The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เถาวัลย์และกาฝาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by poppy5530, 2023-03-27 02:32:09

กาฝาก

เถาวัลย์และกาฝาก

รายงานโครงงานวิชาชีพภูมิทัศน์ เรื่องโครงงาน เถาวัลย์และกาฝากภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ ต้นนางพญาเสือโคร่ง ดอยอ่างขาง อำ เภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กิโลเมตรที่ 20-25 โดย นางสาวพิมพ์ประภา อินต๊ะ รหัสนักศึกษา 6219101313 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย สาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปีการศึกษา 2565


อนุมัติโครงงาน ชื่อโครงงาน ชื่อผู้เขียน สาขาวิชา คณะ มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ลงนาม.................................................................... ก เถาวัลย์และกาฝากภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ ต้นนางพญาเสือโคร่ง ดอยอ่างขาง อำ เภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กิโลเมตรที่ 20-25 นางสาวพิมพ์ประภา อินต๊ะ เทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2565 ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย


บทคัดย่อ ชื่อโครงงาน ชื่อผู้เขียน สาขาวิชา ปีการศึกษา ในการจัดจัทำ โครงงานเรื่อ รื่ งเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากภัยภัร้า ร้ ยต่อต่ต้น ต้ไม้ใม้ หญ่ ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ดอยอ่าอ่ง ขาง อำ เภอฝาง จังจัหวัดวัเชีย ชี งใหม่ กิโกิลเมตรที่ 20-25 มีวั มี ตวัถุป ถุ ระสงค์เ ค์ พื่อ พื่ 1) เพื่อ พื่ ศึกศึษาชนิดนิของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝาก และ 2) เพื่อ พื่ ป้อ ป้ งกันกักำ จัดจัการกระจายพันพั ธุ์ขธุ์องเถาวัลวัย์แ ย์ ละ กาฝาก ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่บนดอยอ่าอ่งขาง จังจัหวัดวัเชีย ชี งใหม่ จากที่สำ ที่ สำรวจมีปัมี ญปัหา พบว่าว่เถาวัลวัย์แ ย์ ละ กาฝากเกาะอยู่ตยู่ ามต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ทำ ให้เ ห้ กิดกิผลเสีย สี ต่อต่ต้น ต้ไม้ใม้ นพื้น พื้ ที่ด ที่ อยอ่าอ่งขาง และสภาพแวดล้อ ล้ ม ที่เ ที่ปลี่ย ลี่ นแปลงไป จากผลกระทบของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากที่ปที่ กคลุม ลุ มากเกินกิ ไป ดังดันั้น นั้ งานวิจัวิยจันี้จึ นี้ งจึเป็น ป็ การ สำ รวจ และจำ แนกประเภท ชนิดนิของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝาก เพื่อ พื่ หาวิธีวิก ธี ารป้อ ป้ งกันกัแก้ไก้ ขปัญปัหาตามหลักลัรุก รุ ข กรรมในอุท อุ ยานแห่งห่ชาติดติอยผ้า ผ้ ห่มห่ปกดอยอ่าอ่งขางอย่าย่งถูก ถู วิธีวิธี เถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากเกาะอยู่ตยู่ ามต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ทำ ให้เ ห้ กิดกิผลเสีย สี ต่อต่ต้น ต้ไม้ใม้ นพื้น พื้ ที่ด ที่ อยอ่าอ่งขาง และ สภาพแวดล้อ ล้ มที่เ ที่ปลี่ย ลี่ นแปลงไป จากผลกระทบของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากที่ปที่ กคลุม ลุ มากเกินกิ ไป ดังดันั้น นั้ งานวิจัวิยจันี้ จึงจึเป็น ป็ การสำ รวจ และจำ แนกประเภท ชนิดนิของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝาก เพื่อ พื่ หาวิธีวิก ธี ารป้อ ป้ งกันกัแก้ไก้ ขปัญปัหาตาม หลักลัรุก รุ ขกรรมในอุท อุ ยานแห่งห่ชาติดติอยผ้า ผ้ ห่มห่ปกดอยอ่าอ่งขางอย่าย่งถูก ถู วิธีวิธี ผลการศึกศึษาพบว่าว่สาเหตุที่ ตุ เ ที่ ถาวัลวัย์ และกาฝากเข้า ข้ มาอาศัยศัอยู่บยู่ นเรือ รื นยอดของต้น ต้ไม้ มีก มี ารปกคลุม ลุ ต้น ต้ไม้ส่ ม้ งส่ผลให้ต้ ห้ น ต้ไม้ต ม้ ายได้ ซึ่ง ซึ่ ระยะเวลา ให้ก ห้ ารเจริญริเติบติโตของเถาวัลวัย์ล ย์ ะกาฝากขึ้น ขึ้ อยู่กัยู่ บกัความชื้น ชื้ ละอาการและกัดกักินกิเนื้อ นื้ไม้ต่ ม้ าต่งๆเพื่อ พื่ ไปหล่อล่เลี้ย ลี้ ง ให้ตั ห้ วตัเองได้เ ด้ ติบติโตและดูด ดู กินกิน้ำ เลี้ย ลี้ งของลำ ต้น ต้ เป็น ป็ อาหารทำ ให้มี ห้ ก มี ารแพร่กร่ระจายได้อ ด้ ย่าย่งรวดเร็ว ร็ เพื่อ พื่ จะ ได้ที่ ด้ ทำ ที่ ทำลายต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ ได้ร ด้ วดเร็ว ร็ จึงจึมีวิ มี ธีวิก ธี ารตัดตัแต่งต่เถาวัลวัย์ก ย์ าฝากและแคงเกอร์ จะได้ผ ด้ ลก้ต่ ก้ อต่ เมื่อ มื่ เราเขาไปสำ รวจและเข้า ข้ไปตัดตัแต่งต่ทันทัที มีก มี ารดูแ ดู ลอย่าย่งต่อต่เนื่อ นื่ ง และก่อก่นทำ การตัดตัต้อ ต้ งมีก มี ารศึกศึษา นิเนิวศวิทวิยา และการประเมินมิสำ รวจก่อก่น เพื่อ พื่ จะได้ท ด้ ราบข้อ ข้ มูล มู ที่เ ที่ป็น ป็ จุด จุ อ่ออ่นจุด จุ แข็ง ข็ในแต่รต่ะยะการเจริญริ เติบติโตของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝาก จากนั้น นั้ จึงจึเลือ ลื กใช้วิ ช้ ธีวิก ธี ารที่เ ที่ หมาะสมในการจัดจัการกับกัเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากที่ เป็น ป็ ภัยภัร้า ร้ ยต่อต่ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ ข : เถาวัลย์และกาฝากภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ ต้นนางพญาเสือโคร่ง : ดอยอ่างขาง อำ เภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กิโลเมตรที่ 20-25 : นางสาวพิมพ์ประภา อินต๊ะ : เทคโนโลยีภูมิทัศน์ : 2565


กิตติกรรมประกาศ งานวิจัวิยจัฉบับบันี้สำ นี้สำเร็จ ร็ ลงด้ว ด้ ยดีเ ดี นื่อ นื่ งจากได้รั ด้ บรัความกรุณ รุ าอย่าย่งสูง สู ที่ไที่ ด้รั ด้ บรัคำ แนะนำ คำ ปรึกรึษา ตลอดจนปรับรัปรุง รุ แก้ไก้ ขข้อ ข้ บกพร่อร่งต่าต่งๆ ความเอาใจใส่อส่ย่าย่งดียิ่ ดี ง ยิ่ จาก ผศ.บรรจง สมบูร บู ณ์ชั ณ์ ยชัอาจารย์ที่ ย์ ที่ ปรึกรึษางานวิจัวิยจัผู้วิผู้จัวิยจัตระหนักนัถึงถึความตั้ง ตั้ใจจริงริและความทุ่มทุ่ เทของอาจารย์อ ย์ ย่าย่งแท้จ ท้ ริงริสำ หรับรัข้อ ข้ บกพร่อร่ง ต่าต่งๆ ที่อ ที่ าจเกิดกิขึ้น ขึ้ นั้น นั้ ผู้วิผู้จัวิยจัขออภัยภัในความผิดผิพลาดและยินยิดีพ ดี ร้อ ร้ มรับรัฟังฟัคำ แนะนำ จากทุก ทุ ท่าท่น นางสาวพิมพ์ประภา อินต๊ะ ค


เรื่อง หน้า อนุมัติโครงงาน ก บทคัดย่อ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญ(ต่อ) จ สารบัญ(ต่อ) ฉ สารบัญภาพ ช สารบัญภาพ(ต่อ) ซ บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 หลักการและเหตุผล/ความเป็นมา/ประเด็นปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ 5 1.3 สมมุติฐานของการศึกษาโครงงาน 5 1.4 ประโยชน์คาดว่าที่จะได้รับ 5 บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 แนวความคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 6 2.2 วงจรชีวิตของเถาวัลย์ ดอยอ่างขาง 11 สารบัญ ง


2.3 ตัวอย่างงานวิจัย เรื่องเถาวัลย์แก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 12 2.4 วงจรชีวิตของกาฝาก ดอยอ่างขาง 14 2.5 วงจรชีวิตของโรคแคงเกอร์ ดอยอ่างขาง 16 2.6 วิธีการตัดแต่งของต้นไม้ใหญ่ 18 2.7 ระบบนิเวศป่าไม้ ดอยอ่างขาง 23 บทที่ 3 วิธีการศึกษาโครงงาน 25 3.1 ขอบเขตของการศึกษาโครงงาน 25 3.2 ขั้นตอนวิธีดำ เนินการศึกษาโครงงาน 25 3.3 วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ (ภาคสนาม/ห้องปฏิบัติการ/สำ นักงาน) 27 บทที่ 4 ผลการศึกษาและการอภิปรายผล 34 4.1 ผลการศึกษา 34 4.2 การอภิปรายผล 43 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา 44 5.1 สรุปผลการศึกษา 44 5.2 ข้อจำ กัดของการศึกษา 59 5.3 การประยุกต์ผลการศึกษา 59 5.4 ข้อเสนอแนะ 59 สารบัญ(ต่อ) จ


บรรณานุกรม 60 บรรณานุกรม(ต่อ) 61 บรรณานุกรม(ต่อ) 62 ประวัติผู้ศึกษา 63 ภาคผนวก 64 สารบัญ(ต่อ) ฉ


ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1.1.1 กาฝาก/แคงเกอร์ 2 ภาพที่ 1.1.2 ผลของกาฝาก 2 ภาพที่ 1.1.3 กาฝาก 3 ภาพที่ 1.1.4 เถาวัลย์ 1 3 ภาพที่ 1.1.5 เถาวัลย์ 2 4 ภาพที่ 2.1.1 อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก 6 ภาพที่ 2.1.2 สภาพภูมิประเทศ ดอยอ่างขาง 7 ภาพที่ 2.1.3 อุโมงค์ดอกนางพญาเสือโคร่ง 8 ภาพที่ 2.1.4 ภูมิอากาศ ดอยอ่างขาง 9 ภาพที่ 2.1.5 ดอกนางพญาเสือโคร่ง ดอยอ่างขาง 10 ภาพที่ 2.1.6 เถาวัลย์ ดอยอ่างขาง 11 ภาพที่ 2.1.7 วงจรชีวิตของกาฝาก ดอยอ่างขาง 15 ภาพที่ 2.1.8 โรคแคงเกอร์ ดอยอ่างขาง 17 ภาพที่ 2.1.9 วิธีการตัดแต่งกิ่ง (pruning technique) 18 ภาพที่ 2.1.10 การแตกนาง (codominant stem) 19 ภาพที่ 2.1.11 วิธีการตัดแต่งกิ่งไม้ 20 สารบัญภาพ ช


ภาพที่ 2.1.12 วิธีการตัดกิ่งไม้ที่ไม่ชัดเจน 21 ภาพที่ 2.1.13 วิธีการตัดในต้นไม้ที่มีสันกิ่ง 21 ภาพที่ 2.1.14 วิธีการตัดต้นไม้เหลือตอ 22 ภาพที่ 2.1.15 ระบบนิเวศป่าไม้ ดอยอ่างขาง 24 ภาพที่ 3.3.1 สมุดจดบันทึกรายชื่อต้นไม้และรายยละเอียดต่างๆ 27 ภาพที่ 3.3.2 โทรศัพท์มือถือเก็บรูปภาพต้นไม้ 27 ภาพที่ 3.3.3 เทปวัดความยาวของสรีระวิทยาต้นไม้ 28 ภาพที่ 3.3.4 กรรไกรตัดกิ่ง 28 ภาพที่ 3.3.5 เลื่อยด้ามยาวตัดแต่งเถาวัลย์/กาฝาก 28 ภาพที่ 3.3.6 เลื่อยยนต์มือจับด้านบน 29 ภาพที่ 3.3.7 เครื่องเป่าใบไม้ 29 ภาพที่ 3.3.8 เลื่อยตัดกิ่งไม้ 29 ภาพที่ 3.3.9 อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) 30 ภาพที่ 3.3.10 เอกสารแบบฟอร์มใบวินิจฉัยสภาพต้นไม้ 33 ภาพที่ 4.1.1 ตารางแบบฟอร์มวินิจฉัยสภาพต้นไม้ 35 ภาพที่ 4.1.2 การตัดแต่งกาฝาก ดอกอ่างขาง 36 ภาพที่ 4.1.3 การตัดแต่งแคงเกอร์ ดอยอ่างขาง 37 สารบัญภาพ(ต่อ) ซ


ภาพที่ 4.1.4 การตัดแต่งเถาวัลย์ ดอยอ่างขาง 38 ภาพที่ 4.1.5 ความยาวของเถาวัลย์ 39 ภาพที่ 4.1.6 การตัดแต่งต้นนางพญาเสือโคร่ง 40 ภาพที่ 4.1.7 การตัดแต่งต้นกาฝาก 40 ภาพที่ 4.1.8 การตัดแต่งเถาวัลย์ 1 41 ภาพที่ 4.1.9 การตัดแต่งเถาวัลย์ 2 41 ภาพที่ 4.1.10 การตัดแต่งเถาวัลย์ 3 42 ภาพที่ 5.1.1 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์ กิโลเมตรที่ 20 54 ภาพที่ 5.1.2 แผนภูมิวงกลมกาฝาก กิโลเมตรที่ 20 54 ภาพที่ 5.1.3 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์ กิโลเมตรที่ 21 55 ภาพที่ 5.1.4 แผนภูมิวงกลมกาฝาก กิโลเมตรที่ 21 55 ภาพที่ 5.1.5 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์ กิโลเมตรที่ 22 56 ภาพที่ 5.1.6 แผนภูมิวงกลมกาฝาก กิโลเมตรที่ 22 56 ภาพที่ 5.1.7 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์ กิโลเมตรที่ 23 57 ภาพที่ 5.1.8 แผนภูมิวงกลมกาฝาก กิโลเมตรที่ 23 57 ภาพที่ 5.1.9 แผนภูมิวงกลมจำ นวนเถาวัลย์/กาฝาก กิโลเมตรที่ 20-23 58 ภาพที่ 5.1.10 แผนภูมิแท่งจำ นวนเถาวัลย์/กาฝาก กิโลเมตรที่ 20-23 58 สารบัญภาพ(ต่อ) ญ


บทที่ 1 บทนำ ดอยอ่าอ่งขาง ตั้ง ตั้ อยู่ใยู่ นตำ บลแม่งม่อน อำ เภอฝาง จังจัหวัดวัเชีย ชี งใหม่ ซึ่ง ซึ่ อยู่ใยู่ นอุท อุ ยานแห่งห่ชาติ ดอยผ้า ผ้ ห่มห่ปก ยอดดอยสูง สู ถึงถึ 1,928 เมตร เหนือ นื ระดับดัน้ำ ทะเล และยังยัเป็น ป็ แหล่งล่ท่อท่งเที่ย ที่ ว พื้น พื้ ที่ล ที่ าน กางเต็น ต็ ท์ ที่พั ที่ กพัค้า ค้ งแรมลักลัษณะภูมิ ภู ปมิระเทศเป็น ป็ รูป รู แอ่งอ่กระทะมีพื้ มี น พื้ ที่ร ที่ าบ ดอยอ่าอ่งขางเป็น ป็ เป็น ป็ ภูเ ภู ขาสูง สู สลับลั ซับซั ซ้อ ซ้ น ทอดยาวในแนวเหนือ นื-ใต้ และยังยัเป็น ป็ ส่วส่นหนึ่ง นึ่ ของทิวทิเขาแดนลาว อยู่ทยู่ างภาคเหนือ นื ของ ประเทศไทยและรัฐรัชานของสหภาพเมีย มี นมา เป็น ป็ แนวพรมแดนกั้น กั้ ระหว่าว่งประเทศไทยกับกั สหภาพเมีย มี นมา สภาพภูมิ ภู อมิากาศโดยทั่ว ทั่ ไปมีอุ มี ณ อุ หภูมิ ภู เมิฉลี่ย ลี่ ตลอดทั้ง ทั้ปีปปี ระมาณ 25.4 องศาเซลเซีย ซี ส อุณ อุ หภูมิ ภูมิ สูง สู สุด สุ อยู่ใยู่ นเดือ ดื นเมษายนประมาณ 39.1 องศาเซลเซีย ซี ส และฝนตกชุก ชุ ระหว่าว่งเดือ ดื นพฤษภาคมกันกัยายนสภาพป่าป่และพืช พื พรรณพื้น พื้ ที่ข ที่ องอุท อุ ยานแห่งห่ชาติดติอยผ้า ผ้ ห่มห่ปก ส่วส่นใหญ่เญ่ป็น ป็ ภูเ ภู ขาสูง สู สลับลั ซับซั ซ้อ ซ้ น มีค มี วามสูง สู เฉลี่ย ลี่ ตั้ง ตั้ แต่ 400 – 2,285 เมตร จากระดับดัน้ำ ทะเลปานกลาง ประกอบกับกัมีอ มี าณาเขต ด้า ด้ นทิศทิตะวันวัตกติดติกับกั ประเทศเมีย มี นมา จึงจึเป็น ป็ ผลให้มี ห้ ค มี วามหลากหลายของทรัพรัยากรธรรมชาติสูติง สู โดย เฉพาะทรัพรัยากรป่าป่ ไม้ที่ ม้ มี ที่ ค มี วามหลากหลายของประเภทป่าป่ซึ่ง ซึ่ สามารถจำ แนกประเภทป่าป่ โดยอาศัยศั ปัจปัจัยจัทางสภาพภูมิ ภู ปมิระเทศ สภาพภูมิ ภู อมิากาศ ลักลัษณะดินดิและพืช พื พรรณ จุด จุ เด่นด่ที่ทำ ที่ ทำให้มี ห้ นั มี กนัท่อท่งเที่ย ที่ ว เข้า ข้ มาคือ คื ตลอดข้า ข้ งถนนในบริเริวณดอยอ่าอ่งขางมีต้ มี น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ที่อ ที่ อกดอกบานสะพรั่ง รั่ ทั่ว ทั่ ทั้ง ทั้ ดอย อ่าอ่งขางจึงจึทำ ให้นั ห้ กนัท่อท่งเที่ย ที่ วเข้า ข้ มาถ่าถ่ยรูป รู เก็บ ก็ บรรยากาศ เหตุผ ตุ ลที่ด ที่ อยอ่าอ่งขางมีต้ มี น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ เป็น ป็ จำ นวนมากก็เ ก็ พราะว่าว่ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่จะอาศัยศัอยู่บยู่ นภูเ ภู ขาที่มี ที่ ค มี วามสูง สู 1,200-2,400 เมตรจาก ระดับดัน้ำ ทะเล และมีอุ มี ณ อุ หภูมิ ภู หมินาวเย็น ย็ แต่ปัต่ญปัหาที่สำ ที่ สำคัญคั ประการหนึ่ง นึ่ ของต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่นั่น นั่ ก็ คือ คืปัญปัหาแมลงศัตศั รู เนื่อ นื่ งจากสภาพแวดล้อ ล้ มที่เ ที่ ปลี่ย ลี่ นแปลงไป อุณ อุ หภูมิ ภู เมิฉลี่ย ลี่ มีแ มี นวโน้ม น้ สูง สู ขึ้น ขึ้ (ศูน ศู ย์ อุตุ อุ นิ ตุ ยนิมวิทวิยาภาคเหนือ นื) หรือ รื ภาวะฝนทิ้ง ทิ้ ช่วช่งที่ผ่ ที่ าผ่นมาทำ ให้เ ห้ กิดกิ ศัตศั รูแ รู มลงเกิดกิขึ้น ขึ้ ดังดันั้น นั้ในงานวิจัวิยจันี้จึ นี้ งจึ เป็น ป็ การสำ รวจและศึกศึษาเกี่ย กี่ วกับกัการป้อ ป้ งกันกัแมลงศัตศั รูที่ รู พ ที่ บในต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่อย่าย่งถูก ถู วิธีวิเ ธี พื่อ พื่ หา วิธีวิใธี นการป้อ ป้ งกันกัและรักรัษาได้อ ด้ ย่าย่งถูก ถู ต้อ ต้ ง ประเด็น ด็ปัญปัหา ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่บนดอยอ่าอ่งขาง จังจัหวัดวัเชีย ชี งใหม่ จากที่สำ ที่ สำรวจมีปัมี ญปัหา ของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากปกคลุม ลุ ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่อร่งทำ ให้เ ห้ ป็น ป็ ภัยภัร้า ร้ ยต่อต่ต้น ต้ ไม้แ ม้ ละกัดกักินกิเนื้อ นื้ไม้ ทำ ให้เ ห้ กิดกิเป็น ป็ แคงเกอร์(ร์ canker) เป็น ป็ปัญปัหากับกัต้น ต้ ไม้พ ม้ ญาเสือ สืโคร่งร่เถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากเป็น ป็ ไม้เ ม้ ถามี การแพร่กร่ระจายได้อ ด้ ย่าย่งรวดเร็ว ร็ และจะเกิดกิการกระจายพันพั ธุ์จธุ์ากเมล็ด ล็ ผล สัตสัว์ เช่นช่นก กระรอก กระแต การเจริญริเติบติ โตก็ทำ ก็ทำให้เ ห้ ป็น ป็ปัญปัหาใหญ่ ทำ ให้ต้ ห้ น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ ไม่ไม่ด้รั ด้ บรั สารอาหารและ แสงแดดในการเจริญริเติบติ โตเลยทำ ให้ก ห้ ารเจริญริเติบติ โตของกาฝากโตได้เ ด้ ร็ว ร็ กว่าว่ต้น ต้ นางพญาเสือ สืโคร่งร่ 1.1 หลักการและเหตุผล/ความเป็นมา/ประเด็นปัญหา 1


ภาพที่ 1.1.1 กาฝาก/แคงเกอร์ ภาพที่ 1.1.2 ผลของกาฝาก 2


ภาพที่ 1.1.3 กาฝาก ภาพที่ 1.1.4 เถาวัลย์ 1 3


ภาพที่ 1.1.5 เถาวัลย์ 2 ระบบนิเวศป่าดอยอ่างขาง 1) ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) ป่าชนิดนี้โดยทั่วไปเรียก ว่าป่า ดงดิบ มีมากที่สุดในแถบจังหวัดฝั่งทะเลตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด และภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณน้ำ ฝนตกมากกว่าภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไปมักเป็นป่ารก 7 ทึบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นไม้ใน วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) มีลำ ต้นสูง ใหญ่ตั้งแต่ 30 ถึง 40 เมตร พันธุ์ไม้ชนิดที่ สำ คัญในป่าชนิดนี้ได้แก่พวก ไม้ยาง(Dipterocarpus spp.) ไม้ตะเคียน (Hopea spp.) ไม้สยา (Shorea spp.) ตะเคียนชันตาแมว (Balanocarpus heimii King) ไข่เขียว (Parashorea stellata Kurz) กะบากขาว (Anisoptera scaphula Pierre) กะบากทอง (Anisoptera curtissii Dyer) ตีนเป็ดแดง (Dyera costulata Hook.f.) รัก (Melanorrhoea spp.) จิกเขา หรือ จิกนมหิน(Palaquium maingayi King & Gamble) ขนุนนก (Palaquium covatum Eng.) เหล่านี้เป็นต้น พื้นป่ามักจะเห็นประกอบไปด้วยไม้พุ่ม ปางม นาย ไม้ และเถาวัลย์ ชนิดต่าง ๆ ป่าชนิดนี้แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีผลเสียหาย 1 จากไฟป่า เลย และถ้าหากป่าถูกทำ ลายลงจะด้วยการกระทำ ของมนุษย์ หรือ ภัยธรรมชาติก็ตาม พวกไม้เต้า (Macaranga spp.) ไม้สอยดาว (Mallotus paniculatus Mat Arp) จะเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว 4


3) ป่าสน (Coniferous Forest) ป่าสนมีกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตาม ภาคเหนือ เช่น จังหวัด เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำ ปาง เพชรบูรณ์ และภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี มีอยู่ตามที่เรา และที่ราบบางแห่งที่สูงจากระดับน้ำ ทะเลตั้งแต่ 200 เมตร ขึ้นไป บางครั้งจะพบ ขึ้นปะปนอยู่กับป่าแดงและป่าดิบเขา ป่าสนโดยทั่วไปมักจะขึ้นอยู่ในที่ดินที่ไม่ อุดมสมบูรณ์ เช่น ตามสันเขาที่ค่อนข้างแห้งแล้งเป็นต้น ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ สนสองใบ (Pinus merkusii Jungh & D, Vriese) และ สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gord.) นอกจากนั้นป่าชนิดนี้จะมีไม้พวก เรียง (Dipterocarpus obtusifolius Teysm.) พลวง Dipterocarpus tuberculatus Roxb.) และพวกก่อต่าง ๆ ขึ้นปะปนอยู่ พืชชั้นล่างก็มีพวก หญ้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้อยู่เสมอ และน้ำ มันจากเนื้อไม่สนก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ฉะนั้นป่าชนิดนี้ต้องมีการป้องกัน ไฟอย่างรัดกุมและเข้มงวดกวดขัน 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1.เพื่อศึกษาชนิดของเถาวัลย์และกาฝาก 1.2.2.เพื่อป้องกันกำ จัดการกระจายพันธุ์ของเถาวัลย์และกาฝาก 1.3 สมมุติฐานของการศึกษาโครงงาน การศึกษาเก็บข้อมูลเพื่อประเมินสุขภาพและสภาพปัญหาเถาวัลย์กาฝาก นำ ไปสู่การจัดการและจะ ลดความเสียหายของต้นนางพญาเสือโคร่งจะสามารถป้องกันและจำ กัดการลุกลามของเถาวัลย์และ กาฝากได้ 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4.1. ได้ข้อมูลชนิดและประเภทของเถาวัลย์และกาฝากที่ปกคลุมต้นนางพญาเสือโคร่ง 1.4.2. สามารถป้องกันกำ จัดการกระจายพันธุ์ด้วยวิธีการดูแลรักษาตามหลักรุกขกรรม 5


บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม 2.1 แนวความคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ลักษณะภูมิประเทศอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ณ ดอยอ่างขาง ภาพที่ 2.1.1 อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก 6


ภาพที่ 2.1.2 สภาพภูมิประเทศ ดอยอ่างขาง ดอยอ่างขางตั้งอยู่ใน ตำ บลแม่งอน อำ เภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ดอยผ้าห่มปกมีความสูง 2,285 เมตร จากระดับน้ำ ทะเล เป็นยอดที่สูงอันดับ 2 ของประเทศ บน ยอดดอยสูงสุดเป็นทุ่งโล่งอันเกิดจากสภาพธรณีวิทยาที่มีชั้นดินตื้น ชั้นหินเป็นหินแกรนิต ประกอบ กับอากาศมีลมกรรโชกแรงตลอดทั้งปี ลักษณะภูมิประเทศ ทิศเหนือและทิศตะวันตกมีอาณาเขต ติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ ทิศใต้มีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเชียงดาว ในเขตท้องที่ตำ บล หนองบัว อำ เภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันออกติดต่อกับพื้นที่ 5 ตำ บลของอำ เภอฝาง ดอยอ่างขางเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาแดนลาว ซึ่งเป็นดอยที่มีรูปร่างของหุบเขา ยาวล้อม แต่เนื่องจาก เป็นภูเขาหินปูน มีพื้นที่ราบ เดิมเป็นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าจีนยูนาน ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะ หล่อง โดยรวมมีสภาพเป็นเทือกเขาสูง สลับซับซ้อน มีพื้นที่เกษตรกรรม และเป็นพื้นที่ทหารและความ มั่นคงชายแดน เนื่องมาจาก พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำ เนินเยี่ยม ราษฎร เพื่อส่งเสริมชาวเขาให้เปลี่ยนจากปลูกฝิ่น ที่ยังทำ ลายทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ สำ คัญของระบบนิเวศ มาเป็นพืชผลไม้ดอกเมืองหนาว ให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวเกษตรกรชาวนำ ไป เป็นเพาะปลูกเป็นอาชีพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเป็นจุดเด่นของอุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก ณ ดอยอ่างขาง ที่นักท่องเที่ยวได้มาชมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี 7


ภาพที่ 2.1.3 อุโมงค์ดอกนางพญาเสือโคร่ง ตลอดสองข้างทาง ดอยอ่างขางกิโลเมตรที่ 20-25 มีต้นพญาเสือโคร่งที่ออกดอกบาน สะพรั่งเต็มทั้ง 2 ข้างถนนได้ชื่นชมดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะต้นซากุระ ญี่ปุ่น และ ต้นซากุระไต้หวัน ที่ทางโครงการหลวงได้นำ มาปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ 2540 ขณะนี้ก็ได้ เริ่มทยอยออกดอกบานประมาณร้อยละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ทำ ให้นักท่องเที่ยวต่างถ่ายภาพเป็น ที่ระลึกตลอดทั้งวัน จึงทำ ให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายรูปกับต้นพญาเสือโคร่งและเก็บบรรยากาศ ต้นนางพญาเสือโคร่งนั่นเป็นพืชดอกในสกุล Prunus หมวด Magnoliophyta วงศ์ Rosaceae สปีชีส์ P.cerasoides ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พบทั่วไปบนภูเขาตั้งแต่ความสูง 1,200-2,400เมตรจากระดับน้ำ ทะเล เช่น ภูลมโล จังหวัดเลย, ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย, ดอยเวียงแหง ดอยอ่างขาง ขุนช่างเคี่ยน ขุนแม่ยะ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นดอกไม้ประจำ อำ เภอเวียงแหง นางพญาเสือโคร่ง เป็นพรรณไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่ที่ตอน เหนือของประเทศไทยส่วนในต่างประเทศ พบในประเทศพม่า รัฐชานและรัฐกะชีน, ประเทศ อินเดียพบบนเทือกเขาหิมาลัย ในรัฐอรุณาจัลประเทศยาวไปจนถึงรัฐหิมาจัลประเทศทางตอน เหนือของอินเดีย หรือที่เรียกว่า Himalayas, ประเทศภูฏาน, ประเทศเนปาล และประเทศจีน พบในมณฑลยูนาน 8


ภาพที่ 2.1.4 ภูมิอากาศ ดอยอ่างขาง ลักษณะภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 25.4 องศา เซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายนประมาณ 39.1 องศาเซลเซียส และฝนตกชุกระหว่าง เดือนพฤษภาคม-กันยายน ปริมาณน้ำ ฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 1,183.5 มิลลิเมตร มีอากาศ หนาวเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 14-19 องศาเซลเซียส ยอดดอยมี อุณหภูมิต่ำ สุดในช่วงฤดูหนาวเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส 9


ภาพที่ 2.1.5 ดอกนางพญาเสือโคร่ง ดอยอ่างขาง นางพญาเสือโคร่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Prunus cerasoides) เป็นพืชดอกในสกุล Prunus ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พบทั่วไปบนภูเขาตั้งแต่ความสูง 1,200-2,400เมตร จากระดับน้ำ ทะเล เช่น ภูลมโล จังหวัดเลย, ดอยแม่สะลอง จังหวัดเชียงราย, ดอยเวียงแหง ดอยอ่างขาง ขุนช่างเคี่ยน ขุนแม่ยะ จังหวัดเชียงใหม่, ขุนสถาน ดอยวาว ดอยภูคา ดอยมณี พฤกษ์ จังหวัดน่าน, ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์, ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ โดย เป็นดอกไม้ประจำ อำ เภอเวียงแหง นางพญาเสือโคร่ง เป็นพรรณไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ตาม ธรรมชาติอยู่ที่ตอนเหนือของประเทศไทย นางพญาเสือโคร่งเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดเล็ก มี ความสูงประมาณ 10-15 เมตร ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ลักษณะรูปรีแบบไข่ หรือไข่กลับ ออก สลับกัน ใบมีความกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 5 -12 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบ กลมหรือสอบแคบ ขอบจักปลายก้านใบมีต่อม 2-4 ต่อม หูใบแตกแขนงคล้ายเขากวาง ใบร่วง ง่าย ดอก สีขาว ชมพู หรือดง ออกเป็นช่อกระจุกใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกยาว 0.7-2 เซนติเมตร ขอบริ้วประดับจักไม่เป็นระเบียบ กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปกรวย กลีบดอกมี 5 กลีบ เมื่อบาน ขนาดโตเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ผล รูปไข่หรือกลม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสี แดง ระยะเวลาออกดอก ออกดอระหว่างดือนธันวาคมจนถึงกุมภาพันธ์ โดยจะทิ้งใบก่อน ออกดอก 10


ภาพที่ 2.1.6 เถาวัลย์ ดอยอ่างขาง โดยทั่วไปป่าดิบชื้นเป็นป่าที่มีเรือนยอดสูง บริเวณด้านล่างจะรกทึบโดยมีหวายและเถาวัลย์เป็น ตัวเชื่อมเรือนยอดจากชั้นบนสุดลงมาสู่พื้นดิน ซึ่งสามารถแบ่งโครงสร้างได้ดังนี้ 1. ระดับชั้นเหนือ เรือนยอด 2.ระดับชั้นเรือนยอด 3.ระดับชั้นใต้เรือนยอด 4.ระดับไม้พุ่ม 5.ระดับพื้นป่า ปัญหาการ รุกราน ของเถาวัลย์ในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ไม้ยืนต้นล้มตาย รวมไปถึงสัตว์ป่าต้องหนีออกจากพื้นที่ ส่ง ผลกระทบต่อสัตว์ป่าไม่สามารถผ่านไปมาหาอาหารได้ รวมถึงไม้ยืนต้นก็ได้รับผลกระทบจากการถูก เถาวัลย์รัดคลุมเรือนยอด จนยืนต้นตายเป็นจำ นวนมาก สำ หรับเถาวัลย์ นั้นเป็นไม้เลื้อยที่ขึ้นในป่า ฝนเขตร้อน มีประโยชน์ในการปกคลุมรักษาความชุ่มชื้นให้กับผืนดิน แต่ในขณะเดียวกันถ้ามี ปริมาณมากจนปกคลุมก็จะก่อให้เกิดการแย่งแร่ธาตุอาหาร ในการเจริญเติบโตและแย่งแสงแดด ในการสังเคราะห์แสง จนทำ ให้ต้นไม้ต้นล้มตายได้ เถาวัลย์ คือพืชชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มพรรณไม้ เลื้อย ดำ รงชีวิตโดยเปลี่ยนแปลงอวัยวะส่วนหนึ่งไปพันกับหลักหรือต้นไม้อื่น ๆ ต้องการสิ่งยึดเกาะ ไม่สามารถทรงตัวได้โดยลำ พัง จึงมักเลื้อยพันต้นไม้ใหญ่หรือสิ่งพยุงเป็นที่ยึดเกาะเพื่อให้ลำ ต้น เจริญอยู่ได้ โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือพวกที่เป็นเถาวัลย์เนื้ออ่อน (Vines) และ พวกที่เป็นเถาวัลย์เนื้อแข็ง (Lianas) เถาวัลย์หนึ่งยอดสามารถเติบโตได้วันละ 15 เซนติเมตร โดยเถาวัลย์สามารถดูดแร่ธาตุและน้ำ ได้ ทางราก ทางปมรากข้างลำ ต้น แต่ในป่าที่ค่อนข้างจะมีแสง ส่องลงถึงพื้นน้อย เถาวัลย์จะมีความสามารถในการทอดเลื้อยไปได้เรื่อยๆ จนสามารถสังเกตเห็นได้ ว่ายาวถึงหลายสิบเมตร ซึ่งในบางฤดูที่เถาวัลย์ได้รับแสงไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต จึงต้องมี การปรับตัวโดยลดการสร้างใบเพื่อลดกระบวนการสังเคราะห์อาหารจึงทำ ให้การออกดอกลดลงตาม ไปด้วย สิ่งนี้เป็นการปรับตัวเพื่อลดพลังงานสมสะไว้ใช้ในยามลำ บากและรักษาชีวิตไว้นั้นเอง 2.2 วงจรชีวิตของเถาวัลย์ ดอยอ่างขาง 11


หนังสือเถาวัลย์แก่งกระจาน เป็นผลงานส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย ผลกระทบของ เถาวัลย์เนื้อ แข็งต่อพลวัตรของสังคมพืชป่าดิบแล้ง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้อนุมัติงบประมาณให้ดำ เนินการวิจัยระหว่าง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 - 2559 การเก็บข้อมูลโครงการวิจัยดังกล่าว คณะนักวิจัยประสบปัญหา การจำ แนกชนิดเถาวัลย์ เนื่องจากมีเถาวัลย์ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลากหลายชนิด บางชนิด มีลักษณะของเถาที่คล้ายคลึงกัน ไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจน บางชนิดเลื้อยขึ้นพ้นเรือนยอดของต้นไม้ จนไม่สามารถมองเห็นส่วนใบ ดอก และผลได้ ในการจำ แนกชนิดของเถาวัลย์ให้ถูกต้องตาม หลักการทางอนุกรมวิธานพืช จำ เป็นต้อง ใช้ข้อมูลลักษณะของเถา ใบ ดอก ผล และส่วนพิเศษ อื่น ๆ ประกอบกัน ดังนั้นคณะนัก ต้องใช้ เวลาในการรวบรวมข้อมูลและเก็บตัวอย่างส่วน ต่าง ๆ ของเถาวัลย์แต่ละชนิด จนสามารถจำ แนก ชนิดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และ จัดมาเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เนื้อหาของหนังสือได้นาน เกี่ยวกับเถาวัลย์ เป็นชนิดพันธุ์ท้องถิ่น (Mai species) ซึ่งมีถิ่นกำ เนิดตามธรรมชาติอยู่ในป่าของ ประเทศไทยและในพื้นที่ที่ศึกษาด้วย จำ นวน 33 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเถาวัลย์เนื้อแข็งหรือ เถาวัลย์ที่มีเนื้อไม้ (Woody vine, Woody climber, Liana) ที่พบในแปลงตัวอย่างที่ศึกษาซึ่งเป็น เถาที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ระดับความสูงเพียงอดตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตรขึ้นไป และส่วนเป็น ชนิดที่มีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางที่ระดับความสูงเพียงน้อยกว่า 2.5 เซนติเมตรซึ่งพบทั่วไปตามเส้น ทางไปกับแปลง ตัวอย่างที่ศึกษา สำ หรับรายละเอียดของเถาวัลย์แต่ละชนิดได้ นายลักษณะทาง พฤกษศาสตร์ นิเวศวิทยา การกระจาย รูปภาพของเก่า ใบ ดอก และผล พร้อมระบุระดับความ สำ คัญของแต่ละชนิด ที่พบในแปลงตัวอย่างที่ศึกษา เนื่องจากการศึกษาครั้งนั้นยังมีระยะเวลาที่สั้น ไม่สามารถบ่งชี้พลวัตร ของ ป่าได้ชัดเจน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำ นักวิจัย การ อนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช จึงดำ เนินการโครงการวิจัย ผลกระทบของเถาวัลย์เนื้อแข็ง ต่อ พลวัตรของสังคมพืชป่าดิบแล้ง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างปี 2557 - 2559 โดย เก็บข้อมูลในแปลงตัวอย่างถาวรที่ศึกษาในปี 2553 มาในปี 2557 ได้เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต ของพันธุ์ไม้ทั้งไม้ยืนต้นและเถาวัลย์ ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูงเพียงอก (Diameter at Breast Height, DBH) ตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตร ขึ้นไป แล้ววิเคราะห์หาค่าดัชนีความสำ คัญทาง นิเวศวิทยา (Important Value Index, IVI) ประกอบด้วย ค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density, RD) ความเด่นสัมพัทธ์ (Relative Dominance, RD0) และ ความถี่ สัมพัทธ์ (Relative Frequency, RF) ซึ่งมีผลรวม 300 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 1 แปลงตัวอย่าง แล้วนำ ค่าดัชนีความสำ คัญทาง นิเวศวิทยามาจัดเรียงลำ ดับจากมากไปน้อยเพื่อ กำ หนดคะแนนความสำ คัญชนิดพันธุ์ไม้ ตามเกณฑ์ ดัง 2.3 ตัวอย่างงานวิจัย เรื่องเถาวัลย์แก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 12


การพิจารณาว่าเถาวัลย์ชนิดใด มีประสิทธิภาพการเจริญเติบโต ขึ้นปกคลุม และแพร่กระจาย พันธุ์ได้ดีกว่าพืชอื่น ๆ หรือไม่ พิจารณาจากผลรวมของคะแนน ความสำ คัญของทั้ง 9 แปลงตัวอย่าง ที่ศึกษา ตามเกณฑ์ที่กำ หนด ดังตารางที่ 2 ทั้งนี้ชนิดพันธุ์ที่มีความสำ คัญสูงสุดจะมีผลรวมของ คะแนน 45 (9 แปลง x 5 คะแนนความสำ คัญสูงสุด) และชนิดพันธุ์ ที่มีความสำ คัญต่ำ สุด จะมีผล รวมของ คะแนน 0 (9 แปลง x 0 คะแนนความสำ คัญต่ำ สุด) ตารางที่ 1 เกณฑ์การให้คะแนนความสำ คัญชนิดพันธุ์ไม้ในแปลงตัวอย่างโดยใช้ลำ าดับที่ของค่า IVI ตารางที่ 2 เกณฑ์ในการจัดระดับความสำ คัญขอลชนิดพันธุ์ไม้ จากการศึกษาเถาวัลย์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบว่าเถาวัลย์ ที่มีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางที่ระดับความสูงเพียงอกตั้งแต่ 45 เซนติเมตรขึ้นไป มีทั้งหมด 33 ชนิด และเป็นชนิดที่ สามารถเก็บข้อมูลภาพ ลำ ต้น ใบ ดอก และผล ได้ครบสมบูรณ์มีจำ นวน 22 ชนิด ซึ่งได้นำ เสนอ ในหนังสือเล่มนี้ โดยเรียงลำ ดับ ตามความสามารถในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายพันธุ์จาก มากไปหาน้อย ได้แก่ หนามเอื้อง เครือออน กระดูกกบ รางแดง สะแกเถา สะแล กำ แพงเจ็ดชั้น หนามชี้แรด เครือเขาน้ำ มะกาเครือ เล็บมือนาง หนามหัน คัดเค้าหมู ถอบแถบน้ำ เซกา กระไดลิง ขมิ้นเครือ ม้าทลายโรง ส้มกุ้ง หนามเล็บเหยี่ยว ละหุ่งเครือ และ ฝนแสนห่า นอกจากนี้ยังพบ เถาวัลย์ที่มีขนาด DBH < 4.5 เซนติเมตร ซึ่งมีภาพของ ล่าต้น ใบ ดอก และผล ครบถ้วนอีก 11 ชนิด ได้แก่ แก้วมือไว ตองอาน เถาล่าเหลี่ยม เถาวัลย์แดง นมชะนี พี่พวนน้อย รางจืด ว่านตรุ สะ แอะ แสลงพันเถา และหมามุ่ยลาย 13


กาฝาก เป็นพืชที่มีเนื้อไม้แข็ง มีใบเขียวชอุ่ม และผลัดใบตามฤดูกาล จากลักษณะของลำ ต้น กาฝากเป็นไม้พุ่มที่มีกิ่งก้านสาขามากมายมีใบเป็นใบเดี่ยวที่ติดเรียงแบบตรงกันข้าม(opposite) ขอบใบเรียบ เนื้อใบเหนียวหนา บางชนิดมีใบกว้าง แต่บางชนิดมีใบแคบ พวกกาฝากจะมีรากชนิด หนึ่ง เรียกว่า รากเบียน (haustoria) ที่แทงทะลุเปลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโต (Cambium) ของพืชที่เกาะอาศัยอยู่ 2.4 วงจรชีวิตของกาฝาก ดอยอ่างขาง 14


เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่นและแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่และบางชนิดก็แย่งอาหารจาก พวกกาฝากด้วยกันพืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่งเรียกว่ารากเบียนที่แทงทะลุเปลือกไม้เข้าไปถึง ขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโตของพืชที่อาศัยอยู่ กาฝาก แบ่งออกเป็น 2 พวกคือ 1.พวกเบียนลำ ต้นเป็นพืชในวงศ์ลแรนทาซิอีซึ่งมีหลายสกุลและมากมายหลายชนิดพบขึ้นทั่วไป ตามต้นไม้ต่างๆ และมักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่วง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น 2.พวกเบียนรากมีหลายวงศ์ เช่น วงศ์ขนุนดินอาศัยเกาะกินรากต้นไม้ป่าชนิดต่างๆ ตัวอย่าง เช่นขนุนดินลำ ต้นแยกแขนงสั้นๆชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำ ตาลผิวขรุขระส่วนโหราเท้าสุนัขซึ่งใช้ เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งนั้นลำ ต้นแยกแขนงข้อนข้างห่างกันวงดอกดินอาศัยเกาะกินอาหารจากรากไผ่ วงบัวผุดได้แก่ ดอกตูมและก้อนกลมๆสีขาวเวลาบานจะเห็นภายในเป็นสีน้ำ หมากประเหลืองกลิ่นไม่ ชวนดม ภาพที่ 2.1.7 วงจรชีวิตของกาฝาก ดอยอ่างขาง 15


โรคแคงเกอร์ มักจะปรากฏเป็นอาการบวมรอบๆ รอยโรคที่จมบนเปลือกลำ ต้นและกิ่งก้านเชื้อ โรคที่ก่อให้เกิดโรคปากนกกระจอก เช่น เชื้อราและแบคทีเรีย มักบุกรุกเนื้อเยื่อเปลือกที่ได้รับ บาดเจ็บหรือได้รับบาดเจ็บเพื่อสร้างโรคแคงเกอร์ ต่อมาผลิตโครงสร้างการสืบพันธุ์ที่เรียกว่าเนื้อติด ผลและสามารถแพร่กระจายได้ เชื้อราหลายสิบชนิดทำ ให้เกิดโรคแคงเกอร์ สาเหตุ โรคแคงเกอร์ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น เชื้อราและแบคทีเรียจากสิ่งมีชีวิต หรือจากสภาวะที่ไม่มีชีวิตและ ไม่มีชีวิต ซึ่งรวมถึงอุณหภูมิต่ำ หรือสูงเกินไป ลูกเห็บ และความเสียหายทางธรรมชาติและทางกลไก อื่นๆ ของต้นไม้ การรวมกันของการโจมตีเหล่านี้อาจเป็นกระบวนการที่ประสบความสำ เร็จมากที่สุด ในการทำ ให้ต้นไม้เกิดโรคเปื่อย เชื้อราที่ทำ ให้เกิดโรคแคงเกอร์มักอยู่รอบๆ และอาศัยอยู่ตามผิว เปลือกของต้นไม้โดยธรรมชาติ พวกเขามองหาโอกาสที่จะเข้าถึงบาดแผลตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์ สร้างขึ้นและมักจะมีโอกาสดีที่สุดที่จะทำ ให้เกิดโรคแคงเกอร์เมื่อต้นไม้อยู่ภายใต้ความเครียด ความเครียดที่ทำ ให้เกิดโรคแคงเกอร์ ได้แก่ การสัมผัสกับอุณหภูมิสูงหรือต่ำ มากอุทกภัยและภัย แล้งฤดูร้อนหรือฤดูหนาว แดดร้อน ลูกเห็บ ลมแรง ความไม่สมดุลทางโภชนาการและการบดอัดดิน การบาดเจ็บทางกล (เครื่องตัดหญ้า ยานพาหนะ) และความเสียหายต่อสัตว์ การตัดแต่งกิ่งบาดแผล รากเน่าและหนอนเจาะแมลง การปลูกที่ไม่เหมาะสม การป้องกัน การป้องกันโรคแคงเกอร์หมายถึงการปลูกต้นไม้ที่แข็งแรงซึ่งสามารถต่อสู้กับเชื้อ โรคเข้าสู่เปลือกไม้โดยใช้โปรแกรมการจัดการต้นไม้ที่ดี คุณต้องซื่อสัตย์ต่อต้นไม้ของคุณโดยใช้ วิธีการตัดแต่งกิ่งที่ถูกต้อง ดูแลไม่ให้ปุ๋ยมากเกินไปและป้องกันการร่วงของต้นไม้ด้วยโรคและแมลง บาดแผลเป็นสิ่งจำ เป็นสำ หรับการติดเชื้อแคงเกอร์ส่วนใหญ่ในการจับและแพร่กระจาย ดังนั้นควร หลีกเลี่ยงบาดแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีเชื้อเปื่อยแพร่สปอร์ที่ใช้งานอยู่ ตรวจสอบให้ แน่ใจว่าต้นไม้ของคุณมีน้ำ เพียงพอและหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทางกลต่อรากและลำ ต้นเมื่อปลูกต้นไม้ ใหม่: ปลูกต้นไม้ของคุณบนไซต์ที่ดี ใช้สต็อกที่แข็งแรง ใส่ปุ๋ยต้นไม้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโต และควบคุมวัชพืชเป็นเวลาหลายปีหลังจากปลูก ต้นไม้ภูมิทัศน์จะได้รับประโยชน์จากการให้น้ำ ลึก หรือการชลประทานแบบหยด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนที่แห้งแล้ง ยังรักษาการระบายน้ำ ที่ดี 2.5 วงจรชีวิตของโรคแคงเกอร์ ดอยอ่างขาง 16


ภาพที่ 2.1.8 โรคแคงเกอร์ ดอยอ่างขาง 17


การตัดแต่งต้นไม้ ต้นไม้มีการเติบโตแผ่กิ่งอย่างอิสระเกิดเป็นเรียบยอดใหญ่เพื่อทําหน้าที่ สังเคราะห์ด้วยแสง การเติบโตของต้นไม้เป็นลักษณะเฉพาะของต้นไม้แต่ละชนิด ต้นไม้ขนาดใหญ่ ย่อมมีการ พัฒนาระบบรากกระจายแทรกอยู่ในเนื้อดินเป็นบริเวณกว้าง ลำ ต้นที่เติบโตเพิ่มขนาด เพื่อ รองรับเรือนยอด ขยายขึ้นตามอายุ ต้นไม้ที่ขึ้นในเขตเมืองมีรูปแบบการเติบโตไม่แตกต่าง จากต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติ แต่ต่างกันที่การเติบโตของเรือนยอดทั้งแนวราบ และแนว ดิ่งของต้นไม้ในเขตเมืองอาจสร้างปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นตามมาได้ เช่น การบดบัง ทัศนวิสัยใน การสัญจรบนท้องถนน การเกิดความเสี่ยงอันตรายจากกิ่งแห้งที่หักในฤดูฝน หรือเรือนยอดที่เป็น อุปสรรคต่อการก่อสร้างที่เกิดขึ้นใกล้ต้นไม้ การตัดแต่งต้นไม้จึงเป็น ขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำ คัญ อย่างยิ่งในการดูแลรักษาต้นไม้ การตัดแต่งกิ่งควรดำ เนินการ เป็นระยะด้วยวัตถุประสงค์ที่แตก ต่างกันตามช่วงชีวิตของต้นไม้ อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ หลักของการตัดแต่งกิ่งคือการลดความ เสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากกิ่งแห้ง กิ่งตาย หรือ กิ่งที่มีสัญลักษณ์ของความเสี่ยงอันตรายอื่น ๆ การตัดแต่งกิ่งเพื่อลดขนาดเรือนยอดที่ใหญ่ เกินไปหรือเรือนยอดที่ขาดความสมดุล การตัดแต่ง ตามวัตถุประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของต้นไม้ เช่น เพื่อความสวยงามของรูปทรง การเพิ่มปริมาณแสงที่ ส่องผ่านถึงตัวอาคาร หรือบริเวณ สนามหญ้า รุกขกรหรือผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้ที่ลงมือตัดแต่งกิ่งจึง ต้องมีความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ถึงธรรมชาติของต้นไม้ เนื่องจากการตัดแต่งกิ่งแม้เพียงเล็กน้อยย่อม ส่งผลกระทบ ต่อต้นไม้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนการตัดแต่งจึงต้องมีการประเมินผลกระทบที่จะเกิด ขึ้น ตามมาภายหลัง การตัดแต่งกิ่งจำ นวนมากทำ ให้ต้นไม้สูญเสียใบที่เป็นแหล่งผลิตอาหารไป อย่างฉับพลันส่งผลให้ต้นไม้เกิดสภาวะเครียดเนื่องจากการขาดพลังงานในการดำ รงชีวิต ในระยะ ยาวแล้วต้นไม้จะตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมที่ยากจะฟื้นคืนสภาพสมบูรณ์ดังเดิมได้ หน้าที่ของรุกข กรคือต้องชั่งน้ำ หนักถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างละเอียดรอบคอบและควรกำ หนดวัตถุ ประสงค์ของการตัดแต่งกิ่งให้ชัดเจนร่วมกันระหว่างผู้เป็นเจ้าของ ต้นไม้กับรุกขกรเพื่อให้การตัด แต่งกิ่งนั้นสร้างความพึงพอใจให้เจ้าของต้นไม้ในขณะที่ต้อง ไม่สร้างผลกระทบต่อต้นไม้ทั้งในระยะ สั้นและระยะยาว เช่นกัน 2.6 วิธีการตัดแต่งของต้นไม้ใหญ่ ภาพที่ 2.1.9 วิธีการตัดแต่งกิ่ง (pruning technique) 18


วิธีการตัดแต่งกิ่ง (pruning technique) มีหลักการ ที่สำ คัญที่สุดข้อหนึ่งคือต้องตัดใน ตำ แหน่งที่ถูกต้อง เท่านั้น โดยรุกขกรจะต้องพิจารณาตำ แหน่งที่มีการ เชื่อมต่อกันระหว่างกิ่งและ ลำ ต้น (branch union) ซึ่งเป็นบริเวณที่มักพบ คอกิ่ง (branch collar) มีลักษณะเป็นรอยนูนของ เปลือกรอบโคนกิ่ง ต้นไม้ บางชนิดอาจพบคอกิ่งเฉพาะด้านล่างของกิ่งเท่านั้น คอกิ่งมีรูปร่างลักษณะ และขนาดที่แตกต่างกันไป ตามชนิดของต้นไม้ คอกิ่งเกิดจากความแตกต่างของ อัตราการเติบโต ระหว่างลำ ต้นและกิ่งที่เนื้อไม้ส่วนลำ ต้น มีอัตราการเติบโตที่มากกว่าเนื้อไม้ในส่วนกิ่งทำ ให้เนื้อไม้ จาก ลำ ต้นขยายตัวเข้าไปในเนื้อไม้ของกิ่ง (overlapping) จึงเกิดเป็น รอยนูนขึ้นบริเวณรอบโคน กิ่ง (Shigo, 1991) คอกิ่งเป็นส่วนสำ คัญ ที่ช่วยรับน้ำ หนักของกิ่งเข้ากับลำ ต้นทำ ให้กิ่งมีความแข็ง แรงมากขึ้น ต้นไม้บางชนิดมีการเติบโตของเนื้อไม้ในลำ ต้นและกิ่งที่ใกล้เคียงกันจึง ไม่พบคอกิ่ง หากต้นไม้สร้างกิ่งที่ทำ มุมแคบ ๆ กับลำ ต้นมักไม่พบคอกิ่ง ด้วยเช่นกัน คอกิ่งเป็นตำ แหน่งสำ คัญที่ รุกขกรใช้พิจารณาเพื่อหา ตำ แหน่งของการตัดกิ่งที่เหมาะสมซึ่งต้นไม้สามารถสร้างเนื้อเยื่อแคลลัส (callus tissue) ขึ้นเพื่อปิดบาดแผลอย่างสมบูรณ์ ต้นไม้บางชนิดสามารถพบ สันกิ่ง (branch bark ridge) ที่ปรากฏ เป็นสันนูนของเปลือกอยู่ในบริเวณรอยต่อระหว่างกิ่งกับลำ ต้น ส้นกิ่ง พบได้ ทั้งด้านบนและด้านล่างของกิ่งมักมีสีเข้มกว่าสีของเปลือกตามปกติ ในลำ ต้นที่แตกเป็นหลายนางจะ พบ สันลำ ต้น (stem bark ridge) อยู่ ระหว่างสาต้นแต่ละต้นได้เช่นกัน (Shigo,1989) ต้นไม้ที่มี กิ่งขนาดใหญ่ กว่าครึ่งหนีเองเห็นผ่านศูนย์กลางลำ ต้นในตำ แหน่งที่ติดอยู่เรียกว่า ภาพที่ 2.1.10 การแตกนาง (codominant stem) การแตกนาง (codominant stem) (Gilman, 2012) กิ่งที่แตกนาง ควรมีการตัดแต่งตั้งแต่ ระยะไม้หนุ่มเพื่อให้เกิดโครงสร้างที่แข็งแรงในอนาคตคอกิ่งเป็นบริเวณป้องกันตัวเอง(protection zone) ของต้นไม้ จากการเข้าทำ ลายเนื้อไม้ของตัวกระทำ ต่าง ๆ โดยเฉพาะเชื้อรา บริเวณ คอกิ่ง ของไม้ใบกว้างมักพบสารกลุ่มฟีนอล (phenol) สำ หรับในไม้สน มักพบเรซิน (resin) หรือเทอร์ ปีน (terpene) ที่มีคุณสมบัติยับยั้งการ แพร่กระจากรองเชื้อราที่เป็นสาเหตุของการเนื้อ กระบวนการ ป้องกันตัวเองของกิ่งในลักษณะนี้มักพบ 19


ในกิ่งขนาดเล็กเท่านั้น รุกขกร จึงควรหลีกเลี่ยงการตัดกิ่งขนาดใหญ่ แต่หากจำ เป็นควรใช้การ ตัด เพื่อลดความยาวของกิ่ง (reduction cut) แทนการตัดกิ่งออกทั้งหมด กำ หนดองศาของการตัด ให้ตั้งฉากกับกิ่งจะทำ ให้เกิดบาดแผลขนาดเล็ก ที่สุด การตัดแต่งกิ่งขนาดใหญ่ทำ ให้เกิดบาดแผล ขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเกิดการผุของเนื้อไม้มากกว่าการตัดกิ่งขนาดเล็ก (srigo, 1991) ภาพที่ 2.1.11 วิธีการตัดแต่งกิ่งไม้ ในอดีต วิธีการตัดแต่งกิ่งนิยมตัดในตำ แหน่งที่ชิดกับลำ ต้นมากที่สุด ซึ่งการตัดในตำ แหน่ง ดังกล่าว ทำ ให้เกิดแผลขนาดใหญ่ที่ต้นไม้ปิดแผลได้ยาก โดยเฉพาะหากเป็นต้นไม้อายุมากที่ไม่ สามารถ ป้องกันตัวเองด้วยกระบวนการป้องกันการผุได้ เนื่องจากมีพลังงานสะสมไม่มากพอ ตำ แหน่งการ ตัดกิ่งที่เหมาะสมที่สุดอยู่ในตำ แหน่งที่ชิดคอกิ่งออกไปทางปลายกิ่ง ซึ่งเป็นตำ แหน่ง เดียวกับที่ ต้นไม้เกิดการหักของกิ่งเองตามธรรมชาติ (natural pruning) การตัดกิ่งในตำ แหน่งนี้ ต้นไม้ สามารถสร้างเนื้อเยื่อแคลลัสขึ้นมาปิดบาดแผลได้ดี และมีกระบวนการป้องกันตัวเองที่ช่วย ไม่ให้ เกิดการผุของเนื้อไม้บริเวณบาดแผลตามมา หากกิ่งมีขนาดใหญ่ไม่ควรตัดให้กิ่งขาดในครั้ง เดียว เพราะจะส่งผลให้เปลือกบริเวณใต้กิ่งฉีกขาด (peeling) เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ขึ้น กิ่ง ขนาดใหญ่ ควรใช้การติด 3 ครั้ง (3 cuts method) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อเปลือก (Harris, 1983) โดยในการตัดครั้งแรกให้ตัดด้านใต้กิ่ง (bottom cut) ห่างจากคอกิ่งประมาณ 15-30 เซนติเมตร ให้มีความลึกประมาณ 1 ใน 3 ของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกิ่ง การตัดครั้ง ที่ 2 ให้ตัดด้านบน ของกิ่ง (top cut) ห่างจากรอยแผลแรกไปด้านปลายกิ่งประมาณ 5-10 เซนติเมตร ซึ่งการตัด ครั้งที่ 2 ให้ตัดจนกระทั่งกิ่งขาดออกจากกัน รอยฉีกขาดของกิ่งจะสิ้นสุดใน ตำ แหน่งของการตัด ครั้งแรกเท่านั้น และการตัดครั้งสุดท้าย (final cut) ให้ตัดตามแนวคอกิ่ง หรือพิจารณาจากตำ แหน่ง ที่เหมาะสมของสันกิ่ง การตัด 3 ครั้ง เป็นวิธีการที่ปราณีตทำ ให้ บาดแผลมีความสวยงามและ ปราศจากการฉีกขาดของเปลือก 20


ภาพที่ 2.1.12 วิธีการตัดแต่งกิ่งไม้ที่ไม่ชัดเจน ในกรณีต้นไม้ที่ไม่พบคอกิ่งชัดเจน ให้ใช้ตำ แหน่งของสันกิ่งเป็นแนวทางในการกำ าหนด ตำ แหน่งของการตัด ทำ การตัด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้ตัดในแนวตั้งฉากกับกิ่ง และครั้งที่ 2 ให้ ตัดตามแนวเส้นสมมุติที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแนวการตัดครั้งแรกและแนวสันกิ่ง (มุม a-b) โดยให้มี จุดต่ำ สุดของรอยตัดอยู่ใกล้เคียงกับระดับต่ำ สุดของสันกิ่ง ภาพที่ 2.1.13 วิธีการตัดในต้นไม้ที่มีสันกิ่ง 21


การตัดกิ่งที่ผิดวิธี เป็นสาเหตุสำ คัญที่ทำ ให้เกิดความเสียหายต่อต้นไม้ตามมา การตัดผิดวิธีที่ พบได้บ่อยมี 2 รูปแบบ คือ การตัดเหลือตอ (stub cut) เป็นวิธีการตัดกิ่งในตำ แหน่งที่ห่างออก ทางด้านนอกของคอกิ่งมากเกินไป และ ทิ้งตอกิ่งที่ยาวเกินไปนั้นไว้ติดอยู่กับลำ ต้น การตัดเหลือตอ เช่นนี้ทำ ให้ต้นไม้ไม่สามารถสร้างเนื้อเยื่อแคลลัสขึ้นมา ปิดบาดแผลได้ ในระยะยาวต่อกิ่งที่เหลือ อยู่จะผุจนเป็นช่องทางให้เชื้อราเข้าไปทำ ลายเนื้อไม้ได้ การตัดผิดวิธีอีก รูปแบบหนึ่งคือ การตัดลึก (flush cut) เป็นการตัดในตำ แหน่งที่เลยคอกิ่งเข้าด้านในลำ ต้นทำ ให้รอยตัดนั้นชิด กับลำ ต้นมาก เกินไป การตัดเช่นนี้สร้างบาดแผลขนาดใหญ่บนลำ ต้น อีกทั้งคอกิ่งซึ่งเป็นส่วนที่ต้นไม้สะสม พลังงาน ไว้เพื่อสมานบาดแผลได้ถูกตัดออกไปต้นไม้จึงไม่สามารถปิดบาดแผลได้ เป็นผลทำ ให้ เชื้อราสามารถเข้าไปทำ ลาย เนื้อไม้ (Gilman, 2012) การตัดลึกมักพบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุ ที่สำ คัญที่สุดของการผุของต้นไม้ในเขตเมือง การตัดลึกสร้างบาดแผลที่มีขนาดใหญ่กว่าการตัดใน ตำ แหน่งคอกิ่ง 1-2 เท่า ต้นไม้สามารถสร้างเนื้อเยื่อแคลลัส ขึ้นปิดบาดแผลที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง เล็กกว่า 5 เซนติเมตร โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10 ปี ในขณะที่บาดแผล มีขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร ต้นไม้จะไม่สามารถปิดแผลได้อีกทั้งยังพบการเปลี่ยนสี (discoloration) ของ เนื้อไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แรกเริ่มของการผุ (Dujesiefken and Stobbe, 2002) ภาพที่ 2.1.14 วิธีการตัดต้นไม้เหลือตอ 22


ระบบนิเวศป่าไม้ดอยอ่างขาง ระบบนิเวศป่าดอยอ่างขาง 1) ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) ป่าชนิดนี้โดยทั่วไปเรียกว่าป่า ดงดิบ มีมากที่สุดในแถบจังหวัดฝั่งทะเลตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด และภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณน้ำ ฝนตกมากกว่าภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไปมักเป็น ป่ารก 7 ทึบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นไม้ใน วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) มีลำ ต้นสูงใหญ่ตั้งแต่ 30 ถึง 40 เมตร พันธุ์ไม้ชนิดที่ สำ คัญในป่าชนิดนี้ ได้แก่พวก ไม้ยาง(Dipterocarpus spp.) ไม้ตะเคียน (Hopea spp.) ไม้สยา (Shorea spp.) ตะเคียนชันตาแมว (Balanocarpus heimii King) ไข่เขียว (Parashorea stellata Kurz) กะ บากขาว (Anisoptera scaphula Pierre) กะบากทอง (Anisoptera curtissii Dyer) ตีนเป็ด แดง (Dyera costulata Hook.f.) รัก (Melanorrhoea spp.) จิกเขา หรือ จิกนมหิน(Palaquium maingayi King & Gamble) ขนุนนก (Palaquium covatum Eng.) เหล่านี้เป็นต้น พื้นป่ามักจะ เห็นประกอบไปด้วยไม้พุ่ม ปางม นาย ไม้ และเถาวัลย์ ชนิดต่าง ๆ ป่าชนิดนี้แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มี ผลเสียหาย 1 จากไฟป่าเลย และถ้าหากป่าถูกทำ ลายลงจะด้วยการกระทำ ของมนุษย์ หรือ ภัย ธรรมชาติก็ตาม พวกไม้เต้า (Macaranga spp.) ไม้สอยดาว (Mallotus paniculatus Mat Arp) จะเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว 2) ป่าดิบเขา (HI Evergreen Forest) เป็นป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำ ทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่อยู่บนเขาสูงในภาคเหนือ และบางแห่ง ในภาคกลาง และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ที่ทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ป่าภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นต้น มีปริมาณน้ำ ฝนระหว่าง 1,000-2,000 มม. พันธุ์ไม้ที่สำ คัญในป่าชนิดนี้ได้แก่ ไม้ในวงศ์ก่อ (Fegaceae) เช่น ก่อสีเสียด หรือก่อตาควาย (Quercus brandisiana Kurz) ก่อ ตาหมูน้อย หรือ ก่อแพะ (Quercus kerri Craib) ก่อเดือย (Castanopsis acuminatissima Rehd.) ก่อแป้น (Castanopsis diversifolia King) ก่อเลือด (Lithocarpus garrettianus A. Camus) ก่อนก (Lithocarpus polystachyus Rehd.) นอกจากนั้นก็มี สนสามพันปี (Dacrydium elatum Wall) พญา มะขามป้อม (Podocarpus nerifolius D.Don) ขุนไม้ (Podocarpus wallichianus Presl.) มณฑาปา (Manglietia garretti Craib.) ทะโล้ (Schima wallichii Korth) ยมหอม (Cedrela toona Roxb.) กำ ลังเสือโคร่ง (Betula alnoides Ham.) สนแผง (Calocedrus macrolepis Kurz.) อบเชย (Cinnamomum iners Blume) ทํายาน (Styrex benzoides Craib) มะขาม ป้อมดง (Cephalotaxus griffithii Hook.f.) เป็นต้น ใน ป่าชนิดนี้บางทีก็มีไม้ สนเขา (Pinus spp.) ขึ้นปะปนอยู่ด้วย ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวกเฟิร์น กล้วยไม้ดิน มอส ต่าง ๆ ในบางแห่งก็มีต้นกุหลาบป่า (Rhododendron spp.) ขึ้นอยู่ด้วย ป่าชนิด นี้มัก อยู่บริเวณต้นน้ำ ลำ ธาร และถูกชาวเขาทำ ลายอย่างหนัก โดยเฉพาะทางภาคเหนือของ ประเทศไทย 2.7 ระบบนิเวศป่าไม้ ดอยอ่างขาง 23


) ป่าสน (Coniferous Forest) ป่าสนมีกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตาม ภาคเหนือ เช่น จังหวัด เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำ ปาง เพชรบูรณ์ และภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี มีอยู่ตามที่เรา และที่ราบบางแห่งที่สูงจากระดับน้ำ ทะเลตั้งแต่ 200 เมตร ขึ้นไป บางครั้งจะพบ ขึ้นปะปนอยู่กับป่าแดงและป่าดิบเขา ป่าสนโดยทั่วไปมักจะขึ้นอยู่ในที่ดินที่ไม่ อุดมสมบูรณ์ เช่น ตามสันเขาที่ค่อนข้างแห้งแล้งเป็นต้น ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ สนสองใบ (Pinus merkusii Jungh & D, Vriese) และ สนสามใบ (Pinus kesiya Royle ex Gord.) นอกจากนั้นป่าชนิดนี้จะมีไม้พวก เรียง (Dipterocarpus obtusifolius Teysm.) พลวง Dipterocarpus tuberculatus Roxb.) และพวกก่อต่าง ๆ ขึ้นปะปนอยู่ พืชชั้นล่างก็มีพวก หญ้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้อยู่เสมอ และน้ำ มันจากเนื้อไม่สนก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ฉะนั้นป่าชนิดนี้ต้องมีการป้องกัน ไฟอย่างรัดกุมและเข้มงวดกวดขัน ภาพที่ 2.1.15 ระบบนิเวศป่าไม้ดอยอ่างขาง 24


บทที่ 3 วิธีการศึกษาโครงงาน 3.1.1 เชิงพื้นที่ พื้นที่ศึกษาโครงงาน ดอยอ่างขาง ตำ บลแม่งอน อำ เภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในถนนสาย ทางหลวง หมายเลข 1,249 อยู่ในเขตรับผิดชอบแขวนทางหลวงที่ 3 กรมทางหลวง กิโลเมตรที่ 20-25 ที่มีเถาวัลย์และกาฝากเกาะและปกคลุมนางพญาเสือโคร่งอยู่เป็นจำ นวนมากทำ ให้มีปัญหา ในการตัดแต่งจำ นวนมาก 3.1.2 เชิงเนื้อหา 1. ขอบเขตการสำ รวจข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล โดยการจัดทำ ในรูปแบบฟอร์มเป็นการประจัดเมิน ต้นไม้ในลักษณะเฉพาะของแต่ละต้น เช่น ใบ ลำ ต้น กิ่ง และนำ มาวิเคราะห์สุขภาพของเถาวัลย์ กาฝาก และต้นนางพญาเสือโคร่ง ตัวอย่างการวิเคราะห์จำ แนกชนิดประเภทของเถาวัลย์และ กาฝากเช่นการนำ ความยาวของเถาวัลย์ที่เกาะอยู่ต้นพญาเสือโคร่ง มีกี่ประเภทและกี่ชนิด ที่มีผล ต่อสุขภาพโดยรวมของต้นพญาเสือโคร่งจากนั้นวางแผนก่อนที่จะลงมือเก็บข้อมูลว่าควรที่จะเก็บ ข้อมูลต้นไหน และจากเก็บข้อมูลแล้วนำ ผลมาวิเคราะห์ว่าต้นไหนที่ควรตัดแต่งเถาวัลย์และกาฝาก และหาแนวทางในการรักษา 2. เนื้อหา/ประเด็นการศึกษา ขอบเขตประเด็นปัญหาที่ศึกษา เถาวัลย์และกาฝากเกาะอยู่ตาม ต้นนางพญาเสือโคร่งทำ ให้เกิดผลเสียต่อต้นไม้ในพื้นที่ดอยอ่างขางและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยน แปลงไป จากผลกระทบของเถาวัลย์และกาฝากที่ปกคลุมมากเกินไป ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเป็นการ สำ รวจ และจำ แนกประเภท ชนิดของเถาวัลย์และกาฝาก เพื่อหาวิธีการป้องกันแก้ไขปัญหาตาม หลักรุกขกรรมในอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกดอยอ่างขางอย่างถูกวิธี 3.1 ขอบเขตของการศึกษาโครงงาน 3.2 ขั้นตอนวิธีดำ เนินการศึกษาโครงงาน 3.2.1 การวางแผน 1. จัดเตรียมอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูล 2. แบ่งขอบเขตการศึกษาเป็นโซน 3. เก็บข้อมูลสัณฐานวิทยา และ ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ 4. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา 5. ประมวลปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อมูล 6. สรุปผลการทดลอง 25


3.2.2 เก็บข้อมูล ข้อมูลทางสัณฐานวิทยาได้แก่ 1.เส้นรอบวงต้นไม้ 2.ความสูงต้นไม้ 3.เส้นรอบวงต้นไม้ 4.ความยาวของเถาวัลย์ 5.ปริมาณของกาฝากที่เกาะอยู่กับต้นไม้ 6.ปริมาณของเถาวัลย์ที่เกาะอยู่กับต้นไม้ ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ 1.ชื่อไทย 2.ชื่อวิทยาศาสตร์ 3.วงศ์ 4.ข้อมูลพฤกษศาสตร์ 5.โครงสร้างลำ ต้น/สรีระวิทยา/ความยาวของไม้เถา 6.สเก็ตภาพ/ดอก/ผล/ใบ 3.2.3 การวิเคราะห์ การจากวิเคราะห์เถาวัลย์และกาฝากต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นศัตรูพืชที่กระจายพันธุ์ได้เร็ว เพราะมีการปกคลุมของเถาวัลย์และกาฝากทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่งขาดสารอาหารและแสงแดด ทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่งเกิดอาการแห้งตายตามสภาพแวดล้อมไม่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วน ต่างๆของต้นนางพญาเสือโคร่งทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่งมีความโทรมและพุพังตามลำ ต้น เนื่องจากในอนาคตจะส่งผลเสียทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่งเสียหายเป็นจำ นวนมากจึงทำ ให้เกิด โอกาสที่จะโคร่นลงในอนาคตได้ 3.2.4 การสังเคราะห์หรือประมวลผล การจัดการป้องกันกำ จัดการกระจายพันธุ์ของเถาวัลย์และกาฝากต่อต้นนางพญาเสือโคร่ง โดย การกำ จัดโดยวิธีการตัดแต่งใช้เลื่อยยนต์และเลื่อยด้ามยาวเพราะเถาวัลย์และกาฝากอาศัยอยู่ที่สูง อยู่ในพื้นที่ชื่นปกคลุมต้นนางพญาเสือโคร่ง 26


3.3 วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ (ภาคสนาม ห้องปฏิบัติการ สำ นักงาน) 3.3.1 วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ภาคสนามหรือ ห้องปฏิบัติการ ภาพที่ 3.3.1 สมุดจดบันทึกรายชื่อต้นไม้และรายละเอียดต่างๆ ภาพที่ 3.3.2 โทรศัพท์มือถือเก็บรูปภาพต้นไม้ 27


ภาพที่ 3.3.3 เทปวัดความยาวของสรีระวิทยาต้นไม้ ภาพที่ 3.3.4 กรรไกรตัดกิ่ง ภาพที่ 3.3.5 เลื่อยด้ามยาวตัดแต่งเถาวัลย์/กาฝาก 28


ภาพที่ 3.3.6 เลื่อยยนต์มือจับด้านบน ภาพที่ 3.3.7 เครื่องเป่าใบไม้ ภาพที่ 3.3.8 เลื่อยตัดกิ่งไม้ 29


ภาพที่ 3.3.9 อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) 30


3.3.2 วัสดุอุปกรณ์สำ นักงานฯ 31


32


ภาพที่ 3.3.10 เอกสารแบบฟอร์มใบวินิจฉัยสภาพต้นไม้ 33


บทที่ 4 ผลการศึกษาและการอภิปรายผล ในการดำ เนินการศึกษา โครงงานเรื่อง : เถาวัลย์และกาฝากภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ นางพญาเสือโคร่างดอยอ่างขาง พบว่า เถาวัลย์และกาฝากต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นศัตรูพืช ที่กระจายพันธุ์ได้เร็วเพราะมีการปกคลุมของเถาวัลย์และกาฝากทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่ง ขาดสารอาหารและแสงแดดทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่งเกิดอาการแห้งตายตามสภาพ แวดล้อมไม่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นนางพญาเสือโคร่ง ทำ ให้ต้นนางพญา เสือโคร่งมีความโทรมและพุพังตามลำ ต้นเนื่องจากในอนาคตจะส่งผลเสียทำ ให้ต้นนางพญา เสือโคร่งเสียหายเป็นจำ นวนมาก ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้มีการเก็บข้อมูลของเถาวัลย์และกาฝากที่ทำ ลายต้นนางพญาเสือ โคร่ง ดอยอ่างขาง กิโลเมตรที่ 20-25 พบว่ามีเถาวัลย์กาฝากและแคงเกอร์ มีลักษณะ เป็นการปกคลุมของต้นนางพญาเสือโคร่งทำ ให้ต้นนางพญาเสือโคร่งไม่ได้รักอากาศและสาร อาหารไปหล่อเลี้ยงต้น ปกคลุมบริเวณเรือนยอดของต้นนางพญาเสือโคร่ง ลักษณะยาว ความยาวของเถาวัลย์ประมาณ 10-20 เมตร ส่วนมากเป็นเถาวัลย์เนื้ออ่อนในพื้นที่ และใน พื้นที่ยังมีกาฝากที่ลุกรามในพื้นที่ ซึ่งกาฝากนี้เกินขึ้นจากเมล็ดและมีการแพร่กระจายตามผิว กิ่งไม้ต้นไม้และมีการออกดอกเป็นช่อๆ ดอกเป็นสีแดง หลังจากที่มีการกระจายแล้วเกิดเป็น กาฝากและกัดกินเนื้อไม้มาเลื่อยๆหาสารอาหารหล่อเลี้ยงตัวต้นมาเลื่อยๆจึงเกิดเป็นปมหรือ ที่เรียกกันว่า โรคแคงเกอร์ มักจะปรากฏเป็นอาการบวมรอบๆ รอยโรคที่จมบนเปลือก ลำ ต้นและกิ่งก้านเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคปากนกกระจอก เช่น เชื้อราและแบคทีเรีย มัก บุกรุกเนื้อเยื่อเปลือกที่ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับบาดเจ็บเพื่อสร้างโรคแคงเกอร์ ต่อมาผลิต โครงสร้างการสืบพันธุ์ที่เรียกว่าเนื้อติดผลและสามารถแพร่กระจายได้ เชื้อราหลายสิบชนิด ทำ ให้เกิดโรคแคงเกอร์ สาเหตุ โรคแคงเกอร์เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น เชื้อราและ แบคทีเรียจากสิ่งมีชีวิต หรือจากสภาวะที่ไม่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งรวมถึงอุณหภูมิต่ำ หรือสูง เกินไป ลูกเห็บ และความเสียหายทางธรรมชาติและทางกลไกอื่นๆ ของต้นไม้ การรวมกัน ของการโจมตีเหล่านี้อาจเป็นกระบวนการที่ประสบความสำ เร็จมากที่สุดในการทำ ให้ต้นไม้ เกิดโรคเปื่อย เชื้อราที่ทำ ให้เกิดโรคแคงเกอร์มักอยู่รอบๆ และอาศัยอยู่ตามผิวเปลือกของ ต้นไม้โดยธรรมชาติ 4.1 ผลการศึกษา 34


ภาพที่ 4.1.1 ตารางแบบฟอร์มวินิจฉัยสภาพต้นไม้ จากการวิจัยในครั้งนี้ได้ทำ การเก็บข้อมูลเพื่อสำ รวจประเมินสุขภาพต้นนางพญาเสือโคร่งและ วิเคราะห์จำ นวน 420 ต้น และจำ นวนต้นตาย 37 ต้น ที่ยืนต้นตาย ทำ การตัดโค่นต้นไม้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถระบุขนาดได้ รวมเป็นจำ นวนต้นนางพญาเสือโคร่งทั้งหมด 457 ต้น นำ ซึ่งมาการจดบันทึก ข้อมูลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตต้นนางพญาเสือโคร่ง ณ ดอยอ่างข่าง อำ เภอ ฝางจังหวัดเชียงใหม่ กิโลเมตรที่ 20-23 ทางหลวงหมายเลข 1249 จากการเก็บข้อมูลลงในแบบฟอร์มวินิจฉัยสภาพต้นไม้ จะบอกข้อมูลลักษณะของต้นไม้ในกิโลเมตรที่ 20-23 จะแบ่งออกเป็นขนาดไซส์ต้นไม้ S SMALL คือ เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดทรงพุ่มที่มีขนาด 0.50 – 2.00 เมตร M MEDIUM คือ เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดทรงพุ่มที่มีขนาด 2.00 – 4.00 เมตร L LARGE คือ เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดทรงพุ่มที่มีขนาด มากกว่า 4.00 เมตร จึงทำ การตัดแต่งต้นไม้ที่เป็นเถาวัลย์และกาฝาออกจากต้นนางพญาเสือโคร่งให้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ เถาวัลย์และกาฝากจะทำ ร้ายต้นนางพญาเสือโคร่งไปมากกว่านี้ ซึ่งพบจำ นวนของเถาวัลย์และกาฝาก ทั้งหมด ในต้นไม้ใหญ่ต้นนางพญาเสือโคร่งจำ นวน เถาวัลย์ทั้งหมด 8 ชนิด กาฝากทั้งหมด 2 ชนิด ซึ่งถือว่าเป็นภัยตรายต่อต้นไม้ใหญ่ พบว่าจำ นวนของเถาวัลย์ทั้งหมด 8 ชนิด กาฝากทั้งหมด 2 ชนิด จากผลสำ รวจ พบจำ นวนเถาวัลย์ที่สามารถค้นพบได้ จำ นวน 8 ชนิดและกาฝาก 2 ชนิด ที่เป็น ภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ นางพญาเสือโคร่าง ดอยอ่างขาง ผู้จัดทำ จึงหาวิธีการตัดแต่งเถาวัลย์ และกาฝาก เพื่อลดความเสียหาย และการกระจายพันธ์ของเถาวัลย์ 35


ภาพที่ 4.1.2 การตัดแต่งกาฝาก ดอยอ่างขาง ซึ่งพบจำ นวนของเถาวัลย์และกาฝาก ทั้งหมด ในต้นไม้ใหญ่ต้น นางพญาเสือโคร่งจำ นวน เถาวัลย์ ทั้งหมด 8 ชนิด กาฝากทั้งหมด 2 ชนิด ซึ่งถือว่าเป็นภัยตรายต่อต้นไม้ใหญ่ พบว่าจำ นวนของเถาวัลย์ ทั้งหมด 8 ชนิด กาฝากทั้งหมด 2 ชนิด จากผลสำ รวจ พบจำ นวนเถาวัลย์ที่สามารถค้นพบได้ จำ นวน 8 ชนิดและกาฝาก 2 ชนิด ที่เป็น ภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ นางพญาเสือโคร่าง ดอยอ่างขาง ผู้จัดทำ จึงหาวิธี การตัดแต่งเถาวัลย์และกาฝาก เพื่อลดความเสียหาย และการกระจายพันธ์ของเถาวัลย์ 36


ภาพที่ 4.1.3 การตัดแต่งแคงเกอร์ ดอยอ่างขาง จากภาพที่ 4.1.2 พบว่าการตัดแต่งกาฝากนั้น สามารถลดภัยตรายต่อต้นไม้ใหญ่ได้ เนื่องจากพบว่า กาฝากที่สามารถค้นพบจำ นวน 2 ชนิด สร้างความเสียหายต่อต้นไม้ใหญ่ ดังนั้นจึงมีผลอย่างยิ่งในการตัด แต่งกาฝากเพื่อปกป้องต้นไม้ใหญ่หรือต้นนางพญาเสือโคร่ง 37


ภาพที่ 4.1.4 การตัดแต่งเถาวัลย์ ดอยอ่างขาง จากภาพที่ 4.1.3 พบว่าในพื้นที่มีแคงเกอร์อยู่เป็นจำ นวนมาก ทำ การตัดออกบางส่วนนั้น มีการ กัดกินเนื้อไม้จึงทำ ให้เกินเป็นปมต่อต้นนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งพบว่าแคงเกอร์ นั้นมีส่วนทำ ให้ลำ ต้นของ ต้นนางพญาเสือโคร่งนั้นสามารถยืนต้นตายได้ จึงได้กำ จัดกิ่งที่ติดเชื้อทันทีและเผาทิ้งหากโดนลำ ต้น ให้ เอาพื้นผิวที่ปนเปื้อนออกให้มากที่สุด ใช้บิลฮุกหรือคมมีดฆ่าเชื้อซ้ำ ๆจนกว่าจะถึงส่วนที่แข็งแรงของ เปลือกไม้ 38


ภาพที่ 4.1.5 ความยาวของเถาวัลย์ จากภาพที่ 4.1.4 พบว่าเถาวัลย์ที่ทำ การตัดออกบางส่วนนั้น มีการปกคลุมการเจริญเติบโตของ เถาวัลย์และปกคลุมต้นนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งพบว่าทำ ให้เถาวัลย์นั้นมีส่วนทำ ให้ลำ ต้นของต้นนางพญา เสือโคร่งนั้นโน้มลำ ต้นลงสู่พื้น ทำ ให้ไม่สามารถยืนหยัดเป็นต้นไม้โตได้ 39


Click to View FlipBook Version