โครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ณ กศน.ตำบลแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี
-กบทสรุปผู้บริหาร โครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ณ กศน.ตำบลแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจ เรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและมีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีใน ระบอบประชาธิปไตย เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยมีความรักความสามัคคีและมีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคน ไทย มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 20 คน โดยมี พระมหาไสว สนฺตมโน เป็นวิทยากร จากวัดช่องแสมสาร บรรยายให้ความรู้ ผลการดำเนินงานและการวิเคราะห์ข้อมูล กศน. ตำบลแสสาร จากผู้เข้าร่วม โครงการเสริมสร้าง อุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย พบว่าอยู่ในระดับ มาก เมื่อวิเคราะห์เป็นรายข้อ วิทยากรมีเทคนิคการถ่ายทอดใช้สื่อที่เหมาะสม (µ = 4.63) เป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ การเตรียมความ พร้อมก่อนอบรม (µ = 4.57) เนื้อหาเพียงพอต่อความต้องการ ,การจัดกิจกรรมเหมาะสมกับเวลา , วิทยากรมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ถ่ายทอด , สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก มีค่า เท่ากันคือ (µ = 4.51) การออกแบบกิจกรรมเหมาะสมกับวัตถุประสงค์, วิธีการวัดผล/ประเมินผล เหมาะสมกับวัตถุประสงค์,วิทยากรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและซักถาม,การสื่อสาร การสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากันคือ (µ = 4.43) เนื้อหาปัจจุบันทันสมัย,เนื้อหามีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต,การจัดกิจกรรมเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย(µ = 4.37) เนื้อหาเพียงพอต่อความ ต้องการ(µ = 4.33) ตามลำดับ
-ขคำนำ จากการที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ ในความรับผิดชอบ ของ กศน.ตำบลแสมสาร ได้จัดทำจากโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไทย จัด15 กรกฎาคม 2564 ณ กศน.ตำบลแสมสาร หมู่ที่ 2 ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยและมีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยมี ความรักความสามัคคีและมีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 20 คน โดยมี โดยมี พระมหาไสว สนฺตมโน เป็นวิทยากร รองเจ้าอาวาสวัดช่องแสมสาร ให้ความรู้กับประชาชนตำบลแสมสาร และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการเสร็จสิ้น ไปได้ด้วยดี ซึ่งรายละเอียดผลการดำเนินงานต่างๆ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค ได้สรุปไว้แล้ว เพื่อรวบรวมกระบวนการ ดำเนินงานผลที่ได้นำไปใช้ ตลอดจนการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิต และการตอบสนองความ ต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม กศน.ตำบลแสมสาร กรกฎาคม 2564
-คสารบัญ หน้า บทสรุปผู้บริหาร..........................................................................................................................................ก คำนำ................................................................................................................................................ ...........ข สารบัญ........................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง.................................................................................................................. ............................ง บทที่ 1 บทนำ..........................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญ......................................................................................................1 วัตถุประสงค์...............................................................................................................................1 เป้าหมาย....................................................................................................................................1 ระยะเวลาดำเนินงาน..................................................................................................................2 ผลลัพธ์.......................................................................................................................................2 ดัชนีวัดผลสำเร็จของโครงการ.....................................................................................................2 นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................................................2 บทที่2 เอกสารการศึกษาและรายงานที่เกี่ยวข้อง .................................................................................3 ยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ............3 แนวทาง/กลยุทธ์การดำเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของ กศน.ตำบลแสมสาร.....................................................................................................................17 หลักการจัดการศึกษาต่อเนื่อง......................................................................................................35 เสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย.............................................36 เอกสารที่เกี่ยวข้องเรื่องพระมหากษัตริย์ไทย...............................................................................48 บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน..............................................................................................................................50 ประชุมบุคลากรกรรมการสถานศึกษา.........................................................................................50 แต่งตั้งคณะทำงาน......................................................................................................................50 ดำเนินงานตามแผน.....................................................................................................................50 ประชากรที่ใช้ในการดำเนินงาน...................................................................................................50 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน ...................................................................................................50 การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................................................51 การวิเคราะห์ข้อมูล.....................................................................................................................51
-คสารบัญ(ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการดำเนินงานและการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................52 ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวผู้แบบสอบถามของผู้เข้ารับการอบรมในโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ............................................................................................................52 ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์…………………………………………………………………………………………………………………………..54 บทที่ 5 สรุปผลการประเมิน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ...................................................................56 สรุปผลการดำเนินงาน.................................................................................................................57 อภิปรายผล.................................................................................................................................57 ข้อเสนอแนะ...............................................................................................................................57 บรรณานุกรม ภาคผนวก
-งสารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจำแนกตามเพศ..................................................52 2 แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจำแนกตามอายุ..................................................53 3 แสดงค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยจำแนกตามอาชีพ................................................53 4 ผลการประเมินโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไทย................54
บทที่ 1 บทนำ 1.ความเป็นมาและความสำคัญ ทดดเททท สถาบันหลักสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ นำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคงปลอดภัย และความเจริญก้าวหน้า ชาติไทยเป็นชาติที่มีเอกลักษณ์ของ ตนเอง ได้แก่ วัฒนธรรมที่ดีงาม มีศิลปกรรม สถาปัตยกรรมที่น่าภาคภูมิใจ มีศาสนาเป็นหลักใจ และมี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่สร้างชาติบ้านเมือง และปกครองดูแลให้อาณาประชาราษฎร์มี ความร่มเย็นผาสุกมาตั้งแต่เริ่มความเป็นชาติไทย ให้ดำรงคงอยู่จนถึงพวกเราคนไทยในทุกวันนี้ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงประเทศชาติ โดยทรงพระวิริยะอุตสาหะ ทุ่มเทพระวรกาย และพระสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การถวายความจงรักภักดี และพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติ จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้อง ช่วยกันรักษาไว้ด้วยชีวิต ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลจวบจนปัจจุบัน จากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและความขัดแย้งทางการเมืองได้ก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นใน กลุ่มบุคคลบางกลุ่มของสังคมไทย ซึ่งยังหาแนวทางสร้างความสามัคคีกันได้ยาก ซึ่งเป็นการบั่นทอนความ เจริญก้าวหน้าของประเทศ และมีผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของคนไทยทั่วทั้งประเทศ กศน.ตำบลแสมสาร จึงได้จัดโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เพื่อให้ ประชาชนในตำบลแสมสารมีความรู้ เห็นความสำคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปลูกฝังนิสัย ความรักและภูมิใจในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์แสดงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ ถูกต้องกับกาลเทศะ 2.วัตถุประสงค์ 4.1 เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้และความเข้าใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 4.2 เพื่อให้ผู้รับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม 3.เป้าหมาย 3.1 เป้าหมายเชิงปริมาณ ประชาชนตำบลแสมสาร จำนวน 15 คน 3.2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ ประชาชนตำบลแสมสาร ที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ไทยมีเจตคติที่ดีและสามารถแสดงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปฏิบัติตนได้ อย่างเหมาะสม 4.ระยะเวลาดำเนินงาน วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ณ กศน.ตำบลแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
5.ผลลัพธ์ ประชาชนตำบลแสมสารที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ไทย มีความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและมีจิตสำนึกความ เป็นพลเมือง ที่ดีในระบอบประชาธิปไตย 6. 13. ตัวชี้วัดผลสำเร็จของโครงการ 13.1 ตัวชี้วัดผลผลิต (Outputs) 1 ร้อยละ 80 ของประชาชนตำบลแสมสาร ที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย ได้รับความรู้ เกิดความรักเทิดทูนต่อสถาบันชาติ และเห็นความสำคัญของ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 13.2 ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcomes) 11.1.2 ร้อยละ 80 ของประชาชนตำบลแสมสารที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ไทย มีเจตคติที่ดีและสามารถแสดงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปฏิบัติตนได้ อย่างเหมาะสม นิยามศัพท์เฉพาะ ท ผู้เข้าอบรม หมายถึง ประชาชนในตำบลแสมสารอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ชาติโดยเนื้อแท้หมายถึง “คน” หมายถึง “ประชาชน” หมายถึง “พลเมือง” ซึ่งก็คือ “ประชาชาติ ไทย ศาสนา หมายถึง ลัทธิความเชื่อถือของมนุษยอันมีหลัก คือ แสดงกําเนิดและ ความสิ้นสุดของโลก เปนตน อันเปนไปในฝายปรมัตถประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับ บุญบาปอันเปนไปในฝายศีลธรรม ประการหนึ่ง พรอมทั้งลัทธิพิธีที่กระทําตามความเห็นหรือ ตามคําสั่งสอนในความเชื่อถือนั้นๆ กษัตริย์ หรือ พระมหากษัตริย์ (อังกฤษ: Monarch) คือประมุขแห่งรัฐในระบอบราชาธิปไตย พระมหากษัตริย์อาจจะใช้ทั้งพระราชอำนาจสูงสุดและอำนาจในรัฐ หรือผู้อื่นอาจจะใช้พระราชอำนาจนั้นใน ฐานะผู้แทนของพระมหากษัตริย์ โดยปกติแล้ว พระมหากษัตริย์เป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดสิทธิ์อันโดยชอบด้วย กฎหมายโดยส่วนพระองค์เองเพื่อใช้สิทธิอธิปไตย
บทที่ 2 เอกสารการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทททททในการจัดทำรายงานโครงการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย ครั้งนี้ ผู้จัดทำโครงการได้การศึกษาค้นคว้าเนื้อหาจากเอกสารการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 2. แนวทาง/กลยุทธ์การดำเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของ กศน.ตำบล แสมสาร 3. การจัดการศึกษาต่อเนื่อง 4. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 5. เอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. นโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย งบประมาณ 2564 วิสัยทัศน์ คนไทยทุกช่วงวัยได้รับโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะที่ จำเป็นและสมรรถนะที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมบนรากฐาน ของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พันธกิจ 1. จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ สอดคล้อง กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับ การศึกษาและพัฒนาสมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ให้ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในการดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน 2. พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา การวัดและประเมินผลในทุกรูปแบบให้มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้และ บริบทในปัจจุบัน 3. ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา และนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเพื่อเพิ่มช่องทางและ โอกาสการเรียนรู้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดและให้บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง 4. ส่งเสริมสนับสนุน แสวงหา และประสานความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีเครือข่าย ให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบ ต่าง ๆ ให้กับประชาชน
5. พัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีเอกภาพ เพื่อการบริหารราชการที่ดี บนหลัก ของธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 6. ยกระดับการบริหารและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะ คุณธรรม และจริยธรรมที่ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เป้าประสงค์ 1. ประชาชนผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษารวมทั้งประชาชนทั่วไปได้รับโอกาส ทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษา ตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามบริบท สภาพปัญหาและความต้องการของแต่ ละกลุ่มเป้าหมาย 2. ประชาชนได้รับการยกระดับการศึกษา สร้างเสริมและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม หน้าที่ความ เป็นพลเมืองที่ดีภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่สอดคล้องกับ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อพัฒนาไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 3. ประชาชนได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองผ่านแหล่งเรียนรู้ ช่องทางการเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งมีเจตคติทางสังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะอย่างมีเหตุผล และนำไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันรวมถึงการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์ 4. หน่วยงานและสถานศึกษา กศน. มีหลักสูตร สื่อ นวัตกรรม ช่องทางการเรียนรู้ และกระบวนการ เรียนรู้ ในรูปแบบที่หลากหลาย ทันสมัย และรองรับกับสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของประชาชนและชุมชน รวมทั้งตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลง บริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 5. หน่วยงานและสถานศึกษา กศน. สามารถนำเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัล มาพัฒนาเพื่อเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ และนำมาใช้ในการยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรู้และโอกาส การเรียนรู้ให้กับประชาชน 6. ชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชน 7. หน่วยงานและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการองค์กรที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาล 8. บุคลากร กศน. ทุกประเภททุกระดับได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มทักษะและสมรรถนะในการ ปฏิบัติงานและการให้บริการทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการปฏิบัติงาน ตามสายงานอย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย 1. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ 1.1 ร้อยละของผู้เรียนที่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการศึกษานอกระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานตามสิทธิที่กำหนดไว้ (เทียบกับเป้าหมาย พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปี) ร้อยละ 80 1.2 จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้/ ได้รับบริการกิจกรรมการศึกษา ต่อเนื่อง ที่สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการ 756,675 คน 1.3 จำนวนผู้รับบริการ/เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย 9,800,000 คน 1.4 จำนวนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ไม่น้อยกว่า 3,000 ฉบับ 1.5 จำนวนแหล่งเรียนรู้ในระดับตำบลที่มีความพร้อมในการให้บริการ/ การจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 1,787 แห่ง 1.6 จำนวนประชาชนที่เข้ารับการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และการมีงานทำ 424,500 คน 1.7 จำนวน ครู กศน.ตำบล ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการเรียนการ สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 100 คน 1.8 จำนวนประชาชนที่ได้รับการฝึกอบรมภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสาร ด้านอาชีพ 22,272 คน 1.9 จำนวนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ 6,800 คน 1.10 จำนวนประชาชนที่ผ่านการอบรมจากศูนย์ดิจิทัลชุมชน 185,600 คน 1.11 จำนวนสื่อการเรียนออนไลน์ หลักสูตรการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่องานอาชีพ ไม่น้อยกว่า 30 วิชา 1.12 จำนวนบุคลากรสังกัดสำนักงาน กศน. ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และความก้าวหน้าตามสายงานในอาชีพ 2,807 คน 1.13 จำนวนบุคลากรในสังกัดสำนักงาน กศน. ที่เข้ารับการอบรมด้านการปกป้อง และเชิดชูสถาบันหลักของชาติ ด้านความปรองดองสมานฉันท์ ด้านการมีจิต สาธาณะและด้านทักษะในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 10,000 คน 1.14 จำนวนบทความเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับตำบล ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ อาชีพชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญา 80,000 บทความ 1.15 จำนวนศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ (Co-Learning Space) 77 แห่ง
รายละเอียดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย 2. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ 2.1 ร้อยละของนักศึกษาที่คาดว่าจะจบในทุกระดับ ที่สำเร็จการศึกษา ในแต่ละภาคเรียน ร้อยละ 75 2.2 ร้อยละของผู้จบหลักสูตร/กิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง ที่สามารถนำความรู้ ความเข้าใจไปใช้พัฒนาตนเองได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร/กิจกรรม ร้อยละ 80 2.3 ร้อยละของผู้ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการ ประกอบอาชีพหรือพัฒนาตนเองได้ ร้อยละ 80 2.4 ร้อยละของผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ หรือทักษะด้านอาชีพ สามารถมีงานทำหรือนำไปประกอบอาชีพได้ ร้อยละ 80 2.5 ร้อยละของประชาชนที่ได้รับบริการ/ เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย มีความรู้ความเข้าใจ/ เจตคติ/ ทักษะ ตามจุดมุ่งหมายของกิจกรรมที่กำหนด ร้อยละ 80 2.6 ร้อยละของผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย มีโอกาสมาเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษา ตลอดชีวิต ร้อยละ 80 2.7 ร้อยละของบุคลากรที่ได้รับการพัฒนา ที่มีการพัฒนาตนเองในด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ ทัศนคติ ค่านิยมที่พึงประสงค์ ภาวะผู้นำ และมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ร้อยละ 90 จุดเน้นการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 1. น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ 1.1 สืบสานศาสตร์พระราชา โดยการสร้างและพัฒนาศูนย์สาธิตและเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการบริหารทรัพยากรรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดิน น้ำ ลม แดด รวมถึงพืชพันธุ์ ต่าง ๆ และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ 1.2 จัดให้มี “หนึ่งชุมชน หนึ่งนวัตกรรม การพัฒนาชุมชน” เพื่อความกินดี อยู่ดี มีงานทำ 1.3 การสร้างกลุ่มจิตอาสาพัฒนาชุมชน รวมทั้งปลูกฝังผู้เรียนให้มีหลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม มีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง และเป็นผู้มีความพอเพียง ระเบียบวินัย สุจริต จิตอาสา ผ่านกิจกรรม การพัฒนาผู้เรียนโดยการใช้กระบวนการลูกเสือและยุวกาชาด 2. ส่งสริมการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย 2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำ ในรูปแบบ Re-Skill& Up-Skill และการ สร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของ ประชาชนผู้รับบริการ และสามารถออกใบรับรองความรู้ความสามารถเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพได้ 2.2 ส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษให้กับประชาชน (English for All) 2.3 ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ การฝึกอบรมอาชีพ
ที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสมรรถนะผู้สูงวัย และหลักสูตร การดูแลผู้สูงวัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย 3. พัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และรูปแบบ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ในทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาที่เหมาะสม กับทุกกลุ่มเป้าหมาย มีความทันสมัย สอดคล้องและพร้อมรองรับกับบริบทสภาวะสังคมปัจจุบัน ความ ต้องการของผู้เรียน และสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 พัฒนาระบบการเรียนรู้ONIE Digital Learning Platform ที่รองรับ DEEP ของ กระทรวงศึกษาธิการและช่องทางเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ ทั้ง Online On-site และ On-air 3.2 พัฒนาแหล่งเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ อาทิ Digital Science Museum/ Digital Science Center/ Digital Library ศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย และศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ กศน. (Co-Learning Space) เพื่อให้สามารถ “เรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง ทุกที่ ทุกเวลา 3.3 พัฒนาระบบรับสมัครนักศึกษาและสมัครฝึกอบรมแบบออนไลน์ มีระบบการเทียบโอน ความรู้ระบบสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank System) และพัฒนา/ขยายการให้บริการระบบทดสอบ อิเล็กทรอนิกส์(E-exam) 4. บูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับ ประชาชนอย่างมีคุณภาพ 4.1 ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน อาทิ การส่งเสริมการฝึกอาชีพที่เป็นอัตลักษณ์และ บริบทของชุมชนส่งเสริมการตลาดและขยายช่องทางการจำหน่ายเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์/สินค้า กศน. 4.2 บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในส่วนกลาง และภูมิภาค 5. พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร กศน. 5.1 พัฒนาศักยภาพและทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy & Digital Skills) ให้กับบุคลากรทุกประเภททุกระดับ รองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนา ครูให้มีทักษะความรู้ และความชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษ การผลิตสื่อการเรียนรู้และการจัดการเรียน การสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล เป็นขั้นตอน 5.2 จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ของบุคลากร กศน.และกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานร่วมกันในรูปแบบต่าง ๆ อาทิการแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาประสิทธิภาพ ในการทำงาน 6. ปรับปรุง และพัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารจัดการองค์กร ปัจจัยพื้นฐานในการจัด การศึกษา และการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อสาธารณะชน 6.1 เร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ... ให้สำเร็จ และปรับโครงสร้างการ บริหารและอัตรากำลังให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลง เร่งการสรรหา บรรจุ แต่งตั้งที่มีประสิทธิภาพ
6.2 นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ พัฒนาระบบการทำงานและ ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาที่ทันสมัย รวดเร็ว และสามารถใช้งานทันที โดยจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง กศน. เพื่อจัดทำข้อมูล กศน. ทั้งระบบ (ONE ONIE) 6.3 พัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมโดยรอบของหน่วยงาน สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ทุกแห่ง ให้สะอาด ปลอดภัย พร้อมให้บริการ 6.4 ประชาสัมพันธ์/สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการบริการทางวิชาการ/กิจกรรม ด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสร้างช่องทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการ ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด อาทิ ข่าวประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ การจัดนิทรรศการ/ มหกรรม วิชาการ กศน. การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ของสำนักงาน กศน. จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการเรียนการสอนของไทยในทุกระดับชั้น ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศและมีมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าว อาทิ กำหนดให้มี การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ห้ามการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนและ สถาบันการศึกษาทุกประเภท เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ ฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ที่มี ผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก การปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ การกำหนดให้ใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน รูปแบบใหม่ อาทิ การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ การจัดการเรียนรู้ผ่านระบบการออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และโซเซียลมีเดีย ต่าง ๆ รวมถึงการสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของสำนักงาน กศน. ได้มีการพัฒนา ปรับรูปแบบ กระบวนการ และวิธีการดำเนินงาน ในภารกิจต่อเนื่องต่าง ๆ ในสถานการณ์การใช้ชีวิตประจำวัน และการจัดการเรียนรู้เพื่อรองรับการชีวิต แบบปกติวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตาม มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) อาทิ การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ทุกประเภท หากมีความจำเป็นต้องมาพบกลุ่ม หรืออบรมสัมมนา ทางสถานศึกษาต้องมีมาตรการ ป้องกันที่เข้มงวด มีเจลแอลกอฮอลล้างมือ ผู้รับบริการต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ต้องมีการเว้น ระยะห่างระหว่างบุคคลเน้นการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอน ภารกิจต่อเนื่อง 1. ด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 1.1 การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยดำเนินการให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนค่าจัดซื้อหนังสือเรียน ค่าจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และ ค่าจัดการเรียนการสอนอย่างทั่วถึงและเพียงพอเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
2) จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษา ผ่านการเรียนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง การพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียน และ การจัดการศึกษาทางไกล 3) พัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านหลักสูตรรูปแบบ/กระบวนการเรียนการสอน สื่อและนวัตกรรม ระบบการวัดและ ประเมินผลการเรียน และระบบการให้บริการนักศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ 4) จัดให้มีการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และ ประสบการณ์ที่มีความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้มีมาตรฐานตามที่กำหนด และสามารถตอบสนองความ ต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) จัดให้มีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีคุณภาพที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้และเข้าร่วมปฏิบัติ กิจกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตร อาทิ กิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีกิจกรรมเกี่ยวกับการ ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดการแข่งขันกีฬา การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริม การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด กิจกรรมจิตอาสา และการจัดตั้งชมรม/ชุมนุม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำกิจกรรมการ บำเพ็ญประโยชน์อื่น ๆ นอกหลักสูตรมาใช้เพิ่มชั่วโมงกิจกรรมให้ผู้เรียนจบตามหลักสูตรได้ 1.2 การส่งเสริมการรู้หนังสือ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัยและเป็นระบบ เดียวกันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2) พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร สื่อ แบบเรียนเครื่องมือวัดผลและเครื่องมือการดำเนินงาน การส่งเสริมการรู้หนังสือที่สอดคล้องกับสภาพและบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 3) พัฒนาครู กศน. และภาคีเครือข่ายที่ร่วมจัดการศึกษา ให้มีความรู้ ความสามารถ และ ทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้ไม่รู้หนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจัดให้มีอาสาสมัครส่งเสริม การรู้หนังสือในพื้นที่ที่มีความต้องการจำเป็นเป็นพิเศษ 4) ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ การคงสภาพการรู้ หนังสือ การพัฒนาทักษะการรู้หนังสือให้กับประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิตของประชาชน 1.3 การศึกษาต่อเนื่อง 1) จัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา อาชีพเพื่อการมีงานทำในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทาง หรือการบริการ รวมถึงการเน้นอาชีพช่างพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน ความต้องการและ ศักยภาพของแต่ละพื้นที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน และ การพัฒนาประเทศ ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน โดยจัดให้มีการส่งเสริมการ รวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาหนึ่งตำบลหนึ่งอาชีพเด่น การประกวดสินค้าดีพรีเมี่ยม การสร้างแบรนด์
ของ กศน. รวมถึงการส่งเสริมและจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ และให้มีการกำกับ ติดตาม และรายงานผลการจัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีทักษะการดำรงชีวิต ตลอดจนสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเอง ให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยี สมัยใหม่ในอนาคต โดยจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาสำคัญต่าง ๆ เช่น การอบรมจิตอาสา การให้ความรู้เพื่อการป้อง การการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) การอบรมพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต การอบรมคุณธรรมและจริยธรรม การป้องกันภัยยาเสพติด เพศศึกษา การปลูกฝั่งและการสร้างค่านิยมที่พึง ประสงค์ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ผ่านการอบรมเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ค่ายพัฒนาทักษะ ชีวิต การจัดตั้งชมรม/ชุมนุมการอบรมส่งเสริมความสามารถพิเศษต่าง ๆ เป็นต้น 3) จัดการศึกษา-ให้บุคคลรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สร้างกระบวนการจิต สาธารณะ การสร้างจิตสำนึกความเป็นประชาธิปไตย การเคารพในสิทธิและเสรีภาพ และรับผิดชอบต่อ หน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การเป็นจิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์ในชุมชนการ บริหารจัดการน้ำ การรับมือ กับสาธารณภัย การอนุรักษ์พลังงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการ พัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกระบวนการเรียนรู้ ตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับประชาชน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ตามทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน 1.4 การศึกษาตามอัธยาศัย 1) พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านและพัฒนา ศักยภาพการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น การพัฒนา กศน. ตำบล ห้องสมุดประชาชนทุกแห่งให้มีการบริการที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน การสร้างเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน จัดหน่วยบริการห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดชาวตลาด พร้อมหนังสือและ อุปกรณ์เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลายให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง สม่ำเสมอ รวมทั้งเสริมสร้างความพร้อมในด้านบุคลากร สื่ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการอ่าน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างหลากหลายรูปแบบ 2) จัดสร้างและพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดชีวิตของประชาชน เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วิทยาการประจำท้องถิ่น โดยจัดทำและพัฒนานิทรรศการสื่อและกิจกรรมการศึกษาที่เน้นการเสริมสร้าง ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์สอดแทรกวิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 10
ปลูกฝังเจตคติทางวิทยาศาสตร์ผ่านการกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์รวมทั้งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บริบท ของชุมชน และประเทศ รวมทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้และสามารถนำความรู้ และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การพัฒนาอาชีพ การรักษาสิ่งแวดล้อม การบรรเทาปละป้องกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งความสามารถในการปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Disruptive Changes) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ประสานความร่วมมือหน่วยงาน องค์กร หรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของ ประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ศูนย์เรียนรู้ แหล่งโบราณคดี วัด ศาสนาสถาน ห้องสมุด รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น 2. ด้านหลักสูตร สื่อรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลงานบริการ ทางวิชาการ และการประกันคุณภาพการศึกษา 2.1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรม เพื่อส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฐาน สมรรถนะ และหลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และชุมชน 2.2 ส่งเสริมการพัฒนาสื่อแบบเรียน สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่น ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ของผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 2.3 พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลให้มีความทันสมัย หลากหลายช่องทางการเรียนรู้ ด้วยระบบห้องเรียนและการควบคุมการสอบรูปแบบออนไลน์ 2.4 พัฒนาระบบการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และ ประสบการณ์เพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับรู้และสามารถเข้าถึงระบบการประเมินได้ 2.5 พัฒนาระบบการวัดและประเมินผลการศึกษานอกระบบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตร ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้มาตรฐานโดยการนำแบบทดสอบกลาง และระบบการสอบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.6 ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการ เรียนรู้ การวัดและประเมินผล และเผยแพร่รูปแบบการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งให้มีการนำไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวางและมีการพัฒนาให้ เหมาะสมกับบริบทอย่างต่อเนื่อง 2.7 พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน มีการพัฒนาระบบการ ประกันคุณภาพภายในที่สอดคล้องกับบริบทและภารกิจของ กศน. มากขึ้น เพื่อพร้อมรับการประเมินคุณภาพ ภายนอก โดยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการประกันคุณภาพ
และสามารถดำเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้การประเมินภายใน ด้วยตนเอง และจัดให้มีระบบสถานศึกษาพี่เลี้ยงเข้าไปสนับสนุนอย่างใกล้ชิด สำหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้เข้า รับการประเมินคุณภาพภายนอก ให้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด 3. ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 3.1 ผลิตและพัฒนารายการวิทยุและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา เพื่อให้เชื่อมโยงและ ตอบสนองต่อการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสถานศึกษาเพื่อกระจาย โอกาสทางการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพ สามารถพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เช่น รายการพัฒนาอาชีพ เพื่อการมีงานทำ รายการติวเข้มเติมเต็มความรู้รายการ รายการทำกินก็ได้ ทำขายก็ดี ฯลฯ เผยแพร่ทาง สถานีวิทยุศึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (ETV) และทางอินเทอร์เน็ต 3.2 พัฒนาการเผยแพร่การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยผ่านระบบ เทคโนโลยีดิจิทัล และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Youtube Facebook หรือ Application อื่น ๆ เพื่อ ส่งเสริมให้ครู กศน. นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Do It Yourself : DIY) 3.3 พัฒนาสถานีวิทยุศึกษาและสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการออกอากาศให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยขยายเครือข่ายการรับฟังให้สามารถรับฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและเพิ่มช่องทาง ให้สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้ทั้งระบบ Ku - Band C - Band Digital TV และทางอินเทอร์เน็ต พร้อม ที่จะรองรับการพัฒนาเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสาธารณะ (Free ETV) 3.4 พัฒนาระบบการให้บริการสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้ได้หลายช่องทางทั้งทาง อินเทอร์เน็ต และรูปแบบอื่น ๆ อาทิ Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ Tablet รวมทั้งสื่อ Offline ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกใช้บริการเพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ ได้ตามความต้องการ 3.5 สำรวจ วิจัย ติดตามประเมินผลด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลมาใช้ในการพัฒนางานให้มีความถูกต้อง ทันสมัยและสามารถส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง 4. ด้านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 4.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหรือโครงการ อันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 4.2 จัดทำฐานข้อมูลโครงการและกิจกรรมของ กศน.ที่สนองงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริหรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์เพื่อนำไปใช้ในการวางแผน การติดตามประเมินผล และการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.3 ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 4.4 พัฒนาศูนย์ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” เพื่อให้มีความพร้อมในการ จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.5 จัดและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ถิ่นทุรกันดาร และพื้นที่ชายขอบ 5. ด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่บริเวณ ชายแดน 5.1 พัฒนาการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1) จัดและพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ที่ตอบสนองปัญหา และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งอัตลักษณ์และความเป็นพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ 2) พัฒนาคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้จริง 3) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาจัดให้มีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่บุคลากรและ นักศึกษา กศน.ตลอดจนผู้มาใช้บริการอย่างทั่วถึง 5.2 พัฒนาการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 1) ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการศึกษาตาม ยุทธศาสตร์และบริบทของแต่ละจังหวัดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 2) จัดทำหลักสูตรการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ โดยเน้นสาขาที่เป็นความต้องการของ ตลาดให้เกิดการพัฒนาอาชีพได้ตรงตามความต้องการของพื้นที่ 5.3 จัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) 1) พัฒนา 6. ด้านบุคลากรระบบการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 6.1 การพัฒนาบุคลากร 1) พัฒนาบุคลากรทุกระดับทุกประเภทให้มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและ ระหว่างการดำรงตำแหน่งเพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงานให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานตำแหน่ง ให้ตรงกับสายงานความชำนาญ และความต้องการของบุคลากรสามารถปฏิบัติงานและบริหารจัดการ การดำเนินงานของหน่วยงานและสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการในสังกัด พัฒนาตนเองเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือเลื่อนวิทยฐานะโดยเน้นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ 2) พัฒนาศึกษานิเทศก์ กศน. ให้มีสมรรถนะที่จำเป็นครบถ้วน มีความเป็นมืออาชีพ สามารถปฏิบัติการนิเทศได้อย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยในสถานศึกษา
3) พัฒนาหัวหน้า กศน.ตำบล/แขวงให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อการบริหารจัดการ กศน. ตำบล/แขวงและการปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นนักจัดการความรู้ และผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 4) พัฒนาครู กศน. และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้สามารถจัดรูปแบบ การเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพโดยส่งเสริมให้มีความรู้ความสามารถในการจัดทำแผนการสอน การจัด กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการวิจัยเบื้องต้น 5) พัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่รับผิดชอบการบริการการศึกษาและการเรียนรู้ ให้มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพในการจัดบริการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน 6) ส่งเสริมให้คณะกรรมการ กศน. ทุกระดับ และคณะกรรมการสถานศึกษา มีส่วนร่วม ในการบริหารการดำเนินงานตามบทบาทภารกิจของ กศน.อย่างมีประสิทธิภาพ 7) พัฒนาอาสาสมัคร กศน. ให้สามารถทำหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8) พัฒนาสมรรถนะและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรรวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งใน และต่างประเทศในทุกระดับ โดยจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานร่วมกันในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องอาทิการแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนา ประสิทธิภาพในการทำงาน 6.2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอัตรากำลัง 1) จัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดำเนินการปรับปรึงสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ ให้มีความพร้อมในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 2) สรรหา บรรจุ แต่งตั้ง และบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ราชการ และลูกจ้าง ให้เป็นไปตามโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากำลัง รวมทั้งรองรับกับบทบาท ภารกิจตามที่กำหนดไว้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน 3) แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการระดมทรัพยากรเพื่อนำมาใช้ ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมสำหรับดำเนินกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชาชน 6.3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ อย่างเป็นระบบเพื่อให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหาร การวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล รวมทั้งจัดบริการการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ 2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ โดยพัฒนาระบบการกำกับ ควบคุม และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวมของนักศึกษา กศน. ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และ
เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ สามารถสืบค้นและสอบทานได้ทันความต้องการเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษา ให้กับผู้เรียนและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้ในหน่วยงานและสถานศึกษาทุกระดับ รวมทั้งการศึกษา วิจัยเพื่อสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชนและชุมชนพร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของหน่วยงานและสถานศึกษา 5) สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้ เกิดความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับประชาชนอย่างมีคุณภาพ 6) ส่งเสริมการใช้ระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e -office) ในการบริหารจัดการ เช่น ระบบการลา ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการขอใช้รถราชการ ระบบการขอใช้ห้องประชุม เป็นต้น 7) พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริต และประพฤติมิชอบ บริหารจัดการบนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ มุ่งผลสัมฤทธิ์มีความโปร่งใส 6.4 การกำกับ นิเทศติดตามประเมิน และรายงานผล 1) สร้างกลไกการกำกับ นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดำเนินงานการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เชื่อมโยงกับหน่วยงาน สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งระบบ 2) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกระดับ พัฒนาระบบกลไกการกำกับ ติดตาม และรายงานผลการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ให้สามารถตอบสนองการดำเนินงานตามนโยบายในแต่ละเรื่องได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสื่ออื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อการ กำกับนิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีของหน่วยงาน สถานศึกษา เพื่อการรายงานผลตามตัวชี้วัดในคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปี ของสำนักงาน กศน. ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนด 5) ให้มีการเชื่อมโยงระบบการนิเทศในทุกระดับ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร ตั้งแต่ส่วนกลาง ภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อำเภอ/เขต และตำบล/แขวง เพื่อความเป็นเอกภาพในการใช้ ข้อมูลและการพัฒนางานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2. แนวทาง/กลยุทธ์การดำเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของ กศน.ตำบลแสมสาร วิสัยทัศน์ ภายในปี 2565 ผู้เรียน/ผู้รับบริการของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
สัตหีบ ของ กศน.ตำบลนาจอมเทียน มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ใช้แหล่งเรียนรู้โดยเครือข่ายมีส่วน ร่วม พันธกิจ 1.ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตร 2.จัดระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้และการบริหารการศึกษา 3.พัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้/สื่อ/การประเมินผล 4.ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการจัดกิจกรรม การศึกษา อัตลักษณ์ “รู้เท่าทัน เทคโนโลยี” เอกลักษณ์ “องค์กรออนไลน์” เป้าประสงค์ 1. ประชาชนผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษารวมทั้งประชาชนทั่วไปในตำบล แสมสาร ได้รับโอกาส ทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษา ต่อเนื่อง และการศึกษา ตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามบริบท สภาพปัญหา และความต้องการของแต่ละ กลุ่มเป้าหมาย 2. ประชาชนตำบลแสมสาร ได้รับการยกระดับการศึกษา สร้างเสริมและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม หน้าที่ความเป็น พลเมืองที่ดีภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข ที่สอดคล้องกับหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง อันนําไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อพัฒนา ไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 3. ประชาชนในตำบลแสมสาร ได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วย ตนเองผ่านแหล่งเรียนรู้ ช่องทางการเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งมีเจตคติทางสังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยะอย่างมีเหตุผล และนําไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน รวมถึงการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์ 4. กศน.ตำบลแสมสาร มีหลักสูตร สื่อ นวัตกรรม ช่องทางการเรียนรู้ และกระบวนการ เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย ทันสมัย และรองรับกับสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของประชาชนและชุมชน รวมทั้งตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลง บริบท ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม
5. กศน. ตำบลแสมสาร สามารถนําเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัล มาพัฒนาเพื่อเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ และนํามาใช้ในการยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรู้และโอกาสการ เรียนรู้ ให้กับประชาชน 6. ชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนของตำบลแสมสาร มีส่วนร่วมในการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ของ ชุมชน 7. กศน.ตำบลแสมสารและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการองค์กรที่ทันสมัย มี ประสิทธิภาพ และเป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาล 8. บุคลากร กศน. ทุกประเภททุกระดับได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มทักษะและสมรรถนะในการ ปฏิบัติงาน และการให้บริการทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการปฏิบัติงานตาม สายงานอย่างมี ประสิทธิภาพ
จุดเน้นการดําเนินงานประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 1. น้อมนําพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ 1.1 กศน.ตำบลแสมสาร สืบสานศาสตร์พระราชา โดยการสร้างและพัฒนาศูนย์สาธิตและเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการบริหารทรัพยากรรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดิน น้ำ ลม แดด รวมถึงพืชพันธุ์ต่าง ๆ และส่งเสริม การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ 1.2 กศน.ตำบลแสมสาร จัดให้มี “หนึ่งชุมชน หนึ่งนวัตกรรมการพัฒนาชุมชน” เพื่อความกินดี อยู่ดี มีงานทํา 1.3 กศน.ตำบลแสมสาร สร้างกลุ่มจิตอาสาพัฒนาชุมชน รวมทั้งปลูกฝังผู้เรียนให้มีหลักคิดที่ถูกต้อง ด้านคุณธรรม จริยธรรม มีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง และเป็นผู้มีความพอเพียง ระเบียบวินัย สุจริต จิตอาสา ผ่านกิจกรรมการพัฒนา ผู้เรียนโดยการใช้กระบวนการลูกเสือและยุวกาชาด 2. ส่งสริมการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสําหรับประชาชนที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย 2.1 กศน.ตำบลแสมสาร ส่งเสริมการจัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทํา ในรูปแบบ Re-Skill& UpSkill และการสร้าง นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย ทันสมัย และตอบสนองความ
ต้องการของประชาชน ผู้รับบริการ และสามารถออกใบรับรองความรู้ความสามารถเพื่อนําไปใช้ในการพัฒนา อาชีพได้ 2.2 กศน.ตำบลแสมสาร ส่งเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษให้กับประชาชน (English for ALL) 2.3 กศน.ตำบลแสมสาร ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสําหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ การ ฝึกอบรมอาชีพ ที่เหมาะสมรองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสมรรถนะผู้สูงวัย และหลักสูตร การดูแลผู้สูงวัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อม เข้าสู่สังคมสูงวัย 3. พัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และรูปแบบ การจัดการ ศึกษาและการเรียนรู้ ในทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาที่เหมาะสม กับทุก กลุ่มเป้าหมาย มีความทันสมัย สอดคล้องและพร้อมรองรับกับบริบทสภาวะสังคมปัจจุบัน ความต้องการ ของผู้เรียน และสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 พัฒนาระบบการเรียนรู้ ONIE Digital Leaming Platform ที่รองรับ DEEP ของ กระทรวงศึกษาธิการ และช่องทางเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ ทั้ง Online On-site และ On-air 3.2 พัฒนาแหล่งเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ อาทิ Digital Science Museum/ Digital Science Center/ Digital Library ศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย และศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ กศน. (Co-Learning Space) เพื่อให้สามารถ “เรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง ทุกที่ ทุกเวลา” 3.3 พัฒนาระบบรับสมัครนักศึกษาและสมัครฝึกอบรมแบบออนไลน์ มีระบบการเทียบโอนความรู้ ระบบสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank System) และพัฒนา/ขยายการให้บริการระบบทดสอบ อิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) 4. บูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับ ประชาชน อย่างมีคุณภาพ 4.1 กศน.ตำบลแสมสาร ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน อาทิ การส่งเสริมการฝึกอาชีพที่ เป็นอัตลักษณ์และบริบทของชุมชน ส่งเสริมการตลาดและขยายช่องทางการจําหน่ายเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์/ สินค้า กศน. 4.2 กศน.ตำบลแสมสาร บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในส่วนกลาง และภูมิภาค 5. พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในการทํางานของบุคลากร กศน. 5.1 กศน.ตำบลแสมสาร มีการพัฒนาศักยภาพและทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy & Digital Skills) ให้กับบุคลากรทุกประเภททุกระดับ รองรับความเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่าง มีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาครูให้มีทักษะ ความรู้ และความชํานาญในการใช้ภาษาอังกฤษ การผลิตสื่อการ เรียนรู้และการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล เป็นขั้นตอน
5.2 จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ ของบุคลากร กศน.และกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทํางาน ร่วมกันในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาประสิทธิภาพ ในการทํางาน 6. ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารจัดการองค์กร ปัจจัยพื้นฐานในการจัดการศึกษา และ การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อสาธารณะชน 6.1 เร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ ให้สําเร็จ และปรับโครงสร้าง การบริหารและ อัตรากําลังให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลง เร่งการสรรหา บรรจุ แต่งตั้งที่มีประสิทธิภาพ 6.2 กศน.ตำบลแสมสาร นํานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ พัฒนาระบบ การทํางานและข้อมูล สารสนเทศด้านการศึกษาที่ทันสมัย รวดเร็ว และสามารถใช้งานทันที โดยจัดตั้งศูนย์ ข้อมูลกลาง กศน. เพื่อจัดทํา ข้อมูล กศน. ทั้งระบบ (ONE ONIE) 6.3 กศน.ตำบลแสมสาร มีการพัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม โดยรอบของหน่วยงาน สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ทุกแห่ง ให้สะอาด ปลอดภัย พร้อมให้บริการ 6.4 กศน.ตำบลแสมสาร มีการประชาสัมพันธ์/สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการ บริการทางวิชาการ/กิจกรรม ด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสร้างช่องทางการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการ ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด อาทิ ข่าวประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อ รูปแบบต่าง ๆ การจัดนิทรรศการ/มหกรรม วิชาการ กศน. กศน.ตำบลแสมสาร มีการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID - 19) ของสํานักงาน กศน. จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการเรียนการสอนของไทยในทุกระดับชั้น ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศและมีมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าว อาทิ กําหนดให้มี การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ห้ามการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนและ สถาบันการศึกษา ทุกประเภท เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ ฝึกอบรม หรือการทํากิจกรรมใด ๆ ที่มี ผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมาก การปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ การกําหนดให้ใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน รูปแบบใหม่ อาทิ การจัดการเรียนรู้ แบบออนไลน์ การจัดการเรียนรู้ผ่านระบบการออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และโซเซียลมีเดีย ต่าง ๆ รวมถึง การสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของสํานักงาน กศน. ได้มีการพัฒนา ปรับรูปแบบ กระบวนการ และวิธีการดําเนินงานใน ภารกิจ ต่อเนื่องต่าง ๆ ในสถานการณ์การใช้ชีวิตประจําวัน และการจัดการเรียนรู้เพื่อรองรับการชีวิตแบบ ปกติวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ให้ความสําคัญกับการดําเนินงานตามมาตรการ การป้องกัน การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COMID - 19) อาทิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุก ประเภท หากมีความจําเป็นต้องมาพบกลุ่ม หรืออบรมสัมมนา ทางสถานศึกษาต้องมีมาตรการป้องกันที่ เข้มงวด มีเจล แอลกอฮอลล้างมือ ผู้รับบริการต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ต้องมีการเว้นระยะห่าง ระหว่างบุคคล เน้นการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอน
ภารกิจต่อเนื่อง 1. ด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 1.1 การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) กศน.ตำบลแสมสาร สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษา ขั้นพื้นฐานโดยดําเนินการ ให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนค่าจัดซื้อหนังสือเรียน ค่าจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน และค่าจัดการเรียน การสอนอย่างทั่วถึงและเพียงพอเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ที่มีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) กศน.ตำบลแสมสาร จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับ กลุ่มเป้าหมายผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษา ผ่านการเรียนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง การพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียน และการจัด การศึกษาทางไกล 3) กศน.ตำบลแสมสาร มีการพัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานการจัดการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านหลักสูตรรูปแบบ/กระบวนการเรียนการสอน สื่อและ นวัตกรรม ระบบการวัดและประเมินผล การเรียน และระบบการให้บริการนักศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ 4) กศน.ตำบลแสมสาร จัดให้มีการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอน ความรู้และประสบการณ์ ที่มีความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ มีมาตรฐานตามที่กําหนด และสามารถ ตอบสนองความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) กศน.ตำบลแสมสาร จัดให้มีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีคุณภาพที่ผู้เรียนต้อง เรียนรู้และเข้าร่วมปฏิบัติ กิจกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตร อาทิ กิจกรรมเสริมสร้างความ สามัคคีกิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดการแข่งขันกีฬา การบําเพ็ญ สาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารีและยุวกาชาด กิจกรรม จิตอาสา และการจัดตั้งชมรม/ชุมนุม พร้อม ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนํากิจกรรมการบําเพ็ญประโยชน์อื่น ๆ นอกหลักสูตรมาใช้เพิ่มชั่วโมงกิจกรรมให้ ผู้เรียนจบตามหลักสูตรได้ 1.2 การส่งเสริมการรู้หนังสือ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัยและเป็นระบบ เดียวกัน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2) พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร สื่อ แบบเรียนเครื่องมือวัดผลและเครื่องมือการดําเนินงาน การ ส่งเสริมการรู้หนังสือที่สอดคล้องกับสภาพและบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 3) พัฒนาครู กศน. และภาคีเครือข่ายที่ร่วมจัดการศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ และ ทักษะการ จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้ไม่รู้หนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจัดให้มีอาสาสมัครส่งเสริม การรู้หนังสือใน พื้นที่ที่มีความต้องการจําเป็นเป็นพิเศษ
4) ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ การคงสภาพการรู้ หนังสือ การพัฒนาทักษะการรู้หนังสือให้กับประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต ของประชาชน 1.3 การศึกษาต่อเนื่อง 1) กศน.ตำบลแสมสารมีการจัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทําอย่างยั่งยืน โดยให้ ความสําคัญกับการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานทําในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยก รรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทางหรือการบริการ รวมถึงการเน้นอาชีพช่างพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับ ศักยภาพของผู้เรียน ความต้องการและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ สอดรับ กับความต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ ตลอดจน สร้างความเข้มแข็งให้กับศูนย์ฝึกอาชีพ ชุมชน โดยจัดให้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การพัฒนา หนึ่งตําบลหนึ่งอาชีพเด่น การประกวด สินค้าดีพรีเมี่ยม การสร้างแบรนด์ของ กศน. รวมถึงการส่งเสริมและจัดหาช่องทางการจําหน่ายสินค้าและ ผลิตภัณฑ์ และให้มีการกํากับ ติดตาม และรายงานผลการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานทําอย่างเป็น ระบบและต่อเนื่อง 2) กศน.ตำบลแสมสารมีการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ ที่สอดคล้องกับความต้องการจําเป็นของแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นให้ทุก กลุ่มเป้าหมายมีทักษะการดํารงชีวิตตลอดจน สามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้มีความรู้ความสามารถ ในการบริหารจัดการชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุขสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมสําหรับการปรับตัวให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงของข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต โดยจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาสําคัญต่าง ๆ เช่น การอบรมจิตอาสา การให้ความรู้เพื่อการป้องการการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COMID - 19) การอบรมพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต การอบรมคุณธรรม และจริยธรรม การป้องกันภัยยาเสพติด เพศศึกษา การปลูกฝังและการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ ความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน ผ่านการอบรม เรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ค่ายพัฒนาทักษะชีวิต การจัดตั้งชมรม/ชุมนุม การอบรมส่งเสริมความสามารถ พิเศษต่าง ๆ เป็นต้น 3) กศน.ตำบลแสมสารมีการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน โดยใช้หลักสูตรและ การจัดกระบวนการเรียนรู้ แบบบูรณาการในรูปแบบของการฝึกอบรมการประชุม สัมมนา การจัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดกิจกรรม จิตอาสา การสร้างชุมชนนักปฏิบัติ และรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย และบริบทของชุมชน แต่ละพื้นที่ เคารพความคิดของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างและ หลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ รวมทั้งสังคม พหุวัฒนธรรม โดยจัดกระบวนการให้บุคคลรวมกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันสร้างกระบวนการจิตสาธารณะ การสร้างจิตสํานึกความเป็นประชาธิปไตย การ เคารพในสิทธิและเสรีภาพ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็นพลเมือง ที่ดีภายใต้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การเป็นจิตอาสา การบําเพ็ญ
ประโยชน์ในชุมชนการ บริหารจัดการน้ํา การรับมือกับสาธารณภัย การอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน 4) กศน.ตำบลแสมสารมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่าน กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับประชาชน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถยืนหยัดอยู่ ได้อย่างมั่นคง และมีการบริหารจัดการ ความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ตามทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ความ สมดุลและยั่งยืน 1.4 การศึกษาตามอัธยาศัย 1) กศน.ตำบลแสมสารมีการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการอ่านและพัฒนาศักยภาพ การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น การพัฒนา กศน. ตําบล ห้องสมุด ประชาชนทุกแห่งให้มีการบริการที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุน อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน การสร้างเครือข่าย ส่งเสริมการอ่าน จัดหน่วยบริการห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุด ชาวตลาด พร้อมหนังสือและอุปกรณ์เพื่อจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลายให้บริการ กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง สม่ำเสมอ รวมทั้ง เสริมสร้างความพร้อมในด้านบุคลากร สื่ออุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการอ่าน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่าน อย่างหลากหลายรูปแบบ 2) จัดสร้างและพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดชีวิต ของประชาชน เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วิทยาการประจําท้องถิ่น โดยจัดทําและพัฒนานิทรรศการสื่อและกิจกรรมการศึกษาที่เน้นการเสริมสร้าง ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ ด้านวิทยาศาสตร์สอดแทรกวิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และ ปลูกฝังเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บริบท ของชุมชน และประเทศ รวมทั้งระดับภูมิภาค และระดับโลกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้และสามารถนําความรู้ และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการดําเนินชีวิต การพัฒนา อาชีพ การรักษาสิ่งแวดล้อม การบรรเทาและป้องกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งมีความสามารถในการปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Disruptive Changes) ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 3) กศน.ตำบลแสมสาร ประสานความร่วมมือหน่วยงาน องค์กร หรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่มี แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อส่งเสริม การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และตอบสนองความ ต้องการของประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ แหล่งโบราณคดี วัด ศาสนาสถาน ห้องสมุด รวมถึงภูมิ ปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น 2. ด้านหลักสูตร สือรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลงานบริการ ทางวิชาการ และการประกันคุณภาพการศึกษา 2.1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเพื่อส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฐาน
สมรรถนะ และ หลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และชุมชน 2.2 ส่งเสริมการพัฒนาสื่อแบบเรียน สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่น ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 2.3 พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลให้มีความทันสมัย หลากหลายช่องทางการเรียนรู้ ด้วย ระบบห้องเรียนและการควบคุมการสอบรูปแบบออนไลน์ 2.4 พัฒนาระบบการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง มีการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับรู้และสามารถเข้าถึงระบบการประเมินได้ 2.5 พัฒนาระบบการวัดและประเมินผลการศึกษานอกระบบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตร ใน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้มาตรฐานโดยการนําแบบทดสอบกลาง และระบบการสอบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.6 ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การ วัดและประเมินผล และเผยแพร่รูปแบบการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษา ตามอัธยาศัย รวมทั้งให้มีการนําไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวางและมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับ บริบทอย่างต่อเนื่อง 2.7 พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน มีการพัฒนาระบบการประกัน คุณภาพภายในที่สอดคล้องกับบริบทและภารกิจของ กศน. มากขึ้น เพื่อพร้อมรับการประเมินคุณภาพ ภายนอก โดยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสําคัญของระบบการประกันคุณภาพ และสามารถ ดําเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้การประเมินภายใน ด้วยตนเอง และจัดให้มี ระบบสถานศึกษาพี่เลี้ยงเข้าไปสนับสนุนอย่างใกล้ชิด สําหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้ เข้ารับการประเมินคุณภาพ ภายนอก ให้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่ กําหนด 3. ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 3.1 ผลิตและพัฒนารายการวิทยุและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อให้เชื่อมโยงและตอบสนอง ต่อการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสถานศึกษาเพื่อกระจายโอกาสทาง การศึกษา สําหรับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพ สามารถ พัฒนาตนเองให้รู้เท่าทัน สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เช่น รายการพัฒนาอาชีพเพื่อการมี งานทํา รายการติวเข้มเติมเต็มความรู้รายการ รายการทํากินก็ได้ ทําขายก็ดี ฯลฯ เผยแพร่ทางสถานีวิทยุ ศึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ETV) และทางอินเทอร์เน็ต 3.2 พัฒนาการเผยแพร่การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยโดยผ่านระบบ เทคโนโลยีดิจิทัล และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Youtube Facebook หรือ Application อื่น ๆ เพื่อ
ส่งเสริม ให้ครู กศน. นําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Do It Yourself : DIY) 3.3 พัฒนาสถานีวิทยุศึกษาและสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการ ออกอากาศให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดย ขยายเครือข่ายการรับฟังให้สามารถรับฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและเพิ่มช่องทาง ให้ สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้ทั้งระบบ Ku - Band C - Band Digital TV และทางอินเทอร์เน็ต พร้อมที่ จะ รองรับการพัฒนาเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสาธารณะ (Free ETV) 3.4 พัฒนาระบบการให้บริการสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให้ได้หลายช่องทางทั้งทาง อินเทอร์เน็ต และรูปแบบอื่น ๆ อาทิ Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ Tablet รวมทั้งสื่อ Offline ใน รูปแบบ ต่าง ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกใช้บริการเพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ได้ ตามความต้องการ 3.5 สํารวจ วิจัย ติดตามประเมินผลด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อนําผล มาใช้ในการพัฒนางานให้มีความถูกต้อง ทันสมัยและสามารถส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของประชาชนได้อย่างแท้จริง 4. ด้านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 4.1 กศน.ตำบลแสมสาร ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรือโครงการ อันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 4.2 กศน.ตำบลแสมสาร จัดทําฐานข้อมูลโครงการและกิจกรรมของ กศน.ที่สนองงานโครงการอัน เนื่องมาจาก พระราชดําริหรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์เพื่อนําไปใช้ในการวางแผน การติดตาม ประเมินผลและการ พัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.3 กศน.ตำบลแสมสาร ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการดําเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดําริ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 5. ด้านบุคลากรระบบการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 5.1 การพัฒนาบุคลากร 1) พัฒนาบุคลากรทุกระดับทุกประเภทให้มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและ ระหว่าง การดํารงตําแหน่งเพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงานให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานตําแหน่ง ให้ตรงกับสายงาน ความชํานาญ และความต้องการของบุคลากรสามารถปฏิบัติงานและบริหารจัดการการ ดําเนินงานของหน่วยงานและ สถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการในสังกัดพัฒนา ตนเองเพื่อเลื่อนตําแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะโดยเน้นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ 2) พัฒนาศึกษานิเทศก์ กศน. ให้มีสมรรถนะที่จําเป็นครบถ้วน มีความเป็นมืออาชีพ สามารถ ปฏิบัติการนิเทศได้อย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษา ตามอัธยาศัยในสถานศึกษา
3) พัฒนาหัวหน้า กศน.ตําบล/แขวงให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อการบริหารจัดการ กศน. ตําบล/แขวง และการปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นนักจัดการความรู้ และผู้อํานวย ความสะดวกในการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 4) พัฒนาครู กศน. และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้สามารถจัดรูปแบบการ เรียนรู้ ได้อย่างมีคุณภาพโดยส่งเสริมให้มีความรู้ความสามารถในการจัดทําแผนการสอน การจัดกระบวนการ เรียนรู้ การวัด และประเมินผล และการวิจัยเบื้องต้น 5) พัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่รับผิดชอบการบริการการศึกษาและการเรียนรู้ ให้มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพในการจัดบริการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน 6) ส่งเสริมให้คณะกรรมการ กศน. ทุกระดับ และคณะกรรมการสถานศึกษา มีส่วนร่วมใน การ บริหารการดําเนินงานตามบทบาทภารกิจของ กศน.อย่างมีประสิทธิภาพ 7) พัฒนาอาสาสมัคร กศน. ให้สามารถทําหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8) พัฒนาสมรรถนะและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรรวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งใน และต่างประเทศในทุกระดับ โดยจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทํางาน ร่วมกันในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องอาทิ การแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนา ประสิทธิภาพ ในการทํางาน 5.2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอัตรากําลัง 1) จัดทําแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดําเนินการปรับปรุงสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ ให้มี ความพร้อมในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 2) สรรหา บรรจุ แต่งตั้ง และบริหารอัตรากําลังที่มีอยู่ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ราชการ และลูกจ้าง ให้เป็นไปตามโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากําลัง รวมทั้งรองรับกับบทบาท ภารกิจตามที่กําหนดไว้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน 3) แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการระดมทรัพยากรเพื่อนํามาใช้ ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมสําหรับดําเนินกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้สําหรับประชาชน 5.3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ อย่างเป็นระบบเพื่อให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดสามารถนําไปใช้เป็นเครื่องมือสําคัญในการบริหาร การวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล รวมทั้งจัดบริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย อย่างมีประสิทธิภาพ 2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ โดยพัฒนาระบบการกํากับ ควบคุม และเร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นตามเป้าหมายที่กําหนดไว้
3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวมของนักศึกษา กศน. ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และ เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ สามารถสืบค้นและสอบทานได้ทันความต้องการเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษา ให้กับ ผู้เรียนและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้ในหน่วยงานและสถานศึกษาทุกระดับ รวมทั้งการศึกษา วิจัย เพื่อสามารถนํามาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการดําเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชน และชุมชนพร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของหน่วยงานและสถานศึกษา 5) สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมทั้งใน ประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้ เกิดความร่วมมือ ในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับประชาชนอย่างมีคุณภาพ 6) ส่งเสริมการใช้ระบบสํานักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-office) ในการบริหารจัดการ เช่น ระบบการ ลา ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการขอใช้รถราชการ ระบบการขอใช้ห้องประชุม เป็นต้น 7) พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริต และประพฤติมิชอบ บริหารจัดการบนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ มุ่งผลสัมฤทธิ์มีความโปร่งใส 5.4 การกํากับ นิเทศติดตามประเมิน และรายงานผล 1) สร้างกลไกการกํากับ นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดําเนินงานการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้เชื่อมโยงกับหน่วยงาน สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งระบบ 2) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกระดับ พัฒนาระบบกลไกการกํากับ ติดตาม และ รายงานผลการนํานโยบายสู่การปฏิบัติ ให้สามารถตอบสนองการดําเนินงานตามนโยบายในแต่ละเรื่อง ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสื่ออื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อการ กํากับ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคํารับรองการปฏิบัติราชการ ประจําปี ของหน่วยงาน สถานศึกษา เพื่อการรายงานผลตามตัวชี้วัดในคํารับรองการปฏิบัติราชการประจําปี ของสํานักงาน กศน.ให้ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กําหนด 5) ให้มีการเชื่อมโยงระบบการนิเทศในทุกระดับ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร ตั้งแต่ ส่วนกลาง ภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อําเภอ/เขต และตําบล/แขวง เพื่อความเป็นเอกภาพในการใช้ ข้อมูล และการพัฒนางานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จุดเน้นการดำเนินงานตามแนวทาง/กลยุทธ์ กศน.ตำบลแสมสาร 1. จุดเน้นด้านประชากรกลุ่มเป้าหมาย ทททททททท1.1 กศน.ตำบลแสมสาร มุ่งเน้นสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีความเป็นธรรมให้กับประชากรทุก กลุ่ม ตำบลแสมสารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้ด้อย ผู้พลาด และผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา ทั้งนี้จำแนก ประชากรกลุ่มเป้าหมายไว้ดังนี้ ทททททททท (1) จำแนกตามช่วงอายุมี3 กลุ่ม ได้แก่
ททททททททททททท (1.1) กลุ่มวัยเรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน (อายุ6-14ปี) ททททททททททททท(1.2) กลุ่มประชากรวัยแรงงาน (อายุ15-59 ปี) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย 1.2.1 กลุ่มวันแรงงานอายุ15-39 ปีเป็นกลุ่มวันแรงงานที่ให้ความสำคัญในการ จัดบริการการเรียนรู้เป็นกลุ่มแรก 1.2.2 กลุ่มวัยแรงงานอายุ40-59ปีเป็นกลุ่มวัยแรงงานที่ให้ความสำคัญในการ จัดบริการการเรียนรู้รองลงมา (1.3) กลุ่มผู้สูงอายุ แบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย โดยให้ความสำคัญในการจัดบริการการเรียนรู้ จากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ กลุ่มอายุ60-69 ปี กลุ่มอายุ70-79 ปี กลุ่มอายุ80-69 ปี กลุ่มอายุ90ปี ขึ้นไป (2) จำแนกตามคุณลักษณะเฉพาะทางสังคม-ประชากรที่เกี่ยวเนื่องกับการเข้าสู่โอกาสทาง การศึกษา แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้ (2.1) กลุ่มที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา/การเรียนรู้จำแนก เป็น 3 กลุ่มใหญ่ 17 กลุ่มย่อย ดังนี้ 2.1.1 กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เป็นกลุ่มที่มีโอกาสในการที่จะเข้ารับบริการทางการศึกษา/ ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ด้อยกว่าคนปกติเนื่องมาจากข้อจำกัดทางร่างกาย/จิตใจ/สติปัญญาหรือ ความสามารถในการเรียนรู้ ข้อจำกัดทางด้านฐานะทางเศรษฐกิจหรือความยากจน ข้อจำกัดด้านการ ติดต่อสื่อสารอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางภาษา/วัฒนธรรม 3 กลุ่มย่อยมี 2.1.2 กลุ่มผู้พลาดโอกาส เป็นกลุ่มที่พลาดโอกาสในการที่จะเข้ารับบริการทาง การศึกษา/ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ อันเนื่องมาจาก ความไม่สามารถในการที่จะรับการศึกษา/การเรียนรู้ ได้ อย่างต่อเนื่องไม่มีความประสงค์ที่จะรับการศึกษา การเรียนรู้ จนจบหลักสูตรหรือระดับชั้นการศึกษาใดๆ การย้ายถิ่น/เร่ร่อน เงื่อนไขข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุ7 กลุ่มย่อย 2.1.3 กลุ่มผู้ขาดโอกาส เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา/ร่วม กิจกรรมการเรียนรู้อันเนื่อง 1) การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากการก่อการร้าย/การก่อความไม่สงบบริเวณชายแดน 2) การอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล หรือยากลำบากในการคมนาคมติดต่อสื่อสาร 3) การมีถิ่นอยู่ในต่างประเทศ
4) การถูกจำคุก คุมขังหรือจำกัดบริเวณตามคำพิพากษา 5) การไม่มีสิทธิภาพในฐานะพลเมืองไทยหรือ 7กลุ่มย่อยมีได้แก่ ทท (1) กลุ่มประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจากการก่อการร้ายการก่อความไม่สงบใน บริเวณชายแดน (2) กลุ่มประชาชนในพื้นที่ชนบทห่างไกลหรือยากลำบากในการคมนาคม ติดต่อสื่อสาร (3) กลุ่มคนไทยในต่างประเทศ (4) กลุ่มผู้ต้องขัง (5) กลุ่มเด็ก/เยาวชนในสถานพินิจ (6) กลุ่มแรงงานต่างด้าว หรือแรงงานข้ามชาติ (7) กลุ่มบุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ (2.2) กลุ่มที่ไม่มีเงื่อนไขข้อจากัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา/การเรียนรู้ จำแนกเป็น 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ ททททททททกลุ่มบุคคลผู้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น/ภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มผู้นำชุมชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ททททททททกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาในระบบโรงเรียนที่สนใจเติมเต็มความรู้ กลุ่มประชาชนทั่วไป 2.จุดเน้นของ กศน.ตำบลแสมสาร และภาคีเครือข่าย 2.1 ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการ กศน.ตำบล และครู กศน.ตำบล ทุกคน ได้รับการพัฒนาให้มี ศักยภาพและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ ตามบทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2 มีการประสานเชื่อมโยงการทำงานตามโครงสร้างภายในกศน.ตำบลกับภาคีเครือข่ายทั้งใน ระดับนโยบายและระดับปฏิบัติอย่างเป็นระบบโดยมีเอกภาพในเชิงนโยบาย และเน้นผลสัมฤทธิ์เป็นเป้า หมายความสาเร็จในการทำงาน 2.3กศน.ตำบลมีแผนจุลภาค (Micro Planning) เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมหรือออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ ทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยให้กับประชาชน กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ โดยมีข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ สภาพทางกายภาพของชุมชน ปัญหา/ความต้องการของประชาทางการศึกษา กลุ่มเป้าหมาย แต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท แหล่งวิทยากรชุมชน (ทุนมนุษย์ ทุนสังคมกายภาพ และทุกการเงิน) ซึ่งมีการปรับปรุง ข้อมูลดังกล่าวให้เป็นปัจจุบันทุกรอปีงบประมาณ
3.จุดเน้นด้านผลสัมฤทธิ์กศน.ตำบลแสมสาร 3.1 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย กศน.ตำบลแสมสาร ที่สำเร็จหลักสูตรหรือร่วมกิจกรรมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีผลสัมฤทธิ์ที่มีคุณภาพ ตรง ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือ กิจกรรมการศึกษา/การเรียนรู้ ที่กำหนดไว้ และสามารถนำความรู้ และประสบการณ์การเรียนรู้โยชน์ได้จริงที่ ได้รับไปใช้ 3.2 นักศึกษา/ผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มี คุณธรรม จริยธรรม ยึดค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ในการดำเนินชีวิตและมีความใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต ปัจจัยหลักแหล่งความสำเร็จ กศน.ตำบลแสมสาร 1. กศน.ตำบลแสมสาร ยึดหลักวิชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักปรัชญาคิดเป็น หลักธรรมาภิบาล และผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ ทั้งด้านวิชาการงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปทั้งภายในกศน.ตำบลแสมสาร และการทำงานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย 2. กศน.ตำบลแสมสาร ใช้ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ในการดำเนินงาน ทั้งที่ยึดพื้นที่ ยึดสภาวะ แวดล้อม ยึดกลุ่มเป้าหมายาและความต้องการยึดประเด็นปัญหาของกลุ่มเป้าหมายหรือประเด็นการพัฒนา ยึดความสำเร็จ และยึดนโยบายเป็นฐาน 3. กศน.ตำบลแสมสาร การเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่าย เชิงพื้นที่เครือข่ายเชิงภารกิจและการสร้างความเข้มแข็งร่วมมือและความยั่งยืนในการเป็นภาคีเครือข่าย 4. กศน.ตำบลแสมสารเป็นฐานและสถานีปลายทาง ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้กับ ประชาชนในพื้นที่ โดยได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพและพร้อมในการปฏิบัติงานตลอดเวลา 5. กศน.ตำบลแสมสาร ใช้สถานศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อนการบริหารนโยบายในระดับพื้นที่ โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาคณะกรรมการ กศน.ตำบลเป็นผู้เสนอแนะ กำกับติดตาม นิเทศการ ดำเนินงานเพื่อให้สามารถจัดการศึกษาในระดับพื้นฐานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ 6. กศน.ตำบลแสมสาร มีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตามจุดเน้น มาใช้ในการวาง แผนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 7. กศน.ตำบลแสมสาร มีระบบการนิเทศกำกับติดตามและรายงานผล การปฏิบัติงานและ การใช้จ่ายงบประมาณที่สามารถตรวจสอบความก้าวหน้าในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8. กศน.ตำบลแสมสาร มีกลไก/ระบบที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษาเช่น ระบบ ฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องและการจัดกิจกรรม เพื่อตอบสนองนโยบายเร่งด่วนหรือ นโยบายเฉพาะที่ได้รับมอบหมจากสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 9. กศน.ตำบลแสมสาร มีหน่วยงาน/สถานศึกษารับผิดชอบตัวชี้วัดความสำเร็จ ตาม ยุทธศาสตร์และจุดเน้นที่ตรงตามภารกิจอย่างชัดเจนที่กำกับติดตามและรายงานผลตัวชี้วัดทั้งส่วนกลางระดับ จังหวัด และระดับสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ
กลยุทธ์การวิเคราะห์ SWOT ของ กศน.ตำบลแสมสาร ปีงบประมาณ 2564 การวิเคราะห์สถานศึกษาโดยใช้วิธีการ SWOT ตรวจสอบการดำเนินงานจะทำให้ทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และอุปสรรคของสถานศึกษาเพื่อหาวิธีที่จะทำงานให้ไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ตลอดจนหาแนวทางหรือหาวิธีควบคุมจุดอ่อนไม่ให้เกิดขึ้น หรือให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดดังนั้นเพื่อเป็นการสร้าง ความมั่นใจและกำหนดทิศทางในการปฏิบัติงานของ กศน.ตำบลแสมสาร ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ จึงวิเคราะห์สถานศึกษา โดยสรุปได้ ดังนี้ ปัจจัยภายใน จุดแข็ง (Strengh) 1. สถานศึกษามีการกำหนดโครงสร้างในการบริหารและมีผู้รับผิดชอบงานอย่างชัดเจนทำให้ สถานศึกษาตำเนิน การอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างของการบริหารงานมีความยืดหยุ่น ทำให้คล้องตัวในการ ปฏิบัติงาน 2. มีการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน มีการทำหลักสูตร ระยะสั้น หลักสูตรวิชาชีพ หลักสูตรทักษะชีวิต เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และตอบสนองความต้องการของ ชุมชน 3. มีสถานที่ตั้ง กศน.ตำบลที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้การคมนาคมสะดวก 4. มีภาคีเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง 5. บุคลากรส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ทำให้มีความคล่องตัวและการประสานงานที่ดีบุคลากรมีนิสัย ใฝ่เรียนรู้มีความกระตือรือร้น เสียสละและทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติงานทำให้สามารถพัฒนาสถานศึกษาให้มี การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น 6. บุคลากรทุกคนได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานในเรื่องต่าง ๆ อย่าง ต่อเนื่อง 7. ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ คือเป็นผู้นำทางความคิด วิสัยทัศน์ การบริหาร และเป็นผู้นำทางวิชาการ กล้าตัดสินใจ และมีการบริหารแบบมีส่วนร่วม 8. สถานศึกษามีหลักสูตรและกิจกรรมที่หลากหลาย สามารถให้บริการกับประชาชนได้ทุก กลุ่มเป้าหมาย จุดอ่อน (Weakness) 1. การปฏิบัติงานมีความซับซ้อนเพราะบุคลากรมีจำนวนไม่เพียงพอ มีนโยบายที่เร่งด่วนในเวลาที่ จำกัด ทำให้บางครั้งบุคลากรปฏิบัติงานได้ไม่ตรงเวลาที่กำหนด 2. งบประมาณในการบริหารงานน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
3. ปัญหาค่าครองชีพสูงและรายได้ของประชาชนค่อนข้างต่ำ จึงทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมทำกิจกรรม น้อยเพราะต้องไปประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ให้กับครอบครัว 4. การวางแผนการจัดกิจกรรม ต้องมีการเปลี่ยนแผนบ่อยไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดเนื่องจากมี ภารกิจเร่งด่วนเข้ามาเป็นประจำ 5. ปัญหาเรื่อง กศน.ตำบลมีขนาดเล็ก จึงไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้เต็มที่ ปัจจัยภายนอก โอกาส (Opportunity) 1. มีการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานระดับอำเภอและผู้นำท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทำให้ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนในการดำเนินงานเป็นอย่างดี 2. พื้นที่รับผิดชอบมีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมทำให้ประชาชนมีความต้องการและ จำเป็นต้องพัฒนาตนเองในหลายๆด้าน เพื่อความก้าวหน้าในการทำงานและการยอมรับจากสังคม ส่งผลให้มี ผู้ต้องการเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นจำนวนมาก ทั้งประชาชนในพื้นที่และประชากร 3. พื้นที่รับผิดชอบมีแหล่งเรียนรู้หลายหลายที่สามารถเรียนรู้ได้ตามต้องการ 4. ลักษณะของพื้นที่รับผิดชอบมีทั้งสังคมเมืองและสังคมเกษตรและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำให้ สามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลาย 5. กศน.ตำบลแสมสารมีการนำเทคโนโลยีด้าน ICT มาใช้ในระบบงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้ผู้เรียนสามารถสร้างโอกาสในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองสูงสุด อุปสรรค (Threat) 1. สังคมมองว่าผู้เรียน กศน. ไม่มีคุณภาพ 2. ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพมีงานทำ ทำให้ไม่มีเวลาเรียนหรือเข้าร่วมกิจกรรม 3. ผู้เรียนมีความแตกต่างทั้งด้านอายุ ฐานะ สภาพการเลี้ยงดู ทัศนคติและค่านิยม การจัด กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนจึงทำได้ยาก 4. ปัญหาเรื่องสถานการณ์โรคติดต่อโควิดทำให้การจัดการศึกษาพื้นฐาน และการศึกษาต่อเนื่องได้ไม่ เต็มศักยภาพเท่าที่ควร 3. หลักการจัดการศึกษาต่อเนื่อง การจัดการศึกษาต่อเนื่อง มีการจัดกิจกรรม/โครงการ/หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ในรูปแบบที่หลากหลาย ดังนี้ 1) การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ เป็นการจัดการศึกษาที่เน้นความรู้และทักษะอาชีพให้ สอดคล้องกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น ให้ผู้เรียนมีทักษะความชำนาญการเฉพาะเรื่องสามารถเพิ่มผลผลิต และหรือลดต้นทุนการผลิต มีความรู้และทักษะในการจัดการระบบบัญชีการตลาด และการบริหารจัดการ อย่างครบวงจร สามารถประกอบอาชีพสมัยใหม่ เป็นผู้ประกอบการเอง หรือรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพก็ได้ และรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทำอาหาร การทำขนมไทย
การนวดแผนไทย การจัดดอกไม้สด การเพาะเห็ดฟาง การประดิษฐ์ของชำร่วย การตัดเสื้อผ้าสตรี การจัด สวนหย่อม งานช่างไม้ งานช่างไฟฟ้า งานช่างก่อสร้าง คอมพิวเตอร์เพื่อการประกอบอาชีพ ฯลฯ 2) การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับชีวิต เสริมสร้างความรู้ความสามารถของบุคคล กระตุ้นให้เกิดวิธีคิด เห็นคุณค่าของตนเอง ซึ่งมีเนื้อหาของ กิจกรรมสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ครอบครัวศึกษา ดนตรี กีฬายาเสพติด ประชาธิปไตย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยคุณธรรมและจริยธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น โบราณคดี โดยจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆเช่น การเข้าค่าย การแข่งขัน การศึกษาดูงาน ฯลฯ 3) การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองนโยบายและ ความต้องการของประชาชนในการพัฒนาสังคมและชุมชน บูรณาการเนื้อหาต่าง ๆ ให้ความรู้และฝึกทักษะ ตามความต้องการของชุมชนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เน้นการจัดเวทีชาวบ้าน การจัดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนการจัดการความรู้ในชุมชน การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของ ประชาชนในชุมชน 4) หลักสูตรระยะสั้น เน้นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาความยากจนและ กระจายรายได้ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ โดยใช้กระบวนการ กศน. ร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้าง กระบวนการเรียนรู้ให้แก่คนในชุมชน ให้สามารถพัฒนาตนเองสู่ความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน 5) การศึกษาตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนในชุมชน โดยให้สถานศึกษาเป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ใน ชุมชน เป็นศูนย์สาธิตและทดลองด้านการศึกษาอาชีพ และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง เพื่อพัฒนาแนวการจัดกระบวนการเรียนรุ้ให้ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดจนพัฒนาชุมชน ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น 6) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพตามแนวพระราชดำริ โดยคำนึงถึงทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของชุมชน ดำเนินการสร้างเครือข่ายอาชีพ มีระบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อ พัฒนาอาชีพภายใต้วัฒนธรรมของชุมชนควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การ ส่งเสริมการรู้หนังสือ เช่น ศูนย์การเรียนรู้พิกุลทอง จังหวัดนราธวาส ศูนย์การเรียนรู้ห้วยองคต จังหวัด กาญจนบุรี ฯลฯ 4. การเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย ประเทศไทย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐชาติอันตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เดิมมีชื่อว่า "สยาม" รัฐบาลประกาศเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2482 ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก มีเนื้อที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากเป็น อันดับที่ 20 ของโลก คือ ประมาณ 69 ล้านคน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่าทางทิศเหนือและตะวันตก ประเทศลาวทางทิศเหนือและตะวันออก ประเทศกัมพูชาทางทิศตะวันออก และประเทศมาเลเซียทางทิศใต้ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินและนครใหญ่สุดของประเทศ และการปกครอง
ส่วนภูมิภาค จัดระเบียบเป็น 76 จังหวัด แม้จะมีการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและ ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาในปี 2475 แต่กองทัพยังมีบทบาทในการเมืองไทยสูง โดยมีรัฐประหารครั้งล่าสุด ในปี 2557 พบหลักฐานการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องในอาณาเขตประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่ 20,000 ปีก่อน คริสตกาล ชาวไทเริ่มอพยพเข้าสู่บริเวณนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 แล้วเข้ามาตั้งแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรล้านนาและอาณาจักรอยุธยา นักประวัติศาสตร์มักถือว่าอาณาจักรสุโขทัย เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย ต่อมาอาณาจักรอยุธยาค่อย ๆ เรืองอำนาจมากขึ้นจนเป็นมหาอำนาจใน ภูมิภาคในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 แทนจักรวรรดิเขมร อาณาจักรอยุธยาสามารถผนวกสุโขทัยเข้าเป็นส่วน หนึ่งของตนได้ การติดต่อกับชาติตะวันตกเริ่มด้วยผู้แทนทางทูตชาวโปรตุเกสในปี 2054 การสงครามกับพม่า นำไปสู่การเสียกรุงในปี 2112 แต่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพในเวลา 15 ปี อาณาจักร รุ่งเรืองอย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หลังจากนั้นค่อย ๆ เสื่อมอำนาจโดยมีสาเหตุส่วน หนึ่งจากการผลัดแผ่นดินที่มีการนองเลือดหลายรัชกาล จนสุดท้ายกรุงศรีอยุธยาถูกทำลายสิ้นเชิงในปี 2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงรวบรวมแผ่นดินที่แตกออกเป็นก๊กต่าง ๆ และสถาปนาอาณาจักรธนบุรีที่มีอายุ 15 ปี ความวุ่นวายในช่วงปลายอาณาจักรนำไปสู่การสำเร็จโทษพระองค์โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ปฐมราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาณาจักรสามารถรับมือ กับภัยคุกคามจากชาติใกล้เคียง แต่หลังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมาชาติตะวันตก เริ่มมีอิทธิพลในภูมิภาคเป็นอย่างมาก นำไปสู่การเข้าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมหลายฉบับเริ่มจาก สนธิสัญญาเบาว์ริง กระนั้น สยามไม่ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกชาติใด มีการปรับให้สยามทันสมัยและ รวมอำนาจปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรใน สงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี 2460; ในปี2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบราชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยไม่เสียเลือดเนื้อ คณะราษฎรมีบทบาทนำทางการเมือง และในพุทธทศวรรษ 2480 นายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำเนินนโยบายชาตินิยมเข้มข้น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยเข้ากับฝ่ายอักษะ แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการประกาศสงคราม[15] ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐซึ่งสนับสนุนรัฐบาลทหาร รัฐประหารที่มีจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็น หัวหน้าคณะในปี 2500 นำประเทศเข้าสู่ยุคเผด็จการทหารอย่างเบ็ดเสร็จ รัฐบาลฟื้นฟูพระราชอำนาจและ ดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ผลของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ทำให้เกิดประชาธิปไตยระบบ รัฐสภาช่วงสั้น ๆ[16] แต่หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา และรัฐประหารปี 2519 ทำให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ เผด็จการทหารและ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2531[17] หลังพุทธทศวรรษ 2540 มีวิกฤตการเมืองระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรมาจนปัจจุบัน รวมทั้งเกิดรัฐประหารสองครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดในปี 2557 รัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560
ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เอเปก อีกทั้งเป็นร่วมผู้ก่อตั้งอาเซียน ประเทศไทยเป็นพันธมิตรของ สหรัฐตั้งแต่สนธิสัญญาซีโต้ในปี 2497 ถือเป็นประเทศอำนาจนำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศ อำนาจปานกลางในเวทีโลก[18]:104 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-สูงและประเทศ อุตสาหกรรมใหม่ มีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรมและบริการ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้มีการ อพยพเข้าสู่เมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตามประมาณการในปี 2562 จีดีพีของประเทศไทยมีมูลค่าราว 516,662 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และใหญ่เป็นอันดับที่ 25 ของโลก ศาสนาในประเทศไทยระยะนี้ ชาวพุทธออกมาเรียกร้องให้บัญญัติ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด มีหลายคนตั้งข้อ สงสัยว่าการที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา ๙ ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็น อัครศาสนูปถัมภก" ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะรับประกันว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติละหรือ ชาวพุทธผู้ออกมาเรียกร้องมีความเห็นว่า บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวเพียงพอที่จะประกันว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติไทยก็จริง แต่ยังไม่ใช่การรับรองว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำ ชาติไทย อะไรคือความแตกต่างระหว่างคำว่า ศาสนาแห่งชาติ (National Religion) กับคำว่า ศาสนาประจำ ชาติ (State Religion) คำว่า ศาสนาแห่งชาติ หมายถึง ศาสนา ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นๆ นับ ถือ ซึ่งรวมทั้งประมุขหรือพระประมุขของประเทศนั้นก็นับถือด้วย คำว่า ศาสนาประจำชาติ หมายถึง ศาสนาที่ทางราชการในประเทศนั้นๆ รับรองให้ความสำคัญ สูงสุด ด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังเช่น รัฐธรรมนูญของอัฟกานิสถาน บัญญัติให้ศาสนาอิสลามเป็น ศาสนาประจำชาติรัฐธรรมนูญของพม่า บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเมื่อว่าโดยพฤตินัย พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติไทย เพราะมีคนไทยส่วนใหญ่นับถือมาตั้งแต่เริ่มสถาปนารัฐไทยในสมัย กรุงสุโขทัย และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ก็ทรงเป็นพุทธมามกะ แต่เมื่อว่าโดยนิตินัย พระพุทธศาสนา ยังไม่เป็นศาสนาประจำชาติไทย เพราะยังไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ในสมัยสมบูรณาสิทธิราชย์ การที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ถือว่าเป็น การรับรองพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยอยู่ในตัว ตามหลักการแต่โบราณที่ว่า "ศาสนาประจำ ชาติเป็นไปตามศาสนาของผู้ปกครอง (Whose rule, his religion)" ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ความเป็นศาสนาประจำชาติของ พระพุทธศาสนาควรมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ ความเป็นศาสนาประจำชาตินี้ได้รับการสืบทอดอย่างเป็นทางการมาจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง สถาบันชาติได้รับการกล่าวถึงไว้ในมาตรา ๑ แห่งร่างรัฐธรรมนูญว่า "ประเทศไทยเป็น ราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้" และสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการบัญญัติไว้ในมาตรา ๒ ว่า "ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ชาวพุทธเรียกร้อง ให้เพิ่มอีก ๑ มาตราที่บัญญัติเกี่ยวกับสถาบันพระพุทธศาสนาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่า "ประเทศไทยมี พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" หรือจะเพิ่มข้อความเข้าในมาตรา ๒ ว่า "ประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
ดังนี้ก็ได้ถ้ามีการบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญเช่นว่านี้ พระพุทธศาสนาซึ่งเคยเป็นศาสนาประจำชาติไทยใน สมัยสมบูรณาสิทธิราชย์ก็ชื่อว่าได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นศาสนาประจำชาติไทยต่อไป และจะ ได้ไม่ต้องมีใครมาโต้แย้งว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ เมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตร พระพุทธศาสนาในโรงเรียนแล้ว นักวิชาการชาวพุทธเขียนลงในหนังสือแบบเรียนว่าพระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ นักวิชาการต่างศาสนาได้ส่งหนังสือทักท้วงไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ ถอดข้อความที่ว่านั้นออกจากแบบเรียน เขาให้เหตุผลว่าเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติเรื่องได้ยุติลงในที่สุดเมื่อนักวิชาการชาวพุทธท่านนั้นอ้างพระราชนิพนธ์หรือพระราช ดำรัสของพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงประกาศไว้ว่ "ข้าพเจ้าย่อมรู้สึกว่า เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะต้องทำนุ บำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งคู่กับพระราชอาณาจักร ให้ดำเนินไปในทางวัฒนาถาวรพร้อมกันทั้งสองฝ่าย" (พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕) " ถ้าข้าพเจ้าจะขอแก่ท่านทั้งหลายว่า พุทธศาสนาเป็นของไทย เรามาชวนกันนับถือพระพุทธศาสนาเถิด... เพราะเหตุฉะนั้น เป็นความจำเป็นที่เราทั้งหลาย ผู้เป็นไทยจะต้อง มั่นอยู่ในศาสนาพระพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาสำหรับชาติเรา..." (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๖) "เมื่อข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยือนสำนักวาติกัน เมื่อปีคริสต์ศักราช ๑๘๖๐ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ ๒ ตรัสถามถึงคนไทยนับถือศาสนามากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้าทูลตอบว่า คนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่ว กัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ" (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ปัจจุบัน) ดังนั้น การที่ชาวพุทธเรียกร้องให้มีการบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ใน รัฐธรรมนูญก็เพื่อให้มีการับรองสถานะของพระพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งชาติอยู่แล้วโดยพฤตินัยนั้นให้ เป็นศาสนาประจำชาติโดยนิตินัยอย่างชนิดที่ไม่อาจมีใครโต้แย้งได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในโลกปัจจุบัน มีประเทศที่ประกาศอย่างเป็นทางการไว้ในรัฐธรรมนูญว่า มีศาสนาคริสต์เป็น ศาสนาประจำชาติ จำนวนกว่า ๑๕ ประเทศ ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฃองประเทศเดนมาร์กบัญญัติว่า "ศาสนาคริสต์ลูเธอแรนเป็นศาสนาประจำชาติเดนมาร์กที่จะต้องได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐ" รัฐธรรมนูญของ ประเทศกรีซบัญญัติว่า "ศาสนาสำคัญในประเทศกรีซคือศาสนาคริสต์ออร์ธอดอกซ์ตะวันออก... พระคัมภีร์ไบ เบิ้ลอันศักดิ์สิทธิ์ต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้โดยไม่มีการดัดแปลง" ประเทศที่ประกาศอย่างเป็นทางการไว้ในรัฐธรรมนูญว่า มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ มี จำนวน ๓๐ ประเทศ ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฃองประเทศมาเลเซีย บัญญัติว่า "อิสลามเป็นศาสนาแห่ง สหพันธรัฐมาเลเซีย แต่ก็อาจปฏิบัติศาสนาอื่นได้ด้วยสันติและสามัคคีในทุกส่วนของสหพันธรัฐ" รัฐธรรมนูญ ของประเทศอัฟกานิสถานบัญญัติว่า "ศาสนาอิสลามที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนาแห่งอัฟกานิสถาน ในสาธารณรัฐ อัฟกานิสถานจะไม่มีกฎหมายใดขัดแย้งกับหลักการของศาสนาอิสลามที่ศักดิ์สิทธิ์" ประเทศที่ประกาศอย่างเป็นทางการไว้ในรัฐธรรมนูญว่า มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมี เพียง ๔ ประเทศเท่านั้น คือ ศรีลังกา พม่า กัมพูชา ภูฏาน ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญของประเทศศรีลังกา บัญญัติว่า "สาธารณรัฐศรีลังกายกพระพุทธศาสนาไว้ในสถานะสำคัญสูงสุดและถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้อง อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาและในขณะเดียวกันก็ประกันสิทธิของทุกศาสนาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐
และ ๑๔" รัฐธรรมนูญของประเทศภูฎาน บัญญัติว่า "พระพุทธศาสนาเป็นมรดกทางจิตใจของภูฎาน ซึ่ง ส่งเสริมหลักการและค่านิยมแห่งสันติ อหิงสา กรุณาและขันติ" แต่ประเทศไทยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย มีสำนักงานใหญ่ขององค์การ พุทธศานิกสัมพันธ์แห่งโลกตั้งอยู่เป็นการถาวรมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ และมีพุทธมณฑลที่ชาวพุทธทั่วโลก ยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ ยังไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหลายคนแสดงความห่วงใยว่า การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจะเป็นเหตุให้ชาวไทยต่างศาสนาถูกกดขี่กีดกันทางศาสนา หรืออาจ เป็นชนวนยั่วยุให้ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกโชนยิ่งขึ้นในประเด็นที่เกี่ยวกับความรุนแรงใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากความ ขัดแย้งของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลาม แต่เป็นการสร้างความวุ่นวายและก่อการร้ายของ กลุ่มที่ไม่มีศาสนาที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ทางคมช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ขัดข้อง หากจะบัญญัติ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญประเด็นที่ว่าชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นอาจถูกกีดกัน หรือกดขี่ทางศาสนา ถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น เกิดจากความ หวาดระแวงว่าการบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การบังคับให้ คนไทยต้องนับถือแต่พระพุทธศาสนาและจะมีการกีดกันหรือกดขี่ศาสนาอื่นไปพร้อมกัน ในเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ นายอับดุล ราห์มัน ชาวอัฟกานิสถานถูกจับข้อหาเลิกนับถือศาสนาอิสลามและหันไปนับถือศาสนา คริสต์ ถ้ามีการพิสูจน์ได้ว่าเปลี่ยนศาสนาจริง เขาจะถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต คดีนี้โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อ ผู้นำประเทศมหาอำนาจได้กดดันรัฐบาลอัฟกานิสถานเพื่อไม่ให้ประหารชีวิตชายคนนี้เมื่อพระสงฆ์ใน พระพุทธศาสนาเดินทางเข้าไปในประเทศมาเลเซียซึ่งมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ถูกห้ามมิให้ เผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ภูมิบุตรคือชาวมาเลเซียมุสลิมมิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฎหมายในประเทศพม่าซึ่ง มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติได้มีนโยบายกีดกันไม่ให้คนที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งรับราชการทหารมี ยศสูงกว่าพันเอกพระพุทธศาสนาในประเทศไทยแต่โบราณมาเป็นศาสนาที่ประนีประนอมกับศาสนาอื่นมา โดยตลอด โดยไม่เคยมีการบังคับให้คนไทยต้องนับถือแต่พระพุทธศาสนา และไม่เคยมีการกีดกันศาสนาอื่น ไม่ให้เผยแผ่ในประเทศไทย ทั้งไม่เคยกีดกันคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นไม่ให้เจริญก้าวหน้าในสังคมไทย ดังที่ เราได้เห็นศาสนิกชนแห่งศาสนาอื่นสามารถดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐบาล เป็นประธานรัฐสภาและเป็นผู้ บัญชาการเหล่าทัพ เป็นต้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการกีดกันหรือกดขี่ทางศาสนาเกิดขึ้นในสังคมไทย รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาและร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดก็ได้บัญญัติเรื่องการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและความ เสมอภาคในสังคมไทยไว้ดังต่อไปนี้ “มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างใน เรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรา ๓๗ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทาง ศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ ของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยม ในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจาก บุคคลอื่น" ถ้าชาวพุทธต้องการให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแบบผูกขาด ชนิดไม่มีคู่แข่งจริงๆก็ คงต้องเรียกร้องให้ตัดมาตรา 30 และมาตรา 37 ออกจากร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงชาวพุทธ ต้องการให้คงมาตราทั้งสองไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้คนไทยใจกว้างและรัก สันติเมื่อศาสนิกชนแห่งศาสนาอื่นได้อ่านพบมาตราทั้งสองนี้แล้วก็จะเกิดความอุ่นใจว่าสิทธิ เสรีภาพ และ ความเสมอภาคทางศาสนาของพวกเขาไม่ได้ถูกริดรอนไปแต่อย่างใด และถ้าจะให้ความอุ่นใจแก่ศาสนิกชน ของศาสนาอื่นก็ควรเพิ่มข้อความเกี่ยวกับศาสนาอื่นไว้ในมาตราเดียวกันตามแบบอย่างรัฐธรรมนูญของ เดนมาร์กและมาเลเซียว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น"เมื่อมีการกล่าวถึงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นไว้ใน รัฐธรรมนูญมาตราเดียวกันอย่างนี้ แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของ ประเทศไทยก็จะไม่มีอะไรไปรอนสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคทางศาสนาของศาสนิกชนในศาสนาอื่น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย มีสำนักงาน ใหญ่ขององค์การพุทธศานิกสัมพันธ์แห่งโลกตั้งอยู่เป็นการถาวร และมีพุทธมณฑลที่ชาวพุทธทั่วโลกยอมรับว่า เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก จะได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ รัชกาลที่ 1 : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระนามเดิมว่า ด้วงหรือทองด้วง เสด็จพระราช สมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นพระโอรสของพระอักษร สุนทรศาสตร์ (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก กับพระอัครชายา
(หยก) ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงรับราชการในตำแหน่งพระ ราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา และได้รับการปูนบำเหน็จเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในปี พ.ศ. 2718 พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังเจ้าพระยามหา กษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในวัน ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 หลังจากทรงปราบจลาจล ในกรุงธนบุรีได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประชวรด้วยโรคชรากระทั่งเสด็จ สวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ขณะพระชนมพรรษา 73 พรรษา ทรงดำรงสิริราชสมบัติ 28 ปี รัชกาลที่ 2 : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราชกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระนามเดิม ฉิม พระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ณ นิวาสสถานตำบลอัมพวา สมุทรสงคราม หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยา เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และหลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ด้วยโรคพิษไข้ ขณะพระชนมพรรษา 57 พรรษา รวมระยะเวลาครองสิริราชสมบัติเป็น เวลา 15 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ยกย่องพระเกียรติคุณพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของในอภิลักขิตสมัยครบรอบ 200 ปี
รัชกาลที่ 3 : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าทับ เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์ เจ้าทับ และได้รับพระราชทานพิธีโสกันต์เป็นการพิเศษจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี พ.ศ. 2349พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันพุธที่ 21กรกฎาคม พ.ศ2367 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 รวมพระ ชนมพรรษา 64 พรรษา ครองสิริราชสมบัติ 27 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระมหาเจษฎาราชเจ้าซึ่งแปลว่า พระมหาราชเจ้าผู้มีพระทัยตั้งมั่นในการบำเพ็ญพระราชกิจ
รัชกาลที่ 4 : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เป็นพระราช โอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ เมื่อครั้นพระชนมพรรษาได้ 21 พรรษา ได้ออกผนวชตามพระราช ประเพณี แต่ผนวชได้เพียง 15 วัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคต เมื่อ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงทรงออกผนวชต่อจนกระทั่งรัชกาลที่ 3 เสด็จ สวรรคต จึงทรงลาสิกขาและเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 รัชกาลที่ 4 : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มี พระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา โดยมีพระราช พิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยในช่วง 5 ปีแรกในรัชกาล เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวัน อาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ด้วยพระโรคพระวักกะ (ไต) พิการ เมื่อทรงพระ ชนมพรรษาได้ 58 พรรษา รวมระยะเวลาสิริราชสมบัติ 42 ปี รัชกาลที่ 6 : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง เสด็จ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 และได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยาม มกุฎราชกุมาร หลังจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระ ประชวรและเสด็จสวรรคตในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2437 ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวสวรรคตในวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๖ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ สวรรคตด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่ง จักรพรรดิพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ขณะพระชนมพรรษา 45 พรรษา รวมระยะเวลาครองสิริราช สมบัติ 15 ปี
รัชกาลที่ 7 : พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิ ปกศักดิเดชน์ฯ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบ รมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 และเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระ ชนมพรรษาได้ 32 พรรษา ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศในแถบยุโรป และประทับที่ประเทศอังกฤษเพื่อทรงเข้ารับการ ผ่าตัดและรักษาพระเนตร ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 รวมเวลาครองราชสมบัติ 9 ปี 3 เดือน 4 วัน และประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษจนสวรรคตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 ขณะพระชนมมายุ 48 พรรษา
รัชกาลที่ 8 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล หรือพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงเป็นพระโอรสองค์แรกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) กับหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ โรงพยาบาลเมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี และเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ขณะพระชนมพรรษาได้ 8 ปี 5 เดือน 11 วันจนกระทั่ง ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ก่อนถึงกำหนดการเสด็จฯ กลับไปศึกษาต่อระดับชั้นปริญญาเอก พระองค์ได้ เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืนในที่บรรทม ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 20 ปี 9 เดือน รวมระยะเวลาครองสิริ ราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี