The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

60121771 นางสาวอุทัยวดี ทินนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Authaiwadee Tinna, 2022-02-26 11:53:02

60121771 นางสาวอุทัยวดี ทินนา

60121771 นางสาวอุทัยวดี ทินนา

ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพือ่ พฒั นาทกั ษะทางภาษาด้านการอา่ น
และการเขยี นของเด็กปฐมวยั ช้นั อนบุ าลปีท่ี 3/3 ปีการศกึ ษา 2564
โรงเรยี นดาราวิทยาลยั อำเภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม่

อทุ ยั วดี ทินนา

การวจิ ยั ฉบับนเี้ ป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ED 5802 การปฏิบัตกิ ารสอนวชิ า
เฉพาะในสถานศกึ ษา 2 ตามหลักสตู รครุศาสตรบ์ ัณฑติ
สาขาการศกึ ษาปฐมวัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่
ปีการศกึ ษา 2564





กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยเรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่าน
และการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวิทยาลัย
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้วิจัยได้รับความอนุเคราะห์จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชไมมน ศรีสุ
รักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้กรุณาให้คำแนะนำ คำปรึกษา ตลอดจนแก้ไขตรวจสอบข้อบกพร่องต่างๆ
ด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่งตลอดมา จนกระทั่งสำเร็จลุล่วงด้วยดี คณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณใน
ความกรุณาของทา่ นเป็นอย่างสงู มา ณ ท่ีนีด้ ว้ ย

ขอกราบขอบพระคุณ คณะครูโรงเรียนดาราวิทยาลัย และ ขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์
ประจำภาควิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงใหม่ ทไ่ี ดป้ ระสิทธปิ ระสาท
ความรู้ แนวคิด และมอบความปรารถนาดี เป็นกำลังใจให้ตลอดระยะเวลาของการศึกษา และ
ขอขอบพระคุณผู้เขียนหนังสือและบทความทุกชื่อเรื่องที่ใช้ในการอ้างอิงที่ได้ให้ความรู้แก่ผู้วิจัยจน
สามารถทำการศึกษาวิจยั ดงั กลา่ วสำเร็จลลุ ว่ งสมบรู ณ์ เปน็ ตวั อยา่ งการศกึ ษาสำหรับผู้อนื่ ท่สี นใจตอ่ ไป

ขอขอบพระคุณคณะผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณครูคณิศรา ถิ่นเพาะ คุณครูปทุม คะวงษา และ
คุณครูศิริพรรณ พุทธิมา จากโรงเรียนดาราวิทยาลัย ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่าในการตรวจสอบ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและให้คำแนะนำต่างๆ ตลอดจนขอขอบพระคุณผู้อำนวยการ คณะครู และ
ขอบใจนกั เรียน โรงเรยี นดาราวิทยาลยั ทไ่ี ดใ้ ห้ความอนเุ คราะหร์ ่วมมอื ทำใหก้ ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ใน
การทำวจิ ัยครงั้ นีเ้ ป็นไปไดด้ ว้ ยความเรียบร้อยบรรลผุ ลตามวตั ถุประสงคท์ ุกประการ

ขอขอบพระคณุ บิดา มารดา และบคุ คลอกี หลายท่านท่ีไม่สามารถกล่าวนามได้หมดในทนี่ ้ีท่ีมี
ส่วนชว่ ยเหลอื สนับสนนุ ใหก้ ำลังใจในการทำงานวจิ ยั คร้ังนีส้ ำเร็จลลุ ่วงไปไดด้ ้วยดี

ประโยชน์อนั พึงได้จากการศึกษาวจิ ัยในคร้ังนี้ ขอให้เป็นเคร่ืองบูชาพระคุณบดิ า มารดา และ
ครอบครัว ตลอดจนครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทความรู้ให้แก่ผู้วิจัยและให้กำลังใจในการ
สนบั สนุนเร่ือยมา

ผู้วจิ ัย
นางสาวอุทัยวดี ทินนา

กุมพาพันธ์ 2565



หัวข้องานวิจัย ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่าน
และการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียน
ผู้วิจัย ดาราวิทยาลัย อำเภอเมอื ง จังหวัดเชียงใหม่
หลักสตู ร นางสาว อทุ ยั วดี ทนิ นา
อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา การศึกษาปฐมวยั คณะครุศาสตร์
ปีทท่ี ำการวจิ ัย ผูช้ ว่ ยสตราจารย์ ดร. ชไมมน ศรีสุรกั ษ์
ปีการศึกษา 2564

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่าน และ
การเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวิทยาลัย อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายทีใ่ ช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 5 - 6
ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนดาราวิทยาลยั
ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 10 คน นักเรียนชาย จำนวน 4 คน นักเรียนหญิง
จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยแบบทดลอง 1 กลุ่ม มีการวัด
ก่อนและหลังใชน้ วตั กรรม (The One Group Comparison Pre-test, Post-test Design) เคร่อื งมือ
ทเี่ ปน็ นวัตกรรม (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 30 แผน แผนละ 20 นาที โดยใช้คำ
คล้องจองประกอบภาพเพื่อพฒั นาทักษะทางภาษาดา้ นการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย และคำ
คล้องจองประกอบภาพ ทั้งหมด 6 เรื่อง (2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
(2.1) คมู่ ือแบบประเมนิ เพื่อวดั ผลสมั ฤทธิ์เพื่อวัดผลสัมฤทธทิ์ ักษะทางภาษาด้านการอา่ นและการเขียน
สำหรับเดก็ ปฐมวัยช้นั อนุบาลปที ่ี 3/3 (Pre-test & Posttest) จำนวน 1 ฉบบั (2.2) แบบประเมนิ เพ่ือ
วัดผลสัมฤทธิ์เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้น
อนุบาลปีที่ 3/3 ก่อนการทดลอง (Pre-test) จำนวน 1 ฉบับ และ (2.3) แบบประเมินเพื่อวัด
ผลสัมฤทธิ์เพื่อวัดผลสัมฤทธิท์ ักษะทางภาษาดา้ นการอ่านและการเขียนสำหรบั เด็กปฐมวัยชัน้ อนุบาล
ปีที่ 3/3 หลังการทดลอง (Post-test) จำนวน 1 ฉบับ ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาทักษะทางภาษาด้าน
การอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย สูงขึ้นร้อยละ 83.1 สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย และใน
ระหว่างทท่ี ำการจัดกิจกรรม ผวู้ ิจยั ไม่พบปัญหาในการพัฒนา แตใ่ นด้านปัญหาโรคตดิ ต่อ โควิด19 ทำ
ให้ต้องเรียนเป็นกลุ่ม A และ กลุ่ม B ซึ่งผู้วิจัยได้ขอความอนุเคราะห์คุณครูประจำชั้นทำการจัด
กิจกรรมซ่อมเสริมเพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะทางได้มากขึ้นและสามารถเรียนรู้ได้พร้อมกับเพื่อนได้
บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์

สารบญั ค

กติ ติกรรมประกาศ หนา้
บทคดั ย่อ ก
สารบญั ข
สารบญั ตาราง ค
สารบญั รูปภาพ ฉ
บทท่ี 1 บทนำ ช
1
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา 1
วตั ถปุ ระสงค์ 2
สมมตฐิ านการวจิ ยั 2
ขอบเขตของการวจิ ยั 2
ตวั แปรในการวจิ ัย 3
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 3
ประโยชน์ท่ีได้รับงานการวิจยั 5
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง 6
เอกสารทเี่ กย่ี วข้องกบั พฒั นาการทางภาษาของเดก็ ปฐมวยั 7
7
ความหมายและความสำคญั ของภาษา 7
องคป์ ระกอบทม่ี อี ิทธิพลตอ่ พฒั นาการทางภาษา 8
ทฤษฎที ่เี กย่ี วข้องกับพฒั นาการทางภาษา 10
พฒั นาการทางภาษาด้านการอ่านของเดก็ ปฐมวัย 12
พฒั นาการทางภาษาการเขยี นของเด็กปฐมวัย 15
การเรียนรทู้ างภาษาของเด็กปฐมวยั 17
เอกสารทเี่ ก่ยี วข้องกับคำคล้องจอง 17
ความหมายของคําคล้องจอง 18
ความสำคัญของคําคล้องจอง 19
ประเภทของคําคล้องจอง



สารบัญ (ต่อ) หนา้
20
ลักษณะของคาํ คลอ้ งจองประกอบภาพ 22
การจดั ประสบการณเ์ กย่ี วกับคาํ คล้องจอง 26
งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง 26
งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ งในประเทศ 27
งานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ งตา่ งประเทศ 29
บทท่ี 3 วธิ กี ารดำเนนิ การวจิ ัย 29
แบบแผนทใี่ ชใ้ นการวิจัย 30
กลุ่มเปา้ หมายท่ีใช้ในการวจิ ัย 30
ตวั แปรท่ีเกีย่ วข้อง 30
เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย 31
การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพของเคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั 32
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 36
การวเิ คราะห์ข้อมลู และสถติ ิท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 39
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 39
ตอนท่ี 1 วเิ คราะหผ์ ลการใชช้ ุดสอ่ื หรรษาที่พฒั นาทักษะทางคณิตศาสตร์ของ
41
เดก็ ปฐมวัย
ตอนที่ 2 วิเคราะหป์ ัญหาและอปุ สรรคของผลการใช้ชุดส่ือหรรษาท่พี ฒั นาทักษะทาง 42
42
คณติ ศาสตร์ของเด็กปฐมวยั 43
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายและข้อเสนอแนะ 46
48
สรปุ ผลการวิจยั 51
อภปิ รายผล
ขอ้ เสนอแนะเพื่อการวจิ ัย
บรรณานุกรม
ภาคผนวก



สารบัญ (ต่อ) หนา้

ภาคผนวก ก รายนามผู้เช่ยี วชาญในการตรวจสอบเครื่องมือการวิจยั ประวตั ผิ ้วู ิจัย 52
ประวัตอิ าจารย์นเิ ทศ และแบบประเมนิ ค่า IOC โดยผู้เชี่ยวชาญรายนาม
ผเู้ ชยี่ วชาญ 53
- รายนามผเู้ ชีย่ วชาญ 54
- ประวัติอาจารยน์ ิเทศ 56
- แบบประเมนิ ค่า IOC โดยผ้เู ช่ียวชาญรายนามผู้เช่ยี วชาญ 57
- การหาค่าแบบประเมินของผ้เู ชี่ยวชาญ 46

ภาคผนวก ข แผนการจัดกจิ กรรมผลการใชค้ ำคล้องจองประกอบภาพเพือ่ พัฒนาทกั ษะ 74
ทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย
88
ภาคผนวก ค คู่มือแบบประเมนิ เพอ่ื วดั ผลสมั ฤทธิพ์ ัฒนาทกั ษะทางภาษาดา้ นการอ่าน 89
และการเขียนสำหรบั เด็กปฐมวัย (Pre-test & Post-test) 90
91
ภาคผนวก ง รูปภาพกิจกรรม Pre-test และกิจกรรม Posttest 92
- รปู ภาพกิจกรรม Pre-test 93
- รปู ภาพกิจกรรม Posttest 94
95
ภาคผนวก จ รูปภาพกจิ กรรม 96
- รูปภาพทำกิจกรรม เร่ือง ผลไม้นา่ กิน
- รปู ภาพทำกิจกรรม เร่ือง ผกั แสนดี 98
- รปู ภาพทำกจิ กรรม เร่ือง โรงเรยี นแสนสขุ
- รปู ภาพทำกิจกรรม เร่ือง สัตวน์ า่ รัก
- รูปภาพทำกจิ กรรม เร่ือง ครอบครวั แสนสุข
- รูปภาพทำกจิ กรรม เร่ือง การเดนิ ทางแสนสนุก

ประวตั ิผู้วิจยั



สารบญั ตาราง หน้า
34
ตารางท่ี
3.1 แสดงแบบแผนการวิจัยเรื่อง ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะ 35
ทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปี 40
การศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวิทยาลยั อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
3.2 แสดงกำหนดการ ดำเนนิ การทดลอง
4.1 แสดงคะแนนประสิทธิภาพของเครือ่ งมอื และผลการใช้คำคลอ้ งจองประกอบภาพ
เพื่อพฒั นาทักษะทางภาษาดา้ นการอา่ นและการเขยี นของเดก็ ปฐมวยั

สารบัญรูปภาพ ช

รูปภาพท่ี หน้า
5.1 นวตั กรรมหนงั สือนทิ านคำคล้องจองประกอบภาพ 44
5.2 ขณะทำกิจกรรมโดยใช้คำคล้องจองประกอบภาพ 45

1

บทที่ 1

บทนำ
ความเป็นมาและความสำคญั

เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเกิดขึน้ และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มนุษย์จึง
จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถเติบโตและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยปลูกฝังให้เด็กมีเจตคติที่ดี
ต่อ การรับรู้ เรียนรู้และการแสวงหาความรู้นั้นตั้งแต่เกิด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ภาษา เพราะภาษามี
บทบาท สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากภาษาเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มนุษย์
สามารถใช้ ติดต่อสื่อสารได้รวดเร็ว เข้าใจง่ายสุดและนอกจากนั้นภาษาจึงเป็นเครือ่ งมือสำคัญในการ
ติดต่อกับ ผู้อื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้สึกที่มีต่อกัน การติดต่อแลกเปลี่ยนความคิด
ความรู้สึกน้ี อาจจะสื่อออกมาหลายรูปแบบ เช่น ในการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนและแน่นอน
ทสี่ ดุ วิธพี ูดย่อม เปน็ วิธีตดิ ตอ่ สือ่ สารท่ีมีประสิทธภิ าพมากทีส่ ดุ นอกจากน้นั การพัฒนาภาษาพูดยังเป็น
จดุ เริ่มต้นในการพฒั นาภาษาอนื่ ติดตามมาอีกดว้ ย (กรมวชิ าการ 2541 : 1)

ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ การอยู่ร่วมกันในสังคม
จำเป็นตอ้ งใชภ้ าษาในการสอื่ สารความหมายซึง่ กนั และกันเพอ่ื แลกเปลย่ี นถา่ ยทอดความคิดความรู้สึก
ทัศนคติตลอดจนประสบการณ์ให้ผู้อื่นเข้าใจ ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง
ราบรน่ื ภาษาเปน็ ทัง้ ศาสตร์และศิลป์ตอ้ งอาศัยทักษะการฟัง การพูด ซ่ึงเป็นพ้นื ฐานของการอ่านและ
การเขยี น เพ่อื ติดตอ่ ทำความเข้าใจกบั ผ้อู ่ืนให้เข้าใจตนได้ (จินตนา สทุ ธจินดา 2522 : 2 )

กจิ กรรมคำคลอ้ งจองเปน็ อกี หนงึ่ กิจกรรมท่ีมีความสำคญั และช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางการ
พูดและพฤติกรรมทางการพูดใหก้ ับเด็กปฐมวัย สอดคล้องกับ (ไพเราะ พุ่มมั่น 2544 : 46) ที่กล่าว
ว่าการใชค้ ำคลอ้ งจองมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อพฒั นาภาษา เพือ่ ศึกษาความจำ เพื่อใหส้ นกุ สนานเพลิดเพลิน
และฝึกระเบียบวินัย เด็ก ๆ ชอบท่องคำคล้องจองและมีความสุขที่ได้ทำเสียงหรือท่าทางให้เข้ากับ
จังหวะของคำซึ่งจะช่วยให้เด็กใช้ภาษาและถ้อยคำได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน มีการเรียนรู้การใช้วรรค
ตอนและสามารถใช้ระดับเสียงแสดงออกทางความรู้สึกได้ตรงตามความหมาย ทั้งยังเป็นการช่วย
ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาให้แก่เด็กได้โดยพฤติกรรมทางการพูดของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
มากหากนำคำคล้องจองมาประกอบการเล่นด้วยซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ ยิ่งสนุกสนาน เพลิดเพลินพอใจ
และมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย (ละออ ชุติกร 2547 : 47) การจัดกิจกรรมและคำคล้องจองทำให้เด็ก

2

ได้รับประสบการณ์ในการแยกความแตกต่างของคำพูดได้ นอกจากนั้นการสนับสนุนให้เด็กท่องบท
กลอนรว่ มกับเพือ่ นจะทำให้เด็กรู้สึกวา่ เป็นสว่ นหนง่ึ ของกล่มุ (เยาวพา เดชะคุปต์ 2542 ก : 65)

เด็กปฐมวัยมีปัญหาด้านการพูด เช่น การพูดคำคล้องจอง และไม่เข้าใจภาษาที่ครูใช้สื่อสาร
ส่งผลให้ เด็กมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาต่ำ ผู้รายงานจึงได้หาแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนา
ทักษะทางภาษาดา้ น การพูด โดยนำแผน่ ภาพประกอบคำคล้องจองมาจัดกิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์
เพื่อให้เด็กมีทักษะทางภาษา ด้านการพูด ได้รับประสบการณ์ตรงจากสิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยาก
กลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเรียนรู้ ได้ง่าย รวดเร็ว สนุกสนาน เพลิดเพลิน ที่ได้พูดคำคล้องจอง
รคู้ วามหมายของคำศพั ท์ บอกชือ่ ส่ิงของ และเล่าเรอ่ื ง จากภาพไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ

ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยใช้
กิจกรรมคำคล้องจองประกอบภาพ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล
เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางความคิด ความรู้สึก ด้วยการเชื่อมโยงประสบการณ์ต่าง ๆ จากคำ
คลอ้ งจอง ใชท้ ักษะทางภาษาด้านการฟัง พดู อ่าน และเขยี นอย่างครบถ้วน เพือ่ ใหผ้ ทู้ เ่ี กี่ยวข้องและผู้
ที่สนใจเกย่ี วกับการสอนอ่านและเขียนได้นำผลการพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน
ไปใชเ้ ปน็ แนวทางในการจดั การศกึ ษาสำหรับเด็กปฐมวัยต่อไป

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย

1. เพ่ือศกึ ษาผลการใชค้ ำคล้องจองประกอบภาพเพ่ือพัฒนาทักษะทางภาษาดา้ นการอา่ นและ
การเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวิทยาลัย อำเภอเมือง
จงั หวัดเชยี งใหม่

สมมตฐิ านการวจิ ยั

เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน หลังการใช้คำคล้องจอง
ประกอบภาพสูงกว่ากอ่ นเรยี น

ขอบเขตของการวิจยั

กล่มุ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 5 - 6 ปี ซึ่งกำลัง
ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ห้อง 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนดาราวิทยาลัย

3

ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นนักเรียนกลุ่ม A จำนวน 10 คน นักเรียนชาย จำนวน
4 คน นักเรยี นหญงิ จำนวน 6 คน

ระยะเวลาในการวจิ ัย
การศึกษาครั้งนี้ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ใช้เวลาในการทดลอง
6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 20 นาที รวมเป็นระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 30 ครั้ง ระหว่าง
วันท่ี 20 ธันวาคม พ.ศ.2565 - วนั ที่ 11 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2565

ตัวแปรท่ีศึกษาทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย

1. ตวั แปรตน้ คอื คำคล้องจองประกอบภาพ
2. ตัวแปรตาม คือ การพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ได้แก่ ทักษะการอ่าน และการเขียน ชื่อ สิ่งของ หรือสถานที่ ทักษะการเล่าเรื่อง
จากภาพ

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ

1. เดก็ ปฐมวัย หมายถงึ กลมุ่ เปา้ หมายที่ใชใ้ นการวิจัยครง้ั นี้ เปน็ เดก็ ปฐมวยั ชาย – หญิง ที่มี
อายุ 5 - 6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ห้อง 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของ
โรงเรยี นดาราวทิ ยาลยั ตำบลวดั เกต อำเภอเมอื ง จังหวัดเชยี งใหม่ เป็นนักเรียนกลุ่ม A จำนวน 10 คน
นกั เรยี นชาย จำนวน 4 คน นักเรียนหญิง จำนวน 6 คน

2. ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย หมายถึง ความสามารถ
ในดา้ นการอา่ นและการเขยี นของเด็กปฐมวยั ดังน้ี

2.1 ทักษะดา้ นการอ่าน หมายถึง ความสามารถในด้านการอา่ นของเด็กปฐมวยั ซึ่งดูจาก
ความสามารถในการอา่ นแบบจำรูปคำอา่ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งภาพกับคำ และการเขา้ ใจความหมาย
ของคำแบง่ เป็น 5 ขน้ั ไดแ้ ก่

2.1.1 คาดเดาภาษาหนังสือ หมายถึง พูดข้อความด้วยภาษาของตน ทำท่าทาง
เหมอื นอา่ นหนังสอื จบั ใจความโดยใชป้ ระสบการณต์ รง

2.1.2 แกไ้ ขความผิดในประโยคด้วยตนเอง หมายถึง ช้บี อกคำที่เหมือนกัน หาคำที่มี
ตวั อักษรคล้ายคลึงกัน อา่ นขอ้ ความทมี่ ตี วั อกั ษรและคำท่ีเหน็ กันอยู่เปน็ ประจำ

4

2.1.3 จำคำที่คุ้นเคยได้ หมายถึง รู้จักคำที่อยู่ในชีวิตประจำวัน อ่านคำจากภาพช้ี
และบอกช่ือตัวอกั ษรสว่ นใหญไ่ ดจ้ ำคำทมี่ ีพยญั ชนะต้นเหมอื นกันได้

2.1.4 คาดเดาคำ หมายถึง ใช้เสียงพยัญชนะต้นที่รู้จักในการคาดเดาและตรวจสอบ
คำสามารถผสมคำกบั คำอื่นกลายเป็นคำใหม่ ใชค้ ำท่รี ้จู ักแตง่ ประโยคได้

2.1.5 แก้ไขปัญหาการอ่านคำ หมายถึง จำตัวอักษรที่สัมพันธ์กับเสียงของคำรู้ว่า
เสยี งของคำท่ีได้ยินประกอบดว้ ยตัวอักษรอะไร สร้างคำศพั ทจ์ ากสงิ่ ท่ีพบเห็นได้

2.2 ความสนใจในการอ่าน หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกถึงความสนใจในการอ่าน
เช่น การหยิบจับดูหนังสือ เปิดหนังสือดูรูปภาพ การพูดข้อความในหนังสือ พูดคุยเกี่ยวกับภาพ นำ
หนงั สอื ให้เพือ่ นดู ถามชอื่ เร่ืองของหนังสอื และนำหนงั สือมาใหค้ รชู ว่ ยอา่ น

2.3 ทักษะด้านการเขียน หมายถึง การแสดงออกในการเขียนที่มีการเปลี่ยนแปลง
แตกต่างไปจากเดมิ และอยู่ในข้นั ใดขัน้ หนงึ่ ของทกั ษะด้านการเขยี น แบ่งเปน็ 8 ขนั้ ได้แก่

2.3.1 ขั้นวาดแทนเขียน หมายถึง วาดภาพอย่างเดียว ไม่เขียนสื่อความหมายบอก
ความหมายของภาพท่ีวาดได้เหมาะสมและเช่ือมโยงเปน็ เรอื่ งราวได้สมั พนั ธ์กัน

2.3.2 ขั้นเขียนต่าง ๆ แทนเขียน หมายถึง เขียนขีดเขี่ยจากซ้ายไปขวาได้บ่อยครั้ง
บอกความหมายของสิ่งทขี่ ดี เขี่ยได้และเช่อื มโยงเร่ืองราวไดส้ มั พนั ธ์กัน

2.3.3 ขั้นเขียนตั้งชื่อผลงานด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ หมายถึง เขียนตั้งชื่อผลงานด้วย
สญั ลกั ษณต์ า่ ง ๆ และบอกความหมายของส่งิ ทเ่ี ขียนได้พร้อมท้ังเลา่ เรอ่ื งได้สัมพันธก์ นั

2.3.4 ขั้นเขียนโดยทำเครื่องหมายคล้ายตัวอักษร หมายถึง เขียนโดยทำเครื่องหมาย
คล้ายตวั หนังสือ บางตวั ไม่คล้ายแตเ่ ปน็ รปู ร่างท่เี ดก็ คิดข้ึนเอง บอกความหมายได้ เช่อื มโยงเรือ่ งราวได้
สมั พนั ธ์กนั

2.3.5 ขั้นเขยี นตัวอกั ษรท่รี จู้ ักด้วยวธิ ที ่ีคดิ ขน้ึ เอง หมายถงึ เขยี นคำทเี่ ขียนได้ด้วยสลับ
ท่ตี ัวอกั ษรเขยี นตวั อักษรกลบั บอกความหมายได้ เชื่อมโยงเรอื่ งราวไดส้ ัมพันธก์ นั

2.3.6 ข้นั เขียนโดยคัดลอกหนังสือ หมายถงึ คัดลอกตัวอักษรทีเ่ ห็นอยรู่ อบ ๆ ตัวอาจ
ลอกหมดทุกตัวหรือลอกเฉพาะคำทต่ี ้องการไปพร้อมกับคำท่ีเขียนได้แล้ว บอกความหมายได้เชื่อมโยง
เปน็ เร่ืองราวได้สมั พนั ธก์ นั

2.3.7 ขั้นเขียนโดยสะกดขึ้นเอง หมายถึง เขียนโดยอิสระสะกดขึ้นเอง โดยไม่รู้การ
สะกดจรงิ ทำอยา่ งไร บอกความหมายได้ เชื่อมโยงเปน็ เรื่องราวได้สมั พันธก์ ัน

5

2.3.8 ขั้นเขียนสะกดคำใกลเ้ คียง หมายถึง การเขยี นสะกดคำใกล้เคียงหรอื เหมือนกับ
วธิ สี ะกดของผใู้ หญ่ เช่น เขยี นวา่ “สวัสดคี ่ะ” โดยผสมพยัญชนะและสระตามเสียงของคำที่เขาพูดหรือ
ไดย้ ิน บอกความหมายได้ เช่อื มโยงเป็นเรอื่ งราวไดส้ ัมพันธก์ นั

3. คำคล้องจอง หมายถึง คำประพันธ์ อาจเป็นโคลง กลอน ฯลฯ ซึ่งใช้ถ้อยคำง่ายๆ และมี
ความยาวไม่มากนัก มีเนื้อหาสาระ เด็กท่องคำคล้องจองแล้วเกิดความสนุกสนาน ได้พัฒนาภาษาฝึก
ความจำ คำคล้องจอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คำคล้องจองที่สัมพันธ์กับหน่วยการเรียน ทำให้
เด็กมคี วามเข้าใจและจำเร่ืองราวต่าง ๆ ได้ และคำคลอ้ งจองทม่ี ีเนื้อหาไม่สัมพันธ์กบั หน่วยการเรียนท่ี
เด็กเรยี นอยแู่ ตม่ ีเนือ้ หาใกลต้ ัวเด็ก

ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการวิจัย

1. เดก็ ปฐมวยั ไดร้ บั การพฒั นาทักษะการพูดด้วยคำคล้องจองประกอบภาพ
2. ผู้วิจัยได้ศึกษาและพัฒนาตนเองในการทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องผลการใช้คำคล้องจอง
ประกอบภาพเพ่ือพฒั นาทกั ษะทางภาษาดา้ นการอ่านและการเขยี นของเด็กปฐมวัยช้ันอนบุ าลปีท่ี 3/3
3. สถานศึกษาได้รว่ มการบริการวิชาการแกส่ ังคมรว่ มกับนกั ศึกษาที่ได้ทำวิจัยในเรื่องเรื่องผล
การใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็ก
ปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 จากคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชยี งใหม่
4. อาจารย์ และ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่ ได้เผยแพร่ผลงานทางการศกึ ษาในดา้ นการใช้
เรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของ
เด็กปฐมวยั ชั้นอนบุ าลปีที่ 3/3

6

บทท่ี 2
เอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวิจัยเรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่าน
และการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวิทยาลัย
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ศึกษาเอกสาร หนังสือ ตำรา วารสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ตามลำดบั ดังต่อไปน้ี

1. เอกสารท่เี กย่ี วขอ้ งกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวยั

1.1 ความหมายและความสำคัญของภาษา
1.2 องคป์ ระกอบท่ีมอี ิทธพิ ลตอ่ พัฒนาการทางภาษา
1.3 ทฤษฎีที่เกีย่ วขอ้ งกบั พัฒนาการทางภาษา
1.4 พฒั นาการทางภาษาด้านการอ่านของเด็กปฐมวยั
1.5 พฒั นาการทางภาษาการเขยี นของเด็กปฐมวัย
1.6 การเรยี นร้ทู างภาษาของเด็กปฐมวยั

2. เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั คำคล้องจอง

2.1 ความหมายของคาํ คล้องจอง
2.2 ความสำคญั ของคําคล้องจอง
2.3 ประเภทของคาํ คลอ้ งจอง
2.4 ลกั ษณะของคาํ คล้องจองประกอบภาพ
2.5 การจัดประสบการณเ์ กีย่ วกับคาํ คล้องจอง

3. งานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง

3.1 งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วข้องในประเทศ
3.2 งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้องต่างประเทศ

7

1. เอกสารทเี่ กี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาของเดก็ ปฐมวัย
1.1 ความหมายและความสำคญั ของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ซึ่งต้องอาศัยทักษะการฟัง

และการพูด อันเป็นพื้นฐานของการอา่ นและเขยี น ในการตดิ ตอ่ ทาํ ความเข้าใจกบั ผ้อู ืน่ ดังท่ี
นักการศกึ ษาหลายท่านไดก้ ล่าวไวด้ ังนี้
หรรษา นิลวิเชียร (2535, หน้า 201) กล่าวว่า ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร

ระหว่างกัน ด้วยวิธีการหลายรูปแบบ ซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการพูดและการเขียนซึ่งการ
พฒั นาดงั กลา่ วชว่ ยใหเ้ ด็กเขา้ ใจและเรยี นรู้สิง่ ต่าง ๆ ในสง่ิ แวดล้อมไดด้ ขี ึ้น

บุษบง ตันติวงศ์ (2535, หน้า 40-47) กล่าวว่า ภาษาเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารที่ต้อง
ใช้ให้เหมาะกับเรื่องที่ต้องการสื่อสาร เด็กปฐมวัยเรียนรู้ภาษาแบบต่าง ๆ ได้แก่ ภาษาศิลปะ ดนตรี
การเคลื่อนไหวร่างกาย ละคร และคณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถใช้สื่อสารความคิดแต่ละเรื่องโดยใช้
สัญลกั ษณ์หลายแบบผสมผสานสลับกนั

ราชบัณฑิตยสถาน (2546, หน้า 822) ให้ความหมายของภาษาไว้ว่า ภาษา หมายถึง
ถ้อยคําที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมายของชนกลุ่มหนึ่ง หรือเพื่อสื่อความหมายเฉพาะวงการ
เสียงตัวหนังสือหรืออากปั กริยาท่ีสือ่ ความหมายได้ โดยปริยายหมายความว่า สาระเรื่องราวเนื้อความ
ที่เข้าใจกันได้

สรุปได้ว่า ภาษาเป็นการการทำที่เกิดขึ้นในตัวเด็กในรูปแบบของการคิด และในระบบ
ของสัญลักษณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษาในระดับต่อไป เพื่อใช้ในการ
ติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นภาษาจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างตอ่ เนื่อง
ตงั้ แต่ระดับปฐมวยั อันจะนาํ ไปสกู่ ารพฒั นาสังคม และสติปัญญา ช่วยให้เกิดการเรยี นรู้ในสงิ่ ตา่ ง ๆ

1.2 องคป์ ระกอบทีม่ ีอิทธพิ ลต่อพฒั นาการทางภาษา
ศรยี า นิยมธรรม และประภสั สร นิยมธรรม (2541, หนา้ 42-47) ไดพ้ ูดถึงองค์ประกอบที่

มอี ทิ ธพิ ลต่อพฒั นาการทางภาษา ดงั นี้
1) สุขภาพ การเจ็บป่วยเรื้อรังหรือรุนแรงในช่วงสองปีแรกของเด็ก มักทําให้การเริ่มพูด

และการรจู้ ักประโยคช้าไปราว ๆ 1-2 เดือน เพราะการป่วยทําให้เด็กขาดโอกาสทจี่ ะสมาคมกับเด็กอ่ืน
นอกจากนี้การป่วยทําให้เด็กไม่อยากพูดจากับใคร ส่วนเด็กหูหนวกหรือหูตึงยิ่งเรียนพูดได้ช้า ทั้งนี้

8

เพราะเด็กไม่มีโอกาสได้ยินคนอื่นหรือแม้แต่คําพูดของตนเอง ทําให้ขาดตัวอย่างในการเลียนแบบซึ่ง
เป็นส่วนสำคญั ย่ิงในการเรยี นรแู้ ละพัฒนาภาษา

2) สตปิ ัญญา ความสำคัญระหว่างสติปัญญาและภาษาเกยี่ วเนื่องกันอยา่ งชัดเจนและเพ่ิม
มากขึ้นจนอายุ 2ขวบ หลังจากนั้นความสัมพันธ์จะเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น เด็กที่มีสติปัญญาต่ำเท่าใด
ภาษาพูดก็ยิ่งเลวเท่านั้น ส่วนเด็กที่มีสติปญั ญาเฉลียวฉลาดพบว่า มีปัญญาดีเยี่ยมทั้งในด้านศัพท์และ
การใชป้ ระโยค

3) ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและ
สังคมสูงได้มีของเล่น ได้พบเห็นหนังสือ ได้อ่านหรือฟังนิทานเล่าเรื่อง ได้มีโอกาสติดต่อเกี่ยวข้องกับ
ผใู้ หญ่ ทําให้มีโอกาสจะพัฒนาภาษาไดด้ ีกว่าเดก็ ที่ถกู ปล่อยอยตู่ ามลำพังกบั เพอื่ น

4) อายุและเพศ นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อพัฒนาการ
ทางดา้ นการใชภ้ าษาของเดก็ หากสังเกตจะพบวา่ เดก็ ผหู้ ญงิ จะแสดงการใช้ภาษาพดู ไดเ้ หนือกว่าดีกว่า
และเร็วกว่าเด็กผู้ชาย

5) ความสัมพันธ์ในครอบครัว จากการศึกษาพบว่า เด็กในสถานสงเคราะห์เลี้ยงดูเด็ก
กําพร้ามกั มพี ฒั นาการลา่ ช้ากว่าเดก็ ทัว่ ไป เพราะเดก็ เหล่านข้ี าดความสมั พนั ธ์ส่วนตวั กบั แม่หรือพ่ีเล้ียง
เด็กลูกสาวคนเดียวมักมีทักษะด้านภาษาสูงกว่าเด็กที่มีพี่น้องในทุกด้าน เพราะเด็กลูกคนเดียวอยู่ใน
ความสนใจของแม่มากกวา่ และไม่ต้องแขง่ ขนั กับพ่ีน้อง

6) การพูดหลายภาษา ทําให้เด็กเกิดความสับสนในการพูด ไม่สามารถพูดได้โดยเสรีตอ้ ง
คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะพูดอย่างไร จะถูกในโอกาสใด เด็กจะรู้สึกว่ามีปัญหาในการปรับตัวกลัวถูก
หัวเราะเยาะหรือเป็นที่รําคาญของคนอ่ืน ไม่กล้าพูดกับคนอื่นจนกลายเป็นคนเก็บตัวอันเป็นปัญหา
ทางด้านบุคลิกภาพ เด็กเหล่านี้จะรู้สึกดีขึ้นหากได้อยู่ในภาวะที่มีคนอื่น ซึ่งมีปัญหาคล้ายคลึงกัน
ตนเอง

7) สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมนับว่ามีอิทธิพลต่อการพัฒนาด้านการใช้ภาษาของเด็กเป็น
อยา่ งมาก กล่าวคือ เด็กอยู่ในส่ิงแวดล้อมใด การใช้ภาษาของเด็กก็จะเป็นไปตามสิ่งแวดล้อมน้ันย่ิงอยู่
ในสงิ่ แวดลอ้ มทด่ี ีเทา่ ใด เด็กกย็ ง่ิ มโี อกาสได้เรยี นรคู้ ำศพั ท์แปลก ๆ ใหม่ๆ มากขน้ึ เทา่ นน้ั

สรปุ ไดว้ ่า องคป์ ระกอบท่ีมีอทิ ธิพลต่อพฒั นาการทางดา้ นภาษานน้ั มปี จั จัยหลาย ๆ อย่าง
ด้วยกัน เช่น สุขภาพร่างกาย สติปัญญา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดลอ้ ม รวมไปถึงการ
เรยี นก็ลว้ นแต่ส่งผลกระทบต่อพฒั นาการทางด้านภาษาของเด็กเป็นอยา่ งมาก

9

1.3 ทฤษฎที ีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั พฒั นาการทางภาษา
การที่เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาภาษาพูดและความสามารถในการฟังจนสามารถใช้ใน

การติดต่อสื่อสารกับผูอ้ ื่นได้นั้น ได้มีผู้ใหค้ วามสนใจศึกษาและกำหนดเป็นทฤษฎีพัฒนาการทางภาษา
ไว้ดงั นี้

ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2541, หน้า 31-35) ได้สรุปการศึกษา
คน้ ควา้ ทฤษฎีต่าง ๆ ท่เี กยี่ วข้องกับภาษาไว้ดงั นี้

1) ทฤษฎคี วามพึงพอใจแห่งตน (The autism theory) หรือ(Autistic theory) ทฤษฎีนี้
ถือว่าการเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องมาจากความพึงพอใจที่จะทําเช่นนั้น
โมว์เรอร์(Mowrer) เชื่อว่าความสามารถในการฟังและความเพลินเพลินจากการได้ยินเสียงของผู้อ่ืน
และเสียงของตนเองเป็นส่ิงสำคญั ยง่ิ ต่อการพฒั นาการ

2) ทฤษฎีการเลียนแบบ (The limitation theory) เลวิส (Lewis) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการ
เลียนแบบในการพัฒนาการทางภาษาอย่างละเอียด ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจาก
การเลยี นแบบ ซึ่งอาจเกดิ จากการมองเหน็ หรือการได้ยนิ เสยี ง

3) ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการ
เรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลด์ (Rheingold) และ
คนอ่นื ๆ ศกึ ษาพบว่า เดก็ จะพูดมากขึน้ เม่อื ไดร้ บั รางวัล หรอื ไดร้ บั การเสรมิ แรง

4 ) ท ฤ ษ ฎ ี ก า ร ร ั บ รู้ ( Motor theory of perception) ล ิ เ บ อ ร ์ แ ม น ( Liberman)
ตั้งสมมติฐานได้ว่าการรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสยี ง จึงเห็นได้ว่าเด็กมกั จ้องหน้าเวลาเราพดู
ด้วยการกระทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟังและพูดซ้ำกับตนเองหรือหัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอ่าน
ริมฝปี ากแล้วจึงเรียนรู้คํา

5) ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble buck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thorndike)
เปน็ ผ้คู ดิ โดยอธบิ ายว่าเม่ือเด็กกาํ ลงั เล่นเสยี งอยู่น้นั เผอญิ มบี างเสยี งไปทาํ ใหเ้ ดก็ พฒั นาภาษา

6) ทฤษฎีชีววิทยา (Biological theory) เลนเนเบอร์ก(Lenneberg) เชื่อว่าพัฒนาการ
ทางภาษานั้นมีพื้นฐานชีววิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียงเด็กจะเร่ิม
สง่ เสียงออ้ แอแ้ ละพูดได้ตามลำดบั

10

7) ทฤษฎีการให้รางวัลของแม่(Mother reward theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และ
มิลเลอร์(Miller) เปน็ ผ้คู ดิ ทฤษฎีน้โี ดยย้ำเกีย่ วกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเดก็ ว่าภาษาที่
แม่ใชเ้ ปน็ การเลย้ี งดูเพือ่ สนองความตอ้ งการของลูกนน้ั เป็นอิทธิพลทท่ี ําใหเ้ กิดภาษาพูดแก่ลูก

สรุปได้วา่ ทฤษฎตี ่าง ๆ ทเ่ี กยี่ วข้องกบั พัฒนาการทางภาษา ไดพ้ ูดถึงการเรยี นร้ภู าษาของ
เด็กเกิดจากหลายด้าน ได้แก่พื้นฐานทางชีววิทยาการเล่นเสยงการเลียนแบบ การหัดเปล่งเสียงแบบ
ต่าง ๆ และสิ่งที่สำคัญคือการตอบสนองจากบุคคลใกล้ชิด ด้วยการโต้ตอบ ให้การเสริมแรงและเป็น
แบบอย่างที่ดีในการใชภ้ าษา

1.4 พฒั นาการทางภาษาด้านการอา่ นของเดก็ ปฐมวัย
Holdaway (1979) ได้จดั พฤติกรรมการอ่านของเดก็ ปฐมวัยตามลำดบั พัฒนาการไว้ดังนี้
ขั้นที่ 1 Emergent reading
1) ดูหนังสือเรื่องที่ชอบ พูดข้อความในหนังสือด้วยภาษาของตน ทําท่าทางเหมือนอ่าน

หนงั สอื
2) จับใจความและตรวจสอบความถกู ต้องของเนื้อเรื่องโดยการใชป้ ระสบการณ์ตรง
3) ไม่สนใจข้อความตามลำดบั ของเรอ่ื ง
4) อ่านเรอ่ื งส้นั ๆ ที่บอกใหค้ รบู ันทกึ ให้
5) อ่านและเขยี นตัวขดี เขย่ี (Scribbles)
6) อา่ นด้วยตวั อกั ษรแลว้ พยายามลอกหรอื เขียนทบั
ขั้นท่ี 2 Advanced emergent reading
1) การกวาดตามองขอ้ ความตามบรรทดั ดูขอ้ ความทีม่ ีตัวหนงั สือใหญ่และเขียนเวน้ คํา
2) ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง โดยการเดาจากประสบการณ์เดมิ และจดส่งิ ช้ีแนะ
3) อ่านขอ้ ความทีม่ ีตัวอักษรและคําท่เี หน็ กนั อยู่เปน็ ประจำ
4) หาคาํ ทมี่ ีตวั อกั ษรท่คี ลา้ ยคลงึ กนั โดยการตรวจสอบจากจุดท่เี ริ่มตน้ ของประโยค
ข้นั ที่ 3 Emergent to early reading
1) ร้จู ักคําท่ีอยู่ในชีวิตประจำวันเมอื่ เห็นคาํ นนั้ ในบรบิ ทหรือสิ่งแวดล้อม
2) คาดเดาคาํ ใหมโ่ ดยดรู ปู ประโยคและความหมาย
3) กวาดสายตาถูกทิศทางเม่อื มองขอ้ ความท่ีคนุ้ เคย
4) ชี้และบอกชือ่ ของตวั อักษรสว่ นใหญไ่ ด้

11

5) พิจารณาตัวอักษรบางตัวเพื่อจะบอกว่าคือตัวอะไรแล้วพยายามลอกและตกแต่ง
รูปร่างของตวั อักษร

6) จำคาํ บางคาํ ทมี่ พี ยัญชนะต้นเหมอื นกันได้
ขนั้ ที่ 4 Emergent reading
1) ชหี้ รอื กวาดตามองจดุ เริ่มต้นและจดุ จบของคําบางคาํ
2) ใชเ้ สยี งพยญั ชนะตน้ ท่รี ูจ้ กั ในการคาดเดาและตรวจสอบคําทจ่ี บ
3) บอกข้อสังเกตที่แสดงว่ารู้คําว่าคํา ๆ เดียวกันสามารถผสมกับคาํ อื่นกลายเป็นคําใหม่
เชน่ เดก็ ชาย เดก็ หญิง แม่ค้า แม่นำ้
4) ลอกหรือเขียนสื่อความหมายโดยใช้ภาษาง่าย ๆ ของตนเองใช้รูปประโยคที่ถูกต้อง
และกลับมาอ่านได้
5) เล่นเกมโดยใช้บัตรคําที่มีคําค้นุ เคยหรอื เรียงบตั รคาํ ใหเ้ ปน็ ประโยคได้ถูกต้อง
6) ชีห้ รือกวาดตามองจุดเร่มิ ตน้ และจดุ ลงทา้ ยของประโยค
ข้นั ที่ 5 Advance early reading
1) คาดเดาข้อความจากสิ่งชี้แนะโดยดูพยัญชนะตัวแรกของคำประกอบกับความรู้เดิม
เกีย่ วกบั ความสัมพันธร์ ะหว่างรูปตัวอักษรกบั เสียงอกั ษร
2) จำและตรวจสอบตัวอกั ษรทีส่ มั พันธ์กบั เสียงของคํา
3) ตรวจสอบคําทอี่ า่ นด้วยการชีต้ ัวอักษรในคําพรอ้ ม ๆ กบั ออกเสียงไปดว้ ย
4) ใช้รปู และเสียงตัวอักษรเป็นหลกั ในการสะกดคาํ ใหม่ท่ีไม่ร้จู ักหรอื คําที่ไมแ่ น่ใจ
พัชรี ผลโยธิน และวรนาท รักสกุลไทย (2543, หน้า 20-21) ได้อธิบายขั้นตอนของการ
อา่ นของเด็กไวด้ ังน้ี
ขัน้ ที่ 1
- คาดเดาภาษาหนงั สือ
- แกไ้ ขความผิดพลาดของความหมายดว้ ยตนเอง
- พยายามใช้ประสบการณ์จากการพดู คยุ กลับมาเป็นภาษาที่ใชอ้ ่าน
ขนั้ ที่ 2
- แกไ้ ขความผดิ ในประโยคด้วยตนเอง
- ตระหนกั วา่ ตัวหนงั สอื มีรปู ร่างคงที่

12

- สามารถชบี้ อกคาํ ทเี่ หมือนกนั ซ่งึ อยู่ในหนา้ เดยี วกัน
- สามารถมองตามตวั อกั ษรบนแผ่นกระดาษขนาดใหญ่ได้
ขน้ั ท่ี 3
- จำคําที่ค้นุ เคยได้
- คาดคะเนความหมายจากบริบท
- ใชว้ ธิ ีการอ่านไปในทิศทางเดยี วกันจนเปน็ นิสัย
- สามารถระบแุ ละบอกช่อื ตวั อกั ษรได้เกือบหมด
ขัน้ ที่ 4
- เขา้ ใจเกยี่ วกบั การเรมิ่ ตน้ และการลงโทษเมอ่ื นำมาใชใ้ นการเดาคํา
- ใช้เสยี งช่วงตน้ ของคําในการเดาคาํ ใหม่ๆ ในบริบท
- สามารถใชค้ าํ ท่ีรู้จักมาแตง่ ประโยคได้
ข้ันท่ี 5
- ในการแกป้ ัญหาการอา่ นคํา ใช้เสยี งเร่มิ ตน้ และเสียงควบกล้ำไปพรอ้ มกับคําบอกใบ้
ของบรบิ ท
- สามารถรวู้ ่าเสียงของคําทีไ่ ด้ยนิ ประกอบดว้ ยตัวอักษรอะไร
- สร้างคำศัพท์จากสิ่งทีพ่ บเห็นได้มากข้นึ
สรปุ ได้วา่ พัฒนาการทางการอ่านของเด็กปฐมวยั หมายถึง การทเี่ ดก็ เชอื่ มโยงความคดิ
จากภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ ดว้ ยการคน้ หาความหมายจากตวั อกั ษรเพ่ือสื่อความหมายออกมาโดยในขั้น
แรกจะได้แก่ การคาดเดาภาษา การแก้ไขความผิดในประโยคด้วยตนเอง จนถึงการรู้จักแก้ปัญหาใน
การอ่านคําและสามารถสรา้ งคําจากสง่ิ ที่พบเหน็ ไดม้ ากขน้ึ
1.5 พัฒนาการทางภาษาด้านเขียนของเดก็ ปฐมวัย
การเขียนเป็นการถ่ายทอดความคดิ ความรู้สึกและความเข้าใจของตนเองออกมาเพื่อสื่อ
ความหมายให้ผ้อู ่นื เขา้ ใจและเป็นเคร่ืองมือสาํ หรับพฒั นาความคิดสตปิ ัญญา ตลอดจน เจตคตดิ ว้ ยการ
เขยี นจึงเป็นทกั ษะการแสดงออกท่สี ำคญั และสลบั ซับซ้อน
การเขียนของเด็กแต่ละวัยมีความแตกตา่ งกนั เรม่ิ จากการลากเสน้ ท่ยี งั ไมม่ คี วามหมายไป
จนถึงการลากเส้นท่มี คี วามหมายสร้างสญั ลักษณแ์ ละสือ่ ความหมายได้ โลเวนเฟรต (Lovenfred, n.d.
อา้ งถงึ ใน สุภาพ กติ ตสิ าร, 2530, หน้า 26)ไดก้ ล่าวถึงพัฒนาการในการเขียนของเด็ก ดังนี้

13

1) เด็กในช่วง 2-4 ปีจะมีพฒั นาการในการเขยี นโดย หยบิ จับ ขีดเขียนอยา่ งสะเปะสะปะ
เพราะยังไม่สามารถบังคบั มอื ได้จนกระทั้งประสาทมือเริ่มสัมพันธก์ ับการควบคุมสายตาในงานที่ทําได้
จะเริ่มเขียนลากเส้นที่สะเปะสะปะไปสู่เส้นโค้ง มีการวนซ้ำเส้นเดิม มีทั้งเส้นในแนวดิ่งและเส้นแนว
นอน และจะลากเป็นวงกลม จากนั้นเริ่มเล่าถึงการขีดเขียน เริ่มสนใจและสํารวจสิ่งต่าง ๆรอบตัว
สามารถแสดงออกมาในเสน้ ทต่ี นขีดเขยี น

2) เด็กวัย 4-7 ปีจะมีพัฒนาการในการเขยี นโดยการขีดเขียนนั้นเร่ิมมีความหมายชัดเจน
ยิ่งข้ึนเป็นการเรม่ิ ต้นสอื่ สารดว้ ยภาพ เด็กเรม่ิ สรา้ งแบบในการวาดของตนแบบแผนหรือสญั ลักษณ์แรก
ทเี่ ด็กทาํ ขึน้ ได้แกค่ น เพราะเปน็ สิง่ ท่ใี กล้ตวั เดก็ มากทีส่ ดุ

ทิศนา แขมมณี (2536, หน้า 76-77) ได้แบ่งพฤติกรรมการเขียนตามธรรมชาติของเด็ก
ปฐมวัยออกเปน็ 7 ลักษณะ ดงั น้ี

1) วาดแทนเขยี น เด็กสอ่ื การคิดโดยใชก้ ารวาดแทนเขียน
2) ขีดเขี่ยแทนเขียน เด็กพยายามที่จะเขียนหนังสือแบบผู้ใหญ่แต่การเขียนของเด็กคือ
การขีดเขี่ยในระยะแรกเด็กอาจขีดเขี่ยไปทั่วหน้ากระดาษอย่างไม่มีระบบต่อมาเด็กจะรูจ้ ักขีดเขีย่ จาก
ซ้ายไปขวา สงิ่ ทข่ี ดี เขยี่ ดคู ล้ายตวั หนงั สือมากกวา่ ภาพ
3) เขียนทําเครื่องหมายคล้ายตัวหนังสือเด็กพยายามเขียนตัวหนังสือบางตัวคล้าย
ตัวอกั ษรบางตวั กไ็ ม่คล้ายตัวอักษรแตเ่ ปน็ รปู รา่ งตัวอักษรทเ่ี ด็กคิดขน้ึ เอง
4) เขียนตัวอักษรที่รู้จักด้วยวิธีที่คิดขึ้นเอง เด็กอาจเขียนคําที่เขียนได้แล้ว เช่น ชื่อของ
ตัวเองดว้ ยการสลับทต่ี วั อักษรหรืออาจเขียนตวั อักษรสลับ
5) คดั ตัวอกั ษร เดก็ อาจคดั ลอกตัวอักษรทีเ่ นน้ อยู่รอบตวั หรอื บอกข้อความท่ีต้องการจะ
เขียนใหผ้ ูใ้ หญ่ช่วยเขยี นใหแ้ ล้วจึงนาํ ไปลอก บางคร้งั อาจเป็นการลอกหมดทุกตัว บางครัง้ เป็นการลอก
เฉพาะคําท่ตี อ้ งการไปผสมกบั คําท่ีเขยี นได้แลว้
6) เขียนโดยคิดสะกดขึ้นเอง เด็กจะคิดวิธีสะกดขึ้นเองเมื่อเขาไม่ทราบวิธีสะกดแบบ
ผใู้ หญ่ เช่น เดก็ เขียน คม แทนคาํ ว่า ดอกไม้
7) เขียนสะกดคําใกล้เคียงหรือเหมือนกับวธิ ีสะกดของผู้ใหญ่ เชน่ เขียนวา่ “ขอบคุณค่ะ”
โดยผสมพยญั ชนะและสระตามเสียงของคําทีเ่ ขาพดู หรือได้ยิน
นิตยา ประพฤติกิจ(2539, หน้า 178-179) ได้แบ่งพัฒนาการทางการเขียนของเด็ก
ปฐมวยั ไดด้ งั น้ี

14

เด็ก 2 ขวบ ลากเสน้ ขยกุ ขยิกลากเส้นตามรูปวงกลมไดจ้ ับดินสอหรือปากกาโดยใช้ทั้งมือ
จับและทัง้ แขนขยบั เขย้อื นจะขีดเขยี นจนเต็มหน้ากระดาษ พอใจกับรอยขดี เขียนตนเอง

เด็ก3 ขวบ ชอบเขยี นตัวอักษรตัวโต ๆ ทุกหนทกุ แบบชอบวาดและระบายสี
เด็ก4 ขวบจดจําอักษรบางตวั ได้รวมทัง้ จำชือ่ ตนเองไดอ้ าจเขยี นชื่อตนเองได้หรอื เขยี น
ได้เป็นบางตัว ชอบวาดและระบายสีการวาดรูปคน วาดแค่เพียงเส้นตรงแนวตั้งและร่าง
แบบหยาบ ๆแตว่ าดรปู กลมและสเี่ หล่ยี มได้
เด็ก5 ขวบ เขียนชอ่ื ตนเองได้การเขียนพยัญชนะตวั เลขอาจเขียนไม่เรยี งลำดับและบางท่ี
เขียนหวั กลับก็มีสามารถเขียนตวั เลขได้แต่ตัวไมเ่ ทา่ กนั และมขี นาดพอดๆี จบั ดนิ สอ ปากกาหรือพู่กัน
ได้ดีขึ้น ชอบวาดและระบายสีสามารถวาดภาพที่ยกขึ้นได้และภาพมีความสมบูรณ์มากขึ้นชอบ
เลียนแบบสามารถวาดรปู ส่เี หลย่ี มและวงกลมเข้าดว้ ยกัน ชอบถามถงึ ตัวสะกดของคํา
ราศี ทองสวัสด์ิ(2527, หนา้ 29) กล่าวว่าการสอนหนังสอื ในระดับปฐมวัยสว่ นใหญ่นั้นจะ
เป็นในลักษณะที่ครูเริ่มสอน อ่าน-เขียน เร็วแต่เด็กมิได้เรียนรู้ไปด้วยการจะเรียนอ่านเขียนได้ช้าหรือ
เร็วย่อมเป็นไปตามพัฒนาการของเด็กอิลลิส (Ellis, 1994, p. 277) กระบวนการเขียนของเด็ก
ประกอบดว้ ย 4 ข้ันตอนดว้ ยกนั คอื
1) ขั้นก่อนเริ่มการเขียน (Prewriting) ขั้นนี้เป็นการเตรียมความพร้อม ในการเขียนคิด
เกีย่ วกับหวั ข้อที่จะเขยี น ครสู งั เกตไดจ้ ากสิ่งที่เดก็ มักชอบพูดถงึ
2) ข้นั ร่าง (Drafting) ขั้นน้ีมคี วามสำคัญมากคือการเปิดโอกาสให้เด็กพูดเก่ียวกับส่ิงที่เขา
คดิ ออกแบบทจี่ ะเขยี นและรา่ งงานเขยี น
3) ข้ันแก้ไข(Revising) เปน็ ขน้ั ให้เวลาเด็กตัดสนิ ใจแก้ไขงานของตน ครูอาจให้คำแนะนํา
โดยกระตุ้นใหเ้ ดด็ ได้คิดหลายแงม่ มุ
4) ขน้ั ปรบั ปรุง (Editing) เปน็ ข้นั สดุ ทา้ ยเด็กต้องอ่านทบทวนตรวจตวั สะกด รูปแบบการ
เขียน เคร่ืองหมายตา่ ง ๆ และอื่น ๆ ทั้งนเ้ี พื่อใหผ้ ้อู า่ นเข้าใจงานเขียนยง่ิ ขึน้
สรุปได้ว่า พัฒนาการด้านการเขียนเขียนของเด็กปฐมวัยจะเริ่มจากการวาดรูปเพื่อสื่อ
ความคิดโดยการขีด ๆ เขียน ๆ การคิดแบบเขียนของตัวเองการคัดลอกตัวอักษรจากแบบ จนกระท่ัง
สามารถเขียนและสะกดได้ถูกต้องตามแบบการเขียนจริง ซึ่งจะเหมือนการเขียนของผู้ใหญ่
กระบวนการเขียนของเดก็ และผ้ใู หญ่แตกต่างกนั ทวี่ ุฒภิ าวะ พฒั นาการ และประสบการณ์

15

1.6 การเรยี นรู้ทางภาษาของเดก็ ปฐมวัย
ตามความเป็นจริงเด็กมีประสบการณ์ทางภาษาอย่างผิวเผิน จากการมีปฏิสัมพันธ์โดย

ปราศจากการฝึกสอนเปน็ พิเศษภายในเวลาอันสั้น ในขณะทเี่ ดก็ มีพฒั นาการทางสตปิ ัญญาข้ันแรกเริ่ม
ของการใช้เหตุผลแต่เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาในระดับลึกเป็นนามธรรมและมีโครงสร้างทาง
ภาษาศาสตร์ที่ซับซ้อนอยู่ในระดับสูง นอกจากจะเรียนรู้โครงสร้างทางภาษาในชุมชนของตนแล้วเด็ก
ยังเรียนรู้กฎอันซับซ้อนซึ่งเป็นพื้นฐานการใช้ด้วย เด็กเรียนรู้ว่าจะพูดเมื่อไรอย่างไร พูดอะไรกับใคร
(หรรษา นิลวิเชียร, 2535, หน้า 203-207)

ทัศนะนักพฤติกรรมศาสตร์ (The behaviorist view) กล่าวว่าการเรียนรู้ภาษาของ
เด็กเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากผลการปรับสิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในตนเอง ในขณะที่เด็ก
เจริญเติบโตขน้ึ เรอื่ ย ๆ แรงเสริมในทางบวกจะถูกนำมาใชเ้ ม่อื ภาษาของเด็กใกล้เคียง หรอื ถูกต้องตาม
ภาษาผูใ้ หญ่ซ่ึงนักพฤตกิ รรมศาสตร์มีความเช่ือเก่ยี วกบั การเรียนภาษาของเด็กคือ

1) เด็กเกดิ มาโดยมศี กั ยภาพในการเรยี นร้ซู ง่ึ เปน็ สว่ นหนึง่ ของการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
โดยปราศจากความสามารถพิเศษดา้ นการเรยี นด้านใดดา้ นหน่งึ

2. การเรียนรู้ซึ่งรวมทั้งการเรียนทางภาษา เกิดขึ้นโดยสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ปรับพฤติกรรม
ผู้เรียน

3) พฤติกรรมทว่ั ไปรวมท้ังภาษาถกู ปรับโดยแรงเสริมจากการตอบสนองทีเ่ กดิ จากส่ิงเร้า
4) ในการปรับพฤติกรรมที่ซับซ้อนอย่างเช่นภาษา จะมีกระบวนการเลือก หรือทําให้
ตอบสนองเฉพาะเจาะจงขึ้น โดยผ่านการให้แรงเสริมทางบวกถึงแม้ว่าการตอบสนองทั่วไปและชนิด
ง่าย ๆ จะได้แรงเสริมทางบวกตั้งแต่ต้น แต่การให้แรงเสริมในระยะหลัง ๆ จะถูกนำมาใช้กับการ
ตอบสนองที่ซบั ซอ้ นและใกล้เคียงกบั เป้าหมายทางพฤติกรรมสงู สดุ
ทัศนะของนักทฤษฎีสภาวะติดตัวโดยกำเนิด (The nativist view) นักทฤษฎีเชื่อ
เกี่ยวกับกฎธรรมชาติหรือกฎเกี่ยวกับสิ่งที่มีมาแต่กำเนดิ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรูภ้ าษาของ
เดก็ แตกต่างจากนักพฤตกิ รรมศาสตร์สองประการสำคัญ คอื
1) การให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบภายในบุคคลเกีย่ วกบั การเรยี นร้ภู าษา
2. การแปลความบทบาทขององค์ประกอบทางสง่ิ แวดลอ้ มในการเรยี นรูภ้ าษา
ชอมสก้ี, แมคนีล และเล็นเบิร์ก(Chomsky, McNeill and Lenneberg, n.d. อ้างถึงใน
หรรษา นิลวเิ ชียร, 2535, หนา้ 206) เปน็ ผูท้ ี่มคี วามเช่ือว่า เด็กเกดิ มาด้วยความสามารถทางภาษาเด็ก

16

ทุกคนเกิดมาโดยมีโครงสร้างทางภาษาศาสตร์อยู่ในตัว ซึ่งได้แก่โครงสร้างทางการเรียนรู้ทางด้าน
ความหมาย ประโยคและระบบเสียง เด็กจะมีขั้นของการพัฒนาทางร่างกายและขั้นตอนทางภาษา
เกี่ยวโยงและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยที่ความสามารถทางการเรียนภาษาของเด็กจะถูกวาง
โปรแกรมไว้ในตัวและมคี วามเกี่ยวข้องสมั พันธก์ บั สง่ิ แวดล้อมที่เด็กได้รับ

ทัศนะของนักสังคมศาสตร์(The socialist view) หรือทฤษฎีวัฒนธรรมให้ความสนใจ
เกีย่ วกับผลกระทบของส่ิงแวดล้อมทางภาษาของผู้ใหญ่ที่มตี ่อพฒั นาการทางภาษาของเด็กผลการวิจัย
กล่าวว่าวิธีการที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ปฏิบัติต่อเด็กมีผลต่อพัฒนาการทางภาษา และพัฒนาการทาง
สติปัญญาของเด็กวิธีการเหล่านั้นได้แก่การอ่านหนังสือให้เด็กฟังการสนทนาระหว่างรับประทาน
อาหารการแสดงบทบาทสมมุติการสนทนา เป็นต้น

นักวิจัยได้พยายามศึกษาลักษณะของสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด สําหรับการเรียนภาษาเพื่อ
ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของเด็กจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรรษา นิลวิเชียร(2535,หน้า
204) ไดส้ รปุ หลักการไว้4 ประการ ดังน้ี

1) สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของเด็กการส่งเสริมให้เด็กได้สํารวจปฏิบัติ
จริงกระทำด้วยตนเองอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระรู้จักสังเกต ตั้งสมมติฐาน ผู้ใหญ่ไม่ควรเป็นผู้ออก
คำสงั่ อยา่ งเดยี วควรใหเ้ ด็กเป็นผ้ตู ง้ั คําถามบ้าง

2) สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กและบุคคลรอบข้าง เด็กควรได้สื่อสาร
แบบสองทางซง่ึ เป็นหัวใจสำคัญของการส่ือสาร บุคคลทีเ่ ดก็ มปี ฏิสมั พันธด์ ว้ ยได้แก่พ่อแม่ เพื่อนญาติพี่
นอ้ ง เปน็ ต้น

3) สิ่งแวดล้อมที่เน้นความหมายมากกว่าด้านรูปแบบ พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ควรยอมรับการ
สื่อสารของเด็กในรูปแบบต่าง ๆ กัน โดยคำนึงถึงความหมายท่ีเด็กต้องการจะสือ่ ออกมาเป็นส่ิงสำคญั
กวา่ การพดู ด้วยรปู แบบไวยากรณ์ทีถ่ ูกตอ้ งเรยี งภาษาจากงา่ ย ๆ ไปส่ทู ่ซี บั ซ้อน

4) ส่ิงแวดล้อมที่ประกอบด้วยความหลากหลาย ท้ังด้านวาจา และไม่ใช่วาจา เด็กควรจะ
ไดร้ ับประสบการณแ์ ละการมปี ฏิสัมพันธใ์ นหลาย ๆ รปู แบบเพราะประสบการณ์จะมสี ่วนช่วยด้านการ
แสดงออกทางภาษา จะเห็นได้ว่าการเรียนภาษาของเด็กจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการ
เรยี นรู้ของเด็กให้เด็กมีโอกาสได้มีปฏสิ มั พนั ธ์ได้ลงมือกระทำ ไดส้ ังเกตสงิ่ ตา่ ง ๆ ทอ่ี ยูร่ อบ ๆ ตัวเพราะ
สิ่งแวดล้อมจะช่วยปรับพฤติกรรมที่เรียนให้เกิดการเรียนรู้ต่อไปได้อย่างรวดเร็วและมีความก้าว หน้า
ทางดา้ นภาษาต่อ ๆ ไป

17

ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้นําทัศนะของนักทฤษฎีหลาย ๆ ท่านมาวิเคราะห์เพื่อเป็น
แนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กมีประสบการณ์การเรียนรู้ทางภาษาที่หลากหลาย และนําหลัก
พัฒนาการทางภาษาในเด็กวัย 5-6 ปี มาใช้เป็นเกณฑ์ในการพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและ
การเขยี นของเด็กปฐมวยั

2. เอกสารทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับคำคล้องจอง
2.1 ความหมายของคำคล้องจอง
สํานักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541) ได้ให้ความหมายของคําคล้อง

จอง หมายถึง คําประพันธ์อาจเป็นโคลง กลอน เป็นต้น ซึ่งใช้ถ้อยคําง่าย ๆ และมีความหมายไม่มาก
นกั มี เนอื้ หาสาระง่าย ๆ เด็กทอ่ งแล้วเกดิ ความสนุกสนาน

รัชนี ศรีไพวรรณ (2546) คําคล้องจอง หมายถึง กลุ่มคําตั้งแต่ 2 คําขึ้นไปที่มีเสียงคล้อง
จอง กันและเสียงที่คล้องจองกันนั้นเกิดจากคําสัมผัส คําคล้องจองอาจจะมีตั้งแต่ 2 คํา ถึง 6 คํา
ใจความ ของคาํ คลอ้ งจองจะตอ้ งเป็นเร่อื งเดยี วกันและจะมีก่กี ลุ่มคําก็ได้แล้วแตใ่ จความ

ปานใจ จารุวนิช (2548) คําคล้องจองเป็นคําที่มีเสียงสัมผัสกันด้วยรูปสระและตัวสะกด
ทําให้ ง่ายต่อการออกเสียง เด็ก ๆ จะชอบฟังและชอบพูดตาม เนื่องจากคําคล้องจองเป็นคําง่าย ๆ
และมี ความยาวไม่มากปรากฏในรูปของคาํ ประพนั ธต์ ่าง ๆ เช่น โคลง กลอน กาพย์ เป็นตน้

นภดล สังข์ทอง (2551) คําคล้องจอง หมายถึง คําที่มีเสียงรับสัมผัสกัน ถูกต้องกันไม่
ขัดกัน คาํ คลอ้ งจองจึงเปน็ คําท่อี อกเสียงรับสัมผสั กันนั่นเอง

เครือรัตน์ เรอื งแก้ว (2554) คาํ คล้องจอง หมายถึง คาํ ท่ีรบั สัมผสั กนั ไม่ขดั กนั คล้องจอง
สมั ผัสกนั ด้วยรปู สระและตัวสะกด เช่น กอ่ รา่ งสรา้ งตัว คณุ งามความดี

สรุปได้ว่า คําสัมผัสคล้องจอง หมายถึง คําที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกันหรือกลุ่มคําที่มี
เสียงรับ สัมผัสคล้องจองกันด้วยรูปสระและตัวสะกด ใช้ถ้อยคําและเนื้อหาสาระง่าย ๆ มีความหมาย
หรอื ไมม่ กี ็ ได้ ซ่งึ ปรากฏในรปู ของคําคล้องจองหรือคาํ ประพนั ธ์ประเภทกลอน โคลง กาพย์

18

2.2 ความสำคัญของคำคล้องจอง
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคําคล้องจองสําหรับเด็กปฐมวัยมีความสําคัญ และ

จําเป็นอย่างมากตามที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังน้ี สํานักงานคณะกรรมการการการประถมศึกษา
แหง่ ชาติ (2541) กลา่ วถึงวตั ถุประสงค์หรอื ความสําคญั ของคําคล้องจองไว้ ดงั นี้

1) เพอ่ื พัฒนาภาษา
2) เพอ่ื ฝึกความจํา
3) เพอ่ื ให้ความสนุกสนาน เพลดิ เพลนิ
4) เพือ่ ฝึกระเบยี บวนิ ัย
จิระประภา บุณยนิตย์ ลออ ชุติกร และศรีสมบัติ เทพกาญจนา (2554) กล่าวถึง
จุดม่งุ หมายหรอื ความสาํ คัญในการสอนบทร้องกรองหรอื คาํ คล้องให้แก่เดก็ ไวด้ งั น้ี
1) เพื่อสนองความต้องการทางธรรมชาติในเรื่องของจังหวะ เด็ก ๆ มีความสนใจ
มีความสขุ ท่ี ได้ทําเสียงหรอื ทา่ ทางให้เขา้ กบั จังหวะหรอื ไดฟ้ ังเสยี งทเี่ ป็นจังหวะ
2) เพื่อช่วยปกปูองและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ของเดก็
3) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการดา้ นภาษาของเดก็ ช่วยให้เด็กใช้ภาษาได้ดี ใช้ถ้อยคําที่ถกู ตอ้ ง
ชัดเจน สามารถใช้ระดับเสียงแสดงออกซึ่งความรู้สึกได้ตรงความหมาย เช่น ประหลาดใจ ดีใจ กลัว
ตกใจ เสียใจ เปน็ ต้น
4) ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้วรรคตอน ก่อนที่จะอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นการฝึกฝนตาม
ธรรมชาติ เปน็ ทางหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนเด็กให้รู้จกั สงั เกต
5) เพิ่มพนู ความรใู้ นดา้ นต่าง ๆ ใหแ้ กเ่ ดก็
6) ชว่ ยให้เด็กไดเ้ รียนรูค้ ำศพั ท์มากขึน้
7) ชว่ ยให้ผู้ใหญแ่ ละเดก็ มีความสมั พันธ์อนั ดีตอ่ กนั
สรุปได้วา่ การสอนคําคล้องจองมีความสําคญั กับเดก็ ปฐมวัยมาก เพราะจะช่วยให้เด็กได้
มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคมและสติปัญญา เด็กได้ฝึกกระบวนการคิดการจำ
ทําใหเ้ ขา้ ใจบทเรียน มพี ัฒนาการทางสังคมและพฒั นาการทางภาษาได้ดีขึน้

19

2.3 ประเภทของคำคล้องจอง

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541) ได้แบ่งประเภทของคําคล้อง

จอง เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

1) มีเนื้อหาสัมพันธ์กับเรื่องที่สอน คําคล้องจองบางบทมีข้อความที่สัมพันธ์กับเนื้อหาใน

หน่วย ทําให้เด็กมีความเข้าใจและจดจําเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนว่ ยการสอนไดร้ วดเรว็ ยิ่งข้ึน

เชน่

คาํ คลอ้ งจอง “น้ำ” (ผแู้ ต่ง นราธปิ จันทรเนตร)

น้ำมปี ระโยชนม์ ากมาย กินกไ็ ดช้ ำระล้างก็ดี

ทกุ วนั ต้องใช้น้ำทกุ ที ไม่มีน้ำเราลำบากกาย

เราต้องชว่ ยกันรักษา น้ำทกุ หยดมีค่ามากมาย

หมดน้ำลงไปเม่ือไร เราทกุ คนตอ้ งตายแนน่ อน

2) มีเนื้อหาท่ีไม่สัมพันธ์กับเรื่องที่สอน แต่เป็นคําคล้องจองที่ต้องการให้เด็กท่อง

เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในขณะทํากิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ

มาก ๆ เชน่

คาํ คลอ้ งจอง “ผลไมน้ า่ กนิ ” (ผ้แู ตง่ วนดิ า ธนพฤฒิบดี)

แตงเอย๋ แตงโม ผลโตถกู ใจ

ผา่ ดูขา้ งใน สดใสสแี ดง

เครอื รัตน์ เรอื งแกว้ (2544) ไดจ้ ัดประเภทของคาํ คลอ้ งจองไว้ ดงั น้ี

1) คําคลอ้ งจองทเี่ ปน็ สาํ นวนไทย เช่น ซือ่ กินไม่หมด คดกนิ ไม่นาน

2) คําคลอ้ งจองทเ่ี ป็นบทร้อยกรอง เช่น

เดก็ ไทยวนั น้ี ตอ้ งดตี ้องเกง่

ซ่ือสตั ย์อดทน ฝึกฝนวนิ ยั

3) คําคลอ้ งจองท่เี ป็นสํานวนภาษิต ได้แบง่ เปน็ 2 ชนดิ

- สาํ นวนแบบธรรมดา เช่น กระต่ายหมายจันทร์

- สํานวนแบบอปุ มาอปุ ไมย เช่น สวยราวนางฟ้า

4) คําคลอ้ งจองท่ีเป็นคาํ พังเพย เช่น คนล้มอยา่ ขา้ ม

5) คาํ คล้องจองทีเ่ ป็นสุภาษติ สภุ าษิต เช่น มอื ไม่พายเอาเทา้ ราน้ำ

20

6) คาํ คล้องจองท่เี ปน็ คาํ ขวญั เช่น การศึกษานำพาสคู้ วามสำเรจ็
7) คําคลอ้ งจองทีเ่ ปน็ คาํ โฆษณา เชน่ ถุงผ้าที่คุณมี ชว่ ยคนนำสภุ าพดกี ลับบ้าน
จากทกี่ ลา่ วมาท้ังหมดน้ัน สรุปไดว้ ่าคําคล้องจองนนั้ แบ่งออกได้หลายประเภท ทง้ั นขี้ ึ้นอยู่
กับการเกบ็ รวบรวมและคน้ คว้าของแตล่ ะท่านท่ีแสดงข้อคิดเหน็ แตกตา่ งกัน
2.4 ลกั ษณะของคำคล้องจอง
สุปาณี พัดทอง (2544) กล่าวว่า หัวใจของร้อยกรองไทย คือ สัมผัส สัมผัส คือ
ความคล้องจองกนั ของถอ้ ยคาํ ทม่ี เี สียงรบั กนั ความคลอ้ งจองกนั ทาํ ให้เกิดจังหวะท่ีทาํ ใหบ้ ทร้อยกรอง
อ่านร่ืน สละสลวยไม่ติดขัด
สัมผัส คือ ความคล้องจองกันของถ้อยคําที่มีเสียงรับกัน ทําให้เกิดความไพเราะ
ซึ่งสัมผัสน้ี เป็นลักษณะบังคับทส่ี าํ คัญท่ีสดุ ของบทร้องกรองทุกชนิดและหากขาดเรื่องสัมผัสคล้องจอง
แล้วจะหาความไพเราะในร้อยกรองน้นั ไมไ่ ด้คําสมั ผัสมี 2 ลักษณะ คอื
1) สมั ผสั สระ มอี ยดู่ ้วยกนั 2 ลักษณะ ดงั น้ี

1.1) สัมผัสสระที่มีสระคล้องจองกัน เพราะใช้สระเสียงเดียวกัน เช่น ใบ – ใส,
ปา่ – กา, นะ – คะ, จะเห็นวา่ เปน็ คําทม่ี ีสยี งสระคล้องจองกนั เพราใช้สระเสียงเดยี วกนั ในมาตรา ก.กา

1.2) สัมผัสสระที่มีเสียงสระคล้องจองกัน เพราะใช้เสียงสระและตัวสะกดมาตรา
เดียวกัน เช่น กาล – บา้ น, จริง – นิ่ง, กฎ – บท

2) สัมผสั อักษร มลี ักษณะ ดงั น้ี คลอ้ งจองกันดว้ ยพยัญชนะต้น เป็นพยัญชนะตัวเดียวกัน
เช่น ห่าง – เหิน, จันทร์ – เจ้า, ความ – ควาน, อยาก – อยู่, หมอ – เหมือน, หรือคล้องจองด้วย
พยัญชนะต้นมีเสียงเดียวกัน เช่น ซึ้ง – สุข เพราะ ช เป็นอักษรของ ส หรือ ทับ – ถึง เพราะ ท เป็น
อกั ษรคู่ ของ ถ หรือ เยน็ – หยาด เปน็ สมั ผสั อกั ษรระหว่าง ย กับ หย

การสมั ผสั มี 2 ประเภท คือ
1) สัมผัสนอกหรือสัมผัสบังคับ ไม่มีไม่ได้เพราะถูกฉันทลักษณ์บังคับให้มีตามกำหนดไว้
ทเ่ี รียกว่าสัมผัสนอกก็เพราะเป็นสมั ผัสนอกวรรคหรือสมั ผสั ระหว่างวรรค สมั ผสั นอกจะเป็นสัมผสั สระ
2) สัมผัสใน หมายถึง สัมผัสที่คล้องจองกันในวรรคเดียวกัน เป็นสัมผัสท่ีไม่บังคับ ดังน้ัน
จึงไม่มีก็ได้ถือว่าไม่ผิด แต่สัมผัสในนี้เองที่ทําให้กลอนมีความงาม ความไพเราะรื่นหูเพิ่มขึ้นถือว่าเปน็
ความสามารถพิเศษในการเขียน เพราะเป็นสัมผัสไม่บังคับ ถ้าสัมผัสนอกสร้างรูปร่างลักษณะให้แก่
คาํ ประพนั ธแ์ ลว้ สมั ผัสในกส็ รา้ งความมชี วี ติ ให้สัมผสั สระและสมั ผสั อักษร

21

นภดล สังข์ทอง (2551) กล่าวถึง คําสัมผัสคลอ้ งจองว่าเป็นคําที่เกิดจากการประสมดว้ ย
สระ เสียงเดียวกนั และถา้ มีตัวสะกดก็ต้องเป็นตวั สะกดท่ีอยู่ในมาตราเดียวกันด้วย ท้งั นี้ไม่ต้องคำนึงถึง
เสียง วรรณยุกต์ ตัวอยา่ ง เช่น

คําวา่ กา คลอ้ งจองกบั คําวา่ นา หมา จำ กล้า เป็นตน้
คําวา่ บนิ คล้องจองคําวา่ กิน ลิ้น นลิ ถ่นิ พิณ เป็นตน้
คําวา่ ไป คล้องจองกับคาํ วา่ ใจ ไกล ให้ ศัย ไพร เป็นตน้
ลกั ษณะของคาํ คลอ้ งจอง
1) ประสมสระเสียงเดยี วกัน เช่น คําวา่ ไ คล้องจองกับคาํ ที่ประสมหรือออกเสียงสระ ไอ
ได้แก่ คําว่า ไก่ ให้ ไพร ศัย (คําเหล่านี้ แม้ไม่ใช่ประสมด้วยสระไอ แต่อ่านออกเสียงเป็นสระ ไอ คือ
ไส)
2) ถึงจะเป็นสระเสียงเดียวกัน แตค่ ําหน่งึ เปน็ สระเสียงส้ัน คาํ หนง่ึ เปน็ สระเสยี งยาว เช่น
กะ – กา, มดิ – มีด, ชั่ง – ชา่ ง, เปน็ ตน้ ก็ไมถ่ ือว่าคลอ้ งจองกัน
3) ถ้ามีตัวสะกดไม่จําเป็นจะต้องเป็นอักษรตัวเดียวกัน แต่จะต้องอยู่ในมาตราเดียวกัน
เชน่ คาํ ว่า สอน มีเสียงพยญั ชนะตน้ คอื ส เสือ ประสมด้วยสระ ออ ตวั สะกดอยใู่ นแม่ กน คําท่ีคล้อง
จองก็ จะต้องเป็นคําที่ประสมด้วยสระ ออ ตัวสะกดก็ต้องอยู่ในแม่ กน เช่นกัน เช่นคําว่า ตอน ก้อน
กลอน หนอน มอญ พร (พอน) เปน็ ตน้
4) ตอ้ งมีพยญั ชนะต้นต่างกนั เช่น คาํ วา่ มา (ม ม้า เป็นพยญั ชนะต้น) คล้องจองกับคําว่า
สา (ส เสือ เป็นพยัญชนะต้น) คําว่า เดิน (ด เด็ก เป็นพยัญชนะต้น) คล้องจองกับคําว่า เนิน (น หนู
เป็น พยัญชนะต้น) เปน็ ตน้
คําบางคําถึงแม้ว่าจะประสมด้วยสระหรือเสียงสระเดียวกัน ตัวสะกดอยู่ในมาตรา
เดียวกัน และวรรณยุกต์เสยี งด้วยกันกต็ าม แต่ถา้ มพี ยญั ชนะต้นเปน็ ตวั เดียวกันไมจ่ ดั เป็นคําคล้องจอง
หาก เรยี กว่า คําพ้องเสยี ง (คาํ ท่อี ่านออกเสียงเหมอื นกนั แต่ความหมายไมเ่ หมือนกนั ) เช่น
คาํ วา่ บาด บาท บาตร บาศก์ (อ)ุ บาทว
กาน กาล การ การณ์ กาญจน์ กานต์ กานท์ กาฬ
จนั จัณฑ์ จนั ทร์ จันทน์ จรรย์ จญั (ไร) เปน็ ตน้

22

คําเหล่านี้จัดเป็นคําพ้องเสียง อย่างไรก็ตามคําที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน สระ เสียง
เดียวกัน แต่หากเสียงวรรณยุกต์ต่างกันก็สามารถใช้รับสัมผัสในบทร้อยกรองได้ เช่น กาน – ก้าน,
ลาน – ล้าน – หลาน, จา – จา้ – จำ ฯลฯ

5) คําคล้องจองอาจใช้รูปและเสียงวรรณยุกต์เหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เช่นคําว่า วิ่ง
(รปู วรรณยกุ ต์เอก เสียงโท) คล้องจองกับคําวา่ ทง้ิ จรงิ อิ๋ง ลงิ ปลงิ พิง กลิง้ เปน็ ต้น คาํ ว่า ป้าย (รูป
วรรณยกุ ต์จัตวา เสยี งจตั วา) คลอ้ งจองกับคาํ วา่ ช้า กา หนา หวา พรา่ กล้า ลา้ ตา ม้า เปน็ ต้น

จากท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่า ลกั ษณะคําสมั ผัสคลอ้ งจองจะมอี ยู่ 2 ลักษณะ คือ สัมผสั สระที่มี
เสียงสระเดียวกัน ถ้ามีตัวสะกดต้องมาตราเดียวกันและสัมผัสพยัญชนะมีลักษณะที่พยัญชนะต้นเป็น
ตัวเดยี วกนั หรอื มเี สยี งเดยี วกัน

2.5 การจัดประสบการณ์เก่ียวกบั คำคลอ้ งจอง
สํานักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541) ได้จัดลำดับขั้นในการสอนคํา

คลอ้ งจอง ใหก้ บั เด็กควรสอนตามลำดบั ขั้น ดังนี้
1) ครูกลา่ วคําคล้องจองให้เด็กฟงั พร้อมทงั้ อธบิ ายความหมาย
2) ครูพูดคําคล้องจองให้เด็กพูดตามทีละวรรคจบบท แล้วครูจะบอกให้เด็กพูดคําคล้อง

จอง ตามซำ้ อีก 2 - 3 คร้งั เมื่อเด็กจำไดบ้ ้างแลว้ จงึ ไดพ้ ูดพร้อม ๆ กับครู
3) ขณะท่ีพดู คําคล้องจองครทู ําทา่ ทางประกอบไปดว้ ยถ้าทาํ ได้ ส่วนเดก็ ๆ จะทําท่าทาง

ประกอบตามครู
4) เมื่อเด็กจำคล้องจองและท่าทางประกอบได้แล้ว จึงให้เด็กพูดคําคล้องจองและทำท่า

ประกอบเอว โดยครคู อยใหก้ ําลงั ใจอยูใ่ กล้ ๆ
รัชนี ศรไี พวรรณ (2546) กลา่ วถึง การสอนคาํ คลอ้ งจองควรดำเนินการตามขนั้ ตอน ดงั นี้
1) ทบทวนเรื่องคําสัมผัส โดยครูหรือนักเรียนคนใดคนหนึ่งขั้นต้นคําแล้วให้นักเรียน

ชว่ ยกนั หาคําสมั ผสั ตอ่ ทลี ะคน เช่น
ครู เกลอื
นกั เรยี น เรอื เม่ือ เบือ่ เสือ เจือ เป็นต้น
ครู เคลือ่ น
นกั เรียน เตือน เพอ่ื น เลอ่ื น เกลอ่ื น เบอื น เดือน เปน็ ต้น

23

2) สอนคําคล้องจอง 2 คําก่อน ตอนแรก ๆ ยังไม่ต้องให้ใจความของคําคล้องจองเป็น

เรื่อง เดียวกันก็ได้ เด็กจะได้มีความรู้สึกว่าง่าย เมื่อนึกข้อความใดที่คล้องจองกันได้ก็ให้พูดออกมาได้

ทนั ที โดยดำเนนิ การดงั น้ี

2.1) ครูพดู คาํ คล้องจอง 2 คํา พรอ้ มกับเขียนบนกระดาน พยายามหาข้อความท่ีชวน

ขนั เพอื่ ใหน้ ักเรยี นสนใจ เชน่ ลงิ ซน ขนพอง จ้องดู ปูเดิน เพลนิ ไป ไมร่ ู้ ปหู นีบ

2.2) ใหน้ กั เรยี นอ่านเป็นจังหวะพร้อม ๆ กัน แลว้ ใหช้ ่วยกนั บอกคําสัมผสั (ซน – ขน,

พอง – จ้อง, ดู – ปู, เดิน – เพลนิ , ไป – ไมร่ ,ู้ รู้ – ปู)

2.3) แบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ 3 – 5 คน ครูขึ้นคําต้นคําคล้องจอง 2 คํา แล้วให้

กลุ่มที่ 1 ช่วยกันคิดคําคล้องจองต่อคําคล้องจองที่ครูขึ้นต้น กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 3 ต่อกลุ่มที่ 2

เรื่อยไป โดยไม่บังคับว่าใจความจะต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ในขั้นนี้แต่เพียงให้เด็กหาคําสัมผัสในคล้อง

จอง 2 คาํ มาตอ่ ใหไ้ ด้ ถา้ กลมุ่ ใดตอ่ ไม่ได้ ให้กลมุ่ ต่อไปตอ่ แทน เช่น

ครู กนิ ข้าว

กลมุ่ ที่ 1 หาวนอน

กล่มุ ที่ 2 ซอ้ นปลา

กลุม่ ที่ 3 หาฟืน

กลมุ่ ท่ี 4 ยืนดู

3) เม่อื นกั เรียนสามารถต่อคําคล้องจอง 2 คาํ โดยไม่ต้องให้ใจความเป็นเร่ืองเดียวกันจน

คล ลอ่ งแลว้ ในข้นั นใ้ี หน้ กั เรียนตอ่ คาํ คลอ้ งจองใหเ้ ปน็ เรื่องเดียวกนั โดยดำเนินการสอนดงั นี้

3.1) ให้นักเรียนดูคําคล้องจองทีค่ รยู กขึ้นมาครั้งแรก ในข้อ 2.1 ลิงชน ขนพอง จ้องดู

ปู เดนิ เพลินไป ไมร่ ู้ ปูหนบี

3.2) ให้นกั เรียนอ่านเป็นจังหวะพร้อม ๆ กนั

3.3) ให้นักเรียนช่วยกันบอกเนื้อเรื่องของคําคล้องจองบทนี้ เช่น “ลิงขนพองตัวหน่ึง

ชุกชน มาก มนั น่งั ดู ปเู ดิน เพลินไป เลยถกู ปูหนบี เอา”

3.4) ให้นักเรียนช่วยกันต่อคําคล้องจองที่มีใจความต่อเนื่องกัน โดยครูช่วยแนะนํา

หรอื ชว่ ย ต่อเมอ่ื นักเรียนตดิ ขัด

3.5) แบ่งกลุ่มนักเรียนแข่งขันต่อคําคล้อง 2 คําต่อกัน กลุ่มใดต่อได้และมีความ

ต่อเนื่องกัน ได้คะแนนข้อความละ 1 คะแนน ถ้าต่อไม่ได้หรือใจความไม่ต่อเนือ่ งไม่ให้คะแนน โดยครู

24

หรอื นักเรยี น คนใดคนหนงึ่ เป็นกรรมการการตดั สนิ และให้นักเรยี นคนหนึ่งจดจาํ คําคล้องจองไว้ในสมุด

หรอื แผนภูมิ

3.6) ให้นักเรียนช่วยกันสรุปลักษณะคําคล้องจอง 2 คํา ลงในสมุดหรือแผนภูมิ เมื่อ

เดก็ ต่อคาํ คลอ้ งจอง 2 คําทีม่ ีใจความตอ่ เนอื่ งเป็นเรื่องเดียวกนั จนคล้องแล้วจึงสอนคาํ คล้องจอง 3 คํา

และ 4 คาํ โดยดำเนนิ การสอนตามลำดบั ขนั้ ตอนเช่นเดียวกับการสอนคาํ คล้องจอง 2 คาํ

ในขั้นสรุปลักษณะคําคล้องจอง 3 คําและ 4 คํา ให้นักเรียนสรุปลงในสมุดหรือ

แผนภูมิตอ่ จากขอ้ สรุปคําคลอ้ งจอง 2 คาํ ดังน้ี

คําคล้องจอง 3 คํา คือ กลุ่มคําที่มีคํากลุ่มละ 3 คําและมีเสียงคล้องจองกันระหว่าง

กลุ่ม โดยคาํ ท้ายของกล่มุ หนา้ สมั ผสั กบั คําท่ี 1 หรือ 2 ของกลุ่มคําหลงั เรอ่ื ยไป

คําคล้องจอง 4 คํา กลุ่มคําที่มีคํากลุ่มละ 4 คําและมีเสียงคล้องจองกันระหว่างกลุ่ม

โดยคาํ ท้ายของกลมุ่ หนา้ สัมผัสกับคําท่ี 1,2 หรอื 3 ของกลุ่มหลงั เรอื่ ยไป

จิระประภา บุญยนิตย์ และคณะ (2544) กล่าวถึง วิธีสอนบทร้อยกรองแก่เด็กก่อนเรยี น

ไวว้ า่ เนื่องจากเด็กวยั นีย้ ังอา่ นหนังสือไม่ออก ผ้สู อนจึงต้องพดู ใหเ้ ดก็ ฟัง ซ่ึงอาจทําได้โดยพูดให้เด็กพูด

ตามมาทีละประโยคซ้ำ ๆ หลาย ๆ เทียวจนเด็กจำได้ แต่วิธีนี้เด็กจะท่องได้แบบสอนให้นักพูด เด็ก

อาจจะพูดได้แต่ไม่เข้าใจเนื้อความ อีกวิธรหนึ่งซึ่งมีกระบวนการที่ฝึกให้เด็กคิดและสังเกตช่วยให้เด็ก

สามารถทอ่ งไดแ้ ละเข้าใจเนอ้ื ความซึ่งวิธีการดังน้ี

ก่อนอื่นแบง่ บทรอ้ ยกรองที่จะสอนออกเปน็ ตอน ๆ ตามลำดับความยากง่ายก่อนดังน้ี

นิ้วมอื ของฉนั เรยี งกนั เปน็ แถว

ฉันนับดแู ล้ว สบิ น้วิ พอดี

น้ิวมือของฉนั เคลื่อนไหวได้คลอ่ ง

หยิบฉวยจับต้อง ว่องไว้ดว้ ยซี่

พนมมอื กไ็ ด้ ไหวส้ วยทุกที

ข้เี ล็บไมม่ ี สะอาดดีจัง

1) พดู ให้ฟงั หนึง่ จบ ซกั ถามเก่ียวกบั เนื้อความขอกลอนบทนัน้

2) เมื่อเด็กไม่สามารถตอบตอนใดได้ก็ถือโอกาสพูดให้เด็กฟังซ้ำอีกครั้งหนึ่งแล้ว ซักถาม

ดงั ครงั้ แรก

25

3) ถ้าเป็นบททย่ี ากหรือยาวก็อาจจะต้องพูดให้ฟังและซักถามอีกคร้ัง แต่ถ้าเป็นบท สนั้ ๆ

หรือง่าย ๆ พูดให้ฟัง 2 ครั้งก็พอ แล้วให้เด็กพูดตอนที่ง่ายที่สุดก่อนแล้วจึงค่อยต่อบทที่ยากขึ้น ดัง

ตวั อย่าง

ครู

น้วิ มือของฉัน เรยี งกนั เป็นแถว

ฉันนับดูแลว้ สิบนิว้ พอดี

นิ้วมือของฉนั เคลื่อนไหวได้คล่อง

หยิบฉวยจบั ตอ้ ง ว่องไว้ด้วยซี่

เดก็ เขา้ รว่ มพดู ด้วย

พนมมอื กไ็ ด้ ไหวส้ วยทุกที

ข้เี ล็บไมม่ ี สะอาดดีจงั

ครู

น้ิวมือของฉนั เรียงกนั เป็นแถว

ฉนั นบั ดแู ลว้ สบิ น้วิ พอดี

เดก็ เข้าร่วมพดู ด้วย

นว้ิ มือของฉัน เคลอื่ นไหวไดค้ ลอ่ ง

หยบิ ฉวยจบั ตอ้ ง ว่องไว้ดว้ ยซ่ี

พนมมือก็ได้ ไหว้สวยทุกที

ขเ้ี ล็บไมม่ ี สะอาดดีจัง

4) ครูและเด็กพูดพร้อมกันทั้งบท 2 หรือ 3 จบตามความหมายเหมาะสม การสอน

คําคล้องหรือบทร้อยกรองแก่เด็กไม่จำเป็นต้องให้เด็กพูดได้คล่องในบทเรียนเดียวในการเรียนคร้ัง

ต่อไป ควรจำได้มกี ารทบทวนบทเกา่ กอ่ นท่ีจะสอนบทใหมเ่ ดก็ กจ็ ะพดู ได้คลอ่ งขน้ึ ตามลำดบั

สรุปได้ว่า คําคล้องจองสามารถนำมาใช้ในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้หลาย

รปู แบบ เช่น การจดั ให้เดก็ ได้ท่อคาํ คล้องจองแลว้ แสดงท่าทางประกอบหรือใช้ในลักษณะการนำมาใช้

เล่นเกม เพื่อทําให้เกิดความสนุกสนาน แต่ไม่ว่าจะใช้คําคล้องจองในรูปแบบใดก็เป็นประสบการณ์

ที่สามารถช่วยส่งเสริมให้เด็กได้ฟังและพูดอันจะส่งผลไปสู่ทักษะทางภาษาและส่งผลต่อพฤติกรรม

ความร่วมมอื ของเด็กปฐมวยั ได้ทัง้ สิ้น

26

3. งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง
3.1 งานวิจยั ท่เี กย่ี วขอ้ งในประเทศ
มยุรี กนั ทะลอื (2543, หนา้ 60) ได้ศกึ ษาผลของการจดั กิจกรรมการอ่านตามแนวการสอน

ภาษาแบบธรรมชาตติ ่อพัฒนาการด้านการอา่ นภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่พูดภาษาถนิ่ อายุระหวา่ ง 5-
6 ปีจํานวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านการอ่านภาษาไทย
สงู ขึ้นอยา่ งมีนัยสําคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05

พนิดา ชาตยาภา (2544, หน้า 55) ได้ศึกษากระบวนการพัฒนาการสื่อความหมายของ
เด็กปฐมวัยโดยการสร้างเรื่องราวในกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า ผู้วิจัยมีการปรับบทบาทตนเองทุกสัปดาห์เด็กมี
พฒั นาการสอื่ ความหมายเพม่ิ ข้นึ ทุกดา้ น ทงั้ การฟงั พูด อ่าน เขียน

ประไพ แสงดา (2544, หน้า 57) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมการเล่านิทานไม่จบ
เร่อื งที่มีตอ่ ความสามารถด้านการเขยี นของเด็กปฐมวยั กลมุ่ ตัวอย่างทีใ่ ช้ในการศึกษาเปน็ นักเรียนชาย-
หญงิ อายุระหวา่ ง 4-5 ปจี าํ นวน 15 คน ผลการวจิ ัยพบวา่ ความสามารถด้านการเขยี นของเด็กปฐมวัย
ในแต่ละช่วงระยะเวลาการจัดกิจกรรมเสริมการเล่านิทานไม่จบเรื่อง มีการเปลี่ยนแปลงขั้น
ความสามารถดา้ นการเขียนสูงขนึ้

จุฑา สุกใส (2545, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการทางการพูดของเด็ก
ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมาย และการจัดกิจกรรมท่องคำคล้อง
จองแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็ก
ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมายก่อน และหลังการทดลองมี
พัฒนาการทางการพูดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด
กิจกรรมมท่องคำคล้องจองแบบปกติก่อนและหลังการทดลองมีพัฒนาการทางการพูดแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมาย
และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบปกติมพี ัฒนาการทางการพูดแตกต่างกนั
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 การจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมาย และการจัด
กิจกรรมทอ่ งคำคล้องจองแบบปกติมีความกา้ วหน้าของพัฒนาการทางการพดู เปลยี่ นแปลงไปไหนทาง
ท่ีดีขึ้น

27

3.2 งานวิจัยท่เี กย่ี วข้องต่างประทศ
วูดเวิร์ด,คาโรลีน และเจอโรม (Woodward, Carolyne & Jerome, 1977, p. 1) ได้

ศึกษารูปแบบการเริ่มเขียนของเด็กระดับปฐมวัย พบว่า เด็กมีความพรอ้ มในการฟังการอ่านออกเสียง
และการผูกประโยคจะมีความสามารถในการเขียนสูงกวา่ เด็กที่ไม่พรอ้ มด้านการฟังการออกเสยี งและ
การผกู ประโยค

ชอมสก้ี (Chomsky, 1998 อ้างถงึ ใน พัชรีวลั ย์ เกตุแกน่ จนั ทร์, 2539, หนา้ 28) รายงาน
ว่าเด็กหลายคนที่มาจากครอบครัวที่แวดล้อมไปด้วยหนังสือ มีพ่อแม่ที่รักการอ่านเป็นต้นแบบมี
ปฏิสมั พนั ธท์ ด่ี ใี นครอบครวั จะทาํ ใหเ้ ด็กเกิดแรงจงู ใจภายใน (Intrinsic motivation) และเดก็ มหี นงั สือ
ทน่ี า่ สนใจหลากหลายพร้อมท่ีจะใหเ้ ดก็ เลือกเม่ือเด็กอยากเรยี นรอู้ ยากอ่าน

เรนส์ และเคนาดี้ (Raines & Canady, 1990, p. 224) พบวา่ เด็กทีม่ ีประสบการณ์ที่พ่อ
แม่อ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ จะสามารถอ่านหนังสือออกได้เอง ซึ่งทําให้เกิดแนวคิดว่าเด็กเรียนที่
จะอ่านออกได้เองโดยธรรมชาติเช่นเดียวกับเด็กทารกเรียนพูดโดยพ่อแม่มักจะไม่เน้นหรือตําหนิเมื่อ
ผิด พูดไม่ชัด แต่จะค่อย ๆ สอนให้พูดชัดโดยทําแบบอย่างแสดงความยินดีเมื่อพูดได้และส่งเสริมให้
เด็กกล้าพูดโดยการรับฟัง ตั้งใจฟังจึงทําให้นักวิจัยภาษากลุ่มนี้เกิดแนวคิดว่าการเรียนการสอนภาษา
ทางดา้ นอ่านเขียนของเดก็ ก็ควรจะให้เปน็ การเรียนรู้ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกบั การพูด

ซิมสัน (Simpson, 1988) ได้ทำการศึกษาลักษณะภาษาพูดของเด็กวัยอนุบาล4 ปีที่
ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้ำผลการวิจัยพบว่าการเล่าเรื่องซ้ำชว่ ยส่งเสรมิ
ความสามารถดา้ นการส่ือสารมากขน้ึ อยา่ งมีนัยสาํ คัญ กล่าวคอื ช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการ
ถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจน ละเอียดลออครอบคลุมความหมายที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่ืนได้รับรู้และเข้าใจ ซ่ึง
ความสามารถนว้ี ัดได้เป็นจาํ นวนคาํ ต่อประโยค(Length of a T-unit) ไม่ได้วัดทปี่ ริมาณคําซึ่งมิลเลอร์
(Miller, 1951 cited in Simpson, 1988) ถือว่าความสามารถนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดความ
ซับซ้อนของรปู ประโยคได้เปน็ อยา่ งดี

เครส (Cress,1989) ได้ศึกษาการตอบสนองของเด็กอนุบาลต่อการเขียนบันทึกทุกวัน
กรณีที่ศึกษาเป็นเด็ก5 คน ที่เขียนบันทึกกับเพื่อนในมุมการเขียนในห้องครูจะเขียนตอบงานของเด็ก
แต่ละคนทุกวัน ผลการวิจัยพบว่าการเขียนบันทึกส่งเสริมให้เด็กเข้าใจว่าการเขียนสามารถเป็นวิธี
ส่อื สารได้เดก็ สามารถท่จี ะสนทนาในเร่ืองท่ีเขียนกบั ครู

28

กิจกรรมคำคล้องจอง เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เหมาะสมในการส่งเสริมพัฒนาการทาง
ภาษาด้านการอ่านและการเขียน เนื่องจากเป็นกิจกรรมทางภาษาที่คุ้นเคย ครูนิยมใช้คำคล้องจองมา
พูดให้เด็กฟังเพื่อเก็บเด็กเงียบหรือ เพื่อนำเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้การเรียนการสอน
เป็นไปอย่างสนุกสนาน หรือใช้เมื่อครูต้องการเปลี่ยนกิจกรรม แต่เมื่อนำคำคล้องตองมาปรับให้เป็น
กิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักการยึดผู้เรียนเป็นหลักด้วยการนำคำคล้องจองมาจัดเป็นแผ่นภาพคำ
คล้องจองที่สวยงามรวมกับวิธีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการพูดทำคล้องจอง การค้นหา
ความหมายของคำ การเขียคำที่อยู่ในคำล้องจอง รวมถงึ การปรบั ให้คำคล้องจองสามารถนำมาเป็นสื่อ
ในการเลน่ และการทำงานกลุ่ม กิจกรรมคำคล้องจองจึงเป็นกจิ กรรมท่ีสามารถนำมาใชใ้ นการส่งเสริม
พัฒนาการทางภาษาได้

29

บทที่ 3
วธิ ีดำเนินการ

ในการทำวิจัยเรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา
ด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดารา
วิทยาลยั อำเภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม่ ในครัง้ น้ีผวู้ ิจยั ได้ดำเนินการดงั นี้

1. แบบแผนท่ใี ชใ้ นการวิจัย
2. กลมุ่ เป้าหมายทใี่ ช้ในการวจิ ัย
3. ตัวแปรทเ่ี กย่ี วข้อง
4. เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
5. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวิจัย
6. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
7. การวิเคราะหข์ ้อมลู และสถิตทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
มรี ายละเอียด ดงั นี้

1. แบบแผนทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย

งานวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัย การศึกษาแบบการทดลองกลุ่มเดียวมีการวัดก่อนและหลังการใช้ นวัตกรรม
(The One Group Comparison Pretest Posttest Design) (ศรีพรรณ สิทธิพงศ์, 2542 : 57) ดัง
รายละเอียด ดังน้ี

ตารางที่ 3.1 แสดงแบบแผนการวิจยั เร่ืองผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพ่ือพฒั นาทักษะทาง
ภาษาด้านการอ่านและการเขยี นของเดก็ ปฐมวยั ช้นั อนุบาลปที ี่ 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวทิ ยาลัย
อำเภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม่ ในครงั้ นีผ้ ูว้ จิ ยั ไดด้ ำเนนิ การดงั น้ี

กลุ่ม ก่อนเรยี น วธิ สี อน หลังเรียน

1 2

เม่อื แทน กล่มุ เปา้ หมาย

30

แทน การจัดกจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์
1 แทน ผลการทดสอบจากการใช้แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่าน
และการเขียนของเดก็ ปฐมวัย สำหรับนักเรยี นชัน้ อนุบาล 3/3 (Pre-test) ก่อนการทดลอง
2 แทน ผลการทดสอบจากการใช้แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่าน
และการเขียนของเดก็ ปฐมวัย สำหรับนกั เรยี นชั้นอนุบาล 3/3 (Post-test) หลังการทดลอง

2. กลุม่ เปา้ หมายท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง ที่มีอายุ 5 - 6 ปี ซึ่งกำลัง
ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ห้อง 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนดาราวิทยาลัย
ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นนักเรียนกลุ่ม A จำนวน 10 คน นักเรียนชาย จำนวน
4 คน นักเรยี นหญิง จำนวน 6 คน

3. ตัวแปรที่เกีย่ วขอ้ ง

1. ตัวแปรต้น คอื คำคลอ้ งจองประกอบภาพ
2. ตัวแปรตาม คือ การพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย
ช้นั อนบุ าลปีท่ี 3/3 ไดแ้ ก่ ทกั ษะการบอกช่ือ สิ่งของ หรือสถานทท่ี กั ษะการเล่าเรือ่ งจากภาพ

4. เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมและเครื่องมือที่ใช้ใน
การเก็บรวบรวมข้อมูล รายละเอียดดังนี้

4.1) เครือ่ งมือท่เี ปน็ นวตั กรรม ได้แก่
4.1.1) แผนการจัดประสบการณก์ ารเรยี นร้จู ำนวน 30 แผน แผนละ 20 นาที โดยใช้

คำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน จะใช้แผนการจัด
ประสบการณ์ 1 แผน ตอ่ การจดั ประสบการณ์ 1 ครง้ั รวมท้ังหมด 30 ครงั้ จำนวน 18 ครงั้

4.1.2) คำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและ
การเขยี น ท้งั หมด 6 เร่อื ง ไดแ้ ก่

(1) คำคลอ้ งจอง โรงเรียนแสนสขุ
(2) คำคลอ้ งจอง ผลไม้น่ากิน
(3) คำคล้องจอง ผักแสนดี

31

(4) คำคล้องจอง สัตว์นา่ รัก
(5) คำคล้องจอง ครอบครัวมีสุข
(6) คำคลอ้ งจอง การเดินทางแสนสนุก
4.2) เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูลงานวิจยั ได้แก่
4.2.1) คู่มือแบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิทักษะทางภาษาด้านการอ่านและ
การเขยี นสำหรบั เด็กปฐมวยั ช้ันอนบุ าลปีท่ี 3/3 กอ่ นการทดลอง (Pre-test) จำนวน 1 เลม่ ใช้สำหรับ
ครหู รอื ผ้วู ิจยั
4.2.2) แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน
สำหรับเด็กปฐมวัยปีท่ี 3/3 กอ่ นการทดลอง (Pre-test) จำนวน 1 เล่มตอ่ เดก็ 1 คน มจี ำนวน 8 ขอ้
4.2.3) คู่มือแบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและ
การเขียนสำหรับเด็กปฐมวยั ชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 หลังการทดลอง (Posttest) จำนวน 1 เล่ม ใช้สำหรับ
ครหู รือผวู้ จิ ัย
4.2.4) แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน
สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 หลังการทดลอง (Posttest) จำนวน 1 เล่มต่อเด็ก 1 คน มี
จำนวน 8 ข้อ

5. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั

ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนา
ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2564
โรงเรยี นดาราวิทยาลยั อำเภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม่ ดงั นี้

5.1) การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยท่ีเป็นนวัตกรรม
ได้แก่ (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 30 แผน แผนละ 20 นาที โดยใช้คำคล้องจอง
ประกอบภาพ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่
3/3 การศึกษา 2564 โรงเรยี นดาราวิทยาลยั อำเภอเมอื ง จงั หวัดเชยี งใหม่ และคำคลอ้ งจองประกอบ
ภาพ ทั้งหมด 6 เรื่อง (2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย (2.1) คู่มือแบบ
ประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนสำหรับเด็ก
ปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 (Pre-test & Posttest) จำนวน 1 ฉบับ (2.2) แบบประเมินเพื่อวัด
ผลสัมฤทธ์ิเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอา่ นและการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล
ปีที่ 3/3 ก่อนการทดลอง (Pre-test) จำนวน 1 ฉบับ และ (2.3) แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิเพื่อ
วัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 หลัง

32

การทดลอง (Posttest) จำนวน 1 ฉบับ โดยมีอาจารย์นิเทศก์ผศ.ดร.ชไมมน ศรีสุรักษ์ ดูแลอย่าง
ใกลช้ ดิ

5.2) ผู้วิจัยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านได้แก่ (1) คุณครูคณิศรา ถิ่นเพาะ
(2) คุณครปู ทุม คะวงษา และ (3) คุณครศู ิรพิ รรณ พุทธิมา พจิ ารณาความสอดคลอ้ ง ความถูกตอ้ งของ
หลักการโครงสร้างของสื่อ เนื้อหา และรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการพิจารณาความ
สอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ระดับ 0.96 แสดงว่าสื่อนวัตกรรมมี
ประสิทธิภาพ (หมายเหตุค่า IOC ที่ยอมรับได้ต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 - 1.00) ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมี
ขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติมเก่ียวกบั สื่อนวัตกรรม

5.3) เตรียมนำสื่อนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน
ไปใช้กับเด็กปฐมวยั ช้ันอนุบาลปีที่ 3/3 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี นดาราวทิ ยาลยั อำเภอเมือง จงั หวัด
เชียงใหม่ เป็นนักเรียนกลุ่ม A จำนวน 10 คน นักเรียนชาย จำนวน 4 คน นักเรียนหญิง จำนวน 6
คน

6. วิธกี ารดำเนินการวิจัย และการเก็บรวบรวมขอ้ มูล

1.) ศึกษาเอกสารและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนา
ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเดก็ ปฐมวยั ชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 และนำเสนอหัวข้อวิจัย
ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของ เด็ก
ปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ตลอดจนจัดทำโครงร่างงานวิจัย 3 บท มานำเสนอต่ออาจารย์นิเทศก์ คือ
ผศ.ดร.ชไมมน ศรสี รุ กั ษ์ เพื่อใหก้ ารอนมุ ตั ิหวั ขอ้ และโครงร่างวิจัยพฒั นาเค้าโครงการวจิ ยั

2.) สร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยเครื่องมือที่เป็นสื่อ
นวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3
และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยนำเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไปเสนออาจารย์นิเทศก์
ผศ.ดร.ชไมมน ศรีสุรักษ์ เพื่อให้การอนุมัติ เพื่อให้ข้อเสนอแนะและปรับปรุงก่อนดำเนินการเสนอให้
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC) และหาค่าประสิทธิของนวัตกรรม E1/E2 ซึ่งผู้วิจัยนำ
เครื่องมือที่ได้รับคำแนะนำและแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข และขอรับคำปรึกษาจาก
อาจารย์นิเทศก์ ผศ.ดร.ชไมมน ศรีสุรักษ์ จากนั้นจัดทำเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมผลการใช้
คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านละการเขียนของเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 และเครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลใหส้ มบรู ณ์ก่อนนำไปจัดกิจกรรมจรงิ

4.) ดำเนินการประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนสำหรับ
เดก็ ปฐมวัยชัน้ อนบุ าลปีที่ 3/3 กอ่ นการจัดกจิ กรรม (Pre-test) จำนวน 1 วนั ในสปั ดาห์ท่ี 1

33

5.) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนด้วย
นวัตกรรมคำคล้องจองประกอบภาพ และสังเกตพฤติกรรมเด็กในระหว่างการพัฒนาทักษะทางภาษา
ด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชนั้ อนุบาล 3/3 เป็นระยะเวลา 6 สปั ดาห์ สัปดาหล์ ะ 3 วัน
วันละ 20 นาที ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2565 - วันที่ 11
กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2565

6.) ดำเนินการประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนสำหรับ
เด็กปฐมวัยช้นั อนุบาลปที ี่ 3/3 หลงั การจดั กจิ กรรม (Posttest) จำนวน 1 วนั ในสัปดาห์ที่ 8 ดงั แสดง
ในตาราง 3.2 ดงั น้ี

การวิจัยเรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่าน
และการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง 8 สัปดาห์
โดยมกี ระบวนการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดงั นี้

34

ตารางที่ 3.2 กำหนดการ ดำเนนิ การทดลอง

สัปดาหท์ ่ี วนั /เดอื น/ปี เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย ดำเนนิ การทดลอง /กจิ กรรมการเรียนรู้

1 20/ธ.ค./2564 1. คู่มือแบบประเมินเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิ 1. ดำเนินการประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิ
ถึง ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการ ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน

23/ธ.ค./2564 เขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ก่อน
3/3 ก่อนการทดลอง (Pre-test) การทดลอง (Pre-test)
2. แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์
ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการ
เขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี
3/3 ก่อนการทดลอง (Pre-test)

2 4/ม.ค./2565 อา่ นคำคลอ้ งจอง โรงเรียนแสนสุข ดำเนินการจัดกิจกรรมอ่านคำคล้องจอง
โรงเรียนแสนสขุ

5/ม.ค./2565 ถามประสบการณ์เดิมของเด็กและ ดำเนนิ การจดั กิจกรรมโดยถามประสบการณ์
ทบทวนคำคลอ้ งจอง โรงเรียนแสนสขุ เดิมของเด็กและทบทวนคำคล้องจอง

โรงเรียนแสนสุข

7/ม.ค./2565 ทบทวนคำคล้องจอง โรงเรียนแสนสขุ ดำเนินการจัดกิจกรรมทบทวนคำคล้องจอง
โรงเรียนแสนสุข และวาดภาพระบายสี
โรงเรียนของฉนั

3 10/ม.ค./2565 อา่ นคำคล้องจอง ผลไม้น่ากิน ดำเนินการจัดกิจกรรมอ่านคำคล้องจอง
ผลไมน้ า่ กนิ

12/ม.ค./2565 ถามประสบการณ์เดิมของเด็กและ ดำเนนิ การจัดกิจกรรมโดยถามประสบการณ์
ทบทวนคำคลอ้ งจอง ผลไม้นา่ กิน เดิมของเด็กและทบทวนคำคล้องจอง ผลไม้
น่ากนิ

14/ม.ค./2565 ทบทวนคำคล้องจอง ผลไม้นา่ กนิ ดำเนินการจัดกิจกรรมทบทวนคำคล้องจอง

ผลไมน้ ่ากนิ และ ใหเ้ ขียนชอ่ื ผลไม้ท่ีได้ยินใน

คำคล้องจอง 5 ชนดิ

4 17/ม.ค../2565 อา่ นคำคล้องจอง ผกั แสนดี ดำเนินการจัดกจิ กรรมอ่านคำคล้องจอง ผัก

แสนดี

19/ม.ค./2565 ถามประสบการณ์เดิมของเด็กและ ดำเนินการจดั กิจกรรมโดยถามประสบการณ์

ทบทวนคำคลอ้ งจอง ผักแสนดี เดิมของเด็กและทบทวนคำคล้องจอง ผัก

แสนดี

21/ม.ค./2565 ทบทวนคำคล้องจอง ผักแสนดี ดำเนินการจัดกิจกรรมทบทวนคำคล้องจอง
ผักแสนดี

35

ตารางที่ 3.2 กำหนดการ ดำเนินการทดลอง (ต่อ)

สัปดาห์ วนั /เดอื น/ปี เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย ดำเนินการทดลอง /กจิ กรรมการเรียนรู้

5 24/ม.ค./2565 อ่านคำคล้องจอง สตั ว์นา่ รกั ดำเนินการจัดกิจกรรมอา่ นคำคลอ้ งจอง สตั ว์

นา่ รัก

26/ม.ค./2565 ถามประสบการณ์เดิมของเด็กและ ดำเนินการจัดกจิ กรรมโดยถามประสบการณ์

ทบทวนคำคลอ้ งจอง สตั วน์ า่ รกั เดิมของเด็กและทบทวนคำคล้องจอง

สัตวน์ า่ รกั

28/ม.ค./2565 ทบทวนคำคลอ้ งจอง สตั ว์น่ารัก ดำเนินการจัดกิจกรรมทบทวนคำคล้องจอง

สัตว์นา่ รัก

6 31/ม.ค./2565 อา่ นคำคล้องจอง ครอบครวั มสี ขุ ดำเนินการจัดกิจกรรมอ่านคำคล้องจอง

ครอบครัวมสี ขุ

2/ก.พ./2565 ถามประสบการณ์เดิมของเด็กและ ดำเนินการจดั กิจกรรมโดยถามประสบการณ์

ทบทวนคำคล้องจอง ครอบครวั มีสขุ เดิมของเด็กและทบทวนคำคล้องจอง

ครอบครวั มีสุข

4/ก.พ./2565 ทบทวนคำคลอ้ งจอง ครอบครัวมสี ุข ดำเนินการจัดกิจกรรมทบทวนคำคล้องจอง

ครอบครัวมีสขุ

7 7/ก.พ./2565 อา่ นคำคล้องจอง การเดนิ ทางแสนสนุก ดำเนินการจัดกิจกรรมอ่านคำคล้องจอง

การเดนิ ทางแสนสนุก

9/ก.พ./2565 ถามประสบการณ์เดิมของเด็กและ ดำเนินการจัดกิจกรรมโดยถามประสบการณ์

ทบทวนคำคล้องจอง การเดินทางแสน เดิมของเด็กและทบทวนคำคล้องจอง

สนกุ การเดินทางแสนสนกุ

11/ก.พ./2565 ทบทวนคำคล้องจอง การเดินทางแสน ดำเนินการจัดกิจกรรมทบทวนคำคล้องจอง

สนกุ การเดินทางแสนสนุก

8 11/ก.พ./2565 1. คู่มือแบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิ 1. ดำเนินการประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์

ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการ ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียน

เขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี 3/3 หลัง

3/3 หลงั การทดลอง (Pre-test) การทดลอง (Pre-test)

2. แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิ

ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการ

เขียนสำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีท่ี

3/3 หลังการทดลอง (Pre-test)

36

7. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสถติ ิท่ีใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู

การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยได้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
หาประสทิ ธิภาพของกระบวนการ (E1/E2) และใช้สถิตใิ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ดังน้ี

7.1) การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ คือ ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ

วัตถุประสงค์ (Item-Objective Congruence Index : IOC) คือ ผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญมา
คำนวณหาดัชนีที่บ่งบอกถึงความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ซึ่งได้จากความสอดคล้องระหว่างประเด็นที่
ต้องการวัดกับข้อคำถามที่สร้างขึ้น โดยแปลระดับความสอดคล้องเป็นคะแนนดังนี้ (ไพศาล วรคำ,
2552, หนา้ 257)

สอดคล้อง มคี ะแนนเปน็ +1
ไม่แน่ใจ มีคะแนนเปน็ 0
ไมส่ อดคล้อง มคี ะแนนเปน็ -1
และหาดัชนีความสอดคล้องได้จาก

IOC = ∑R



เม่อื IOC แทน ดชั นคี วามสอดคล้องของวตั ถุประสงคเ์ น้ือหาและนวัตกรรม
R แทน คะแนนการพจิ ารณาของผู้เช่ียวชาญ
∑R แทน ผลรวมของคะแนนพจิ ารณาของผู้เช่ียวชาญ
N แทน จำนวนผู้เชยี่ วชาญ

(หมายเหตคุ ่า IOC ทย่ี อมรบั ได้ต้องมีคา่ ตั้งแต่ 0.50 - 1.00)

7.2) สูตรการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1/E2)
การคำนวณหาประสิทธิภาพ วธิ กี ารคำนวณหาประสทิ ธิภาพ โดยใชส้ ูตรและการคำนวน

ธรรมดา (ชยั ยงค์ พรหมวงศ์, 2556) (แสดงในหน้าถดั ไป)

37

สตู รที่ 1

E1 == ̅x × 100

A

เมื่อ E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
x̅ แทน คะแนนรวมของแบบฝกึ กิจกรรมหรืองานท่ีทำระหวา่ งเรยี นท้งั ท่ี

เป็นกิจกรรมในห้องเรียน นอกห้องเรยี นหรือออนไลน์
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝกึ ปฏิบัติ ทกุ ช้นิ รวมกนั

สูตรท่ี 2

E2 = F̅ × 100

N

เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์
F̅ แทน คะแนนของผลลัพธข์ องการประเมนิ หลังเรยี น
N แทน คะแนนเต็มของการประเมินสุดทา้ ยของแตล่ ะหนว่ ยประกอบด้วย

ผลการสอบหลงั เรยี นและคะแนนจากการประเมินงานสดุ ท้าย

7.3) คา่ สถิติพื้นฐานทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู
7.3.1) ค่าร้อยละ (Percentage) คือ การเปรียบเทียบความถี่ที่ต้องการ กับความถ่ี

ทง้ั หมดเมอื่ เทียบเป็น 100 รอ้ ยละจงึ เป็นอตั ราสว่ นท่ีมีฐานเป็น 100 (นงค์นุช พรรณทลู , 2554, หน้า
2)

f
P = N × 100

เมอ่ื P แทน ร้อยละ
แทน ความถีท่ ีต่ ้องการแปลค่าให้เป็นรอ้ ยละ
f
แทน จำนวนความถ่ที ้งั หมด
N

38

7.4) สตู รการหาคา่ เฉล่ยี และคา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน
7.4.1) คา่ เฉลยี่ x̅ คอื ค่าเฉลยี่ ของกลมุ่ ตวั อย่างกลุ่มหนึง่ (เลอื กมาจากท้ังหมด)

แทนที่จะเฉลีย่ จากประชากรทงั้ หมด
7.4.2) คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD) คอื การวัดการกระจาย

แบบหน่ึงของกลุ่มขอ้ มลู สามารถนำไปใช้กบั การแจกแจงความนา่ จะเปน็ ตวั แปรสุม่ ประชากร หรือ
มลั ติเซต

̅̅̅ ̅ ̅̅
.

เมอ่ื x̅ แทน ค่าเฉลยี่
S.D แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์

ผลการวิจัย โดยการหารอ้ ยละและนำเสนอในรูปแบบตาราง โดยแปลความหมายค่าร้อยละ ดงั นี้
85 - 100 หมายถงึ ระดับดีมาก
80 – 84 หมายถงึ ระดับดี
75 - 79 หมายถึง ระดับปลานกลางคอ่ นขา้ งดี
70 – 64 หมายถึง ระดับปานกลาง
65 – 69 หมายถึง ระดับพอใช้ค่อนขา้ งดี
60 – 64 หมายถงึ ระดับพอใช้
55 – 59 หมายถงึ ระดับผ่านเกณฑ์ค่อนข้างดี
50 – 54 หมายถงึ ระดับผ่านเกณฑ์
0 – 49 หมายถงึ ระดับไมผ่ ่าน

39

บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู

วิจัยในชั้นเรียนเรื่องผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการ
อ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนดาราวิทยาลัย
อำเภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม่ ผู้วจิ ัยไดน้ ำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูลท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การ
วิจยั แบ่งเปน็ 2 ตอน ดังน้ี

ตอนที่ 1 วิเคราะห์ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการ
อ่านและการเขยี นของเดก็ ปฐมวัย

ตอนท่ี 2 วิเคราะห์ปญั หาและอุปสรรคของการใชค้ ำคล้องจองประกอบภาพเพ่ือพฒั นาทักษะ
ทางภาษาดา้ นการอา่ นและการเขียนของเดก็ ปฐมวัย

ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ผ้วู ิจยั ได้นำเสนอเป็น 2 ตอน รายละเอียดดงั น้ี
ตอนที่ 1 วิเคราะห์ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้าน
การอา่ นและการเขยี นของเดก็ ปฐมวัย
ผลวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมคำคลอ้ งจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทกั ษะทางภาษาดา้ น
การอ่านและการเขียนของเดก็ ปฐมวัย พบว่า ผลการพัฒนาทกั ษะทางทางภาษาด้านการอ่านและการ
เขียนของเด็กปฐมวัยสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรม รายละเอียดแสดงในตาราง 4.1 แสดงในหน้า
ถัดไป

40

ตาราง 4.1 แสดงคะแนนประสิทธิภาพของเครื่องมือและผลผลการใช้คำคล้องจองประกอบ
ภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย สำหรับนักเรียนระดับช้ัน
อนบุ าล 3/3 กอ่ น-หลงั การทดลอง

คะแนนแบบวัดการสง่ เสริม ระดับแกณฑ์ ผลการพฒั นาความก้าวหน้า
ทักษะทางภาษา พฒั นาการ
Pre-test Post-test หลังทำ
ลำดับที่ ค่าเฉลยี่ ร้อย รวม 32 คา่ เฉล่ียรอ้ ย กจิ กรรม
คะแนน
ละ ละ

ด้านการอ่าน ดา้ นการเขยี น คะแนน ผลการพัฒนา
ความก้าวหน้า

1 68 17 5 22 88 ดมี าก 19 มีพฒั นาการ
2 56 14 4 18 81 ดีมาก 25 มีพฒั นาการ
3 50 13 3 16 81 ดมี าก 31 มีพัฒนาการ
4 71 15 8 23 91 ดมี าก 19 มีพฒั นาการ
5 78 17 8 25 84 ดมี าก 6 มพี ัฒนาการ
6 59 14 5 19 78 ดมี าก 19 มีพัฒนาการ
7 65 15 6 21 84 ดมี าก 18 มีพัฒนาการ
8 59 13 6 19 78 ดมี าก 19 มีพัฒนาการ
9 65 14 7 21 88 ดีมาก 22 มีพัฒนาการ
10 50 12 4 16 78 ดีมาก 28 มพี ัฒนาการ
รวมค่า
เฉลย่ี รอ้ ย 62.1 14.4 5.6 20 83.1 ดมี าก 21 มพี ฒั นาการ
ละ

62.1/83.1 = สงู กวา่ เกณฑ์ท่ีตง้ั ไวใ้ นระดับ 80/80

จากตาราง 4.1 แสดงคะแนนแบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ก่อนใช้คำคล้องจอง
ประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยเป็นรายบุคคลของ
แต่ละสัปดาห์ ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการ
เขียนของเดก็ ปฐมวัยเป็นรายบุคคลของแต่ละสัปดาห์ (Pre-test) มีค่าเฉลยี่ รวมรอ้ ยละ 62.1 และหลัง
เรียนรู้ (Post-test) มีค่าเฉลี่ยรวมร้อยละ 83.1 ซึ่งมีพัฒนาการโดยคิดค่าความต่างการพัฒนา

41

ความก้าวหน้าระหว่างก่อนเรียนรู้และหลังเรียนรู้เป็นคะแนนรวมร้อยละ 21 นับว่ามีพัฒนาการที่
สงู ขึ้นทกุ คน

ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลปัญหาและอุปสรรคของการใช้คำคล้องจองประกอบภาพ
เพื่อพัฒนาทกั ษะทางภาษาดา้ นการอ่านและการเขียนของเดก็ ปฐมวัย

จากการวิจัยไม่พบปัญหาในการใชค้ ำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพฒั นาทกั ษะทางภาษาดา้ น
การอ่านและการเขียนของเดก็ ปฐมวยั แต่อย่างไรกต็ ามยงั พบอปุ สรรคทเี่ ป็นตัวขดั ขวางความสำเร็จของ
การวิจัยเรื่อง “ผลการใช้คำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการ
เขยี นของเดก็ ปฐมวัย” ซึ่งอุปสรรคของผลการใชค้ ำคล้องจองประกอบภาพเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา
ด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย ในด้านปัญหาโรคติดต่อ โควิด19 ทำให้ต้องเรียนเป็นกลุม่
A และ กลุ่ม B ซึ่งผู้วิจัยได้ขอความอนุเคราะห์คุณครูประจำชั้นทำการจัดกิจกรรมซ่อมเสริมเพื่อให้
ผู้เรียนพฒั นาทกั ษะทางได้มากขน้ึ และสามารถเรียนรู้ไดพ้ ร้อมกบั เพ่ือนได้บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์


Click to View FlipBook Version