ฐำนขอ้ มูลแบบขำ่ ยงำน (Network Database)
มีโครงสรา้ งเช่นเดย่ี วกบั ฐานขอ้ มูลเชงิ สมั พันธ์และ
แบบลาดบั ช้ัน ความสมั พนั ธ์ระหว่างประเภทของ Record ใน
ฐานขอ้ มลู เรียกว่า “Set Type” ซ่ึงสามารถแสดงในแผนภมู ิ
Bachman Diagram ซ่ึงมีองค์ประกอบดังนี้
- ชื่อของ Set Type
- ชอ่ื ประเภทของ Record หลัก (Owner Record Type)
- ช่ือของ Record ที่เปน็ สมาชิก (Member Record Type)
ฐำนขอ้ มลู แบบขำ่ ยงำน (Network Database)
52
3. 3204-2004
สถาปัตยกรรมของฐานขอ้ มลู ระบบจดั การฐานขอ้ มลู
(Database Management System)
เนอื้ หำสำระ
1. เค้ารา่ งของฐานขอ้ มลู
“ 2. สถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล
3. ความเป็นอิสระของข้อมลู
4. ประเภทของฐานขอ้ มูล
54
เค้ำรำ่ งของฐำนขอ้ มลู
ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ โ ค ร ง ส ร้ า ง ข อ ง ฐ า น ข้ อ มู ล ที่
เก่ียวข้องกับข้อมูลที่เราต้องการจัดเก็บลงในระบบ
ฐานข้อมูล ผู้ใช้จะต้องรู้เก่ียวกับรายละเอียดของข้อมูลท่ี
ต้องการจัดเก็บลงในระบบฐานข้อมูลตามโครงสร้าง
ฐานข้อมูลที่กาหนดมีรายละเอียดและตัวอย่างสคีมา
(Schema) และอนิ สแตนซ์ (Instance)
55
เคำ้ รำ่ งของฐำนขอ้ มูล
1. สคมี ำ
สคีมา (Schema) คือ รายละเอียดของโครงสร้าง
ของฐานขอ้ มูลซงึ่ ระบุถึงชอ่ื เอนตติ ้ี แอททริบิวท์ โดยท่ัวไป
เค้าร่างของฐานข้อมูลจะไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยนัก แต่อาจมี
การเปลย่ี นแปลงบา้ งในบางคร้ัง เช่น เค้าร่างของพนักงาน
ได้แก่ รหัสพนักงาน ช่ือ เงินเดือน ตาแหน่ง และแผนก
เปน็ ต้น
56
เค้ำร่ำงของฐำนข้อมลู
สคีมาในฐานขอ้ มูลจะแบง่ ออกเป็นระดับตาม
สถาปัตยกรรมฐานข้อมูล คือ
1. สคีมาระดับภายนอกอย่บู นสดุ หรอื ระดบั ววิ
(External Schema) เปน็ มมุ มองท่มี ตี ่อข้อมูลของผูใ้ ชแ้ ต่
ละคน เปน็ สคีมาย่อย (Subschema)
57
เค้ำร่ำงของฐำนขอ้ มูล 58
2. สคีมาระดับแนวคิด (Conceptual Schema) เก่ียวกับ
มุมมองของข้อมูลลักษณะกลุ่ม เป็นการแปลงรูปมุมมอง (Mapping)
จากระดับสูงกว่าไปยังระดับที่ต่ากว่ากลุ่มมุมมองข้อมูลจากผู้ใช้
ทง้ั หลายจะเปน็ ภาพรวม ที่เป็นแนวคิดของขอ้ มลู ทง้ั ระบบ
3. สคีมาระดับภายใน (Internal Schema) หมายถึง
โครงสร้างทางกายภาพในการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลเป็นการ
แปลงรูปมุมมองจากแนวคิดของข้อมูลท้ังระบบเป็นวิธีการจัดเก็บ
ขอ้ มลู ทางกายภาพ
เค้ำร่ำงของฐำนข้อมูล
2. อินสแตนท์
อินสแตนท์ (Instance) คือ ข้อมูลที่ถูกบันทึกลง
ในฐานข้อมูลในขณะใดขณะหนึ่ง เรียกว่า เม่ือเริ่มกาหนด
เค้าร่างของฐานข้อมูลจะยังไม่มีข้อมูลอยู่ คือ เป็น
อิ น ส แ ต น ท์ ว่ า ง จ น ก ว่ า จ ะ มี ก า ร บั น ทึ ก ข้ อ มู ล ล ง ใ น
ฐานขอ้ มูล
59
เค้ำร่ำงของฐำนข้อมูล
60
สถำปตั ยกรรมของฐำนข้อมลู 61
สถาปตั ยกรรมฐานข้อมูลเปน็ มุมมองแนวความคิด
ที่ใช้ในการอธิบายถึงรูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลใน
ระบบฐานฐานข้อมูล โดยไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจริงของ
ระบบฐานข้อมูลน้ันๆ ผู้ใช้ฐานข้อมูลจะมองข้อมูลน้ีใน
แง่มุมหรือวิวท่ีแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของการ
ประยุกต์ใช้งาน โดยไม่จาเป็นต้องสนใจว่ามีลักษณะการ
จดั เก็บขอ้ มูลแท้จรงิ เปน็ เช่นไร ระบบฐานข้อมูลจะทาการ
ซอ่ นรายละเอยี ดไว้
สถำปัตยกรรมของฐำนข้อมูล
62
สถำปัตยกรรมของฐำนขอ้ มูล
1. ระดบั ภำยใน
“ ระดับภายใน (Internal Level) เป็นระดับที่มองถึง
วิธีการจัดเก็บข้อมูลในระดับฟิซิกคอล ว่ามีรูปแบบและ
โครงสร้าง การจัดเก็บข้อมูลอย่างไร ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดเก็บ
ข้อมูลจริง ๆ ในหน่วยความจา เช่น ดิสก์ว่าอยู่ตาแหน่งใด ซ่ึง
โดยมากผูใ้ ช้ท่วั ไปไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งในระดับนี้อาจจะกล่าวได้ว่า
สคีมาระดบั ภายใน (Internal Schemas Level)
63
สถำปตั ยกรรมของฐำนข้อมลู
พิจารณาการจัดการระบบการเก็บข้อมูลจริง
อธบิ ายฐานขอ้ มูลในการเกบ็ ทางกายภาพจริงๆ มองข้อมูล
โดยมุมมองของระบบจัดการฐานข้อมูล ใช้โครงสร้าง
ข้อมูล (Data Structure) และการจัดระเบียนแฟ้ม (File
Organization) ในการอธบิ าย
64
สถำปัตยกรรมของฐำนข้อมลู
2. ระดบั ควำมคิด
ระดับความคิด (Conceptual Level) เป็นระดับ
ของการมองความสัมพันธ์ของข้อมูลในระบบฐานข้อมูลว่า
มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างไร มีความสัมพันธ์กับข้อมูลอ่ืน
อย่างไรบ้าง รวมท้ังกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เก่ียวกับข้อมูล เช่น
กฎเกณฑ์ของตัวข้อมูล ความปลอดภัย (security) และ
ความคงสภาพของขอ้ มลู (integrity)
65
สถำปตั ยกรรมของฐำนข้อมูล
ส คี ม า ร ะ ดั บ เ ชิ ง ม โ น ภ า พ ( Conceptual
Schemas Level) จะเป็นตัวที่ใช้เช่ือม ระหว่างสคีมา
ระดับภายนอกกบั สคีมาระดับภายใน อธิบายฐานขอ้ มลู ใน
รายละเอียดโดยรวมท้ังหมด เพ่ือเช่ือมกับส่ิงที่ผู้ใช้มอง
รูปแบบข้อมูลความสัมพันธ์ เง่ือนไขต่าง ๆ รวมถึงความ
ม่นั คงและความถูกตอ้ งของข้อมูลจะถูกเก็บไวด้ ้วย
66
สถำปตั ยกรรมของฐำนขอ้ มูล
3. ระดบั ภำยนอก
ระดับภายนอก (External Level) คือ หน้าต่างหรือวิว
(View) ที่ผู้ใช้ภายนอกมีสิทธิเข้าไปใช้ได้ วิว (View) คือ ส่วนของ
ข้อมูลท่ีผู้ใช้ท่ัวไปมีความสนใจและมีสิทธิท่ีเข้านามาใช้ได้จาก
สคีมา (Concept Schema) สามารถเรียกส่ิงท่ีใช้อธิบายวิวข้อมูล
ท่ีถูกดึงมาจากฐานข้อมูลที่อยู่ในระดับแนวคิด (Conceptual) นี้ว่า
External Schema หรอื Subschema หรอื View
67
ควำมเปน็ อิสระของข้อมลู
ความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence) คือ ความอิสระ
ในการแก้ไขโครงสร้างทางกายภาพของขอ้ มลู โดยไม่มผี ลกระทบตอ่ โปรแกรม
ทเี่ รยี กใชข้ ้อมูลจากฐานฐานข้อมูล ในกรณเี รยี กใช้ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในระบบ
แฟ้มข้อมูลจะต้องอาศัยโปรแกรมท่ีเขียนข้ึนเพื่อเรียกใช้ข้อมูลในแฟ้มข้อมูล
นั้นโดยเฉพาะ เช่น เม่ือต้องการรายช่ือของนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในสาขา
คอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะต้องโปรแกรมเมอร์จัดทาโปรแกรมเพ่ืออ่านข้อมูลจาก
แฟ้มนักศึกษาและพิมพ์รายงานท่ีแสดงเฉพาะข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่
กาหนด
68
ประเภทของฐำนขอ้ มลู
1. ฐำนข้อมูลแบบลำดบั ช้ัน
ฐานข้อมูลแบบลาดับช้ัน(Hierarchical Database
Model)มลี กั ษณะเป็นลาดับชั้นคล้ายคลึงกับความสัมพันธ์
ของโครงสร้างสายการบังคับบัญชาท่ีพบในองค์กรทั่วไป
โดยมีลาดับชัน้ ลดหลั่นกนั ลงมาเปน็ ช้นั ขอ้ มูล
69
ประเภทของฐำนข้อมลู
2. ฐำนข้อมลู แบบเครอื ข่ำย
ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database
Model) คล้ายกับฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น แต่ข้อมูลมี
ความสัมพันธ์กันในลักษณะ many to many
70
ประเภทของฐำนขอ้ มลู
3. ฐำนข้อมูลแบบสมั พนั ธ์
ฐานข้อมูลแบบสัมพันธ์ (Relational Database Model) เป็น
ฐานข้อมูลท่ีใช้ตารางเพ่ือเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบ ตารางเหล่าน้ีเรียกว่า
ตารางความสัมพันธ์ (relations) การออกแบบฐานข้อมูลแบบความสัมพันธ์
จะประกอบด้วยตารางท่ีมีขนาดไม่ใหญ่มากนักหลายๆ ตารางแต่ละแถว
แนวนอนเรียกว่า row ในตารางจะบรรจุข้อมูลเป็นชุดๆ เรียกว่า record
ข้อมูล 1 ชนิดในแต่ละชุดเรียกว่า field ในแต่ละตารางต้องมีตัวชี้วัด
ความสัมพนั ธ์ key ทเ่ี ช่ือมโยงกับตารางอืน่ ๆ 71
4. 3204-2004
ฐานขอ้ มลู เชิงสมั พนั ธ์ ระบบจดั การฐานขอ้ มลู
(Database Management System)
เน้อื หำสำระ
1. ความหมายของฐานขอ้ มูลเชงิ สัมพันธ์
“ 2. ข้อดีของฐานขอ้ มลู เชงิ สัมพันธ์
3. คุณลกั ษณะในการจัดเก็บข้อมูล
4. ประเภทของคยี ์
5. กฎท่เี กี่ยวข้องกับคยี ์ในฐานข้อมูลเชิงสมั พนั ธ์
6. ประเภทของรีเลชัน
73
ควำมหมำยของฐำนข้อมูลเชิงสมั พนั ธ์
“ฐานข้อมูลแบบสมั พันธ์” คือ ฐานขอ้ มูลที่เกบ็
รวบรวมข้อมูลและสารสนเทศทีม่ ีความสัมพนั ธ์กนั ไวอ้ ยา่ ง
เป็นระบบในรปู แบบของตารางท่ถี ูกออกแบบ เพ่อื ลด
ความซา้ ซ้อนของขอ้ มลู และสามารถใชง้ านได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพมากท่สี ดุ
74
ขอ้ ดขี องฐำนขอ้ มลู เชงิ สัมพนั ธ์
1. ฐานข้อมลู เชงิ สมั พนั ธเ์ ป็นกลุม่ ขอ้ มลู ของรีเลชันหรือตารางทข่ี อ้ มูลถกู
จัดเก็บเป็นแถวหรอื คอลมั น์ ซ่งึ ทาให้ผใู้ ชเ้ ห็นภาพของข้อมลู ได้งา่ ย
2. ผใู้ ช้ไมต่ อ้ งรวู้ ่าขอ้ มูลถูกจดั เก็บอยา่ งไร รวมถึงวิธกี ารเรยี กใชข้ ้อมูล
3. ภาษาท่ีใชเ้ ปน็ การเรียกใช้ขอ้ มูล เปน็ ลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษ และไม่
จาเป็นต้องเขียนเปน็ ลาดบั ขน้ั
4. การเรียกใชห้ รอื เชือ่ มโยงข้อมูลทาไดง้ า่ ย โดยใช้โอเปอร์เรเตอร์ทาง
คณิตศาสตร์
75
คุณลกั ษณะในกำรจดั เกบ็ ข้อมลู
ภาษาท่ีใช้ในการควบคุมข้อมูล ประกอบด้วย
คาส่ังท่ีใช้ในการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล หรือ
ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ท่ีผู้ใช้หลายเคสเรียกใช้ข้อมูล
พรอ้ มกัน ในขณะที่ข้อมูลนน้ั ๆ กาลงั ปรับปรุงแก้ไขอยู่ ซ่ึง
เป็นเวลาเดียวกับผู้ใช้อีกคนหนึ่งก็เรียกใช้ข้อมูลน้ี และได้
ค่าทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง เพราะผูใ้ ชค้ นแรกยงั ปรับปรุงแก้ไขไม่เสร็จ
76
ประเภทของคีย์ 77
คยี ์ คือ แอททริบวิ ท์ หรอื กลมุ่ ของแอททรบิ วิ ทท์ ่ีสามารถแยก
ความแตกต่างของขอ้ มูล ในแตล่ ะทูเพลิ ได้ หรอื แอททริบิวทท์ ี่ข้อมูลใน
แอททรบิ วิ ท์น้นั ต้องมขี อ้ มลู ทไ่ี ม่ซา้ กนั ซง่ึ คียม์ ีอยหู่ ลายชนิดดว้ ยกนั
ไดแ้ ก่
1. คีย์อยา่ งง่าย (simple key) หมายถึง key ทีป่ ระกอบดว้ ย
แอตทริบวิ ส์เดียว
2. คียป์ ระกอบ (combine key หรอื composite key)
หมายถงึ คยี ท์ ี่ประกอบด้วย แอททรบิ ิวท์ มากกว่า 1 แอททริบิวท์
ประเภทของคยี ์
3. คีย์คู่แข่ง (candidate key) คือ คีย์ท่ีเล็กที่สุดท่ี
แยกความแตกต่างของข้อมูลในแต่ละทูเพิลได้ ยกตัวอย่าง
เช่น ในรีเลชัน Student มีข้อมูลท่ีสามารถเป็นคีย์คู่แข่ง คือ
แอททริบิวท์รหัสนักศึกษา และการใช้แอททริบิวท์ ช่ือรวม
กับนามสกุล ซ่ึงทั้งสองแบบสามารถระบุความแตกต่าง ของ
ขอ้ มลู แต่ละทูเพลิ ได้
78
ประเภทของคยี ์
4. ซูเปอร์คีย์ (Superkey) คือ แอททริบิวท์หรือเซ็ท
ของแอททริบิวท์ ท่ีสามารถบ่งบอกว่าแต่ละแถวแตกต่างกัน
ในทุกความสัมพันธ์จะต้องมีอย่างน้อยหน่ึงซุปเปอร์คีย์ ใน
เซท็ ของแอททรบิ ิวท์
79
ประเภทของคีย์
5. คีย์หลัก (primary key) คือ คีย์คู่แข่งซ่ึงได้เลือก
มาเพ่ือใช้กาหนดให้เป็นค่าคีย์หลักของรีเลชัน ซ่ึงข้อมูลท่ี
เป็นคีย์หลกั นน้ั จะต้องมขี อ้ มลู ทไ่ี มซ่ า้ กัน และมกั จะเลือกคีย์
คู่แข่งที่มีขนาดเล็กมาเป็นคีย์หลัก ตัวอย่างเช่น การเลือก
แอททริบิวท์รหัสนักศึกษา มาเป็นค่าคีย์หลัก เน่ืองจากมี
ขนาดเล็กกว่าแอททริบิวท์ ชื่อ รวมกับ นามสกุล ซ่ึงทาให้
การทางานเรว็ กวา่ เนอ่ื งจากมขี นาดเลก็ กว่า
80
ประเภทของคยี ์
6. คีย์รอง (alternate key หรือ secondary key)
คือคยี ค์ ู่แขง่ อนื่ ๆ ทไ่ี มไ่ ด้ ถกู เลือกมาใช้งาน ยกตวั อยา่ งเช่น
แอททรบิ ิวท์ ช่ือรวมกับนามสกลุ ซึ่งไม่ไดถ้ กู เลือกให้เปน็ คยี ์
หลกั ของรเี ลชนั กจ็ ะกลายเป็นคีย์รอง
7. คีย์นอก (foreign Key) คอื คีย์ที่ใช้เชือ่
ความสมั พนั ธ์ของรเี ลชัน
81
ประเภทของคีย์
“
82
กฎทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั คีย์ในฐำนข้อมูลเชิงสมั พนั ธ์
กฎความบูรณภาพของเอนทิตี กฎน้ีระบุว่า แอทริ
บิวต์ใดท่ีจะเป็นคีย์หลักในแอทริบิวต์น้ันจะเป็นค่าเอกลักษณ์
(Unique) และเป็นค่าว่าง (Null) ความหมายของการเป็น
ค่าว่างไม่ได้ (Not full) ในท่ีนี้จะหมายรวมถึงข้อมูลของแต่
ละแอทริบิวต์ที่เป็นค่าหลักจะเป็นค่าว่างไม่ได้ และเป็นค่า
เอกลักษณ์ในการท่ีจะระบุค่าของแอทริบิวต์อื่น ๆ ในทูเพิล
อน่ื ๆ ได้
83
กฎทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับคีย์ในฐำนขอ้ มูลเชิงสัมพันธ์
กฎความบูรณภาพของการอ้างอิง การอ้างอิอง
ข้อมูลระหว่างรีเลชันในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะใช้คีย์นอก
ของรีเลชันหนึ่งไปตรวจสอบกับค่าของแอทริบิวต์ที่เป็นคีย์
หลัก ของรีเลชันหนึ่ง เพื่อเรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
กลา่ วอกี นยั หน่ึง คือ ค่าของคีย์นอกจะต้องสามารถอ้างอิง
ให้ตรงกันกับค่าขอแงคีย์หลักได้จึงจะเช่ือมโยงหรืออ้างอิง
ข้อมูลข้อมูลระหวา่ งรเี ลชนั ได้
84
กฎท่เี กย่ี วขอ้ งกบั คยี ใ์ นฐำนขอ้ มูลเชิงสมั พันธ์
ในกรณีที่มีการแก้ไขหรือลบข้อมูล จะทาได้หรือไม่
นั้น ขึ้นอย่กู ับการออกแบบฐานขอ้ มลู มี 4 ทางเลือก คือ
1. การลบหรอื แก้ไขขอ้ มูลแบบมีข้อจากัด (Restrict)
การลบหรือการแก้ไขข้อมลู จะกระทาไดเ้ มื่อข้อมูลของคีย์หลัก
ในรีเลชันหนึ่งไม่มีข้อมูลท่ีจะอ้างอิงโดยคีย์นอกาจากรีเลชันห
นึ่ง เช่น รหัสแผนก DEPNO ในรีเลชัน DEP จะถูกแก้ไข
หรือลบท้ิงก็ตอ่ เมอ่ื ไมม่ พี นกั งานคนใดสงั กัดอยู่
85
กฎทเ่ี ก่ียวข้องกับคยี ใ์ นฐำนข้อมูลเชิงสมั พนั ธ์ 86
2. การลบหรอื แก้ไขข้อมูลแบบต่อเรยี ง (Cascade)
การลบหรือการแก้ไขข้อมลู จะทาแบบลูกโซ่ คือ หากมีการ
แก้ไขหรอื ลบข้อมูลของคยี ์หลกั ในรเี ลชนั หนงึ่ ระบบจะทา
การลบหรอื การแก้ไขข้อมลู ของคียน์ อกในรเี ลชนั หนง่ึ ท่ี
อา้ งอิงถึงขอ้ มลู ของคียห์ ลกั ท่ถี กู ลบใหไ้ ด้
3. การลบหรือแกไ้ ขขอ้ มูลโดยเปล่ยี นเปน็ ค่าว่าง
(Nullify) การลบหรือการแกไ้ ขข้อมูลจะทาไดเ้ มือ่ มกี าร
เปล่ียนค่าของคยี ์นอกท่ถี กู อา้ งองิ ให้เปน็ คา่ ว่างเสยี ก่อน
กฎท่เี ก่ียวข้องกับคียใ์ นฐำนข้อมลู เชงิ สัมพนั ธ์
4. แก้ไขข้อมูล โดยกาหนดค่าปริยาย (Default)
การแก้ไขข้อมลู ของคีย์หลักสามารถทาได้ โดยถ้าหากมคี ยี ์
นอกที่อ้างอิงถึงคีย์หลักท่ีถูกแก้ไข จะทาการปรับค่าของ
คีย์นอกน้ันเป็นค่าโดยนอกนั้นเป็นค่าโดยปริยาย ท่ีถูก
กาหนดข้นึ
87
ประเภทของรเี ลชัน
1. Relation หลัก (Base Relation) เป็น Relation
ท่ถี ูกกาหนดขึ้นเพ่อื เก็บขอ้ มลู และเพื่อนาข้อมลู ไปใช้เม่ือมีการ
สร้าง Relation โดยใช้ Data Definition Language เช่น ใน
SQL คาส่ัง CREATE TABLE เป็นการสร้าง Relation หลัก
หลังจากนั้นก็จะทาการเก็บข้อมูลเพ่ือการเรียกใช้ข้อมูลใน
ภายหลงั Relation หลกั จะเปน็ ตารางทจี่ ัดเก็บข้อมลู จริงไว้
88
ประเภทของรเี ลชนั 89
2. วิว (View) หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Relation
สมมุติ (Virtual Relation) เป็น Relation ที่ถูกสร้างขึ้นตาม
ความต้องการใช้ขอ้ มลู ของผูใ้ ชแ้ ต่ละคน เนื่องจาก ผู้ใช้แต่ละคน
อาจตอ้ งการใชข้ ้อมูลในลักษณะท่ีแตกต่างกัน จึงทาการกาหนด
ววิ ของตัวเองขึน้ มาจาก Relation หลัก เพือ่ ความสะดวกในการ
ใช้ข้อมูล และช่วยให้การรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลทา
ได้ง่ายข้ึน Relation ท่ีถูกสมมติขึ้นมานี้จะไม่มีการเก็บข้อมูล
จรงิ ๆ ในระบบฐานข้อมูล
5. 3204-2004
แบบจาลองความสมั พนั ธ์ ระบบจดั การฐานขอ้ มลู
ระหว่างขอ้ มลู (Database Management System)
เน้อื หำสำระ
1. แนวความคดิ เกี่ยวกบั E-R Model
“ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี
3. สัญลักษณ์ท่ใี ชใ้ น E-R Model
4. ขน้ั ตอนการออกแบบ E-R Model
91
แนวควำมคิดเก่ยี วกับ E-R Model
แบบจาลองอี-อาร์ (Entity-Relationship Model
: E-R Model) เป็นแบบจาลองข้อมูลที่ประยุกต์มาจาก
แนวคิดเรื่อง รูปแบบเชิงภาษา (Semantic Model) และมี
การพัฒนามาเป็น E-R Model โดยเชน (Chen) ในปี
ค.ศ.1976 และไดร้ ับความนยิ มมาจนถึงปจั จุบัน
92
แนวควำมคิดเก่ยี วกบั E-R Model
1. ควำมหมำยและควำมสำคัญของแบบจำลองอ-ี อำร์
แบบจาลองอี-อาร์ เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้ในการ
ออกแบบฐานข้อมูล ท่ีแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างเอนทิตี
หรอื สง่ิ ที่เราต้องการจะจัดเก็บไวในฐานข้อมูล โดยนาเสนอ
ในรูปของของแผนภาพ ที่เรียกว่า อี-อาร์ไดอะแกรม (E-R
Diagram) ด้วยการใชส้ ัญลักษณ์ต่าง ๆ
93
แนวควำมคิดเกย่ี วกับ E-R Model
2. องค์ประกอบของแบบจำลองอี-อำร์
1) เอนทติ ี (Entity) หมายถึง ส่ิงตา่ ง ๆ ทีเ่ ราสนใจ
ตอ้ งการเก็บข้อมูลเกย่ี วข้องด้วย ซึง่ เอนทิตีอาจเป็นสิ่งที่
เป็นรูปธรรมท่ีสามารถจับตอ้ งไดส้ ัมผสั ได้
2) แอททริบิวท์ (Attribute) หมายถงึ ข้อมูลท่ี
แสดงคุณลกั ษณะหรอื คุณสมบตั ติ ่าง ๆ ของเอนทิตหี นึง่ ๆ
94
แนวควำมคดิ เก่ียวกับ E-R Model
3) คีย์ (Key) คือ ชุดของแอททริบิวท์ท่ีเล็กที่สุดท่ี
ใชอ้ ้างถึงระเบยี นต่างๆ ในเอนทิตที ่ีต้องการอ้างอิง โดยแอ
ททริบิวท์ท่ีแทนค่าคีย์จะมีค่าซ้ากันไม่ได้ (unique) ทุก
เอนทิตีต้องมีคีย์หลักเสมอ คีย์หลักมีคุณสมบัติพิเศษต่าง
จากคยี อ์ ่ืนๆ คอื มคี า่ เป็นนลั (null character) ไมไ่ ด้
95
ควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงเอนทิตี้ (Relationship)
1. ระดบั ชัน้ ของควำมสมั พนั ธ์ (Relationships Degree)
1) ความสัมพนั ธ์เอนทิตีเ้ ดียว (Unary Relationships)
หมายถงึ ความสมั พันธ์ของเอนทิตหี น่งึ ๆ ท่มี ีความสัมพนั ธ์กับตัว
มันเอง
96
ควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงเอนทติ ี้ (Relationship)
2) ความสมั พนั ธส์ องเอนทิตี้ (Binary Relationships)
หมายถงึ ความสัมพนั ธข์ องเอนทิตีสองเอนทิตีที่มคี วามสัมพันธ์
กัน
97
ควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงเอนทติ ี้ (Relationship)
3) ความสัมพนั ธส์ ามเอนทติ ้ี (Ternary Relationships)
หมายถงึ เอนทติ ีสามเอนทิตที ่มี คี วามสมั พนั ธก์ นั
98
ควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงเอนทิต้ี (Relationship)
99
สัญลักษณ์ทใ่ี ชใ้ น E-R Model
สญั ลกั ษณท์ ี่ใช้ในแผนภาพ E-R Diagram ทใี่ ช้ใน
“การจาลองแบบขอ้ มูลมีหลายรปู แบบในทนี่ ขี้ อยกตวั อยา่ ง 2
รูป ไดแ้ ก่ Chen Model และ Crow’s Foot Model
100