The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

e-book วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 (เคมี)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wisarut Praserttamma, 2022-09-22 08:21:33

e-book วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 (เคมี)

e-book วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 (เคมี)

พันธะโคเวเลนต์

การอ่านชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์ กรณที ี่ 2 สารโคเวเลนต์ประกอบดว้ ยธาตุหลายชนดิ

อ่านชื่อสารประกอบของสารต่อไปน้ี การระบุจำนวนอะตอมของธาตุมีข้อยกเวน้ ดงั นี้
N2O, CO, SO2, PCl5 และ H2S 1. ไม่ต้องระบุจำนวนอะตอมของธาตุที่อยู่ด้านหน้า

การเรียกชื่อสารประกอบโคเวเลนต์ที่มีไฮโดรเจน ในกรณีท่ธี าตทุ อ่ี ยู่ด้านหน้ามีอยู่เพยี งอะตอมเดยี ว
เป็นองค์ประกอบ บางชนิดจะนิยมเรียกชื่อสามัญ 2. ไม่ต้องระบุจำนวนอะตอมของธาตุ ในกรณีที่ธาตุ
มากกว่า
ตัวอย่างเชน่ H2O เรียกวา่ น้ำ ทีอ่ ยู่ด้านหนา้ เปน็ ธาตไุ ฮโดรเจน ไม่วา่ จะมีกี่อะตอมกต็ าม
NH3 เรียกว่า แอมโมเนีย สารประกอบ N2O5
CH4 เรียกวา่ มเี ทน
HCl เรียกว่า กรดไฮโดรคลอริก อา่ นว่า ไดไนโตรเจนเพนตอกไซด์ (dinitrogen pentoxide)
สารประกอบ CCl4
เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ิตวิศรุต ประเสรฐิ ธรรมา
อา่ นวา่ คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (carbon tetrachloride)

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พีเ่ ล้ียง)

พันธะโคเวเลนต์ สารประกอบโคเวเลนต์เกิดจากการที่อะตอมมีการใช้อิเล็กตรอน
รว่ มกัน โดยอิเลก็ ตรอนครู่ ่วมพนั ธะจะเสมอื นว่าอยรู่ ะหว่างอะตอม 2 อะตอม
สภาพขวั้ ของโมเลกลุ โคเวเลนต์

พันธะไม่มีข้วั (non-polar bond) พันธะมขี ้ัว (polar bond)

อะตอมของธาตุชนิดเดียวกัน หรือมีความสามารถ อะตอมคนละชนิดกัน โดยที่อะตอมของธาตุหนึ่งมี
ในการดึงดูดอิเล็กตรอนเท่ากัน อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะก็ ความสามารถในการดึงดูดอิเล็กตรอนดีกว่า ทำให้อิเล็กตรอนคู่
จะอยู่บริเวณกึ่งกลางของอะตอมทั้งสอง ทำให้อะตอมทั้ง ร่วมพันธะไม่อยู่บริเวณกลางระหว่างอะตอมทั้งสอง แต่จะ
สองมีขัว้ ไฟฟา้ สมดุลกัน พนั ธะโคเวเลนต์จงึ ไม่มขี ว้ั เบี่ยงเบนไปทางด้านอะตอมที่สามารถดึงดูดอิเล็กตรอนได้ดีกว่า
ทำให้อะตอมทางด้านนี้มีประจุเป็นลบ (δ-) ส่วนด้านที่อยู่ห่าง
จากอิเลก็ ตรอนมีประจเุ ปน็ บวก (δ+)

พันธะโคเวเลนตไ์ ม่มขี ้ัว พนั ธะโคเวเลนตม์ ีข้ัว

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วศิ รุต ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

พันธะโคเวเลนต์ การพิจารณาสภาพขั้วของโมเลกุลจะต้องใช้ค่าอิเล็กโทรเน
กาติวติ ี (Electronegativity : EN) ของธาตุในการพิจารณา
สภาพขัว้ ของโมเลกุลโคเวเลนต์

คา่ อเิ ล็กโทรเนกาติวติ ี (Electronegativity : EN) แนวโนม้ ของค่า EN แนวโน้มตามหมู่
ค่าที่บอกให้ทราบถึงความสามารถในการ
ธาตุในหมู่เดียวกันมีแนวโน้มของค่า
ดึงดูดอิเล็กตรอนของธาตุในการสร้างพันธะเป็น EN ลดลงจากบนลงลา่ ง
สารประกอบ

เรยี งลำดับค่า EN ของธาตุตอ่ ไปน้ี แนวโน้มตามคาบ
ธาตุในคาบเดียวกันมีแนวโน้มของค่า
litLh3iium soN1d1aium pot1aK9ssium rubR3idb7ium caCe5ss5ium
6.94 22.99 39.10 85.47 EN เพม่ิ ข้นึ จากซ้ายไปขวา
132.91

เรียบเรียงโดย อ.นิสติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พ่ีเลยี้ ง)

พันธะโคเวเลนต์

สภาพขัว้ ของโมเลกลุ โคเวเลนต์ ขั้วของสารประกอบโคเวเลนต์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
คอื ข้วั ของพนั ธะและขว้ั ของโมเลกลุ

ขว้ั ของพนั ธะ พิจารณาธาตุ 2 ธาตุ ที่มกี ารใช้อิเลก็ ตรอน ถ้าโมเลกุลที่เกิดจากพันธะมีขั้ว และมีรูปร่าง
ร่วมกันว่ามีค่า EN เท่ากันหรือไม่ ถ้าเท่ากันก็จะไม่เกิด โมเลกลุ สมมาตร จะเปน็ โมเลกุลไมม่ ขี ้วั
ข้ัว แตห่ ากไมเ่ ท่ากนั ก็จะทำให้เกิดขัว้ ของพันธะ

ข้ัวของโมเลกุล พิจารณาภาพรวมของโมเลกลุ ถ้าโมเลกุลที่เกิดจากพันธะมีขั้ว และมีรูปร่าง
ว่าจะมีขั้วหรือไม่ บางครั้งอาจจะต้องพิจารณามุม โมเลกุลไม่สมมาตร จะเป็นโมเลกลุ มีข้วั
ที่สามารถหักล้างกันได้ทั้งที่มีพันธะมีขั้วจึงทำให้
เปน็ โมเลกุลไม่มีขั้วได้ และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พเ่ี ล้ยี ง)

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ติ วิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา

พันธะโคเวเลนต์ โมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์จะมีแรงยึด
เหนี่ยวกันระหว่างโมเลกุล ซึ่งจะมีผลต่อสมบัติต่าง ๆ
แรงยึดเหนยี่ วระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์ ของสาร เช่น จดุ เดือดจดุ หลอมเหลว เป็นต้น

แรงแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals force)

1) แรงลอนดอน (London force หรือ dispersion force) δ-eeee--e-- -eeee-ee-e----- δ+ δ-eeee--e-- -eeee-ee-e----- δ+
เกิดจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทำให้ความ
แรงลอนดอน
หนาแน่นของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสไม่สม่ำเสมอ จึงเกิด
สภาพขว้ั ออ่ น ๆ ในโมเลกุล การเกดิ แรงลอนดอน

แรงลอนดอนเป็นแรงยึดเหนี่ยวของโมเลกุลโคเวเลนต์
ที่ไม่มีขั้ว เนื่องจากแรงลอนดอนมคี ่าน้อยมาก จึงส่งผลให้มีจุด
หลอมเหลวและจดุ เดอื ดต่ำ

เรียบเรยี งโดย อ.นิสติ วิศรตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พเี่ ล้ยี ง)

พันธะโคเวเลนต์ โมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์จะมีแรงยึด
เหนี่ยวกันระหว่างโมเลกุล ซึ่งจะมีผลต่อสมบัติต่าง ๆ
แรงยดึ เหน่ยี วระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์ ของสาร เช่น จุดเดือดจุดหลอมเหลว เป็นต้น

แรงแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals force) δ+ δ- δ+ δ-
2) แรงขัว้ คู่ (dipole-dipole force) H Cl H Cl

เป็นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นกับสารประกอบที่เป็น แรงขว้ั คู,
โมเลกุลที่มีขั้ว เกิดขึ้นระหว่างขั้วบวก (δ+) ของ
โมเลกุลหนึ่งกับขั้วลบ (δ-) ของอีกโมเลกุลหนึ่ง เป็น โมเลกลุ ของ HCl เกิดแรงขั้วคู่
แรงดึงดูดที่มากกว่าแรงลอนดอน เนื่องจากเกิดสภาพ
ขว้ั ของท้ัง 2 โมเลกลุ

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ติ วิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

พันธะโคเวเลนต์ โมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์จะมีแรงยึด
เหนี่ยวกันระหว่างโมเลกุล ซึ่งจะมีผลต่อสมบัติต่าง ๆ
แรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ ของสาร เชน่ จดุ เดือดจุดหลอมเหลว เป็นต้น

พนั ธะไฮโดรเจน (hydrogen bond) δ-

เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลที่คล้ายกับแรง O O H
ขั้วคู่ แต่จะเกิดขึ้นในโมเลกุลของสารประกอบที่เกิดจาก δ+ δ+ H
อะตอมของไฮโดรเจนไปสร้างพันธะกับอะตอมที่มีขนาด
เล็กและมีค่า EN สูงมาก ได้แก่ ธาตุ F, O และ N HH
ตัวอยา่ งเช่น H2O, NH3, HF เป็นตน้
พันธะไฮโดรเจน O
พันธะไฮโดรเจนเกิดได้ทั้งภายในโมเลกุลและ พันธะโคเวเลนต3
ระหว่างโมเลกุล โมเลกุลที่สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนได้
จะมจี ดุ เดือดและจุดหลอมเหลวสูง HH

การเกดิ พันธะไฮโดรเจน

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ติ วิศรตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พี่เลี้ยง)

พันธะโคเวเลนต์

แรงยดึ เหนีย่ วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์ ตารางแสดงแรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งโมเลกุลหลกั
จุดเดอื ด และจดุ หลอมเหลวของสารบางชนดิ

สาร แรงยึดเหนี่ยวระหวา่ ง จุดเดือด (๐C) จุดหลอมเหลว (๐C)
โมเลกุลหลัก
-218.79 -183
O2 แรงลอนดอน -182 -161
CH4 แรงลอนดอน -114 -85
HCl แรงขั้วคู่ -86.80 -66.38
-78 -33
HBr แรงข้วั คู่ 0 100

NH3 พนั ธะไฮโดรเจน
H2O พนั ธะไฮโดรเจน

เรียบเรียงโดย อ.นสิ ิตวิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พี่เล้ยี ง)

พันธะโคเวเลนต์ สารโคเวเลนต์บางชนิดที่มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมาก โครงสร้าง
โมเลกุลขนาดใหญ่ เพราะเกาะกันแบบโครงผลึกร่างตาข่าย เรียกว่า “สารโครง
โครงผลึกร่างตาข่าย ผลกึ ร่างตาข่าย”

เพชร เปน็ อญั รูปหนึ่งของคารบ์ อนโดยคาร์บอน แกรไฟต์ เป็นผลกึ โคเวเลนต์อกี อญั รูปหน่งึ ของคารบ์ อน

แต่ละอะตอมใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนทั้งหมดในการสร้าง แต่มีโครงสร้างต่างจากเพชร คือ คาร์บอนแต่ละอะตอมจะสร้าง
พันธะ จึงทำให้เพชรไม่นำไฟฟ้า และการจัดอะตอม พันธะโคเวเลนต์ต่อกันเป็นวง วงละ 6 อะตอมในระนาบ
คล้ายตาข่ายโยงกันทั้ง 3 มิติ เป็นผลให้อะตอมของ เดยี วกัน ซงึ่ ทำให้แกรไฟต์สามารถนำไฟฟ้าได้
คารบ์ อนยึดกนั ไวแ้ นน่ เพชรจงึ มคี วามแขง็ สงู สุด

โครงสร้างของเพชร โครงสร้างของแกรไฟต์

เรยี บเรียงโดย อ.นิสติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

พันธะโคเวเลนต์ จดุ เดอื ดจุดหลอมเหลว
สารประกอบโคเวเลนต์ส่วนใหญ่มีจุดเดือดจุด
สมบัตขิ องสารประกอบโคเวเลนต์ หลอมเหลวต่ำ เนื่องจากมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
ทไ่ี มแ่ ขง็ แรง สามารถถูกทำลายได้งา่ ย
การนำไฟฟา้
สารประกอบโคเวเลนต์ส่วนใหญ่จะไม่นำ การละลาย
สารประกอบโคเวเลนต์ที่มีขั้วจะละลายใน
ไฟฟ้า ทั้งในสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สารประกอบโคเวเลนต์ที่มีขั้ว เช่น CH3OH ละลายใน
ยกเว้นในสารประกอบโคเวเลนต์ที่มีสภาพขั้วแรงมาก H2O
เช่น HCl, HBr, HI และ H2SO4 เป็นต้น เมื่อละลาย สารประกอบโคเวเลนต์ที่ไม่มีขั้วจะละลายใน
นำ้ แล้วสามารถนำไฟฟ้าได้ สารประกอบโคเวเลนตท์ ไ่ี ม่มขี ว้ั เช่น S8 ละลายใน C2S

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ิตวศิ รุต ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พเ่ี ล้ยี ง)

เรียบเรยี งโดย อ.นิสติ วศิ รุต ประเสรฐิ ธรรมา กรด เบส และเกลือ

ว31101 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วัน

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พ่เี ล้ียง)

กรด เบส และเกลือ

ระบุความเป็นกรด – เบสของผลติ ภัณฑ์ตอ่ ไปน้ีได้หรอื ไม่ ?

น้ำมะนาว นำ้ เกลอื

สบู่ ผงซักฟอก

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ิตวิศรตุ ประเสริฐธรรมา นำ้ ส้ม

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พ่ีเลยี้ ง)

กรด เบส และเกลือ กรดอินทรีย์ เป็นกรดที่มีหมู่คาร์บอกซิล
(-COOH) ในโมเลกุลของกรด ส่วนใหญ่พบใน
กรด (Acid) สิ่งมีชีวิต เช่น พืชและจุลินทรีย์ หรือได้จากการ
สงั เคราะห์ บางชนิดสามารถรับประทานได้
เป็นสารประกอบโคเวเลนต์ที่มีธาตุไฮโดรเจน (H)
เป็นองค์ประกอบหลักและอาจมีออกซิเจน (O) เป็น ตวั อย่างกรดอินทรยี ์
องคป์ ระกอบดว้ ย

เมื่อกรดละลายนำ้
กรดจะแตกตวั ใหไ้ ฮโดรเจนไอออน (H+)

สามารถแบง่ กรดออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท กรดแอซตี กิ กรดซติ ริก

กรดอนิ ทรยี ์ กรดอนนิ ทรยี ์ กรดอะมิโน กรดแอสคอร์บิก

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วิศรุต ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พีเ่ ลยี้ ง)

กรด เบส และเกลือ

กรด (Acid) กรดออกซี (Oxy acid) คือ กรดที่ประกอบด้วย
ธาตุไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) และอโลหะอื่น
กรดอนนิ ทรยี ์ เ ป ็ น ก ร ด ท ี ่ เก ิ ด จ า ก กา ร เช่น H2SO4 เรยี กวา่ กรดซัลฟวิ ริก
สังเคราะห์จากแร่ธาตุ เป็นกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง
หากรับประทานจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ HNO3 เรยี กว่า กรดไนตรกิ
ตวั อยา่ งกรดอนนิ ทรยี ์
สามารถแบ่งตามชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
ได้เปน็ 2 ประเภท

กรดไฮโดร (Hydro acid) คือ กรดที่ประกอบด้วย กรดไฮโดรคลอริก กรดไนตรกิ กรดบอริก
ไฮโดรเจนกับอโลหะอื่น
เชน่ HF เรยี กวา่ กรดไฮโดรฟลูออรกิ

HCl เรียกวา่ กรดไฮโดรคลอริก

เรียบเรียงโดย อ.นิสิตวิศรตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พ่ีเลยี้ ง)

กรด เบส และเกลือ ตวั อยา่ งเบส
แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์
เบส (Base)

เป็นสารประกอบที่เป็นตัวรับโปรตอน (H+)
โดยทั่วไปเกิดจากไอออนของโลหะกับไฮดรอกไซด์ไอออน
เชน่ NaOH Ba(OH)2 Ca(OH)2

เม่อื เบสละลายนำ้
เบสจะแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ไอออน

(OH-)

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา แอมโมเนยี มไฮดรอกไซด์ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พี่เลีย้ ง)

กรด เบส และเกลือ

เกลือ (Salt) เกลือทม่ี ีสมบตั ิเป็นกรด

เป็นสารประกอบท่เี กดิ จากปฏกิ ริ ิยาระหวา่ งกรดกบั เบส เป็นเกลอื ท่ีเกดิ จากปฏิกริ ิยาระหวา่ งกรดแก่กับเบสออ่ น
สมการการเกิดเกลอื
HCl(aq) + NH4OH(aq) NH4Cl(aq) + H2O(l)

กรด + เบส เกลือ + นำ้ เกลือท่มี สี มบตั ิเปน็ เบส

สมบัตทิ ่วั ไปของเกลอื เปน็ เกลอื ท่เี กดิ จากปฏิกิริยาระหว่างกรดออ่ นกับเบสแก่
CH3COOH(aq) + NaOH(aq) CH3COONa(aq) + H2O(l)
1) นำไฟฟา้ ได้
2) เมื่อละลายน้ำ อาจแสดงสมบัติเป็น เกลอื ท่ีมีสมบัติเปน็ กลาง
กรด เบส หรือเป็นกลางกไ็ ด้ เปน็ เกลือทเี่ กดิ จากปฏิกริ ยิ าระหว่างกรดแกก่ ับเบสแก่

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ิตวิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา HCl(aq) + NaOH(aq) NaCl(aq) + H2O(l)

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พี่เลีย้ ง)

สารอเิ ล็กโทรไลต์และนอนอเิ ล็กโทรไลต์

สารอเิ ล็กโทรไลต์ สารนอนอเิ ล็กโทรไลต์

คือ สารที่เมื่อละลายน้ำจะนำไฟฟ้าได้ คือ สารที่เมื่อละลายน้ำจะไม่นำไฟฟ้า เนื่องจาก
เนื่องจากมีไอออนเคลื่อนที่อยู่ในสารละลาย อาจ ตัวละลายไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออนในตัวทำละลาย
เป็นสารละลายกรด เบส หรือเกลอื ก็ได้ ได้ เช่น สารละลายน้ำตาลกลโู คส (C6H12O6) เปน็ ตน้

สารละลายอิเล็กโทรไลต์ สารละลายนอนอิเลก็ โทรไลต์
เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ิตวิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พเ่ี ลย้ี ง)

สารอเิ ล็กโทรไลต์ กรดแก่ คือ กรดที่สามารถแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน
(H+) ได้ทง้ั หมด เชน่ HBr, HI, HCl, HClO4, HNO3
สารอเิ ลก็ โทรไลต์ ตวั อยา่ งสมการการแตกตัว

สารอเิ ลก็ โทรไลต์แก่ HCl(aq) H+(aq) + Cl-(aq)
คือ สารอิเล็กโทรไลต์ที่สามารถแตกตัวเป็น
เบสแก่ คือ เบสที่สามารถแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์
ไอออนได้ทั้งหมด จึงสามารถนำไฟฟ้าได้ดีมาก ไอออน (OH-) ไดท้ ้ังหมด เช่น NaOH, Ca(OH)2
ได้แก่ เกลือท่ีละลายน้ำได้ กรดแก่ และเบสแก่ ตัวอย่างสมการการแตกตวั

NaOH(aq) Na+(aq) + OH-(aq)

เรียบเรยี งโดย อ.นิสติ วศิ รตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พีเ่ ลย้ี ง)

สารอเิ ล็กโทรไลต์ กรดอ่อน คือ กรดที่สามารถแตกตัวให้ไฮโดรเจน
ไอออน (H+) ได้เพียงบางสว่ น เชน่ HF, H2S, HCN
สารอเิ ล็กโทรไลต์ ตวั อย่างสมการการแตกตวั

สารอเิ ลก็ โทรไลต์ออ่ น CH3COOH(aq) + H2O(l) H3O+(aq) + CH3COO-(aq)
คือ สารอิเล็กโทรไลต์ที่แตกตัวให้ไอออนได้
เบสอ่อน คือ เบสที่สามารถแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์
น้อยหรือแตกตัวได้ไม่หมดในน้ำ จึงนำไฟฟ้าได้ ไอออน (OH-) ได้เพียงบางสว่ น เช่น NH3, Al(OH)3
นอ้ ย ไดแ้ ก่ กรดอ่อนและเบสออ่ น ตัวอย่างสมการการแตกตัว

เรียบเรยี งโดย อ.นิสิตวศิ รตุ ประเสรฐิ ธรรมา NH3(g) + H2O(l) NH4+(aq) + OH-(aq)

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

การละลาย

หลกั การละลาย หลักการ Like dissolves like

เกณฑ์การละลาย พิจารณาจาก ตัวละลาย ตัวทำละลาย
มีขั้ว ไม่มขี วั้

ในน้ำ 1 dm3 หรือ 1000 cm3 มีขั้ว ✓ ✗

ถ้าสารสามารถละลายได้ < 1 กรมั ไมม่ ขี วั้ ✗ ✓
“ถอื ว่า ไม่ละลาย”
ตัวอย่างเช่น เอทานอล (C2H5OH) ละลายในน้ำ
ถ้าสารสามารถละลายได้ 1 – 10 กรัม (H2O) แตไ่ ม่ละลายในเฮกเซน (C6H14)
“ถอื วา่ ละลายได้บ้าง” คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl4) ละลายในเบนซีน
(C6H6) แต่ไม่ละลายในน้ำ (H2O)
ถ้าสารสามารถลายได้ > 10 กรัม
“ถือวา่ ละลายไดด้ ี”

เรียบเรียงโดย อ.นสิ ิตวิศรตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พเ่ี ลย้ี ง)

ค่า pH pH เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรด – เบสของสารต่าง ๆ โดยทั่วไป
คา่ pH ทใี่ ชง้ านจะอยูใ่ นชว่ ง 1 – 14
คา่ pH ของสารละลาย

วิธกี ารทดสอบความเปน็ กรดเบส สารที่มีคา่ pH < 7 แสดงว่า สารชนดิ นัน้ มสี มบตั เิ ปน็ กรด
ทดสอบดว้ ยกระดาษลิตมัส สารที่มคี ่า pH > 7 แสดงวา่ สารชนดิ นั้นมสี มบัติเปน็ เบส
สารที่มีคา่ pH = 7 แสดงว่า สารชนิดนน้ั มีสมบตั ิเปน็ กลาง

สารละลายกรด หรอื สารละลายเบส หรือ สารละลายทเี่ ป็นกลาง หรอื สารละลายที่
สารละลายทม่ี ี pH < 7 สารละลายที่มี pH > 7 มี pH = 7 จะไมเ่ ปลีย่ นสีกระดาษลิตมสั
เรียบเรียงโดย อ.นสิ ิตวิศรุต ประเสริฐธรรมา
และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พเี่ ล้ยี ง)

ค่า pH ตารางแสดงตวั อยา่ งอินดเิ คเตอร์ และชว่ ง pH ของการเปล่ียนสี

คา่ pH ของสารละลาย อนิ ดเิ คเตอร์ pH ของชว่ งการ การเปล่ยี นสี
เปลีย่ นสี
วธิ ีการทดสอบความเปน็ กรดเบส เมทลิ เยลโลว์ 2.9 – 4.0 แดง - เหลอื ง
ทดสอบดว้ ยอนิ ดเิ คเตอร์ บรอมไทมอลบลู 3.0 – 4.6 เหลอื ง - มว่ ง
สารที่ใช้ทดสอบความเป็นกรด – เบส 3.0 – 5.0 ม่วง - แดง
คองโกเรด 3.1 – 4.4 แดง - เหลือง
ของสารละลาย ซึ่งเป็นสารประกอบที่ เมทิลออเรนจ์ 3.8 – 5.4 เหลอื ง - นำ้ เงนิ
สามารถเปลี่ยนสีได้ที่ pH เฉพาะตัว ซึ่งส่วน โบรโมคลีซอลกรนี 4.4 – 6.2 แดง - เหลอื ง
ใหญ่เป็นสารอินทรีย์ที่เป็นกรดอ่อนที่มีสูตร 8.3 – 10.0 ไมม่ สี ี - ชมพู
โครงสรา้ งซับซ้อน เมทิลเรด
ฟีนอลฟ์ ทาลีน
เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วศิ รตุ ประเสรฐิ ธรรมา
และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พเี่ ล้ยี ง)

ค่า pH สาร A สาร B สาร C
เมื่อสารทั้ง 3 ชนิด นำมาทดสอบด้วยเมทิลเรดได้ผล
ค่า pH ของสารละลาย ดงั ภาพ จงระบคุ ่า pH ของสาร A, B และ C

วิธกี ารทดสอบความเป็นกรดเบส
ทดสอบด้วยอินดิเคเตอร์

ตัวอย่างเชน่ เมทิลเรด (Methyl red)
มชี ่วง pH ของการเปลี่ยนสีอย่ทู ี่ 4.4 – 6.2

และการเปล่ยี นสี คอื แดง – เหลอื ง

เรยี บเรียงโดย อ.นิสติ วศิ รุต ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พเี่ ลี้ยง)

ค่า pH และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

ค่า pH ของสารละลาย

วธิ ีการทดสอบความเปน็ กรดเบส
ทดสอบด้วยอนิ ดิเคเตอร์
นอกจากอินดิเคเตอร์ที่ทำมาจาก

สารเคมีต่าง ๆ แล้ว เรายังสามารถสกัดสารที่
มสี จี ากพชื ธรรมชาติมาใช้เป็นอินดิเคเตอร์ได้

เรยี บเรยี งโดย อ.นิสติ วศิ รตุ ประเสรฐิ ธรรมา

กิจกรรมที่ 1 1 23

การทดสอบความเปน็ กรด – เบส และค่า pH

จดุ ประสงคข์ องการทดลอง 45 6

- เพื่อระบุความเป็นกรด – เบส และค่า pH ของ 7
สารละลายตวั อยา่ งโดยการทดสอบด้วยกระดาษลติ มัส

- เพื่อระบุความเป็นกรด – เบส และค่า pH ของ
สารละลายตวั อยา่ งโดยการทดสอบด้วยอนิ ดิเคเตอร์

1 Bromothymol blue 4 Methyl orange สารเคมที ใ่ี ช้ในการทดลอง

2 Methyl red 5 Phenolphthalein 7 สาร Unknow A, B และ C
3 Phenol red
6 Universal indicator
เรียบเรยี งโดย อ.นิสติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา
และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

กิจกรรมท่ี 1 วสั ดแุ ละอุปกรณท์ ่ีใช้ในการทดลอง

การทดสอบความเป็นกรด – เบส และค่า pH

16 7 1 บกี เกอร์ 6 กะหลำ่ ปลีมว่ ง
2 2 หลอดหยด 7 ดอกอัญชัน
3 แท่งแกว้ คนสาร 8 หลอดทดลอง
83 5 4 กระดาษลิตมสั 9 ทว่ี างหลอดทดลอง
9 4 5 กระจกนาฬกิ า

เรยี บเรียงโดย อ.นิสติ วศิ รุต ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พเี่ ลี้ยง)

กิจกรรมที่ 1 ตอนที่ 2

การทดสอบความเป็นกรด – เบส และค่า pH การทดสอบด้วยอนิ ดิเคเตอร์
ใช้หลอดหยดดูด
วิธที ำการทดลอง อินดเิ คเตอร์

ตอนท่ี 1 หยดอนิ ดิเคเตอรล์ งในสารทตี่ อ้ งการ
การทดสอบดว้ ยกระดาษลิตมัส ทดสอบประมาณ 2 – 3 หยด
ตอนท่ี 3

ใชแ้ ทง่ แกว้ คนสารจมุ่ ลงใน ใช้แทง่ แก้วคนสารแตะกระดาษ การทดสอบดว้ ยอนิ ดเิ คเตอรธ์ รรมชาติ
สารละลายทต่ี อ้ งการทดสอบ ลิตมสั และสังเกตการเปลย่ี นแปลง ใช้หลอดหยดดูดอินดิ
เคเตอรธ์ รรมชาติ

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ิตวศิ รุต ประเสรฐิ ธรรมา หยดอนิ ดิเคเตอรล์ งในสารทีต่ ้องการ
ทดสอบประมาณ 5 หยด

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่เี ล้ยี ง)

กิจกรรมท่ี 1

การทดสอบความเปน็ กรด – เบส และค่า pH

ตารางแสดงอินดิเคเตอร์ และช่วง pH ของการเปล่ยี นสี

อินดเิ คเตอร์ pH ของช่วงการ การเปล่ยี นสี
เปลยี่ นสี
เมทิลเยลโลว์ 2.9 – 4.0 แดง - เหลอื ง
เมทิลเยลโลว์ 3.0 – 4.6 เหลอื ง - ม่วง
คองโกเรด 3.0 – 5.0 มว่ ง - แดง
เมทิลออเรนจ์ 3.1 – 4.4 แดง - เหลือง
โบรโมคลีซอลกรีน 3.8 – 5.4 เหลือง - น้ำเงนิ

เรียบเรียงโดย อ.นสิ ิตวิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พี่เล้ยี ง)

O สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
C
ว31101 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1
HN ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

เรียบเรยี งโดย อ.นิสิตวิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ปทมุ วัน

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พี่เล้ียง)

จากภาพเป็นมื้ออาหารบนโต๊ะของร้านอาหาร นักเรียนสามารถ
ตอบได้หรอื ไมว่ า่ จากภาพประกอบด้วยสารอะไรบา้ ง

เรยี บเรียงโดย อ.นิสิตวศิ รตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่เี ลี้ยง)

ไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน แอลเคน (Alkane) สูตรทวั่ ไป CnH2n+2
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ซึ่ง
สารประกอบอินทรีย์ที่มีเฉพาะธาตุคาร์บอน
และธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ ในธรรมชาติจะ พันธะระหว่างคาร์บอนยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะเดี่ยว
พบสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเกดิ ในแหล่งต่าง ๆ (C−C)
ตวั อยา่ งเช่น
การเรยี กชื่อแอลเคน ระบบ IUPAC
ถา่ นหนิ ปิโตรเลยี ม เรียกชื่อแอลเคนตามจำนวนอะตอมของ

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วิศรตุ ประเสริฐธรรมา คาร์บอนโดยใช้จำนวนนับในภาษากรีกระบุจำนวน
อะตอมของคาร์บอน แล้วลงท้ายเสียงด้วย เอน
(-ane)

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พ่เี ลยี้ ง)

ไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ให้นักเรยี นอา่ นชอ่ื แอลเคนจากสูตรที่กำหนดใหต้ อ่ ไปนี้
C2H6 C3H8 C4H10 C5H12
จำนวนนับในภาษากรกี

จำนวนนับ ภาษากรีก จำนวนนับ ภาษากรกี การเขยี นสูตรโครงสรา้ งของแอลเคน
เฮกซ (hex-) ตัวอย่างเชน่ C3H8 โพรเพน
1 มที หรือ เมท (meth-) 6

2 อที หรือ เอท (eth-) 7 เฮปท (hept-)

3 โพรพ (prop-) 8 ออกท (oct-) หรือ
4 บวิ ท (but-) 9 โนน (non-)
5 เพนท (pent-) 10 เดกค (dec-) และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พี่เลี้ยง)

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วศิ รตุ ประเสรฐิ ธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน 3. การละลาย เป็นโมเลกุลไมม่ ีขว้ั
ละลายได้ในตัวทำละลายไม่มีขั้ว และไม่
สมบัตทิ างกายภาพของแอลเคน
ละลายในตัวทำละลายมีข้ัว
1. สถานะ มีทง้ั 3 สถานะ ดังน้ี 4. ความหนาแน่น
จำนวนคาร์บอน 1 – 4 จะมสี ถานะเป็นแก๊ส (g) มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ซึ่งความ
จำนวนคารบ์ อน 5 – 17 จะมีสถานะเป็นของเหลว (l)
จำนวนคาร์บอนต้งั แต่ 17 ขึ้นไป จะมีสถานะเป็นของแขง็ (s) หนาแน่นจะมีค่าสงู ข้ึน เม่อื มวลโมเลกลุ เพิ่มข้ึน

2. การนำไฟฟา้ ไมน่ ำไฟฟ้าในทุกสถานะ 5. จดุ หลอมเหลวและจุดเดือด
จุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำ แต่จะมี

ค่าสูงขนึ้ เมอ่ื มมี วลโมเลกุลเพม่ิ ขึ้น

เรยี บเรยี งโดย อ.นสิ ติ วิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พ่เี ลย้ี ง)

ไฮโดรคารบ์ อน การเรยี กช่ือไซโคลแอลเคน
เหมือนกับการเรียกชื่อแอลเคน แต่
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน นำหนา้ ด้วยคำว่าไซโคล (cyclo)
ให้นักเรียนอ่านชื่อไซโคลแอลเคนจาก
ไซโคลแอลเคน (Cycloalkane) สูตรโครงสรา้ งทก่ี ำหนดให้ตอ่ ไปน้ี
แอลเคนที่มีโครงสร้างแบบวง เรียกว่า ไซโคล
(C3H6) (C4H8) (C5H10) (C6H12)
แ อ ล เ ค น ( cycloalkane) โ ด ย ไซ โ ค ล แ อ ล เ ค น
ประกอบด้วยคาร์บอนตั้งแต่ 3 อะตอมขึ้นไป สร้าง และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่ีเล้ยี ง)
พันธะเดยี่ วตอ่ กนั เปน็ วงรูปเหล่ยี มต่าง ๆ

สมบัติของไซโคลแอลเคนจะมีแนวโน้มคล้ายคลึง
กับแอลเคน

สตู รท่ัวไป CnH2n

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วิศรุต ประเสรฐิ ธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน ใหน้ กั เรยี นอ่านชือ่ แอลคีนจากสตู รทีก่ ำหนดใหต้ อ่ ไปนี้
C2H4 C3H6 C4H8 C5H10
สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
การเขยี นสูตรโครงสร้างของแอลคนี
แอลคีน (Alkene) สตู รท่วั ไป CnH2n ตวั อยา่ งเชน่ C3H8 โพรพนี
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว
หรอื
ภายในโมเลกุลจะมีพันธะคู่ (C=C) ระหว่างอะตอม
ของคารบ์ อนอย่างนอ้ ย 1 พนั ธะ และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พี่เลีย้ ง)

การเรียกชอื่ แอลคนี ระบบ IUPAC
เรียกชื่อตามจำนวนอะตอมของคาร์บอน

โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการเรียกชื่อแอลเคน แต่
ลงทา้ ยเสียงเป็น อีน (-ene)

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วศิ รตุ ประเสริฐธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน 3. การละลาย เป็นโมเลกุลไมม่ ีขวั้
ละลายได้ในตัวทำละลายไม่มีขั้ว และไม่
สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
ละลายในตัวทำละลายมีข้วั
สมบัติทางกายภาพของแอลคีน
4. ความหนาแนน่
1. สถานะ มีทง้ั 3 สถานะ ดังน้ี มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ซึ่งความ
จำนวนคารบ์ อน 2 – 4 จะมีสถานะเปน็ แก๊ส (g)
จำนวนคาร์บอน 5 – 8 จะมสี ถานะเป็นของเหลว (l) หนาแนน่ จะมคี ่าสูงขนึ้ เม่ือมวลโมเลกลุ เพิ่มขึน้
จำนวนคารบ์ อนตั้งแต่ 8 ขึ้นไป จะมสี ถานะเปน็ ของแข็ง (s)
5. จดุ หลอมเหลวและจดุ เดือด
2. การนำไฟฟา้ ไมน่ ำไฟฟ้าในทกุ สถานะ จุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำ แต่

จะมคี า่ สงู ขึ้นเม่อื มมี วลโมเลกลุ เพม่ิ ข้ึน

เรียบเรยี งโดย อ.นิสิตวิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พีเ่ ล้ยี ง)

ไฮโดรคารบ์ อน การเรียกชือ่ ไซโคลแอลคนี
เหมือนกับการเรียกชื่อแอลคีน แต่นำหน้า
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ดว้ ยคำว่าไซโคล (cyclo)
ให้นักเรียนอ่านชื่อไซโคลแอลคีนจากสูตร
ไซโคลแอลคนี (Cycloalkene) โครงสร้างท่กี ำหนดให้ตอ่ ไปนี้
แอลคีนที่มีโครงสร้างเป็นวง เรียกว่า ไซโคล
และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่ีเล้ยี ง)
แอลคีน (cycloalkene) โดยไซโคลแอลคีนที่มี
พันธะคู่ 1 พันธะ จะมีจำนวนอะตอมของไฮโดรเจน
น้อยกว่าแอลคีนที่มีจำนวนคาร์บอนเท่ากันอยู่ 2
อะตอม

สมบัติทางกายภาพของไซโคลแอลคีนจะมี
แนวโน้มคล้ายคลึงกบั แอลคนี

สูตรทัว่ ไป CnH2n-2

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ิตวิศรุต ประเสริฐธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน ใหน้ ักเรียนอา่ นชอื่ แอลไคนจ์ ากสตู รท่กี ำหนดให้ต่อไปน้ี
C2H2 C3H4 C4H6 C5H8
สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน
การเขียนสตู รโครงสรา้ งของแอลไคน์
แอลไคน์ (Alkyne) มีสูตรทวั่ ไปเปน็ CnH2n-2 ตวั อย่างเช่น C3H4 โพรไพน์
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว
หรือ
ภายในโมเลกุลจะมีพันธะสาม (C≡C) ระหว่าง
อะตอมของคารบ์ อนอย่างน้อย 1 พันธะ และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พีเ่ ล้ยี ง)

การเรยี กช่อื แอลไคน์ ระบบ IUPAC
เรียกชื่อตามจำนวนอะตอมของคาร์บอน

โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการเรียกชื่อแอลเคนและ
แอลไคน์ แตล่ งทา้ ยเสียงเปน็ ไอน์ (-yne)

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ิตวศิ รตุ ประเสริฐธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน ไซโคลแอลไคน์ (Cycloalkyne)
แอลไคน์ที่เป็นวง เรียกว่า ไซโคลแอล
สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ไคน์ (cycloalkyne) สมบัติทางกายภาพของ
ไซโคลแอลไคนจ์ ะคล้ายคลงึ กับแอลไคน์
สมบตั ิทางกายภาพของแอลไคน์
การเรียกชื่อไซโคลแอลไคน์
1. การละลาย ละลายได้ในตัวทำละลายไม่มีขั้ว เหมือนกับการเรียกชื่อแอลไคน์ แต่
และไมล่ ะลายในตวั ทำละลายมขี วั้ นำหน้าดว้ ยคำวา่ ไซโคล (cyclo)
2. ความหนาแนน่ มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ซึ่ง
ความหนาแน่นจะมคี า่ สงู ขน้ึ เมอ่ื มวลโมเลกุลเพม่ิ ขนึ้ ไซโคลออกไทน์
3. จุดหลอมเหลวและจดุ เดือด จุ ด ห ลอ ม เห ลว
และจุดเดือดต่ำ แต่จะมีค่าสูงขึ้นเมื่อมีมวลโมเลกุล และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมีมารีย์ (อ.พเ่ี ลย้ี ง)
เพ่มิ ข้นึ

เรียบเรยี งโดย อ.นสิ ติ วศิ รตุ ประเสริฐธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน ตัวอย่างของอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน เบนซนี โทลอู ีน

อะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน ฟีนอล คลอโรเบนซนี
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวที่มี
และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พี่เล้ยี ง)
เบนซนี เปน็ องคป์ ระกอบ หรือเปน็ อนุพนั ธข์ องเบนซนี
โมเลกุลของอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่เสีย

ไฮโดรเจนตั้งแต่ 1 อะตอมขึ้นไป เรียกว่า หมู่แอริล
(Aryl group) ซงึ่ เขียนแทนดว้ ยสัญลกั ษณ์ Ar-

เรียบเรียงโดย อ.นิสติ วิศรุต ประเสรฐิ ธรรมา

ไฮโดรคารบ์ อน สมบัติของอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน 1. ลกั ษณะท่วั ไป
เป็นของเหลวใส ไม่มีสีจนถึงสีเหลือง
เบนซีน (Benzene)
โมเลกุลของเบนซีนประกอบด้วยคาร์บอน อ่อน ๆ และมีกลิ่นเฉพาะตวั
2. การละลาย
6 อะตอมต่อกันเป็นวง โดยคาร์บอนทุกอะตอมอยู่
ในระนาบเดียวกัน และต่อกับไฮโดรเจนอีก 1 ละลายได้ในตัวทำละลายไม่มีขั้ว และ
อะตอม สูตรโมเลกุลของเบนซีน คอื C6H6 ไม่ละลายในตัวทำละลายมขี ว้ั
สูตรโครงสร้างของเบนซีน 3. จุดหลอมเหลวและจุดเดอื ด

หรือ จุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำกว่าสาร
อน่ื ที่มมี วลโมเลกลุ ใกลเ้ คียงกนั
เรยี บเรียงโดย อ.นิสติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา
และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พ่เี ลี้ยง)

ไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ตารางสรปุ สมบตั ิของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

สมบตั ิ แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ อะโรมาตกิ
สูตรทัว่ ไป CnH2n+2 CnH2n CnH2n-2 -
ขว้ั ของโมเลกลุ ไม่มี ไม่มี ไมม่ ี
ไมม่ ี ละลายในตัวทำ ละลายในตัวทำ
การละลาย ละลายในตวั ทำ ละลายไมม่ ขี วั้ ละลายไมม่ ีขวั้ ละลายในตัวทำ
ละลายไม่มีขั้ว ละลายไมม่ ีข้ัว
แรงยดึ เหนย่ี วระหวา่ ง แรงลอนดอน แรงลอนดอน
โมเลกลุ แรงลอนดอน แรงลอนดอน
ตำ่ ท่ีสดุ สงู
จดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลว ต่ำ มีเขมา่ มเี ขมา่ มาก สงู ท่สี ุด
การเกดิ เขมา่ ไมเ่ กิดเขม่า มีเขม่ามาก

เรียบเรียงโดย อ.นิสติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พี่เล้ยี ง)

ไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบอินทรีย์ ตารางแสดงประเภทของสารประกอบอนิ ทรีย์และหมู่ฟงั ก์ชัน

สารประกอบอินทรยี ์ หม่ฟู ังกช์ นั สตู รทั่วไป สตู รโมเลกลุ
แอลกอฮอล์ −OH R−OH CnH2n+2O
(Alcohol)
อีเทอร์ −O− R−O−R’ CnH2n+2O
(Ether)
แอลดไี ฮด์ CnH2nO
(Aldehyde)
คีโตน CnH2nO
(Ketone)

เรยี บเรียงโดย อ.นสิ ติ วิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พี่เล้ยี ง)

ไฮโดรคารบ์ อน

สารประกอบอนิ ทรีย์ ตารางแสดงประเภทของสารประกอบอินทรียแ์ ละหมูฟ่ งั กช์ นั

สารประกอบอินทรีย์ หม่ฟู งั กช์ นั สตู รทัว่ ไป สตู รโมเลกุล
กรดคาร์บอกซลิ กิ CnH2nO2
(Carboxylic acid)
CnH2nO2
เอสเทอร์
(Ester) −NH2 R−NH2 CnH2n+3N
เอมนี
(Amine) CnH2n+1NO
เอไมด์
(Amide)

เรียบเรียงโดย อ.นิสิตวิศรุต ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มีมารีย์ (อ.พี่เล้ยี ง)

เรียบเรียงโดย อ.นิสติ วศิ รุต ประเสริฐธรรมา พอลิเมอร์

ว31101 วิทยาศาสตร์กายภาพ 1
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พี่เลีย้ ง)

พอลเิ มอร์ (Polymer) ประเภทของพอลิเมอร์ ขึ้นกับใช้ลกั ษณะใดเป็นเกณฑ์

พอลิเมอร์ (Polymer) คือ สารประกอบที่มี พิจารณาตามแหล่งกำเหนิด
โมเลกุลขนาดใหญ่ มีมวลโมเลกุลมาก ประกอบด้วย พอลิเมอร์ธรรมชาติ เป็นพอลเิ มอรท์ เ่ี กดิ ขน้ึ เอง
มอนอเมอร์หลาย ๆ หน่วยมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะ ตามธรรมชาติ พบได้ในสงิ่ มีชวี ติ ทกุ ชนิด
โคเวเลนต์ ตัวอยา่ งเชน่ แปง้ เซลลูโลส
และไกลโคเจน เป็นต้น
มอนอเมอร์ (Monomer)
พอลิเมอร์สังเคราะห์ เป็นพอลิเมอร์ที่เกิดจาก
พอลิเมอร์ (Polymer) การสังเคราะหข์ นึ้
ตวั อย่างเชน่ พลาสตกิ ไนลอน
เรยี บเรียงโดย อ.นิสติ วิศรตุ ประเสรฐิ ธรรมา ดาครอน และลไู ซต์ เป็นตน้

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พ่ีเล้ยี ง)

พอลเิ มอร์ (Polymer) โครงสร้างของพอลเิ มอร์ แบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ

พิจารณาตามมอนอเมอร์ 1) พอลิเมอรแ์ บบโซต่ รง (Linear polymer)
1. ฮอมอพอลิเมอร์ (Homopolymer) พอลิเมอร์ที่ - มอนอเมอร์สร้างพันธะตอ่ กันเป็นสายยาว
ประกอบด้วยมอนอเมอร์ชนดิ เดยี วกนั ท้งั หมด - โครงสร้างเรยี งชดิ กัน
- ความหนาแน่นและจุดหลอมเหลวสงู
2. พอลิเมอร์ร่วม (Copolymer) พอลิเมอร์ท่ี
ประกอบด้วยมอนอเมอร์ตา่ งชนิดกัน 2) พอลเิ มอรแ์ บบก่งิ (Branched polymer)
- มอนอเมอร์ท่ยี ึดกนั แตกกิ่งก้านสาขา
เรียบเรยี งโดย อ.นิสิตวศิ รตุ ประเสริฐธรรมา - โครงสรา้ งเรยี งชิดกนั ไดม้ าก
- ความหนาแนน่ และจดุ หลอมเหลวตำ่

3) พอลเิ มอรแ์ บบร่างแห (Network polymer)
- มอนอเมอร์ตอ่ เชือ่ มกนั เปน็ ร่างแห
- ถา้ มพี ันธะทเ่ี ช่อื มระหวา่ งสายโซอ่ ยู่น้อย
กจ็ ะยืดหยุ่นไดม้ าก แต่หากมมี ากกจ็ ะแขง็

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พเ่ี ลี้ยง)

พอลเิ มอร์ (Polymer) ปฏกิ ิริยาการเกิดพอลเิ มอร์แบบเติม
เกิดจากโมเลกุลของมอนอเมอรท์ ี่มพี ันธะคู่
การสังเคราะหพ์ อลเิ มอร์ มาทำปฏิกิริยาต่อกัน ได้ผลิตภัณฑ์เป็นพอลิเมอร์
เกิดขึ้นโดยการนำสารไฮโดรคาร์บอนไปทำ โดยไมม่ สี ารโมเลกลุ เลก็ เกิดขนึ้

ปฏิกิริยาเคมีในสภาวะที่เหมาะสม ทำให้เกิดการเชื่อม ปฏกิ ริ ิยาการเกดิ พอลเิ มอร์แบบควบแนน่
ต่อไปเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ และเรียกปฏิกิริยานี้ว่า เกิดจากมอนอเมอร์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน
ปฏิกิริยาการเกดิ พอลเิ มอร์ (Polymerization)
มากกว่า 1 หมู่ มาทำปฏิกิริยากันเกิดเป็นพอลิเมอร์
++ และมีสารโมเลกุลเล็กเป็นผลพลอยได้

เรยี บเรียงโดย อ.นิสิตวศิ รตุ ประเสรฐิ ธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พ่เี ลย้ี ง)

พอลเิ มอร์ (Polymer) ประเภทของพลาสติก

ผลิตภัณฑ์จากพอลเิ มอร์ 1. เทอร์มอพลาสติก (Thermoplastics)
พลาสติก สารที่สามารถทำให้เป็นรูปต่าง ๆ
เมื่อได้รับความร้อนจะ
ได้ด้วยความร้อน พลาสติกเป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ท่ี อ่อนตัว เมื่อเย็นตัวลงจะ
มีโมเลกุลขนาดใหญ่ และมมี วลโมเลกลุ มาก แข็งตัว โดยสมบัติของพลาสติก
สมบัติของพลาสตกิ ยัง เหมอื นเดมิ สามารถนำไป
หลอมเหลวเพ่อื นำกลบั มาใช้ใหมไ่ ด้
- มีความเสถยี รมากในธรรมชาติ สลายตวั ยาก มนี ้ำหนกั เบา
- เปน็ ฉนวนความร้อนและฉนวนไฟฟา้ 2. พลาสตกิ เทอรม์ อเซต (Thermoset plastic)
- ส่วนมากอ่อนตัวและหลอมเหลวเม่อื ไดร้ ับความรอ้ น
คงรูปหลังการผ่านความ
เรยี บเรยี งโดย อ.นสิ ติ วิศรุต ประเสริฐธรรมา ร้อน เมื่อเย็นลงจะแข็งมากไม่
อ่อนตัว แต่ถ้าอุณหภูมิสูงก็จะ
แตก และไหมเ้ ป็นขีเ้ ถา้ สดี ำ
ไมส่ ามารถนำมาหลอมเหลวได้

และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รศั มมี ารีย์ (อ.พเี่ ล้ยี ง)

พอลเิ มอร์ (Polymer) ตารางแสดงตวั อยา่ งสมบตั บิ างประการของพลาสตกิ บางชนดิ

ชนิดของพลาสติก ประเภทของ สมบตั บิ างประการ ตัวอย่างการนำไปใช้
พลาสติก ประโยชน์
สภาพการไหม้ไฟ ข้อสงั เกตอน่ื

พอลิยเู รีย พลาสติก ติดไฟยาก เปลวสีเหลืองอ่อน แตกร้าว จมน้ำ เต้าเสียบไฟฟ้า วัสดุเชิง
ฟอร์มาลดีไฮด์ เทอร์มอเซต ขอบฟ้าแกมเขียว กลิ่นคล้าย วศิ วกรรม
แอมโมเนยี

อพี อกซี พลาสตกิ ติดไฟง่าย เปลวสีเหลือง ไม่ละลายในสารประกอบ กาว สี สารเคลือบ
เทอร์มอเซต ควันดำ กลน่ิ คล้ายขา้ วคว่ั ไฮโดรคารบ์ อนและน้ำ ผิวหนา้ วัตถุ
เทอร์มอพลาสตกิ
ติดไฟยาก เปลวไฟสีเหลือง อ่อนตวั ยืดหยุ่น เสน้ ใยผ้า
ควนั ดำ กลน่ิ ฉนุ
พอลิเอสเทอร์
พลาสตกิ ติดไฟยาก เปลวไฟสีเหลือง เปราะ แขง็ หรอื เหนียว ตัวถังรถยนต์ ตัวถังเรือ
เทอร์มอเซต ควนั ดำ กลน่ิ ฉุน ใช้บภุ ายในเคร่ืองบิน

เรยี บเรียงโดย อ.นิสิตวิศรตุ ประเสริฐธรรมา และ ผศ.ดร.คณาภรณ์ รัศมมี ารีย์ (อ.พ่ีเล้ยี ง)


Click to View FlipBook Version