รายงานผลการปฏิบัติงาน สถานศึกษาสีข า ว ปลอดยา เสพติด โครงการโรงเรียนสีขาว โรงเรียนวัดสามพัน โรงเรียนวัดสามพัน สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
ก คำนำ เอกสารเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการนำเสนอผลงานการสร้างและพัฒนาเครือข่ายสถานศึกษา กับสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขประเภท ผลงานดีเด่นระดับเงิน ประเภทสถานศึกษาขนาดกลาง ปีการศึกษา ๒๕๖5 ซึ่งโรงเรียนวัดสามพันได้นำเสนอ ข้อมูลสถานศึกษา ผลการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ๕ มาตรการ ตามตัวบ่งชี้ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ประกอบเอกสาร หลักฐาน ที่ใช้ในการอ้างอิง เพื่อใช้ ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการการนำเสนอได้นำเสนอครอบคลุมทุกงานที่ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ได้แก่ คณะครูบุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการ สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ข้อมูลที่นำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของการ ปฏิบัติงานของโรงเรียนวัดสามพัน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินงานป้องกันปัญหายาเสพติด และอบายมุข เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาทักษะชีวิตและสร้างภูมิคุ้มกันปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนต่อไป โรงเรียนวัดสามพัน ตำบลไทรขึง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานีขอขอบคุณคณะครูบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร และขอขอบใจนักเรียนโรงเรียน วัดสามพัน ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และ อบายมุข จนประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดีไว้ณ โอกาสนี้ด้วย โรงเรียนวัดสามพัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข คำรับรอง ค ใบสมัคร ง บทที่ ๑ บทนำ 1 ข้อมูลสถานศึกษา 1 บทที่ ๒ สถานการณ์ยาเสพติดรอบสถานศึกษา 4 บทที่ ๓ ผลการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์ ๕ ด้าน 8 แบบสรุปผลการประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข 51 ( สถานศึกษาสีขาว ) บทที่ ๔ กิจกรรมห้องเรียนสีขาว/แผนกวิชาสีขาว 55 บทที่ ๕ ภาพรางวัล ผลงานดีเด่น 74 ภาคผนวก 81 - บันทึกข้อตกลง ( MOU ) 82 - แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข ปีการศึกษา ๒๕๖๕ 83 - แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข 84 - แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานห้องเรียนสีขาว 85 - แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานตู้แดงเสมารักษ์ 86 - แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุขประจำปีการศึกษา ๒๕๖๕ 87 - รายงานการประชุมโรงเรียนวัดสามพัน 88
ค
ง
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ข้อมูลทั่วไปของสถานศึกษา ชื่อสถานศึกษา : โรงเรียนวัดสามพัน ที่อยู่ : หมู่ 1 ตำบลไทรขึง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานีรหัสไปรษณีย์ 84210 สังกัด : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 โทรศัพท์: 077-926016 โทรสาร: 077-926016 E-Mail : [email protected] เปิดสอน : ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีกนักเรียนทั้งหมด : 224 คน 2. ปรัชญา/วิสัยทัศน์/พันธกิจ/เอกลักษณ์/อัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ โรงเรียนวัดสามพัน จัดการศึกษาได้มาตรฐาน สืบสานภูมิปัญญาไทย ใส่ใจชุมชน น้อมนำ ตนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมเพรียงสู่อาเซียน พันธกิจ พันธกิจ ที่ 1 พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย พันธกิจที่ 2 พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พันธกิจที่ 3 พัฒนาระบบบริหารจัดการสถานศึกษา พันธกิจที่ 4 พัฒนาระบบบริการชุมชน พันธกิจที่ 5 พัฒนาการศึกษาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พันธกิจที่ 6 พัฒนาการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน ปรัชญาโรงเรียน ปญญา นรนํ รตนํ (ปัญญานะระนัง ระตะนัง) ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน สีประจำโรงเรียน สีดำ – สีเหลือง เอกลักษณ์ : ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและระเบียบวินัย อัตลักษณ์ ระดับปฐมวัย เอกลักษณ์ของสถานศึกษา คือ “ น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน ” อัตลักษณ์ของเด็ก คือ “ ยิ้ม ไหว้ทักทายกัน ”
2 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เอกลักษณ์ของสถานศึกษา คือ “ โรงเรียนวัดสามพัน ปาล์มน้ำมันชั้นเลิศ ก่อเกิดการเรียนรู้” อัตลักษณ์ของผู้เรียน คือ “ สะอาดทุกที่ สามัคคีร่วมมือ ยึดถือคุณธรรม ” 3. ข้อมูลบุคลากรของสถานศึกษา 3.1 ข้อมูลบุคลากร ตำแหน่ง จำนวน ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 ข้าราชการครู 10 พนักงานราชการ 1 ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ 1 พี่เลี้ยงเด็กอนุบาล 1 ธุรการ 1 นักการภารโรง 1 รวม 16 3.2 สาขาวิชาที่จบการศึกษาและภาระงานสอน สาขาวิชา จำนวน (คน) ภาระงานสอนเฉลี่ยของครู ๑ คน ในแต่ละสาขาวิชา (ชม./สัปดาห์) ๑. บริหารการศึกษา 2 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๒. คณิตศาสตร์ ๒ ๒0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๓. วิทยาศาสตร์ 2 ๒0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๔. ภาษาไทย ๑ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๕. ภาษาอังกฤษ ๒ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๖. สังคมศึกษา ๑ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยีฯ - - ๘. ศิลปะ ๑ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 9. ปฐมวัย 1 ๒๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 10. พลศึกษา 1 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๑1. คอมพิวเตอร์ - 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๑2. การประถมศึกษา - 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๑3. สุขศึกษา ๑ 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๑4. คหกรรม - 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวม 1๔
3 4. ข้อมูลนักเรียน ปีการศึกษา 2565 รวม 226 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2565) ระดับชั้น ชาย หญิง รวม อนุบาลปีที่ 1 6 8 14 อนุบาลปีที่ 2 8 0 8 อนุบาลปีที่ 3 13 9 22 รวมระดับอนุบาล 27 17 44 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 7 9 16 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 6 5 11 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 8 3 11 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 8 13 21 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 12 9 21 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 6 10 16 รวมระดับประถมศึกษา 47 49 96 มัธยมศึกษาปีที่ 1 20 17 37 มัธยมศึกษาปีที่ 2 17 8 25 มัธยมศึกษาปีที่ 3 12 12 24 รวมระดับมัธยมศึกษา 49 37 86 รวมจำนวนนักเรียนทุกระดับ 123 103 226
4 บทที่ 2 สถานการณ์ยาเสพติดรอบสถานศึกษา ยาเสพติดนับเป็นปัญหาใหญ่ที่มีมาเป็นเวลานาน ทุกประเทศต่างตระหนักถึงผลจากปัญหา ยาเสพติด ที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงได้พยายาม ร่วมมือกันเพื่อหาทาง หยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยองค์การสหประชาชาติได้กําหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก จากรายงานสถานการณ์ปัญหา ยาเสพติดโลก ประจําปี 2550 ของสํานักงานยา เสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Office on Drugs and Crime : UNODC) ระบุ ว่า สถานการณ์การผลิต การลักลอบค้า ยาเสพติดหรือการเสพยาเสพติดเกือบทุกประเภททั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ คงที่ ปัจจุบันมีผู้เสพยาเสพติด ประมาณ 200 ล้านคนหรือร้อยละ 5 ของประชากรโลก ขณะที่ประมาณ 25 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของประชากรโลกเป็นกลุ่มผู้ติดยาเสพติด (สํานักงานสถิติแห่งชาติ 2551 : 153) การแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเอง และแพร่ระบาด เข้าไปในทุกสถาบันของสังคมทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน ทั้งในเขต เมืองและชนบท รวมถึง กลุ่มนักเรียน นักศึกษา จนทําให้ดูเหมือนว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหา ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม ประกอบกับ ปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดและแพร่กระจายของยาเสพติด ยังดํารงอยู่และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาเชิง โครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดจน แหล่งอบายมุข เช่น สถานบริการ และสถานบันเทิงเริงรมย์ต่าง ๆ ส่งผลทําให้ปัญหายาเสพติด ยิ่งขยายตัว กลายเป็นภัยคุกคามที่กัดกร่อนบ่อนทําลายสังคมไทยมากยิ่งขึ้น และส่งผลอย่างกว้างขวางทั้งต่อตัวบุคคลและสังคมโดยรวม โดยเฉพาะกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายจิต ประสาทและทําลายสมองของเยาวชนและแรงงานที่เป็นพลังที่สําคัญในอนาคต ซึ่งเป็น ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ ต้องการสติปัญญา ความรู้เป็นฐานในการพัฒนา ส่งผลกระทบต่อความอบอุ่น ความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชน ความสงบสุขของสังคม ตลอดจนกระทบถึงชื่อเสียงและ เกียรติภูมิของประเทศไทย (สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ2545 : ก) ปัญหายาเสพติดจึงเป็นปัญหาสังคมที่ทุกคน ในสังคมจําเป็นจะต้องเร่งแก้ไขและป้องกัน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งในด้านความ สงบเรียบร้อยของสังคม เศรษฐกิจของประเทศ ทางด้านทรัพยากรบุคคลเป็นการทําลายกําลังสําคัญของชาติใน อนาคตให้เกิดความ ล้มเหลวทางการศึกษา จะเห็นว่าปัญหายาเสพติดได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จนแพร่ระบาด เข้าสู่ กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่กําลังศึกษาอยู่นั้นมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น โดยนักเรียน นักศึกษายังคงเป็น กลุ่มเป้าหมายหลักที่มีโอกาสสูงต่อการเข้าไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดได้ง่าย ด้วยเหตุผลที่เป็นปัจเจก บุคคลทาง สถานศึกษาในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเด็กและเยาวชน จึงต้องให้ความสําคัญกับปัญหายาเสพ ติดอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ในส่วนของรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหา ยาเสพติด จึงมีนโยบายประกาศสงคราม กับยาเสพติด โดยใช้พลังแผ่นดินเป็นการทําสงครามที่ไม่ใช่ การสูญเสียดินแดน แต่สูญเสียอนาคตเยาวชนของ ชาติและพร้อมจะทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อเอาชนะปัญหายาเสพติด และรวมพลังแผ่นดินเพื่อ หยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด รวมทั้ง ปรับเปลี่ยนแนวคิดและกระบวนการดําเนินการในเชิงรุกอย่างมี ประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการเพิ่ม บทบาทให้ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กร พัฒนาเอกชน ภาคธุรกิจ เอกชนและสื่อมวลชน ให้มีส่วนร่วมในการดําเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพ ติดเพิ่มขึ้นโดยยึดหลักการป้องกันนําหน้าการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการบําบัดผู้ค้าต้องได้รับโทษผู้เสพ
5 ต้องได้รับการบําบัดผู้ทําต้องได้รับโทษเอาชนะยาเสพติดโดยรวมพลังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีบทบาทเพื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว (สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 2545 : 1 - 4) การสํารวจผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ.ศ. 2550 โดยสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปราม ยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติดพบว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นถึง 575,000 คน และประเภทที่ใช้ ยาเสพติดมาก 4 ลําดับแรกคือ กระท่อม ยาบ้า กัญชา และสารระเหย นอกจากนั้นยังมีการ ประมาณการของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผลการ สํารวจพบว่าประชากรอายุ 12 - 65 ปี จํานวน 46 ล้านคน เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เคยใช้สารเสพติดถึง 2,500,000 คน สูงกว่าผู้เสพยาปี 2546 ประมาณ 100,000 คน จากสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของยาเสพติด ที่ยังคงมีอยู่ ในกลุ่มที่เป็นอนาคตของชาติ สภาพปัญหาเหล่านี้ได้กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวหลายฝ่าย ในการปกป้อง ลูกหลานให้ห่างไกลจากยาเสพติด ปัจจุบันได้มีโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น โครงการชมรมหัวใจ ไร้สาร โครงการโรงเรียนสีขาว เป็นต้น โครงการเหล่านี้นับเป็นโครงการที่ดี และเป็นประโยชน์ยิ่งในการป้องกันและ แก้ไขปัญหา (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ 2545 : 21) แม้ว่า จะมีการดําเนินการปราบปรามยาเสพติดขั้น เด็ดขาดต่อเนื่องตลอดมา ต่อเนื่องตลอดมา แต่ก็ยังพบว่าปัญหายาเสพติดก็ยังมีการแพร่ระบาดอยู่ในกลุ่ม เยาวชนนักเรียน นักศึกษาตลอดมา ดังที่ อภิชัย กุลชา (2547 : 17) กล่าวถึงผลสํารวจของสํานักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จากกลุ่มตัวอย่างนักเรียน นักศึกษา 5,413,271 คน พบว่ามีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ สารเสพติดอยู่ 60,560 คน ในกลุ่มนี้มีนักเรียนที่เกี่ยวข้อง กับเหล้าและบุหรี่มากที่สุด 58,539 คน หรือ 1.08% เป็นนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสํานักงาน คณะกรรมการศึกษาขึ้นพื้นฐาน จํานวน 27,332 คน ติด เหล้าและบุหรี่ 25,538 คน สงสัยว่าค้ายาบ้า 17 คนและยังใช้ยาอยู่ 275 คน และกลุ่มที่เคยใช้ 980 คน กลุ่มที่บําบัดรักษาหายแล้ว 522 คน กลุ่มนักเรียนที่ยังใช้ยาอยู่ ติดสารระเหยมากที่สุด รองลงมาเป็นยาบ้า และกัญชา ซึ่งยังเป็นปัญหา ของสังคมสอดคล้องกับแนวคิดของ กมล รอดคล้าย (2547 : 15 ) ได้กล่าวว่า ปัญหายาเสพติด เป็นเรื่องซับซ้อนและมีพลวัตรเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นชนิดของ ยา เสพติด ลักษณะการใช้ กลุ่มประชากรผู้ใช้ ทําให้ยากต่อการจัดการให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร โดยเฉพาะกลุ่ม เยาวชนในช่วงอายุ 15 - 24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลักที่ยังคงมีปัญหายาเสพติด มีความเปราะบาง มีความ เสี่ยงต่อการใช้ชีวิตในสังคม ตลอดจนพฤติกรรมของเยาวชนในการ ดําเนินชีวิต ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสําคัญ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเที่ยว สถานบันเทิง เล่นการพนัน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีเพศสัมพันธ์ ก่อนวัยอันควร การรวมกลุ่มแก๊งก่อกวน การทะเลาะวิวาท ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนที่ อาจนําไปสู่การใช้ยาเสพติดและ ติดยาเสพติดในที่สุด หากปล่อยให้เยาวชนมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องย่อมส่งผล ต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งปัจจุบันและอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจากข้อมูลสรุปสถานการณ์ยาเสพติดปี 2553 ของ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พบว่าอายุของผู้เข้าบําบัดรักษา กลุ่มอายุน้อย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นโ นเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15 – 19 ปี ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเด็กและเยาวชน มี แนวโน้มเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมากขึ้น โครงการ Child Watch โดยการสนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ดําเนินการสํารวจพฤติกรรมเด็ก และเยาวชนไทย และเก็บข้อมูลทุติยภูมิที่เป็นตัวบ่งชี้สภาวะเด็กและเยาวชนไทยจากหน่วยงาน ต่าง ๆ โดยมีการเก็บข้อมูลทั้งที่
6 เป็นตัวบ่งชี้สุขภาพอนามัยเด็ก ด้านการศึกษา และด้านภาวะสังคม รวมทั้ง มีการสํารวจการใช้ชีวิตของเด็กและ เยาวชนในช่วงวัยต่าง ๆ ด้วยกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ กว่า 140,000 คน ครอบคลุมทั้ง 5 ช่วงวัย คือ ระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษา ตอนปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยในรอบปี 2550 - 2551 ได้มีสภาวการณ์ที่สําคัญ เช่น สถานการณ์ของยาเสพติด ถึงแม้ว่าในปีนี้จํานวนเด็กที่เข้ารับการบําบัดยา เสพติดจะมีแนวโน้มลดลง ก็ยังถือว่ายังมีจํานวนที่ยังสูง คือจากประมาณ 26,000 คน ลดลงเป็นประมาณ 23,000 คนต่อปี แต่แนวโน้มเด็กที่ต้องคดียาเสพติดและถูกส่งเข้าสถานพินิจกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น จากจํานวน 10,279 คน ในปี 2550 ประมาณการว่าจะมีจํานวนถึง 11,297 คน ในปี 2551 แม้ว่าการพบเห็น การ เสพยาเสพติดในสถานศึกษาจะมีแนวโน้มลดลงโดยรวม แต่ก็ยังมีเด็กถึงร้อยละ 13 ที่ยังพบเห็น การเสพยา เสพติดในสถานศึกษาและจากผลสํารวจโครงการ Child Watch ในปี 2548 - 2549 เกี่ยวกับสภาวะด้าน สังคมของเด็กที่พบเห็นการเสพยาเสพติดร้ายแรง ในสถานศึกษา เช่น ยาบ้า ยาอี กัญชา ฯลฯ (ไม่รวมเหล้า บุหรี่) ในระดับอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี มีค่าเฉลี่ย 32.75 ค่าเฉลี่ยประเทศ 20.18 นอกจากนี้ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชนหรือศูนย์วิจัย ความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเอแบคไทม์โพสต์เสนอผลวิจัยเชิงสํารวจ หรือ 2,240,981 คน ต่อเนื่องภายใต้โครงการวิจัยเพื่อเฝ้าระวังรักษาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนไทย เรื่อง ประมาณการ ตัวเลข นักเรียน นักศึกษาผู้ใช้ยาเสพติด จากตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงนักศึกษา ปริญญาเอกทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ จํานวนทั้งสิ้น 21,572 ตัวอย่าง ดําเนินโครงการระหว่างเดือน พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม 2553 พบว่านักเรียน นักศึกษาชายมีสัดส่วนของคนที่สูบบุหรี่และ ดื่มเหล้าสูงกว่านักเรียนนักศึกษา หญิงคือร้อยละ 15.8 ต่อร้อยละ 5.1 สูบบุหรี่ ในขณะที่ร้อยละ 33.8 ต่อร้อยละ 27.9 ดื่มเหล้าเมื่อทําการ ประมาณการจํานวนตัวเลขนักเรียน นักศึกษาที่ดื่มเหล้า จากกลุ่มเป้าหมายจํานวนเก้าล้านสองแสนกว่าคน หรือ 9,240,981 คน พบว่ามีนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงปริญญาเอกดื่มเหล้าสาม ล้านหกแสนกว่าคน หรือ 3,631,706 คน และจํานวนเด็กนักเรียน นักศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึง ปริญญาเอกสูบบุหรี่หนึ่งล้าน กว่าคน หรือ 1,090,436 คน แต่ที่น่าเป็นห่วงต่อคุณภาพเด็กและเยาวชนของ ประเทศ คือ จํานวนเด็ก นักเรียน นักศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 5 จนถึงปริญญาเอกที่ใช้ยาเสพติด ไม่นับ รวมเหล้าบุหรี่ ยานอนหลับ ไม่นับรวมยาแก้ปวด พบว่า มีนักเรียน นักศึกษาที่ใช้ยาเสพติดจํานวนเจ็ดแสน หนึ่ง หมื่นกว่าคน หรือ 711,556 คน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจําแนกตามประเภทตัวยาเสพติดที่ใช้กัน ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงปริญญาเอก พบว่า มีจํานวนกว่าสามแสน กว่าคน หรือ 316,110 คน ใช้กัญชา มีจํานวนเกือบสามแสนเช่นกันคือ 298,480 คน ใช้กระท่อม มีสองแสนหนึ่งหมื่นกว่าคน หรือ 214,020 คน ใช้สารระเหย มีหนึ่งแสนสี่หมื่นกว่าคน หรือ 148,010 คน ใช้ยาบ้า มีหนึ่งแสนสามหมื่นกว่า คน หรือ 134,480 คน ใช้สี่คูณร้อย มีประมาณ หนึ่งแสนคน หรือ 100,040 คน ใช้ยาไอซ์ มีจํานวนหก หมื่นกว่าคน หรือ 63,550 คน ใช้ยาอี เอ็กซ์ตาซี ยาเลิฟ และกว่าห้าหมื่นคน หรือ 53,300 คน ใช้ยาเค เค ตามีน ตามลําดับ ที่เหลืออีก หกหมื่นกว่าคน หรือ 65,880 คน ใช้ยาเสพติดอื่น ๆ เช่น เฮโรอีน มอร์ฟีน โคเคน เป็นต้น ที่น่าพิจารณาคือ ผลการใช้หลักสถิติวิจัยพบว่า นักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 5 จนถึงปริญญาเอก ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดสูงกว่าเด็กนักเรียนนักศึกษา ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 9 เท่า หรือ 9.052 เท่า และเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ดื่มเหล้ามีโอกาสเช้าไปใช้ ยาเสพติดสูงกว่าเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ไม่ดื่มสูงถึง 4 เท่า หรือ 4.413 เท่า ผอ.ศูนย์วิจัยความสุข ชุมชน กล่าวว่า “รั้วโรงเรียน” ตาม
7 แนวนโยบายของรัฐบาลอาจได้รับความพึงพอใจตามความรู้สึก ของสาธารณชน แต่ในข้อเท็จจริงที่ปรากฏของ ผลวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า รั้วโรงเรียนยังมีปัญหา เพราะปัญหายาเสพติดในกลุ่มนักเรียน นักศึกษายังมีให้ปรากฏ อยู่เป็นจํานวนมาก และการทํางาน เชื่อมประสานกันระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก็มีปัญหา มีช่องว่าง เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ (ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 2553) จากข้อมูลดังกล่าวพบได้ว่า ปัญหายาเสพติดที่เกิดการแพร่ระบาด และมีแนวโน้ม จะขยายตัวมากขึ้น ใน และที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ยาเสพติดกำลังแพร่ระบาดสู่เด็กกลุ่มนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาและระดับ มัธยมศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะเกิดจากถูกเพื่อนชักจูงให้ลองเสพ อยากรู้ อยากลอง ถูก ล่อลวง และสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขาดความอบอุ่นในครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ปัญหาพ่อแม่ หย่าร้างกัน ผู้ใหญ่ไม่ได้สนใจดูแลหรือเป็นที่พึ่งของเด็กได้ เด็กเกิดความว้าเหว่ไม่รู้จะปรึกษาใคร เลยหันไปหา ยาเสพติดหรือเป็นเป้าล่อให้กับผู้ไม่ปรารถนาดีสถานศึกษาจึงเป็นหัวใจสําคัญ ในการขับเคลื่อนงานป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดลงสู่ นักเรียน นักศึกษา ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาในรูปแบบที่หลากหลายซับซ้อน และแปรเปลี่ยน อย่างรวดเร็ว ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง และพื้นที่เสี่ยงต่อการเข้าไป เกี่ยวข้อง กับยาเสพติด สถานศึกษาจําเป็นต้องจัดระบบงานด้านยาเสพติด เพื่อบูรณาการทํางานทั้งหน่วยงาน สถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากรายงานของสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 8 พบว่า ห้วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบการจับกุมเครือข่ายรายสำคัญในพื้นที่จำนวน 3 เครือข่าย ส่วนสถานการณ์ การค้าจากรายงานสถิติการจับกุมคดียาเสพติดให้โทษของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบการจับกุมคดียา เสพติดรวม 502 คดี ผู้ต้องหา 506 คน จับกุม 5 ข้อหาหลักได้ 50 คดี ผู้ต้องหา 54 คน และสามารถตรวจ ยึดของกลางยาบ้าได้ จำนวน 176,333 เม็ด ยาไอซ์ 658 กรัม กัญชา 8,081 กรัม กัญชาแห้ง 7,225 กรัม ยาอี 1 เม็ด (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์สุราษฎร์ธานี) เมื่อพิจารณาถึงปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว และจากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้กําหนด กรอบนโยบาย ให้สถานศึกษาต่าง ๆ นําไปปฏิบัติที่ว่าด้วยการจําแนกสถานะสถานศึกษา เพื่อดํารงความเข้มแข็งในการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา กําหนดให้เก็บข้อมูลและรายงานสภาพการใช้สารเสพติดใน สถานศึกษา โดยการส่งเสริมกระบวน การเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ฯลฯ มีความเกี่ยวโยงและสัมพันธ์กันในสังคม ในการแก้ไข ปัญหาสังคม ซึ่งปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสังคมปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ผู้วิจัยจึงมี ความ สนใจที่จะศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันยาเสพติดของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ สังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ความตระหนักในมหันตภัย ร้ายของยาเสพติด ในการ ป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดไม่ให้หวนกลับมามีผลกระทบต่อสังคมได้อีก
8 บทที่ ๓ ผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ๕ มาตรการ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ด้านการป้องกัน จำนวน 4 ตัวบ่งชี้ โรงเรียนวัดสามพัน เป็นโรงเรียนขนาดกลาง แต่จากการที่สภาพเศรษฐกิจ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็วผนวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าถึงทุกระดับ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ทาง โรงเรียนจึงได้จัดทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดโดยจัดกิจกรรมโครงการดังนี้ 1. สถานศึกษาดำเนินการกิจกรรมห้องเรียนสีขาว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนปลอดยาเสพติดทุกประเภท โดยมีคณะกรรมการระดับห้องเรียน แบ่งเป็น ๔ ฝ่ายดังนี้ 1.1 ฝ่ายการเรียน มีภาระหน้าที่ในการช่วยเหลือในด้านวิชาการเกี่ยวกับการเรียน การบ้าน โครงงาน หรือปัญหาการเรียนในห้องเรียน ต้องรับผิดชอบแก้ไขช่วยเหลือ และให้คำแนะนำ คำอธิบาย ชี้แนะ แหล่ง เรียนรู้ และนำเสนอครูที่ปรึกษา ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และมอบรางวัล ห้องเรียนสีขาวในทุกเดือน ผลจากการจัดกิจกรรมโรงเรียนสีขาว ฝ่ายการเรียน นักเรียนส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นในการเรียน มีการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีน้ำใจ แบ่งปัน ให้คำแนะนำแก่เพื่อน ๆ ในห้องเรียน เรื่องของการเรียนการบ้านที่ครูสั่ง มากกว่าเดิม
9 1.2 ฝ่ายการงาน มีภาระหน้าที่ในการดูแลความสะอาดเรียบร้อยในห้องเรียน รักษาของมีค่าและ ทรัพย์สมบัติของห้องเรียน วัสดุอุปกรณ์ที่ชำรุด ป้องกันอุบัติเหตุภายในห้องเรียน จัดสภาพแวดล้อมใน ห้องเรียนให้น่าอยู่ เอื้อต่อการเรียนรู้
10 ผลจากการจัดกิจกรรมโรงเรียนสีขาว ฝ่ายการเรียน นักเรียนส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นในการเรียน มีการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีน้ำใจ แบ่งปัน ให้คำแนะนำแก่เพื่อน ๆ ในห้องเรียน เรื่องของการเรียนการบ้านที่ครูสั่ง มากกว่าเดิม
11 1.3 ฝ่ายกิจกรรม มีภาระหน้าที่ในการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ทั้งในห้องเรียนและกิจกรรมในทุก ระดับชั้น เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม และการจัดกิจกรรมในกลุ่มสนใจของเพื่อน ๆ เพื่อให้เวลา ว่างให้เป็นประโยชน์ ผลจากการจัดกิจกรรมโครงการห้องเรียนสีขาว ฝ่ายกิจกรรม เห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีนักเรียนไปมั่วสุมในที่ลับตา คน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จะใช้เวลาว่างในการเล่นกีฬา เช่น เล่นฟุตบอล วอลเล่ย์บอล เปตอง แบตมิน ตัน เป็นต้น นอกจากนี้โรงเรียนยังจัดกิจกรรมยามว่างให้กับนักเรียนอีกมากมาย ผลการจัดกิจกรรมทำให้นักเรียน พัฒนาตนเองในทางทีดีขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรมและจิตใจ
12 1.4 ฝ่ายสารวัตรนักเรียน มีภาระหน้าที่ในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยทั้งในห้องเรียน และมุม อับ เช่น ห้องน้ำ หรือบริเวณสวนปาล์มน้ำมันของโรงเรียน ดูแลเพื่อน หากมีพฤติกรรมที่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพ ติดหรือพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งปัญหาส่วนตัวในด้านต่าง ๆ ให้คณะกรรมการห้องเรียนแก้ไข แต่หากไม่สามารถ แก้ไขได้ ให้นักเรียนบอกครูที่ปรึกษาเพื่อแก้ไขต่อไป รวมทั้งกิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมคัดกรองนักเรียน กิจกรรม เยี่ยมบ้าน และการช่วยเหลือนักเรียน ผลจากการจัดกิจกรรมโครงการห้องเรียนสีขาว ฝ่ายสารวัตรนักเรียน จากการที่มีนักเรียนแกนนำการได้ สอดส่องดูแล ปรากฏว่าไม่พบนักเรียนที่ไปมั่วสุม แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ นักเรียนแกนนำก็จะบอกครู ทันท่วงที ครูสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ๒. สถานศึกษาจัดประกาศผลงานห้องเรียนสีขาวดีเด่นทุกภาคเรียน สถานศึกษาจัดผลงานห้องเรียนสีขาวดีเด่นทุกภาคเรียนที่ และมอบรางวัล เกียรติบัตรหน้าเสาธงโรงเรียนวัด สามพัน จัดประกาศผลงานห้องเรียนสีขาวดีเด่นทุกเดือนทั้งภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตร เป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักเรียนตามประกาศ
13 ๓. สถานศึกษามีการดำเนินงานโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ๗ มาตรการ โรงเรียนวัดสามพัน ได้ดำเนินงานโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ๗ แนวทาง โดยมีการจัดกิจกรรมตามมาตราการ ทั้ง ๗ มาตราการ ดังนี้ มาตรการที่ ๑ กำหนดนโยบาย “โรงเรียนปลอดบุหรี่” จัดทำนโยบายโรงเรียนปลอดบุหรี่เป็นลายลักษณ์อักษร ถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติ และประชาสัมพันธ์นโยบายผ่านช่องทางที่หลากหลาย
14 มาตรการที่ ๒ โรงเรียนมีการบริหารจัดการเพื่อ “โรงเรียนปลอดบุหรี่” จัดตั้งคณะทำงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ ติดตามผลการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ รวมทั้งสำรวจข้อมูลการสูบบุหรี่ในโรงเรียน มาตรการที่ ๓ จัดสภาพแวดล้อมเพื่อ “โรงเรียนปลอดบุหรี่” ตามกฎหมาย ติดเครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ให้เห็น ชัดเจนบริเวณทางเข้าโรงเรียนทุกช่องทาง ไม่มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการสูบบุหรี่ เช่น ที่เขี่ยบุหรี่จัดสภาพแวดล้อมไม่ให้เอื้อต่อการสูบบุหรี่ในโรงเรียน มาตรการที่ ๔ สอดแทรกเรื่องบุหรี่ในการจัดการเรียนรู้ วางแผนและกำหนดกิจกรรมสอดแทรกเรื่องบุหรี่ใน หลักสูตรวางแผนและกำหนดกิจกรรมเพื่อสอดแทรกเรื่องบุหรี่นอกหลักสูตร เฝ้าระวังไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในโรงเรียน
15 มาตรการที่ ๕ การมีส่วนร่วมของนักเรียนเพื่อการขับเคลื่อน “โรงเรียนปลอดบุหรี่” ส่งเสริมให้นักเรียนเฝ้า ระวังป้องกันการสูบบุหรี่ ทั้งในและนอกโรงเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนร่วมรณรงค์บ้านและชุมชนปลอดบุหรี่ ส่งเสริมให้ นักเรียนร่วมประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่หลากหลาย มาตรการที่ ๖ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่ให้สูบบุหรี่ คัดกรองและติดตามนักเรียนกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันการ เริ่มสูบบุหรี่ของนักเรียน มีความพร้อมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เลิกสูบบุหรี่สามารถส่งต่อนักเรียนที่สูบบุหรี่เข้าสู่ ระบบบริการเลิกบุหรี่ตามความเหมาะสม
16 มาตรการที่ ๗ การมีกิจกรรมร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน มีกิจกรรมสร้างความตระหนักเรื่องบุหรี่ร่วมกับ ชุมชนผลักดันให้ผู้นำชุมชนมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานชุมชนปลอดบุหรี่ ชี้แจงและขอความร่วมมือร้านค้าใน ชุมชนไม่ขายบุหรี่ให้กับเยาวชน ๔. สถานศึกษาจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อป้องกันยาเสพติด แอลกอฮอล์ สื่อลามก- อนาจาร การพนัน การ ทะเลาะวิวาท โรงเรียนได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายในการจัดกิจกรรม ให้นักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนได้ปฏิบัติหลีกเลี่ยงจาก ยาเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ ได้แก่
17 ๔.๑ การจัดตั้งหน่วยลูกเสือต้านภัยยาเสพติด ขึ้นในโรงเรียน เพื่อเป็นหน่วยหนึ่งในการสอดส่องดูแล และมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในการรณรงค์และต่อต้านยาเพสติด พร้อมทั้งนำลูกเสือ เนตรนารี เข้ารับการ ฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติดอย่างต่อเนื่องทุกปี ๔.๒ กิจกรรมครูแดร์ ครูพระ/ครูตำรวจ/ครูวิทยากร /ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนได้จัดกิจกรรมครู แดร์ เพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงโทษของพิษภัยของยาเสพติดจากวิทยากรต่าง ๆ 4.2.1 ครูพระ โรงเรียนดำเนินการเข้าค่ายคุณธรรม จริยธรรม ทุกปีการศึกษา เพื่อให้ นักเรียนได้ตระหนักถึงคุณค่าความรักของพ่อแม่ และครู เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีระเบียบ ศีลธรรม จริยธรรม ลดละเลิก ห่างไกลจากสิ่งเสพติดและอบายมุข
18 4.2.2 ครูตำรวจ ประสานงานกับสถานีตำรวจภูธรชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาจัด กิจกรรมต่อต้านยาเสพติดและป้องกันอุบัติเหตุ ให้กับนักเรียนทุกภาคเรียนให้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๖ ให้ทราบถึงพิษภัยของยาเสพติด
19 4.2.3 ครูพยาบาล/สาธารณสุข ประสานกับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขอำเภอ พระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง ทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ในวัยรุ่น ได้รับความรู้ถึงปัญหาวัยรุ่นในปัจจุบัน มี แนวทางแก้ไขปัญหา แนวทางในการปฏิบัติตัวและแนวทางในการดำเนินชีวิต
20 ๔) ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มาให้ความรู้ เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ การทำกล้วยฉาบ เป็นอาชีพเสริม ๔.๓ กิจกรรมหน้าเสาธง มีการจัดให้นักเรียนได้ร้องเพลงชาติ ไหว้พระสวดมนต์ กล่าวคำปฎิญาณตน และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อให้แสดงออกถึงการเทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันอันสำคัญของชาติ ปลูกฝังความเป็นไทย
21
22 ๔.๔ โครงการอาหารกลางวัน มีการฝึกให้นักเรียนได้กล่าคำปฏิญาณก่อนรับประทานอาหาร เพื่อให้ นักเรียนได้สำนึกถึงคุณค่าของอาหารและนักเรียนยังได้รู้จักความรับผิดชอบโดยการนำภาชนะที่ใช้รับประทาน ไปล้างทำความสะอาด ตลอดจนมีเวรประจำวันในการเก็บ กวาด ดูแลความสะอาดของโรงอาหาร
23 ๔.๕ กิจกรรมจิตอาสา/สาธารณะ โรงเรียนได้ส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีจิตอาสาช่วยเหลือโรงเรียน ทุกวันนักเรียนจะต้องรับผิดชอบในเขตพื้นที่ของตนเองทั้งในและนอกห้องเรียน รวมทั้งเมื่อโรงเรียนมีกิจกรรม ต่าง ๆ ก็จะให้นักเรียนมีส่วนในการช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน
24 ๔.๖ กิจกรรมถวายราชสดุดี รัชกาลที่ ๖ และพิธีเข้าประจำกองลูกเสือใหม่ ในปีการศึกษา ๒565 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖5 โรงเรียนจัดกิจกรรมขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณ ที่พระองค์ท่านทรงมีต่อการลูกเสือไทย และในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖5 สถานศึกษาได้จัด ประกอบพิธีฯและได้บำเพ็ญประโยชน์ตามที่สาธารณะ และปฏิบัติกิจกรรมตามอุดมการณ์ของลูกเสือเพื่อถวาย เป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนรักและเทิดทูลในสถาบันของพระมหากษัตริย์
25 ๔.๗ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดภายใต้กิจกรรมภูมิคุ้มกันยาเสพติด ในโครงการ สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เด็กและเยาวชน เป็นเป้าหมายของขบวนการยาเสพติด เนื่องจากเป็นวัยที่เอื้อต่อการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นวัยที่อยากลอง กล้าเสี่ยง เรียงร้องความสนใจ จากสถิติค้ายาเสพติดพบว่า เด็กและเยาวชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเริ่มมีอายุน้อยลง ดังนั้นจึง จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีป้องกันยาเสพติดในเด็กและเยาวชน เพื่อจะได้สามารถร่วมมือกันปกป้องเด็กและเยาวชน จากปัญหายาเสพติด จึงได้จัดโครงการ เยาวชนรุ่นใหม่ ต้านภัยยาเสพติดขึ้น
26 ๔.๘ อ่านสารวันต่อต้านยาเสพติดโลก (๒๖ มิถุนายน) ประจำปี ๒๕๖๑ ประชาชนทุกภาคส่วนของ สังคม ได้รับรู้และเห็นถึงความสำคัญเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก (๒๖ มิถุนายน) และรวมพลังเพื่อแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมดไป
27 ๔.๙ กิจกรรมวันคริสต์มาส (๒๕ ธันวาคม ๒๕๖5) เพื่อให้นักเรียนได้ฉลองและทราบประวัติความ เป็นมาของวันคริสต์มาส ได้รับความสนุกสนานในกิจกรรมต่าง ๆ ในวันคริสต์มาส เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่ นักเรียนได้ร่วมกันปฏิบัติ เพลิดเพลินกับกิจกรรมที่จัดขึ้น
28 ๔.๑๐ กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖6 เป็นกิจกรรมที่สร้างความกล้าแสดงออก ให้กับ นักเรียน สร้างการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมต่าง ๆนักเรียนเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็น กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เยาวชนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และอบายมุขทุกชนิด
29 ๔.๑๑ กิจกรรมทัศนศึกษา ณ (๑๙ มกราคม ๒๕๖6) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษา แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน เปิดโลกกว้าง มีความสุข สนุกสนาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเรียนได้เปิดโลกกว้าง ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทำให้นักเรียนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด
30 ๔.๑2 กิจกรรมวันไหว้ครู เพื่อให้นักเรียนได้รำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ ได้แสดงออกถึงความ กตัญญูกตเวที ซึ่งจัดทุกปีการศึกษา
31 ๔.๑3 กิจกรรมเลือกตั้งสภานักเรียน (ส่งเสริมประชาธิปไตย) ทุกปีการศึกษา เป็นกิจกรรมส่งเสริม ประชาธิปไตย และตระหนักถึงจิตอาสาให้กับนักเรียน
32 ๔.๑4 กิจกรรมการเยี่ยมบ้านนักเรียน และให้ทุนการศึกษา ทุกปีการศึกษา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ อันดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน รวมทั้งครูและผู้ปกครองได้หาแนวทางในการหาวิธีการส่งเสริม พัฒนาป้องกัน และแก้ไขปัญหาร่วมกัน อันนำไปสู่การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
33 ๔.๑5 กิจกรรมด้านศิลปะ ได้จัดกิจกรรม การแข่งขันการวาดภาพระบายสี วันต่อต้านยาเสพติด วัน งดสูบบุหรี่โลก
34 ๔.๑6 กิจกรรมด้านกีฬา ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาภายในโรงเรียน และร่วมกับเครือข่าย มี โรงเรียนในเครือข่ายอำเภอตำบลไทรขึง และกีฬาต่อต้านยาเสพติด เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนหันมาเล่นกีฬา เรียนรู้การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
35 ๔.๑7 โรงเรียนได้ดำเนินการจัดกิจกรรมค่ายคุณธรรม จริยธรรม ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ ให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด โรคเอดส์ การป้องกันอุบัติภัยต่าง ๆ และพระคุณของบิดา มารดา ๔.18 โรงเรียนได้จัดกิจกรรม สวดมนต์สุดสัปดาห์ ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ ๑ ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
36 ๔.19 จัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากพื้นที่เสี่ยง โรงเรียนได้ดำเนินกิจกรรมดังนี้ จัดสวนหย่อม ลานกีฬา จุดพักผ่อนในยามพักกลางวันให้กับนักเรียน ๔.๒0 กิจกรรมเดินรณรงค์ต้านภัยยาเสพติด นักเรียนและคณะครู ผู้ปกครอง ร่วมกันเดินรณรงค์ต้าน ภัยยาเสพติดในชุมชน เพื่อให้เยาวชน ตระหนักในโทษของยาเสพติด
37 ๔.๒1 กิจกรรมธนาคารโรงเรียน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการออมให้กับนักเรียน โดยโรงเรียนร่วมกับ ธนาคารออมสิน สาขาพระแสง ร่วมกันจัดกิจกรรมออมทรัพย์ขึ้นเพื่อให้นักเรียนรู้จักเก็บออม
38 ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการค้นหา จำนวน 4 ตัวบ่งชี้ ๒.๑ สถานศึกษามีข้อมูลนักเรียนรายบุคคล โรงเรียนได้จัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลทุกปีการศึกษา เพื่อให้ได้รับข้อมูลเชิงลึกในการดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง
39 ๒.๒ การสุ่มตรวจปัสสาวะของนักเรียนกลุ่มเสี่ยง/กลุ่มเสพ/กลุ่มติด การคัดกรองจำแนกกลุ่มปลอด/กลุ่มเสี่ยง/ กลุ่มเสพ/กลุ่มติด/กลุ่มค้าและรายงานการสำรวจสภาพการใช้สารเสพติด/ยาเสพติด 2.2.๑. การดำเนินการคัดกรองสำรวจสภาพการใช้สารเสพติด ภาคเรียนละ ๒ ครั้งของปีการศึกษา และรายงานผู้บังคับบัญชา/หน่วยงานต้นสังกัดตามลำดับตรวจสุขภาพนักเรียนโดยครูประจำชั้นตรวจสุขภาพ โดยการสังเกตสุขภาพนักเรียนเป็นประจำทุกวัน เมื่อพบสภาพร่างกายหรือพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเสี่ยงต่อยา เสพติด ให้มีการรายงานต่อผู้บริหารทันทีสถานศึกษาได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไทรขึง ในการตรวจสุขภาพของนักเรียนโดยการประสานงานขอความร่วมมือ ในการตรวจสุขภาพนักเรียนทุกคน เป็นประจำทุกภาคเรียน เมื่อพบความผิดปกติของร่างกายที่ส่งผลมาจากยา เสพติด จะแจ้งข้อมูลไปยังโรงเรียนซึ่งจากการตรวจสุขภาพของนักเรียนโดยการประสานงานขอความร่วมมือใน การตรวจสุขภาพนักเรียนทุกคน เป็นประจำทุกภาคเรียน เมื่อพบความผิดปกติของร่างกายที่ส่งผลมาจากยา เสพติด จะแจ้งข้อมูลไปยังโรงเรียนซึ่งจากการตรวจสุขภาพนักเรียน โดยครูประจำชั้น และเจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ยังไม่มีการรายงานข้อมูลนักเรียนที่มีความเสี่ยง และเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 2.2.2. ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้สามารถคัดกรองนักเรียน ออกตามตัวบ่งชี้ได้ดีพอสมควร ทั้งนี้ได้ติดตามดูสภาพจริงที่บ้านของนักเรียน ทำให้ครูประจำชั้นได้รู้จักนักเรียน มากขึ้น จนสามารถจำแนกนักเรียนที่เป็นกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง /มีปัญหาเพื่อจะได้ดำเนินการส่งเสริมและ ช่วยเหลือต่อไป
40 2.2.๓. ดำเนินการสุ่มตรวจปัสสาวะหายาเสพติด อย่างน้อยภาคเรียนละ ๒ ครั้ง โดยให้คุณครูที่มี ความชำนาญในการตรวจสารเสพติดเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อหาสารเสพติดในตัวนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔ – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคน ซึ่งผลการตรวจพบว่า ยังไม่มีนักเรียนที่มีความเสี่ยงและ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
41 2.2.๔. นอกจากตรวจหาสารเสพติด ภาคเรียนละ ๒ ครั้ง ทางโรงเรียนได้ดำเนินการให้ คณะกรรมการห้องเรียนสีขาวสอดส่องดูแล เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดในตัวนักเรียน โดยเฉพาะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคน ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันตลอดเวลา 2.2.๕. ทางโรงเรียนวัดสามพัน ได้รายงานข้อมูลการสำรวจสภาพการใช้สารเสพติด/ยาเสพติดทุก ภาคเรียน ให้กับต้นสังกัดได้ทราบข้อมูล
42 ๒.๓ สถานศึกษามีการคัดกรองจำแนกกลุ่มปลอด/กลุ่มเสี่ยง/กลุ่มเสพ/กลุ่มค้า
43 ๒.๔ สถานศึกษามีการรายงานการสำรวจสภาพการใช้สารเสพติด/ยาเสพติดในระบบ CATAS
44 ยุทธศาสตร์ที่ 3 มาตรการด้านการรักษา จำนวน 2 ตัวบ่งชี้ 3.1 โรงเรียนวัดสามพันมีนโยบายในการบำบัด รักษา และส่งต่อหน่วยงานต้นสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หรือ หน่วยงานอื่น
45 3.2 โรงเรียนวัดสามพันมี “คลินิกเสมารักษ์” (จิตสังคมบำบัดในสถานศึกษา)