3204-2004
ระบบจดั การฐานขอ้ มลู
(Database Management System)
RUJIRAT EMPIA
SBTVC
คำนำ
คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตประจาวันและความเป็นอยู่มากขึ้นรวมท้ัง
สถาบนั การศึกษาทุกแหง่ ให้ความสนใจในเร่ืองการประยุกต์เพ่ือประโยชน์ทางการศึกษาการเรียน
การสอนและการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใน
ปัจจุบันตอบสนองตอ่ การประยุกต์ใชก้ ับงานทกุ ดา้ นได้เป็นอย่างดี
ในปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งสาคัญเป็นสิ่งอานวยความสะดวกสบายในชีวิตอันเป็นโลก
ไร้พรมแดนท่ีผู้คนสามารถแลกเปล่ียนข้อมูลความรู้ประสบการณ์ฯลฯ ผ่านทางเครือข่าย
อินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมการใช้งานของบุคคลไปทั่วท้ังโลกข้าพเจ้าจึงเล็งเห็นว่าหากข้าพเจ้านา
ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีสูงกว่าขั้นพื้นฐานน้ีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างส่ือบทเรียน
อิเล็กทรอนิกส์ด้วย (E-book) ที่จะเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาต่อยอดความรู้ให้มีประสิทธิภาพ
และเกดิ ประโยชน์สูงสุดในการใชง้ านตอ่ ไป
2
สำรบัญ
เรือ่ ง หนำ้
▸ แนวคดิ เบอื้ งตน้ เก่ียวกับฐานข้อมลู 6
▸ รปู แบบของฐานข้อมลู 26
▸ สถาปตั ยกรรมของฐานข้อมูล 53
▸ ฐานข้อมูลเชงิ สัมพันธ์ 72
▸ แบบจาลองความสมั พนั ธ์ระหว่างขอ้ มูล 90
▸ รปู แบบทีเ่ ป็นบรรทดั ฐาน 111
▸ ภาษาฐานขอ้ มลู 143
▸ โปรแกรมประยุกต์ฐานข้อมลู 197
3
3204-2004 สมรรถนะรำยวชิ ำ
ระบบจดั การฐานขอ้ มูล
1. แสดงความรู้เกย่ี วกบั หลกั การและการ
จุดประสงค์รำยวิชำ จัดการฐานขอ้ มูล
1. เข้าใจเกยี่ วกบั การออกแบบฐานขอ้ มูล
2. มีทักษะในการใชโ้ ปรแกรมจดั การฐานขอ้ มูล 2. ออกแบบฐานขอ้ มูลเชงิ สมั พนั ธ์ตาม
3. มคี ุณลักษณะนสิ ยั ทีพ่ งึ ประสงค์ และเจตคตทิ ดี่ ีใน หลกั การของการจัดรูปแบบบรรทดั ฐาน
วิชาชีพคอมพวิ เตอร์ 3. ใช้โปรแกรมสาเร็จรปู ในการจดั การ
ฐานขอ้ มูล
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ 4
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการออกแบบฐานข้อมูล ข้ันตอนการพัฒนาระบบฐานข้อมูล
สถาปัตยกรรมฐานข้อมูล แบบจาลองฐานข้อมูล การวิเคราะห์และออกแบบฐานข้อมูล แบบจาลองเอนทิตี้
และความสัมพันธ์ รูปแบบบรรทัดฐาน การออกแบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ภาษามาตรฐานบนระบบ
ฐานข้อมูลเชิงสมัพันธ์ การเกิดภาวะพร้อมกัน และการกู้คืน การประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลเพ่ือพัฒนาระบบงาน
กรณีศึกษา
รายละเอียดหน่วยการเรียนรแู้ ละชวั่ โมงเรียน
หนว่ ย สปั ดำห์ ช่อื เรือ่ ง / ช่อื หนว่ ยกำรเรียนรู้ เวลำจดั กำร
ท่ี ที่ เรียนร(ู้ ชม.)
ท. ป. รวม
1 1 แนวคิดเบอ้ื งตน้ เกี่ยวกับฐานข้อมลู 224
2 2-3 รปู แบบของฐานขอ้ มลู 448
3 4-5 สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล 4 48
4 6-8 ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ 6 6 12
5 9-11 แบบจาลองความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งข้อมูล 4 48
6 12-13 รปู แบบทีเ่ ปน็ บรรทดั ฐาน 4 48
7 14-15 ภาษาฐานขอ้ มูล 4 48
8 16-18 โปรแกรมประยุกตฐ์ านข้อมูล 6 6 12
รวม 72
5
1. 3204-2004
แนวคิดเบ้ืองตน้ เก่ียวกบั ระบบจดั การฐานขอ้ มลู
ฐานขอ้ มลู
(Database Management System)
Rujirat Empia@SBTVC
เนือ้ หำสำระ
1. ขอ้ มลู และสารสนเทศ
“2. ระบบแฟ้มข้อมูล
3. ระบบฐานขอ้ มูล
4. ประโยชนข์ องระบบฐานข้อมลู
5. องค์ประกอบของระบบฐานขอ้ มลู
6. บุคคลทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับฐานข้อมูล
7. ตัวอยา่ งซอฟตแ์ วร์ระบบฐานขอ้ มูลในปัจจุบนั
7
1.ขอ้ มูลและสำรสนเทศ สำรสนเทศ
(Information)
ขอ้ มูล
VS(Data)
8
2. ระบบแฟม้ ข้อมลู
1. แฟ้มข้อมลู คอื การเกบ็ รวบรวมข้อมูลหรอื บนั ทึก
ขอ้ มลู ที่ต้องการ เชน่ ขอ้ ความ รูปภาพ และเสยี ง เป็นตน้
โดยใช้เคร่อื งคอมพิวเตอรใ์ นการบันทกึ ลงใน
หน่วยความจาสารอง หรือสื่อเกบ็ ขอ้ มลู ต่าง ๆ เชน่
ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม ยูเอสบแี ฟลชไดรฟ์ เปน็ ตน้
9
2. ระบบแฟม้ ขอ้ มูล
2. โครงสรำ้ งของแฟ้มขอ้ มูล คอื โครงสร้างพืน้ ฐานท่ี
ลาดับจากหน่วยทีเ่ ลก็ ทส่ี ุดไปยงั หนว่ ยที่ใหญ่ข้นึ ไป
ตามลาดับตอ่ ไปน้ี คือ บิต (bit) ไบต์ (byte) ฟิลด์ (field)
เรคอรด์ (record) และไฟล์ (file)
10
2. ระบบแฟม้ ขอ้ มลู
11
2. ระบบแฟม้ ขอ้ มลู
3. ประเภทของแฟ้มข้อมลู สามารถแบง่ แยกเปน็
ประเภทตามการใช้งานต่าง ๆ ได้ดงั ต่อไปนี้
1. แฟ้มขอ้ มลู รายการหลัก ทาหนา้ ทจ่ี ดั เกบ็ ขอ้ มลู ที่
ไม่มกี ารเปลยี่ นแปลงหรอื มสี ภาพคอ่ นข้างคงที่
2. แฟม้ ข้อมลู รายการเปลยี่ นแปลง ทาหน้าทจ่ี ดั เก็บ
ขอ้ มูลทมี่ ีการเคล่ือนไหวหรอื มกี ารเปลี่ยนแปลงอยูเ่ สมอ
12
2. ระบบแฟม้ ข้อมลู
3. แฟม้ ขอ้ มูลรายงาน ทาหนา้ ทเ่ี ก็บรายงานที่ได้จากการคานวณ
โดยเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ การเก็บแฟ้มข้อมูลรายงานนจ้ี ะเกบ็ ใน
หน่วยความจาสารอง
4. แฟม้ ข้อมลู เก็บผลลพั ธ์ โปรแกรมสว่ นมากจะมกี ารรบั ข้อมูลเขา้
มาประมวลผล และไดผ้ ลลพั ธ์เปน็ ขอ้ มลู ใหม่ออกมา ขอ้ มูลใหม่
อาจแสดงออกทางหนว่ ยแสดงผลหรือจัดเก็บไว้ในแฟ้มขอ้ มูลก็ได้
13
2. ระบบแฟ้มขอ้ มูล
5. แฟ้มขอ้ มูลสารอง ใช้เก็บสารองข้อมูลในแฟม้ ขอ้ มลู ที่มี
ความสาคัญสูง
14
2. ระบบแฟม้ ขอ้ มลู 15
4. ชนิดของข้อมลู ในการจดั เก็บขอ้ มูลตา่ ง ๆ ลงแฟม้ ข้อมูลจะรวบ
รามข้อมูลทีผ่ ู้ใชต้ อ้ งการดว้ ยเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ โดยขอ้ มูลทจี่ ดั เกบ็
ไมไ่ ดม้ ีแต่ข้อความอยา่ งเดยี วเทา่ นนั้ แตจ่ ะมีข้อมลู ชนิดอนื่ ๆ ที่
นามาใชป้ ระกอบกนั โดยชนิดของขอ้ มลู ได้แก่
1. ข้อความ
2. ข้อมลู ท่ถี ูกกาหนดเป็นรูปแบบ
3. รปู ภาพ
4. ข้อมลู ชนดิ เสียง
2. ระบบแฟ้มขอ้ มลู
5. ข้อดขี องกำรจดั กำรขอ้ มูลดว้ ยแฟม้ ข้อมลู
“ 1. ต้นทนุ ตา่
2. ประมวลผลไดร้ วดเร็ว
16
2. ระบบแฟม้ ขอ้ มูล
6. ข้อเสยี ของกำรจดั กำรขอ้ มลู ดว้ ยแฟม้ ข้อมูล
1. เกดิ ความซ้าซอ้ นของข้อมลู
2. ลาบากตอ่ การแก้ไข
3. เกิดความขัดแยง้ ของขอ้ มูล
4. เกดิ การผกู ติดกับข้อมูล
5. การกระจดั กระจายของข้อมลู
6. การใช้ประโยชนจ์ ากข้อมลู ลดลง
17
3. ระบบฐำนข้อมูล
1. ควำมหมำยของฐำนข้อมูลและระบบกำรจัดกำรฐำนข้อมูล
ฐำนขอ้ มูล คือ การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจดั เก็บ
รวบรวมขอ้ มูลทีม่ ีความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งเปน็ ระบบ และผูใ้ ชส้ ามารถใช้งาน
ข้อมูลน้ันร่วมกันได้
ระบบกำรจดั กำรฐำนขอ้ มลู คอื โปรแกรมทีถ่ ูกพัฒนาขึน้ มาเพ่อื ใชเ้ ป็น
ตวั กลางระหว่างผู้ใช้กบั ฐานขอ้ มูล โดยมกี ารกาหนดสทิ ธใิ นการเขา้ ถึงข้อมลู
ของผูใ้ ช้แต่ละระดับเพ่อื ปอ้ งกันความลบั ของข้อมูลในองค์กร
18
3. ระบบฐำนขอ้ มลู
2. หน้ำทขี่ องระบบกำรจัดกำรฐำนขอ้ มูล
1. การจดั การพจนานกุ รมขอ้ มูล
2. การจัดเก็บขอ้ มลู
3. การแปลงและนาเสนอข้อมูล
4. การจัดการระบบความปลอดภัยของขอ้ มูล
5. การควบคมุ การเจ้าถงึ ของผูใ้ ชห้ ลายคน
19
3. ระบบฐำนข้อมลู
6. การเกบ็ สารองและการก้คู นื ข้อมูล
7. การควบคุมความถูกต้องของข้อมูล
8. ภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงฐานขอ้ มูลและการเช่อื มต่อกับโปรแกรม
ประยกุ ต์
9. การตดิ ตอ่ ส่อื สารกับฐานข้อมลู
20
4. ประโยชนข์ องระบบฐำนข้อมลู
ประโยชน์ของระบบฐำนขอ้ มูล
1. ความอิสระของโปรแกรมและข้อมลู
2. ลดความซ้าซ้อนของขอ้ มลู
3. ขอ้ มลู มีความสอดคล้องตรงกัน
4. การใช้ขอ้ มูลรว่ มกนั
5. เพ่มิ คุณประโยชนส์ าหรบั การพฒั นาแอปพลิเคชัน
21
4. ประโยชน์ของระบบฐำนข้อมูล
6. ความเป็นมาตรฐานเดียวกนั
7. ข้อมลู มคี ณุ ภาพยิ่งขน้ึ
8. การเข้าถึงและผลการตอบรบั ขอ้ มลู เปน็ ไปในทิศทางท่ีดีข้นึ
9. ชว่ ยลดเวลาการบารงุ รกั ษาโปรแกรม
22
5. องคป์ ระกอบของระบบฐำนข้อมลู
องค์ประกอบของระบบฐำนข้อมลู
1. ฮาร์ดแวร์
2. ซอฟต์แวร์
3. ข้อมูล
4. โพซีเยอร์
5. ผใู้ ชง้ าน
23
6. บุคคลทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับฐำนข้อมลู
บคุ ลำกรทีท่ ำหน้ำท่ีในกำรจัดกำรฐำนข้อมลู มดี งั ตอ่ ไปนี้
1. ผบู้ รหิ ารข้อมูล
2. นกั บริหารฐานขอ้ มลู
3. นกั วิเคราะหร์ ะบบ
4. นักออกแบบฐานข้อมูล
5. นกั เขยี นโปรแกรม
6. ผู้ใช้
24
7. ตวั อยำ่ งซอฟต์แวรร์ ะบบฐำนขอ้ มูลในปัจจุบัน
25
2. 3204-2004
รปู แบบของฐานขอ้ มลู ระบบจดั การฐานขอ้ มลู
Rujirat Empia@SBTVC (Database Management System)
เน้ือหำสำระ
1. คาศัพท์พืน้ ฐาน
“2. ความสมั พันธ์ระหว่างเอนทติ ้ี
3. รูปแบบของฐานข้อมูล
27
1. คำศพั ทพ์ ้นื ฐำน
• การประมวลผลข้อมูลระบบแฟม้ ข้อมลู
• บติ (Bit) หมายถึง หนว่ ยของข้อมลู ท่มี ีขนาดเลก็ ทสี่ ดุ
• ไบต์ (Byte) หมายถงึ หน่วยของขอ้ มลู จากการนา bit
มารวมเป็นตัวอักษร
• ฟิลด์ (Field) หมายถงึ หนว่ ยของข้อมูลที่
ประกอบดว้ ยหลายๆ ตัวอกั ษร
เพอื่ ใช้แทนความหมายของส่ิงตา่ ง ๆ
28
1. คำศัพท์พื้นฐำน
• เรคคอรด์ (Record) หมายถงึ หน่วยของข้อมลู ท่ี
นาเอา Field หลายๆ Field มารวมกันเพื่อแสดง
รายละเอยี ดของข้อมลู ในเรอ่ื งใดเรื่องหนึ่ง
• แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง หน่วยของข้อมลู ท่ีนาเอา
Record หลายๆ Record มารวมกัน
29
1. คำศพั ท์พื้นฐำน
ระบบฐำนข้อมูลขอ้ มูล
• เอนทติ ้ี (Entity) หมายถงึ ชอ่ื ของสิงใดส่งิ หนึ่ง : คน,
สถานที่, ส่งิ ของ, การกระทา : ซึง่ ตอ้ งการจดั เกบ็
ข้อมูลไว้
เชน่ Entity ของ พนักงาน Entity ของสนิ ค้า Entity
ของลกู คา้
30
1. คำศัพทพ์ ้นื ฐำน
• เอนทติ ้ีชนิดออ่ นแอ (Weak Entity) หมายถงึ Entity
ทจ่ี ะไม่มคี วามหมายหากไมม่ ี Entity อืน่ ในฐานข้อมลู
เชน่ Entity ประวัติครอบครวั ของพนกั งาน จะไมม่ ี
ความหมายเลย ถา้ ปราศจาก Entity พนกั งาน
31
1. คำศัพท์พืน้ ฐำน
• แอททรบิ ิวต์ (Attribute) หมายถงึ รายละเอยี ดของขอ้ มลู ใน Entity
หนง่ึ ๆ เชน่ Entity พนกั งาน ประกอบดว้ ย Attribute
- รหัสพนกั งาน
- ชือ่ พนกั งาน
- ท่ีอยขู่ องพนักงาน
- เบอรโ์ ทรศพั ท์
32
1. คำศัพท์พืน้ ฐำน
• แอททริบวิ ต์ผสม (Composite Attribute) คือ
Attribute ทป่ี ระกอบดว้ ยขอ้ มลู หลายสว่ นมารวมกนั
ซึ่งสามารถแยกเปน็ Attribute ยอ่ ย ๆ ได้อกี เช่น
Attribute ทอี่ ย่ปู ระกอบดว้ ยขอ้ มลู บา้ นเลขท่ี,
ซอย, ถนน, ตาบล, อาเภอ, จงั หวดั และ
รหัสไปรษณยี ์
33
1. คำศัพท์พนื้ ฐำน
• แอททริบิวตท์ ถี่ ูกแปลงค่ามา (Derived Attribute)
เปน็ Attribute ทจี่ ะไมม่ คี า่ ในตวั เอง แต่สามารถหา
ค่าได้จาก Attribute อนื่ ๆ เชน่ Attribute อายุ
ซึ่งสามารถคานวณไดจ้ าก Attribute วนั เกิด
34
2. ควำมสัมพนั ธ์ (Relationship)
ความสมั พันธ์ หมายถงึ ลกั ษณะความสัมพันธ์ระหวา่ ง Entity
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง Entity จะพิจารณาโดยกาหนดทศิ ทาง
ของความสัมพันธ์ จาก Entity หน่ึงไปยังอีก Entity หน่ึง
พนกั งาน สงั กดั อยู่ แผนก
พนักงาน ประกอบดว้ ย แผนก
35
2. ควำมสัมพนั ธ์ (Relationship)
และยงั ต้องพิจารณาถงึ จานวนข้อมูลทีเ่ กิดขน้ึ ระหวา่ งความสัมพนั ธ์ของสอง
Entity วา่ มีจานวนเท่าไร (Cardinality Ratio)
11
สังกดั อยู่
พนกั งาน แผนก 1 : 1
5 ประกอบด้วย 1
พนักงาน แผนก 5 : 1
36
2. ควำมสัมพันธ์ (Relationship)
Cardinality Ratio แบ่งเปน็ 3 ประเภท คอื
- ความสมั พันธ์แบบหนึ่งตอ่ หน่ึง (One to One Relationship)
- ความสัมพันธแ์ บบหนึ่งตอ่ กลุ่ม (One to Many Relationship)
- ความสมั พันธ์แบบกลุม่ ต่อกล่มุ (Many to Many Relationship)
37
2.1 ควำมสัมพนั ธ์แบบหนงึ่ ตอ่ หนึ่ง(One to One Relationship)
เป็นการแสดงความสัมพนั ธข์ องข้อมูลของ Entity หนึ่ง กบั อีกขอ้ มลู
หนึง่ ของอกี Entity หนง่ึ ในแบบ หนง่ึ -ต่อ-หนง่ึ
พนักงาน เปน็ ผู้จดั การแผนก แผนก 1:1
11
พนักงาน บรหิ ารโดย แผนก 1 : 1
11
38
2.2 ควำมสมั พนั ธ์แบบหน่งึ ตอ่ กล่มุ (One to Many Relationship)
เปน็ การแสดงความสมั พันธข์ องขอ้ มลู ของ Entity หน่ึง กับขอ้ มลู
“หลายข้อมลู ของอกี Entity หน่งึ ในแบบ หนง่ึ -ต่อ-กล่มุ 1:N
ลกู ค้า มกี ารสั่งซ้ือ คาสง่ั ซื้อ
1N
พนกั งาน ประกอบดว้ ย แผนก 1:N
N1
39
2.3 ควำมสมั พนั ธแ์ บบกลุ่มตอ่ กลุม่ (Many to Many Relationship)
คาสัง่ ซอ้ื มี สินคา้ M:N
MN
เจ้าของบัญชี มี บัญชี M:N
MN 40
ควำมสมั พนั ธแ์ บบกลุม่ ต่อกลุ่ม(Many to Many Relationship)
M:N เปน็ เรื่องยงุ่ ยาก อาจมปี ญั หาความซ้าซอ้ น และการปรบั ปรงุ แกไ้ ข
โดยทั่วไปจะสร้าง Entity ใหม่ (Composite Entity หรอื Intersection Entity) เพ่อื
เปน็ Entity เชือ่ มความสมั พนั ธ์กับสอง Entity เดิม (1:N)
คาส่งั ซื้อ 1 มี 1 สนิ คา้
NN
รายการท่ีสงั่ ซื้อ
41
ควำมสัมพนั ธก์ ับ Entity ตัวเอง (Recursive Relationship)
เปน็ ความสมั พันธ์ท่เี กดิ ข้ึนเมอื ข้อมูลในเอนทิตี้หนงึ่ ๆ มีความสมั พนั ธ์
กันเอง
N
EMPLOYEE MANAGE
1
42
3. รูปแบบของฐำนข้อมูล
รูปแบบของฐานข้อมูลแบง่ ออกเป็น 3 แบบ คอื
- ฐานข้อมูลเชงิ สัมพันธ์ (Relational Database)
- ฐานขอ้ มลู แบบลาดับขั้น (Hierarchical Database)
- ฐานขอ้ มลู แบบขา่ ยงาน (Network Database)
43
ฐำนข้อมูลเชิงสมั พันธ์ (Relational Database)
เปน็ การจัดขอ้ มูลในรปู แบบของตาราง 2 มิติ คอื
มีแถว (Row) และ คอลัมน์ (Column) โดยการเชื่อมโยง
ขอ้ มลู ระหวา่ งตาราง จะใช้ Attribute ที่มอี ย่ทู ั้งสองตาราง
เป็นตัวเชื่อมโยงขอ้ มลู
44
ฐำนข้อมลู เชงิ สัมพันธ์ (Relational Database)
คอลัมน์ เชื่อมโยง Entity
(Column) ข้อมลู B
- Attribute
แถว
Entity (Row)
A - Record
45
EMPLOYEE Entity
มี Attribute “DEPNO”
เป็นตวั เช่อื มความสัมพนั ธ์
ระหว่างสอง Entity
DEP Entity
46
ฐำนขอ้ มลู แบบลำดบั ขนั้ (Hierarchical Database)
เป็นการจัดเกบ็ ขอ้ มูลในลกั ษณะความสัมพนั ธแ์ บบ พอ่ -ลูก (Parent-
Child Relationship Type : PCR Type)
แผนก Parent Record Type
ชื่อแผนก รหัสแผนก สถานที่
พนักงาน โครงการ
ชอ่ื รหัส รหัส เงนิ เดอื น ช่ือ รหัส สถานที่
พนกั งาน แผนก โครงการ โครงการ
Child Record Type
47
ฐำนขอ้ มูลแบบลำดบั ขนั้ (Hierarchical Database)
คุณสมบัตขิ องฐานขอ้ มูลแบบลาดบั ข้นั
“ 1. ถา้ Record ใดเป็นราก (Root) แลว้ จะเป็น
Record ประเภทลูก (Child Record) ไมไ่ ด้
2. ทุก Record ยกเว้นราก (Root) สามารถมี
ความสัมพันธ์กับParent Record ไดห้ นึ่งความสมั พนั ธ์
ฐำนขอ้ มูลแบบลำดับขน้ั (Hierarchical Database)
3. ทกุ Record สามารถมคี ณุ สมบัติเปน็
Parent Record ได้
4. ถา้ Record หน่ึงมลี กู มากกว่าหน่ึง Record แลว้
การลาดับความสัมพนั ธข์ อง Child Record จะลาดับจากซา้ ย
ไปขวา
ฐำนขอ้ มูลแบบลำดบั ข้นั (Hierarchical Database)
Root Record
Parent Record
แผนกการตลาด แผนกบญั ชี
วชิ ัย วินัย วิชติ สมบุญ สุรชัย สรุ ภี สุรเดช
Child Record 50