ค ำน ำ ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ น่าค้นหา และเป็นสิ่งที่บอกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง ซึ่งข้อมูลที่ผู้จัดท าน ามาเผยแพร่นี้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยถือเป็น ประเทศหนึ่งที่ประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายร้อยปีมีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึน ความเป็นมาและการก่อตั้ง ของอาณาจักรต่างๆ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่เราทุกคนควรจะศึกษาเรียนรู้เอาไว้ เพราะในอดีตนั้นได้เกิดเหตุการณ์มากมายที่ ควรค่าแก่การจดจ า และได้น าเอาข้อคิด บทเรียน ที่แฝงอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น มาปรับใช้กับชีวิตในสมัย ปัจจุบัน ประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีเกิดขึ้น ฉะนั้นการศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์นั้น ควรใช้ วิจารณญาณและหาแหล่งศึกษาข้อมูลให้มาก เพื่อที่เราจะได้ทราบถึงข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องมากที่สุด กศน.อ าเภอสัตหีบ เห็นความส าคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนมีความรักในชาติศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ดังนั้นจึงจัดโครงการโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไทยขึ้น นางปิยวดี เตชะวงศ์ มกราคม 2563
สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทน ำ.....................................................................................................................................................1 ควำมเป็นมำ.................................................................................................................................1 วัตถุประสงค์.................................................................................................................................1 เป้ำหมำย......................................................................................................................................1 ผลที่คำดว่ำจะได้รับ......................................................................................................................2 ดัชนีวัดผลส ำเร็จของโครงกำร......................................................................................................2 2 เอกสำรกำรศึกษำและรำยงำนที่เกี่ยวข้อง..............................................................................................3 นโยบำยและจุดเน้นกำรด ำเนินงำน กศน.ปีงบประมำณ พ.ศ.2561 ...........................................3 นโยบำยและจุดเน้นกำรด ำเนินงำน กศน.ต ำบลสัตหีบประจ ำปีงบประมำณ พ.ศ.2561..............9 กำรศึกษำเพื่อพัฒนำสังคมและชุมชน .........................................................................................18 กำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม...........................................................................22 กำรอนุรักษ์ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม..........................................................................25 หลักกำรอนุกรักษ์ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม................................................................27 3 วิธีด ำเนินงำน.........................................................................................................................................29 ประชุมบุคลำกรกรรมกำรสถำนศึกษำ.........................................................................................29 จัดตั้งคณะท ำงำน ........................................................................................................................29 ประสำนงำนกับหน่วยงำนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง.........................................................................29 ด ำเนินกำรตำมแผน.....................................................................................................................29 วัดผล/ประเมินผล/สรุปผลและรำยงำน.......................................................................................29 4 ผลกำรด ำเนินงำนและกำรวิเครำะห์ข้อมูล.............................................................................................31 ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวผู้แบบสอบถำมของผู้เข้ำรับกำรอบรมในโครงกำรเสริมสร้ำงควำมจงรักภักดี ต่อสถำบันพระมหำกษัตริย์ไทย 31 ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับควำมคิดเห็นที่มีต่อโครงกำรเสริมสร้ำงควำมจงรักภักดีต่อสถำบัน พระมหำกษัตริย์ไทย 32 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ................................................................................................33 สรุปผลกำรด ำเนินงำน.................................................................................................................33 อภิปรำยผล..................................................................................................................................33 ปัญหำและอุปสรรค.....................................................................................................................33 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................................33 บรรณำนุกรม ภำคผนวก
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงค่ำร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถำม โดยจ ำแนกตำมเพศ........................................................31 2 แสดงค่ำร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถำม โดยจ ำแนกตำมอำยุ.......................................................31 3 แสดงค่ำร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถำม โดยจ ำแนกตำมอำชีพ.....................................................31 4 ผลกำรประเมินโครงกำรโครงกำรเสริมสร้ำงควำมจงรักภักดีต่อสถำบันพระมหำกษัตริย์ไทย........32
บทสรุปผู้บริหาร โครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จัดขึ้นในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทย ความรักชาติ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษไทย และได้แสดงถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชน เยาวชน ทั่วไปในพื้นที่ต าบลสัตหีบ จ านวน 20 คน โดยจะใช้กลุ่มเป้าหมายทั้งหมดในการค านวณโดย ใช้โปรแกรมส าเร็จรูปคอมพิวเตอร์ (โปรแกรมตารางค านวณ) เพื่อสรุปผลการด าเนินงานในครั้งนี้ วิธีการด าเนินงาน โดยการส ารวจความต้องการของประชาชนและน าผลจากการส ารวจมาจัดท า กิจกรรมโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ให้กับประชาชน และเยาวชนทั่วไป ในพื้นที่ต าบลสัตหีบ จ านวน 20 คน ในวันที่27 มกราคม 2563 ณ กศน.ต าบลสัตหีบ ต าบลสัตหีบ อ าเภอสัต หีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี ร.อ. ประโยชน์ ประสมพงษ์เป็นวิทยากร จัดการเรียนการสอนในครั้งนี้ หลังจากการ จัดกิจกรรมโครงการแล้วมีการแจกแจงแบบประเมินความพึงพอใจ ส าหรับผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด จ านวน 20 ชุด แล้วน าข้อมูลที่ได้มาค านวณทางสถิติ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การแจกแจงความถี่ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการแปรผล ผลการด าเนินงาน จากการน าข้อมูลที่ได้มาท าการค านวณหาค่าสถิติต่างๆ สรุปว่า ผู้เข้าร่วม กิจกรรม มีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด (µ =4.53)
1 บทที่ 1 บทน ำ โครงกำรเสริมสร้ำงควำมจงรักภักดีต่อสถำบันพระมหำกษัตริย์ไทย หลักกำรและเหตุผล โครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เป็นโครงการส่งเสริมจิตส านึกในความ รักชาติ การด าเนินชีวิตตามแนวพระราชด าริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพร้อมกับน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การปลูกฝังจิตส านึกด้านจริยธรรมตามหลักศาสนา การส่งเสริมความรัก ความสามัคคี การท างานร่วมกันเป็นหมู่คณะ น าความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน ก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น กศน.ต าบลสัตหีบ จึงได้จัดท าโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อให้เข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและมีจิตส านึกความเป็นพลเมืองที่ดีใน ระบอบประชาธิปไตย ตระหนักถึงความ รักชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบ ประชาธิปไตย ต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยและมีจิตส านึกความเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย 2. เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยมีความรักความสามัคคีและมีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย เป้ำหมำย เชิงปริมาณ ประชาชนและเยาวชนต าบลสัตหีบ จ านวน 20 คน เชิงคุณภาพ ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยและมีจิตส านึกความเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เป็นการเพิ่มศักยภาพของ ประชาชนในชุมชน และเสริมสร้างให้คนไทยมีความรักความสามัคคีและมีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย
2 วิธีกำรด ำเนินกำร กิจกรรมหลัก วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย เป้าหมาย พื้นที่ด าเนินการ ระยะเวลา งบประมาณ 1.จัดท าโครงการเพื่อ ขออนุมัติ 2.ประชุมชี้แจง เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ 3.ประสานงาน เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 4.ด าเนินการจัด กิจกรรม อบรมให้ความรู้ 5.สรุปผลและ รายงานผล 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการ อบรมมีความรู้ ความ เข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ ชาติไทย และบุญคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยและมี จิตส านึกความเป็น พลเมืองที่ดีในระบอบ ประชาธิปไตย 2. เพื่อเสริมสร้างให้คน ไทยมีความรักความ สามัคคีและมีความ ภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคน ไทย ประชาชน ต าบลสัตหีบ จ านวน 20 คน กศน.ต าบลสัตหีบ 27 มกราคม 2563 5,200.-บาท เงินงบประมำณทั้งโครงกำร 5,200.- บาท ผู้รับผิดชอบโครงกำร นางสาวสุภาวดี บางโสก หัวหน้า กศน. ต าบลสัตหีบ นางสาวปารย์พิชชา เจริญศรี ครู กศน. ต าบลสัตหีบ นางปิยวดี เตชะวงศ์ ครู ศรช. ต าบลสัตหีบ เครือข่ำย - ประชาชนต าบลสัตหีบ - กศน.อ าเภอสัตหีบ โครงกำรที่เกี่ยวข้อง - โครงการสถานศึกษาเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ผลลัพธ์ (Out come) ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และมีจิตส านึกความเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย เป็นการเพิ่มศักยภาพของประชาชนในชุมชน ให้เกิด ความรู้ ความช านาญ เกิดความตระหนักถึงความรักชาติไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นพลเมืองที่ดีใน ระบอบประชาธิปไตย ดัชนีชี้วัดควำมส ำเร็จของโครงกำร ตัวชี้วัดผลผลิต (Outputs) 1) มีผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2) ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจในระดับ มากขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
3 ตัวชี้วัดผลลัพธ์(Outcomes) - ผู้เข้ารับการอบรมร้อยละ 80 มีตระหนักถึงความรักชาติ ศาสนา เทิดทูนแสดงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษไทย - ผู้เข้ารับการอบรมร้อยละ 80 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและ สามารถน าความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวันและเผยแพร่ได้
4 บทที่ 2 เอกสำรกำรศึกษำและรำยงำนที่เกี่ยวข้อง ในการจัดท ารายงานครั้งนี้ ได้ท าการศึกษาค้นคว้าเนื้อหาจากเอกสารการศึกษาและรายงานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. นโยบายและจุดเน้นการด าเนินงาน ส านักงาน กศน.ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 2. แนวทาง/กลยุทธ์การด าเนินงาน กศน.อ าเภอสัตหีบประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2562 2.1 วิสัยทัศน์ 2.2 พันธกิจ 2.3 เป้าประสงค์ 2.4 ตัวชี้วัดความส าเร็จ/ยุทธศาสตร์/โครงการ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้อง นโยบำยและจุดเน้นกำรด ำเนินงำน ส ำนักงำน กศน. ประจ ำปีงบประมำณ พ.ศ. 2563 วิสัยทัศน์ คนไทยได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สามารถด ารงชีวิตที่เหมาะสม กับช่วงวัย สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีทักษะที่จ าเป็นในโลกศตวรรษที่ 21 พันธกิจ 1. จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ เพื่อยกระดับ การศึกษา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมทุกช่วงวัย พร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงบริบททางสังคม และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2 ส่งเสริม สนับสนุน และประสานภาคีเครือข่าย ในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งการด าเนินกิจกรรมของศูนย์การเรียนและ แหล่งการเรียนรู้อื่น ในรูปแบบต่าง ๆ 3. ส่งเสริมและพัฒนาการน าเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิด ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง 4. พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรม การวัดและประเมินผล ในทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน 5. พัฒนาบุคลากรและระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งจัดการศึกษาและ การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล เป้ำประสงค์ 1. ประชาชนผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้รับโอกาส ทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษา ตามอัธยาศัย ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามสภาพ ปัญหา และความต้องการของแต่ละ กลุ่มเป้ำหมำย 2. ประชาชนได้รับการยกระดับการศึกษา สร้างเสริมและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และ ความเป็นพลเมือง อันน าไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อพัฒนาไปสู่ ความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 3. ประชาชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ และมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม
5 สามารถคิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน รวมทั้งแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้อย่างสร้างสรรค์ 4. ประชาชนได้รับการสร้างและส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่านเพื่อการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 5. ชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการด าเนินงานการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชน 6. หน่วยงานและสถานศึกษาพัฒนา เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ ในการยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรู้และเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ให้กับประชาชน 7. หน่วยงานและสถานศึกษาพัฒนาสื่อและการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนา คุณภาพชีวิต ที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งตามความต้องการของประชาชนและชุมชนในรูปแบบที่หลากหลาย 8. หน่วยงานและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล 9. บุคลากรของหน่วยงานและสถานศึกษาได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดเชิงปริมำณ 1. จ านวนผู้เรียนการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาชั้นพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตาม สิทธิที่ก าหนดไว้ 2. จ านวนของคนไทยกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้/เข้ารับบริการกิจกรรม การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการ 3. ร้อยละของก าลังแรงงานที่ส าเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป 4. จ านวนภาคีเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัด/พัฒนา/ส่งเสริมการศึกษา (ภาคีเครือข่าย : สถานประกอบการ องค์กร หน่วยงานที่มาร่วมจัด/พัฒนา/ส่งเสริมการศึกษา) 5. จ านวนประชาชน เด็ก และเยาวชนในพื้นที่สูง และชาวไทยมอแกน ในพื้นที่ 5 จังหวัด 11 อ ากอ ได้รับบริการการศึกษาตลอดชีวิตจากศูนย์การเรียนชุมชนสังกัดส านักงาน กศน. 6. จ านวนผู้รับบริการในพื้นที่เป้าหมายได้รับการส่งเสริมด้านการรู้หนังสือและการพัฒนาทักษะชีวิต 7. จ านวนนักเรียนนักศึกษาที่ได้รับบริการติวเข้มเต็มความรู้ 8. จ านวนประชาชนที่ได้รับการฝึกอาชีพระยะสั้น สามารถสร้างอาชีพเพื่อสร้างรายได้ 9. จ านวน ครู กศน. ต าบล จากพื้นที่ กศน.ภาค ได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 10. จ านวนประชาชนที่ได้รับการฝึกอบรมภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพ 11. จ านวนผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในระบบ Long Term Care มีผู้ดูแลที่มีคุณภาพและมาตรฐาน 12. จ านวนประชาชนที่ผ่านการอบรมจากศูนย์ดิจิทัลชุมชน 13. จ านวนศูนย์การเรียนชุมชน กศน. บนพื้นที่สูง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะ การฟัง พูดภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ร่วมกันในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ตชด. และกศน. 14. จ านวนบุคลากร กศน. ต าบลที่สามารถจัดท าคลังความรู้ได้ 15. จ านวนบทความเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับต าบลในหัวข้อต่าง ๆ 16. จ านวนหลักสูตรและสื่อออนไลน์ที่ให้บริการกับประชาชน ทั้งการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย
6 ตัวชี้วัดเชิงคุณภำพ 1. ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ การศึกษานอกระบบ (N-NET) ทุกรายวิชาทุกระดับ 2. ร้อยละของผู้เรียนที่ได้รับการสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเทียบกับค่าเป้าหมาย 3. ร้อยละของประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ลงทะเบียนเรียนในทุกหลักสูตร/กิจกรรมการศึกษา ต่อเนื่องเทียบกับเป้าหมาย 4. ร้อยละของผู้ผ่านการฝึกอบรม/พัฒนาทักษะอาชีพระยะสั้นสามารถน าความรู้ไปใช้ ในการประกอบอาชีพหรือพัฒนางานได้ 5. ร้อยละของผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ หรือทักษะ ด้านอาชีพ สามารถมีงานท าหรือน าไปประกอบอาชีพได้ 6. ร้อยละของผู้จบหลักสูตร/กิจกรรมที่สามารถน าความรู้ความเข้าใจไปใช้ได้ตามจุดมุ่งหมาย ของหลักสูตรกิจกรรม การศึกษาต่อเนื่อง 7. ร้อยละของประชาชนที่ได้รับบริการมีความพึงพอใจต่อการบริการ/เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ การศึกษาตามอัธยาศัย 8. ร้อยละของประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับบริการ/ข้าร่วมกิจกรรมที่มีความรู้ความเข้าใจ/เจตคติ ทักษะ ตามจุดมุ่งหมายของกิจกรรมที่ก าหนด ของการศึกษาตามอัธยาศัย 9. ร้อยละของนักเรียน/นักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาที่ได้รับบริการติวเข้มเต็มความรู้ เพิ่มสูงขึ้น 10. ร้อยละของผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย มีโอกาสมาเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิต นโยบำยเร่งด่วนเพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศำสตร์กำรพัฒนำประเทศ 1.ยุทธศำสตร์ด้ำนควำมมันคง 1.1 พัฒนาและเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ โดยปลูกฝังและ สร้างความตระหนักรู้ถึงความส าคัญของสถาบันหลักของชาติ รณรงค์เสริมสร้างความรักและความภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทยและชาติไทย น้อมน าและเผยแพร่ศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงแนวทางพระราชด าริต่าง ๆ 1.2 เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องกับการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในบริบทของไทย มีความเป็นพลเมืองดี ยอมรับ และเคารพความหลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ 1.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม ในรูปแบบใหม่ ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ ภัยจากไซเบอร์ภัยพิบัติจากธรรมชาติ โรคอุบัติใหม่ ฯลฯ 1.4 ยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างเสริมโอกาสในการเข้าถึงบริการการศึกษา การพัฒนา ทักษะ การสร้างอาชีพ และการใช้ชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรม ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดน ภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ 1.5 สร้างความรู้ความเข้าใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ยอมรับและเคารพในประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ และชาวต่างชาติที่มีความหลากหลาย ในลักษณะ พหุสังคมที่อยู่ร่วมกัน
7 2 ยุทธศำสตร์ด้ำนกำรสร้ำงควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน 2.1 เร่งปรับหลักสูตรการจัดการศึกษาอาชีพ กศน. เพื่อยกระดับทักษะด้านอาชีพของประชาชน ให้เป็นอาชีพที่รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (First S - curve และ New S-curve) โดยบูรณา การความร่วมมือในการพัฒนาและเสริมทักษะใหม่ด้านอาชีพ (Upskill & Reskill) รวมถึงมุ่งเน้นสร้างโอกาส ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงานทั้งภาคอุตสาหกรรมและ การบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจ และเขคพัฒนาพิเศษตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ส าหรับพื้นที่ปกติให้พัฒนาอาชีพที่เน้นการต่อยอดศักยภาพและตามบริบทของพื้นที่ 2.2 จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก ยกระดับการศึกษาให้กับประชาชนให้จบ การศึกษาอย่างน้อยการศึกษาภาคบังคับ สามารถน าคุณวุฒิที่ได้รับไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ รวมทั้ง พัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพตามความต้องการของประชาชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ตอบสนองต่อ บริบทของสังคมและชุมชน รวมทั้งรองรับการพัฒนาเขตพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 2.3 พัฒนาและส่งเสริมประชาชนเพื่อต่อยอดการผลิตและจ าหน่ายสินค้และผลิตภัณฑ์ ออนไลน์ 1) เร่งจัดตั้งศูนย์ให้ค าปรึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Brand กศน. เพื่อยกระดับคุณภาพ ของสินค้และผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการที่ครบวงจร (การผลิต การตลาด การส่งออก และสร้างช่องทาง จ าหน่าย) รวมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการเผยแพร่และจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ 2) พัฒนาและคัดเลือกสุดยอดสินค้าและลิตภัณฑ์ กศน. ในแต่ละจังหวัด พร้อมทั้งประสาน ความร่วมมือกับสถานีบริการน้ ามันในการเป็นซ่องทางการจ าหน่ายสุดยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ กศน. ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 3 ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพทรัพยำกรมนุษย์ 3.1 พัฒนาครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมและการเรียนรู้ เป็นผู้เชื่อมโยงความรู้กับ ผู้เรียนและผู้รับบริการ มีความเป็น "ครูมืออาชีพ" มีจิตบริการ มีความรอบรู้และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเป็น "ผู้อ านวยการการเรียนรู้" ที่สามารถบริหารจัดการความรู้ กิจกรรม และการเรียนรู้ที่ดี 1) เพิ่มอัตราข้าราชการครูให้กับ กศน. อ าเภอทุกแห่ง โดยเร่งด าเนินการเรื่องการหาอัตราต าแหน่ง การสรรหา บรรจุ และแต่งตั้ง ข้าราชการครู 2) พัฒนาข้าราชการครูในรูปแบบครบวงจร ตามหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับวิทยฐานะ 3) พัฒนาครู กศน.ต าบลให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นเรื่องการพัฒนา ทักษะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ทักษะภาษาต่างประเทศ ทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ 4) พัฒนาศึกษานิเทศก์ ให้สามารถปฏิบัติการนิเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) พัฒนาบุคลากร กศน.ทุกระดับทุกประเภทให้มีทักษะความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลและ ภาษาต่างประเทศที่จ าเป็น 3.2 พัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีความพร้อม ในการให้บริการกิจกรรมการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นแหล่งสารสนเทศสาธารณะที่งยต่อการเข้าถึง มีบรรยากาศที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ เป็นคาเพ่พื้นที่การเรียนรู้ส าหรับคนทุกช่วงวัย มีสิ่งอ านวยความสะดวก มีบรรยากาศสวยงามมี ชีวิต ที่ดึงดูดความสนใจ และมีความปลอดภัยส าหรับผู้ใช้บริการ 1) เร่งยกระดับ กศน.ต าบลน าร่อง 928 แห่ง (อ าเภอละ 1 แห่ง) ให้เป็น กศน.ต าบล 5 ดี พรีเมี่ยม ที่ประกอบด้วย ครูดี สถานที่ดี (ตามบริบทของพื้นที่) กิจกรรมดี เครือข่ายดี และมีนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ดีมี ประโยชน์
8 2) จัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ กศน. เพื่อยกระดับการเรียนรู้ ใน 6 ภูมิภาค เป็นพื้นที่การเรียนรู้ (Co - Learning Space) ที่ทันสมัยส าหรับทุกคน มีความพร้อมในการให้บริการต่าง ๆ อาทิ พื้นที่ส าหรับการ ท างาน/การเรียนรู้ พื้นที่ส าหรับกิจกรรมต่าง ๆ มีห้องประชุมขนาดเล็ก รวมทั้งท างานร่วมกับห้องสมุดประชาชนใน การให้บริการในรูปแบบห้องสมุดดิจิทัล บริการอินเทอร์เน็ต สื่อมัลติมีเดีย เพื่อรองรับการเรียนรู้แบบ Active Learning 3) พัฒนาห้องสมุดประชชน "เฉลิมราชกุมารี" ให้เป็น Digital Library โดยให้มีบริการหนังสือ ในรูปแบบ e - Book บริการคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้ง Free Wifi เพื่อการสืบค้นข้อมูล 3.3 ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการเรียนรู้ส าหรับทุกคน สามารถ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา มีกิจกรรมที่หลากลาย น่าสนใจ สนองตอบความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพ การเรียนรู้ของประชาชน รวมทั้งใช้ประโยชน์จากประชาชนในชุมชนในการร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนไปสู้การจัดการความรู้ของชุมชนอย่างยั่งยืน 1) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรม สร้างวินัย จิตสาธารณะ ความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม และการมีจิตอาสา ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมลูกเสือ กศน. กิจกรรมจิตอาสา ตลอดจน สนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร 2) จัดให้มีหลักสูตรลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยให้ส านักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่ปกทม. จัดตั้งกองลูกเสือ ที่ลูกเสือมีความพร้อมด้านทักษะภาษาต่างประเทศ เป็นลูกเสือมัคคุเทศก์จังหวัดละ 1 กอง เพื่อส่งเสริมลูกเสือจิต อาสาพัฒนาการท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด 3.4 เสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ประสาน ส่งเสริมความร่วมมือภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และให้เกิดความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับ ประชาชนอย่างมีคุณภาพ 1) เร่งจัดท าท าเนียบภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละต าบล เพื่อใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างการเรียนรู้จากองค์ความรู้ในตัวบุคคลให้เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญา สร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่าง ยั่งยืน 2) ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การจัดการเรียนรู้ชุมชน 3) ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อการขยายและพัฒนาการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มอย่างกว้างขวางและมีคุณภาพ อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่ม อสม. 3.5 พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและกลุ่มเป้าหมาย 1) พัฒนาการจัดการศึกษาออนไลน์ กศน. ทั้งในรูปแบบของการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาทักษะ ชีวิตและทักษะอาชีพ การศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการพัฒนาช่องทางการค้าออนไลน์ 2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ 3) ส่งเสริมให้มีการใช้การวิจัยอย่างง่ายเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ 3.6 พัฒนาศักยภาพคนด้านทักษะและความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) 1) พัฒนาความรู้และทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนา
9 รูปแบบกำรจัดกำรเรียนกำรสอน 2) ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนมีทักษะความเข้าใจและ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถน าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน รวมทั้งสร้างรายได้ให้กับตนเองได้ 3.7 พัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นทักษะภาษาเพื่ออาชีพ ทั้งในภาคธุรกิจ การบริการ และการท่องเที่ยว รวมทั้ง พัฒนาสื่อการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารและการพัฒนาอาชีพ 3.8 เตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เหมาะสมและมีคุณภาพ 1) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้กับประชาชนเพื่อสร้างความตระหนักถึงการเตรียมพร้อมเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มีความเข้าใจในพัฒนาการของช่วงวัย รวมทั้งเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการดูแล รับผิดชอบผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน 2) พัฒนาการจัดบริการการศึกษาและการเรียนรู้ส าหรับประชาชนในการเตรียมความพร้อม เข้าสู่วัยสูงอายุที่เหมาะสมและมีคุณภาพ 3) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตส าหรับผู้สูงอายุภายใต้แนวคิด "Active Aging" การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาทักษะชีวิต ให้สามารถดูแลตนเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 4) สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญา ของผู้สูงอายุ และให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านต่าง ๆ ในชุมชน เช่น ด้านอาชีพ กีฬา ศาสนาและวัฒนธรรม 5) จัดการศึกษาอาชีพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ในทุกระดับ 3.9 การส่งเสริมวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา 1) จัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เชิงรุก และเน้นให้ความรู้วิทยาศาสตร์อย่างง่ายกับประชาชนในชุมชน ทั้งวิทยาศาสตร์ในวิถีชีวิต และวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจ าวัน 2) พัฒนาสื่อนิทรรศการเละรูปแบบการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้มีความทันสมัย 3.10 ส่งเสริมการรู้ภาษาไทยให้กับประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะประชาชนในเขตพื้นที่สูง ให้สามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทย เพื่อประโยชในการใช้ชีวิตประจ าวันได้ 4 ยุทธศำสตร์ต้นกำรสร้ำงโอกำสและควำมเสมอภำคทำงสังคม 4.1 จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ส าหรับทุกช่วงวัย ที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สามารถให้บริการ ประชาชนได้ทุกคน ทุกช่วงวัย ที่มีกิจกรรมที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ในแต่ละวัย และเป็นศูนย์บริการความรู้ ศูนย์การจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อให้มีพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสม และมีความสุขกับการเรียนรู้ตามความสนใจ 1) เร่งประสานกับส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อจัดท าฐานข้อมูลโรงเรียน ที่ถูกยุบรวม หรือคาดว่าน่าจะถูกยุบรวม 2) ให้ส านักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่งที่อยู่ในจังหวัดที่มีโรงเรียนที่ถูกยุบรวม ประสานขอใช้ พื้นที่เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ส าหรับทุกช่วงวัย กศน. 4.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ส าหรับกลุ่มเป้าหมายผู้พิการ 1) จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ และการศึกษา ตามอัธยาศัย โดยเน้นรูปแบบการศึกษาออนไลน์ 2) ให้ส านักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่ง/กทม. ท าความร่วมมือกับศูนย์การศึกษาพิเศษประจ า
10 จังหวัด ในการใช้สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และครุภัณฑ์ด้านการศึกษา เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาและการ เรียนรู้ส าหรับกลุ่มเป้าหมายผู้พิการ 4.3 ยกระดับการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายทหารกองประจ าการ รวมทั้งกลุ่มเป้าหมาย พิเศษอื่น ๆ อาทิ ผู้ต้องขัง คนพิการ เด็กออกกลางคัน ประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ให้จบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถน าความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาตนเองได้อย่าง ต่อเนื่อง 4.4 พัฒนาหลักสูตรการจัดการศึกษาอาชีพระะสั้น ให้มีความหลากหลาย ทันสมัย เหมาะสมกับ บริบทของพื้นที่ และตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ 5. ยุทธศำสตร์ด้ำนกำรสร้ำงกำรเติบโตบนคุณภำพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 5.1 ส่งเสริมให้มีการให้ความรู้กับประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความเสียหาย จากภัยธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 5.2 สร้างความตระหนักถึงความส าคัญของการสร้างสังคมสีเขียว ส่งเสริมความรู้ให้กับประชาชน เกี่ยวกับการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง การก าจัดขยะ และการน ากลับมาใช้ช้ า เพื่อลดปริมาณและต้นทุนในการ จัดการขยะของเมือง และสามารถน าขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย รวมทั้งการจัดการมลพิษในชุมชน 5.3 ส่งเสริมให้หน่วยงานและสถานศึกษาใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดการใช้ ทรัพยากรที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รณรงค์เรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติก การประหยัดไฟฟ้า เป็นต้น 6. ยุทธศำสตร์ด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบหำรบริหำรจัดกำรภำครัฐ 6.1 พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ บริหารจัดการบนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ มุ่งผลสัมฤทธิ์มีความโปร่งใส 6.2 น านวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบการท างานที่เป็นดิจิทัลมาใช้ในการบริหารและพัฒนางาน สามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลกลางของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งพัฒนาโปรแกรมออนไลน์ที่ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ที่ท าให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ และให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทันที ทุกที่และทุกเวลา 6.3 ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐาน ต าแหน่ง ให้ตรงกับสายงาน ความช านาญ และความต้องการของบุคลากร แนวทำง/กลยุทธ์กำรด ำเนินงำน ของ กศน.อ ำเภอสัตหีบ ประจ ำปีงบประมำณ พ.ศ.2562 ปรัชญำ คิดเป็น ท าเป็น เน้นคุณธรรม วิสัยทัศน์ “ภายในปี 2565 ผู้เรียน/ผู้รับบริการ ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัต หีบ มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ใช้แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา สื่อเทคโนโลยี ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยเครือข่ายมีส่วนร่วม” อัตลักษณ์ “เท่าทันเทคโนโลยี” ความหมาย การใช้เทคโนโลยี ในการเรียนรู้และการด ารงชีวิตได้อย่างถูกต้อง
11 เอกลักษณ์ “องค์กร ออนไลน์” หมายถึง สถานศึกษาใช้เทคโนโลยีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการบริหารงานภายในองค์กร พันธกิจ 1. ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตร 2. จัดระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้และการบริหารการศึกษา 3. พัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้/สื่อ/การประเมินผล 4. ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการจัดกิจกรรมการศึกษา เป้ำประสงค์ 1. ใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ 2. จัดการเรียนรู้ร่วมกับเครือข่าย กลยุทธ์ กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ 1. พัฒนาคุณภาพผู้เรียน 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมค่านิยมอันพึงประสงค์ 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะและความสามารถในการแสวงหาความรู้ 3. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ 4. เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาตามนโยบายสถานศึกษา 5. เพื่อให้ผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่องน าความรู้ไปใช้ได้ 6. เพื่อให้ผู้เรียนการศึกษาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถน าความรู้ไปใช้ได้ 7. เพื่อให้ผู้เรียนการศึกษาดิจิทัลชุมชนสามารถน าความรู้ไปใช้ได้ 8. เพื่อให้ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยน าความรู้ไปใช้ได้ 9. เพื่อให้ผู้เรียน/ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศและสามารถน า ความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองได้ 2. พัฒนาบุคลาการ 1. เพื่อให้บุคลากรมีความรู้และทักษะด้านการออกแบบการจัดกระบวนการเรียนการสอน 2. เพื่อให้บุคลากรมีความรู้และทักษะด้านการออกแบบสื่อการเรียนการสอน 3. เพื่อให้บุคลากรมีความรู้และทักษะด้านวิธีการประเมินผลที่มีคุณภาพ 3.บริหารการจัดการสถานศึกษา 1. เพื่อจัดระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้และการบริหารสถานศึกษา 4.ภาคีเครือข่ายร่วมจัดกิจกรรม 1. เพื่อให้เครือข่ายมีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนและร่วมจัดการจัดกิจกรรมการศึกษา ผลการวิเคราะห์ SWOT (Swot Analysis) ของ กศน.อ าเภอสัตหีบ S = จุดแข็ง 1. ด้านอาคารสถานที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมือง สะดวกในการติดต่อ 2. ด้านบุคลากรมีจ านวนเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน 3. มีระบบการจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลที่ทันสมัยสามารถสืบค้นข้อมูลทางเวปไซด์ได้
12 W = จุดอ่อน 1. สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ไม่เพียงพอต่อการด าเนินงานและการบริการ 2. ระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต wifi ไม่เพียงพอต่อการด าเนินงานและการบริการประชาชน และนักศึกษา 3. สถานที่คับแคบ ไม่เหมาะสมกับการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ O = โอกาส 1. ได้รับความร่วมมือกบภาคีเครือข่ายเป็นอย่างดี 2. ได้รับการยอมรับจากชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ 3. มีแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่นจากเศรษฐกิจพอเพียง 4. มีกรอบแนวทางการด าเนินงานที่ชัดเจน T = อุปสรรค 1. สถานที่ 2. นักศึกษาไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้บ่อยครั้ง 3. ผู้เรียนไม่ค่อยพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 4. การจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงานล่าช้า นโยบำยและจุดเน้นของ กศน.อ ำเภอสัตหีบ ตัวชี้วัด 1. จ านวนผู้เรียนการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิที่ก าหนด ไว้ 2. จ านวนของคนไทยกลุ่มเป้าหมายต่างๆ (กลุ่มเป้าหมายทั่วไป กลุ่มเป้าหมายพิเศษ และกลุ่มคนไทยทั่วไป เป็น ต้น) ที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้/ได้รับบริการกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคล้อง กับสภาพ ปัญหา และความต้องการ 3. ร้อยละผู้จบหลักสูตร/กิจกรรมการศึกษานอกระบบสามารถน าความรู้ความเข้าใจไปใช้ได้ตามจุดมุ่งหมายของ หลักสูตร/กิจกรรมที่ก าหนด 4. จ านวนแหล่งเรียนรู้ในระดับต าบลที่มีความพร้อมในการให้บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย 5. จ านวนประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้ารับการฝึกอาชีพ เห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ 6. ร้อยละของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่สามารถอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็นตามจุดมุ่งหมายของกิจกรรม 7. ร้อยละของประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับบริการเข้าร่วมกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย มีความรู้ความเข้าใจ เจตคติทักษะตามจุดมุ่งหมายของกิจกรรมที่ก าหนด 8. จ านวนผู้ดูแลประชาชนที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ก าหนด 9. จ านวนองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการด าเนินงานการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 10. จ านวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่เข้าถึงบริการการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ในรูปแบบ 11. จ านวน/ประเภทของสื่อ และเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีการจัดท า/พัฒนาและน าไปใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรียน/ผู้รับบริการการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 12. จ านวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่เข้าถึงบริการความรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ผ่านช่องทางสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีการสื่อสาร
13 13. ร้อยละของนักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับบริการติวเข้มเต็มความรู้เพิ่มสูงขึ้น 14. จ านวนบุคลากรของหน่วยงานและสถานศึกษาได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 15. ร้อยละของสถานศึกษาในสังกัดที่มีระบบประกันคุณภาพภายในและมีการจัดท ารายงานการประเมินตนเอง 16. ร้อยละของหน่วยงาน และสถานศึกษา กศน. ที่มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ จัดท าฐานข้อมูลชุมชนและการบริหารจัดการ เพื่อสนับสนุนการด าเนินงานการศึกษานอกระบบ และการศึกษา ตามอัธยาศัยขององค์การ 17. ร้อยละของหน่วยงาน และสถานศึกษา กศน. ที่สามารถด าเนินงานโครงการ/กิจกรรมตามบทบาทภารกิจที่ รับผิดชอบได้ส าเร็จตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า/ตามแผนที่ ก าหนดไว้ จุดเน้นกำรด ำเนินงำน กศน. ตำมยุทธศำสตร์กระทรวงศึกษำธิกำร 6 ยุทธศำสตร์ 1. พัฒนำหลักสูตร กระบวนกำรเรียนกำรสอน และกำรวัดผลประเมินผล จุดเน้นการด าเนินงาน 1.1 จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของประชาชนชุมชนและ สังคม ในรูปแบบที่หลากหลาย ให้ประชาชนคิดเป็น วิเคราะห์ได้ตัดสินใจภายใต้ฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น ความรู้ เรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข/การเลือกตั้ง แนวทางและทิศทางการ พัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมจัดท าเนื้อหา และสื่อประกอบการจัดกระบวนการเรียนรู้รวมทั้งให้มีการจัดท าแผนการเรียนรู้รายชุมชน เพื่อพัฒนาสู่ชุมชน/ เมืองแห่งการเรียนรู้ 1.2 ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ “สะเต็มศึกษา” (STEM Education) โดยบูรณาการ ความรู้ด้าน คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต สู่การประกอบอาชีพ ประยุกต์ใช้ใน การท างาน และเป็นแนวทางของการสร้างแรงงานที่มีศักยภาพได้ในอนาคต 1.3 จัดการศึกษาเพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือให้คนไทยให้สามารถอ่านออกเขียนได้โดยใช้หลักสูตรการรู้ หนังสือของคนไทยของส านักงาน กศน.และสื่อที่เหมาะสมกับสภาพและพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมาย 2. กำรผลิต พัฒนำ ครูคณำจำรย์และบุคลำกรทำงกำรศึกษำ จุดเน้นการด าเนินงาน 2.1 จัดท าแผนพัฒนาอัตราก าลังล่วงหน้าระยะ 10 ปีเพื่อใช้เป็นข้อมูลส าหรับการขอกรอบอัตราก าลัง เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อขอบข่ายการด าเนินงานของ กศน. 2.2 เร่งพัฒนาศักยภาพครู กศน. ทุกประเภท เพื่อให้สามารถเป็นทั้งผู้สอนและผู้ออกแบบการเรียนรู้ รายบุคคล และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดท าแผนพัฒนาครูกศน.ทุกประเภท และทุก ระดับ ช่วงระยะ 10 ปีเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูกศน. ให้ได้เกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนด 2.3 ส ารวจข้อมูล และทบทวนหลักเกณฑ์การจ้างลูกจ้างแบบจ้างเหมาบริการ และพนักงานราชการให้ตรง ตามความต้องการของพื้นที่ 3. ผลิต และพัฒนำก ำลังคน รวมทั้งงำนวิจัยที่สอดคล้องกับควำมต้องกำรของกำรพัฒนำประเทศ จุดเน้นการด าเนินงาน 3.1 ยกระดับการศึกษาให้กับกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัย ให้จบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการเรียนรูปแบบโปรแกรมเรียนรู้รายบุคคล
14 3.2 จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้สอดคล้องและรองรับกับความต้องการของการ พัฒนาตามบริบทของแต่ละพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมุ่งเน้นผลิตก าลังคนให้สอดคล้องกับความ ต้องการของพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างทักษะทางวิชาชีพ โดยเน้นด้านการบริหารและการประกอบการ เพื่อให้ประชาชน ในพื้นที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพในแนวทางที่ดีขึ้น 4. ขยำยโอกำสในกำรเข้ำถึงบริกำรกำรศึกษำและกำรเรียนรู้อย่ำงต่อเนื่องตลอดชีวิต จุดเน้นการด าเนินงาน 4.1 เร่งบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยประสานข้อมูลโรงเรียนขนาดเล็กจากส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อส ารวจความต้องการในกาจัดการ โรงเรียนขนาดเล็กเพื่อท าเป็น กศน. ต าบลหรือแหล่งการเรียนรู้ของชุมชนภายในต าบลสัตหีบ 4.2 จัดและส่งเสริมความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับ กลุ่มเป้าหมายเด็กออกกลางคัน/เด็กตกหล่น และกลุ่มคนพิการในต าบลสัตหีบ 4.3 เร่งส ารวจข้อมูลการรู้หนังสือของคนไทย โดยให้ความส าคัญกับกลุ่มเป้าหมายนักศึกษา กศน.ในต าบล สัตหีบ 4.4 พัฒนา กศน.ต าบล/แขวง ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา โดยเน้นการประสานเชื่อมโยง ระหว่างชุมชนและภาคีเครือข่าย ในการจัดการศึกษารูปแบบ กศน.ต าบล 4 ศูนย์ได้แก่ (1) ศูนย์เรียนรู้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจ าต าบล (2) ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยต าบล (3) ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และ (4) ศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตชุมชน เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนอย่าง มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างและกระจายโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน 4.5 จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย“กศน.เพื่อประชาชน”เช่น จัดการเรียน วิชาชีพระยะสั้น (โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน) ให้กับประชาชนที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน บริบทของพื้นที่ จัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับกลุ่มประชาชนและการพัฒนาทักษะชีวิตในการ เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการเข้าสู่สังคม เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Thailand 4.0) 4.6 มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดชุมชนรักการอ่านภายในต าบลสัตหีบ “นั่งที่ไหน อ่านที่นั่น” ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน ห้องสมุดประชาชน บ้านหนังสือชุมชน ตู้หนังสือเคลื่อนที่ในตลาด และ หนังสือพิมพ์ฝาผนัง เป็นต้น 5. ส่งเสริมและพัฒนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อกำรศึกษำ จุดเน้นการด าเนินงาน 5.1 พัฒนา กศน. ต าบลสัตหีบ ให้มีความพร้อมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT และเทคโนโลยีเพื่อ การศึกษาอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้กศน.ต าบลสัตหีบ เข้าถึงการใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมใน การให้บริการการศึกษาและการเรียนรู้ที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนและชุมชน และสร้างโอกาสในการ เรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง 5.2 พัฒนาระบบช่องทางแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ (Portal Web) และส่งเสริมให้ประชาชนน าเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้/กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และการพัฒนา อาชีพ เช่น การแสวงหาความรู้เพื่อการด ารงชีวิต การพัฒนาต่อยอดอาชีพเพื่อสร้างรายได้โดยผ่านกลไกของศูนย์ ดิจิทัลชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถน าความรู้ความสามารถ เจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพและทักษะที่พัฒนาขึ้น ไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ได้จริงและการพัฒนาสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ต่อไป
15 6. พัฒนำระบบบริหำรจัดกำรส่งเสริมให้ทุกภำคส่วนมีส่วนร่วมในกำรจัดกำรศึกษำ จุดเน้นการด าเนินงาน 6.1 ส ารวจ วิเคราะห์และปรับปรุงค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยด าเนินการให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนค่าจัดซื้อต าราเรียน ค่าจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าเล่า เรียนอย่างทั่วถึง และเหมาะสมกับสภาพการจัดการศึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย 6.2 สร้างความรู้ความตระหนัก และปลูกจิตส านึกตามหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนความรู้เรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานให้กับบุคลากรทุกระดับทุกประเภทโดยส่งเสริมการจัด กิจกรรม การจัดท านวัตกรรมเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรม การป้องกันการทุจริต และราชการใส สะอาด ของหน่วยงานและสถานศึกษา เพื่อให้ กศน.ต าบลสัตหีบ เป็นองค์กรแห่งศักดิ์ศรีและสุจริตธรรมที่ ประชาชนมีความเชื่อมั่น ศรัทธาและมีความไว้วางใจในการปฏิบัติงาน ภำรกิจต่อเนื่อง 1. ด้ำนกำรจัดกำรศึกษำและกำรเรียนรู้ 1.1 การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยด าเนินการ ให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนค่าจัดซื้อต าราเรียน ค่าจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าเล่าเรียนอย่างทั่วถึง และเพียงพอเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อย พลาดและขาด โอกาสทางการศึกษา ทั้งระบบการให้บริการ ระบบการเรียนการสอน ระบบการวัดและประเมินผลการเรียน ผ่าน การเรียนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง การพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียน และการจัดการศึกษาทางไกล 3) จัดให้มีการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ที่มี ความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ มีมาตรฐานตามที่ก าหนด และสามารถตอบสนองความต้องการของ กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมให้ผู้เรียนต้องเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อด าเนินกิจกรรม เสริมสร้างความสามัคคีบ าเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารีและยุวกาชาด กิจกรรม จิตอาสา การ จัดตั้งชมรม/ชุมนุม และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนน ากิจกรรมการบ าเพ็ญประโยชน์อื่น ๆนอกหลักสูตร มาใช้เพิ่มชั่วโมง กิจกรรมให้ผู้เรียนจบตามหลักสูตรได้ 5) จัดตั้งศูนย์แนะแนวและประสานการศึกษาพิเศษอ าเภอ/เขต ให้ครบทุกอ าเภอทั่วประเทศ 1.2 การศึกษาต่อเนื่อง 1) จัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานท าอย่างยั่งยืน โดยให้ความส าคัญกับการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานท าประเภทช่างพื้นฐาน/ช่างชนบท และอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและศักยภาพของ แต่ละพื้นที่ 2) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยจัดกิจกรรมการศึกษาใน รูปแบบต่างๆ อาทิค่ายพัฒนาทักษะชีวิต การจัดตั้งชมรม/ชุมนุม การส่งเสริมความสามารถพิเศษต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้ ทุกกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัวและชุมชน
16 3) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน โดยใช้หลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ บูรณาการในรูปแบบของการฝึกอบรม การเรียนทางไกล การประชุม สัมมนา การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัด กิจกรรมจิตอาสา การสร้างชุมชนนักปฏิบัติและรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทของชุมชนแต่ ละพื้นที่ โดยเน้นการด าเนินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างจิตส านึกความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นพลเมืองดีการบ าเพ็ญประโยชน์การอนุรักษ์พลังงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตส านึกและวินัยในชุมชน เช่น การส่งเสริมคุณธรรมและ จริยธรรมในชุมชน การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน ศูนย์เรียนรู้หลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจ าต าบลสัตหีบ 1.3 การศึกษาตามอัธยาศัย 1) ส่งเสริมให้มีการขยายและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ในระดับต าบล เพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ และจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในชุมชนได้อย่างทั่วถึง 2) จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และพัฒนาความสามารถในการอ่าน และศักยภาพการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายให้ได้ระดับอ่านคล่อง อ่านเข้าใจความเขียนคล่อง และอ่าน เชิงคิดวิเคราะห์พื้นฐาน และให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ เพื่อสามารถน า ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติจริง 3) ส่งเสริมให้มีการสร้างบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดย สนับสนุนการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น พัฒนาห้องสมุดประชาชนทุกแห่งให้ เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน การสร้างเครือข่ายส่งเสริม การอ่าน จัดหน่วยบริการเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลายออกให้บริการ ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง สม่ าเสมอ รวมทั้งเสริมสร้างความพร้อมในด้านสื่ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการ อ่าน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างหลากหลาย 4) จัดท ามุมวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้เชิงวิชาการประจ าต าบล โดยพัฒนาและจัดท านิทรรศการ และจัดกิจกรรมที่เน้นการเสริมสร้างทักษะ กระบวนการเรียนรู้และเจตคติทาง วิทยาศาสตร์เพื่อให้นักศึกษา ประชาชนน าความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ไปใช้พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาชุมชน ให้ผู้รับบริการสามารถน าไป ประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิตการพัฒนาอาชีพ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการป้องกันภัยพิบัติจากธรรมชาติในพื้นที่ 2. ด้ำนหลักสูตร สื่อ รูปแบบกำรเรียนรู้ กำรวัดและประเมินผล งำนบริกำรทำงวิชำกำรและกำรประกัน คุณภำพกำรศึกษำ 2.1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย ทันสมัย รวมทั้งหลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพบริบท ของพื้นที่และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน เช่น การจัดโปรแกรมการเรียนรู้รายบุคคล และแผนการ เรียนรู้รายชุมชน 2.2 พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลให้มีความทันสมัยด้วยระบบห้องเรียนและการควบคุมการ สอบออนไลน์ 2.3 พัฒนาระบบการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ให้มี คุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
17 2.4 ส่งเสริมการพัฒนาสื่อแบบเรียน สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่นๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ 2.5 พัฒนาระบบการวัดผลและประเมินผลการศึกษานอกระบบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้มาตรฐาน โดยการน าแบบทดสอบกลาง และระบบการสอบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.6 ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และเผยแพร่ รูปแบบการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อให้มีการน าไปสู่ การปฏิบัติอย่างกว้างขวางและมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทอย่างต่อเนื่อง 2.7 พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน เพื่อพร้อมรับการประเมินคุณภาพ ภายนอก โดยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงความส าคัญของระบบการประกันคุณภาพ และ สามารถด าเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้การประเมินภายในด้วยตนเอง และจัดให้มีระบบสถานศึกษาพี่เลี้ยงเข้าไปสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ส าหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมิน คุณภาพภายนอก ให้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่ก าหนด 3. ด้ำนเทคโนโลยีเพื่อกำรศึกษำ 3.1 ผลิตและพัฒนารายการวิทยุและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาให้เชื่อมโยงและตอบสนองต่อการจัด กิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสถานศึกษาเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาส าหรับ กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพ สามารถพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันสื่อ และ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เช่น รายการพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานท ารายการติวเข้มเติมเต็มความรู้ฯลฯ เผยแพร่ทางสถานีวิทยุศึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (ETV) และทางอินเทอร์เน็ต 3.2 พัฒนาช่องทางการเผยแพร่การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมให้ครู กศน.น าเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารมาใช้ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Do It Yourself : DIY) 3.3 พัฒนาสถานีวิทยุศึกษา และสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการ ออกอากาศให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยขยาย เครือข่ายการรับฟังให้สามารถรับฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและเพิ่มช่องทางให้สามารถรับชม รายการโทรทัศน์ได้ทั้งระบบ Ku - Band , C - Band และทางอินเทอร์เน็ตพร้อมที่จะรองรับการพัฒนาเป็นสถานี วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสาธารณะ (Free ETV) 3.4 พัฒนาระบบการให้บริการสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้ได้หลายช่องทางทั้งทางอินเทอร์เน็ต และ รูปแบบอื่น ๆ เช่น Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ Tablet, DVD, CD, VCD และ MP3 เป็นต้น เพื่อให้ กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกใช้บริการเพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ 3.5ส ารวจ วิจัย ติดตามประเมินผลด้านสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และน าผลมาใช้ในการ พัฒนางานให้มีความถูกต้อง ทันสมัยและสามารถส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนได้อย่าง แท้จริง 5. ด้ำนบุคลำกร ระบบกำรบริหำรจัดกำร และกำรมีส่วนร่วมของทุกภำคส่วน 5.1 การพัฒนาบุคลากร 1) พัฒนาบุคลากรทุกระดับ ทุกประเภทให้มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและระหว่าง การด ารงต าแหน่งเพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและบริหารจัดการการด าเนินงานของ
18 หน่วยงานและสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัดพัฒนาตนเองเพื่อเลื่อน ต าแหน่งหรือเลื่อนวิทยฐานะโดยเน้นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ 2) พัฒนาหัวหน้า กศน. ต าบล ให้มีสมรรถนะสูงขึ้นในการบริหารจัดการ กศน. ต าบลสัตหีบ และ การปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นนักจัดการความรู้และผู้อ านวยความสะดวก ในการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 3) พัฒนาครู กศน. และผู้ที่เกี่ยวข้องให้สามารถจัดรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพโดย ส่งเสริมให้มีความรู้ความสามารถในการจัดท าแผนการสอน การจัดกระบวนการเรียนรู้การวัดและประเมินผล และ การวิจัยเบื้องต้น 4) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการ กศน. ต าบลสัตหีบ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการบริหาร การด าเนินงานตามบทบาทภารกิจของ กศน. ต าบลสัตหีบ อย่างมีประสิทธิภาพ 5) พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่รับผิดชอบการบริการการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีความรู้ ความสามารถและความเป็นมืออาชีพในการจัดบริการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนต าบลสัตหีบ 6)พัฒนาอาสาสมัคร กศน.สัตหีบ ให้สามารถท าหน้าที่เป็นผู้จัด ส่งเสริมและสนับสนุนการจัด 7)การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8) เสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคลากร รวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งในต าบลและต าบลใกล้เคียง ในทุกระดับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการท างานร่วมกัน โดยจัดให้มีกิจกรรมการพัฒนาสมรรถนะ และเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร และภาคีเครือข่ายในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง 5.2 การพัฒนาโครงสร้างและอัตราก าลัง 1) จัดท าแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด าเนินการปรับปรุงสถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ให้มี ความพร้อมในการจัดการศึกษา 2) แสวงหาภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นเพื่อการมีส่วนร่วมในการด าเนินกิจกรรม การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งระดมทรัพยากรเพื่อน ามาใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความ พร้อมส าหรับด าเนินกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน 3) บริหารอัตราก าลังที่มีอยู่ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน 5.3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ 1) เร่งผลักดันให้มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการศึกษาตลอดชีวิต 2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ โดยพัฒนาระบบการก ากับ ควบคุมและ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ 3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศอย่าง เป็นระบบเพื่อให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดสามารถน าไปใช้เป็นเครื่องมือส าคัญในการบริหารการวางแผน การปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล และการน าผลมาพัฒนาการด าเนินงานอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ เดมมิ่ง (PDCA) รวมทั้งจัดบริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวมของนักศึกษา กศน.ต าบลสัตหีบ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัยและเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ สามารถสืบค้นและสอบทานได้ทันความต้องการเพื่อประโยชน์ในการจัด การศึกษาให้กับผู้เรียนและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
19 5) ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้ในหน่วยงานและสถานศึกษาทุกระดับ รวมทั้งการศึกษาวิจัย เพื่อสามารถน ามาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการด าเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและ ชุมชนพร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของหน่วยงานและสถานศึกษา 6) สร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการพัฒนาและส่งเสริม การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต 5.4 การก ากับ นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผล 1) สร้างกลไกการก ากับ นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผลการด าเนินงานการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เชื่อมโยงกับหน่วยงาน สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งระบบ 2)ให้หน่วยงานและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกระดับ พัฒนาระบบกลไกการก ากับ ติดตามและ รายงานผลการน านโยบายสู่การปฏิบัติให้สามารถตอบสนองการด าเนินงานตามนโยบายในแต่ละเรื่องได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสื่ออื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อการก ากับ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการตามค ารับรองการปฏิบัติราชการ ประจ าปีของ กศน.ต าบล เพื่อการรายงานผลตามตัวชี้วัดในค ารับรองการปฏิบัติราชการประจ าปีของส านักงาน กศน. ให้ด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาที่ก าหนด 5) ให้มีการเชื่อมโยงระบบการนิเทศในทุกระดับ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กรตั้งแต่ ส่วนกลาง ภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อ าเภอ/เขต และต าบล/แขวง เพื่อความเป็นเอกภาพในการใช้ข้อมูล และ การพัฒนางานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ทิศทำงกำรพัฒนำและโอกำสของ กศน.ต ำบลสัตหีบ 1. กำรพัฒนำชุมชนต ำบลสัตหีบตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนต าบลสัตหีบ ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่หลากหลาย เช่น ท าประมง ค้าขาย รับจ้าง ทั่วไป พนักงานบริษัทเอกชนเนื่องจากอยู่ใกล้เขตใกล้โรงแรม และ อาชีพเกษตรกรเนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่มภูเขา ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทิศทางการพัฒนาชุมชนที่เหมาะสมและมีความยั่งยืนคือการใช้แนวคิด ทิศทางการพัฒนา ประเทศสู่ความยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ใน ชุมชนอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และวิถีการด าเนินชีวิตในประจ าวันของคนในชุมชนเป็น 6 ทุน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนกายภาพ ทุนทางการเงิน ทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทุนวัฒนธรรมมาใช้ ประโยชน์อย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะการสร้างฐานทางปัญญา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับคนในสังคม ภาคเกษตร รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างระบบ ธรรมาภิบาลและความสมานฉันท์ในชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ต าบลสัตหีบและชุมชนใกล้เคียงอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุขและเป็นธรรม 2. กำรส่งเสริมกำรเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชนต ำบลสัตหีบ กศน.ต าบลสัตหีบ มุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ได้เรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยพัฒนาคุณภาพ การศึกษาและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบโดยใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาช่วยในการจัดการศึกษาเพิ่มโอกาส ทางการศึกษาและการเรียนรู้จากการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชนเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายได้ เรียนรู้ ตลอดชีวิตด้านการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยอย่างมีคุณภาพมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข มีความรู้ ความช านาญด้านทักษะการประกอบอาชีพมีคุณธรรมจริยธรรมใฝ่เรียนรู้
20 และแสวงหาความรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ด ารงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสุข มีสุขภาพทั้งกายและใจที่สมบูรณ์สามารถประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 3. กำรจัดกำรศึกษำเพื่อส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมในท้องถิ่นธรรม กศน.ต าบลสัตหีบ มุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ด้านท านุบ ารุงศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมใน ท้องถิ่นดังนี้ 3.1 จัดให้มีการศึกษาและการเรียนรู้ ทางเลือกตามความสนใจของผู้เรียนและกลุ่มเป้าหมาย 3.2 สนับสนุนการศึกษาให้สอดคล้องกับความจ าเป็นของผู้เรียนโดยน าแนวทางการใช้คูปองการศึกษาเพื่อ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมาปรับใช้กับการจัดการศึกษาของ กศน.ต าบลสัตหีบ 3.3 ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต าบลสัตหีบ ก านัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชน ทั่วไปจัดการการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและทั่วถึง 3.4 จัดการศึกษาให้กับทุกกลุ่มเป้าหมายโดยส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตโดยเน้นความร่วมมือระหว่าง ผู้เกี่ยวข้อง 3.5 พัฒนาตนเองให้มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู 3.6 สนับสนุนการมีส่วนร่วมกับองค์กรทางศาสนาในชุมชน เพื่อการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การสร้าง สันติสุขค่านิยมไทย 12 ประการและจัด กิจกรรมส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนอย่างยั่งยืน 3.7 สนับสนุนภาคีเครือข่าย ประชาชนในพื้นที่ให้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ภาษาไทย และภาษาถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อ การเรียนรู้ การสร้างจิตส านึกความเป็นไทยและการเพิ่มมูลค่าทาง เศรษฐกิจให้แก่คนในชุมชน 3.8 สนับสนุนการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมสากล ตลอดจนส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่นในชุมชน 3.9 ปลูกฝังค่านิยมและจิตส านึกดีให้เยาวชนและประชาชนพื้นที่ ได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ตัวชี้วัดควำมส ำเร็จตำมยุทธศำสตร์ และจุดเน้น กศน.ต ำบลสัตหีบ 1. จ านวนกลุ่มเป้าหมายในต าบลสัตหีบมี ผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษาที่ได้รับบริการ การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมีจ านวนเพิ่ม 2. จ านวนประชากรกลุ่มเป้าหมายในต าบลสัตหีบที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้/ได้รับบริการกิจกรรม การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการได้โดยทั่วถึง 3. ร้อยละของผู้เรียนและผู้รับบริการในต าบลสัตหีบที่มีผลสัมฤทธิ์ตามจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ของแต่ละ หลักสูตร/กิจกรรมเพิ่มขึ้น 4. ร้อยละของผู้ไม่รู้หนังสือในต าบลสัตหีบที่ผ่านการประเมินการรู้หนังสือตามหลักสูตรส่งเสริมการรู้ หนังสือเพิ่มขึ้น 5. ร้อยละของชุมชนในต าบลสัตหีบที่มีการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้อันเป็นผลเนื่องจากการ เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพิ่มขึ้น 6. ร้อยละของชุมชนในต าบลสัตหีบที่ใช้แหล่งการเรียนรู้ชุมชนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน เพิ่มขึ้น 7. จ านวนประชาชนกลุ่มเป้าหมายในต าบลสัตหีบที่ได้รับการศึกษาอบรมในหลักสูตรภาษาอังกฤษ และ ภาษากลุ่มประเทศอาเซียนมีจ านวนเพิ่มมากขึ้น 8. ร้อยละของผู้รับการฝึกอบรมในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษากลุ่มประเทศอาเซียน และ อาเซียนศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรมีจ านวนเพิ่มมากขึ้น
21 9. จ านวนกิจกรรม/หลักสูตรที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็น กระบวนการ/สาระในการเรียนรู้ใน กศน.ต าบลสัตหีบมีกิจกรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น 10. จ านวนองค์กรภาคส่วนต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กศน.ต าบลสัตหีบที่ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายใน การด าเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีจ านวนเพิ่มขึ้น 11. จ านวน/ประเภทของสื่อ และเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีการจัดท า/พัฒนาและน าไปใช้เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ของผู้เรียน/ผู้รับบริการการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยของ กศน.ต าบลสัตหีบมีจ านวน เพิ่มขึ้นหลากหลาย 12. จ านวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กศน.ต าบลสัตหีบที่เข้าถึง บริการความรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านช่องทางสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีการ สื่อสารมีจ านวนเพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักแหล่งควำมส ำเร็จ กศน.ต ำบลสัตหีบ 1. กศน.ต าบลสัตหีบ ยึดหลักวิชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักปรัชญาคิดเป็น หลัก ธรมมาภิบาล และผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ ทั้งด้านวิชาการงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการ บริหารทั่วไปทั้งภายในกศน.ต าบลสัตหีบ และการท างานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย 2. กศน.ต าบลสัตหีบ ใช้ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ในการด าเนินงาน ทั้งที่ยึดพื้นที่ ยึดสภาวะแวดล้อม ยึดกลุ่ม เป้าหมายาและความต้องการยึดประเด็นปัญหาของกลุ่มเป้าหมายหรือประเด็นการพัฒนา ยึดความส าเร็จ และยึด นโยบายเป็นฐาน 3. กศน.ต าบลสัตหีบ การเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายเชิงพื้นที่เครือข่าย เชิงภารกิจและการสร้างความเข้มแข็งร่วมมือและความยั่งยืนในการเป็นภาคีเครือข่าย 4. กศน.ต าบลสัตหีบ เป็นฐานและสถานีปลายทาง ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพและพร้อมในการปฏิบัติงานตลอดเวลา 5. กศน.ต าบลสัตหีบ ใช้สถานศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อนการบริหารนโยบายในระดับพื้นที่ โดยมี คณะกรรมการสถานศึกษาคณะกรรมการ กศน.ต าบลเป็นผู้เสนอแนะ ก ากับติดตาม นิเทศการด าเนินงานเพื่อให้ สามารถจัดการศึกษาในระดับพื้นฐานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ 6. กศน.ต าบลสัตหีบ มีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตามจุดเน้น มาใช้ในการวางแผนการจัด การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7. กศน.ต าบลสัตหีบ มีระบบการนิเทศก ากับติดตามและรายงานผล การปฏิบัติงานและการใช้จ่าย งบประมาณที่สามารถตรวจสอบความก้าวหน้าในการด าเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8. กศน.ต าบลสัตหีบ มีกลไก/ระบบที่สามารถเชื่อมโยงการท างานระหว่างส่วนราชการและหน่วยงาน ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษาเช่น ระบบ ฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องและการจัดกิจกรรมเพื่อตอบสนอง นโยบายเร่งด่วนหรือ นโยบายเฉพาะที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 9. กศน.ต าบลสัตหีบ มีหน่วยงาน/สถานศึกษารับผิดชอบตัวชี้วัดความส าเร็จ ตามยุทธศาสตร์และจุดเน้นที่ ตรงตามภารกิจอย่างชัดเจนที่ก ากับติดตามและรายงานผลตัวชี้วัดทั้งส่วนกลางระดับจังหวัด และระดับสถานศึกษา อย่างเป็นระบบ
22 จุดเน้นของ กศน.ต ำบลสัตหีบ และภำคีเครือข่ำย 2.1 ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการ กศน. ต าบล และครู กศน.ต าบล ทุกคน ได้รับการพัฒนาให้มี ศักยภาพและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามบทบาท หน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2 มีการประสานเชื่อมโยงการท างานตามโครงสร้างภายใน กศน.ต าบลกับภาคีเครือข่ายทั้งในระดับ นโยบายและระดับปฏิบัติอย่างเป็นระบบโดยมีเอกภาพในเชิงนโยบาย และเน้นผลสัมฤทธิ์เป็นเป้าหมาย ความส าเร็จในการท างาน 2.3 กศน.ต าบลมีแผนจุลภาค (Micro Planning) เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมหรือออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้ ทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ โดยมีข้อมูล พื้นฐานที่ส าคัญ ได้แก่ สภาพทางกายภาพของชุมชน ปัญหา/ความต้องการของประชาทางการศึกษา กลุ่มเป้าหมาย แต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท แหล่งวิทยากรชุมชน (ทุนมนุษย์ ทุนสังคมกายภาพ และทุกการเงิน) ซึ่งมี การปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวให้เป็นปัจจุบันทุกรอปีงบประมาณ จุดเน้นด้ำนผลสัมฤทธิ์ กศน.ต ำบลสัตหีบ 3.1 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย อ าเภอสัตหีบ ที่ส าเร็จหลักสูตรหรือร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย มีผลสัมฤทธิ์ที่มีคุณภาพ ตรง ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือกิจกรรมการศึกษา / การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ และสามารถน าความรู้ และประสบการณ์การเรียนรู้โยชน์ได้จริงที่ได้รับไปใช้ 3.2 นักศึกษา/ผู้เรียนที่ส าเร็จหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีคุณธรรม จริยธรรม ยึดค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ในการด าเนินชีวิตและมีความใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่องตลอด ชีวิต เอกสำรที่เกี่ยวข้อง ประวัติศำสตร์ไทย การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมักเริ่มนับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา หากแต่ในอาณาเขตประเทศ ไทยปัจจุบัน พบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึงห้าแสนปี ตลอดจนหลักฐานของอารยธรรมและรัฐ โบราณเป็นจ านวนมาก ภูมิภาคสุวรรณภูมิเคยถูกชาวมอญ เขมร และมลายูปกครองมาก่อน ต่อมา คนไทยได้สถาปนาอาณาจักร ของตนเอง เช่น อาณาจักรสุโขทัย ไล่เลี่ยกันกับอาณาจักรล้านนา อาณาจักรเชียงแสน และอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองในช่วงเวลาค่อนข้างสั้นประมาณ 200 ปี ก็ถูกผนวกรวมกับอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมั่งคั่ง เป็นศูนย์กลางการค้าระดับนานาชาติสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถทรงปฏิรูปการปกครอง ซึ่งบางส่วนใช้สืบมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ยังทรงตราพระราชก าหนดศักดินา ท าให้อยุธยาเป็นสังคมศักดินา อยุธยาเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2054 หลังโปรตุเกสยึดครองมะละกา หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2112 กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ ตองอูแห่งพม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพในอีก 15 ปีให้หลัง อาณาจักรอยุธยาเจริญถึงขีด สุดหลังจากนั้น ทั้งความสัมพันธ์กับต่างประเทศก็รุ่งเรืองมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อาณาจักร อยุธยาเริ่มเสื่อมลง จนล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2310 พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลกอบกู้เอกราช และย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรีรัชสมัยของพระองค์ถือเป็น ช่วงเวลาของการท าสงครามและการฟื้นฟูความเจริญของชาติอาณาจักรธนบุรีมีพระมหากษัตริย์ปกครองพระองค์
23 เดียว กินระยะเวลาเพียง 15 ปีแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 กรุงรัตนโกสินทร์ยังเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งรัชกาลที่ 4 การลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง ท าให้ชาติตะวันตกหลายชาติเข้ามาท าสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมอีก หลายฉบับ ต่อมา แม้จะมีการยกดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษหลายครั้ง แต่สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของ ชาติตะวันตก กุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท าให้ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดย อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร อันท าให้สยามได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และน ามาซึ่งการแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็น ธรรมทั้งหลาย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ท าให้ คณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้ลงนามเป็นพันธมิตร ทางทหารกับญี่ปุ่น แต่ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยได้ด าเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา มีนโยบาย ต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในระบอบเผด็จการในทางปฏิบัติอยู่ หลายทศวรรษ ประเทศไทยประสบกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และมีการสืบทอดอ านาจรัฐบาลทหารผ่าน รัฐประหารหลายสิบครั้ง อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นได้มีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งส าคัญในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ประชาธิปไตยในประเทศเริ่มมีความมั่นคงยิ่งขึ้น กำรแบ่งยุคสมัย การจัดแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ของไทยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรง แสดงพระทัศนะไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง "ต านานหนังสือพระราชพงศาวดาร" ใน พระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถเลขาเมื่อ พ.ศ. 2457 ถึงการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่า "เรื่องพระราชพงศาวดาร สยาม ควรจัดแบ่งเป็น 3 ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุง รัตนโกสินทร์เป็นราชธานียุค 1 ซึ่งการล าดับสมัยทางประวัติศาสตร์แบบเส้นตรง (Linear) โดยวางโครงเรื่องผูกกับ ก าเนิดและการล่มสลายของรัฐ กล่าวคือใช้รัฐหรือราชธานีเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ยังคงมีอิทธิพลอยู่มากต่อการเข้าใจ ประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน ในปัจจุบัน มีข้อเสนอใหม่ ๆ เกี่ยวกับโครงเรื่องประวัติศาสตร์ไทยขึ้นมาบ้าง ที่ส าคัญคือ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้ เสนอถึงหัวข้อส าคัญที่ควรเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยไว้ 8 หัวข้อ ดังนี้ การตั้งถิ่นฐานของผู้คน นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น การเข้ามาของอารยธรรมใหญ่ คืออินเดียและจีน ความเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ยุคสมัยของการค้า (คริสต์ศตวรรษที่ 15-17) ก่อนสมัยใหม่ รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม การปฏิวัติ 2475 และก าเนิดรัฐประชาชาติในทางทฤษฎี การปฏิวัติ14 ตุลาคม 2516
24 ยุคก่อนประวัติศำสตร์และรัฐโบรำณในประเทศไทย หลักฐำนยุคก่อนประวัติศำสตร์ นักโบราณคดีชาวฮอลันดา ดร. เอช. อาร์. แวน ฮิงเกอเรน ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินเทาะซึ่งท าขึ้นโดย มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณใกล้สถานีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรีโดยมีข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์เหล่านี้อาจ เป็น มนุษย์ชวาและมนุษย์ปักกิ่ง ซึ่งอยู่อาศัยเมื่อประมาณ 5 แสนปีมาแล้ว อันเป็นหลักฐานในยุคหินเก่า ในประเทศไทยพบหลักฐานของมนุษย์ยุคหินกลางในหลายจังหวัด โดยที่อ าเภอไทรโยค ได้ขุดค้นพบ เครื่องมือหินและโครงกระดูก จึงท าให้สันนิษฐานว่าดินแดนซึ่งแม่น้ ากลองไหลผ่านได้มีมนุษย์อยู่อาศัยมานานกว่า 20,000 ปีส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าที่สุดในประเทศไทย อายุเกือบ 1,000 ปี ถูกค้นพบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงท า ให้เกิดแนวคิดที่ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นถิ่นก าเนิดของการกสิกรรมครั้งแรกของโลก นอกจากนี้ยังค้นพบ ขวานหินขัดในหลายภาคของประเทศไทย ซึ่งเป็นหลักฐานของมนุษย์ยุคหินใหม่ การขุดค้นโดยวิทยา อันทรโกศัย แห่งกรมศิลปากร ท าให้พบโครงกระดูกและเศษผ้าไหมติดกระดูก เครื่องปั้นดินเผาที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีซึ่งคาดว่ามีอายุถึง 3,000 ปี ก่อนที่การค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมที่ ต าบลโคกพนมดีจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งยืนยันว่ามีอายุ 5,000 ปี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมสูง และเผยแพร่ ไปส่ประเทศจีนและส่วนอื่น ๆ ของทวีปเอเชีย[9] นายดอน ที บายาด ยังได้ขุดค้นขวานทองแดงในบ้านโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น ยืนยันถึงการใช้เครื่องส าริดในยุคหินใหม่ซึ่งเก่าแก่กว่าหลักฐานที่ขุดค้นพบในจีนและอินเดียกว่า 500-1,000 ปี ชนพื้นเมืองและกำรอพยพเข้ำมำในประเทศไทย นักมานุษยวิทยาได้จัดประเภทมนุษย์สมัยโบราณรุ่นแรกในตระกูลออสโตเนเซียน ซึ่งเป็นพวกที่อพยพเข้า มาในประเทศไทยเมื่อหลายพันปีที่แล้ว รวมทั้งเป็นบรรพบุรุษของชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน ต่อมา มนุษย์ในตระกูลมอญและเขมรจะอพยพเข้ามาจากจีนหรืออินเดียด้วย ก่อนที่พวกไทยจะอพยพเข้ามาแย่งชิง ดินแดนจากพวกละว้า ซึ่งเป็นชนชาติล้าหลัง ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันจึงสันนิษฐานว่าสืบเชื้อสาย มาจากพวกละว้า แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นก ำเนิดของชนชำติไทย รัฐโบรำณในประเทศไทย จากหลักฐานด้านโบราณคดี ต านาน นิทานพื้นบ้าน บันทึกราชการของจีน และบันทึกของพระภิกษุจีนใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพุทธศตวรรษที่ 12 ท าให้ทราบว่ามีอารยธรรมมนุษย์ได้สถาปนาอ านาจในประเทศไทย เป็นเวลานานแล้ว โดยอาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน สามารถจ าแนกได้ดังรายชื่อด้านล่าง อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรละโว้ อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรขอม แคว้นจ าปาศักดิ์ อาณาจักร เจนละ แคว้นศรีจนาศะปุระ อาณาจักรโคตรบูร อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรโยนกเชียงแสน รัฐผั่น-ผั่น อาณาจักรตามพรลิงก์ รัฐลังกาสุกะ รัฐเชียะโท้ สมัยอำณำจักรสุโขทัย และยุครุ่งเรืองของอำณำจักรล้ำนนำ
25 นครรัฐของไทยค่อย ๆ เป็นอิสระจากจักรวรรดิขะแมร์ที่เสื่อมอ านาจลง กล่าวกันว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงสถาปนาราชอาณาจักรที่เข้มแข็งและมีเอกราชเมื่อ พ.ศ. 1781 อาณาจักรสุโขทัยมีการปกครองแบบสม บูรณาญาสิทธิราช แต่ในรูปแบบที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า ปิตุราชา หรือ พ่อปกครองลูก ที่ผู้ปกครองใกล้ชิดกับผู้ ใต้ปกครอง ราษฎรสามารถสั่นกระดิ่งหน้าพระราชวังเพื่อร้องทุกข์แก่พระมหากษัตริย์ได้โดยตรง อาณาจักรสุโขทัย แผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามค าแหงมหาราช ผู้ประดิษฐ์อักษรไทย หากเป็น ช่วงสั้น ๆ เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์รัชสมัยพญาลิไทมีการเปลี่ยน รูปแบบการปกครองมาเป็นธรรมราชา จากการรับอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรวาท แบบลังกาวงศ์อาณาจักร สุโขทัยเสื่อมลงและตกเป็นเมืองขึ้นของรัฐไทยอีกรัฐหนึ่งที่อุบัติขึ้น คือ อาณาจักรอยุธยาในพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง ในเวลาไล่เลี่ยกัน พญามังรายได้สถานปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นในปีพ.ศ. 1802 โดยได้ขยายอ านาจมา จากลุ่มน้ าแม่กกและอิง สู่ลุ่มแม่น้ าปิง พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ และทรงมีสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุน รามค าแหงแห่งสุโขทัย อาณาจักรเชียงใหม่หรือล้านนา มีอ านาจสืบต่อมาในแถบลุ่มแม่น้ าปิง อย่างไรก็ตาม เชียงใหม่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักกับอาณาจักรอยุธยาหรือกรุงศรีอยุธยา ที่เรืองอ านาจในพุทธศตวรรษที่ 19–20 มีการท าสงครามผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างต่อเนื่อง สำเหตุกำรเลือกอำณำจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศำสตร์ไทย นักวิชาการให้เหตุผลในการเลือกเอาอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทยไว้ 2 เหตุผล ได้แก่: 1. วิชาประวัติศาสตร์มักจะยึดเอาการที่มนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ หลักฐาน ประเภทลายลักษณ์ถือเป็นสิ่งส าคัญที่สุด ซึ่งเมื่อประกอบกับการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นในรัชสมัยพ่อขุน รามค าแหงมหาราช จึงเหมาะสมที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย 2. เป็นการสะดวกในด้านการนับเวลาและเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์มีหลักฐานความ สืบเนื่องกันตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ทว่า เหตุผลทั้งสองประการก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์นัก สมัยอำณำจักรอยุธยำ พระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาในปี พ.ศ. 1893 ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็มิได้เป็นศูนย์กลางของชาว ไทยในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนทั้งปวง แต่ด้วยความเข้มแข็งที่ทวีเพิ่มขึ้นประกอบกับวิธีการทางการสร้าง ความสัมพันธ์กับชาวไทยกลุ่มต่าง ๆ ในที่สุดอยุธยาก็สามารถรวบรวมกลุ่มชาวไทยต่าง ๆ ในดินแดนแถบนี้ให้เข้า มาอยู่ภายใต้อ านาจได้นอกจากนี้ยังกลายมาเป็นรัฐมหาอ านาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้อย่างรวดเร็ว การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องท าให้อาณาจักรสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาใน ที่สุด สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองโดยการรวมอ านาจเข้าสู่ศูนย์กลาง การยึดครองมะละกา ของโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2054 ท าให้อยุธยาเริ่มการติดต่อกับชาติตะวันตก ในสมัยอาณาจักรอยุธยามีการติดต่อกับ ต่างประเทศอยู่หลายชาติ โดยชาวโปรตุเกสได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้น ชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจ านวนมากและมีบทบาทส าคัญ ได้แก่ ชาวดัตช์ ชาวฝรั่งเศส ชาวจีน และชาวญี่ปุ่น
26 ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอ านาจมากขึ้น การสงครามอันยาวนาน นับตั้งแต่ พ.ศ. 2091 ส่งผลให้อยุธยาตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรตองอูในที่สุด ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวร มหาราชจะทรงประกาศอิสรภาพในอีก 15 ปีต่อมา อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล จากทิศเหนือจรดอาณาจักรล้านนา ไปจรด คาบสมุทรมลายูทางทิศใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชสมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช อย่างไรก็ตาม ความสงสัยในตัวของคอนสแตนติน ฟอลคอน ท าให้ถูกสังหารโดยพระเพทราชา อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอ านาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 การท าสงครามกับพม่าหลังจากนั้นส่งผลท าให้อยุธยา ถูกปล้นสะดมและเผาท าลาย เมื่อปี พ.ศ. 2310 สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยสมเด็จพระเจ้ำกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในปีพ.ศ. 2310-2325 เริ่มต้นหลังจากที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ขับไล่ทหารพม่าออกจากแผ่นดินไทย ท าการรวมชาติ และได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรีโดยจัดตั้งการเมืองการปกครอง มีลักษณะการเมืองการ ปกครองยังคงด ารงไว้ซึ่งการเมืองการปกครองภายในสมัยอยุธยาอยู่ก่อน โดยมีพระมหากษัตริย์มีอ านาจเด็ดขาดใน การเมืองการปกครอง อย่างไรก็ตาม ภายหลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและทรงย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเทพมหานคร เริ่ม ยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1790 กองทัพพม่าถูกขับไล่ออกจากดินแดนรัตนโกสินทร์อย่างถาวร และท าให้ แคว้นล้านนาปลอดจากอิทธิพลของพม่าเช่นกัน โดยล้านนาถูกปกครองโดยราชวงศ์ที่นิยมราชวงศ์จักรีนับตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยยังเผชิญกับการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สงครามเก้าทัพ, สงครามท่าดินแดงกับพม่า ตลอดจนกบฏเจ้าอนุวงศ์กับลาว และอานามสยามยุทธกับญวน ในช่วงนี้กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ค่อยมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกมากนัก ต่อมาเมื่อชาวตะวันตกเริ่ม เข้ามาค้าขายอีก ได้ตระหนักว่าพวกพ่อค้าจีนได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนไทยและพวกตน จึงได้เริ่มเรียกร้องสิทธิพิเศษ ต่าง ๆ มาโดยตลอด มีการเดินทางเยือนของทูตหลายคน อาทิ จอห์น ครอเฟิร์ต ตัวแทนจากบริษัทอินเดีย ตะวันออกของอังกฤษ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ยังไม่บรรลุข้อตกลงใด ๆ สนธิสัญญาที่มีการลงนามในช่วงนี้ เช่น สนธิสัญญาเบอร์นีและสนธิสัญญาโรเบิร์ต แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงที่ไม่มี ผลกระทบมากนัก และชาวตะวันตกไม่ค่อยได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ได้มีคณะทูตตะวันตกเข้ามาเสนอสนธิสัญญาข้อตกลงทางการค้าอยู่เรื่อย ๆ เพื่อขอสิทธิทาง การค้าให้เท่ากับพ่อค้าจีน และอังกฤษต้องการเข้ามาค้าฝิ่นอันได้ก าไรมหาศาล แต่ไม่ประสบความส าเร็จ ทั้งคณะ ของเจมส์ บรุคจากอังกฤษ และโจเซฟ บัลเลสเตียร์จากสหรัฐอเมริกา ท าให้ชาวตะวันตกขุ่นเคืองต่อราชส านัก กำรเผชิญหน้ำกับมหำอ ำนำจตะวันตก ภายหลังจากที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปีพ.ศ. 2369 พระมหากษัตริย์ไทยในรัชสมัยถัดมาจึง ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามที่มาจากชาติมหาอ านาจในทวีปยุโรป และพยายามด าเนินนโยบายทอดไมตรีกับชาติ
27 เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม สยามมีการเปลี่ยนแปลงดินแดนหลายครั้ง รวมทั้งตกอยู่ในสถานะรัฐกันชนระหว่างอังกฤษ และฝรั่งเศส ถึงกระนั้น สยามก็ไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก กำรปฏิวัติเปลี่ยนแปลงกำรปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า คณะราษฎร ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองแก่ประเทศไทยอย่างมาก และท าให้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยเป็น ผู้ปกครองสูงสุดของประเทศมาช้านานต้องสูญเสียอ านาจส่วนใหญ่ไปในที่สุด โดยมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 ขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างถาวรเป็นฉบับแรก ภายหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าว การต่อสู้ทางการเมืองยังคงมีการต่อสู้กันระหว่างผู้น าใน ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กับระบอบใหม่ รวมทั้งความขัดแย้งในผู้น าระบอบใหม่ด้วยกันเอง โดยการต่อสู้ทาง การเมืองและทางความคิดอุดมการณ์นี้ได้ด าเนินต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 25 ปีภายหลังจากการปฏิวัติ และ น าไปสู่ยุคตกต่ าของคณะราษฎรในกาลต่อมา ท าให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวถูกมองว่าเป็นพฤติการณ์ "ชิงสุกก่อนห่าม" เนื่องจากชนชั้นน ามองว่าชาวไทยยังไม่พร้อมส าหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้ง การปกครองในระยะแรกหลังการปฏิวัติยังคงอยู่ในระบอบเผด็จการทหาร สงครำมโลกครั้งที่สอง ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลเอาดินแดนคืนของนิสิตนักศึกษา จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงส่งทหารข้ามแม่น้ าโขงและรุกรานอินโดจีนฝรั่งเศส จนได้ดินแดนคืนมา 4 จังหวัด ภายหลังการเข้าไกล่เกลี่ยของญี่ปุ่น โดยมีการรบที่เป็นที่รู้จักกันมาก ได้แก่การรบที่เกาะช้าง ต่อมา หลังจากการโจมตีกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์กองทัพญี่ปุ่นก็ได้รุกรานประเทศไทย โดยต้องการเคลื่อนทัพผ่านดินแดน รัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามได้ด าเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น รวมทั้งลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรทางการทหารกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราช อาณาจักร ซึ่งนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลถูกต่อต้านจากทั้งในและนอกประเทศ เนื่องจากไทยประสบกับภาวะ เศรษฐกิจตกต่ า หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488 แม้ว่าประเทศไทยจะตกอยู่ในสถานะประเทศผู้แพ้ สงคราม แต่เนื่องจากการเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทย ท าให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับ และไม่ถูกยึดครอง เพียงแต่ต้องคืนดินแดนระหว่างสงครามให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส และจ่ายค่าเสียหายทดแทนเท่านั้น สงครำมเย็น รัฐบาลไทยได้ด าเนินนโยบายเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในระหว่างสงครามเย็น ดังจะเห็นได้จาก นโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน และยังส่งทหารไปร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตร ได้แก่สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ประเทศไทยประสบกับปัญหากองโจรคอมมิวนิสต์ในประเทศระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ค่อยจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศสักเท่าไหร่ และกองโจรก็หมดไป ในที่สุด
28 กำรพัฒนำประชำธิปไตย หลังจากปัจจัยแวดล้อมด้านต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาขึ้น ประชาชนมีความพร้อมต่อการใช้อ านาจอธิปไตย เพิ่มมากขึ้น การเรียกร้องอ านาจอธิปไตยคืนจากฝ่ายทหารก็เกิดขึ้นเป็นระยะ กระทั่งในที่สุด ภายหลังจาก เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ฝ่ายทหารก็ไม่สามารถถือครองอ านาจอธิปไตยได้อย่างถาวรอีกต่อไป อ านาจ อธิปไตยจึงได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของกลุ่มนักการเมือง ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบุคคลสามกลุ่มหลัก คือ กลุ่มทหารที่ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักการเมือง กลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล และกลุ่มนักวาทศิลป์ แต่ต่อมาภายหลังจากการ สิ้นสุดลงของยุคสงครามเย็น โลกได้เปลี่ยนมาสู่ยุคการแข่งขันกันทางการค้าซึ่งมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก กลุ่มการเมืองที่มาจากกลุ่มทุนนิยมสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทแทน
29 ประวัติรัชกำลที่1-10 พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช (รัชกำลที่1) พระราชประวัติรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ประสูติ พ.ศ. 2279 ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2325พ.ศ. 2352) มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีทรงพระนาม เต็มว่า "พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ธรณินทราธิ ราชรัตนากาศภาสกรวงศ์องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตน ชาติอาชาวศรัย สมุทัยวโรมนต์ สกลจักรฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทรหริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณธขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์บรม ธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพา ดิเทพนฤดินทร์ภูมินทรปรามาธิเบศร โลกเชฎฐวิสุทธิ์รัตนมกุฎประเทศค ตามหาพุทธางกูร บรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว "ทรงประสูติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 พระราชบิดา ทรงพระนามว่า ออกอักษรสุนทรศาสตร์ พระราชมารดาทรงพระนามว่า ดาวเรือง มีบุตรและธิดารวม ทั้งหมด 5 คน คือ คนที่ 1 เป็นหญิงชื่อ "สา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี ) คนที่ 2 เป็นชายชื่อ "ขุนรามนรงค์" ( ถึงแก่กรรมก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 ) คนที่ 3 เป็นหญิงชื่อ "แก้ว" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ) คนที่ 4 เป็นชายชื่อ "ด้วง" (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช )
30 คนที่ 5 เป็นชายชื่อ "บุญมา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระ อนุชาธิราช ) เมื่อเจริญวัยได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอุทุมพร พระชนมายุ21 พรรษา ออกบวชที่วัดมหาทลาย แล้วกลับมาเป็นมหาดเล็กหลวงในแผ่นดินพระเจ้า อุทุมพร พระชนมายุ25 พรรษา ได้รับตัวแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร ประจ าเมืองราชบุรีในแผ่นดินพระที่นั่ง สุริยามรินทร์ พระองค์ได้วิวาห์กับธิดานาค ธิดาของท่านเศรษฐีทองกับส้ม พระชนมายุ32 พรรษา ในระหว่างที่รับราชการอยู่กับพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เลื่อนต าแหน่งดังนี้ พระชนมายุ33 พรรษา พ.ศ. 2312 ได้เลื่อนเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบ ชุมนุมเจ้าพิมาย พระชนมายุ34 พรรษา พ.ศ. 2313 ได้เลื่อนเป็นพระยายมราชที่สมุหนายกเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีไป ปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง พระชนมายุ35 พรรษา พ.ศ. 2314 ได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาจักรี เมื่อคราวเป็น แม่ทัพไปตีเขมรครั้งที่ 2 พระชนมายุ41 พรรษา พ.ศ. 2321 ได้เลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อคราวเป็นแม่ทัพใหญ่ไปตีเมืองลาวตะวันออก พ.ศ. 2323 เป็นครั้งสุดท้ายที่ไปปราบเขมร ขณะเดียวกับที่กรุงธนบุรีเกิดจลาจลจึงเสด็จยกกองทัพ กลับมากรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2325 พระองค์ทรงปราบปรามเสี้ยนหนามแผ่นดินเสร็จแล้วจึงเสด็จขึ้นครองราช สมบัติปราบดาภิเษก แล้วได้มีพระราชด ารัสให้ขุดเอาหีบพระบรมศพของพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นตั้ง ณ เมรุวัดบางยี่ เรือพระราชทานพระสงฆ์บังสุกุลแล้วถวายพระเพลิงพระบรมศพ เสร็จแล้วให้มีการมหรสพ พระรำชกรณียกิจด้ำนกำรสถำปนำกรุงรัตนโกสินทร์เป็นรำชธำนี พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงจัดท าเมื่อเสด็จขึ้น ค รอง ร าช ย์คือ ก า รโป ร ดเกล้ าฯ ให้ตั้งก รุง รัตนโกสินท ร์เป็น ร าช ธ านีใหม่ ท าง ตะ วันออ กของ
31 แม่น้ าเจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ า ท าให้ การล าเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก อีกทั้งพระราชวังเดิมมีพื้นที่จ ากัด ไม่สามารถ ขยายได้ เนื่องจากติดวัดอรุณราชวราราม และวัดโมฬีโลกยาราม ส่วนทางฝั่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความ เหมาะสมกว่าตรงที่มีพื้นแผ่นดินเป็นลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ าเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสมและ สามารถรับศึกได้เป็นอย่างดีการสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น ๓ ปีโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงท าพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ า ปีขาล จศ.๑๑๔๔ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พศ.๒๓๒๕ และโปรดเกล้าฯให้สร้าง พระบรมมหาราชวัง สืบทอดราชประเพณีและสร้างพระ อารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นการ สืบทอดประเพณีวัฒนธรรม และศิลปะกรรมดั้งเดิมของชาติซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้ พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหำนคร บวรรัตนโกสินทร์มหินทรำยุทธยำ มหำดิลกภพ นพรัตนรำชธำนีบูรีรมย์อุดม รำชนิเวศน์มหำสถำน อมรพิมำนอวตำรสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลงสร้อย “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น “อมร รัตนโกสินทร์” นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้สร้างสิ่งต่างๆ อันส าคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อม ปราการ คลอง ถนนและสะพานต่างๆ มากมาย
32 พระบำทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ำนภำลัย (รัชกำลที่2) พระราชประวัติรัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ประสูติ พ.ศ. 2310 ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2353 - พ.ศ. 2367) มีพระนามเดิมว่า ฉิม พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ทรง ประสูติเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 ค ่า เดือน 3 ปีกุน มีพระนามเดิมว่า "ฉิม" พระองค์ทรง เป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและกรมสมเด็จพระอมรินท รามาตย์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นหลวงยกกรับัตรเมืองราชบุรี พระบิดาได้ให้เข้าศึกษากับสมเด็จพระวันรัต ( ทองอยู่ ) ณ วัดบางหว้าใหญ่ พระองค์ทรงมีพระชายาเท่าที่ปรากฎ 1. กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระอัครมเหสี 2. กรมสมเด็จพระศรีสุราลัย พระสนมเอก ขณะขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2352 มีพระชนมายุได้42 พรรษา พระรำชกรณียกิจที่ส ำคัญ พ.ศ. 2317 ขณะที่เพิ่งมีพระชนมายุได้8 พรรษา ได้ติดตามไปสงครามเชียงใหม่ อยู่ในเหตุการณ์ครั้งที่ บิดามีราชการไปปราบปรามเมืองนางรอง นครจ าปาศักดิ์ และบางแก้ว ราชบุรี จนถึงอายุ11 พรรษา พ.ศ. 2322 พระราชบิดาไปราชการสงครามกรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ติดตามไป พ.ศ. 2323 พระชนมายุ13 พรรษา ได้เข้าเป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต (ทองอยู่ )
33 พ.ศ. 2324 พระราชบิดาได้เลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ไปร่วมปราบปรามเขมรกับพระ บิดา พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ปราบดาภิเษกแล้วได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร" พ.ศ. 2329 พระชนมายุ19 พรรษา ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ ไปสงครามต าบลลาดหญ้า และ ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2330 ได้โดยเสด็จพระบรมชนกนาถ ไปสงครามที่ต าบลท่าดินแดง และตีเมืองทวาย พ.ศ. 2331 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นพระองค์แรกที่ อุปสมบทในวัดนี้ เสด็จไปจ าพรรษา เมื่อครบสามเดือน ณ วัดสมอราย ปัจจุบันคือวัดราชาธิราช ครั้นทรงลาผนวช ในปีนั้น ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าหญิงบุญรอด พระธิดาในพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดา รักษ์ พ.ศ. 2336 โดยเสด็จพระราชบิดาไปตีเมืองทวาย ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2349 ( วันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 7 ค ่า ปีขาล ) ทรงพระชนมายุได้40 พรรษาได้รับสถาปนาเป็น "กรมพระราชวังบวรสถานมงคล" ซึ่งด ารงต าแหน่งพระมหาอุปราชขึ้นแทน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ที่ได้ สวรรคตแล้วเมื่อ พ.ศ. 2346 พระรำชกรณียกิจส ำคัญในรัชกำลที่ 2 ด้ำนกำรปกครอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านการปกครองโดยยังคงรูปแบบ การปกครองแบบเดิม แต่มีการตั้งเจ้านายที่เป็นเชื้อพระวงศ์เข้าดูแลบริหารงานราชการตามหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมพระคลัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นผู้ก ากับดูแล เป็นต้น ส่วนด้านการออกและปรับปรุงกฎหมายในการปกครองประเทศที่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น ได้แก่ พระ ราชก าหนดสักเลก โดยพระองค์โปรดให้ด าเนินการสักเลกหมู่ใหม่ เปลี่ยนเป็นปีละ 3 เดือน ท าให้ไพร่สามารถ ประกอบอาชีพได้ นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายว่าด้วยสัญญาที่ดินรวมถึงพินัยกรรมว่าต้องท าเป็นลายลักษณ์ อักษร และกฎหมายที่ส าคัญที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ก าหนดขึ้น คือ กฎหมายห้ามซื้อขายสูบฝิ่น ด้ำนเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจ ที่ส าคัญคือการ รวบรวมรายได้จาการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งในสมัยนี้ได้มีการเรียกเก็บภาษีอากรแบบใหม่คือ การเดินสวนและการ เดินนา การเดินสวนเป็นการแต่งตั้งเจ้าพนักงานไปส ารวจพื้นที่เพาะปลูกของราษฎร เพื่อคิดอัตราเสียภาษีอากรที่ ถูกต้อง ท าให้เกิดความยุติธรรมแก่เจ้าของสวน ส่วนการเดินนาคล้ายกับการเดินสวน แต่ให้เก็บหางข้าวแทนแทน การเก็บภาษีอากร
34 พระบำทสมเด็จพระนั่งเกล้ำเจ้ำอยู่หัว (รัชกำลที่3) พระราชประวัติรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประสูติ พ.ศ. 2330 ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2367 - พ.ศ. 2394) มีพระนามเดิมว่า พระองค์ชายทับ พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี เป็นพระ ราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุราลัย ( เจ้าจอมมารดาเรียม ) ประสูติ ณ วันจันทร์ เดือน 4 แรม 10 ค ่า ปีมะแม ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2330 มีพระนามเดิมว่า "พระองค์ ชายทับ" พ.ศ. 2365 พระองค์ชายทับ ได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก ากับราชการกรมท่า กรมพระ คลังมหาสมบัติ กรมพระต ารวจว่าการฎีกา นอกจากนี้ยังได้ทรงรับพระกรุณาให้แต่งส าเภาหลวงออกไปค้าขาย ณ เมืองจีน พระองค์ทรงได้รับพระสามัญญานามว่า "เจ้าสัว" ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชการที่ 2 ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคต โดยมิได้ตรัส มอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใด พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาเสนาบดีผู้เป็นประทานในราชการจึง ปรึกษากัน เห็นควรถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ อันที่จริงแล้วราชสมบัติควรตกแก่ เจ้าฟ้ามงกุฎ ( พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ) เพราะเจ้าฟ้ามงกุฎ เป็นราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จพระ บรมราชินีในรัชกาลที่ 2 โดยตรง ส่วนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นเพียงราชโอรสที่เกิดจากเจ้าจอมเท่านั้น โดยที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แล้วว่าเมื่อสิ้นรัชกาลพระองค์แล้วจะคืนราชสมบัติ ให้แก่ สมเด็จพระอนุชา ( เจ้าฟ้ามงกุฎ) ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงสถาปนาพระบรมราชินี คงมีแต่เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ขึ้น 7 ค ่า เดือน 9 ปีวอก
35 พระรำชกรณียกิจส ำคัญในรัชกำลที่ 3 ด้ำนกำรปกครอง ลักษณะการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงเป็นแบบอย่างที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาและ กรุงธนบุรี คือ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในต าแหน่งสูงสุดของการปกรอง ประเทศ ทรงเป็นประมุขผู้พระราชทานความพิทักษ์รักษาบ้านเมืองให้ปลอดภัยต าแหน่งรองลงมา คือพระมหา อุปราช ซึ่งด ารงต าแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต าแหน่ง บังคับบัญชาในด้านการปกครองแยกต่อมา คืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร คือ พระสมุหพระกลาโหม และฝ่ายพล เรือน คือ สมุหนายก ต าแหน่งรองลงมา เรียก เสนาบดีจตุสดมภ์ คือ เสนาบดีเมืองหรือเวียง กรมวัง กรมพระคลัง และกรมนา ส่วนการบริหารราชการแผ่นดิน ยังคงจัดแบ่งออกเป็นหัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองชั้นใน และหัวเมือง ประเทศราช ดังที่เคยปกครองกันมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการแบ่งการปกครองในลักษณะนี้ก่อให้เกิด ปัญหาในการปกครองหัวเมืองประเทศราช เช่น ลาว เขมร และมลายู เพราะหัวเมืองเหล่านี้พยายามหาทางเป็น เอกราช หลุดจากอ านาจของอาณาจักรไทย ด้ำนกำรท ำนุบ ำรุงประเทศ ในสมัยรัตนโกสินทร์ เน้นหลักไปในด้านการก่อสร้างบ้านเมือง ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง สร้างป้อม สร้างเมือง ฯลฯ เพราะอยู่ในระยะการสร้างราชธานีใหม่ และพระมหากษัตริย์ในสามรัชกาลแรกทรงยึดถือนโยบาย ร่วมกันในอันที่จะสร้างบ้านเมืองให้ใหญ่โตสง่างามเทียบเท่ากับกรุงศรีอยุธยา นับตั้งแต่การสร้าง พระบรมมหาราชวัง วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นต้น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัตถุสถานต่าง ๆ ที่สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ทรุด โทรมลงเป็นอันมาก พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ อาทิ พระบรม มหาราชวัง และ วัดวาอารามต่าง ๆ และยังทรงเป็นพระธุระในการขุดแต่งคลองเพิ่มเติม คือ คลองสุนัขหอน คลองบางขุนเทียน คลองพระโขนง และคลองแสนแสบ (คลองบางขนาก)
36 พระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว(รัชกำลที่4) พระชนมายุได้37 พรรษา พระราชประวัติรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประสูติพ.ศ. 2347 ขึ้นครองราชย์พ.ศ. 2393 - พ.ศ. 2411) มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามหามาลา พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินีประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ตรงกับปีชวด มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามหามาลา ขณะนั้นพระราชบิดายังดัารงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เมื่อทรง พระเยาว์ได้ทรงศึกษาอักขะสมัยกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เมื่อพระชนมายุได้9 พรรษา ได้รับสถาปนาเป็น เจ้าฟ้ามงกุฎ มีพระราชอนุชาร่วมพระราชมารดา คือ เจ้าฟ้าจุธามณีซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมายุได้9 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถก็โปรดให้มีการพระราชพิธีลงสรง (พ.ศ.2355 ) เป็นครั้งแรกที่กระท าขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับพระราชทานนามจารึกในพระสุพรรณปัฎว่า " สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์พงศ์อิสรค์กษัตริย์ขัตติยราชกุมาร " สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ได้ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4เมษายน พุทธศักราช 2394 ทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว" เรียกขานในหมู่ชาวต่างชาติว่า "คิงส์มงกุฎ" ขณะที่พระองค์ขึ้นเสวย สิริราชย์สมบัตินั้น พระชนมายุ37 พรรษา เมื่อได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้วทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศ รังสรรค์( พระนามเดิมเจ้าฟ้าจุธามณีโอรสองค์ที่ 50 ของรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ) ขึ้นเป็น สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีฐานะเสมือนพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง พระรำชกรณียกิจที่ส ำคัญของรัชกำลที่ 4 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ทรงท านุบ ารุงบ้านเมืองให้ เจริญุรุ่งเรื่องในทุก ๆ ด้าน
37 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เริ่มศักราชการติดต่อกับนานาอารยประเทศอย่างจริงจัง ดังจะเห็นได้จากการที่ ประเทศต่าง ๆ ส่งคณะทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและติดต่อค้าขาย และพระองค์ได้ทรงแต่งคณะทูต ออกไปเจริญ สัมพันธไมตรีตอบแทนหลายครั้ง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา โปรตุเกส เดนมาร์ค ฯลฯ ทรงสนับสนุนให้ มีการศึกษาศิลปะวิทยาการใหม่ ๆเช่น วิชาการต่อเรือใบ เรือกลไฟ เรือรบ การฝึกทหารอย่างยุโรป การยกเลิก ธรรมเนียมที่ล้าสมัยบางประการเช่น ประเพณีการเข้าเฝ้าให้ใส่เสื้อเข้าเฝ้า การให้ประชาชนเฝ้าแหนรับเสด็จ ตลอดระยะรายทางเสด็จได้และหากประชาชนมีเรื่องเดือนเนื้อร้อนใจก็สามารถถวายฏีกาเพื่อขอความเป็นธรรม ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก่อน ฯลฯ พระปรีชาสามารถส่วนพระองค์ที่ส าคัญประการหนึ่งคือ วิชาการด้านโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ ทรงสามารถค านวณระยะเวลาการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นย า ดังได้เสด็จพระราชด าเนินพร้อมพระราช อาคันตุกะทั้งปวงไปชมสุริยุปราคาที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์เมื่อ พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งภาณุมาศจ ารูญ เมื่อวันที่1 ตุลาคม พุทธศักราช 2411 สิริพระชนมายุได้64 พรรษา รวมเวลาที่ปกครองประเทศนาน 17 ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 82 พระองค์
38 พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว(รัชกำลที่5) พระราชประวัติรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประสูติพ.ศ. 2396 ขึ้นครองราชย์พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453) มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า " เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์" เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี( สมเด็จพระนาง ร าเพยภมรภิรมย์ ) พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ตรงกับวันอังคาร แรม 3 ค ่า เดือน 10 ได้ทรงรับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ และกรมขุนพอนิจประชานาถ ด้านการศึกษา พระองค์ทรงได้รับการศึกษาเป็นมาอย่างดีคือ ทรงศึกษาอักษรศาสตร์โบราณราช ประเพณีภาษาบาลีภาษาอังกฤษ ภาษาไทยรัฐประศาสนศาสตร์วิชากระบี่ กระบอง วิชาอัศวกรรม วิชามวยปล ้า การยิงปืนไฟ เมื่อพระชนมายุได้16 พรรษา ได้ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติโดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรม มหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้ส าเร็จราชการ พ.ศ. 2410 พระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งพระแสงกระบี่มาถวาย ครั้นพระชนมายุครบที่จะว่าราชการได้พระองค์จึงได้ทรงท าพิธีราชาภิเษกใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2416 ท าให้ เกิดผลใหญ่ 2 ข้อ 1. ท าให้พวกพ่อค้าชาวต่างประเทศหันมาท าการติดต่อกับพระองค์โดยตรง เป็นการปลูกความนิยมนับถือ กับชาวต่างประเทศได้เป็นอย่างดีเยี่ยม 2. ท าให้พระองค์ มีพระราชอ านาจที่จะควบคุมก าลังทหารการเงินได้โดยตรงเป็นได้ทรงอ านาจใน บ้านเมืองโดยสมบูรณ์
39 พระรำชกรณียกิจที่ส ำคัญของรัชกำลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิ อังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนา อิสลามสามารถปฏิบัติการในศาสนาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการน าระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศ ไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และอ าเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่ง ตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ที่ส าคัญ กำรเสียดินแดน ภาพการรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ร.ศ. 112 ที่ปากน้ าเมืองสมุทรปราการ ซึ่งน าไปสู่ การเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจ านวนมาก พระบรมราชนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ปากน้ า เมืองสมุทรปราการ[แก้] การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410 ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ ค าม่วน และแคว้นจ าปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่า ดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์และนครจ าปาศักดิ์เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบ บังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหง ไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ าเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุ กระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสน าเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้ส าเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยล าอยู่ 2 ล า ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นค าขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูต ฝรั่งเศสแถวบางรัก ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ าโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ าด้วย ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ าโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่ส าหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้เพื่อบังคับให้ไทยท าตาม
40 พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว(รัชกำลที่6) พระราชประวัติรัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประสูติพ.ศ. 2423 ขึ้นครองราชย์พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468) มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2421 พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า เสาวภาผ่องศรี( สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชเทวี) เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงพระนามว่า "สมเด็จเจ้าฟ้ามหา วชิราวุธ" ได้รับสถาปน าเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดีในปีพ.ศ. 2431 และต่อมาในปี พ.ศ. 2437 สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้าฟ้าชายมหาวชิราวุธ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารด ารงต าแหน่งรัชทายาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ จึงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ด ารงต าแหน่งรัชทายาทแทน พระรำชกรณียกิจที่ส ำคัญของรัชกำลที่ 6 ด้ำนกำรศึกษำ ในด้านการศึกษา ทรงริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นแทนวัดประจ ารัชกาล ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งใน ปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ทั้งยังทรงสนับสนุนกิจการของโรงเรียนราชวิทยาลัยซึ่งพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นในปีพ.ศ. 2440 (ปัจจุบันคือโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ใน พระบรมราชูปถัมภ์) และในปีพ.ศ. 2459 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐาน “โรงเรียนข้าราชการพล เรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย แห่งแรกของประเทศไทย
41 กำรเปิดโรงเรียนในเมืองเหนือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงด ารงพระอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จ พระราชทานนามโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 ซึ่งไม่เป็นเพียงแต่การน า รูปแบบการศึกษาตะวันตกมายังหัวเมืองเหนือเท่านั้น แต่ยังแฝงนัยการเมืองระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย[16] เห็น ได้จากการเสด็จประพาสมณฑลพายัพทั้งสองครั้งระหว่าง พ.ศ. 2448-2450 พระองค์ได้ทรงสนพระทัยในกิจการ โรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น โดยพระองค์ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์"เที่ยวเมืองพระร่วง" และ "ลิลิต พายัพ"ทั้งนี้เป้าหมายของการจัดการศึกษายังแฝงประโยชน์ทางการเมืองที่จะให้ชาวท้องถิ่นกลมเกลียวกับไทย อีกด้วย ด้ำนกำรเศรษฐกิจ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ. 2456 ขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้จัก ออมทรัพย์และเพื่อความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้น ด้ำนกำรคมนำคม ในปีพ.ศ. 2460 ทรงตั้งกรมรถไฟหลวง และเริ่มเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ สายใต้จาก ธนบุรีเชื่อมกับปีนังและสิงคโปร์อีกทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 เพี่อเชื่อมทางรถไฟไปยัง ภูมิภาคอื่น
42 พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัว(รัชกำลที่7) พระราชประวัติรัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประสูติพ.ศ. 2436 ขึ้นครองราชย์พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477) มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดช กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นโอรสองค์ที่ 76 ทรงเป็นพระโอรสองค์เล็กของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประสูติแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ นับว่าเป็น พระราชโอรสองค์เล็กสุด ประสูติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิการยน พ.ศ. 2436 ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค ่า เดือน 11 ปี มะเส็ง ทรงพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดช กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา” เมื่อทรงมีพระชนมายุได้12 พรรษา พระองค์ได้เข้าศึกษา ในวิทยาลัยทหารบก ณ ประเทศอังกฤษ จนจบและได้เสด็จกลับมารับราชการในรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระเชษฐาธิราชของพระองค์โดยได้รับยศเป็นนายพัน โททหารบกมีต าแหน่งเป็นราชองครักษ์และผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ต่อมาภายหลังได้เลื่อน ต าแหน่งเป็นล าดับจนเป็นนายพันเอก มีต าแหน่งเป็นปลัดกรมเสนาธิการทหารบก ก่อนขึ้นครองราชสมบัติมี ต าแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 พระรำชกรณียกิจที่ส ำคัญของรัชกำรที่ 7 ด้ำนกำรท ำนุบ ำรุงบ้ำนเมือง เศรษฐกิจ สืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ า ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทย พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขการงบประมาณของประเทศให้งบดุล อย่างดีที่สุดโดยทรงเสียสละตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์โดยมิได้ขึ้นภาษีให้ราษฎร เดือดร้อน
43 การสุขาภิบาลและสาธารณูปโภค โปรดให้ปรับปรุงงานสุขาภิบาลทั่วราชอาณาจักรให้ทัดเทียมอารยประเทศ ขยายการสื่อสารและการคมนาคม โปรดให้สร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกใน ประเทศไทย ในส่วนกิจการ รถไฟ ขยายเส้นทางรถทางทิศตะวันออกจากทางจังหวัดปราจีนบุรีจน กระทั่งถึงต่อเขตแดนเขมร การส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ โดยทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสหกรณ์พ.ศ. 2471 ขึ้น ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งนับเป็นโรงภาพยนตร์ทันสมัยในสมัยนั้น ติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อเป็นสถานบันเทิงให้แก่ผู้คน ในกรุงเทพมหานคร ส าหรับในเขตหัวเมือง ทรงได้จัดตั้ง สภาจัดบ ารุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตกขึ้น เพื่อท านุ บ ารุงหัวหินและใกล้เคียงให้เป็นสถานที่ตากอากาศชายทะเลแก่ประชาชนที่มาพักผ่อน ในปีพ.ศ. 2475 เป็นระยะเวลาที่กรุงเทพฯ มีอายุครบ 150 ปีทรงจัดงานเฉลิมฉลองโดยท านุบ ารุง บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งส าคัญอันเป็นหลักของกรุงเทพฯ หลายประการ คือ บูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง สร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์เพื่อเชื่อมกรุงเทพฯและธนบุรีเป็นการขยายเขต เมืองให้ กว้างขวาง และสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
44 พระบำทสมเด็จพระปรเมนทรมหำอำนันทมหิดล(รัชกำลที่8) พระราชประวัติรัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (ประสูติพ.ศ. 2468 ขึ้นครองราชย์พ.ศ. 2472 - พ.ศ. 2489) มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระรำชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า อานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ตรงกับวันขึ้น 3 ค ่า เดือน 11 ปีฉลู ณ เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมันนีทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 2 ของสมเด็จพระราชบิดาเจ้าฟ้ามหิดล อดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ทรงมีพระพี่นางและพระอนุชาร่วม สมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชชนนีเดียวกันคือ 1. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา 2. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2472 สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์เสด็จทิวงคต พ.ศ. 2474 พระองค์ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีถนนเพลินจิต พ.ศ. 2476 เสด็จพระราชด าเนินไปทวีปยุโรป ประทับ ณ เมืองโลซานน์ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พ.ศ. 2477 ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เนื่องจากพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดาที่จะสืบราชสันตติวงศ์และด้วยความเห็นชอบของ ผู้ส าเร็จราชการแผ่นดินที่ได้ด าเนินการไปตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2481 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จพระราชด าเนินกลับเยี่ยมประเทศไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระชนนีสมเด็จพระพี่นางเธอและสมเด็จพระเจ้าน้องเธอ ได้ทรงประประทับอยู่ที่พระต าหนัก จิตรลดารโหฐานประมาณ 2 เดือน จึงเสด็จไปประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อเข้าศึกษาวิชานิติศาสตร์และการ ปกครองในมหาวิทยาลัยประเทศนั้น
45 พ.ศ. 2488 วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2488 พระองค์ทรงบรรลุนิติภาวะ จึงเสด็จกลับมาถึงประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง และในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ได้ทรงประทับอยู่ ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง ผู้ส าเร็จราชการแทนคนล่าสุดคือ นายปรีดีพนมยงค์ได้ถวายพระราชภารกิจแด่พระองค์เพื่อได้ทรงบริหารเต็มที่ ตามพระราชอ านาจ