น่ื กำหนดขึน้ เช่น
-หลงั จากท่อี ่านบทความแล้วนักเรยี นสามารถวิจารณค์ วามรูส้ ึกของผเู้ ขียนได้
จติ พิสยั
จติ พสิ ยั เป็นอารมณ์ หรือ ความร้สู กึ ของแตล่ ะบุคคล ท่ไี ดแ้ สดงออกมา ท้ังดา้ นการกระทำ การแสดงความ
คิดเหน็ เจตคติ ค่านยิ มและคุณธรรมกระบวนการเกิดข้ึนภายในเหล่าน้ีจะเกดิ ตามลำดับข้ันตอนตอ่ ไปน้ี
1.การรับคือการที่นักเรียนได้รับประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อม เช่น นักเรียนยอมรับความแตกต่างทาง
วฒั นธรรมในสงั คม
2.การตอบสนอง คือ การมีปฏิกิรยิ าโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมที่รับเขา้ มาด้วยความเต็มใจ เช่น นักเรียนได้
แสดงความคดิ เห็นเพม่ิ เตมิ ในเร่อื งทีค่ รบู รรยาย
3.การเห็นคุณค่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับรู้สิ่งแวดล้อมและมีปฏิกิริยาโต้ตอบสังเกตได้จาก
พฤตกิ รรมท่ียอมรับค่านิยมใดนยิ มหนงึ่ เชน่
-นกั เรียนแสดงความสนใจในวัฒนธรรมโดยติดตามอา่ นหนังสอื เกีย่ วกบั วัฒนธรรมอย่างสมำ่ เสมอ
4.การจัดรวบรวม เปน็ การคดิ พจิ ารณา และรวบรวมค่านยิ มใหเ้ ป็นระบบค่านยิ ม เชน่
-นักเรียนสามารถจัดโครงสร้างของวัฒนธรรมได้
5.การพิจารณาคุณลกั ษณะจากคา่ นิยม เป็นเรือ่ งความประพฤติ คุณสมบตั ิ คณุ ลกั ษณะของแต่ละบุคคลท่ี
เปน็ ผลของความรู้สึก เช่น
-นักเรียนสามารถสรา้ งคา่ นิยมต่อวัฒนธรรมได้
ทักษะพิสยั
จุดประสงค์เก่ียวกับทักษะในการเคลื่อนไหว และใช้อวัยวะต่างๆของร่างกาย มีลำดับการพัฒนา ทักษะ
ดงั น้ี
การเลียนแบบเปน็ การทำตามตัวอยา่ งท่ีครใู ห้ หรอื ดุของจรงิ เชน่ นักเรียนวาดภาพเหมือนตวั อยา่ ง
การทำตามคำบอก เปน็ การทำตามคำส่งั ของครูโดยไม่มีตัวอยา่ งให้ดุ เชน่ นกั เรยี นวาดภาพสง่ิ ที่ครบู อกชื่อ
ได้
การทำอย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นการทำโดยอาศยั ความรทู้ เ่ี คยทำมาก่อนแล้วเพม่ิ เตมิ เชน่ นกั เรียน
สามรถออกแบบภาพได้
การทำไดถ้ กู ตอ้ งหลายรูปแบบ เปน็ การทำเรอื่ งทค่ี ลา้ ยๆกนั และแยกแยะรูปแบบไดเ้ ช่น นกั เรียนสามารถ
วาดภาพส่ิงทมี่ ีชีวติ ได้หลายประเภท
การทำอยา่ งเปน็ ธรรมชาติ เป็นการทำที่เกิดจากความรู้ ความชำนาญ และเสรจ็ ได้ในเวลาอนั รวดเร็ว เช่น
นักเรยี นสามารถวาดรูปภาพได้ถกู วิธีและรวดเร็ว
จดุ ประสงคเ์ ฉพาะมบี ทบาททีส่ ำคญั ตอ่ การเรียนการสอน คือ จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม
จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
การกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรที่ชัดเจนทำใหค้ รสู ามารถ
-หาวิธีการสอนได้อยา่ เหมาะสม
-หาวิธกี ารสอนได้อย่างเหมาะสม
-เลอื กส่อื การเรียนการสอนไดส้ อดคลอ้ งกับเนอ้ื หาสาระทจ่ี ะเรยี น
-จดั กจิ กรรมการเรียนการสอนได้เหมาะสม
-เตรยี มการวดั ผลและประเมินผลไดเ้ หมาะสม
-ทำให้การสอนบรรลุจุดประสงค์ทต่ี ัง้ ไว้
ความหมาย
จุดประสงค์เชิงพฤตกรรมเป็นจุดประสงคก์ ารศึกษาที่บ่งบอกถึงการกระทำของนัก เรียนอยา่ งชดั เจนวา่
นักเรียนสามารถทำอะไรได้บา้ ง หลงั จากทไ่ี ด้เรยี น บทเรยี นน้ันๆ ไปแล้ว
องค์ประกอบ
จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกรรมประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 3 สว่ น
1. สถานการณท์ คี่ รูตง้ั ขึ้น เพ่อื ใหน้ ักเรียนแสดงพฤติกรรมออกมา มกั ใชค้ ำวา่ กำหนดให้…., ภายหลัง
จากท่ี….., ถา้ มี….., เม่ือ…
2. พฤตกิ รรมของนกั เรียนทคี่ รคู าดหวังให้แสดงออกมา ซงึ่ เป็นพฤติกรรมท่สี ามารถสังเกตได้ ได้แก่
อธิบาย บรรยาย บอก วาด เขยี น ช้ี คำนวณ ตอบ ท่อง เปรยี บเทยี บ สรา้ ง รายงาน ฯลฯ
คำที่ไมค่ วรใชใ้ นจดุ ประสงค์เชงิ พฤตกรรม ได้แก่ ร้เู ข้าใจ วาบซ้งึ ตระหนัก จนิ ตนาการฯลฯ
3. เกณฑร์ ะดบั ความสามารถของพฤตกิ รรมทนี่ กั เรียนแสดงออก มกั ใช้คำว่า ได้ ถูกตอ้ ง ถูกหมด ได้
ทุกข้อ
ตวั อย่างจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. เม่ือกำหนดโจทย์เลขเศษสว่ นให้ 10 ข้อ นกั เรียนสามารถทำได้ถูกต้องอยา่ งนอ้ ย 8 ข้อ
2. เมื่อนำแผนมาให้นักเรียนดู นักเรียนสามารถบอกช่ือเครือ่ งหมายในแผนทไี่ ด้อยา่ งนอ้ ย 5 ชือ่
3. เมอ่ื นำชือ่ สตั วต์ า่ งๆมาติดบนกระดานดำ นักเรยี นสามารถแยกชื่อสัตว์ท่เี ล้ยี งไวใ้ ชง้ านไดถ้ กู ต้อง
4. จากการสังเกตจากดวงอาทติ ย์ นักเรียนสามารถช้ที ิศทั้งสี่ทิศได้
5. สามารถปฏบิ ัตงิ านร่วมกบั ผูอ้ ่นื ไดจ้ นงานสำเร็จ
สรุปความหมายของจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ เพอื่ ให้มคี วามรู้ ความเข้าใจในวชิ าท่เี รียน ข้อมูลที่ปรากฏ
ในส่งิ แวดลอ้ ม สามารถคดิ อยา่ งมีเหตุผล และใช้เหตุผลในการแสดงความคดิ เห็นอย่างมีระเบียบ ชัดเจนและรัดกุม
เพื่อให้มีทักษะในการเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เห็นประโยชน์ของวิชาการทั้งที่มีต่อชีวิตประจำวัน และเป็นเครื่องมือ
แสวงหาความรู้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ ความเข้าใจ และทักษะทางพลศึกษาไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็น
พื้นฐานในการศึกษาพลศกึ ษาและวิชาอื่น ๆ ท่ีอาศัยความเชือ่ มโยงของวิชาทีส่ อน
2. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเปน็ ความสามารถของนักเรยี นในด้านตา่ งๆ ซ่ึงเกดิ จากนักเรียนไดร้ บั ประสบการณ์
จากกระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยครูตอ้ งศกึ ษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครอื่ งมอื วัดให้
มีคุณภาพนั้น ได้มีผูใ้ หค้ วามหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนไวด้ งั นี้
สมพร เช้ือพันธ์ (2557) สรุปว่า ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าพลศกึ ษา หมายถงึ ความสามารถ ความสำเร็จ
และสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือ
ประสบการณข์ องแต่ละบุคคลซ่ึงสามารถวดั ได้จากการทดสอบด้วยวิธกี ารต่างๆ
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงขนาดของ
ความสำเรจ็ ที่ได้จากกระบวนการเรยี นการสอน
ปราณี กองจินดา (2559) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ไดร้ ับ
จากกิจกรรมการเรยี นการสอนเป็นการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณ์เรยี นร้ทู างดา้ นพทุ ธิพิสยั จิตพิสัย
และทกั ษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนไว้ตามลกั ษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนท่ี
แตกตา่ งกนั
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2559) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัด
ความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตาม
จุดมงุ่ หมายของการสอนหรือวดั ผลสำเร็จจากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมตา่ ง ๆ
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2560) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้
ความสามารถของบคุ คลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ท้งั ปวงที่บุคคลได้รับจากการ
เรยี นการสอน ทำใหบ้ ุคคลเกิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซง่ึ มจี ดุ มุง่ หมาย
เพอื่ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลวา่ เรยี นแล้วรู้อะไรบา้ ง และมคี วามสามารถด้านใดมาก
น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และ
สิง่ แวดลอ้ มอื่นๆ รวมท้งั ความรู้สึก คา่ นิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เปน็ ผลมาจากการฝึกฝนด้วย
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรยี นการสอนที่จะทำให้
นักเรยี นเกิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรม และสามารถวดั ไดโ้ ดยการแสดงออกมาทัง้ 3 ด้าน คือ ด้านพุทธพิ ิสยั ด้าน
จติ พิสัย และดา้ นทักษะพสิ ัย
การวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
การวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นมีความจำเป็นตอ่ การเรียนการสอน หรือการตดั สนิ ผลการเรยี น เพราะเป็น
การวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดยอาศัยเครื่องมือประเภท
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธซ์ิ ่ึงเป็นเคร่อื งมือทีน่ ิยมมากทสี่ ุด
การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถอื ว่าสิง่ ใดก็ตาม ที่มีปริมาณอยู่จรงิ ส่งิ นัน้
สามารถวดั ได้ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนกอ็ ยภู่ ายใตก้ รอบแนวคิดดงั กล่าว ซง่ึ ผลการวดั จะเปน็ ประโยชน์ในลักษณะ
ทราบและประเมินระดบั ความรู้ ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ
Bloom มี 6 ระดับ ดังนี้
1) ความจำ คือ สามารถจำเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น คำจำกัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียนสามารถ
บอกชอ่ื สารอาหาร 5 ชนดิ ได้ นักเรียนสามารถบอกชื่อธาตทุ ่เี ป็นองคป์ ระกอบของโปรตนี ไดค้ รบถว้ น
2) ความเข้าใจ คอื สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคญั ได้
3) การนำไปใช้ คอื สามารถนำความรู้ ซึง่ เป็นหลกั การ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใช้ในสภาพการณ์ทต่ี ่างออกไปได้
4) การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์
องคป์ ระกอบ ความสัมพนั ธ์ หลกั การดำเนนิ การ
5) การสังเคราะห์ คือ สามารถนำองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่อย่างมี
ความหมาย
6) การประเมนิ คา่ คอื สามารถพิจารณาและตัดสินจากขอ้ มูล คุณคา่ ของ หลักการโดยใชม้ าตรการท่ีผู้อ่ืน
กำหนดไว้หรอื ตวั เองกำหนดขึ้น
เยาวดี วิบูลย์ศรี (2560) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบื้องตน้ ท่ีควรคำนึงถงึ ในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิไว้
ดังนี้
1) เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะต้อง
สามารถจำกัดอย่ใู นรูปของพฤตกิ รรม ซ่งึ มีความเฉพาะเจาะจงในลกั ษณะทจี่ ะสื่อสารไปยงั บุคคลอ่ืนได้ ถ้า
เป้าหมายทางการศึกษาไมส่ ามารถจำกดั อยใู่ นรูปของพฤตกิ รรมแล้ว ย่อมไมส่ ามารถท่ีจะวัดได้ในลักษณะ
ของผลสมั ฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน
2) ผลิตผลทแี่ บบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิวัดน้ัน จะต้องเปน็ ผลติ ผลเฉพาะทเ่ี กิดขนึ้ จากการเรยี นการ
สอนตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ตี อ้ งการเท่านนั้ จะวัดผลผลิตผลอยา่ งอื่นไม่ได้
3) ผลสัมฤทธิ์หรือความรูต้ ่าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดไดน้ ั้น ถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกัน
แลว้ ผ้เู ข้าสอบทกุ คนจะต้องมีโอกาสได้เรยี นรู้ในเร่ืองน้ัน ๆ เทา่ เทียมกัน
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
สมบรู ณ์ ตนั ยะ (2555) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการ เรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้
สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรยี นว่ามีความรู้ ความสามารถใน เรื่องที่เรียนรู้มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝน
อบรมมาแลว้ มากนอ้ ยเพียงใด สว่ น พชิ ิต ฤทธิจ์ รญู (2544) กล่าวว่า แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเป็น
แบบทดสอบทีใ่ ชว้ ัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการทผี่ ้เู รียนไดเ้ รยี นรมู้ าแล้ว วา่ บรรลผุ ลสำเร็จตาม
จุดประสงค์ทกี่ ำหนดไวเ้ พียงใด
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัด
ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวชิ าการท่ีนักเรยี นได้เรียนรมู้ าแล้ววา่ บรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ท่ีกำหนด
ไว้เพียงใด
สิริพร ทิพย์คง (2555) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดคำถามที่มุ่งวัด
พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแลว้
มากน้อยเพยี งใด
สมพร เชื้อพันธ์ (2557) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือชุด
ของข้อสอบทใ่ี ชว้ ัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรขู้ องนักเรยี นทีเ่ ป็นผลมาจากการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนของครผู ู้สอนว่าผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนร้ทู ีต่ ั้งไว้เพียงใด
ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ และทักษะ
ความสามารถจากการเรียนรใู้ นอดตี หรือในสภาพปัจจบุ ันของแต่ละบคุ คล
ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างข้ึนเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized
tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่ม
พฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ
ประเมิน
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน
แบง่ เป็น 2 ประเภท คอื
1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่
(Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบ
เลอื กตอบ (Multiple choice)
1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และ
แบบไมจ่ ำกดั ความตอบ หรอื ตอบอยา่ งเสรี (Extended response items)
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สรา้ ง โดยผู้เชี่ยวชาญที่มคี วามร้ใู น
เนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการ
ดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเท่ียงตรง (Validity) และ
ความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic
Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น
ส่วนพวงรตั น์ ทวีรตั น์ (2543) ไดจ้ ัดประเภทแบบทดสอบไว้ 3 ประเภท ดงั น้ี
3. แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศยั การซกั ถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถา้ มีผเู้ ข้าสอบจำนวนน้อย
เพราะตอ้ งใชเ้ วลามาก ถามไดล้ ะเอยี ด เพราะสามารถโต้ตอบกนั ได้
4. แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบที่เปล่ียนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เนื่องจากจำนวนผู้เขา้
สอบมากและมจี ำนวนจำกดั แบง่ ไดเ้ ปน็ 2 แบบ คือ
1. แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบที่ให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงคำพูดของตนเองใน
การแสดงทัศนคติ ความร้สู ึก และความคิดไดอ้ ยา่ งอิสระภายใต้หัวเรอื่ งทีก่ ำหนดให้ เป็นข้อสอบที่สามารถ
วัดพฤติกรรมด้านการสงั เคราะหไ์ ด้อย่างดี แต่มีข้อเสียที่การใหค้ ะแนน ซึ่งอาจไม่เท่ียงตรง ทำให้มีความ
เป็นปรนยั ไดย้ าก
2. แบบจำกัดคำตอบ เป็นขอ้ สอบ ทม่ี คี ำตอบถกู ใตเ้ ง่ือนไขทก่ี ำหนดใหอ้ ย่างจำกัด ขอ้ สอบแบบนี้
แบ่งออกเป็น 4 แบบ คอื แบบถูกผิด แบบเติมคำ แบบจับคู่ และแบบเลือกตอบ
5. แบบปฏิบัติ เป็นการทดสอบที่ผู้สอบไดแ้ สดงพฤตกิ รรมออกมาโดยการกระทำหรือลงมือปฏิบัติจริงๆ
เชน่ การทดสอบทางดนตรี ช่างกล พลศึกษา เปน็ ต้น
สรปุ ไดว้ า่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น แบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซ่ึงสรา้ ง
จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ
แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คำศัพท์เพ่ือการสือ่ สาร ผูว้ จิ ยั ไดเ้ ลือกแบบทดสอบท่ีผู้วิจัยสรา้ งขึ้น แบบปฏบิ ัติ ในการวัดความสามารถในการนำ
คำศพั ทไ์ ปใช้ในการสอื่ สารด้านการการพูดและการเขยี น และเลอื กแบบทดสอบแบบเขยี นตอบท่จี ำกดั คำตอบโดย
การเลอื กตอบจากตัวเลือกทกี่ ำหนดให้ ในการวดั ความรคู้ วามเข้าใจความหมายของคำศพั ท์ และการนำคำศัพท์ไป
ใชใ้ นการฟงั และการอา่ น
การวางแผนการสรา้ งและการเลือกชนดิ ของแบบทดสอบใหเ้ หมาะสมกบั เนือ้ หา
ในการสร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนอ้ื หาและสามารถวดั พฤตกิ รรมได้เหมาะสมกับเน้ือหา ควรมีการ
สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง
เหมือนกับการเขียนแบบสร้างบ้าน ที่เรียกกันว่า Test blueprint ตารางวิเคราะห์หลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อ
เน้อื หา และวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้กับพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด
การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสตู รเริม่ ทีก่ ารสร้างตาราง 2 มิติ คือแนวตั้งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด
ประกอบด้วย ความจำ ความเขา้ ใจ การนำไปใช้ การวเิ คราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินคา่ สว่ นแนวนอน
เป็นหัวข้อเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาและ/หรือวัตถุประสงค์ของวิชานั้น จากนั้นจึง
กำหนดน้ำหนกั ของเนอ้ื หา พจิ ารณาจากความสำคัญของเนอื้ หานั้นๆ โดยอาจกำหนดน้ำหนักเป็นรอ้ ยละ พร้อมกับ
กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดและกำหนดความสำคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้ควบคู่ไปกับ
เน้อื หา สดุ ทา้ ยจึงกำหนดแบบทดสอบที่จะใช้วัด เช่น แบบถกู ผิด แบบจับคู่ แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หรือแบบ
อตั นัย เป็นตน้
3. พฤติกรรมทค่ี าดหวงั ทางด้านสตปิ ัญญา
การกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั ใหค้ รอบคลมุ จดุ ม่งุ หมายแตล่ ะดา้ น มีข้อยุ่งยากอยู่ทกี่ ารกำหนด
พฤตกิ รรมที่คาดหวัง จำเป็นทีผ่ กู้ ำหนดจะต้องเขา้ ใจกอ่ นว่า ในแต่ละด้านนัน้ มจี ุดมุ่งหมายย่อย ๆ อะไรบ้าง และมี
พฤตกิ รรมอะไรบ้าง ท้ังนี้เพ่ือมิให้พฤติกรรมท่คี าดหวังเป็นเพยี งพฤติกรรมงา่ ย ๆ ในระดบั ตำ่ เพราะจะเป็นผลให้
การเรียนการสอนไม่สง่ เสริมพฤตกิ รรมช้ันสูงทม่ี คี ณุ คา่ มากกวา่ ในเอกสารนจ้ี ะกล่าวถึงพฤติกรรมทค่ี าดหวงั สำหรบั
ด้านสตปิ ัญญาเทา่ นั้น (นวลน้อยเจริญผล. 2538 : 44-48)
เมเกอร์ (Mager, 1975, p. 21) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมมี 3 องค์ประกอบ
ไดแ้ ก่
1) พฤติกรรมหรือทักษะที่ผู้เรียนแสดงออก จุดประสงค์จะต้องอธิบายสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ ไม่ใช่
กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูให้ทำความของจุดประสงคป์ ระกอบดว้ ย การกระทำและเน้ือหา ยกตัวอย่างเชน่
วาดภาพเหมือนของตัวเอง วิเคราะห์โจทย์เลข
2) เง่อื นไขการแสดงพฤติกรรมหรือการทำงานของผู้เรียน จุดประสงคจ์ ะต้องระบสุ ภาพของ การทำงานซง่ึ
เป็นสิ่งเร้าภายนอก หรืออุปกรณ์/เครือ่ งมือท่ีให้ผู้เรียนใช้ในขณะปฏบิ ัติงาน ยกตัวอยา่ งเช่น อนุญาตให้ผู้เรียนใช้
เครอื่ งคิดเลขในการคำนวณเลข หลังการอ่านหนังสอื จบ นกั เรียนสามารถสรุป สาระสำคัญได้
3) เกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมเพื่อใช้ในการประเมินการปฏิบตั ิงานของผูเ้ รียน เกณฑม์ กั ระบุ ในรูปของ
ความถูกตอ้ ง เวลาท่ีใช้ หรือระดับคุณภาพในการแสดงพฤตกิ รรมของผเู้ รยี นซึ่งเปน็ ที่ยอมรับ เกณฑอ์ าจระบุในเชิง
ปริมาณที่สามารถแจงนับได้ หรือเกณฑ์ในเชิงคุณภาพซึ่งบอกลักษณะของพฤติกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของ
ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นหากต้องการเขียนจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมที่แสดงถึงความสามารถ ในระดับใดก็ควรเลือกใช้
คำกริยาที่ชีบ้ ่งให้เห็นขั้นพฤติกรรมในระดับนั้น หรือกำหนดเกณฑท์ ี่ชี้ใหเ้ หน็ สภาพ ที่ต้องการพัฒนา ยกตัวอยา่ ง
เชน่ แก้ปัญหาไดถ้ ูกตอ้ ง 2 ใน 3 ข้อ โยนลูกบอลได้ 10 ครัง้ ภายใน 1 นาที
หลักการเขยี นจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
การเขยี นจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมในแต่ละองคป์ ระกอบ ควรมหี ลกั การดังน้ี
1) ข้อความที่ใช้บรรยายพฤติกรรมที่คาดหวังต้องชัดเจน เฉพาะเจาะจง ไม่สับสน เป็นพฤติกรรมที่
สามารถสังเกตเหน็ ได้ เช่น คำที่แสดงพฤตกิ รรมดา้ นความรู้ ใช้คำว่า ระบุ บอก อธิบาย ให้นิยาม สาธิต เป็นต้น
แทนคำที่มีลักษณะกำกวม ไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมได้ เช่น คำว่า “รู้” “เข้าใจ” ส่วนคำที่ แสดงพฤติกรรมที่
บอกเจตคติ นยิ มใชค้ ำท่ีใหผ้ ้เู รียนเลือก ตัดสนิ ใจแสดงพฤติกรรมท่ีมาจากความรู้สกึ แทน คำว่า “ซาบซึง้ ” ซง่ึ ไมเ่ หน็
พฤติกรรมจึงเป็นคำที่ไม่ควรใช้ สำหรับพฤตกิ รรมเก่ียวกับทักษะทางกาย มลี กั ษณะทีช่ ดั เจนในตัวเองเพราะผู้เรียน
ต้องแสดงพฤตกิ รรมใหป้ รากฏจงึ ไม่เปน็ ปัญหา ตัวอยา่ งเชน่
นักเรยี นแตง่ ประโยคทีม่ อี งคป์ ระกอบ 3 สว่ น คือ ประธาน กิริยา และกรรมไดถ้ กู ตอ้ ง
นักเรยี นเลยี้ งลกู วอลเลยบ์ อลได้ต่อเนื่องอยา่ งนอ้ ย 50 ลูก
นกั เรยี นส่งงานทุกชนิ้ ทีค่ รมู อบหมายในเวลาท่ีกำหนด
นกั เรยี นเขยี นอธิบายความร้ขู องตนเองได้ตามกรอบท่กี ำหนดให้
2) การบอกเงื่อนไขของการแสดงพฤติกรรม พิจารณาจากสิ่งเร้าหรือตัวช่วยท่ีผู้เรียนนำไป เชื่อมโยงกบั
ความรู้/ความคิดรวบยอดที่เก็บไวใ้ นโครงสรา้ งทางปัญญา ทำให้ผู้เรียนสามารถระลึกได้และ นำกลับมาใช้ในการ
ปฏบิ ัตงิ าน
เงอ่ื นไขการเรยี นรู้ พฤติกรรมท่ีแสดงออก
ตัวอย่าง เช่น นักเรยี นบวกเลขสองหลักโดยคิดในใจไดถ้ กู ต้อง จำนวน 8 ข้อ ใน 10 ข้อ
นกั เรยี นยืนตรงแสดงความเคารพทกุ คร้งั เมื่อไดย้ นิ เสียงเพลงชาติไทย
3) การกำหนดเกณฑ์ในการแสดงพฤตกิ รรม สามารถเขียนเกณฑ์ได้หลายลักษณะข้ึนกับเกณฑ์ ที่ใช้และ
ประเภทของพฤตกิ รรมการเรียนรู้ ไดแ้ ก่
(1) เกณฑ์ความถกู ต้องความรทู้ ่เี ปน็ ข้อเท็จจริง กฎหรอื ทฤษฎที เ่ี ป็นเน้ือหาซง่ึ มคี ำตอบท่ี ถูกต้อง
แน่นอนอยู่แลว้ เกณฑก์ ค็ ือความถกู ตอ้ งตรงตามเนื้อหา
(2) เกณฑค์ วามรอบรู้ หมายถงึ เกณฑท์ ่แี สดงวา่ ร้จู ริง ทำไดจ้ ริง ใชเ้ กณฑก์ ารแสดง พฤติกรรมที่
ทำไดถ้ ูกต้องเทา่ กับหรอื ตัง้ แต่รอ้ ยละ 80 ข้ึนไป
(3) เกณฑ์ด้านทักษะ จะพิจารณาจากรายการของพฤติกรรมที่คาดหวังให้แสดงได้ซึ่งใช้
ระยะเวลาหรือความถี่ในการแสดงพฤติกรรมหรือลักษณะของการตอบสนองซึ่งเป็นที่ยอมรับจาก
ผลการวจิ ัย
(4) เกณฑด์ ้านเจตคติ พจิ ารณาจากจำนวนครัง้ ของการแสดงพฤตกิ รรมทีน่ า่ พอใจ ในสถานการณ์
ที่จัดขึ้นโดยใช้แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมจากการสังเกตขณะทำงาน ตัวอย่างจุดประสงค์เชิง
พฤตกิ รรมที่กำหนดเกณฑใ์ นการแสดงพฤตกิ รรม เชน่ นักเรียนเล้ียงลูกวอลเลย์บอลไดต้ อ่ เน่อื งอย่างน้อย
50 ลกู นักเรยี นจัดพานไหว้ครูดว้ ยวัสดุอปุ กรณ์ที่กำหนดไดส้ ำเร็จในเวลา 3 ช่ัวโมง
ประเภทของจุดประสงค์การเรยี นรู้
จุดประสงคก์ ารเรยี นร้แู บง่ ตามลักษณะการแสดงออกทางพฤตกิ รรมทเี่ สนอโดยบลูม (Bloom) แครทโรล
(Krathrohl) และแฮรโ์ รว์ (Harrow) ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั (cognitive domain) ด้านทักษะพิสัย
(psychomotor domain) และด้านจติ พิสยั (affective domain) (Kellough & Roberts, 1991, pp. 210-218)
1. ด้านพุทธิพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสยั หมายถึง จุดประสงค์ที่แสดง ความสามารถของ
สติปญั ญาในการประมวลขอ้ มูล พฤติกรรมที่ชีบ้ ่งความสามารถในด้านน้สี ามารถแบง่ ได้ 6 ระดบั จากระดับพน้ื ฐาน
ไปสู่ระดับท่ีซับซอ้ น ดงั น้ี
1) ความรู้ ความจำ (knowledge) หมายถงึ การรับรู้ขอ้ มลู ความรู้ความสามารถในการ ระลกึ ได้
จำได้ ซ่งึ เป็นพน้ื ฐานในการพัฒนาความสามารถระดับสูงข้นึ ไป คำกริยาทใ่ี ช้บ่งบอกพฤติกรรม ในระดับนี้
ไดแ้ ก่ เลอื ก ระบุ อธบิ าย เติมคำให้สมบูรณ์ ช้ีบง่ จดั ทำรายการ จับคู่ เรยี กช่ือ ระลึก จำ บอก และกำหนด
เป็นต้น
2) ความเข้าใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ อธิบาย ความรู้
ตีความ คาดคะเน คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ เปลี่ยน อธิบาย ประมาณการ ขยายความ สรุป อ้างอิง แปล
ความหมาย คาดคะเน ตีความ ขยายความ อุปมาอปุ มัย ลงสรุป และยกตัวอย่าง เปน็ ตน้
3) การนำไปใช้ (application) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้ คำกริยาที่ใช้ ได้แก่
การประยกุ ต์ การคำนวณ การสาธิต การพัฒนา การคน้ พบ การดัดแปลง การดำเนินการ การมีส่วนร่วม
การแสดง วางแผน ทำนาย เช่ือมโยง แสดงและทำใหด้ ู เปน็ ต้น
4) การวิเคราะห์ (analysis) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบยอ่ ย
ดว้ ยเกณฑ์หรือคณุ สมบัตทิ กี่ ำหนด คำกรยิ าท่ีใช้ ได้แก่ วิเคราะห์ แยกแยะ จัดพวก จดั ชัน้ จดั ประเภท จดั
กลมุ่ เปรยี บเทยี บ หาความแตกต่าง วจิ ารณ์ แสดงแผนภูมิ จำแนก สรปุ อา้ งองิ และกำหนดองค์ประกอบ
เปน็ ต้น
5) การสงั เคราะห์ (synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมองค์ประกอบย่อย เพือ่ การ
สร้างสิง่ ใหม่ทม่ี ีคณุ ลักษณะแตกต่างจากเดมิ ไดแ้ ก่ การออกแบบ วางแผน และนำเสนอโครงการ คำกริยา
ที่แสดงทักษะการสังเคราะห์ ได้แก่ จัดเตรียม จัดประเภท แบ่งพวก ผสมผสาน รวบรวม กำหนด สร้าง
ออกแบบ พัฒนา ผลิต ดัดแปลง จัดระบบ วางแผน ปฏิรูป วางระบบ ปรับปรุง ทบทวน สรุปรวบยอด
สังเคราะห์ ประพันธ์ แต่ง นำเสนอ และจัดการแสดง เปน็ ตน้
6) การประเมินคุณค่า (evaluation) เป็นระดับขั้นสูงสุดของความสามารถทางสติปัญญา
หมายถึง การแสดงความคิดเห็นและการตัดสนิ คุณค่า คำกริยาทีใ่ ช้ ได้แก่ โต้แย้ง ประเมิน เปรียบเทียบ
สรปุ ความ วิจารณ์ ตัดสิน อธิบาย ตคี วาม จัดลำดบั ท่ี จัดช้ัน และเทยี บกับมาตรฐาน เป็นตน้
2. ด้านจิตพิสัย จุดประสงค์การเรียนรูด้ ้านจิตพสิ ัย หมายถึง จุดประสงค์ที่แสดงพฤติกรรม ที่เกี่ยวกับ
ความรสู้ ึก เจตคติและค่านิยม ซ่ึงการเรยี นรู้ดา้ นเจตคติและคา่ นิยม มีลำดบั ขั้นของการเกิด พฤติกรรมดังน้ี
1) การรับรู้ (receiving) เป็นลำดับของการตระหนัก รับรู้ต่อสิ่งเร้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของ
ความร้สู กึ พงึ พอใจ นักเรยี นจะแสดงออกใหเ้ หน็ ถึงความตงั้ ใจ ความสนใจ ต่อสิ่งเร้าหรอื ประสบการณ์ ที่
ไดร้ ับคำกรยิ าท่ีใช้ ได้แก่ ถาม เลอื ก อธิบาย ตอบ บอกชื่อ สาธิต ระบุ บอกความแตกต่าง และบอกจดุ เด่น
เป็นตน้
2) การตอบสนอง (responding) เป็นขั้นของการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งอาจเน่ืองมาจาก การ
ถูกควบคมุ ซ่งึ เป็นปจั จัยจากภายนอก หรอื โดยความสนใจของนักเรียนเองซง่ึ เป็นปัจจยั ภายใน เพราะเห็น
วา่ สิ่งเร้าน้นั นา่ สนใจ หรอื เกิดความพึงพอใจต่อสิ่งเรา้ นัน้ คำกรยิ าทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ พิสจู น์ รวบรวม ทำตามคำส่ัง
แสดง ฝกึ ปฏบิ ัติ นำเสนอ และเลอื ก เป็นตน้
3) การเห็นคุณค่า (valuing) เป็นขั้นที่นักเรยี นแสดงพฤติกรรมด้วยความเชื่อ ความประทับใจ
ความซาบซึ้ง และศรัทธาที่มีต่อสิ่งนั้นด้วยตัวของนกั เรยี นเอง คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ อธิบาย ทำตาม ริเริ่ม
เข้ารว่ ม นำเสนอ และทำให้สมบูรณ์ เป็นตน้
4) การจัดระเบียบ (organizing) เป็นขั้นที่นักเรียนสร้างระบบค่านิยมส่วนตนขึ้นมา โดยการ
ยอมรับและจดั ระเบียบคณุ ค่าต่าง ๆ ใหเ้ ช่ือมโยงเขา้ กับค่านิยมเดิมที่มมี าก่อนของตนเอง เปน็ ค่านิยม ใน
ชวี ติ คำกริยาท่ใี ช้ ไดแ้ ก่ จดั ระเบียบ รวบรวม สรุป บรู ณาการ ดดั แปลง จัดลำดบั สังเคราะห์ สร้าง และ
จดั ระบบ เป็นตน้
5) การสร้างระบบคา่ นยิ มของตนเอง (internalization of values) เปน็ จุดประสงค์ ระดับสูงสุด
พฤติกรรมในระดับนี้มีความคงเส้นคงวา แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงต่อความเชื่อของตนเอง คำกริยาที่ใช้
ไดแ้ ก่ ปฏบิ ัติ แสดงออก แกป้ ัญหา ประกาศตัว แสดงตน อทุ ศิ ตน ทุ่มเท ยอมรับ และเกิดสำนกึ เปน็ ต้น
3. ด้านทกั ษะพสิ ัย ทักษะเป็นความสามารถทางกาย ทีอ่ าศยั การเคล่ือนไหวของกล้ามเนอื้ ในการทำงาน
เชน่ ทกั ษะที่อาศัยการทำงานของกลา้ มเนือ้ มดั ใหญเ่ ป็นหลกั ได้แก่ การเล่นกฬี าต่าง ๆ การเตน้ รำ เปน็ ตน้ ทักษะที่
อาศยั การทำงานของกล้ามเน้ือมดั เลก็ เปน็ หลัก ไดแ้ ก่ การใชม้ อื และสายตา ประกอบกนั ไดแ้ ก่ งานชา่ งฝมี อื ต่าง ๆ
การประกอบอาหาร การทำงานประดิษฐ์ การเล่นเครอื่ งดนตรี เป็นต้น การจัดประเภทของจดุ ประสงค์ด้านทักษะ
พิสยั น้ยี ังไม่เป็นท่ียอมรบั อยา่ งกวา้ งขวาง แต่ได้มี การนำเสนอทักษะท่เี ปน็ ความสามารถทางกายท่ีมีการพัฒนามา
เป็นลำดับขน้ั ต้ังแต่เกดิ ดังน้ี
1) การเคลื่อนไหวสะทอ้ น (reflex movement) เปน็ พฤตกิ รรมทแ่ี สดงการตอบสนอง โดยไมต่ ัง้ ใจ เป็นไป
เองเม่อื ไดร้ บั สง่ิ กระต้นุ
2) การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (fundamental movement) เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหว พื้นฐานที่
พัฒนาข้นึ ในขวบปแี รกของชีวิต เป็นสิ่งท่ีเกดิ ข้ึนเองตามพัฒนาการตามวยั โดยไมต่ อ้ งสอน
3) ความสามารถรับรู้ (perception abilities) เป็นพฤติกรรมที่พัฒนาจากการรับรู้ ดังนั้นในวัยเด็กเล็ก
ควรส่งเสริมให้เดก็ สำรวจ และมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมท่ใี ช้ประสาทสมั ผัสเพื่อพัฒนา ความสามารถในการรับรู้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
4) ความสามารถทางกาย (physical abilities) เป็นพฤติกรรมที่แสดงความสามารถ ของการเคลื่อนไหว
รา่ งกาย ประกอบด้วย ความทนทาน ความแข็งแรง ความยดื หย่นุ และความคล่องแคลว่
5) การเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว (skilled movement) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึง ทักษะในการ
เคล่ือนไหว ทำใหก้ ารทำงานมีประสทิ ธิภาพ คอื ได้ท้งั ผลงานและการประหยัดพลังงานในการทำงาน
6) การสอื่ สารโดยไม่อาศยั การพูดหรือการเขียน (nondiscursive communication) เป็นพฤติกรรมทาง
กายที่แสดงออกหรือส่ือถงึ ความรูส้ ึกนึกคิดด้วยท่าทางหรือภาษาใบ้ การพัฒนาทกั ษะต้องอาศัยการพัฒนาเป็น
ลำดับขั้น จากระดับที่ทำไดพ้ ้ืนฐานไปสู่การปฏิบัติ อย่างเชี่ยวชาญชำนาญการ ซึ่งเร่ิมต้นจากการทำได้โดยอาศยั
การทำตามแบบ หรือตามกรอบที่กำหนดไว้ และพัฒนามาเป็นการทำได้ด้วยตนเอง มาสู่ขั้นที่ทำได้อย่าง
คล่องแคล่ว การทำได้อย่างชำนาญการและสุดท้ายทำไดอ้ ย่างสร้างสรรค์ คือสามารถคิดประดิษฐ์สร้างงานหรอื
ออกแบบการทำได้ถึงข้ันท่ีมเี อกลักษณ์เฉพาะ เป็นของตนเอง สามารถสื่อถึงหลกั การและแนวคิดท่ีแฝงอยู่ในการ
แสดงพฤติกรรมนั้นได้
ข้นั ตอนการเขยี นจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
การเขียนจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมมีลำดบั ขัน้ ตอนในการดำเนนิ งาน ดังนี้
1) กำหนดเป้าหมายการเรยี นร้หู รือผลการเรยี นรทู้ ต่ี ้องการให้เกิดกับผูเ้ รียนจากแหล่งข้อมูล เช่น
การวเิ คราะหจ์ ากมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวบง่ ช้กี ารเรียนร้ขู องสาระการเรียนร้ตู ่าง ๆ ในหลกั สตู ร
2) เขียนจุดประสงค์ปลายทางทีแ่ สดงพฤติกรรมทีค่ าดหวังให้ผู้เรยี นมีความรู้และความสามารถ
ในการปฏิบตั ซิ ึง่ วเิ คราะห์จากผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวัง
3) เขียนจุดประสงค์นำทางซึ่งวิเคราะห์ได้จากทักษะย่อยที่ผู้เรียนพึงมี พึงปฏิบัติได้เพื่อทำให้
บรรลุจดุ ประสงคป์ ลายทาง
4) เขยี นจุดประสงคข์ องทักษะท่ผี ูเ้ รยี นควรมตี ิดตัวกอ่ นเรยี นรเู้ ร่ืองใหม่
5) เขยี นจดุ ประสงค์ของความรเู้ ดิมซึ่งเปน็ พนื้ ฐานในการเรียนรู้เรือ่ งใหม่
หน้าทข่ี องจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมีหนา้ ท่หี ลายประการที่มีความสำคัญต่อการออกแบบการเรยี นการสอน ดงั น้ี
1) บอกให้รู้ว่าหลังเรียน ผู้เรียนรู้อะไรและสามารถทำอะไรได้เพื่อใช้เป็นพฤติกรรมบ่งชี้
ความสำเรจ็ ของการเรยี นการสอน
2) ใช้ในการสอื่ สารระหว่างผู้สอนและผูเ้ รยี น ใหร้ ู้จุดหมายปลายทางของการเรียนการสอน
3) ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์ประกอบเชิงระบบใน
กระบวนการออกแบบการเรยี นการสอนได้
4) ใช้เปน็ แนวทางในการสรา้ งเคร่ืองมือเพ่อื วัดประเมินผลผ้เู รียนกอ่ นเรียน ทำใหไ้ ดข้ ้อมลู ท่ีใช้ ใน
การออกแบบข้ันตอนการเรียนการสอน กิจกรรมการเรยี นรู้ สอ่ื การเรียนรู้ และการจัดกลุ่มผู้เรียน เป็นต
จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรมที่เขยี นขึ้นจะทำให้ทราบว่าผูเ้ รยี นจะมีพฤติกรรมที่สะทอ้ นความรู้ ความสามารถ
อะไรภายหลังการเรียนรู้ ซง่ึ ใชเ้ ป็นแนวทางในการออกแบบการเรียนการสอนไดอ้ ย่าง เหมาะสม
4. การสอนวชิ าการ
การสอนวิชาการ เป็นภาวะอันหนักแก่ผูส้ อนอยา่ งยิ่ง เพราะนักเรียนในชั้นมีทั้งเรียนเก่งและนักเรียนท่ี
เรียนอ่อน ถา้ ครูพลศกึ ษาสอนโดยวิธีเดียวกันนกั เรยี นทเ่ี รยี นเกง่ กส็ ามารถ เข้าใจได้รวดเรว็ และไม่มีปัญหามากนัก
แต่นักเรียนทีเ่ รยี นออ่ นอาจไม่เข้าใจมากนัก จงึ ทำให้เกดิ ความเบื่อหนา่ ย ไม่อยากเรยี น จงึ มีความจำเป็นที่จะต้อง
หาวธิ ีการสอนที่จะให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าใจได้ และสนองตอบตอ่ ความแตกต่างทางสติปญั ญา (ยุพิน พิพิธ
กุล. 2527 : 276) ดังนั้น การสอนวิชาพลศึกษาเพื่อให้ได้ผลดี และเป็นไปตามความสามารถหรือความแตกต่าง
ระหวา่ งบคุ คล ยุพิน พพิ ธิ กลุ (2530 : 174) ได้เสนอวิธีการสอนพลศึกษาไว้หลายวิธีคอื
1. วิธีสอนแบบบอกให้รู้ เป็นวิธีสอนที่ครูเป็นผู้บอกให้นักเรยี นเป็นผู้ตีความ เมื่อครูปรารถนาท่ีจะให้นัก
เรียนรูเ้ ร่ืองใด ครูก็จะอธิบายและมักจะสรุปเสยี เอง ในขณะที่ครูอธิบายนั้น ครูจะวิเคราะห์ แยกแยะให้เห็น และ
ตีความให้นกั เรียนเข้าใจ ครูอาจจะมีวัสดุการสอนมาแสดงให้ดู แต่ครูใช้ประกอบการอธิบายหรือการบอกของครู
เพื่อให้นักเรียนติดตามในการสอนกฎหรือสูตร ครูมักจะบอกสูตรนั้นและบอกว่านำไปใช้อย่างไร โดยยกตัวอยา่ ง
ประกอบ เสร็จแล้วครูก็ใหน้ ักเรียนลองทำแบบฝึกหัดโดยใชส้ ูตรนัน้ ถา้ นกั เรียนทำไดก้ แ็ สดงวา่ นกั เรยี นเข้าใจ
2. วิธีสอนแบบบรรยาย เป็นการสอนแบบบอกให้รู้เช่นเดียวกัน การสอนแบบนี้ครูจะเป็นฝ่ายพูดเป็น
ส่วนมาก โดยมุ่งจะป้อนเนื้อหาวิชาให้แก่นักเรียนเพียงฝ่ายเดียว นักเรียนจะเป็นผู้ฟังครูอาจจะใช้สื่อการสอน
ประกอบการบรรยายก็ได้
3. วธิ สี อนแบบสาธิตเปน็ การแสดงให้นกั เรยี นดู ซ่ึงผูแ้ สดงจะใช้วัสดุประกอบการสอนหรือจะแสดงโดยวิธี
ใดก็ตาม ใหน้ กั เรยี นสามารถสรปุ บทเรียนไดจ้ ากการแสดงนัน้ ๆ การแสดงนน้ั อาจจะแสดงโดยครู หรือโดยนักเรียน
ก็ได้ และในบางครง้ั ครูและนักเรียนอาจจะรว่ มกันแสดงกิจกรรม
นั้น ๆ
4. วิธีสอนแบบทดลอง เป็นการสอนที่ให้นักเรียนได้กระทำด้วยตนเอง เพื่อค้นหาข้อสรุปการทดลองนั้น
อาจทดลองเป็นรายบคุ คลหรือเปน็ กล่มุ ก็ได้
5. วิธสี อนแบบถาม – ตอบ เป็นกลวธิ ีสอนทใี่ ชแ้ ทรกกับวิธีสอนอนื่ ๆ ซ่งึ นับวา่ เป็นวิธที ีส่ ำคญั วิธีหน่ึง ครู
บางคนคิดว่า วิธีสอนที่ดีนั้นจะต้องมีสื่อการสอนเสมอ ความจริงแล้ว ยังมีวิธีสอนที่ดีอกี คือ “วิธีสอนแบบถาม –
ตอบ” ถา้ ครูสามารถใช้คำถามที่ดีนักเรียนสามารถเข้าใจก็ยอ่ มใช้ได้
6. วิธสี อนแบบฮิวริสติค ได้รับมาจากภาษากรีก ซงึ่ หมายความว่า “ฉนั พบ” นกั เรียนจะต้องเป็นผู้ค้นพบ
นักเรยี นจะเป็นผคู้ น้ หาคำตอบด้วยตนเองแทนการบอกครูวิธนี ี้ต้องการให้นกั เรียนไดก้ ระทำด้วยตนเอง เป็นวิธีการ
ทนี่ กั เรยี นจะได้ให้เหตผุ ลด้วยตัวของเขาเอง
7. วธิ ีสอนแบบวเิ คราะห์ – สงั เคราะหว์ ิธสี อนแบบวเิ คราะห์ เป็นการแยกแยะปัญหาน้ันออกมาจากสิ่งที่ไม่
รู้ไปสูส่ ่ิงทีร่ ู้หรือการแยกสิง่ ต่าง ๆ อยู่รวมกันออกจากกัน ผู้ที่วิเคราะห์น้ัน จะต้องพยายามคิดอยู่เสมอว่าต้องการ
ค้นพบอะไรเป็นอันดบั แรก และคิดตอ่ ไปว่าอะไรทีจ่ ะคน้ พบต่อไปวิธีสอนแบบสังเคราะห์ เปน็ ขบวนการตรงกันข้าม
กับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ประกอบด้วย การนำข้อสรุปยอ่ ยทีจ่ ำเป็นต่าง ๆ มารวมกัน จนกระทั่งได้ขอ้ สรปุ
รวมที่ต้องการ หรืออีกนัยหนึ่ง การวิเคราะหจ์ ะตอ้ งเริม่ จากสิง่ ที่รู้แล้ว เพื่อจะนำมาชว่ ยในการหาสิ่งที่ยังไม่รู้ มา
ชว่ ยในการพสิ จู นเ์ นื้อหาใหม่ เรียกว่า เปน็ การสงั เคราะห์
8. วิธสี อนแบบนริ นัย - อปุ นยั อปุ นัย หมายถึง การนำไปสู่ ในระหวา่ งกระบวนการสอน ครจู ะช่วยนักเรยี น
ให้ตีวงแคบเข้า จนสามารถกำหนดนัยทั่วไปได้นิรนัย วิธีนิรนัยนี้สัมพันธ์กับวิธีบอกให้รู้ ครูที่ใช้วิธีนี้ จะบอกกฏ
หลกั เกณฑ์ หรอื นยั ทวั่ ไป ซ่ึงเป็นเรอื่ งที่จะนำมาใชป้ ระโยชน์ แลว้ นกั เรียนกถ็ กู ถาม เพือ่ ใชค้ ำบอกนนั้ มาแกป้ ัญหา
9. วิธีสอนแบบแก้ปัญหา หมายถงึ วิธีสอนทีจ่ ะใหน้ ักเรียนได้ใช้เหตุผลในการแกป้ ญั หาวิธกี ารแกป้ ัญหานัน้
ข้ึนอยกู่ บั เนอื้ หา หรือโจทย์ปญั หาทีจ่ ะใหน้ กั เรียนคิด วิธีการแก้ปญั หาทางพลศกึ ษา ย่อมมกี ลวธิ ีแตกต่างกนั ตาม
ลกั ษณะปญั หานนั้ ๆ
10. วิธสี อนแบบค้นพบ มีความหมายเป็น 2 ประการ คอื
10.1 เปน็ กระบวนการค้นพบ ครจู ะมอบปัญหาใหแ้ กน่ กั เรยี น แล้วให้นักเรยี นเสาะแสวงหาวธิ ีการทจ่ี ะ
แกป้ ัญหานั้น โดยครจู ะให้ปัญหาท่งี า่ ยกอ่ นแลว้ กใ็ ห้นักเรียนทำปญั หาทคี่ ลา้ ยกนั ซ่ึงเช่ือว่านักเรียนจะค้นพบได้ แต่
ครกู ไ็ มค่ าดหวังว่านกั เรยี นจะค้นพบอะไร
10.2 เป็นการเน้นไปท่ีนักเรยี นจะคน้ พบอะไร เชน่ คน้ พบสูตรคูณ นิยาม ฯลฯนักเรยี นจะเกดิ มโนมติ และ
กำหนดนัยทั่วไปได้ การค้นพบน้จี ะเป็นการคน้ พบโดยวธิ ีใดกไ็ ด้ เช่น การถามตอบ สาธติ การทดลอง การอภิปราย
โดยเฉพาะอย่างย่งิ การสอนโดยวธิ อี ปุ นัยหรือนริ นัย
วิธีการสอน และเอกสารฝ่ายวชิ าการ วธิ ีสอนแบบตา่ งๆ
ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้หลากหลายวิธีและสามารถ
เลอื กใชไ้ ดต้ ามความเหมาะสมกับผ้เู รียน กับแตล่ ะสถานการณ์ และแต่ละสง่ิ แวดลอ้ ม การสอนแบบบรรยายอย่าง
เดยี วไมเ่ พียงพอ ครูผู้สอนตอ้ งใช้วิธีสอน เทคนิคการสอนท่ีหลากหลายเขา้ มาใช้บูรณาการในการจัดการเรียนการ
สอน ซึ่งวิธกี ารสอนต่างๆ มีตวั อยา่ งดงั นี้
1. วิธีสอนแบบสาธติ (Demonstration Method)
วิธีสอนแบบสาธิต หมายถึง การที่ครูหรือนักเรียนคนใดคนหนึ่ง แสดงบางสิ่งบางอย่างให้นักเรียนดู
หรือให้เพื่อนๆดู อาจเป็นการแสดงการใช้เครื่องมือแสดงให้เห็นกระบวนการวิธีการ กลวิธีหรือการทดลองที่มี
อันตราย ซึ่งไม่เหมาะที่จะให้นักเรียนทำการทดลอง การสอนวิธีนี้ช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและ
สามารถทำในสิ่งนั้นได้ถูกต้อง และยังเป็นการสอนให้นักเรียนได้ใช้ทักษะในการสังเกต และถือว่าเป็นการได้
ประสบการณต์ รงวธิ ีหนงึ่ วิธสี อนแบบสาธิต จึงเป็นการสอนที่ยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้สอนเป็นผู้วางแผน
ดำเนินการ และลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนอาจมีส่วนร่วมบ้างเล็กนอ้ ย วิธีสอนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับ จุดประสงค์การ
สอนที่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นข้ันตอนการปฏบิ ัติ เช่น วิชาพลศึกษา ศิลปศึกษา อุตสาหกรรมศิลป์ วิชาในกลุ่มการ
งานและพืน้ ฐานอาชพี เปน็ ต้น
ความมงุ่ หมาย เพอ่ื แสดงใหผ้ เู้ รียนได้เหน็ ข้นั ตอนการปฏบิ ัติต่างๆ ซง่ึ จะชว่ ยให้ผู้เรียนเกดิ ความเข้าใจได้
อยา่ งแจม่ แจ้ง และสามารถปฏิบัติตามได้
เม่อื ใดจึงจะใช้การสอนแบบสาธิต
1. เมื่อนำเขา้ สูบ่ ทเรียน ผสู้ อนสาธิตให้ผูด้ เู พอ่ื ให้ผู้เรียนต้ังปัญหาและเกิดความอยากรู้ อยากเห็น
อยากคน้ หาคำตอบตอ่ ไป
2. เพ่ือสร้างปัญหาใหผ้ ู้เรียนคดิ
3. เพ่ือต้องการสรา้ งความเข้าใจในความคิดรวบยอด ความจริงหลกั ทฤษฎี โดยนกั เรียน สามารถ
มองเหน็ โดยตรง
4. เมอื่ อธบิ ายเครอ่ื งมือวทิ ยาศาสตร์ส่วนไหนทำหนา้ ท่อี ะไร
5. เม่อื เคร่อื งมอื ท่ีจะทำการทดลองมรี าคาแพง หรอื เกดิ อนั ตรายได้งา่ ย
6. ควรคำนึงถงึ ฤดกู าล
โอกาสในการใช้
1. เพื่อกระตนุ้ ความสนใจของนกั เรียนใหม้ ีความสนใจในบทเรียน
2. ช่วยอธิบายเน้ือหาวชิ าทยี่ าก ต้องใชเ้ วลานานใหเ้ ข้าใจงา่ ยข้นึ และประหยัดเวลา
3. เพอื่ แสดงวธิ กี ารหรอื กลไกวิธีในการปฏิบัติงานซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด เชน่ การทำ
กิจกรรม วชิ าศลิ ปะ หตั ถกรรม งานประดษิ ฐ์ นาฏศิลป์
4. เพ่ือชว่ ยสรปุ บทเรียน
5. เพอ่ื ใช้ทบทวนบทเรยี น
6. เพ่ือสร้างความเขา้ ใจ ความคดิ รวบยอด ความจรงิ หลกั ทฤษฎี โดยนักเรียนมองเห็นไดโ้ ดยตรง
เพือ่ ทดสอบหรอื ยืนยนั การสงั เกตในครั้งก่อนๆ ว่าผลเหมอื นเดิมหรอื ไม่
ประเภทของการสาธติ
แบบท่ี 1
1. สาธิตใหด้ ูทง้ั ชั้น การสาธิตใหด้ ทู งั้ ช้นั ผ้สู อนจะตอ้ งระวังให้ทกุ คนมองเห็นและเข้าใจการสาธิต
ในแต่ละครัง้ อย่างไรก็ตามการสาธิตให้ดทู ั้งชั้นย่อมมผี ู้เรียนบางคนไม่เข้าใจดีพอเนือ่ งจากบางคนมีพนื้
ความรู้หรือประสบการณ์แตกต่างกัน
2. การสาธิตให้ดูเป็นกลุ่มหรือเป็นหมู่ เมื่อมีผู้เรียนจำนวนหนึ่ง เรียนไม่เข้าใจดีพอ จึง
จำเปน็ ต้องสาธิตให้ดูใหม่เปน็ กลุ่มเล็ก ในแตล่ ะช้นั เรียนอาจมีผู้เรียนได้เร็วมาก ปานกลางหรือช้าไปบ้าง
การสาธิตให้ดูเป็นหมู่ เฉพาะที่มีความรู้ไล่เลี่ยกันจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนแต่ละหมู่ทำงานอย่างเต็ ม
ความสามารถของตน
3. การสาธิตให้ดูเป็นรายบุคคล เมื่อผู้สอนสาธิตให้ดูเป็นหมู่ เป็นกลุ่มแต่ผู้เรียนบางคนไม่
อาจจะเข้าใจการสาธิตท้ังชนั้ หรือเป็นกลุ่มได้ หรอื ผเู้ รียนบางคนไมไ่ ด้เข้ารว่ ม ผู้สอนจงึ ตอ้ งสาธติ ให้ดูเป็น
รายบคุ คล
แบบท่ี 2
1. ครูแสดงการสาธิตคนเดียว ( Teacher- Demonstration)
2. ครแู ละนกั เรยี นชว่ ยกนั แสดงสาธติ (Teacher-Student- Demonstration )
3. กลุ่มนักเรียนล้วนเปน็ ผสู้ าธติ (Student Group Demonstration )
4. นักเรยี นคนเดยี วเปน็ ผ้สู าธติ (Individual Student Demonstration )
5. วทิ ยากรเปน็ ผู้สาธิต ( Guest Demonstration )
ข้ันตอนการสอน
1. ข้ันเตรียมการสอน
- กำหนดจดุ ประสงค์ในการสาธติ ให้ชดั เจน
- จดั ลำดับเน้อื หาตามข้นั ตอนให้เหมาะสม
- เตรยี มกจิ กรรมการเรียนการสอน สงิ่ ทจ่ี ะใหน้ กั เรยี นปฏบิ ตั ิ ตลอดจนคำถามทีจ่ ะใชใ้ หร้ อบคอบ -
เตรียมสือ่ การเรยี นการสอนและเอกสารประกอบใหพ้ ร้อม
- กำหนดเวลาในการสาธิตให้พอเหมาะ
- กำหนดวธิ ีการวัดผลประเมินผลที่ชัดเจน
- เตรยี มสภาพหอ้ งเรียนใหเ้ หมาะสมเพ่ือให้นกั เรยี นมองเหน็ การสาธติ ให้ทว่ั ถึง
- ทดลองสาธติ เพือ่ ให้แนใ่ จว่าไมเ่ กิดการติดขัด
2. ขั้นตอนการสาธิต
- บอกจดุ ประสงค์การสาธิตให้นักเรยี นทราบ
- บอกกิจกรรมท่นี กั เรียนจะต้องปฏิบัติ เชน่ นกั เรยี นจะต้องจดบันทกึ สังเกตกระบวนการ สรปุ
ข้นั ตอน ตอบคำถาม เป็นตน้
- ดำเนินการสาธติ ตามลำดับข้ันตอนทเี่ ตรียมไว้ ประกอบกบั อธิบายตัวอย่างชดั เจน
3. ขัน้ สรปุ และประเมนิ ผล
- ผู้สอนเป็นผสู้ รปุ ความสำคัญ ขนั้ ตอนของสงิ่ ท่ีสาธติ นั้นด้วยตนเอง
- ใหผ้ เู้ รียนเป็นผ้สู รุป เพ่อื ประเมนิ วา่ ผูเ้ รยี นมคี วามเข้าใจในบทเรยี นนัน้ ๆมากนอ้ งเพียงใด
- ผ้สู อนอาจใชว้ ธิ ีการต่างๆ เพ่ือประเมนิ ว่าผูเ้ รยี นเขา้ ใจเน้ือเร่ือง ขนั้ ตอนการสาธติ มากนอ้ ยเพยี งใด
เชน่ ให้ตอบคำถาม ให้เขยี นรายงาน ใหแ้ สดงสาธิตใหด้ ู ฯลฯ
- ผูส้ อนควรเปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียนได้ซักถามหรือแสดงความคดิ เหน็ ภายหลังจากการสาธิตแล้ว
2. วิธีการสอนโดยใชก้ ารแสดงละคร (Dramatization)
เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนแสดงละคร ซึ่งเป็น
เรื่องราวที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามเนื้อหาและบทละครที่ได้กำหนดไว้ (ทิศนา แขมมณี , 2558) และนำ
เร่ืองราวที่แสดงออกมา และการแสดงของผ้แู สดงมาอภปิ รายรว่ มกนั
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่ือให้ผ้เู รยี นเหน็ ภาพเร่ืองราวท่ีชัดเจน และสามารถจดจำเรอื่ งราวไดน้ าน
2. เพื่อนนกั เรยี นได้มีส่วนรว่ มในการจดั การเรยี นการสอน และฝกึ ทกั ษะตา่ งๆ
ข้นั ตอนการสอน
1. ผู้สอน / ผู้เรียนเตรียมบทละคร ผู้สอนและผู้เรียนควรอภิปรายวัตถุประสงค์ในการเลือกใช้
ละครเป็นวิธีการเพอื่ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ นกั เรยี นควรจะมสี ว่ นในการเลอื กเร่อื งราวท่ีจะแสดง ในการเตรียม
บทละครผสู้ อนอาจเตรียมให้หรือผู้เรยี นเตรียมกนั เอง แต่ตอ้ งมกี ารศึกษาเนอ้ื หาหรือเรอื่ งราวใหเ้ ข้าใจ ได้
เนือ้ หาท่คี รบถ้วนสมบูรณใ์ หม้ ากทีส่ ดุ
2. ผู้เรียนศึกษาบทละครและเลือกบทบาทที่จะแสดง ในการเลือกละคร ควรคำนึงถึงความ
เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนกับบทที่จะแสดง แต่ในบางกรณีผู้สอนอาจเลือกผู้เรียนที่มี
บุคลิกภาพไม่ตรงกบั บทที่จะแสดงเพือ่ ให้นักเรียนได้รบั ประสบการณ์ในการแสดง แต่ผู้แสดงควรมีความ
เต็มใจทจี่ ะแสดง เพอื่ ใหก้ ารแสดงออกมาดีทีส่ ุด
3. ผเู้ รยี นซ้อมการแสดง ในการซอ้ มการแสดงตอ้ งมีการฝกึ ซ้อมการแสดงร่วมกนั และในบางกรณี
อาจจำเป็นจะตอ้ งเปลย่ี นตวั ผแู้ สดงคนใหม่ เพอื่ ให้การแสดงสมบทบาทและสือ่ ความหมายได้ถกู ต้อง ส่วน
ผเู้ รยี นทีไ่ มไ่ ดม้ ีส่วนร่วมในการแสดง ผสู้ อนจะต้องแนะนำในการชมการแสดงว่า ควรสงั เกตและให้ความ
สนใจท่เี รื่องอะไรบา้ ง จดุ ไหนบา้ ง
4. ผู้เรียนแสดงและชมการแสดง ในขณะแสดง ผู้สวนและผู้ชมไม่ควรขดั การแสดงกลางคนั และ
ควรใหก้ ำลังใจผแู้ สดง ผชู้ มควรตัง้ ใจสังเกตการแสดงในเรอื่ งราวที่สำคญั ทผ่ี ้สู อนได้แนะนำ
5. อภิปรายการแสดง ในการอภิปรายต้องมุ่งไปทีเ่ รื่องราวทีแ่ สดงออกมา และการแสดงของผู้
แสดงว่า สามารถแสดงได้สมจรงิ เพยี งใด
ข้อดแี ละขอ้ จำกดั
ขอ้ ดี 1. ทำให้ผู้เรยี นไดม้ ีประสบการณ์จริง
2. ผเู้ รยี นมีส่วนรว่ มในการจดั การเรียนการสอน
3. นักเรยี นไดฝ้ กึ ทกั ษะตา่ ง ๆ เช่น ทกั ษะการพดู การเขยี น การแสดงออก การ
จดั การ การแสวงหาความรู้ และการทำงานเป็นกลุม่ เปน็ ต้น
ข้อจำกัด 1. ใช้เวลาในการจดั กจิ กรรมมาก
2. มคี ่าใชจ้ า่ ยในการจัดกิจกรรม
3. ต้องอาศยั ความชำนาญในการเขยี นบท
3. วธิ ีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ (Role Playing)
เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทใน
สถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง และแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดของตนและนำเอาการ
แสดงออกของผู้แสดง ทั้งทางด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่สังเกตพบ มาเป็นข้อมูลในการ
อภิปราย เพือ่ ให้ผูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้ตามวัตถุประสงค์ (ทิศนา แขมมณี , 2557)
วตั ถุประสงค์
1. เพื่อใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความเขา้ ใจในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกบั บทบาทสมมตทิ ต่ี นแสดง
2. เพือ่ นนกั เรียนได้มสี ่วนรว่ มในการจดั การเรยี นการสอน และฝกึ ทกั ษะตา่ ง ๆ
ขัน้ ตอนการสอน
1. ผสู้ อน / ผู้เรียนนำเสนอสถานการณส์ มมตแิ ละบทบาทสมมติ บทบาทสมมตทิ ่กี ำหนดขึ้นควรมี
ความใกล้เคียงกับความเป็นจริง ไม่มีบทให้ ผู้สวมบทบาทจะต้องคิดแสดงเอง หรืออาจให้บทบาทสมมติ
แบบแก้ปัญหาซึ่งจะกำหนดสถานการณ์ทีม่ ปี ัญหาหรือความขัดแย้งให้ และผู้สวมบทบาทแก้ปัญหาตาม
ความคิดของตน
2. ผู้สอน / ผู้เรียนเลือกผู้แสดงบทบาท ในการเลือกผู้แสดง ควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับ
ความสามารถของผเู้ รียนกับบทที่จะแสดง แตใ่ นบางกรณีผู้สอนอาจเลือกผ้เู รียนทมี่ ีบุคลิกภาพไม่ตรงกับ
บทที่จะแสดงเพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการแสดง แต่ผู้แสดงควรมีความเต็มใจที่จะแสดง
เพื่อให้การแสดงออกมาดที ่สี ดุ
3. ผู้สอนเตรียมผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชม ผู้สอนควรแนะนำการชมว่า ควรสังเกตอะไร และควร
บันทึกข้อมูลอย่างไร หรือผู้สอนอาจจัดทำแบบสงั เกตการณใ์ ห้ผู้ชมใชใ้ นการสังเกตดว้ ยก็ได้
4. ผู้เรยี นแสดงบทบาท ผชู้ มและผูส้ อนสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออก
5. ผู้เรียนและผู้สอนอภิปรายร่วมกัน เกี่ยวกับความรู้ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมท่ี
แสดงออกของผ้แู สดง
ขอ้ ดีและขอ้ จำกดั
ขอ้ ดี 1. ผู้เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจความรูส้ ึกและพฤตกิ รรมของผู้อน่ื
2. ผเู้ รียนเกดิ การเปลี่ยนแปลงเจตคติและพฤตกิ รรมของตน
3. พัฒนาทกั ษะในการเผชิญสถานการณ์ ตัดสนิ ใจและแก้ปญั หา
4. เปดิ โอกาสใหผ้ ้เู รยี นมสี ว่ นร่วมในการเรียนมาก
ขอ้ จำกดั 1. ใชเ้ วลาในการจัดกจิ กรรมมาก
2. ตอ้ งอาศัยความสามารถของผูส้ อนในการแก้ปัญหาเนือ่ งจากการแสดงของ
ผู้เรยี นอาจไม่เปน็ ไปตามความคาดหมายของผู้สอน ผู้สอนจะต้องสามารถแกป้ ญั หาหรอื ปรับ
สถานการณ์และประเดน็ ใหผ้ ้เู รียนเกดิ การเรียนรูไ้ ด้
4. วิธกี ารสอนโดยใชก้ รณตี วั อยา่ ง (Case)
คือกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนศึกษาเร่ืองที่สมมตขิ น้ึ
จากความเป็นจริง และตอบประเดน็ คำถามเกี่ยวกับเรือ่ งนั้น แล้วนำคำตอบและเหตุผลทีม่ าของคำตอบนั้นมาใช้
เปน็ ขอ้ มลู ในการอภปิ ราย เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ (ทิศนา แขมมณี , 2557)
วตั ถุประสงค์
1. เพ่ือเปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนคิดวเิ คราะห์และเรยี นรูค้ วามคิดของผู้อนื่
2. ช่วยให้ผู้เรียนมมี มุ มองท่ีกวา้ งขึ้น
ขั้นตอนการสอน
1. ผสู้ อน / ผู้เรียนนำเสนอกรณีตวั อย่าง กรณีตัวอย่างส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวที่มีสถานการณ์
เป็นปัญหาขัดแยง้ ผสู้ อนอาจใช้วิธีการต้ังประเด็นคำถามท่ีท้าทายให้ผูเ้ รยี นคดิ กไ็ ด้ ใช้เร่ืองจริงหรือเร่ือง
จากหนังสือพมิ พ์ รวมทั้งสือ่ ต่าง ๆ ผู้สอนต้องเตรียมประเดน็ คำถามสำหรับการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การ
เรียนรู้ที่ต้องการ ในการเสนอทำได้หลายวิธี เช่น การพิมพ์เป็นข้อมูลมาให้ผู้เรียนอ่าน การเล่ากรณี
ตัวอย่างใหฟ้ ัง หรือนำเสนอโดยใช้สือ่ อืน่
2. ผเู้ รยี นศกึ ษากรณีตวั อยา่ ง ผสู้ อนควรแบ่งกล่มุ ย่อยในการศึกษากรณตี ัวอย่าง ไมค่ วรให้ผู้เรียน
ตอบประเด็นคำถามทันที
3. ผู้เรียนอภปิ รายประเด็นคำถามเพื่อหาคำตอบ ผู้เรยี นแต่ละคนควรมีคำตอบของตนเตรียมไว้
กอ่ น แล้วจึงรว่ มกันอภปิ รายเป็นกลุ่ม และนำเสนอผลการอภิปรายระหวา่ งกลุ่ม
4. ผู้สอนและผู้เรยี นอภิปรายคำตอบ นำเสนอผลการอภิปรายระหว่างกลุ่ม คำถามสำหรับการ
อภิปรายนี้ ไม่มีคำตอบที่ถูกหรอื ผิดอย่างชัดเจนแน่นอน แต่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นคำตอบและเหตุผลที่
หลากหลาย ทำใหผ้ ู้เรยี นมีมุมมองที่กวา้ งขนึ้ ช่วยให้การตัดสนิ ใจมีความรอบคอบขึน้ การอภปิ รายควรมุ่ง
ความสนใจไปทเี่ หตุผลหรือท่ีมาของความคดิ ที่ผู้เรยี นใช้ในการแกป้ ัญหาเป็นสำคัญ
5. ผู้สอนและผู้เรียนอภปิ รายเกี่ยวกบั ปญั หาของผู้เรียน และสรปุ การเรยี นรทู้ ่ีไดร้ ับ
ขอ้ ดแี ละขอ้ จำกดั
ข้อดี 1. ผู้เรียนได้พัฒนาทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิด
แก้ปญั หา
2. ผูเ้ รยี นมมี ุมมองทก่ี วา้ งขน้ึ
3. ช่วยใหเ้ กดิ ความพร้อมท่ีจะแกป้ ัญหาเมอื เผชิญปญั หาน้ันในสถานการณจ์ ริง
ข้อจำกัด แมป้ ัญหาและสถานการณ์จะใกล้เคียงกับความเป็นจรงิ แตก่ ็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ๆ กับผู้เรียน ความคิดในการแก้ปัญหาจึงมกั เป็นไปตามเหตุผลที่ถูกที่ควรซึ่งอาจไม่ตรงกับการ
ปฏบิ ตั ิจรงิ ได้
5. วิธกี ารสอนโดยใช้เกม (Game)
คอื กระบวนการท่ีช่วยให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ตามวตั ถุประสงค์ โดยการใหผ้ ู้เรยี นเล่นเกมตามกติกา และ
นำเนือ้ หาและขอ้ มลู ของเกม พฤติกรรมการเล่น วธิ กี ารเล่น และผลการเลน่ เกมของผู้เรยี นมาใชใ้ นการอภปิ รายเพ่ือ
สรุปการเรียนรู้ (ทศิ นา แขมมณี, 2557)
วตั ถปุ ระสงค์
1. ช่วยให้ผเู้ รยี นได้เรยี นรู้เรอ่ื งต่าง ๆ อย่างสนกุ สนานและท้าทายความสามารถ
2. ทำใหเ้ กิดประสบการณต์ รง
3. เป็นวิธีทีเ่ ปิดโอกาสให้ผ้เู รียนมีสว่ นรว่ มสูง
ขัน้ ตอนการสอน
1. ผู้สอนนำเสนอเกม ชี้แจงวิธีการเล่น และกติกาการเล่นเกม เกมที่ได้รับการออกแบบให้เปน็
เกมการศกึ ษาโดยตรงมอี ย่ดู ้วยกนั 3 ประเภท คอื 1) เกมแบบไมม่ ีการแขง่ ขนั 2) เกมแบบแข่งขัน 3) เกม
จำลองสถานการณ์ การเลือกเกมเพ่ือนำมาใช้สอนทำไดห้ ลายวิธีผู้สอนอาจเปน็ ผูส้ รา้ งเกมขน้ึ หรอื อาจนำ
เกมที่มีผู้สร้างขึ้นแล้วมาปรบั ดัดแปลงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และควรชี้แจงกติกาการเล่นเกมให้
เขา้ ใจ
2. ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา ผู้สอนควรติดตามสงั เกตพฤติกรรมการเล่นของผูเ้ รียนอย่างใกลช้ ดิ
และควรบันทึกข้อมลู ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนของผู้เรียน
3. ผ้สู อนและผเู้ รียนอภิปรายผล ควรอภิปรายผลเกี่ยวกับผลการเล่น และวิธกี ารหรือพฤติกรรม
การเลน่ ของผ้เู รยี นทไี่ ด้จากการสงั เกตจดบนั ทกึ ไว้ และในการอภปิ รายผลควรใหเ้ ปน็ ไปตามวัตถุประสงค์
การใชเ้ กมในการสอนโดยทัว่ ๆ ไป มีวตั ถุประสงค์เพอื่ 1) ฝึกฝนเทคนคิ หรอื ทกั ษะตา่ ง ๆ 2) เรียนรู้เน้ือหา
สาระจากเกม 3) เรียนรู้ความเป็นจริงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นการอภิปรายควรมุ่งประเด็นไปตาม
วัตถปุ ระสงคข์ องการสอน
ข้อดีและข้อจำกดั
ขอ้ ดี 1. ผูเ้ รยี นมสี ว่ นร่วมในการเรียนรู้สงู
2. ผู้เรียนไดร้ ับความสนกุ สนาน และเกดิ การเรยี นรจู้ ากการเล่น
ข้อจำกัด เปน็ วธิ กี ารสอนทผ่ี สู้ อนตอ้ งมที ักษะในการนำการอภปิ รายท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพ จึง
จะสามารถช่วยใหผ้ ู้เรียนประมวลและสรุปการเรยี นรไู้ ด้ตามวัตถุประสงค์
6. วิธกี ารสอนโดยใชส้ ถานการณจ์ ำลอง (Simulation)
กระบวนการที่ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรตู้ ามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนลงไปเล่นในสถานการณ์ที่มี
บทบาท ข้อมูล และกติกาการเล่น ที่สะท้อนความเป็นจริง และมีปฏิสมั พันธ์กับส่ิงตา่ ง ๆ ที่อยูใ่ นสถานการณ์นั้น
โดยข้อมูลที่มีสภาพคล้ายกับข้อมูลในความเป็นจริง ในการตัดสินใจและแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งการตัดสินใจนั้นจะ
สง่ ผลถึงผูเ้ ล่นในลักษณะเดยี วกนั กับทีเ่ กดิ ขนึ้ ในสถานการณจ์ ริง (ทศิ นา แขมมณี, 2557)
วตั ถุประสงค์
ชว่ ยให้ผู้เรยี นไดร้ ูส้ ภาพความเป็นจรงิ เกิดความเข้าใจในสถานการณ์
ขั้นตอนการสอน
1. ผู้สอนเตรียมสถานการณ์จำลอง สถานการณ์จำลองโดยทั่วไปมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1)
สถานการณจ์ ำลองแท้ จะเป็นสถานการณ์การเล่นทใ่ี หผ้ เู้ รียนได้เล่น เพ่ือเรียนรูจ้ รงิ 2) สถานการณ์จำลอง
แบบเกม มีลักษณะเป็นเกมการเล่น แต่เกมการเล่นนี้มีลักษณะที่สะท้อนความเป็นจริง ในขณะที่เกม
ธรรมดาทว่ั ๆ ไป อาจจะไมไ่ ด้สะทอ้ นความเป็นจริงอะไร
2. ผู้สอนนำเสนอสถานการณ์จำลอง บทบาท ข้อมูล และกติกาการเล่น ในการนำเสนอ ผู้สอน
ควรเร่มิ ด้วยการบอกเหตุผลและวัตถุประสงค์กว้าง ๆ แกผ่ เู้ รยี นว่า การเล่นในสถานการณ์จำลองน้ีจะให้
อะไรและเหตุใดจึงมาเลน่ กนั ต่อไปจงึ ใหภ้ าพรวมท้ังของสถานการณจ์ ำลองทง้ั หมด แล้วจงึ ให้รายละเอียด
ท่จี ำเป็น
3. ผู้เรียนเลือกบทบาททีจ่ ะเล่นหรือผู้สอนกำหนดบทบาทให้ ผู้เรียนทุกคนควรได้รบั บทบาทใน
การเล่น ซึ่งผู้เรียนอาจะเป็นผู้เลือกเองหรือผู้สอนกำหนดบทบาทใหผ้ ู้เรียนบางคน ซึ่งจะช่วยให้เกดิ การ
เรียนรู้ตรงตามความต้องการ
4. ผู้เรียนเล่นตามกติกาที่กำหนด ในขณะที่ผู้เรียนกำลังเล่นผู้สอนควรติดตามพฤติกรรมอย่าง
ใกล้ชิดและคอยใหค้ ำปรกึ ษาตามความจำเปน็
5. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปราย ควรมุ่งไปประเด็นไปที่การเรียนรู้ความเป็นจริง อะไรเปน็
ปจั จัยทีม่ อี ทิ ธิพล ผ้เู รยี นควรได้เรยี นรจู้ ากการเล่นของตน
6. ผสู้ อนและผ้เู รยี นสรุปการเรียนรูท้ ่ีไดร้ บั จากการเลน่
ขอ้ ดีและขอ้ จำกดั
ขอ้ ดี 1. ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องที่มีความซับซ้อน อย่างเข้าใจเนื่องจากได้มี
ประสบการณ์ด้วยตัวเอง
2. ผู้เรียนมีสว่ นรว่ มในการเรยี นสูง
3. ผ้เู รยี นมีโอกาสฝกึ ทักษะกระบวนการต่าง ๆ จำนวนมาก
ขอ้ จำกัด 1. ใช้ค่าใช้จ่ายสงู และใช้เวลามาก
2. ผู้สอนต้องอาศยั การเตรยี มการมาก
3. ถา้ ไมม่ ีสถานการณจ์ ำลองตอ้ งสรา้ งสถานการณ์ขนึ้ มาเอง
7. วิธีการสอนมโนทัศน์ (Concept Attainment Model)
1. ทฤษฎ/ี หลักการ/แนวคดิ ของรูปแบบ
จอยส์และวีล(Joyce & Weil, 2016 : 161-178) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้แนวคิดของ บรุน
เนอร์ กู๊ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, และ Austin) การเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใดสิ่งหนงึ่
นน้ั สามารถทำได้โดยการค้นหาคณุ สมบตั ิเฉพาะที่สำคญั ของสง่ิ นน้ั เพ่ือใชเ้ ป็นเกณฑใ์ นการจำแนกสิ่งที่ใช่
และไม่ใช่สิง่ นัน้ ออกจากกันได้
2. วตั ถุประสงค์ของรูปแบบ
เพ่ือช่วยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้มโนทศั นข์ องเน้ือหาสาระต่าง ๆ อยา่ งเขา้ ใจ และสามารถให้คำ
นยิ ามของมโนทัศนน์ นั้ ดว้ ยตนเอง
3. กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบ
ข้นั ที่ 1 ผู้สอนเตรียมขอ้ มลู สำหรับใหผ้ ู้เรียนฝึกหัดจำแนก ผสู้ อนเตรยี มขอ้ มูล 2 ชุด ชุดหน่ึงเป็น
ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ตอ้ งการสอน อีกชุดหนึ่งไม่ใช่ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน ในการเลือก
ตัวอยา่ งข้อมูล 2 ชุดขา้ งตน้ ผสู้ อนจะตอ้ งเลอื กหาตัวอย่างทีม่ ีจำนวน มากพอทจ่ี ะครอบคลมุ ลักษณะของ
มโนทัศน์ที่ต้องการนั้น ถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็นเรื่องยากและซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม อาจใช้
วิธกี ารยกเปน็ ตัวอยา่ งเรอื่ งส้นั ๆ ท่ีผู้สอนแตง่ ขนึ้ เองนำเสนอแก่ผู้เรียนผสู้ อนเตรียมสื่อการสอนท่เี หมาะสม
จะใช้นำเสนอตัวอยา่ งมโนทัศนเ์ พอื่ แสดง ให้เห็นลกั ษณะต่าง ๆ ของมโนทัศน์ทต่ี ้องการสอนอย่างชัดเจน
ขั้นท่ี 2 ผสู้ อนอธิบายกตกิ าในการเรียนใหผ้ ู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกนั ผ้สู อนชี้แจงวิธีการเรียนรู้ให้
ผ้เู รียนเข้าใจกอ่ นเริ่มกิจกรรมโดยอาจสาธติ วิธีการและให้ผเู้ รียนลองทำตามท่ีผู้สอนบอกจนกระทั่งผู้เรียน
เกดิ ความเขา้ ใจพอสมควร
ขัน้ ที่ 3 ผู้สอนเสนอขอ้ มลู ตัวอยา่ งของมโนทัศนท์ ่ีตอ้ งการสอน และข้อมูลทีไ่ มใ่ ชต่ ัวอย่างของมโน
ทัศน์ท่ตี ้องการสอน การนำเสนอขอ้ มลู ตัวอย่างน้ีทำได้หลายแบบ แตล่ ะแบบมจี ดุ เดน่ - จุดดอ้ ย ดงั ต่อไปน้ี
1) นำเสนอข้อมลู ท่ีเปน็ ตวั อย่างของสิง่ ท่จี ะสอนทีละขอ้ มูลจนหมดทง้ั ชุด โดย บอกให้
ผู้เรียนรู้ว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยข้อมูลที่ไมใ่ ช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะ
สอนทลี ะข้อมูลจนครบหมดทง้ั ชดุ เช่นกัน โดยบอกใหผ้ เู้ รียนรู้ว่าข้อมูลชดุ หลงั น้ีไม่ใช่ส่ิงท่ี
จะสอน ผเู้ รียนจะต้องสังเกตตัวอย่างทัง้ 2 ชดุ และคิดหาคณุ สมบัติรว่ มและคุณสมบัติที่
แตกต่างกนั เทคนิควธิ นี ้สี ามารถช่วยให้ผู้เรยี นสรา้ งมโนทัศน์ได้เร็วแต่ใช้กระบวนการคิด
น้อย
2) เสนอข้อมูลท่ีใช่และไมใ่ ช่ตัวอย่างของสิ่งทจ่ี ะสอนสลับกันไปจนครบ เทคนคิ วิธีน้ีช่วย
สร้างมโนทัศน์ไดช้ า้ กว่าเทคนคิ แรก แต่ได้ใชก้ ระบวนการคดิ มากกว่า
3) เสนอขอ้ มลู ทใ่ี ชแ่ ละไมใ่ ช่ตวั อย่างของส่ิงทจ่ี ะสอนอยา่ งละ 1 ขอ้ มูล แลว้ เสนอขอ้ มลู ท่ี
เหลือทั้งหมดทีละข้อมูลโดยให้ผู้เรียนตอบว่าขอ้ มูลแต่ละขอ้ มูลที่เหลือนัน้ ใช่หรือไม่ใช่
ตัวอย่างที่จะสอน เมื่อผู้เรียนตอบ ผู้สอนจะเฉลยว่าถูกหรือผิด วิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้
กระบวนการคิดในการทดสอบสมมติฐานของตนไปทีละขนั้ ตอน
4) เสนอข้อมูลท่ีใช่และไมใ่ ชต่ ัวอยา่ งสิ่งทีจ่ ะสอนอยา่ งละ 1 ขอ้ มลู แล้วให้ผู้เรียนช่วยกัน
ยกตวั อย่างขอ้ มูลท่ีผู้เรยี นคดิ ว่าใช่ตัวอย่างของสิง่ ที่จะสอน โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่าใช่
หรือไม่ใช่ วิธีนผี้ เู้ รียนจะมีโอกาสคดิ มากขน้ึ อีก
ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิง่ ที่ต้องการสอน จากกิจกรรมที่ผ่านมาในขั้นต้น ๆ
ผู้เรียนจะต้องพยามหาคุณสมบัติเฉพาะของตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนตอ้ งการสอนและทดสอบ
คำตอบของตน หากคำตอบของตนผิดผู้เรียนก็จะต้องหาคำตอบใหม่ซึ่งก็หมายความว่าต้องเปลี่ยน
สมมตฐิ านท่เี ป็นฐานของคำตอบเดิม ดว้ ยวธิ ีนผ้ี ้เู รียนจะค่อย ๆ สร้างความคิดรวบยอดของส่งิ นั้นขึ้นมา ซึ่ง
ก็จะมาจากคุณสมบัติเฉพาะของสง่ิ นน้ั นั่นเอง
ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน เมื่อผู้เรียนได้รายการของ
คณุ สมบัติเฉพาะของสง่ิ ทต่ี ้องการสอนแล้ว ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนช่วยกันเรยี บเรียงใหเ้ ป็นคำนิยามหรือคำจำกัด
ความ
ขั้นที่ 6 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบ ให้ผู้เรียนได้
เรยี นร้เู กยี่ วกับกระบวนการคิดของตวั เอง
4. ผลท่ีผเู้ รยี นจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
เนื่องจากผเู้ รยี นเกิดการเรียนร้มู โนทัศน์ จากการคดิ วิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้น
ผลท่ผี ู้เรยี นจะได้รับโดยตรงคือ จะเกดิ ความเข้าใจในมโนทัศนน์ ั้น และได้เรยี นรทู้ ักษะการสร้างมโนทัศน์
ซ่ึงสามารถนำไปใช้ในการทำความเข้าใจมโนทัศนอ์ ื่น ๆต่อไปได้ รวมทง้ั ชว่ ยพัฒนาทักษะการใชเ้ หตผุ ลโดย
การอุปนัย (inductive reasoning) อกี ด้วย
5. การเรียนการสอนแบบเพ่อื นช่วยเพอื่ น
“เพ่อื นช่วยเพือ่ น” หรือ “Peer Assist” เปน็ การจดั การความรู้ก่อนลงมือทำกจิ กรรม (Learning Before
Doing) เพือ่ แสวงหาผชู้ ่วยทม่ี ีความแตกต่าง มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ เพอื่ ขยายกรอบความคิดให้กว้าง
และมีประสิทธภิ าพมาย่ิงข้ึน โดยอาศัย “คน” เป็นธงนำ (People Driven) เปิดมมุ มองความคิดที่หลากหลายจาก
การแลกเปลี่ยนระหว่างทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ท่ีแตกต่างกัน ทำให้ไม่มองอะไรเพยี งดา้ น
เดียว
ความเป็นมา
“เพือ่ นชว่ ยเพอื่ น” (Peer Assist) เป็นเครือ่ งมอื ทีไ่ ด้รบั การพฒั นาข้ึนใชค้ รั้งแรกท่ีบรษิ ทั BP-Amoco ซ่ึง
เปน็ บรษิ ัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศองั กฤษ โดยการสรา้ งใหเ้ กิดกลไกการเรียนรปู้ ระสบการณ์ผ้อู ่นื ซึ่งเปน็ เพ่ือน
ร่วมอุดมการณ์หรือร่วมวิชาชีพ (peers) ก่อนที่จะเริ่มดำเนินกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ท้ังนี้ความหมาย
ของ “เพอ่ื นช่วยเพอ่ื น” จะเกย่ี วข้องกบั
- การประชมุ หรือการปฏบิ ัติการร่วมกันโดยมีผู้ที่ไดร้ ับเชญิ จากทีมภายนอก หรอื ทมี อ่ืน (ทีมเยือน) เพ่ือ
มาแบง่ ปนั ประสบการณ์ ความรู้ กับทมี เจ้าบา้ น (ทีมเหย้า) ท่ีเป็นผูร้ ้องขอความช่วยเหลือ- เครอ่ื งมือสำหรับแบง่ ปนั
ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความรู้ ในเรอ่ื งต่างๆ
- กลไกสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างบุคคลสำหรับข้อดีของการทำ Peer
Assist นน้ั ไดแ้ ก่
-- เป็นกลไกการเรียนรู้ก่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) ผ่านประสบการณ์
ผู้อ่นื เพือ่ ให้รู้วา่ ใครรู้อะไร และไม่ทำผิดพลาดซ้ำในส่งิ ท่ีเคยมีผู้ทำผิดพลาด ตลอดจนเรยี นลดั วิธกี ารทำงานต่าง ๆ
ท่เี ราอาจไมเ่ คยรู้มากอ่ นจากประสบการณข์ องทมี ผู้ช่วยภายนอก
-- ช่วยให้ทีมเจ้าบ้านได้ความช่วยเหลือ ความคิดเห็น และมุมมองจากทีมผู้ช่วยภายนอก ซึ่ง
อาจนำไปส่แู นวทางในการแกป้ ญั หาหรือการทำงานใหม่ๆ
แนวคดิ ทฤษฎี
เม่ือจะเริม่ "ลงมอื ทำ" เรอ่ื งใดเร่ืองหนึง่ ทเี่ ราไม่เคยทำ หรอื ไม่สนั ทัด หรอื ยงั ได้ผลไมเ่ ปน็ ที่พอใจ ขั้นตอน
แรกของการจัดการความรคู้ ือหาข้อมูล (ความรู้) ว่าเรอ่ื งน้นั ๆ มีบคุ คลหรือกลมุ่ คน ที่ไหน หน่วยงานใด ที่ทำได้ผลดี
มาก (best practice) และถือเป็นกลั ยาณมติ ร (peers) ท่อี าจช่วยแนะนำหรอื ให้ความรู้เราได้ กัลยาณมิตรนี้อาจ
เปน็ เพื่อนรว่ มงานในหนว่ ยงานเดียวกนั อาจเปน็ หน่วยงานอน่ื ในองค์กรเดียวกัน หรือเป็นคนที่อยู่ในองค์กรอ่ืนก็ได้
แล้วติดต่อขอเรียนรู้วิธีทำงานจากเขา ไปเรียนรู้จากหน่วยงาน จะโดยวิธีไปดูงาน โทรศัพท์หรือ e-mail ไปถาม
เชญิ มาบรรยาย หรอื วธิ อี ืน่ ๆ กไ็ ด้ หลักคดิ ในเร่อื งนี้กค็ อื มีคนอื่นที่เขาทำไดด้ ีอยู่แล้ว ในเร่ืองท่เี ราอยากพัฒนาหรือ
ปรับปรงุ ไม่ควรเสียเวลาคดิ ขึ้นใหมด่ ้วยตนเอง ควร "เรยี นลัด" โดยเอาอย่างจากผู้ทท่ี ำได้ดีอย่แู ลว้ เอามาปรับใช้กบั
งานของเรา แลว้ พฒั นาให้ดีย่ิงข้ึน ยำ้ ว่าการเรียนรู้จากกัลยาณมติ รนี้จะต้องไม่ใชไ่ ปลอกวิธกี ารของเขามาทั้งหมด
แต่ไปเรยี นรแู้ นวคิดและแนวปฏิบตั ิของเขาแลว้ เอามาปรบั ปรงุ ใชง้ านให้เหมาะสมต่อสภาพการทำงานของเรา
วิธกี ารสอนแบบ “เพอื่ นชว่ ยเพือ่ น”
วิธีการสอนแบบ “เพ่อื นช่วยเพอื่ น” สามารถทำได้ ดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงคใ์ ห้ชัดเจนว่าทำ “เพื่อนช่วยเพ่ือน” ทำไปเพื่ออะไร อะไรคือต้นตอของปัญหาท่ี
ต้องการขอความชว่ ยเหลือ
2. ตรวจสอบว่าใครที่เคยแก้ปัญหาที่เราพบมาก่อนบ้างหรือไม่ โดยทำแจ้งแผนการทำ “เพื่อนช่วย
เพื่อน” ของทีมให้หนว่ ยงานอ่ืนๆ ได้รับรู้ เพื่อหาผู้ที่ร้ใู นปญั หาดังกล่าว
3. กำหนด Facilitator (คุณอำนวย) หรือผู้สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในกระบวนการ
แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ระหวา่ งทีม เพือ่ ให้ได้ผลลพั ธ์ตามตอ้ งการ
4. คำนึงถึงการวางตารางเวลาให้เหมาะสมและทันต่อการนำไปใช้งาน หรือการปฏิบัตจิ รงิ โดยอาจเผอ่ื
เวลาสำหรับปญั หาที่ไมค่ าดคดิ ท่อี าจจะเกิดขึน้
5. การสอนนั้นครูควรเลือกผูเ้ ข้ารว่ มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย (Diverse) ทั้งด้านทักษะ
(Skill) ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญ (Competencies) และประสบการณ์ (Experience) สำหรับจำนวน
ผู้เข้าร่วมแลกเปลย่ี นอยูท่ ่ีประมาณ 6-8 คนก็เพียงพอ
6. มุ่งหาผลลัพธห์ รือสงิ่ ท่ีต้องการได้รับจริงๆ กล่าวคือ การทำ “เพอ่ื นชว่ ยเพ่อื น” นั้นจะต้องมองให้ทะลุ
ถงึ ปญั หา สร้างทางเลือกหลายๆ ทาง มากกว่าทีจ่ ะใช้คำตอบสำเรจ็ รปู ทางใดทางหนงึ่
7. วางแผนเวลาสำหรบั การพบปะสังสรรคท์ างสงั คม หรอื การพูดคยุ แบบไมเ่ ปน็ ทางการ (นอกรอบ)
8. กำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน ตลอดจนสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการ
แลกเปลี่ยนเรียนรรู้ ะหว่างกนั
9. แบ่งเวลาทม่ี อี ยู่ออกเปน็ 4 สว่ น คือ
- สว่ นแรกใชส้ ำหรบั ทีมเจ้าบา้ นแบง่ ปันข้อมลู (Information) บริบท (Context) รวมทงั้ แผนงานในอนาคต
- สว่ นท่ีสองใช้สนบั สนุน หรือกระตนุ้ ใหท้ มี ผูช้ ่วยซง่ึ เป็นทีมเยอื นไดซ้ ักถามในสิง่ ท่ีเขาจำเปน็ ตอ้ งรู้
- ส่วนที่สาม ใช้เพื่อให้ทีมผู้ช่วยซึ่งเป็นทมี เยือนได้นำเสนอมุมมองความคิด เพื่อให้ทีมเจ้าบ้านนำสิ่งที่ได้ฟังไป
วิเคราะห์
- สว่ นท่สี ี่ ใชส้ ำหรับการพูดคุยโตต้ อบ พิจารณาไตร่ตรองสงิ่ ท่ีได้แลกเปลีย่ นเรยี นรรู้ ่วมกนั
6. งานวิจยั ท่ีเกยี่ วขอ้ ง
การเรียนแบบเพ่อื นชว่ ยเพือ่ น
1. ความหมายการเรียนแบบเพื่อนชว่ ยเพือ่ น (Co-operative Learning)
อารี สัณหฉวี (2543 : 33) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หมายถึงเป็นวิธีการเรียนที่ให้
นักเรยี นทำงานดว้ ยกันเป็นกลุ่มเลก็ ๆ เพ่ือใหเ้ กิดผลการเรยี นรูท้ ้ังทางดา้ นความรแู้ ละทางดา้ นจติ ใจช่วยให้นักเรียน
เหน็ ด้านจติ ใจคุณค่าในความแตกต่างระหว่างบุคคลของเพอื่ นๆเคารพความคิดเห็นและความสามารถของผู้อ่ืนที่
แตกต่างจากตนตลอดจนรู้จักช่วยเหลือและสนบั สนุนเพื่อน ๆ
สลาวิน (พิมพ์พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ : 2544) กล่าวว่า การเรียนร้ดู ว้ ยกลุม่ เพื่อนชว่ ยเพ่อื น หมายถงึ วิธีการสอน
อีก แบบหน่งึ ซึง่ กำหนดให้นกั เรยี นทีม่ ีความสามารถแตกตา่ งกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลมุ่ เลก็ ๆ โดยปกตจิ ะมี 4 คน
เปน็ นักเรยี นที่เรียนเกง่ 1 คน เรยี นปานกลาง 2 คน และเรยี นอ่อน 1 คน การทดสอบของนักเรยี นจะแบง่ ออกเป็น
2 ตอน ตอนแรกจะพิจารณาค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่มตอนที่ 2 จะพิจารณาคะแนนทดสอบเป็นรายบุคคล โดยการ
ทดสอบนกั เรยี นต่างคนต่างทำแตเ่ วลาเรียนต้องเรยี นรว่ มกัน รับผิดชอบงานของกล่มุ รว่ มกนั โดยทีก่ ลมุ่ จะประสบ
ผลสำเร็จได้ เมอื่ สมาชกิ ทกุ คนได้เรยี นรู้ บรรลุตามจดุ มงุ่ หมาย เชน่ เดยี วกนั ทงั้ หมด
มานพ ประธรรมสาร (2546) กลา่ วว่า การเรียนรู้ด้วยกลุม่ เพอ่ื นช่วยเพ่ือน คอื การทำงานรว่ มกนั เพ่อื บรรลุ
เป้าหมายที่มีอยดู่ ้วยกัน ภายในกจิ กรรมที่ร่วมทำน้ี แต่ละคนจะแสวงหาผลลัพธ์ท่เี ปน็ ประโยชน์ต่อตนเองและ เป็น
ประโยชน์ต่อสมาชิกคนอื่น ๆในกลุ่มการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ใช้ในการสอนกลุม่ เล็ก ๆ ให้ทำงานร่วมกนั
ตามทีไ่ ดร้ บั มอบหมายจนกระท่งั สมาชิกในกลมุ่ ทุกคนมีความเข้าใจถูกต้องและทำงานจนเสร็จสมบูรณ์สมาชิก ทุก
คนในกลมุ่ ได้รับประโยชน์จากความพยายามร่วมกัน
สมบัติ กาญจนารักพงค์ (2547) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ท่ี เน้นให้ผู้เรียนร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรยี นออกเปน็ กลุม่ เล็ก ๆ 4 - 5 คน ที่มี
ความสามารถแตกต่างกันทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายกลุ่มสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ส่งเสริมซึ่งกนั และกันรับผิดชอบ
รว่ มกนั ท้ังในสว่ นตนและส่วนรวม ผลงานของกลุ่มขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ความสำเร็จ ของ
แตล่ ะคนคือความสำเร็จของกลมุ่
จากการศึกษาความหมายการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม
เพ่ือนชว่ ยเพอื่ นชว่ ยกันเรียนรู้ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทชี่ ว่ ยให้ผ้เู รยี นใช้ความสามารถเฉพาะตัว
ในการร่วมมือ กนั แก้ปัญหาต่าง ๆ นักเรยี นรู้จกั วธิ ีการทำงานกลุ่มการช่วยเหลือซงึ่ กันและกนั ตลอดจนมปี ฏสิ ัมพันธ์
ทดี่ ตี อ่ กนั เพอ่ื ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายโดยสมาชกิ ในกล่มุ ตระหนักว่าแต่ละคนเปน็ สว่ นหนงึ่ ของกลุ่ม
หลักการเรยี นรู้ด้วยกลมุ่ เพอ่ื นชว่ ยเพอื่ น
1. การทำงานเปน็ ชีวิตจรงิ เปน็ การทำงานรว่ มกับผู้อนื่ ผ้เู รียนจงึ ควรได้ฝกึ การทำงานแบบเพอ่ื นช่วยเพ่ือน
เพ่ือเปน็ การเตรียมผเู้ รียนได้รู้จักการทำงานรว่ มกับผู้อ่นื
2. การทำงานเปน็ ทมี เปน็ ลักษณะหน่งึ ของการทำงานของนกั สงั คมศาสตร์
3. การเรยี นรดู้ ว้ ยกล่มุ เพื่อนช่วยเพื่อนเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคนและ
ต้อง ลงมอื ทำงานกบั เพ่อื นสมาชกิ อยา่ งจรงิ จัง จงึ เป็นการสนบั สนุนให้ผูเ้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางวธิ ีหนงึ่
4. การเรียนรู้ด้วยกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนอาจจัดเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนประกอบหรือเป็นกิจกรรม
ย่อย ของวิธีสอนสงั คมศกึ ษาแบบต่าง ๆ ได้อย่างดี
หน้าที่ครูของผสู้ อน
1. จดั ผูเ้ รยี นให้มีสมาชกิ แตกตา่ งกัน กลุ่มละประมาณ 3 – 5 คน
2. ทบทวนบทบาทการทำงานกลุ่ม หน้าทข่ี องสมาชิก การชว่ ยเหลือซ่ึงกนั และกัน
3. ชีแ้ จงวัตถปุ ระสงคใ์ นการเรยี นใหเ้ ขา้ ใจชดั เจนเกยี่ วกับเนื้อหาในบทเรยี นทีต่ ้องศกึ ษา
4. ให้ความรว่ มมือกลมุ่ ในการทำงาน
5. ประเมนิ ผล
ขน้ั ตอนการเรยี นรดู้ ว้ ยกลุ่มเพอ่ื นชว่ ยเพื่อน
1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ใช้เวลาประมาณ 8 – 15 นาที เพื่อทบทวนเรื่องที่มาเรียนแล้วและทบทวน
บทบาทสมาชกิ ภายในกลมุ่
2. ขนั้ การทำงานกลมุ่ ใชเ้ วลา 25 – 30 นาที เป็นขน้ั ท่คี รูแจกอุปกรณห์ รอื ส่ือการเรยี น ผเู้ รียน ปฏิบตั ติ าม
บทบาทที่ได้รับมอบหมาย ใช้เวลา 25 – 30 นาที เป็นขั้นท่ีครู แจกอุปกรณ์หรือสื่อการเรียน ผู้เรียน ปฏิบัติตาม
บทบาทท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
3. ข้นั ระดมสมอง ใชเ้ วลา 10 – 15 นาที เป็นการเสนอผลงาน เสนอแนะรว่ มกนั ทัง้ ห้อง ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มได้มี
โอกาสแสดงความคดิ เห็น โดยครูคอยถามให้ผเู้ รยี นเสนอความคิดเห็นได้อย่างเตม็ ทแ่ี ละทวั่ ถงึ
การประเมนิ
1. การเสนอผลงานของผู้เรยี นด้วยวิธีต่าง ๆ
2. การทดสอบ
3. การสังเกตการณท์ ำงานของผเู้ รยี นแต่ละกลุม่
4. การแสดงความคดิ เหน็ ของผเู้ รียนในชนั้ ระดมสมอง
ความหมายของการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ
ทน่ี ยิ มใชใ้ นปัจจุบันมี 7 รูปแบบ ดงั นี้
1. จิกซอ (Jigsaw) เปน็ การสอนท่อี าศยั แนวคิดการต่อภาพ นักเรยี นแต่ละคนจะได้ศึกษาจากหัวข้อย่อย
ของเนอ้ื หาท้ังหมดจากเอกสารทคี่ รูจดั ให้ นกั เรยี นจะทำงานเปน็ กลมุ่ กบั เพื่อนที่ได้รบั มอบหมายให้ศึกษาหวั ขอ้ ย่อย
เดียวกนั และกลับไปอธบิ ายใหเ้ พื่อนสมาชกิ ในกลุม่ พืน้ ฐานของตนเอง
2. STAD (Student Teams – Achievement Division) เป็นการสอนแบบเป็นทีม การนำเสนอสิ่งท่ี
เรียน ทำงานเป็นกล่มุ ทดสอบย่อยโดยนักเรียนต่างคนต่างทำ และมกี ารรับรองผลงานของกลุม่ โดยการประกาศ
คะแนนของ แต่ละกลุ่มให้ทราบ ซึ่งการทดสอบย่อยเพื่อประเมินความรู้จะเป็นตัวกระตุน้ ความรับผิดชอบของ
นกั เรยี นแตล่ ะคน
3. LT (Learning Together: LT) เป็นการสอนที่มีการกำหนดสถานการณ์และเงื่อนไขให้นักเรยี นทำ
ผลงานเปน็ กล่มุ ใหแ้ ลกเปลย่ี นความคิดเหน็ แบง่ ปนั เอกสาร แบง่ งานทเ่ี หมาะสมและการให้รางวัล
4. TAI (Team Assisted Individualization) เป็นการสอนโดยให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมในการ
เรยี น ได้ดว้ ยตนเอง และสง่ เสรมิ ความร่วมมือภายในกลุม่ มีการแลกเปลย่ี นประสบการณ์เรียนรู้และปฏิสัมพันธ์
ทางสังคม
5. TGT (Team – Games - Tournaments) เปน็ การสอนแบบร่วมมอื กันแข่งขันทำกิจกรรม กลุ่มใดมี
แตม้ โบนัสสงู สดุ จะใหร้ างวัล หรอื ตดิ ประกาศ ไวใ้ นมุมขา่ วของห้อง
6. GI (Group Investigation) เปน็ การสอนทม่ี อบหมายความรับผิดชอบอย่างสงู ใหก้ ับนักเรียน ในการ
ที่จะ บ่งชี้ว่าเรียนอะไร ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และตีความหมายสิ่งที่เราจะศึกษาโดยเน้นการส่ือ
ความหมายและ การแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ ของกนั และกันในการทำงาน
7. โปรแกรม CIRC (Cooperative Intergrated Reading and Composition) เป็นโปรแกรมสำหรับ
สอนการอ่าน การเรียนและทักษะทางภาษา โดยเนน้ ท่หี ลกั สตู รและวธิ กี ารสอน มีการนำมาใชค้ วบคู่กบั การสอน
แบบรว่ มแรงรว่ มใจ โดยครูสอนแลว้ ให้นักเรยี นฝึกปฏิบตั ภิ ายในกลมุ่ และประเมนิ ผลการเรียนรูไ้ ดเ้ อง
แนวคิดเกีย่ วกับการวัดและประเมนิ ผล
ความหมายของการวดั ผล
นกั การศึกษาหลายท่านใหค้ วามหมายของการวัดผลไวด้ งั นี้
Guilford (2011: 48) ได้ให้ความหมายของการวัดผลไว้ว่า “การวัดผล หมายถึงกระบวนการที่กำหนด
จำนวน ตัวเลขใหก้ ับวตั ถุสงิ่ ของ หรือบคุ คลตามความหมายท่ีจะวัดสอบและเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างที่
ปรากฏอยูใ่ นสิ่งทีจ่ ะวัดน้ัน ๆ”
ภทั รา นคิ มานนท์ (2556: 11) ได้ให้ความหมายของการวดั ผลไวว้ ่า “การวดั ผล หมายถงึ การ ใชเ้ ครอ่ื งมือ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะค้นหา หรือการตรวจสอบเพื่อให้ได้ปริมาณจำนวนหรือคุณภาพ ที่มีความหมายแทน
พฤตกิ รรม หรือผลงานทแี่ ต่ละคนแสดงออกมา”
วเิ ชียร เกตสุ งิ ห์ (2559: 5) ไดใ้ หค้ วามหมายของการวัดผลไว้วา่ “การวดั ผล หมายถึง ขบวนการทจ่ี ะนำมา
ซ่ึงตัวเลข จำนวนปรมิ าณ โดยจำนวนหรือปริมาณนัน้ มคี วามหมายแทน พฤตกิ รรมอย่างหน่งึ หรือแทนผลงานที่แต่
ละคนแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งเร้าออกมา”
จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า การวัดผล หมายถึงวิธีการที่จะทำให้ทราบปริมาณและคุณภาพ โดยอาศัย
เครือ่ งมือหรอื วิธกี ารตา่ ง ๆ เช่น การสังเกต การตรวจผลงาน การสอบถาม หรอื สมั ภาษณ์ และการใชแ้ บบทดสอบ
ความหมายของการประเมนิ ผล
มีนกั วชิ าการหลายท่านได้ให้ความหมายของการประเมินผลไว้ดังนี้
วิทยา ประชากุล (2556: 30 อ้างองิ ใน พระนมิ ติ ร กลนิ่ ดอกแก้ว. 2549: 113) กลา่ วว่า “การ ประเมินผล
หมายถึง การะบวนการทผ่ี สู้ อนใชพ้ ัฒนาคุณภาพผูเ้ รยี น สถานศกึ ษาและดำเนนิ การประเมินผลโดยแบง่ ออกเปน็ 2
ลักษณะ ได้แก่ การประเมินผลระดับชั้นเรียน เป็นการวัด ความก้าวหน้าของผู้เรียน และการประเมินผลระดับ
สถานศกึ ษาเปน็ การประเมนิ เพื่อตรวจสอบ ความก้าวหน้าดา้ นการเรียนร้เู ป็นรายชน้ั ปีและชว่ งชนั้ ของสถานศกึ ษา”
กรมวิชาการ (2559: 24) กล่าวว่า “การประเมินผลการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการที่ให้ ครูผู้สอนให้
พัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพราะจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่แสดงถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้าและความสำเร็จ
ทางการเรียนของผเู้ รยี น รวมท้ังข้อมลู ทเี่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ การสง่ เสริมให้ ผู้เรยี นเกดิ การพัฒนาและเรยี นรู้อย่างเต็ม
ศกั ยภาพ”
สุวมิ ล ว่องวาณชิ (2560: 171) กล่าวว่า “การประเมินผล หมายถงึ กระบวนการตคี วามหรอื ตัดสินคุณค่า
ของสารสนเทศทร่ี วบรวมมาได้โดยสารสนเทศทรี่ วบรวมมาได้จากกระบวนการประเมนิ นัน้ เปน็ เสมอื นภาพจากกก
ระจกเงาที่สะทอ้ นใหเ้ หน็ ภาพผู้เรียนในหอ้ งเรยี นเท่าน้ัน สารสนเทศ เหล่าน้ันไดส้ ะทอ้ นคณุ คา่ ในตัวผเู้ รียนท่ีเราตั้ง
ไวห้ รือไม่ กลา่ วคือนกั เรยี นไดเ้ รยี นร้ใู นสงิ่ ทีเ่ รามุง่ ม่นั ให้ เขาเรยี นรู้หรือไม่ มากน้อยเพยี งใด”
ประเสรฐิ ธรรมโวรหาร (2561: 107) กลา่ วว่า “การประเมนิ ผล หมายถงึ การประเมินเพือ่ ปรบั ปรุงการ
เรียนรูแ้ ละเพ่ือการตัดสินผลการเรียนรู้ของนักเรียน จัดเป็นเครื่องมือสำคัญยิง่ จะช่วยให้ ครูได้ทราบระดับความ
เจริญงอกงามของเด็กแตล่ ะคนวา่ มีการเปลี่ยนเพม่ิ ขึน้ หรอื ลดลงอยา่ งไร ผูเ้ รียนไดเ้ กิดความรคู้ วามเข้าใจ มีทักษะ
เจตคติและการปฏิบตั ิตามจดุ ประสงค์ของการเรียนรู้ เพียงใดหรือไม่”
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช (2562: 207) กลา่ ววา่ “การประเมิน หมายถึง การตรวจสอบดูว่าผู้เรียน
ได้เกิดการเปล่ยี นแปลงความรู้ เจตคติ และทักษะไปตามจุดมงุ่ หมายของ หลกั สูตรหรอื ไมเ่ พียงใดภายหลังจากท่ีได้
ผ่านประสบการณท์ หี่ ลกั สตู รจัดให้แล้ว”
ดงั นัน้ จงึ อาจกลา่ วโดยสรปุ ไดว้ ่า การประเมินผล หมายถงึ กระบวนการทผ่ี ู้สอนใชว้ ัดความรู้ ความสามารถ
การพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงทางเจตคติทักษะ รวมทั้งผลสำเร็จทางการเรียนรู้ของ ผู้เรียน เพื่อนำมาสู่การ
ปรับปรุงเปลีย่ นแปลงการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
องค์ประกอบด้านการประเมินผล
วศิน กาญจนวณชิ ยก์ ุล (2559: 26-27) ได้กล่าววา่ การประเมนิ ผลเปน็ กระบวนการตอ่ เนื่อง ของการเรยี น
การสอน แบ่งเป็น 3 ข้ันตอน ดังน้ี
1. การประเมนิ ผลก่อนเรียน เพ่อื ชว่ ยให้ผู้สอนไดท้ ราบความสามารถของแต่ละคน เพ่อื เป็นข้อมูลในการ
พจิ ารณาตดั สินได้ว่า จะมคี วามสามารถเพียงพอในการศึกษาตอ่ หรือไม่ ถา้ ไมด่ พี อจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขให้ดี
ขนึ้ ได้ โดยมีการวางแผน ทดสอบ ตรวจประเมนิ ผล
2. การประเมินผลระหว่างเรียนเมื่อมีการสอนไประยะหนึ่งๆ ควรจะได้มีการ ประเมินผลผู้เรียนตาม
จุดประสงค์ของรายวิชานน้ั ๆ เพอื่ จะไดท้ ราบว่ามีความรเู้ พียงพอหรอื ควรจะ กา้ วไปข้างหน้าไดห้ รอื ยงั
3. การประเมินผลหลังเรียน เป็นการประเมินผลรวม ครอบคลุมจดุ ประสงค์ต่างๆ หลายจุดประสงค์ เป็น
การประเมินเพื่อตัดสินความสามารถ เพื่อดูว่าตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ผู้เรียนมีความสามารถตามจุดประสงค์เชิง
พฤติกรรมตา่ งๆ มากนอ้ ยเพยี งใด
ขน้ั ตอนของการประเมนิ ผล
สมคิด (2562) ได้กลา่ วถงึ ขัน้ ตอนและลำดับขัน้ ของการประเมนิ ผลการเรียน สรุปได้ดงั นี้
ขน้ั ท่ี 1 ทำความเขา้ ใจ พฤติกรรมทีต่ อ้ งประเมนิ โดยแปลความหรอื ตีความในรูป ของการแสดงออกของ
เด็ก ซึง่ เป็นขัน้ ทำความเข้าใจจุดประสงคใ์ นการสอน
ขนั้ ท่ี 2 ตั้งเกณฑโ์ ดยการกำหนดว่า การแสดงออกของนกั เรยี นตอ้ งอยใู่ นระดบั ใดครู จึงยอมรบั วา่ นักเรยี น
มพี ฤตกิ รรมนนั้ จริง
ขั้นที่ 3 วัดผลนักเรียนโดยเลือกใช้วธิ ีการ และเครื่องมือทีเ่ หมาะสมเพื่อให้ได้ข้อมูลทีบ่ อกให้ทราบว่าผล
พฤติกรรมของนักเรียนอยู่ในระดับใด สถานศึกษาจะต้องสนใจศึกษาหาความรู้และจัดดำเนินการภายใน
สถานศึกษาอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ขั้นที่ 4 ลงความเห็นว่านักเรียนมีพฤติกรรมนั้นจริงหรือไม่ โดยการนำข้อมูลในขั้นที่ 3 เปรียบเทียบกับ
เกณฑ์ในขั้นที่ 2 ถ้าพฤติกรรมของนักเรียนถึงระดับที่เป็นเกณฑ์ก็ยอมรับว่านักเรียน มีพฤติกรรมนั้นจริงโดย
สมบูรณ์ ถา้ พฤติกรรมของนักเรยี นไม่ถงึ ระดบั ท่ีเป็นเกณฑ์ ก็วินจิ ฉยั หา ขอ้ บกพรอ่ งของการเรียนการสอน
จากการที่ได้ศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลในเบื้องต้นนั้น ผู้ทำการวิจัยได้ทำการสรุป
ความหมายของการวัดและประเมนิ ผลไว้วา่ การวัดและประเมนิ ผล หมายถึง กระบวนการตรวจสอบเพอื่ ใหไ้ ด้มาซ่ึง
ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของสิ่งที่วัด โดยใช้เครื่องมือวัดผลที่มี
ประสิทธิภาพ และวินิจฉัยตัดสินลงสรุปคุณค่าเพือ่ พิจารณาตดั สินใจที่ได้ จากการวัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์ และมี
คณุ ธรรม ซึง่ ผ้ทู ำการวจิ ยั ไดแ้ บ่งการประเมนิ ผลไว้ดงั นี้
1. การประเมินผลระหว่างเรยี น (Formative Evaluation) เปน็ การประเมินเพื่อใช้ผลการประเมินในการ
ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินประเภทนี้ใช้ระหว่างการจัดการเรียนการสอน เพื่อ
ตรวจสอบว่าผเู้ รยี นมีความรู้ความสามารถตามจดุ ประสงค์ที่กำหนดไว้ใน ระหวา่ งการจดั การเรยี นการสอนหรือไม่
หากผ้เู รียนไมผ่ า่ นจุดประสงคท์ ่ตี ง้ั ไว้ผูส้ อนกจ็ ะหาวิธีการทจ่ี ะชว่ ยให้ผูเ้ รียนเกดิ การเรยี นร้ตู ามเกณฑ์ทต่ี ัง้ ไว้ ผลการ
ประเมินยังเป็นการตรวจสอบผู้สอนเองว่าเป็นอย่างไร แผนการสอนรายครั้งที่เตรียมมาดีหรือไม่ ควรปรับปรุง
อย่างไร กระบวนการจดั การเรยี นการสอนเปน็ อย่างไร มจี ดุ ใดบกพร่องทีต่ อ้ งปรบั ปรงุ แกไ้ ขตอ่ ไป
2. การประเมนิ ผลเพื่อตัดสนิ (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการ จัดการสอน
เป็นการประเมนิ หลงั จากผู้เรยี นไดเ้ รยี นไปแลว้ อาจเปน็ การประเมินหลังจบเร่ืองใดเร่อื งหนงึ่ หรือหลายเรื่อง รวมท้งั
การประเมินปลายภาคเรยี นหรือปลายปี ผลจากการประเมนิ ประเภทนใี้ ชใ้ นการตัดสนิ ผลการจัดการเรียนการสอน
หรอื ตดั สินใจวา่ ผ้เู รยี นคนใดควรจะไดร้ ับระดับคะแนนใด
บทที่ 3
วิธดี ำเนินการวิจัย
การวจิ ยั เรอ่ื งการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้วธิ ีการเรียนการสอนแบบเพอื่ นชว่ ยเพ่อื น
ผูว้ ิจัยไดด้ ำเนนิ การวิจัย ตามขน้ั ตอนดังน้ี
กลมุ่ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 จำนวน 27 คน
เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
1. รปู แบบการเรยี นการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
2. แบบบนั ทึกคะแนนและใบงาน
3. สมุดแบบฝกึ หดั และใบกจิ กรรมของนักเรียน
4. แบบสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนและแบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคข์ องนักเรยี น
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสหรับการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) โดย
ผวู้ จิ ัยสร้างจากแนวคิดทีไ่ ด้จากการศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง มีเน้ือหาเกยี่ วกับการวจิ ัยของครู ในด้าน
ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมในการทำวิจัยของครู เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านนโยบาย การบริหารงานวิจยั
ปัจจยั ท่เี ออ้ื ตอ่ การทำวิจัยของครู และพัฒนาจากเครื่องมอื การวิจัยของ ภัทรวดี เทพพทิ กั ษ์ (2550 : 103 - 112)
พงศพ์ ัชรนิ ทร์ พุธวฒั นะ (2545 : 258 - 266) พฤกษวรรณ ทองมาก (2549 : 105) โดยแบง่ เปน็ 5 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ปจั จัยสว่ นบคุ คลของครแู บบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เตมิ คำในช่องว่าง รวม
7 ข้อ
ตอนท่ี 2 สภาพการทำวิจัยของครแู บบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคำ ในช่องว่าง
รวม 22 ขอ้
ตอนที่ 3 ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านยิ มด้านการทำวจิ ัยของครู จำนวน 34 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณ
ค่า (Rating Scale) มี 5 ระดบั โดยมีหลกั เกณฑก์ ารให้คะแนน ดงั น้ี
1. กรณีทีข่ ้อความมลี กั ษณะในทางบวก (Positive) ซง่ึ ไดแ้ กค่ าถามข้อที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10,
11, 12, 15, 16, 17, 18, 20, 22, 26, 28, 30, 31, 32,34 มหี ลักเกณฑก์ ารให้คะแนน ดงั นี้
ครูมที ัศนะต่อความเช่อื ทศั นคติ และคา่ นยิ มการทำวจิ ยั ในระดับมากทีส่ ดุ เท่ากับ 5 คะแนน
ครูมที ศั นะตอ่ ความเช่ือ ทศั นคติ และคา่ นิยมการทำวิจยั ในระดบั มาก เท่ากับ 4 คะแนน
ครมู ที ศั นะต่อความเชอ่ื ทัศนคติ และคา่ นิยมการทำวิจยั ในระดบั ปานกลาง เท่ากบั 3 คะแนน
ครูมีทศั นะต่อความเช่อื ทศั นคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อย เทา่ กบั 2 คะแนน
ครมู ีทศั นะต่อความเชอ่ื ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจยั ในระดบั นอ้ ยท่สี ุด เทา่ กับ 1 คะแนน
2. กรณีท่ีขอ้ ความมลี ักษณะในทางลบ (Negative) ซึ่งไดแ้ ก่คาถามขอ้ ที่ 13, 14, 19, 21, 23, 24, 27, 29,
33 มหี ลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
ครูมที ัศนะตอ่ ความเชอื่ ทศั นคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดบั มากท่สี ดุ เท่ากับ 1 คะแนน
ครูมีทศั นะต่อความเชื่อ ทศั นคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดบั มาก เท่ากับ 2 คะแนน
ครมู ที ัศนะต่อความเชอื่ ทัศนคติ และค่านยิ มการทำวจิ ยั ในระดบั ปานกลาง เทา่ กับ 3 คะแนน
ครมู ที ัศนะตอ่ ความเช่ือ ทัศนคติ และคา่ นยิ มการทำวิจยั ในระดับนอ้ ย เท่ากับ 4 คะแนน
ครูมีทัศนะตอ่ ความเชื่อ ทศั นคติ และคา่ นยิ มการทำวจิ ยั ในระดับนอ้ ยท่ีสดุ เทา่ กับ 5 คะแนน
ตอนท่ี 4 ความคดิ เห็นเกีย่ วกับปัจจยั ที่เออื้ ต่อการทำวิจยั เปน็ แบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณค่า
(Rating Scale) ตามแบบของลิคเอิร์ท (Likert, อ้างถึงในผ่องศรี วาณิชย์ศภุ วงศ์, 2546 : 132) แบง่ เปน็ 5 ระดบั
โดยใช้เกณฑ์การใหค้ ะแนนดังน้ี
ระดบั 5 หมายถงึ ครมู ที ศั นะต่อปจั จยั ทเี่ อ้ือต่อการทำวิจัยในระดบั มากทีส่ ุด
ระดบั 4 หมายถึง ครูมีทศั นะตอ่ ปจั จัยที่เออ้ื ต่อการทำวจิ ยั ในระดับมาก
ระดับ 3 หมายถึง ครมู ีทศั นะต่อปัจจยั ท่ีเออ้ื ต่อการทำวิจยั ในระดบั ปานกลาง
ระดบั 2 หมายถึง ครูมีทศั นะต่อปัจจยั ที่เอื้อต่อการทำวจิ ยั ในระดบั น้อย
ระดบั 1 หมายถงึ ครมู ีทศั นะตอ่ ปจั จัยที่เอ้ือต่อการทำวจิ ยั ในระดบั น้อยที่สดุ
ตอนท่ี 5 เป็นแบบสอบถาม มลี กั ษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปดิ เกยี่ วกับขอ้ เสนอแนะในการพัฒนา
วฒั นธรรมวจิ ัยของครู
การเก็บรวบรวมข้อมลู
1. แบง่ กลมุ่ นกั เรยี นออกเปน็ กลมุ่ ในแต่ละกล่มุ จะเฟ้นหานักเรยี นทเี่ กง่ และมีความรบั ผิดชอบ มีลกั ษณะเป็น
ผู้นำมอบหมายให้เปน็ หวั หนา้ กลมุ่
2. ครผู ู้สอนช้ีแจงการเรียนแบบเพอ่ื นช่วยเพ่ือน โดยหลงั จากครสู อนในแตล่ ะครัง้ กจ็ ะมอบหมายให้นกั เรยี นทำ
แบบฝกึ หัด โดยนักเรียนนงั่ ทำแบบฝกึ หัดระดมสมองช่วยกนั คดิ หากหวั ข้อใดสมาชิกในกลุม่ ไมเ่ ข้าใจ ผู้ที่เข้าใจก็
จะชว่ ยกันอธิบายจนเพ่ือนเข้าใจ หากสมาชิกในกลุม่ ยงั ไม่เข้าใจกจ็ ะปรึกษาครูผสู้ อน
3. ครสู ังเกตการทำกจิ กรรมของกลุ่ม การชว่ ยกันแก้ปัญหา ความสนใจ และความต้งั ใจของสมาชกิ ในกลมุ่
4. สังเกตผลการทำแบบฝึกหดั ว่าดีขน้ึ หรอื ไม่
5. สังเกตการประเมินตามสภาพจริงในแตล่ ะคร้งั
6. วดั ผลการเรียนเม่อื สิ้นบทเรยี น
การวิเคราะหข์ อ้ มลู
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องทักษะกีฬา
วอลเลยบ์ อลท่เี รยี นด้วยการจัดการเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา โดยการนำคะแนน
ของนกั เรยี นทง้ั 27 คน มาคำนวณหาค่ารอ้ ยละ และค่าเฉลีย่ และนำเสนอขอ้ มูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย
สถติ ิท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน วชิ าพลศกึ ษา ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ท่ีเรียนโดยใชร้ ปู แบบการสอน
ทเ่ี นน้ กระบวนการแก้ปัญหา กอ่ นและเรยี น โดยนำคะแนนทดสอบของนักเรียนมาหาค่ารอ้ ยละ และค่าเฉล่ยี
1.1 ค่ารอ้ ยละ การศึกษาผลการทดสอบของรอ้ ยละคะแนนทเ่ี พิ่มข้ึนโดยใช้สูตร ดังนี้
X % = x 100
n
เม่อื % คอื คะแนนเฉลยี่ ร้อยละ
คือ คะแนนผลการทดสอบของนกั เรยี นทกุ คนรวมกัน
x คอื จำนวนนักเรยี นกลมุ่ ประชากร
n
1.2 คา่ เฉลยี่ ของคะแนนทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น ( x ) ใช้สตู รของล้วน ยศสาย และ
องั คณา ยศสาย (2554 : 159)
x= x คอื คา่ เฉลย่ี
N
เมอ่ื กำหนดให้ x
x คอื ผลรวมของคะแนน
N
N คือ จำนวนนักเรียนท้ังหมด
1.3 สถติ พิ ้นื ฐานที่ใชใ้ นการหาคุณภาพเคร่อื งมือ
∑
=
แทนคา่ คือ ดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ ง -1 ถงึ +1
∑ คอื ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผเู้ ชีย่ วชาญท้ังหมด
คือ จำนวนผเู้ ช่ียวชาญทงั้ หมด
1.4 สถติ ทิ ่ใี ช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน
ขน้ั ตอนการทดสอบสมมติฐานทางสถติ มิ ีดงั น้ี
1. ต้ังสมมตฐิ านหลัก (H0) และสมมติฐานทางเลอื ก (H1) ให้มีความหมายตรงข้ามกันเสมอ
2. กำหนดระดับนัยสำคญั α
3. เลือกตวั สถติ ิทดสอบท่ีเหมาะสม แลว้ หาจดุ วิกฤตเพ่ือกำหนดบรเิ วณปฏิเสธ H0 ให้ สอดคล้อง
กับ H0 และ α
4. คำนวณคา่ สถิตทิ ีใ่ ช้ทดสอบจากตัวอย่างขนาด n ที่สุ่มมา
5. ตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธ H0 โดยพจิ ารณาจากเง่ือนไขน้ี ถา้ ค่าสถติ ิทดสอบที่คำนวณไดจ้ าก
ขน้ั ตอนที่ 4 ตกอยู่ในบริเวณยอมรบั เราจะตัดสนิ ใจยอมรับ H0 แตห่ ากตกอยูบ่ รเิ วณปฏเิ สธ จะตัดสนิ ใจ
ปฏเิ สธ H0
6. สรุปผล
1.5 คา่ รอ้ ยละ (Percentage) ใช้สูตรดงั นี้
= 100
แทนค่า คอื รอ้ ยละ
∑ คอื ความถีท่ ีต่ ้องการแปลงให้เปน็ รอ้ ยละ
คอื จำนวนความถที่ ้ังหมด
1.6 คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (Ferguson, 2014 : 89)
2 ∑ 2 − (∑ )2
. . = √ ( − 1)
แทนคา่ . . คือ ค่าความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
∑ 2 คอื ผลรวมของกำลงั สองของคะแนน
(∑ )2 คอื ผลรวมของคะแนนท้งั หมดยกกำลงั สอง
คือ จำนวนคนในกลุม่ ตัวอย่าง
ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ไดจ้ ากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตาราง
เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคลมาเปรียบเทียบกัน และ
วเิ คราะหค์ า่ ทางสถิติ เพอ่ื ดูพัฒนาการของนกั เรียนและจดุ บกพร่องตอ่ ไป
คา่ ความยากงา่ ยของข้อสอบ
เป็นการตรวจสอบคุณภาพของขอ้ สอบเปน็ รายข้อ เพื่อพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อนั้น มีระดับความ
ยากหรือค่าความง่าย ( Difficulty index or Easiness ) และค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ ( Disciminant
index ) เพียงใด รวมทั้งพิจารณาถึงประสิทธิภาพของตัวลวงในข้อเลือกตอบของข้อสอบข้อนั้นด้วย ผลการ
วิเคราะห์จะทำให้ทราบวา่ ขอ้ สอบแต่ละข้อมคี วามเหมาะสมมากนอ้ ยเพียงใด ขอ้ สอบทม่ี คี ณุ ภาพจะสามารถนำไป
วัดและประเมนิ ผลไดอ้ ย่างเท่ยี งตรงและเช่ือม่นั ได้ แบบทดสอบท่ีดีตอ้ งมคี วามยากงา่ ยพอเหมาะ คือ ไม่ยากเกินไป
และไมง่ ่ายเกนิ ไป ความยากงา่ ยของ แบบทดสอบพิจารณาได้จากผลการสอบของแบบทดสอบฉบับน้ันเป็นสำคัญ
การพิจารณาความยากงา่ ย พจิ ารณาดงั นี้
1. การพิจารณาความยากงา่ ยของแบบทดสอบทง้ั ฉบบั
1.1 พิจารณาจากคะแนนรวมของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของ
คะแนนรวมท้ังฉบับ
- หากคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นง่ายหรือ
ค่อนขา้ งงา่ ย
- หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นยากหรือ
ค่อนขา้ งยาก
1.2 พจิ ารณาจากค่าความยากง่ายของข้อคำถามรายข้อ โดยพิจารณาค่าเฉลีย่ ของความยากราย
ขอ้ ท้งั ฉบับ ความยากงา่ ยของขอ้ สอบรายข้อมีคา่ อยู่ระหวา่ ง 0 – 1.00
- หากคา่ เฉล่ียค่าความยากง่ายรายข้อทงั้ ฉบับสงู กว่า .50 แสดงวา่ แบบทดสอบฉบับนั้นง่าย หรือ
คอ่ นขา้ งง่าย
- ถ้าค่าเฉลี่ยของค่าความยากง่ายรายข้อทั้งฉบับต่ำกว่า .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนัน้ ยาก
หรอื ค่อนข้างยาก
การพจิ ารณาความยากงา่ ยของแบบทดสอบรายขอ้
พิจารณาจำนวนผู้ตอบถกู ในแตล่ ะข้อ
- ถา้ ข้อใดที่มผี ู้ตอบถูกมากกว่าครง่ึ หนง่ึ ของผู้สอบ แสดงว่าเป็นผู้สอบที่ง่ายหรือค่อนข้างงา่ ย
- ถ้ามีจำนวนผู้ตอบถูกน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สอบทั้งหมด แสดงว่ายากหรือค่อนข้างยาก ค่า
ความยากง่ายของขอ้ สอบ หมายถึง สัดส่วนของผู้ทีต่ อบข้อคำถามน้ันถูก ซึ่งนิยมให้แทนคา่ “ P ” มี ค่า
ตง้ั แต่ 0 ถึง 1.00
การแปลความหมายคา่ P : อาจแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ดังนี้
ค่า P ระดับความยาก ความหมายเทียบสอบจาก การพิจารณา
ผูส้ อบ 27 คน ควรปรับปรุงหรอื ตัดทิ้ง
พอใชไ้ ด้
0 - .19 ยากมาก มีผ้ตู อบถกู ไมถ่ ึง 5 คน ใช้ได้
พอใช้ได้
.20 - .39 ค่อนขา้ งยาก มผี ตู้ อบถูก 5 - 10
ควรปรบั ปรงุ หรือตดั ทงิ้
.40 - .59 ยากพอเหมาะ มผี ู้ตอบถูก 10 - 15
.60 - .80 ค่อนข้างงา่ ย มผี ู้ตอบถูก 15 - 20
.81 - 1.00 ง่ายมาก มีผตู้ อบถกู 20 - 27
ดังน้นั ค่า ความยากงา่ ย ( p ) ของขอ้ สอบที่ควรนามาใช้ควรมาค่าระหวา่ ง .20 - .80
บทที่ 4
ผลการศึกษาค้นควา้
วเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 6 โดยมเี ป้าหมายให้นกั เรยี นทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ท่กี ำหนด โดยเสนอผลการวิเคราะห์
ขอ้ มลู เป็นลำดบั ในลกั ษณะตารางประกอบคำบรรยายดงั นี้
ตารางท่ี 1 แสดงคา่ รอ้ ยละและค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางพลศกึ ษา ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนตลอดงานวิจัยน้ี เรื่องทักษะกีฬาวอลเลย์บอลของ
แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 จำนวน 27 คน
การทดสอบ คะแนนเตม็ คะแนนเฉลีย่ ( x ) ร้อยละของคะแนนที่ ส่วนเบ่ยี งเบน
เพิม่ ขึ้น มาตรฐาน (S.D.)
ก่อนเรยี น 10 3.63 -
หลงั เรียน 10 6.02 65.84 2.09
1.76
จากตารางพบวา่ คะแนนเฉล่ียของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 3.63 คะแนน และคะแนนเฉล่ียหลังเรียน
เท่ากับ 6.02 คะแนน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 2.39 คะแนน และนักเรียนทุกคนมี
คะแนนสูงข้ึนกว่าเดมิ โดยมีคะแนนความกา้ วหน้าเมือ่ เทียบระหวา่ งคะแนนก่อนเรยี นกับคะแนนหลังเรยี นคิดเปน็
ร้อยละ 65.84 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทีล่ ดลง
ตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบก่อนและหลงั เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบเพ่อื นช่วยเพ่ือน
ที่ ช่อื -สกุล ทดสอบก่อน ทดสอบหลงั ความแตกตา่ ง
เรยี น เรียน ค่าคะแนน
(10 คะแนน) (10 คะแนน)
1 46 2
2 58 3
3 27 5
4 25 3
5 56 1
6 35 2
7 36 3
8 25 3
9 26 4
10 15 4
11 57 2
12 36 3
13 46 2
14 48 4
15 67 1
16 38 5
17 36 3
18 45 1
19 46 2
20 45 1
21 57 2
22 67 1
23 57 2
24 57 2
25 35 2
26 35 2
27 46 2
3.63 6.02 2.39
ค่าเฉลีย่
จากตารางท่ี 2 แสดงให้เห็นวา่ ผลการทดสอบกอ่ นและหลงั เรยี นนักเรยี นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 นนั้ โดยใช้
วิธกี ารสอนแบบเพ่อื นช่วยเพอ่ื นนนั้ นกั เรยี นทดสอบกอ่ นเรยี นมีคา่ คะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 3.63 คะแนน จากน้ัน
ทดสอบหลงั เรียนมีคา่ คะแนนเฉล่ยี เทา่ กบั 6.02 คะแนน โดยนักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยทีเ่ พมิ่ ขนึ้ 2.39 คะแนน ซ่งึ
เป็นพัฒนาการของคะแนนเพม่ิ ข้ึนเกอื บเท่าตวั