48
4. สทิ ธทิ จ่ี ะไดร๎ ับความเปน็ ธรรมในการทําสัญญา ไดแ๎ กํ สทิ ธทิ ีจ่ ะไดร๎ บั ขอ๎ สัญญาโดยไมํถูกเอารัดเอาเปรียบจาก
ผูป๎ ระกอบธรุ กจิ
5. สิทธทิ ี่จะไดร๎ ับการพิจารณาและชดเชยความเสยี หาย ได๎แกํ สิทธทิ ่ีจะได๎รบั การคมุ๎ ครองและชดใช๎คําเสียหาย
เม่อื มีการละเมดิ สิทธขิ องผ๎ูบริโภคตามขอ๎ 1, 2, 3 และ 4 ดงั กลาํ ว
ข้อควรปฏบิ ัติสาหรับผู้บรโิ ภคในการซ้อื สินคา้ หรือบริการ
ข้อควรปฏบิ ตั ิหลงั จากซอ้ื สนิ คา้ หรือบริการ ผู๎บรโิ ภคมหี นา๎ ที่ในการใช๎ความระมดั ระวงั ตามสมควร ในการซื้อ
สินค๎าหรอื บรกิ าร ไดแ๎ กํ การให๎ความสําคญั กับฉลากของสินคา๎ และการโฆษณาสินคา๎ หรือบรกิ าร
1. ผ๎บู รโิ ภคตอ๎ งตรวจดฉู ลากของสินค๎า เพื่อเปน็ ข๎อมูลในการเปรยี บเทยี บสนิ ค๎า แตลํ ะย่หี ๎อ กํอนตัดสินใจ
เลือกสินค๎า ฉลากของสนิ ค๎าท่ีควบคมุ จะตอ๎ งระบุข๎อความดังตํอไปน้ี
ช่ือประเภท หรอื ชนดิ ของสนิ คา๎ ท่ีแสดงใหเ๎ ข๎าใจ ได๎วาํ สนิ ค๎าน้นั คอื อะไร ในกรณที ีเ่ ปน็ สินค๎าสง่ั หรือนาํ เข๎ามาใน
ราชอาณาจักรเพื่อขายให๎ระบุช่อื ประเทศท่ีผลิตดว๎ ย
ชอื่ หรือเครอ่ื งหมายการค้า ท่จี ดทะเบยี นในประเทศไทย ของผ๎ผู ลติ เพ่ือขายในประเทศไทย
ชื่อหรือเครื่องหมายการค้า ทีจ่ ดทะเบียนในประเทศไทย ของผ๎ูสัง่ หรอื นําเขา๎ มาในราชาอาณาจกั รเพ่ือขาย
สถานทตี่ งั้ ของผ้ผู ลติ เพื่อขาย หรือของผูส๎ ั่งหรือผนู๎ ําเขา๎ มาในราชอาณาจกั รเพอื่ ขายแล๎วแตกํ รณี ตอ้ งแสดง
ขนาดหรือมิติ หรือปริมาณ หรือปริมาตร หรือน้าํ หนกั ของสินค๎าแล๎วแตํกรณี สาํ หรบั หนวํ ยทใี่ ช๎จะใช๎ช่อื เต็ม
หรือชื่อยํอหรือสญั ลกั ษณ์แทนกไ็ ด๎
ต้องแสดงวิธีใช้ เพือ่ ให๎ผ๎บู ริโภคเขา๎ ใจวาํ สินค๎านน้ั ใชเ๎ พือ่ สิ่งใด
ขอ้ แนะนาในการใชห้ รือหา้ มใช้ เพื่อความถกู ต๎องในการให๎ประโยชน์แกผํ ู๎บรโิ ภค
วัน เดือน ปี ทีผ่ ลิต หรอื วนั เดอื น ปี ที่หมดอายุการใช๎ หรอื วนั เดือน ปี ทคี่ วรใชก๎ อํ น วนั เดอื น ปี ทร่ี ะบนุ น้ั
เพื่อให๎เขา๎ ใจในประโยชน์ของคุณภาพหรือคุณสมบัตขิ องสนิ ค๎าน้ัน (ถ๎ามี)
ราคาโดยระบุหน่วยเป็นบาท และจะระบุเป็นเงนิ สกุลอน่ื ก็ได๎
49
2. สอบถามข๎อเท็จจริงเกีย่ วกับคุณภาพของสนิ ค๎าจากผู๎ขาย หรอื ผ๎ทู ีเ่ คยใช๎สินค๎าน้ันแลว๎
3. ศึกษาเงอื่ นไข หรือข๎อจํากัดของสินค๎า เชนํ วนั เดือน ปี ท่ีผลิตหรอื หมดอายุ วธิ ีการใช๎ การเก็บรกั ษา คาํ
เตือนหรือขอ๎ ควรระวังของสนิ คา๎ ใหเ๎ ขา๎ ใจอยํางถํองแท๎ เพื่อผ๎บู รโิ ภคสามารถใชส๎ ินค๎าได๎อยํางเต็มประสทิ ธภิ าพ
และประหยัด
4. รอ๎ งขอให๎หนํวยงานท่ีเก่ียวข๎องตรวจสอบคณุ ภาพ และปรมิ าณของสินค๎าวาํ เปน็ จรงิ ตามท่รี ะบุไวท๎ ีฉ่ ลากของ
สนิ ค๎าหรือไมํ เพื่อให๎ไดส๎ ินค๎าท่มี คี ณุ ภาพและเปน็ ธรรมแกผํ ๎ูบรโิ ภค
5. ผ๎บู รโิ ภคอยาํ ดวํ นหลงเชอ่ื คําโฆษณาของสนิ คา๎ หรอื บริการ ต๎องศกึ ษาเง่ือนไข รายละเอยี ดอืน่ ๆ ของตัวสนิ ค๎า
หรือบริการท่ีอาจไมํไดร๎ ะบุไวใ๎ นการโฆษณา เนื่องจากการโฆษณาสินค๎าหรือบริการของผป๎ู ระกอบธุรกิจสวํ น
ใหญํจะเสนอแตขํ ๎อดีและเง่ือนไขทีเ่ ป็นประโยชน์ตํอผ๎ูบรโิ ภค สํวนขอ๎ เสยี มักจะไมํกลําวถึงในการโฆษณา จึง
จําเป็นทีผ่ ูบ๎ รโิ ภคต๎องศึกษาหาความรเ๎ู พิ่มเติม จากการสอบถามผูข๎ ายหรือบริษทั ผผู๎ ลติ ตลอดจนผม๎ู คี วามร๎ู ผ๎ูเคย
มีประสบการณใ์ นการใช๎สินค๎านน้ั ๆ มาแลว๎ ขอ๎ ความโฆษณาตํอไปน้ี ถอื วําเปน็ ข๎อความท่ีไมเํ ปน็ ธรรมตํอ
ผ๎ูบริโภค หรือเปน็ ขอ๎ ความที่อาจกํอใหเ๎ กิดผลเสยี หายตอํ สังคมเป็นสํวนรวม ขอ๎ ความท่ีเป็นเท็จหรือเกินความ
จรงิ ขอ๎ ความที่กํอให๎เกดิ ความเข๎าใจผดิ ในสาระสําคญั เก่ยี วกับสนิ คา๎ หรือบริการ ไมํวําจะเป็นการกระทาํ โดยใช๎
หรอื อ๎างองิ รายงานทางวิชาการ สถติ หิ รือสิง่ ใดสิ่งหนึ่งอนั เป็นความจริง หรอื เกนิ ความจริงหรอื ไมํก็ตาม
ขอ๎ ความที่เป็นการสนบั สนนุ โดยตรงหรอื โดยอ๎อมให๎มกี ารกระทําผดิ กฎหมายหรอื ศีลธรรม หรือนาํ ไปสูคํ วาม
เส่ือมเสยี ในวัฒนธรรมของชาติ ขอ๎ ความที่จะทาํ ใหเ๎ กิดความแตกแยกหรอื เสื่อมเสียความสามัคคใี นหมํู
ประชาชน ขอ๎ ความอยํางอื่นตามท่กี ําหนดในกระทรวงทผี่ ๎ูประกอบธุรกจิ ตอ๎ งระบุข๎อความใหค๎ รบถ๎วน หากฝาุ
ฝืนมีโทษตามกฎหมาย
ข้อควรปฏิบตั ิหลังจากซอ้ื สนิ คา้ หรอื บรกิ าร
ผบ๎ู ริโภคมหี น๎าทใ่ี นการเก็บรักษาพยานหลกั ฐานตาํ งๆ ที่แสดงถงึ การละเมิดสิทธิของผบ๎ู ริโภคไว๎ เพื่อการ
เรียกรอ๎ งตามสิทธิของตน พยานหลักฐานดังกลําว อาจเปน็ สนิ คา๎ ทแี่ สดงให๎เห็นวํามีปริมาณ หรือคุณภาพไมํ
เปน็ ไปตามมาตรฐานท่ีระบุไว๎ในฉลาก มคี วามสกปรก หรือมพี ิษท่ีกอํ ใหเ๎ กดิ อันตราย ควรจําสถานทซ่ี ื้อสินค๎า
หรือบริการนน้ั ไว๎ เพอ่ื ประกอบการร๎องเรยี นและต๎องเก็บเอกสารโฆษณาและใบเสรจ็ รับเงินเอาไว๎ดว๎ ย
เมอ่ื มีการละเมิดสิทธิของผู๎บริโภคขึน้ ผบู๎ ริโภคมหี นา๎ ทีใ่ นการดาํ เนนิ การร๎องเรียน ตามสิทธิของตน โดย
รอ๎ งเรยี นไปยังหนํวยงานท่ีเกย่ี วข๎องกับการกํากบั ดูแลสนิ คา๎ หรือบรกิ ารนนั้ หรือรอ๎ งเรยี นมาทีส่ าํ นักงาน
คณะกรรมการคุม๎ ครองผู๎บริโภค ตํางจงั หวดั ร๎องเรียนที่คณะอนุกรรมการการค๎ุมครองผ๎ูบริโภคประจาํ จงั หวัด
การเตรยี มตวั เพื่อรอ้ งทกุ ขส์ าหรบั ผู้บรโิ ภค
พระราชบญั ญตั ิคุ๎มครองผ๎บู รโิ ภค พ.ศ. 2522 ซ่งึ แก๎ไขเพ่มิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ิคมุ๎ ครองผู๎บรโิ ภค (ฉบบั ที่ 2)
พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ได๎บัญญตั ิสิทธิของผ๎ูบรโิ ภคท่จี ะได๎รับการค๎มุ ครอง 5 ประการ ได๎แกํ
สิทธทิ ่ีจะไดร๎ บั ขาํ วสารรวมท้งั คาํ พรรณนาคณุ ภาพที่ถูกต๎องและเพยี งพอเก่ียวกับสินค๎าหรือบรกิ าร
สิทธิทีจ่ ะมีอสิ ระในการเลือกหาสนิ คา๎ หรอื บริการ
สทิ ธทิ ่ีจะไดร๎ ับความปลอดภยั จากการใช๎สินคา๎ หรือบริการ
50
สทิ ธิทจี่ ะไดร๎ บั ความเป็นธรรมในการทาํ สญั ญา
สิทธทิ ีจ่ ะไดร๎ บั การพจิ ารณาและชดเชยความเสยี หาย
ดังนนั้ การร๎องทุกข์เม่ือไมํไดร๎ ับความเปน็ ธรรมจากการซื้อสนิ ค๎าหรอื บริการ ถือเปน็ เรอ่ื งท่ชี อบธรรม ที่ผบ๎ู รโิ ภค
ควรกระทํา เพื่อใหผ๎ ๎ปู ระกอบธุรกจิ ชดใช๎ความเสยี หายและเพ่ือเปน็ การลงโทษหรือปรามมใิ หผ๎ ป๎ู ระกอบธุรกิจ
เอารัดเอาเปรียบผูบ๎ รโิ ภค
การเตรยี มตวั ของผบู๎ ริโภค เพอ่ื จะมาร๎องทุกข์เปน็ ขั้นตอนท่มี คี วามสาํ คัญ หากเอกสาร หลกั ฐานที่ผูบ๎ ริโภค
นาํ มาไมํครบถว๎ น จะทาํ ใหผ๎ ๎ูบรโิ ภคเสียเวลาในการยื่นเรอ่ื ง
การเตรยี มเอกสาร หลกั ฐานของผ้รู ้องเรยี น
ผร๎ู อ๎ งเรียนจะต๎องเตรยี มเอกสาร หลกั ฐานใหพ๎ รอ๎ ม เพื่อจะนาํ มาใชป๎ ระกอบกบั การบันทึกคําร๎องเรียน
ใหผ้ บู๎ ริโภคยนื่ เรื่องร๎องเรยี น ทส่ี ํานักงานคณะกรรมการคม๎ุ ครองผบู๎ ริโภค (กรุงเทพมหานคร) หรือ
คณะอนกุ รรมการการค๎ุมครองผ๎ูบริโภคประจําจงั หวดั ในจงั หวัดทท่ี ํานอาศัยอยูํ โดยมขี ้นั ตอนดงั นี้
1. ผ๎รู อ๎ งเรยี นกรอกรายละเอยี ดในแบบบันทึกคาํ ร๎องเรียนพร๎อมแนบเอกสาร (เอกสารลงชื่อรบั รองสําเนาทุก
ฉบับ) มอบใหเ๎ จา๎ หนา๎ ที่
2. ผูร๎ ๎องเรยี นกรอกรายละเอยี ดในแบบหนงั สือมอบอาํ นาจ (มอบอํานาจให๎ สคบ.ดาํ เนนิ การแทนผรู๎ อ๎ ง)
3. กรณผี ูบ๎ รโิ ภคไมํสามารถรอ๎ งเรียนดว๎ ยตนเองได๎ ผ๎ูมาร๎องเรียนแทนจะต๎องมหี นังสือรับรองมอบอาํ นาจจาก
ผ๎ูบริโภค (พร๎อมติดอากรแสตมป์ จาํ นวน 30 บาท) นํามายื่นตํอเจา๎ หน๎าทดี่ ๎วย หากมขี ๎อสงสัยประการใดโปรด
สอบถามเจา๎ หน๎าท่ีเพ่ิมเตมิ หรือโทรศัพท์ติดตํอหนํวยงานที่ให๎การค๎มุ ครองผู๎บริโภค
5. ระบบเศรษฐกิจของประเทศตํางๆ ในเอเชีย
ความสาคญั ของกลุ่มทางเศรษฐกจิ ในเอเชีย
การรวมกลํุมทางเศรษฐกจิ ในภูมิภาคตํางๆ
หลักการการรวมกลุํมทางเศรษฐกิจ ความสัมพนั ธ์ของการคา๎ ระหวาํ งประเทศมวี ิวัฒนาการเปลย่ี นแปลงไปจาก
การค๎าในอดตี ทัง้ ในรปู แบบทางการคา๎ ขอบขาํ ยกิจกรรมทางการค๎า ประเทศคูํค๎า และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี
อํานวยความสะดวกทางการค๎า การเจรจาทางการค๎าเป็นเรื่องสาํ คญั และเปูาหมายหลักของผ๎ูเจรจาทางการค๎า
ที่มาจากภาครัฐ คอื เพื่อสทิ ธปิ ระโยชนท์ างการคา๎ ของชาตติ นเอง เน่อื งจากการแขํงขันทางการคา๎ ประเทศ
ตํางๆ จึงมีนโยบายและมาตรการทใี่ ช๎บดิ เบือนทางการค๎า ซงึ่ ทาํ ให๎การค๎าระหวํางประเทศขาดความเปน็ ธรรม
และขาดความเป็นเสรี การเจรจาทางการค๎านน้ั มํุงหวงั วาํ จะเป็นการแลกเปลี่ยนหรือลดหยอํ นสทิ ธิพิเศษทาง
การค๎า จัดทาํ ข๎อตกลงทางการค๎า ความรํวมมือและพฒั นารูปแบบการค๎า และเพ่อื แก๎ไขข๎อพิพาททางการค๎า
ระหวํางประเทศ รปู แบบการเจรจาตํอรองทางการค๎าน้ันสามารถแบํงไดต๎ ามระดับของการเจรจา คอื ทวิภาคี
(Bilateral) ซงึ่ เป็นความสมั พันธร์ ะหวาํ งประเทศตอํ ประเทศการเจรจามากฝุาย (Plurilateral) อาทิเชนํ การ
เจรจา 3 ฝาุ ย หรือการเจรจา 4 ฝาุ ย การเจรจาหลายฝุายหรือพหภุ าคี (Multilateral) ซ่งึ เป็นการเจรจาที่มี
ประเทศเข๎ารวํ มและใชเ๎ วลายาวนานกวําจะได๎ขอ๎ สรุป การเจรจาตํอรองทางการคา๎ เหลาํ นน้ี ําไปสูํระดบั
ความสัมพนั ธท์ างการค๎าระหวํางประเทศในรูปแบบตาํ ง ๆ ปจั จุบนั ระดบั ความสัมพนั ธ์ในระดับกลมํุ ประเทศใน
51
ภูมภิ าคใกลเ๎ คยี งกนั และมขี ๎อตกลง ตอํ กัน (Regional Trade Arrangements) เป็นกลํุมเศรษฐกิจและเป็นเรื่อง
สาํ คัญตอํ การพัฒนาที่นาํ ไปสกูํ ารคา๎ เสรขี องโลก
รปู แบบของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
การรวมกลมุํ ทางเศรษฐกิจมีไดห๎ ลายรปู แบบและมีวิวัฒนาการแตกตาํ งกนั โดยแตลํ ะรูปแบบจะมคี วามเข๎มข๎น
ของความสมั พันธ์ซ่ึงกนั และกันแตกตํางกนั ไป เชํน
1. ขอ๎ ตกลงการให๎สทิ ธิพเิ ศษทางศุลกากร (Preferential Tariff Agreement) เป็นข๎อตกลงเพ่ือลดภาษีให๎แกํ
กนั และกัน โดยอัตราภาษีท่เี รยี กเก็บจะน๎อยกวําอตั ราภาษีทีเ่ รยี กเกบ็ จากประเทศท่ีสาม เชํน การรวมตัวกนั
ของกลมุํ LAIA (Latin American Integration Association) , ASEAN และ Trade Expansion and
Cooperation Agreement เปน็ ต๎น
2. สหภาพศุลกากรบางสํวน (Partial Customs Union) การรวมตวั ทางเศรษฐกิจในรูปแบบนี้ ประเทศท่ีทํา
ข๎อตกลงกนั ยงั คงอัตราภาษีไว๎ในระดบั เดิม แตมํ ีการกาํ หนดอตั ราภาษีศุลกากรในการค๎ากบั ประเทศภายนอก
กลุมํ รวํ มกัน
3. เขตการค๎าเสรี (Free Trade Areas) ในเขตการค๎าเสรี การซ้อื ขายสนิ ค๎าและบริการระหวํางประเทศภาคี
สามารถทาํ ไดอ๎ ยาํ งเสรปี ราศจากข๎อกีดกันทางการค๎า ท้ังมาตรการทางภาษีและมาตรการกีดกันทางการคา๎ ที่
มิใชภํ าษี ในขณะเดียวกนั แตํละประเทศสมาชกิ ยังคงสามารถดาํ เนินนโยบายกีดกนั ทางการคา๎ กับประเทศนอก
กลํมุ ได๎อยํางอสิ ระ เชนํ การรวมตวั กันของกลํมุ EFTA , NAFTA และ CER เป็นตน๎
4. สหภาพศลุ กากร (Customs Union) เป็นรปู แบบของการรวมกลํมุ ทางเศรษฐกิจที่มีระดับความเข๎มข๎นสูง
ขึ้นมาอีกระดับหนงึ่ โดยการรวมกลมํุ ในลักษณะน้ี นอกจากจะขจัดข๎อกีดกนั ทางการค๎าออกไปแล๎ว ยังมกี าร
กาํ หนดพิกัดอัตราภาษีศลุ กากรในการคา๎ กบั ประเทศภายนอกกลุํมรํวมกนั และให๎มีอัตราเดียวกันดว๎ ย
5. ตลาดรวํ ม (Common Market) รปู แบบของการรวมกลมํุ ประเภทนี้ นอกจากจะมลี ักษณะเหมือนกับ
สหภาพศลุ กากรแลว๎ การเคล่ือนยา๎ ยปจั จยั การผลติ (แรงงาน ทุน และเทคโนโลยี) สามารถทาํ ได๎อยํางเสรี เชนํ
การรวมตัวกนั ของกลุํม EU กํอนปี 1992
6. สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) นอกจากจะมีการค๎าเสรี การเคล่ือนย๎ายปจั จัยการผลิตอยาํ งเสรี
และนโยบายการค๎ารํวมแล๎ว ยังมกี ารประสานความรวํ มมือกนั ในการดําเนนิ นโยบายทางเศรษฐกิจ ท้ังนโยบาย
การเงนิ และการคลงั อีกดว๎ ย เชนํ การรวมตวั ของกลุํม EU ในปจั จุบนั
7. สหภาพทางเศรษฐกจิ แบบสมบูรณ์ (Total Economic Union) เป็นการรวมตัวทางเศรษฐกจิ ท่ีมคี วาม
เขม๎ ขน๎ มากที่สุด จะมีการจัดตั้งรัฐบาลเหนือชาติ และมนี โยบายทางเศรษฐกจิ เดยี วกนั
การมขี ้อตกลงทางการคา้ เสรีและบทบาทของ WTO
แกตต์หรือองค์การการคา๎ โลก (WTO) ในปจั จบุ นั มีวตั ถปุ ระสงค์ทีส่ าํ คญั ประการหน่งึ คือ ตอ๎ งการใหก๎ ารค๎าโลก
ดําเนินไปอยํางเสรี บนพ้ืนฐานของความเทาํ เทยี มกัน คือ ไมํมกี ารเลือกปฏิบตั ิระหวาํ งประเทศภาคสี มาชกิ
การจัดตงั้ กลํุมเศรษฐกิจในระดบั ภูมภิ าคไมวํ าํ จะอยูํในรูปทวภิ าคหี รอื พหภุ าคีความเปน็ เสรีทางการคา๎ มากขึ้น
ระหวาํ งประเทศในกลํมุ แตํไมอํ าจหลกี เลี่ยงการกีดกันทางการค๎าตํอประเทศนอกกลมํุ ไปได๎ เมื่อพจิ ารณาจาก
52
บทบญั ญตั ขิ อง WTO จะเห็นได๎วํา การรวมกลํมุ หรือการทําความตกลงทางการคา๎ ระดับภมู ภิ าคเชํนนีเ้ ปน็ ส่งิ ท่ี
ดําเนนิ การได๎ ถือวาํ เป็น “ข๎อยกเวน๎ ” อยํางหน่ึงของ WTO ท่ปี ระเทศภาคีสมาชกิ สามารถเลือกปฏบิ ตั ิได๎
ระหวาํ งประเทศในกลุํมกับประเทศนอกกลํุม แตจํ ะตอ๎ งดําเนนิ การใหส๎ อดคลอ๎ งกับเงอื่ นไขท่ีกาํ หนดไวใ๎ น
บทบญั ญัตมิ ิฉะนั้นอาจจะขดั กับพนั ธกรณภี ายใต๎ WTO ได๎
การจดั ต้งั กลํุมเศรษฐกิจตามมาตรา 24 นั้น มีอยํู 3 รปู แบบ คอื
1. สหภาพศุลกากร
2. เขตการค๎าเสรี 102
3. ขอ๎ ตกลงชวั่ คราวกํอนที่จะจัดตัง้ สหภาพศลุ กากรหรอื เขตการคา๎ เสรี
เหตผุ ลของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
ประเทศเล็กที่กําลังพัฒนากอํ ตัวเป็นกลมํุ เศรษฐกิจมากขึน้ เพราะนานาประเทศตระหนักวําการทม่ี ีตลาดใหญํ
การรวํ มใช๎ทรัพยากร การแบํงงานกนั ทําอยํางมปี ระสิทธภิ าพ โดยเฉพาะประเทศท่ีอยใํู นอาณาบรเิ วณใกล๎เคียง
กนั จะนําไปสพํู ัฒนาการทางเศรษฐกิจทแ่ี ขง็ แกรงํ และสามารถแขงํ ขนั กับตลาดใหญํๆ ได๎
ประเทศไทยไดร๎ ํวมมือทางเศรษฐกิจกบั ประเทศอื่นๆ อยํางกว๎างขวาง และได๎เขา๎ รํวมเปน็ สมาชกิ ขององคก์ ร
ระหวาํ งประเทศหลายองค์กรดงั นี้
1. กลํุมอาเซียน หรอื สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ (Association of Southeast Asian
Nations : ASEAN) ประกอบดว๎ ย 6 ประเทศ ไดแ๎ กํ อินโดนเี ซีย มาเลเซีย ฟิลปิ ปนิ ส์ สงิ คโปร์ บรไู น และไทย
สํานักงานใหญตํ ั้งอยูทํ ่ีเมอื งจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
องค์กรนี้มีวัตถุประสงค์ เพอ่ื สํงเสริมความรํวมมือทางเศรษฐกิจ วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สงั คม และ
วัฒนธรรม ตลอดจนการเมืองระหวาํ งประเทศสมาชิก
จากการกอํ ตั้งกลํุมอาเซียน มาตงั้ แตํ พ.ศ. 2510 มาจนถึงปจั จุบนั ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการขยายตวั ทาง
เศรษฐกิจอยาํ งรวดเรว็ โครงสรา๎ งทางเศรษฐกจิ ก็เปลย่ี นแปลงจากภาคเกษตรไปสํภู าคอตุ สาหกรรมมากขึ้น
สงํ ผลให๎ประเทศสมาชิกประสบปัญหาทั้งทางดา๎ นการขาดดุลการค๎า การเพิม่ อัตราคาํ จา๎ งแรงงาน และการขาด
แคลนการบริการพ้นื ฐาน
2. กลุมํ เอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) กํอตั้งขน้ึ เม่ือ พ.ศ. 2532 มีสมาชกิ 12
ประเทศ ได๎แกํ สหรัฐอเมรกิ า เกาหลีใต๎ สงิ คโปร์ ฟิลปิ ปินส์ นิวซแี ลนด์ มาเลเซีย ญป่ี นุ อนิ โดนเี ซยี แคนาดา
บรูไน ออสเตรเลีย และไทย องคก์ รนีม้ ีวตั ถุประสงค์เพื่อสํงเสรมิ ความรํวมมือในการแก๎ปัญหารวํ มกัน สํงเสรมิ
การค๎าเสรี ตลอดจนการปรับปรุงแบบแผนการติดตอํ การคา๎ ระหวาํ งกนั และเพอ่ื ตั้งรับการรวมตัวเป็นตลาด
เดยี วกันระหวาํ งประเทศสมาชิก
3. คณะกรรมาธิการเศรษฐกจิ และสังคมสําหรบั เอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for
Asia and pacific : ESCAP)
องค์กรนีเ้ ปน็ องคก์ รทจี่ ัดต้งั ข้ึนโดยองคก์ ารสหประชาชาติ มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือสงํ เสริมความรํวมมอื ในการพัฒนา
ด๎านเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศสมาชิกท่ีอยูใํ นเอเชียและแปซิฟิก รวมท้งั ประเทศไทยด๎วย ESCAP เป็น
53
องค์กรทขี่ ยายมาจากคณะกรรมาธกิ ารเศรษฐกจิ แหํงเอเชยี และตะวนั ออกไกล (Economic commission for
Asia and the Far East : ECAFE) ซ่ึงจัดตง้ั ขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. 2490 และใน พ.ศ. 2517 ไดข๎ ยายมาเปน็ ESCAP
ทง้ั นี้เพ่ือใหค๎ รอบคลุมประเทศในพน้ื ทเี่ อเชียและแปซิฟกิ ทั้งหมด 104
ประเทศท่ีเป็นสมาชกิ จะได๎รบั ความชวํ ยเหลือในการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม สาํ นักงานตง้ั อยูทํ ่ี
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
4. ขอ๎ ตกลงทัว่ ไปวาํ ดว๎ ยภาษีศุลกากรและการคา๎ (General Agreement of Tariffs and Trade : GATT)
กํอตัง้ เมือ่ วันที่ 30 ตลุ าคม พ.ศ. 2490 มปี ระเทศสมาชกิ เกอื บทวั่ โลก ประเทศไทยเขา๎ เป็นสมาชกิ เมอ่ื วันท่ี 20
พฤศจิกายน 2525 องคก์ รน้ีมีวตั ถุประสงค์เพื่อสงํ เสรมิ ระบบการคา๎ เสรี และสํงเสรมิ สมั พันธ์ภาพทางการค๎า
และเศรษฐกจิ ระหวํางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกต๎องปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บของ GATT ประเทศไทยได๎รับ
การสํงเสรมิ ดา๎ นการขยายตัวทางการค๎า ทําให๎ความเสยี เปรียบด๎านการเจรจาการค๎าระหวาํ งประเทศกบั
มหาอํานาจทางเศรษฐกจิ ลดลงไปมาก
ลกั ษณะ ประเภทสนิ คา้ ของประเทศในเอเชยี
ประเทศตํางๆ ในเอเชียมกี ารผลติ สินคา๎ ทม่ี ลี กั ษณะคล๎ายคลึงกัน เนอ่ื งจากลกั ษณะภมู ปิ ระเทศท่ีเปน็ ทีต่ งั้ ของ
ประเทศ ท่ีสามารถผลติ สินคา๎ ได๎ดี โดยเฉพาะผลผลิตที่เปน็ อาหารของโลกที่ได๎จากการเกษตร เชํน ขา๎ ว
ยางพารา มนั สาํ ปะหลัง แตกํ ็มหี ลายประเทศ เชํน จีน ญปี่ ุน อนิ เดีย ทพ่ี ลิกผันไปผลติ สนิ คา๎ ทีเ่ ปน็ เทคโนโลยี
สมัยใหมํ เชํน ยานยนต์ อุปกรณไ์ ฟฟูา คอมพวิ เตอร์ และอ่ืนๆ
ประเทศไทย มีการผลติ สินค๎าทส่ี ํงออกขายทวั่ โลก สินคา๎ เกษตรสํงออกสําคัญทน่ี ํารายได๎เขา๎ ประเทศสูงสดุ 10
อนั ดบั แรก ได๎แกํ ยางพาราและผลติ ภณั ฑ์ ข๎าวและผลิตภัณฑ์ ปลาและผลิตภัณฑ์ กุ๎งและผลิตภัณฑ์ ไมแ๎ ละ
ผลติ ภณั ฑ์ มนั สาํ ปะหลังและผลิตภณั ฑ์ นํา้ ตาลและผลติ ภัณฑ์ ผลไม๎และผลติ ภณั ฑ์ กระดาษและผลิตภณั ฑ์
47,235 ลา๎ นบาท และเนื้อไกํ นอกจากน้นั ยังมีสินคา๎ ทป่ี ระเทศไทยทาํ การค๎าระหวาํ งประเทศ เชนํ สงิ่ ทอและ
วัสดุ ส่ิงทอ การออกแบบผลิตภณั ฑ์ อัญมณี และอุตสาหกรรมการทอํ งเท่ียว อินโดนีเซีย มที รพั ยากรปุาไม๎
พ้นื ทีส่ ํวนใหญํเป็นปุาดงดิบ เปน็ ประเทศทีม่ ีปุาไม๎มากท่สี ุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ ผลติ ผลจากปุาไม๎สํวน
ใหญํเปน็ ไม๎เนื้อแขง็ แรธ่ าตุ แรธํ าตทุ สี่ าํ คญั ได๎แกํ นํา้ มันปโิ ตรเลียม ทาํ รายได๎ให๎กบั ประเทศมากทส่ี ดุ
อนิ โดนเี ซียเป็นสมาชกิ ขององค์การประเทศ ผส๎ู งํ นํา้ มนั เปน็ สินค๎าออก เกษตรกรรม มีการปลกู พืชแบบขนั้ บนั ได
พชื เศรษฐกิจ ไดแ๎ กํ ขา๎ ว ยาสูบ ขา๎ วโพด เคร่อื งเทศ ประมง ลักษณะภมู ิประเทศเป็นหมเูํ กาะทาํ ให๎อนิ โดนเี ซีย
สามารถจับสตั ว์น้ําได๎มาก อตุ สาหกรรม อุตสาหกรรมท่สี าํ คัญ ไดแ๎ กํ การกล่ันนํา้ มนั การตอํ เรือ
ญ่ีปนุ่ การสงํ ออกของญป่ี นุ สินค๎าสงํ ออกของญีป่ ุนทสี่ าํ คญั เปน็ ประเภทยานพาหนะและอุปกรณข์ นสงํ
เครอื่ งจักร และสินคา๎ อิเลก็ ทรอนิกส์ เรอื ผลติ ภัณฑ์เภสัชกรรม เคร่ืองสาํ อาง รถไฟ/รถรางและอุปกรณ์ รวมถึง
ผลติ ภณั ฑจ์ ากกระดาษ เชนํ การบรรจุภัณฑ์
สิงคโปร์ ไมํมีทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง ไมํมีแรธํ าตใุ ดๆ แม๎กระท่ังนํา้ จืดยงั ไมํมีเพยี งพอ ตอ๎ งพงึ่ แหลํงนํา้
จืดจากมาเลเซีย อุตสาหกรรมสาํ คญั ๆ โดยนาํ เขา๎ วตั ถุดบิ จากประเทศเพื่อนบ๎าน เชนํ อุตสาหกรรมกลนั่ นาํ้ มัน
54
โดยซ้ือนํา้ มนั ดบิ จากอนิ โดนีเซียและบรไู น นอกจากนย้ี ังมีอุตสาหกรรมถลงุ 105 แรํเหล็กและดบี กุ อุตสาหกรรม
เคมี อตุ สาหกรรมเคร่ืองใช๎ไฟฟาู อตุ สาหกรรมผลิตรถยนต์และช้ินสวํ นอะไหลํ ฯลฯ
สาธารณรัฐประชาชนลาว สนิ คา๎ สํงออกของลาว ไดแ๎ กํ ไมแ๎ ละไมแ๎ ปรรูป สินคา๎ ประมงและสตั ว์ แรธํ าตุ สินคา๎
การเกษตร เชํน ชา กาแฟ เครอ่ื งเทศ ฯลฯ เครื่องนุํงหํม พาหนะและอะไหลํ หนงั สัตว์และผลิตภัณฑห์ นงั ฟอก
เครอ่ื งจักรกลท่ีไมํใช๎ไฟฟาู และสํวนประกอบ เคร่ืองพลาสติก ผลติ ภณั ฑ์และเครอ่ื งอุปโภค
เวียดนาม สินคา๎ สํงออกทส่ี ําคญั ของเวียดนาม ไดแ๎ กํ ข๎าว นาํ้ มนั ดบิ สง่ิ ทอและเส้ือผา๎ สําเร็จรูป รองเทา๎
ผลติ ภัณฑส์ ตั ว์นาํ้ ทะเล ไมแ๎ ละเฟอรน์ เิ จอร์ กาแฟ
สาธารณรฐั แหง่ สหภาพพมา่ (เมียนมาร์) รฐั บาลพมาํ ประกาศนโยบายตง้ั แตเํ ข๎ายดึ อํานาจการปกครองใหมํๆ ท่ี
จะเปลย่ี นแปลงเศรษฐกิจพมาํ จากระบบวางแผนสํวนกลาง (Centrally-planned economy) เป็นระบบตลาด
เปิดประเทศ รองรับและสงํ เสรมิ การลงทุนจากภายนอก สงํ เสริมการสงํ ออก การทํองเที่ยว และขยายความ
รํวมมอื ทางเศรษฐกจิ กับภมู ิภาค แตใํ นทางปฏิบัติการปรบั โครงสร๎างเศรษฐกจิ ของพมาํ ไมํคืบหนา๎ รฐั บาลพมํา
ไมํได๎ดาํ เนินการในทศิ ทางดงั กลําวอยาํ งเต็มที่ รัฐบาลยงั คงคุมและแทรกแซงภาคการผลติ ตาํ งๆ อยาํ งเขม๎ งวด มี
การเปลย่ี นแปลงกฎระเบยี บด๎านการคา๎ การลงทุน
ดา๎ นเกษตรกรรม รัฐบาลพมําให๎ความสาํ คญั ตํอการผลิตและสงํ ออกผลผลิตถั่ว ขา๎ ว ยางพารา ไดป๎ รับระบบการ
สํงออกถ่ัวขน้ึ ใหมํ เพ่ือให๎เกดิ ความคลํองตวั และจูงใจให๎เกษตรกร ขยายการเพาะปลูก และรฐั บาลพมําพยายาม
สํงเสริมโครงการปลูกขา๎ วเพื่อการสํงออก ปัจจบุ ันแม๎วาํ รัฐบาลพมาํ ยงั ไมํได๎ดาํ เนนิ การใดๆ ที่สําคัญเพ่ือปฏริ ูป
ระบบเศรษฐกิจมหภาค แตพํ ยายามเรงํ การพัฒนาภาคการเกษตร การสํงเสรมิ การลงทุนจากตาํ งประเทศ การ
สํงเสริมการทํองเที่ยว การนําทรพั ยากรมาใชโ๎ ดยเฉพาะก๏าซธรรมชาติและพลังนา้ํ
ประเทศจีน มปี ระชากรมาก และอาณาเขตกว๎างขวางเปน็ ทีส่ องของโลก ผลผลิตตํางๆ สวํ นใหญํเพ่อื เลย้ี งชีพคน
ในประเทศ แตอํ ยาํ งไรกต็ ามรฐั บาลไดก๎ ําหนดนโยบายเพอ่ื การพัฒนาเศรษฐกจิ ให๎สามารถสํงออกไปยังนานา
ประเทศได๎ โดยเนน๎ ศักยภาพของพลเมืองเป็นสําคัญ เชํน ทางตะวันตกเฉยี งเหนือ มีแรํเหลก็ มาก ก็จะเนน๎ การ
เจรญิ เติบโตด๎านการผลติ เหล็กกล๎า และผลติ ภัณฑ์ท่ที าํ จากเหล็ก เมืองท่เี ปน็ กลางการค๎าก็เน๎นการบริการ
สงํ ออก การผลติ สินค๎ายานยนต์ เครื่องใชไ๎ ฟฟูา และอีเล็กทรอนกิ ส์ เชํน เซยี่ งไฮ๎ เมอื งท่มี ที รัพยากรธรรมชาติ
สวยงาม ก็เนน๎ ธุรกิจการทํองเทยี่ ว และทส่ี าํ คัญผลผลิตทางการเกษตรทีเ่ ป็นของจนี สามารถสงํ ออกจาํ หนํายเป็น
คแูํ ขํงทส่ี ําคัญของประเทศในภูมิภาคเอเชยี เชํน ผัก ผลไม๎ และอาหารทะเล เปน็ ต๎น
สภาพเศรษฐกิจ และระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ
กอํ นทีจ่ ะเรียนรถู๎ ึงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เราควรเข๎าใจถึงความหมายของระบบเศรษฐกิจกนั กอํ น
ระบบเศรษฐกิจ คือ กลํุมหรือหนํวยธรุ กจิ ที่รวมตัวกนั ดาํ เนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอยํูภายใต๎รูปแบบของ
การปกครอง จารตี ประเพณี สังคม และวัฒนธรรมของแตํละประเทศ เพื่อกําหนดวาํ จะผลิตอะไร ปรมิ าณมาก
น๎อยเทําใด และใช๎วธิ ีการผลติ อยาํ งไร เพอ่ื ตอบสนองความต๎องการของหนํวยครัวเรอื น หรอื กลํุมผบ๎ู รโิ ภคหรือ
ประชาชนนน่ั เอง
55
ระบบเศรษฐกิจของแตลํ ะประเทศในโลก มีความแตกตาํ งกัน ทั้งนี้ข้ึนอยูกํ บั รปู แบบการปกครองและจารีต
ประเพณี โดยท่วั ไปแลว๎ แตลํ ะประเทศได๎มีการพฒั นาระบบเศรษฐกิจแบบตํางๆ ขึ้น เพอื่ แกไ๎ ขข๎อบกพรํองของ
ระบบเดมิ ท่มี อี ยูํ ดงั น้ันจะเห็นวําในปจั จุบันจะมีระบบเศรษฐกจิ อยูํ 3 แบบ คอื ระบบเศรษฐกจิ แบบเสรนี ิยม
ระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนยิ ม และระบบเศรษฐกิจแบบผสม
ระบบเศรษฐกจิ แบบเสรีนิยม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจทีเ่ อกชนหรอื ประชาชนทัว่ ไป มีเสรภี าพในการตดั สนิ ใจ
ทาํ กจิ กรรมตาํ งๆ ทางเศรษฐกจิ มที ั้งการผลิต การบริโภค การซ้ือขาย แลกเปล่ยี น การประกอบอาชีพ การ
จดั ตั้งองค์การทางเศรษฐกจิ รวมทั้งการเป็นเจ๎าของทรพั ย์สิน โดยรฐั บาลจะไมํเขา๎ มาเกี่ยวขอ๎ ง
ระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมนยิ ม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะเป็นผู๎กําหนดและวางแผนในการทํา
กจิ กรรมทางเศรษฐกิจ โดยรฐั บาลเปน็ ผต๎ู ดั สินใจในการดําเนนิ เศรษฐกิจท้ังหมด เอกชนไมมํ ีเสรภี าพในการ
ตดั สินใจในการดาํ เนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้เกดิ ขนึ้ เน่ืองจากปัญหาและข๎อบกพรอํ งของ
ระบบเศรษฐกจิ แบบเสรนี ิยมและแบบสังคมนิยม โดยจะมีท้งั การใช๎กลไกราคา เปน็ การกําหนด และการ
วางแผนมาจากรฐั บาลสวํ นกลาง กลําวคือ มที ง้ั สํวนทปี่ ลอํ ยให๎ประชาชนตดั สินใจดาํ เนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ
เอง และสวํ นท่ีรฐั บาลพร๎อมท้ังเจา๎ หน๎าท่เี ข๎าไปควบคุมและวางแผนการทํากิจกรรมตาํ งๆ ทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในยคุ ปัจจุบันมีแนวโนม๎ จะเขา๎ สรํู ะบบเศรษฐกิจแบบผสมมากขนึ้ จะเห็นไดจ๎ าก
การทีร่ ัฐบาลได๎ใหโ๎ อกาสประชาชนมเี สรภี าพทาํ กิจกรรมทางธุรกิจได๎มากข้นึ โดยอาศยั กลไกราคาเป็นเครื่องมือ
ในการตดั สินใจแตกํ จิ กรรมทางธุรกิจในบางลกั ษณะก็ยังมีความจําเปน็ ต๎องใชว๎ ธิ กี ารควบคมุ หรือดําเนนิ การโดย
รฐั เชํน กิจการไฟฟูา ประปา โทรศพั ท์ ถนน เปน็ ตน๎
อยํางไรก็ตามระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทยนบั ตงั้ แตํสมัยกรุงสโุ ขทยั (พ.ศ. 1800 - 1892) ซง่ึ เปน็ ระบบ
เศรษฐกิจแบบเสรีนยิ ม มกี ารสํงเสริมให๎มกี ารคา๎ โดยเสรีและกวา๎ งขวาง พอมาถงึ สมัยกรุงศรอี ยธุ ยา (พ.ศ. 1893
- 2310) จะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบศักดนิ า ทําการเกษตรเป็นพ้ืนฐาน ประชาชนทาํ การผลิตแบบพอยังชีพ
56
รายได๎หลักของรฐั บาลมาจากสํวยและภาษีอากร และเริ่มเปลยี่ นแปลงเป็นระบบเศรษฐกจิ แบบผสมในสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์ตอนตน๎ (พ.ศ. 2325 - 2398) โดยลักษณะระบบเศรษฐกิจจะเปน็ แบบกา้ํ กึ่งกนั ระหวาํ งเศรษฐกจิ
แบบพอยงั ชพี และเศรษฐกิจแบบตลาด กลาํ วคอื มกี ารทําการเกษตรเพื่อบรโิ ภคเอง และทาํ เกษตรเพ่ือการคา๎
แตํการทาํ เพ่ือการค๎าจะเป็นลําดับรอง นอกจากการทําการเกษตรแลว๎ ในสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรต์ อนต๎นน้ี ยังได๎
เร่มิ มีการอตุ สาหกรรมขัน้ ตน๎ เกดิ ข้นึ ดว๎ ย เชนํ อตุ สาหกรรมเหมอื งแรํ และนํ้าตาลทราย เปน็ ตน๎
ตอํ จากน้นั หลงั ชวํ งการเปลย่ี นแปลงการปกครอง ระหวําง พ.ศ. 2475 - 2504 ระบบเศรษฐกจิ ไทย
เปลีย่ นแปลงไปมาก เนือ่ งจากประเทศไทยได๎เปดิ การค๎าเสรีกัน ประเทศตะวันตกตามข๎อตกลงใน “สนธสิ ญั ญา
เบาว์ริ่ง” เปน็ ผลใหพ๎ ลังการผลติ ไมํพัฒนา และไมสํ ามารถจะแขงํ ขนั กบั คแูํ ขํงทางการค๎าทัง้ หลายได๎ ผลผลิตที่
พอจะกา๎ วหนา๎ และมีคุณภาพสูง กถ็ ูกจํากัดด๎วยนายทุนตาํ งชาติ และนายทนุ เหลําน้ันสามารถควบคุมเศรษฐกจิ
ไทยได๎ นอกจากนี้ภายหลังจากสงครามโลกครง้ั ที่ 2 (พ.ศ. 2488) สิน้ สุดลง ประเทศไทยต๎องประสบกบั ปัญหา
ทางเศรษฐกิจหลายประการ เชนํ ปญั หาการขาดแคลน
สินคา๎ อปุ โภคบริโภค ปัญหาเงินเฟูอ ปญั หาการขาดแคลนเงินตราตาํ งประเทศ และปัญหาจากการที่ต๎องปฏิบัติ
ตามข๎อตกลงตามสญั ญาสมบูรณแ์ บบกบั ประเทศอังกฤษ ดังน้ันในชํวงนป้ี ระเทศไทยไดม๎ ีการแกป๎ ัญหา โดยไดม๎ ี
การออกกฎหมายควบคุมราคาสินคา๎ ห๎ามกกั ตนุ สินคา๎ ใหใ๎ ช๎ของทีผ่ ลิตขนึ้ ในประเทศ มกี ารเปิดธนาคารของคน
ไทยเพม่ิ มากขน้ึ และใหธ๎ นาคารเป็นแหลงํ เงนิ ทนุ ไปทาํ ธุรกิจ รฐั บาล จอมพล ป. พิบลู สงคราม ได๎ใช๎นโยบาย
เศรษฐกิจชาตนิ ิยม และการขยายตวั ของทนุ นยิ มโดยรัฐ เชํน รัฐเขา๎ มาสํงเสรมิ ให๎มกี ารประกอบการ
อุตสาหกรรม พาณชิ ยกรรม สาธารณปู โภค ฯลฯ สํงเสริมให๎คนไทยมบี ทบาททางเศรษฐกิจมากขน้ึ เชํน มกี าร
สงวนอาชีพบางประเภทให๎คนไทย สํวนดา๎ นอุตสาหกรรม รฐั บาลกจ็ ะเข๎าไปดําเนินการเอง
นบั ตงั้ แตํ พ.ศ. 2504 เป็นตน๎ มา ระบบเศรษฐกจิ ของไทยเปล่ยี นแปลงมาก อนั เน่ืองมาจากการเจรญิ เติบโต
ทางด๎านประชากร และปัญหาดา๎ นทรัพยากรซง่ึ มีจํากดั โดยรฐั บาลซึ่งเปน็ ตวั แทนของสังคมต๎องเขา๎ มาทําหน๎าที่
เปน็ ผ๎จู ัดทําเพื่อแก๎ไขปัญหาตํางๆ ในชวํ งนีเ้ องจงึ ทาํ ให๎ประเทศไทยให๎ความสาํ คัญในการวางแผนการพฒั นา
เศรษฐกจิ โดยรัฐบาลและประชาชนรํวมกันดําเนินการ ซึ่งอาจกลาํ วไดว๎ าํ ระบบเศรษฐกิจไทยไดเ๎ ข๎าสํรู ะบบ
เศรษฐกิจแบบผสม โดยมีการวางแผนการพฒั นาเศรษฐกจิ และได๎เร่ิมจัดทําเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม
แหํงชาติข้ึน โดยเร่ิมตง้ั แตฉํ บับท่ี 1 เมอ่ื พ.ศ. 2504 มาจนถงึ ปัจจบุ ัน คือ ฉบบั ที่ 10 ซ่งึ มกี ําหนดวาระของแผน
ดังนี้
(1) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหํงชาติ ฉบบั ที่ 1 พ.ศ. 2504 - 2509
(2) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหํงชาติ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2510 - 2514
(3) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงํ ชาติ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2515 - 2519 (4) แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม
แหํงชาติ ฉบบั ที่ 4 พ.ศ. 2520 - 2524 (5) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงํ ชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2525 -
2529 (6) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหํงชาติ ฉบบั ที่ 6 พ.ศ. 2530 - 2534 (7) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และ
สังคมแหงํ ชาติ ฉบบั ท่ี 7 พ.ศ. 2535- 2539 (8) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหํงชาติ ฉบับท่ี 8 พ.ศ. 2540 -
2544 (9) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงํ ชาติ ฉบบั ท่ี 9 พ.ศ. 2545 - 2549
57
(10) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงํ ชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 - 2554
ปัญหาเศรษฐกจิ ของไทย
ประเทศไทยไดช๎ อื่ วําเปน็ ประเทศที่กําลังพัฒนา (Developing country) เหมอื นกับประเทศตํางๆ ในแถบ
เอเชียอีกหลายประเทศ ท้งั น้ี เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจหลายประการที่สาํ คัญคือ
1. ความแตกตาํ งของรายได๎ ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอดตี ที่ ผาํ นมา มีการขยายตัวทาง
เศรษฐกจิ เป็นไปในลกั ษณะที่ขาดความสมดลุ ระหวาํ งประชาชนในเมอื งกบั
ชนบท ยงั ผลใหเ๎ กดิ ปัญหาความแตกตํางทางรายได๎อยาํ งเห็นไดช๎ ดั ประชาชนในชนบทยังยากจนมากกวํา 10
ลา๎ นคน หรือประมาณร๎อยละ 90 ของประชาชนในชนบท จากการสํารวจพบวาํ ผ๎ปู ระกอบอาชีพเกษตรกรรม มี
รายไดต๎ า่ํ กวําผูท๎ ่ีประกอบอาชีพอุตสาหกรรม 6 เทาํ ตวั พาณิชยกรรม เกือบ 10 เทาํ ตัว และดา๎ นบริการกวํา 4
เทําตวั อีกท้ังยังต่าํ กวาํ รายได๎เฉลย่ี ของประชาชนในชาตดิ ๎วย ความแตกตาํ งของรายได๎ ผ๎ูประกอบอาชพี ด๎าน
ตํางๆ ยังคงปรากฏอยํูในปจั จบุ นั ประชาชนทม่ี ีรายได๎เฉลยี่ ตํ่าสุดของประเทศอยํูในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
2. สนิ คา๎ ขั้นปฐม เป็นสนิ คา๎ พ้ืนฐานของคนไทย อันได๎แกํ สนิ ค๎าด๎านการเกษตร เป็นสินค๎าผลติ ผลจากการทาํ นา
ทาํ ไรํ ทําสวน เลย้ี งสัตวแ์ ละการประมง ลกั ษณะสนิ ค๎าเกษตรไทย ในปัจจบุ นั ราคาผลผลิตตกต่ํา เป็นสาเหตใุ ห๎
เกษตรกรมรี ายได๎น๎อย รายได๎ไมํคํอยจะพอกับรายจําย ถ๎าเป็นเกษตรกรรายยํอย มกั จะประสบปญั หาเกี่ยวกับ
ราคาผลผลติ เสมอ
อยาํ งไรกต็ ามสินค๎าผลผลิตขนั้ ปฐมของคนไทย ถ๎าพจิ ารณาในภาพรวมของประเทศสินคา๎ ประเภทน้ยี ังเป็น
สนิ ค๎าสํงออกท่ีสาํ คญั ของประเทศ และทาํ รายได๎ใหก๎ ับประเทศปลี ะมากๆ
3. การตลาด เปน็ กลไกท่ีทําใหผ๎ ซู๎ ื้อและผขู๎ ายมาพบกัน และเกดิ มีการแลกเปลยี่ นกนั ในกระบวนการแลกเปลย่ี น
นัน้ ตลาดตอ๎ งทาํ หน๎าที่เก่ยี วกบั การจัดซ้ือสนิ คา๎ การเกบ็ รักษาสินคา๎ การขายสนิ ค๎าและบริการ การจําหนําย
มาตรฐานสินคา๎ การขนสงํ การยอมรับความเสี่ยงภยั และการเงิน
ลักษณะทางการตลาดของไทยมที ัง้ เป็นตลาดแบบผกู ขาดและตลาดแบบก่ึงแขํงขัน กง่ึ ผกู ขาด ทว่ี าํ เปน็ ตลาด
แบบผกู ขาดนนั้ เปน็ ตลาดทีม่ ีผู๎ซื้อและผูข๎ ายเพียงรายเดยี ว เชํน การผลิตบุหร่ขี อง
58
โรงงานยาสบู ลักษณะของตลาดแบบนี้ ผ๎ขู ายเป็นผูก๎ ําหนดราคาสินคา๎ แตเํ พียงผู๎เดียว โดยไมตํ ๎องระมดั ระวังวํา
จะมผี ูแ๎ ขํงขัน สาํ หรบั ลกั ษณะของตลาดอกี แบบหนึง่ ท่ีเป็นกึ่งแขงํ ขันกึ่งผกู ขาดนั้น เปน็ ลกั ษณะของผลผลติ ทีม่ า
จากผผ๎ู ลิตรายใหญเํ พียงไมํกร่ี าย เชนํ บริษทั ผ๎ผู ลติ เครื่องดืม่ บรษิ ัทผูผ๎ ลติ สุรา บริษทั ผู๎ผลติ เหลํานีจ้ ะมีผ๎ูผลติ
นอ๎ ยราย และมีการแขงํ ขันกันในการที่จะขายสนิ ค๎าของตน แตํจะรวมตวั กันเพือ่ ขนึ้ ราคาสินค๎าหรอื กําหนดราคา
สนิ คา๎ ได๎งาํ ย ตลาดสนิ ค๎าไทยอกี อยาํ งหนึง่ เป็นตลาดสินค๎าทมี่ ีผ๎ูซือ้ และผ๎ูขายจํานวนมาก ซ่ึงตลาดเหลํานมี้ ีอยํู
ทวั่ ไปทุกจังหวดั อําเภอ ตาํ บลและหมูํบา๎ น การตลาดของไทยยงั มปี ญั หาสินค๎าสํวนใหญตํ กอยํูในกลุํมบุคคล
เพียงไมกํ ่ีกลํมุ การท่มี ีกลํุมผลประโยชนเ์ หลาํ น้ีข้ึน ถ๎าเปน็ กลุํมที่มีคณุ ธรรมกจ็ ะกระจายรายไดโ๎ ดยกาํ หนดราคา
ทเ่ี หมาะสม ไมํคดิ กําไรมาก แตถํ ๎ากลุํมบุคคลเหลาํ นีเ้ ปน็ บุคคลที่เห็นแกไํ ด๎ กลุํมเหลาํ น้ีก็จะรวมกนั บีบผ๎ูผลติ ให๎
ขายผลผลติ ในราคาตา่ํ ซ่งึ สร๎างความเดือดรอ๎ นให๎แกํประชาชน นอกจากนั้น การกาํ หนดราคาสนิ ค๎าของ
เมอื งไทยเรายงั ไมํมมี าตรฐานโดยเฉพาะอยํางยงิ่ สนิ คา๎ ดา๎ นการเกษตร
4. การขาดดลุ การคา้ และดลุ การชาํ ระเงนิ คําวํา ดุลการคา๎ หมายถึง รายรบั รายจาํ ยจากการคา๎ ระหวาํ ง
ประเทศ ดลุ การค๎าเป็นเพียงสวํ นหนึง่ ของดลุ การชาํ ระเงนิ เทาํ นน้ั เพราะดุลการชาํ ระเงิน หมายถึง รายงานท่ี
แสดงถึงยอดรายได๎ - รายจาํ ย ท่ปี ระเทศไดร๎ ับหรือรายจาํ ยให๎แกํตาํ งประเทศในระยะเวลา 1 ปี ฉะนน้ั ประเทศ
อาจมดี ลุ การค๎าขาดดลุ แตํมีดลุ การชาํ ระเงินเกินดุลก็ได๎ สาํ หรับดุลการค๎าของประเทศไทย ในชวํ งท่มี กี าร
พัฒนาอตุ สาหกรรมนี้ จะขาดดุลการคา๎ กับบางประเทศ เพราะจะต๎องเสียคําใช๎จํายในการส่ังซื้อเครื่องจกั ร
5. การว่างงาน การวํางงานยอํ มมผี ลกระทบตํอเศรษฐกิจ สังคม และรวมถงึ การเมืองดว๎ ยผลกระทบทาง
เศรษฐกิจ เชํน กอํ ให๎เกดิ ความยากจน เปน็ ผลกระทบถึงปัญหาครอบครัว ปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ และมผี ลถึง
การฝกั ใฝุในลัทธเิ ศรษฐกจิ และลัทธิการเมือง ทําให๎เกิดปัญหาผ๎ูกํอการรา๎ ยได๎ ในทางเศรษฐศาสตรม์ กี ารศึกษา
และกาํ หนดไวว๎ าํ ถ๎าประเทศใดมีอตั ราการวํางงานเกิน 4% ของจํานวนแรงงานทั้งหมดแลว๎ จะมีผลกระทบตอํ
ระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นอยาํ งรนุ แรง อยํางไรกต็ าม ถงึ แม๎อัตราการวํางงานจะไมํถงึ 4% ดังกลําว ก็
สามารถทาํ ใหเ๎ กดิ ปญั หาสงั คมข้ึนได๎
6. การเงนิ และการชาระหนี้ การกาํ หนดและควบคุมปริมาณเงนิ ให๎พอดกี บั ความต๎องการและความจําเป็นใน
การหมนุ เวยี นของระบบเศรษฐกิจ เปน็ สิ่งจาํ เปน็ ที่รฐั บาลจะตอ๎ งกาํ หนดเป็นนโยบายไว๎ เพราะถ๎าปริมาณเงินที่
ใช๎หมนุ เวยี นในระบบเศรษฐกิจมมี ากเกินไป หรอื นอ๎ ยเกินไป เมอื่ เปรียบเทียบกบั ปรมิ าณสินคา๎ หรือบริการ
รัฐบาลจะตอ๎ งเข๎าไปแก๎ไข โดยมอบหมายให๎ธนาคารแหํงประเทศไทยเป็นผ๎ูควบคมุ ปริมาณเงิน ทาํ ได๎ 3 ทาง คอื
1. การนําหลักทรัพย์ออกขายสตูํ ลาด ถา๎ รฐั บาลตอ๎ งการเกบ็ เงนิ ก็ขายหลักทรัพย์รฐั บาล ถา๎ เงินในมอื ฝืดลง
รัฐบาลกร็ บี ซ้ือหลักทรัพย์กลับมาอีก ซ่งึ จะเป็นการปลํอยเงินไปสํูประชาชนเพื่อใหเ๎ กิดเงินหมนุ เวียน
2. การเพิม่ หรือลดอัตรารบั ชํวงซ้ือลดตัว๋ เงิน ทาํ ใหธ๎ นาคารพาณิชย์กย๎ู ืมเงนิ จากธนาคารแหํงประเทศไทยเพ่ิมข้ึน
หรอื ลดลง ด๎วยวธิ ใี ห๎เงินสดในท๎องตลาดลดลง หรือถ๎าใหเ๎ งินสดในท๎องตลาดมีหมนุ เวียนคลํองตวั ก็ต๎องกเู๎ งนิ จาก
ธนาคารกลางเพมิ่ ขึน้ เงินสดในมือประชาชนจะมีมากขน้ึ
3. การเพ่มิ หรือลดอัตราเงินสดสาํ รองตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาฐานะการคลงั ของรัฐบาล ปีงบประมาณ 2540
- 2541 เป็นชํวงทีเ่ ศรษฐกจิ ของประเทศตกต่ํามาก จะพบวาํ สถานภาพเงินคงคลังยงั ไมํมีความมั่นคง รัฐบาล
59
ตอ๎ งประหยดั และจะต๎องก๎เู งนิ จากตํางประเทศมาชดเชยการขาดดลุ งบประมาณ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเปน็ หน้ี
ตาํ งประเทศจํานวนมาก รัฐบาลตอ๎ งตง้ั งบประมาณชดใช๎หนส้ี นิ ปลี ะนับเป็นหมน่ื ลา๎ นบาท ซึ่งยงั ผลให๎
งบประมาณท่ีจะนํามาใช๎ในงานพฒั นามนี ๎อยมาก
7. เงินเฟ้อ (Inflation) เงินเฟูอ หมายถึง ภาวะท่ีราคาของสินค๎าสูงขน้ึ หรือหมายถึงภาวะทีค่ าํ ของเงินลดลง สิง่
ที่จะทาํ ให๎เหน็ ชดั ถึงภาวะเงินเฟอู คือ ดชั นีผ๎ูบรโิ ภค เงนิ เฟอู มี 2 ประเภท คือ
1. เงนิ เฟูออยาํ งอํอน คอื ภาวะท่ีราคาของสนิ คา๎ และบรกิ ารสงู ข้ึนเรอื่ ย ๆ ในอตั ราเล็กน๎อยราวปีละ 2.3 % และ
ไมํเกนิ 5 %
2. เงนิ เฟอู อยาํ งรนุ แรง คอื ภาวะท่รี าคาสนิ ค๎าเพิ่มขึ้นอยํางรวดเร็ว ดัชนีราคา จะสงู ขึ้นกวําร๎อยละ 10 ตํอปี
การท่เี กิดภาวะเงนิ เฟอู นัน้ ยํอมจะทาํ ให๎เกิดผลกระทบกระเทือน ดังน้ี คือ
1. ทําใหเ๎ กดิ ผลเสียหายแกํการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ
2. ทาํ ให๎เกิดภาวะชะงกั งนั ทางเศรษฐกิจ เพราะคาํ ของเงินลดลง
3. เจ๎าหนี้ทั่วไปจะเสยี ประโยชน์จากมูลคาํ หน้ีท่ีเปล่ยี นแปลง คอื
4. ผูม๎ รี ายไดจ๎ ากคําจ๎าง เงนิ เดือน และผม๎ู รี ายได๎คงที่อ่ืนๆ จะเดอื ดร๎อนจากการครองชีพ เพราะรายได๎ไมทํ นั กับ
รายจําย
5. รฐั บาลประสบปัญหามากขนึ้ ในการบริหารประเทศเพราะรฐั บาลต๎องกู๎เงนิ มากขน้ึ รัฐบาลตอ๎ งหาเงินมาใช๎ให๎
พอกบั อตั ราการเฟอู ของเงินทําใหเ๎ งนิ ทุนสํารองท่เี ป็นเงินตราตาํ งประเทศลดลง
ผลจากการทร่ี ฐั บาลกาํ หนดให๎คําเงินบาทลอยตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ทําให๎สินค๎ามีราคาสงู ข้ึน คําของเงิน
บาทลดลง ทําใหเ๎ กดิ เงินเฟูอ ปจั จบุ ันเงนิ เฟูอเริ่มลดลง
การเกดิ เงินเฟูอมิได๎มีแตํผลเสียอยาํ งเดียว ยงั มปี ระโยชนอ์ ยูํบา๎ ง กลาํ วคือ
1. เปน็ ผลดีแกํลกู หน้ี ลกู หนีจ้ ะใชเ๎ งินลดลงเมื่อเปรยี บเทยี บกับภาวะเงินปจั จุบัน
2. เกษตรกรมีรายไดเ๎ พ่มิ ขึ้น เพราะเมือ่ เกดิ เงินเฟูอ ราคาผลผลติ ทางการเกษตรจะมีราคาสงู ขน้ึ
3. ผ๎ูประกอบธรุ กิจการคา๎ จะไดร๎ ับผลประโยชนเ์ นอื่ งจากเงินเฟอู จะชวํ ยสํงเสรมิ การลงทนุ การค๎าทวั่ ๆ ไปให๎
ขยายตวั มากขน้ึ
แนวทางพฒั นาเศรษฐกจิ ของไทย
การพฒั นาอาชีพและรายได๎ การประกอบอาชีพของคนไทยมีความหลากหลาย มที ้งั ข๎าราชการพลเรือน
ขา๎ ราชการตาํ รวจ ทหาร ลกู จ๎างของทางราชการ พนกั งานรัฐวสิ าหกจิ พํอคา๎ แมคํ า๎ ฯลฯ อาชพี ตํางๆ เหลาํ น้ีถา๎
จะจดั เปน็ กลมุํ อาชีพจะได๎ 3 กลุํมอาชีพ ไดแ๎ กํ อาชีพเกษตรกรรม อาชีพอตุ สาหกรรม และอาชีพบริการ
1. อาชพี เกษตรกร ประชากรสํวนใหญํประกอบอาชีพทางการเกษตร ดังนั้นอาชีพเกษตรจงึ มีความสําคัญยง่ิ
สาํ หรบั คนไทย อาชพี เกษตรมีทง้ั การทํานา ทําสวน ทาํ ไรํ และเลย้ี งสัตว์ สินค๎าเกษตรเปน็ สนิ คา๎ ขัน้ ปฐมของไทย
และเป็นสนิ คา๎ ทสี่ งํ ไปขายตาํ งประเทศปีละหลายหม่ืนลา๎ นบาท รฐั บาลพยายามสงํ เสริมอาชพี เกษตรมากขึ้น
และพยายามเชิญชวนให๎เกษตรกรไทยเปล่ียนแปลงการปลกู พชื บางชนดิ เม่อื เห็นวําพืชน้นั มผี ๎ผู ลติ มาและลน๎
ตลาด ทําให๎สินค๎าราคาถูก
60
2. อาชพี อตุ สาหกรรม จากข๎อมลู ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบวาํ โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยเปน็
อตุ สาหกรรมขนาดใหญเํ พยี งร๎อยละ 6 อกี รอ๎ ยละ 94 เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดยํอม อุตสาหกรรมขนาด
ใหญแํ ทนท่ีจะจ๎างคนงานมาก แตกํ ลับจ๎างคนงานนอ๎ ย เพราะมีการใชเ๎ คร่ืองจกั รแทนแรงคน ฉะนัน้ ความหวังที่
จะเขา๎ ไปรับจ๎างทํางานในโรงงานอตุ สาหกรรมจึงเปน็ เรื่องยาก
แนวโนม๎ ของการขยายตัวทางอุตสาหกรรมน้นั รฐั บาลไดพ๎ ยายามสงํ เสรมิ ให๎ เอกชนลงทนุ โดยรัฐบาลให๎
หลักประกัน พรอ๎ มทงั้ เชญิ ชวนให๎ชาวตํางประเทศมาลงทนุ ในประเทศไทยมากขึ้น
ถงึ กบั มีการจดั ตงั้ เขตอตุ สาหกรรมขน้ึ ที่ อําเภอบางละมุง จงั หวัดชลบุรี อยาํ งไรก็ตามการสร๎างโรงงานขนาด
ใหญํ ไมํสงํ ผลตํอการจา๎ งงานเพ่ิมขึน้ รัฐบาลจงึ พยายามท่ีจะสํงเสริมให๎มีการลงทนุ ในอตุ สาหกรรมขนาดยํอม
เพิม่ ข้ึน และขยายการลงทุนไปยังตาํ งจงั หวดั ให๎มาก เพอื่ หวงั จะใหม๎ ีการจา๎ งงานในสวํ นภูมภิ าค มแี ผนขยาย
เมืองหลกั ทั้ง 4 ภาคของประเทศ และขยายเขตอุตสาหกรรมไปยงั จังหวดั ใหญํๆ ด๎วย
3. อาชีพบรกิ าร ถา๎ จะแบํงเป็นกลมํุ ยอํ ยจะได๎ 3 กลุมํ คอื
กลมํุ ท่ีหน่งึ ประกอบด๎วย ข๎าราชการและลกู จา๎ งหนํวยงานของรฐั รัฐวสิ าหกิจ ข๎าราชการ หมายรวมถึง ทหาร
ตํารวจ ดว๎ ย กลุมํ อาชีพนี้มหี น๎าทใ่ี ห๎บริการแกปํ ระชาชนเพราะเปน็ ลกู จา๎ งของรฐั
กลุํมท่สี อง เปน็ พวกทเี่ ป็นลูกจา๎ งหนํวยงานเอกชน ตามโรงงานอตุ สาหกรรม ไรํ สวน และตามบริษัทหา๎ งร๎าน
ตาํ งๆ การจ๎างงานจากสถานบริการเหลํานี้ จะอยํูในวงจํากดั รับไดจ๎ าํ นวนไมํมาก และจากความเจริญกา๎ วหนา๎
ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทาํ ใหค๎ วามจาํ เปน็ ในการจ๎างงานลดลง
กลมุํ ท่สี าม เป็นกลํมุ ท่ีประกอบอาชพี อิสระ แนวทางพัฒนาอาชีพในอนาคตนน้ั เนือ่ งจากทางราชการรับบุคคล
เข๎าทํางานน๎อย หนํวยงานเอกชนก็มกี ารจา๎ งงานน๎อยลง ด๎วยเหตนุ ีแ้ นวโน๎มตอํ ไปในแผนพฒั นา ฉบบั ท่ี 8 (พ.ศ.
2540 – 2544) อาชพี อสิ ระมีความจําเป็นมากสาํ หรับประชาชน รัฐบาลกไ็ ดก๎ ําหนดเป็นนโยบายไวว๎ ํา “ให๎
จดั การศกึ ษาใหต๎ รงกับความต๎องการของตลาดแรงงาน และใหส๎ ามารถประกอบอาชีพสํวนตัวหรอื สร๎างงานดว๎ ย
ตนเองให๎มากขึ้น เน๎นการพัฒนาคุณภาพของประชากรเปน็ สําคญั ”
การพัฒนาตลาดแรงงาน
ในปี พ.ศ. 2540 ปญั หาแรงงานในประเทศไทยเร่มิ รุนแรงมากขน้ึ โรงงานตํางๆ หยุดกจิ การ มีการเลิกจ๎างงาน
มากขนึ้ ทําใหเ๎ กดิ ปัญหาการวาํ งงานท้งั ในลักษณะท่ีเปน็ การวํางงาน โดยเปดิ เผย การวาํ งงานของผูม๎ คี วามรู๎แตํ
ทํางานตาํ่ กวําระดบั รายได๎และความสามารถ ตลอดจนปญั หาแรงงานเด็ก รัฐบาลจงึ ได๎เรํงหาแนวทางและ
มาตรการตํางๆ ท่ีจะลดความรุนแรงด๎านปัญหาใหน๎ ๎อยลง ตลอดจนกําหนดนโยบายทจี่ ะพัฒนาเศรษฐกจิ เพื่อให๎
มีงานทํามากขึน้ ดว๎ ยวธิ กี ารตําง ๆ เชนํ
1. การพัฒนาการเกษตรในรูปการเกษตรครบวงจร ตงั้ แตํการพฒั นาผลผลติ การเกษตร อุตสาหกรรมทต่ี ํอเน่ือง
ตลอดจนการจดั การเร่อื งตลาดและเสถยี รภาพของราคาในพืชหลกั ที่มีอยูํ การพฒั นาการเกษตรแบบผสมผสาน
ทีเ่ ปน็ การขยายชนดิ พืชและใช๎พื้นทม่ี ากขึน้ ในเขตชลประทานและเขตนํ้าฝน
2. การสรา๎ งงานเกษตรในฤดแู ล๎ง เปน็ ท่ที ราบกันท่ัวไปวาํ ปญั หาในเขตชนบทสํวนใหญํนน้ั เกิดข้นึ ในฤดแู ล๎ง
มาตรการท่จี ะชวํ ยสร๎างงานทางการเกษตร ไดแ๎ กํ การนาํ เทคโนโลยคี ิดคน๎ มาไดไ๎ ปปฏบิ ตั ิ เชนํ การทาํ ฝนเทยี ม
61
ซึ่งสวํ นใหญเํ ปน็ พนื้ ทชี่ นบทยากจน เทคโนโลยีใหมๆํ เหลาํ นไ้ี ด๎แกํ การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการเพาะปลูกพชื กา
เลี้ยงสตั ว์ การใช๎ประโยชน์จากแหลํงนํ้าใหม๎ ีนาํ้ พอเพียงในฤดูแลง๎ สงํ ผลให๎เกิดผลดีในด๎านการประมง การเล้ียง
สัตว์ การเพาะปลูก ตลอดจนการเพม่ิ มาตรการเกี่ยวกับไมย๎ ืนตน๎ ไมโ๎ ตเร็ว เพ่อื ใช๎สอยในระดบั หมูบํ ๎าน การ
สนับสนุนเรื่องตํางๆ เหลาํ น้อี ยาํ งพอเพยี ง จะกํอใหเ๎ กดิ งานทม่ี ีผลผลติ และรายได๎ข้ึนอยํางกวา๎ งขวางโดยเฉพาะ
ในฤดูแล๎งซึ่งเปน็ ฤดูที่มปี ัญหาการวํางงานสูง
3. การสรา๎ งงานโดยการสนับสนนุ อุตสาหกรรมชนบท สํงเสริมอุตสาหกรรมชนบททใ่ี ช๎วัตถดุ ิบทางการเกษตร
การสรา๎ งงานให๎มากขน้ึ ในตํางจงั หวดั จะเป็นการรองรับแรงงานจาํ นวนมาก และลดความจําเปน็ ทีจ่ ะอพยพเข๎า
มาหางานทาํ ในกรงุ เทพมหานคร หรอื นอกท๎องถนิ่ ในขณะน้ไี ด๎มีการทดลองการใหบ๎ ริการสนับสนุน
อุตสาหกรรมตํางจงั หวดั โดยวิธรี ะดมสรรพกําลงั ภาครฐั บาลท่ีมอี ยํูในดา๎ นทุน เทคโนโลยี การจัดการและ
การตลาดในหลายจังหวดั คอื พษิ ณุโลก สงขลา ขอนแกนํ และกาญจนบุรี
4. การสรา้ งงานโดยการพัฒนาอาชีพนอกการเกษตร การขยายการจา๎ งงานในสาขาเกษตร จาํ เป็นท่จี ะตอ๎ ง
ขยายงานนอกการเกษตรภายในชนบท เชนํ โครงการสงํ เสริมหตั ถกรรมและอุตสาหกรรมในครวั เรือน ซ่งึ เป็น
สินคา๎ ออกทีส่ าํ คัญประเภทหน่งึ ของประเทศไทย โดยเน๎นการใชว๎ ตั ถุดบิ ในท๎องถ่ินใหม๎ ากท่ีสุด โดยรัฐบาลตอ๎ ง
ให๎ความชวํ ยเหลือ จดั ให๎มีการประสานงานระหวาํ งหนํวยงานท่เี กี่ยวข๎องที่เขา๎ ไปดาํ เนินการสงํ เสริมในเร่ืองนี้
ฝกึ อบรมผ๎ทู ี่สนใจให๎มีความรู๎พิจารณาแหลํงสนิ เช่ือสําหรบั ผปู๎ ระกอบกิจกรรมและการตลาด อยํางไรก็ดีการที่
จะขยายการผลติ ในกจิ กรรมนอกการเกษตร จาํ เป็นต๎องคํานึงถงึ การเตรียมคนและฝึกคนใหม๎ ฝี ีมอื สอดคล๎องกับ
ความตอ๎ งการของงานนอกการเกษตร อยาํ งไรกด็ ี แมจ๎ ะมีแนวนโยบายทชี่ ัดเจนดังกลําวขา๎ งต๎นแล๎วกต็ าม แตํ
ปญั หาเร่อื งการวาํ งงานในชนบทจะยงั คงเปน็ ปัญหาอยํตู ํอไปอีกนาน ดังนน้ั การปรับปรุงนโยบายการพฒั นาการ
เกษตร เพือ่ ใหส๎ ามารถรองรับแรงงานชนบทได๎เพิ่มข้นึ รวมทง้ั การเรํงรดั ขยายอตุ สาหกรรมตํางจงั หวดั เพื่อจา๎ ง
แรงงานจากภาคชนบทเป็นส่ิงที่จะต๎องดําเนนิ การอยํางเอาจริงเอาจังมากขึ้น
5. การเตรยี มตัวเข้าส่ตู ลาดแรงงาน ถา๎ นักศึกษาติดตามขําวทางหนังสอื พมิ พ์ จะพบขําวอยเูํ สมอเกีย่ วกบั การ
ทม่ี ีเด็กๆ ไปทํางานในโรงงานอตุ สาหกรรม ทัง้ ที่อายุยงั น๎อย ยังไมํพรอ๎ มทีจ่ ะเข๎าสํตู ลาดงาน เด็กเหลาํ นจ้ี ะได๎
คาํ จ๎างตํา่ และบางครั้งตอ๎ งประสบภยั อันตรายจากการทํางาน ท้ังนเ้ี น่ืองจากเด็กเหลาํ น้ันยงั ไมํพรอ๎ มท่ีจะเข๎าสํู
ตลาดแรงงาน การเตรียมตัวเขา๎ สูํตลาดแรงงานน้ันจะต๎องพยายามให๎การศึกษาด๎านวชิ าชพี แกํเด็กๆ โดยการ
ปลูกฝงั ให๎เด็กมีความรู๎สึกทีด่ ตี ํอการประกอบอาชีพการฝกึ ทักษะอาชีพท่เี หมาะสมกบั วยั มีผลงานอาชีพของ
ผู๎เรยี นที่กํอให๎เกิดรายได๎ ซงึ่ ทาํ ได๎โดยการให๎การศึกษา ขยายการศึกษาให๎กว๎างขวางทัว่ ถึง ให๎เด็กไดเ๎ รียนอยาํ ง
นอ๎ ย 12 ปี
การใหก้ ารศกึ ษาแก่เด็กน้ัน ต้องจัดหลกั สตู รวิชาชพี เขา้ ไว้ในหลกั สตู รในโรงเรียนด้วย ซ่งึ ปัจจุบนั ก็ไดม้ กี าร
จดั หลกั สูตรวิชาชพี ใหเ้ ด็กได้เรยี นแลว้ ถ้าเป็นผ้ทู ีไ่ มไ่ ดเ้ รียนอยใู่ นโรงเรยี นกค็ วร
ตอ๎ งขยายการฝึกอบรมวิชาชีพระยะส้ัน โดยใช๎วิชาการทางการศึกษานอกโรงเรยี น จัดบริการฝกึ อบรมให๎ท่ัวถึง
ทง้ั ในเมืองและชนบทหาํ งไกล เพ่อื ประชาชนเหลาํ น้ันจะได๎มคี วามรแู๎ ละทักษะพรอ๎ มทจี่ ะประกอบอาชีพได๎
การพัฒนาผลผลติ และการใช๎เทคโนโลยที ่เี หมาะสม
62
ในการพฒั นาผลผลิตการเกษตรน้ันเทคโนโลยีมีความสําคัญ
เทคโนโลยี (Technology) คือ วทิ ยาการซง่ึ ได๎มาโดยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ รวมท้งั สง่ิ ที่เปน็ หลักการ วิธกี าร
และเคร่ืองมือตํางๆ
เทคโนโลยที ่ีไดน๎ ํามาใช๎เกยี่ วกับการเพ่ิมผลผลิตทางการเกษตร ในประเทศไทยเรามีมากมาย เชํน การรูจ๎ กั ใช๎
เคร่ืองทุนํ แรง รูจ๎ ักการใช๎ปุ๋ยชนิดตาํ งๆ ร๎นู กั การปรับปรงุ ดิน รจ๎ู กั การผสมพนั ธแ์ุ ละพนั ธุ์สัตว์ ทั้งน้เี พ่ือชํวยเพ่ิม
ปริมาณและคณุ ภาพของผลผลติ ทางการเกษตร
ผลผลิตทางการเกษตร หมายถงึ ส่ิงท่ีไดจ๎ ากการทาํ เกษตรกรรม และรวมถึงผลิตภัณฑท์ ท่ี ําจากผลติ ผลนั้นๆ
ด๎วย
ชาวนามอี าชีพในการทาํ นา โดยการเพาะปลกู ข๎าวในนา จะเปน็ โดยการปักดําหรอื การหวาํ นก็ได๎ จนขา๎ วออก
รวงและได๎เก็บเกี่ยวเพือ่ นํามานวด เมลด็ ขา๎ วท่ีได๎นเี้ รยี กวาํ ข๎าวเปลอื ก ถ๎าเรานําข๎าวเปลอื กไปสีในโรงสีหรอื เอา
ไปดํา ก็จะไดเ๎ ป็นเมลด็ ข๎าวสีขาว เรียกวํา ข๎าวสาร คนเราจึงได๎นาํ เอาขา๎ วสารนไี้ ปหุงต๎มหรอื นงึ่ เสรจ็ แล๎วน้ีจงึ
เรยี กวําขา๎ ว ดงั นัน้ ขา๎ วจงึ เป็นผลผลติ ทางการเกษตร
ชาวไรกํ ม็ อี าชีพในการทําไรํ เชํน การทําไรํขา๎ วโพด ไรมํ นั สําปะหลัง ไรํพริก ในการทําไรํนน้ั กต็ ๎องเร่ิมต้งั แตกํ าร
คัดเลอื กพันธุ์ การเตรยี มดินเพ่อื การเพาะปลูก การบาํ รงุ รักษาพืชไรจํ นกวําพืชชนิดนั้น ๆ จะได๎ดอกไดผ๎ ล เชนํ
ขา๎ วโพดจะต๎องใหฝ๎ ักแลว๎ ชาวไรกํ ็เก็บฝักข๎าวโพดมาสนี าํ ไปเปน็ อาหารของสัตว์ ดังนัน้ ข๎าวโพดท่ีได๎ออกมาจึงเปน็
ผลผลิตทางการเกษตร
ประเทศไทยเปน็ ประเทศเกษตรกรรม ประชากรประมาณร๎อยละ 75 มีอาชีพทางการเกษตร ดงั นั้น รายไดส๎ วํ น
ใหญํของประเทศจึงไดม๎ าจากการนาํ ผลติ ผลทางการเกษตรออกไปจําหนาํ ยในตาํ งประเทศ เชํน ขา๎ ว ขา๎ วโพด
ยางพารา มนั สําปะหลัง เป็นต๎น จากหลกั ฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกวาํ ประเทศไทยมเี นื้อทีใ่ น
การเพาะปลกู เพยี งร๎อยละ 20 ของเนื้อทที่ ้ังหมด ทีเ่ หลอื นอกนัน้ กเ็ ปน็ ที่อยูํอาศัย แมํนํ้าลาํ คลอง ถนนหนทาง
63
ปุาเขา ปุาก็จําเป็นอยํางย่ิงที่ตอ๎ งสงวนไว๎เพื่อเปน็ การรักษาตน๎ น้ํา ลาํ ธาร ปูองกันนํา้ ทํวม และเป็นการสงวน
พันธ์ุสัตว์ปาุ อีกดว๎ ย
ผลผลิตทางการเกษตร มีประโยชน์มากมาย หรอื แทบจะกลําวไดว๎ าํ ผลผลิตทาง การเกษตรเป็นปัจจัยสําคัญใน
การดํารงชีวิตของมนษุ ย์เลยทีเดียว ซง่ึ อาจจะจาํ แนกได๎ดงั นี้
1. อาหาร จะเห็นวาํ มนษุ ย์บริโภคอาหารที่ได๎มาจากผลิตผลทางการเกษตรแทบ ทัง้ ส้นิ ดงั จะเหน็ ไดจ๎ ากมนุษย์
บรโิ ภคขา๎ ว ข๎าวสาลี ขา๎ วโพด เปน็ อาหาร ถึงแมว๎ าํ มีบางประเทศที่ประชากรของเขาบริโภคอาหารจําพวกขนม
หรอื ขนมปัง แตํขนมเหลาํ นน้ั ก็ทํามาจากข๎าว หรือขา๎ วสาลี ดงั ท่ีเราเคยเหน็ แปูงชนดิ ตาํ งๆ ทท่ี ํามาจากขา๎ ว เชนํ
แปงู สาลกี ท็ ํามาจากขา๎ วสาลี แปงู ขา๎ วจา๎ วก็ทาํ มาจากข๎าวเจ๎า เป็นตน๎ แปงู เหลํานกี้ น็ าํ ไปผลติ เป็นพวกขนมตํางๆ
ได๎ หรืออาจจะเปน็ พวกเครือ่ งดม่ื ตํางๆ เชนํ กาแฟ นํา้ ส๎ม ล๎วนได๎มาจากผลิตผลทางการเกษตรท้ังสิน้
2. เคร่ืองนุ่งหม่ กเ็ ป็นปจั จัยสําคญั ของมนุษย์ โดยทีม่ นษุ ยส์ ามารถนาํ ผลิตผลทางการเกษตรที่ให๎เสน๎ ใยมาทอ
เป็นผ๎า แลว๎ ทําเป็นเครื่องนงุํ หํมได๎ พืชทใ่ี หเ๎ ส๎นใย ไดแ๎ กํ ฝูาย ปอ และอ่ืนๆ ผลิตผลทางเกษตรทน่ี ํามาใชเ๎ ป็น
เคร่ืองนุํงหํมนี้ ถอื วาํ เป็นเคร่อื งอปุ โภค
3. ยารกั ษาโรค ผลติ ผลทางการเกษตรบางชนิดสามารถนํามาสกัดทําเปน็ ยารักษาโรคตํางๆ ได๎ เชนํ กระเทียม
ขิง ขํา และอนื่ ๆ เมือ่ จํานวนประชากรเพิ่มมากขึน้ เร่ือยๆ ความจาํ เปน็ ในการผลิตยารกั ษาโรคย่ิงมีมากข้ึน ใน
สภาพของการดาํ เนนิ ชวี ิตและมนุษยแ์ ล๎วจะหนีไมํพ๎น การเกิด แกํ เจ็บ ตาย ไปได๎
4. ทีอ่ ยู่อาศัย การสรา๎ งสถานที่อยํูอาศัยมีความจําเปน็ ตํอชีวิตมนษุ ย์มาก ในสมยั โบราณคนเราไดอ๎ าศัยอยํูตาม
ถาํ้ พอนานเขา๎ ก็มีวิวัฒนาการไปเรือ่ ยๆ ร๎ูจักการกํอสรา๎ งทอี่ ยูํอาศัยเอง ซึ่งอาจจะเร่ิมจากการนาํ เอาใบไม๎ใบ
หญ๎ามามุงหลังคา หรอื อาจจะเปน็ การนําเอาหนงั สัตว์มาทําเปน็ ที่อยูํอาศยั ตอํ มาก็รจ๎ู ักการนาํ เอาต๎นไม๎มาแปร
รปู เพ่ือใช๎กํอสรา๎ งอาคารบา๎ นเรอื น เพ่ือให๎คงทนและถาวรตอํ ไป เม่อื คนใชต๎ น๎ ไม๎มากเข๎าต๎นไมก๎ ็น๎อยลงทุกที
จนถึงปัจจบุ ันน้ีก็ไดม๎ ีการปลกู ปุาขนึ้ ซ่ึงการปลูกปุาหรอื ปลูกต๎นไมน๎ ลี้ ๎วนแตํเปน็ ผลผลติ ทางการเกษตรทั้งส้ิน
5. ผลติ ภัณฑ์ เป็นผลิตภณั ฑ์ท่ีได๎จากผลติ ผลทางการเกษตรแทบทัง้ ส้ิน อันได๎แกํ อาหารกระป๋อง ไม๎อดั ผมผง
และเคร่ืองหนงั ตํางๆ เป็นตน๎
การอุตสาหกรรม
อตุ สาหกรรม หมายถึง การผลิตสิง่ ของปริมาณมากเพ่ือจําหนํายเป็นสนิ คา๎ อุตสาหกรรมได๎แบํงออกตาม
ลักษณะและขนาดของกจิ การได๎เปน็ 3 ประเภท คอื
1. อตุ สาหกรรมขนาดใหญ่ หมายถงึ อตุ สาหกรรมทีต่ ๎องใช๎เคร่ืองจักรกล อุปกรณ์และเงนิ ทุนจํานวนมาก เชํน
โรงงานผลิตปูนซเี มนต์ โรงงานผลติ เครอื่ งดื่ม เป็นตน๎
2. อตุ สาหกรรมขนาดย่อม เป็นอตุ สาหกรรมท่ีมขี นาดเล็ก ใช๎คนงานต้ังแตํ 7 คนข้นึ ไป แตไํ มํเกนิ 50 คน และ
ใช๎เงินทุนไมํเกนิ 2 ล๎านบาท อตุ สาหกรรมขนาดยํอมนีใ้ ช๎วัตถุท่ไี ด๎จากอตุ สาหกรรมขนาดใหญมํ าผลติ ของ
สําเร็จรูปอีกตํอหนึง่ เพื่อจะได๎เป็นเคร่อื งอปุ โภคบรโิ ภค เชํน การทํานา้ํ ตาล การฟองหนงั การทาํ นาํ้ แขง็ การทํา
รองเทา๎ เป็นต๎น
64
3. อตุ สาหกรรมในครอบครัว หมายถงึ อุตสาหกรรมขนาดเลก็ ที่ทาํ กนั ในครอบครัว ใชแ๎ รงงานของคนใน
ครอบครัวเปน็ สวํ นใหญํ ทาํ ผลติ ภัณฑ์ที่ใชค๎ วามชาํ นาญทางฝมี อื แล๎วนําออกจําหนําย เชนํ การประดิษฐด์ อกไม๎
การทาํ อาหารหมักดอง การทาํ ขนม เปน็ ต๎น ประเทศที่เจริญก๎าวหนา๎ ทางด๎านอุตสาหกรรมได๎ จะต๎องเป็น
ประเทศท่ีมีความเจรญิ ทางดา๎ นวชิ าการสูง สามารถผลิตสินค๎าท่มี ีคุณภาพดอี อกไปจาํ หนํายแขํงขันกบั ประเทศ
อน่ื ๆ ได๎ ในกรณขี องประเทศไทยยงั มีอุตสาหกรรมอยูํไมมํ ากนัก และอุตสาหกรรมทมี่ ีอยํูแลว๎ สํวนใหญํกเ็ ป็น
อุตสาหกรรมขนาดเลก็ ลงทุนไมมํ าก
แนวโนม้ ในการพฒั นาเศรษฐกิจของไทย
ประเทศไทยได๎เริม่ มกี ารวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นครงั้ แรกเม่อื พ.ศ. 2504 แผนแรกเปน็ แผนระยะ 6 ปี สํวน
แผนที่ 2 - 5 เป็นแผนระยะ 5 ปี ปจั จบุ นั กําลงั อยูํในชํวงของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศ ในแผนพฒั นา
ฉบบั ท่ี 8 เน๎น “คน” เป็นศนู ย์กลางของการพฒั นาไดก๎ ําหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาไวด๎ ังตอํ ไปน้ี
1. ยทุ ธศาสตรก์ ารเพ่ิมศกั ยภาพของคนทกุ กลํมุ เปาู หมาย อายุและเพศ ให๎คน มีทางเลือกในชีวิตและเขา๎ มามี
สวํ นรวํ มในการพฒั นาประเทศอยํางยั่งยืน โดย
1.1 ปรับปรงุ กระบวนการเรยี นร๎แู ละฝึกอบรมให๎คิดเป็นทําเป็น มีการเรียนร๎ูจากประสบการณ์และของจรงิ
ได๎รับการศกึ ษาอยาํ งตอํ เน่ืองหลากหลาย สนับสนนุ ให๎เกดิ ความเช่ือมโยง องค์ความรู๎สากลเข๎ากับภมู ิปัญญาไทย
ที่มวี วิ ฒั นาการจากพ้นื ฐานสังคมการเกษตรภายใต๎บริบทของวัฒนธรรม คาํ นิยมด้ังเดมิ ท่ีไมแํ ปลกแยกจาก
ธรรมชาติ สรา๎ งแนวการดํารงชวี ติ ท่ปี ระชาชนรเ๎ู ทําทันการพฒั นาและสามารถรักษาระดับการพัฒนาท่เี หมาะสม
ไดด๎ ๎วยตนเองอยํางตํอเนื่องและยนื นาน
1.2 สนับสนนุ ใหเ๎ กิดการกระจายอาํ นาจการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสใหค๎ รอบครัว ชุมชน และท๎องถิน่ เข๎ามามี
บทบาท สามารถจัดการศึกษาไดพ๎ ร๎อมๆ ไปกบั ผํอนคลายกฎระเบียบข๎อบังคบั ตาํ งๆ และให๎สงิ่ จงู ใจเพิม่ เติมแกํ
ภาคเอกชนให๎เขา๎ มามีบทบาทในการจัดการศึกษามากข้นึ
1.3 ให๎ความสําคญั เป็นลําดับสูงในการปฏริ ูปการฝึกหัดครเู พอ่ื ให๎ครเู ป็นวิชาชีพทม่ี เี กยี รติมศี กั ดิ์ศรี สามารถ
ดงึ ดดู คนเกงํ คนดีเขา๎ เรยี นวิชาครู รวมทงั้ เรํงรดั การพฒั นาครูประจาํ การและบุคลากรทางด๎านการศกึ ษาและ
ปฏริ ปู การเรียนการสอนในการผลิตครอู ยาํ งจริงจัง
1.4 เสริมสรา๎ งศักยภาพของส่ือสารมวลชน เพ่ือให๎สนับสนนุ การพฒั นาโดยเป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถดาํ เนินการ
ได๎ทนั ทีอยํางตํอเน่ืองไปพร๎อมๆ กับการเพม่ิ ทักษะของการเปน็ ผ๎ูรับสารหรือผบ๎ู ริโภคส่ือที่มีคุณภาพ โดยเนน๎
บทบาทของสื่อมวลชนในการสํงเสริมกระบวนการเรียนรแ๎ู ละการสร๎างปญั ญาทง้ั ในระดบั ทอ๎ งถนิ่ และในกระแส
โลกาภิวตั น์
1.5 สร๎างบรรยากาศแวดล๎อมทเี่ อื้อตํอการพฒั นาเด็กและเยาวชน
1.6 สนับสนนุ ให๎มกี ารพฒั นาจติ ใจคนให๎เป็นคนดมี ีวินัย คุณธรรม และจริยธรรม ตลอดจนสํงเสริมวฒั นธรรม
ไทย โดยเน๎นศักด์ศิ รแี ละศกั ยภาพของคนไทยในการสร๎างสรรคผ์ ลงานศิลปะ
65
1.7 ปรับปรงุ ระบบบริการสาธารณสุข ใหส๎ ามารถบริการประชาชนไดอ๎ ยํางมีประสทิ ธภิ าพและบรรลุเปูาหมาย
ของการมสี ขุ ภาพดถี ๎วนหน๎า โดยเน๎นการปูองกนั โรคและสงํ เสริมสุขภาพ รวมท้ังใหม๎ กี ารพฒั นาภูมปิ ญั ญา
ทางด๎านการรักษาพยาบาลแบบพนื้ บ๎าน เชํน แพทย์แผนโบราณ สมุนไพร เปน็ ต๎น
2. ยุทธศาสตร์การเสรมิ สรา๎ งการมสี วํ นรํวมของคนในกระบวนการพฒั นา โดย
2.1 สงํ เสรมิ ความเข๎มแข็งของสถาบันครอบครัว และชุมชนให๎มีบทบาทและสวํ นรวํ มในการพัฒนาเศรษฐกจิ
สงั คม วฒั นธรรม ส่งิ แวดลอ๎ ม และการเมืองการปกครอง โดยใหค๎ วามสําคญั ในการสร๎างความเข๎มแข็งและมี
ความตอํ เนื่อง
2.2 สนบั สนุนการเพิ่มศกั ยภาพและขีดความสามารถของผ๎ูด๎อยโอกาสในสังคมให๎สามารถมรี ายได๎และพง่ึ ตนเอง
ได๎ เพื่อชวํ ยลดชอํ งวํางระหวาํ งรายได๎
2.3 สงํ เสริมบทบาทของสตรีให๎เปน็ พลังในการพัฒนา และเปน็ ผ๎ูมีสํวนรวํ มในการตดั สนิ ใจในทุกระดบั ท้งั นี้ เพอ่ื
บูรณาการและสรา๎ งความสมดุลของการพัฒนา
2.4 เรงํ รดั การพัฒนาชนบทและกระจายความเจรญิ ไปสภูํ ูมิภาค โดยเนน๎ ใหม๎ โี ครงสรา๎ งข้ันพ้นื ฐาน ทัง้ ทาง
เศรษฐกิจและสังคมเพื่อกระตุ๎นให๎เกิดการพัฒนาชนบทท่ียั่งยืน
2.5 เพ่มิ บทบาทของประชาชนในการเรยี นร๎ูการพิทักษท์ รัพยากรธรรมชาติ และจัดการส่ิงแวดล๎อมควบคไํู ปกบั
การเตรยี มคนและชมุ ชนเพื่อรองรบั ผลกระทบของการพฒั นาจากภาคนอกชนบท
2.6 พัฒนาและปรบั ปรุงระบบประกนั สังคมให๎สามารถเข๎าถึงกลํุมเปาู หมายตาํ งๆ ใหก๎ ว๎างขวางยิ่งข้นึ
2.7 พัฒนาระบบการเมอื งให๎มอี ุดมการณป์ ระชาธปิ ไตยอยํางเปน็ วถิ ชี ีวติ ใหม๎ ีคาํ นยิ ม วัฒนธรรม กตกิ า และ
วธิ ีการบรหิ ารจัดการทีด่ ี มปี ระสทิ ธิภาพและเหมาะสมกับสงั คมไทยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาดา๎ นเศรษฐกจิ และ
สังคมให๎ย่ังยืน
สรปุ ในปัจจุบันน้ี ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ จะมีทัง้ ภาครฐั และเอกชนตาํ งมีสํวนเปน็ เจา๎ ของทรัพยากรและ
ปจั จยั การผลิตตํางๆ โดยเอกชนใชก๎ าํ ไรเปน็ สิง่ จงู ใจเข๎ามาทําการผลติ และอาศยั กลไกราคาในการจัดทรัพยากร
และมบี างกจิ กรรมทคี่ วบคุมโดยรัฐ ทง้ั น้เี พอื่ แก๎ไขปญั หาพน้ื ฐานทางเศรษฐกิจและค๎ุมครองผลประโยชน์ของ
สงั คมโดยรวม นอกจากนรี้ ัฐจะเข๎ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกจิ เทาํ ที่จําเปน็ ไดแ๎ กํ
1) ดาํ เนนิ การเกย่ี วกบั การปอู งกันประเทศ เชนํ ดา๎ นการทหาร ตํารวจและศาล เปน็ ต๎น
2) ดาํ เนนิ การด๎านเศรษฐกจิ พื้นฐาน เชํน สร๎างสะพาน ถนน เขื่อน เป็นต๎น
3) ควบคมุ และดาํ เนินการด๎านการศึกษาและสาธารณสขุ
4) ดาํ เนนิ กจิ การด๎านสาธารณูปโภค เชนํ การรถไฟ การประปา สอ่ื สารไปรษณีย์ เป็นต๎น
5) ดาํ เนนิ การเพ่ือพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อกระจายรายได๎และทรพั ยากรจากชมุ ชนเมืองไปยงั ชนบท โดยกําหนด
เป็นนโยบายสําคญั ๆ เชํน การกระต๎ุนเศรษฐกจิ ได๎แกํ กองทนุ หมํบู า๎ น SME
วสิ าหกิจชมุ ชน โครงการพัฒนาการศึกษา โครงการพัฒนาแหลํงนํ้า และการสร๎างงานในรูปแบบตาํ งๆ โดย
รฐั บาลไดก๎ าํ หนดเป็นโยบายไว๎ในแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงํ ชาติ ฉบบั ท่ี 8 - 9 เปน็ ต๎น
7) สนิ คา๎ เข๎าและสินค๎าออกของประเทศในทวีปเอเชีย
66
การยกเลกิ กําแพงภาษีและลดอุปสรรคทางการค๎าสนิ ค๎าเกษตร ภายใต๎การเปดิ ตลาดสนิ ค๎าเกษตร
หลังการรวมกลมํุ เปน็ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แล๎ว ในภาพรวมจะกํอใหเ๎ กดิ ประโยชนใ์ นการใช๎ฐาน
การผลติ เดียวกัน การขยายการสงํ ออก และโอกาสทางการคา๎ สนิ ค๎าเกษตรและบรกิ าร เนอ่ื งจากอาเซยี นจัดเป็น
ตลาดใหญมํ ีประชากรรวมกันถงึ 580 ลา๎ นคน ทง้ั ยงั เป็นยุทธศาสตรเ์ ศรษฐกิจทสี่ ําคัญและไดร๎ บั ความสนใจจาก
ประเทศคูํคา๎ จนมกี ารลงนามความตกลงเปดิ เขตการคา๎ เสรีอาเซียน +1 ไปแลว๎ 6 ประเทศ ได๎แกํ จนี , ญปี่ ุน,
เกาหลี, อินเดยี , ออสเตรเลีย/นวิ ซีแลนดค์ วามตกลงเปิด การค๎าเสรี (FTA) เหลํานส้ี งํ ผลใหอ๎ าเซียนมีอาํ นาจ
ตอํ รองในเวทีระดับโลก ท้งั เวที องค์การการคา๎ โลก (WTO) หรอื การรวมกลมุํ ความรวํ มมือทางเศรษฐกจิ
(APEC) และท่ีสาํ คญั การรวมกลุมํ นี้ยงั ไดช๎ ํวยยกระดับความเปน็ อยูํประชาชนในประเทศ สมาชกิ อาเซยี น จาก
การศกึ ษาระบุวํา การรวมกลํุม AEC จะทาํ ให๎อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกจิ ของสมาชกิ อาเซียนเพ่ิมข้นึ เป็น 8-
10% ตํอปี และเพ่มิ รายได๎ท่ีแท๎จรงิ อีก 5.3% คดิ เป็นมูลคาํ 69,000 ลา๎ นเหรียญสหรฐั แม๎วาํ การเปดิ ตลาด
ภายใตก๎ รอบอาเซียนจะสรา๎ งประโยชน์ ใหก๎ บั ภาคการสํงออก แตํก็ไมํสามารถปฏเิ สธไดเ๎ ชํนกนั วาํ การเปิด
ประตสู ํปู ระชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น (AEC) ในคร้งั นี้อาจสํงผลกระทบตํอสนิ คา๎ ภายในประเทศได๎เชนํ เดยี วกัน
1.ข๎าวประเทศไทยในฐานะท่ีเปน็ ประเทศผ๎ูสงํ ออกข๎าวอนั ดับหน่งึ ของโลก มีความคาดหวังการเปิดเสรีประชาคม
เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) วาํ จะทําใหภ๎ าษีนาํ เขา๎ ข๎าวของตลาดอาเซยี นลดลงเปน็ 0% ซงึ่ จะชํวยเปิดตลาด
สํงออกข๎าวไทยไปยังกลุํมประเทศอาเซยี นให๎ได๎มากขน้ึ แตํแท๎ทจี่ รงิ แล๎ว การลดภาษีนําเข๎าขา๎ วของประเทศ
สมาชกิ อาเซียน ไมวํ าํ จะเปน็ อนิ โดนเี ซยี , มาเลเซยี , และฟิลปิ ปินส์ ตํางกาํ หนดให๎สินคา๎ ข๎าวอยูํในรายการสินคา๎
ที่มีความออํ นไหวสงู (Sensitive List) และยงั คงอัตราภาษีนําเข๎าอยรํู ะหวํางร๎อยละ 30-40 อยูํ รวมทัง้ มีการใช๎
มาตรการท่ีมใี ชํภาษใี นการนําเขา๎ ขา๎ วด๎วย นอกจากนี้ สนิ คา๎ ขา๎ วไทยยงั คงต๎องเผชญิ กบั การแขงํ ขนั ในดา๎ นราคา
กับประเทศคูํแขํงในอา เซียนดว๎ ยกันเอง อาทิ เวียดนาม กัมพูชา และในอนาคตอาจจะเปน็ เมียนมารซ์ งึ่ มตี น๎ ทุน
ในการผลิตขา๎ วต่ํากวําประเทศไทย สํงผลใหส๎ วํ นแบํงการตลาดของการสํงออกข๎าวไทยในอาเซยี นปรับลดลง
โดยผล ศกึ ษาตลาดขา๎ วอาเซียนของศนู ย์ศึกษาการคา๎ ระหวาํ งประเทศ มหาวทิ ยาลัยหอการคา๎ ไทย พบวาํ การ
สํงออกข๎าวเวียดนามกบั ข๎าวไทยในตลาดอาเซียนระหวํางปี 2547-2551 ปรากฏขา๎ วไทยมีอัตราการขยายตวั
ลดลงเมอ่ื เทียบกับข๎าวเวยี ดนาม นับตง้ั แตํปี 2548 เวียดนามสงํ ออกขา๎ วไปยังตลาดอาเซียนมีการขยายตัว
94.2% สํวนแบํงตลาดเพม่ิ ข้นึ เป็น 67.5% ขณะท่ีไทยมีอตั ราการขยายตัวเพยี ง 13.4% สวํ นแบงํ ตลาด 31.1%
เทาํ น้นั และหลังจากนั้นเปน็ ต๎นมา แม๎ขา๎ วไทยจะมียอดการสงํ ออกข๎าวในตลาดอาเซยี นเพิม่ ขนึ้ แตํยงั ไมํ
สามารถแยงํ สวํ นแบํงตลาดขา๎ วจากเวียดนามได๎ โดยเฉพาะอยํางยงิ่ ขา๎ วคุณภาพตา่ํ เวียดนามมีราคาขายถูกกวาํ
ข๎าวไทยมาก ยกตวั อยําง ราคาขา๎ วขาว 5% ของไทยสงู กวาํ เวยี ดนามเฉลย่ี 30 เหรียญสหรัฐ/ตนั และในปี
2552 ราคาข๎าวขาว 5% ของไทยสงู กวําเวียดนามถึง 123 เหรียญสหรฐั /ตัน สาเหตุทีต่ น๎ ทนุ ขา๎ วไทยสูงกวําขา๎ ว
เวยี ดนามอาจจะมาจากนโยบายของรฐั บาล อาทิ การรบั จาํ นาํ ขา๎ วสงู กวําราคาตลาดโลก ซึ่งจัดเป็นการอดุ หนุน
ชาวนาโดยตรง สงํ ผลให๎ขา๎ วไทยไมํสามารถแขงํ ขนั ในตลาดอาเซียนได๎ ที่สาํ คญั การท่ี ราคาข๎าวไทยสูงเกนิ ความ
เป็นจรงิ ซงึ่ เปน็ ผลมาจากนโยบายรับจาํ นาํ ของรัฐบาล อาจจะทาํ ให๎ข๎าวราคาถูกจากประเทศเพื่อนบา๎ น อาทิ
67
กมั พูชาทะลักเข๎ามาภายในประเทศผํานตามแนวชายแดนได๎ ซ่งึ เปน็ ปรากฏการณ์เดยี วกันกับกรณขี องน้ํามัน
ปาลม์ ขา๎ วโพดเลีย้ งสัตว์ มนั สาํ ปะหลงั เมลด็ กาแฟดิบ และนา้ํ ตาล เปน็ ปญั หาตํอเน่ืองมาจนทกุ วนั นี้
2.ข๎าวโพดเล้ียงสัตว์ สถานการณข์ องขา๎ วโพดเลี้ยงสตั ว์ในประเทศก็คือ มีปริมาณไมเํ พยี งพอตํอความตอ๎ งการใช๎
โดยเฉพาะอยาํ งย่ิงอุตสาหกรรมผลติ อาหารสตั ว์ สงํ ผลให๎ต๎องเปดิ ให๎มกี ารนําเข๎าข๎าวโพดเล้ยี งสัตวจ์ าก
ตาํ งประเทศ จากการศึกษาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบวําภายหลงั การเปิดเสรีในปี 2558 ทอ่ี ตั ราภาษี
นาํ เข๎าข๎าวโพดจะลดลงเป็นรอ๎ ยละ 0 จะมีการนาํ เข๎าข๎าวโพดเลีย้ งสตั ว์จากประเทศสมาชิกอาเซียนเข๎า
มาภายในประเทศมากข้ึน แม๎ วาํ การนําเข๎าข๎าวโพดเลย้ี งสตั วใ์ นระยะแรกจะยังมีปริมาณไมํมากนัก แตํในระยะ
ยาวการนาํ เข๎าข๎าวโพดจะเพ่ิมมากข้นึ ซง่ึ เป็นผลมาจากบริษทั ทางด๎านปศุสัตว์ไทยไดเ๎ ข๎าไปสงํ เสริมการลงทุน
ปลกู ขา๎ ว โพดเลี้ยงสตั ว์และพืชชนิดอืน่ ๆ รวม 10 รายการในลักษณะ Contract Farming ภายใต๎โครงการ
ความรวํ มมอื สาขาการเกษตรและอตุ สาหกรรมภายใต๎ ยุทธศาสตร์ความรวํ มมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-
เจา๎ พระยา-แมโํ ขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS)
ระหวาํ งกัมพูชา ลาว พมํา ไทย และเวียดนาม โดยได๎รบั การยกเวน๎ ภาษนี ําเข๎าและไมตํ อ๎ งมีใบรบั รอง
แหลงํ กําเนิดสินค๎า (Certicate of Origin : C/O) เปน็ โครงการนํารอํ งอยูํแล๎ว โดยพืชทงั้ 10 รายการ ไดแ๎ กํ ถัว่
เหลือง, ถวั่ ลิสง, ขา๎ วโพดเล้ยี งสตั ว์, ละหุงํ , มันฝร่ัง, ข๎าวโพดหวาน, มะมวํ งหิมพานต์, ยคู าลปิ ตัส, ลกู เดอื ย และ
ถ่ัวเขียว ผวิ มนั ในอนาคตจะเขา๎ มากดราคาสนิ ค๎าเกษตรภายในประเทศ เหมือนกับท่ีกาํ ลังเกดิ ขึ้นจากการนําเขา๎
ข๎าวโพดเล้ยี งสัตว์จากกลุํม ACMECS อยูํในปัจจบุ ันจนต๎องมกี ารกําหนดระยะเวลาการนําเขา๎ ในท่ีสดุ
3.ถัว่ เหลอื ง ปัจจุบันผลผลติ ถ่วั เหลืองในประเทศไทยท่ยี งั มไี มํเพียงพอตํอความตอ๎ งการใช๎ เม่ือประเทศสมาชิก
อาเซยี นต๎องลดภาษเี ป็น 0% ในปี 2553 ทําให๎ผ๎ูประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑจ์ ากถว่ั เหลอื ง โดยเฉพาะอยําง
ยง่ิ กลํุมโรงงานผลิตนํ้ามนั ถว่ั เหลืองกับ โรงงานผลติ อาหารสตั วส์ ามารถนาํ เขา๎ เมล็ดถ่ัวเหลอื งและกากถว่ั เหลือง
ได๎ในราคา ทีถ่ ูกลง ในระยะสน้ั อาจจะยงั ไมสํ งํ ผลกระทบตํอเกษตรกรผปู๎ ลกู ถ่วั เหลอื ง เนอ่ื งจากรัฐบาลมีระบบ
การนาํ เข๎าภายใต๎โควตาและบังคับให๎โรงงานรบั ซ้ือเมล็ด ถั่วเหลืองในราคาประกนั แตใํ นระยะยาวอาจจะสงํ ผล
กระทบใหจ๎ าํ นวนเกษตรกร ผูป๎ ลูกถ่วั เหลืองลดลง เนื่องจากประเทศเพอ่ื นบา๎ น อาทิ เวียดนาม ลาว สามารถ
ปลูกถว่ั เหลืองในพนื้ ท่ีทางตอนเหนือของประเทศใหผ๎ ลผลิตตอํ ไรสํ งู กวาํ ผลผลติ ถัว่ เหลอื งไทย หากประเทศ
เหลํานส้ี ามารถพัฒนาผลผลิตตอํ ไรแํ ละตน๎ ทนุ การผลติ ใหต๎ าํ่ กวําประเทศ ไทย จะย่ิงมีเมลด็ ถว่ั เหลอื งราคาถูก
ทะลกั เขา๎ สปูํ ระเทศไทยมากข้ึน จนถูกกลํุมอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวข๎องกดราคารบั ซ้ือเมลด็ ถั่วเหลอื งจากเกษตรกร
ในท่สี ุด
4.ปาลม์ นํา้ มนั และน้ํามนั ปาล์ม ปาลม์ นาํ้ มนั ถือเป็นพชื เศรษฐกิจที่สาํ คัญอยํางหนึ่งของเกษตรกรของไทย
โดยเฉพาะทางภาคใต๎ รวมถงึ ยงั สงํ ผลให๎ประเทศไทยมีจดุ แขง็ ในด๎านความมน่ั คงทางด๎านอาหารประเภทนํ้ามัน
โดยนาํ้ มนั ปาลม์ บริสทุ ธ์ขิ องไทยถอื ได๎วํามีมาตรฐานการผลิตท่ีสูงเมื่อเทียบ กับประเทศผผู๎ ลติ ปาลม์ นา้ํ มนั และ
นาํ้ มันปาลม์ รายใหญํของโลก เนือ่ งจากเปน็ นํ้ามันท่ีมลี กั ษณะใส ไมมํ ตี ะกอน และไมํเป็นไข สาํ หรับ พันธกรณี
การเปิดตลาดสนิ ค๎าน้ํามันปาลม์ ตามข๎อตกลงเขตการค๎าเสรอี าเซียน (AFTA) สํงผลให๎ประเทศไทยต๎องปรับลด
อัตราภาษนี าํ เขา๎ นาํ้ มนั ปาล์มดบิ และนํา้ มนั ปาลม์ บริสุทธ์เิ หลอื เพยี งร๎อยละ5% ในปี 2556 จากอัตราภาษภี ายใต๎
68
ขอ๎ ผูกพนั สินคา๎ เกษตรขององค์การการคา๎ โลก (WTO) ซึ่งเดิมภาษนี ําเข๎าในโควตากาํ หนดอยูทํ ่ีร๎อยละ 20 หาก
เปน็ ภาษีนอกโควตากาํ หนดอัตราไวท๎ ี่ร๎อยละ 143% อยาํ งไรกต็ าม ในปี 2548 ได๎มีการยกเลิกมาตรการโควตา
ภาษี แตํหนั มาใชม๎ าตรการท่ีมใิ ชํภาษี หรอื NTBs แทนด๎วยการกําหนดให๎องค์การคลังสินค๎า (อคส.) ในฐานะ
หนํวยงานของรฐั เป็นผ๎ูนาํ เข๎านํ้ามนั ปาลม์ ในอัตราภาษรี ๎อยละ 0 ได๎เพยี งหนวํ ยงานเดยี ว สวํ นการปรบั ลดภาษี
นาํ เขา๎ นาํ้ มันปาล์มภายใต๎ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน (AEC) ในปี 2553 ที่ตอ๎ งปรับลดภาษีลงเหลอื 0%
ประเทศไทยยังคงสงวนการนําเข๎าภายใต๎องค์การคลงั สนิ ค๎า (อคส.) เหมอื นกับการนําเข๎าภายใต๎ AFTA ในทาง
ปฏิบตั ิเพือ่ แกไ๎ ขปัญหาการขาดแคลนน้ํามนั ปาลม์ ดิบ ในชวํ ง 1-2 ปีท่ีผาํ นมา รัฐบาลโดย อคส.ได๎มีการนําเขา๎
นาํ้ มนั ปาลม์ จากประเทศมาเลเซียเขา๎ มาเปน็ ระยะๆ สงํ ผลกระทบตํอเกษตรกรชาวสวนปาลม์ อยาํ งชัดเจน
เนอื่ งจากน้ํามนั ปาล์มดิบจากประเทศเพื่อนบา๎ นมีราคาถูกกวํานาํ้ มันปาล์มดบิ ไทย อาจจะมเี หตุผลสวํ นหน่งึ มา
จากนโยบายของรฐั บาลทีก่ าํ หนดราคาประกันผลปาลม์ ทะลาย ให๎กับเกษตรกรภายในประเทศ สงํ ผลให๎ตน๎ ทุน
การผลติ นํ้ามนั ปาลม์ ดิบของโรงงานสกัดนํ้ามนั ปาล์มดบิ ไทยสูงกวาํ นาํ้ มนั ปาล์มดบิ จากมาเลเซยี ประกอบกบั
การทําสวนปาลม์ ในประเทศไทยเป็น ระบบสวนขนาดเล็ก พนั ธ์ปุ าล์มน้าํ มันมีการพฒั นาน๎อยกวําพนั ธ์ุปาล์มของ
มาเลเซียตน๎ ทนุ การผลติ ของประเทศไทยจึงสูงกวาํ ประเทศเพือ่ นบ๎านดงั นน้ั การปรับลดภาษีนําเข๎านํา้ มันปาลม์
จึงสํงผลกระทบการผลติ ปาล์มนา้ํ มนั และนํ้ามัน ปาล์มท้งั ระบบ ท้ังอุตสาหกรรมต๎นนาํ้ กลางน้ํา และปลายนํ้า
อยํางหลกี เลยี่ งไมํได๎ โดยเฉพาะอยาํ งย่ิงเกษตรกรผ๎ูปลกู ปาล์ม โรงสกัดน้ํามนั ปาล์มดบิ โรงกลน่ั นํ้ามันปาล์ม
บรสิ ทุ ธ์ิ และผูบ๎ รโิ ภคในประเทศ ในแงํท่ีวาํ จะตอ๎ งเผชิญกบั สถานการณ์การขาดแคลนนํา้ มนั ปาลม์ บรสิ ุทธ์ิ มี
ราคาแพงเปน็ ระยะๆ เนอื่ งจากกระทรวงพาณิชยม์ ีนโยบายไมํยอมใหน๎ ้ํามันปาลม์ บรสิ ุทธิ์ปรบั ข้ึนราคา ตาม
ต๎นทุนการผลิตที่เพม่ิ ขึ้นได๎ นอกจากนโี้ อกาสทีป่ ระเทศไทยจะพัฒนา พนั ธ์ุปาลม์ นา้ํ มันให๎แขํงขันกบั มาเลเซยี
และอนิ โดนีเซียคงทําได๎ยากข้ึน เนอ่ื งจากเกษตรกรของไทยเปน็ เกษตรกรรายยอํ ย ขาดการบรหิ ารจดั การและ
นโยบายทีม่ ีประสิทธภิ าพ ขณะทีท่ ้งั สองประเทศดังกลําวมกี ารทาํ สวนปาล์มแปลงขนาดใหญผํ าํ นการบรหิ าร
จัดการสวนท่ีดี และอุตสาหกรรมการผลิตนํ้ามันปาลม์ ยังไมํได๎รับการปกปูองจากรัฐบาลด๎วย จงึ กลําวได๎วาํ
นํา้ มันปาลม์ ของไทยเปน็ สนิ ค๎าที่อยูใํ นภาวะเสีย่ งเปน็ อยํางยิ่ง หากมีการปรับลดภาษเี ปน็ ร๎อยละ 0 และเปิดให๎มี
การนําเขา๎ ได๎โดยเสรี
5.กาแฟ ปัจจบุ นั เมลด็ กาแฟดบิ จากเวียดนามและสปป.ลาวทะลักเข๎าสูํประเทศไทยเพ่ิมขึน้ หลงั จากกาํ หนดให๎
ประเทศสมาชิกอาเซยี นต๎องลดภาษนี ําเขา๎ เมลด็ กาแฟลงเหลอื ร๎อยละ 5% ตงั้ แตํปี 2553 และเหลือร๎อยละ 0
ในปี 2558 จะยิง่ ทาํ ใหม๎ ีการนาํ เขา๎ เมล็ดกาแฟจากประเทศเพ่ือนบ๎านมากขึน้ โดยเฉพาะอยํางยงิ่ เมล็ดกาแฟดิบ
พันธ์อุ าราบิก๎าทใ่ี ห๎ผลผลติ และคุณภาพดีกวาํ กาแฟไทยซง่ึ สํวนใหญเํ ปน็ กาแฟพนั ธุ์ โรบสั ต๎า
เพาะปลูกในภาคใตข๎ องประเทศ ประกอบ กบั เวยี ดนามมีผลผลติ เมลด็ กาแฟดบิ เพิม่ มากขึน้ ทุกปี ในขณะท่ี
ประเทศไทยมีผลผลติ ไมเํ พียงพอตํอความต๎องการในประเทศ ทง้ั ของโรงงานคว่ั บดและอุตสาหกรรมท่ีเกยี่ วข๎อง
อกี ทั้งตน๎ ทนุ การปลกู กาแฟเวียดนามต่ํากวาํ กาแฟไทย ซึ่งสํวนใหญแํ ลว๎ เป็นต๎นทนุ การจา๎ งแรงงานเก็บเกี่ยว
ดแู ลรักษา ป๋ยุ สารเคมปี อู งกันศตั รูพืช และคาํ นาํ้ มนั เช้ือเพลงิ จงึ เช่อื ไดว๎ าํ หลังการเปิดเสรีในปี 2558 เมล็ด
69
กาแฟไทยจะไมสํ ามารถแขงํ ขันกบั กาแฟเวยี ดนามและ สปป.ลาวได๎ การเตรียมตวั ของภาคเอกชนไทย ขณะน้ี
เร่ิมมีการเข๎าไปลงทุนปลูกกาแฟใน สปป.ลาวเพิ่มขึ้น
6. มนั สาํ ปะหลัง การเปิดเสรที างการค๎าภายใต๎ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน (AEC) จะสงํ ผลทางด๎านบวกกับ
สินคา๎ เกษตรอยาํ งมันสาํ ปะหลังเพียงรายการเดยี ว เนอื่ งจากไทยเป็นประเทศท่มี ีศักยภาพในการผลติ และ
สํงออกผลิตภณั ฑม์ นั สําปะหลัง ได๎มากท่สี ุดในอาเซียน โดยครองสวํ นแบงํ ตลาดมากกวาํ ประเทศ คูแํ ขงํ อยําง
เวียดนามและอินโดนีเซยี คํอนข๎างมาก ประกอบกบั ไทยมีตน๎ ทนุ การผลิตมันสําปะหลังตํอไรตํ ่ํากวาํ รวมไปถึง
การพฒั นาเทคโนโลยใี นการผลติ และการแปรรูปมนั สาํ ปะหลังในรปู แบบตาํ ง ๆ ใหม๎ ีความหลากหลายมากขน้ึ ไมํ
วาํ จะเป็นโรงงานแปูงมัน โรงงานแปงู แปรรูป และอุตสาหกรรมตํอเน่ือง อยํางไรก็ตาม มูลคาํ การสํงออก
ผลติ ภัณฑ์มันสาํ ปะหลงั ของไทยปัจจุบันข้ึนอยํูกบั การสํงออก “มันเสน๎ ” ไปยงั ประเทศจนี โดยทมี่ ันเสน๎ ไทย
จะต๎องแขงํ ขันทางด๎านราคากับมนั เส๎นจนี มขี ๎อไดเ๎ ปรยี บอยทูํ เ่ี วียดนามยังไมสํ ามารถผลติ มนั เสน๎ เพียงพอตํอ
ความต๎อง การใชใ๎ นตลาดจีนได๎ แตขํ ๎อนําเป็นหํวงในอนาคตก็คอื มันเสน๎ เวยี ดนามมีการพฒั นาในเรอื่ งของ
คณุ ภาพมากกวํามันเส๎นไทย โดยเฉพาะอยํางย่ิงในเร่อื งของ “มนั เสน๎ สะอาด” กลายเป็นประเดน็ สําคญั ขนึ้ มา
ในชํวง 1-2 ปีนี้ หลังจากท่ีผู๎นาํ เข๎ามันเส๎นจีนอาศยั เร่ืองของความสะอาด-สิ่งเจอื ปน มากดราคามันเส๎นไทยใน
ทางกลบั กนั เม่ือรัฐบาลไทยกําหนดนโยบายรับจาํ นํามันสําปะหลังภายในประเทศด๎วยราคาทส่ี ูงกวาํ ราคามัน
สาํ ปะหลังในตลาดโลก ก็มักจะเกดิ ปรากฏการณ์ลกั ลอบนําเขา๎ มนั สําปะหลงั ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอยําง
ยง่ิ กัมพชู า เข๎ามาสวมสิทธจิ าํ นาํ มนั สําปะหลังภายในประเทศ เป็นปญั หาตํอเนื่องมาทุกปี แมว๎ าํ ปรมิ าณการ
นําเขา๎ มนั สาํ ปะหลงั จากประเทศเพื่อนบ๎านจะไมมํ ากพอทจ่ี ะสํงผล กระทบกบั มนั สาํ ปะหลงั ไทยกต็ าม
70
ใบความรทู้ ี่ 4 เร่อื ง การเมอื งการปกครอง
การปกครองระบอบตา่ งๆและการเปรียบเทยี บรปู แบบการเมอื ง
ประเทศไทยได๎ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษตั ริย์เปน็ ประมุข มรี ฐั ธรรมนูญการ
ปกครองแผํนดนิ มาตง้ั แตํพทุ ธศกั ราช 2475 จนถึงรัฐธรรมนญู แหงํ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550 เป็น
แนวทางสาํ คัญตลอดมา
การปกครอง
1.1 การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองทป่ี ระชาชนมอี ํานาจสูงสุดหรอื แบํงการปกครอง
ของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน อนั มีพระมหากษัตริย์ เปน็ ประมขุ และทรงอยใํู ตร๎ ฐั ธรรมนญู
หลักการสาคญั ของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย เปูาหมายของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยเพื่อ
จดั ระเบยี บการอยรํู วํ มกันของผ๎คู นในลักษณะท่ีเอื้ออํานวยประโยชน์ตํอประชาชนทกุ คนในรฐั ใหค๎ วามค๎ุมครอง
สทิ ธแิ ละเสรีภาพอยาํ งเสมอภาคและยตุ ธิ รรม มีหลกั การสาํ คญั ดงั นี้
1. มรี ัฐธรรมนญู เป็นกฎหมายสูงสุดทใี่ ชใ๎ นการปกครองประเทศ ซ่งึ ไดก๎ าํ หนดความสมั พันธ์ระหวาํ งสถาบนั
การเมือง การปกครองและประชาชน รวมถงึ สิทธเิ สรภี าพและหน๎าทีข่ องประชาชนทุกคน
2. มีอํานาจสูงสุดในการปกครอง คือ อํานาจอธปิ ไตย ประกอบดว๎ ย อาํ นาจนิติบญั ญัติ อาํ นาจบรหิ ารและ
อํานาจตลุ าการในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมอี ํานาจสูงสดุ ในการปกครองประเทศและการใช๎อํานาจต๎อง
เป็นไปตามรฐั ธรรมนญู ที่กาํ หนด
3. การปกครองระบอบประชาธิปไตยใหถ๎ ือวําเสียงขา๎ งมากหรอื เหตผุ ลของคนสํวนใหญํเป็นมตทิ ี่ต๎องยอมรับ
4. มีความเสมอภาค โดยประชาชนทุกคนมีสทิ ธเิ ทําเทยี มกันในทุกๆ ดา๎ น เพราะทุกคนอยํภู ายใต๎การปกครอง
ของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกนั
รปู แบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
รูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบํงอาํ นาจในการบรหิ ารประเทศออกเปน็ 3 สํวน รวม
เรียกวาํ “อาํ นาจอธิปไตย” ประกอบด๎วย
1. อาํ นาจนติ ิบญั ญตั ิ พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ผู๎ใชพ๎ ระราชอาํ นาจนติ ิบัญญัตผิ าํ นทางรัฐสภา ซ่งึ เปน็ อํานาจท่ีใช๎
ในการตรากฎหมาย ควบคมุ การบริหาราชการแผํนดนิ ของฝาุ ยบริหารและกําหนดนโยบายใหฝ๎ าุ ยบริหารปฏิบตั ิ
สถาบันทางการเมืองท่เี ก่ียวข๎องกบั อาํ นาจนิตบิ ัญญัติ ไดแ๎ กํ รฐั สภา ประกอบดว๎ ย สภาผูแ๎ ทนราษฎรและ
วุฒิสภา และให๎ถือวาํ รฐั สภาเป็นตวั แทนของประชาชนท้ังประเทศและเป็นผร๎ู ักษาผลประโยชน์ของประชาชน
2. อานาจบริหาร พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นผูใ๎ ช๎พระราชอาํ นาจบรหิ ารผํานทางรัฐบาลหรอื คณะรฐั มนตรี มี
หน๎าทใ่ี นการวางนโยบาย กาํ หนดเปูาหมายดาํ เนนิ กิจการตํางๆ ของรัฐ เพ่ือบําบัดทกุ ข์บาํ รุงสุขของประชาชน
ดว๎ ยเหตุนี้อํานาจบรหิ ารจึงมีความสาํ คัญตอํ ระบบการปกครองของรัฐ
3. อานาจตลุ าการ พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ผใู๎ ชพ๎ ระราชอาํ นาจตลุ าการฝาุ ยทางศาล มอี ํานาจหนา๎ ที่รักษา
ความยุติธรรมตามท่กี ฎหมายกาํ หนด รกั ษาเสรีภาพของบุคคล ปูองกันและแกไ๎ ขมิใหบ๎ ุคคลลวํ งล้าํ เสรภี าพตํอ
71
กนั ตลอดจนคอยควบคุมมใิ ห๎เจ๎าหน๎าท่ขี องรฐั ใชอ๎ ํานาจเกินขอบเขต การกําหนดให๎มีการแยกใช๎อาํ นาจอธิปไตย
3 สวํ น และมสี ถาบัน รัฐสภา รัฐบาลและศาล คอยรบั ผดิ ชอบเฉพาะสํวน ทงั้ น้เี ป็นไปตามหลักการ
ประชาธิปไตยท่ีไมตํ ๎องการให๎มกี ารรวบอํานาจ แตํตอ๎ งให๎มีการถวํ งดุลอาํ นาจซ่ึงกนั และกัน เป็นการปูองกนั มใิ ห๎
เกดิ การใช๎อํานาจแบบเผดจ็ การ ยกตวั อยํางเชํน ถา๎ ให๎คณะรฐั มนตรีใชอ๎ าํ นาจนิตบิ ัญญัติและอาํ นาจบรหิ าร
คณะรฐั มนตรีก็อาจจะออกกฎหมายทไี่ มสํ อดคลอ๎ งกบั ความต๎องการของประชาชน และเพอื่ นํากฎหมายนัน้ มา
บังคับใช๎กจ็ ะไมํเกิดประโยชน์ตํอทุกฝุายโดยเฉพาะประชาชน ดงั นั้นการบริหารประเทศไทยทั้ง 3 สถาบนั จึงเป็น
หลกั ประกนั การคานอาํ นาจซ่ึงกันและกัน และประการสําคัญเป็นการปูองกันการใช๎อาํ นาจเผด็จการ
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
ดังได๎กลําวแล๎ววําการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนเปน็ ผม๎ู อี าํ นาจสูงสดุ มีสทิ ธิเสรีภาพและหน๎าทีต่ าม
กฎหมายกําหนด ทส่ี าํ คัญคือประชาชนเลอื กผแู๎ ทนราษฎรซงึ่ สงั กัดพรรคการเมืองและรฐั บาลมาจาก
ผ๎ูแทนราษฎรตามท่ีกาํ หนดไวใ๎ นกฎหมายรัฐธรรมนูญดังน้ัน รัฐบาลกับประชาชนจงึ มคี วามเกี่ยวพนั กนั
ตลอดเวลา กลาํ วคือ รฐั บาลกม็ หี น๎าท่ีออกกฎหมายบรหิ ารประเทศตามเจตนารมณข์ องประชาชน จึงต๎องอาศยั
ความสมั พนั ธก์ ับประชาชนอยํางใกลช๎ ดิ เชนํ คอยสํารวจตรวจสอบปัญหาและความตอ๎ งการของประชาชนอยํู
เสมอและตอ๎ งปฏิบตั ิตํอประชาชนอยํางเสมอภาคกันทกุ คน ขณะเดียวกันประชาชนกต็ อ๎ งประพฤติปฏบิ ัตติ นตํอ
บา๎ นเมืองตามท่ีกาํ หนดไว๎ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเหมือนกนั จึงอาจกลําวได๎วาํ ความสมั พนั ธ์ระหวํางรฐั บาลกบั
ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย จึงเปน็ ไปในลกั ษณะการปกครองทีต่ ๎องพึ่งพาอาศัยซึ่งกนั และกัน
การใช๎อาํ นาจอธปิ ไตยของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
อาํ นาจอธิปไตยเป็นอาํ นาจสงู สุดในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธปิ ไตย ประชาชนสามารถใชอ๎ าํ นาจ
อธิปไตยของตนได๎ 2 วิธี คอื
1. โดยทางตรง หมายถึง การใช๎อาํ นาจอธิปไตยด๎วยตนเองโดยตรง จะใชไ๎ ด๎กบั รฐั เลก็ ๆ ทีม่ ปี ระชากรไมํมาก
72
2. โดยทางอ๎อม หมายถึง การใชอ๎ ํานาจอธปิ ไตยโดยผาํ นผูแ๎ ทนของประชาชนเนื่องจากจํานวนของประชากรใน
ประเทศมีมาก ไมสํ ามารถให๎ทกุ คนใช๎อาํ นาจอธิปไตยไดด๎ ว๎ ยตนเอง จึงตอ๎ งมีการเลือกผแ๎ู ทนของประชาชนไปใช๎
อํานาจอธปิ ไตยในการปกครองประชาชน ปัจจุบนั มีหลายประเทศท่วั โลกท่ใี ช๎วธิ นี ้ีรวมท้ังประเทศไทยด๎วย
ข้อดีของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
1. ประชาชนมีสิทธิเสรภี าพในการดาํ รงชีวติ ในทุกๆ ดา๎ น ท้ังการเมืองการปกครอง การประกอบอาชีพ สิทธิใน
ท่ดี ิน ครอบครองทรัพยส์ นิ การนบั ถอื ศาสนาและอน่ื ๆ โดยไมลํ ะเมดิ กฎหมาย
2. ประชาชนทุกคนมสี ทิ ธิเสรีภาพในด๎านตํางๆ อยํางเทําเทียมกนั ไมวํ ําจะร่ํารวย ยากจน รํางกายสมบรู ณห์ รอื
พิการเพราะทกุ คนต๎องปฏิบตั ิตามกฎหมายเชนํ เดยี วกนั
3. ประชาชนมคี วามกระตอื รือร๎นในการประกอบอาชพี เพราะสามารถประกอบอาชีพตามความต๎องการของตน
ทําใหเ๎ ศรษฐกิจของประเทศสามารถพฒั นาไปสคูํ วามเจรญิ ได๎
4. รัฐบาลไมสํ ามารถผูกขาดอํานาจได๎ เนือ่ งจากประชาชนเป็นผูค๎ ดั เลือกรฐั บาลและหากไมํพอใจยังสามารถ
ถอดถอนรัฐบาลได๎ ดังน้ันรฐั บาลจึงตอ๎ งมีความสามารถในการบริหารราชการแผํนดินและมจี ริยธรรมในการ
ทาํ งาน
5. มีความรุนแรงระหวํางประชาชนและรัฐบาลในระดับน๎อย เนอ่ื งจากกฎหมายให๎อํานาจประชาชนในการ
คดั เลือกรัฐบาลและการชมุ นุมเรียกรอ๎ งโดยสันตวิ ธิ ี มีการเจรจาอยํางมีเหตุผล อกี ทั้งมหี นํวยงานทรี่ องรบั กรณี
พิพาทระหวํางรฐั และเอกชน เชํน ศาลปกครอง เป็นต๎น
6. ในกรณีท่ีมีปัญหาต๎องแก๎ไขจะตอ๎ งให๎ความสาํ คัญกบั เสียงสํวนใหญแํ ละเคารพเสียงสวํ นน๎อย
73
1.2 รัฐธรรมนูญของไทย
รัฐธรรมนญู หมายถึง กฎหมายสงู สดุ ในการปกครองประเทศที่ออกโดยฝุายนติ บิ ัญญัติ คอื รฐั สภา ซง่ึ มี
บทบัญญตั กิ ําหนดหลกั การสาํ คญั ตาํ งๆ เชนํ รูปแบบการปกครอง การใช๎อํานาจอธิปไตย ความสมั พันธร์ ะหวําง
สถาบันการปกครอง ตลอดจนสิทธิเสรีภาพและหน๎าท่ีของประชาชน
ความสาคญั ของรัฐธรรมนญู
รฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมายหลักทสี่ าํ คญั ท่ีสุด มีรปู แบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เรยี กวํา อาํ นาจ
อธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์เป็นประมขุ ปกครองในระบบรัฐสภา การบรหิ ารประเทศหรอื การออกกฎหมาย
ยอํ มต๎องดําเนินการภายในกรอบของบทบัญญัติในรฐั ธรรมนูญ บทบัญญตั ิแหํงกฎหมายใดถา๎ ขัดแย๎งกบั
รฐั ธรรมนูญยํอมไมํมีผลบังคับใช๎
ประเภทของรฐั ธรรมนูญ
1. รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เปน็ รัฐธรรมนญู ท่ีเขยี นไวเ๎ ปน็ ลายลักษณ์อกั ษรทชี่ ดั เจน ดังเชํน รฐั ธรรมนญู
ของประเทศไทยและประเทศสหรฐั อเมรกิ า
2. รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี เป็นรฐั ธรรมนญู ทไี่ มํได๎เขียนไวเ๎ ป็นลายลักษณ์อักษรอยํางชดั เจน ครบถ๎วนใน
เอกสารฉบับเดียวและไมไํ ด๎บัญญตั ิไวใ๎ นรูปของกฎหมาย เชํน ขนบธรรมเนยี มประเพณใี นการปกครองตํางๆ
ประเทศอังกฤษเป็นประเทศหนึ่งทมี่ ีรฐั ธรรมนญู ประเภทนี้
ววิ ัฒนาการรัฐธรรมนญู ของประเทศไทย
นบั ตง้ั แตํประเทศไทยไดม๎ ีการเปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแตํพุทธศักราช
2475 มาเป็นการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์เป็นประมุขจนถึงปัจจบุ นั มีกาเปลี่ยนแปลง
74
แกไ๎ ขและประเทศใช๎รฐั ธรรมนญู และรฐั ธรรมนูญการปกครองแล๎วรวม 18 ฉบบั ทง้ั นีเ้ พื่อให๎เหมาะสม
สอดคล๎องกบั สถานการณ์ในประเทศในแตํละยุคสมัย อยํางไรกต็ ามรัฐธรรมนญู ทม่ี ีมาทุกฉบับมีหลกั การสาํ คัญ
เหมือนกนั คือ ยดึ มัน่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ เ์ ป็นประมขุ และแตํละฉบบั จะ
สะท๎อนให๎เหน็ ถึงรูปแบบและวิธีการของการปกครองของประเทศเป็นอยาํ งดี สําหรับรฐั ธรรมนญู ของไทยที่
ประกาศใช๎อยูํในปจั จุบันเปน็ รัฐธรรมนญู แหํงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ฉบบั ท่ี 18 โดยรฐั ธรรมนูญ
ฉบบั นไ้ี ดย๎ ดึ ตามแนวทางและแก๎ไขจดุ อํอนของรฐั ธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2540 เพ่ือให๎
ประชาชนได๎รบั ประโยชน์จากรัฐธรรมนญู นรี้ วม 4 ประการ คือ
1. ค๎ุมครอง สงํ เสรมิ ขยายสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชนอยาํ งเต็มที่
2. ลดการผูกขาดอํานาจรฐั และเพิ่มอํานาจประชาชน
3. การเมืองมคี วามโปรํงใส มคี ณุ ธรรมและจริยธรรม
4. องค์กรตรวจสอบมีความอิสระ เขม๎ แขง็ และทาํ งานอยาํ งมปี ระสิทธภิ าพ
รฐั ธรรมนญู แหงํ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2550 ประกาศใชเ๎ มื่อวนั ที่ 24 สงิ หาคม 2550 ประกอบด๎วย
หมวดตํางๆ ดังน้ี
หมวดท่ี 1 บทท่ัวไป มาตรา 1 - 7
หมวดที่ 2 พระมหากษตั ริย์ มาตรา 8 - 25
หมวดท่ี 3 สทิ ธิและเสรภี าพของชนชาวไทย มาตรา 26 - 69
หมวดที่ 4 หน๎าท่ขี องชนชาวไทย มาตรา 70 - 74
หมวดที่ 5 แนวนโยบายพืน้ ฐานแหํงรฐั มาตรา 75 - 87
หมวดท่ี 6 รฐั สภา มาตรา 87 - 162
หมวดท่ี 7 การมีสวํ นรํวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน มาตรา 163 - 165
หมวดท่ี 8 การเงินการคลงั และงบประมาณ มาตรา 166 - 170
หมวดที่ 9 คณะรัฐมนตรี มาตรา 171 - 196
หมวดท่ี 10 ศาล มาตรา 197 - 228
หมวดที่ 11 องคก์ รตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา 229 - 258
หมวดที่ 12 การตรวจสอบการใช๎อํานาจรัฐ มาตรา 259 - 278
หมวดที่ 13 จรยิ ธรรมของผู๎ดํารงตาํ แหนงํ ทางการเมอื งและเจ๎าหนา๎ ทข่ี องรัฐ
มาตรา 279 - 280
หมวดท่ี 14 การปกครองสวํ นทอ๎ งถน่ิ มาตรา 281 - 290
หมวดท่ี 15 การแกไ๎ ขเพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนูญ มาตรา 291
บทเฉพาะกาล มาตรา 292 - 309
75
1.3 กฎหมายและหนา๎ ท่ีของพลเมอื ง
กฎหมาย คอื ข๎อบังคับทั้งหลายของรัฐหรือประเทศทีใ่ ช๎บังคบั ความประพฤตขิ องบุคคล ซงึ่ ผ๎ูใดจะฝาุ ฝนื ไมํ
ปฏบิ ตั ิตามจะต๎องมีความผิดและตอ๎ งถูกลงโทษ กฎหมายจงึ มคี วามสาํ คัญตํอบทบาทของทุกๆ สังคม ท้ังในดา๎ น
ใหค๎ วามคุ๎มครองและถูกลงโทษตามเหตุการณ์
ความสําคัญของกฎหมาย แยกไดเ๎ ปน็ 2 ประการหลัก คอื
1. กฎหมายเปรยี บเสมือนเป็นเครือ่ งมอื บรหิ ารประเทศโดยตรง เชนํ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นหลักเกณฑ์
สาํ คญั ในการวางรปู แบบโครงสรา๎ งและกลไกการบรหิ ารงาน และกฎหมายปกครองเป็นกฎหมายท่ีจัดระเบียบ
การปกครองประเทศหรอื การบริหารรัฐ เปน็ ต๎น
2. กฎหมายเป็นเคร่ืองมอื ในการรกั ษาความสงบเรียบร๎อยในสังคมใหส๎ มาชิกในสังคม สามารถอยํูรํวมกนั ได๎ด๎วย
ความสงบสุข เชํน กฎหมายอาญา กฎหมายแรงงาน กฎหมายคุ๎มครองผูบ๎ ริโภค เป็นต๎น ซึง่ กฎหมายเหลาํ น้ี
นอกจากจะมุํงเนน๎ ให๎ประโยชนส์ ขุ แกปํ ระชาชนแลว๎ ยงั ปูองกันการกระทาํ ทีเ่ ป็นผลร๎าย มิใหม๎ ีการรงั แก เอา
เปรียบซึง่ กนั และกัน ผ๎ูที่กอํ ให๎เกดิ ผลภยั กระทาํ การไมํดีถอื วาํ กระทําตนไมํถกู ต๎องตามกฎหมายตอ๎ งถูกลงโทษ
เพ่อื มใิ ห๎ผอ๎ู ื่นเอาเย่ียงอยาํ งและเพ่ือความสงบสุขของคนสํวนใหญํในสงั คม
กฎหมายเป็นข๎อบงั คับท่ปี ระชาชนต๎องปฏิบตั ติ าม ผ๎ูใดจะฝุาฝนื ไมปํ ฏิบตั ติ ามไมํได๎ กฎหมายจึงมคี วามเก่ยี วข๎อง
กบั การดําเนินชวี ติ ของมนุษย์ต้งั แตเํ กิดจนตาย ดังน้ัน ประชาชนจงึ มีความจําเปน็ ต๎องร๎ูและเข๎าใจถึงประโยชน์
ของกฎหมายดงั น้ี
1. ได๎รจ๎ู กั ระวังตน ไมํพลาดพลงั้ กระทาํ ความผิดอนั เนื่องมาจากไมรํ ๎ูกฎหมาย
2. รู๎จักการปูองกนั ไมํใหผ๎ อู๎ ื่นเอาเปรียบและถกู โกงโดยไมรํ ู๎กฎหมาย
3. เห็นประโยชนใ์ นการประกอบอาชพี เพราะหากมีความรใ๎ู นหลักกฎหมายท่ีเกย่ี วข๎องกับการประกอบอาชพี
ของตน ยอํ มจะปูองกนั ความผิดพลาดอันเน่ืองมาจากความไมํรูก๎ ฎหมายได๎
4. เปน็ ประโยชน์ในทางการเมืองการปกครอง เชํน เมือ่ ประชาชนร๎ใู นสทิ ธิ หนา๎ ที่ ตลอดจนปฏบิ ัตติ นตามหน๎าที่
อยาํ งครบถ๎วนกจ็ ะทาํ ใหส๎ งั คมสงบสขุ ปราศจากความเดือดรอ๎ น บา๎ นเมืองกจ็ ะสงบสุขดว๎ ย
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั ริย์เป็นประมุข มีรฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมาย
สูงสดุ ของประเทศ หน๎าทที่ ่ีสําคญั ของประชาชนทุกคนคือ ต๎องประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตนใหถ๎ ูกตอ๎ งตามข๎อบังคับของ
กฎหมายและต๎องมคี วามเคารพยําเกรงตํอกฎหมาย หลีกเล่ียงการกระทาํ ทีล่ ะเมิดข๎อบังคับของกฎหมาย เพื่อให๎
สังคมไทยเปน็ สงั คมทีป่ กครองโดยกฎหมายอยาํ งแท๎จริง ดงั นนั้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจงึ มี
ความสําคญั ตํอการดาํ รงชีวิตของประชาชนชาวไทยและตระหนกั ถึงคุณคําของประชาธิปไตย ซึง่ กลําวโดยสรปุ
ได๎ดงั นี้
76
ประชาชนชาวไทยทกุ คนเปน็ สมาชกิ ในสังคมประชาธิปไตย จงึ ต๎องมีคุณลักษณะประจําตวั และพงึ ปฏบิ ตั ิในสงิ่
ตํอไปนี้
1. คิดและปฏบิ ัตดิ ๎วยความเป็นประชาธิปไตย
2. ตระหนักวาํ ตนเป็นสํวนหน่ึงของสังคมด๎วยการมสี วํ นรํวมในกิจการตาํ งๆ และเม่ือมีปญั หาควรชวํ ยกนั แก๎ไข
ด๎วยการใช๎เหตผุ ลและยอมฟงั ความคิดเหน็ ของผ๎ูอนื่
3. เป็นผ๎นู ําและผ๎ูตามทด่ี ีของสงั คม ตามบทบาทและหนา๎ ท่ีของตน
4. ยดึ มน่ั ในวัฒนธรรม จารีตประเพณีและพฒั นาตนเองและสังคมอยเูํ สมอ
คุณคําของประชาธปิ ไตย
1. คณุ คําทางการเมืองการปกครอง เชนํ ประชาชนสามารถเลอื กบุคคลท่เี ป็นตัวแทนปกครองตวั เองได๎ด๎วยการ
ใช๎สทิ ธลิ งคะแนนเสียงเลือกผู๎แทนราษฎร
2. คุณคําทางเศรษฐกิจ เชํน มสี ิทธิเสรีภาพในการซื้อขายจากการผลติ การบริการ โดยได๎รบั การคุ๎มครองจากรฐั
อยํางเปน็ ธรรม
77
3. คุณคําทางสงั คม เชํน ไดร๎ ับความค๎มุ ครองจากรัฐทงั้ ชวี ิตและทรัพยส์ นิ ภายใตก๎ ฎหมายเทาํ เทียมกนั
การปกครองระบอบประชาธิปไตยเปน็ ลักษณะการปกครองเพ่อื ความสงบสขุ ของประชาชนโดยแทจ๎ รงิ การ
ดาํ เนนิ ชวี ิตของบุคคลจะเปน็ ไปอยํางสงบสขุ ไดน๎ ้ัน ตอ๎ งมีความเข๎าใจ ตระหนักถงึ ความสาํ คัญและเห็นคุณคาํ
ของประชาธิปไตยเป็นแนวทางดําเนนิ ชีวิตประจาํ วัน
เปรยี บเทียบรปู แบบทางการเมืองการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยและระบอบอนื่ ๆ
ระบอบการเมืองการปกครอง หมายถึง การจัดระบบให๎คนสํวนใหญใํ นสงั คมสามารถดาํ เนินชีวติ อยูํรวํ มกนั ได๎
อยาํ งมรี ะเบยี บแบบแผน มีความสัมพนั ธ์กนั อนั กํอใหเ๎ กิดข๎อตกลงอันดงี ามรํวมกัน บงั เกิดความผาสกุ และความ
สามัคคใี นสังคม ซงึ่ แบํงออกเปน็ 2 รปู แบบ คอื
1. ระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
2. ระบอบการเมืองการปกครองแบบมีประธานาธบิ ดีเป็นประมขุ
ระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
ประชาธปิ ไตยเปน็ ระบบการปกครองที่ประเทศสวํ นใหญํในโลกนยิ มใช๎เป็นหลักในการจัดการปกครองและ
บริหารประเทศ รวมทง้ั ประเทศไทยซง่ึ ใชม๎ านานกวํา 70 ปแี ล๎ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยเกิดจาก
ความศรัทธาในคณุ คาํ ของความเปน็ มนษุ ย์และเชอ่ื วาํ คนเราสามารถปกครองประเทศได๎ จึงกําหนดให๎ประชาชน
เป็นเจ๎าของอํานาจในการปกครอง ซ่งึ ถือวาํ การเมือง การปกครองมาจากมวลชน รปู แบบการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตย แบงํ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1. ระบอบประชาธิปไตยแบบมพี ระมหากษัตรยิ เ์ ปน็ ประมุข รัฐธรรมนูญและ การปกครองของไทยทุกฉบับ
กําหนดไวอ๎ ยํางชดั แจ๎งวาํ เทดิ ทนู พระมหากษัตรยิ เ์ ปน็ สถาบนั สงู สดุ ดํารงอยูํในฐานะอันเปน็ ท่เี คารพ สกั การะ
ผใ๎ู ดจะละเมิดมิได๎ รัฐธรรมนญู กาํ หนดวํา ผู๎ใดจะกลําวหาหรือฟูองรอ๎ งพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได๎ พระราช
อาํ นาจของพระมหากษัตรยิ ์จงึ มกี าํ หนดไว๎ในรัฐธรรมนูญ โดยปกติรฐั ธรรมนูญกาํ หนดใหพ๎ ระมหากษัตรยิ เ์ ปน็
ผู๎ใช๎อาํ นาจอธปิ ไตย ซงึ่ เป็นของประชาชนโดยใช๎อํานาจนติ ิบญั ญัตผิ ํานทางรฐั สภา อาํ นาจบรหิ ารผาํ นทาง
คณะรัฐมนตรแี ละอาํ นาจตุลาการผาํ นทางศาล การกาํ หนดเชํนน้หี มายความวํา อาํ นาจตําง ๆ จะใชใ๎ นพระ
ปรมาภไิ ธยของพระมหากษัตรยิ ซ์ ึ่งในความเป็นจริง อาํ นาจเหลํานี้มอี งค์กรเป็นผ๎ใู ช๎ ฉะน้ันการท่บี ัญญตั ิวํา
พระมหากษัตริยเ์ ป็นผ๎ูใช๎อาํ นาจนติ บิ ัญญตั ิ อาํ นาจบรหิ ารและอาํ นาจตุลาการผํานทางองคก์ รตํางๆ น้นั จึงเป็น
การเฉลมิ พระเกียรติ แตอํ ํานาจท่แี ทจ๎ ริงอยทํู ี่องค์กรท่เี ปน็ ผ๎ูพจิ ารณานาํ ข้ึนทูลเกล๎าฯ ถวายเพอ่ื พระมหากษตั ริย์
ทรงลงพระปรมาภิไธย
อยาํ งไรกต็ าม แม๎กระทัง่ พระมหากษตั รยิ ใ์ นระบอบรฐั ธรรมนญู จะได๎รับการเชิดชใู ห๎อยเูํ หนอื การเมืองและ
กาํ หนดให๎มีผู๎รบั สนองพระบรมราชโองการในการปฏบิ ตั กิ ารทางการปกครองทุกอยาํ ง แตํพระมหากษตั ริย์กท็ รง
มพี ระราชอาํ นาจบางประการทไ่ี ด๎รับการรับรองโดยรัฐธรรมนญู และเป็น135
พระราชอํานาจทท่ี รงใชไ๎ ดต๎ ามพระราชอธั ยาศยั จริงๆ ไดแ๎ กํ การตั้งคณะองคมนตรี การพระราชทาน
เครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณ์ เป็นต๎น
78
พระราชอํานาจทีส่ งํ ผลกระทบตํอการเมอื งการปกครองอยํางแทจ๎ ริง คอื พระราชอํานาจในการยับยง้ั ราํ ง
พระราชบัญญตั ิ ในกรณที ี่พระมหากษัตรยิ ์ทรงไมํเหน็ ด๎วยกับราํ งพระราชบัญญัติทีผ่ ํานการเห็นชอบของรัฐสภา
มาแลว๎ และนายกรฐั มนตรีนําขึ้นทูลเกล๎าฯ ถวายเพอ่ื พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช๎ กอ็ าจ
ใช๎พระราชอํานาจยบั ยง้ั เสียก็ได๎ ซงึ่ รฐั สภาจะต๎องนําราํ งพระราชบญั ญัติท่ีถูกยบั ย้ังนน้ั ไปพิจารณาใหมํ แตํ
ในทางปฏบิ ตั ิไมปํ รากฏวํา พระมหากษตั ริย์ทรงใช๎ พระราชอํานาจน้ี
2. ระบอบประชาธปิ ไตยแบบมปี ระธานาธบิ ดีเปน็ ประมขุ ระบบนี้ได๎ถกู สรา๎ งข้ึนมานานกวาํ 200 ปีแลว๎ โดยมี
ประเทศสหรัฐอเมริกาเปน็ แมํแบบ ซ่ึงมีบทบาทสําคัญทางการเมือง คอื ตัวประธานาธิบดี จะเปน็ ทง้ั ผ๎นู าํ ทาง
การเมืองและเปน็ ผน๎ู ําประเทศ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตงั้ ของประชาชนทว่ั ประเทศ โดยผาํ นคณะผ๎ู
เลอื กตง้ั สวํ นสมาชิกวฒุ สิ ภาจะมาจากการเลือกต้ังของประชาชนแตลํ ะมลรัฐและสมาชกิ สภาผแู๎ ทนราษฎรมา
จากการเลือกต้งั ของประชาชนในแตํละเขตเลอื กตง้ั มกี ารบริหารประเทศโดยมีรองประธานาธิบดีและรฐั มนตรี
79
รํวมปจั จบุ นั มรี ะบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมปี ระธานาธิบดีเปน็ ประมขุ เรียกวาํ ระบบ
กงึ่ ประธานาธบิ ดี ซ่ึงมมี าเมื่อประมาณ 40 ปีนี้ โดยมีประเทศฝรั่งเศสเปน็ แมํแบบ ระบบน้ีประชาชนจะเปน็ ผู๎
เลือกตั้งประธานาธิบดแี ละผ๎แู ทนราษฎรโดยตรง แตํการเลอื กวุฒสิ ภาจะเลอื กโดยสมาชกิ สภาผ๎ูแทนราษฎร
สมาชกิ สภาจงั หวัดและผ๎ูแทนสภาเทศบาลจะเป็นผเู๎ ลือกแทนประชาชน ประธานาธิบดจี ะเป็นทง้ั ประมุขและ
ผ๎ูนําประเทศทส่ี ําคญั ทส่ี ดุ แตจํ ะไมํมีตาํ แหนํงรองประธานาธบิ ดี จะมนี ายกรฐั มนตรีเป็นผูจ๎ ดั ตั้งคณะรัฐมนตรี
โดยมคี วามเหน็ ชอบและไว๎วางใจจาก สภาผ๎ูแทนราษฎรและสภาผูแ๎ ทนราษฎรนี้มีอํานาจปลดนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีได๎ แตํนายกรัฐมนตรีไมํมีสิทธิ์ยุบสภา ผ๎ูมีอํานาจยุบสภา คือ ประธานาธิบดแี ละคณะรฐั มนตรี
สามารถเสนอรํางกฎหมายได๎เหมือนระบบรฐั สภาโดยทั่วไป
ระบอบการเมืองการปกครองแบบเผด็จการ
การปกครองแบบเผดจ็ การ เป็นระบบการเมืองทร่ี วมอํานาจแบบเบด็ เสร็จไวท๎ ีผ่ ู๎นําคนเดียวหรอื คณะเดยี ว ให๎
อํานาจการตัดสินใจทรี่ ัฐ การปกครองและการบรหิ ารประเทศใหค๎ วามสาํ คญั กบั รัฐมากกวาํ ประชาชน รวมทงั้
ประโยชน์ทร่ี ัฐจะได๎รบั ประชาชนเปรียบเสมือนเป็นสํวนประกอบ ของรัฐเทําน้นั และท่สี ําคัญรัฐจะต๎องสงู สดุ
และถูกต๎องเสมอ การปกครองแบบเผดจ็ การ แบํงออกเปน็ 2 รูปแบบ คอื แบบอาํ นาจนิยมและแบบเบด็ เสรจ็
นยิ ม เผด็จการแบบอาํ นาจนยิ ม หมายถึง การให๎อาํ นาจแกํผู๎ปกครองประเทศเป็นสําคัญ ประชาชนไมํมีสํวนรํวม
และรับร๎ูความเปน็ ไปของบา๎ นเมอื ง จะรก๎ู ็ตํอเมื่อผ๎นู ําหรือคณะผู๎ปกครองประเทศมีความต๎องการให๎รบั ร๎ูเทํานน้ั
โดยถือวําเร่อื งการเมืองเปน็ เรื่องเฉพาะของผป๎ู กครองประเทศเทาํ นัน้ ประชาชนจะเข๎าไปเกยี่ วข๎องได๎ในกรณที ี่
ผู๎ปกครองต๎องการสร๎างความชอบธรรมในบางเร่ืองและบางสถานการณ์ แตํก็เปน็ ไปโดยจาํ กัด ประชาชนตอ๎ ง
อยูํใต๎การปกครองและจะตอ๎ งฟังคาํ สัง่ อยํางเครํงครดั แตํประชาชนจะไดร๎ บั สิทธิเสรภี าพในการนับถือศาสนา
สําหรบั เรื่องทางเศรษฐกิจและสงั คมท่ัวไป ผ๎ูปกครองท่ีมักจะเปดิ โอกาสใหป๎ ระชาชนได๎ดาํ เนินกิจการตํางๆ ได๎
อยํางเต็มที่ แตตํ อ๎ งระมัดระวงั ไมํให๎กระทบอํานาจของผปู๎ กครอง
ลักษณะการปกครองแบบอาํ นาจนิยม
1. อํานาจทางการเมืองเป็นของผ๎นู ํา มุํงหมายทจ่ี ะควบคุมสทิ ธิเสรภี าพของทางการปกครองของประชาชนเปน็
สาํ คัญ
2. การบริหารประเทศดําเนินไปอยํางมีเอกภาพ รวมอาํ นาจไวท๎ รี่ ัฐบาลกลาง ประชาชนไมํมีสวํ นรํวมในการ
ปกครองประเทศ
3. ประชาชนตอ๎ งปฏบิ ตั ติ ามคําสั่งของผนู๎ าํ อยาํ งเครงํ ครัดและตอ๎ งไมํดาํ เนนิ การใดๆ ทข่ี ดั ขวางนโยบายของผน๎ู ํา
4. ควบคมุ ประชาชนด้วยวิธกี ารลงโทษอยา่ งรุนแรงแตก่ ็มีการใช้กระบวนการยุติธรรมอยบู่ ้าง
5. ลักษณะการปกครองแบบนปี้ จั จบุ นั ยังใช๎กันอยูํหลายประการ ทั้งในทวีปอเมริกาใต๎ แอฟริกาและเอเชีย
เผด็จการแบบเบด็ เสร็จนิยม หมายถงึ รฐั บาลจะใช๎อาํ นาจอยํางเตม็ ที่ ควบคมุ กิจกรรมท้ังด๎านการเมอื ง
เศรษฐกจิ และสงั คมของประชาชนทกุ คน แสดงให๎เห็นถึงประชาชนไมมํ ีสทิ ธิเสรภี าพอนั ใด ระบบเผด็จการแบบ
นีย้ งั แบงํ รูปแบบออกไดอ๎ ีก 2 รปู แบบคอื
80
1. ระบบเผดจ็ การแบบเบด็ เสรจ็ นิยมของพวกฟาสซสิ ต์ รูปแบบของระบบนี้จะเห็นการใช๎อํานาจรัฐควบคุม
กิจกรรมตํางๆ ของประชาชนอยํางท่ัวถึง นโยบายสํงเสรมิ ชาตนิ ยิ มเปน็ ไปอยํางรุนแรงและสร๎างความแข็งแกรํง
เพื่อแสดงถึงความยิง่ ใหญํของชาติ
2. ระบบเผดจ็ การแบบเบ็ดเสรจ็ นิยมคือการปกครองแบบคอมมวิ นสิ ต์ รูปแบบของระบบนี้เน๎นการใช๎อํานาจรัฐ
ควบคมุ กจิ กรรมตํางๆ ของประชาชนอยาํ งท่วั ถึง คล๎ายกับพวกฟาสซิสต์แตจํ ะเชดิ ชชู นชนั้ กรรมาชพี และทาํ ลาย
ลา๎ งชนชัน้ อื่นๆ ให๎หมดสน้ิ รวมทั้งชนชั้นอนื่ ๆ ทุกสงั คมทว่ั โลก เปาู หมายตอ๎ งการให๎มีสังคมโลก มกี ารปกครอง
แบบคอมมิวนิสต์
ลกั ษณะการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม
1. สรา๎ งศรัทธาใหป๎ ระชาชนยึดมน่ั ในระบบการปกครองและผ๎นู าํ อยาํ งมนั่ คงและตํอเนื่องตลอดไป
2. ควบคมุ การดาํ เนินกิจกรรมตํางๆ ของประชาชนท้งั ด๎านการเมือง เศรษฐกจิ และสังคม ประชาชนไมํมีสิทธิ
เสรภี าพใดๆ ทงั้ ส้ิน
3. ประชาชนตอ๎ งเชอื่ ฟงั คําส่ังของผู๎นาํ อยํางเครํงครดั จะโต๎แย๎งไมํได๎
4. มีการลงโทษอยาํ งรุนแรง
5. รฐั บาลมอี ํานาจอยํางเต็มที่ กจิ การในด๎านการเมือง เศรษฐกจิ สังคม ศาสนา วฒั นธรรม และการศึกษา
จะตอ๎ งอยํูภายใต๎การควบคุมของรฐั
6. มีการโฆษณาชวนเช่อื และอบรมประชาชนในรูปแบบตาํ งๆ
7. ลกั ษณะการปกครองแบบนี้ ปจั จุบันยงั ใชก๎ ันอยหํู ลายประเทศ เชํน โซเวียตรัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนจนี
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว เขมร เวียดนามและเยอรมนี เปน็ ต๎น แตสํ ังคมในโลกปัจจบุ ัน การ
แขงํ ขันเศรษฐกิจสูงสํงผลใหป๎ ระเทศตํางๆ เหลํานีพ้ ยายามผอํ นคลายกฎเกณฑ์ลงมีความเปน็ ประชาธิปไตย
เพิม่ ขึ้นเพื่อใหม๎ ีความสามารถในทางเศรษฐกจิ
เปรียบเทยี บข้อดี ขอ้ เสีย ของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยและการปกครองระบอบเผด็จการ
ขอ้ ดีของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ขอ้ ดีของการปกครองระบอบเผด็จการ
1. ประชาชนทุกคนมคี วามเทําเทยี มกันในดา๎ น 1. รัฐบาลมีความเข๎มแขง็
กฎหมาย 2. รัฐบาลมีความมน่ั คงเป็นปึกแผํน
2. ประชาชนทุกคนมีสทิ ธเิ สรีภาพในทุกๆ ดา๎ น 3. การตัดสินใจในกจิ การตํางๆ เปน็ ไปอยําง
เพราะทุกคนต๎องปฏิบตั ิตามกฎหมาย รวดเร็ว
เชนํ เดียวกัน
3. รฐั บาลไมํสามารถผูกขาดอํานาจได๎ เนื่องจาก
ประชาชนเป็นผ๎คู ัดเลือกรัฐบาลและหากไมพํ อใจ
ยงั สามารถถอดถอนรัฐบาลได๎
81
4. การแก๎ไขปัญหาตํางๆ ยึดถือแนวทางสันติวิธีมี
การเจรจาอยํางมีเหตผุ ลและมีหนวํ ยงานรองรบั
กรณพี ิพาทระหวาํ งรฐั และเอกชน เชนํ ศาล
ปกครอง
ขอ้ เสียของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ข้อเสยี ของการปกครองระบอบเผด็จการ
1. การแก๎ไขบ๎านเมืองบางครงั้ มีความลําช๎า 1. ประชาชนไมมํ สี วํ นรวํ มในการปกครอง
เนอ่ื งจากมกี ระบวนการหลายข้ันตอนท่ีต๎องผาํ น 2. ไมคํ าํ นึงถงึ ความตอ๎ งการของประชาชน
ความเห็นชอบ ซงึ่ บางครัง้ อาจแก๎ไขได๎ไมํ 3. รฐั บาลและประชาชนไมมํ ีความสมั พนั ธ์ กนั
ทันเวลา อยาํ งใกลช๎ ิด
2. ในบางประเทศประชาชนสํวนใหญยํ งั ขาด 4. ประชาชนไมํไดร๎ ับความเป็นธรรมเทาํ ทค่ี วร
ความร๎ูในดา๎ นการเมืองการปกครอง ในกรณี 5. ผู๎นาํ อาจใชอ๎ ํานาจเพื่อประโยชน์สํวนตน และ
คดั เลือกผู๎แทนบริหารอาจไมํเหมาะสม จะสงํ ผล พวกพ๎องได๎
กระทบตอํ รฐั บาลได๎ 6. การบริหารประเทศอยูํท่ีผนู๎ าํ หรือคณะเพยี ง
3. ในการเลือกตง้ั แตลํ ะคร้ังจําเปน็ ต๎องใชเ๎ งินเปน็ กลุํมเดยี ว การตัดสนิ ใจ การแก๎ไขปัญหาอาจ
จํานวนมาก ดังน้นั ประเทศยากจนจึงเหน็ วาํ เป็น ผดิ พลาดได๎งําย
การเสยี เงนิ โดยไมํกํอใหเ๎ กิดประโยชนแ์ ละควรนํา 7. ประชาชนไมมํ ีอสิ ระในการประกอบอาชพี
เงินไปใช๎ในการพัฒนาประเทศ สงํ เสรมิ ให๎ อยาํ งเต็มท่ี สํงผลใหค๎ วามเป็นอยํูของประชาชน
ประชาชน มีงานทาํ หรือชํวยเหลือประชาชนท่ี ไมํคํอยดแี ละอาจทําให๎ไมํมีความสขุ
ยากจน
82
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. คูมอื การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนประวตั ศิ าสตร ประวตั ศิ าสตร
ไทย :จะเรียนการสอนกนั อยางไร. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.
การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซยี น เอกสารเผยแพรออนไลน กรมอาเซยี น กระทรวง
การตางประเทศ (ออนไลน). เขาถึงไดจาก www.mfa.go.th/asean/asean_web/docs/
asean_economy.doc
การศกึ ษาทางไกล. สถาบนั . กรมการศึกษานอกโรงเรียน. ชุดการเรยี นทางไกล ระดบั มัธยมศกึ ษตอนตน
หมวดวิชาพัฒนาสงั คมและชุมชน. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พคุรุสภาลาดพราว, 2546.
การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ชุดการเรียนทางไกล หมวดวชิ าพฒั นาสงั คมและชมุ ชน ระดับมัธยมศึกษา
ตอนตน. พฤษภาคม 2540.
โกเมน จิรัฐกลุ , รศ.ดร.และเสรี ลลี าลัย, รศ. หนงั สอื เรียน ส.504 สงั คมศึกษา
ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 5. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช จํากดั .
ขอมูลท่วั ไปของอาเชยี น. (ออนไลน). เขาถงึ ไดจาก : http://www.mfa.go.th/web/1694.php เวบ็ ไซต
กองอาเชยี น กระทรวงตางประเทศ
คมิ ไชยแสนสขุ , รศ.และศนั สนยี วรรณาวกูร. ชุดปฏิรปู การเรยี นรูหลักสูตรการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พ.ศ.
2544 กลมุ สาระการเรียนรู สวนศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชวงช้ันที่ 4 สาระ 3 เศรษฐศาสตร.
กรุงเทพฯ : สาํ นักพิมพประสานมิตร, 2545.
เคน จันทรวงษ สรุปเขมลุยโจทยคลงั ขอสอบสงั คม ศาสนาและวัฒนธรรม สํานักพิมพ SCIENEC CENTER,
มปป.
_____________. เอกสารการสอนชดุ ประวตั ิศาสตรสงั คมและการเมอื งไทย. พิมพคร้ังที่ 30.
นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. 2551.
สุพิชฌาย สวัสดริ าษฎร และกุลธดิ า รตั นโกศล. หมวดวิชาพฒั นาสงั คมและชุมชน ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน :
บริษัท สํานกั พิมพ ลองไลฟ เอด็ จาํ กดั นนทบุรี, 2549.
อภนิ ันท จันตะนี และชัยยศ ผลวฒั นา. ระบบเศรษฐกิจไทยและการสหกรณ. กรงุ เทพฯ : สํานักพมิ พ พิทักษ
อกั ษร, 2538.
อภนิ ันท จันตะนี. เอกสารคําสอนเศรษฐศาสตรมหภาค 1. ภาควชิ าเศรษฐศาสตร
คณะวิทยาการจดั การ สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. กรงุ เทพฯ :
สํานักพมิ พ พิทกั ษอักษร, 2538..
83
เอกสาร “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น” ฉบับประชาชน โดยกรมเจรจาการคาระหวางประเทศ
กระทรวงพาณิชย.
http://earthquake.usgs.gov/
http://www.thaigoodview.com
http://www.vcharkarn,com/varticle/33610
http://www.bloggang.com
http://www.thaipr.net
http://www.thai.cri.cn
http://www.thaigoodview.com
http://th.wikipedia.org
http://rirs3.royin.go.th/dictionvary,asp
http://www.thaigoodview.com/node/76621
http://www.mwit.ac.th
84
ที่ปรกึ ษา คณะผจู้ ดั ทา
1. นายอนุชา พงษ์เกษม
2. นางประพศิ นพประชา ผอู้ านวยการสานักงาน กศน.จงั หวดั
ผู้อานวยการกศน.อาเภอบางละมุง
คณะผู้จัดทา
ครู กศน.ตาบลเมอื งพัทยากลาง
นางสาวยุภารตั น์ ภูวงษ์
ครู กศน.ตาบลเมอื งพัทยากลาง
ผ้เู ขยี นและเรียบเรียง
นางสาวยภุ ารตั น์ ภูวงษ์
85