ก
ก
คานา
สาํ นักงานสงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดดาํ เนนิ การจัดทําหนงั สือ
เรียนชุดใหมนีข้ ้นึ เพือ่ สําหรับใชในการเรียนการสอนตามหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษา ขน้ั
พืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2551 ท่ีมีวตั ถปุ ระสงคในการพฒั นาผูเรยี นใหมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม มีสติปญญา และ
ศกั ยภาพในการประกอบอาชีพการศึกษาตอและสามารถดํารงชวี ติ อยูในครอบครวั ชุมชน สงั คมได อยางมี
ความสขุ โดยผูเรยี นสามารถนําหนงั สือเรยี นไปใชดวยวิธกี ารศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏบิ ตั ิ กิจกรรม รวมทัง้
แบบฝกหดั เพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเม่ือศกึ ษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลบั ไปศึกษา
ใหมได ผูเรียนอาจจะสามารถเพิม่ พูนความรูหลงั จากศึกษาหนังสอื เรียนนี้ โดยนําความรูไปแลกเปลีย่ นกับเพื่อน
ในชนั้ เรียน ศกึ ษาจากภูมิปญญาทองถ่ินจากแหลงเรียนรูและจากส่อื อน่ื ๆ
ในการดําเนนิ การจดั ทาํ หนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน
พทุ ธศักราช 2551 ไดรบั ความรวมมอื ที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเกยี่ วของหลายทานที่คนควาและเรยี บเรียง
เนื้อหาสาระจากส่ือตาง ๆ เพื่อใหไดสื่อทีส่ อดคลองกบั หลักสตู รและเปนประโยชนตอผูเรยี นทอ่ี ยูนอกระบบอย
างแทจริง สํานกั งานสงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย ขอขอบคุณ คณะที่ปรึกษา คณะผู
เรยี บเรยี ง ตลอดจนคณะผูจัดทําทุกทานที่ไดใหความรวมมือดวยดไี ว ณ โอกาสน้ี
สาํ นักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั หวังวาหนังสอื เรียนชุดน้ี
จะเปนประโยชนในการจดั การเรยี นการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริม
การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั ขอนอมรับไวดวยความขอบคุณย่งิ
กศน.อาํ เภอบางละมุง
สารบัญ ข
เร่อื ง หน้า
คานา ก
สารบัญ ข
ใบความรู้ที่ 1 เรอื่ ง ภมู ศิ าสตร์กายภาพ 1
1
1. ลักษณะทางภูมศิ าสตร์กายภาพของประเทศในทวีปเอเชยี 5
12
2. การเปล่ยี นแปลงสภาพภมู ศิ าสตร์กายภาพ 20
20
3. วธิ ใี ช้เครือ่ งมือทางภูมิศาสตร์ 38
44
ใบความร้ทู ่ี 2 เร่ือง ประวัติศาสตร์ในทวีปเอเชยี 44
1. ประวตั ิศาสตร์สงั เขปของประเทศในทวปี เอเชีย 47
48
2. เหตกุ ารณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์ทเ่ี กิดข้ึนในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี 49
49
ใบความรทู้ ี่ 3 เร่ือง เศรษฐศาสตร์ 50
ความรู้ทั่วไปเก่ียวกับเศรษฐศาสตร์ 51
51
การพิทกั ษ์สิทธิ์ผู้บรโิ ภค 53
54
ขอ้ ควรปฏิบัติสาหรบั ผู้บรโิ ภคในการซอื้ สินคา้ หรือบริการ 57
70
ขอ้ ควรปฏิบตั ิหลงั จากซือ้ สนิ ค้าหรอื บริการ 70
70
การเตรียมตวั เพ่ือร้องทุกขส์ าหรับผบู้ รโิ ภค
การเตรียมเอกสาร หลักฐานของผูร้ ้องเรยี น
รปู แบบของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกจิ
การมีขอ้ ตกลงทางการคา้ เสรแี ละบทบาทของ WTO
ลักษณะ ประเภทสนิ คา้ ของประเทศในเอเชยี
สภาพเศรษฐกจิ และระบบเศรษฐกิจ
ปญั หาเศรษฐกิจของไทย
ใบความรู้ที่ 4 เรื่อง การเมืองการปกครอง
การปกครองระบอบต่างๆและการเปรยี บเทยี บรูปแบบการเมอื ง
รปู แบบของการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
1
ใบความรู้ที่ 1 เรือ่ ง ภมู ศิ าสตร์กายภาพ
1. ลกั ษณะทางภูมศิ าสตร์กายภาพของประเทศในทวีปเอเชีย
1.1 ทต่ี ัง้ และอาณาเขต ทวปี เอเชียเปน็ ทวีปที่มีขนาดใหญํทสี่ ดุ ในโลก มีพ้ืนทป่ี ระมาณ
44,648,953 ล๎านตารางกโิ ลเมตร มีดนิ แดนท่ตี ํอเนอื่ งกับทวปี ยโุ รปและทวีปแอฟริกา แผํนดนิ ของทวปี ยุโรปกบั
ทวีปเอเชยี ทต่ี ํอเนอ่ื งกนั เรียกรวมวํา ยูเรเชยี พ้ืนท่ีสํวนใหญอํ ยเํู หนอื เสน๎ ศนู ย์สูตรมที ําเลที่ตงั้ ตามพิกัด
ภมู ศิ าสตร์ คือ จากละตจิ ดู 11 องศาใต๎ ถงึ ละติจูด 77 องศา 41 ลปิ ดาเหนอื บริเวณแหลมเชลยสู กิน
(Chelyuskin) สหพนั ธรัฐรัสเซียและจากลองจิจดู ที่ 26 องศา 04 ลปิ ดาตะวันออก บริเวณแหลมบาบา (Baba)
ประเทศตุรกีถึงลองจิจดู 169 องศา 30 ลปิ ดาตะวนั ตก ท่บี รเิ วณแหลมเดชเนฟ (Dezhnev) สหพันธรฐั รสั เซีย
โดยมีอาณาเขตตดิ ตํอกับดินแดนตาํ งๆ ดงั ตอํ ไปน้ี
ทิศเหนอื จรดมหาสมุทรอาร์กติก มแี หลมเชลยูสกิน ของสหพันธรฐั รสั เซีย เป็นแผํนดนิ อยูเํ หนอื
สุด ท่ีละติจูด 77 องศาเหนือ
ทิศใต๎ จรดมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะโรติ (Roti) ของติมอร์-เลสเต เป็นดนิ แดนอยใํู ต๎ที่สุดทลี่ ะติจูด
11 องศาใต๎
ทิศตะวนั ออก จรดมหาสมุทรแปซิฟิก มแี หลมเดชเนฟ ของสหพนั ธรัฐรสั เซียเป็นแผํนดนิ อยํู
ตะวนั ออกท่สี ุด ทล่ี องจิจดู 170 องศาตะวันตก
ทิศตะวนั ตก จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลดํา กับมีทิวเขาอรู าลกัน้ ดินแดนกับทวปี ยุโรป
และมีทะเลแดงกับคาบสมุทรไซไน (Sinai) ก้ันดนิ แดนกับทวีปแอฟริกามแี หลมบาบาของตุรกีเป็นแผํนดินอยํู
ตะวันตกสดุ ทีล่ องจิจดู 26 องศาตะวนั ออก
1.2 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ทวปี เอเชยี มีลกั ษณะภูมิประเทศแตกตาํ งกนั หลายชนดิ ในสํวนทีเ่ ป็น
ภาคพืน้ ทวีป แบํงออกเปน็ เขตตาํ งๆ ได๎ 5 เขต คือ
1) เขตทรี่ าบตา่ ตอนเหนือ เขตทรี่ าบตํา่ ตอนเหนือ ได๎แกํ ดินแดนท่อี ยูํทางตอนเหนอื ของทวปี
เอเชยี ในเขตไซบเี รีย สวํ นใหญํอยูใํ นเขตโครงสร๎างแบบหินเกาํ ท่ีเรียกวาํ แองการาชีลด์ มีลักษณะภมู ิประเทศเปน็
ที่ราบขนาดใหญํ มีแมํนํา้ อ๏อบ แมนํ ้ําเยนิเซ และแมํนํา้ ลีนาํ ไหลผําน บริเวณนม้ี อี าณาเขตกว๎างขวางมาก แตํไมํ
คํอยมผี ู๎คนอาศัยอยูํ ถงึ แมว๎ ําจะเปน็ ที่ราบ เพราะเน่ืองจากมีภูมอิ ากาศหนาวเยน็ มาก และทําการเพาะปลูกไมํได๎
2) เขตที่ราบลุ่มแม่น้า เขตทีร่ าบลมุํ แมนํ ้ํา ได๎แกํ ดนิ แดนแถบลมุํ แมนํ ้าํ ตาํ งๆซง่ึ มีลักษณะภูมิ
ประเทศเปน็ ท่ีราบและมักมดี ินอุดมสมบูรณ์ เหมาะแกการเพาะปลูก สวํ นใหญํอยูทํ างเอเชยี ตะวันออก เอเชียใต๎
และเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ได๎ ก แกํทร่ี าบลมุํ ฮวงโห ที่ราบลมํุ แมํนํา้ แยงซีเกยี งในประเทศจนี ทร่ี าบลุํมแมนํ ้ํา
สินธุ ท่ีราบลํุมแมนํ ้ําคงคา และท่รี าบลมุํ แมํน้ําพรหมบุตรในประเทศปากีสถาน อินเดีย และบงั กลาเทศ ทร่ี าบ
ลมํุ แมนํ ํ้าไทกรสิ ทีร่ าบลํมุ แมํนา้ํ ยูเฟรทสี ในประเทศอริ ัก ทร่ี าบลุมํ แมนํ าํ้ โขงตอนลําง ในประเทศกมั พูชาและ
เวียดนามที่ราบลํมุ แมนํ าํ้ แดง ในประเทศเวียดนาม ที่ราบลมุํ แมํน้ําเจ๎าพระยา ในประเทศไทย ท่รี าบลุํมแมํน้ํา
สาละวนิ ตอนลาํ ง ท่ีราบลุมํ แมํนาํ้ อิระวดี ในประเทศสาธารณรฐั แหงํ สหภาพพมาํ
2
3) เขตเทอื กเขาสงู เปน็ เขตเทือกเขาหนิ ใหมํตอนกลาง ประกอบไปดว๎ ยท่ีราบสูงและเทือกเขา
มากมาย เทือกเขาสงู เหลํานี้สํวนใหญํเป็นเทอื กเขาท่ีแยกตัวไปจากจดุ รวมท่ีเรยี กวํา ปามีร์นอต หรอื ภาษา
พนื้ เมืองเรียกวาํ ปามรี ด์ ุนยา แปลวาํ หลงั คาโลกจากปามีร์นอตมีเทือกเขาสงู ๆ ของทวีปเอเชียหลายแนว ซง่ึ
อาจแยกออกไดด๎ งั น้เี ทือกเขาทีแ่ ยกไปทางทศิ ตะวนั ออก ได๎แกํ เทือกเขาหมิ าลัย เทอื กเขาอาระกันโยมา และ
เทอื กเขาท่ีมแี นวตํอเน่อื งลงมาทางใต๎ มีบางสํวนท่จี มหายไปในทะเล และบางสวํ นโผลขํ ้ึนมาเป็นเกาะใน
มหาสมุทรอนิ เดียและมหาสมุทรแปซฟิ ิก ถัดจากเทือกเขาหมิ าลยั ข้นึ ไปทางเหนือ มีเทือกเขาท่ีแยกไปทาง
ตะวันออก ได๎แกํ เทือกเขาคนุ ลุน เทือกเขาอัลตินตักเทือกเขานานซาน และแนวท่ีแยกไปทางทิศ
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ไดแ๎ กํ เทอื กเขาเทียนชาน เทอื กเขาอัลไต เทอื กเขาคนิ แกน เทอื กเขายาโบลนอย
เทอื กเขาสตาโนวอย และเทือกเขาโกลีมา เทอื กเขาทแี่ ยกไปทางทศิ ตะวันตก แยกเป็นแนวเหนอื และแนวใต๎
แนวเหนอื ได๎แกํ เทือกเขาฮินดกู ชู เทอื กเขาเอลบูชร์ สวํ นแนวทศิ ใต๎ ได๎แกํ เทอื กเขาสุไลมาน เทอื กเขาซากรอส
ซึง่ เม่อื เทอื กเขาทง้ั 2 น้ี มาบรรจบกันท่ีอารเ์ มเนยี นนอตแล๎ว ยงั แยกออกอกี เปน็ 2 แนวในเขตประเทศตุรกี คือ
แนวเหนอื เปน็ เทือกเขาปอนติก และแนวใตเ๎ ป็นเทือกเขาเตารสั
4) เขตท่ีราบสงู ตอนกลางทวปี เขตที่ราบสูงตอนกลางเป็นท่ีราบสูงอยูรํ ะหวาํ งเทือกเขาหินใหมํที่
สําคญั ๆ ได๎แกํ ทีร่ าบสูงทิเบตซงึ่ เปน็ ที่ราบสงู ขนาดใหญํและสูงที่สุดในโลก ท่รี าบสูงยนู นาน ทางใต๎ของประเทศ
จนี และทร่ี าบสงู ที่มีลักษณะเหมือนแองํ ชอ่ื ตากลามากนั ซง่ึ อยรูํ ะหวํางเทือกเขาเทยี นซานกบั เทือกเขาคนุ ลุน
แตอํ ยํูสงู กวําระดบั นาํ้ ทะเลมาก และมีอากาศแหง๎ แล๎งเปน็ เขตทะเลทราย
5) เขตที่ราบสูงตอนใต้และตะวนั ตกเฉยี งใต้ เขตที่ราบสูงตอนใต๎และตะวนั ตกเฉยี งใต๎ ไดแ๎ กํ ท่ี
ราบสงู ขนาดใหญํ ทางตอนใต๎ของทวปี เอเชีย ซ่ึงมีความสูงไมมํ ากเทํากับที่ราบสงู ทางตอนกลางของทวปี ที่ราบ
สงู ดงั กลําว ไดแ๎ กํ ทร่ี าบสูงเดคคาน ในประเทศอนิ เดียที่ราบสงู อิหราํ น ในประเทศอิหรํานและอัฟกานิสถาน ท่ี
ราบสูงอนาโตเลยี ในประเทศตุรกแี ละที่ราบสูงอาหรับ ในประเทศซาอดุ ีอาระเบยี
1.3 สภาพภมู ิอากาศ สภาพภมู ิศาสตรแ์ ละพืชพรรณธรรมชาตใิ นทวีปเอเชยี แบงํ ได๎ดังนี้
1) ภูมิอากาศแบบป่าดบิ ชนื้ เขตภมู ิอากาศแบบปาุ ดิบชน้ื อยรูํ ะหวาํ งละตจิ ดู ที่ 10 องศาเหนือ ถึง
10 องศาใต๎ ได๎แกํ ภาคใตข๎ องประเทศไทย มาเลเซยี อนิ โดนเี ซยี และฟิลปิ ปินส์ มีความแตกตาํ งของอุณหภูมิ
ระหวํากลางวันและกลางคนื ไมํมากนัก มีปริมาณนํา้ ฝนมากกวาํ 2,000 มิลลิเมตร (80 นว้ิ ) ตํอปี และมีฝนตก
ตลอดปีพืชพรรณธรรมชาตเิ ป็นปาุ ดงดิบ ซ่ึงไมํมฤี ดูที่ผลัดใบและมีตน๎ ไมห๎ นาแนนํ สวํ นบริเวณปากแมนํ ํ้าและ
ชายฝัง่ ทะเลมีพชื พรรณธรรมชาติเป็นปาุ ชายเลน
2) ภูมอิ ากาศแบบมรสุมเขตร้อน หรอื ร๎อนชน้ื แถบมรสมุ เปน็ ดินแดนที่อยํูเหนอื ละตจิ ูด 10 องศา
เหนอื ขนึ้ ไป มีฤดแู ล๎งและฤดฝู นสลับกนั ประมาณปีละเดือน ได๎แกํบริเวณคาบสมุทรอนิ เดีย และคาบสมทุ รอินโด
จีน เขตน้ีเปน็ เขตท่ีไดร๎ ับอทิ ธิพลของลมมรสมุ ปริมาณนา้ํ ฝนจะสูงในบรเิ วณดา๎ นตน๎ ลม (Winward side) และมี
ฝนตกนอ๎ ยในด๎านปลายลม(Leeward side) หรอื เรียกวาํ เขตเงาฝน (Rain shadow)พชื พรรณธรรมชาติเป็น
ปุามรสมุ หรอื ปุาไมผ๎ ลัดใบในเขตรอ๎ น พนั ธ์ุไมส๎ วํ นใหญํเป็นไม๎ใบกว๎างและเป็นไม๎เน้ือแขง็ ท่มี ีคําในทางเศรษฐกจิ
3
หรือปาุ เบญจพรรณ เชนํ ไม๎สัก ไมจ๎ ันทน์ ไม๎ประดูํ เปน็ ต๎น ปาุ มรสมุ มีลักษณะเปน็ ปุาโปรงํ มากกวาํ ปุาไม๎ในเขต
ร๎อนช้ืน บางแหํงมีไมข๎ นาดเล็กขึ้นปกคลมุ บริเวณดินชัน้ ลาํ ง และบางแหงํ เปน็ ปาุ ไผํ หรือหญา๎ ปะปนอยํู
3) ภูมอิ ากาศแบบท่งุ หญา้ เมืองร้อน มลี ักษณะอากาศคลา๎ ยเขตมรสุม มีฤดแู ลง๎ กับฤดูฝนแตํ
ปริมาณนา้ํ ฝนนอ๎ ยกวําคือ ประมาณ 1,000 - 1,500 มิลลเิ มตร (40 - 60 นิ้ว)ตอํ ปี อุณหภูมิเฉล่ียตลอดปี
ประมาณ 21 องศาเซลเซยี ส (70 องศาฟาเรนไฮต์) อณุ หภูมิกลางคืนเยน็ กวํากลางวนั ได๎แกํ บริเวณตอนกลาง
ของอนิ เดยี สาธารณรัฐแหํงสหภาพพมาํ และคาบสมุทรอินโดจีนพชื พรรณธรรมชาตเิ ป็นปุาโปรงํ แบบเบญจ
พรรณ ถดั เข๎าไปตอนในจะเป็นทงุํ หญ๎า
สงู ต้ังแตํ 60 - 360 เซนติเมตร (2 - 12 ฟุต) ซึ่งจะงอกงามดใี นฤดูฝน แตํแหง๎ เฉาตายในฤดหู นาว เพราะชํวงนี้
อากาศแห๎งแล๎ง
4) ภูมอิ ากาศแบบมรสุมเขตอบอุน่ อยํูในเขตอบอุํนแตํไดร๎ ับอิทธพิ ลของลมมรสมุ มฝี นตกในฤดู
ร๎อน ฤดูหนาวคํอนขา๎ งหนาว ได๎แกํ บริเวณภาคตะวนั ตกของจนี ภาคใต๎ของญ่ีปุน คาบสมุทรเกาหลี ฮํองกง
ตอนเหนือของอินเดีย ในสาธารณรฐั ประชาชนลาวและตอนเหนอื ของเวยี ดนามพชื พรรณธรรมชาตเิ ป็นไม๎ผลดั
ใบหรอื ไมผ๎ สม มีท้ังไม๎ใบใหญํท่ผี ลัดใบและไม๎สนท่ีไมํผลดั ใบ ในเขตสาธารณรฐั ประชาชนจีน เกาหลี ทางใตข๎ อง
เขตนเ้ี ปน็ ปาุ ไมผ๎ ลดั ใบ
สวํ นทางเหนือมีอากาศหนาวกวาํ ปาุ ไม๎ผสม และปุาไมผ๎ ลัดใบ เชํน ต๎นโอก๏ เมเปลิ ถ๎าข้ึนไปทางเหนืออากาศ
หนาวเย็นจะเป็นปาุ สนท่ีมีใบเขียวตลอดปี
5) ภูมิอากาศแบบอบอนุ่ ภาคพ้ืนทวีป ไดแ๎ กํ ทางเหนอื และตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศ
สาธารณรฐั ประชาชนจีน เกาหลเี หนอื ภาคเหนอื ของญี่ปนุ และตะวนั ออกเฉียงใต๎ของไซบเี รีย มฤี ดูร๎อนท่ี
อากาศรอ๎ น กลางวันยาวกวํากลางคืน นาน 5 - 6 เดอื น เป็นเขตปลูกขา๎ วโพดได๎ดี เพราะมีฝนตกในฤดูรอ๎ น
ประมาณ 750 - 1,000 มม. (30 - 40 นิว้ )ตํอปี ฤดูหนาวอุณหภูมเิ ฉลีย่ ถึง 7 องศาเซลเซียส (18 องศาฟาเรน
ไฮต์) เปน็ เขตทค่ี วามแตกตํางระหวาํ งอณุ หภมู ิมีมากพชื พรรณธรรมชาตเิ ปน็ ปาุ ผสมระหวํางไม๎ผลัดใบและปุาสน
ลกึ เขา๎ ไปเป็น ทุํงหญ๎า สามารถเพาะปลกู ข๎าวโพด ข๎าวสาลี และเลี้ยงสตั ว์พวกโคนมได๎ สวํ นแถบชายทะเลมีการ
ทาํ ปาุ ไม๎บ๎างเล็กน๎อย
6) ภูมอิ ากาศแบบทุ่งหญา้ ก่ึงทะเลทรายแถบอบอุ่น มอี ุณหภูมิสูงมากในฤดรู ๎อนและอุณหภมู ิต่ํา
มากในฤดหู นาว มฝี นตกบา๎ งในฤดใู บไมผ๎ ลิและฤดูรอ๎ น ได๎แกํ ภาคตะวันตกของคาบสมุทรอาหรับ ตอนกลาง
ของประเทศตุรกี ตอนเหนอื ของภาคกลางของอหิ รํานในมองโกเลียทางตะวันตกเฉยี งเหนอื ของจนี พชื พรรณ
ธรรมชาติเป็นทงํุ หญ๎าสั้น (Steppe) ทงํุ หญา๎ ดังกลําวมีการชลประทานเขา๎ ถงึ ใชเ๎ ลย้ี งสตั วแ์ ละเพาะปลกู ขา๎ วสาลี
ข๎าวฟุาง ฝูาย ได๎ดี
7) ภมู ิอากาศแบบทะเลทราย มคี วามแตกตํางระหวํางอณุ หภูมกิ ลางวันกับกลางคนื และฤดูรอ๎ นกับ
ฤดหู นาวมาก ไดแ๎ กํ ดินแดนทอ่ี ยูภํ ายในทวีปทีม่ ีเทือกเขาปิดล๎อมทาํ ใหอ๎ ิทธพิ ลจากมหาสมทุ รเขา๎ ไปไมํถึง
ปรมิ าณฝนตกน๎อยกวาํ ปลี ะ 250 มม. (10 นวิ้ )ไดแ๎ กํ บรเิ วณคาบสมุทรอาหรบั ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายธาร์
และที่ราบสูงทิเบต ทร่ี าบสงู อหิ ราํ น บริเวณท่ีมีนํ้าและตน๎ ไมข๎ ึ้น เรยี กวํา โอเอซิส (Oasis)พืชพรรณธรรมชาติ
4
เปน็ อินทผลัม ตะบองเพชร และไมป๎ ระเภทมหี นาม ชายขอบทะเลทราย สํวนใหญํเปน็ ทงุํ หญา๎ สลับปุาโปรํง มี
การเลย้ี งสตั ว์ประเภทท่ีเลี้ยงไวใ๎ ช๎เนือ้ และทาํ การเพาะปลูกต๎องอาศยั การชลประทานชํวย
8) ภมู ิอากาศแบบเมดเิ ตอร์เรเนียน อากาศในฤดรู ๎อน ร๎อนและแห๎งแล๎งในเลบานอน ซเี รีย
อสิ ราเอล และตอนเหนือของอริ ักพืชพรรณธรรมชาตเิ ปน็ ไม๎ตน๎ เตยี้ ไมํพมํุ มีหนาม ต๎นไมเ๎ ปลือกหนาที่ทนตอํ
ความแหง๎ แล๎ง ในฤดรู ๎อนไดด๎ ี พชื ที่เพาะปลูก ได๎แกํ สม๎ องุํน และมะกอก
9) ภูมอิ ากาศแบบไทกา (กง่ึ ขว้ั โลก) มีฤดูหนาวยาวนานและหนาวจดั ฤดรู อ๎ นส้ัน มนี าํ้ ค๎างแข็งได๎
ทุกเวลา และฝนตกในรูปของหมิ ะ ไดแ๎ กํ ดนิ แดนทางภาคเหนอื ของทวีปบริเวณไซบเี รียพชื พรรณธรรมชาตเิ ปน็
ปุาสน เป็นแนวยาวทางเหนอื ของทวีป ท่เี รยี กวําไทกา (Taiga) หรือปุาสนของไซบีเรีย
10) ภมู ิอากาศแบบทนุ ดรา (ข้วั โลก) เขตน้ีมีฤดหู นาวยาวนานมาก อากาศหนาวจดั มหี ิมะปก
คลมุ ตลอดปี ไมํมีฤดรู ๎อนพืชพรรณธรรมชาติเปน็ พวกตะไครํนาํ้ และมอสส์
11) ภมู ิอากาศแบบท่ีสงู ในเขตท่สี ูงอุณหภูมจิ ะลดลงตามระดับความสงู ในอตั ราความสงู เฉลี่ย
ประมาณ 1 องศาเซลเซยี สตํอความสูง 10 เมตร จึงปรากฏวาํ ยอดเขาสูงบางแหงํ แม๎จะอยํใู นเขตร๎อน กม็ หี ิมะ
ปกคลุมท้ังปี หรือเกือบตลอดปี ได๎แกํ ทรี่ าบสงู ทเิ บตเทือกเขาหมิ าลัย เทือกเขาคนุ ลุน และเทือกเขาเทียนชาน
ซึง่ มคี วามสูงประมาณ 5,000-8,000 เมตร จากระดับนํ้าทะเล มีหิมะปกคลุมและมีอากาศหนาวเยน็ แบบขัว้ โลก
พืชพรรณธรรมชาตเิ ปน็ พวกคะไครํนา้ํ และมอสส์
การแบง่ ภมู ิภาค
ทวปี เอเชยี นอกจากจะเป็นอนุภมู ิภาคของทวีปยูเรเชีย ยงั อาจแบํงออกเปน็ สํวนยอํ ยดังน้ี
เอเชียเหนือ หมายถึง รัสเซีย เรยี กอีกอยาํ งวาํ ไซบเี รยี บางคร้งั รวมถงึ ประเทศทางตอนเหนอื ของ
เอเชียดว๎ ย เชนํ คาซคั สถาน
เอเชียกลาง ประเทศในเอเชียกลาง ไดแ๎ กํ
- สาธารณรัฐในเอเชียกลาง 5 ประเทศ คอื คาซคั สถาน อุซเบกสิ ถาน ทาจกิ ิสถาน
เตริ ก์ เมนสิ ถาน และคีร์กซี สถาน
- ประเทศแถบตะวนั ตกของทะเลสาบแคสเปยี น 3 ประเทศ คือ จอร์เจีย อาร์เมเนียและ
อาเซอร์ไบจานบางสวํ น
เอเชยี ตะวนั ออก ประเทศในเอเชยี ตะวันออก ไดแ๎ กํ
- เกาะไตห๎ วันและญี่ปุน ในมหาสมุทรแปซิฟกิ
- เกาหลเี หนือและเกาหลีใตบ๎ นคาบสมุทรเกาหลี
- สาธารณรัฐประชาชนจนี และมองโกเลยี
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ ดินแดนในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ คอื ประเทศบนคาบสมุทรมลายู
คาบสมทุ รอนิ โดจนี เกาะตํางๆ ในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟกิ เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎
ประกอบดว๎ ย
5
- ประเทศตํางๆ ในแผํนดินใหญํ ไดแ๎ กํ สาธารณรฐั แหงํ สหภาพพมาํ ไทยสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
กมั พูชา และเวยี ดนาม
- ประเทศตํางๆ ในทะเล ได๎แกํ มาเลเซีย ฟิลปิ ปนิ ส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรไู นและติมอรต์ ะวันออก (ตมิ อร์ -
เลสเต) ประเทศอนิ โดนีเซยี แยกได๎เป็น 2 สวํ น โดยมที ะเลจีนใต๎ค่นั กลาง ทัง้ สองสวํ นมีท้ังพน้ื ทท่ี ่ีเปน็
แผํนดนิ ใหญํและเกาะ
เอเชียใต้ เอเชยี ใต๎อาจเรียกอีกอยํางวาํ อนุทวปี อินเดยี ประกอบดว๎ ย
- บนเทือกเขาหิมาลัย ไดแ๎ กํ อนิ เดีย ปากีสถาน เนปาล ภฏู าน และบงั กลาเทศ
- ในมหาสมุทรอินเดีย ไดแ๎ กํ ศรีลังกาและมลั ดีฟส์
เอเชยี ตะวนั ตกเฉียงใต้ (หรือเอเชยี ตะวนั ตก) ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะในสหรฐั อเมริกามักเรียก
อนุภมู ภิ าคน้วี ําตะวันออกกลาง บางครัง้ “ตะวนั ออกกลาง” อาจหมายรวมถึงประเทศในแอฟริกาเหนือ เอเชีย
ตะวันตกเฉยี งใตแ๎ บํงยอํ ยไดเ๎ ป็น
- อะนาโตเลีย (Anatolia) ซึง่ ก็คือเอเชยี ไมเนอร์ (Asia Minor) เปน็ พ้นื ทส่ี วํ นที่เป็นเอเชียของตรุ กี
- ประเทศตรุ กี 97 % ของตุรกี
- ท่เี ปน็ เกาะ คือ ไซปรสั ในทะเลเมดเิ ตอร์เรเนียน
- กลุม่ เลแวนต์หรือตะวนั ออกใกล๎ ไดแ๎ กํ ซีเรีย อสิ ราเอล จอร์แดน เลบานอนและอริ ัก
- ในคาบสมทุ รอาหรับ ได๎แกํ ซาอดุ ิอาระเบยี สหรัฐอาหรบั เอมเิ รตส์ บาหเ์ รนกาตาร์ อมาน เยเมน
และอาจรวมถึงคูเวต
- ทรี่ าบสูงอิหรา่ น ไดแ๎ กํ อหิ รํานและพ้นื ทบ่ี างสวํ นของประเทศอื่นๆ
- อัฟกานสิ ถาน
2. การเปล่ียนแปลงสภาพภูมศิ าสตรก์ ายภาพ
การเปลีย่ นแปลงสภาพภูมิศาสตร์กายภาพ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของส่งิ แวดล๎อมทาง
กายภาพท่ีอยํรู อบตัวมนษุ ย์ ท้งั สํวนท่เี ปน็ ธรณภี าค อุทกภาค บรรยากาศภาคและชวี ภาค ตลอดจน
ความสมั พันธ์ทางพน้ื ท่ขี องส่งิ แวดลอ๎ มทางกายภาพตําง ๆ ดังกลาํ วขา๎ งตน๎ การเปลี่ยนแปลงทางภมู ศิ าสตร์
กอํ ใหเ๎ กิดความเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ ทั้งภูมิประเทศและภมู ิอากาศในประเทศไทยและประเทศในทวปี
เอเชีย สวํ นมากเกิดจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาตแิ ละเกิดผลกระทบตํอประชาชนท่อี าศยั อยูํ รวมทง้ั
สิ่งกํอสรา๎ งปรากฏการณ์ตํางๆ ทม่ี กั จะเกิด มีดงั ตํอไปนี้
6
2.1 การเกิดแผํนดินไหว แผํนดินไหวเปน็ ปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีเกดิ จากการเคลื่อนที่ของแผนํ เปลือกโลก
(แนวระหวาํ งรอยตํอธรณีภาค) ทาํ ใหเ๎ กดิ การเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญเํ ล่อื นเคล่อื นท่หี รอื แตกหกั และเกดิ
การโอนถาํ ยพลงั งานศกั ย์ ผํานในช้นั หนิ ท่อี ยํตู ดิ กัน พลงั งานศกั ย์น้ีอยใูํ นรปู เคลื่อนไหวสะเทือน จุดศูนยก์ ลาง
การเกิดแผํนดนิ ไหว (focus) มักเกดิ ตามรอยเลื่อน อยใูํ นระดบั ความลึกตาํ ง ๆ ของผิวโลก สวํ นจุดทอ่ี ยํูใน
ระดบั สงู กวํา ณ ตําแหนงํ ผิวโลก เรยี กวํา “จดุ เหนอื ศูนย์กลางแผํนดนิ ไหว” (epicenter) การสั่นสะเทอื นหรือ
แผํนดินไหวนีจ้ ะถูกบันทึกดว๎ ยเครอ่ื งมือท่ีเรียกวาํ ไซส์โมกราฟ
1) สาเหตกุ ารเกิดแผํนดินไหว
- แผนํ ดนิ ไหวจากธรรมชาติ เป็นธรณีพบิ ตั ิภยั ชนดิ หนึ่ง สวํ นมากเปน็ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่
เกิดจากการสั่นสะเทือนของพ้ืนดิน อันเนื่องมาจากการปลดปลอํ ยพลังงานท่ีสะสมไว๎ ภายในโลกออกมาอยาํ ง
ฉบั พลนั เพือ่ ปรับสมดุลของเปลือกโลกให๎คงทโ่ี ดยปกตเิ กิดจากการเคลอ่ื นไหวของรอยเลือ่ นภายในช้ันเปลอื ก
โลก ทีอ่ ยูดํ ๎านนอกสดุ
ของโครงสร๎างของโลก มีการเคลอื่ นทห่ี รือเปล่ียนแปลงอยํางช๎า ๆ อยูเํ สมอ แผํนดนิ ไหวจะเกิดข้ึนเม่อื มกี าร
เปล่ียนแปลงมากเกินไป ภาวะน้เี กดิ ขนึ้ บํอยในบริเวณขอบเขตของแผนํ เปลอื กโลกที่แบํงชัน้ เปลือกโลกออกเป็น
ธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผํนดินไหวท่ีเกิดขึ้นบรเิ วณขอบเขตของแผํนเปลือกโลกนีว้ าํ แผนํ ดนิ ไหว
ระหวาํ งแผนํ (interpolate earthquake)ซง่ึ เกิดไดบ๎ ํอยและรุนแรงกวาํ แผํนดินไหวภายในแผํน (intraplate
earthquake)
- แผนํ ดนิ ไหวจากการกระทําของมนษุ ย์ ซึ่งมีทงั้ ทางตรงและทางอ๎อมเชํน การทดลองระเบดิ
ปรมาณู การทาํ เหมือง สรา๎ งอํางเก็บนํา้ หรือเข่ือนใกล๎รอยเล่ือน การทาํ งานของเคร่ืองจักรกล การจราจร เป็น
ตน๎
2) การวัดระดับความรุนแรงของแผํนดนิ ไหว โดยปกตจิ ะใชม๎ าตรารคิ เตอรซ์ ง่ึ เป็นการวดั ขนาดและความสัมพนั ธ์
ของขนาดโดยประมาณกบั ความสน่ั สะเทือนใกล๎ศนู ยก์ ลาง
ระดับความรุนแรงของแผนํ ดินไหว
1 - 2.9 เลก็ น๎อย ผูค๎ นเรมิ่ ร๎ูสึกถงึ การมาของคล่ืน มีอาการวิงเวียนเพยี งเล็กนอ๎ ยในบางคน
3- 3.9 เล็กนอ๎ ย ผ๎ูคนทีอ่ ยูใํ นอาคารร๎สู ึกเหมือนมีอะไรมาเขยําอาคารใหส๎ นั่ สะเทือน
4 - 4.9 ปานกลาง ผู๎ท่ีอาศัยอยทํู งั้ ภายในอาคารและนอกอาคาร รู๎สกึ ถงึ การสั่นสะเทอื น วัตถหุ อ๎ ย
แขวนแกวงํ ไกว
5 - 5.9 รุนแรงเปน็ บริเวณกว๎าง เครอ่ื งเรือน และวตั ถุมกี ารเคลื่อนที่
6.69 รุนแรกมาก อาคารเร่ิมเสยี หาย พงั ทลาย
7.0 ขึ้นไป เกดิ การสน่ั สะเทือนอยํางมากมาย สงํ ผลทําให๎อาคารและสิ่งกอํ สรา๎ งตาํ งๆ เสยี หายอยําง
รุนแรง แผนํ ดนิ แยก วตั ถุบนพนื้ ถกู เหวี่ยงกระเด็น
7
3) ขอ๎ ปฏิบตั ิในการปูองกนั และบรรเทาภัยจากแผํนดินไหวกํอนเกดิ แผนํ ดินไหว
1. เตรียมเครื่องอปุ โภคบรโิ ภคทีจ่ ําเปน็ เชํน ถํานไฟฉาย ไฟฉาย อปุ กรณ์ดับเพลงิ นํา้ อาหารแห๎ง
ไวใ๎ ชใ๎ นกรณีไฟฟูาดับหรือกรณฉี ุกเฉนิ อื่นๆ
2. จดั หาเคร่ืองรบั วทิ ยุทีใ่ ชถ๎ ํานไฟฉายหรอื แบตเตอรส่ี าํ หรับเปิดฟังขาํ วสารคําเตือน คําแนะนาํ และ
สถานการณ์ตํางๆ
3. เตรยี มอปุ กรณ์นิรภัย สาํ หรับการชํวยชีวติ
4. เตรยี มยารกั ษาโรค และเวชภณั ฑ์ใหพ๎ ร๎อมทจ่ี ะใช๎ในการปฐมพยาบาลเบื้องต๎น
5. จดั ให๎มีการศกึ ษาถึงการปฐมพยาบาล เพื่อเปน็ การเตรียมพรอ๎ มทจี่ ะชวํ ยเหลอื ผ๎ูท่ไี ด๎รับบาดเจบ็
หรืออันตรายใหพ๎ น๎ ขีดอันตรายกํอนทจี่ ะถึงมือแพทย์
6. จาํ ตาํ แหนงํ ของวาล์ว เปิด-ปิดน้ํา ตําแหนงํ ของสะพานไฟฟูา เพ่ือตดั ตอนการสํงน้ํา และไฟฟูา
7. ยึดเคร่อื งเรือน เครอื่ งใช๎ไม๎สอย ภายในบ๎าน ทที่ ํางาน และในสถานศึกษาใหม๎ ัน่ คง แนํนหนา ไมํ
โยกเยกโคลงเคลงเพื่อไมํให๎ ไปทาํ ความเสียหายแกชํ วี ติ และทรพั ยส์ นิ
8. ไมคํ วรวางสิง่ ของท่ีมีนาํ้ หนักมากๆ ไวใ๎ นที่สงู เพราะอาจรวํ งหลํนมาทาํ ความเสียหายหรือเป็น
อนั ตรายได๎
9. เตรยี มการอพยพเคลอ่ื นย๎าย หากถึงเวลาที่จะตอ๎ งอพยพ
10. วางแผนปูองกันภยั สําหรับครอบครัว ทที่ ํางานและสถานทีศ่ ึกษา มกี ารชีแ้ จงบทบาททส่ี มาชกิ
แตํละบุคคลจะต๎องปฏิบัติ มกี ารฝึกซ๎อมแผนท่จี ดั ทําไว๎ เพือ่ เพม่ิ ลักษณะและความคลํองตัวในการปฏบิ ัติเมือ่ เกดิ
เหตุการณ์ฉุกเฉินขณะเกิดแผนํ ดินไหว
1. ตง้ั สติ อยูใํ นทที่ ่ีแขง็ แรงปลอดภยั หํางจากประตู หนา๎ ตําง สายไฟฟูา เป็นต๎น
2. ปฏิบตั ติ ามคาํ แนะนาํ ขอ๎ ควรปฏิบัติของทางราชการอยํางเครงํ ครดั ไมํตืน่ ตระหนกจนเกนิ ไป
3. ไมํควรทําใหเ๎ กิดประกายไฟ เพราะหากมีการรั่วซึมของแกส๏ หรือวตั ถุไวไฟอาจเกิดภยั พิบัติจากไฟ
ไหม๎ ไฟลวก ซา้ํ ซ๎อนกบั แผํนดินไหวเพิ่มขึ้นอีก
4. เปดิ วิทยุรับฟงั สถานการณ์ คําแนะนํา คาํ เตือนตาํ ง ๆ จากทางราชการอยาํ งตํอเนื่อง
5. ไมํควรใช๎ลิฟต์ เพราะหากไฟฟาู ดบั อาจมีอนั ตรายจากการติดอยูภํ ายใตล๎ ิฟต์
6. มดุ เขา๎ ไปนอนใตเ๎ ตยี งหรือตงั่ อยําอยํูใตค๎ านหรือที่ทีม่ ีนํ้าหนักมาก
7. อยํูใต๎โตะ๏ ที่แข็งแรง เพื่อปอู งกนั อันตรายจากส่ิงปรักหักพังรํวงหลนํ ลงมา
8. อยํูหํางจากส่ิงท่ีไมํมั่นคงแข็งแรง
9. ให๎รีบออกจากอาคารเมอื่ มีการสงั่ การจากผทู๎ ี่ควบคุมแผนปูองกนั ภัยหรือผูท๎ ร่ี ับผิดชอบในเรอื่ งนี้
10. หากอยใูํ นรถ ให๎หยดุ รถจนกวําแผนํ ดนิ จะหยดุ ไหวหรอื สน่ั สะเทือนหลงั เกดิ แผํนดนิ ไหว
11. ตรวจเช็คการบาดเจ็บ และทาํ การปฐมพยาบาลผทู๎ ่ีได๎รับบาดเจ็บ แล๎วรบี นาํ สงํ โรงพยาบาลโดย
ดํวนเพ่อื ให๎แพทยไ์ ด๎ทําการรักษาตํอไป
8
12. ตรวจเช็คระบบนา้ํ ไฟฟูา หากมกี ารรั่วซึมหรือชาํ รุดเสยี หาย ใหป๎ ดวิ าลวเ์ พ่อื ปูองกัน นา้ํ ทํวม
เออํ ยกสะพานไฟฟูา เพ่ือปอู งกันไฟฟูารั่ว ไฟฟาู ดูด หรอื ไฟฟาู ช็อต
13. ตรวจเชค็ ระบบแก๏ส โดยวิธกี ารดมกลิ่นเทาํ นั้น หากพบวาํ มกี ารร่ัวซมึ ของแก๏ส (มีกลน่ิ ) ให๎เปิด
ประตูหน๎าตาํ ง แลว๎ ออกจากอาคารแจ๎งเจ๎าหน๎าทปี่ อู งกนั ภัยฝาุ ยพลเรือนผ๎ทู ี่รบั ผิดชอบได๎ทราบในโอกาสตอํ ไป
14. ไมใํ ช๎โทรศัพท์โดยไมจํ าํ เป็น
15. อยํากดนํา้ ลา๎ งส๎วม จนกวาํ จะมีการตรวจเช็คระบบทํอเปน็ ทเ่ี รยี บรอ๎ ยแลว๎ เพราะอาจเกดิ การ
แตกหักของทอํ ในสว๎ ม ทาํ ให๎น้ําทวํ มเอํอหรือสงํ กลน่ิ ทไ่ี มํพึงประสงค์
16. ออกจากอาคารท่ชี ํารดุ โดยดํวน เพราะอาจเกิดการพังทลายลงมา
17. สวมรองเท๎ายางเพ่ือปูองกันส่งิ ปรกั หักพัง เศษแกว๎ เศษกระเบื้อง
18. รวมพล ณ ทีห่ มายท่ีได๎ตกลงนัดหมายกันไว๎ และตรวจนับจาํ นวนสมาชกิ วาํ อยูํครบหรือไมํ
19. รํวมมือกับเจา๎ หน๎าทใี่ นการเขา๎ ไปปฏบิ ตั งิ านในบริเวณทีไ่ ดร๎ ับความเสยี หาย และผู๎ไมํมหี น๎าที่
หรอื ไมํเกี่ยวข๎องไมํควรเขา๎ ไปในบริเวณน้ัน ๆ หากไมํไดร๎ บั การอนญุ าต
20. อยําออกจากชายฝง่ั เพราะอาจเกิดคลืน่ ใตน๎ ้ําซัดฝง่ั ได๎ แม๎วาํ การสั่นสะเทอื นของแผนํ ดินจะ
สิ้นสุดลงแล๎วกต็ าม
ผลกระทบตํอประชากรทเี่ กิดจากแผนํ ดนิ ไหว
จากเหตกุ ารณ์แผํนดินไหวครั้งร๎ายแรงลาํ สดุ ในทวปี เอเชีย ในมณฑลเสฉวนประเทศจีน เมื่อวนั ที่
12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 มีความรุนแรงอยํูทขี่ นาด 7.9 รกิ เตอร์ ทค่ี วามลกึ : 19 กิโลเมตร โดยจุดศนู ยก์ ลาง
การสน่ั อยํูที่ เขตเหวินฉวน มณฑลเสฉวน ทางตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของนครเฉิงตู 90 กโิ ลเมตร แผนํ ดนิ ไหวคร้งั
นส้ี ร๎างความเสยี หายให๎กบั ประเทศจีนอยาํ งมหาศาล ทั้งชีวติ ประชาชน อาคารบ๎านเรือน ถนนหนทาง โดยมี
ผ๎เู สยี ชวี ติ 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน (ตวั เลขอยาํ งเป็นทางการ
วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551) นอกจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแลว๎ แผนํ ดนิ ไหวกย็ ังสามารถรู๎สกึ
ไดใ๎ นประเทศเพ่ือนบ๎านของจีน อาทเิ ชํน ประเทศไทย ประเทศบังกลาเทศ ประเทศอนิ เดีย ประเทศปากีสถาน
แมว๎ าํ การเกิดแผนํ ดินไหวไมสํ ามารถปูองกนั ได๎ แตเํ ราควรเรยี นรข๎ู ๎อปฏบิ ัตใิ นการปูองกนั ทัง้ กํอนการเกดิ
แผนํ ดนิ ไหว และขณะเกิดแผํนดนิ ไหว เพ่อื ปูองกนั ความเสียหายทีเ่ กิดกบั ชวี ติ
2.2 การเกิดพายุ พายุ คือ สภาพบรรยากาศทถี่ ูกรบกวนแบบใด ๆ ก็ตามโดยเฉพาะทมี่ ีผลกระทบ
ตํอพืน้ ผิวโลกและบํงบอกถงึ สภาพอากาศท่รี นุ แรง เม่อื พดู ถงึ ความรุนแรงของพายุ จะกลําวถึงความเร็วท่ี
ศนู ย์กลาง ซึง่ อาจสูงถงึ 400 กม./ชม. ความเรว็ ของการเคลื่อนตวั ทิศทางการเคล่ือนตัวของพายแุ ละขนาด
ความกว๎างหรือเส๎นผาํ ศูนยก์ ลางของตัวพายุ ซ่งึ บอกถงึ อาณาบริเวณทจ่ี ะไดร๎ ับความเสียหายวํา ครอบคลุม
เทําใด ความรนุ แรงของพายจุ ะมหี นวํ ยวัดความรนุ แรงคลา๎ ยหนวํ ยรกิ เตอร์ของการวัดความรุนแรงแผํนดนิ ไหว
มักจะมีความเร็วเพ่ิมขนึ้ เร่ือยๆ
9
ประเภทของพายุ พายแุ บงํ เป็นประเภทใหญํๆ ได๎ 3 ประเภท คือ
1) พายฝุ นฟาู คะนอง มลี ักษณะเป็นลมพัดย๎อนไปมา หรือพดั เคล่ือนตัวไปในทิศทางเดยี วกนั อาจ
เกดิ จากพายุท่ีออํ นตวั และลดความรุนแรงของลมลง หรือเกิดจากหยํอมความกดอากาศต่ํา รอํ งความกดอากาศ
ตาํ่ อาจไมํมที ิศทางที่แนํนอน หากสภาพการณ์แวดล๎อมตํางๆ ของการเกิดฝนเหมาะสมก็จะเกิดฝนตก มีลมพัด
2) พายหุ มนุ เขตรอ๎ นตํางๆ เชนํ เฮอรร์ ิเคน ไต๎ฝุน และไซโคลน ซง่ึ ลว๎ นเปน็ พายุหมนุ ขนาดใหญํ
เชนํ เดียวกัน และจะเกิดขนึ้ หรอื เร่ิมต๎นกํอตวั ในทะเล หากเกิดเหนอื เส๎นศนู ย์สูตร จะมีทิศทางการหมนุ ทวนเข็ม
นาฬิกา และหากเกิดใต๎เสน๎ ศูนยส์ ตู รจะหมนุ ตามเข็มนาฬกิ า โดยมีชอ่ื ตํางกนั ตามสถานทเ่ี กดิ กลําวคอื พายุ
เฮอรร์ เิ คน (hurricane) เปน็ ชือ่ เรยี กพายหุ มุนท่เี กิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เชํน บริเวณ
ฟลอริดา สหรฐั อเมริกา อาํ วเมก็ ซโิ ก ทะเลแคริบเบยี น เปน็ ตน๎ รวมทัง้ มหาสมุทรแปซิฟกิ บรเิ วณชายฝง่ั ประเทศ
เมก็ ซิโก
พายุไตฝ๎ นุ (typhoon) เปน็ ชื่อพายุหมุนทเี่ กดิ ทางทิศตะวนั ตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เชํน
บรเิ วณทะเลจนี ใต๎ อําวไทย อาํ วตงั เก๋ีย ประเทศญ่ีปุนพายไุ ซโคลน (cyclone) เปน็ ช่อื พายหุ มุนทเ่ี กิดใน
มหาสมทุ รอินเดียเหนือ เชํนบริเวณอําวเบงกอล ทะเลอาหรบั เปน็ ต๎น แตถํ ๎าพายนุ ีเ้ กิดบรเิ วณทะเลติมอร์และ
ทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือของประเทศออสเตรเลีย จะเรียกวาํ พายุวิลลี-วิลลี (willy-willy) พายุโซนร๎อน
(tropical storm) เกดิ ข้นึ เม่ือพายเุ ขตร๎อนขนาดใหญํออํ นกําลงั ลงขณะเคล่ือนตวั ในทะเล และความเรว็ ทจ่ี ุด
ศูนย์กลางลดลงเมื่อเคลื่อนเข๎าหาฝง่ั มคี วามเร็วลม 62 - 117 กโิ ลเมตรตํอช่วั โมง พายดุ ีเปรสชนั (depression)
เกดิ ขนึ้ เม่ือความเรว็ ลดลงจากพายุโซนรอ๎ น ซึ่งกํอใหเ๎ กดิ พายุฝนฟูาคะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั มีความเรว็
ลมน๎อยกวํา 61 กิโลเมตรตํอช่ัวโมง
3) พายทุ อรน์ าโด (tornado) เป็นช่อื เรียกพายุหมนุ ทเ่ี กิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเน้ือท่ีเล็กหรอื
เสน๎ ผาํ ศนู ยก์ ลางน๎อย แตหํ มุนด๎วยความเร็วสงู หรอื ความเร็วที่จุดศูนย์กลางสงู มากกวาํ พายุหมนุ อนื่ ๆ กอํ ความ
เสียหายได๎รุนแรงในบรเิ วณท่ีพัดผาํ น เกดิ ได๎ทัง้ บนบกและในทะเล หากเกดิ ในทะเล จะเรยี กวํา นาคเลนํ น้ํา
(water spout) บางครงั้ อาจเกิดจากกลํุมเมฆบนท๎องฟูา แตํหมุนตวั ยืน่ ลงมาจากทอ๎ งฟูาไมถํ ึงพนื้ ดนิ มีรปู ราํ ง
เหมือนงวงช๎าง จึงเรียกกนั วํา ลมงวง
ความเรว็ ของพายุ สามารถแบํงออกเปน็ 5 ระดบั ไดแ๎ กํ
1) ระดบั ที่ 1 มีความเรว็ ลม 119 - 153 กิโลเมตรตอํ ชว่ั โมง ทาํ ลายลา๎ งเล็กน๎อย ไมสํ งํ ผลตํอสงิ่ ปลกู
สรา๎ ง มีน้าํ ทวํ มขงั ตามชายฝั่ง
2) ระดบั ที่ 2 มีความเร็วลม 154 - 177 กิโลเมตรตํอชั่วโมง ทําลายล๎างเลก็ น๎อย ทําให๎หลงั คา
ประตู หน๎าตํางบ๎านเรือนเสยี หายบ๎าง ทําให๎เกิดนาํ้ ทวํ มขัง
3) ระดบั ที่ 3 มคี วามเรว็ ลม 178 - 209 กโิ ลเมตรตํอชั่วโมง ทําลายลา๎ งปานกลาง ทาํ ลายโครงสรา๎ ง
ทอ่ี ยูํอาศยั ขนาดเลก็ นาํ้ ทวํ มขังถึงพ้ืนบ๎านช้นั ลําง
4) ระดบั ที่ 4 มคี วามเรว็ ลม 210 - 249 กิโลเมตรตอํ ช่ัวโมง ทําลายล๎างสงู หลังคาบา๎ นเรือนบางแหงํ
ถูกทาํ ลาย น้าํ ทวํ มเข๎ามาถงึ พื้นบา๎ น
10
5) ระดบั ท่ี 5 มีความเร็วลมมากกวาํ 250 กโิ ลเมตรตอํ ชัว่ โมง จะทาํ ลายล๎างสูงมาก หลังคา
บา๎ นเรือน ตึกและอาคารตาํ ง ๆ ถกู ทาํ ลาย พงั ทลาย นา้ํ ทํวมขงั ปรมิ าณมากถึงข้ันทาํ ลายทรพั ยส์ นิ ในบา๎ น อาจ
ต๎องประกาศอพยพประชาชน
ลําดบั ช้นั การเกิดพายฝุ นฟาู คะนอง
1) ระยะเจรญิ เตบิ โต โดยเริม่ จากการที่อากาศร๎อนลอยตัวขน้ึ สํบู รรยากาศพรอ๎ มกบั การมแี รงมา
กระทาํ หรือผลกั ดันใหม๎ วลอากาศยกตัวขึ้นไปสํูความสงู ระดบั หนง่ึ โดยมวลอากาศจะเยน็ ลงเม่ือลอยสงู ข้ึน และ
เร่ิมที่จะเคลอ่ื นตวั เป็นละอองนา้ํ เล็ก ๆ เปน็ การกํอตัวของเมฆคิวมลู ัส ในขณะท่ีความร๎อนแฝงจากการกล่นั ตัว
ของไอน้ําจะชวํ ยใหอ๎ ัตราการลอยตัวของกระแสอากาศภายในก๎อนเมฆเรว็ มากยิง่ ข้ึน ซ่งึ เปน็ สาเหตใุ ห๎ขนาดของ
เมฆคิวมลู สั มีขนาดใหญํขึน้ และยอดเมฆสงู เพม่ิ ขึ้นเปน็ ลําดับ จนเคลอ่ื นท่ขี นึ้ ถึงระดบั บนสุดแลว๎ (จดุ อิ่มตวั ) จน
พฒั นามาเป็นเมฆคิวมูโลนมิ บัส กระแสอากาศบางสวํ นกจ็ ะเรม่ิ เคลอื่ นทีล่ งและจะเพมิ่ มากขน้ึ จนกลายเปน็
กระแสอากาศทเ่ี คล่ือนทลี่ งอยาํ งเดียว
2) ระยะเจรญิ เตบิ โตเต็มที่ เปน็ ชวํ งท่กี ระแสอากาศมีทั้งไหลข้ึนและไหลลงปริมาณความรอ๎ นแฝงที่
เกดิ ขนึ้ จากการกลั่นตัวลดนอ๎ ยลง ซ่งึ มสี าเหตมุ าจากการทห่ี ยาดน้ําฟูาที่ตกลงมามีอุณหภูมติ ํ่า ชํวยทาํ ให๎
อุณหภมู ขิ องกลุมํ อากาศเย็นกวาํ อากาศแวดล๎อม ดงั นั้นอัตราการเคลื่อนท่ีลงของกระแสอากาศจะมีคําเพ่ิมข้ึน
เปน็ ลําดบั กระแสอากาศทเ่ี คล่ือนที่ลงมา จะแผขํ ยายตวั ออกดา๎ นข๎างกอํ ใหเ๎ กิดลมกระโชกรุนแรง อุณหภมู ิจะ
ลดลงทันทที ันใด และความกดอากาศจะเพิม่ ข้นึ อยาํ งรวดเร็วและยาวนาน แผอํ อกไปไกลถงึ 60 กิโลเมตรได๎
โดยเฉพาะสํวนที่อยดํู า๎ นหนา๎ ของทศิ ทาง การเคล่อื นทข่ี องพายฝุ นฟาู คะนองพร๎อมกันนัน้ การทีก่ ระแสอากาศ
เคลอ่ื นท่ีขนึ้ และเคล่อื นท่ีลงจะกํอให๎เกิดลมเชยี รร์ ุนแรงและเกดิ อากาศปน่ั ปุวนโดยรอบ
3) ระยะสลายตวั เปน็ ระยะที่พายฝุ นฟูาคะนองมีกระแสอากาศเคล่ือนทล่ี งเพยี งอยาํ งเดียว หยาด
น้ําฝนตกลงมาอยาํ งรวดเร็วและหมดไป พรอ๎ มๆ กับกระแสอากาศท่ีไหลลงกจ็ ะเบาบางลง
การหลบเลย่ี งอันตรายจากพายฝุ นฟูาคะนอง เน่ืองจากพายุฝนฟูาคะนองสามารถ ทาํ ใหเ๎ กิดความเสียหายตํอ
ทรัพยส์ นิ และอนั ตรายตํอชีวติ ของมนษุ ยไ์ ด๎ จึงควรหลบเลย่ี งจากสาเหตดุ งั กลําว คือ
1) ในขณะปรากฏพายุฝนฟูาคะนอง หากอยํูใกล๎อาคารหรอื บ๎านเรอื นท่ีแข็งแรงและปลอดภัยจาก
น้ําทํวม ควรอยูแํ ตํภายในอาคารจนกวําพายฝุ นฟาู คะนองจะยุตลิ ง ซง่ึ ใช๎เวลาไมํนานนัก การอยูํในรถยนต์จะ
เป็นวิธกี ารท่ีปลอดภยั วิธหี นง่ึ แตคํ วรจอดรถให๎อยูํหํางไกลจากบริเวณที่นํา้ อาจทํวมได๎ อยํหู ํางจากบริเวณท่เี ป็น
น้ําข้นึ จากเรือ ออกหาํ งจากชายหาดเมือ่ ปรากฏพายฝุ นฟาู คะนอง เพอื่ หลีกเลีย่ งอนั ตรายจากน้าํ ทํวมและฟาู ผํา
2) ในกรณีที่อยูํในปาุ ในทงํุ ราบ หรอื ในทีโ่ ลงํ ควรคุกเขําและโน๎มตวั ไปขา๎ งหนา๎ แตํไมํควรนอนราบ
กับพน้ื เน่ืองจากพน้ื เปยี กเป็นส่อื ไฟฟาู และไมํควรอยูํในท่ีตํ่า ซึ่งอาจเกิดน้าํ ทวํ มฉับพลันได๎ ไมํควรอยํใู นท่โี ดด
เดยี่ วหรอื อยสูํ งู กวําสภาพสง่ิ แวดล๎อม
3) ออกหํางจากวตั ถุที่เปน็ ส่อื ไฟฟูาทุกชนิด เชํน ลวด โลหะ ทอํ น้ํา แนวร้ัวบ๎าน รถแทรกเตอร์
จกั รยานยนต์ เครื่องมืออุปกรณ์ทาํ สวนทุกชนิด รางรถไฟ ตน๎ ไมส๎ งู ตน๎ ไมโ๎ ดดเด่ยี วในท่ีแจง๎ ไมํควรใช๎อปุ กรณ์
ไฟฟาู เชนํ โทรทศั น์ ฯลฯ และควรงดใชโ๎ ทรศัพทช์ ั่วคราว นอกจากกรณีฉกุ เฉิน ไมคํ วรใสเํ ครือ่ งประดับโลหะ
11
เชนํ ทองเหลอื ง ทองแดง ฯลฯในที่แจ๎งหรือถือวตั ถุโลหะ เชํน รมํ ฯลฯ ในขณะปรากฏพายฝุ นฟูาคะนอง
นอกจากน้ีควรดูแลส่งิ ของตาํ งๆ ใหอ๎ ยํูในสภาพทแ่ี ข็งแรงและปลอดภัยอยูํเสมอโดยเฉพาะส่ิงของท่อี าจจะ
หักโคนํ ได๎ เชํน หลงั คาบา๎ น ตน๎ ไม๎ ปูายโฆษณา เสาไฟฟูา ฯลฯ
ผลกระทบตํอประชากรทเี่ กิดจากพายุ
จากกรณีการเกิดพายุไซโคลน “นาร์กสี ” (Nargis) ทสี่ าธารณรฐั แหงํ สหภาพพมาํ ถือเป็นขาํ วใหญทํ ี่
ทว่ั โลกใหค๎ วามสนใจอยํางยิ่ง เพราะมหันตภยั ครัง้ น้ี ได๎คราํ ชีวิตชาวพมําไปนบั หมืน่ คน สญู หายอีกหลายหมน่ื
ชวี ติ บา๎ นเรือน ทรัพย์สนิ และสาธารณูปโภคตาํ งๆเสยี หายยับเยนิ “นารกส์ ” เป็น ชอ่ื เรียกของพายหุ มนุ เขต
ร๎อน มีผลพวงมาจากการเกดิ ภาวะโลกรอ๎ นมีความเร็วลม 190 กิโลเมตรตํอชว่ั โมงพายุ “นาร์กิส” เริ่มกํอตัว
เม่อื วันท่ี 27 เมษายน 2551ในอาํ วเบงกอล ตอนกลางและพดั เขา๎ บริเวณสามเหล่ยี มปากแมนํ าํ้ อิระวดี ทนี่ คร
ยาํ งก๎งุ และบาสเซน สาธารณรฐั แหํงสหภาพพมํา ในเช๎าวนั ท่ี 3 พฤษภาคม 2551 ความรุนแรงของไซโคลน
“นาร์กสี ” จดั อยูใํ นความรุนแรงระดับ 3 คอื ทาํ ลายลา๎ งปานกลาง ทาํ ลายโครงสรา๎ งท่ีอยูอํ าศยั ขนาดเลก็ นํ้า
ทวํ มขงั ถึงพ้ืนบา๎ นชัน้ ลํางพัดหลังคาบ๎านเรือนปลวิ วํอน ตน๎ ไมแ๎ ละเสาไฟฟูาหักโคนํ ไฟฟาู ดบั ทั่วเมือง ในขณะท่ี
ทางภาคเหนือและภาคใตข๎ องประเทศไทยกเ็ จอหางเลขอิทธิพล “นารก์ ีส” เลก็ น๎อย ซ่งึ ทําให๎หลายจงั หวัดเกดิ
ฝนตกชุก มีนํ้าทวํ มขงั พบิ ตั ภิ ัยธรรมชาตไิ มมํ ีทางเลยี่ งได๎ ไมํวําจะประเทศไหนหรือแผนํ ดนิ ใด แตํมวี ธิ ปี อู งกนั ท่ดี ี
ทสี่ ดุ คอื รฐั บาลตอ๎ งมีหนํวยงานซ่ึงทาํ หน๎าท่ี early warning คือ เตอื นประชาชนคนของตนแตแํ รกดว๎ ยข๎อมูลที่
มปี ระสทิ ธภิ าพและทนั การณ์ จากน้นั กต็ ๎องรบี ดําเนนิ การตํางๆ อยาํ งเหมาะสม เชนํ ย๎ายผค๎ู นให๎ไปอยํูในท่ี
ปลอดภัย ทัง้ นี้ นบั เป็นโชคดีของประเทศไทยท่ีเมื่อ นาร์กีส มาถึงบ๎านเราก็ลดความแรงลง คงมีแตํฝนเปน็ สวํ น
ใหญํ แม๎จะทําความเสียหายแกพํ ชื ไรขํ องเกษตรกรไมนํ ๎อยแตํก็เพิ่มประมาณนํ้าในเข่ือนสําคญั ๆ แตํอยํางไรก็
ตามผลพวงภยั พบิ ัติทางธรรมชาตทิ ีเ่ กดิ ข้ึนทัง้ หมด มาจาก “ภาวะโลกรอ๎ น” ซึ่งกเ็ กิดจากฝีมือมนุษย์ทง้ั สิน้
2.3 การเกดิ คลน่ื สนึ ามิ คล่นื สนึ ามิ (tsunami) คือ คลื่นในทะเล หรือคลน่ื ยักษ์ใต๎น้าํ จะเกิด
ภายหลังจากการสน่ั สะเทือนของแผนํ ดนิ ไหว แผํนดินถลมํ การระเบดิ หรือการปะทุของภเู ขาไฟท่ีพนื้ ท๎องสมทุ ร
อยาํ งรุนแรง ทําใหเ๎ กิดรอยแยก นํา้ ทะเลจะถกู ดูดเขา๎ ไปในรอยแยกน้ี ทําใหเ๎ กดิ ภาวะนาํ้ ลดลงอยาํ งรวดเร็ว
จากน้ันแรงอดั ใต๎เปลือกโลกจะดนั น้าํ ทะเลข้ึนมากํอพลังคลื่นมหาศาล คล่ืนสึนามิอาจจะเคลือ่ นท่ีข๎ามมหาสมทุ ร
ซงึ่ หาํ งจากจุดท่ีเกดิ เปน็ พนั ๆ กโิ ลเมตร โดยไมมํ ลี กั ษณะผดิ สังเกต เพราะมคี วามสูงเพียง 30 เซนตเิ มตร
เคลื่อนที่ดว๎ ยความเร็ว 600 - 1,000 กิโลเมตรตํอชัว่ โมง แตํเมอื่ เคลือ่ นตัว เข๎ามาในเขตนา้ํ ต้นื จะเกดิ แรงดนั
ระดบั น้ําให๎สงู ข้ึนอยํางรวดเร็ว และมแี รงปะทะอยํางมหาศาลกลายเป็นคลืน่ ยักษ์ทม่ี ีความสูง 15 - 30 เมตร สึ
นามิ สวํ นใหญเํ กิดจากการเคลอื่ นตัวของเปลือกโลกใตท๎ ะเลอยาํ งฉับพลัน อาจจะเป็นการเกดิ แผนํ ดนิ ถลํมยบุ ตวั
ลง หรอื เปลือกโลกถูกดนั ขึน้ หรือยบุ ตัวลง ทาํ ใหม๎ นี ้ําทะเลปริมาตรมหาศาลถกู ดนั ข้ึนหรอื ทรุดตวั ลงอยําง
ฉบั พลัน พลังงานจาํ นวนมหาศาลกถ็ ํายเทไปให๎เกดิ การเคล่ือนตวั ของน้ําทะเลเป็นคลืน่ สึนามิที่เหนอื ทะเลลึก จะ
ดูไมตํ ํางไปจากคลื่นท่ัวๆไปเลย จึงไมํสามารถสังเกตไดด๎ ว๎ ยวิธปี กติ แม๎แตคํ นบนเรือเหนือทะเลลึกทค่ี ล่นื สึนามิ
เคล่อื นผํานใต๎ท๎องเรือไป ก็จะไมํรูส๎ ึกอะไร เพราะเหนอื ทะเลลกึ คลนื่ นสี้ งู จากระดับน้ําทะเลปกติเพียงไมํก่ีฟุต
เทํานัน้ จงึ ไมสํ ามารถแม๎แตจํ ะบอกได๎ดว๎ ยภาพถํายจากเครื่องบิน หรือยานอวกาศนอกจากนีแ้ ล๎ว สนึ ามิ ยังเกิด
12
ได๎จากการเกิดแผนํ ดนิ ถลมํ ใต๎ทะเล หรอื ใกลฝ๎ ่ังท่ที ําให๎มวลของดินและหินไปเคล่ือนยา๎ ยแทนท่ีมวลนํา้ ทะเล
หรือภเู ขาไฟระเบดิ ใกล๎ทะเล สงํ ผลใหเ๎ กิดการโยนสาดดินหินลงน้าํ จนเกดิ เปน็ คลน่ื สนึ ามิได๎ ดังเชํน การระเบิด
ของภเู ขาไฟกระกะตั้ว ในปี ค.ศ. 1883 ซ่ึงสํงคล่ืนสึนามิ ออกไปทําลายลา๎ งชวี ิตและทรพั ยส์ นิ ของผู๎คนในเอเชยี
มจี าํ นวนผู๎ตายถึงประมาณ 36,000 ชวี ติ
คลนื่ สนึ ามิกับผลกระทบตํอส่ิงแวดล๎อม การเกิดคลน่ื สึนามกิ ระทบตอํ สิง่ แวดล๎อมและสังคม ใน
หลาย ๆ ดา๎ น เชํน เกิดการเปลย่ี นแปลงของพ้ืนท่ชี ายฝั่งในชํวงเวลาอันสน้ั รวมทั้งการเปล่ียนแปลงท่ีอยูํอาศยั
ของสตั ว์นาํ้ บางประเภท ปะการังถกู ทําลาย ประชาชนขาดท่อี ยูํอาศยั ไรท๎ รัพย์สิน ส้นิ เน้ือประดาตัว กระทบตํอ
อาชพี ไมํวาํ จะเปน็ ชาวประมง อาชีพท่เี ก่ียวกับการบริการดา๎ นทํองเทย่ี ว ส่งิ ปลูกสรา๎ งอาคารบ๎านเรือนเสียหาย
ฯลฯ
ผลกระทบต่อประชากรทเ่ี กดิ จากคล่นื สึนามิ
จากกรณีการเกิดคลน่ื สึนามิ ในวนั ที่ 26 ธนั วาคม 2547 เวลา 0:58:50 น.หรือเวลา 7:58:50 น.
ตามเวลาในประเทศไทย ไดเ๎ กิดแผํนดนิ ไหวขนาด 8.9 ตามมาตรารกิ เตอร์ ท่นี อกชายฝ่งั ตะวนั ตกทางตอนเหนือ
ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนเี ซียจดุ ศนู ยก์ ลางอยูํลึก 10 กม. หาํ งจากเมอื งบันดาเอเชํ ประมาณ 250 กม.
และหาํ งจากกรุงเทพฯ 1,260 กม. แผํนดินไหวนเ้ี ป็นแผํนดนิ ไหวทใี่ หญํเป็นอันดับท่ี 5 นับตัง้ แตํปีค.ศ. 1900
และใหญทํ ีส่ ดุ นับตง้ั แตํแผํนดินไหวอลาสกาในปี ค.ศ. 1964 เหตุการณ์ดังกลาํ วทาํ ใหเ๎ กิดการสน่ั สะเทือนรับร๎ไู ด๎
ในประเทศมาเลเซีย สงิ คโปร์ และไทย แรงคลน่ื สูงประมาณ 6 เมตร ไดถ๎ าโถมตามแนวชายฝง่ั สร๎างความ
เสยี หายในวงกว๎าง ทาํ ใหเ๎ กดิ ผ๎เู สียชวี ิตและบาดเจ็บเป็นจํานวนมาก ในประเทศอินเดีย ศรีลงั กา มาเลเซีย และ
จังหวดั ทอํ งเที่ยวทางใต๎ของประเทศไทย มผี เู๎ สยี ชวี ิตนบั ร๎อยและมผี ู๎บาดเจ็บเป็นจํานวนมากในจังหวัดภูเก็ต
พงั งา ตรงั และกระบี่
3. วธิ ใี ชเ้ ครื่องมอื ทางภมู ศิ าสตร์
เครอ่ื งมือทางภมู ิศาสตร์ หมายถึง สงิ่ ท่มี นษุ ย์สรา๎ งข้ึนมาเพื่อตรวจสอบและบันทึกข๎อมูลทางดา๎ น
ภูมศิ าสตร์ เคร่อื งมอื ภูมิศาสตร์ท่สี าํ คญั ไดแ๎ กํ แผนท่ี ลกู โลก เข็มทิศ รูปถาํ ยทางอากาศ และภาพถํายจาก
ดาวเทียม และเครือ่ งมือเทคโนโลยเี พอื่ การศึกษาภูมศิ าสตร์ ฯลฯ
3.1 แผนที่ เปน็ สงิ่ ทีม่ นุษยส์ ร๎างขึน้ เพ่ือแสดงลักษณะท่ีตัง้ ของสิ่งตาํ งๆ ท่ปี รากฏอยูํบนพ้ืนผิวโลก
ท้ังทเ่ี กิดขึ้นเองตามธรรมชาติและส่งิ ท่ีมนุษย์สร๎างขึ้น โดยการยํอสํวนให๎มีขนาดเล็กลงตามท่ตี ๎องการ พรอ๎ มทั้ง
ใช๎เครื่องหมาย หรือสญั ลักษณ์แสดงลักษณะแทนส่งิ ตาํ งๆ ลงในวสั ดุพ้ืนแบนราบความสาํ คญั ของแผนที่ แผนท่ี
เป็นที่รวบรวมข๎อมลู ประเภทตาํ งๆ ตามชนิดของแผนท่ี จงึ สามารถใชป๎ ระโยชนจ์ ากแผนที่ไดต๎ ามวัตถปุ ระสงค์
โดยไมํจาํ เปน็ ต๎องเดนิ ทางไปเหน็ พื้นท่จี ริง แผนท่ชี วํ ยใหผ๎ ๎ูใชส๎ ามารถรสู๎ ่งิ ที่ปรากฏอยูํบนพืน้ โลกได๎อยํางกว๎างไกล
ถกู ต๎องและประหยัด
13
ประโยชน์ของแผนที่ แผนทมี่ ีประโยชน์ตอํ งานหลายๆ ดา๎ น คอื
1. ดา๎ นการเมืองการปกครอง เพ่ือรักษาความม่ันคงของประเทศชาติ ให๎คงอยํจู าํ เป็นจะต๎องมี
ความรู๎ในเรอื่ งภมู ศิ าสตร์การเมือง หรอื ท่ีเรยี กกนั วํา “ภูมิรฐั ศาสตร์” และเคร่ืองมือท่สี าํ คญั ของนักภมู ิรัฐศาสตร์
ก็คอื แผนท่ี เพ่ือใช๎ศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์และนํามาวางแผนดาํ เนินการเตรยี มรบั หรือแก๎ไขสถานการณ์ที่
เกิดขน้ึ ได๎
2. ด๎านการทหาร ในการพจิ ารณาวางแผนทางยุทธศาสตรข์ องทหาร จาํ เปน็ ต๎องหาขอ๎ มูลหรือ
ขําวสารท่ีเก่ยี วกับสภาพภมู ิศาสตร์ และตําแหนงํ ทางส่ิงแวดลอ๎ มที่ถูกต๎องแนํนอนเกี่ยวกบั ระยะทาง ความสงู
เสน๎ ทาง ลักษณะภูมปิ ระเทศที่สาํ คญั
3. ดา๎ นเศรษฐกจิ และสงั คม ดา๎ นเศรษฐกจิ เปน็ เคร่ืองบํงชีค้ วามเปน็ อยูขํ องประชาชนภายในชาติ
การดําเนนิ งานเพ่ือพัฒนาเศรษฐกจิ ของแตํละภมู ภิ าคท่ผี ํานมา แผนทีเ่ ปน็ สิ่งแรกท่ีตอ๎ ง ผลติ ข้นึ มาเพอื่ การใช๎
งานในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหํงชาติ ก็ต๎องอาศัยแผนทเ่ี ป็นข๎อมูลพื้นฐานเพื่อให๎ทราบทําเล
ท่ีตงั้ สภาพทางกายภาพแหลํงทรพั ยากร
4. ดา๎ นสังคม สภาพแวดลอ๎ มทางสงั คมมีการเปลี่ยนแปลงอยํูเสมอ ทเ่ี ห็นชดั คือสภาพแวดล๎อมทาง
ภมู ิศาสตร์ ซึง่ ทําให๎สภาพแวดล๎อมทางสงั คมเปลี่ยนแปลงไป การศกึ ษาสภาพการเปล่ยี นแปลงตอ๎ งอาศยั แผนท่ี
เปน็ สาํ คญั และอาจชํวยให๎การดําเนนิ การวางแผนพัฒนาสังคมเป็นไปในแนวทางทถ่ี ูกต๎อง
5. ดา๎ นการเรียนการสอน แผนทเ่ี ปน็ ตวั สํงเสรมิ กระต๎ุนความสนใจ และกํอให๎เกิดความเข๎าใจใน
บทเรียนดขี นึ้ ใช๎เปน็ แหลํงข๎อมูลทงั้ ทางด๎านกายภาพ ภูมภิ าค วฒั นธรรมเศรษฐกิจ สถติ ิและการกระจายของสงิ่
ตํางๆ รวมทงั้ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฏการณ์ตาํ งๆ ใช๎เปน็ เคร่ืองชํวยแสดงภาพรวมของพืน้ ท่หี รือ
ของภูมภิ าคอนั จะนาํ ไปศึกษาสถานการณ์และวเิ คราะห์ความแตกตํางหรอื ความสมั พนั ธ์ของพนื้ ท่ี
6. ดา๎ นสงํ เสรมิ การทํองเทย่ี ว แผนทีม่ คี วามจําเปน็ ตํอนักทํองเทีย่ วในอันทีจ่ ะทาํ ใหร๎ ๎จู ักสถานที่
ทํองเทยี่ วได๎งําย สะดวกในการวางแผนการเดนิ ทางหรือเลอื กสถานทท่ี ํองเทีย่ วตามความเหมาะสม
ชนดิ ของแผนท่ี แบํงตามการใช๎งานได๎ 3 ชนิด ไดแ๎ กํ
1. แผนท่ภี ูมปิ ระเทศ เปน็ แผนทแี่ สดงความสูงต่าํ ของพ้ืนผิวโลก โดยใชเ๎ ส๎นชนั้ ความสูงบอกคํา
ความสงู จากระดับนาํ้ ทะเลปานกลาง แผนทช่ี นดิ น้เี ปน็ พืน้ ฐานทจี่ ะนําไปทาํ ขอ๎ มลู อ่ืนๆ เก่ียวกบั แผนที่
2. แผนที่เฉพาะเรื่อง เป็นแผนทที่ ่แี สดงลกั ษณะใดลกั ษณะหนึ่งโดยเฉพาะ ไดแ๎ กํแผนที่ รัฐกิจแสดง
เขตการปกครองหรืออาณาเขต แผนท่ีแสดงอุณหภูมิของอากาศ แผนทีแ่ สดงปริมาณน้ําฝน แผนทแ่ี สดงการ
กระจายตวั ของประชากร แผนท่เี ศรษฐกจิ แผนทป่ี ระวตั ศิ าสตร์ เป็นต๎น
3. เปน็ แผนทีท่ ี่รวบรวมเรอ่ื งตําง ๆ ท้ังลักษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ ทางสงั คม ทางด๎าน
ประชากร และอ่ืนๆ ไวใ๎ นเลมํ เดียวกนั
องค์ประกอบของแผนท่มี ีหลายองคป์ ระกอบ คอื
1. สัญลักษณ์ คือ เคร่ืองหมายท่ใี ช๎แทนสิง่ ตาํ งๆ ตามทต่ี ๎องการแสดงไว๎ในแผนท่เี พอ่ื ใหเ๎ ข๎าใจแผนท่ี
ได๎งาํ ยข้นึ เชนํ จดุ วงกลม เสน๎ ฯลฯ
14
2. มาตราสํวน คอื อัตราสวํ นระยะหํางในแผนที่กบั ระยะหํางในภูมปิ ระเทศจริง
3. ระบบอ๎างองิ ในแผนที่ได๎แกํเสน๎ ขนานละตจิ ูด และเสน๎ ลองจิจดู (เมริเดียน)เส๎นละตจิ ดู เป็นเส๎น
สมมตทิ ่ีลากไปรอบโลกตามแนวนอนหรอื แนวทศิ ตะวันออก ตะวนั ตก แตลํ ะเส๎นหํางกัน 1 องศา โดยมเี ส๎น 0
องศา (เสน๎ ศนู ย์สตู ร) แบํงกึ่งกลางโลก เสน๎ ทอ่ี ยํูเหนือเส๎นศนู ยส์ ตู ร เรยี กเสน๎ องศาเหนือ เส๎นที่อยใํู ตเ๎ ส๎นศูนย์
สูตร เรยี กเสน๎ องศาใต๎ ละตจิ ูดมที ้งั หมด 180 เส๎นเสน๎ ลองจิจูด เป็นเสน๎ สมมตทิ ่ีลากไปรอบโลกในแนวต้งั จากข้ัว
โลกเหนือไปยงั ขัว้ โลกใต๎ แตํละเส๎นหาํ งกนั 1 องศา กาํ หนดใหเ๎ ส๎นทล่ี ากผํานตําบลกรนี ิช กรงุ ลอนดอนประเทศ
อังกฤษ เปน็ เส๎น 0 องศา (เมรเิ ดียนปฐม) ถ๎านับจากเส๎นเมรเิ ดยี นปฐม ไปทางตะวันออก เรียกเสน๎ องศา
ตะวันออก ถา๎ นับไปทางตะวนั ตกเรยี กเส๎นองศาตะวันตก ลองจิจูด มที ้งั หมด 360 เสน๎
พิกดั ภูมิศาสตร์ เปน็ ตําแหนํงทต่ี ้ังของจดุ ตํางๆ บนพ้ืนผิวโลก เกิดจากการตัดกนั ของเส๎นขนานละตจิ ดู และเส๎น
เมริเดียน โดยเสน๎ สมมติท้ังสองน้จี ะต้งั ฉากซ่ึงกันและกัน
4. ขอบระวาง แผนท่ที ุกชนดิ ควรมขี อบระวาง เพ่ือชํวยให๎ดูเรยี บร๎อย และเป็นการกาํ หนดขอบเขต
ของแผนที่ดว๎ ย ขอบระวางมักแสดงดว๎ ยเสน๎ ตรงสองเสน๎ หรือเส๎นเดยี ว
5. ระบบอา๎ งอิงบนแผนท่ี คือระบบทก่ี ําหนดขน้ึ เพื่ออํานวยความสะดวกในการคํานวณหาตาํ แหนํง
ทตี่ งั้ และคํานวณหาเวลาของตําแหนํงตาํ งๆ บนพน้ื ผิวโลก ซง่ึ แยกได๎ดงั นี้
การคาํ นวณหาตําแหนงํ ท่ตี ั้ง จะใช๎ละติจูดและลองจิจดู เป็นเกณฑ์ วธิ ีนเ้ี รยี กวํา การพิกดั ภมู ศิ าสตร์
การคํานวณหาเวลา โดยใชห๎ ลกั การวํา 1 นาที = 15 ลบิ ดา และ 4 นาที =1 ลองจิจดู หรอื 1 องศา
6. สีท่ใี ช๎ในการเขียนแผนที่แสดงลักษณะภูมปิ ระเทศ
สีดาํ หมายถึง สิ่งสําคญั ทางวัฒนธรรมทีม่ นษุ ย์สร๎างขน้ึ เชนํ อาคาร วัดสถานทรี่ าชการ
สนี ้ําตาล หมายถึง ลักษณะภูมปิ ระเทศทมี่ ีความสงู
สนี ้าํ เงนิ หมายถึง ลักษณะภมู ิประเทศทเ่ี ป็นน้ํา เชนํ ทะเล แมํนา้ํ หนองบงึ
สีแดง หมายถงึ ถนนสายหลัก พ้ืนท่ียาํ นชุมชนหนาแนนํ และลักษณะภูมปิ ระเทศสาํ คัญ
สเี ขียว พชื พนั ธุไ์ มต๎ าํ ง ๆ เชํน ปุา สวน ไรํ
3.2 ลูกโลก เปน็ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์อยํางหน่ึงท่ใี ช๎เป็นอปุ กรณ์ในการศกึ ษาคน๎ ควา๎ หรอื ใช๎
ประโยชนใ์ นด๎านอ่นื ๆ ลกู โลกจาํ ลองเป็นการยอํ สํวนของโลกมีลกั ษณะทรงกลม บนผวิ ของลกู โลกจะมแี ผนท่ี
โลก แสดงพนื้ ดิน พ้ืนนา้ํ สภาพภมู ิประเทศ ที่ต้ังประเทศ เมอื ง และเสน๎ พิกดั ทางภมู ิศาสตร์ เพ่ือสามารถบอก
ตาํ แหนํงตํางๆ บนพ้ืนผวิ โลกได๎ ลกู โลกจําลองสร๎างคล๎ายลกู โลกจรงิ แสดงสีแทนลกั ษณะภูมิประเทศตํางๆ
องค์ประกอบของลกู โลก ไดแ๎ กํ
เส๎นเมรเิ ดียน เปน็ เส๎นสมมติท่ีลากจากขัว้ โลกเหนือไปยังขั้วโลกใต๎ ซง่ึ กําหนดให๎มีคําเป็น 0 องศาท่ีเมืองกรีนิช
ประเทศอังกฤษ
เส๎นขนาน เปน็ เส๎นสมมติทีล่ ากไปรอบโลกในแนวนอน ทุกเส๎นจะขนานกบั เส๎นศนู ย์สูตร
3.3 เข็มทศิ เปน็ เคร่ืองมือสําหรับใชใ๎ นการหาทิศทางของจุดหรือวตั ถุ โดยมีหนวํ ยเปน็ องศา
เปรียบเทยี บกับจดุ เริ่มตน๎ อาศยั แรงดงึ ดูดระหวํางสนามแมํเหล็กข้ัวโลกกบั เขม็ แมเํ หล็ก ซึง่ เปน็ องคป์ ระกอบท่ี
15
สาํ คัญทีส่ ดุ เขม็ แมํเหลก็ จะแกวํงไกวอิสระในแนวนอนเพื่อให๎แนวเข็มชอ้ี ยํใู นแนว เหนือ - ใต๎ ไปยงั ขว้ั แมเํ หล็ก
โลกตลอดเวลา เขม็ ทิศมีประโยชน์เพอื่ ใชใ๎ นการเดนิ ทาง ไดแ๎ กํ การเดนิ เรือทะเล เครื่องบนิ การใชเ๎ ขม็ ทิศ
จะตอ๎ งมแี ผนทป่ี ระกอบและต๎องหาทิศเหนือกอํ น
3.4 รูปถาํ ยทางอากาศและภาพถํายจากดาวเทยี ม เป็นรูปหรือขอ๎ มูลตวั เลขที่ได๎จากการเกบ็ ข๎อมลู
ภาคพน้ื ดินจากกลอ๎ งทีต่ ิดอยํูกับยานพาหนะ เชํน เคร่อื งบิน หรือดาวเทียม ประโยชนข์ องรูปถาํ ยทางอากาศ
และภาพถํายจากดาวเทียม รูปถาํ ยทางอากาศและภาพถํายจากดาวเทียมให๎ขอ๎ มูลพื้นผิวของเปลอื กโลกได๎เป็น
อยํางดี ทาํ ใหเ๎ ห็น
ภาพรวมของการใช๎พื้นท่แี ละการเปล่ียนแปลงตาํ งๆ ตามท่ปี รากฏบนพ้นื โลกเหมาะแกํการศกึ ษาทรัพยากรผวิ
ดนิ เชนํ ปาุ ไม๎ การใช๎ประโยชน์จากดิน หิน และแรํ
3.5 เครือ่ งมือเทคโนโลยีเพอื่ การศึกษาภมู ิศาสตร์ เทคโนโลยที ส่ี าํ คัญดา๎ นภมู ิศาสตร์ คอื
1) ระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ (GIS) หมายถงึ การเกบ็ รวบรวม และบันทึกข๎อมูลทางภูมิศาสตร์
ด๎วยระบบคอมพวิ เตอรโ์ ดยข๎อมลู เหลํานี้สามารถปรบั ปรุงแก๎ไขให๎ถูกต๎องทันสมัย และสามารถแสดงผลหรอื นํา
ออกมาเผยแพรํเป็นตวั เลข สถิติ รปู ภาพ
ตาราง แผนที่ และข๎อความทางหนา๎ จอคอมพวิ เตอรห์ รือพิมพอ์ อกมาเป็นเอกสารได๎ประโยชน์ของ
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) คอื ชวํ ยใหป๎ ระหยดั เวลาและงบประมาณ ชวํ ยให๎เห็นภาพจําลองพืน้ ทชี่ ัดเจน
ทาํ ใหก๎ ารตดั สนิ ใจวางแผนจัดการและพฒั นาพน้ื ท่ีมีความสะดวกและสอดคล๎องกับศักยภาพของพนื้ ทน่ี น้ั และ
ชวํ ยในการปรบั ปรุงแผนท่ใี ห๎ทนั สมัย
2) ระบบพิกดั พนื้ ผวิ โลก (GPS) เป็นเครอื่ งมือรบั สัญญาณพกิ ัดพ้ืนผิวโลกอาศัยระยะทางระหวาํ ง
เครือ่ งรับดาวเทียม GPS บนพน้ื ผิวโลกกบั ดาวเทียมจํานวนหน่ึงที่โคจรอยํูในอวกาศและระยะทางระหวําง
ดาวเทียมแตลํ ะดวง ปจั จุบนั มีดาวเทยี มชนดิ นอ้ี ยูํประมาณ 24 ดวง เครอ่ื งมือ รับสญั ญาณ มีขนาดและรูปรําง
คลา๎ ยโทรศพั ท์มือถือ เมอ่ื รับสญั ญาณจากดาวเทยี มแล๎วจะทราบคาํ พิกัด ณ จุดทีว่ ัดไว๎ โดยอาจจะอาํ นคาํ เป็น
ละติจดู และลองจจิ ูดได๎ ความคลาดเคล่ือนขน้ึ อยํกู ับชนิดและราคาของเครอ่ื งมอื
ประโยชน์ของเคร่ืองมอื เทคโนโลยเี พือ่ การศึกษาภูมศิ าสตร์ จะคลา๎ ยกบั การใช๎ประโยชน์จากแผนท่สี ภาพภมู ิ
ประเทศและแผนทีเ่ ฉพาะเร่ือง เชํน จะให๎คําตอบวาํ ถ๎าจะเดนิ ทางจาก จดุ หนึ่งไปยงั อีกจดุ หนึง่ ในแผนทจ่ี ะมี
ระยะทางเทาํ ใดทราบความเรว็ ของรถจะทราบวําใช๎เวลานานเทําใด บางคร้ังข๎อมูลมีความสับสนมาก เชํน ถนน
บางชํวงมีสภาพถนนไมเํ หมือนกนั คอื บางชํวงเป็นถนนกวา๎ งทีส่ ภาพผิวถนนดี บางชํวงเปน็ ถนนลูกรัง บางชํวง
เปน็ หลมุ เป็นบอํ ทาํ ให๎การคิดคํานวณเวลาเดนิ ทางลาํ บากแตํระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะชวํ ยให๎คาํ ตอบได๎
4. ทรัพยากรทางธรรมชาติของทวีปเอเชีย
ประเทศไทยมีความแตกตํางกันทางสภาพภมู ศิ าสตร์กายภาพ เน่ืองจากมปี ัจจยั ที่กํอใหเ๎ กดิ ลักษณะภูมิประเทศ
คือ
1) การผันแปรของเปลอื กโลก เกดิ จากพลงั งานภายในโลกทมี่ ีการบีบ อัด ให๎ยกตวั สูงข้ึน หรือทรุด
ตํา่ ลง สวํ นท่ียกตวั สูงขน้ึ ได๎แกํ ภเู ขา ภเู ขาไฟ เนินเขา ทรี่ าบสงู สํวนทลี่ ดตา่ํ ลง ไดแ๎ กํ หบุ เขา ที่ราบลุมํ
16
2) การกระทาํ ของตวั กระทําตาํ งๆ เมื่อเกดิ การผนั แปรแบบแรกแลว๎ ก็จะเกดิ การกระทาํ จากตัว
ตํางๆ เชนํ ลม น้ํา คลนื่ ไปกัดเซาะพงั ทลายภมู ปิ ระเทศหลัก ลกั ษณะของการกระทํามี 2 ชนดิ คือ การกัด
กรํอนทําลาย คือ การทําลายผวิ โลกให๎ตา่ํ ลง โดย ลมอากาศ นาํ้ น้ําแข็ง คลนื่ ลม และการสะสมเสริมสร๎าง คือ
การปรับผวิ โลกให๎ราบโดยเปน็ ไปอยาํ งช๎าๆ แตํตํอเนอื่ ง
3) การกระทําของมนุษย์ เชํน การสร๎างเขื่อน การระเบดิ ภเู ขาดว๎ ยเหตดุ ังกลําว นกั ภมู ิศาสตรไ์ ด๎ใช๎
หลักเกณฑค์ วามแตกตาํ งทางดา๎ นกายภาพเชํน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศของท๎องถ่นิ มาใชใ๎ นการแบํงภาค
ภูมศิ าสตร์ จึงทําให๎ประเทศไทยมสี ภาพภูมิศาสตร์ทีแ่ บงํ เป็น 6 เขต คือ
1. เขตภูเขาและหุบเขาทางภาคเหนือ ลักษณะภูมปิ ระเทศเป็นภูเขามากกวําภาคใดๆ และเทือกเขา
จะทอดยาวในแนวเหนอื ใต๎สลบั กบั ทรี่ าบหุบเขา โดยมีทีร่ าบหุบเขาแคบๆ ขนานกนั ไป อันเป็นตน๎ กาํ เนดิ ของ
แมนํ าํ้ ลาํ คลองหลายสาย แควใหญนํ ๎อยในภาคเหนอื ทําให๎เกิดที่ราบลํมุ แมํนํ้า ซงึ่ อยํูระหวํางหบุ เขาอนั อุดม
สมบูรณไ์ ปด๎วยทรัพยากรธรรมชาตริ าษฎรสวํ นใหญปํ ระกอบอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสตั ว์ และทาํ เหมืองแรํ
นอกจากนีท้ รพั ยากรธรรมชาติยงั เอ้ืออํานวยใหเ๎ กดิ อุตสาหกรรมในครวั เรือนท่ีมีชื่อเสียง เป็นท่ีรจู๎ ักกันมาช๎านาน
ภาคเหนือจะอยํใู นเขตร๎อนทีม่ ีลกั ษณะภูมิอากาศคล๎ายคลึงกับภูมิอากาศทางตอนใตข๎ องเขตอบอํนุ ของประเทศ
ทมี่ ี 4 ฤดู
2. เขตเทือกเขาทางภาคตะวนั ตก ลักษณะภูมปิ ระเทศเปน็ พน้ื ท่แี คบๆ ทอดยาวขนานกับพรมแดน
ประเทศพมาํ สํวนใหญเํ ปน็ ภูเขา มแี หลงํ ทรพั ยากรแรธํ าตุ และปุาไมข๎ องประเทศ มีปรมิ าณฝนเฉลยี่ ตํ่ากวําทุก
ภาค และเป็นภมู ิภาคท่ปี ระชากรอาศยั อยํูน๎อย สํวนใหญอํ ยใูํ นเขตทร่ี าบลุํมแมํน้าํ และชายฝง่ั และมักประกอบ
อาชพี ปลกู พชื ไรแํ ละการประมงลกั ษณะภมู ิอากาศโดยทว่ั ไปมีความแห๎งแล๎งมากกวําในภาคอน่ื ๆ เพราะมี
เทือกเขาสูงเปน็ แนวกาํ บังลม ทาํ ให๎อากาศในฤดูร๎อนและฤดหู นาว แตกตาํ งกนั อยํางเดนํ ชัด เน่อื งจากแนว
เทอื กเขาขวางกนั้ ทศิ ทางลมมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใตก๎ ํอใหเ๎ กิดบริเวณเงาฝน หรือพ้ืนทอ่ี ับลมฝนจะตกดา๎ น
ตะวนั ตกของเทือกเขามากกวําดา๎ นภาคตะวันออก
3. เขตท่รี าบของภาคกลาง ลักษณะภูมิประเทศสวํ นใหญํเป็นท่ีราบลมํุ แมํนํา้ อันกว๎างใหญํ มี
ลกั ษณะเอียงลาดจากเหนือลงมาใต๎ เปน็ ท่ีราบทม่ี ีความอุดมสมบูรณม์ ากท่ีสุด เพราะเกิดการทบั ถม ของตะกอน
เชํน ทรี่ าบลุมํ แมํนํ้าเจา๎ พระยา และทําจีน เปน็ แหลงํ ทท่ี าํ การเกษตร (ทาํ นา) ที่ใหญทํ ่ีสุด มีเทอื กเขาเปน็ ขอบ
ของภาค ทง้ั ด๎านตะวนั ตกและตะวนั ออก
4. เขตภูเขาและทร่ี าบบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ลกั ษณะภูมปิ ระเทศเป็นเทอื กเขาสูงและท่ี
ราบ ซง่ึ สํวนใหญํเป็นที่ราบลูกฟูก และมีแมนํ ํา้ ท่ีไหลลงสูํอาํ วไทย แมํนาํ้ ในภาคตะวนั ออกสํวนมากเปน็ แมนํ ํ้า
สายสัน้ ๆ ซง่ึ ไดพ๎ ัดพาเอาดนิ ตะกอนมาทิ้งไว๎ จนเกดิ เป็นท่ีราบแคบๆ ตามที่ลํมุ ลักษณะชายฝง่ั และมีลักษณะภมู ิ
ประเทศเปน็ เกาะ อาํ ว และแหลมลกั ษณะภูมิอากาศ ภาคตะวนั ออกมีชายฝั่งทะเลและมเี ทือกเขาเป็นแนวยาว
เปิดรับลมมรสุมตะวนั ตกเฉยี งใตจ๎ ากอาํ วไทยอยาํ งเต็มที่ จงึ ทาํ ให๎ภาคนีม้ ีฝนตกชกุ หนาแนํนบางพน้ื ที่ ได๎แกํ
พื้นท่รี ับลมดา๎ นหน๎าของเทือกเขาและชายฝง่ั ทะเล อุณหภูมิของภาคตะวนั ออกจะมีคําสมํ่าเสมอตลอดทง้ั ปี และ
มีความชื้นคํอนข๎างสงู เหมาะแกกํ ารทําสวน
17
5. เขตทรี่ าบสูงภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ลักษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ ที่ราบสูงขนาดตํา่ ทางบริเวณ
ตะวนั ตกของภาคจะมีภเู ขาสงู ทางบรเิ วณตอนกลางของภาคมลี กั ษณะเป็นแองํ กะทะ เรียกวํา “แองํ ท่รี าบ
โคราช” มแี มนํ า้ํ ชีและแมํนํา้ มูลไหลผําน ยงั มีทรี่ าบโลํงอยหํู ลายแหงํ เชนํ ทํงุ กลุ าร๎องไห๎ ทํงุ หมาหวิ ซ่ึงสามารถ
ทาํ นาได๎แตไํ ด๎ผลผลติ ต่ํา และมแี นวทวิ เขาภูพานทอดโคง๎ ยาวคอํ นไปทางตะวนั ออกเฉยี งเหนือของภาค ถัดเลย
จากแนวทวิ เขาภูพานไปทางเหนอื มีแองํ ทรดุ ตํ่าของแผํนดิน เรยี กวํา “แองํ สกลนคร”
6. เขตคาบสมทุ รภาคใต๎ ลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรยนื่ ไปในทะเล มเี ทอื กเขาทอดยาวใน
แนวเหนอื ใต๎ ทีเ่ ปน็ แหลงํ ทับถมของแรํดีบุก และมีความสูงไมมํ ากนกั เปน็ แกนกลางบรเิ วณชายฝ่ังทะเลทั้งสอง
ด๎านของภาคใต๎เป็นท่ีราบ มีประชากรอาศยั อยํหู นาแนํนภาคใตไ๎ ด๎รับอิทธพิ ลความชืน้ จากทะเลทง้ั สองดา๎ น มี
ฝนตกชุกตลอดปี และมีปริมาณฝนเฉลี่ยสงู เหมาะแกกํ ารเพาะปลกู พืชผลเมืองร๎อน ท่ตี อ๎ งการความชนื้ สงู
ลกั ษณะภูมิอากาศได๎รบั อิทธิพลของลมมรสมุ ทง้ั สองฤดู จึงเปน็ ภาคท่มี ีฝนตกตลอดท้ังปี ทําให๎เหมาะแกํการ
ปลูกพืชเมืองรอ๎ นท่ตี อ๎ งการความชุํมชน้ื สูง เชนํ ยางพารา ปาล์มน้าํ มนั เปน็ ต๎น
องคป์ ระกอบของสง่ิ แวดล๎อมทางกายภาพของไทย ท่ีสําคัญมี 3 องคป์ ระกอบ
ได๎แกํ ลักษณะภมู ิประเทศ ภมู อิ ากาศ ทรพั ยากรธรรมชาติ ซึ่งมีความเกยี่ วพนั ซ่ึงกันและกันและมีผลตํอความ
เป็นอยํูของมนุษย์ทงั้ ทางตรงและทางออ๎ ม
1) ลกั ษณะภูมิประเทศ ลกั ษณะของเปลอื กโลกที่เหน็ เป็นรปู แบบตํางๆแบํงเป็น 2 ประเภท คือ
ลักษณะภมู ปิ ระเทศหลกั ไมํเปลีย่ นรูปงาํ ย ไดแ๎ กํที่ราบ ที่ราบสูง ภูเขา และเนินเขา ลกั ษณะภมู ิประเทศรอง
เปลย่ี นแปลงรปู ไดง๎ ําย ไดแ๎ กํ หบุ เขาห๎วย เกาะ อาํ ว แมนํ ้าํ สันดอนทราย แหลม ทะเลสาบ
2) ลกั ษณะภูมิอากาศ หมายถงึ คําเฉลี่ยของลมฟาู อากาศท่ีเกดิ ข้นึ เปน็ ประจําในบริเวณใดบริเวณ
หน่งึ ในชํวงระยะเวลาหนึง่ ซึ่งมีปจั จยั ควบคุมอากาศ เชนํ ตําแหนงํ ละตจิ ดู
3) ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง ส่ิงท่ีเกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติและมนษุ ย์
สามารถนาํ ไปใช๎ประโยชนใ์ นการดํารงชวี ิตได๎ แบงํ ออกเปน็ 4 ประเภทคือ ทรัพยากรดนิ ทรัพยากรน้าํ
ทรัพยากรปุาไม๎ และทรัพยากรแรธํ าตุ ทรัพยากรธรรมชาติแบงํ เป็น 3 ประเภท คอื
- ทรพั ยากรท่ีใช๎แลว๎ หมดไปไมสํ ามารถเกิดมาทดแทนใหมไํ ด๎ เชนํ น้ํามัน แรํธาตุ
- ทรพั ยากรที่ใช๎แล๎ว สามารถสรา๎ งทดแทนได๎ เชนํ ปุาไม๎ สัตว์บก สตั ว์น้ํา
- ทรพั ยากรที่ใช๎แลว๎ ไมํหมดไป เชนํ นํา้ อากาศ เปน็ ตน๎
การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติ การอนุรกั ษ์ หมายถึง การรู๎จักใช๎ทรพั ยากรธรรมชาติอยาํ งคม๎ุ คํา
และใหเ๎ กิดประโยชน์มากที่สดุ โดยมีวตั ถุประสงค์ คือ
1. เพ่ือปรับปรงุ คุณภาพชวี ิตของมนษุ ย์ หมายถงึ การใช๎ประโยชนส์ ูงสุด และรกั ษาสมดุลของ
ธรรมชาติไวด๎ ว๎ ย โดยใชเ๎ ทคโนโลยีที่ทาํ ให๎เกิดผลเสยี ตํอสภาพแวดล๎อมน๎อยทสี่ ดุ
2. เพื่อรกั ษาทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอ๎ มให๎อยํใู นสภาพสมดุล โดยไมํเกดิ สง่ิ แวดลอ๎ มเปน็ พิษ
(Polution) จนทําใหเ๎ กดิ อนั ตรายตอํ มนุษย์และส่งิ แวดลอ๎ ม
18
1) ทรพั ยากรดิน ดนิ เกิดจากการสลายตัวของหนิ แรํธาตแุ ละอนิ ทรยี ว์ ตั ถุตํางๆอันเนื่องมาจากการ
กระทําของลม ฟูา อากาศและอื่นๆ สํวนประกอบท่สี าํ คัญของดิน ไดแ๎ กํ อนินทรียว์ ตั ถหุ รือแรธํ าตุ
ปญั หาของการใชท๎ รัพยากรดิน เกดิ จาก
1. การกระทําของธรรมชาติ เชํน การสึกกรอํ นพังทลายทเ่ี กิดจากลม กระแสน้าํ และการชะล๎างแรํ
ธาตตุ ํางๆ ในดิน
2. การกระทําของมนุษย์ เชํน การทาํ ลายปาุ ไม๎ การปลูกพชื ชนดิ เดียวซ้าํ ซากการเผาปุาและไรนํ า
ทําใหส๎ ูญเสยี หนา๎ ดิน ขาดการบํารงุ รกั ษาดิน
การอนรุ ักษ์ทรัพยากรดนิ โดยการปลูกพชื หมุนเวยี น การปลูกพชื แบบขั้นบนั ไดปูองกันการเซาะ
ของนา้ํ ปลกู พืชคลมุ ดิน ปูองกันการชะล๎างหน๎าดนิ ไมตํ ัดไม๎ทําลายปาุ และการปลกู ปุาในบรเิ วณทมี่ คี วามลาด
ชัน เพ่ือปูองกันการพงั ทลายของดิน
2) ทรัพยากรน้าํ นา้ํ เปน็ ทรัพยากรท่จี าํ เปน็ ตํอการดํารงชีวิตของมนษุ ย์และสงิ่ มชี ีวติ ใช๎แลว๎ ไมํหมด
สิน้ ไป แบงํ เปน็
- น้ําบนดิน ได๎แกํ แมํน้ํา ลาํ คลอง หนอง บึง ทะเลสาบ ปริมาณนาํ้ ขึน้ อยํูกับปริมาณนาํ้ ฝน
- นา้ํ ใตด๎ นิ หรือนํา้ บาดาล ปรมิ าณนา้ํ ขึน้ อยูํกบั นา้ํ ท่ีไหลซมึ ลงไปจากพ้นื ดินและความสามารถใน
การกกั นํ้าในชั้นหินใต๎ดิน
- นาํ้ ฝน ได๎จากฝนตก ซง่ึ แตลํ ะบรเิ วณจะมีปรมิ าณน้ําแตกตาํ งกนั ซึง่ ในประเทศไทยเกดิ ปัญหา
วิกฤตกิ ารณ์เกี่ยวกบั ทรัพยากรนํา้ คอื เกดิ ภาวะการขาดแคลนนํ้าและเกดิ มลพษิ ทางน้ํา เชํน น้ําเสียจากโรงงาน
อุตสาหกรรม
การอนรุ ักษท์ รัพยากรนํ้า โดยการ
1. การพัฒนาแหลงํ น้าํ ได๎แกํ การขุดลอกหนอง คลองบึง และแมํนํา้ ท่ีตน้ื เขินเพื่อใหส๎ ามารถกกั เกบ็
นา้ํ ได๎มากขึ้น ตลอดจนการสร๎างเข่อื นและอํางกกั เกบ็ น้ํา
2. การใชน๎ ํา้ อยํางประหยดั ไมํปลํอยให๎นา้ํ สญู เสียไปโดยเปลําประโยชน์ และสามารถนําน้ําทใ่ี ชแ๎ ลว๎
กลับมาหมุนเวียนใช๎ได๎ใหมํอีก เชนํ นํ้าจากโรงงานอตุ สาหกรรม
3. การควบคมุ รักษาต๎นนํ้าลําธาร ไมมํ ีการอนุญาตให๎มกี ารตัดตน๎ ไม๎ทําลายปุาอยํางเด็ดขาด
4. ควบคมุ มิให๎เกดิ มลพิษแกํแหลงํ น้ํา มกี ารดูแลควบคุมมิให๎มีการปลํอยสง่ิ สกปรกลงไปในแหลํงนาํ้
3) ทรัพยากรปุาไม๎ ปาุ ไม๎มีความสําคญั ตอํ มนุษย์ทัง้ ทางตรงและทางอ๎อม เชนํ ชํวยรักษาสภาพดิน น้ํา อากาศ
บรรเทาความรุนแรงของลมพายุ และยังไดร๎ ับผลิตภัณฑ์จากปุาไม๎หรือใชเ๎ ปน็ แหลํงทอํ งเทีย่ ว พกั ผํอนหยอํ นใจ
ได๎ ปาุ ไม๎ แบงํ เปน็ 2 ประเภท คอื
1. ปาุ ไม๎ไมผํ ลัดใบ เชนํ ปาุ ดงดบิ หรอื ปาุ ดบิ เป็นปุาไม๎บรเิ วณท่ีมฝี นตกชกุ พบมากทางภาคใต๎ และ
ภาคตะวนั ออก ปุาดิบเขา พบมากในภาคเหนอื ปุาสนเขา พบทางภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ปุา
ชายเลนน้าํ เค็ม เปน็ ปาุ ไมต๎ ามดินเลน นํ้าเคม็ และน้ํากรํอย
19
2. ปาุ ไมผ๎ ลดั ใบ เชํน ปุาเบญจพรรณ เปน็ ปุาผลัดใบผสม พบมากท่สี ดุ ในภาคเหนือ ปาุ แดง ปุาโคก
ปาุ แพะ เป็นปุาโปรงํ พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปุาชายหาดเปน็ ตน๎ ไมเ๎ ล็กๆ ขึ้นตามชายหาด ปาุ พรุ
หรอื ปาุ บึง เปน็ ปุาไม๎ที่เกดิ ตามดนิ เลนการอนรุ ักษ์ทรัพยากรปาุ ไม๎ สามารถทาํ ได๎โดยการออกกฎหมายคมุ๎ ครอง
ปุาไม๎ คือ พระราชบญั ญัตปิ ุาสงวนแหํงชาติ พ.ศ. 2507 การปอู งกันไฟไหม๎ปาุ การปลกู ปาุ ทดแทนไม๎ทถ่ี ูก
ทําลายไปการปอู งกนั การลักลอบตดั ไม๎ และการใชไ๎ มใ๎ ห๎เกิดประโยชน์และคุ๎มคํามากทส่ี ุด
4) ทรัพยากรแรธํ าตุ แรธํ าตุ หมายถึง สารประกอบเคมีท่เี กิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แบงํ ออกเป็น
- แรโํ ลหะ ไดแ๎ กํ เหล็ก ทองแดง สงั กะสี ดบี กุ ตะกวั่
- แรํอโลหะ ได๎แกํ ยปิ ซัม่ ฟลอู อไรด์ โปแตช เกลอื หนิ
- แรเํ ช้อื เพลงิ ได๎แกํ ลิกไนต์ หินนํา้ มัน ปโิ ตรเลยี ม กา๏ ซธรรมชาติ
การอนรุ ักษท์ รัพยากรแรธํ าตุ
1. ขุดแรมํ าใช๎เม่ือมโี อกาสเหมาะสม
2. หาวิธใี ช๎แรํให๎มปี ระสิทธิภาพและได๎ผลคม๎ุ คํามากทส่ี ุด
3. ใช๎แรอํ ยาํ งประหยัด
4. ใช๎วัสดหุ รอื สิ่งอ่ืนแทนสง่ิ ท่ีจะต๎องทําจากแรํธาตุ
5. นาํ ทรัพยากรแรกํ ลบั มาใช๎ใหมํ เชํน นาํ เศษเหลก็ เศษอลูมิเนียม มาหลอมใชใ๎ หมํ เปน็ ตน๎
ปัจจยั ท่ีมผี ลกระทบตํอทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล๎อม ไดแ๎ กํ
1. การเพิ่มประชากรมผี ลทําใหต๎ ๎องใช๎ทรัพยากรและสงิ่ แวดลอ๎ มมากขึ้น จึงเกดิ ปัญหาความเสอ่ื ม
โทรมของสภาพแวดล๎อมตามมามากขนึ้
2. การใชเ๎ ทคโนโลยีทนั สมัย ซง่ึ อาจทาํ ให๎เกดิ ทั้งผลดแี ละผลเสียตอํ ธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล๎อม
20
ใบความรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง ประวัติศาสตรใ์ นทวปี เอเชีย
1. ประวัตศิ าสตรส์ งั เขปของประเทศในทวีปเอเชีย
1.1 ประวตั ศิ าสตร์สังเขปของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ประเทศจนี หรือสาธารณรฐั ประชาชนจนี เป็นประเทศท่ีมคี วามเจรญิ รงํุ เรือง และมีอารยธรรมยาวนานทีส่ ุด
ประเทศหนึ่งของโลก โดยหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ท่ีสามารถคน๎ ควา๎ ท่ีมีการบันทึกเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรและมี
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปวฒั นธรรมที่หลากหลายสวยงามไดบ๎ ํงชว้ี าํ อารยธรรมจีนทบี่ งํ บอกถึงความเจริญ
งอกงามของจีนโบราณตั้งแตชํ ํวง 2,500 - 2,000 ปี กํอนคริสตศ์ กั ราช เรม่ิ จากสมัยราชวงศ์ตาํ ง ๆ มาจนถึงจนี
ยุคใหมํคือยคุ ปัจจบุ ัน ปี ค.ศ. 2009 รวมมอี ายุยาวนานถึง 4,000 - 5,000 ปีประเทศจีน เป็นประเทศท่ใี หญํ
ทส่ี ุดในภมู ิภาคเอเชยี ตะวนั ออก มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ มปี ระชากรกวํา 1.3 พันลา๎ นคน หรือประมาณ
หน่ึงในห๎าของประชากรโลก โดยประชากรสวํ นใหญเํ ป็นชาวจีนฮ่ัน มีพน้ื ทก่ี วา๎ งใหญมํ ีขนาดเป็นอันดับ 3 ของ
โลก เปน็ รองเพียงรัสเซียและแคนาดา เปน็ ประเทศที่คิดค๎นเขม็ ทิศ การผลิตกระดาษ ดนิ ปืน ระบบการพิมพ์
ระบบชลประทาน การกํอสร๎างกําแพงเมืองจีน และการขุดคลองขุน ถอื เปน็ โครงการด๎านวศิ วกรรมอนั ยิง่ ใหญํ
แตโํ บราณกาลท่ีมีมากวํา 2000 ปี ด๎วยเหตนุ ี้ ประเทศจนี จึงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งค่ังทางศลิ ปะ วฒั นธรรม
21
ท่ีชาวจนี ไดผ๎ ํานประวัติศาสตร์รปู แบบสังคมแบบตํางๆ ทัง้ สงั คมแบบยุคมนุษยห์ นิ สงั คมทาส สังคมศักดนิ า
สังคมกึ่งศกั ดินา สงั คมก่ึงเมืองขึ้น จนเขา๎ สสํู ังคมนิยมในปัจจบุ ันประเทศจนี มพี รมแดนตดิ กับ 15 ประเทศ คือ
เวียดนาม ลาว พมํา อินเดีย ภูฏาน สกิ ขิม เนปาล ปากีสถาน อัฟกานสิ ถาน ทาจิกิสถาน ครี ์กซี สถาน
คาซคั สถาน รัสเซยี มองโกเลีย และเกาหลีเหนอื ต้ังแตํกํอต้ังสาธารณรัฐเมอ่ื ปี พ.ศ. 2492 ประเทศจนี อยูํภายใต๎
การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประเทศจีนอา๎ งอธิปไตยเหนือเกาะไตห๎ วัน เผงิ หู เอ๎หมงึ และหมาจูํ แตํ
ไมไํ ดป๎ กครองโดยท่ีเกาะเหลําน้ีปกครองโดยสาธารณรัฐจีน ซึง่ มเี มืองหลวงอยํูที่กรุงไทเป ฐานะทางการเมือง
ของสาธารณรัฐจนี น้ัน ยงั เปน็ ทโี่ ตแ๎ ยง๎ กนั อยํู
คําวาํ “จีนแผํนดนิ ใหญํ” ใชเ๎ รยี กสวํ นของจนี ท่อี ยูํภายใต๎การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ยกเวน๎ เขต
บริหารพิเศษ 2 แหํง คือ ฮํองกง และมาเกา๏ ) นิยมเรยี กสาธารณรฐั ประชาชนจนี วํา “จีนแดง” (Read Chaina)
ปัจจบุ ันประเทศสาธารณรัฐประชาชนจนี และประเทศญป่ี นุ เปน็ มหาอาํ นาจในภูมภิ าคเอเชีย มีเศรษฐกิจและ
กําลงั ทางทหารใหญํทสี่ ุดในภมู ิภาคเอเชียในดา๎ นภาษาในการตดิ ตํอสอ่ื สารน้นั จีนใชภ๎ าษาจีนกลาง หรือภาษา
ธรรมดา เปน็ ภาษาประจําชาติ ซง่ึ เป็นภาษาหนง่ึ ในห๎าภาษาทางการท่ีใชใ๎ นองค์การสหประชาชาติ ประเทศจีนมี
ชนเผาํ ตาํ งๆ 56 ชนเผํา ซึง่ สวํ นใหญจํ ะมภี าษาประจาํ เผําของตวั เอง ภาษากวางตุง๎ เปน็ หน่งึ ในภาษาถนิ่ ทใี่ ชพ๎ ดู
ในทางใต๎ของประเทศ สาํ หรบั ภาษาเขยี นนนั้ ภาษาจีนมีมากกวํา 6000 ปีแลว๎ จากชนเผําทงั้ หมด 56 เผาํ มีชน
เผาํ ฮ่นั เปน็ ชนเผําทใ่ี หญทํ สี่ ดุ มีจาํ นวนประชากรถงึ 91.02 % ของประชากรทงั้ หมด ทเ่ี หลืออีก 8.98 % เป็น
22
ชนกลํมุ น๎อยซ่ึงประกอบไปด๎วย 55 เผาํ โดยทกุ ชนเผาํ มีสิทธเิ ทาํ เทียมกนั ภายใต๎กฎหมายรากฐานทางอารย
ธรรมท่ีสําคัญของจีนคือ การสรา๎ งระบบภาษาเขยี น ในยุคราชวงศ์ฉิน (ศตวรรษท่ี 3 กํอน ค.ศ.) และการพฒั นา
แนวคิดลทั ธขิ งจอื๊ เมอื่ ประมาณ ศตวรรษท่ี 2 กํอนค.ศ. ประวตั ิศาสตรจ์ ีนมที ั้งชํวงทีเ่ ป็นปึกแผนํ และแตกเป็น
หลายอาณาจักรสลบั กันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอ่นื วัฒนธรรมของจีนมีอทิ ธิพลอยํางสงู ตํอชาติ
อน่ื ๆ ในทวีปเอเชยี ซ่ึงถาํ ยทอดดว๎ ยการอพยพของประชากร การคา๎ และการยดึ ครอง
1.2 ประวัติศาสตร์สงั เขปของประเทศอนิ เดยี
ประเทศอนิ เดีย หรอื มีชือ่ เรียกอยํางเปน็ ทางการวํา สาธารณรัฐอนิ เดยี ตั้งอยใํู นทวปี เอเชยี ใต๎ เป็นพ้นื ท่สี วํ นใหญํ
ของอนทุ วีปอนิ เดยี มีประชากรมากเป็นอนั ดับท่ีสองของโลก และเปน็ ประเทศประชาธปิ ไตยทีม่ ปี ระชากรมาก
ทสี่ ดุ ในโลก โดยมีประชากรมากกวําหน่ึงพันล๎านคน มีภาษาพูดประมาณแปดรอ๎ ยภาษาในด๎านเศรษฐกิจอนิ เดีย
มอี าํ นาจการซือ้ มากเปน็ อันดับท่ีสขี่ องโลก โดยอาณาเขตทางทิศเหนือติดกบั สาธารณรัฐประชาชนจีน เนปาล
และภฏู าน
ทิศตะวนั ตกเฉยี งเหนือติดปากสี ถาน
ทิศตะวนั ออกเฉียงเหนือตดิ สาธารณรัฐแหํงสหภาพพมํา
ทศิ ตะวนั ออกเฉียงใต๎และตะวันตกเฉยี งใตจ๎ รดมหาสมทุ รอินเดยี
ทศิ ตะวันออกตดิ บังกลาเทศ
อินเดีย มีพนื้ ที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ซึง่ ใหญํกวําไทยประมาณ 6 เทําประวตั ศิ าสตรอ์ ินเดยี เร่ิมตน๎ เมอ่ื
3,000 ปีกํอนคริสตกาล หลกั ฐานทางโบราณคดี ท่พี บในแคว๎นปญั จาบและแควน๎ คุชราตของอนิ เดยี บํงบอกถงึ
ความรุํงเรืองของสงั คมเมืองและอารยธรรมกลํุม นํ้าสนิ ธใุ นยคุ สมยั นั้น ในศตวรรษที่ 6 กํอนครสิ ตศักราชชนเผํา
อนิ โด-อารยันทปี่ กครองอินเดียอยูใํ นขณะนน้ั ไดต๎ ง้ั อาณาจักรท่ีปกครองโดยกษัตรยิ ์นกั รบขึน้ เปน็ ผู๎ปกครอง
ดนิ แดนท่รี าบลมํุ แมนํ าํ้ คงคา (Gangaplain) มีชนเผําตาํ งๆ เป็นบรวิ ารอยํูรอบๆตํอมามกี ารตํอตา๎ นความมี
อํานาจของพวกพราหมณท์ ี่มีอทิ ธิพลตํอชวี ิตความเป็นอยูํของชาวอินเดีย สวํ นใหญพํ วกท่ไี มํเห็นดว๎ ยตํางพากนั
แสวงหาศาสดาใหมํ เป็นบอํ เกิดของศาสนาใหมๆํ ความเช่ือใหมํๆ ข้นึ จึงทําให๎เกดิ ศาสนาสําคัญขนึ้ 2 ศาสนา
คือ ศาสนาพทุ ธ (Buddhism)กับศาสนาเชน (Jainism) ในขณะที่ศาสนาฮนิ ดูรงํุ เรืองและมอี ิทธิพลอยํางมากอยูํ
ในอินเดีย พวกมคธ (Magodh) มีอํานาจปกครองอยูํในแถบทร่ี าบตอนเหนือ พระเจ๎าจันทรคปุ ต์แหงํ ราชวงค์โม
รยิ ะ (Chandragupta Maurya) เป็นกษตั ริย์องคส์ าํ คัญในประวตั ิศาสตร์ของอนิ เดยี พระเจ๎าจนั ทรคปุ ต์ทรงต้งั
เมืองปาฏะลบี ุตร (Pataliputra) เปน็ เมืองหลวงของอนิ เดยี ซงึ่ กลาํ วกนั วาํ เมืองปาฏะลีบตุ รเป็นเมอื งใหญํที่สดุ
ของโลกในเวลานั้นตํอมาพระเจ๎าจันทรคุปตห์ ันไปนับถือศาสนาเชนและบําเพ็ญทุกขรกิริยา ด๎วยการอดอาหาร
ตามความเช่ือของศาสนาเชนจนกระท่งั สนิ้ พระชนม์ จากนน้ั ราชวงค์โมรยิ ะซึง่ เจริญรุงํ เรอื งมากทสี่ ุดในยุคสมยั
ของพระเจ๎าอโศกมหาราช ผ๎ูแผอํ ทิ ธิพลและขยายอาณาจกั รอินเดียออกไปไกลจนทิศเหนือจรดแคว๎นกัศมีร์หรือ
แคชเมยี ร์ (Kashmir) ด๎านทิศใต๎จรดไมเซอร์(Mysore) ทิศตะวนั ออกจรดโอรสิ สา(Orissa) เมือ่ ขึ้นครองราชย์
ใหมํๆพระเจ๎า อโศกมหาราชทรงใช๎วิธปี ราบปรามผ๎ตู ํอตา๎ นพระองค์อยาํ งโหดเหีย้ ม ทรงขยายอาณาจกั รด๎วย
กองทพั ท่เี กรยี งไกร เขนํ ฆาํ ผู๎คนล๎มตายเปน็ ใบไมร๎ วํ ง แตภํ ายหลังเม่ือพระเจ๎าอโศกมหาราชหนั มานับถอื พทุ ธ
23
ศาสนา ทรงเปลยี่ นวธิ ีการขยายอาณาจกั รดว๎ ยกองทพั ธรรมเผยแผศํ าสนาพทุ ธโดยสํงสมณทูตไปทัว่ โลก
โดยเฉพาะประเทศในเอเชยี และประเทศไทยนับเปน็ อีกประเทศหนง่ึ ท่ีได๎รบั อิทธิพลพุทธศาสนาเข๎ามาเผยแผํ
อยาํ งกวา๎ งขวางตํอมาไดม๎ ีการรวมพลงั กนั ตํอส๎เู พ่ืออิสรภาพของอินเดยี มกี ารตงั้ พรรคการเมืองช่ือพรรค
National Congress ขึ้น จุดประสงค์ มิได๎เลํนการเมือง แตมํ ํงุ ไปท่ีการหาทางปลดปลํอยอนิ เดียใหเ๎ ป็นเอกราช
มกี ารรณรงคใ์ หค๎ วามร๎ูและปลุกระดมความเป็นชาตินิยมข้ึนในอนิ เดียนําโดยมหาบุรุษคนสําคญั ของอนิ เดีย คือ
ทํานโมหนั ทาสการามจนั คานธี (MohandasKaramchand Gandhi) ซึ่งชาวอินเดียเรยี กดว๎ ยความยกยํองวาํ
“มหาตมะ” (Mahatamaแปลวาํ Great Soul) ผ๎ูใชว๎ ิธีอหงิ สา (nonviolence) ตํอสูก๎ ับ ผู๎ปกครององั กฤษอยําง
เงียบๆมหาตมะ คานธี เปน็ ผู๎นําชาวอินเดยี ท้ังประเทศทําการประทว๎ งอยํางสันติในปี ค.ศ. 1922และได๎นาํ ชาว
อนิ เดยี ตํอต๎านกฎหมายเรียกเกบ็ ภาษีเกลือขององั กฤษในปี ค.ศ. 1930 และเดินขบวนครัง้ ใหญเํ รียกร๎องให๎
องั กฤษปลดปลํอยอินเดีย ในปี ค.ศ. 1942 มีการกํอการจลาจลกลางเมืองจนถึงขนั้ นองเลือดเกิดขึน้ ในหลาย
เมอื งของอินเดยี เหตุการณ์เหลาํ น้บี บี บงั คับให๎องั กฤษต๎องทําความตกลงยอมยกอาํ นาจการปกครองประเทศให๎
อนิ เดีย ในวนั ที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ซึ่งชาวอินเดยี ถือวําเปน็ วันประกาศอสิ รภาพ และวนั หยดุ ราชการของ
ประเทศดว๎ ย ในปี ค.ศ. 1947 อนิ เดียไดเ๎ อกราชจากอังกฤษแตํอินเดียต๎องแบงํ ประเทศออกเปน็ 2 ประเทศ คือ
อนิ เดยี ทมี่ ีประชากรสํวนใหญํเปน็ ประเทศสาธารณรฐั อนิ เดีย อินเดียสํวนนอ๎ ยที่มปี ระชาชนเปน็ มสุ ลิมแยกตวั ไป
ตัง้ ประเทศใหมํเป็นรัฐอสิ ลามช่อื ปากสี ถาน ประชากรอินเดียมปี ระมาณ 1,000 ล๎านคน โดยมเี ช้อื ชาตอิ นิ โด-
อารยนั ร๎อยละ 72ดราวเิ ดยี น รอ๎ ยละ 25 มองโกลอยด ์ รอ๎ ยละ 2 และอืน่ ๆ รอ๎ ยละ 1 อัตราการเพมิ่ ของ
ประชากรร๎อยละ 1.8 พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) และอตั ราการรู๎หนังสือ รอ๎ ยละ 52.1ประชากรกวาํ 1,000 ล๎าน
คนเหลํานี้ มีความแตกตํางทางดา๎ นชาตพิ นั ธ์ุ และวัฒนธรรมมีภาษาหลักใช๎พูดถึง 16 ภาษา เชนํ ภาษาฮนิ ดี
ภาษาอังกฤษ ภาษาเบงกาลี ภาษาอูรดูเปน็ ต๎นและมีภาษาถนิ่ มากกวาํ 100 ภาษา ภาษาฮินดี ถือวาํ เป็นภาษา
ประจาํ ชาติ เพราะคนอนิ เดียกวาํ รอ๎ ยละ 30 ใช๎ภาษาน้ี คนอนิ เดยี ท่ีอาศยั อยํูรฐั ทางตอนเหนือและรฐั ทางตอนใต๎
นอกจากจะใชภ๎ าษาที่แตกตาํ งกนั แลว๎ การแตํงกาย การรับประทานอาหารก็แตกตํางกนั ออกไปดว๎ ย
1.3 ประวัติศาสตรส์ ังเขปของสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ลาวหรอื สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว เป็นประเทศหนึง่ ท่สี บื เชอ้ื สายบรรพบรุ ุษเดยี วกับชาวไทย แตํ
ลาวประกอบดว๎ ยชนกลมุํ น๎อยมากมายหลายเผํา ลาวแทๆ๎ มีเพียง 50 เปอรเ์ ซ็นตเ์ ทํานน้ั ซง่ึ สํวนใหญอํ าศัยอยํู
ริมนา้ํ โขงบนทร่ี าบ สํวนชาวเขานิยมอยูํบนเทือกเขาตามหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์เมื่อประมาณ 4,000 -
5,000 ปกี ํอน กลมํุ ชนทพี่ ูดภาษาไต ไดอ๎ พยพเข๎ามาอยใํู นประเทศลาวและทีร่ าบสงู ในภาคอีสาน รวมถงึ พวกไท-
กะไดมง๎ -เม่ียนทีเ่ ป็นบรรพบุรุษของชาวลาวลมํุ และพวกม๎ง-เยา๎ ท่อี พยพจากตอนใต๎ของประเทศจีน แรกเรม่ิ
กลํุมชนเหลาํ น้ีไมมํ ีการตั้งหลักแหลํงท่แี นํนอน ตํอมาเม่อื ชนเผาํ ตํางๆ ทั้งไทพมํา และเวยี ดนามอพยพลงมาใน
เขตเทือกเขาและหุบเขาของดินแดนเอเชยี อาคเนย์ ซ่ึงเปน็ ถ่นิ ทอ่ี ยํูของชนชาตมิ อญ-เขมร ความจาํ เปน็ ในการ
สรา๎ งบ๎านเรือนกเ็ ริ่มมีข้ึนจนพัฒนาตอํ มาเปน็ เมอื งเกษตรกรรม และต้ังถิน่ ฐานอยบํู รเิ วณหุบเขาและท่ีราบลุมํ
ภายใตอ๎ าํ นาจของอาณาจกั รเขมรตอํ มาในปี พ.ศ.1896 พระเจ๎าฟาู งุม๎ ทรงทําสงครามตีเอานครเวยี งจันทน์หลวง
พระบางหวั เมอื งพวนทั้งหมด ตลอดจนหัวเมืองอีกหลายแหํงในทีร่ าบสูงโคราชเข๎ารวมเปน็ อาณาจักรเดยี วกัน
24
ภายใต๎การชํวยเหลือของกษัตรยิ เ์ ขมร กอํ ตง้ั เปน็ อาณาจักรลา๎ นชา๎ งขนึ้ บนดนิ แดนท่ตี ั้งอยํกู ่งึ กลางระหวํางลุํม
แมํนา้ํ โขงกบั เทือกเขาอนั หนาํ มศี ูนยก์ ลางอยํูทเ่ี มืองเชยี งดง-เชยี งทอง เป็นอาณาจักรทร่ี ุํงเรอื งในทุกด๎าน
หลังจากสถาปนาเมืองเชียงดง-เชยี งทองแล๎ว พระเจา๎ ฟูาง๎ุมทรงรับพุทธศาสนาลทั ธลิ งั กาวงศ์ จากราชสาํ นกั
เขมรมาเปน็ ศาสนาประจําชาติ และได๎อัญเชิญพระบางเป็นพระพทุ ธรปู ศลิ ปะสงิ หลจากราชสาํ นักเขมรมายัง
ล๎านช๎าง เจา๎ ฟูางุ๎มทรงเปล่ียนช่ือเปน็ “เมืองหลวงพระบาง”เมอื่ พระเจา๎ ฟาู ง๎มุ ส้นิ พระชนม์ ์ พระยาสามแสนไท
ไตรภวู นาถ โอรสขอพระเจ๎าฟาู ง๎ุมได๎ข้นึ ครองราชยอ์ าณาจักรลานชางเร่ิมเสอ่ื มลง เพราะสงครามแยงํ ชงิ
อํานาจและเกิดกบฏตาํ งๆนานนบั รอ๎ ยปี จนถึง พ.ศ. 2063 พระโพธิสารราชเจา๎ ข้ึนครองราชย์ และรวบรวม
แผนํ ดนิ ขึ้นใหมํใหเ๎ ป็นปกึ แผํน และให๎ย๎ายเมืองหลวงของอาณาจักรล๎านชา๎ งไปอยูํท่ีเมืองเวียงจันทนเ์ พ่ือให๎ไกล
จากการรุกรานของสยาม และสรา๎ งความเจรญิ ให๎กบั อาณาจกั รลา๎ นช๎างเปน็ อยาํ งมากและทรงมีสายพระเนตร
ยาวไกล ทรงโปรดให๎พระเจ๎าไชยเชษฐาธริ าชพระราชโอรสไปครองอาณาจกั รลา๎ นนา เพื่อเป็นการคานอาํ นาจ
พมํา ครั้นเมื่อพระเจ๎าโพธสิ ารราชเจ๎าเสด็จสวรรคต พระเจา๎ ไชยเชษฐาธริ าชเสด็จกลับมาล๎านชา๎ ง และทรง
อัญเชิญ พระแกว๎ มรกตจากเชยี งใหมไํ ปยงั เวยี งจนั ทน์ ในรัชสมยั ของพระองคพ์ ระพุทธศาสนาทรงมีความ
เจริญรุงํ เรอื งมากทรงสร๎างวัดพระธาตุหลวง หรอื ทเ่ี รียกวาํ “พระธาตุเจดียโ์ ลกจุฬามณี” และสร๎างวัดพระแก๎ว
ขึน้ เพ่ือประดิษฐานพระแก๎วมรกตหลังแผํนดนิ พระเจา๎ ไชยเชษฐาธิราช อาณาจกั รลา๎ นช๎างมกี ษตั รยิ ์ปกครองสืบ
ตอํ กนั มาหลายรชั กาล เจรญิ สงู สดุ ในรชั กาลพระเจ๎าสุรยิ วงศาธรรมกิ ราช ถือวําเป็นยคุ ทองแหํงอาณาจกั รล๎าน
ช๎าง พระองคท์ รงเป็นกษตั รยิ ์ท่ีตั้งมนั่ อยํใู นทศพิธราชธรรมและเป็นท่นี บั ถือของประชาชนหลังสมเดจ็ พระเจ๎าสุ
รยิ วงศาธรรมิกราชสวรรคตแลว๎ ล๎านชา๎ งแตกออกเปน็ 3 อาณาจักรคือ อาณาจกั รล๎านช๎าง หลวงพระบาง
อาณาจักรล๎านชา๎ งเวียงจันทน์ และอาณาจักรลา๎ นช๎างจําปาศกั ดิ์ โดยตกอยํภู ายใตก๎ าร ยดึ ครองของประเทศ
เพ่ือนบ๎าน รวมทง้ั จนี เวยี ดนาม และสยาม กองทัพสยามพชิ ติ หัวเมอื งลาวตอนเหนือลงได๎ จงึ ไดผ๎ นวกหลวงพระ
บางเข๎าเปน็ ดินแดนสวํ นหนง่ึ ของตน ราชวงศ์เหวยี นของเวยี ดนามแผํอํานาจยดึ ครองลาวทางตอนกลางของ
แมนํ ํ้าโขงรอบ ๆ นครเวียงจนั ทน์ จนถงึ พ.ศ. 2322 กองทัพสยามเข๎ายึดครองแผนํ ดินล๎านชา๎ งท่ีแตกแยก
ออกเปน็ 3 อาณาจักรได๎ทัง้ หมด คร้นั ถึงปี พ.ศ. 2365 เจา๎ อนวุ งศ์ แหํงเวียงจันทน์วางแผนกํอกบฏเพ่ือกอบก๎ู
เอกราช แตํไมํสําเร็จถูกตดั สนิ โทษประหารชีวติ กองทัพสยามในรชั กาลที่ 3 ยกมาตีนครเวียงจนั ทนไ์ ดร๎ ้อื ทาํ ลาย
กาํ แพงเมือง เอาไฟเผาราบท้ังเมอื ง ทรพั ย์สนิ ถูกปลน๎ สะดม ผคู๎ นถูกกวาดต๎อนวัดในนครเวียงจันทนเหลืออยูํ
เพยี งวัดเดียวทไี่ มถํ ูกไฟไหมค๎ ือ วัดสสี ะเกด อาจมสี าเหตุสําคัญจากสถาปตั ยกรรมของวัดสสี ะเกดแหงํ นสี้ รา๎ ง
ตามแบบอยาํ งของสถาปัตยกรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตน๎ ตอํ มาในปี พ.ศ. 2428 พวกจีนฮอํ จากมณฑล
ยนู นาน ยกทัพมารุกรานลาวและตเี มืองตาํ งๆ ไลํจากทางตอนเหนือไลํมาถึงนครเวียงจันทนต์ อนใต๎ รัชกาลท่ี 5
ทรงแตงํ ตง้ั ใหก๎ รมหม่นื ประจักษศ์ ิลปาคม เปน็ ข๎าหลวงใหญมํ าประจําอยํูหวั เมืองลาวฝุายเหนือ และยกกองทัพ
ขา๎ มแมนํ ํ้าโขงมาตีฮํอทีเ่ วียงจันทน์ พวกจนี ฮํอพํายแพ๎หนีข้ึนไปเชยี งขวาง ไทยตามตจี นถึงเมืองเชยี งขวาง จน
พวกฮํอแตกพํายไปหมด จนถึงปี พ.ศ. 2436 ไทยต๎องเสยี ดนิ แดนแถบฝัง่ ซ๎ายของแมนํ ้าํ โขงให๎แกํฝรง่ั เศส
หลงั จากทีไ่ ด๎ปกครองลาวมาถึง 114 ปีเมือ่ มหาอาํ นาจตะวนั ตกเริ่มแผํนอิทธิพลเข๎าสอูํ ินโดจนี ฝร่งั เศสได๎ใช๎
สนธสิ ญั ญา ท่ไี มํเปน็ ธรรมบบี สยามให๎ยกดนิ แดนฝงั่ ซา๎ ยของแมนํ าํ้ โขงท้ังหมดให๎กบั ตน (ประเทศลาวในปจั จบุ ัน)
25
ฝรัง่ เศสปกครองลาวแตลํ ะแขวงโดยมีคนฝรงั่ เศสเป็นเจ๎าแขวงหรือข๎าหลวง คอยควบคุมเจา๎ เมอื งท่เี ป็นคนลาว
อีกตํอหน่งึ ซึง่ ต๎องเก็บสํวยตวั เลขจากชายฉกรรจ์ให๎ขา๎ หลวงฝรงั่ เศส ตลอดเวลาทีล่ าวตกเปน็ เมืองขน้ึ น้ัน
ฝรั่งเศสไมรํ กั ษาโบราณสถาน โบราณวตั ถุ โดยรือ้ สรา๎ งเป็นถนนไมํไดส๎ นใจกับประเทศลาวเทําไรนัก เพราะถือ
วาํ เปน็ ดินแดนบ๎านปาุ ล๎าหลงั ไมมํ คี ําในเชงิ เศรษฐกิจตํอมาในสงครามโลกคร้ังท่ีสอง เยอรมันนีมีชยั เหนือ
ประเทศฝร่งั เศสและกํอตั้งคณะรัฐบาลขึ้นท่ีเมืองวซิ ี คณะข๎าหลวงฝรัง่ เศสในอินโดจนี ใหก๎ ารหนนุ หลังรฐั บาลวิซี
และตกลงเปน็ พนั ธมิตรกับญี่ปนุ คร้ันถงึ ปี พ.ศ. 2484 รฐั บาลภายใตก๎ ารนําของพลตรหี ลวงพบิ ูลสงครามเริม่
ดําเนินการตํอต๎านอาํ นาจของฝรง่ั เศสทเี่ รมิ่ เสอ่ื มถอย ดว๎ ยการยึดแขวงไชยบุรีและจําปาศกั ด์ิกลบั คืนมา ญ่ีปนุ ยุ
ให๎ลาวประกาศเอกราช แตํกองทัพฝรั่งเศสกย็ ๎อนกลับคนื มาอีกครัง้ หลงั สงครามยตุ ิได๎ไมํนาน ลาวหันมาปกครอง
ระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าช โดยมรี ัฐธรรมนญู เปน็ กฎหมายสงู สดุ ภายใตก๎ ารควบคุมดูแลของฝร่ังเศส พ.ศ.
2492 สหรฐั อเมริกาและสหราชอาณาจักรฯ (อังกฤษ) ขบวนการลาวอสิ ระลํมสลาย แนวรักรํวมชาตไิ ดพ๎ ฒั นา
เปน็ ขบวนการคอมมิวนิสต์ประเทศลาว ในเวลาตอํ มาโดยไดร๎ บั การสนบั สนนุ จากโฮจมิ นิ หแ์ ละพรรค
คอมมิวนสิ ตข์ องเวยี ดนามพ.ศ. 2495 ลาวในหวั เมอื งดา๎ นตะวนั ออกเฉียงเหนอื เร่ิมกํอการจลาจลตํอตา๎ นการ
ปกครองของฝร่ังเศสภายใต๎การสนบั สนนุ จากรัฐบาลกรุงฮานอยเม่ือฝร่งั เศสแพส๎ งครามท่ีคํายเดียนเบียนฟู ลาว
จงึ ไดร๎ ับเอกราชอยาํ งสมบูรณ์ ฝร่ังเศสถอนกําลงั ออกจากประเทศลาวซึง่ แตกแยกออกเป็น 2 ฝุาย คอื ฝาุ ย
สนบั สนนุ ระบบกษัตริย์ในเวียงจนั ทน์ (ฝุายขวา) กบั ฝุายขบวนการประเทศลาว (ฝาุ ยซา๎ ย) พ.ศ. 2498 ลาว
ได๎รับการยอมรับใหเ๎ ขา๎ เปน็ สมาชิกขององคก์ ารสหประชาชาติ พ.ศ. 2500 เจ๎าสุวรรณภูมา ขึน้ ดาํ รงตาํ แหนํง
นายกรัฐมนตรีเปน็ ผ๎ูนาํ รัฐบาลผสมในนครเวยี งจันทน์ พ.ศ. 2506 รฐั บาลคอมมวิ นิสตเ์ วียดนามหนั มาใชเ๎ ส๎นทาง
โฮจิมนิ หใ์ นภาคตะวนั ออกของลาว เปน็ เส๎นทางหลกั ในการสงํ กาํ ลงั พลไปปราบปรามพวกตํอต๎านคอมมิวนสิ ตใ์ น
เวยี ดนามใต๎ กองกาํ ลงั อเมริกนั เริ่มเขา๎ มาปฏบิ ัตกิ ารลบั ในลาว พ.ศ. 2516 สหรฐั อเมรกิ าถอนตัวออกจาก
สงครามเวียดนาม “การทาํ สงครามหลงั ฉาก” ในประเทศลาวจึงต๎องเลกิ ราไปดว๎ ย พ.ศ. 2518 หลงั จากรฐั บาล
คอมมิวนสิ ต์มชี ัยเหนอื เวยี ดนามท้ังประเทศได๎ไมํนานโดยยึดกรุงพนมเปญเป็นแหํงแรก ตอํ มาได๎ไซํงํอน
ขบวนการประเทศลาวยึดอํานาจไดท๎ ั้งหมดในเดือนธันวาคม เจ๎ามหาชวี ติ ศรสี วํางวัฒนาถกู ปลดออกจากราช
บัลลงั ก์ ตามมาดว๎ ยการสถาปนาประเทศใหมชื่อวาํ “สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว” หรอื สปป.ลาว
เม่ือวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ระยะ 5 ปี หลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง ลาวใช๎นโยบายคอมมิวนสิ ต์
ปกครองอยาํ งเข๎มงวด ควบคมุ พุทธศาสนา ตดั สัมพันธ์กับประเทศไทย ปราบปรามชนกลมํุ น๎อยราษฎรหลาย
หมน่ื คนถูกจบั สํงผลให๎ปัญญาชนและชนชนั้ กลางจาํ นวนมากหลบหนอี อกนอกประเทศ เจ๎าสวาํ งวฒั นาและ
พระญาติวงศ์สิ้นพระชนม์อยํูในคํายกกั กัน ชาวบา๎ นยากจนลงพ.ศ. 2535 นายไกสอน พรหมวิหาร ประธาน
ประเทศผู๎เชื่อมน่ั ในระบอบคอมมิวนิสตถ์ ึงแกํอสญั กรรม นายหนูฮกั พมู สะหวนั ขึ้นดาํ รงตาํ แหนงํ แทน การ
จาํ กัดเสรภี าพคํอยๆถกู ยกเลกิ ไป ชาวลาวท่อี พยพไปอยูํตํางประเทศได๎รบั การเชอื้ เชญิ ให๎กลับคืนสูบํ ๎านเกดิ เมือง
นอน ลาวเร่ิมเปดิ ประเทศต๎อนรับนักทํองเท่ียวและฟืน้ ฟูความสัมพนั ธ์กบั ประเทศไทยพ.ศ. 2537 มพี ิธีเปิด
“สะพานมิตรภาพ” ข๎ามแมํน้ําโขงเชื่อมลาว-ไทย เข๎าดว๎ ยกันสงํ ผลให๎ไทยมอี ทิ ธิพลตอํ ลาวมากขึน้ ทั้งในด๎าน
วฒั นธรรมและเศรษฐกิจ และการท่ีประธานหนูฮกั พมู สะหวนั เดินทางมาเยือนไทยอยํางเปน็ ทางการและไดเ๎ ข๎า
26
เฝาู พระบาทสมเดจ็ พระเจา๎ อยูํหัวภูมพิ ลอดลุ ยเดชฯ การปฏิรปู เหลําน้ี ทาํ ให๎ลาวได๎รับการยอมรบั เข๎าเป็น
สมาชิก
อาเซียนในปี พ.ศ. 2540พ.ศ. 2548 ลาวครบรอบ 30 ปี การสถาปนาประเทศใหมํเปน็ สาธารณรฐั ประชาธิปไตย
ประชาชนลาว (สปป.ลาว) และในปีเดยี วกนั น้ีเอง สะพานมติ รภาพไทย - ลาว กไ็ ดเ๎ ปิดใช๎อกี เปน็ แหํงที่สองท่ี
จังหวดั เลย
1.4 ประวัติศาสตรส์ ังเขปของประเทศพมาํ หรือสาธารณรฐั แหงํ สหภาพเมียนมาร์
ประวัตศิ าสตรข์ องพมาํ นน้ั ยาวนาน มปี ระชาชนหลายเผําพนั ธุเ์ คยอาศัยอยํูในดินแดนแหงนํ ้เี ผําพนั ธุเกําแกทํ ่ีสดุ
ทป่ี รากฏได๎แกํมอญ ตํอมาราวศตวรรษท่ี 13 ชาวพมาํ ได๎อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหวาํ งจีนและทิเบต
เขา๎ สํูที่ราบลุํมแมํนํ้าอริ ะวดี และกลายเป็นชนเผาํ สํวนใหญทํ ปี่ กครองประเทศในเวลาตอํ มาประวตั ิศาสตร์ของ
สาธารณรัฐแหงํ สหภาพพมาํ มคี วามเกีย่ วข๎องกับชนชาติตาํ งๆหลายเชอ้ื ชาติ ได๎แกํ มอญ พยู รวมถงึ มีการเก่ียว
พนั ธก์ บั อาณาจักรและราชวงศ์ตํางๆ เชํนมอญ เปน็ ชนเผาํ แรกที่สามารถสร๎างอารยธรรมขน้ึ เปน็ เอกลกั ษณ์ของ
ตนได๎ กค็ ือชาวมอญได๎อพยพเขา๎ มาอาศัยอยํูในดินแดนแหงํ นเี้ มื่อราว 2400 ปกี อํ นพุทธกาล และไดส๎ ถาปนา
อาณาจักรสวุ รรณภูมิ อนั เป็นอาณาจักรแหํงแรกข้นึ ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 2 ณ บริเวณใกล๎เมืองทําตอน
27
(Thaton) ชาวมอญไดร๎ ับอิทธพิ ลของศาสนาพุทธผาํ นทางอนิ เดยี ในราว พุทธศตวรรษท่ี 2 ซง่ึ เช่ือวาํ มาจากการ
เผยแพรพํ ระพุทธศาสนาในรชั สมยั ของพระเจา๎ อโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญสํวนใหญถํ ูกทําลายในระหวําง
สงคราม วฒั นธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดีย จงึ เป็นเอกลกั ษณ์ของตนเองจน
กลายเป็นวฒั นธรรมลกั ษณะลูกผสม ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 14 ชาวมอญได๎เขา๎ ครอบครองและมีอทิ ธพิ ลใน
ดินแดนตอนใต๎ของพมาํ และไดเ๎ กดิ อาณาจกั รใหมขํ นึ้ เรยี กวาํ อาณาจักรสุธรรมวดี ท่ีเมืองพะโค (หงสาวด)ี
ชาวปยหุ รือพยหู รือเพียว คือ กลํุมที่เข๎ามาอาศัยอยใํู นดินแดนประเทศสาธารณรัฐแหํงสหภาพพมําตั้งแตํพุทธ
ศตวรรษท่ี 4 และไดส๎ ถาปนานครรัฐขึ้นหลายแหงํ เชนํ ทีพ่ นิ นาคา (Binnaka) มองกะโม๎ (Mongamo) ศรี
เกษตร (Sri Ksetra) เปยี ทะโนมโย(Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในชํวงเวลาดงั กลาํ ว ดนิ แดนพมาํ
เป็นสวํ นหนง่ึ ของเส๎นทางการค๎าระหวาํ งจนี และอินเดีย จากเอกสารของจนี พบวาํ มีเมืองอยํภู ายใต๎อาํ นาจ
ปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยูเป็นชนเผาํ ทรี่ ักสงบ ไมํปรากฏวาํ มีสงครามเกิดขึน้ ระหวาํ งชนเผําพยู
ข๎อขัดแยง๎ มักยุติด๎วยการคดั เลือกตวั แทนใหเ๎ ขาประลองความสามารถกัน ชาวพยสู วมใสํเครอ่ื งแตงํ กายทีท่ าํ จาก
ฝาู ย อาชญากรมักถูกลงโทษดว๎ ยการโบยหรือจาํ ขัง เวน๎ แตไํ ด๎กระทําความผิดอันรา๎ ยแรงจึงตอ๎ งโทษประหาร
ชวี ิต ชาวพยูนบั ถอื พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เดก็ ๆ ได๎รบั การศกึ ษาทว่ี ัดตัง้ แตอํ ายุ 7 ขวบจนถึง 20 ปี นคร
รฐั ของชาวพยไู มเํ คยรวมตวั เป็นอนั หนึ่งอนั เดียวกนั แตนํ ครรฐั ขนาดใหญํมักมีอทิ ธิพลเหนือนครรฐั ขนาดเล็ก ซง่ึ
แสดงออกโดยการสํงเครื่องบรรณาการใหน๎ ครรัฐท่มี ีอิทธพิ ลมากท่สี ุด ไดแ๎ กํ ศรเี กษตร ซึ่งมีหลักฐานเชอ่ื ได๎วํา
เปน็ เมอื งโบราณท่มี ีขนาดใหญทํ ี่สุดในสาธารณรฐั แหงํ สหภาพ พมํา ไมํปรากฏหลักฐานวําอาณาจักรศรเี กษตร
ถูกสถาปนาข้ึนเม่ือใด แตํมีการกลําวถึงในพงศาวดารวาํ มีการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดข้นึ ในปพี ทุ ธศักราช637 ซง่ึ
แสดงให๎เหน็ วําอาณาจกั รศรเี กษตรต๎องไดร๎ ับการสถาปนาขึ้นกํอนหนา๎ น้นั มีความชัดเจนวํา อาณาจักรศรี
เกษตรถูกละท้งิ ไปในปีพุทธศักราช 1199 เพอ่ื อพยพย๎ายขึ้นไป สถาปนาเมืองหลวงใหมํทางตอนเหนือ แตํยังไมํ
ทราบอยาํ งแนํชดั วําเมอื งดงั กลําวคอื เมืองใด นกั ประวัติศาสตร์บางทาํ นเชื่อวําเมืองดังกลาํ วคอื เมืองหะลินคยี
อยํางไรก็ตามเมืองดงั กลําวถูกรกุ รานจากอาณาจักรนาํ นเจา๎ ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จากน้นั ก็ไมํปรากฏ
หลักฐานกลาํ วถึงชาวพยอู ีกเลย
อาณาจกั รพกุ าม
ชาวพมําเป็นชนเผาํ จากทางตอนเหนอื ทีค่ ํอยๆ อพยพแทรกซึมเข๎ามาสง่ั สมอิทธิพลในดินแดนสาธารณรัฐ แหํง
สหภาพ พมําทลี ะน๎อย กระท่ังปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถงึ อาณาจักรอันทรงอํานาจ ซงึ่ มีศนู ย์กลางอยํู
ทเ่ี มอื ง “พกุ าม” (Bagan) โดยได๎เข๎ามาแทนท่ีภาวะสูญญากาศทางอาํ นาจภายหลังจากการเส่ือมสลายไปของ
อาณาจักรชาวพยูอาณาจกั รของชาวพุกามแตํแรกน้นั มิไดเ๎ ติบโตข้นึ อยํางเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกัน กระท่งั ในรัช
สมัยของพระเจา๎ อโนรธา (พ.ศ. 1587 - 1620) พระองค์จงึ สามารถรวบรวมแผนํ ดนิ พมําให๎เป็นอันหน่ึงอนั
เดียวกันสําเรจ็ และเมื่อพระองค์ทรงตเี มืองทําตอนของชาวมอญได๎ในปพี ุทธศกั ราช 1600 อาณาจกั รพกุ ามก็
กลายเป็นอาณาจกั รทีเ่ ข๎มแขง็ ที่สดุ ในดนิ แดนพมํา อาณาจักรพกุ าม มคี วามเข๎มแข็งเพิ่มมากขนึ้ ในรัชสมัยของ
พระเจ๎ากยนั สทิ ธา (พ.ศ. 1624- 1655) พระเจา๎ อลองสิทธู (พ.ศ. 1655 - 1710) ทําให๎ในชํวงปลายพทุ ธ
ศตวรรษที่ 17ดินแดนในสวุ รรณภมู ิเกือบทง้ั หมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงสองแหํง คอื เขมร(เมอื งพระ
28
นคร) และพกุ ามอํานาจของอาณาจักรพุกามคํอย ๆ เส่อื มลง ด๎วยเหตุผลหลักสองประการ สํวนหนงึ่ จากการถูก
เขาครอบงําโดยคณะสงฆ์ผ๎มู อี ํานาจ และอีกสํวนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดมิ องโกล ทีเ่ ข๎ามาทางตอน
เหนอื พระเจา๎ นราธิหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779 - 1830) ได๎ทรงนาํ ทัพสยํู ูนนานเพื่อยบั ย้ังการขยายอํานาจ
ของมองโกล แตเํ ม่ือพระองค์แพส๎ งคราม ในปพี ุทธศกั ราช 1820 ทัพของอาณาจักรพุกามกร็ ะสํา่ ระสายเกือบ
ทัง้ หมด พระเจา๎ นราธหิ บดถี กู พระราชโอรสปลงพระชนม์ในปีพุทธศักราช 1830 กลายเป็นตัวเรงํ ท่ที าํ ให๎
อาณาจักรมองโกลตัดสนิ ใจรกุ รานอาณาจักรพุกามในปเี ดยี วกันน้นั ภายหลงั สงครามครั้งนี้ อาณาจกั รมองโกลก็
สามารถเข๎าครอบครองดนิ แดนของอาณาจักรพุกามไดท๎ ้ังหมด ราชวงศ์พุกามสิ้นสดุ ลงเมือ่ มองโกลได๎แตํงตั้ง
รัฐบาลหนํุ ข้นึ บรหิ ารดินแดนพมาํ ในปีพุทธศักราช 1832
อังวะและหงสาวดี
หลังจากการลํมสลายของอาณาจกั รพุกาม พมําไดแ๎ ตกแยกออกจากกันอีกคร้งั ราชวงศ์องั วะ ซ่งึ ได๎รบั อิทธิพล
ทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพกุ ามได๎ถกู สถาปนาขึน้ ท่ีเมอื งอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศลิ ปะและวรรณกรรม
ของพุกามได๎ถกู ฟ้นื ฟูจนยคุ นี้กลายเปน็ ยคุ ทองแหํงวรรณกรรมของพมํา แตเํ นอ่ื งดว๎ ยอาณาเขตทย่ี ากตํอการ
ปูองกันการรกุ รานจากศัตรู เมืองอังวะจงึ ถกู ชาวไทใหญเํ ข๎าครอบครองได๎ในปีพุทธศักราช 2070สาํ หรบั ดินแดน
ทางใต๎ ชาวมอญได๎สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขน้ึ ใหมอํ ีกครง้ั ที่เมอื งหงสาวดี โดยกษตั รยิ ์ธรรมเจดีย์
(ครองราชย์ พ.ศ. 1970 - 2035) เปน็ จดุ เรมิ่ ต๎นยคุ ทองของมอญ ซึง่ เปน็ ศูนย์กลางของพุทธศาสนานกิ ายเถร
วาทและศนู ย์กลางทางการค๎าขนาดใหญใํ นเวลาตํอมา
อาณาจักรตองอู
หลงั จากอาณาจักรพุกามถูกรกุ รานจากไทใหญํ ชาวอังวะได๎อพยพลงมาสถาปนาอาณาจกั รแหํงใหมํ โดยมี
ศูนยก์ ลางทเ่ี มืองตองอภู ายใต๎การนาํ ของพระเจา๎ มงิ คยินโย ในปีพุทธศกั ราช 2074 พระเจ๎าตะเบงชะเวต้ี
(ครองราชย์ พ.ศ. 2074 - 2093) ซึ่งสามารถรวบรวมพมาํ เกือบท้ังหมดให๎เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันไดอ๎ ีกครั้ง
ในชวํ งระยะเวลานี้ ได๎มกี ารเปลี่ยนแปลงขนาดใหญํเกดิ ข้นึ ในภูมภิ าค ชาวไทใหญมํ กี ําลังเขม๎ แข็งเปน็ อยาํ งมาก
ทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไมมํ ่ันคง ในขณะท่โี ปรตเุ กสได๎เริ่มมีอิทธิพลในเอเชยี
ตะวนั ออกเฉยี งใต๎และสามารถเขา๎ ครอบครองมะละกาได๎ เก่ยี วกบั การเข๎ามาของบรรดาพอํ คา๎ ชาวยุโรป พมาํ
กลายเปน็ ศูนย์กลางทางการค๎าที่สาํ คญั อีกครั้งหน่งึ การทพ่ี ระเจา๎ ตะเบงชะเวตีไ้ ด๎ย๎ายเมืองหลวงมาอยํทู ี่เมืองหง
สาวดี เหตผุ ลสวํ นหนึง่ กเ็ นอื่ งด๎วยทําเลทางการคา๎ พระเจ๎าบเุ รงนอง (ทรงครองราชย์พ.ศ. 2094 - 2124) ซง่ึ
เปน็ พระเทวนั (พ่เี ขย) ของพระเจา๎ ตะเบงชะเวตี้ ได๎ขึ้นครองราชย์สืบตํอจากพระเจา๎ ตะเบงชะเวต้ี และสามารถ
เข๎าครอบครองอาณาจกั รตํางๆ รายรอบได๎ อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103) อยุธยา (พ.ศ. 2112) การทําสงคราม
ของพระองค์ทําให๎พมํามอี าณาเขตกว๎างใหญํไพศาลท่ีสุด อยํางไรก็ตาม ท้ังมณีปุระและอยธุ ยาตาํ งก็สามารถ
ประกาศตนเปน็ อสิ ระได๎ภายในเวลาตอํ มาไมนํ านเม่ือต๎องเผชิญกับการกํอกบฏจากเมืองขึ้นหลายแหํง ประกอบ
กับการรกุ รานของโปรตุเกส กษตั ริย์แหงํ ราชวงศ์ตองอจู ําเป็นตอ๎ งถอนตวั จากการครอบครองดินแดนทางตอนใต๎
โดยยา๎ ยเมอื งหลวงไปอยูทํ ี่เมอื งองั วะ พระเจา๎ อะนอกะเพตลนุ (Anaukpetlun) พระนันดาของพระเจา๎ บุเรง
นอง สามารถรวบรวมแผํนดนิ พมาํ ให๎เปน็ อันหนง่ึ อันเดียวกนั อีกครง้ั ในพทุ ธศักราช 2156 พระองค์ตดั สินใจ ที่
29
จะใชก๎ าํ ลังเข๎าตอํ ต๎านการรุกรานของโปรตุเกส พระเจ๎าธารุน (Thalun) ผสู๎ บื ทอดราชบัลลังก์ ได๎ฟ้ืนฟูหลกั
ธรรมศาสตรข์ องอาณาจักรพุกามเกําแตํพระองค์ทรงใชเ๎ วลากับเร่ืองศาสนามากเกนิ ไป จนละเลยทีจ่ ะใสใํ จตํอ
อาณาเขตทางตอนใต๎ ทา๎ ยที่สุด หงสาวดีที่ไดร๎ บั การสนบั สนนุ จากฝร่งั เศสซึง่ ต้ังม่ันอยูํในอนิ เดีย ก็ได๎ทําการ
ประกาศเอกราชจากองั วะ จากนน้ั อาณาจกั รของชาวพมาํ กค็ ํอยๆ ออํ นแอลงและลมํ สลายไปในปพี ุทธศกั ราช
2259 จากการรุกรานของชาวมอญ
ราชวงศ์อลองพญา
ราชวงศ์อลองพญาไดร๎ ับการสถาปนาข้ึนและสร๎างความเข๎มแข็งจนถึงขดี สดุ ไดภ๎ ายในเวลาอนั รวดเรว็ อลอง
พญาซ่งึ เปน็ ผนู๎ ําท่ไี ด๎รับความนยิ มจากชาวพมาํ ไดข๎ ับไลชํ าวมอญที่เข๎ามาครอบครองดินแดนของชาวพมาํ ไดใ๎ น
ปี พ.ศ. 2296 จากน้นั ก็สามารถเข๎ายึดครองอาณาจกั รมอญได๎ อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ทง้ั ยงั สามารถกลบั เขา๎
ยึดครองกรุงมณีปุระ ไดใ๎ นชํวงเวลาเดยี วกัน พระองค์สถาปนาใหเ๎ มืองยาํ งกง๎ุ เป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2303
หลงั จากเข๎ายดึ ครองตะนาวศรี (Tenasserim) พระองค์ได๎ยาตราทัพเข๎ารุกรานอยุธยา แตํต๎องประสบความ
ลม๎ เหลวเมื่อพระองคท์ รงสวรรคตในระหวํางสงคราม พระเจา๎ สนิ บูหชนิ (Hsinbyushin, ครองราชย์ พ.ศ. 2306
- 2319) พระราชโอรส ได๎นําทพั เข๎ารกุ รานอาณาจักรอยุธยาอกี ครง้ั ในปี พ.ศ. 2309 และประสบความสําเรจ็ ใน
ปถี ดั มา ในรัชสมัยนี้ แม๎จนี จะพยายามขยายอํานาจเข๎าสํดู ินแดนพมําแตํพระองค์กส็ ามารถยบั ย้งั การรุกรานของ
จีนไดท๎ ัง้ สี่ครงั้ (ในชวํ งปี พ.ศ. 2309 - 2312) ทําการขยายพรมแดนของจีนทางด๎านนี้ถูกยตุ ิลง ในรชั สมัยของ
พระเจา๎ โบดอพญา (Bodawpaya ครองราชย์ พ.ศ. 2324 - 2362) พระโอรสอีกพระองคข์ องพระเจ๎าอลอง
พญา พมาํ ต๎องสญู เสียอํานาจทมี่ ีเหนืออยธุ ยาไป แตํก็สามารถผนวกดนิ แดนยะไขํ (Arakan) และตะนาวศรี
(Tenasserim) เข๎ามาไวไ๎ ด๎ ในชํวงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซง่ึ อยใํู นรชั สมัยของพระเจ๎าบาคยีดอว์
(Bagyidaw) ขุนนางช่ือมหาพันธุละ(Maha Bandula) เข๎ารุกรานแคว๎นอัสสมั ไดส๎ ําเรจ็ ทาํ ให๎พมําต๎อง
เผชิญหน๎าโดยตรงกับอังกฤษท่คี รอบครองอินเดยี อยใํู นขณะนั้น
สงครามกบั องั กฤษและการลํมสลายของราชอาณาจักรพมํา
สงครามระหวํางพมําและอังกฤษครงั้ ทีห่ นงึ่ (พ.ศ. 2367 2369) ยุติลงโดยองั กฤษเป็นฝุายไดร๎ ับชยั ชนะ ฝาุ ย
พมาํ จําต๎องทําสนธิสัญญายันดาโบ (Yandaboo) กบั อังกฤษทําให๎พมาํ ต๎องสญู เสียดนิ แดนอสั สัม มณปี รุ ะ ยะไขํ
และตะนาวศรีไป ซง่ึ อังกฤษก็เริ่มตน๎ ตักตวงทรพั ยากรตาํ งๆ ของพมํานบั แตนํ ้ัน เพื่อเป็นหลักประกันสําหรบั
วตั ถุดบิ ท่ีจะปูอนสูสํ งิ คโปร์ สร๎างความแคน๎ เคอื งใหก๎ ับทางพมาํ เป็นอยาํ งมาก กษตั รยิ ์องคต์ ํอมาจึงทรงยกเลิก
สนธิสัญญายนั ดาโบ และทาํ การโจมตีผลประโยชน์ของฝาุ ยองั กฤษ เป็นตน๎ เหตใุ หเ๎ กิดสงครามระหวํางพมําและ
องั กฤษครั้งท่ีสอง ซงึ่ ก็จบลงโดยชยั ชนะเปน็ ขององั กฤษอีกคร้งั หลงั สน้ิ สุดสงครามคร้งั นี้ องั กฤษไดผ๎ นวกหงสาว
ดีและพ้ืนทีใ่ กลเ๎ คียงเข๎าไวก๎ บั ตน โดยได๎เรียกดนิ แดนดังกลําวเสยี ใหมํวาํ พมําตอนใต๎ สงครามคร้งั นีก้ ํอให๎เกดิ การ
ปฏวิ ตั คิ รง้ั ใหญใํ นพมํา เริ่มตน๎ ด๎วยการเขา๎ ยดึ อํานาจโดยพระเจา๎ มินดง (Mindon Min) จากพระเจา๎ ปะกัน
(Pagin Min)ซ่งึ เปน็ พระเชษฐาตาํ งพระชนนี พระเจ๎ามนิ ดงพยายามพัฒนาประเทศพมําเพอ่ื ตํอตา๎ นการรุกราน
ขององั กฤษ พระองค์ได๎สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากตํอการรุกรานจากภายนอกข้ึนเปน็ เมอื งหลวงแหงํ ใหมํ
แตกํ ย็ งั ไมเํ พยี งพอทีจ่ ะหยุดยงั้ การรกุ รานจากองั กฤษไดร๎ ัชสมัยตอํ มา พระเจา๎ ธบี อ (Thibow) ซ่ึงเป็นพระโอรส
30
ของพระเจา๎ มินดง ทรงมีบารมีไมํพอท่ีจะควบคมุ พระราชอาณาจักรได๎ จึงทาํ ให๎เกิดความวุํนวายไปทัว่ ในบริเวณ
ชายแดน ในทส่ี ดุ พระองค์ได๎ตดั สินพระทัยยกเลิกสนธสิ ัญญากบั อังกฤษที่พระเจ๎ามนิ ดงได๎ทรงกระทําไว๎ และได๎
ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครงั้ ทสี่ ามในปีพทุ ธศกั ราช 2428 ผลของสงครามคร้ังนี้ทําใหอ๎ งั กฤษสามารถเข๎
ครอบครองดินแดนสาธารณรัฐ แหํง สหภาพ พมําสวํ นทเ่ี หลือเอาไว๎ได๎ พมาํ ตกเป็นอาณานคิ มขององั กฤษในปี
พ.ศ. 2429 และระยะกํอนการเกิด สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เล็กน๎อย ญป่ี ุนไดเ๎ ข๎ามามบี ทบาทในเอเชียตะวันออก
เฉยี งใต๎ ตะขน่ิ เป็นกลมุํ นักศึกษาหนํุมท่หี ัวรุนแรงมี อองซาน นักชาตินยิ ม และเป็นผนู๎ ําของนักศึกษาใน
มหาวทิ ยาลยั ยาํ งกง๎ุ พวกเขาคิดวําญป่ี ุนจะสนบั สนนุ การประกาศอิสรภาพของพมําจากอังกฤษ แตเํ ม่อื ญปี่ ุนยดึ
ครองพมําไดแ๎ ล๎ว กลับพยายามหนํวงเหนี่ยวมใิ หพ๎ มาํ ประกาศเอกราชดงั นน้ั อองซานได๎กํอตง้ั องค์การสันนบิ าต
เสรีภาพแหงํ ประชาชนตอํ ตา๎ นฟาศซสิ ต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom League : AFPEL) เพ่อื ตํอต๎าน
ญีป่ ุนอยํางลบั ๆ และได๎กลายเปน็ พรรคการเมอื งชื่อพรรค AFPEL เมอื่ ญป่ี ุนแพ๎สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 แล๎ว พรรค
AFPEL ไดเ๎ จรจากบั อังกฤษโดยองั กฤษยืนยันทจ่ี ะให๎พมํามีอสิ รภาพปกครองตนเองภายใต๎เครอื จักรภพ และมี
ขา๎ หลวงใหญอํ ังกฤษประจาํ พมาํ ชวํ ยให๎คําปรกึ ษา แตพํ รรคการเมืองAFPEL ต๎องการเอกราชอยํางสมบรู ณ์
อังกฤษได๎พยายามสนับบสนุนพรรคการเมอื งอื่นๆขึ้นแขํงอํานาจพรรค AFPEL ของอองซานแตํไมเํ ป็นผลสําเร็จ
จงึ ยินยอมให๎พรรค AFPELข้นึ บริหารประเทศอองซานมีนโยบายสรา๎ งความมน่ั คงทางเศรษฐกิจ และตอ๎ งการ
เจรจากบั รฐั บาลอังกฤษโดยสันตวิ ธิ ี จึงทาํ ใหเ๎ กิดความขัดแยง๎ กบั ฝุายนิยมคอมมิวนิสต์ในพรรค AFPEL อองซาน
และคณะรฐั มนตรีอีก 6 คน จงึ ถกู ลอบสังหาร เมอ่ื วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะเดินทางออกจากท่ี
ประชมุ สภา ตํอมาตะขิ้นนหุ รืออนู ุได๎ขนึ้ เป็นนายกรฐั มนตรีแทนและมกี ารประกาศใชร๎ ัฐธรรมนูญเมอ่ื วนั ท่ี 17
ตลุ าคม 2490 โดยอังกฤษได๎มอบเอกราชให๎แกํพมาํ แตยํ ังรักษาสทิ ธทิ างการทหารไว๎ วนั ที่ 4 มกราคม พ.ศ.
2491 อังกฤษจึงได๎มอบเอกราชให๎แกพํ มําอยํางสมบรู ณ์ ปจั จุบันประเทศพมําปกครองในคณะรัฐบาลทหาร
ทีม่ าจากการเลอื กตงั้ และยังมปี ัญหาการสูร๎ บกันในชนเผําน๎อยอยตํู ลอดเวลา
31
พระเจา๎ มินดงผ๎สู ร๎างราชวังมัณฑะเลย์ ราชธานสี ดุ ท๎ายของพมาํ
1.5 ประวัตศิ าสตรส์ งั เขปของประเทศอนิ โดนเี ซยี
อินโดนีเซยี (Indonesia) หรอื ชือ่ ทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนเี ซยี (Requblicof Indonesia) เป็นหมูเํ กาะท่ี
ใหญทํ ส่ี ุดในโลก ต้ังอยรูํ ะหวาํ งคาบสมทุ รเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต๎และทวีปออสเตรเลยี และระหวาํ งมหาสมุทร
อินเดีย และแปซิฟิก มีพรมแดนตดิ กับประเทศมาเลเซยี บนเกาะบอร์เนยี ว (อนิ โดนีเซยี : กาลิมันตนั ), ประเทศ
ปาปวั นวิ กินีบนเกาะนวิ กนิ ี (อินโดนเี ซีย : อิเรียน) และประเทศติมอร์ตะวันออกบนเกาะติมอร์อินโดนเี ซยี
ประกอบด๎วยหมเํู กาะที่มคี วามเจรญิ รงํุ เรอื งมาช๎านาน แตตํ อํ มาต๎องตกอยภูํ ายใตก๎ ารปกครองของเนเธอร์แลนด์
อยูนํ านประมาณ 300 ปี ในเดอื นมกราคม พ.ศ.2485 ซง่ึ เป็นชวํ งสงครามโลกครง้ั ที่ 2 ญ่ปี ุนบกุ อินโดนเี ซีย และ
ทาํ การขับไลํเนเธอรแ์ ลนดเ์ จ๎าอาณานิคมของอินโดนเี ซยี ออกไปได๎สําเร็จ จงึ ทาํ ใหผ๎ นู๎ าํ อนิ โดนเี ซยี คนสาํ คัญๆ ใน
สมยั น้นั ใหค๎ วามรวํ มมือกับญ่ีปุน แตไํ มไํ ดใ๎ หค๎ วามไว๎วางใจกับญีป่ ุนมากนกั เพราะมีเหตเุ คลอื บแคลง คอื เมอื่ มผี ๎ู
รกั ชาตชิ าวอนิ โดนีเซียจดั ตง้ั ขบวนการตํางๆ ขน้ึ มา ญ่ีปุนจะขอเข๎ารวํ มควบคมุ และดําเนินงานดว๎ ยเมือ่ ญี่ปุนแพ๎
สงครามและประกาศยอมจํานนตํอฝาุ ยพนั ธมติ ร อนิ โดนเี ซยี ได๎ถือโอกาสประกาศเอกราชในวนั ท่ี 17 สิงหาคม
พ.ศ. 2488 แตํเนเธอร์แลนด์เจ๎าอาณานิคมเดิมไมยํ อมรับการประกาศเอกราชของอินโดนเี ซีย จงึ ยกกองทัพเข๎า
ปราบปราม ผลจากการสร๎ู บปรากฏวาํ เนเธอรแ์ ลนด์ ไมสํ ามารถปราบปรามกองทัพของชาวอินโดนีเซยี ได๎
องั กฤษซึง่ เป็นพันธมติ รกับเนเธอรแ์ ลนด์จงึ เข๎ามาชํวยไกลํเกลี่ย เพ่ือใหย๎ ตุ ิความขัดแยง๎ กนั โดยให๎ทงั้ สองฝาุ ยลง
นามในข๎อตกลงลงิ กัดยาติ (Linggadjati Agreement) เมื่อ พ.ศ. 2489 โดยเนเธอร์แลนด์ยอมรบั อํานาจของ
รัฐบาลอินโดนเี ซียในเกาะชวาและ สุมาตรา ตํอมาภายหลงั เนเธอรแ์ ลนด์ได๎ละเมิดข๎อตกลง โดยได๎นาํ ทหารเข๎า
32
โจมตอี ินโดนเี ซีย ทําใหป๎ ระเทศอนื่ ๆ เชนํ ออสเตรเลียและอนิ เดีย ได๎ยื่นเรอื่ งใหค๎ ณะมนตรีความม่ันคงแหํง
สหประชาชาติ เขา๎ จดั การสหประชาชาตไิ ด๎เข๎าระงับขอ๎ พิพาท โดยตงั้ คณะกรรมการประกอบด๎วยออสเตรเลยี
เบลเยียมและสหรฐั อเมริกา เพื่อทําหน๎าท่ีไกลเํ กลี่ยประนีประนอม และไดเ๎ รยี กร๎องใหม๎ ีการหยดุ ยงิ แตํ
เนเธอร์แลนดไ์ ด๎เข๎าจบั กุมผ๎ูนาํ คนสําคญั ของอนิ โดนเี ซยี คือ ซกู ารโ์ นและฮัตตาไปกักขัง ตํอมาทหารอนิ โดนีเซยี
นําตัวผู๎นาํ ทง้ั สองออกมาได๎ ในระยะนี้ทุกประเทศท่ัวโลกตํางตาํ หนิการกระทําของเนเธอรแ์ ลนด์อยาํ งยง่ิ และ
คณะมนตรีความม่นั คงได๎กดดันให๎เนเธอร์แลนดม์ อบเอกราชแกอํ ินโดนีเซีย ในวันที่ 27 ธนั วาคม พ.ศ. 2492
อินโดนเี ซียไดร๎ บั เอกราช และปกครองระบบประชาธปิ ไตยมปี ระธานาธบิ ดีเปน็ ประมุขของประเทศแตํความ
ยํุงยากยงั คงมีอยํู เนอื่ งจากเนเธอรแ์ ลนดไ์ มยํ นิ ยอมให๎รวมดินแดนอิเรียนตะวนั ตกเข๎ากับอนิ โดนเี ซยี ทั้งสองฝาุ ย
จงึ ตาํ งเตรยี มการจะสู๎รบกนั อีก ผลทีส่ ดุ เนเธอร์แลนดก์ ็ยอมโอนอาํ นาจให๎สหประชาชาติควบคมุ ดแู ลดินแดนอิ
เรยี นตะวันตก และให๎ชาวอเิ รยี นตะวนั ตกแสดงประชามติวาํ จะรวมกับอินโดนีเซียหรือไมํ ผลการออกเสียง
ประชามติ ปรากฏวําชาวอเิ รยี นตะวันตกสวํ นใหญตํ ๎องการรวมกบั อินโดนเี ซยี สหประชาชาติจึงโอนอเิ รียน
ตะวนั ตกให๎อยใํู นความปกครองของอนิ โดนีเซียเม่ือเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2506
1.6 ประวัติศาสตรส์ งั เขปของประเทศฟลิ ปิ ปนิ ส์
ฟลิ ปิ ปินส์ (the Philippines) หรอื ชอื่ ทางการคือ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) เป็น
ประเทศทปี่ ระกอบดว๎ ยเกาะจํานวน 7,107 เกาะตั้งอยูํในมหาสมทุ รแปซิฟิกหาํ งจากเอเชยี แผนํ ดนิ ใหญํทาง
ตะวนั ออกเฉยี งใต๎ประมาณ 100กม. และมลี ักษณะพิเศษคือ เปน็ ประเทศเพยี งหน่ึงเดียวท่มี ีพรมแดนทางทะเล
ทตี่ ิดตอํ ระหวํางกันยาวมากท่ีสดุ ในโลก นิวสเปน(พ.ศ. 2064 - 2441) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2441 - 2489)
ได๎ครองฟิลปิ ปินสเ์ ป็นอาณานิคมเปน็ เวลา 4 ศตวรรษ และเป็นสองอิทธิพลใหญทํ ่สี ุดตํอวัฒนธรรมของ
ฟิลปิ ปินส์ ฟลิปปินสเ์ ปน็ ชาตเิ ดียวในเอเชียทปี่ ระชากรสวํ นใหญนํ บั ถือศาสนาครสิ ต์และเปน็ หนง่ึ ในชาติที่ไดร๎ ับ
อทิ ธพิ ลจากตะวันตกมากท่ีสุด เปน็ การผสมผสานกันระหวํางตะวนั ตกและตะวันออก ทเ่ี ป็นเอกลักษณ์ เฉพาะ
อารโ์ นลด์ โจเซฟ ทอยน์บี (Arnold Joseph Toynbee)นักประวัตศิ าสตร์ชาวองั กฤษ ได๎กลําวไวใ๎ นงานของเขา
วาํ ประเทศฟลิ ปิ ปนิ ส์เปน็ ประเทศลาตนิ อเมริกาท่ีถูกพดั พาไปยังตะวนั ออก โดยคลื่นทะเลยกั ษห์ ลกั ฐานทาง
โบราณคดีและโบราณชวี วทิ ยาบงํ บอกวาํ มมี นุษยโ์ ฮโมเซเปียนส์เคยอาศยั อยใูํ นเกาะปาลาวนั ต้งั แตํประมาณ
50,000 ปีกํอน ชนเผําทพี่ ูดภาษาในตระกลู ออสโตรนีเซียได๎เข๎ามาตัง้ รกรากในฟิลิปปินส์ และจดั ตงั้ เส๎นทาง
เครือขํายการค๎ากบั เอเชียอาคเนยส์ ํวนที่เหลือทัง้ หมดต้ังแตํ 5,000 ปีกอํ นคริสตกาลภาษาทีช่ าวฟลิ ปิ ปินสใ์ ชพ๎ ดู
คอื ภาษาตากาล็อคเฟอร์ดินันด์ มาเจลลัน มาถงึ หมํูเกาะฟิลปิ ปินสใ์ นปี ค.ศ. 1521 (พ.ศ. 2064) มีเกล โลเปซ
เดเลกสั ปี มาถงึ ฟิลปิ ปนิ สใ์ นปี ค.ศ. 1565 (พ.ศ. 2108) และตงั้ ชมุ ชนชาวสเปนขึ้น ซงึ่ นําไปสกูํ ารตั้งอาณานคิ ม
ในเวลาตอํ มา หลังจากนัน้ นกั บวชศาสนาคริสต์นิกายโรมนั คาทอลกิ ไดท๎ ําให๎ ชาวเกาะทง้ั หมดให๎หันมานับถอื
ศาสนาคริสต์ ในชวํ ง 300 ปีนับจากนัน้ กองทัพสเปนไดต๎ อํ สูก๎ บั เหตุการณ์กบฏตํางๆ มากมาย ทง้ั จากชน
พน้ื เมืองและจากชาติอื่นที่พยายามเขา๎ มาครอบครองอาณานิคม ซ่งึ ได๎แกํ อังกฤษ จนี ฮอลนั ดา ฝรงั่ เศส ญป่ี ุน
และโปรตเุ กส สเปน สูญเสยี ไปมากทสี่ ดุ ในชวํ งที่อังกฤษเข๎าครอบครองเมืองหลวงเป็นการชัว่ คราวในชวํ ง
สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War) หมูเํ กาะฟิลปิ ปนิ สอ์ ยํูใต๎การปกครองของสเปนในฐานะอาณานิคมของ
33
สเปนใหมํ (New Spain) นับต้งั แตํปี ค.ศ. 1565 (พ.ศ.2108) ถึงปี ค.ศ. 1821 (พ.ศ. 2364) และนบั จากนัน้
ฟิลปิ ปินส์ก็อยํูใต๎การปกครองของสเปนโดยตรง การเดินเรอื มะนลิ าแกลเลียน (Manial Galleon) จาก
ฟลิ ิปปนิ สไ์ ปเม็กซโิ ก เร่มิ ตน๎ ข้ึนในชวํ งปลายศตวรรษท่ี 16 และหมํูเกาะฟลิ ปิ ปนิ สเ์ ปิดตัวเองเขา๎ สูํการค๎าโลกในปี
ค.ศ. 1834 ปัจจบุ นั ประเทศฟิลิปปินส์ปกครองด๎วยระบบประชาธปิ ไตยมปี ระธานาธิบดเี ป็นผูน๎ าํ ประเทศ
1.7 ประวัตศิ าสตร์สังเขปของประเทศญีป่ ุน
ญป่ี ุน (Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง) มีชอ่ื ทางการคอื ประเทศญ่ีปนุ (Nihonkoku/Nippon-koku-นิฮงโกะกุ/
นิปปงโกะกุ) เปน็ ประเทศหมํเู กาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตัง้ อยใูํ นมหาสมุทรแปซฟิ กิ ทางตะวนั ตกติดกับ
คาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญีป่ นุ ํ ก้นั สํวนทางทิศเหนือ ตดิ กับประเทศรัสเซยี มี
ทะเลโอค็อตสก์ เป็นเสน๎ แบงํ แดน ตวั อักษรคนั จขิ องชอื่ ญ่ีปนุ แปลวําถ่นิ กําเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทําให๎บางครง้ั
ถกู เรียกวาํ ดินแดนแหงํ อาทิตย์อุทยั ญีป่ ุนมีเนื้อทีก่ วาํ 377,835 ตารางกิโลเมตร นบั เป็นอันดับที่ 62 ของโลกหมูํ
เกาะญ่ีปนุ ประกอบไปด๎วยเกาะน๎อยใหญํกวํา 3,000 เกาะ เกาะท่ีใหญทํ ี่สดุ กค็ ือเกาะฮนชู ฮกไกโด คิวชู และ ชิ
โกกุ ตามลําดับ เกาะของญ่ีปุนสวํ นมากจะเป็นหมเํู กาะภเู ขา ซึ่งในนั้นมีจํานวนหน่ึงเปน็ ภูเขาไฟ เชํนภเู ขาไฟฟูจิ
ภเู ขาทสี่ งู ที่สดุ ในประเทศ เป็นต๎น ประชากรของญ่ปี นุ นั้นมมี ากเป็นอนั ดับที่ 10 ของโลก คอื ประมาณ 128
ลา๎ นคน เมืองหลวงของญ่ปี ุนคอื กรุงโตเกียว ซ่ึงถ๎ารวมบริเวณปรมิ ณฑลเข๎าไปดว๎ ยแลว๎ จะกลายเป็นเขตเมืองท่ี
ใหญทํ ส่ี ดุ ในโลกท่ีมีประชากรอยอูํ าศัยมากกวํา 30 ลา๎ นคน สนั นษิ ฐานวาํ มนุษย์มาอาศัยในญ่ีปนุ ครัง้ แรกตั้งแตํ
ยุคหินเกําการกลาํ วถึงญี่ปนุ ครง้ั แรกปรากฏข้ึนในบนั ทึกของราชสาํ นักจนี ตั้งแตคํ ริสต์ศตวรรษท่ี1 ญ่ีปุนไดร๎ ับ
อทิ ธิพลจากจนี ในหลายดา๎ น เชํน ภาษา การปกครองและวฒั นธรรม แตํในขณะเดียวกันกม็ ีการปรับเปลย่ี นให๎
เปน็ เอกลักษณ์ของตนเองจงึ ทําให๎ญ่ีปนุ มวี ัฒนธรรมทโ่ี ดดเดํนมาจนปจั จุบนั อกี หลายศตวรรษตอํ มา ญ่ปี นุ ก็รบั
เอาเทคโนโลยีตะวนั ตกและนํามาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ก๎าวหน๎า และมอี ิทธพิ ลมากทีส่ ดุ ใน
เอเชียตะวนั ออกหลังจากแพส๎ งครามโลกคร้ังท่สี อง ญีป่ ุนก็มีการเปลยี่ นแปลงทางการปกครองโดยการใช๎
รัฐธรรมนญู ใหมํใน พ.ศ. 2490ญี่ปุนเปน็ ประเทศผ๎นู าํ ทางเศรษฐกิจ โดยมีจีดีพสี งู เป็นอนั ดับสองของโลก ญีป่ ุน
เปน็ สมาชกิ ของสหประชาชาติ จี 8 โออซี ีดี และเอเปค และมคี วามต่ืนตัวท่ีจะมสี วํ นรํวมในการแกไ๎ ขปญั หาของ
ตาํ งประเทศ ญ่ีปุนมีมาตรฐานความเปน็ อยํูทดี่ ี และยงั เป็นผ๎นู ําทางเทคโนโลยีเคร่ืองจักรและเคร่ืองยนต์
ประวตั ิศาสตรญ์ ีป่ นุ เร่ิมตน๎ ด๎วย ยุคยะโยอิ เริ่มเม่ือประมาณ 300 ปกี ํอนครสิ ต์ศักราช เปน็ ยคุ ท่ผี ู๎คนเริม่ เรียนร๎ู
วธิ กี ารปลูกขา๎ ว การตีโลหะ ซ่งึ ได๎รบั ความรูม๎ าจากผ๎อู พยพชาวจีนแผนํ ดินใหญํ การกลําวถงึ ญีป่ ุนคร้ังแรก
ปรากฏขึน้ ในบนั ทึกของราชสํานักจนี สมยั ราชวงศฮ์ น่ั โฮํวฮ่ันชู ในปี 57 กอํ นครสิ ตกาล ซึง่ เรยี กชาวญี่ปุนวาํ วะ
ในชวํ งพุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจกั รท่ีทรงอํานาจมากที่สุดในญี่ปุนคือ ยะมะไทโคะกุ ปกครองโดยราชินีฮมิ ิโกะ
ซ่งึ เคยสงํ คณะทตู ไปยังประเทศจีนผาํ นทางเกาหลดี ว๎ ยยุคโดะฮง ซง่ึ ตง้ั ชอ่ื ตามสสุ านทน่ี ยิ มสรา๎ งขน้ึ กนั ในยคุ
ดังกลาํ วเริ่มต๎นตั้งแตํประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 9 จนถงึ 12 เป็นยคุ ท่ีญ่ีปนุ เริม่ มีการปกครองแบบราชวงศ์ ซง่ึ
ศูนย์กลางการปกครองนั้นอยํูบริเวณเขตคันไซ ในยคุ นพ้ี ระพุทธศาสนาได๎เขา๎ มาจากคาบสมทุ รเกาหลสี ํหู มเํู กาะ
ญ่ปี ุนได๎รับอิทธพิ ลมาจากจีนเป็นหลกั เจา๎ ชายโชโตะกทุ รงสงํ คณะราชทูตไปเจรญิ สัมพันธไมตรกี ับจนี ญีป่ ุนจึง
ไดร๎ บั นวตั กรรมใหมๆํ จากจีน นอกจากนย้ี ังทรงตรารัฐธรรมนญู สบิ เจ็ดมาตรา ซง่ึ เปน็ กฎหมายญ่ปี ุนฉบับแรก
34
อกี ด๎วย และในท่สี ดุ พระพทุ ธศาสนากไ็ ด๎รบั การยอมรับมากขึ้นตง้ั แตสมํ ยั อะซกึ ะ ซง่ึ ตง้ั ชอ่ื ตามสสุ านทน่ี ยิ มสรา๎ ง
ข้นึ กนั ในยุคดงั กลําวเริ่มต๎นต้งั แตปํ ระมาณพุทธศตวรรษท่ี 9 จนถึง 12 เป็นยุคที่ญ่ีปุนเรมิ่ มกี ารปกครองแบบ
ราชวงศ์ ซึ่งศนู ย์กลางการปกครองนน้ั อยูํบริเวณเขตคนั ไซ ในยคุ น้ีพระพุทธศาสนาได๎เข๎ามาจากคาบสมทุ ร
เกาหลสี หํู มเํู กาะญี่ปุน แตํพระพุทธรูปและพุทธศาสนาในประเทศญปี่ นุ หลังจากนนั้ ได๎รับอทิ ธพิ ลจากจีนเปน็
หลกั เจ๎าชายโชโตะกทุ รงสงํ คณะราชทูตไปเจริญสมั พันธไมตรีกับจนี ญ่ีปุนจงึ ได๎รบั นวตั กรรมใหมๆํ จาก
แผนํ ดนิ ใหญมํ าเปน็ จํานวนมาก นอกจากนี้ยังทรงตรารฐั ธรรมนญู สบิ เจด็ มาตรา ซ่งึ เปน็ กฎหมายญ่ปี ุนฉบับแรก
อกี ด๎วยและในท่สี ุดพระพทุ ธศาสนากไ็ ดร๎ บั การยอมรบั มากข้ึนตัง้ แตสํ มัยอะซึกะยุคนะระ (พ.ศ. 1253 - 1337)
เป็นยุคแรกทมี่ กี ารกํอตวั เป็นอาณาจักรท่เี ข๎มแข็ง มีการปกครองอยํางมรี ะบบให๎เหน็ ได๎อยาํ งชดั เจน โดยการนํา
ระบอบการปกครองมาจากจนี แผํนดินใหญํ ศนู ยก์ ลางการปกครองในขณะน้ันก็คือเฮโจเกียวหรือจังหวัดนะระ
ในปจั จุบนั ในยคุ นะระเริ่มพบการเขียนวรรณกรรม เชนํ โคจกิ ิ (พ.ศ.1255) และนิฮงโชะกิ(พ.ศ. 1263) เมอื ง
หลวงถกู ย๎ายไปทนี่ ะงะโอกะเกยี ว เปน็ ชํวงเวลาส้ันๆ และถกู ยา๎ ยอกี ครงั้ ไปยงั เฮองั เกยี ว ซึ่งเป็นจดุ เร่ิมตน๎ ของ
ยคุ เฮองั ระหวาํ ง พ.ศ. 1337 จนถึง พ.ศ. 1728 ซึง่ เปน็ ยคุ เฮอังนัน้ ถือไดว๎ ําเป็นยุคทองของญี่ปุน เน่อื งจากเปน็
ยุคสมยั ท่ีวฒั นธรรมของญปี่ ุนเองเรม่ิ พฒั นาขน้ึ ส่งิ ทเ่ี ห็นได๎อยาํ งชัดมากท่ีสุดคือ การประดิษฐ์ตวั อักษร ฮริ างา
นะ ซ่งึ ทําใหเ๎ กิดวรรณกรรมที่แตํง โดยตวั อักษรนเี้ ปน็ จํานวนมาก เชนํ ในชํวงกลางพทุ ธศตวรรษที่ 16 ได๎มีการ
แตงํ นวนยิ ายเร่ืองนิทานเกนจิขึ้น ซง่ึ เป็นนิยายทบี่ รรยายเกี่ยวกับการใช๎ชวี ิต การปกครองของตระกลู ฟจุ ิวาระ
และบทกลอนท่ีถูกใชเ๎ ปน็ เนื้อเพลงของเพลงชาติญีป่ ุน คมิ ิงะโยะ ก็ถูกแตงํ ขึน้ ในชํวงนีเ้ ชํนเดียวกันยุคศักดนิ า
ญ่ีปุนเร่มิ ตน๎ จากการที่ผป๎ู กครองทางการทหารเริ่มมีอาํ นาจข้ึนพ.ศ.1728 หลงั จากการพาํ ยแพข๎ องตระกลู ไทระ
มนิ ะโมะโตะ โน โยรโิ ตโมะ ได๎แตงํ ตั้งตนเองเป็นโชกนุ และสรา๎ งรฐั บาลทหารในเมืองคะมะกุระ ซึ่งเปน็
จดุ เริม่ ตน๎ ของยคุ คะมะกรุ ะ ซ่ึงมกี ารปกครองแบบศักดินา แตํรัฐบาลคามากุระกไ็ มสํ ามารถปกครองทั้งประเทศ
ได๎ เพราะพวกราชวงศย์ ังคงมีอาํ นาจอยํูในเขตตะวนั ตก หลังจากการเสยี ชวี ิตของโชกนุ โยรโิ ตโมะ ตระกลู โฮโจ
ไดก๎ ๎าวขน้ึ มาเป็นผู๎สําเรจ็ ราชการใหโ๎ ชกุน รัฐบาลคะมะกรุ ะสามารถตํอต๎านการรุกรานของจกั รวรรดมิ องโกลใน
พ.ศ. 1817 และ พ.ศ. 1824 โดยไดร๎ ับความชวํ ยเหลอื จากพายกุ ามกิ าเซํ ซง่ึ ทาํ ให๎กองทัพมองโกลประสบความ
เสียหายมากอยํางไรก็ตาม รฐั บาลคะมะกุระก็อํอนแอลงจากสงครามคร้ังนี้ จนในท่ีสดุ ต๎องสูญเสียอํานาจให๎แกํ
จกั รพรรดิโกไดโกะ ผู๎ซึ่งพาํ ยแพต๎ อํ อาชิกางะ ทากาอจุ ิในเวลาตอํ มาไมํนานอาชกิ างะ ทากาอจุ ิ ยา๎ ยรฐั บาลไปต้งั
ไว๎ท่มี โิ รมะจิ จงั หวดั เกียวโต จงึ ได๎ชอื่ วํายุค มโุ รมะจิ ในชวํ งกลางพุทธศตวรรษที่ 20 อํานาจของโชกนุ เร่มิ เสื่อม
ลงและเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เพราะบรรดาเจ๎าครองแคว๎นตํางทําการส๎ูรบเพ่ือแยํงชิงความเปน็ ใหญํ ซ่งึ ทาํ
ให๎ญ่ปี นุ เขา๎ สยํู คุ สงคราม ทเ่ี รยี กวาํ ยคุ เซงโงกุ ในระหวํางพุทธศตวรรษที่ 21 มีพํอค๎าและมชิ ชันนารีจาก
โปรตุเกสเดินทางมาถึงญี่ปุนเปน็ ครั้งแรก และเรมิ่ การค๎าขายและแลกเปล่ียนวัฒนธรรมระหวาํ งญีป่ ุนกบั โลก
ตะวนั ตกสงครามดํารงอยหูํ ลายสิบปีจนโอดะ โนบุนากะเอาชนะเจา๎ ครองแคว๎นอน่ื หลายคน โดยใช๎เทคโนโลยี
และอาวธุ ของยุโรปและเกอื บจะรวมประเทศญป่ี นุ ใหเ๎ ป็นปึกแผํนได๎แล๎วเมื่อเขาถกู ลอบสังหารใน พ.ศ. 2125 โท
โยโทมิ ฮเิ ดโยชิ ผส๎ู บื ทอดเจตนารมณ์ตํอมาสามารถปราบปรามบา๎ นเมืองใหส๎ งบลงไดใ๎ น พ.ศ. 2133 ฮิเดโยชิ
รุกรานคาบสมุทรเกาหลถี ึง 2 คร้ังแตํก็ไมํประสบความสาํ เรจ็ จนเมือ่ เขาเสยี ชีวติ ลงใน พ.ศ. 2141 ญป่ี ุนก็ถอน
35
ทพั หลังจากฮเิ ดโยชิเสียชวี ติ โทกงุ ะวะ อเิ อะยะสึ แตงํ ตงั้ ตนเองข้นึ เปน็ ผูส๎ าํ เรจ็ ราชการใหแ๎ กลํ กู ชายของฮเิ ดโยชิ
โทโยโทมิ ฮเิ ดโยริ เพื่อที่จะได๎อาํ นาจทางการเมอื งและการทหาร อิเอะยะสึเอาชนะไดเมียวตาํ งๆ ได๎ในสงคราม
เซะกิงะฮะระ ใน พ.ศ. 2143 จึงข้นึ เป็นโชกนุ ใน พ.ศ. 2146 และกํอตง้ั รฐั บาลใหมํท่เี มืองเอะโดะ ยุคเอะโดะจึง
เริ่มตน๎ ข้นึ รัฐบาลใช๎วิธหี ลายอยาํ ง เชํน บุเกโชฮตั โต เพ่ือควบคุมไดเมยี วทัง้ หลาย ใน พ.ศ. 2182 รัฐบาลเร่มิ
นโยบาย ประเทศและใช๎นโยบายน้ีอยาํ งไมเํ ข๎มงวดนัก ตํอเนอื่ งถึงประมาณสองร๎อยห๎าสบิ ปีในระหวาํ งน้ญี ปี่ นุ
ศึกษาเทคโนโลยีตะวันตกผํานการติดตํอกับ ชาวดตั ช์ท่ีสามารถเข๎ามาทเี่ กาะเดจมิ ะ (ในจังหวดั นะงะซะกิ)
เทาํ นนั้ ความสงบสขุ จากการปิดประเทศเปน็ เวลานานทําใหช๎ นทอ่ี ยูํใต๎อาํ นาจปกครองอยํางเชนํ ชาวเมืองไดม๎ ี
โอกาสท่ีจะประดิษฐ์สิ่งใหมํๆ ข้ึนมาในทางของตนเอง ในยคุ เอะโดะน้ยี งั มีการเริ่มตน๎ การใหศกึ้ ษาประชาชน
เก่ยี วกบั ประเทศญปี่ นุ อีกดว๎ ยแตญํ ป่ี นุ ก็ถูกกดดนั จากประเทศตะวนั ตกให๎เปิดประเทศอีกครั้ง ในวนั ท่ี 31
มีนาคม พ.ศ. 2394 นาวาเอก (พเิ ศษ) แมทธิว เพอรร์ ี่ และเรือดําน้าํ ของกองทพั เรือสหรัฐอเมริกาบกุ มาถงึ ญีป่ ุน
เพ่อื บังคับให๎เปิดประเทศด๎วยสนธสิ ญั ญาสมั พนั ธไมตรีกบั ประเทศสหรัฐอเมริกา หลงั จากนั้นญ่ปี นุ ก็ตอ๎ งทํา
สนธิสัญญาแบบเดยี วกันกับประเทศตะวันตกอน่ื ๆ ซึ่งสนธสิ ัญญาเหลาํ นีท้ ําใหญ๎ ป่ี ุนประสบปญั หา ทง้ั ทาง
เศรษฐกิจและการเมอื ง เพราะการเปดิ ประเทศและให๎สิทธิพิเศษกับชาวตํางชาตทิ ําให๎ชาวญ่ีปุนจาํ นวนมากไมํ
พอใจตอํ รฐั บาลเอะโดะ และเกิดกระแสเรียกร๎องให๎คืนอํานาจอธิปไตยแกํองค์จกั รพรรดิ (ซึ่งมักเรยี กวาํ การ
ปฏริ ปู เมจิ) จนในทีส่ ดุ รฐั บาลเอะโดะกห็ มดอาํ นาจลง
ในยคุ เมจิ รัฐบาลใหมํภายใตก๎ ารปกครองของสมเดจ็ พระจักรพรรดิเมจิได๎ยา๎ ยฐานอํานาจขององคจ์ กั รพรรดิ
มายงั เอะโดะ และเปลีย่ นชื่อเมืองหลวงจากเอะโดะเป็นโตเกียวมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองตามแบบ
ตะวนั ตก เชํน บังคบั ใช๎รัฐธรรมนญู ในพ.ศ. 2443 และกอํ ตงั้ สภานิตบิ ัญญตั แิ หํงชาติโดยใชร๎ ะบบสองสภา
นอกจากน้ี จกั รวรรดิญ่ปี ุนยงั สนบั สนุนการรบั เอาวิทยาการจากประเทศตะวันตก และทําใหม๎ ีความก๎าวหนา๎ ทาง
อตุ สาหกรรมเปน็ อยาํ งมาก จกั รวรรดญิ ่ีปุนเรมิ่ มีความขดั แยง๎ ทางทหารกับประเทศขา๎ งเคียงเม่ือพยายามขยาย
อาณาเขต หลงั จากที่ได๎ชยั ชนะในสงครามจีน - ญป่ี ุน คร้ังท่ีหนง่ึ (พ.ศ. 2437 - 2438) และสงครามรสั เซยี -
ญีป่ ุน (พ.ศ. 2447 - 2448) ญี่ปุนก็ได๎อาํ นาจปกครองไตห๎ วัน เกาหลี และตอนใต๎ของเกาะซาคาลิน
36
ญปี่ ุนยอมแพ๎สงครามโลกครัง้ ท่ี 2
สงครามโลกครั้งท่ีหน่งึ ทาํ ให๎ญ่ีปุนซง่ึ อยูํฝุายไตรภาคี ผู๎ชนะสามารถขยายอาํ นาจและอาณาเขตตํอไปอีก ญ่ปี ุน
ดําเนนิ นโยบายขยายดินแดนตอํ ไป โดยการครอบครองแมนจเู รียใน พ.ศ. 2474 และเม่ือถูกนานาชาติประณาม
ในการครอบครองดนิ แดนน้ี ญี่ปุนก็ลาออกจากสนั นิบาตชาตใิ นสองปีตํอมา ในปี 1936 ญี่ปุนลงนามใน
สนธิสัญญาตอํ ตา๎ นองค์การคอมมวิ นิสตส์ ากลกบั นาซีเยอรมนี และเข๎ารวํ มกับฝาุ ยอักษะในปี 1941
ในยคุ สงครามโลกคร้งั ทีส่ อง ญ่ปี ุนได๎เสริมสร๎างอาํ นาจทางการทหารใหเ๎ ขม๎ แขง็ ย่งิ ขนึ้ หลงั จากญ่ีปุนถูกกีดกนั
ทางการคา๎ จากสหรฐั อเมรกิ า ตํอมาจงึ ไดเ๎ ปดิ ฉากสงครามในแถบเอเชียแปซฟิ ิก (ซงึ่ รูจ๎ ักกันทว่ั ไปในชอ่ื สงคราม
มหาเอเชียบูรพา) ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยการโจมตีฐานทัพเรอื สหรัฐอเมริกาที่อําวเพิร์ล และการ
ยาตราทัพเขา๎ มายังเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต๎ ซ่งึ สวํ นใหญเํ ป็นดินแดนอาณานคิ มของสหรฐั อเมรกิ า สหราช
อาณาจักรและเนเธอรแ์ ลนด์ ตลอดสงครามครงั้ นนั้ ญ่ีปุนสามารถยดึ ครองประเทศตาํ งๆ ในเอเชยี ตะวันออก
เฉียงใต๎ได๎ทงั้ หมด แตํหลังจากญ่ีปุนพํายแพ๎ให๎แกํสหรฐั อเมริกาในการรบทางน้ําในมหาสมุทรแปซิฟิกหลังจาก
ยทุ ธนาวีแหงํ มิดเวย์ (พ.ศ. 2485) ญ่ีปุนก็ตกเป็นฝาุ ยเสยี เปรียบมากขึน้ เรื่อยๆ แตํกย็ งั ไมยํ อมแพ๎แกฝํ าุ ย
สัมพันธมิตรโดยงําย เมือ่ ต๎องเผชิญหนา๎ กับระเบดิ ปรมาณูของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกทิ้งทเ่ี มืองฮิโรชิมาและนางา
ซากิ (ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตามลาํ ดับ) และการรกุ รานของสหภาพโซเวียต (วันท่ี 8 สงิ หาคม
พ.ศ. 2488) ญ่ปี นุ จงึ ประกาศยอมแพ๎อยํางไมม่เี งอื่ นไขในวนั ที่ 15 สิงหาคม ปีเดยี วกัน สงครามทําใหญ๎ ่ีปนุ
ตอ๎ งสูญเสียพลเมอื งนับล๎านคนและทําให๎อตุ สาหกรรมและโครงสรา๎ งพน้ื ฐานของประเทศเสียหายอยาํ งหนกั
ฝุายสมั พนั ธมติ รซ่งึ นาํ โดยสหรัฐอเมริกาได๎สงํ พลเอกดกั ลาส แมกอารเ์ ธอรเ์ ข๎ามาควบคุมญีป่ นุ ต้ังแตํหลงั สงคราม
37
จบใน พ.ศ. 2490 ญี่ปุน เริม่ ใช๎รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหมํซึ่งเนน๎ เร่อื งประชาธิปไตยอิสระการควบคมุ ญีป่ ุน ของฝาุ ย
สมั พันธมติ รสิ้นสดุ เม่ือมกี ารลงนามในสนธสิ ัญญาซานฟรานซสิ โกในพ.ศ. 2499 และญป่ี ุนไดเ๎ ป็นสมาชกิ
สหประชาชาติในปี 1956 หลงั จากสงครามญี่ปุนสามารถพัฒนาทางเศรษฐกจิ ด๎วยอัตราการเจรญิ เตบิ โตท่สี งู
มากจนกลายเป็นประเทศท่ีมเี ศรษฐกจิ ใหญเํ ปน็ อันดับสองของโลก
บรรยากาศในตอนกลางคืนและ อาคารโตเกยี วทาวเวอร์ ประเทศญีป่ ุน
ประเทศญ่ปี ุนปกครองดว๎ ยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรภี ายใตร๎ ัฐธรรมนูญ โดยมสี มเด็จพระ
จักรพรรดทิ รงเป็นประมุข แตพํ ระจกั รพรรดิไมํมพี ระราชอํานาจในการบรหิ ารประเทศ โดยมบี ัญญัติไว๎ใน
รัฐธรรมนญู แหํงญี่ปุนวาํ สญั ลกั ษณ์แหํงรฐั และความสามัคคีของชนในรฐั อํานาจการปกครองสวํ นใหญํตกอยูํกับ
นายกรฐั มนตรแี ละสมาชิกอน่ื ๆ ในสภานิติบัญญัตแิ หํงชาติ อาํ นาจอธปิ ไตยนัน้ เปน็ ของชาวญ่ปี นุ พระจักรพรรดิ
ทรงทําหน๎าทเ่ี ป็นประมุขแหํงรฐั ในพิธกี ารทางการทตู พระองคป์ จั จุบันคอื จักรพรรดิอะกิฮิโตะ สวํ นรัชทายาท
คือมกฎุ ราชกมุ ารนะรฮุ ิโตะ องคก์ รนติ ิบัญญตั ิของญี่ปุน คอื สภานิตบิ ญั ญัติแหํงชาติ หรือทีเ่ รยี ก “ไดเอต็ ” เป็น
ระบบสองสภา ประกอบ ดว๎ ย สภาผ๎ูแทนราษฎร (อังกฤษ : House of Representatives) เปน็ สภาลําง มี
สมาชิกส่ีรอ๎ ยแปดสบิ คนซ่ึงมีวาระดาํ รงตาํ แหนํงสีแ่ ละ มนตรสี ภา (อังกฤษ : House of Councillors) เป็นสภา
สูง มสี มาชกิ สองร๎อยสส่ี ิบสองคนซึ่งมีวาระดํารงตําแหนํงหกปี โดยมีการเลือกต้ังสมาชกิ มนตรีสภาจํานวน
38
ครงึ่ หนึ่งสลับกนั ไปทุกสามปี สมาชกิ ของสภาทงั้ สองมาจากการเลือกตัง้ ท่ัวประเทศ สํวนผูม๎ สี ิทธิเลอื กตง้ั น้ันมี
อายุยีส่ บิ ปบี ริบูรณ์เปน็ ตน๎ ไป พรรคเสรปี ระชาธปิ ไตยเปน็ พรรครฐั บาลมาโดยตลอดต้ังแตกํ อํ ต้ังพรรคใน พ.ศ.
2498 ยกเว๎นชวํ งส้ันๆ ใน พ.ศ. 2536 ทเี่ กดิ รัฐบาลผสมของพรรคฝาุ ยค๎าน ทั้งนี้แกนนาํ ฝุายคา๎ นคือพรรค
ประชาธปิ ไตยญี่ปนุ สําหรบั อํานาจบริหารน้ัน พระจักรพรรดทิ รงแตงํ ต้งั นายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผ๎ูแทน
ราษฎรที่ได๎รบั เลือก โดยสมาชิกด๎วยกันเองใหเ๎ ปน็ หัวหนา๎ รฐั บาล นายกรฐั มนตรี มีอาํ นาจแตงํ ตัง้ รฐั มนตรีและ
ให๎รัฐมนตรพี น๎ จากตําแหนํง
นโยบายต่างประเทศและการทหาร
ญป่ี ุนรกั ษาความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกจิ และทางทหารกับสหรัฐอเมริกาซ่ึงเปน็ พันธมิตรหลกั โดยมีความรํวมมือ
ทางความมน่ั คงระหวํางสหรฐั อเมรกิ าและญีป่ ุนเป็นเสาหลักของนโยบายตาํ งประเทศ ญีป่ ุนเปน็ สมาชิกของ
สหประชาชาตติ ัง้ แตํปี 1956 ไดเ๎ ป็นสมาชิกไมํถาวรของคณะมนตรีความมน่ั คงแหํงสหประชาชาติ รวม 9 ครงั้
(ลําสดุ เมือ่ ปี 2005 - 2006)และยงั เป็นหน่ึงในกลมุํ G4 ซงึ่ มงํุ หวงั จะเข๎าเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรคี วาม
มนั่ คง ญ่ปี ุน ซง่ึ เป็นสมาชกิ ของ G8 และเอเปค มคี วามตืน่ ตวั ทจี่ ะมสี วํ นรํวมในการแก๎ไขปัญหาของตํางประเทศ
และกระชับความสมั พนั ธ์ทางการทูต กบั ประเทศคูํคา๎ ท่สี ําคญั ทว่ั โลก นอกจากนย้ี ังเป็นผ๎ทู ่ีใหค๎ วามชํวยเหลอื
เพอื่ การพฒั นาอยาํ งเปน็ ทางการ (ODA) รายใหญขํ องโลกโดยบรจิ าค 7.69 พันล๎านดอลลารส์ หรฐั ในปี 2007
จากการสาํ รวจของบบี ซี ีพบวาํ นอกจากประเทศจีนและเกาหลใี ตแ๎ ลว๎ ประเทศสวํ นใหญมํ องอิทธิพลของญ่ปี นุ ท่ี
มตี ํอโลกเชิงบวกญี่ปุนมีปัญหาข๎อพพิ าทเร่อื งสิทธใิ นดินแดนตํางๆ กบั ประเทศเพือ่ นบ๎าน เชนํ กบั รัสเซีย เรือ่ ง
เกาะครู ลิ กบั เกาหลใี ต๎เรื่องหินลีอังคอรท์ (หรอื ทะเกะชิมะ ในภาษาญ่ีปนุ )กบั จนี และไตห๎ วนั เร่ืองเกาะเซงกากุ
กบั จีนเรือ่ งเขตเศรษฐกจิ จําเพาะรอบๆ โอะกิโนะ โทะรชิ มิ ะเป็นต๎น นอกจากนี้ ญ่ปี นุ ยังคงมีปญั หากบั เกาหลี
เหนอื กรณีการลกั พาตวั ชาวญปี่ ุนและเรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลยี ร์ และเนอื่ งจากข๎อพพิ าทเรือ่ งเกาะคูรลิ
ในทางกฎหมายแล๎วญีป่ ุนยงั คงทําสงครามอยูํกับรสั เซีย เพราะไมเํ คยมกี ารลงนามในข๎อตกลงใดๆ เกี่ยวกับ
ปญั หาน้ี
2. เหตกุ ารณ์สาคญั ทางประวตั ิศาสตร์ที่เกดิ ข้ึนในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี
2.1 ยคุ ลําอาณานิคม
ยุคลาํ อาณานิคมเกิดข้ึนเนื่องจากประเทศทางโลกตะวันตก ได๎แกํองั กฤษ ฝรง่ั เศสโปรตุเกส ฮอลนั ดา ฯลฯ
พยายามขยายอาณานคิ มของตนเองไปยงั ประเทศตํางๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปเอเชีย เป็น
ประเทศเปาู หมายสําคัญทปี่ ระเทศมหาอํานาจเหลาํ นเ้ี ดินทางมาเพื่อเปน็ เมืองขึ้น ทั้งประเทศอินเดยี พมาํ
อินโดนเี ซีย ฟลิปปนิ ส์ ลาว เวยี ดนาม เป็นต๎น ในบทน้จี ะกลําวถึงประเทศทีถ่ ูกยดึ เปน็ อาณานคิ มพอเปน็ สังเขป
ดังน้ี ประเทศพมําต้งั อยใํู นเขตพนื้ ท่ีเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ มีระบบการปกครองที่มอบอาํ นาจใหแ๎ กํกษัตริย์
และขุนนางซึง่ เป็นเพยี งกลํมุ คนจาํ นวนน๎อยในสังคม สวํ นไพรแํ ละทาสซงึ่ เปน็ คนสวํ นใหญแํ ละมหี ลากหลาย
ชาตพิ นั ธ์มุ หี น๎าท่ีในการสํงสวํ ยหรือใช๎แรงงานแกํรัฐตามกลไกระบบศักดนิ าหลังสงครามอังกฤษกบั พมําครั้งที่ 3
สิ้นสดุ พระเจ๎าธบี อและมเหสีกถ็ ูกเนรเทศองั กฤษก็ไดผ๎ นวกพมําเขา๎ กับอินเดยี ทําใหร๎ ะบบการปกครองของพมํา
ล๎มเหลว ขุนนางขาดแหลงํ อ๎างอิง ในการใช๎อาํ นาจที่ชอบธรรม พระราชวงั มณั ฑะเลยก์ ลายเป็น ศนู ยก์ ลางรวม
39
กองบัญชาการทหาร นอกจากนั้นองั กฤษยังทาํ การเลกิ ระบบไพรแํ ละทาสด๎วยขนุ นางของพมําจาํ นวนมากยอม
ให๎ความรวํ มมือกบั องั กฤษและตอํ มาไมนํ านก็ถูกระบบขององั กฤษดูดกลนื หลงั จากนน้ั อังกฤษก็ไดข๎ ึน้ มาเป็นชน
ช้นั ปกครองของพมาํ พมําได๎ถกู สร๎างภาพลักษณใ์ หมํใหซ๎ ึมซาถงึ ทกุ ชนชน้ั ซง่ึ นักศึกษาสวํ นใหญเํ ชอ่ื วาํ พมาํ
สมยั ใหมเํ ป็นผลผลติ ของอังกฤษ ICS เปน็ กลํุม นกั บริหารอาณานิคม ทีเ่ กิดจากการคดั เลอื กซ่งึ จะทํางานอยูํใน
อินเดยี และพมํา เจา๎ หนา๎ ที่ 1 คน ต๎องรบั ผิดชอบคนราว 300,000 คน ทาํ ใหค๎ ํอนขา๎ งทาํ งานหนักการทํางาน
ของ ICS จาํ เปน็ จะต๎องปฏสิ ัมพันธก์ บั คนพ้นื เมือง เชนํ ในพมาํ แตํดว๎ ยความที่มีอคติมองวาํ ชาวพมาํ เป็นชนชน้ั
ที่ตํ่าต๎อย จงึ ทําให๎ ICS สํวนใหญํไมสํ นใจท่ีจะเรียนร๎ูเกยี่ วกับพนื้ เมืองพมาํ มากนัก ทาํ ให๎ ICS และคนพน้ื เมือง
พมาํ คํอนข๎างที่จะเกิดความรส๎ู ึกแปลกแยกทง้ั จากเช้อื ชาติเดียวกันและตํางเช้ือชาติการปกครองขององั กฤษใน
ดา๎ นการเก็บภาษี โดยเฉพาะสํวยทร่ี ัฐบาลเรยี กเกบ็ รายบุคคลทาํ ใหภ๎ าวะราคาข๎าวตกตํา่ จนชาวพมํา เกิดความ
กดดนั และนําไปสํูการตํอต๎านเกดิ กบฏหยาํ ซาน แตํการเกิดความขดั แยง๎ นัน้ องั กฤษมองวําเปน็ การกระทําท่ีเกดิ
จากไสยศาสตร์ความคดิ แบบจารตี ไมํไดก๎ ลาํ ววําเป็นการเกิดจากปัญหาสังคม - เศรษฐกจิ ครน้ั ถึงชํวงปลายพุทธ
ศตวรรษที่ 24 ตํอชํวงตน๎ พุทธศตวรรษที่ 25 ประเทศฝร่งั เศสเรม่ิ ให๎ความสนใจทจี่ ะขยายอํานาจเขา๎ มาสํูดนิ แดน
ในแถบลํมุ แมํนา้ํ โขงเพ่อื หาทางเขา๎ ถงึ ดนิ แดนตอนใต๎ของจีนเพื่อเปิดตลาดการคา๎ แหํงใหมํแขํงกับองั กฤษ ซง่ึ
สามารถยดึ พมาํ ได๎กํอนหนา๎ นั้นแลว๎ โดยฝรั่งเศสเรม่ิ จากการยดึ ครองแคว๎นโคชนิ จีนหรือเวยี ดนามใต๎กํอนในปี
พ.ศ. 2402 รกุ คืบเขา๎ มาสํูดินแดนเขมร สํวนนอกซึ่งไทยปกครองในฐานะประเทศราชใน ปี พ.ศ. 2406 (ไทยตก
ลงยอมสละอาํ นาจเหนือเขมรสวํ นนอกอยาํ งเปน็ ทางการในปี พ.ศ. 2410) จากนั้นจึงไดข๎ ยายดนิ แดนใน
เวยี ดนามตอํ จนกระท่ังสามารถยดึ เวยี ดนามได๎ ทงั้ ประเทศในปี พ.ศ. 2426 พรมแดนของสยามทางด๎าน
ประเทศราชลาวจงึ ประชดิ กบั ดินแดนอาณานิคมของฝร่ังเศสอยํางหลกี เลย่ี งไมไํ ดใ๎ นระยะเวลาเดยี วกนั ใน
ประเทศจนี ได๎เกิดเหตุการณก์ บฏไทผํ ิงตอํ ต๎านราชวงศช์ งิ กองกําลงั กบฏชาวจนี ฮํอ ทแ่ี ตกพํายไดถ๎ อยรํนมาต้งั
กาํ ลงั ซํองสมุ ผูค๎ นอยูํในแถบมนฑลยูนนานของจีน ดนิ แดนสิบสองจไุ ทย และตามแนวชายแดนประเทศราชลาว
ตอนเหนือ กองกาํ ลังจีนฮํอได๎ทาํ การปล๎น สะดมราษฎรตามแนวพ้ืนท่ดี ังกลําวอยํางตอํ เน่ือง สรา๎ งปัญหาตอํ การ
ปกครองของท้งั ฝุายไทยและฝรง่ั เศสอยาํ งย่ิง เพราะสํงกําลังไปปราบปรามหลายครงั้ กย็ ังไมสํ งบ เฉพาะกับ
อาณาจักรหลวงพระบางนน้ั ทางกรุงเทพถงึ กบั ตอ๎ งปลดพระเจา๎ มหนิ ทรเทพนภิ าธร เจ๎าผู๎ครองนครหลวงพระ
บางออกจากตําแหนํงเน่ืองจากไมํสามารถรักษาเมืองและปลอํ ยใหก๎ องทัพฮํอเขา๎ ปลน๎ สะดมและเผาเมืองหลวง
พระบางลงและต้ังเจ๎าคาํ สุกข้ึนเป็นพระเจ๎าสักรินทรฤทธ์ปิ กครองดนิ แดนแทนไทย (หรอื สยามในเวลานนั้ ) จึง
รวํ มกบั ฝรัง่ เศสปราบฮอํ จนสาํ เร็จ โดยทัง้ สองฝาุ ยไลํตกี องกําลังจีนฮอํ จากอาณาเขตของแตํละฝาุ ยใหม๎ าบรรจบ
กันทเ่ี มืองแถง (เดยี นเบียนฟูในปัจจบุ นั ) แตกํ ็เกดิ ปัญหาใหมํ คือ ฝุายฝรั่งเศสฉวยโอกาสอ๎างสทิ ธปิ กครองเมือง
แถงและสิบสองจุไทยโดยไมยํ อมถอนกําลงั ทหารออกจากเมืองแถงเพราะอา๎ งวําเมอื งน้ีเคยสงํ สวํ ยให๎เวียดนาม
มากํอน ปัญหาดังกลาํ วน้มี ที ่ีมาจากภาวะการเป็นเมืองสองฝุายของเมืองปลายแดน ซึ่งจะสํงสวํ ยให๎แกรํ ฐั ใหญํ
ทกุ รฐั ทม่ี ีอทิ ธพิ ลของตนเองเพ่อื ความอยรํู อด พระยาสุรศักดม์ นตรี (เจิม แสง-ชูโต) แมํทัพฝาุ ยไทย เห็นวาํ ถ๎าตก
ลงกบั ฝรง่ั เศสไมไํ ดจ๎ ะทําใหป๎ ัญหาโจรฮํอบานปลายแก๎ยาก จงึ ตัดสนิ ใจทาํ สัญญากบั ฝร่งั เศสในวันที่ 22 ธนั วาคม
พ.ศ. 2431 ให๎ฝาุ ยไทยตง้ั กาํ ลงั ทหารท่เี มืองพวน (เชียงขวาง) ฝรงั่ เศสตัง้ กําลงั ทหารทีส่ ิบสองจไุ ทย สํวนเมือง
40
แถงเป็นเขตกลางใหม๎ ีทหารของทงั้ สองฝาุ ยดูแลจนกวํารฐั บาลทั้งสองชาตจิ ะเจรจาเร่ืองปักปันเขตแดนได๎ ผล
จากสนธสิ ญั ญานแี้ ม๎จะทําให๎ฝุายไทยรํวมมือปราบฮํอกบั ฝรั่งเศสจนสาํ เรจ็ และสามารถยุติความขัดแย๎ง เรอื่ ง
แควน๎ สบิ สองจไุ ทย เมอื งพวนและหัวพันท้งั หา๎ ทง้ั หกยุติลงไปช่ัวคราว แตํกต็ ๎องเสียดินแดนสิบสองจไุ ทยโดย
ปรยิ ายไป
การลา่ อาณานคิ มของอังกฤษ
ในยุคลาํ อาณานิคมนั้น กลมํุ ประเทศมหาอํานาจตะวันตกหลายประเทศตํางแสวงหาอาณานคิ มของตนเอง เชํน
ประเทศอังกฤษ โปรตเุ กส ฝรง่ั เศส ไดแ๎ ผํอิทธพิ ลเข๎ามาในทวีปเอเชียหลายประเทศและประเทศหน่งึ ท่ีตกเปน็
เมอื งขึ้นของอังกฤษคืออินเดียนน่ั เองบริษัทอิสต์อินเดยี ของอังกฤษเข๎ามาทําการค๎าในประเทศอนิ เดีย เป็น
ประวัตศิ าสตร์ท่ีศูนย์อาํ นาจชาวองั กฤษทเ่ี ขา๎ มาสูํอนิ เดียน้ันมาในนามของพํอคา๎ ความจรงิ แลว๎ มหี ลายชาติท่ี
เขา๎ มาทําการค๎ากับอินเดีย ที่สําคัญ เชนํ ชาวโปรตุเกส ชาวฮอลันดา ชาวฝรั่งเศส เปน็ ตน๎ โปรตเุ กส นับเป็น
ยุโรปชาติแรกๆ ท่ีเข๎ามาทาํ การคา๎ บนแผนํ ดนิ อนิ เดีย นบั ตั้งแตวํ ัสโก ดากามา เดนิ ทางมาถงึ เมืองกาลิกัตทาง
ตะวันตกของอินเดีย ตง้ั แตปํ ลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 และสามารถสร๎างเมอื งทําของตัวเองขนึ้ เป็นผลสําเรจ็ ท่ี
เมอื งกัว(Goa) หลังจากชาวโปรตเุ กสแลว๎ ก็มชี าวฮอลนั ดาและชาวฝรง่ั เศส สํวนองั กฤษนั้นเข๎ามาในภายหลงั
เมื่อชาวโปรตเุ กส ฮอลันดา และฝรั่งเศสได๎มกี ิจการท่ีอนิ เดียอยกํู ํอนแล๎วและนําศาสนาคริสตม์ าเผยแผใํ นอนิ เดีย
ด๎วยบรษิ ัทอสิ ต์ อินเดียของอังกฤษ ทําใหเ๎ กิดเปน็ ปฏปิ ักษก์ ับชาวอินเดยี ทัง้ ท่ีเปน็ มุสลมิ และฮินดู เพราะ
บทเรยี นเชํนน้ี พอํ ค๎าชาวอังกฤษจึงไมปํ รารถนาจะให๎เรื่องศาสนามาเป็นอปุ สรรคในการทําธรุ กิจการคา๎ ท่ีสาํ คัญ
คือ ชาวองั กฤษเองกลับเปน็ ผ๎ูสนบั สนนุ ชาวอินเดยี ไมวํ ําจะเป็น มุสลิมหรอื ฮนิ ดใู นการตอํ ส๎กู ับพํอคา๎ ตํางศาสนา
แม๎จะเข๎ามาสํูอินเดียหลังชาติอื่น แตํอังกฤษกลับประสบความสาํ เรจ็ อยํางรวดเร็วและมากกวําชาติอน่ื ภายใน
เวลาไมํนาน บรษิ ทั อสิ ต์อิน เดียขององั กฤษ กส็ ามารถจดั ต้ังศนู ย์การค๎าของตัวเองได๎ตามเมอื งทําสาํ คญั
นบั ต้งั แตํแถบตะวนั ตกท่ีเมืองสรุ ตั บอมเบย์มาจนถงึ แถบตะวนั ออก คอื มทั ราส และกัลกัตตา ทง้ั น้กี ็ด๎วยความ
ชวํ ยเหลือจากเจ๎าผ๎คู รองนครตํางๆ เม่ือมาถึงชวํ งกลางครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 18 เป็นชวํ งทอี่ ํานาจปกครองรวมศูนย์
โดยกษตั รยิ ม์ สุ ลมิ เริ่มเสื่อมลงเป็นโอกาสใหพ๎ ํอค๎าชาวอังกฤษมีโอกาสเขา๎ ไปแทรกแซงด๎วยการชวํ ยเหลอื ฝาุ ยใด
ฝาุ ยหน่งึ ท่มี ีความขัดแยง๎ กัน จนในที่สดุ บรษิ ัทอสิ ต์อินเดียกม็ ีอิทธพิ ลเหนอื เจ๎าผ๎ปู กครองเหลํานัน้ และนําไปสูํ
การมอี ํานาจเหนอื แผนํ ดินอนิ เดยี ในเวลาตอํ มาลํวงมาถึงศตวรรษที่ 19 ประเทศอนิ เดยี ทงั้ หมดก็ตกอยูํภายใต๎
อทิ ธิพลขององั กฤษน่นั คือ บางสํวนเปน็ เขตปกครองของอังกฤษโดยตรง เรียกวาํ บรทิ ชิ ราช (British Raj) เขต
ปกครองโดยตรงน้มี ปี ระมาณ 3 ใน 5 ของอนิ เดยี ท้งั หมด สวํ นท่เี หลือเปน็ การปกครองโดยมหาราชาผูค๎ รองนคร
ท่ีแตกแยกเป็นแควน๎ เล็กแคว๎นน๎อยท่ีแม๎จะ ปกครองตนเองได๎แตํกต็ กอยภํู ายใต๎อาํ นาจของอังกฤษ กลาํ วคือ ไมํ
สามารถปฏเิ สธอํานาจของอังกฤษไดช๎ ํวงประมาณ 100 ปี ตั้งแตํตน๎ ศตวรรษท่ี 19 ถึงต๎นศตวรรษที่ 20 เปน็ ร๎อย
ปแี หงํ ความเปน็ ไปของอินเดยี ทีถ่ ูกกาํ หนดทิศทางโดยผป๎ู กครองชาวอังกฤษ อินเดียทีแ่ ตกเปน็ แคว๎นเลก็ แคว๎น
นอ๎ ยมานานหลายร๎อยปีถูกเช่อื มโยงใหต๎ ิดกนั เปน็ หน่ึงเดียว ด๎วยระบบทางรถไฟและการสื่อสารไปรษณยี ์ที่
องั กฤษจัดสรา๎ งขึน้ บนแผนํ ดนิ อนิ เดยี นบั ตงั้ แตชํ วํ งต๎นศตวรรษที่ 20 มา จนถงึ ชํวงไดร๎ ับอสิ รภาพในชํวงกลาง
ศตวรรษกระบวนการเรียกร๎องเอกราชจากการปกครองของอังกฤษกท็ วรี นุ แรงข้ึนเรื่อยๆ จนในที่สุด
41
อินเดยี สามารถประกาศเอกราชไดส๎ าํ เรจ็ ผนู๎ าํ ซ่ึง มหาตมะคานธีซึง่ ตํอต๎านอังกฤษด๎วยวิธกี าร“อหิงสา” ซึ่งเป็น
วธิ ีการสงบสนั ตพิ รอ๎ มๆกบั การแตกอนิ เดียออกเปน็ ฮนิ ดูสถาน (เขตประเทศชาวฮนิ ดู) และปากสี ถาน (เขต
ประเทศชาวมสุ ลิม)
2.2 ยคุ สงครามเยน็
ยุโรปยุคสงครามเยน็
สงครามเยน็ (Cold war) เปน็ สงครามทีเ่ กดิ จากการปะทะกนั ระหวาํ งสหรัฐอเมริกา(เสรปี ระชาธปิ ไตย) และ
สหภาพโซเวยี ต (คอมมวิ นิสต) ซึง่ จะขอรวมเอาไวทงั้ หนํวยงานสาํ คญั สถานท่ีตํางๆ เปน็ ตน๎ สงครามเยน็ เป็น
ลักษณะการเผชิญหนา๎ ภายหลังสงครามโลกคร้งั ทสี่ อง คาํ วําสงครามเย็นเป็นคําใหมํทเ่ี กิดขึ้นกํอนสงครามยุติลง
และเรียกตํอมาเป็นการอธบิ ายลกั ษณะความตึงเครยี ดระหวาํ งประเทศ หรอื ระหวํางกลํมุ ทีด่ ําเนินไปอยาํ
ตํอเน่ือง โดยไมมี่การจับอาวุธข้ึนตอํ สเู๎ พราะถ๎ามีการใช๎อาวุธสถานการณจ์ ะเปลี่ยนไปเป็นสงครามร๎อน(hot
war) ซ่งึ จะมีขอบเขตกวา๎ งขวางและกํออันตรายอยาํ งใหญํหลวงแกมํ นษุ ยชาติ วธิ กี ารทใี่ ช๎มากในสงครามเยน็
คอื การโฆษณาชวนเช่ือ สงครามจติ วิทยา การแขํงขันกันทางกาํ ลงั อาวุธ และการสร๎างความนิยมลทั ธขิ องตน
ในประเทศเล็กๆ ทอ่ี าจถูกรวมเขา๎ มาเป็นประเทศบริวารของแตลํ ะฝุายสมยั เริ่มต๎น สงครามเยน็ นาํ จะอยํูในสมยั
วิกฤตการณท์ างการทตู ในตอนกลางและปลาย ค.ศ. 1947 เมอ่ื สหรัฐอเมริกากบั สหภาพโซเวียตเกิดขัดแยง๎ เรื่อง
การจัดตงั้ องค์การสันตภิ าพในตุรกี ยุโรปตะวนั ออกและเยอรมนี ซ่งึ ทาํ ให๎สหรัฐอเมริกาเร่ิมตระหนักวาํ เป็น
หนา๎ ท่ขี องตน ทจ่ี ะตอ๎ งเปน็ ผูน๎ ําตํอต๎าน แผนการยึดครองโลกของสหภาพโซเวียตที่เปน็ ผ๎ูนาํ ฝุายคอมมิวนิสต์
การแบํงสถานภาพของประเทศตํางๆ ในสมยั สงครามเยน็ คอื
1) ประเทศมหาอํานาจ (Big Powers) คือ ประเทศพัฒนาแล๎ว หมายถงึ ประเทศที่มีการพัฒนาอตุ สาหกรรม มี
ภาระหน๎าท่นี ําอารยธรรมไปเผยแพรํยังประเทศทล่ี ๎าหลงั ทงั้ หมดเป็นการสร๎างลักษณะจักรวรรดนิ ิยมใหมํใน
ครสิ ต์ศตวรรษที่ 19 คือ การลาํ เมืองข้ึนและยึดครองประเทศอาณานิคมในแอฟริกาและเอเชยี มีจุดประสงค์คือ
ความตอ๎ งการตลาดระบายสนิ คา๎ ต๎องการแรงงานราคาถูก และตอ๎ งการทรัพยากรในประเทศนน้ั มาใชป๎ ระโยชน์
ในงานอุตสาหกรรมของตน
2) ประเทศด๎อยพฒั นา (Underdeveloped Countries) คอื ประเทศท่ยี งั ไมม่ีการพฒั นาอตุ สาหกรรม หรอื มี
การพฒั นาในระดบั ตํ่า ประเทศเหลํานีจ้ ะมีความล๎าหลังทางเทคโนโลยี มฐี านะเป็น ประเทศพ่ึงพา
(dependent) และต๎องเผชิญหนา๎ การลําอาณานคิ มของชาติตะวันตก สํวนมากเป็นประเทศในเอเชียและ
แอฟริกา
3) ประเทศอภมิ หาอาํ นาจ (Super Powers) คอื ประเทศทป่ี รากฏความสาํ คญั ข้ึนมาแทนมหาอาํ นาจตะวนั ตก
ภายหลังสงครามโลกครัง้ ทส่ี อง มลี ักษณะเปน็ ประเทศภาคพ้นื ทวปี (Continental Character) มกี ารพฒั นา
เทคโนโลยีระดบั สงู และเป็นผู๎นําลัทธกิ ารเมอื งสองฝาุ ยคอื ฝุายโลกเสรีและฝุายคอมมิวนิสต์
ระยะสงครามเย็น
1) ค.ศ. 1947 - 1949 เปน็ ระยะความตึงเครียดเน่ืองจากการเผชิญหน๎ากันระหวํางอภิมหาอํานาจ แตํยงั ไมมํ ี
การประกาศสงครามหรือใช๎กําลัง เปน็ สมัยการประกาศแผนการทรแู มน (Truman Doctrine) วันที่ 12
42
มนี าคม ค.ศ. 1947 กบั การประกาศแผนการมาร์แชลล ์ เพอ่ื ฟน้ื ฟูบรู ณะยโุ รป (The marshall Plan) การ
ขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตในยโุ รปตะวันออก และการแบงํ แยกเยอรมนี เปน็ ต๎น
2) ค.ศ. 1950 - 1960 เปน็ ระยะท่ีสาธารณรัฐประชาชนจนี ไดเ๎ ขา๎ มามบี ทบาทในวงการเมอื งระหวํางประเทศ
เกดิ วิกฤตการณห์ ลายอยําง เชนํ สงครามเกาหลี สงครามเวยี ดนามและการรกุ รานทเิ บตของจีน เป็นตน๎
3) ทศวรรษท่ี 1960 เปน็ ระยะการอยรูํ ํวมกนั โดยสนั ติ (Peaceful Co-existence) คือการสร๎างความสัมพันธ์
แบบไมเํ ผชิญหนา๎ ซึ่งเป็นโยบายของ นายนกิ ิตา ครสุ ชอฟ ทําใหเ๎ กิดความคดิ แตกแยกระหวาํ งสหภาพโซเวยี ตกบั
สาธารณรฐั ประชาชนจีน
4) ทศวรรษที่ 1970 เปน็ ระยะการผํอนคลายความตงึ เครียด (Détente) คอื การแตกข้วั อาํ นาจระหวํางสอง
คาํ ยประชาธปิ ไตย และคอมมิวนิสตท์ ่สี หรัฐอเมริกากบั สหภาพโซเวียตเผชญิ หนา๎ กนั อยูํได๎เพมิ่ ข้นึ จนี คอมมวิ นิสต์
เขา๎ มาเรม่ิ จากการไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ค.ศ. 1972 ของประธานาธบิ ดีรชิ าร์ด นกิ สนั ของ
สหรฐั อเมริกา เยือนสหภาพโซเวียตค.ศ. 1973 และตํอมาประธานาธิบดีเบรสเนฟ ของสหภาพโซเวยี ตกเ็ ดินทาง
ไปเยือนสหรัฐอเมริกาดว๎ ย
5) ค.ศ. 1985 - 1991 นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) เสนอนโยบาย กลา็ สนอสต์-เปเรส
ทรอยกา (Glasnost-Perestroika) หรือนโยบายเปิด-ปรบั (openness-reconstructuring) ทางการเมืองและ
เศรษฐกจิ ของสหภาพโซเวียต จนถงึ ค.ศ. 1989 เริ่มมีการทาํ ลายกาํ แพงเบอรล์ ิน และเยอรมนีตะวันออกกบั
ตะวนั ตกสามารถรวมประเทศสําเรจ็ ใน ค.ศ. 1990 - 91 ประเทศกลุํม บอลตกิ (ลทิ ัวเนยี ลัตเวยี เอสโตเนีย) ก็
ขอแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต นายมคิ าอลิ กอรบ์ าชอฟ ไดเ๎ ปน็ ประธานาธบิ ดีจากการเลอื กตง้ั ในสภาแทน
การแตงํ ตงั้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์ดังท่ีผํานมา มกี ารประชมุ สุดยอดท่ีกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมรกิ าเปน็ การยุติ
สงครามเย็น แตํเกิดรัฐประหารใน ค.ศ. 1991 เปิดทางให๎นายบอรสิ เยลตซ์ ิน โดงํ ดงั ในฐานะผูส๎ ามารถปราบ
กบฏ และเตรยี มการตง้ั เป็นประเทศเครอื รัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States) ในเดือน
ธันวาคม นายกอร์บาชอฟลาออกจากตําแหนงํ ประธานาธบิ ดีของสหภาพโซเวียต เปน็ การยุตคิ วามคงอยูํของ
สหภาพโซเวียตคงใหส๎ หรัฐอเมรกิ าเปน็ อภมิ หาอํานาจผ๎ูนําโลกเพยี งชาตเิ ดียวและถือวําเป็นการยตุ สิ งครามเยน็
ดว๎ ยจากเหตุการณ์ประวตั ศิ าสตรท์ ผ่ี าํ นมาสงํ ผลใหป๎ ระเทศตํางๆ ในเอเชียมีการเมืองการปกครองในรูปแบบ
ประชาธิปไตยมากยิ่งขน้ึ และแมแ๎ ตปํ ระเทศสังคมนยิ ม เชํน สหภาพโซเวียต รสั เซยี ไดพ๎ ัฒนาการเมืองการ
ปกครองมาเป็นสังคมนยิ มสมัยใหมมํ ีการเปิดประเทศและพัฒนาประเทศใหแ๎ ข็งแกรํงดา๎ นเทคโนโลยแี ละ
เศรษฐกจิ ย่ิงข้นึ
การส้นิ สุดสงครามเยน็ ในทวปี เอเชยี
ประเทศทวปี เอเชียอยํูภายใต๎อิทธิพลของสงั คมเยน็ ระหวํางรสั เซยี และอเมริกาซึ่งพยายามขยายอิทธิพลมายัง
ประเทศตํางๆ ในเอเชยี เปน็ การแยงํ ชงิ ทรัพยากรของมหาอาํ นาจท้ังสองแตํรสั เซียซ่งึ เป็นตน๎ แบบการปกครอง
แบบคอมมวิ นสิ ตท์ จี่ ีนรับมาและพฒั นาใหเ๎ หมาะสมกบั ตนเอง จนี จงึ เปน็ ประเทศมหาอาํ นาจในเอเชียที่มีอทิ ธิพล
ตอํ ประเทศตํางๆ แทนรสั เซีย ดงั น้ัน สงครามเยน็ ทีเ่ ริ่มมีในเวยี ดนาม กัมพชู า เกาหลี จนปะทุ มาเปน็ สงคราม
เย็นชงิ ประชาชนเพ่ือลัทธิการเมืองการปกครองจึงมีประเทศผ๎ูสนบั สนนุ คือ อเมริกา และจนี คนละฝาุ ย
43
จนกระทัง่ เวยี ดนามแบํงประเทศเปน็ 2 ฝุาย และมารวมกันเป็น ประเทศเดยี วในที่สุด แตํเกาหลียงั แบํงแยกเป็น
2 ประเทศอยูํ คอื ลทั ธิการเมอื งแบบประชาธิปไตยและสงั คมนิยม จึงเปน็ การสิ้นสดุ สงครามเย็นในเอเชีย
44
ใบความรทู้ ่ี 3 เร่ือง เศรษฐศาสตร์
ความรทู้ วั่ ไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์
ความหมาย เศรษฐศาสตร์ เปน็ วชิ าวําดว๎ ยการผลติ การจาํ หนาํ ย จาํ ยแจก และการบรโิ ภค ใช๎สอย
ส่งิ ตํางๆ ของชมุ ชนมี 2 สาขา คอื เศรษฐศาสตร์จลุ ภาค ได๎แกํ เศรษฐศาสตรภ์ าคที่ศึกษาปญั หา เศรษฐกจิ สวํ น
เอกชน หรอื ปัญหาการหาตลาด เปน็ ตน๎ และเศรษฐศาสตรม์ หภาค ไดแ๎ กํ เศรษฐศาสตรภ์ าคท่ีศกึ ษาปญั หา
เศรษฐกจิ ของประเทศโดยสํวนรวม เชนํ ปญั หาเร่ืองรายได๎ของประชาชาติ การออมทรัพยข์ องประชากร ปัญหา
การลงทนุ (พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 : http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp)
เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์หรือสาขาความรูด๎ ๎วยการจดั สรรทรัพยากรท่ีมีจํากดั อยาํ งมปี ระสิทธิภาพ เพ่อื
ประโยชน์สงู สดุ ของสงั คม ดังนนั้ ไมวํ าํ จะเปน็ ด๎านธรุ กิจ การผลติ การขาย การตลาด ด๎านสุขภาพ ดา๎ นการ
กํอสร๎าง ด๎านสถาปตั ยกรรม วิศวกรรม ด๎านการค๎าการขนสงํ จะเก่ยี วข๎องกับการจดั สรรทรัพยากรอยํางไร จะ
ใช๎อยํางไร จะระดมและแบํงทรพั ยากรอยํางไรใหเ๎ กดิ ประสิทธิภาพ ค๎มุ คําสูงสดุ จะเปน็ เรอื่ งทเ่ี ก่ยี วข๎องกับ
เศรษฐศาสตรท์ ัง้ สน้ิ เศรษฐศาสตรจ์ ึงนํามาใช๎อยํางกว๎างขวาง นอกเหนือจากการใช๎เพื่อดําเนินนโยบายและ
มาตรการเพอ่ื การบรหิ ารจดั การประเทศ เพือ่ ใหเ๎ กดิ ผลดีตํอเศรษฐกจิ และสงั คม นอกจากนีเ้ ศรษฐศาสตร์ เป็น
ศาสตร์ทม่ี ีพลวตั และการพัฒนาเสมอ เรยี กวําเป็นศาสตรท์ ่ีไมตํ าย ทั้งดา๎ นเทคนคิ ทฤษฎี และการประยุกต์ จึง
เป็นศาสตรท์ จ่ี ะอยํคู ํโู ลกเสมอ และท่สี ําคัญนักเศรษฐศาสตรต์ ๎องใฝรุ ู๎ ใช๎สตปิ ญั ญาเสมอ และดา๎ นคณุ ธรรม
จรยิ ธรรม ความเป็นธรรม กเ็ ปน็ ประเดน็ ท่นี ักเศรษฐศาสตร์ไมํละเลย เพราะจะจดั สรรทรพั ยากรเพื่อใหส๎ งั คมได๎
ประโยชน์สูงสดุ ต๎องใชท๎ ัง้ หลกั ประสิทธภิ าพและเสมอภาคด๎วย
ความสาคัญของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตรส์ ามารถจาแนกไดเ้ ปน็ 3 ลักษณะ
ดังน้ี
1. ผู๎บรโิ ภค ชํวยให๎ผบ๎ู รโิ ภคสามารถปรบั ตัวให๎เขา๎ กับสถานการณท์ างเศรษฐกิจของประเทศและของโลกได๎ รู๎
และเข๎าใจในนโยบายทางเศรษฐกจิ ทร่ี ฐั บาลกาํ หนดจะสงํ ผลกระทบผ๎บู ริโภคอยาํ งไร ชวํ ยให๎เตรียมตัวในการ
วางแผนใชจ๎ ําย หรอื ออมภายในครอบครวั หรอื การประกอบอาชพี ได๎
2. ผู๎ผลิต ชํวยให๎ผู๎ผลติ สินค๎าและบริการสามารถวิเคราะหแ์ ละวางแผนการผลติ ไดว๎ ํา
จะผลิตอะไร จํานวนเทําไร ผลติ อยํางไร สาํ หรบั ใคร ซ่ึงต๎องคาํ นึงถึงในทุกขนั้ ตอนกํอนสินค๎า
และบรกิ ารถงึ มือผบู๎ ริโภค เพื่อใหส๎ ามารถแขงํ ขนั ในตลาดได๎
3. เศรษฐศาสตร์ ชวํ ยใหร๎ ฐั บาลเข๎าใจพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ผผ๎ู ลติ
ปจั จยั ในการกําหนดสินค๎าตํางๆ ความสัมพันธร์ ะหวํางตลาดตาํ งๆ ในระบบเศรษฐกิจ การกาํ หนดนโยบายและ
มาตรการเพื่อมาใช๎แก๎ปญั หาและพฒั นาเศรษฐกิจ
เศรษฐศาสตร์จุลภาค เปน็ การศกึ ษาถึงหนวํ ยเศรษฐกจิ ยอํ ยซง่ึ เป็นสํวนหนง่ึ ของระบบเศรษฐกิจทง้ั ระบบ เชํน
การศึกษาพฤติกรรมในการบริโภค ความชอบ การเลือกความพึงพอใจตอํ สนิ ค๎าและบริการ เพอ่ื นําผลการศกึ ษา
มากาํ หนดราคา การคิดต๎นทุน การกระจายสนิ คา๎ และบริการ เป็นตน๎
ขอบขํายของเศรษฐศาสตร์ แบงํ เป็น 2 ดา๎ นใหญํๆ คือ
45
1. เศรษฐศาสตรม์ หภาค เป็นการศึกษาถึงหนวํ ยเศรษฐกจิ เปน็ สวํ นรวม เชํน การผลิตรายได๎ การบรโิ ภค การ
ออม การลงทนุ การจา๎ งงาน การภาษีอากร การธนาคาร รายได๎ประชาชาติ การค๎าระหวาํ งประเทศ เป็นต๎น
2. เศรษฐศาสตรจ์ ลุ ภาค (Micro Economics) หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมของหนวํ ยเศรษฐกิจสํวนยอํ ย ซง่ึ
เป็นสํวนประกอบของระบบเศรษฐกิจสวํ นรวม เชํน ศึกษาพฤติกรรมของผ๎บู ริโภคแตลํ ะรายหรอื กลุํมของ
ผู๎บรโิ ภคสนิ คา๎ แตลํ ะชนดิ พฤติกรรมของผ๎ผู ลิตแตํละราย กลํุมผูผ๎ ลติ สนิ ค๎าแตลํ ะชนิด การกาํ หนดปรมิ าณซ้ือของ
ผู๎บรโิ ภค การกําหนดปริมาณการผลติ ของผผู๎ ลติ การกาํ หนดราคาปัจจัยการผลติ ตลอดจนการทํางานของกลไก
ราคา เศรษฐศาสตรม์ หภาค (Macro Economics) เปน็ การศึกษาพฤติกรรมของระบบเศรษฐกิจโดยสํวนรวม
ศกึ ษาถงึ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะหน่ึง เชนํ ศกึ ษาเร่อื งรายไดป๎ ระชาชาติ การจา๎ งงาน การออม การ
ลงทุน การเงิน การธนาคาร การคลังรฐั บาล การค๎าระหวํางประเทศ การพฒั นาเศรษฐกิจ เป็นตน๎ เศรษฐศาสตร์
ทั้งสองแนวน้ีมีความสําคัญเทําเทียมกัน การศึกษาแขนงใดแขนงหน่ึงจะทําใหค๎ วามเข๎าใจในการทํางานของ
ระบบเศรษฐกจิ เป็นไปอยาํ งไมํครบถ๎วน เพราะทั้งสองแขนงตํางเป็นสวํ นประกอบซ่ึงกันและกันฐานความรขู๎ อง
การศกึ ษาเศรษฐศาสตร์ ในการศกึ ษาเศรษฐศาสตร์ควรเขา๎ ใจแนวคิดและคําศัพทเ์ พ่ือเป็นพน้ื ฐานในการศึกษา
ดงั น้ี
1. ความต๎องการ (Wants) หมายถึง ความปรารถนาท่จี ะได๎สง่ิ ตาํ ง ๆ มาบริโภค เพอื่ ตอบสนองความจาํ เป็นใน
การดํารงชีวติ และเพื่ออํานวยความสะดวกตาํ ง ๆ ซ่งึ ความตอ๎ งการจะเป็นกลไกสําคญั เบอ้ื งตน๎ ทกี่ ํอให๎เกิด
กจิ กรรมตาํ ง ๆ ทางเศรษฐกิจตามมาอกี มากมาย
2. ทรพั ยากร หมายถงึ สงิ่ ทั้งหลายที่สามารถนาํ มาใชใ๎ นการผลิตหรือสรา๎ งใหเ๎ กิดเป็นสินคา๎ และบริการ
ทรพั ยากร แบงํ ออกไดเ๎ ปน็ 2 ประเภท คอื
2.1 ทรพั ยากรมนษุ ย์ เปน็ ทรัพยากรที่สาํ คัญเปน็ อยํางยิง่ ในการพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศ
2.2 ทรัพยากรธรรมชาติและทรพั ยากรท่ีมนุษยส์ ร๎างขน้ึ ทรัพยากรธรรมชาติเปน็ ทรัพยากรท่ีมอี ยํูอยาํ งจาํ กัด
เชนํ แรํธาตุ ทดี่ ิน น้าํ มนั ปาุ ไม๎ แหลํงนาํ้ เปน็ ตน๎ ทรัพยากรท่ีมนษุ ย์สร๎างข้นึ เป็นทรัพยากรทีผ่ ลิตข้ึนจากการใช๎
ทรพั ยากรธรรมชาติ เป็นวตั ถุดิบ เชํน เครื่องมือ เครื่องใช๎ เครือ่ งจักร อาหาร เส้ือผา๎ เป็นตน๎
ตวั อยํางเชํน ถา๎ รัฐบาลใชจ๎ าํ ยงบประมาณแผํนดนิ สร๎างถนน 1 สาย ใช๎เงิน 20,000 ล๎านบาท การใช๎จาํ ยของ
รฐั บาลผํานบริษัทธุรกิจท่ีรบั เหมากํอสรา๎ งถนนทาํ ใหม๎ ีการจา๎ งงานมากข้นึ ซือ้ วัสดกุ อํ สรา๎ งมากขน้ึ ทาํ ให๎
ประชาชนท่ีเกยี่ วข๎องมรี ายได๎มากข้ึน เมอ่ื มีรายได๎มากข้ึนก็จะมีอํานาจซื้อสินคา๎ และบรกิ ารมากขน้ึ คือ จะมีอุป
สงค์ตอํ สินค๎าบริการมากขน้ึ
หลกั การและวิธกี ารเลือกใช๎ทรัพยากรเพือ่ การผลิต
ในการผลิตเพื่อสนองตอํ ความต๎องการของมนุษย์ ผู๎ผลิตตอ๎ งคํานงึ ถึงสง่ิ ตํอไปนี้
ปจั จัยการผลติ ปัจจัยการผลติ หมายถึง ทรพั ยากรทใี่ ช๎เพ่อื การผลติ เป็นสินค๎าและบริการ ในความหมายทาง
เศรษฐศาสตร์แบํงปัจจัยการผลิตเป็น 4 ประเภท ดงั นี้
1. ที่ดนิ หมายรวมถงึ ทดี่ นิ และทรัพยากรธรรมชาตทิ ง้ั หมด เชนํ ปุาไม๎ สตั ว์ นา้ํ แรธํ าตุ ปรมิ าณนาํ้ ฝน เปน็ ต๎น
ส่ิงเหลําน้ีจะมีอยูํตามธรรมชาติ มนุษยส์ รา๎ งขน้ึ เองไมํได๎ แตสํ ามารถพัฒนาปรับปรงุ คณุ ภาพของ
46
ทรพั ยากรธรรมชาติได๎บา๎ ง เชนํ การปรับปรุงท่ีดินให๎อุดมสมบูรณ์ข้ึน เป็นตน๎ ผลตอบแทนจากการใชท๎ ่ดี ิน เรา
เรยี กวํา คําเชาํ
2. แรงงาน หมายถึง แรงกาย แรงใจ ความรู๎ สตปิ ัญญา และความคดิ ท่ีมนุษยท์ ุํมเทให๎แกํการผลิตสนิ ค๎าและ
บริการ แตํในทนี่ แี้ รงงานสัตว์จะไมํถอื เป็นปัจจัยการผลติ ประเภทแรงงาน แตถํ ือเป็นทุน ประเภทมชี วี ติ
ผลตอบแทนของแรงงานเรียกวํา คา่ จา้ งและเงนิ เดือน โดยทั่วไปแล๎วแรงงานแบํงเป็น 3 ประเภทคือ
- แรงงานฝีมือ เชนํ นักวชิ าการ แพทย์ นักวิชาชพี ตํางๆ เปน็ ตน๎
- แรงงานกึ่งฝมี ือ เชนํ ชํางไม๎ ชํางเทคนิค พนกั งานเสมยี น เป็นต๎น
- แรงงานไร้ฝีมอื เชนํ กรรมกรใชแ๎ รง นักการภารโรง ยาม เป็นตน๎
3. ทุน ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ส่ิงกอํ สร๎าง และเคร่ืองจักร เครอ่ื งมือที่ใชใ๎ นการผลติ
นอกจากนี้ทุนยังแบงํ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
3.1 เงินทนุ หมายถึง ปริมาณเงนิ ตราท่เี จา๎ ของเงินนําไปซื้อวตั ถดุ ิบ จาํ ยคาํ จา๎ ง คาํ เชํา และดอกเบย้ี
3.2 สนิ คา๎ ประเภททุน หมายถงึ ส่ิงกอํ สรา๎ ง รวมถึงเครื่องมอื เคร่อื งจกั ร ที่ใช๎ในการผลติ เป็นตน๎ ผลตอบแทน
จากเงินทนุ คือ ดอกเบ้ยี
4. ผ๎ปู ระกอบการ หมายถงึ บคุ คลที่สามารถนาํ ปจั จยั การผลติ ตาํ ง ๆ มาดาํ เนนิ การผลิตใหม๎ ปี ระสทิ ธิภาพทส่ี ุด
โดยอาศยั หลกั การบริหารที่ดี การตดั สนิ ใจจากข๎อมลู หรอื จากเกณฑ์มาตรฐานอยาํ งรอบคอบ รวมถึงความ
รับผดิ ชอบ ผลตอบแทน คอื กําไร คุณธรรมในการผลติ และการบริโภค
การบรโิ ภค หมายถึง การแลกเปลยี่ นสนิ คา๎ และการบริการโดยใชเ๎ งินเป็นส่ือกลาง เพื่อตอบสนองความต๎องการ
บริโภคของบุคคล เชนํ การใช๎เงนิ ซือ้ อาหาร การใชเ๎ งนิ ซ้ือท่ีอยูอํ าศยั การใช๎เงนิ ซ้ือเคร่ืองนงุํ หํม การใช๎เงนิ ซื้อยา
รักษาโรค การใชเ๎ งินซือ้ ความสะดวกสบายเพื่อการพักผอํ นหยํอนใจ เปน็ ต๎น
การผลิต หมายถึง การสร๎างสินคา๎ และบริการเพื่อตอบสนองการบรโิ ภคของบุคคล
คุณธรรม เปน็ คุณงามความดีทจี่ ะต๎องเสริมสรา๎ งใหเ๎ กิดทัง้ ในผู๎ผลติ และผู๎บรโิ ภค
ในแงผํ ู๎ผลิต ตอ๎ งมคี วามซ่ือสัตยใ์ นการไมปํ ลอมปนสารมีพิษหรอื สารทม่ี ปี ระโยชน์ เข๎ามาในกระบวนการผลติ
หรอื หากจาํ เปน็ ต๎องใช๎ก็ตอ๎ งใชใ๎ นปริมาณท่ปี ลอดภัยและไมํเอาเปรยี บผูบ๎ รโิ ภค รวมทั้งควรแจ๎งใหผ๎ ๎บู ริโภคทราบ
เพ่ือใหอ๎ ยใํู นวิจารณญาณของผ๎ูบรโิ ภคทจี่ ะเลอื กใช๎ ขณะเดียวกันกต็ ๎องไมปํ ลํอยสารพษิ หรอื สิง่ ท่ีกํอให๎เกิด
มลภาวะตํอสิง่ แวดลอ๎ มซึ่งจะมีผลกระทบตํอคนอ่นื
คณุ ธรรมของผู๎ผลติ ทีส่ ําคัญมีดงั น้ี
1. ความขยัน เปน็ ความพยายาม มมุ านะทจ่ี ะประกอบการในการผลติ และบรกิ ารให๎ประสบผลสําเร็จอยํางไมยํ ํอ
ทอ๎ ตํอปัญหาและอปุ สรรค
2. ความซื่อสตั ย์ โดยเฉพาะซ่ือสัตยต์ อํ ผู๎บริโภค เชนํ ไมํคา๎ กําไรเกนิ ควร ไมํโฆษณาสนิ ค๎าเกินความเปน็ จรงิ ไมํ
ปลอมปนสินคา๎ ไมผํ ลติ สินคา๎ ทไ่ี มํได๎คุณภาพ หรือสนิ คา๎ ที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ
3. ความรับผิดชอบ ในการผลิตสนิ คา๎ และบรกิ ารเพ่ือสนองตอํ ความตอ๎ งการของผ๎บู ริโภค และไมํสงํ ผลกระทบ
ตํอสงั คมและส่ิงแวดล๎อม รบั ผดิ ชอบตอํ ความเสียหายอันเกดิ จากการผลติ และบริการ
47
4. พฒั นาคณุ ภาพสินคา๎ เนน๎ ใหส๎ ินค๎าและบริการเปน็ ท่ีพึงพอใจของผบ๎ู รโิ ภค
5. ดูแลสังคม คอื แบํงสํวนกาํ ไรท่ีได๎รับคืนสสํู งั คม เชํน ทาํ กิจกรรมเพ่ือสวํ นรวม เชนํ สง่ิ ทีเ่ ปน็ สาธารณะ
ประโยชน์ การให๎ความรู๎ทถ่ี ูกตอ๎ ง ชวํ ยเหลือผู๎ด๎อยโอกาสในรปู แบบตาํ งๆ ฯลฯ ในแงํผบู๎ รโิ ภค กต็ ๎องใช๎
สตปิ ัญญาในการพิจารณาวําควรเช่อื คาํ โฆษณาของสินคา๎ หรือไมํ และจะใช๎อยํางไรให๎คุ๎มคําและไมทํ ิ้งของเหลอื
ใช๎ให๎เปน็ มลภาวะตํอส่งิ แวดล๎อม ให๎ความรํวมมือในการกาํ จัดขยะอยํางถูกวธิ เี พื่อสุขภาวะของทุกคนใครอบครัว
และในชุมชน คณุ ธรรมของผ๎ูบรโิ ภค ในการเลอื กสนิ คา๎ และบริการผ๎บู ริโภคควรคาํ นงึ ถึงความจาํ เป็นหรอื
ประโยชน์ตํอการดํารงชวี ติ คณุ ธรรมทส่ี ําคญั มีดังนี้ 95
4. กฎหมายและข๎อมลู การคุม๎ ครองผูบ๎ รโิ ภค
หนวํ ยงานทค่ี มุ๎ ครองผบ๎ู รโิ ภค
กองคมุ๎ ครองผบู๎ รโิ ภคดา๎ นโฆษณา 0-2629-7037-9 , 0-2629-7041-3
กองคุ๎มครองผู๎บริโภคดา๎ นฉลาก 0-2629-7048-50 , 0-2629-7052-5
กองคมุ๎ ครองผู๎บรโิ ภคดา๎ นสัญญา 0-2629-7061-3 , 0-2629-7065-8
กองเผยแพรแํ ละประชาสัมพันธ์ 0-2629-8250-2 , 0-2629-8254-6
กองนติ ิการ 0-2629-8259-60 , 0-2629-8262-4
สํานกั งานเลขานุการกรม 0-2629-8243 , 0-2629-8245-8
การพิทักษ์สิทธผ์ิ ู้บริโภค
รฐั ธรรมนญู แหงํ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เปน็ รัฐธรรมนูญฉบบั แรกท่ีใหค๎ วามสาํ คญั ของการ
คม๎ุ ครองผู๎บริโภค โดยบัญญตั ิถงึ สิทธขิ องผบ๎ู ริโภคไวใ๎ นมาตรา 57 วาํ “สิทธิของบุคคลซึ่งเปน็ ผูบ๎ รโิ ภคยํอมไดร๎ ับ
ความคุ๎มครอง ทงั้ นต้ี ามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ” พระราชบญั ญัตคิ ๎มุ ครองผบ๎ู ริโภค พ.ศ. 2522 ซงึ่ แก๎ไขเพ่ิมเติม โดย
พระราชบัญญตั ิคมุ ครองผู๎บรโิ ภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ไดบ๎ ัญญัติสทิ ธขิ องผบ๎ู รโิ ภคทีจ่ ะไดร๎ ับความคุ๎มครอง
ตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้
1. สทิ ธทิ ี่จะได๎รับขาํ วสารรวมทงั้ คําพรรณนาคณุ ภาพทถี่ ูกต๎องและเพยี งพอเกี่ยวกบั สนิ ค๎าหรอื บริการ ได๎แกํ
สทิ ธทิ จี่ ะไดร๎ บั การโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจรงิ และปราศจากพิษภยั แกํผูบ๎ ริโภค รวมตลอดถึง
สทิ ธทิ ่ีจะได๎รับทราบข๎อมูลเกี่ยวกบั สนิ คา๎ หรือบริการอยํางถกู ต๎องและเพียงพอที่จะไมหํ ลงผดิ ในการซื้อสินค๎า
หรือรบั บริการโดยไมํเปน็ ธรรม
2. สทิ ธทิ ี่จะมีอิสระในการเลือกหาสนิ คา๎ หรือบรกิ าร ได๎แกํ สทิ ธิทจ่ี ะเลือกซื้อสินคา๎ หรอื รบั บริการโดยความ
สมัครใจของผู๎บริโภค และปราศจากการชักจงู ใจอนั ไมํเปน็ ธรรม
3. สิทธทิ จ่ี ะไดร๎ บั ความปลอดภยั จากการใช๎สนิ คา๎ หรือบรกิ าร ไดแ๎ กํ สิทธิท่ีจะได๎รบั สนิ ค๎าหรอื บรกิ ารทีป่ ลอดภัย
มีสภาพและคุณภาพได๎มาตรฐานเหมาะสมแกํการใช๎ ไมํกํอให๎เกดิ อันตรายตอํ ชีวติ รํางกายหรือทรพั ย์สิน ใน
กรณีใชต๎ ามคาํ แนะนาํ หรือระมดั ระวงั ตามสภาพของสินค๎าหรอื บริการนัน้ แล๎ว