ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เร่ือง พันธศุ าสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
คำนำ
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E) รายวิชาชีววทิ ยา
(ว30244) เรอ่ื ง พันธศุ าสตร์ ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เปน็ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ทเ่ี น้นผเู้ รียนเปน็
สาคญั ผู้เรยี นสามารถนาไปฝกึ ปฏิบัติหรือเรียนรเู้ พ่ิมเติมดว้ ยตนเอง ท้งั ในและนอกเวลาเรียน โดยชุดกิจกรรมการ
เรยี นรแู้ ต่ละชดุ ประกอบด้วยเอกสาร 2 สว่ น คือ คู่มอื ครแู ละชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ท้งั นี้เพ่ือใหผ้ ู้เรียนนาชุดกจิ กรรม
การเรยี นรไู้ ปดาเนนิ การกิจกรรมต่างๆ ไดส้ ะดวกและมปี ระสิทธิภาพตรงตามจดุ มงุ่ หมายของการสรา้ งชดุ กิจกรรม
ซ่ึงชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เร่อื ง พนั ธศุ าสตร์ ประกอบดว้ ย 6 ชุดกิจกรรม ดังน้ี
ชุดท่ี 1 เรื่อง การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
ชุดที่ 2 เร่อื ง ความนา่ จะเป็น
ชุดท่ี 3 เร่อื ง กฏแห่งการแยกและกฎแห่งการรวมกลมุ่ อยา่ งอสิ ระ
ชุดท่ี 4 เร่ือง การผสมเพ่ือทดสอบ
ชดุ ที่ 5 เร่ือง สว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 1
ชดุ ท่ี 6 เรอ่ื ง ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ บบวัฏจกั รการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E) น้ี
เป็นชดุ ที่ 6 เรอ่ื ง สว่ นขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
ผูจ้ ดั ทาหวังเปน็ อยา่ งยงิ่ ว่าชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบวัฏจกั ร
การเรียนรู้ 7 ขนั้ (7E) ) รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เร่ือง พันธศุ าสตร์ ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 จะกอ่ ให้เกดิ
ประโยชน์ในการนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอนไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
นางวไิ ลพร จันเสงย่ี ม
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวชิ าชีววิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
สำรบัญ หน้า
1
คำนำ 2
สำรบัญ 4
คำชี้แจง
5
ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E)
คำแนะนำกำรใช้ 6
7
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E) 8
แผนผังแสดงข้ันตอนกำรเรยี นรู้ 8
ผลกำรเรียนรู้
สำระสำคญั 9
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
ขน้ั ตรวจสอบควำมรู้เดิม (Elicitation) 13
แบบทดสอบก่อนเรยี น 14
ขั้นสรำ้ งควำมสนใจ (Engagement)
15
บตั รกจิ กรรมการเรียนรู้ที่ 1 เร่อื ง พันธุประวตั ขิ องครอบครัวในวรรณคดขี นุ ชา้ งขุนแผน
ข้นั สำรวจและคน้ หำ (Exploration) 16
19
บตั รกจิ กรรมการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง แตกต่างกนั อยา่ งไร
ขั้นอธบิ ำยและลงข้อสรปุ (Explanation) 22
บัตรกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ 26
ขนั้ ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
27
บัตรกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี 4 เร่อื ง การลงทนุ มคี วามเสี่ยง 30
บัตรกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ทบทวนความรูด้ ว้ ยตนเอง 33
ข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation) 37
แบบทดสอบหลังเรยี น 39
ขั้นนำควำมรู้ไปประยกุ ต์ใช้ (Extension)
บัตรกิจกรรมการเรยี นรทู้ ี่ 6 เรอื่ ง แผนผังความคดิ
บัตรควำมรู้
บัตรความรู้ที่ 1 เรื่อง การทดลองของโทมสั ฮันท์ มอรแ์ กน
บัตรความรทู้ ี่ 2 เรือ่ ง ยนี บนโครโมโซมเพศ
บตั รความรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง ยนี บนโครโมโซมเดยี วกัน
บตั รความรู้ท่ี 4 เร่ือง ลักษณะทอ่ี ยู่ภายใต้อิทธิพลของเพศ
บตั รความรู้ท่ี 5 เรื่อง ลักษณะท่ีปรากฏจาเพาะเพศ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรื่อง พันธุศาสตร์
บรรณำนุกรม ชดุ กจิ กรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
ภำคผนวก
สำรบญั
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียน
เฉลยบัตรกจิ กรรมที่ 1 หน้า
เฉลยบตั รกจิ กรรมที่ 2 41
เฉลยบตั รกจิ กรรมที่ 3
เฉลยบัตรกจิ กรรมท่ี 4 43
เฉลยบตั รกจิ กรรมท่ี 5 44
เฉลยบัตรกจิ กรรมท่ี 6 46
แบบสังเกตพฤตกิ รรมกำรทำงำนรำยบุคคล 49
แบบสังเกตพฤติกรรมกำรทำงำนกลมุ่ 50
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะของผเู้ รียน 53
56
57
58
59
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เร่อื ง พนั ธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
คำชี้แจงชดุ กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ตำมกระบวนกำรสืบเสำะหำควำมร้แู บบวฏั จกั รกำรเรยี นรู้ 7 ขั้น (7E)
ชดุ กิจกรรมการเรียนรูต้ ามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวัฏจกั ร 7 ข้นั (7E) รายวิชาชีววทิ ยา
(ว30244) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์ ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ประกอบดว้ ย ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ 6 ชดุ ดงั นี้
ชุดท่ี 1 เรอ่ื ง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
ชดุ ที่ 2 เรอ่ื ง ความน่าจะเปน็
ชดุ ที่ 3 เรื่อง กฏแหง่ การแยกและกฎแหง่ การรวมกลุ่มอย่างอิสระ
ชุดที่ 4 เร่อื ง การผสมเพ่อื ทดสอบ
ชุดท่ี 5 เรอ่ื ง สว่ นขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 1
ชดุ ท่ี 6 เร่ือง สว่ นขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
ชุดกิจกรรมการเรียนร้ฉู บับนี้ เป็นชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ชดุ ท่ี 6 เรอ่ื ง สว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล
ตอนที่ 2 ซง่ึ นกั เรยี นจะได้ศึกษาเรยี นรแู้ ละปฏิบัตกิ จิ กรรมตา่ ง ๆ เพ่อื ศึกษาเกย่ี วกับความหลากหลานของสง่ิ มีชวี ิต
โดยใช้เวลาในการปฏบิ ตั ิกิจกรรมทั้งหมด 4 คาบเรยี น และใหน้ ักเรียนศกึ ษาชุดกจิ กรรมตามลาดบั ข้ันตอนตอ่ ไปน้ี
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรือ่ ง พันธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
คำแนะนำกำรใชช้ ุดกิจกรรมกำรเรยี นรู้
ตำมกระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรแู้ บบวฏั จกั รกำรเรยี นรู้ 7 ขัน้ (7E)
ข้ันเตรยี มกอ่ นใชช้ ุดกจิ กรรม
1. ทาการศกึ ษาค้นควา้ ในเรือ่ งที่ตนเองจะเรียนหรอื ปฏิบตั กิ ิจกรรมมากอ่ นล่วงหน้าเพอ่ื ใหเ้ ข้าใจในบทเรยี น
ไดด้ แี ละรวดเรว็ ยิ่งขึ้น
2. เตรยี มความพรอ้ มของตนเองสาหรับการปฏิบตั ิกิจกรรมรว่ มกับเพือ่ นในห้องเรยี นและเพือ่ นรว่ มกลุ่ม
3. คาแนะนาในการปฏบิ ัติงานกลุ่ม
3.1 เลือกประธานกลุ่มเพ่อื เปน็ ผู้นาในการดาเนินการจดั การเรียนรู้ และเลขากล่มุ เพอ่ื บันทึก
3.2 สมาชกิ ทุกคนตอ้ งมสี ว่ นร่วม ชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกัน และรับผิดชอบรว่ มกัน
3.3 ต้งั ใจปฏิบตั กิ ิจกรรมอย่างเตม็ ความสามารถและรอบคอบ
4. ใช้กลุ่มเดิมตลอดการเรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรยี นรชู้ ดุ ที่ 6 เรื่อง ส่วนขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล
ตอนท่ี 2
ขั้นเตรยี มก่อนใชช้ ุดกิจกรรม
1. ศึกษาภาระงานให้เขา้ ใจ และปฏิบัตติ ามขนั้ ตอน
2. ปฏิบัติกจิ กรรมดว้ ยตนเอง ไม่ลอกเพอื่ นและไมใ่ ห้เพอ่ื นลอก
3. ศึกษากิจกรรมดว้ ยความต้ังใจ แลว้ ทาการวิเคราะห์เน้ือหาและสรุปเพื่อให้เขา้ ใจงา่ ย ๆ
4. ศกึ ษาคาช้ีแจงของกิจกรรมโดยการระดมความคดิ ในกล่มุ เพอ่ื ตอบคาถามให้ตรงตามทฤษฎีของเร่ือง
ท่เี รยี น ไม่ตอบโดยไม่มเี หตผุ ลหรอื ไม่มที ฤษฎรี องรับ
5. รว่ มอภปิ รายกบั ครูดว้ ยความตงั้ ใจ จดความรใู้ หม่ และซักถามทันทีเมื่อไม่เข้าใจ
6. มคี วามสามัคคี มีนา้ ใจ ภาคภมู ิใจในผลงานของกล่มุ โดยไมเ่ อาเปรยี บดว้ ยการนัง่ เฉยหรอื กอ่ ความ
ว่นุ วายในห้องเรียน
ขนั้ หลงั ใชช้ ดุ กจิ กรรม
1. ทาแบบทดสอบหลงั เรียน
2. รวบรวมผลงานทไี่ ดจ้ ากการปฏิบัติกิจกรรมส่งครู เพ่ือประเมนิ ผลการเรยี นรู้
3. จดั เกบ็ อปุ กรณ์ทุกชิ้นให้เรยี บรอ้ ย
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขนั้ (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรื่อง พันธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
ผงั แสดงขน้ั ตอนกำรเรียนรู้
1 ศกึ ษำชี้แจงและคำแนะนำกำรใช้
ชดุ กจิ กรรมกำรเรียนรู้
2 ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
ในชดุ กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
3 ศกึ ษำชุดกิจกรรมกำรเรียนรู้
ด้วยตนเอง
ไม่ผำ่ นเกณฑ์ 4 ลงมอื ปฏิบัตบิ ตั รกจิ กรรม
กำรเรยี นรตู้ ำมทีก่ ำหนด
5 ตรวจคำตอบและศกึ ษำ
บตั รควำมรู้ดว้ ยตนเอง
6 ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น ผำ่ นเกณฑ์
ในชุดกจิ กรรมกำรเรยี นรู้
7 ศกึ ษำชุดกจิ กรรมกำรเรียนรู้
ในชุดถัดไป
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขัน้ (7E)
รายวชิ าชวี วทิ ยา (ว30244) เรอ่ื ง พนั ธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
ผลกำรเรียนรู้
ด้ำนควำมรู้
1. คน้ ขอ้ มูล วเิ คราะห์ อธิบาย และสรปุ เกีย่ วกับลักษณะทางพนั ธกุ รรมทเ่ี ป็นส่วนขยายของพนั ธุศาสตร์
เมนเดล (การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซมเพศ ยนี ท่อี ยบู่ นโครโมโซมเดยี วกัน ลักษณะทอ่ี ยภู่ ายใต้อิทธิพล
ของเพศ และลักษณะท่ีปรากฏจาเพาะเพศ)
ด้ำนทกั ษะกระบวนกำร
นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จักร 7 ข้นั (7E) ดงั น้ี
1. ทาแบบฝกึ หดั ก่อนบทเรียน เพือ่ ทดสอบความรู้เดมิ (Elicitation Phase)
2. รว่ มกนั อภิปรายและตัง้ คาถามจากแบบทดสอบก่อนเรียน (Engagement Phase)
3. สบื คน้ ข้อมูลจากเอกสารประกอบการเรียนรเู้ ร่ือง สว่ นขยายพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
(Exploration Phase)
4. นาขอ้ มลู มาดาเนนิ การวเิ คราะห์ แปลผล สรุปผลและนาเสนอผลทีไ่ ดใ้ นรูปต่าง ๆ เชน่ บรรยายสรปุ
สร้างแผนภมู คิ วามคดิ รวบยอด (Explanation and Expansion Phase)
5. ให้นักเรยี นนาผลงานท่ไี ด้จากการสรปุ ผลการวเิ คราะหม์ านาเสนอหน้าชน้ั เรยี นเพือ่ นาไปสหู่ าสรปุ
ร่วมกนั ในชน้ั เรยี นและประเมินผลงาน (Evaluation and Extension Phase)
ดำ้ นคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์
1. มีความสนใจใฝ่เรยี นรู้ ได้แก่ การสนทนาซักถาม กระตือรือร้นในการปฏิบตั ิกจิ กรรม
2. มคี วามรับผิดชอบ ไดแ้ ก่ ปฏบิ ัตหิ นา้ ทท่ี ไี่ ดร้ ับมอบหมาย ทางานสาเร็จตามเป้าหมาย
3. ความมเี หตุผล ไดแ้ ก่ การรวบรวมขอ้ มูล การอธิบายหรอื แสดงความคิดเห็นอย่างมเี หตุผล มีหลักการ
หรือขอ้ มลู อ้างองิ
4. มีระเบยี บวินยั ได้แก่ ตรงต่อเวลาท่นี ัดหมาย ปฏิบัตติ ามระเบยี บวนิ ัยของกจิ กรรม
5. อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ได้แก่ ใช้ทรัพยส์ นิ ตนเองอยา่ งประหยัด ทรัพยส์ นิ ส่วนรวมอยา่ งคุ้มค่า ไม่เอาเปรยี บ
คนอืน่ วางแผนการเรยี นการทางาน
6. มงุ่ มั่นในการทางาน ได้แก่ ต้งั ใจ อดทนทางาน ไมย่ ่อทอ้
7. รกั ความเป็นไทย ได้แก่ มีจติ สานึกในความเป็นไทยและภมู ิปญั ญาไทย
8. มีจิตสาธารณะ ไดแ้ ก่ ชว่ ยเหลอื เพ่ือน พ่อแม่ ครู จิตอาสา ทางานเพ่ือส่วนรวม
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรื่อง พันธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
สำระสำคัญ
การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมบางลกั ษณะใหอ้ ตั ราส่วนทแ่ี ตกต่างจากผลการศึกษาของ
เมนเดล เรยี กลักษณะเหล่าน้ีว่า ลกั ษณะทางพันธกุ รรมที่เปน็ สว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล เช่น
การถ่ายทอดยนื บนโครโมโซมเพศ ยนี ท่อี ยู่บนโครโมโซมเดยี วกนั ลักษณะที่อยภู่ ายใตอ้ ิทธพิ ลของเพศ
และลกั ษณะที่ปรากฏจาเพาะเพศ
โครโมโซมภายในเซลลร์ ่างกายแบง่ เป็นออโตโซมและโครโมโซมเพศ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
ส่วนใหญ่ ถูกควบคุมด้วยยีนบนออโตโซมบางลักษณะถูกควบคุมดว้ ยยนี บนโครโมโซมเพศ ซง่ึ สว่ นมาก
เปน็ ยีนบนโครโมโซม X
จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
1. สบื ค้นและอธบิ ายการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมทเ่ี ป็นส่วนขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล (K)
2. คานวณหาโอกาส เขียนจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทป์ของยืนบนโครโมโซมเพศ ยนื ทีอ่ ย่บู นโครโมโซมเดยี วกนั
ลักษณะทอ่ี ย่ภู ายใตอ้ ทิ ธพิ ลของเพศ และลักษณะท่ปี รากฏจาเพาะเพศจากสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ (K)
3. ปฏบิ ตั ติ ามคาชี้แจงตามขน้ั ตอนอย่างต้ังใจ ซอื่ สัตย์ และตรงต่อเวลา (P, A)
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขนั้ (7E)
รายวชิ าชวี วิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
แบบทดสอบก่อนเรียน ชดุ กจิ กรรมกำรเรยี นรทู้ ี่ 6
เรอ่ื ง ส่วนขยำยของพันธุศำสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
คำชแ้ี จง แบบทดสอบเป็นแบบปรนัยเลอื กตอบ 4 ตวั จานวน 10 ข้อ ใช้เวลาทา 15 นาที
1. เพราะเหตุใดเพศชายจงึ มโี อกาสแสดงลกั ษณะศรี ษะลา้ นมากกว่าเพศหญงิ
ก. ยนี ควบคุมศีรษะลา้ นพบเฉพาะในเพศชาย
ข. ยนี ควบคมุ ศีรษะล้านไม่แสดงออกในผู้หญิง
ค. ยนี ควบคุมศีรษะล้านเปน็ ยนี เดน่ ในเพศชาย
ง. ยีนควบคมุ ศีรษะล้านอยู่บนโครโมโซม Y จึงแสดงออกเฉพาะเพศชาย
2. ขอ้ ใดต่อไปน้ีไมเ่ กีย่ วข้องกับลักษณะที่ปรากฏจาเพาะเพศ
ก. ปริมาณนา้ นมในคน
ข. ความยาวของเขาสัตว์
ค. ลกั ษณะศรี ษะลา้ นในคน
ง. การมีหนวดเคราและเสยี งหา้ ว
3. ยนี ที่ทาให้เกิดโรคฮโี มฟีเลียเป็นยนี ด้อยบนโครโมโซม X หากครอบครัวหนึง่ มีแม่เปน็ โรคฮีโมฟเี ลีย และพอ่ มี
ลกั ษณะเป็นปกติ ข้อใดกล่าวถกู ตอ้ ง
ก. ลูกชายทกุ คนจะเป็นโรคฮโี มฟเี ลีย
ข. ลกู สาวทุกคนจะเป็นโรคฮโี มฟีเลีย
ค. พ่ออาจเป็นพาหะของโรคฮีโมฟีเลีย
ง. ลูกชายทุกคนจะเปน็ พาหะของโรคฮโี มฟเี ลยี
4. ยนี บนโครโมโซมเดยี วกนั จะมโี อกาสถกู แยกออกจากกันได้โดยวิธีใด
ก. ยนี มวิ เทชนั
ข. การไขว้กันของโครโมโซม
ค. การเลอื กกล่มุ อยา่ งอสิ ระของยีน
ง. ตามกฏแห่งการแยกของเมนเดล
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เร่อื ง พันธุศาสตร์
ชดุ กิจกรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
5. เพราะเหตใุ ดผชู้ ายจึงเกดิ โรคตาบอดสีไดม้ ากกว่าผหู้ ญิง
a. โรคนีใ้ นสักษณะเด่นบนโครโมโซม X
b. โรคนีเ้ ปน็ สกั ษณะ ตอ้ ยบนโครโมโซม x
c. โรคนเ้ี ปน็ ลักษณะเดน่ บนโครโมโซม Y
d. โรคนเี้ ปน็ ลกั ษณะดอ้ ยบนโครโมโซม Y
e. ผชู้ ายมโี ครโมโซม X โครโมโซมเดยี ว
f. ผู้ชายมีโครโมโซม Y เพียงโครโมโซมเดยี ว
ก. 2 กบั d
ข. b กบั e
ค. C กับ f
ง. d กบั f
6. ในการผสมไกเ่ พศเมียขนแบบเฮน (Homozygous dominant) และไก่เพศผู้ขนแบบคอ็ ก ลูกไก่ทเี่ กดิ มาจะมี
ฟีโนไทป์อยา่ งไรบา้ ง
ก. ตัวเมยี และตัวผมู้ ีขนแบบเฮน 100%
ข. ตวั เมียมขี นแบบเฮน 100% และตวั ผมู้ ีขนแบบเฮนและแบบคอ็ ก 25%
ค. ตวั ผมู้ ีขนแบบเฮน 100% และตวั เมียมขี นแบบเฮนและแบบคอ็ ก 50%
ง. ตวั เมยี มีขนแบบเฮน 100% และตวั ผู้มขี นแบบเฮนและแบบคอ็ ก 75%
7. สามภี รรยา มีลกั ษณะปกติ ให้กาเนิดคู่แฝดหญิงชายมีอาการตาบอดสีและธาลสั ซเี มยี โอกาสท่ีแฝดหญงิ จะเปน็
ธาลสั ซเี มียร้อยละเท่าใด
ก. 100 %
ข. 50 %
ค. 25 %
ง. 0 %
8. ผสมแมลงหว่ตี ัวสีนา้ ตาลปกี ตรง (AaBb) กบั แมลงหวี่สีดาปีกโคง้ (aabb) ถา้ การถา่ ยทอดยนี ที่ควบคุมเป็น
แบบลงิ ค์ยืน จะมีสัดสว่ นของ F1 เป็นเท่าใด
ก. ตวั สีนา้ ตาลปกี ตรง สดี าปีกโค้ง = 2 : 1
ข. ตัวสีน้าตาลปกี ตรง : สดี าปีกโค้ง = 1 : 1
ค. ตัวสีนา้ ตาลปีกตรง สีดาปกี ตรง : สีนา้ ตาลปกี โค้ง : สดี าปีกโค้ง = 9 : 3 : 2 : 1
ง. ตัวสีนา้ ตาลปกี ตรง : สีดาปีกตรง : สนี ้าตาลปกี โคง้ : สีดาปีกโคง้ = 1 : 2 : 2 : 1
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขัน้ (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เร่อื ง พันธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
9. ชายปกติแตง่ งานกับหญิงทเ่ี ป็นพาหะของโรคฮโี มฟีเลยี มีบตุ รชาย 2 คน หญงิ 2 คนเปน็ ปกติ แต่บตุ รชาย
คนหนึง่ แตง่ งานกบั หญงิ ท่ีเปน็ พาหะของโรคนี้ บตุ รที่เกดิ มาจะมีโอกาสเป็นโรคน้เี ท่าใด
ก. ชาย 25% หญงิ 0%
ข. ชาย 50% หญิง 0%
ค. ชาย 25% หญิง 25%
ง. ชาย 50% หญิง 50%
10. ครอบครวั หนง่ึ พอ่ และแมม่ ีจีโนไทปท์ ี่ควบคมุ ลักษณะศีรษะล้านเหมือนกัน แตม่ ฟี โี นไทป์แตกต่างกนั ขอ้ ใด
คอื ลักษณะท่ีไมน่ ำ่ เปน็ ไปได้ของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของลูกสาว
ก. BB ศรี ษะล้าน 25%
ข. BB+ ศรี ษะล้าน 50%
ค. BB+ ศรี ษะไม่ล้าน 50%
ง, B+B+ ศรี ษะไม่ล้าน 25%
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ขนั้ (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรอ่ื ง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
กระดำษคำตอบ ชดุ กิจกรรมกำรเรยี นรทู้ ่ี 6
เรื่อง สว่ นขยำยของพันธุศำสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
กอ่ นเรยี น หลังเรยี น
ช่ือ......................................................ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี.่ ........................เลขท.ี่ .....................
ขอ้ ท่ี ก. ข. ค. ง.
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E)
รายวชิ าชวี วทิ ยา (ว30244) เรอื่ ง พันธุศาสตร์
ชุดกิจกรรมที่ 6 ส่วนขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
บัตรกิจกรรมกำรเรยี นรู้ที่ 1
เรือ่ ง พันธปุ ระวตั ขิ องครอบครวั ในวรรณคดขี ุนชำ้ งขนุ แผน
ขัน้ สรำ้ งควำมสนใจ (Engagement)
คำชีแ้ จง
1. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มศกึ ษาภาพพนั ธปุ ระวตั ิของครอบครวั ในวรรณคดขี ุนช้างขุนแผน ที่นักเรียนได้เคยเรยี น
ในรายวชิ าภาษาไทย และให้นกั เรียนแสดงความคิดเหน็ ในประเดน็ ดังน้ี
❖ ตัวละครแต่ละบทบาทมีลกั ษณะเด่นอย่างไรบา้ ง
❖ เพราะเหตใุ ดนางวนั ทองจงึ ชอบขุนแผนแต่ไม่ชอบขนุ ช้าง
❖ ลูกของนางวนั ทองกบั ขุนแผนมลี ักษณะอยา่ งไร
❖ หากนางวนั ทองมลี ูกกับขุนข้างนักเรียนคิดว่าลูกจะมีลกั ษณะอย่างไร
2. ใหน้ กั เรียนในกลุม่ รว่ มกันสรุปความคดิ เห็นที่อภิปรายร่วมกนั
3. ส่งตวั แทนมานาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น
พนั ธปุ ระวตั คิ รอบครวั วรรณคดีขนุ ช้ำงขนุ แผน
ท่ีมา https://twitter.com/picarus424/status/1384528668924420097
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวชิ าชีววิทยา (ว30244) เรอ่ื ง พนั ธุศาสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
บตั รกิจกรรมกำรเรยี นรทู้ ี่ 2
เร่อื ง แตกตำ่ งกันอย่ำงไร
ขัน้ สำรวจและค้นหำ (Exploration)
คำชี้แจง
1. ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มจดั เตรยี มอุปกรณใ์ นการทากจิ กรรม ไดแ้ ก่
1.1 หลอดสตี ่าง ๆ
1.2 เทปใส และเทปสี
1.3 กระดาษ A4
1.4 ปากกาเคมี
1.5 กรรไกร
2. ให้นกั เรียนแต่ละกล่มุ จาลองยีนที่อยู่คูก่ ัน โดยกาหนดให้ยืนท่ีควบคุมสีตาของแมลงหวี ตาสแี ดงเป็นลกั ษณะเด่น
ตาสีขาวเป็นลกั ษณะดอ้ ย โดยให้นักเรียนทาการผสมพนั ธแ์ุ มลงหวตี่ าสีแดงพนั ธแ์ุ ท้ กบั แมลงหว่ีตาสขี าวพันธแุ์ ท้
เข้าดว้ ยกัน โดยใช้หลอดในการจาลองแทนยีน
3. ใช้เทปใสตดิ หลอดลงบนกระดาษ A4 พรอ้ มเขียนจีโนไทปก์ ากบั ดา้ นลา่ ง
4. นาภาพจาลองยีนท่ีจัดทา นาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น
5. ให้นักเรยี นแต่ละกลุม่ ศึกษาบัตรความรู้ที่ 1 เร่ือง การทดลองของโทมัส ฮนั ท์ มอร์แกน
6. จาลองการถ่ายทอดลักษณะสีตาของแมลงหวตี ามแนวคิดของโทมัส ฮนั ท์ มอร์แกน โดยใชห้ ลอดและเทปสีตา่ ง ๆ
7. ให้นักเรยี นเปรียบเทียบแบบจาลองทนี่ กั เรียนได้ศกึ ษาครั้งแรก และแบบจาลองของโทมสั ฮนั ท์ มอรแ์ กน
ว่ามีความเหมอื นหรือแตกต่างกนั อย่างไร พรอ้ มนาเสนอหน้าชั้นเรียน
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เรอื่ ง พนั ธศุ าสตร์
ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
บตั รกิจกรรมกำรเรยี นรู้ท่ี 3
เรือ่ ง อธิบำยและลงขอ้ สรปุ
ขนั้ อธบิ ำยและลงข้อสรปุ (Explanation)
คำช้ีแจง
จากการทดลองของโทมสั ฮนั ท์ มอรแ์ กน ใหน้ ักเรียนตอบคาถามดงั ต่อไปนี้
1. จากผลการทดลองการถา่ ยทอดลักษณะสตี าของแมลงหว่ี นักเรยี นทราบหรอื ไม่ว่าลักษณะใดเป็นลกั ษณะเดน่
และลักษณะใดเป็นลักษณะด้อย
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
2. ยนี ควบคมุ สีตาของแมลงหวมี ีตาแหน่งอยบู่ นโครโมโซมชนิดใด
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
3. แมลงหว่เี พศเมยี จะมโี อกาสมีตาสขี าวได้หรอื ไม่ อย่างไร
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
4. การถา่ ยทอดลกั ษณะท่ีตาของแมงหวี ตามแนวคดิ ของโทมัส ฮนั ท์ มอรแ์ กน เหมือนหรอื แตกตา่ งกบั การทดลอง
ของเมนเดลอย่างไร
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
5. นกั เรยี นทราบหรอื ไมว่ า่ การถา่ ยทอดลกั ษณะที่ควบคุมด้วยยีนที่อยูบ่ นโครโมโซมเพศในคน ไดแ้ ก่ลักษณะใดบ้าง
และปรากฏในเพศได้
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เร่ือง พันธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
บตั รกิจกรรมกำรเรยี นรู้ที่ 4
เรื่อง กำรลงทนุ มคี วำมเสยี่ ง
ข้นั ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
คำชแ้ี จง
1. ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันศึกษาความรู้เพม่ิ เตมิ จากบัตรความรูท้ ่ี 2-5
2. เหรัญญกิ ของกลุ่ม แจกบัตรคะแนนในกลอ่ งกจิ กรรมที่ 4 ให้แกส่ มาชิกทกุ คนในกล่มุ คนละ 1,000 คะแนน
3. หัวหนา้ กลุ่มชแ้ี จงกตกิ าให้สมาชิกทราบวา่ เมื่อเปิดบัตรคาถาม ให้สมาชกิ ทุกคนวางคะแนนเดิมพัน เพอ่ื ตอบ
คาถามขอ้ นนั้ ๆ หากสมาชิกคนใดตอบคาถามถูกตอ้ ง จะได้รับคะแนนเทา่ กับเงินที่วางเดิมพนั ไว้ แตห่ ากตอบ
คาถามผดิ จะถกู ยึดเงนิ คะแนนเดิมพัน
4. หัวหนา้ กล่มุ เปิดบตั รคาถาม คร้ังละ 1 คาถาม แลว้ อ่านใหส้ มาชกิ ทุกคนในกลมุ่ ฟัง จากน้ันใหแ้ ต่ละคนเขยี น
คาตอบของตนลงในกระดาษ และวางคะแนนเดมิ พัน
5. รองหัวหนา้ กลมุ่ เปิดบตั รเฉลยเพอ่ื ตรวจคาตอบครั้งละ 1 บัตร และตรวจสอบดวู ่าใครตอบถกู หรอื ผิดบา้ ง
6. เหรญั ญิกของกลุม่ ทาหน้าที่ใหค้ ะแนนเดิมพันเพม่ิ เตมิ หรอื ยดึ คะแนนเดิมพนั เม่อื มผี ้ตู อบถูกและตอบผดิ
7. หวั หนา้ กลุ่มดาเนินกจิ กรรมไปจนครบบัตรคาถาม หรอื จนกระท่งั มผี ู้ล้มละลาย
8. เม่อื เสรจ็ ส้นิ กิจกรรม สมาชกิ คนใดมคี ะแนนสะสมมากท่ีสดุ จะเปน็ ผู้ชนะ
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวชิ าชีววิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธุศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพันธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
บตั รคำถำม “กิจกรรมกำรเรยี นรู้ที่ 4”
พอ่ มีขนยำวรุงรังทีห่ ู เพรำะเหตใุ ดเพศชำย
แต่งงำนกบั แม่ทม่ี ีลกั ษณะปกติ จงึ มีโอกำส
จะให้กำเนิดลูกสำวมีลักษณะ
ขนยำวรุงรังที่หู รอ้ ยละเท่ำไร เปน็ โรคตำบอดสี
มำกกวำ่ เพศหญงิ
บตั รคำถำมท่ี 1 บตั รคำถำมท่ี 2
กำรทโี่ ครโมโซมทเี่ ขำ้ คกู่ นั จะแนบ ครอบครัวหนึง่ พ่อและแมม่ ี
ชิดกนั แล้วทำให้มโี อกำสแลก ลกั ษณะปกติแต่ให้กำเนิดลูก
เปลี่ยนชิน้ ส่วนโครมำทดิ ของ
ขำยเป็นโรคฮโี มฟเี ลีย
ฮอโมโลกสั โครโมโซม เพรำะเหตใุ ดจึงเป็นเชน่ นี้
เรยี กวำ่ อะไร
บตั รคำถำมท่ี 4
บตั รคำถำมท่ี 3
หญิงและชำยเป็นพำหะของโรค
เม่อื นำแมลงหวี่ตัวสนี ้ำตำล กล้ำมเนื้อแขนขำลบี จะให้
ปีกตรง ผสมกบั แมลงหวต่ี ัวสีดำ
กำเนิดลกู ชำยเปน็ โรคกล้ำมเน้อื
ปีกโคง้ จะทำให้ไดล้ ูกรุน่ F1 แขนขำลบี ร้อยละเท่ำไร
มลี กั ษณะอย่ำงไร
บตั รคำถำมที่ 5 บตั รคำถำมที่ 6
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวชิ าชวี วิทยา (ว30244) เร่ือง พันธุศาสตร์
ชดุ กิจกรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
บัตรคำถำม “กจิ กรรมกำรเรียนรทู้ ี่ 4”
ลกั ษณะทำงพนั ธกุ รรม เม่อื นำไกเ่ พศผู้และเพศเมียที่มี
ทเ่ี ป็นลกั ษณะเดน่ จีโนไทปเ์ ป็น Heterozygous
บนโครโมโซม X ผสมกนั จะทำใหไ้ ด้ลกู ไกเ่ พศผู้
คือลักษณะใด
มีลักษณะขนอยำ่ งไร
บตั รคำถำมที่ 7
บตั รคำถำมท่ี 8
หำกหญงิ และชำย มีจีโนไทป์
ทค่ี วบคมุ ศรี ษะลำ้ น ชำยเป็นโรคธำลัสซเี มีย
แตง่ งำนกับหญิงท่ีเปน็ พำหะ
เป็น Heterozygous เหมอื นกนั จะมีโอกำสให้กำเนิดลกู เปน็
จะมฟี ีโนไทป์เปน็ อยำ่ งไร โรคธำลสั ซีเมีย ร้อยละเทำ่ ไร
บตั รคำถำมที่ 9 บตั รคำถำมที่ 10
บตั รคำถำมที่ 5 บตั รคำถำมที่ 6
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรูแ้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขนั้ (7E)
รายวชิ าชวี วทิ ยา (ว30244) เรอ่ื ง พันธุศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมที่ 6 ส่วนขยายของพันธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
บัตรกจิ กรรมกำรเรยี นรู้ท่ี 5
เรอื่ ง ทบทวนควำมรดู้ ้วยตนเอง
ขนั้ ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
คำช้แี จง
1. ให้นักเรยี นแตล่ ะคนคานวณหาจีโนไปท์และฟีโนไทป์จากสถานการณ์ทกี่ าหนดให้
2. แลกเปลยี่ นคาตอบกับเพ่อื นในกลุ่มและหาขอ้ สรุปของคาตอบร่วมกัน
3. นาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น
โรคกลำ้ มเน้อื แขนขำลบี เปน็ ลกั ษณะด้อยบนโครโมโซม X ถำ้ ชำยเป็นโรคกล้ำมเนอื้
แขนขำลีบ แตง่ งำนกบั หญิงทเ่ี ป็นพำหะ ลกู จะมีจีโนไทป์และฟโี นไทป์เปน็ อย่ำงไร
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธุศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
โรคฮีโมฟีเลียควบคุมด้วยยืนบนโครโมโซม X หญิงปกตคิ นหน่ึงแตง่ งำนกบั ชำยท่เี ปน็
โรคฮีโมฟีเลีย มลี กู สำวคนหนงึ่ เป็นโรคฮโี มฟเี ลยี จงหำจีโนไทปข์ องหญิงชำยคนู่ ี้
ในกำรผสมพันธ์ุไกเ่ พศเมยี ขนแบบเฮนกบั ไก่เพศผขู้ บแบบคอ็ ก ลูกได้ทง้ั เพศผู้
และเพศเมียท่ีเกิดขึน้ มลี ักษณะขบแบบเสบทกุ ตวั จงหำจีโนไทปข์ องพ่อแม่ไมค่ ่นู ้ี
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เร่อื ง พนั ธศุ าสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
หญงิ ชำยคูห่ นึ่งศีรษะไม่ลำ้ นพนั ธุ์แทท้ ้งั คู่ เม่ือแต่งงำนกนั จะให้กำเนดิ ลกู ชำย
และลูกสำวมลี ักษณะเปน็ อย่ำงไร
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรือ่ ง พันธุศาสตร์
ชุดกิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
แบบทดสอบหลงั เรียน ชุดกจิ กรรมกำรเรยี นรทู้ ่ี 6
เรอื่ ง สว่ นขยำยของพนั ธุศำสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
คำช้ีแจง แบบทดสอบเป็นแบบปรนัยเลอื กตอบ 4 ตวั จานวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาทา 15 นาที
1. เพราะเหตุใดผู้ชายจงึ เกดิ โรคตาบอดสไี ดม้ ากกวา่ ผหู้ ญงิ
a. โรคน้ใี นสักษณะเด่นบนโครโมโซม X
b. โรคน้ีเปน็ สักษณะ ตอ้ ยบนโครโมโซม x
c. โรคน้ีเปน็ ลักษณะเดน่ บนโครโมโซม Y
d. โรคนเ้ี ป็นลกั ษณะดอ้ ยบนโครโมโซม Y
e. ผชู้ ายมโี ครโมโซม X โครโมโซมเดียว
f. ผู้ชายมโี ครโมโซม Y เพยี งโครโมโซมเดยี ว
ก. 2 กบั d
ข. b กับ e
ค. C กับ f
ง. d กบั f
2. ยีนท่ที าให้เกิดโรคฮโี มฟเี ลียเปน็ ยีนดอ้ ยบนโครโมโซม X หากครอบครัวหนึ่งมแี มเ่ ป็นโรคฮโี มฟีเลยี และพอ่ มี
ลักษณะเป็นปกติ ขอ้ ใดกล่าวถกู ตอ้ ง
ก. ลูกชายทกุ คนจะเป็นโรคฮโี มฟีเลีย
ข. ลกู สาวทุกคนจะเป็นโรคฮโี มฟเี ลยี
ค. พ่ออาจเปน็ พาหะของโรคฮโี มฟเี ลยี
ง. ลูกชายทุกคนจะเปน็ พาหะของโรคฮโี มฟีเลยี
3. เพราะเหตุใดเพศชายจึงมีโอกาสแสดงลักษณะศีรษะลา้ นมากกว่าเพศหญงิ
ก. ยนี ควบคมุ ศรี ษะล้านพบเฉพาะในเพศชาย
ข. ยนี ควบคุมศีรษะล้านไมแ่ สดงออกในผหู้ ญิง
ค. ยนี ควบคมุ ศีรษะล้านเปน็ ยนี เดน่ ในเพศชาย
ง. ยีนควบคมุ ศีรษะล้านอยบู่ นโครโมโซม Y จงึ แสดงออกเฉพาะเพศชาย
4. ขอ้ ใดต่อไปนี้ไมเ่ กีย่ วขอ้ งกับลกั ษณะที่ปรากฏจาเพาะเพศ
ก. ปริมาณนา้ นมในคน
ข. ความยาวของเขาสตั ว์
ค. ลกั ษณะศีรษะล้านในคน
ง. การมหี นวดเคราและเสียงหา้ ว
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขั้น (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เร่ือง พันธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
5. ยนี บนโครโมโซมเดยี วกนั จะมโี อกาสถกู แยกออกจากกันได้โดยวิธใี ด
ก. ยนี มวิ เทชนั
ข. การไขวก้ ันของโครโมโซม
ค. การเลอื กกลุ่มอย่างอิสระของยีน
ง. ตามกฏแห่งการแยกของเมนเดล
6. ผสมแมลงหว่ตี ัวสนี ้าตาลปกี ตรง (AaBb) กบั แมลงหว่ีสดี าปีกโค้ง (aabb) ถ้าการถา่ ยทอดยีนทคี่ วบคุมเป็น
แบบลงิ ค์ยนื จะมีสัดส่วนของ F1 เปน็ เทา่ ใด
ก. ตัวสีนา้ ตาลปกี ตรง สีดาปกี โคง้ = 2 : 1
ข. ตัวสนี า้ ตาลปีกตรง : สดี าปีกโคง้ = 1 : 1
ค. ตวั สนี ้าตาลปกี ตรง สีดาปีกตรง : สีนา้ ตาลปีกโคง้ : สดี าปีกโคง้ = 9 : 3 : 2 : 1
ง. ตัวสีนา้ ตาลปกี ตรง : สีดาปีกตรง : สนี ้าตาลปีกโคง้ : สีดาปกี โคง้ = 1 : 2 : 2 : 1
7. ชายปกติแตง่ งานกบั หญิงท่เี ป็นพาหะของโรคฮโี มฟเี ลีย มีบตุ รชาย 2 คน หญงิ 2 คนเป็นปกติ แต่บุตรชาย
คนหน่งึ แต่งงานกับหญงิ ที่เป็นพาหะของโรคน้ี บุตรท่ีเกิดมาจะมโี อกาสเปน็ โรคน้เี ท่าใด
ก. ชาย 25% หญงิ 0%
ข. ชาย 50% หญิง 0%
ค. ชาย 25% หญงิ 25%
ง. ชาย 50% หญงิ 50%
8. ในการผสมไกเ่ พศเมยี ขนแบบเฮน (Homozygous dominant) และไก่เพศผู้ขนแบบคอ็ ก ลกู ไกท่ เ่ี กิดมาจะมี
ฟีโนไทปอ์ ย่างไรบา้ ง
ก. ตัวเมยี และตวั ผูม้ ขี นแบบเฮน 100%
ข. ตัวเมยี มขี นแบบเฮน 100% และตัวผู้มขี นแบบเฮนและแบบคอ็ ก 25%
ค. ตวั ผูม้ ขี นแบบเฮน 100% และตัวเมยี มขี นแบบเฮนและแบบคอ็ ก 50%
ง. ตัวเมยี มีขนแบบเฮน 100% และตัวผู้มีขนแบบเฮนและแบบค็อก 75%
9. ครอบครวั หนง่ึ พอ่ และแม่มีจีโนไทป์ทคี่ วบคุมลักษณะศรี ษะลา้ นเหมอื นกนั แต่มีฟีโนไทป์แตกต่างกนั ข้อใด
คือลักษณะที่ไม่น่ำเป็นไปได้ของจีโนไทป์และฟโี นไทปข์ องลกู สาว
ก. BB ศีรษะลา้ น 25%
ข. BB+ ศรี ษะลา้ น 50%
ค. BB+ ศรี ษะไมล่ า้ น 50%
ง, B+B+ ศรี ษะไม่ลา้ น 25%
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวชิ าชวี วทิ ยา (ว30244) เรอ่ื ง พนั ธศุ าสตร์
ชดุ กจิ กรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
10. สามภี รรยา มลี กั ษณะปกติ ให้กาเนิดคแู่ ฝดหญงิ ชายมอี าการตาบอดสีและธาลัสซีเมยี โอกาสที่แฝดหญิงจะเป็น
ธาลสั ซีเมยี ร้อยละเทา่ ใด
ก. 100 %
ข. 50 %
ค. 25 %
ง. 0 %
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
กระดำษคำตอบ ชดุ กิจกรรมกำรเรยี นรทู้ ่ี 6
เรื่อง สว่ นขยำยของพันธุศำสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
กอ่ นเรยี น หลังเรยี น
ช่ือ......................................................ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี.่ ........................เลขท.ี่ .....................
ขอ้ ท่ี ก. ข. ค. ง.
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E)
รายวชิ าชวี วทิ ยา (ว30244) เรอื่ ง พันธุศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
บตั รกจิ กรรมกำรเรยี นรทู้ ่ี 6
เรื่อง แผนผังควำมคิด
ข้นั นำควำมรไู้ ปประยุกต์ใช้ (Elaboration)
คำชแ้ี จง
1. ใหน้ ักเรียนนาความร้ทู ่ไี ดร้ ับมาใช้ในการตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
เพรำะเหตใุ ดค่แู ต่งงำนใหม่ จงึ ตอ้ งมกี ำรตรวจเลือด
และวำงแผนก่อนกำรมบี ตุ ร
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวชิ าชีววิทยา (ว30244) เร่อื ง พนั ธุศาสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
บัตรควำมรทู้ ่ี 1
เรือ่ ง กำรทดลองของโทมัส ฮันนท์ มอร์แกน
โทมัส ฮนั ท์ มอร์แกน (Thomas Hunt Morgan)
ในปี พ.ศ.2453 โทมัส ฮนั ท์ มอร์แกน (Thomas Hunt Morgan) และผู้ร่วมงาน แหง่ มหาวิทยาลยั โคลมั เบยี
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ทดลองเลีย้ งแมลงหวแี่ ละผสมพันธุไ์ ดจ้ านวนหลายพันตวั และพบลกั ษณะพันธุกรรมทคี่ วบคมุ
ด้วยยนื บนโครโมโซมเพศเป็นครัง้ แรก
แมลงหว่ีมีโครโมโซม 4 คู่ โดยมีออโตโชม 3 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ แมลงหว่ีเพศเมยี มีโครโมโซมเพศ
เป็น XX เพศผู้มโี ครโมโซมเพศเป็น XY
ภาพ แสดงโครโมโซมเพศของแมลงหว่ี
ทม่ี า https://th.wikipedia.org/wiki/กาหนดเพศ
สบื คน้ เมอ่ื 5 เมษายน 2562
กำรทดลองของโทมัส ฮันท์ มอรแ์ กน (Thomas Hunt Morgan)
มอรแ์ กน ศึกษาว่าในธรรมชาตแิ มลงหว่ีมตี าสีแดง มอรแ์ กนทดลองผสมพนั ธุแ์ มลงหวี่หลายชวั่ รนุ่ ทาให้
ไดล้ ูกหลานจานวนมาก ปรากฏวา่ แมลงหว่ีเพศผู้บางตัวมีตาสขี าว จึงนามาผสมพันธกุ์ ับแมลงหวี่เพศเมยี ตาสแี ดง
ได้รุ่น F1 ตาสีแดงทุกตวั จากน้ันให้รุ่น F1 ผสมพันธุ์กนั เอง ได้รนุ่ F2 จากการสังเกตพบวา่ ในรุ่น F2 นั้น เพศเมียทุก
ตัวมีตาสีแดง สว่ นเพศผ้มู ตี าสแี ดงตอ่ ตาสีขาว ในอัตราสว่ น 1:1 และในรนุ่ F2 แมลงหว่ีตาสขี าวจะพบเฉพาะเพศผู้
เท่านั้น แม้ว่าเพศเมยี จะมีจานวนหลายพนั ตวั แต่กไ็ มป่ รากฏวา่ มีตาสีขาวเกิดข้ึนเลย
ถ้าการถา่ ยทอดลักษณะตาสขี าวของแมลงหวเี่ กย่ี วขอ้ งกับเพศ จะเป็นไปไดห้ รือไม่ ว่าอาจเก่ยี วขอ้ งกบั
โครโมโซมเพศดว้ ย สมมติฐานของมอร์แกนอธิบายไดจ้ ากผลการทดลอง การผสมพันธุข์ องแมลงหว่ี
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชีววทิ ยา (ว30244) เร่ือง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
ภาพ การทดลองผสมพนั ธ์ุแมลงหว่ขี องมอร์แกน
ท่ีมา http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สบื คน้ เมอื่ 5 เมษายน 2562
จากผลการทดลองของมอร์แกน ไดอ้ ธิบายวา่ ลกั ษณะสีตาของแมลงหว่ี เกิดจากยนี ที่ควบคมุ ลักษณะสี
ตามตาแหนง่ อยู่บนโครโมโซม X โดยแอลลีลท่ีควบคุมตาสแี ดง จะแสดงลักษณะขม่ ต่อแอลลีลท่ีควบคมุ ตาสีขาว
สว่ นโครโมโซม Y จะไม่มยี ีนทค่ี วบคมุ สีตา แมลงหวี่ในรนุ่ ลูกเพศผู้จะได้รบั โครโมโซม X มาจากแมแ่ ละมีโครโมโซม
Y มาจากพอ่ ส่วนแมลงหวี่ร่นุ ลูกเพศเมยี จะได้รับโครโมโซม X มาจากพ่อและแม่ ซึ่งแมลงหว่ีรุ่นลกู เพศผู้ ที่มียีน
ควบคมุ ตาสีขาวเพยี งแอลลีลเดียว กจ็ ะแสดงลักษณะตาสีขาว ส่วนแมลงหวี่รุ่นลกู เพศเมยี จะแสดงลักษณะตาสีขาว
ได้ก็ต่อเม่ือมยี นี ควบคมุ ตาสขี าว 2 ยีน การถา่ ยทอดยีนท่อี ย่บู นโครโมโซมเพศ เรียกวา่ ยีนทเี่ ก่ียวเนอ่ื งกับเพศ
(Sex-linked gene)
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เร่ือง พนั ธศุ าสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
ภาพ การผสมพันธแ์ุ มลงหวต่ี ามแนวคิดของมอรแ์ กน
ท่มี า http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สืบค้นเมื่อ 5 เมษายน 2562
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรอื่ ง พันธศุ าสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
บตั รควำมร้ทู ่ี 2
เรอ่ื ง ยีนบนโครโมโซมเพศ
ยนี บนโครโมโซมเพศ (Sex-linked gene)
นกั พันธศุ าสตรเ์ รียกลกั ษณะของยนี ทีอ่ ยู่บนโครโมโซมเพศวา่ Sex-linked gene โดยทัว่ ไปจะหมายถงึ
ยนี ท่ีอย่บู นโครโมโซม X ของสิ่งมชี วี ิตจึงสามารถพบไดใ้ นทัง้ สองเพศ โดยในมนษุ ยเ์ พศหญงิ จะมโี ครโมโซม X
สองแท่ง (XX) ขณะท่ีเพศชายจะมโี ครโมโซม X เพียงแห่งเดียวกบั โครโมโซม Y อกี แหง่ หน่ึง (XY) ยีนทอี่ ยบู่ น
โครโมโซม X เหลา่ นี้ สามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ คอื
ยีนบนโครโมโซมเพศ X (X-linked gene)
1. Sex-linked recessive (X-linked recessive)
- ลักษณะทางพันธุกรรมหรือความผิดปกตขิ องโรคทางพนั ธุกรรมท่ีอยบู่ นโครโมโซม X
- ลกั ษณะความผิดปกติแบบนี้จะแสดงออกเมอื่ มจี ีโนไทป์เปน็ Homozygous recessive
- ตัวอย่างเช่น โรคตาบอดสี โรคฮโี มฟีเลยี โรคภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD เปน็ ตน้
ตำบอดสี (Color blindness) ควบคมุ โดยยนี ลักษณะดอ้ ยบนโครโมโซม X โอกาสท่ี ลกู สาวจะตาบอดสคี ือ
มีพอ่ ตาบอดสแี ละแม่ตาบอดสีหรอื เป็นพาหะ ส่วนลกู ชายจะมีโอกาส ตาบอดสีเม่อื มแี ม่ตาบอดสหี รือเป็นพาหะ ตา
บอดสเี ปน็ ลกั ษณะทไ่ี มส่ ามารถแยกสแี ดงกับ สีเขียวได้
ฮโี มฟเี ลยี (Hemophilia) เปน็ โรคเลอื ดไหลไมห่ ยุด เมื่อมีบาดแผล เลอื ดจะไม่ แข็งตวั เป็นลกั ษณะที่
ควบคมุ ด้วยยนี ด้อยบน X-Chromosome ทาให้ไม่สามารถสรา้ ง โปรตนี ทีเ่ ปน็ แฟคเตอร์ทีช่ ่วยในการแขง็ ตัวของเลือด
ภำวะพร่องเอน็ ไซม์ G-6-PD (Glucose-6-Phosphate dehydrogenase deficiency) ควบคุมดว้ ย
ยีนด้อยบน X-Chromosome ทาให้ไม่สามารถสรา้ งเอนไซม์ G-6-PD จะมี อาการแพ้ยาบางชนดิ ยารกั ษาโรค
มาลาเรีย ยาปฏชิ วี นะ ยาแก้ปวด และแพอ้ าหารบางชนิด เช่น ถวั่ ปากอ้า อาการอน่ื ๆ คือ โลหิตจาง ตวั เหลืองซดี
ออ่ นเพลยี ปวดศรี ษะ ปวด ทอ้ ง คลืน่ ไส้ ปัสสาวะมสี ดี า
ภาพ พนั ธปุ ระวัตฮิ ีโมฟเี ลยี ของราชวงศ์องั กฤษ
ทม่ี า https://hmong.in.th/wiki/Haemophilia_in_European_royalty
สบื ค้นเมือ่ 5 เมษายน 2562
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เรอื่ ง พันธุศาสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
2. Sex-linked dominance (X-linked dominance)
- ลักษณะทางพันธกุ รรมหรือความผิดปกติของโรคทางพันธกุ รรมที่อยบู่ นโครโมโซม X
- ลักษณะความผิดปกตแิ บบนี้จะแสดงออก เม่อื มีจโี นไทป์เป็น Homozygous dominance หรือ
Heterozygous
- พบได้น้อยในธรรมชาติ ตวั อยา่ งเช่น โรคขนยาวรุงรังตามใบหน้า ลาตวั และแขนขา (Congenital
generalized hypertrichosis)
ภาพ โรคขนยางรุงรงั บนใบหน้า
ท่มี า http://nano-me15.blogspot.com/2010/02/blog-post_3926.html
สบื คน้ เม่ือ 5 เมษายน 2562
ตัวอย่ำง
การศึกษาลักษณะตาบอดสีของครอบครวั หนึ่ง สามารถนามาเขียนพนั ธปุ ระวตั ิ (Pedigree) ไดด้ งั นี้
ภาพ พันธปุ ระวัติของครอบครัวหนง่ึ ท่มี ีลักษณะตาบอดสี
ทีม่ า http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สบื ค้นเมือ่ 5 เมษายน 2562
จากภาพแสดงการถา่ ยทอดลกั ษณะตาบอดสใี นคน จะเห็นวา่ ลกั ษณะตาบอดสีปรากฏในเพศชาย อาจเป็น
ไปได้หรอื ไม่วา่ ยีนควบคมุ ตาบอดสี เปน็ ยนี ดอ้ ยท่ีเกีย่ วเน่ืองกับเพศ ถ้ากาหนดให้ C เป็นยนี ทีค่ วบคุมลกั ษณะตาปกติ
และเปน็ ยีนทค่ี วบคุมลักษณะตาบอดสี ถ้าเป็นเชน่ นัน้ จรงิ ชายคนท่ี 1 และ 4 ในรุ่นที่ III จะมีจโี นไทป์ XCY
ดังน้นั หญงิ คนที่ 1 และคนที่ 2 ในรนุ่ ท่ี II จะมีจีโนไทป์ XCXc และเป็นพาหะ (Carrier) เพราะรับยนี ทคี่ วบคมุ
ลักษณะด้อยที่เป็นตาบอดสี Xc มาจากพอ่ แสดงว่า ยีนตาบอดสเี ป็นยีนด้อยทีอ่ ยู่บนโครโมโซม X
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรอ่ื ง พันธุศาสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
ยีนด้อยท่อี ยู่บนโครโมโซม X จะมโี อกาสแสดงลักษณะท่ีปรากฏในเพศขายได้มากกว่ายีนดอ้ ยในออโตโซม
และลักษณะทคี่ วบคมุ ดว้ ยยีนด้อยบนโครโมโซม X จะมโี อกาสปรากฏ ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนในเพศหญงิ
ลักษณะดงั กลา่ วจะแสดงออกได้ตอ่ เม่ือไดร้ บั ยีนด้อยมาจากพอ่ และแม่ เช่น ในครอบครวั ท่ีมีพอ่ จีโนไทป์ XcY และ
แม่มีจีโนไทปเ์ ป็น XCXc หรอื XcXc
ตวั อยำ่ ง
หญิงคนหนงึ่ ตาปกติ มพี อ่ เปน็ โรคตาบอดสี แต่งงานกบั ชายตาปกติ ซึ่งมพี ่อเปน็ โรคตาบอดสี จงหาโอกาสของ
ลกู ที่จะเปน็ โรคตาบอดสี
(กาหนดให้ XC แทนตาปกติ และ Xc แทนตาบอดสี)
วิเครำะห์โจทย์
หญิงตาปกติ แต่มพี อ่ เปน็ โรคตาบอดสี แสดงวา่ หญิงคนน้เี ปน็ พาหะต่อโรคตาบอดสี
ชายตาปกติ แตม่ พี อ่ เป็นโรคตาบอดสี ชายคนน้ีก็จะไมเ่ ป็นโรคตาบอดสี
ตอบ ..ลูกสาวจะมตี าปกติทุกคน สว่ นลกู ชายจะมีทง้ั ตาปกติและตาบอดส.ี .
ตำปกติ ตำบอดสีเขียว ตำบอดสแี ดง ตำบอดสนี ้ำเงิน
ภาพ ลักษณะภาพท่ีคนตาบอดสีมองเห็น
ทีม่ า https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63400/-blo-scibio-sci
สืบคน้ เมอื่ 5 เมษายน 2562
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เร่อื ง พันธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
บัตรควำมรทู้ ่ี 3
เรอ่ื ง ยนี บนโครโมโซมเดยี วกนั
ยีนบนโครโมโซมเดยี วกนั (Linked gene)
จากการศึกษาของเมนเดล ถา้ หากยีนทกุ ยนี ประพฤติตัวตามกฎข้อทส่ี องของเมนเดล แสดงวา่ ในกรณีของ
มนุษย์ จะมียนี ไดเ้ พียง 23 ยีนเทา่ นัน้ แต่ในความเปน็ จริงมนษุ ย์มียีนจานวนมาก สาเหตุที่เป็นเชน่ นี้เพราะยีนหลาย
ยีนจานวนมากอยบู่ นโครโมโซมแท่งเดียวกนั เรยี กยีนท่อี ยบู่ นโครโมโซมแห่งเดยี วกันน้วี า่ ลิงคย์ ีน (Linked gene)
และเรียกโครโมโซม 1 แทง่ ทม่ี ียีนอยจู่ านวนมากนี้วา่ Linkage group
นกั วิทยาศาสตรไ์ ด้ศึกษาลกั ษณะต่างๆ ของแมลงหวี่ เช่น ชนิดของปกี สีตวั ความยาวของขา ชนิดของหนวด
เป็นต้น พบวา่ ในแมลงหวี่มียีนที่ควบคุมลกั ษณะตัวสีน้าตาล เปน็ ยีนเด่น (B) ยนี ควบคมุ ลกั ษณะตัวสีดาเป็นยีนด้อย (b)
สว่ นยีนทค่ี วบคมุ ลกั ษณะปีกตรงเป็นยีนเดน่ (C) และยีนทค่ี วบคมุ ลักษณะปกี โคง้ เป็นยีนดอ้ ย (c)
ภาพ (ก) แมลงหวส่ี ีนา้ ตาลปกี ตรง (ข) แมลงหวี่สีดาปีกโค้ง
ทีม่ า http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สืบคน้ เม่ือ 5 เมษายน 2562
กลุ่มลงิ ค์เกจ (Linkage group)
หมายถึง กล่มุ ของยนี ทีอ่ ยูบ่ นโครโมโซมเดียวกันทม่ี ี
แนวโนม้ จะถา่ ยทอดไปพรอ้ มๆ กัน มากกวา่ ท่จี ะ
ถ่ายทอดอยา่ งเป็นอิสระต่อกัน ถา้ ยีน 2 โลคัส
อยไู่ กลกนั มาก กจ็ ะไม่เป็นลิงค์เกจ แมจ้ ะอยบู่ น
โครโมโซมเดียวกัน
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เร่ือง พันธุศาสตร์
ชุดกิจกรรมที่ 6 สว่ นขยายของพันธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
เมอ่ื ผสมพนั ธ์ุแมลงหวี่ลักษณะตวั สนี า้ ตาลปีกตรงทีเ่ ปน็ เฮเทอโรไซกสั กับแมลงหวี่ตวั สีดาปีกโค้ง ตามกฎ
แห่งการรวมกลุม่ อย่างอิสระ แมลงหวตี่ วั สีนา้ ตาลปีกตรงท่เี ปน็ เฮเทอโรไซกัส มจี ีโนไทป์เปน็ BbCc จะสรา้ งเซลล์
สบื พนั ธ์ไุ ด้ 4 ชนิด คอื BC Bc bC และ bc และแมลงหวตี่ ัวสดี าปีกโคง้ ทมี่ จี ีโนไทปเ์ ปน็ bbcc จะสร้างเซลล์สบื พนั ธุ์
ชนดิ เดยี วกนั คอื bc
เม่อื ผสมพนั ธ์ุกนั จะได้ลูกทม่ี ฟี ีโนไทป์เปน็ 4 ลักษณะ คือ ตัวสนี ้าตาลปีกตรง ตัวสนี า้ ตาลปกี โคง้ ตวั สดี า
ปกี ตรง ตวั สดี าปกี โค้ง คดิ เปน็ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1
ภาพ การผสมแมลงหว่ตี วั สนี ้าตาลปีกตรงท่ีเปน็ Heterozygous กับแมลงหวี่ตวั สีดาปีกโคง้
ทีม่ า http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สบื ค้นเม่ือ 5 เมษายน 2562
จากผลการทดลองพบว่า ลูกร่นุ F1 ทเี่ กิดขนึ้ มีฟีโนไทป์เพยี ง 2 ลักษณะเท่านนั้ คอื ตัวสนี ้าตาลปกี ตรง
และตวั สีดาปกี โค้งในอตั ราสว่ น 1 : 1 ซึ่งไม่เป็นไปตามกฏแหง่ การรวมกลุ่มอยา่ งอิสระของเมนเดล
นกั เรียนคิดว่าเปน็ ไปไดห้ รอื ไม่ ทีย่ ีนควบคมุ ลกั ษณะสีน้าตาล
อยู่บนโครโมโซมเดยี วกนั กับยนี ควบคมุ ลักษณะปีกตรงและ
ยนี ท่คี วบคุมลักษณะตวั สีดากับยีนควบคุมลกั ษณะปีกโคง้
อยูบ่ นโครโมโซมเดียวกนั
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรูแ้ บบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เรอื่ ง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
จากการผสมพนั ธุ์แมลงหวี่ดังกล่าว รุ่น F1 จะมฟี ีโนไทป์เพยี ง 2 ลกั ษณะ แสดงว่ายีน B และ C อยู่บน
โครโมโซมเดยี วกนั สว่ นยีน b และ c อย่บู นโครโมโซมเดยี วกัน ซึง่ เป็นโฮโมโลกสั โครโมโซม
ดังนัน้ แมลงหว่ตี วั สนี า้ ตาลปกี ตรง ในรุ่นพอ่ แมซ่ งึ่ มีจโี นไทป์เปน็ เฮเทอโรไซกสั จะสร้างเซลล์สบื พันธุ์ 2 ชนดิ
คือ BC และ bc สว่ นแมลงหวต่ี วั สีดาปกี โค้ง สร้างเซลล์สืบพนั ธ์ุไดเ้ พียงชนิดเดยี ว คอื bc และลกู ที่เกิดข้นึ มีลกั ษณะ
ตัวสีน้าตาลปกี ตรง : ตวั สีดาปีกโค้ง ในอตั ราสว่ น 1 : 1 แสดงวา่ ยนื ควบคุมลักษณะสีตวั และยนี ควบคุมลกั ษณะของ
ปกี อยบู่ นโครโมโซมเดยี วกันซ่ึงจดั ว่าเป็น ลงิ คย์ นี (Linked gene) กล่าวคอื ยีนทีอ่ ยบู่ นโครโมโซมเดียวกันจะ
ถ่ายทอดไปด้วยกนั
ต่อมาไดม้ ีการทดลองผสมพันธ์แุ มลงหวลี กั ษณะตัวสนี า้ ตาลปีกตรงท่เี ป็นเฮเทอโรไซกัสและลกั ษณะตวั สีดา
ปีกโคง้ พบว่า ไดล้ กู 6 ลกั ษณะ
ภาพ การถา่ ยทอดยีนในแมลงหวที่ เี่ ปน็ Linked gene
ที่มา http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สบื คน้ เมื่อ 5 เมษายน 2562
ลกั ษณะตัวสดี าปีกตรงและตัวสีน้าตาลปกี โคง้ เกิดมาได้อยา่ งไร เป็นไปไดห้ รอื ไม่
วา่ ยนี ทอี่ ย่บู นโครโมโซมเดียวกันเมือ่ มีการถ่ายทอดยีนเหลา่ นจี้ ะมีโอกาสแยกออก
จากกนั อาจเปน็ ไปได้ว่า แมลงหวต่ี ัวสนี า้ ตาลปีกโค้งเกิดจากเซลล์สืบพันธท์ุ มี่ ยี ีน
ควบคุมตวั สีน้าตาลไปรวมกับยืนควบคมุ ปกี โค้ง ในทานองเดียวกนั แมลงหวตี ัวสีดา
ปีกตรงเกดิ จากเซลล์สบื พนั ธ์ทุ ีม่ ียีนควบคุมตวั สดี าไปรวมกับยน่ื ควบคมุ ปีกตรง
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
ครอสชงิ โอเวอร์ (Crossing over)
จากการทนี่ กั เรียนไดศ้ กึ ษาเร่ืองการแบ่งเซลล์มาแล้วว่า ในระหวา่ งการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ โฮโมโลกสั
โครโมโซมจะมาเขา้ คกู่ นั ในระยะโพรเฟส 1 โครโมโซมทีเ่ ขา้ คกู่ นั จะแนบชดิ กนั ทาให้มโี อกาสแลกเปลีย่ นชนิ้ สว่ น
โครมาทดิ ของโฮโมโลกัสโครโมโซม เรยี กปรากฏการณน์ ีว้ ่า การไขว้เปล่ียน หรือ ครอสชิงโอเวอร์ (Crossing over)
ภาพ การเกิด Crossing over
ทีม่ า http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter4.pdf
สืบคน้ เมอ่ื 5 เมษายน 2562
การเกิดครอสซิงโอเวอร์ ทาให้ยืนท่ีเคยถ่ายทอดไปดว้ ยกนั บางส่วนจะต้องแยกจากกันไปยังเซลล์
สืบพันธ์ุแต่ละเซลล์ ทาใหม้ ีเซลลส์ บื พนั ธจ์ุ านวนหน่งึ เปน็ Bc และ bC ซง่ึ มีการรวมกันใหม่ของยีน (Genetic
recombination) แต่เซลล์สบื พันธุ์ส่วนใหญ่เป็นชนดิ BC และ bc เนื่องจากไม่มีการแลกเปลี่ยนชิน้ ส่วนของ
โครมาทิดกนั เซลลส์ ืบพนั ธทุ์ ีม่ กี ารรวมกันใหม่ของยนี ในรูปแบบใหมน่ ีเ้ อง จะมีผลทาให้เกดิ การแปรผนั แตกต่าง
กนั ไป
การแลกเปลยี่ นระหวา่ งกลุ่มยีน B และ b กับกลุม่ ยีน C และ C จะมีโอกาสเกิดขึ้นไดม้ ากหรือน้อยขนึ้ อยู่
กบั ระยะหา่ งระหว่างยีน 2 กลุ่ม ถา้ ยืนท้งั 2 อย่ชู ิดกันมากย่อมมโี อกาสแลกเปลี่ยนกนั น้อย ถา้ ยีนอยู่หา่ งกนั กจ็ ะมี
โอกาสมากขึน้ ตามลาดบั
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เร่อื ง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธศุ าสตร์เมนเดล ตอนที่ 2
บตั รควำมรู้ที่ 4
เร่อื ง ลกั ษณะที่อยภู่ ำยใต้อทิ ธิพลของเพศ
ลักษณะบางลกั ษณะทแ่ี สดงออกในส่งิ มีชีวติ ชั้นสูง ถูกควบคุมดว้ ยยีนเดน่ ในออโตโซม แต่ยนี จะแสดงออก
ในแตล่ ะเพศไดไ้ ม่เท่ากัน โดยมฮี อรโ์ มนเพศเปน็ ตัวควบคมุ ตวั อยา่ งทีพ่ บในคน ได้แก่ ลักษณะศรี ษะลา้ น
เมื่อกาหนดให้ B เป็นยีนทค่ี วบคมุ ลักษณะศรี ษะลา้ น และ B+ เป็นยีนควบคมุ ลกั ษณะศรี ษะไมล่ า้ น
เพศชายและเพศหญิงจะมีจีโนไทป์และฟโี นไทป์ ดังน้ี
ภาพ แสดงฟีโนไทป์และจโี นไทปท์ ่ีควบคุมลกั ษณะศีรษะล้านของเพศชายและเพศหญิง
ที่มา https://sites.google.com/site/naruemonphan12557/neuxha-laksna-thang-phanthukrrm-1
สืบค้นเมอ่ื 5 เมษายน 2562
จีโนไทป์ BB และ B+B+ จะแสดงฟีโนไทป์เหมอื นกนั ทั้งเพศชายและเพศหญิง คอื BB แสดงลกั ษณะศีรษะ
ลา้ น และ B+B+ แสดงลักษณะศรี ษะไม่ลา้ น ส่วนจีโนไทปท์ เ่ี ปน็ เฮเทอโรไซกสั คอื BB+ จะแสดงฟโี นไทปต์ า่ งกัน
ในแต่ละเพศ คอื ในเพศชายจะแสดงลกั ษณะศีรษะล้าน สว่ นในเพศหญิงจะแสดงลักษณะศีรษะไม่ล้าน
ยีนควบคมุ ลักษณะศีรษะลา้ นเป็นยืนเดน่ ในเพศชาย แตจ่ ะเปน็ ยีนด้อยในเพศหญิง แสดงวา่ ศีรษะล้านเปน็
ลักษณะทางพนั ธกุ รรมที่แสดงออกไดท้ ั้งสองเพศ แต่ในเพศชายมีโอกาสแสดงลักษณะศรี ษะลา้ นมากกว่าเพศหญิง
การแสดงออกของยนี จะเปน็ ยืนเด่นหรือยีนด้อย ขนึ้ อยูก่ บั เพศหรืออิทธพิ ลของฮอร์โมนเพศชาย ลักษณะ
ที่ถกู ควบคุมด้วยยีนที่แสดงลักษณะเดน่ ในเพศหนึ่ง จะแสดงลกั ษณะดอ้ ยในอกี เพศหนึง่ เรยี กว่า ลักษณะทอ่ี ยภู่ ำยใต้
อิทธพิ ลของเพศ (Sex-influenced traits)
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรอื่ ง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
ลักษณะศรี ษะลา้ นจะเริม่ แสดงออกเมือ่ อายุประมาณ 30 ปี โดยผมกลางศีรษะจะเร่มิ ร่วงและขยายปรมิ าณ
เพ่ิมขึ้น ในเพศหญิงลกั ษณะศรี ษะล้านจะมลี ักษณะผมบางลงกว่าปกตเิ ท่านั้น ซง่ึ จะไม่เหมอื นในเพศชาย
ตัวอย่ำง
หญิงศรี ษะลา้ นแต่งงานกับชายศรี ษะไม่ลา้ น ลกู สาวและลูกชายทเี่ กดิ จากหญงิ และชายคู่นี้จะมลี กั ษณะ
ของศีรษะเป็นอยา่ งไร (กาหนดให้ B แทนศรี ษะล้าน และ B+ แทนศีรษะไมล่ า้ น)
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขนั้ (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เรื่อง พนั ธุศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมที่ 6 ส่วนขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
บตั รควำมรู้ที่ 5
เรื่อง ลักษณะทป่ี รำกฏจำเพำะเพศ
ลักษณะพนั ธุกรรมทคี่ วบคุมดว้ ยยนี บนออโตโซมบางลกั ษณะ ข้นึ อยู่กับส่งิ แวดลอ้ มภายในร่างกายของ
แต่ละเพศ เช่น อาจมฮี อรโ์ มนเพศมาเกยี่ วขอ้ ง ได้มผี ศู้ กึ ษาลักษณะขนหางของไก่บางพนั ธ์ุ ซงึ่ จะแตกต่างกันมาก
ระหว่างไกเ่ พศผู้และไกเ่ พศเมีย ตามปกตแิ ลว้ ไก่เพศผ้จู ะมีขนแบบค็อก (Cock feather) ซ่งึ มีลกั ษณะหางยาวโค้ง
สวยงาม สว่ นไก่เพศเมยี จะมีขนแบบเฮน (Hen feather) มลี ักษณะหางสน้ั ตรง
(ก) (ข)
ภาพ ลกั ษณะ (ก) ไก่เพศเมียขนแบบเฮน (ข) ไกเ่ พศผขู้ นแบบคอ็ ก
ท่มี า http://phanthukam.blogspot.com/p/blog-page_21.html
สืบค้นเม่ือ 5 เมษายน 2562
เม่อื กาหนดให้ H เป็นยีนควบคมุ ลักษณะขนแบบเฮน และ h เปน็ ยนี ควบคุมลักษณะขนแบบอก
ซ่ึงแสดงฟีโนไทปแ์ ละจีโนไทป์ ดงั นี้
ภาพ แสดงจีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป์ของไกเ่ พศเมียและไก่เพศผู้
ที่มา http://phanthukam.blogspot.com/p/blog-page_21.html
สืบคน้ เมื่อ 5 เมษายน 2562
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ขนั้ (7E)
รายวิชาชีววทิ ยา (ว30244) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
จะเห็นได้ว่า จโี นไทป์ HH และ Hh ในไก่เพศผแู้ ละเพศเมีย จะแสดงลักษณะออกมาเหมือนกัน คอื
ขนแบบเฮน ส่วนจีโนไทป์ hh จะแสดงลกั ษณะต่างกันในแตล่ ะเพศ กลา่ วคอื ไกเ่ พศผู้จะแสดงลักษณะขนแบบค็อก
สว่ นไกเ่ พศเมียจะแสดงลักษณะขนแบบเฮน แสดงวา่ ไกเ่ พศผมู้ ีขนได้สองแบบ ขณะทไี่ กเ่ พศเมียมขี นไดแ้ บบเดียว
ดงั นัน้ ลักษณะขนแบบค็อก ในไกถ่ ูกจากดั ให้แสดงออกเฉพาะในไก่เพศผ้เู ทา่ น้นั
ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมท่ีแสดงออกเฉพาะในเพศใดเพศหนง่ึ นเี้ รยี กวา่ ลกั ษณะทีป่ รากฏจาเพาะเพศ
(Sex-limited traits) ตวั อยา่ งในคน เชน่ ยนี ควบคมุ การผลิตน้านม จะแสดงออกเฉพาะเพศหญิง ส่วนในเพศชาย
จะไมม่ กี ารผลิตนา้ นม แมว้ ่าจะมยี ีนนี้กต็ าม ในทานองเดยี วกนั การมหี นวดเครา เสยี งห้าว และความกวา้ งของหน้าอก
จะแสดงออกเฉพาะในเพศชายเท่าน้ัน สว่ นตวั อยา่ งทพ่ี บในสัตว์ เช่น การมีเขายาวหรอื เขาสั้นของวัว ปรมิ าณการ
ผลติ นา้ นมของแมว่ วั เปน็ ต้น
ตัวอย่ำง
นาไก่เพศผ้แู ละเพศเมยี ทมี่ ีจโี นไทปเ์ ป็น Hh มาผสมกัน จะไดล้ กู มีลกั ษณะอย่างไร
(กาหนดให้ H ควบคมุ ลกั ษณะขนแบบเฮน และ h ควบคมุ ลักษณะขนแบบค็อก)
ตอบ ...จะมโี อกาสเกิดเพศเมีย มขี นแบบเฮนทงั้ หมด และไกเ่ พศผู้ขนแบบเฮน 75%
...และขนแบบค็อก 25% ...
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชีววทิ ยา (ว30244) เรอ่ื ง พันธุศาสตร์
ชุดกจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
บรรณำนุกรม
จิรัสย์ เจนพาณชิ ย(์ 2553). BIOLOOGY for high school students ชีววิทยำสำหรบั นกั เรียนมธั ยมปลำย
(พิมพค์ รง้ั ที่ 8). กรุงเทพมหานคร: ห้างหุน้ ส่วนจากัดสามลดา.
ทมี คณาจารย์ ภาควิชาชวี วิทยา มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น(2551). ชีววิทยำ เลม่ 1 (Biology : Concepts and
Applications). กรุงเทพมหานคร: เจเอสที พบั ลิชชิ่ง จากัด.
นภัทร ปราบมีชยั (2559). ชีวะระยะประชิด (Biology Speedy Edition). กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์.
(2560). ไบโอ-สปีดเทสต์. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ภาพพิมพ์.
ประสงค์ หลาสะอาด และ จิตเกษม หลาสะอาด(2552). ชีววิทยำ ม.6 เล่ม 5. กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พ์
พัฒนาศกึ ษา.
ศภุ ณัฐ ไพโรหกลุ (2558). Essential Biology. กรุงเทพมหานคร: บรษิ ทั แอคทีฟพรนิ้ ท์ จากดั .
สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย(ี 2554). คู่มือครรู ำยวิชำเพมิ่ เติมชวี วทิ ยำ เล่ม 4.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว.
(2554). หนังสือเรยี นรำยวิชำเพ่ิมเติม ชวี วิทยำ เลม่ 4. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.
สพุ รรณทิพย์ อติโพธิ(์ 2557). ULTRABIOLOGYสรุปชวี วิทยำ มธั ยมปลำย. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัทกรนี ไลฟ์
พริ้นท์ตงิ้ เฮ้าส์ จากัด.
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรูแ้ บบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เรื่อง พันธศุ าสตร์
ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้แบบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ข้นั (7E)
รายวิชาชวี วทิ ยา (ว30244) เร่ือง พันธศุ าสตร์
ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนท่ี 2
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรยี น ชดุ กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ที่ 6
เรื่อง สว่ นขยำยพันธุศำสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น ง.
X
ข้อที่ ก. ข. ค. ง.
1X
2X X
3X
4X
5X
6X
7
8X
9X
10 X
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
ข้อท่ี ก. ข. ค.
1X
2X
3X
4X
5X
6X
7X
8X
9X
10
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวชิ าชวี วิทยา (ว30244) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์
ชดุ กจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
เฉลยบัตรกิจกรรมกำรเรยี นรทู้ ี่ 1
เรื่อง พนั ธปุ ระวตั ขิ องครอบครัวในวรรณคดีขุนชำ้ งขุนแผน
ขั้นสร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
คำชแี้ จง
1. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มศกึ ษาภาพพนั ธุประวตั ิของครอบครวั ในวรรณคดขี นุ ช้างขุนแผน ทนี่ ักเรียนได้เคยเรยี น
ในรายวชิ าภาษาไทย และใหน้ กั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ ในประเด็นดงั น้ี
❖ ตวั ละครแต่ละบทบาทมลี กั ษณะเด่นอย่างไรบา้ ง
❖ เพราะเหตใุ ดนางวันทองจงึ ชอบขนุ แผนแต่ไม่ชอบขุนช้าง
❖ ลูกของนางวนั ทองกับขนุ แผนมลี กั ษณะอยา่ งไร
❖ หากนางวันทองมลี กู กบั ขนุ ขา้ งนกั เรยี นคิดวา่ ลูกจะมลี กั ษณะอย่างไร
2. ใหน้ ักเรียนในกลุ่มร่วมกนั สรุปความคดิ เห็นที่อภิปรายรว่ มกัน
3. สง่ ตัวแทนมานาเสนอหนา้ ชัน้ เรยี น
พนั ธปุ ระวตั คิ รอบครัววรรณคดีขุนช้ำงขุนแผน
ท่ีมา https://twitter.com/picarus424/status/1384528668924420097
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ข้ัน (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เรื่อง พันธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
จำกกิจกรรมนกั เรียนควรรว่ มกนั อภิปรำยในแต่ละประเด็นดังน้ี
❖ ตัวละครแต่ละบทบาทมีลกั ษณะเด่นอย่างไรบ้าง
(คาตอบขน้ึ อยกู่ ับความรู้เดิมของนักเรียน แตค่ วรมแี นวคาตอบดงั นี้
- ขนุ แผน รูปร่างหนา้ ตาหลอ่ เจา้ ชู้ มุง่ มั่น เกง่ กาจ
- ขนุ ชา้ ง เจ้าเล่ห์ รักเดยี วใจเดียว
- นางวนั ทอง ไม่กล้าตัดสนิ ใจ ลงั เล
และอื่นๆ ทนี่ กั เรยี นเคยไดร้ บั ความรมู้ าจากวิชาภาษาไทย)
❖ เพราะเหตุใดนางวนั ทองจงึ ชอบขนุ แผนแตไ่ ม่ชอบขุนชา้ ง
(คาตอบขึน้ อยู่กับความรเู้ ดิมของนกั เรยี น แตค่ วรมีแนวคาตอบดงั น้ี
- ขนุ แผนหน้าตาหลอ่ แตข่ ุนช้างหัวล้านและตัวอว้ น)
❖ ลกู ของนางวันทองกับขนุ แผนมีลกั ษณะอย่างไร
(คาตอบขน้ึ อยกู่ บั ความรูเ้ ดมิ ของนักเรียน แต่ควรมแี นวคาตอบดงั นี้
หน้าตาหลอ่ มีผม รปู รา่ งสูงโปร่ง)
❖ หากนางวนั ทองมีลกู กบั ขนุ ช้างนกั เรยี นคิดว่าลกู จะมีลักษณะอยา่ งไร
(คาตอบขึน้ อยู่กับความคิดเหน็ ของนักเรียน แต่ควรมแี นวคาตอบดงั นี้
ตัวอว้ น และหวั ลา้ น)
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความร้แู บบวฏั จักรการเรียนรู้ 7 ขัน้ (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรอ่ื ง พนั ธศุ าสตร์
ชุดกจิ กรรมท่ี 6 สว่ นขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
เฉลยบตั รกิจกรรมกำรเรยี นรทู้ ี่ 2
เร่ือง แตกต่ำงกันอย่ำงไร
ขัน้ สำรวจและค้นหำ (Exploration)
คำชีแ้ จง
1. ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ จดั เตรยี มอปุ กรณใ์ นการทากิจกรรม ไดแ้ ก่
1.1 หลอดสตี า่ ง ๆ
1.2 เทปใส และเทปสี
1.3 กระดาษ A4
1.4 ปากกาเคมี
1.5 กรรไกร
2. ให้นักเรยี นแต่ละกล่มุ จาลองยีนท่ีอยู่ค่กู ัน โดยกาหนดใหย้ นื ที่ควบคมุ สีตาของแมลงหวี ตาสแี ดงเป็นลักษณะเดน่
ตาสีขาวเป็นลกั ษณะดอ้ ย โดยใหน้ กั เรยี นทาการผสมพนั ธแ์ุ มลงหว่ีตาสแี ดงพนั ธุแ์ ท้ กบั แมลงหวี่ตาสีขาวพนั ธุ์แท้
เขา้ ดว้ ยกัน โดยใชห้ ลอดในการจาลองแทนยีน
3. ใช้เทปใสตดิ หลอดลงบนกระดาษ A4 พร้อมเขยี นจีโนไทปก์ ากบั ดา้ นล่าง
4. นาภาพจาลองยีนทีจ่ ดั ทา นาเสนอหนา้ ช้นั เรียน
5. ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศกึ ษาบัตรความรูท้ ่ี 1 เรือ่ ง การทดลองของโทมสั ฮนั ท์ มอร์แกน
6. จาลองการถ่ายทอดลักษณะสีตาของแมลงหวีตามแนวคดิ ของโทมัส ฮันท์ มอรแ์ กน โดยใช้หลอดและเทปสีต่าง ๆ
7. ให้นักเรยี นเปรียบเทียบแบบจาลองท่ีนักเรยี นได้ศึกษาครงั้ แรก และแบบจาลองของโทมัส ฮนั ท์ มอร์แกน
วา่ มีความเหมอื นหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร พร้อมนาเสนอหน้าชนั้ เรยี น
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขน้ั (7E)
รายวิชาชีววิทยา (ว30244) เร่อื ง พนั ธุศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมที่ 6 สว่ นขยายของพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
จำกกจิ กรรม นักเรียนควรสร้ำงแบบจำลอง ดังนี้
กำรถ่ำยทอดลักษณะสตี ำของแมลงหว่ี ตำมกำรทดลองของเมนเดล
ตอบ ....ลูกรุน่ F1 ทง้ั เพศผแู้ ละเพศเมีย จะมตี ำสแี ดงทง้ั หมด
....ลูกร่นุ F2 ท้ังเพศผู้และเพศเมีย จะมีตำสีแดง : ตำสขี ำว ในอตั รำส่วน 3 : 1
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขัน้ (7E)
รายวิชาชวี วิทยา (ว30244) เรอื่ ง พันธศุ าสตร์
ชุดกิจกรรมท่ี 6 ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ตอนท่ี 2
กำรถ่ำยทอดลักษณะสีตำของแมลงหว่ี ตำมกำรทดลองของโทมสั ฮนั ท์ มอรแ์ กน
ตอบ ....ลูกรุ่น F1 ท้งั เพศผแู้ ละเพศเมีย จะมตี ำสแี ดงทั้งหมด
....ลูกรุ่น F2 ทงั้ เพศเมยี จะมีตำสแี ดงทัง้ หมด เพศผจู้ ะมีตำสแี ดง : ตำสีขำว
ในอัตรำส่วน 1 : 1....
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขัน้ (7E)
รายวชิ าชีววทิ ยา (ว30244) เรื่อง พันธศุ าสตร์
ชดุ กิจกรรมที่ 6 ส่วนขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล ตอนที่ 2
เฉลยบัตรกจิ กรรมกำรเรยี นรทู้ ี่ 3
เร่ือง อธิบำยและลงข้อสรุป
ขน้ั อธบิ ำยและลงข้อสรุป (Explanation)
คำชีแ้ จง
จากการทดลองของโทมสั ฮนั ท์ มอรแ์ กน ใหน้ กั เรียนตอบคาถามดังตอ่ ไปน้ี
1. จากผลการทดลองการถา่ ยทอดลกั ษณะสตี าของแมลงหว่ี นกั เรียนทราบหรือไม่ว่าลักษณะใดเปน็ ลกั ษณะเดน่
และลกั ษณะใดเป็นลักษณะด้อย
........ตาสแี ดงจะเปน็ ลกั ษณะเดน่ ตาสขี าวจะเป็นลักษณะด้อย.......................................................................
2. ยนี ควบคมุ สีตาของแมลงหวีมีตาแหน่งอยู่บนโครโมโซมชนิดใด
.........โครโมโซม X............................................................................................................................................
3. แมลงหว่เี พศเมียจะมโี อกาสมีตาสีขาวได้หรือไม่ อย่างไร
.........เพศเมยี มีโอกาสเปน็ ตาสีขาวได้ ก็ต่อเมอ่ื ยีนควบคุมตาสีขาวบนโครโมโซม X ท่ีได้รบั จากพ่อและแม่....
4. การถา่ ยทอดลักษณะท่ีตาของแมงหวี ตามแนวคดิ ของโทมัส ฮันท์ มอรแ์ กน เหมอื นหรือแตกตา่ งกบั การทดลอง
ของเมนเดลอย่างไร
........แตกต่าง เพราะตามแนวคิดของเมนเดล ยนี ทีค่ วบคุมลกั ษณะตา่ งๆ ในเพศหญงิ และเพศชายจะได้
รบั การถา่ ยทอดเท่า ๆ กนั แตแ่ นวคดิ ของโทมสั ฮันท์ มอรแ์ กน ยนี ด้อยทอี่ ยบู่ นโครโมโซม X
จะมโี อกาสปรากฏในเพศชายมากกวา่ เพศหญิง.......
5. นักเรียนทราบหรือไม่วา่ การถ่ายทอดลกั ษณะที่ควบคมุ ด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศในคน ได้แก่ลกั ษณะใดบ้าง
และปรากฏในเพศได้
....โรคตาบอดส์ โรคอโี มเลีย ภาวะพรอ่ งเอนไซม์ G6PD โรคกล้ามเน้อื แขนขาลีบเป็นต้น มโี อกาสพบได้
ทัง้ ในเทศชายและเพศหญงิ แตม่ โี อกาสเกิดในเพศชายมากกวา่ ...
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ตามกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบวฏั จกั รการเรียนรู้ 7 ขัน้ (7E)
รายวิชาชีววทิ ยา (ว30244) เรือ่ ง พันธุศาสตร์