The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาดไทย ผ้าไทยใส่ให้สนุก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Petchguin infinity, 2023-04-18 23:00:36

มหาดไทย ผ้าไทยใส่ให้สนุก

มหาดไทย ผ้าไทยใส่ให้สนุก

18 mm 21.7 x 30.4 cm 28 mm 21.7 x 30.4 cm 18 mm จัดทำ�โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มหาดไทย ผ้าไทยใส่ให้สนุก มหาดไทย


new28.11.65 1 1 ใบพาดปกหน้า


จัดทำ�โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มหาดไทย


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” 2


3


4


5


6 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย


7 ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


คำ�ปรารภ ของ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมห�ดไทย ผ้าไทยใส่ให้สนุก เป็นพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานให้กับพวกเราชาวไทย ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องคนไทยที่รักษาภูมิปัญญา ผ้าไทยได้พัฒนาชิ้นงานให้ถูกใจคนทุกเพศทุกวัย นำ มาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิต หมายความว่า ถ้าพวกเราทุกคนช่วยกันสวมใส่ผ้าไทย นอกจากจะช่วยรักษาภูมิปัญญาความเป็นไทยไว้ ยังสามารถ ช่วยเหลือพี่น้องคนไทยอีกนับล้านครอบครัวนับล้านชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้น การสวมใส่ผ้าไทยตามโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ไม่ใช่แค่เรามีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่สวยงามเท่านั้น แต่ว่าเรายังจะได้มีโอกาสช่วยเหลือพี่น้องคนไทยด้วยกัน ให้มีกำลังใจในการรักษาภูมิปัญญาผ้าไทย ให้อยู่คู่กับโลกต่อไป ในช่วงที่เราทำ งานกันอย่างหนักหน่วงในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้อง ประชาชน แต่ว่าอย่างไรก็ตามในการทำ งานที่หนักหน่วง นอกจากจะสนองแนวพระดำ ริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการพัฒนาคุณภาพของผ้าไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตรวมไปถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ทำ ให้กลุ่มทอผ้า ช่างทอผ้าของไทย ยังคงรักษาภูมิปัญญาผ้าไทย สามารถที่จะพัฒนาฝีมือ พัฒนาผลงานให้ถูกใจพี่น้องคนไทย เพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกนั้น มีเป้าประสงค์ที่จะนำ ผ้าไทย ไปตัดเย็บ สามารถที่จะออกแบบให้ถูกใจคนทุกเพศทุกวัยและสวมใส่ในทุกโอกาส ทุกวาระ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย จึงได้เชิญชวนผู้บริหารระดับสูงของ กระทรวงมหาดไทย อันประกอบไปด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด รวมทั้ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวง และอธิบดีพร้อมคู่สมรส ให้ช่วยกันเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบในการส่งเสริมและอุดหนุนผ้าไทยในแต่ละจังหวัด นำ ผ้าในท้องถิ่นแต่ละจังหวัดไป ออกแบบตัดเย็บ และที่สำคัญที่สุด ผ้าไทยเป็นแฟชั่น จึงเกิดเป็นงานแสดงแบบ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อที่จะประกาศให้ประชาชนทั้งประเทศและทั่วโลกได้เห็นว่าถึงแม้จะอยู่ในช่วงอายุใด ตำแหน่งใด ก็สามารถนำผ้าไทยมาตัดเย็บและก็สวมใส่ได้อย่างถูกใจและสนุกสนานเช่นกัน ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำ ริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสวมใส่ผ้าไทยในทุกโอกาส และช่วยรณรงค์ส่งเสริม ให้คนในสังคมสวมใส่ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทย และรักษา ภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่ตลอดไป ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อันเป็น การช่วยขับเคลื่อนภารกิจ “บำ บัดทุกข์ บำ รุงสุข” อย่างได้ผลดียิ่งด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย 8 ไปออกแบบและตัดเย็บ


9


ต้องใช้ของ11.11 คำ�ปรารภ ของ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีพระทัยตั้งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ในการพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทย ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ที่ทำ ให้สังคมไทยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ได้พระราชทานลายผ้าลายแรก ที่ชื่อว่า “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ” และผ้าลายพระราชทานลายต่อมา คือ “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” เมื่อช่วงประมาณปี ๒๕๖๔ - ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาก็ทำ ให้วงการผ้าไทยเปลี่ยนแปรไป และพระราชทาน “ลายท้องทะเลไทย ลายป่าแดนใต้ และลายปาเต๊ะ ร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” ให้กลุ่มผ้าบาติก อีกทั้งพระราชทานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือการออกแบบลายผ้าไทยให้สามารถ สวมใส่ได้ทุกช่วงวัย ทุกโอกาส สามารถนำ มาออกแบบตัดเย็บให้สวยงามมีความทันสมัย ใส่แล้วทำ ให้รู้สึกสนุก เป็นที่มาของ การขับเคลื่อนโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยกระทรวงมหาดไทยตลอดช่วงปี ๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ในงานวันแสดงมุทิตาจิตแด่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกษียณอายุราชการ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ ที่จัดขึ้น ณ กระทรวงมหาดไทย โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดร่วมแสดงแบบ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยนำ เสนอกิจกรรมการดำ เนินงานผ้าไทยใส่ให้สนุก ตลอดปี ๒๕๖๕ ที่แต่ละจังหวัดได้ออกแบบตามอัตลักษณ์ของ ๗๖ จังหวัด ให้สนุกสนานและเกิดการตระหนักรู้ความสำ คัญ ของการสวมใส่ผ้าไทย เพื่อเป็นการบำ บัดทุกข์ บำ รุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนา คุณภาพชีวิตให้แก่คนทอผ้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมมรดกภูมิปัญญาของพี่น้องคนไทยที่มาจากจังหวัด ด้วยการออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ผ้ามัดย้อม ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าบาติก รวมถึงเทคนิคการออกแบบผ้า ทุก ๆ รูปแบบที่มีอยู่ในประเทศไทย ก็ได้นำ มาแสดงแบบในกิจกรรม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” พร้อมทั้งพิจารณาคัดเลือกรางวัลเกียรติยศ ทั้งสิ้น ๘ รางวัล ได้แก่ รางวัลอัตลักษณ์ดีเด่น รางวัลความคิดสร้างสรรค์ รางวัลการใช้สีธรรมชาติ รางวัลขวัญใจสื่อมวลชน รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม รางวัลการใช้ไหมพื้นบ้าน รางวัลขวัญใจปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และรางวัลขวัญใจกองเชียร์ โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” นี้ จะเป็นโครงการที่ขยายผลต่อไปในอนาคตอย่างดียิ่ง และจะเป็นการจุดประกายให้กับ นักออกแบบได้นำผ้าไทยมาออกแบบเพื่อสวมใส่ให้สนุก สามารถสวมใส่ทุกช่วงวัย พร้อมทั้งมุ่งเน้นในเรื่องการใช้ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ตลอดจนการตัดเย็บในรูปแบบที่เป็นวัยรุ่น วัยทำ งาน วัยผู้ใหญ่ ได้ทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเพิ่มมูลค่าให้ผ้าไทย และเพิ่มรายได้ให้พี่น้องประชาชนที่ทอผ้าด้วย สมาคมแม่บ้านมหาดไทย น้อมสำ นึกในพระกรุณาธิคุณและมีความมุ่งมั่นในการสนองพระดำ ริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ด้วยการจัดประกวดการออกแบบตัดเย็บผ้าไทยให้มีความหลากหลายใส่ได้ในทุกโอกาส ทุกช่วงวัย เช่น ชุดไปงานฉลองรับปริญญา ชุดไปงานแต่งงาน เพื่อทำ ให้เราได้เห็นว่า ผ้าไทยสามารถตัดเย็บได้ทุกแบบ สามารถขยายผลเป็นชุดที่มีหลากสีสันได้ โดยจะเป็นหนึ่ง ในกิจกรรมการประชุมสมาคมแม่บ้านสัญจร ซึ่งจะมีขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ เป็นต้นไป โดยมีประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ทุกจังหวัด เป็นผู้นำ ร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัด ทั้งผู้นำกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สมาคมสตรี กลุ่มสตรีระดับจังหวัด อำ เภอ ตำ บล โรงเรียน มหาวิทยาลัย และทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเมื่อเราสามารถขับเคลื่อนการส่งเสริมผ้าไทยเหล่านี้ได้สำ เร็จ จะทำ ให้ เกิดกระแสความสนใจและความนิยมชมชอบ เกิดการกระตุ้นภาคการผลิต (ต้นนํ้า) จากปริมาณความต้องการผ้าไทย (กลางนํ้า) ที่เพิ่มมากขึ้น ก็ส่งผลทำ ให้ปลายนํ้า คือ ช่างทอผ้า ได้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่เพิ่มพูน ครอบครัวและลูกหลานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างยั่งยืน ท้ายนี้ อยากจะขอเชิญชวนประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทย เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ภูมิปัญญาผ้าทอ ของไทย สืบสานรักษาและต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา หากว่าคนไทยเพียงครึ่งประเทศหันมาใส่ผ้าไทย ซื้อเพิ่มเพียง คนละ ๑๐ เมตร เมตรละ ๓๐๐ บาท เงินกว่า ๑ แสนล้านบาท จะกลับไปสู่พี่น้องประชาชนคนทอผ้าทั่วประเทศกว่าล้านคน ถือเป็น การส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย 10


11 เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ สืบเนื่องจากชาวสตูลในสมัยอดีตนั้น ได้รับอิทธิพลด้านการแต่งกายจากเชื้อชาติมลายู ชาวจีน ชาวเปอร์เซีย อินโดนีเซีย และประเทศจากทวีปยุโรป โดยเฉพาะการแต่งกายจะใช้ผ้าลาย ใบไม้ ดอกไม้ตามธรรมชาติที่มีความหลากหลายรูปแบบและสีสัน มานุ่งหรือสวมใส่เป็นผ้าถุง ลายดาวน์บูดิงฟอสซิลสตูล เกิดจากการนำลายดาวน์บูดิงมาผสมผสานกับลายฟอสซิลหอย ในพื้นที่จังหวัดสตูล ลายดาวน์บูดิงที่ปรากฏบนผืนผ้า เป็นลวดลายคล้ายซุ้มดอกไม้โบราณชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย โดยสำ นักงานประวัติศาสตร์ประเทศมาเลเซียได้สันนิษฐานว่า ดอกไม้ ที่ปรากฏบนผืนผ้า คือ ดาวน์บูดิง (Daun Buding) (ดอกบูดิง) มาจากภาษามลายู หรือดาวน์บูดี (Daun Budy) (ดอกบูดี) มาจากภาษาอินโดนีเซีย ดอกไม้ชนิดนี้พบมากในคาบสมุทรมลายู มีลักษณะ คล้ายดอกสายหยุด ดอกมีสีเหลือง กลิ่นหอม ใบมีลักษณะเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม หรือมีติ่งแหลม ประเทศในแถบคาบสมุทรมลายูนิยมนำดอกไม้ชนิดนี้มาทำ เป็นซุ้มดอกไม้เพื่อใช้ใน พิธีต้อนรับบ่าวสาวในงานแต่งงาน จึงกล่าวได้ว่าดอกไม้ชนิดนี้ถือเป็นดอกไม้มงคลของชาวมลายูโบราณ ส่วนลายฟอสซิล เป็นการนำลายฟอสซิลในอุทยานธรณีสตูล ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยาน ธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นแห่งที่ ๕ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยยูเนสโก ทางกลุ่มผ้าปันหยาบาติกจึงได้นำ ลวดลายดาวน์บูดิงและฟอสซิลหอยในมหายุคพาลีโอโซอิก (อายุประมาณ ๒๙๙ - ๕๔๒ ล้านปี) มาผสมผสานเป็นลวดลายผ้าที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดสตูล ต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงคัดเลือกผ้าปาเต๊ะ ลายโบราณของกลุ่มปันหยาบาติก มาตัดเย็บสำ หรับฉลองพระองค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการใช้ผ้าปาเต๊ะลายโบราณให้เป็นที่นิยมขึ้นมาใหม่ รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : วิสาหกิจชุมชนปันหยาบาติก ชุดผู้ว่าราชการจังหวัด - ร้านจอห์น โดยนายสมพงษ์ สุวรรณสะอาด - ที่อยู่ ๔๓๐ หมู่ที่ ๑ ซอย ๓๖ ถนนเขาจีน อำ เภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ชุดประธานแม่บ้านมหาดไทย - ห้องเสื้อดวงใจ โดยคุณดวงใจ อิสระ - ที่อยู่ ๖๘ หมู่ที่ ๑ ตำ บลกำแพง อำ เภอละงู จังหวัดสตูล รางวัลอัตลักษณ์ดีเด่น นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นาวาตรีหญิง โนสมา หลีเส็น ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสตูล ผ้าปาเต๊ะโบราณ ลายดาวน์บูดิงฟอสซิลสตูล


12 เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ในมุมมองที่นึกถึงกำแพงเพชร อัตลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชร คือเมืองโบราณที่ไม่ได้ตาย และมีชีวิตมากว่า ๖๐๐ ปี (ผู้เขียนขอใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลชั้นปฐมภูมิคือ ข้อมูลจากจารึกเป็นสำคัญ มิใช่ข้อมูลอายุเมืองจากตำ นาน นิทาน นิยาย แต่เป็นจารึกลานเงินในการขึ้นเสวยราชย์ของ พ่อพญาแสนสอยดาว ในปี พ.ศ. ๑๙๖๓) ผู้ออกแบบขอนำ งานประติมากรรมในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ กำแพงเพชร มาเป็นแนวทางในการออกแบบเพื่อง่ายต่อการสร้างสรรค์ผลงาน อาทิ รูปเทวดา ประติมากรรมดินเผารูปร้อยรัก สกุลช่างกำ แพงเพชร แผ่นลวดลายรูปกลีบบัวดินเผาประดับ โบราณสถานศิลปะอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๑) ช้างทรงเครื่องวัดช้างรอบลายประดับต่าง ๆ และลวดลายศิราภรณ์เทวรูปพระอิศวรและเทวสตรี และศิลาแลงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มาเป็น แรงบันดาลใจในการออกแบบ ในส่วนของการให้สี ผู้ออกแบบได้หยิบยกหรือเลือกใช้ชุดข้อมูล “ผ้าห่มคัมภีร์ ผ้าลายอย่างจากวัดคูยาง” จังหวัดกำแพงเพชร ก็ปรากฏว่าใช้ “ผ้าลายอย่างที่ใช้ ห่อคัมภีร์และมีอายุไม่ตํ่ากว่า ๒๐๐ ปี” หากศึกษาดี ๆ ผ้าลายอย่างยังเป็นที่นิยมตั้งแต่ราชสำ นัก อยุธยาซึ่งเมืองกำแพงเพชรไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์และอิทธิพลกับอาณาจักรอยุธยาได้เลย รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ กลุ่มผ้ามัดหมี่ทอมือทอเทียนทอง โดยนางราตรี บัวหลวง ประธานกลุ่มผ้ามัดหมี่ทอมือทอเทียนทอง ที่อยู่ : ตำ บลท่าพุทรา อำ เภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร โทร. ๐๘ ๙๕๖๔ ๒๑๓๔ รางวัลความคิดสร้างสรรค์ นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นางนวลจันทร์ แสงอุทัย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกำแพงเพชร ผ้าฝ้ายทอ “ลายศิลาล้อมเพชร”


13 เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าไหมมัดหมี่ : เริ่มจากปลูกหม่อนโดยไร้ซึ่งสารเคมี เลี้ยงไหมพันธุ์เหลืองสระบุรี รังสีเหลือง รับจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ชุมพร ช่วยกันเลี้ยงภายในครอบครัว สาวไหม ด้วยเครื่องสาวไหมแบบปรับปรุง ลอกกาวเส้นไหมด้วยขี้เถ้าจากเหง้ากล้วยและย้อมสีด้วยพันธุ์ไม้ ย้อมสีที่หาได้จากข้างบ้าน เส้นยืนใช้เส้นไหมน้อย (ไหมชั้นกลาง) ย้อมด้วยเปลือกมะพร้าวอ่อน และเส้นพุ่งใช้เส้นไหมหลืบ (ไหมชั้นนอกสุด) ย้อมด้วยเปลือกมะพร้าวอ่อนหมักด้วยโคลนดินแดง ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและเป็นตัวช่วยให้สีเส้นไหมติดทนนาน ทอด้วยกี่ทอผ้าแบบพื้นบ้านพุ่งกระสวย ด้วยมือ ความพิเศษของผ้าผืนนี้ คือ การผสมผสานระหว่างเส้นไหมน้อยและเส้นไหมหลืบ ทำ ให้ เนื้อผ้ามีความแน่นและประกอบกับผ้าไหมผืนนี้ผ่านการหมักโคลนเลยทำ ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและ นิ่มยิ่งขึ้น ผู้สวมใส่จะรู้สึกเบาสบายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย ผ้าไหมมัดหมี่ ลายดอกพุทธรักษา นางปวีณ์ริศา เกิดสม ประธานแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดชุมพร แรงบันดาลใจ : ดอกพุทธรักษาเป็นดอกไม้ประจำ จังหวัดชุมพร ในจังหวัดชุมพรมีการ ปลูกต้นพุทธรักษาเป็นจำ นวนมาก คนโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพุทธรักษาไว้ประจำ บ้านจะช่วย คุ้มครองป้องกันอันตรายแก่บ้านและผู้อาศัยได้ เพราะพุทธรักษาเป็นพรรณไม้ที่คนโบราณเชื่อว่า มีพระเจ้าคุ้มครองรักษาให้มีความสงบสุข คือเป็นไม้มงคลนั่นเอง ดังนั้น ช่างผู้ทอผ้าจึงได้นำ มาแสดง ลวดลายบนผืนผ้า เพื่อสร้างเป็นผ้าอัตลักษณ์ของชาวจังหวัดชุมพร วัตถุดิบ : เส้นไหม ใช้เส้นไหมน้อยพันธุ์ไทยรังสีเหลืองเลี้ยงด้วยใบหม่อนที่ปลอดสารพิษ ผ่านกระบวนการสาวเส้นไหมด้วยเครื่องสาวไหมแบบปรับปรุง ในส่วนของผ้ามัดหมี่ เส้นยืน ย้อมด้วยใบมังคุด เส้นพุ่งย้อมด้วยแก่นขนุนและครั่งและใบมังคุด และผ้าพื้น เส้นยืนย้อมด้วย เปลือกมะพร้าวอ่อนหมักโคลนดินแดง และเส้นพุ่งย้อมด้วยใบมังคุดหมักโคลนดินแดง ซึ่งเป็น สีธรรมชาติที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การกรอและมัดหมี่ใช้เครื่องมือทอผ้าแบบพื้นบ้าน ทอด้วยกี่ทอมือ แบบกระทบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ในการ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ออกแบบลายผ้า และการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าอัตลักษณ์จังหวัดชุมพร รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน ห้องเสื้อคุณอ้น ผู้ตัดเย็บ : นางทิพย์เนตร ประจันบาล โทร. ๐๙ ๓๓๕๖ ๒๕๒๕ ที่อยู่ ๑๑/๙ หมู่ที่ ๘ ตำ บลนาทุ่ง อำ เภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร รางวัลความคิดสร้างสรรค์ นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นางปวีณ์ริศา เกิดสม ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดชุมพร “ภูษาวัตถ์ อัตศิลป์ถิ่นชุมพร”


14 เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ชุดท่านผู้ว่าราชการจังหวัด : งานดีไซน์ที่ดึงเอาอัตลักษณ์และกลิ่นอายของกลุ่มชาติพันธุ์ ม้ง เมี่ยน กะเหรี่ยง มาออกแบบผสมผสานตัดเป็นชุดสำ เร็จรูป โดยใช้ผ้าฝ้ายตัดเป็นตัวเสื้อ หน้าสั้น หลังยาว ให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัย สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาส ชุดประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดน่าน : งานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกางเกง ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและเสื้อของกลุ่มชาติพันธุ์เมี่ยน ผสมผสานกันอย่างลงตัวและร่วมสมัย ซึ่งแบบ เสื้อผ้านี้สวมใส่กันมาตั้งแต่โบราณเป็นพันปี ใช้ผ้าปักและใยกัญชงซึ่งมีคุณสมบัติคือ ใส่แล้วไม่ร้อน ผ้าทิ้งตัว มีความพลิ้วและทันสมัย รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : บ้านไหมลายปัก ผู้ตัดเย็บ : คุณชนาภา แซ่โซ้ง ที่อยู่ ๑๕๕ หมู่ ๑ ตำ บลป่ากลาง อำ เภอปัว จังหวัดน่าน โทร. ๐๘ ๑๗๙๐ ๒๓๔๐, ๐๙ ๑๕๕๒ ๔๑๖๖ รางวัลความคิดสร้างสรรค์ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางสุดารัตน์ แววบัณฑิต ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดน่าน ผ้าอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์


15 รางวัลการใช้สีธรรมชาติ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นางกาญจนี รุจนเสรี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนม “ผ้าไหมมัดหมี่ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าไหมมัดหมี่ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา จากการทอของศูนย์ศิลปาชีพบ้านท่าเรือ อำ เภอ นาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากพืชในพื้นถิ่น โดยเส้นพุ่งเป็นไหม สาวมือย้อมด้วยเปลือกเสียดและมะเกลือ เส้นยืนทำจากไหมสาวเครื่องย้อมด้วยดอกจาน ส่วนลาย พื้นถิ่นที่นำ มาผสมผสานในลายผ้าคือลายหมากจับหว่าน ซึ่งเป็นลายโบราณที่สืบทอดมาจาก บรรพบุรุษ รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ กลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการทอผ้า นางอรพิณ วะสาร ศูนย์ศิลปาชีพบ้านท่าเรือ อำ เภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) - ชุดท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ตัดเย็บโดย ร้านอาร์ตเทเลอร์ จังหวัดนครพนม - ชุดประธานแม่บ้านมหาดไทย ตัดเย็บโดย ห้องเสื้อคุณหน่อย จังหวัดนครพนม


16 เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ การออกแบบชุดแต่งกายของนายชนก มากพันธ์ุ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร แบบชุด ราชปะแตน โดยใช้ผ้าลายดอกบุนนาคสีเขียว ผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดพิจิตร จากกลุ่มผ้าทอ บ้านป่าแดง ตำ บลหนองพยอม อำ เภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร มาตัดเย็บเป็นเสื้อ ห่มทับด้วยสไบ ผ้าทอขาวม้าของจังหวัดพิจิตร และ ดร.เพชรประทุมมาพร ทองอุ่นเกตุมณีศา รองประธานแม่บ้าน มหาดไทยจังหวัดพิจิตร ออกแบบชุดโดยนำผ้าลายดอกบุนนาคมาประยุกต์ผสมผสานกับผ้าขาวม้า จากกลุ่มทอผ้าบ้านป่าแดง ตำ บลหนองพยอม อำ เภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ให้มีความร่วมสมัย สวยงาม กับผ้าทอสีเขียว สีประจำจังหวัดพิจิตร มาใช้ในการตัดเย็บชุดแต่งกายเพิ่มความสวยงาม พร้อมถือกระเป๋าผักตบชวา ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป็นของ OTOP จังหวัดพิจิตร รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน สูทช่างหนุ่ม ชื่อ – สกุล (ผู้ตัดเย็บ) นายทานินท์ รังสูงเนิน โทร. ๐๘ ๔๗๗๗ ๙๖๘๔ ที่อยู่ ๑๒๒ หมู่ที่ ๒ ตำ บลโรงช้าง อำ เภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร รางวัลขวัญใจสื่อมวลชน นายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ดร.เพชรประทุมมาพร ทองอุ่นเกตุมณีศา รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิจิตร “โอฆะบุรี ศรีวิจิตร พิสมัย”


17 รางวัลการออกแบบชุดยอดเยี่ยม นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุบลราชธานี “ผ้ากาบบัว” เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้ากาบบัว เป็นผ้าเอกลักษณ์จังหวัดอุบลราชธานี ทอพุ่งด้วยมับไม (ไหมเกลียวหางกระรอก) สลับทอ ยกขิด และมัดหมี่ เส้นยืน ย้อมแยกสีอย่างซิ่นทิว ต้นแบบของผ้ากาบบัวนั้นมีการคิดค้นและ ออกแบบโดยนายมีชัย แต้สุจริยา ซึ่งเป็นบุตรของนางคำ ปุน ศรีใส ผู้ควบคุมการทอ “ผ้ากาบบัว” ประกาศให้เป็นลายผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ผ้ากาบบัว เป็นผ้าที่มีลักษณะรวมเอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของผ้าพื้นเมืองอุบลราชธานี มารวมไว้ หลายชนิด ได้แก่ ลักษณะของซิ่นทิว มับไม มัดหมี่ ผ้าขิดหรือจก ซิ่นทิวผ้ากาบบัวต้องมีเส้นยืนหรือ ริ้วหรือทิว ๒ สี มับไมผ้ากาบบัวต้องมีเส้นพุ่งมับไม ซึ่งเกิดจากการเข็น คือ ปั่นเกลียวเส้นพุ่ง ๒ เส้น เข้าด้วยกัน มัดหมี่ผ้ากาบบัวจะสวยงามมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับลวดลายหมี่เป็นองค์ประกอบหลัก ลายหมี่ในผ้ากาบบัว ทั้งลายดั้งเดิมและลายประยุกต์ขึ้นใหม่ ขิดผ้ากาบบัวต้องมีเส้นพุ่งที่เป็นเส้นใหญ่ หรือเส้นนูนขึ้นจากเนื้อผ้า เป็นการเลียนแบบเส้นลายของกลีบบัว ซึ่งใช้วิธีขิดจก การจกเป็นการตกแต่ง ให้ผ้ากาบบัวมีความวิจิตรงดงามยิ่งขึ้น ผ้ากาบบัวที่ใช้เดินแบบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผ้ากาบบัวลายไม้ไผ่ เทคนิค ในการทอ เส้นยืนทิวมัดหมี่ ขิด มับไม สีชมพูย้อมจากครั่ง สีนํ้าตาลย้อมจากมะยม ขิดจากรังไหม เพื่อให้เกิดความเป็นมงคล เป็นที่นิยมชมชอบ มีคนรักใคร่ ลายต้นไผ่ บ่งบอกถึงความอ่อนโยน เมตตา ผ้ากาบบัวที่ใช้เดินแบบท่านประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุบลราชธานี เทคนิคการทอ เส้นยืนทิว มัดหมี่ มับไม ในการทำ เครือทิว ซึ่งลายนี้ใช้หมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ผสมผสานกับผ้า กาบบัว เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลร่วมสมัย รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อ - สกุล (ผู้ออกแบบ) นายกฤษดา รัตนางกูร อาจารย์ประจำสาขาสิ่งทอและแฟชั่น คณะศิลปะประยุกต์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ชื่อร้าน ห้างสูทสาคร ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) นายชยกร สีหะวงษ์ โทร. ๐๙ ๐๓๒๖ ๑๖๙๖ ที่อยู่ ๒๕๒/ ๒-๓ ถนนพิชิตรังสรรค์ ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ชื่อร้าน ด้ายเนา แฟชั่น เฮ้าส์ ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) นางสาวอนงค์ภัทร์ ผลประเสริฐ โทร. ๐๖ ๑๔๑๕ ๓๕๘๙ ที่อยู่ ๑๓๕/๙ หมู่ที่ ๑๘ ซอยเทคโน ถนนชยางกูร ตำ บลขามใหญ่ อำ เภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี


18 รางวัลการใช้ไหมพื้นบ้าน นางธันย์ภัคนันท์ หัตถาธยากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดบุรีรัมย์ “ผ้าไหมมัดหมี่ตีนแดง” เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าไหมมัดหมี่ตีนแดง ผ้าซิ่นตีนแดง หรือผ้าหัวแดงตีนแดง เป็นผ้าที่พบในกลุ่มชาติพันธ์ุลาว พบครั้งแรกประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว ผลิตโดยช่างทอผ้าในคุ้มพระยาเสนาสงคราม (เจ้าเมือง พุทไธสงคนแรก) ปัจจุบันเป็นผ้าที่ชาวบุรีรัมย์นิยมอย่างกว้างขวาง ผลิตมากที่อำ เภอพุทไธสง อำ เภอ นาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ได้กำ หนดเป็น “ผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์” ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ผ้าไหมมัดหมี่ตีนแดง (ที่ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดบุรีรัมย์) สวมใส่ในการแสดงแบบผ้า เป็นผ้าไหมมัดหมี่ตีนแดง โดยใช้เทคนิคการทอแบบโบราณ ทอด้วยกี่ไม้กระทบมือ ๒ ตะกอ ฟืมทอ ๖๕ เส้นไหม “ทางยืน” เป็นสีนํ้าเงิน เส้นไหม “ทางพุ่ง” มัดหมี่ด้วยเกล็ดหมี่สีทอง โอบด้วยสีเขียวและแดง ผืนผ้าจะเป็นสีนํ้าเงินประกายม่วง ชื่อลายผ้า “ลายนพเก้าโบราณ” รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ณัฐฐาผ้าไหม อำ เภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ออกแบบชุดโดย นางธันย์ภัคนันท์ หัตถาธยากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดบุรีรัมย์ ชื่อผู้ตัดเย็บ นางดวงจันทร์ หมื่นภักดี ที่อยู่ ๑๔๑/๑ หมู่ที่ ๒ บ้านสี่เหลี่ยม ตำ บลเขาคอก อำ เภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โทร. ๐๘ ๙๐๑๖ ๙๒๕๒


19 รางวัลขวัญใจ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นางละมัย เจริญโสภา ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดตรัง “ผ้าครามคูน” เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ๑. สีคราม มีความหมายสื่อถึงสีนํ้าเงินเข้มจากต้นคราม ที่ได้ผ่านกระบวนการสกัดสี จากธรรมชาติจนออกมาเป็นสีครามที่มองแล้วสวยงาม สบายตา ๒. ผ้าไหมมัดย้อมจากสีครามธรรมชาติ ภายใต้ชื่อว่า “ลายอควาเรียมแห่งท้องทะเลตรัง” แรงบันดาลใจที่ทำ ลายผ้านี้มาจากความงดงามของท้องทะเลตรัง ธรรมชาติของท้องทะเลตรัง ที่สวยงาม มีพะยูนเป็นเอกลักษณ์ มีสัตว์นํ้า ปะการังที่สวยงาม จึงเกิดแรงบันดาลใจ เอาลวดลายท้องทะเลตรังขึ้นมาอยู่บนผืนผ้า โดยใช้สีครามสื่อถึงสีสันในทะเลที่ดูเย็นตา สบายตา และลวดลายคลื่นลายนํ้าดูพลิ้วไหว - ผ้าไหมไทยที่นำ มาใช้สื่อถึงความเย็นของนํ้าเมื่อสัมผัสผิวกาย ลวดลายสื่อถึงอารมณ์และ ความสงบสวยงามของเมืองตรัง - สีครามที่ใช้เป็นสีธรรมชาติที่ได้จากต้นคราม ผ้าไหมที่ใช้เป็นไหมธรรมชาติ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ - ครามคูน (ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ เทคนิค “ชิโบริ”) ผู้ตัดเย็บชุดประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดตรัง - นางสุชัญญา เมืองแก่น โทร ๐๘ ๓๑๗๓ ๓๙๐๘ ที่อยู่ ๒๐๑/๔๘ ซอย ๗ ถนนท่ากลาง ตำ บลทับเที่ยง อำ เภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ผู้ตัดเย็บชุดผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง - ห้องเสื้อชิโด้ โทร. ๐๘ ๖๕๙๓ ๑๙๙๓ ที่อยู่ ๑๖/๑ ถนนรัษฎา ข้างโรงเรียนพรศิริกุล ตำ บลทับเที่ยง อำ เภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง


20 เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าบาติกพิมพ์ลายด้วยบล็อกไม้ ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา ผสมผสานด้วยลวดลาย เครื่องถ้วยชามจีนโบราณที่ค้นพบในอ่าวปัตตานี บริเวณชุมชนบาราโหม ตำ บลบาราโหม อำ เภอเมือง ปัตตานี ซึ่งเป็นลวดลายอัตลักษณ์ประจำ กลุ่ม ในอดีตบาราโหมเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงในสมัย ปาตานีดารุสซาลาม เมืองท่าที่สำคัญที่มีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมระหว่าง คาบสมุทรมลายูกับนานาอารยประเทศ สีที่ใช้ในผืนผ้าเป็นสีธรรมชาติที่สกัดจากผงชา (ใช้ชื่อว่า ชาชักปัตตานี) หนึ่งในคอลเล็กชันเมนูปัตตานีของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตำ บลบาราโหม และกลุ่มบาราโหมบาซาร์ รายละเอียดของผู้ออกแบบ ตัดเย็บโดย ทีมช่างบาราโหมปัตตานี โทร. ๐๙ ๓๕๘๐ ๒๗๐๒ (ฟารีดา กล้าณรงค์) ที่อยู่ บาราโหมบาซาร์ หมู่ที่ ๑ ตำ บลบาราโหม อำ เภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี รางวัลขวัญใจกองเชียร์ นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผศ. ดร.ศศิธร จันทมฤก ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน “ผ้าบาติกพิมพ์ลายด้วยบล็อกไม้ ลายขิดนารีรัตนราชกัญญา”


21 คำ�นำ� นับเป็นระยะเวลากว่า ๖๐ ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสาน ภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในคราวเสด็จพระราชดำ เนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ ได้ทอดพระเนตร เห็นราษฎรนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่กันเป็นส่วนใหญ่ จึงได้มีพระราชดำ ริว่าควรจะมีการนำ ภูมิปัญญา ของราษฎรที่ได้ทอผ้าไว้ใช้มาพัฒนาเป็นอาชีพให้เกิดรายได้แก่ราษฎร ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ทรงก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถขึ้น เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ เพื่อทำ การฝึกอาชีพเสริมให้กับราษฎร อีกทั้งยังมีพระราชประสงค์เพื่อ การอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทยให้คงอยู่สืบไป ซึ่งรัฐบาลได้น้อมนำแนวพระราชดำ ริ มาขยายผลจัดทำ เป็นโครงการหนึ่งตำ บล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ One Tambon One Product (OTOP) และกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำ เนินการสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน โดยได้ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และจัดทำ โครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำ รงไว้ในแผ่นดิน” ขึ้น อีกทั้งยังได้มีการผลักดัน มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย จนเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ เห็นชอบมาตรการดังกล่าว โดยการรณรงค์เชิญชวนคนไทยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อย สัปดาห์ละสองวัน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันลํ้าค่า ให้ดำ รงคงอยู่ปรากฏเป็น ความภาคภูมิใจของคนไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจ เชิงมหภาค จากการเสด็จพระราชดำ เนินทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ด้านผ้าและงานหัตถกรรมชุมชน ๓ ภูมิภาค ในระหว่างปี ๒๕๖๓ - ๒๕๖๔ ทรงสร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ส่วนพระองค์ให้แก่ศิลปินช่างทอผ้าและผู้ประกอบการด้านหัตถกรรมทุกประเภท ทรงพระวินิจฉัยนำแนวคิดอันเป็นสากลมาสู่การพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย ให้ผ้าไทย มีชีวิตชีวา คงคุณค่าอยู่สืบไป ตลอดทั้งพระราชทานแบบลายผ้าแก่ช่างทอผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” และแบบผ้าบาติกพระราชทาน ๓ ลาย คือ ลายปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้ เจ้าหญิง ลายท้องทะเลไทย และลายป่าแดนใต้ ผ่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเป็นของขวัญ ที่สื่อความหมายถึงการส่งมอบความรักและความสุขให้แก่ชาวไทยทุกคน และพระราชทาน


22 พระอนุญาตให้กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค สามารถนำ ไปใช้ทอผ้า ผลิตผ้าได้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้สนองแนวพระดำ ริ โดยแจ้งทุกจังหวัดทำ พิธีมอบลายผ้าพระราชทานฯ แก่กลุ่มทอผ้าในจังหวัด ได้นำ ไปเป็นต้นแบบ และพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ส่งเสริม กระตุ้น ผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากลเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส และได้จัดการประกวด ผ้าลายพระราชทานขึ้น ซึ่งกิจกรรมได้ดำ เนินการเสร็จสิ้นและสร้างประโยชน์อันมหาศาลให้กับ ประชาชนชาวไทยยามวิกฤติจากโรคระบาด ในปี ๒๕๖๕ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานลายผ้า “ผ้าขิด ลายนารีรัตนราชกัญญา” ให้กับช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค นำ ไปใช้ทอผ้า ผลิตผ้าได้ ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๕ ณ วัดธาตุประสิทธิ์ อำ เภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ครั้งเสด็จพระราชดำ เนินทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรมชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ กลุ่มทอผ้าวัดธาตุประสิทธิ์ และหอประชุมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม อำ เภอนาหว้า จังหวัดนครพนม อีกทั้ง เสด็จทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรม ชุมชนใน ๔ ภูมิภาค พร้อมทั้งพระราชทานพระวินิจฉัยการพัฒนาผ้าไทยให้ร่วมสมัยและมีคุณภาพ เทียบเท่าสากล ด้วยสำ นึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นการต่อยอดการพัฒนาผ้าลายพระราชทาน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งมอบต่อให้กับ กลุ่มทอผ้าในจังหวัด ได้นำ ไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำ ถิ่น ตามพระดำ ริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค และส่งเสริม กระตุ้น ผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากลเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส อีกทั้ง กรมการพัฒนาชุมชน ยังได้กำ หนดจัดทำ โครงการต่อยอดการพัฒนาผ้าไทยตามแนวพระดำ ริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล โครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาส ครบรอบ ๕๐ ปี โครงการศิลปาชีพ โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญา โครงการศึกษาวิจัย และพัฒนาสีจากธรรมชาติ กรณีศึกษาสีย้อมร้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนทั่วไป และเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้ สืบสาน รักษา ต่อยอดมรดกภูมิปัญญางานผ้าไทยให้คงไว้ คู่แผ่นดินไทยสืบไป กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้จัดทำ โครงการส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทยตามพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ขึ้น


23 หน้า คำ ปรารภ ๘ คำ นำ ๒๑ การแสดงแบบ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ภาคเหนือ จังหวัดกำแพงเพชร ๒๖ จังหวัดเชียงราย ๒๘ จังหวัดเชียงใหม่ ๓๐ จังหวัดตาก ๓๒ จังหวัดนครสวรรค์ ๓๔ จังหวัดน่าน ๓๖ จังหวัดพิจิตร ๓๘ จังหวัดพิษณุโลก ๔๐ จังหวัดเพชรบูรณ์ ๔๒ จังหวัดแพร่ ๔๔ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๔๖ จังหวัดลำ ปาง ๔๘ จังหวัดลำ พูน ๕๐ จังหวัดสุโขทัย ๕๒ จังหวัดอุตรดิตถ์ ๕๔ จังหวัดอุทัยธานี ๕๖ ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี ๕๘ จังหวัดจันทบุรี ๖๐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ๖๒ จังหวัดชลบุรี ๖๔ จังหวัดชัยนาท ๖๖ จังหวัดตราด ๖๘สารบัญ จังหวัดนครนายก ๗๐ จังหวัดนครปฐม ๗๒ จังหวัดนนทบุรี ๗๔ จังหวัดปทุมธานี ๗๖ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๗๘ จังหวัดปราจีนบุรี ๘๐ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๘๒ จังหวัดเพชรบุรี ๘๔ จังหวัดราชบุรี ๘๖ จังหวัดลพบุรี ๘๘ จังหวัดสมุทรปราการ ๙๐ จังหวัดสมุทรสงคราม ๙๒ จังหวัดสมุทรสาคร ๙๔ จังหวัดสระแก้ว ๙๖ จังหวัดสระบุรี ๙๘ จังหวัดสิงห์บุรี ๑๐๐ จังหวัดสุพรรณบุรี ๑๐๒ จังหวัดอ่างทอง ๑๐๔ ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ ๑๐๖ จังหวัดชุมพร ๑๐๘ จังหวัดตรัง ๑๑๐ จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๑๒ จังหวัดนราธิวาส ๑๑๔ จังหวัดปัตตานี ๑๑๖ จังหวัดพังงา ๑๑๘ จังหวัดพัทลุง ๑๒๐


24 จังหวัดภูเก็ต ๑๒๒ จังหวัดยะลา ๑๒๔ จังหวัดระนอง ๑๒๖ จังหวัดสงขลา ๑๒๘ จังหวัดสตูล ๑๓๐ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑๓๒ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ ๑๓๔ จังหวัดขอนแก่น ๑๓๖ จังหวัดชัยภูมิ ๑๓๘ จังหวัดนครพนม ๑๔๐ จังหวัดนครราชสีมา ๑๔๒ จังหวัดบึงกาฬ ๑๔๔ จังหวัดบุรีรัมย์ ๑๔๖ จังหวัดมหาสารคาม ๑๔๘ จังหวัดมุกดาหาร ๑๕๐ จังหวัดยโสธร ๑๕๒ จังหวัดร้อยเอ็ด ๑๕๔ จังหวัดศรีสะเกษ ๑๕๖ จังหวัดสกลนคร ๑๕๘ จังหวัดสุรินทร์ ๑๖๐ จังหวัดหนองคาย ๑๖๒ จังหวัดหนองบัวลำ ภู ๑๖๔ จังหวัดอุดรธานี ๑๖๖ จังหวัดอุบลราชธานี ๑๖๘ จังหวัดอำ นาจเจริญ ๑๗๐ กิจกรรมการรณรงค์และส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยตามแนวพระดำ ริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภาคเหนือ จังหวัดกำแพงเพชร ๑๗๔ จังหวัดเชียงราย ๑๗๕ จังหวัดเชียงใหม่ ๑๗๖ จังหวัดตาก ๑๗๗ จังหวัดนครสวรรค์ ๑๗๘ จังหวัดน่าน ๑๗๙ จังหวัดพิจิตร ๑๘๐ จังหวัดพิษณุโลก ๑๘๑ จังหวัดเพชรบูรณ์ ๑๘๒ จังหวัดแพร่ ๑๘๓ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๑๘๔ จังหวัดลำ ปาง ๑๘๕ จังหวัดลำ พูน ๑๘๖ จังหวัดสุโขทัย ๑๘๗ จังหวัดอุตรดิตถ์ ๑๘๘ จังหวัดอุทัยธานี ๑๘๙ ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี ๑๙๐ จังหวัดจันทบุรี ๑๙๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา ๑๙๒ จังหวัดชลบุรี ๑๙๓ จังหวัดชัยนาท ๑๙๔ จังหวัดตราด ๑๙๕ จังหวัดนครนายก ๑๙๖ จังหวัดนครปฐม ๑๙๗ จังหวัดนนทบุรี ๑๙๘


25 จังหวัดปทุมธานี ๑๙๙ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ๒๐๐ จังหวัดปราจีนบุรี ๒๐๑ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒๐๒ จังหวัดเพชรบุรี ๒๐๓ จังหวัดราชบุรี ๒๐๔ จังหวัดลพบุรี ๒๐๕ จังหวัดสมุทรปราการ ๒๐๖ จังหวัดสมุทรสงคราม ๒๐๗ จังหวัดสมุทรสาคร ๒๐๘ จังหวัดสระแก้ว ๒๐๙ จังหวัดสระบุรี ๒๑๐ จังหวัดสิงห์บุรี ๒๑๑ จังหวัดสุพรรณบุรี ๒๑๒ จังหวัดอ่างทอง ๒๑๓ ภาคใต้ จังหวัดกระบี่ ๒๑๔ จังหวัดชุมพร ๒๑๕ จังหวัดตรัง ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช ๒๑๗ จังหวัดนราธิวาส ๒๑๘ จังหวัดปัตตานี ๒๑๙ จังหวัดพังงา ๒๒๐ จังหวัดพัทลุง ๒๒๑ จังหวัดภูเก็ต ๒๒๒ จังหวัดยะลา ๒๒๓ จังหวัดระนอง ๒๒๔ จังหวัดสงขลา ๒๒๕ จังหวัดสตูล ๒๒๖ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒๒๗ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ ๒๒๘ จังหวัดขอนแก่น ๒๒๙ จังหวัดชัยภูมิ ๒๓๐ จังหวัดนครพนม ๒๓๑ จังหวัดนครราชสีมา ๒๓๒ จังหวัดบึงกาฬ ๒๓๓ จังหวัดบุรีรัมย์ ๒๓๔ จังหวัดมหาสารคาม ๒๓๕ จังหวัดมุกดาหาร ๒๓๖ จังหวัดยโสธร ๒๓๗ จังหวัดร้อยเอ็ด ๒๓๘ จังหวัดศรีสะเกษ ๒๓๙ จังหวัดสกลนคร ๒๔๐ จังหวัดสุรินทร์ ๒๔๑ จังหวัดหนองคาย ๒๔๒ จังหวัดหนองบัวลำ ภู ๒๔๓ จังหวัดอุดรธานี ๒๔๔ จังหวัดอุบลราชธานี ๒๔๕ จังหวัดอำ นาจเจริญ ๒๔๖ คณะผู้จัดทำ ๒๔๗


26 นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำ แพงเพชร นางนวลจันทร์ แสงอุทัย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกำ แพงเพชร


27 ผ้าฝ้ายทอ “ลายศิลาล้อมเพชร” เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ในมุมมองที่นึกถึงกำ�แพงเพชร อัตลักษณ์ของจังหวัดกำ�แพงเพชร คือเมืองโบราณที่ไม่ได้ตาย และมีชีวิตมากว่า ๖๐๐ ปี (ผู้เขียนขอใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลชั้นปฐมภูมิคือ ข้อมูลจากจารึกเป็นสำ�คัญ มิใช่ข้อมูลอายุเมืองจากตำ�นาน นิทาน นิยาย แต่เป็นจารึกลานเงินในการขึ้นเสวยราชย์ของ พ่อพญาแสนสอยดาว ในปี พ.ศ. ๑๙๖๓) ผู้ออกแบบขอนำ�งานประติมากรรมในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ กำ�แพงเพชร มาเป็นแนวทางในการออกแบบเพื่อง่ายต่อการสร้างสรรค์ผลงาน อาทิ รูปเทวดา ประติมากรรมดินเผารูปร้อยรัก สกุลช่างกำ�แพงเพชร แผ่นลวดลายรูปกลีบบัวดินเผาประดับ โบราณสถานศิลปะอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๑) ช้างทรงเครื่องวัดช้างรอบลายประดับต่าง ๆ และลวดลายศิราภรณ์เทวรูปพระอิศวรและเทวสตรี และศิลาแลงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มาเป็น แรงบันดาลใจในการออกแบบ ในส่วนของการให้สี ผู้ออกแบบได้หยิบยกหรือเลือกใช้ชุดข้อมูล “ผ้าห่มคัมภีร์ ผ้าลายอย่างจากวัดคูยาง” จังหวัดกำ�แพงเพชร ก็ปรากฏว่าใช้ “ผ้าลายอย่างที่ใช้ ห่อคัมภีร์และมีอายุไม่ตํ่ากว่า ๒๐๐ ปี” หากศึกษาดี ๆ ผ้าลายอย่างยังเป็นที่นิยมตั้งแต่ราชสำ�นัก อยุธยาซึ่งเมืองกำ�แพงเพชรไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์และอิทธิพลกับอาณาจักรอยุธยาได้เลย รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ กลุ่มผ้ามัดหมี่ทอมือทอเทียนทอง โดยนางราตรี บัวหลวง ประธานกลุ่มผ้ามัดหมี่ทอมือทอเทียนทอง ที่อยู่ : ตำ�บลท่าพุทรา อำ�เภอคลองขลุง จังหวัดกำ�แพงเพชร โทร. ๐๘ ๙๕๖๔ ๒๑๓๔


28 นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย


29 ผ้าทอล้านนาเชียงแสน ลายไข่ปลา ลายกาแล ลายเสือย่อย และลายขอพันเสา เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าทอล้านนาลายเชียงแสน เป็นผ้าทอด้วยมือ โดยใช้กี่กระตุกในการทอ ใช้เส้นด้ายและ ไหมประดิษฐ์ในการทอ มีลวดลายดั้งเดิมของชาวเชียงแสน ซึ่งถอดแบบจากลายผ้าเชียงแสนโบราณ ที่ค้นพบในพื้นที่อำ�เภอเชียงแสน เป็นลายดั้งเดิมที่มีอยู่ด้วยกัน ๕ ลาย ประกอบด้วย ๑) ลายขอพันเสา ๒) ลายเสือย่อย ๓) ลายดอกมะลิ ๔) ลายกาแล และ ๕) ลายไข่ปลา ซึ่งมีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ลายผ้าทั้ง ๕ ลาย เรียบร้อยแล้ว ผ้าทอลายเชียงแสนจึงมีลักษณะที่โดดเด่น คือ มีการผสมผสาน ลายทั้ง ๕ ลายเข้าด้วยกัน จึงทำ�ให้ผ้าทอมีลวดลายที่สวยงาม รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองเชียงแสน (วัดพระธาตุผาเงา) บ้านสบคำ� เลขที่ ๒๗๖/๑ หมู่ที่ ๕ ตำ�บลเวียง อำ�เภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ๕๗๐๐๐ โทร. ๐๘ ๙๔๒๙ ๐๗๓๒, ๐๘ ๖๙๑๖ ๖๗๗๐, ๐๘ ๔๘๐๘ ๓๑๔๔


30 นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางดวงจิตต์ ปรัชญ์สกุล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงใหม่


31 ผ้าใยกัญชงปักเมี่ยน เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ การสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติลายหงส์ในโคม ซึ่งเป็นลายผ้าอัตลักษณ์ประจำ� จังหวัดเชียงใหม่ มีที่มาจากลายผ้าทอโบราณที่โดดเด่นและแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนหรือ คนเมืองในเชียงใหม่มาแต่อดีต ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือที่เรียบง่าย สวยงาม ดูดี และมีเอกลักษณ์ จังหวัดเชียงใหม่มีวัฒนธรรมการแต่งกายที่หลายหลาย มากด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บน พื้นที่สูง แต่ไม่ง่ายที่ใครจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเขาหลากหลายเผ่าถึงถิ่นฐานบนดอยสูง โดยเฉพาะการสวมใส่ผืนผ้าเพื่อเป็นเครื่องแต่งกายในการทำ�กิจกรรมต่าง ๆ ชุดเดรสใยกัญชงปักเมี่ยน เป็นการนำ�อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมการแต่งกาย ที่หลากหลายของชนเผ่าต่าง ๆ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ มาผสมผสานควบคู่กับ ผ้าใยกัญชงในเชิงวัฒนธรรม การปลูกต้นกัญชงเป็นประเพณีและวิถีชีวิตที่อยู่คู่กับชาวม้ง (แม้ว) ตั้งแต่เกิดจนสิ้นอายุขัย ชาวม้ง (แม้ว) มักนำ�เส้นใยกัญชงมาทอเป็นเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำ�วัน ด้วยเหตุนี้ชาวม้ง (แม้ว) จึงปลูกต้นกัญชงเพื่อนำ�เส้นใยมาใช้ประโยชน์เป็นประจำ�ทุก ๆ ปี นอกจากนี้ ผ้าทอใยกัญชง ยังเปรียบเสมือนทองคำ�ที่พ่อแม่มอบให้กับลูกสาวไว้ติดตัวไปตอนออกเรือน ซึ่งมีคุณสมบัติเด่น ที่เหนียวทนทาน ไม่อับชื้น ปราศจากเชื้อราและแบคทีเรีย ที่สำ�คัญคือป้องกันรังสียูวีโดยธรรมชาติ แถมยังทนความร้อนได้สูงถึง ๑๗๐ องศาเซลเซียส โดยไม่มีส่วนผสมของสารเคมีแต่อย่างใด สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำ�ผ้าปักไหมเส้นเดียวแบบกางเกงของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) มาตัดเย็บต่อเป็นผืน ร่วมกับผ้าฝ้ายใยกัญชงสีดำ� ออกแบบปลายแขนด้วยงานปักผ้าโพกศีรษะของชนเผ่าเมี่ยน (เย้า) เพื่อให้ร่วมสมัย สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาส ส่งเสริมการสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ คนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : ร้านบัวคำ�ผ้าไทย Facebook page : วิราชณีย์ เครือแก้ว ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) นางสาววิราชณีย์ เครือแก้ว ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๗๗/๓ หมู่ที่ ๔ ดอนตัน ตำ�บลเหมืองแก้ว อำ�เภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๘๐ โทร. ๐๘ ๔๖๗๗ ๑๑๔๓


32 นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นางวรรณฤดี กิจเจริญรุ่งโรจน์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดตาก


33 ผ้าฝ้ายทอมือ ลายดอกเสี้ยวดอกขาว เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ช่างทอผ้ามีแนวคิดจากการนำ�ดอกไม้พระราชทานประจำ�จังหวัด เป็น ส่วนดอก เส้นผ่านศูนย์กลาง ๗ - ๑๒ เซนติเมตร กลีบดอก ๕ กลีบ รูปไข่กลับ สีขาวหรือสีม่วง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกดอกตลอดปี มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบลวดลายลงบนผืนผ้า เทคนิคการทอผ้าแบบยกดอกหรือยกลาย แสดงถึงความอ่อนหวานผสมผสานความแข็งแกร่ง ในผืนป่า กลายมาเป็นผ้าอัตลักษณ์ประจำ�จังหวัด นำ�ไปสู่การสร้างความยั่งยืนทางมรดกวัฒนธรรม และภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ชื่อชุดที่สวมใส่ “หอมหวน ชวนรัก อัตลักษณ์จังหวัดตาก” ทางผู้ออกแบบตัดเย็บจึงหยิบ เอาแรงบันดาลใจดังกล่าวมาเล่าผ่านลวดลายและโทนสีของชุดที่มีเอกลักษณ์และกลิ่นอายของ ความเป็นไทย โทนสีที่ใช้จะเป็นการใช้สีม่วงประจำ�จังหวัดตาก เทคนิคและรายละเอียดงานตัดเย็บ มีดังนี้ ผู้เดินแบบ ชุด “ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก” ชุดสูทเชิ้ตแขนยาว เป็นการผสมผสานระหว่างงานผ้าทอ ลายดอกเสี้ยวกับผ้าพื้นทอสีม่วง ทำ�ให้ผู้สวมใส่ดูบุคลิกภาพแสดงถึงความเรียบง่าย ชุด “ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดตาก” ชุดเดรส เป็นการผสมผสานระหว่าง งานผ้าทอมือลายดอกเสี้ยวสีม่วง ตัดเย็บร่วมกับผ้าลายลูกไม้บุหงา และช่วงเอวใช้ผ้าชีฟองสีม่วงอ่อน เป็นระบายของกระโปรง แสดงถึงความอ่อนโยนแก่ผู้สวมใส่ ทั้ง ๒ ชุดนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ว่ามีผ้าทอเมืองตากสวย ๆ และมีลวดลายผ้าอีกมากมาย นำ�มาตัดเย็บในรูปแบบต่าง ๆ ในการสวมใส่ผ้าไทยได้อย่างสง่างามลงตัว และยังเป็นการอนุรักษ์ อัตลักษณ์ผ้าไทย สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ออกแบบโดย นางวรรณฤดี กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผู้ตัดเย็บ : นางผ่อง ทองมาลา โทร : ๐๘ ๖๙๓๒ ๓๙๔๖ ที่อยู่ : ๓๔๙ ถนนตากสิน ตำ�บลหนองหลวง อำ�เภอเมืองตาก จังหวัดตาก ๖๓๐๐๐


34 นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ทันตแพทย์หญิงศิริรัตน์ ศิริมาศ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครสวรรค์


35 ผ้าลายพาสาน เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ “ลายพาสาน” เป็น ลายผ้าประจำ�จังหวัด โดยมีความหมายลายผ้าที่เป็นองค์ประกอบ ดังนี้ - ลายขอ เป็นลายผ้าพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “S” หมายถึง ความจงรักภักดีที่ชาวไทยมีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ - ลายผักกูด คือพันธุ์พืชโบราณที่ขึ้นเฉพาะแถวหมู่บ้านจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ บริเวณคูเมือง โบราณสมัยทวารวดีที่มีอายุมากกว่า ๑,๐๐๐ ปี ผักกูดแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ สื่อความหมายถึง ความงดงามของธรรมชาติ เชื่อกันว่าลายผักกูดช่วยให้ผู้สวมใส่เกิดความสมดุลของธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย คือ ดิน นํ้า ลม ไฟ ย่อมหมายถึงร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง - ลายขิด เป็นวิธีการทำ�ลวดลายบนผืนผ้า พบได้ทั่วไปในประเทศไทย โดยใช้แต่งหน้าหมอน ย่าม ผ้าหลบ ผ้าเช็ด ตุง หัวซิ่น ตีนซิ่น ผ้าห่อคัมภีร์ และผ้าเบี่ยง “ผ้าขิด” เป็นผ้าที่ทอขึ้นและสร้างลวดลาย ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “ขิด” ที่มาจากคำ�ว่า “สะกิด” หมายถึงการงัดซ้อนขึ้น หรือสะกิดซ้อนขึ้นเพื่อ ทำ�ลวดลาย โดยกลุ่มทอผ้าบ้านโปร่งเขนง อำ�เภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ได้คิดค้น “ลายขิดไม้ลอด” เป็นลายเอกลักษณ์เฉพาะ โดยได้รับการสืบทอดภูมิปัญญาทอผ้าจากกลุ่มลาวครั่งในอำ�เภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี - ลายหมี่ตาประยุกต์ เป็นการนำ�อัตลักษณ์ของกลุ่มทอผ้าบ้านหัวถนนกลาง อำ�เภอท่าตะโก มาปรับใช้โดยนำ�เอกลักษณ์ลายผ้า คือ “ลายหมี่ตา” ลักษณะเด่น คือ ผ้าทอจะออกสีแดงชาด ซึ่งแสดงถึง ความเป็นลาวครั่งที่สืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้ามาจากวัฒนธรรมลาวครั่ง จังหวัดสุพรรณบุรี - ลายดอกเสลา เสลาเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน ปลูกเป็นสิริมงคล ประจำ�จังหวัดนครสวรรค์ ลักษณะเด่นมี ๖ กลีบ มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ตะเกรียบ ตะแบกขน เสลาใบใหญ่ อีกชื่อว่า อินทรชิต ชื่อยักษ์ในรามเกียรติ์ (เป็นโอรสของทศกัณฐ์กับนางมณโฑ แต่เดิมชื่อ รณพักตร์ ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น อินทรชิต เพราะไปรบกับพระอินทร์จนได้ชัยชนะ มีฤทธิ์เดชร้ายกาจ เนื่องจากได้พรจากพระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์) - ลายพลุ คือแนวคิดจากการจุดพลุเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน การเริ่มต้นสิ่งที่ดี เพื่อความเป็นสิริมงคล (ประเพณีตรุษจีน ตรงกับวันขึ้น ๑ คํ่า เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน เป็นประเพณี เกี่ยวกับการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีน) ลายทั้งหมดผสมผสานจนเป็น “ลายพาสาน” ชื่อเดียวกับสถาปัตยกรรมที่เป็นจุดนัดพบของ แม่นํ้าเจ้าพระยา (ปิง วัง ยม น่าน) ณ ต้นนํ้าเจ้าพระยา ที่หมายถึงการนำ�พาสายนํ้ามาผสมผสาน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ลายผ้าในท้องถิ่นมาผสมผสานกันจนเป็นเอกลักษณ์ ลายผ้าของนครสวรรค์ โดยจังหวัดนครสวรรค์ได้ประกาศให้เป็นลายผ้าประจำ�จังหวัดนครสวรรค์ ณ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ผู้ออกแบบลายผ้า คือ สาขาวิชาการออกแบบ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จากคณะทำ�งานฝ่ายผลิต ลวดลายผ้าทอ คณะกรรมการและคณะทำ�งานส่งเสริมผ้าถิ่นไทยในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผู้ตัดเย็บ คือ ร้านเอกตัดสูท เลขที่ ๕๕ จ.๔๓ ถนนดาวดึงส์ อำ�เภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ๖๐๐๐๐ โทร. ๐๘ ๑๘๘๘ ๙๘๘๔


36 นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางสุดารัตน์ แววบัณฑิต ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดน่าน


37 ผ้าอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ชุดท่านผู้ว่าราชการจังหวัด : งานดีไซน์ที่ดึงเอาอัตลักษณ์และกลิ่นอายของกลุ่มชาติพันธุ์ ม้ง เมี่ยน กะเหรี่ยง มาออกแบบผสมผสานตัดเป็นชุดสำ�เร็จรูป โดยใช้ผ้าฝ้ายตัดเป็นตัวเสื้อ หน้าสั้น หลังยาว ให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัย สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาส ชุดประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดน่าน : งานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกางเกง ของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งและเสื้อของกลุ่มชาติพันธุ์เมี่ยน ผสมผสานกันอย่างลงตัวและร่วมสมัย ซึ่งแบบ เสื้อผ้านี้สวมใส่กันมาตั้งแต่โบราณเป็นพันปี ใช้ผ้าปักและใยกัญชงซึ่งมีคุณสมบัติคือ ใส่แล้วไม่ร้อน ผ้าทิ้งตัว มีความพลิ้วและทันสมัย รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : บ้านไหมลายปัก ผู้ตัดเย็บ : คุณชนาภา แซ่โซ้ง ที่อยู่ ๑๕๕ หมู่ที่ ๑ ตำ�บลป่ากลาง อำ�เภอปัว จังหวัดน่าน โทร. ๐๘ ๑๗๙๐ ๒๓๔๐, ๐๙ ๑๕๕๒ ๔๑๖๖


38 นายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ดร.เพชรประทุมมาพร ทองอุ่นเกตุมณีศา รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิจิตร


39 โอฆะบุรี ศรีวิจิตร พิสมัย เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ การออกแบบชุดแต่งกายของนายชนก มากพันธ์ุ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร แบบชุดราชปะแตน โดยใช้ผ้าลายดอกบุนนาคสีเขียว ผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดพิจิตร จากกลุ่มผ้าทอ บ้านป่าแดง ตำ�บลหนองพยอม อำ�เภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร มาตัดเย็บเป็นเสื้อ ห่มทับด้วยสไบ ผ้าทอขาวม้าของจังหวัดพิจิตร และ ดร.เพชรประทุมมาพร ทองอุ่นเกตุมณีศา รองประธานแม่บ้าน มหาดไทยจังหวัดพิจิตร ออกแบบชุดโดยนำ�ผ้าลายดอกบุนนาคมาประยุกต์ผสมผสานกับผ้าขาวม้า จากกลุ่มทอผ้าบ้านป่าแดง ตำ�บลหนองพยอม อำ�เภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ให้มีความร่วมสมัย สวยงาม กับผ้าทอสีเขียว สีประจำ�จังหวัดพิจิตร มาใช้ในการตัดเย็บชุดแต่งกายเพิ่มความสวยงาม พร้อมถือกระเป๋าผักตบชวา ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป็นของ OTOP จังหวัดพิจิตร รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน สูทช่างหนุ่ม ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) นายทานินท์ รังสูงเนิน โทร. ๐๘ ๔๗๗๗ ๙๖๘๔ ที่อยู่ ๑๒๒ หมู่ที่ ๒ ตำ�บลโรงช้าง อำ�เภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร


40 นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นางชุลี อัศวพิชยนต์ รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิษณุโลก


41 ลายเส้นสายฝน เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าทอ ๔ ตะกอ ผิวไม่เรียบ เอกลักษณ์ของบ้านป่าแดง อำ�เภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร มีลายในเนื้อผ้า ผ้าหนานุ่ม สอดด้วยดิ้นเงิน โดยที่การทอแบบ ๔ ตะกอ มีการขึ้นลายหลายแบบ เส้นสายฝนสีนํ้าเงินสลับสีเงิน รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อกลุ่มทอผ้า : กลุ่มผ้าทอป่าแดง อำ�เภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. ๐๘ ๙๘๕๖ ๖๐๘๓ ชื่อ-สกุล (ผู้ตัดเย็บ) : นางสาวพรทิพย์ อัครผล โทร. ๐๘ ๐๑๙๒ ๔๕๖๔ ที่อยู่ ๖/๑๔๓ ซอยนวธานี ตำ�บลในเมือง อำ�เภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ๖๖๐๐๐


42 นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์


43 ผ้าขิดลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ผ้าไหมเทคนิคขิดโบราณ ย้อมสีด้วยมะเกลือหมักโคลน เส้นพุ่งไหมขาวแท้จากสีของไหม ธรรมชาติ ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ช่างผู้ทอ : กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษา ตำ�บลห้วยไร่ อำ�เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เทคนิคการทอ : ผ้าทอขิดเทคนิคโบราณ วัสดุ : ไหมแท้ สีย้อม : เส้นยืนย้อมด้วยมะเกลือหมักโคลน เส้นพุ่งไหมขาวแท้สีจากไหมธรรมชาติ สีของผ้า : ผ้าให้โทนสีเทาเงางาม โทนสีเทาอ่อนสลับเส้นสีเทาเข้ม ให้มิติการเหลือบสลับ ของสีกลมกลืนออกโทนเทาอ่อน ผ้าทอด้วยเทคนิคขิด ยกลวดลายนูนขึ้นเป็นมิติทำ�ให้ลาย มีความคมชัด และเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษา ที่ทอผ้าขิดด้วยเทคนิคโบราณ ทำ�ให้ลวดลายมีความคมชัดและมีการทอที่ละเอียด ประณีต ผืนผ้าสีเทาเข้มที่ย้อมด้วยมะเกลือ และเส้นพุ่งสร้างลวดลายด้วยสีขาวนวลของไหมขาว ซึ่งได้จากไหมขาวโดยธรรมชาติ ไม่ได้ผ่านการ ย้อมสี สีไหมขาวนวลสวยสะท้อนแสงให้ความเงางามทำ�ให้ตัวผ้ามีมิติสว่างลงตัว การออกแบบดีไซน์ : ทรงเสื้อเป็นทรงคอพระราชทาน แขนยาว ตัดเย็บด้วยผ้าขิดล้วน ทั้งตัว ให้ความลงตัวสวยทันสมัย สวมใส่แล้วดูสง่างาม ภูมิฐาน ร้านตัดเย็บ : ร้านสูทวิลเลี่ยม อำ�เภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษา ตำ�บลห้วยไร่ อำ�เภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. ๐๘ ๔๔๙๐ ๔๙๑๐ นายวีรพล วันเสน ประธานกลุ่มฯ ชื่อร้าน (ผู้ตัดเย็บ) : ร้านสูทวิลเลี่ยม ถนนในเมือง ตำ�บลในเมือง อำ�เภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. ๐๘ ๑๐๔๑ ๗๓๙๘


44 นายสมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นางวันทนา พ่วงบางโพ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดแพร่


45 ผ้าหม้อห้อม ผ้าทอลายดอกสัก เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ รายละเอียดการทอผ้า ลาย “ดอกสัก” เป็นลายอัตลักษณ์ประจำ�จังหวัดแพร่ เป็นการผูกลายผ้ามีลักษณะเป็น รูปดอกสักตามคำ�ขวัญของจังหวัด ในการทอผ้าตีนจกลายดังกล่าวประกอบด้วยกลีบดอก ๖ กลีบ และเกสร ๖ เกสร ซึ่งจะทอโดยช่างผู้มีความชำ�นาญที่มีการสืบสานมาจากบรรพชนซึ่งเป็น ชาติพันธุ์ไทยวนที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา ในการทอที่ยาวนานกว่าจะเต็มผืน โดยช่างทอจะใช้เทคนิคการขิด แกะล้วงเส้นฝ้ายขึ้นมาทีละเส้น ทีละจุด ให้เกิดลวดลายตามจินตนาการของผู้ทอ และมีการสอดแทรกเส้นฝ้ายที่มีสีสันงดงาม โดยใช้ ไม้แหลมหรือขนเม่นจกเส้นด้ายเส้นยืนยกขึ้น แล้วสอดกระสวยเส้นด้ายพุ่งทีละเส้นเข้าไปเป็นช่วง ๆ สีสันที่วิจิตรสวยงามที่ปรากฏบนผืนผ้าแสดงให้เห็นถึงความละเอียด ประณีตบรรจง ความตั้งใจ มุ่งมั่น จิตที่เป็นสมาธิ ความอ่อนโยนสุขุมเยือกเย็น เพื่อให้ได้ผ้าที่งดงามแก่ผู้สวมใส่ ประวัติความเป็นมา ลาย “ดอกสัก” เป็นการอ้างอิงจากลายผ้าตีนจกโบราณเมืองลอง จังหวัดแพร่ คือ “ลายผักแว่น” ซึ่งเป็นลายโบราณเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นลายตีนจกที่เรียกว่า ลายกุม (หมายถึง เทคนิคการจกหรือยกลายที่นำ�ลายลักษณะเดียวกันมาผูกรวมเป็นลายเต็มทั้งผืน) โดยนำ�ลักษณะการผูกลายแบบตีนจกลายผักแว่นมาประดิษฐ์เป็นลายดอกสัก ที่มีกลีบดอก ๖ กลีบ ๖ เกสร เลข ๖ ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์เป็นเลขมงคล เลข ๖ เป็นตัวแทนของดาวศุกร์ เกี่ยวข้องกับความสวยความงามและศิลปะ ตามความเชื่อของชาวจีน เลข ๖ เป็นตัวเลขแห่ง ความรํ่ารวยและความสำ�เร็จในธุรกิจ จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะช่วยให้ผ้าลายดอกสัก อัตลักษณ์ ประจำ�จังหวัดแพร่มีความเจริญรุ่งเรือง คำ�ว่า สัก พ้องเสียงกับคำ�ว่า ศักดิ์ หรือความมีศักดิ์มีศรี ความศักดิ์สิทธิ์ ล้วนเป็นคำ�ที่มีความหมายมงคล รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : ร้านอวิกาหม้อห้อมแฟชั่น ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) : นางชวัลณัฎฐ ถิ่นจอม โทร. ๐๙ ๑๐๗๒ ๐๒๔๘ ที่อยู่ ๕/๒ หมู่ที่ ๓ ตำ�บลเวียงทอง อำ�เภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ชื่อร้าน/กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ : ร้านแหวว ชื่อ - สกุล (ผู้ตัดเย็บ) : นายสำ�ราญ ศรอินทร์ โทร. ๐๘ ๒๐๓๔ ๓๑๓๕ ที่อยู่ ๙๒ ถนนคำ�ลือ ตำ�บลในเวียง อำ�เภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่


46 นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นางจิราภรณ์ โมสิกรัตน์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน


47 ลายดอกเอื้องแซะ ราชินีกล้วยไม้หอมแห่งเมืองสามหมอก เรื่องราวผ้าที่ใช้ในการเดินแบบ ลายเอื้องแซะ ราชินีกล้วยไม้แห่งเมืองสามหมอกได้รับแรงบันดาลใจจากชาติพันธุ์ ๑๓ กลุ่ม ภูมิประเทศ ที่งดงาม และดอกกล้วยไม้พันธุ์เอื้องแซะที่พบมากในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งในอดีตถือเป็นของสูง ของมงคล และเป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการที่เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนส่งถวายเจ้าเมืองเชียงใหม่ในสมัยโบราณ เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำ�เนิน ไปทรงตรวจเยี่ยมงานในโครงการพัฒนาตามพระราชดำ�ริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นมา มีพระราชเสาวนีย์ให้เพาะขยายพันธุ์เอื้องแซะหอมเพื่อคืนสู่ป่า และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกโดยวิธีธรรมชาติ เพื่อนำ�มาแปรรูปเป็นนาํ้หอม ดอกกล้วยไม้พันธุ์เอื้องแซะจึงมีความสำ�คัญทั้งในเชิงวัฒนธรรมประเพณีและเศรษฐกิจ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างมาก ดอกเอื้องแซะ สื่อถึงดอกกล้วยไม้ที่พบมากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในอดีตเป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการ ดวงดาว ๑๓ ดวง สื่อถึงจำ�นวนชาติพันธุ์ทั้งหมดในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและการร้อยดวงใจเป็น หนึ่งเดียวของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์และประชาชนทุกหมู่เหล่าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ คนไทยเชื้อสาย ไทยใหญ่ กะเหรี่ยงขาว กะเหรี่ยงแดง กะเหรี่ยงโปว กะเหรี่ยงคอยาว มูเซอแดง มูเซอดำ� ลีซูหรือลีซอ ลัวะ ม้ง จีนยูนานหรือจีนฮ่อ ปะโอ และพื้นเมือง เมฆหมอก สื่อถึงภูมิอากาศของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ปกคลุมด้วยสายหมอกทั้งสามฤดูอันเกิดจาก ความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ขุนเขา และป่าไม้เบญจพรรณ ภูเขา สื่อถึงลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่โอบล้อมด้วยป่าเขาลำ�เนาไพร สายธาร สื่อถึงลำ�นํ้าปายอันเป็นสายนํ้าหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตและทุกสรรพสิ่ง ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ที่มีความใสสะอาด ประดุจความมีนํ้าใจ ความชุ่มเย็นของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุดเดินแบบ จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งชาติพันธุ์ไทยใหญ่เป็นหนึ่งในชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ จำ�นวนมากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวไทยใหญ่จะมีอัตลักษณ์เฉพาะ ซึ่งผ้าไทยใหญ่ เป็นผ้าที่ได้รับอิทธิพลตามแฟชั่นของการใช้ผ้าทอนำ�เข้าทั้งจากพม่าและจากจีน สะท้อนถึงความเจริญทางการค้า ในพม่าที่ทำ�ให้มีสินค้าจากต่างประเทศเป็นจำ�นวนมากหลั่งไหลเข้ามา ผู้หญิงไทยใหญ่นิยมสวมเสื้อคอกลมเข้ารูป สาบหน้าป้ายข้างติดกระดุม ๕ เม็ด แขนยาวหรือแขนสามส่วน ตัดเย็บจากผ้าทอหรือผ้าโรงงานสีอ่อน ซึ่งผ้าที่ ใช้ในการสวมใส่ครั้งนี้เป็นผ้าไทยใหญ่ประยุกต์ลายอัตลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือลาย “ดอกเอื้องแซะ ราชินีกล้วยไม้หอมแห่งเมืองสามหมอก” เป็นลายผ้าอัตลักษณ์ประจำ�จังหวัดแม่ฮ่องสอน กระโปรง ทำ�มาจากผ้าทอกะเหรี่ยง ทอด้วยกี่เอวของชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ย้อมสี ธรรมชาติ และผ้าทอกี่เอวของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความเป็นเอกลักษณ์และเฉพาะตัว โดยจะมีการปักลูกเดือย ลายดอกไม้ป่าล้อมใยแมงมุม รวมถึงการปักลวดลายต่าง ๆ ด้วยเส้นด้ายลงบนผืนผ้าอีกด้วย เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน รายละเอียดผู้ออกแบบและตัดเย็บ ชื่อ-สกุล (ผู้ออกแบบ) นางจิราภรณ์ โมสิกรัตน์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อ-สกุล (ผู้ตัดเย็บ) คุณอังคณา มหายศ โทร. ๐๙ ๓๑๙๖ ๒๙๒๒ ที่อยู่ ๒๖๖ หมู่ที่ ๑๑ ตำ�บลปางหมู อำ�เภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อ-สกุล (ผู้ทอผ้า) กลุ่มงานปักผ้าฝ้าย โทร. ๐๘ ๖๙๒๔ ๘๙๑๙ ที่อยู่ ๘๒ หมู่ที่ ๒ ตำ�บลผาบ่อง อำ�เภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน


48 นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำ ปาง นางธิติพร จินดาหลวง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำ ปาง


Click to View FlipBook Version