The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการส่งเสริมทักษะการพูด-โดยใช้นิทาน-ปี65-นงคราญ พุ่มศรีอินทร์.docx1 - Copy

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by MissAmpmy Ja, 2023-03-25 21:47:10

วิจัยการส่งเสริมทักษะการพูด-โดยใช้นิทาน-ปี65-นงคราญ พุ่มศรีอินทร์.docx1 - Copy

วิจัยการส่งเสริมทักษะการพูด-โดยใช้นิทาน-ปี65-นงคราญ พุ่มศรีอินทร์.docx1 - Copy

วิจัยในชั้นเรียน การส่งเสริมทักษะการพูด โดยใช้นิทานคำคล้องจองของเด็กปฐมวัย ชั้นปฐมวัย 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 นางสาวนงคราญ พุ่มศรีอินทร์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง สังกัด กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่


ก กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงรายละเอียดของกระบวนการจัดทำวิจัย และการนำ กิจกรรมมาใช้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีปัญหาการพูดไม่ชัด โดยใช้นิทานคำคล้องจอง 3 เรื่อง เรารักเมืองไทย , กุ๋งกิ๋งเป็นหวัด , คุณเต่าพูดเพราะ รายละเอียดของวิจัยฉบับนี้ จำแนกเป็น 6 ส่วน คือ บทนำ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการ ดำเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และข้อเสนอแนะ ตลอดจนภาคผนวก ที่แสดงรายละเอียดของ หลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีได้ เนื่องจากความกรุณาอย่างยิ่งจากผู้อำนวยการที่ได้กรุณา เสียสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำในวิธีการทำวิจัยและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ใน งานวิจัยฉบับนี้ จนทำให้วิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาที่ได้รับเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย นงคราญ พุ่มศรีอินทร์ ผู้วิจัย


ข ชื่อเรื่อง การส่งเสริมทักษะการพูด โดยใช้นิทานคำคล้องจองของเด็กปฐมวัย ชั้นปฐมวัย 2 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัย นงคราญ พุ่มศรีอินทร์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้ นิทานคำคล้องจอง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 2-3 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ปฐมวัย 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สังกัดกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จำนวน 3 คน และได้ดำเนินการ วิจัยโดยใช้ระยะเวลาในการทดลองทั้งหมด 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน ใช้เวลาวันละ 20 นาที รวมทั้งสิ้น 15 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมนิทานคำคล้องจองและแบบ สังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมนิทานคำคล้องจอง เด็กปฐมวัยมีทักษะการพูด ที่ดีขึ้น


ค สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมติฐานของการวิจัย 3 ความสำคัญของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่ได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิทาน 5 6 23 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 39 การกำหนดประชากร 39 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 39 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 40 เก็บรวบรวมข้อมูล 41 วิธีการดำเนินการวิจัย 41 การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 43 การวิเคราะห์ข้อมูล 43 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 44 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 45 สรุปผลการวิจัย 46


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า อภิปรายผล 47 ข้อเสนอแนะ 49 บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก ภาคผนวก (ก) นิทานคำคล้องจอง นิทานเรื่อง เรารักเมืองไทย 57 นิทานเรื่อง กุ๋งกิ๋งเป็นหวัด 58 นิทานเรื่อง คุณเต่าพูดเพราะ 59 ภาคผนวก (ข) แบบสังเกต คู่มือประกอบการใช้แบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 61 แบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 62 แบบสรุปคะแนนทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 69 ภาคผนวก (ค) แผนวิจัย คู่มือประกอบการใช้แผนการส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 71 แผนการจัดประสบการณ์การส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 73 ภาคผนวก (ค) บัตรภาพบัตรคำจากนิทาน บัตรภาพบัตรคำจากนิทานเรื่อง เรารักเมืองไทย 90 บัตรภาพบัตรคำจากนิทานเรื่อง กุ๋งกิ๋งเป็นหวัด 91 บัตรภาพบัตรคำจากนิทานเรื่อง คุณเต่าพูดเพราะ 92 ภาคผนวก (ง) ภาพประกอบการจัดกิจกรรม 94 ประวัติย่อผู้วิจัย 95


จ หน้า ตาราง 1 แบบแผนการจัดประสบการณ์การส่งเสริมทักษะการพูด โดยใช้นิทานคำคล้องจอง 42 ตาราง 2 วันเวลาและการจัดกิจกรรมที่ทำการทดลอง 43 ตาราง 3 คะแนนทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 46 ตาราง 4 แสดงคะแนนเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รายด้านของทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อน และหลังการจัดกิจกรรม 46 สารบัญ (ต่อ)



1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่สำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ สิ่งที่เด็กได้รับ ประสบการณ์และการเรียนรู้ในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต จะมีผลต่อการวางรากฐานที่สำคัญต่อบุคลิกภาพของ เด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาช่วงอายุระหว่าง 0 - 6 ปี ถือว่าเป็นช่วงโอกาสทองของการ เรียนรู้ในวัยนี้สมองเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าเด็กได้รับการพัฒนาและได้รับการกระตุ้นด้วยวิธีการ ที่ถูกต้องจะ ช่วยสร้างเสริมให้มีความพร้อมสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2561) เด็กอายุ 3 - 5 ปี เป็นวัยที่ร่างกายและสมองของเด็กกำลัง เจริญเติบโต เด็กต้องการความรักความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด เด็กวัยนี้มีโอกาสเรียนรู้จากการใช้ประสาท สัมผัสทั้งห้าได้สำรวจ เล่น ทดลอง ค้นพบด้วยตนเองได้มีโอกาสคิด แก้ปัญหา เลือกตัดสินใจใช้ภาษาสื่อ ความหมาย คิดริเริ่มสร้างสรรค์ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข(กระทรวงศึกษาธิการ. 2546: ความนำ) ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของชีวิต ที่ทำให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าจะเป็น ทั้งในเรื่องการติดต่อสื่อสาร การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไปยังผู้อื่น ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฟัง การอ่าน การใช้ภาษาพูด ภาษาเขียน โดยเฉพาะการพูด มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมายที่ดีที่สุด และรวดเร็วกว่าการสื่อความหมาย ด้วยวิธีอื่นระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง การพูดเป็นการได้ทราบถึงความต้องการของผู้พูดและผู้ฟังได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยสร้างความเข้าใจต่อมนุษย์ด้วยกัน เนื่องจากการพูดต้องใช้ระดับเสียงตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสมและได้เห็นท่าทางในการพูด พัฒนาการทางด้านภาษาของมนุษย์เริ่มจากภาษาพูดเป็นภาษาเขียนดังนั้นการเรียนรู้ ด้านภาษาในวัยเด็กจึงมีการพูดและการใช้ภาษาให้เหมาะสมกับกาลเทศะซึ่งพัฒนาการทางการพูดของเด็ก เกิดขึ้นจากการได้รับสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับสิ่งแวดล้อมทั้งทาง กายภาพและทางสังคม เด็กที่ใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมได้เปรียบในการใช้ชีวิตในสังคมจะเข้าใจ ภาษาพูดและใช้ภาษาพูดได้ดีเหมือนผู้ใหญ่ หากเด็กใช้ทักษะการพูดไม่ถูกต้อง พูดไม่ชัด หรือออกเสียง ผิดเพี้ยน สอดคล้องกับ Charles Van Riper (1996) ได้ให้คำจำกัดความของปัญหาการพูดคือการพูดที่ถือ ว่าบกพร่องหรือผิดปกตินั้น ก็ต่อเมื่อผิดแปลกไปจากการพูดของคนปกติจนสังเกตเห็นได้ชัด หรือสื่อความ ไม่ได้ผลหรือผู้พูดมีอากัปกิริยาการพูดผิดปกติไปจะทำให้เกิดความสับสนยุ่งยากไม่เข้าใจกันติดเป็นนิสัย ไปตลอดและยังมีผลกระทบไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การปรับตัวการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับคำ กล่าวที่ว่าการพูดผิดปกติเพียงเล็กน้อยในวัยเด็กก็อาจเป็นปัญหาที่สำคัญต่อการปรับตัวทางสังคม และเมื่อ เด็กเรียน ในชั้นที่สูงขึ้น ความผิดปกติทางภาษาก็อาจเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความวิตกกังวลและมีปัญหา


2 ด้านการปรับตัวเด็กมักถูกเพื่อนล้อเลียนทำให้ขาดความมั่นใจในการสื่อสารการแสดงความคิดเห็นและในไม่ช้า ก็จะมีนิสัยขี้อายกลายเป็นเด็กผมได้ไม่ชอบเข้าสังคมกับเพื่อนเด็กที่มีภาษาพูดผิดปกติมักเป็นคนเงียบ หรือดื้อรั้นอย่างเปิดเผยเด็กพวกนี้จะชอบฝันกลางวันหมกตัวอยู่ในโลกของตนเองตามลำพังต่อต้านสังคมมัก ตื่นเต้นประหม่าเมื่อต้องพูดกับใคร พฤติกรรมเหล่านี้ ค่อยๆสะสม จนเป็นลักษณะหนึ่งของบุคลิกภาพ ของเด็กทั้งยังส่งผลต่อพัฒนาการทางการอ่าน การเขียน มีผลทำให้เด็กเกิดความล้มเหลวทางการเรียน ในที่สุดปัญหาทางการพูดเป็นการพูดที่ผิดปกติจากการพูดของคนทั่วไปจึงสังเกตได้ชัดหรือเกิดความยุ่งยาก ในการสื่อความหมายและมีลักษณะของปัญหาการพูดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การพูดไม่ชัด พูดเสียงผิดปกติ จังหวะการพูดผิดปกติ พูดสับสนจนผู้ฟังจับใจความไม่ได้ ซึ่งการพูดไม่ชัดนั้นเป็นลักษณะความผิดปกติ ทางการพูดที่พบมากที่สุดในบรรดาความผิดปกติของการพูดประเภทต่างๆ โดยมีความผิดปกติเกี่ยวกับการ เปลี่ยนเสียงพูดแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ การพูดออกเสียงโดยใช้เสียง 1 แทนเสียง 1 การเว้นไม่ออก เสียงพยางค์บางเสียง การพูดผิดเพี้ยนไปจนฟังไม่ออกว่าเป็น เสียงสระ เสียงพยัญชนะใด และการออกเสียง เพิ่มไปจากเสียงที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุหลักมาจากการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น อยู่กับพี่เลี้ยง ที่พูดไม่ชัด หรือครอบครัวที่พูดสองภาษาบางครั้งผู้ที่ใกล้ชิดไม่ได้กระตุ้นให้เด็กพูดให้ถูกต้องชัดเจนตั้งแต่ แรก ทำให้เด็กขาดโอกาสในการเรียนแบบการพูดที่ดี สภาพสิ่งแวดล้อมหรือการอบรมเลี้ยงดูจึงมีส่วนสำคัญ ในการทำให้เด็กสามารถเกิดการเรียนรู้ในการพูดที่ดีหรือการพูดที่ไม่ชัดเจนจนติดเป็นนิสัย สอดคล้อง กับ Wig, E. (1989 ) ได้ศึกษากลวิธีการพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กที่มีปัญหาทางการพูด พบว่า พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูที่เกี่ยวข้องต้องช่วยให้เด็กมีการนำภาษามาใช้ (Speech Functioning) ให้ถูกต้องและ เหมาะสมกับเหตุการณ์ ทั้งนี้เด็กจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและเข้าใจต่อการพูดของผู้ใหญ่เชื่อมโยง ระหว่างการรับรู้ที่ซับซ้อนกับเหตุการณ์ ซึ่งในเบื้องต้นการพูดของผู้ใหญ่จะเป็นตัวกระตุ้นนำให้เกิด พฤติกรรมตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งใจฟังสาระสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้น หรือการปรับขยายเพิ่มเติมด้วย ท่าทางหรือการพูด ประกอบท่าทางก็ตาม แม้ว่าเด็กจะยังไม่สามารถออกเสียงตามผู้ใหญ่ได้ถูกต้องทั้งหมดก็ตาม ดังนั้น เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพการศึกษา ผู้วิจัย ได้ศึกษาเด็กปฐมวัย 2 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง ที่มีปัญหาด้านการพูดไม่ชัด ตามตัวสะกดในมาตราแม่ กก มาตราแม่ กด และมาตราแม่ กน โดยการใช้นิทานคำคล้องจองเข้ามาช่วย ในการส่งเสริมทักษะการพูด ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีการพูดไม่ชัดในบางคำ ส่งผลให้ประโยคผิดเพี้ยนจากเดิม ได้ และเป็นปัญหาในการเข้าสังคมในอนาคตของเด็ก ในการแก้ปัญหานี้ผู้วิจัยจะใช้คำต่างๆ ที่อยู่ในนิทาน คำคล้องจองมาให้เด็กได้ฝึกการพูด ซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กได้มีทักษะการพูดที่ถูกต้อง ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ด้านการเรียนของเด็กและการดำรงชีวิตของเด็ก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เด็ก มีคุณภาพตามที่มุ่งหวังไว้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาปัญหาการพูดไม่ชัดในลักษณะต่างๆของเด็กในระดับปฐมวัย เพื่อจะได้หาสาเหตุ และหาแนวทางในการดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาการพูดต่อไป


3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำคล้องจอง 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำคล้องจอง สมมติฐานของการวิจัย หลังจากใช้นิทานคำคล้องจอง เด็กปฐมวัยมีทักษะการพูดที่ดีขึ้น ความสำคัญของการวิจัย ผลของการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้ นิทานคำคล้องจอง ผลของการวิจัยจะทำให้ครูผู้บริหาร ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ได้เห็นถึง ปัญหาของการพูดไม่ชัดในเด็กปฐมวัย และจะสามารถนำแนวทางการจัดกิจกรรมที่ได้จากการวิจัยนี้ ไปใช้ ในการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการพูดของ เด็ก ซึ่งมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยต่อไป ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2 – 3 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ใน ระดับชั้นปฐมวัย 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ นิทานคำคล้องจอง ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการพูด นิยามศัพท์เฉพาะ เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กนักเรียน ที่มีอายุระหว่าง 0 – 6 ปีเด็กที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 0-6 ปี เป็นวัยเริ่มต้น ของการพัฒนาการในทุกด้าน ได้แก่ด้านสติปัญญา ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ และด้านสังคม จึงเป็นวัยที่มีความสำคัญและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาบุคคลให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ กำลังศึกษา อยู่ชั้นปฐมวัย 2 ช่วงอายุ 2-3 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่


4 ทักษะการพูด หมายถึง พฤติกรรมทางภาษาที่สื่อความหมาย เป็นการเปล่งเสียงออกมาเป็นคำ หรือประโยค เพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของผู้พูดไปยังผู้ฟัง โดยใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง จนเป็นที่เข้าใจกัน การพูดไม่ชัด หมายถึง ความผิดปกติเกี่ยวกับการเปล่งเสียงพูด ซึ่งจะแบ่งเป็นตามมาตรา ตัวสะกด 3 มาตรา ดังนี้ 1. มาตราตัวสะกด แม่ก.กา เช่น คำว่า “เสือ” มักจะพูดว่า “เสีย” เป็นต้น 2. มาตราตัวสะกด แม่กน เช่น คำว่า “เพื่อน” มักจะพูดว่า “เพี่ยน” เป็นต้น 3. มาตราตัวสะกด แม่กง เช่น คำว่า “ขวาง” มักจะพูดว่า “กวง” เป็นต้น กิจกรรมนิทานคำคล้องจอง หมายถึง คำที่ใช้สระและพยัญชนะเสียงเดียวกัน มีตัวสะกด ในมาตราเดียวกันและบรรยายเนื้อเรื่องเป็นนิทาน ทำให้นิทานมีความน่าสนใจมากขึ้น ประโยชน์ที่ได้รับ 1.ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 2. เป็นแนวทางสำหรับครูในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการการพูดของเด็กปฐมวัย


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่อง การส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำกลอน ในครั้งนี้ผู้วิจัย ได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด 1.1 ความหมายของทักษะการพูด 1.2 ความสำคัญของทักษะการพูด 1.3 ลักษณะปัญหาการพูด 1.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษาและการพูด 1.5 สาเหตุและแนวทางแก้ไขการพูดไม่ชัด 1.6 การส่งเสริมทักษะการพูด 1.7 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด 1.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิทาน 2.1 ความหมายของนิทาน 2.2 ความสำคัญและประโยชน์ของนิทาน 2.3 ประเภทของนิทาน 2.4 นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย 2.5 รูปแบบของการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิทาน


6 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด 1.1 ความหมายของทักษะการพูด สวนิต ยมาภัย (2525) ได้ให้ความหมายของการพูดไว้ว่า "การพูดคือการใช้ถ้อยคำ น้ำเสียงและอากัปกิริยาท่าทางเพื่อถ่ายทอดความคิดความรู้ความรู้สึกและความต้องการของผู้พูดให้ผู้ฟัง รับรู้และเกิดการตอบสนอง" จากความหมายดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่าการพูดเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึก คิดของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้เข้าใจโดยอาศัยการฝึกฝนมิใช่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติธรรมชาติเป็นเพียงผู้ให้ อวัยวะที่ใช้สำหรับออกเสียงมาเท่านั้นคนเราถ้าอวัยวะที่ใช้สาหรับออกเสียงไม่บกพร่องก็สามารถเปล่ง เสียงออกมาได้ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติแต่ที่จะเปล่งเสียงออกมาให้เป็นภาษาที่สื่อสารกันเข้าใจในหมู่ชน ด้วยกันนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้คือเรียนรู้ถึงภาษาที่ใช้พูดจากันในหมู่เหล่าและอาศัยการฝึกฝนเพื่อให้พูด ได้ดีบรรลุจุดมุ่งหมายของการพูดและใช้การพูดเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ อัจฉรา วงศ์โสธร (2539 : 316) ได้ให้ความหมายว่า ทักษะพูดเป็นทักษะทางสังคม (Social Skill) การพูดอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับความรู้องค์ประกอบทางภาษา และความตระหนักถึง ลีลาภาษา ตลอดจนการสื่อความหมายโดยสื่อที่ไม่ได้เป็นตัวภาษา (Non-verbal Medium) ภาษาพูดมี ลักษณะเฉพาะของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยการใช้ลักษณะภาษาต่อไปนี้บ่อยครั้งกว่าภาษาเขียน คือ การ รวมคำให้สั้น (Contractions) บุรุษสรรพนาม (Personal pronoun) คำถาม (Questions) คำที่เป็น รูปธรรม (Concrete words) คำที่มีพยางค์สั้นๆ (Fewer syllables) การทวนคำ ทวนความ (Restatement) การซ้ำคำ ซ้ำความ (Repetition) การออกอุทาน(Interjection) นอกจากนี้ โครงสร้าง ทางภาษามักไม่เป็นระเบียบแบบแผนเหมือนภาษาพูด เพราะมีการกล่าวด้วยความลังเล การพูด กลับไป กลับมา การเปลี่ยนตัวประธานในข้อความ สุมิตรา อังวัฒนกุล (2540:167) กล่าวว่า การพูดเป็นการถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และ ความรู้สึกให้ผู้ฟังได้รับรู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้พูด รังสรรค์ จันต๊ะ (2541 : 21) ได้กล่าวถึงการพูดไว้ว่าการพูด หมายถึง กระบวนการหนึ่ง ในการสื่อสารของมนุษย์ ผู้พูดจะเป็นผู้ส่งสารอันเป็นเนื้อหาสาระข้อมูล ความรู้ กับ อารมณ์ความรู้สึก ความต้องการและความคิดเห็นของตัวเองประกอบกับกริยาท่าทางต่างๆ ส่งไปยังผู้ ฟัง หรือผู้รับสาร เพื่อให้ได้รับทราบและเกิดการตอบสนองในขั้นตอนสุดท้าย ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2541 : 49) ได้กล่าวถึงความหมายของการพูดไว้ 4 ด้าน ดังนี้


7 1. ในด้านภาษาศาสตร์ (Linguistic Level) หมายถึง ขบวนการที่ผู้พูดสรรหา ถ้อยคำ เสียงที่ ต้องการใช้ มารวมกัน เปล่งออกมาเป็นประโยคที่ถูกต้อง ตามหลักไวยากรณ์ 2. ในด้านสรีรวิทยา (Physiological Level) เป็นระบบการทำงานของเซลล์ ประสาทเช่น จัดสรรให้ อวัยวะต่าง ๆ ของผู้พูดเคลื่อนไหว เพื่อการเปล่งเสียงกระตุ้นการทำงานของ อวัยวะที่ใช้ในการ ออกเสียง และอวัยวะที่ใช้ ในการรับฟังเสียงของผู้พูดและผู้ฟัง 3. ในด้านความรู้ ในเรื่องเสียง (Acoustic Level) ก็คือการที่คลื่นเสียงเดินทางผ่าน อากาศ ระหว่างผู้พูดมายังผู้ฟังพร้อมๆ กับที่จะสะท้อนไปเข้าหูผู้พูดเองด้วย 4. ในด้านจิตวิทยา (Psychological level) หมายถึง ความรู้สึกจากการฟังที่ได้ยิน ได้ฟังจาก ผู้พูดทำให้เกิดความสัมพันธ์กันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง โดยที่มีการคาดหวังด้วยกันทั้งสองฝ่าย สุภาวดี ศริวรรธณะ (2542 : 6) ได้กล่าวว่า การพูด หมายถึง พฤติกรรมการ ติดต่อสื่อสารกัน ระหว่างบุคคลด้วยการใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ภาษา อากัปกิริยา ท่าทาง สิหน้า แววตาเพื่อ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความต้องการของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง เพื่อให้ผู้บังเกิดความเข้าใจ และตอบสนองได้ นงเยาว์ คลิกคลาย (2543 : 14) ได้กล่าวว่า การพูดเป็นการสื่อสารสร้าง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยใช้น้ำเสียง เพื่อสื่อความหมายไปให้ผู้ฟังรู้ หรือเข้าใจ ความรู้ สึกนึกคิดหรือความ ต้องการของตน และ สำหรับเด็กปฐมวัยการพูดเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสื่อสารความรู้สึกนึกคิด หรือ ความต้องการของตน ให้ผู้อื่นได้ทราบ จุฑา สุกใส (2545 : 17) ได้กล่าวว่า การพูด หมายถึง การแสดงความรู้สึกจากการ ได้ฟังและการ คิดแล้วสื่อออกมาให้ผู้อื่นได้เข้าใจอาจเป็นการแสดงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ ความรู้ และ ประสบการณ์ โดยการเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ ซึ่งต้องอาศัยขบวนการต่างๆ ทำงานอย่าง ต่อเนื่องและประสานกัน คือ ขบวนการหายใจ ขบวนการเปล่งเสียง ขบวนการแปรเสียงและ การกำหนด เสียงเพื่อให้ผู้ฟัง ฟังแล้วเข้าใจได้อย่างถูกต้อง พรสวรรค์ สีป้อ (2550 : 163) ได้ให้ความหมายว่า การพูด คือ การปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลในสังคม เป็นการสื่อสารทางวาจาของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป ต่างฝ่ายต่างมีจุดประสงค์ที่ จะสื่อความหมายของตัวอง และต่างฝ่ายก็ต้องตีความสิ่งที่ตนเองได้ฟัง ดังนั้น จุดประสงค์ของทักษะ การพูด คือ สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องสามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจหลีกเลี่ยงการทำให้ผู้ฟัง


8 สับสนเนื่องจากการออกเสียงผิด ไวยากรณ์ผิด ใช้คำผิด หรือไม่เหมาะสม นอกจากนั้นยังต้อง พูดให้ เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมด้วย สุมิตรา อังวัฒนกุล (2540:167อ้างอิงจาก Scott 1981:70)การพูดเป็นรูปแบบพฤติกรรม ที่เกี่ยวข้อง กับบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งรวมเป็นผู้พูดและผู้ฟังและมีปฏิกิริยาตอบโต้กับสิ่งที่ได้ยิน ผู้ร่วม สนทนาแต่ละคนต้องสามารถตีความในสิ่งที่ได้ฟัง ซึ่งไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าว่ามีรูปแบบ ภาษาใดและมีความหมายแบบใด รวมถึงการโต้ตอบด้วยภาษาที่ทำให้เกิดประโยชน์และสะท้อน ความตั้งใจในการปฏิสัมพันธ์ Mccabe (1994) กล่าวถึงความหมายของการเล่าเรื่องว่าเป็นการบรรยายชนิดหนึ่ง ที่ เกี่ยวกับความจริง หรือจินตนาการเกี่ยวกับความทรงจำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เล่าโดยใช้ รูปประโยคที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และมีรูปประโยคอนาคต การคาดคะเน การเล่าเป็นเหตุการณ์ เรียงลำดับ อาจจะเป็นการเล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์เดียว และมีบางเหตุการณ์ที่ไม่ เรียงลำดับ Sleight และ Prinz (อ้างถึงใน Crosson and Geers, 2001) ได้ให้ความหมายของการ เล่าเรื่องว่าเป็นความสามารถในการใช้คำศัพท์และใช้ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างถ้อยคำในประโยค เพื่อแสดงเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ โดยใช้ทักษะทางภาษาเกินกว่าระดับประโยค Combs (1996) ได้ให้ความหมายของการเล่าเรื่องว่าเป็นความสามารถในการพูดหรือ เขียนเกี่ยวกับความคิดของผู้เขียน ความหมายของเรื่องตามตัวอักษรที่ปรากฏ และนัยของเรื่องตามความ คิดเห็นของตน Curenton (2007) การเล่าเรื่องคือเครื่องมือทางภาษาที่ใช้ในการอธิบาย ความคิด อารมณ์ ประวัติศาสตร์ การอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือประสบการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต การเล่าเรื่องเป็นการบอกรายละเอียดของเหตุการณ์หรือความคิดที่เกี่ยวข้องกับเหตุผล Whitehead (2007) ให้ความหมายของการเล่าเรื่องว่าเป็นการบรรยายเกิดขึ้นได้จาก การพูดการเขียน หรือการแสดงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ การบรรยายที่บอกเล่าว่า “เรื่องราวเป็น อย่างไร” มากกว่าการเล่าแค่ส่วนใดหรือส่วนหนึ่ง โดยบอกได้ว่า “ใครทำ ทำอะไร แล้วผลอย่างไร” การเล่าเรื่องไม่ใช่แค่การบรรยายช่วงใดช่วงหนึ่งหรือบางมุมมอง แต่เป็นการบรรยายที่ต่อเนื่องกับช่วง ของเวลามีลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ ไม่ใช่เพียงแค่บอกเหตุการณ์ตอนจบของเรื่อง การบรรยายจะ เล่า ไปเรื่อยๆ ในบางครั้งการบรรยายอาจมีนัยและทัศนคติของผู้บรรยายด้วย


9 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การพูดเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น โดยการเปล่งเสียงออกมาเป็น ถ้อยคำ เพื่อส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจความต้องการของตนเอง 1.2 ความสำคัญของทักษะการพูด การพูดมีความ สำคัญพอสรุปได้ดังต่อไปนี้(กองเทพ เคลือบพณิชกุล, 2542; พาทินีไท ยะจิตต์วิเศษ ชาญประโดน และโสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล, 2549; เอกฉัท จารุเมธีชน, 2539) 1. การพูดทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย ส่วนประกอบของการพูด ได้แก่ น้ำเสียง กิริยาท่าทาง ช่วยให้เข้าใจเรื่องได้ดีกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว 2. การพูดก่อให้เกิดความสำคัญในอาชีพต่าง ๆ เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง และ นักปกครอง หากมีความสามารถทางการพูดสูง จะประสบความสำเร็จในอาชีพนั้น ๆ 3. การพูดเป็นทักษะทางภาษาที่ใช้สะดวก เข้าใจได้ง่ายกว่าการเขียน ซึ่งเป็นทักษะใช้ส่ง สารด้วยกัน 4. การพูดเป็นเครื่องมือในการสมาคม ทำให้เกิดความสำเร็จในชีวิต เป็นเครื่องแสดงออก ถึงความโง่ความฉลาด อุปนิสัยใจคอของผู้พูด อารมณ์ความเป็นมิตร และความเป็นศัตรูต่อกัน 5. การพูดเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของมนุษย์การสื่อสารด้วยการพูดเป็นการสื่อสาร สองทาง ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ผู้ฟังสามารถโต้ตอบและซักถามผู้พูดได้ดังนั้น การพูดจึงเป็นการสื่อสารที่ ทำให้เกิดความ เข้าใจกันได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าการสื่อสารด้วยวิธีอื่น 6. การพูดเป็นเครื่องมือในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ มนุษย์สามารถใช้การพูดก่อให้เกิด ความสัมพันธ์อันดีต่อกันในโอกาสต่างๆได้เช่น การพูดอวยพรในงานวันเกิดย่อมก่อให้เกิดความซาบซึ้งแก่ เจ้าของวันเกิด การพูดต้อนรับในโอกาสเยี่ยมชม ย่อมก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้มาเยี่ยม ซึ่งการพูด ดังกล่าวนี้เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สุภาวดี คริวรรธนะ (2542 : 63-64) ได้กล่าวว่า การพูดเป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสารที่จะ นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต การฝึกพูดเป็นพื้นฐานที่จะช่วยฝึกทักษะด้านภาษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจุดประสงค์ ของการฝึกพูด มีดังนี้ 1. เพื่อให้เด็กพัฒนาการทูตได้คล่องเป็นธรรมชาติได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ 2. พัฒนาความสามารถในการพูดได้ชัดเจนได้ฝึกเสียงที่เป็นปัญหาสำหรับเด็ก เช่น เสียง “ล" นอกจากนี้ยังควรพูดด้วยเสียงที่น่าฟังในหูไม่ดังไม่ค่อยจนเกินไป มีความมั่นใจในการพูด


10 3. พูดถูกต้องจนเป็นนิสัย เช่น เด็กๆ มักจะพูดประโยคปฏิเสธว่า “ผมเปล่าท้า” ต้องแก เป็น “ผม ไม่ได้ทำครับ” หรือ “ไม่ได้ทำค่ะ” 4. เพื่อใช้ภาษาเป็นเครื่องมือติดต่อสังคมกับเพื่อนๆ และบุคคลอื่นๆ การที่เด็กจะ เป็นที่ น่าคบค้าสมาคมด้วยย่อมต้องมีภาษาที่สุภาพ ดังนั้นการให้การศึกษาแก่เด็กวัยนี้ย่อมจะต้องฝึกเด็กให้รู้จัก ใช้คำ สุภาพทั้งหลาย เช่น คำว่า “ขอโทษ” “ขอบคุณ” “ขอบใจ” โดยต้องเป็นแบบให้เด็กและต้องให้เด็ก ใช้อย่าง สม่ำเสมอ นอกจากนี้จะต้องให้รู้จักกาลเทศะด้วยเสียงที่พูดในห้องเรียน ย่อมจะไม่ต้องดังเหมือน เสียงที่ใช้ ในสนาม 5. เพื่อพัฒนาความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่นคือไม่เพียงแต่แสดงความคิดเห็นของตน เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดสามารถพูดสิ่งที่มีผู้กล่าวไว้ได้ 6. การฝึกเลียนเสียงคำพูดก่อนที่จะบรรยายเรื่องราวต่างๆ หากไม่ฝึกในเรื่องนี้เด็กบางคน จะเล่า เรื่องไม่ตรงจุด เช่น เด็กอาสาจะเล่าเรื่อง “ไปเที่ยวทะเล” แทนที่จะพูดถึงการไปทะเล เด็กบางคน จะมัวพะวง แต่จุดไม่สำคัญ เช่น มัวแต่พูดเกี่ยวกับการแต่งตัว การซื้อของต่างๆ สำหรับการเดินทาง ครู อาจต้องช่วยเตือน เด็กให้พูดเข้ามาหาเรื่องอีกที่หนึ่ง 7. เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา เช่น หลักของการออกเสียง เสียงวรรณยุกต์ การเว้นวรรค การ เรียบเรียงคำให้เป็นประโยคและคำบางคำมีความหมายได้หลายอย่าง นภเนตร ธรรมบวร (2544 : 113-114) กล่าวว่า พัฒนาการทางการพูด การพูดถือเป็นการ แสดงออกทางพัฒนาการภาษาด้านหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญพอๆกับการเขียนเลยที่เดียวการพูดเป็นการ รวบรวมประสบการณ์ต่างๆของเด็กๆเข้าด้วยกัน อันได้แก่ความรู้สึก การรับรู้ การเรียนรู้ ความจำ และ ความรู้ความเข้าใจ สมาพร สามเตี้ย (2545 : 19) ได้กล่าวว่า การพูดมีความสำคัญสำหรับมนุษย์เป็นอันมาก เนื่องจาก เป็นเครื่องมือในการสื่อความหมายที่ดีที่สุดระหว่างผู้พูดและผู้ฟังได้รวดเร็วกว่าการสื่อความหมาย ด้วยวิธี อื่น ๆ การพูดเป็นการได้เห็นได้ทราบถึงความต้องการของผู้พูดต่อผู้ฟังได้เป็นที่ทั้งยังช่วยสร้างความเข้าใจ ต่อมนุษย์ด้วยกันเนื่องจากการพูดต้องใช้ระดับเสียงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ เหมาะสมและได้เห็น ท่าทาง ในการพูด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การพูดมีความสำคัญสำหรับมนุษย์ เป็นการสื่อสารเพื่อสื่อความหมายระหว่าง ผู้พูดและผู้ฟัง และการพูดถือเป็นการแสดงออกทางพัฒนาการภาษาด้านหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญพอ ๆ กับการเขียน


11 1.3 ลักษณะปัญหาการพูด มีนักการศึกษาให้คำจำกัดความของปัญหาการพูดไว้หลายทัศนะ ดังนี้ Charles Van Riper (1996) ได้ให้คำจำกัดความของปัญหาการพูด คือ การพูดที่ถือ ว่าบกพร่อง หรือผิดปกตินั้น ก็ต่อเมื่อผิดแปลกไปจากการพูดของคนปกติจนสังเกตเห็นได้ชัด หรือสื่อความไม่ได้ผลหรือ ผู้พูดมีอากัปกิริยาการพูดผิดปกติไป ปัญหาการพูดที่เราสามารถพบ อยู่เสมอ สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. พูดไม่ชัด (Articulation Disorders) มีลักษณะที่เด่นชัดอยู่ 4 ลักษณะ คือ 1.1 การใช้เสียงหนึ่งแทนเสียงหนึ่ง (Substitutions) เช่น ออกเสียงพยัญชนะ ร เป็น ล เช่น โรงเรียน โลงเลี้ยง 1.2 การออกเสียงเพี้ยนไปไม่ถูกต้อง (Distortions) เช่น ออกเสียง ส ไม่ชัด 1.3 การเว้นไม่ออกเสียงบางเสียง (Omissions) เช่น ไม่ออกเสียงตัวสะกดท้าย คำเช่น นก เป็น โนะ หรือ ไม่ออกเสียงพยัญชนะควบกล้ำ เช่น ควาย เป็น ฟาย เป็นต้น 1.4 การเพิ่มเสียงโดยไม่จำเป็น (Additions) เช่น ออกเสียงคำว่า กวาง เป็น กะ เท่าที่กล่าวมาแล้วเป็นลักษณะการออกเสียงพยัญชนะหรือเสียงสระผิดปกติ ทั้งๆที่อวัยวะในการออกเสียง ปกติ แต่อาจเป็นเพราะความเคยชินมาตั้งแต่เด็ก ผู้ปกครองไม่ แก้ไข กลับเห็นว่าน่าเอ็นดู เด็กก็ติดเป็น นิสัยจนโต ทำให้พูดแบบภาษาทารก (Infantile Speech or Baby Talk) เช่น พูดลิ้นแบๆ หรือชอบเอา ลิ้นมาอยู่ระหว่างนั้น ขณะออกเสียง ส. 2. จังหวะการพูดผิดปกติ (Rhythm Disorders) เช่น พูดติดอ่าง (Stuttering) ก็คือ การพูดไม่คล่อง (Disfluency) ลักษณะที่เห็นได้ชัดได้แก่ การลากเสียงพูด (Prolongation) พูด คิดเป็น ห้วง ๆ (Blocks) พูดช้า ๆ (Repetitions) และลังเลในขณะพูด ลักษณะเหล่านี้จะปรากฏ ในขณะพูด เป็นเหตุให้พูดผิดปกติไปจากคนอื่น การพูดช้า ๆ จะเป็นการพยางค์ ค้า หรือ ความก็ตาม มักจะมีการหยุด การลังเล ประกอบด้วย เช่น “ฉะ-ฉะ-ฉะ-ฉัน (หยุด) จะ-จะ-จะ ปะ-ปะ-ปะ-ไป (หยุด) ทะ -ทะ-เที่ยว” คน ติดอ่างมักจะมีอาการอื่นประกอบในขณะพูดจะ สังเกตเห็นได้ชัดได้แก่ลักษณะสีหน้าผิดปกติ หน้าเหมือน ยิ้มกริ่ม (Facial grirmace) หรือ กล้ามเนื้อบางส่วนบนหน้ามีอาการกระตุก ผิดปกติริมฝี ปากหรือ ขากรรไกรล่างสั่น บางคนอาจ กระทืบเท้า บางคนกระพริบตาถี่ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกประเภทหนึ่ง คือ พูดเร็วจนรัวฟังได้ ไม่ชัดเจน (Cluttering) อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคนที่มีความคิดเร็ว แต่หาคำพูด ไม่ทัน ความคิด จึงทำให้เกิดอาการอึกอักเมื่อคิดก็พยายามที่จะพูดเร็วๆ ให้ทันความคิด


12 3. เสียงผิดปกติ (Voice Disorders) ลักษณะสำคัญของความบกพร่องทางเสียงมี 4 ประการ คือ 3.1 ระดับเสียง (Pitch) ได้แก่ระดับเสียงสูงเกินไป หรือต่ำเกินไป หรือ เสียง เรียบเสมอ 3.3 ความดังของเสียง (Loundness) ได้แก่ เสียงดังหรือเสียงค่อยเกินไป 3.4 คุณภาพของเสียง (Quality) ได้แก่ พูดเสียงหอบ (Breathiness) เสียง แหบ ครือ (Hoarseness) เสียงขึ้นจมูก (Nasality) 3.5 จังหวะการพูด (Duration) ได้แก่ การพูดเร็วหรือช้าเกินไป ความ บกพร่อง ทางเสียงเป็นปัญหาการพูดที่ยุ่งยากและพบมากในนักเรียนระดับประถมและมัธยม หรือผู้ที่ใช้เสียงเค้น มาก ๆ เช่น นักร้อง ครู งาน 4. พูดผิดปกติเนื่องจากสมองเป็นอัมพาต ( Speech Disorders due to Cerebralpalsy) ผู้ที่สมองมีอาการอัมพาต จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย บังคับร่างกายให้ เคลื่อนไหวได้ยาก จึงลำบากใน การออกเสียงพูด มักพูดไม่ชัด พูดช้ามากหรือติดอ่าง 5. พูดผิดปกติเนื่องจากเพดานปากโหวหรือริมฝีปากแหว่ง (Speech Disorders due to Cleftipalitates or Cleft Lips) ลักษณะเด่นชัดของความผิดปกติในการพูดชนิดนี้ คือ เสียง ขึ้นจมูกอย่าง มาก (Hypermasality) พูดไม่ชัด ออกเสียงต่างๆได้ลำบาก 6. พูดผิดปกติเนื่องจากหูพิการ (Speech Disorders duo to Hearng Impairment) พวกนี้จะมีความผิดปกติในการพูดหลาย ๆ ด้าน เช่น บกพร่องทางภาษา การใช้ สัญลักษณ์ เสียงการเปล่ง แปลกทั้งด้านระดับเสียง ความตั้ง คุณภาพ และจังหวะ และมีความ ผิดพลาดในการออกเสียงมากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของการสูญเสียการได้ยิน 7. ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders) คือ ผู้มีความพิการทาง สมอง จะมี ความบกพร่องทางภาษา เช่น อาจได้ยินเสียงที่ผู้อื่นพูดด้วย แต่ไม่สามารถเข้าใจ ความหมายของค้าพูดนั้น ๆ หรือไม่สามารถที่จะหาคำพูดมาพูดโต้ตอบได้ ซึ่งจะมีทั้งปัญหาการ พูด การอ่าน และการเขียน นอกจากนี้ เด็กที่จะพูดได้ช้า และเด็กปัญญาอ่อน ก็มีความบกพร่องทางภาษาเช่นกันคือ รู้คำศัพท์น้อย ผูกประโยคไม่ได้ หรือบางที่คิดช้ามากกวาจะพูดถูกหลัก ไวยากรณ์ 8. สำเนียงต่างชาติหรือสำเนียงท้องถิ่น (Foreign Acient and Foreign Dialect) จัดเป็น ความบกพร่องทางการพูดอย่างหนึ่ง เช่น ชาวต่างประเทศมาอยู่ในเมืองไทย ถึงจะ เรียนรู้ภาษาไทย พูดไทย ได้ แต่ก็มีสำเนียงต่างชาติ ซึ่งเป็นภาษาเดิมของตนปนอยู่ ทำให้ฟัง เข้าใจได้ยาก ตัวอย่างเช่น ฝรั่งพูดเสียง ง ไม่ได้มักพูด งู เป็น นู หรือคนไทยจากภาคต่างๆ พูด สำเนียงภาคกลางไม่ชัด เนื่องจากได้รับอิทธิพลจาก


13 ภาษาถิ่น เช่น คนภาคใต้บางคนออกเสียง ส. ฉ หรือ งอ ทางภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะออกเสียงสระ เอื้อ เป็น เอีย เป็นต้น พูนพิศ อมาตยกุลและคณะ (2555) ให้ความหมายของปัญหาการพูดว่า เป็นความบกพร่องซึ่งเกิด จากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพ ของเสียง จังหวะและ ขั้นตอนของเสียงพูดโดยพิจารณาได้ 3 ด้าน ดังนี้ 1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulation) พบมากที่สุดในเด็กและใน ผู้ใหญ่บางรายที่ มีอวัยวะในการพูดผิดปกติ และพบมากในคนพิการหลายประเภท เช่น 1.1 การงดไม่ออกเสียง (Omission of Sounds) เป็นการออกเสียงบางส่วน เสียงใดเสียงหนึ่งขาดหายไป เช่น “ความ" เป็น "คาม” 1.2 การออกเสียงอื่นแทน (Substitution of Sounds) เป็นการออกเสียง พยัญชนะหนึ่งแทนเสียงพยัญชนะหนึ่งหรือใช้เสียงสระหนึ่งแทนเสียงสระหนึ่ง เช่น "กิน" "จิน" 1.3 การเพิ่มเสียง (Addition of Sounds) เป็นการออกเสียงสระหรือ พยัญชนะ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เสียง ทำให้เป็นเสียงที่มากกว่าที่ควรจะเป็น เช่น "หกล้ม" เป็น "หก กะ-ลัม" 1.4 เสียงเพี้ยน (Distortion of Sounds) เป็นการออกเสียงที่ไม่ชัดเจน ทำให้ เข้ายากว่าเป็นเสียงพยัญชนะหรือสระใด เช่น “แล้ว” เป็น “แล้ว” 2. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders) ความผิดปกติของเสียง และ คุณภาพของเสียง ที่เปล่งออกมา แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 2.1 ความบกพร่องของระดับเสียง เช่น เสียงสูงหรือต่ำตลอดเวลา หรือ เสียงที่ พูดอยู่ในระดับเดียวตลอด เสียงพูดผิดเพศ ผิดวัย 2.2 เสียงดังหรือค่อยเกินไป คล้าย ๆ กับตะโกน หรือกระซิบอยู่ตลอดเวลา 2.3 คุณภาพของเสียงไม่ดี เช่น เสียงแตกพร่า เสียงกระด้าง เสียงแหบแห้ง ตลอดเวลา เป็นต้น 3. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด เป็นความผิดปกติของ จังหวะและลีลา แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ 3.1 พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา 3.2 การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง 3.2 อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป 3.4 จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ


14 3.5 เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย ความบกพร่องประเภทนี้พบมากคือ การติดอ่างและพูดเร็วรัว คนติดอ่างจะมี ความ ผิดปกติเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดซ้ำคำเดียวหลาย ๆ ครั้ง หรืออึดอัก ๆ เสียงยึดยาน คาง พูดขาดเป็นห้วง ๆ มีกิริยาท่าทางที่แสดงถึงความยากลำบากในการออก เสียง ส่วนการพูด เร็วเกินไปนั้น เสียงพูดจะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นรูปประโยคผิดไปสลับเสียงตัวหนึ่ง เป็น ต้น 4. ความบกพร่องทางภาษา เป็นการขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมาย ของคำพูด และ/ หรือไม่สามารถแสดงความคิด ออกมาเป็นถ้อยคำได้ ซึ่งพิจารณาได้ 2 ด้าน ดังนี้ 4.1 การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language) มี 5 ลักษณะ คือ 4.1.1 มีความยากลำบากในการใช้ภาษา 4.1.2 มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค 4.1.3 ไม่สามารถสร้างประโยคได้ 4. 1.4 มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ 4. 1.5 ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ 4.2 การไม่มีความสามารถเข้าใจและสร้างถ้อยคำ (Aphasia) เนื่องจาก สมองหรือ ประสาทได้รับการกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บ มี 5 ลักษณะ คือ 4.2.1 อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สะกดคำไม่ได้ 4.2.2 ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง 4.2.3 จำคำหรือประโยคไม่ได้ 4.2.4 ไม่เข้าใจคำสั่ง 4.2.5 อารมณ์ไม่คงที่ อาจเห็นได้ว่า ความผิดปกติทางการพูดมีความแตกต่างจากความผิดปกติทางภาษา คือ ความ ผิดปกติทางการพูด เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับเสียงพูดในด้านการปรุงแต่งระดับ และคุณภาพของเสียง จังหวะ และขั้นตอนของเสียงพูด ส่วนความผิดปกติทางภาษาเป็นความ ผิดปกติต้านการพัฒนาทางภาษา ความสามารถเกี่ยวกับการรับรู้ ความเข้าใจการสร้างถ้อยคำ และ การแปลความหมาย ดังนั้น การพูดถือ ว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตและเป็น รากฐานในทางการศึกษา ในทัศนะของผู้วิจัยเห็นว่า ปัญหา การพูดอาจเกิดขึ้นได้กับบุคคลอื่น ๆ โดยเฉพาะปัญหาการพูดไม่ชัด โดยในการศึกษาครั้งนี้ จึงให้ประเด็น ความสำคัญในการศึกษา ลักษณะปัญหาการพูดไม่ชัดของนักเรียน


15 1.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษาและการพูด พัฒนาการทางภาษาของเด็กมีปัจจัยหลากหลายเข้ามาเกี่ยวของด้วย ปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ที่น่าสนใจ เช่น สติปัญญา ความสัมพันธ์ในครอบครัว สภาพแวดล้อม บทบาทของแม่องค์ประกอบที่มี อิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษาด้านการพูด ดังนี้ (ศรียา นิยมธรรม, 2544) 1. สติปัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างสติปัญญาและภาษาพูดนั้นเกี่ยวเนื่องกัน อย่าง เด่นชัด สำหรับเด็กเล็ก ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงพูดและระดับสติปัญญาจะเพิ่มมากขึ้น จนอายุ 2 ขวบ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการทางภาษาและสติปัญญาจะเป็นไป อย่างแน่นแฟ้น จากการศึกษาถึงเสียงพูดของเด็กหัดพูดในด้านอัตราการออกเสียงพยัญชนะและ เสียงสระในการเล่นเสียง พบว่า การเล่นเสียงของเด็กเป็นตัวทำนายสติปัญญาของเด็กในภายหน้า และทำนายได้ดีกว่าตัวทำนายอื่น ๆ อย่างไรก็ดีควรระวังไว้ด้วยว่า การที่เด็กเริ่มพูดช้า ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าเป็นสัญญาณส่อถึงความโง่ ของเด็กคนนั้น แม้ว่าเด็กจะพูดช้าไป หลายเดือน ก็ตาม 2. ความสัมพันธ์ในครอบครัว จากการศึกษาเด็กในสถานเลี้ยงดูเด็กและเด็กกําพร้า พบว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวมีผลต่อพัฒนาการด้านการพูดเป็นอย่างยิ่ง ทารกในสถาน เลี้ยงดูเด็กจะ ร้องไห้มากกว่าเด็กที่เลี้ยงอยู่ที่บ้าน เด็กพวกนี้จะเล่นเสียงน้อยกว่าและ จะเล่นเสียง แปลก ๆ น้อยกว่าเด็ก ที่อยู่กับครอบครัว แม้แต่เด็กที่มาจากครอบครัว ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมต่ำกว่า ทั้งนี้เนื่องจาก เด็กพวกนี้ขาดความสัมพันธ์ส่วนตัวกับแม่หรือคนเลี้ยง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ ลูก ย่อมช่วยให้เกิด พัฒนาการทางภาษาได้ง่ายขึ้น ขนาดของ ครอบครัวก็มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ในวัย เด็กตอนต้นการมีหรือไม่มีพี่ ไม่ สัมพันธ์ต่อการพูดของเด็ก แต่เมื่อเด็กโตขึ้นกลับพบว่า เด็กที่เป็นลูกคน เดียวจะมีทักษะ ในด้าน ภาษาดีกว่าเด็กที่มีพี่น้อง นอกจากนี้โอกาสที่เด็กได้ไปพบประสบการณ์หรือได้ไป ท่องเที่ยวกับ ครอบครัวบ่อย ๆ จะมีผลต่อความสามารถทางภาษาที่ดีกว่าเด็กที่ขาดโอกาสในการท่องเที่ยว นอกจากนั้น สาวิตรี ทยานศิลป์ (2554) ยังกล่าวไว้ว่า การมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันภายใน ครอบครัว เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้คนในครอบครัวมีความรัก ความผูกพัน มีความเข้าใจกัน เมื่อ ยามต้องเผชิญปัญหา อุปสรรค ก่อให้เกิดเป็นครอบครัวอันอบอุ่น แต่สัมพันธภาพที่อ่อนแอ จะ ส่งผลให้ครอบครัวขาดความ อบอุ่นและมีการหย่าร้างในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ สถานการณ์ครอบครัวปัจจุบันของไทยที่พบว่า เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้น และจากดัชนี ครอบครัวอบอุ่นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะ ในด้านบทบาทหน้าที่ของครอบครัว ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอยู่ในทิศทางที่แย่ลง ให้การดูแลผู้สูงอายุเพิ่ม มากขึ้น และพ่อแม่ใช้เวลา ไปกับการหาเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ จากการศึกษาดัชนีชี้วัดสุขภาวะ


16 ครอบครัว ใน พ.ศ. 2552 พบว่า ครอบครัวไทยจำนวนมากละเลยการปฏิบัติสิ่งดีๆ ที่ช่วยเสริมสร้าง สัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นในครอบครัว เช่น การพูดคุย สื่อสารกัน การกล่าวคำขอโทษหรือขอบคุณ คนใน ครอบครัว การแสดงความรักต่อกันด้วยการโอบกอดหรือสัมผัสเป็นประจำกิจกรรมสำหรับทุก คนในครอบครัวเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะถูกละเลยอย่างมาก เพราะมีไม่ถึงครึ่งของครอบครัวไทยที่ ใช้เวลา ที่พอจะมีกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในครอบครัวเป็นประจำ จากการสำรวจเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2551 พบว่า เด็กไทยอายุระหว่าง 0- 17 ปี ที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อ และแม่ หรืออาศัยอยู่ ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หมายถึง ครอบครัวที่มีเพียงพ่อคนเดียวหรือแม่คนเดียวทำให้พวกเขามี ความรู้สึกไม่มั่นคง และ มีความเครียดกับบทบาทใหม่ที่ต้องรับภาระในการจัดการเรื่องต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในครอบครัวเพียงคนเดียว ปัญหาสำคัญที่พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องเผชิญคือ ปัญหา ความสัมพันธ์กับลูก ปัญหาทางเศรษฐกิจการเงิน การมีรายได้ และมีงานทำ นอกจากนี้ปัญหา พฤติกรรมของเด็กที่เติบโต มาจากครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่ ดูแลเพียงลำพังก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ ความสำคัญ 3. บทบาทของแม่ พ่อแม่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษาของเด็ก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งแม่ ซึ่งมักมีโอกาสใกล้ชิตและเป็นแบบอย่างในการฝึกพูดแก่ลูก พ่อแม่จึงควร จัดสภาพแวดล้อม ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็ก เช่น จำนวนหนังสือที่เด็กได้พบ เห็น โอกาสที่จะได้เล่น จำนวนชั่วโมงที่เด็กได้อ่านหรือได้ฟังนิทาน เรื่องเล่า จำนวนผู้ใหญ่ที่มาติดต่อ สัมพันธ์กับเด็กและจำนวนเพื่อนเล่นของเด็ก เด็กที่มีโอกาส ติดต่อเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่มีโอกาสที่จะพัฒนา ทางภาษาได้ดีกว่าเด็กที่ถูกปล่อยไว้ตามลำพังกับ เพื่อน ๆ (ศรียา นิยมธรรม, 2558) จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปัญหาการพูดไม่ชัดของเด็กนั้น ประกอบไป ด้วยปัจจัยหลาย ประการ เช่น ปัจจัยทางด้านสติปัญญา ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว บทบาท ของพ่อแม่ที่นำไปสู่ความ ต้องการด้านจิตใจ ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กให้ มีพัฒนาการทางภาษาที่ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้าน สติปัญญานั้นมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น กับพัฒนาการทางภาษาพูดอย่างเด่นชัดตั้งแต่ ในช่วงวัยทารก โดยทำนายจากการเล่นเสียง ซึ่งผู้วิจัยได้ ทำการศึกษาปัญหาการพูดไม่ชัดของ นักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้น และมองเห็นว่าการที่จะได้ ข้อมูลที่มีความเที่ยงตรงตั้งแต่ ในวัยทารกของนักเรียนจากผู้ปกครองเป็นไปได้ยาก ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา ปัจจัยในสภาพปัจจุบัน ที่ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลได้ตามความเป็นจริงมากที่สุด ได้แก่ ปัจจัย ความสัมพันธ์ภายใน ครอบครัวที่ประกอบด้วย สถานภาพของครอบครัว รายได้ของครอบครัว ขนาดของ ครอบครัว จำนวนพี่น้อง ลักษณะการเลี้ยงดู ระดับการศึกษา และปัจจัยบทบาทของพ่อแม่


17 1.5 สาเหตุและแนวทางแก้ไขการพูดไม่ชัด ลินดา ปั้นทอง (2550) ได้อธิบายถึงสาเหตุและแนวทางการแก้ไขการพูดไม่ชัดไว้ ดังนี้ สาเหตุการพูดไม่ชัด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะที่ใช้ในการพูดหรือการ รับฟังเสียง 2. เกิดจากการเรียนรู้นิสัยการพูดที่ไม่ ถูกต้อง โดยความผิดปกติในการพูด มี4 ลักษณะ คือ การพูดโดยใช้พยัญชนะ สระ หรือ วรรณยุกต์อื่นแทนเสียงที่ถูกต้อง การพูดโดยเว้นไม่ออกเสียงบาง เสียงในคำ การพูด โดยเติม เสียงอื่นเข้าไปในคำนั้น และการพูดเสียงเพี้ยนไปจนฟังไม่ออกว่าเป็นเสียง พยัญชนะหรือสระใด ลักษณะการพูดดังกล่าว ควรให้เด็กมีการแก้ไขทันที ในกรณีที่เกิดจากการเรียนรู้ นิสัยการพูดไม่ ถูก เพราะอาจทำให้เด็กเกิดความเคยชินและเกิดผลเสียอื่น ๆ ตามมา อาทิ มีปัญหาในการ อ่าน การเขียนสะกดคำ เป็นต้น ส่วนการพูดไม่ขัดที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางโครงสร้างการ ทำงาน ของอวัยวะการพูด ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาหลังจากนั้นต้องได้รับการฝึกพูด จากนักแก้ไขการพูด 1.6 การส่งเสริมทักษะการพูด ภาษาและการพูดเป็นสิ่งที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามทฤษฎีและ แนวคิด ของการ์ดเนอร์ (Gardner) ในทฤษฎีพหุปัญญา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2540 : 135) ที่กล่าวถึงสติปัญญาทางด้านภาษา (Linguistic โoteligence) ว่าทักษะทางภาษนับเป็นส่วนหนึ่ง ของสติปัญญามาโดยตลอด ดังนั้นการพูดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับเด็กปฐมวัยที่จะต้องเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เบญจมาศ พระธานี (2540 : 9-11) ได้สรุปขั้นตอนของพัฒนาการด้านการพูดไว้ ดังนี้ 1. เสียงแสดงปฏิกิริยาสะท้อน (Reter sounds) อายุ 0-2 เดือน เป็นขั้นแรกของการ เรียนรู้ภาษา และการพูดตั้งแต่เด็กร้องไห้ตอนแรกคลอด ซึ่งเป็นการแสดงถึงการพัฒนาการทำงานของ อวัยวะที่ใช้ในการ ออกเสียงและหายใจที่จะเป็นพื้นฐานของการพูดต่อไปการร้องให้ระยะต่อมาจะแสดงถึง ความต้องการของ เด็กได้หลายอย่าง เช่น หิว เปียกหรือตกใจ เป็นต้น 2. เสียงออแอ (Babbling) อายุ 6 เดือนถึง 2 ปี เป็นขั้นที่เด็กส่งเสริมด้วยความพอใจที่ ได้ เคลื่อนไหวอวัยวะที่ใช้ในการพูด โดยเลียนแบบเสียงของตัวเองซ้ำๆ เสียงออแอ นี้เกิดขึ้นโดยสัญชาติ


18 ญาณ ของความเป็นมนุษย์จึงพบได้ในเด็กทุกคนแม้กระทั่งหูหนวก หูตึง แต่การส่งเสียงออแอ ในเด็กเหล่านี้ จะไม่ พัฒนาต่อไปตามปกติเพราะไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง 3. การส่งเสียงเพื่อสื่อความหมาย (Secialized Vocal Play) อายุ 5-6 เดือน เป็นขั้นที่ เริ่มส่งเสียง เพื่อการสื่อสารกับผู้อื่นโดยเด็กจะฟังเสียงอื่นและส่งเสียงโต้ตอบเป็นครั้งคราวขั้นที่คาบ เกี่ยวกับการ ส่งเสียงออแอนบางครั้งเด็กจะส่งเสียงออแอ เล่นคนเดียว บางครั้งส่งเสียงเพื่อโต้ตอบคนรอบ ข้าง 4. คำแรกที่มีความหมาย (The First Meanininful Ward) อายุ 8-10 เดือน เป็นขั้นที่ เด็กเข้าใจคำพูดที่เคยได้ยินจากการเชื่อมโยงพูดกับเหตุการณ์ต่างๆ แล้วสะสมเป็นความรู้ภายในเมื่อเด็กมี ความพร้อม จะเลียนแบบการออกเสียงผู้อื่นและออกเสียงคำๆนั้นได้ถูกต้องในเวลาต่อมา 5. วลี ประโยค และภาษาเด็ก (Phrases, Sentences, and Jargon) อายุ 12- 24 เดือน เป็นขั้นที่เด็ก เริ่มเป็นคำที่ยาว 2 พยางค์หรือคำ 2 คำมารวมกันเป็นวลีและประโยคซึ่งมีความซับซ้อนมาก ขึ้นตามอายุโดย เฉลี่ยเด็กอายุ 1 ปี จะพูดวลีหรือประโยคที่ยาว 1 คำ เด็กอายุ 2 ปี จะพูดวลีหรือประโยค ที่ยาว 2 คำ อายุ 3 ปี จะพูดวลีหรือประโยคที่ยาว 3 คำ เด็กอายุ 4 ปี จะพูดวลีหรือประโยคที่ยาว 4 คำ แต่ในบางครั้งเด็กจะมีการ ทดลองใช้คำศัพท์ซึ่งอาจจะมีลักษณะของ การหยุดคิด (Pause) พูดซ้ำๆ ใช้คำ เอออาบ่อยๆ คล้ายคนติดอ่าง (Normal Disfluency) ลักษณะการพูดเช่นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เด็กอายุ 2-6 ปี ซึ่งจะค่อยๆ หายไปเมื่อเด็กเรียนรู้ การพูดคำศัพท์ต่างๆมากขึ้น หรือในบางครั้งเด็กเองอยากพูดอยาก อธิบายบางสิ่งบางอย่างแต่ไม่ทราบว่าจะ ใช้คำศัพท์อะไรเด็กจะใช้พยางค์ที่ไม่มีความหมายบนกับพยางค์ ที่มีความหมาย (Jagon) การพูดลักษณะ นี้ ควรจะหายไปเมื่อเด็กมีอายุ 6 ปีเพราะเด็กมีการขยายคำศัพท์ มากขึ้น 6. พัฒนาการการแปลเสียง เสียง จังหวะ และภาษา (Articulation, Voice, Rhythm, and Language evelopment) อายุ 5-7 ปี เป็นขั้นที่เด็กมีการเรียนรู้การใช้เสียงพูดให้ถูกต้องและมีการ ขยายคำศัพท์ โครงสร้างและความซับซ้อนของประโยคมากขึ้นเด็กจะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ใกล้เคียงผู้ใหญ่ ราวอายุ 7-8 ปี กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542 : 111) กล่าวว่าเด็กจะเริ่มพูดเป็นคำเมื่ออายุ 1 ขวบ แสดงท่าทาง ประกอบได้แต่ถ้าอายุเกิน 14 ขวบ แล้วยังไม่พูดควรปรึกษาแพทย์ ถ้า 2 ขวบแล้ว พูดได้ 1 คำ ถือว่าพูด ช้ามาก เพราะอายุ 14 ขวบ เด็กควรพูดได้ 4-10 คำ ชี้รูปได้เรียกลูกบอลได้ เมื่ออายุ 2 ขวบ ใช้สรรพนาม ได้พูดเป็นประโยคบางครั้งอาจจะไม่รู้เรื่องแต่จะพูดได้ดีขึ้น เด็กชายมักพูดช้ากว่าเด็กหญิง สาเหตุที่เด็กพูด ช้าที่พบ นอกจากความผิดปกติของหูแล้วยังพบว่าเกี่ยวกับสภาพจิตใจเช่น อิจฉาน้อง หรือในครอบครัวใช้ ภาษา แตกต่างกันมากเด็กสับสน แต่เมื่ออายุ 3 ขวบขึ้นไปถึง 6 ขวบเด็กจะพูดได้คล่องเป็นเรื่องราว


19 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า พัฒนาการพูดของเด็กปฐมวัย เริ่มจากการพูดออกเสียงพูดทีละคำ เมื่อเด็กโต ขึ้นความพร้อมทางด้านภาษาจะดีขึ้น สามารถนำคำต่างๆ มารวมประกอบกันเป็นประโยค เด็กจะสามารถ เรียนรู้การผูกประโยคต่างๆ เป็นการสื่อความหมาย ความคิดความต้องการของตนเองให้ผู้รับรู้และเข้าใจได้ 1.7 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด ศุภวรรณ มองเพชร (2547) กล่าวว่า การพูดเป็นการสื่อสารที่มีวัตถุประสงค์เพราะการพูดเป็น แกนกลางที่ทำความเข้าใจระหว่างมนุษย์ต่อ มนุษย์ดังนั้น การเรียนรู้ถึงทฤษฎีในการพูด จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผู้พูดต้องมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีต่าง ๆ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองต่อไป การศึกษารูปแบบและพัฒนากระบวนการสื่อสารของมนุษย์เพื่อให้ทราบพฤติกรรมที่แสดงออก โดย การพูดของมนุษย์มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสื่อสารระหว่างคนสองคน การสื่อสารหลายคน การสื่อสารในที่สาธารณะ การสื่อสารในสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันแล้วนำมากำหนดเป็นทฤษฎี เพื่อให้เข้าใจถึงสภาพ การเคลื่อนไหวในการสื่อสารอย่างมีหลักเกณฑ์ทฤษฎีที่สามารถอธิบายขั้นตอนและ กระบวนการพูดจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมี2 ทฤษฎีคือ 1. ทฤษฎีของอริสโตเติล (Aristotle Theory) อริสโตเติล เป็นนักวาทศาสตร์ชาวกรีก ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานมากมายได้เขียนหนังสือวาทศาสตร์ (Rhetoric) ในปี330 ก่อนคริสตกาลและ ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่าเป็นทฤษฎีขั้นพื้นฐานของการสื่อสาร ด้วยการพูดและได้ให้ความหมาย ของ วาทศิลป์ว่า “เป็นการค้นหาวิธีการโน้มน้าวใจที่มีอยู่ทุกรูปแบบ” การพูดโน้มน้าวใจ เช่น การพูดใน สภา การพูดในศาลและการพูดในที่ชุมชน เป็นต้น ซึ่งผู้พูดต้องมีความสามารถในการพูดที่ ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ 3 ส่วน ซึ่งจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้คือ ผู้พูด (Speaker) คำพูด (Speech) และผู้ฟัง (Listener) อริสโตเติลได้ชี้ให้เห็นว่า การพูดโน้มน้าวใจจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ 1.1 ทัศนคติและความเชื่อ (Ethos) คือ บุคลิกลักษณะของผู้พูด เป็นการสร้าง บุคลิกลักษณะของผู้พูด ที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อ ความประทับใจและมีศรัทธา ดังนั้น ผู้พูดต้องมีความรู้ ในเรื่องที่พูด การมีทัศนคติที่ ดีต่อผู้ฟัง การเป็นผู้ที่แสดงออกซึ่งสามารถเป็นผู้มีคุณธรรม 1.2 ตรรกวิทยา (Logos) คือ การชี้แจงเหตุผล หรือเนื้อหาสาระหรือวาทะของ ผู้พูดเป็นการแสดงให้เห็นความจริงอันประกอบด้วยเหตุผลมาเสนอต่อผู้ฟัง ซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริง หลักฐานและเหตุผล ข้อเท็จจริงและหลักฐานต่าง ๆ ต้องสอดคล้องกับทัศนคติความเชื่อและค่านิยมของ ผู้ฟัง


20 1.3 ความรู้สึก (Pathos) คือ การใช้อารมณ์ หมายถึง สภาพอารมณ์ของผู้พูด และผู้ฟังที่มีร่วมกัน ผู้พูดเป็นฝ่ายสร้างขึ้นเพื่อโน้มน้าวใจ ให้ผู้ฟังเกิดความชอบ ความเกลียด ความเจ็บปวด หรือความสนุกสนาน 2. ทฤษฎีของซิเซโรและควินติเลียน (Cicero & Quintelian Theory) ซิเซโรและควินติ เลียน เป็นนักพูดชาวโรมัน นักพูดทั้งสองถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ต่างสมัยกัน แต่ผลงาน ทางวาทศาสตร์ ที่มีอิทธิพลร่วมกัน ในการวางรูปแบบทฤษฎีวาทศาสตร์ไม่เน้นทางทฤษฎีแต่เน้นหนักในทางปฏิบัติมาก ขึ้น โดยนำเอาทฤษฎีของอริสโตเติลมาพัฒนา และเน้นพิจารณาพฤติกรรมการพูด ซึ่งเป็นวิธีการในการพูด โน้มน้าวใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ และคล้อยตาม หลัก 5 ประการของซิเซโรและควินติเลียน ที่ทำให้ การพูดสัมฤทธิ์ผล มีดังนี้ 2.1 การคิดค้น (Invention) คือ การคิดและการค้นหาของผู้พูด จนพบว่า อะไร เป็นสิ่งที่ควรนำเสนอให้ผู้ฟังทราบและได้รับประโยชน์มากที่สุด 2.2 การประมวลความคิด (Organization) หมายถึง การนำความคิดมาจัด ระเบียบและจัดลำดับให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ไม่เกิดความสับสน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ อารัมภบท เนื้อหา และสรุป 2.3 การใช้ภาษาและลีลา (Style) หมายถึง การเลือกสรรภาษาและลีลาในการ นำเสนอสาระที่สร้างความ เข้าใจแก่ผู้ฟัง ก่อให้เกิดความรู้สึกอยากติดตาม 2.4 การกำหนดจดจำ (Memory) หมายถึง การจดจำเนื้อหาสาระที่จะพูดให้ แม่นยำ ก่อนที่จะออกไปพูด ต้องมีความพร้อมโดยการฝึกซ้อม เพื่อสร้างประสบการณ์ 2.5 การแสดงออกให้ปรากฏ (Delivery) หมายถึง การแสดงออกให้เหมาะสม ที่สุดเพื่อปรากฏตัวต่อหน้าที่ ประชุม ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมของเสียง เพื่อสร้างประสบการณ์ จากทฤษฎีทั้ง 2 ทฤษฎีทฤษฎีการพูดโน้มน้าวใจของอริสโตเติล นับได้ว่าเป็นทฤษฎีพื้นฐาน ที่นักทฤษฎีการสื่อสารในยุคหลังได้ยึดถือเป็นแนวทาง ถึงแม้ว่าพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสาร จะมีความสำคัญ ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันมากขึ้น แต่ลักษณะและองค์ประกอบของการสื่อสาร ที่นักทฤษฎีได้คิดค้นขึ้นมา ก็ยังคงมีลักษณะใกล้เคียง และมีรูปแบบปรากฏให้เห็นเหมือนทฤษฎีการสื่อสาร ดั้งเดิมของอริสโตเติล คือ มีผู้พูด คำพูด และผู้ฟัง เพียงแต่เปลี่ยนแปลงคำที่ใช้เรียกองค์ประกอบมาเป็นผู้ส่ง สารและผู้รับสาร ซึ่งก็คือความหมายเดียวกันนั่นเอง


21 1.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด งานวิจัยในต่างประเทศ เฮอร์ลอค (Hurlock. 1978) ได้ศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการพูดไว้ ผลการศึกษา พบว่า 1. สุขภาพ เด็กที่มีสุขภาพดี เรียนรู้ที่จะพูดได้เร็วกว่าเด็กที่มีสุขภาพไม่ดี เนื่องจาก เขามี แรงจูงใจสูงที่จะเป็นสมาชิกของสังคมและเพื่อติดต่อกับสมาชิกในกลุ่ม 2. สติปัญญา เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง เรียนรู้ที่จะพูดได้เร็วกว่าและแสดงเกณฑ์ ทางภาษาเหนือกว่าเด็กที่มีระดับสติปัญญา 3. ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม เด็กที่มีฐานะทางสังคมสูง เรียนรู้ที่จะพูดเร็วกว่า แสดงออก ได้ดีกว่า และพูดคุยได้มากกว่าเด็กที่มีมาจากกลุ่มเศรษฐกิจสังคม 4. เพศ กลุ่มเด็กหญิงเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กชายในทุกระดับอายุ การใช้ประโยคของ เด็กชายสั้นกว่าและถูกต้องตามไวยากรณ์น้อยกว่า และการออกเสียงถูกต้องน้อยกว่า 5. ความต้องการในการสื่อสาร ผู้ที่มีความต้องการในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น สูงอันเป็นแรงจูงใจให้เด็กเรียนรู้ที่จะพูดและยิ่งมีความเต็มใจมากเท่าไรจะเรียนรู้ได้มากเท่านั้น 6. การกระตุ้น เด็กที่ถูกกระตุ้นให้พูด ด้วยการพูดและส่งเสริมให้มีการตอบสนอง จะเรียนรู้ที่จะพูดได้เร็วกว่าและดีกว่า 7. ขนาดของครอบครัว เด็กที่เป็นลูกคนเดียวในครอบครัวเล็กๆ โดยทั่วไปจะพูดได้เร็ว กว่าและดีกว่า เด็กที่มาจากครอบครัวใหญ่ 8. ลำดับการเกิด ในระดับอายุเดียวกัน การพูดของเด็กที่เกิดก่อนเหนือกว่าเด็กที่ เกิดใน ลำดับหลัง ๆ ในครอบครัวเดียวกัน 9. การเกิดแฝด เด็กแฝดจะมีพัฒนาการพูดช้า เนื่องจาก พวกเขาติดต่อสัมพันธ์กับผู้ที่ เป็นคู่แฝดของตนเองเป็นส่วนใหญ่ และเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษาเฉพาะของตนเอง 10.การพบปะกับกลุ่มเพื่อน เด็กที่พบปะกับกลุ่มเพื่อนยิ่งมากเท่าใด ก็ต้องการจะเป็น ที่ยอมรับการเป็นสมาชิกในกลุ่มเพื่อนมากเท่านั้น ทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ที่จะพูดสูง 11.บุคลิกภาพ เด็กที่ปรับตัวได้ดี มีแนวโน้มจะพูดได้ดีกว่าทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ เมื่อเทียบกับเด็กที่ปรับตัวได้ไม่ดี 12. เด็กที่พูด 2 ภาษา ในช่วงปีแรก จะทำให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้าทั้ง 2 ภาษา และ นำไปสู่การพูดที่คลาดเคลื่อน


22 Wig, E. ( 1989 ) ได้ศึกษากลวิธีการพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กที่มีปัญหาทางการพูด พบว่าพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูที่เกี่ยวข้องต้องช่วยให้เด็กมีการนำภาษามาใช้ (Speech Functioning) ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับเหตุการณ์ ทั้งนี้เด็กจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมและเข้าใจต่อการพูด ของผู้ใหญ่เชื่อมโยงระหว่างการรับรู้ที่ซับซ้อนกับเหตุการณ์ ซึ่ง ในเบื้องต้นการพูดของผู้ใหญ่จะเป็น ตัวกระตุ้นนำให้เกิดพฤติกรรมตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งใจฟังสาระสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้น หรือ การปรับขยายเพิ่มเติมด้วยท่าทางหรือการพูด ประกอบท่าทางก็ตาม แม้นว่าเด็กจะยังไม่สามารถออกเสียง ตามผู้ใหญ่ได้ถูกต้องทั้งหมดก็ตาม งานวิจัยในประเทศ รสสุคนธ์แนวบุตร และศรีกัญภัสสร์รังสีบวรกุล (2553:7) ได้ศึกษาความสามารถด้านการฟัง และด้านการพูดของเด็กปฐมวัยโดยรวมและรายด้านสูงขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเพราะการใช้กิจกรรมการ เล่านิทานพื้นบ้าน เป็นการจัดประสบการณ์ตรงที่เปิดโอกาสให้เด็กแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางภาษา เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระในสภาพการณ์ที่เป็นจริงจากการได้ฟังเนื้อหาจากนิทาน ทำให้ เข้าใจความหมายของคำ และยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย นับเป็นการเพิ่มเติม ประสบการณ์การเรียนรู้ทางภาษาให้กับเด็ก กิ่งกาญจน์อังกสิทธิ์(2555) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยของเด็กปฐมวัยตามแนว สมดุลภาษาเรื่องพยัญชนะไทย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาลสันป่ายางหลวง จังหวัดลำพูน พบว่า ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาการเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาไทย เป็นแนวทางในการสร้างสื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย และผลของการ หาประสิทธิภาพของสื่อประสมที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.90/90.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ไว้ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม และผลการประเมินความพร้อม ทางการเรียนรู้ทักษะ การใช้ภาษาหลังเรียนของนักเรียนทุกคนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 และมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละของการ ประเมินผลทางการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 27.83 มีผลการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการพูดเล่าเรื่องโดยใช้ แผนการจัดประสบการณ์ประกอบบัตรภาพและบัตรคำ สามารถส่งเสริมความสามารถทักษะทางภาษา ด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ของเด็กอนุบาลปีที่ 2 สูงขึ้น รวมทั้งครูก็มีส่วนสำคัญที่ช่วย กระตุ้น เสริมแรงโน้มน้าวให้เด็กอยากร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถทักษะทางภาษามากยิ่งขึ้น


23 สายฝน โอบุญสดี(2559) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 2/1 โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง หลังจากการใช้ หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง พบว่า นักเรียนชั้นอนุบาล2/1 โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) มีทักษะการฟังและการพูดสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้หนังสือภาพ ประกอบคำคล้องจอง ร้อยละ 38.64 ซึ่งมีคะแนนก่อนจัดกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 47.53 และคะแนนหลังจัดกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ คิดเป็นร้อยละ 86.17 ประภัสสร สารพันธุ์ (2560) ได้เปรียบเทียบพัฒนาพฤติกรรมการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ขวบ ก่อนและหลังใช้ชุดนิทานโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ขวบ จำนวน 20 คน ในปีการศึกษา 2560 ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติกิจกรรมการเล่านิทานสาหรับเด็ก ปฐมวัย ใน 3 สัปดาห์เป็นการเก็บคะแนนจากกลุ่มเป้าหมาย 20 คน ที่เป็นเด็กปฐมวัยในชั้นอนุบาล 3 ขวบ โรงเรียนอนุบาลอินทร์บุรีมีคะแนนจากผลการปฏิบัติกิจกรรมการเล่านิทานรายสัปดาห์ตลอด 3 สัปดาห์มีค่าเฉลี่ยร้อยละแสดงความก้าวหน้า จาก 85.73,93.20 และ 94.99 ตามลำดับ ณิรัชญา ยี่สุ่นเรือง (2560) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาด้านทักษะการพูดของเด็ก ปฐมวัยโดยการใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพ ผลการศึกษาพบว่า การใช้กิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบภาพส่งผลทาให้เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาทักษะการพูด นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการพูดหลัง การจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม โดยมีทักษะการพูดด้านออกเสียงพูดชัดเจน มากที่สุดรองลงมา คือ เล่าเรื่องได้เชื่อมโยงกับภาพและพูดโต้ตอบได้เชื่อมโยงกัน และระดับสูงมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่าง ต่อเนื่องตลอด 3 สัปดาห์จากระดับค่าเฉลี่ย 44.2,56.6และ82 ตามลำดับ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิทาน 2.1 ความหมายของนิทาน นักการศึกษาหลายท่าน ให้ความหมายของนิทานเอาไว้ดังนี้ จันทร์เพ็ญ สุภาผล (2535: 26) กล่าวว่า นิทานหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา โดยอิงความ จริงหรือจินตนาการ มีวัตถุประสงค์ให้เกิดความสนุกสนานและแฝงความคิดสอนใจเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ จากเนื้อเรื่องในนิทาน


24 เกริก ยุ้นพันธ์(2539: 8) กล่าวว่า นิทานหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นการผูกเรื่องขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานตลอดจนแทรกแนวคิดเพื่อให้เด็กนำไปเป็นแนวทางใน การดำรงชีวิต พจมาน เทียนมนัส(2539: 19) กล่าวว่า นิทานหมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน อิงความ จริงหรือจินตนาการวัตถุประสงค์ทำให้เกิดความสนุกสนานและคติใจหรือความรู้จากเนื้อหาของนิทาน กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541: 2-10) กล่าวว่า นิทานหมายถึง สื่อที่มีประสิทธิภาพ สำหรับการสร้าง การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย ไม่มีเด็กคนใดไม่ชอบฟังนิทาน นิทานสามารถสร้างจินตนาการ ความฝัน ความคิด ความเข้าใจและการรับรู้ให้กับเด็ก พรทิพย์วินโกมินทร์(2542: 29) กล่าวว่า นิทานหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา โดยในการ เล่านิทานประเภทต่างๆ ผู้เล่าต้องมีเทคนิคในการเล่านิทานเพื่อให้เด็กสนใจได้ตลอดเวลา ครูผู้เล่าต้องมี ศิลปะในการเล่า เช่น จัดให้เด็กนั่งเรียบร้อยและสบายเป็นกลุ่ม เป็นต้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542: 759) ให้ความหมายไว้ว่า นิทานเป็นเรื่องที่เล่ากันมา เช่น นิทานชาดก นิทานอีสป นิทานเป็นคำศัพท์ภาษาบาลีมีความหมายว่า คำเล่าเรื่อง ส่วนนักคติชนวิทยาให้ความหมายว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นมรดก ทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดด้วยวิธีมุขปาฐะเป็นการเล่าสืบต่อกันมาโดยใช้วาจา วันเนาว์ยูเด็น (2542: 4) กล่าวว่า นิทานหมายถึง ชีวิต เรื่องราวในนิทานที่แท้จริงเป็นเรื่องราว ของชีวิต นิทานไม่ใช่เรื่องสำหรับเพียงเพื่อ ฟัง อ่าน เพื่อสนุกหรือรับคำสอนที่แทรกอยู่เท่านั้น สัณหพัฒน์อรุณธารี(2542: 2) กล่าววา่ นิทานหมายถึง เรื่องที่มีผู้แต่งขึ้นใหม่โดยยึดความ สนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นการผูกเรื่องให้เข้ากับสภาวการณ์ในเวลานั้นๆ ซึ่งสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม คติสอนใจที่พึงประสงค์ให้ผู้ฟังนำไปใช้ในชีวิตจากเนื้อหาของนิทาน เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้าง การเรียนรู้ให้กับเด็ก จากการศึกษาความหมายของนิทาน สรุปได้ว่า นิทานหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบทอดกันมาหรือ มีผู้แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสนานโดยสอดแทรกคติสอนใจหรือคุณธรรมจริยธรรมและสามารถ นำแนวความคิดที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น


25 2.2 ความสำคัญและประโยชน์ของนิทาน ได้มีผู้กล่าวถึงประโยชน์ของนิทาน ดังต่อไปนี้ ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2526: 125 - 126) กล่าวว่าการเล่านิทานนั้นมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อ เด็กปฐมวัย เป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กในระดับก่อนประถมศึกษา การที่ผู้ใหญ่และครูได้ใกล้ชิดกับเด็ก โดยการเล่านิทานให้เด็กฟังจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าใจเด็กดีขึ้น ซึ่งการเล่านิทาน มีประโยชน์และ ความสำคัญดังนี้ 1. ช่วยชดเชยและเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา ความคิด และจินตนาการ 2. ฝึกให้เด็กเป็นนักฟังที่ดีเก็บความเรื่องที่ฟังได้ตามสมควรแก่วัย 3. สร้างความเพลิดเพลินให้แก่เด็ก 4. ช่วยปลูกฝังความรู้สึกชอบนิทาน และความรู้สึกชื่นชอบในหนังสือนิทานก่อนที่จะอ่านได้อย่างเข้าใจ 5. ปลูกฝังเด็กเป็นคนใจกว้าง ยอมรับความจริงในชีวิตประจำวัน 6. ช่วยให้ครูและผู้ใหญ่ ได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็กจากการสนทนาหรือซักถามในขณะ ฟังนิทาน สรรชัย ศรีสุข (2530: 26) กล่าวว่า นิทานการเล่านิทานเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดการ เรียนรู้แก่ผู้เรียนเป็นอย่างดีเราสามารถนำ เอาวิธีการเล่านิทานมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนได้ หลายๆ ประการ นิทานมีความสำคัญและมีประโยชน์ดังนี้คือ 1. เป็นการลดความตึงเครียดที่ขจัดความเบื่อหน่ายของนักเรียนในขณะที่เรียน 2. เป็นการเข้าสู่บทเรียน หรือเตรียมความพร้อมเด็ก 3. เป็นการเปลี่ยนเจตคติหรือความเชื่อที่ผิด ๆ บางประการ 4. ใช้สอนจริยธรรมแก่เด็ก เช่น ในเรื่องความซื่อสัตย์ความกตัญญูเป็นต้น 5. ใช้วิชาสอนเรียงความ เช่น ให้นักเรียนเขียนเรื่องที่ตนเองชอบเป็นต้น 6. ใช้สอนหรือฝึกทักษะทางภาษา เช่น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เป็นต้น 7. เป็นการฝึกทักษะทางด้านการอ่าน ช่วยให้เด็กรักการอ่านเป็นต้น 8. ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่แสดงออก เช่น การแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวที่กำหนดให้ 9. เป็นการสร้างความสนิทสนมและความเข้าใจในตัวครูให้เกิดขึ้นกับเด็ก 10. ช่วยพัฒนาในด้านความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ให้กับเด็ก


26 นอกจากนั้น ดวงเดือน แจ้งสว่าง (2542: 15-20) ยังกล่าวถึง ความสำคัญของนิทานและ ประโยชน์ของนิทานคือ นิทานช่วยให้การนอนหลับของเด็ก เป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์ช่วงเวลาก่อนนอน หลับ เป็นช่วงสำคัญช่วงหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัย และเป็นช่วงที่ดีที่สุดของครอบครัว พ่อแม่ จะมีเวลาว่างได้อยู่กับลูกๆ และเด็กๆ จะอยู่ในภาวะจิตใจที่สงบยินดีรับฟังทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าพ่อแม่ฉวย โอกาสสร้างสัมพันธภาพที่อบอุ่นให้เกิดขึ้นด้วยการเล่านิทานที่มีเนื้อเรื่องที่สดชื่นงดงาม สงบเยือกเย็น สอดแทรกคติธรรม ข้อเตือนใจที่ดีงาม โดยปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน เด็กก็จะนอนหลับไปด้วยความรู้สึก ผ่อนคลาย เก็บเรื่องราวที่งดงามที่ได้ยินได้ฟังนั้นสะสมไว้ในจิตใจใต้สำนึกสม่ำเสมอ และหล่อหลอมรวมกัน เข้าเป็นบุคลิกภาพทางความคิดและจริยธรรมที่งดงามของเด็ก ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อเติบโต เป็นผู้ใหญ่ภายหลัง ขณะเดียวกันนิทานเป็นสื่อที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรักหนังสือ และรักการอ่าน ถ้าหาก ครูจัดหนังสือนิทานดีๆ เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก มีภาพโตๆ ชัดเจน สีสันสวยงามมาให้เด็ก ฟังอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะสนใจภาพ เมื่อครูอ่านให้ฟังพร้อมทั้งชี้ภาพให้ดูเด็กจะเกิดความสนใจภาพและ สนใจเรื่อง อันจะนำไปสู่การสนใจตัวอักษร ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจและเจตคติของเด็ก ในเรื่องการอ่าน เป็นการกระตุ้นให้เด็กสนใจใคร่รู้อยากจะอ่านหนังสือให้รู้เรื่องด้วยตนเอง อภิรตีสีนวล (2547) เด็กปฐมวัยที่มีอายุ3 - 6 ปีเป็นวัยแห่งการเพ้อฝัน สามารถสร้าง จินตนาการมากมายแต่ความจำกัดทางการรับรู้ที่ขาดประสบการณ์ต่างๆ ฉะนั้นเด็กวัยนี้ที่เหมาะสม ที่อาจจะเสริมเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านความคิดสร้างสรรค์โดยการเล่านิทาน เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวและ เตรียมที่จะรับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้จากการศึกษาความสำคัญและประโยชน์ของนิทาน สรุปได้ว่า นิทานจึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาภาษา ส่งเสริมความคิดจินตนาการที่จะ นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดีประสบการณ์จากการฟังนิทานจะทำให้เด็กเกิดการ พัฒนาทางด้านอารมณ์สังคม จิตใจและสติปัญญา ดังนั้นการเล่านิทานจึงมีความสำคัญต่อการจัด ประสบการณ์ในชั้นอนุบาลและเด็กเล็กเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามต้องการ 2.3 ประเภทของนิทาน การแบ่งประเภทของนิทาน มีวิธีการกำหนดที่แตกต่างกันไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่ที่นิยมมาก คือ การแบ่งนิทานออกเป็นประเภทตามรูปแบบของนิทาน ดังนี้ อรทัย จันทรวิชานุวงษ์(2523: 21) แบ่งนิทานออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้


27 1. นิทานปรัมปรา หมายถึง นิทานที่มีเรื่องราวสลับซับซ้อน เป็นเรื่องสมมติทั้งบุคคลเวลา และสถานที่ เนื้อที่เรื่องประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตัวเอกมักมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น มีเวทมนต์กล้า หาญ มีไหวพริบ ซื่อสัตย์เป็นต้น 2. นิทานท้องถิ่น หมายถึง นิทานที่อาศัยเค้าโครงเรื่องจริงเป็นหลัก ตัวละครสำคัญและ สถานที่ที่กล่าวต้องเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องเล่าแฝงความเชื่อเกี่ยวกับกำเนิดของสัตว์ธรรมชาติสถานที่ และวีรบุรุษ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 นิทานอธิบายเหตุผล เป็นนิทานที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่น ทำไม ต้องมีพระราหูกับพระจันทร์ซึ่งเป็นอริกัน ทำไมเสือจึงมีลาย 2.2 นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวถึงคุณธรรม ความฉลาด ความกล้าหาญ ของบุคคลส่วนมากเป็นวีรบุรุษของบ้านเมือง กำหนดตัวบุคคล เวลา และสถานที่แน่นอนลงไป 3. นิทานเรื่องสัตว์ หมายถึง นิทานที่มีสัตว์เป็นตัวเอก แต่สมมติว่ามีความคิดและ การกระทำต่างๆ อย่างมนุษย์เป็นเรื่องสั้นๆ ที่แฝงคติสอนใจ เช่น นิทานชาดก 3.1 นิทานคติธรรม เป็นเรื่องที่กล่าวถึงพฤติกรรมของสัตว์เล่าเชิงเปรียบเทียบ กับชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องสั้นๆ ที่แฝงคติสอนใจ เช่น นิทานอิสป นิทานชาดก เป็นต้น 3.2 นิทานไม่รู้จบ เป็นเรื่องที่มีการเล่าซ้ำเป็นช่วงๆ เหตุการณ์จะดำเนินไปช้า ๆ เช่นเรื่อง ยายกะตา วรรณีศิริสุนทร (2532: 13-19) แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน (Folk Tales) เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน แบ่งเป็น 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้(Talking - Beast Tales) 1.2 นิทานไม่รู้จบ (Commutative Tales) 1.3 นิทานตลกขบขัน (The Drools or Humorous Tales) 1.4 นิทานอธิบายเหตุ (Pourboire Stories or Tales that Tell Why) มีเนื้อ เรื่องที่อธิบายหรือตอบคำถามของเด็กๆ ว่า “ทำไม ...” เช่น ทำไมกระต่ายจึงหางสั้น ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม 1.5 เทพนิยาย (Fairy Tales) ตัวละครจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือเป็นผู้วิเศษ สามารถทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้ 2. นิทานสอนคติธรรม (Fables) เป็นเรื่องสั้นๆ ตัวละครมีทั้งคนและสัตว์มีโครงเรื่องง่าย ใช้บทเรียนที่สอนใจ เช่น นิทานอิสป (Aesop’s Fables) นิทานประเภทนี้รวมนิทานเทียบสุภาษิตและ นิทานชาดกไว้ด้วย


28 3. เทพปกรณัม (Myth) เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์และเรื่องราวในบรรพกาล เกี่ยวกับพื้นที่โลกและพฤติกรรมมนุษย์ที่เทพเจ้าเป็นผู้ควบคุมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆที่เกิดขึ้น 4. มหากาพย์และนิทานวีรบุรุษ (Epic and Hero Tales) คล้ายกับเทพปกรณัมต่างกัน ว่าตัวละครของนิทานประเภทนี้มนุษย์ไม่ใช่เทพเจ้า มีการกระทำที่กล้าหาญฟันฝ่าอุปสรรคและประสบ ผลสำเร็จในที่สุด 5. หนังสือภาพที่เป็นเรื่องอ่านเล่นสมัยใหม่สำหรับเด็กที่มีตัวเอกเป็นสัตว์ (Animal Stories) ไพวรรณ อินทนิล (2534: 27 - 28) แบ่งนิทานตามรูปแบบ (Form) เป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. นิทานปรัมปราหรือเทพนิยาย (Fairy Tale) มักจะกำหนดสถานที่เลื่อนลอยไม่แน่ชัด เช่น ในกาลครั้งหนึ่งมีเมืองๆ หนึ่งตัวละครมีฤทธิ์เดชมาก ถ้าเป็นชายยากจนก็ต้องแต่งงานกับเจ้าสาวสูง ศักดิ์เช่น สังฆ์ทอง ปลาบู่ สโนว์ไวท์ 2. นิทานท้องถิ่น (Legend) หรือเรียกว่า “ตำนาน” มักเป็นเร่องขนาดสั้นเกี่ยวกับความ เชื่อถือขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเรื่องพิสดารแต่ว่าเกิดขึ้นจริงๆ เช่น เรื่องพระยาพาน พระร่วงนิทาน ท้องถิ่น 3. เทพปกรณัม (Myth) ตัวบุคคลในเรื่องมักเกี่ยวกับความเชื่อ เช่น เรื่องพระ-อินทร์ ท้าว มหาสงกานต์เมขลา - รามสูร 4. นิทานเรื่องสัตว์ต่าง ๆ (Animal Tale) แต่มีความประพฤติกรรม เช่นเดียวกับคน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 4.1 นิทานสอนคติธรรม (Fables) คล้ายกับนิทานสอนใจ คือ ตัวเอกต้องเป็น สัตว์แต่มีคติสอนใจ เช่น ราชสีห์กับหนู 4.2 นิทานประเภทเล่าซ้ำ ๆ วกวน หรือเล่าไม่รู้จบ (Formula Tales) เช่นเรื่อง ยาย กะตา มีวิธีการเล่าแบบจำเพาะ 5. นิทานตลกขบขัน (Jest) เป็นเรื่องสั้นๆ จุดสำคัญที่เรื่องไม่น่าเป็นไปได้อาจจะเป็น เรื่องการแก้เผ็ด แก้ลำ การแสดงปฏิภาณไหวพริบเป็นการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของมนุษย์ที่ต้องการ หลุดพ้นจากกรอบของวัฒนธรรม ประเพณีและกิจวัตรฉะนั้นนิทานประเภทนี้จึงรวมไปถึงนิทานเหลือเชื่อ ซึ่งทั้งผู้ฟังและผู้เล่าไม่ติดใจในความไม่สมจริงเหล่านั้น จากการศึกษาประเภทของนิทาน สรุปได้ว่า นิทาน มีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของนิทาน ในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก ปฐมวัยจึงควรใช้หลักเกณฑ์ตามเนื้อหารูปแบบของนิทานให้เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก


29 2.4 นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย ได้มีผู้กล่าวถึงนิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้ ฮัค (Huck. 1979: 16-17; อ้างอิงจาก อภิรตีศรีนวล. 2547: 30) กล่าวถึงหลักเกณฑ์การเลือก นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้ 1. เป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นสำหรับเด็ก 2. โครงเรื่อง (Plot) การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง วางโครงเรื่องไว้น่าติดตามโดยไม่เบื่อ 3. ฉากของเรื่อง สถานที่ เวลาที่เกิดของเรื่อง จุดเริ่มของเรื่อง เกิดที่ไหน เวลาใด การดำเนินเรื่องต่อไปต้องสอดคล้องกับจุดเริ่มต้น 4. แกนของเรื่อง (Theme) มีจุดเน้นให้เด็กได้คิด 5. ลักษณะตัวละคร (Characterization) มีลักษณะและพฤติกรรมของผู้มีความคิด สร้างสรรค์ตัวละครอยู่ในวัยใกล้เคียงกับเด็ก 6. ลีลาของเรื่อง (Style) ภาษาและเรื่องต้องเข้าใจง่าย ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2526: 127) กล่าวถึง ลักษณะของหนังสือนิทานที่ไม่ควรนำมาเล่าให้เด็กฟัง ดังนี้ 1. เรื่องที่หวาดเสียว น่ากลัวอย่างมีเหตุผล เช่น เรื่องเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ 2. เรื่องที่เกี่ยวกับรักใคร่การหนีตามกันของหนุ่มสาว 3. เรื่องที่เกี่ยวกับการพลัดพรากจากพ่อแม่ และการถูกทอดทิ้ง 4. เรื่องที่เกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณ มีการลงโทษอย่างรุนแรงเกินไป มีการลงโทษอย่าง เหมาะสมกับความรู้สึกของเด็ก และมีเหตุผลในการลงโทษนั้น และควรมีการให้อภัย ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ เห็นว่าความยุติธรรมยังมีในโลก 5. เรื่องที่ผู้เล่า (ครูและผู้ใหญ่) ไม่ถนัดที่จะเล่า จะทำให้เด็กมีเจตคติที่ไม่ดีได้ 6. เรื่องที่สอดแทรกศีลธรรมมากเกินไป บ่อยเกินไปจนเด็กเบื่อ ดังนั้นจากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ในการเลือกนิทานให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย มีดังนี้คือ 6.1 วัยของเด็กควรพิจารณาว่าเด็กมีความสนใจ ชอบฟังนิทานประเภทไหน ความยาว ของเนื้อเรื่องเหมาะสมกับช่วงความสนใจของเด็ก คือประมาณ 10- 15 นาทีหรือ ประมาณ 12 หน้า 6.2. เนื้อหาสาระ ควรดูว่าเหมาะสมและสอดแทรกข้อคิดคุณธรรมได้มากน้อยเพียงใด เหมาะสมกับวัยของเด็กหรือไม่


30 6.3. รูปภาพประกอบ ควรมีสีสันสดใส ขนาดเหมาะสม มีภาพประกอบร้อยละ 60 หรือ ร้อยละ 70 มีเนื้อเรื่องประมาณร้อยละ 40 หรือ ร้อยละ 30 หรือประมาณ 4 : 3 6.4. รูปเล่มมีขนาดกะทัดรัด เหมาะสมกับมือเด็ก ขนาด 16 หน้าหรือขนาด 17 × 18.50 ซ.ม. 6.5. ภาษาที่ใช้เป็นภาษาสั้นๆ ง่ายๆ ขนาดของตัวอักษรประมาณ 32 พอยท์ หรือ 5 ม.ตัวอักษรไม่ควรเป็นอักษรประดิษฐ์ควรเลือกใช้ศัพท์หรือตัวอักษรซ้ำจะทำให้เด็กจำได้และเห็น บ่อย หทัย ตันหยง (2527: 235-236) และพรจันทร์จันทวิมล (2529: 13) ให้หลักเกณฑ์ในการเลือก หนังสือนิทานสำหรับเด็กเอาไว้ว่า หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยใช้หนังสือขนาด 16 หน้าหรือขนาด 17 × 18.50 ซ.ม. จำนวน 12 หน้าพร้อมภาพประกอบไม่รวมปกหน้าและปกหลัง มีภาพชัดเจน มีตัวอักษร น้อย จำนวนหน้าละ 5 บรรทัด บรรทัดละประโยค ประโยค 8 คำ (อย่างสูง) หน้าหนึ่งประมาณ 40 คำ หนังสือ 12 หน้า จะบรรจุคำประมาณ 480 คำ เยาวพา เดชะคุปต์(2542: 58 - 59) กล่าวถึงลักษณะของหนังสือที่เด็กชอบ ดังนี้ 1. เป็นเรื่องที่เด็กนึกฝันต่ออย่างสดใส 2. เด็กชอบเรื่องที่จบด้วยรูปของกิน เพราะเด็กชอบกิน 3. เด็กชอบเรื่องบันเทิง เรื่องเศร้าเด็กไม่ชอบ 4. ชอบดูภาพมากกว่าชอบอ่านเรื่อง เมื่อเด็กเปิดอ่านหนังสือ สิ่งแรกที่เด็กจะดูคือภาพและเด็กจะ ดูทุกอย่างที่อยู่ในภาพ ดังนั้นหนังสือภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (ในด้านการทำหนังสือเนื้อเรื่องจะลงมา ก่อนภาพ ได้เรื่องเหมาะที่ดีบรรณาธิการจะต้องพยายามให้นักวาดรูปวาดภาพให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง นั้นๆ ) ฉวีวรรณ คูหาภินันท์(2545: 147-148) ให้หลักเกณฑ์ในการเลือกหนังสือนิทานสำหรับเด็กดังนี้ 1. เป็นหนังสือภาพเนื้อหาเรื่องสั้นๆ ส่วนมาก เป็นภาพการณ์ตูน ภาพประมาณร้อยละ60 หรือ 70 เนื้อหาเรื่องประมาณร้อย 30 หรือ 40 ภาพอาจจะอยู่ด้านขวา มีคำอธิบายอยู่ด้านซ้ายหรืออยู่ด้าน เดียว (สัดส่วนของภาพ: เนื้อเรื่องประมาณ 3: 4) 2. รูปเล่มกะทัดรัด ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป อาจใช้สูตรสัดส่วน 4 : 3 3. กระดาษที่ใช้กระดาษอย่างดีหนาแข็งแรง อาจจะเป็นหนังสือทำด้วยผ้า 4. ภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาที่ง่ายๆ อาจเป็นหนังสือทำด้วยผ้า 5. ตัวอักษรไม่ควรใช้อักษรประดิษฐ์


31 6. ตัวอักษรควรใช้ตัวโต คำหนา ขนาด 32 พอยท์(5 ม.ม) 7. เนื้อหาเป็นศัพท์ที่เด็กมักจะพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น ต้นไม้ดอกไม้ปากกา ดินสอ โต๊ะ เก้าอี้ช้อนส้อม รองเท้า กระเป๋า หมวก พี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย เป็นต้น 8. ควรเลือกใช้คำศัพท์ต่างๆ หรืออักษรซ้ำๆ จะทำให้เด็กจินตนาการในใจจนจำได้ เพราะเห็นบ่อย (Repletion) 9. จำนวนหน้าประมาณ 10-20 หน้า 10. เด็กวัยนี้ไม่มีหนังสือ ตำราเรียน (Text Book) และสารคดี จากการศึกษานิทานที่เหมาะสม สำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่าการเลือกนิทานให้เหมาะสมกับวัยและระดับอายุของเด็ก ควรเลือกนิทานที่มี รูปภาพประกอบ ภาษาที่สละสลวย ฟัง แล้วมีความไพเราะ หรือเป็นนิทานที่มีคำคล้องจองกัน เช่น นิทาน คำกลอน เป็นต้น เนื่องจาก นิทานคำกลอนจะมีภาษา และคำที่สอดคล้องกัน เมื่อเด็กฟังแล้วจะเกิดความ ไพเราะ สนุกสนาน นอกจากนั้นความยาวของนิทานต้องมีความเหมาะสมกับช่วงความสนใจตามระดับอายุ ของเด็กด้วย 2.5 รูปแบบของการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย การเล่านิทานถ้าจะเล่าโดยการอ่านหรือการเล่าปากเปล่า โดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ วิธีการเลย จะทำให้ความสนใจของเด็กลดลง ฉะนั้นครูจึงมีทั้งรูปแบบและวิธีการที่จะช่วยให้บรรยากาศของการฟัง นิทานน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งมีผู้กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้ ลิโว; และริทซ์(Livo; & Riet. 1986: 384; อ้างอิงจาก อภิรตีศรีนวล. 2547: 34)กล่าวถึงการเล่า นิทานว่า “ผู้เล่านิทานและผู้ฟังนิทานต่างมีประสบการณ์ร่วมกันในการเล่านิทานและแสดงออกในทาง สร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์จากการฟังนิทานจะทำให้เกิดจากความสามารถซึ่งไม่ใช่เพียงการได้เห็น เท่านั้น แต่เป็นการเฝ้าดูอย่างพินิจพิจารณาไม่ใช่เพียงการได้รับเท่านั้น แต่เป็นการฟังอย่างตั้งใจได้ ประสบการณ์และรับรู้สิ่งใหม่ๆ” พงษ์จันทร์อยู่เป็นสุข (2525: 37) เสนอแนะถึงรูปแบบของการเล่าให้น่าสนใจ 1. การเล่าโดยไม่ใช่อุปกรณ์ใดๆ เลยแต่ใช้เสียงประกอบการเล่าให้น่าสนใจ 2. การเล่าโดยใช้ภาพประกอบขณะที่เล่า 3. การเล่าโดยแสดงท่าทางประกอบตามตัวละครในเนื้อเรื่อง 4. การเล่าโดยแสดงหุ่นประกอบการเล่า โดยใช้หุ่นตัวละครตามเนื้อเรื่องที่เล่า อาจจะเป็นหุ่นนิ้วมือ หุ่นกระบอก และหุ่นเงา เป็นต้น


32 ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2526: 131-132) วิไล เวียงวีระ (2528: 70-71) เสนอแนะถึงรูปแบบของการ เล่านิทาน ดังนี้ 1. การอ่านจากหนังสือนิทาน 2. การใส่หน้ากากหรือแสดงตัวละครในเรื่องโดยคาดไว้บนศีรษะคนเดียว อาจจะแสดงได้หลายๆ บท โดยเปลี่ยนหน้ากาก และเปลี่ยนเสียงไปตามตัวละครนั้นๆ 3. การเล่าโดยใช้เสียงประกอบ ผู้เล่าจะใช้เสียงเพลง หรือเสียงดนตรีประกอบจะช่วย ให้เรื่องสนุกสนานหรือน่าตื่นเต้นขึ้น 4. การเล่าโดยใช้นิทานที่ครูอาจจะสร้างขึ้นหรือซื้อมา 5. การเล่านิทานโดยการเล่นนิ้วมือ ให้สำหรับนิทานเรื่องสั้นๆ หรือกลอนสั้นๆ โดยเด็กได้มีโอกาส ร่วมกิจกรรม 6. การเล่านิทานประเภทหุน่ต่างๆ เช่น หุ่นมือเชิดหุ่น หุ่นชัก ฯลฯ ชาญชัย ศรีไสยเพชร (2527: 38-39) เสนอแนะวิธีการเล่านิทานไว้ข้อหนึ่งว่า การเล่านิทาน จะช่วยจูงใจให้เด็กสนใจที่จะดูฟัง และคิดแต่งเชื่อมโยงเรื่องราว ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความคิด ที่ถ่ายทอดเป็นภาพตามจินตนาการให้กับเด็กได้เป็นอย่างดีการให้ผู้ฟังได้ใช้ความคิดหรือจินตนาการ ใน การเล่าเรื่องที่ค้างไว้แล้วให้เด็กแต่งต่อตามจินตนาการ หรือเล่าเรื่องจบแล้วให้ช่วยกันคิดตั้งชื่อเรื่อง จัดว่า เป็นวิธีการเล่านิทาน ที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็ว ลัดดา นีละมณี(2527: 248) กล่าวถึงรูปแบบและวิธีการเล่านิทาน เพื่อให้เด็กได้รับความ สนุกสนานเพลิดเพลิน ตลอดจนเกิดความคิดและจินตนาการอย่างเต็มทีมีวิธีการเล่านิทาน ตลอดจนการ สร้างบรรยากาศในขณะที่เล่านิทานไว้ดังนี้ 1. การเริ่มต้นเล่า ครูควรจะมีวิธีการที่จูงใจเด็กด้วยวิธีต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น การใช้เพลง การใช้คำปริศนาคำทาย การใช้รูปภาพ เป็นต้น 2. ขณะที่เล่าควรให้เด็กมีอิสระทั้งในด้านร่างกายและความรู้สึก 3. ผู้เล่าควรมีอารมณ์ร่วมตามเนื้อเรื่องที่เล่า 4. ครูควรมีการใช้น้ำเสียงในการเล่าตามตัวละคร หรือเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะที่เล่า 5. ควรใช้ภาพหรือท่าทางประกอบในขณะที่เล่า 6. ควรลำดับเรื่องราวให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป 7. ให้ความสนใจกับเด็กทุกคนอย่างทั่วถึง 8. ควรใช้ภาษาที่เหมาะสมกับเด็ก


33 9. ไม่เน้นการสั่งสอนมากเกินไปจนเด็กขาดสนุกสนาน 10. เพื่อให้การเล่านิทานมีประสิทธิภาพและครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง ครูควรจัด กลุ่มผู้ฟังไม่มากและน้อยจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้เด็กสามารถดูภาพในหนังสือนิทานได้อย่างชัดเจนซึ่งในการ เล่านิทานแต่ละครั้งของครูควรคำนึงถึงรูปแบบและวิธีการอยู่เสมอ เพื่อให้การเล่านิทานเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ และทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานในขณะที่ครูเล่านิทานขณะเดียวกันครูต้องคอยสังเกต พฤติกรรมในขณะที่เด็กฟังนิทานด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการวัดประเมินพัฒนาการในขณะที่เด็กฟังนิทานได้อีกด้วย เกริก ยุ้นพันธ์(2539: 37) เสนอรูปแบบของการเล่านิทาน ไว้ดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า 2. การเล่านิทานแบบวาดไปเล่าไป 3. การเล่านิทานใช้สื่อหรืออุปกรณ์ประกอบ วิธีการเล่านิทานดังกล่าวข้างต้น ช่วยให้เด็ก เกิดความสบายใจ มีความรู้สึกที่เป็นอิสระทั้งทางร่างกายและจิตใจ เกิดทัศนคติที่ดีนอกจากนี้การเล่า นิทานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการเล่านิทานไม่จบเรื่องสมบูรณ์เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้าง ความคิด พัฒนาทักษะการฟัง การพูดและเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดสร้างสรรค์จากการศึกษา รูปแบบและวิธีการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า การเล่านิทานเพื่อให้เด็กได้เกิดความสุข สนุกสนานและได้ประโยชน์จากการฟังนิทานสามารถนำข้อคิดจากนิทานไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน ได้นั้น ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทาน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับเด็กจะ ทำให้การเล่านิทานบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ต้องการ ดวงเดือน แจ้งสว่าง (2542: 44) กล่าวถึงลักษณะของนิทานที่ควรเลือกและไม่ควรเลือกมาเล่าให้ เด็กปฐมวัยฟังว่ามีดังต่อไปนี้ 1. นิทานที่ควรเลือกมาเล่าควรมีลักษณะดังนี้ 1.1 นิทานที่ครูเลือกจะต้องเหมาะสมกับวัย ความพร้อมและวุฒิภาวะของเด็ก ดังได้กล่าวแล้วว่าเด็กยิ่งเล็ก เนื้อเรื่องของนิทานจะต้องเป็นเรื่องที่แสดงข้อเท็จจริงเพื่อให้เด็กเกิดความคิด รวบยอดที่ถูกต้อง สำหรับเด็กโตครูควรนำเรื่องที่แปลก ๆ มหัศจรรย์เพ้อฝันมาเล่าและไม่ควรจะเป็นเรื่อง ที่ซ้ำกับเรื่องเดิม 1.2 นิทานเรื่องนั้นสนองความต้องการพื้นฐานและความต้องการตามธรรมชาติ ของเด็กได้มากน้อยเพียงไร อย่างน้อยที่สุดนิทานเรื่องนั้นจะต้องทำให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลินเช่นมีเรื่องของกิน การเล่นและการท่องเที่ยว เป็นต้น 1.3 นิทานควรจะได้มีส่วนในการกระตุ้น ปลุกเร้าจินตนาการของเด็กเนื้อหา จึงควรจะมีสิ่งที่เป็นสุนทรียภาพความงดงาม ตื่นตาตื่นใจปรากฏอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เด็กอยู่


34 ในช่วงอายุ4 - 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กกำลังพัฒนาความคิดเชิงจินตนาการดังนั้นการเลือกเรื่องนิทานมา เล่าหรืออ่านให้เด็กวัยนี้ฟัง ควรจะเลือกเรื่องที่มีการพรรณนาถึงความงดงามของธรรมชาติความงดงาม ของนางฟ้าหรือความน่ารักน่าเอ็นดูของสัตว์ตัวเล็ก ๆ ฯลฯ 1.4 นิทานที่นำมาเล่าหรืออ่านให้เด็กปฐมวัยฟัง จะต้องเป็นวรรณกรรมที่ดีทั้ง โครงเรื่องพฤติกรรมที่เด่นชัดของตัวละคร แนวความคิดที่สร้างสรรค์และภาษาที่เหมาะสมชัดเจน ง่าย และเป็นภาษาที่สุภาพ เสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาแก่เด็ก ๆ ในการเผชิญอุปสรรคและความยากลำบาก ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ใช้ความพากเพียร มานะอดทน และสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา 1.5 เลือกนิทานที่มีเนื้อหาหลากหลาย ตัวละครเอกอยู่ในวัยเดียวกับเด็กแม้ว่า ตัวละครจะเป็นสัตว์ก็ต้องมีพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นเด็กเช่นเดียวกับผู้ฟัง ในการเลือกนิทานมาเล่าหรือ อ่านแต่ละครั้งควรจะให้มีเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันออกไปหลาย ๆ แนว สำหรับเด็กเล็ก ๆอาจจะต้องการฟัง เรื่องเดิมซ้ำ ๆ ได้แต่ถ้าเป็นเด็กที่โตแล้วการนำเรื่องแนวเดียวกันมาเล่าบ่อย ๆจะทำให้เขาเบื่อหน่ายได้ 1.6 นิทานที่ดีควรจะมีการแทรกบทตลกขบขัน แต่ต้องเป็นบทตลกที่ไม่หยาบ คาย สิ่งที่ครูควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคืออย่าเลือกนิทานที่มีบทตลกขบขันที่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง ให้ผู้อื่นเจ็บปวดซึ่งลักษณะเช่นนี้อาจจะทำให้เด็กเอาอย่างได้ครูจึงควรเลือกนิทานที่เหมาะกับเด็ก 1.7 นิทานที่มีเนื้อหาสาระที่มุ่งให้เด็กได้ขยายประสบการณ์ได้รับข้อมูลข่าวสาร แปลกใหม่ก็เป็นนิทานที่ครูสมควรจะเลือกมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟังโดยพิจารณาให้เหมาะสมกับช่วงอายุ วุฒิภาวะและประสบการณ์พื้นฐานเดิมของเด็ก 1.8 นิทานที่สมควรแก่การเลือกมาเล่าหรืออ่านให้เด็กฟังควรจะเป็นนิทาน ที่ช่วยปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีงามให้แก่เด็ก ๆ ลักษณะตัวเอกที่ปรากฏในนิทานจะต้องเป็นตัวแบบที่ดี สำหรับเด็ก ๆ หรืออาจจะเป็นตัวแบบที่มีพฤติกรรมไม่ดีในเบื้องต้น แล้วกลับแปรเปลี่ยนนิสัยไปในทาง ที่ถูกต้องดีงาม มีจรรยามารยาทน่าชื่นชม และมีพฤติกรรมที่สังคมยอมรับในที่สุด 1.9 นิทานที่ช่วยเสริมสร้างจริยธรรมและคุณธรรมที่ง่ายๆ ซึ่งเด็กระดับปฐมวัย สามารถทำได้เช่น เรื่องที่มีเนื้อหาสาระประเภทชี้นำให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเอง เชื่อฟังพ่อ แม่ ครู เก็บข้าวของของตนเองได้รักษาสุขภาพอนามัยส่วนตน อาทิการแปรงฟัน ซักเสื้อผ้า ขัดรองเท้า หวีผม ฯลฯ การปฏิบัติตามกฎระเบียบของบ้านและของโรงเรียน การดูแลรักษาเครื่องใช้การเอื้อเฟื้อแบ่งปันของ เล่นให้เพื่อน การไม่หัวเราะเยาะความพิการของเพื่อนหรือเมื่อเพื่อนได้รับบาดเจ็บ 2. ลักษณะของนิทานที่ไม่ควรเลือก มีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้(ดวงเดือน แจ้ง สว่าง.2542: 54)


35 2.1 ครูไม่ควรเลือกนิทานประเภทที่แสดงเนื้อหาสาระที่ขัดต่อกฎหมายและ ขัดต่อศีลธรรม ประเภทที่ตัวเอกทำความผิดแล้วใช้ปัญญาหลบเลี่ยงความผิดไปได้เพราะนั่นคือการสร้าง ความคิดรวบยอดที่อาจจะทำให้เด็กเกิดลักษณะ “เห็นผิดเป็นชอบ” ขึ้นได้เช่น นิทานพื้นบ้านประเภท ศรีธนณไชย ซึ่งใช้เล่ห์เพทุบายแก้ปัญหา และการแก้ปัญหานั้นได้สร้างความวุ่นวายเสียหายแก่ผู้อื่น นิทาน เช่นนี้ไม่ควรนำมาเล่าให้เด็กปฐมวัยฟังโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะวุฒิภาวะของเด็กปฐมวัยยังไม่ถึงขั้น ที่จะแยกแยะเหตุผลดีชั่วที่ซับซ้อนเช่นนั้นได้ 2.2 ครูไม่ควรเลือกนิทานประเภทที่ตัวละครมีความสามารถเกินจริงเหนือมนุษย์ อย่างมากมาย ดังได้กล่าวแล้วในเบื้องต้น ซึ่งอาจทำให้เด็กเลียนแบบและอาจทำให้ตนเองและ ผู้อื่นได้รับ อันตรายได้หรือถ้าหากจะนำมาเล่าก็ไม่ควรจะเน้นบทบาทเหนือมนุษย์ดังกล่าวให้เป็นที่สนใจของเด็กมาก เกินไป จุดที่ครูควรเน้นในนิทานประเภทนี้ก็คือการเน้น เรื่อง ความมานะอดทน พากเพียรพยายาม ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 2.3 ครูควรระมัดระวังไม่เลือกนิทานประเภทที่แสดงความรุนแรงของอารมณ์ มนุษย์ซึ่งจะก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่เด็กๆ เช่น เรื่องที่มีการฆ่าฟัน ต่อสู้กันอย่างดุเดือด การทารุณ กรรม ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัส หรือเรื่องประเภทที่สร้างความผิดหวัง เศร้าสลดใจแก่เด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอกซึ่งเป็นเด็กวัยเดียวกับผู้ฟัง 2.4 ครูไม่ควรเลือกเรื่องที่จบในลักษณะโศกนาฏกรรม (Tragedy) เนื่องจากอาจ ทำให้เด็กโศกเศร้าและเสียใจ แต่ควรเลือกเรื่องที่จบในลักษณะสุขนาฏกรรม (Comedy) นั่นคือควรจบ ในลักษณะที่เด็กๆ จะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเป็นสุขเพลิดเพลิน เมื่อเด็กฟังนิทานจบแล้วยังมีภาพแห่งความสุข สมหวังของตัวเอกติดอยู่ในความรู้สึกทำให้เด็กประทับใจและมีความสุข สรุปได้ว่า นิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นนิทานที่มีเนื้อหาสั้นกระชับ การดำเนิน เรื่องไม่ซับซ้อน คำเขียนซ้ำๆ รูปภาพชัดเจน ไม่ซับซ้อนเกินไป ไม่แสดงความรุนแรงหรือก้าวร้าว เพราะ อาจทำให้เด็กโศกเศร้าเสียใจ ดังนั้นควรเป็นนิทานที่มีความสุขสมหวังเพื่อเด็กจะได้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเมื่อได้ ฟังนิทานจบแล้ว 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิทาน งานวิจัยในต่างประเทศ ดิกสัน จอห์นสัน; และซอลท์(Dixon, Johnson; & Salf. 1977: 367-379; อ้างอิงจาก อภิรตีศรี นวล. 2547: 34) ศึกษาเด็ก 4 กลุ่มในจำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการเล่านิทานให้ฟัง โดยแต่ละกลุ่ม


36 หลังจากที่ได้ฟังนิทานแล้วมีการสนทนาหรือตัวละครที่ประสบผลสำเร็จและพบว่าเนื้อเรื่องในนิทาน ถ้าเป็นเรื่องไกลความจริงจะได้ผลดีต่อความคิดของเด็กได้ดีกว่านิทานที่มีเนื้อเรื่องใกล้ชีวิตของเด็ก คลอร์; และโรเบิร์ต (Clore; & Robert. 1987: 159; อ้างอิงจาก อภิรตีศรีนวล. 2547:34) ศึกษา ผลของการใช้นิทานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของเด็ก โดยใช้หุ่นจำลอง และการแสดงบทบาท สมมติกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้นักเรียนแสดงอุปนิสัยท่าทางให้เหมือนกับละครในนิทานนั้นเมื่อเรียนจบแล้ว วัดทัศนคติทันทีพบว่าเด็กชายเหล่านั้นมีทัศนคติที่ดีต่อสัตว์และหลังจากนั้นอีก6 สัปดาห์ผลปรากฏว่า การวัดทัศนคติของเด็กชายทั้งสองโรงเรียนมีความมั่นคงเด็กชายที่เคยล่าสัตว์เลิกฆ่าสัตว์ผลการศึกษาครั้ง นี้แสดงว่านิทานมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและทัศนคติที่มั่นคงของเด็ก งานวิจัยในประเทศ ปาริชาติอรุณศักดิ์(2533: 62) ศึกษาการเล่านิทานที่ไม่รู้จบเรื่องสมบูรณ์ที่มีผลต่อการคิดแบบ อเนกของเด็กปฐมวัยปรากฏว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับฟังการเล่านิทานที่ไม่รู้จบเรื่องสมบูรณ์และเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการฟังการเล่านิทานแบบปกติมีความสามารถในการคิดแบบอเนกนัยแตกต่างกัน การเล่านิทาน ไม่จบทำให้เด็กคิดเรื่องจนจบสามารถส่งเสริมการคิดแบบอเนกนัยของเด็กปฐมวัยในทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ความคิดคล่องแคล่ว ความยึดหยุ่น และความคิดริเริ่มสู่งกว่ากลุ่มที่ได้รับการฟังการเล่านิทานแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทรงพร สุทธิธรรม (2534: 85 - 89) ศึกษาความสามารถในการรับรู้และเข้าทัศนะของผู้อื่น เด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมนิทาน เพื่อส่งเสริมการคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง กลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กปฐมวัยอายุ4 - 5 ปีจำนวน 30 คน กลุ่มทดลอง จำนวน 15 คน ได้รับการจัดกิจกรรมนิทาน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการคลายยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจากผู้ปกครอง และกลุ่มควบคุมจำนวน 15 คน ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมนิทานเพื่อส่งเสริมการคลายยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจากผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดสอบและหลังการทดลองเป็นรายบุคคลด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในการ รับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่น ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมนิทานเพื่อส่งเสริม การคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จันทร์เพ็ญ สุภาผล (2535: บทคัดย่อ) ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทาน ประกอบดนตรีและนิทานประกอบภาพควบคู่กับกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชาย - หญิง อายุ5 - 6 ปีจำนวน 30 คน พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังนิทานประกอบดนตรีควบคู่


37 กิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการช่วยเหลือมีพฤติกรรมทางสังคมหลังจากทดลองสูงกว่าการทดลองอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วารีนิยมธรรม (2536: บทคัดย่อ) ศึกษาผลการใช้เทคนิคแม่แบบจากนิทานชาดกเพื่อพัฒนา พฤติกรรมเชิงจริยธรรมในนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ แม่แบบนิทานชาดกมีพัฒนาการทางพฤติกรรมเชิงจริยธรรม ด้านความเมตตากรุณามากขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แม่แบบนิทานชาดกนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้แผนการสอนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ มีพัฒนาการทางพฤติกรรมเชิง จริยธรรม ด้าน ความเมตตากรุณาแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทัศนีย์อินทรบำรุง (2539: บทคัดย่อ) ศึกษาเปรียบเทียบวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานก่อนกลับบ้านกับเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมก่อนกลับบ้านแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชาย - หญิง อายุ5 - 6 ปีจำนวน 30 คน พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานก่อนกลับบ้านมีวินัยในตนเองสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมก่อนกลับ บ้านแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เนื้อน้อง สนับบุญ (2541: บทคัดย่อ) ศึกษาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์การเล่านิทาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี พบว่า ความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เล่านิทานหลังการทดลองสูงกว่าก่อน การทดลอง สุภัค ไหวหากิจ (2543: บทคัดย่อ) ศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้วินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนธรรมและการเล่นเกมแบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 อายุระหว่าง 5 - 6 ปีจำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานคติสอนธรรมมีการรับรู้วินัยในตนเองสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกม แบบร่วมมือแต่ไม่แตกต่างกัน รัญจวน ประโมจนีย์(2544: บทคัดย่อ) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมการเล่านิทานประกอบภาพ ที่มีต่อความสามารถด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 อายุระหว่าง 4 - 5 ปีจำนวน 175 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมและระหว่างการจัดกิจกรรม เสริมการเล่านิทานประกอบภาพในแต่ละช่วงสัปดาห์มีความสามารถด้านการเขียนแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยในระหว่างการจัดกิจกรรมในแต่ละช่วงสัปดาห์เด็กปฐมวัยมีคะแนน


38 เฉลี่ยความสามารถด้านการเขียนสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมตลอดช่วง 8 สัปดาห์ยกเว้นในสัปดาห์ที่ 1 เท่านั้นที่มีคะแนนความสามารถด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกับกิจกรรมการเล่านิทานสรุปได้ว่า นิทาน มีความจำเป็นอย่างและสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก นิทานช่วยพัฒนาความคิดโดยเน้นความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหา เนื่องจากนิทานสื่อสะท้อนให้เด็กมองด้านปัญหาได้อย่างเด่นชัดขึ้น ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กจึงควรได้ตระหนักถึงการคิดหาวิธีการสอนที่จะส่งเสริมให้เด็กเกิดการแก้ปัญหา โดยใช้ นิทานคำกลอนเป็นสื่อในการเล่านิทาน ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหา ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมนิทานคำกลอน


39 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยเรื่องการส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำคล้องจอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2– 3 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ปฐมวัย 2 ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา 2565 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทองอำเภอ สูงเม่น จังหวัดแพร่จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดำเนินการวิจัยโดยการใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำคล้องจอง ระดับปฐมวัย จำนวน 15 แผ่น แผ่นละ 20 นาที 2. แบบสังเกตทักษะการพูดก่อนและหลังการจัดกิจกรรมนิทานคำคล้องจอง


40 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างแผนการจัดกิจกรรมการส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำคล้อง จองผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรมนิทานคำกลอน ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับนิทานคำคล้องจอง ศึกษาหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย อายุ 3–6 ปี ศึกษาทักษะการพูด ของเด็ก ศึกษาการวิจัยเกี่ยวกับผลการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมนิทานคำคล้องจองกับการเรียนการสอน 2. การสร้างแผนการจัดกิจกรรมนิทานคำคล้องจอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 กิจกรรมนิทานคำคล้องจอง เป็นส่วนที่ระบุถึงนิทานเรื่องต่างๆ โดยใช้ นิทานคำคล้องจอง จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้ 2.1.1 นิทาน เรื่อง เรารักเมืองไทย 2.1.2 นิทาน เรื่อง กุ๋งกิ๋งเป็นหวัด 2.1.3 นิทาน เรื่อง คุณเต่าพูดเพราะ 2.2 กำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นผลสัมฤทธิ์ที่แสดงถึงความสามารถในการปฏิบัติ กิจกรรม 2 ด้าน ดังนี้ 2.2.1 ส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กที่พูดไม่ชัด 2.2.2 เปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 2.3 ขั้นดำเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุถึงขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมโดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นนำ เตรียมเด็กให้พร้อมเรียน โดยใช้เพลง คำคล้องจอง และท่าทาง เพื่อกระตุ้นให้เด็กสนใจและสร้างความพร้อมในการทำกิจกรรมนิทานคำกลอนก่อนเข้าสู่กิจกรรรม ขั้นกิจกรรม ครูแนะนำนิทานคำคล้องจอง เล่านิทานคำคล้องจองให้เด็กฟัง และให้เด็กพูดตาม เพื่อฝึกทักษะการพูดของเด็กและการออกเสียงพูดตามบัตรคำจากนิทาน โดยครูสังเกต จากการพูดของเด็กในคำที่เด็กพูดไม่ชัด ขั้นสรุป ครูและเด็กร่วมกันสรุปเกี่ยวกับนิทานคำคล้องจอง และคำ ต่างๆจากนิทาน 2.4 นำแผนการจัดกิจกรรมนิทานคำคล้องจองมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม และ นำไปใช้กับกลุ่มประชากร


41 3. การสร้างแบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย เด็กอายุ2-3 ปี มีขั้นตอน การสร้าง ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับทักษะทางการพูดของเด็กปฐมวัยของเด็กอายุ 3-6 ปี ศึกษาการวิจัยที่เกี่ยวกับการพูดภาษากลางของเด็กปฐมวัย 3.2 สร้างแบบสังเกตทักษะการพูดโดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 3.3.1 ออกเสียงมาตราแม่ ก กา 3.3.2 ออกเสียงมาตราแม่ กน 3.3.3 ออกเสียงมาตราแม่ กง 3.3 นำแบบสังเกตมาปรับปรุงแก้ไขและนำไปใช้กับกลุ่มประชากร การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) เป็นตามแบบ แผนการทดลอง One - Group Pretest –Posttest Design (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2550:15) มีลักษณะการ ทดลอง ดังนี้ ตาราง 1 แบบแผนการจัดประสบการณ์การส่งเสริมทักษะการพูด โดยใช้นิทานคำคล้องจอง กลุ่ม ทดสอบก่อนการทดลอง ทดลอง ทดสอบหลังการทดลอง E T1 X T2 เมื่อ E แทน กลุ่มการทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนการทดลอง X แทน การทดลอง T2 แทน การทดสอบหลังการทดลอง วิธีการดำเนินการวิจัย การดำเนินการทดลองครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยกลุ่มทดลองจะ ได้รับการจัดกิจกรรมนิทานคำคล้องจอง ซึ่งทำการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5ครั้ง ได้แก่ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ จำนวน 15 วัน วันละ 1ครั้ง รวม 15 ครั้ง ใช้ในช่วงเวลา 09.30 – 09.50 น. รวมวันละ20 นาที มีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. กลุ่มประชากร คือ เด็กอายุระหว่าง 2 – 3 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นปฐมวัย 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงทอง จำนวน 3 คน


42 2. ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5ครั้ง ได้แก่ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ จำนวน 15 วัน วันละ 1 ครั้ง รวม 15 ครั้ง ใช้ในช่วง เวลา 09.30 – 09.50 น. รวมวันละ 20 นาที 3. ผู้วิจัยทำการประเมินทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ชั้นปฐมวัย 2 จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นผู้ให้ ข้อมูลหลักก่อนการทดลอง (Pre-test) เป็นรายบุคคลด้วยการใช้แบบสังเกตที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นในช่วงก่อน การทดลอง 4. ผู้วิจัยดำเนินการใช้แผนจัดประสบการณ์ส่งเสริมทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานคำคล้อง จอง ดังตารางต่อไปนี้ ตาราง 2 วันเวลาและการจัดกิจกรรมที่ทำการทดลอง สัปดาห์ที่ วัน กิจกรรม เวลา คำศัพท์ 1 จันทร์ –ศุกร์ นิทาน เรื่อง เรารักเมืองไทย - การพูดเนื้อเรื่องของนิทาน - การพูดคำศัพท์จากนิทาน 09.30 - 09.50 น. บัตรภาพบัตรคำจาก นิทานเรื่อง เรารัก เมืองไทย 2 จันทร์ –ศุกร์ นิทาน เรื่อง กุ๋งกิ๋งเป็นหวัด - การพูดเนื้อเรื่องของนิทาน - การพูดคำศัพท์จากนิทาน 09.00 - 09.20 น. บัตรภาพบัตรคำจาก นิทานเรื่อง กุ๋งกิ๋งเป็น หวัด 3 จันทร์ –ศุกร์ นิทาน เรื่อง คุณเต่าพูดเพราะ - การพูดเนื้อเรื่องของนิทาน - การพูดคำศัพท์จากนิทาน 09.00 - 09.20 น. บัตรภาพบัตรคำจาก นิทานเรื่อง คุณเต่าพูด เพราะ 5. เมื่อดำเนินการทดลองครบ 3 สัปดาห์ ผู้วิจัยทำการประเมินทักษะการพูดหลังการทดลอง (Posttest) โดยใช้แบบสังเกตทักษะการพูด ชุดเดียวกันกับแบบสังเกตที่ใช้ในการประเมินก่อนการทดลอง 6. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ต่อไป


Click to View FlipBook Version