ภาพที่ 4.1.6 การตัดแต่งต้นนางพญาเสือโคร่ง จากภาพที่ 4.1.5 พบว่าความยาวเถาวัลย์ที่ทำ การตัดออกบางส่วนนั้น มีความยาว 10-60 เมตร มี การปกคลุมแลยิ่งได้รับสารอาหารมากเท่าไหร่ก็จะมีการเจริญเติบโตของเถาวัลย์และการปกคลุมต้น นางพญาเสือโคร่ง ซึ่งพบว่าความยาวของเถาวัลย์นั้นมีส่วนทำ ให้ลำ ต้นและเรือนยอดของต้นนางพญาเสือ โคร่งนั้นโน้มลำ ตัวลงสู่พื้น ทำ ให้ไม่สามารถยืนหยัดเป็นต้นไม้โตได้ ภาพที่ 4.1.7 การตัดแต่งกาฝาก 40
ภาพที่ 4.1.8 การตัดแต่งเถาวัลย์ 1 ภาพที่ 4.1.9 การตัดแต่งเถาวัลย์2 41
ภาพที่ 4.1.10 การตัดแต่งเถาวัลย์3 จากภาพทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า การดำ เนินการตัดแต่งเถาวัลย์และกาฝากก่อนตัดและหลัง ตัดนั้นช่วยปกป้องต้นนางพญาเสือโคร่งได้ จากการเจริญเติบโตของเถาวัลย์ทั้ง 8 ชนิดได้และ กาฝาก 2 ชนิด ซึ่งพบว่าเถาวัลย์ ทั้งหมด 8 ชนิด และกาฝาก 2 ชนิด นั้นส่งผลเสียต่อการ เจริญเติบโตของต้นนางพญาเสือโคร่ง ดังนั้น การตัดแต่งเถาวัลย์และกาฝากนั้น ช่วยให้การ เจริญเติบโตของต้นนางพญาเสือโคร่งได้รับสารอาหารไปหล่อเลี้ยงต้นได้ ถ้าไม่มีการตัดแต่งเลย หรือปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติของเถาวัลย์และกาฝากจะมีการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วตาม ธรรมชาติของมันเพราะเถาวัลย์และการฝากเป็นพืชอิงอาศัยปล่อยไว้เป็นเวลานานต้นนางพญา เสือโคร่งก็จะถูกทำ ร้ายด้วยเถาวัลย์และกาฝากตามมาทีหลังได้ การแก้ปัญหาก็จะยากมากขึ้น หรือถูกเถาวัลย์พันรอบต้นมีกาฝากกัดกินเนื้อไม้แล้วอาจมีการตัดต้นนางพญาเสือโคร่งแทนก็ได้ 42
4.2 การอภิปรายผล ผลการศึกษาพบว่าสาเหตุที่เถาวัลย์และกาฝากเข้ามาอาศัยอยู่บนเรือนยอดของต้นไม้ มีการ ปกคลุมต้นไม้ส่งผลให้ต้นไม้ตายได้ ซึ่งระยะเวลาให้การเจริญเติบโตของเถาวัลย์ละกาฝากขึ้น อยู่กับความชื้นละอาการและกัดกินเนื้อไม้ต่างๆเพื่อไปหล่อเลี้ยงให้ตัวเองได้เติบโตและดูดกิน น้ำ เลี้ยงของลำ ต้นเป็นอาหารทำ ให้มีการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ที่ทำ ลายต้น นางพญาเสือโคร่งได้รวดเร็ว จึงมีวิธีการตัดแต่งเถาวัลย์กาฝากและแคงเกอร์ จะได้ผลก้ต่อเมื่อ เราเขาไปสำ รวจและเข้าไปตัดแต่งทันที มีการดูแลอย่างต่อเนื่อง และก่อนทำ การตัด ต้องมีการ ศึกษานิเวศวิทยา และการประเมิน สำ รวจก่อน เพื่อจะได้ทราบข้อมูลที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งใน แต่ระยะการเจริญเติบโตของเถาวัลย์และกาฝาก จากนั้นจึงเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมในการ จัดการกับเถาวัลย์และกาฝากที่เป็นภัยร้ายต่อต้นนางพญาเสือโคร่ง 43
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา ในการดำ เนินการทำ โครงงานเรื่อง เถาวัลย์และกาฝากภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ นางพญาเสือโค ร่างดอยอ่างขางสามารถรวบรวมสรุปได้ดังนี้ 5.1 สรุปผลการศึกษา จากการศึกศึษาเกี่ย กี่ วกับกัต้น ต้ นางพญาเสือ สื โคร่งร่บนดอยอ่าอ่งขาง จังจัหวัดวัเชีย ชี งใหม่ จากที่สำ ที่ สำรวจมี ปัญปัหาของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากปกคลุม ลุ ต้น ต้ นางพญาเสือ สื โคร่งร่ทำ ให้เ ห้ ป็น ป็ ภัยภั ร้า ร้ ยต่อต่ต้น ต้ ไม้แ ม้ ละกัดกักินกิเนื้อ นื้ ไม้ทำ ม้ ทำให้เ ห้ กิดกิเป็น ป็ แคงเกอร์(ร์ canker) เป็น ป็ ปัญปัหากับกัต้น ต้ ไม้พ ม้ ญาเสือ สื โคร่งร่เถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝากเป็น ป็ ไม้ เถามีก มี ารแพร่กร่ระจายได้อ ด้ ย่าย่งรวดเร็ว ร็ และจะเกิดกิการกระจายพันพั ธุ์จธุ์ากเมล็ด ล็ ผล สัตสัว์ เช่นช่นก กระรอก กระแต การเจริญริเติบติ โตก็ทำ ก็ ทำให้เ ห้ ป็น ป็ ปัญปัหาใหญ่ ทำ ให้ต้ ห้ น ต้ นางพญาเสือ สื โคร่งร่ ไม่ไม่ด้รั ด้ บรั สาร อาหารและแสงแดดในการเจริญริเติบติ โตเลยทำ ให้ก ห้ ารเจริญริเติบติ โตของกาฝากโตได้เ ด้ ร็ว ร็ กว่าว่ต้น ต้ นางพญาเสือ สื โคร่งร่ โดยมีวั มี ตวัถุป ถุ ระสงค์ใค์ นการศึกศึษา เพื่อ พื่ ศึกศึษาชนิดนิของเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝาก รวมไปถึงถึ เพื่อ พื่ ป้อ ป้ งกันกักำ จัดจัการกระจายพันพั ธุ์ขธุ์ องเถาวัลวัย์แ ย์ ละกาฝาก จากผลการศึกศึษา พบเถาวัลวัย์ล้ ย์ อ ล้ มรอบต้น ต้ นางพญาเสือ สื โคร่งร่ที่ส ที่ ามารถสำ รวจได้จำ ด้ จำนวน 8 ชนิดนิและกาฝาก 2 ชนิดนิ ได้แ ด้ ก่ 1.เถาวัลวัย์ 2.กาฝาก 44
1.2 ชื่อไทย : ต้นพญาดง ชื่อเรียกอื่น : ต้นเอื้องเพ็ดม้า,ต้นผักไผ่น้ำ ,ผักบังใบ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Persicaria chinense. ชื่อวงศ์ : POLYGONACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : พืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำ ต้นเป็นข้อทั้งต้นมีขนปกคลุม ใบเดี่ยว มีหูใบเป็นแผ่นบาง หุ้มเหนือข้อแผ่นใบ ดอกช่อ ช่อดอกย่อยอัดแน่น มีขนปกคลุม ดอก ย่อยขนาดเล็กสีขาว ก้านดอกสั้นหรือไม่มี โคนก้านดอกมีกาบหุ้มหลายชั้น ชั้นนอกมีขน เล็กน้อย ชั้นในบาง กลีบรวมสีขาว เชื่อมติดกันที่ฐาน เกสรตัวผู้ 10 อัน อับเรณูสีม่วง ผลมีสัน ทรง สามเหลี่ยม มีกลีบรวมที่ติดทนและฉ่ำ น้ำ 45
1.3 ชื่อไทย : ต้นมันเทียน ชื่อเรียกอื่น : ต้นมันแซง,ต้นเครือมันแซง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dioscorea filiformis Blume. ชื่อวงศ์ : DIOSCOREACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ไม้เถา เลื้อยพันไปด้านขวาพาดอิงพืชชนิดอื่น รากสะสมอาหารเป็นแท่งรูป ทรงกระบอก ด้านในสีขาว มียางเมือก ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปใบหอก โคนใบปลายใบแหลม กว้างและมน แผ่นใบและขอบใบเรียบ เส้นกลางใบ 3 เส้น ออกจากโคนใบโค้งจรดขอบใบ ก้าน ใบเป็นเหลี่ยม โคนก้านใบสีค่อนข้างแดง ช่อดอกออกตามซอกใบตามลำ ต้น แต่ละช่อประกอบด้วย ช่อย่อย ช่อย่อยมีดอกย่อย 10-20 ดอก ดอกย่อ ยไม่มีก้านดอก ผลแบบแคปซูล มีปีก แห้งเป็นมัน 46
1.4 ชื่อไทย : ต้นปาลคีรี ชื่อเรียกอื่น : - ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heterostemma tanjorense Wight & Arn. ชื่อวงศ์ : ASCLEPIADACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ลำ ต้นเกลี้ยงมีน้ำ ยาง ใบเรียงตรงข้าม ใบรูปไข่แกมวงรี ปลายมน ขอบใบ ทั้งหมด แหลม ปลายยอด ออกที่ซอกใบเกิน สั้น 6-10 ดอก ดอกไม้ เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มม. สี เหลืองอมม่วง มีขนเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ, พูรูปไข่ วงรี 10 มม.กลีบดอกหมุน, กลีบสามเหลี่ยม เล็ก เกสรรูปไข่ 2.9 มม.เมล็ดจำ นวนมาก รูปขอบขนานแบน ยาว 1 เมตร 47
1.5 ชื่อไทย : ต้นไข่ปูใหญ่ ชื่อเรียกอื่น : ต้นหนามไข่ปู (จังหวัดเพชรบูรณ์), ต้นฟ้าแลบ (จังหวัดนครศรีธรรมราช), ต้นมะฮู้ ไข่ปู (เชียงใหม่) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rubus alceifolius Poir. ชื่อวงศ์ : ROSAIDEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มรอเลื้อย ทอดยาวได้ถึง 6-8 เมตร มีขนยาวสีน้ำ ตาลอ่อนและหนาม แหลมปกคลุม ทุกส่วน ใบรูปไข่กว้างหรือรูปกลม กว้าง 6-15 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร แผ่นใบหนา โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจัก และหยักเว้า 5-7 แฉก ดอกสีขาวออกเป็นช่อที่ ซอกใบ ช่อดอกยาว 15-18 เซนติเมตร กลีบรองดอก 5 กลีบ รูป ขอบขนานปลายแหลม กลีบดอก 5 กลีบ หลุดร่วงง่าย รูปไข่กลับ ขนาด 0.5-1 เซนติเมตร เกสรผู้และเกสรเมียจํานวนมาก ผลเป็น ผลสดชนิดผลรวม แดง ทรงกลม ขนาด 1-2 เซนติเมตร 48
1.6 ชื่อไทย : ต้นพลูช้าง ชื่อเรียกอื่น : ต้นเครืองูเขียว (จังหวัดหนองคาย), ต้นหีควาย (จังหวัดกรุงเทพฯ), ต้นดิป๊ามซุง (ประพม่า) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scindapsus officinalis (Roxb.) Schott. ชื่อวงศ์ : ARACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ลำ ต้นมีลักษณะอวบและฉ่ำ น้ำ ชอบเลื้อยพาดตามก้อน หินหรืออาศัยเกาะอยู่ตามไม้ยืนต้นอื่น ๆ ลำ ต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกัน แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรีแกมไข่ หรือรูป ไข่เบี้ยวแกมรูปรี ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมหรือเว้าเป็นรูปหัวใจตื้น ๆ ส่วนขอบใบเรียบ ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 6.5-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12.5-25.5 เซนติเมตร แผ่นใบเกลี้ยง เป็นมัน ออกดอกเป็นช่อเดี่ยว ๆ บริเวณยอด ดอกมีลักษณะเป็นแท่งกลมยาวและมีก้านช่อดอกสั้น กว่าก้านใบมาก กาบหุ้มช่อดอกด้านนอกเป็นสีเขียว ส่วนด้านในเป็นสีเหลือง ผลเป็นผลสดมีเนื้อ นุ่มฉ่ำ น้ำ เหมือนมะเขือเทศ แต่มีขนาดเล็กและมีจำ นวนน้อย ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ภายในผลมี เมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปหัวใจ 49
1.7 ชื่อไทย : ต้นฝนแสนห่า ชื่อเรียกอื่น : ต้นกระดึงช้าง (ภาคกลาง), ต้นจิงจ้อหลวง (ประจวบคีรีขันธ์), ต้นดูลาน (ยะลา), ต้นฝนแสนห่า (จันทบุรี), ต้นย่านขน (สงขลา), ต้นลูกช้าง (กาญจนบุรี), ต้นเอ็นขน (สุราษฎร์ธานี), ต้นเอ็นน้ำ นม (ตรัง) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Argyreia capitiformis (Poir.) Ooststr. ชื่อวงศ์ : CONVOLVULACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาล้มลุก มีขนหยาบตามลำ ต้น แผ่นใบ ใบประดับ ช่อดอก กลีบเลี้ยง และกลีบดอกด้านนอก ใบรูปไข่ รูปขอบขนาน หรือเกือบกลม ยาว 8–18 ซม. ปลายแหลมหรือ แหลมยาว โคนรูปหัวใจ ก้านช่อดอกยาว 6–30 ซม. ดอกสีชมพูหรือม่วงอ่อน รูปปากแตร ยาว 4.5–5.5 ซม. เกสรเพศผู้ไม่ยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 1.5 ซม. โคนมี ต่อมขนยาว รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 3 ซม.ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 มม. สุกสีส้มแดง ส่วนมากมี 4 เมล็ด รูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 7 มม. 50
1.8 ชื่อไทย : ต้นดงหมากหมก ชื่อเรียกอื่น : - ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tetrastinme dubium (M.A.Lawson) Planchon. ชื่อวงศ์ : VITACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เลื้อยง่ายอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ในทวีปอเมริกาเหนือ ยาว 15 ซม. ใบประกอบแบบดิจิทัล ก้านใบประมาณ ยาว 1-1.5 ซม. มีขนสั้น ก้านใบประมาณ ยาว 5-10 ซม. รูปใบหอกหรือรูปไข่ แกมรูปใบหอก โคนมนถึงแหลม ปลายแหลม ขอบหยักห่าง หยักเป็นฟันปลา ขอบและปลายยอดเหมือนกาบปลายใบ ช่อดอกแบบแยกแขนงย่อย ยาว 7-10 ชม. ก้านดอกยาว 2-4 ซม. กลีบเลี้ยงเห็นชัด 4 ซี่ มีขน กลีบยาว 1 มม. รูปขอบขนานแกมรี มีเดือยหลังที่ปลายยอด มีขน เกสรตัวผู้ประมาณ ยาว 0.7 มม. ผลเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 มม. กรวย, เกลี้ยงรูปทรงกลม เมล็ดยาวประมาณ 0.6 x 0.5 ซม. รูปวงรีย่นในแนวนอน 51
2. กาฝาก 2.1 ชื่อไทย : กาฝากแก่นเทา ชื่อเรียกอื่น : - ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scurrula atropurpurea (Bl.) Dans. ชื่อวงศ์ : LORANTHACEAE ลักษณะพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มประเภทกาฝาก สูง ถึง 1.5 เมตร ทุกส่วนมีขนสีนํ้าตาลอ่อน ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-9 ซม. ดอกช่องเรียงเป็นวง ออกดอก ชอกใบ พอกย่อยจํานวนมาก กลีบดอกด้านนอกเขียวถึงแดง ด้านในสีแดงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลสด สีส้ม 52
2.2 แคงเกอร์ Allkaset โรคแคงเกอร์นับว่าเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง สามารถพบการระบาดในหลาย ประเทศซึ่งประเทศไทยพบว่ามีการระบาดของโรคนี้อย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันการระบาดของ โรคแคงเกอร์อย่างเคร่งครัด เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. citri เชื้อสาเหตุ โรคแคงเกอร์ สามารถเข้าทำ ลายและก่อให้เกิดโรคที่อ่อนแอและง่ายต่อการเกิดและติดโรคมาก ที่สุด พบได้ทุกที่ทุกแห่ง เดิมชาวบ้านเรียกโรคนี้ว่าโรคขี้กลาก โรคแคงเกอร์สามารถเข้าทำ ลาย พืชได้เกือบทุกส่วนของต้น ทั้งกิ่ง ก้าน ใบ ลำ ต้น รวมทั้งผล ลักษณะอาการบนกิ่งและก้าน มักจะเกิดกับกิ่งอ่อนที่มีความอ่อนแอต่อโรค แผลที่เกิด ใหม่ๆ อาจจะเห็นเป็นสีเหลืองอ่อนนูน ต่อมาแผลจะแห้งแข็งเป็นสีนํ้าตาลเข้มขยายออกรอบกิ่ง หรือขยายเป็นทางตามความยาวของกิ่ง รูปร่างของแผลไม่แน่นอน มีขนาดใหญ่กว่าและสีนํ้าตาล เข้มกว่าที่ใบ แต่ไม่มีขอบสีเหลืองโดยรอบแผล จากการพบ ชนิดของเถาวัลย์ จำ นวน 8 ชนิดและกาฝาก 2 ชนิด พบว่าจำ นวน เถาวัลย์กาฝากและแคงเกอร์ ได้ลุกลามพันรอบลำ ตัวของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งทำ ให้มีผลต่อการเจริญ เติบโตของต้นไม้ใหญ่ ผู้วิจัยจึงทำ การตัดแต่ง โดยการตัดส่วนเกินของเถาวัลย์และกาฝาก และ ตัดแต่ง เถาวัลย์ที่จะมีการแพร่กระจาย เจริญเติบโต รวมไปถึงช่วยปกป้องต้นไม้ใหญ่ที่เป็นภัย ตรายมาจากต้นเถาวัลย์และกาฝาก 53
กิโลเมตรที่ 20 ภาพที่ 5.1.1 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์กิโลเมตรที่ 20 ภาพที่ 5.1.2 แผนภูมิวงกลมกาฝากกิโลเมตรที่ 20 สรุปกิโลเมตรที่ 20 พบว่าเถาวัลย์ S 7 ต้น M 8 ต้น L 9 ต้น และเจอปัญหาอีก 9 ต้น รวมเป็น 33 ต้น ซึ่งมีเถาวัลย์ทั้งหมด 8 ชนิด ต้นพลูช้าง 10% ต้นบวบกลม 20% ต้นวงศ์องุ่น 20% ต้นปาลคีรี 20% ต้นไข่ปูใหญ่ 30% ในทั้งหมด 8 ชนิดนี้ ในกิโลเมตรที่ 20 พบว่าต้นไข่ ปูใหญ่มี 30% ซึ่งมีมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 20 ส่วนกาฝากจะเห็นได้ว่า มี 2 ชนิดด้วยกันมี การ ฝากใบและกาฝากปุ่ม กาฝากใบ 42% กาฝากปุ่ม 58% ในกิโลเมตรที่ 20 พบว่ามีกาฝากปุ่ม 58% ซึ่งมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 20 54
กิโลเมตรที่ 21 ภาพที่ 5.1.3 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์กิโลเมตรที่ 21 ภาพที่ 5.1.4 แผนภูมิวงกลมกาฝากกิโลเมตรที่ 21 สรุปกิโลเมตรที่ 21 พบว่าเถาวัลย์ S 3 ต้น M 10 ต้น L 28 ต้น และเจอปัญหาอีก 8 ต้น รวมเป็น 49 ต้น ซึ่งมีเถาวัลย์ทั้งหมด 8 ชนิด ต้นไข่ปูใหญ่ 3% บวบกลม 9% ต้นฝนแสนห่า 10% ต้นมันเทียน 10% ต้นพญาดง 13% ต้นปาลคีรี 13% ต้นดงหมากหมก 16% และต้นพลูช้าง 26% ในทั้งหมด 8 ชนิดนี้ ในกิโลเมตรที่ 21 พบว่าต้นต้นพลูช้าง 26% ซึ่งมีมากที่สุดใน กิโลเมตรที่ 21 ส่วนกาฝากจะเห็นได้ว่า มี 2 ชนิดด้วยกันมี การฝากใบและกาฝากปุ่ม กาฝาก ใบ 62% กาฝากปุ่ม 38% ในกิโลเมตรที่ 21 พบว่ามีกาฝากใบ 62% ซึ่งมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 21 55
กิโลเมตรที่ 22 ภาพที่ 5.1.5 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์กิโลเมตรที่ 22 ภาพที่ 5.1.6 แผนภูมิวงกลมกาฝากกิโลเมตรที่ 22 สรุปกิโลเมตรที่ 22 พบว่าเถาวัลย์ S 6 ต้น M 23 ต้น L 12 ต้น และเจอปัญหาอีก 12 ต้น รวมเป็น 53 ต้น ซึ่งมีเถาวัลย์ทั้งหมด 8 ชนิด ต้นพลูช้าง 10% ต้นมันเทียน 10% ต้นบวบ กลม 14% ต้นดงหมากหมก 17% ต้นไข่ปูใหญ่ 21% และต้นปาลคีรี 28% ในทั้งหมด 8 ชนิดนี้ ในกิโลเมตรที่ 22 พบว่าต้นปาลคีรี 28% ซึ่งมีมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 22 ส่วนกาฝากจะเห็นได้ ว่า มี 2 ชนิดด้วยกันมี การฝากใบและกาฝากปุ่ม กาฝากใบ 51% กาฝากปุ่ม 49% ใน กิโลเมตรที่ 22 พบว่ามีกาฝากใบ 51% ซึ่งมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 22 56
กิโลเมตรที่ 23 ภาพที่ 5.1.7 แผนภูมิวงกลมเถาวัลย์กิโลเมตรที่ 23 ภาพที่ 5.1.8 แผนภูมิวงกลมกาฝากกิโลเมตรที่ 23 สรุปกิโลเมตรที่ 23 พบว่าเถาวัลย์ S 9 ต้น M 10 ต้น L 5 ต้น และเจอปัญหาอีก 9 ต้น รวมเป็น 33 ต้น ซึ่งมีเถาวัลย์ทั้งหมด 8 ชนิด พญาดง 10% ต้นมันเทียน 10% ต้นพลูช้าง 15% ต้นปาลคีรี 15% ต้นฝนแสนห่า 20% และต้นดงหมากหมก 30% ในทั้งหมด 8 ชนิดนี้ ใน กิโลเมตรที่ 23 พบว่าต้นดงหมากหมก 30% ซึ่งมีมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 23 ส่วนกาฝากจะเห็น ได้ว่า มี 2 ชนิดด้วยกันมี การฝากใบและกาฝากปุ่ม กาฝากใบ 53% กาฝากปุ่ม 47% ใน กิโลเมตรที่ 23 พบว่ามีกาฝากใบ 53% ซึ่งมากที่สุดในกิโลเมตรที่ 23 57
สรุปกิโลเมตรที่ 20-23 ภาพที่ 5.1.9 แผนภูมิวงกลมจำ นวนเถาวัลย์/กาฝากกิโลเมตรที่ 20-23 ภาพที่ 5.1.10 แผนภูมิแท่งจำ นวนเถาวัลย์และกาฝากกิโลเมตรที่ 20-23 สรุปกิโลเมตรที่ 20-23 พบว่ามีเถาวัลย์ที่สูงสุดในกิโลเมตรที่ 21และ22 คือ 53 ต้น คิด เป็นเปอร์เซ็นต์ 34% และผลรวมของเถาวัลย์ทั้งหมด 156 ต้น และพบว่ามีกาฝากสูงสุดใน กิโลเมตรที่ 21 คือ 77 ต้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 32% และผลรวมของกาฝากทั้งหมด 242 ต้น ผล รวมทั้งหมดของเถาวัลย์และกาฝาก 398 ต้น 58
5.2 ข้อจำ กัดของการศึกษา ในการดำ เนินการศึกษา โครงงานเรื่อง เถาวัลย์และกาฝากภัยร้ายต่อต้นไม้ใหญ่ ต้นม่วง พญาเสือโคร่งดอยอ่างขาง กม.20-23 ซึ่งแนวทางในการจัดการเถาวัลย์และกาฝากผู้วิจัยได้ศึกษา จึงเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการกระจายของเถาวัลย์และกาฝากที่อย่างรวดเร็วซึ่งมีข้อจำ กัดใน ต้องอาศัยวิธีหลายๆอย่าง อย่างเช่น ปัจจัยทางธรรมชาติ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรือวิธีการตัด แต่งเพื่อให้เกิดผลในการป้องไม่ให้เถาวัลย์และกาฝากแพร่กระจายได้และมีประสิทธิภาพมากที่สุด 5.3 การประยุกต์ผลการศึกษา ภายในอนาคตการจัดการดูแลต้นนางพญาเสื้อโคร่ง เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดอยอ่างขางซึ่ง เป็นที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวของธรรมชาติ ควรมีการกำ หนดการตัดแต่งเถาวัลย์ ทุก 4 – 6 เดือน เพื่อเป็นการปกป้องต้นนางพญาเสือโคร่ง และช่วยให้ต้นนางพญาเสือโคร่งนั้นเจริญเติบโต เป็นไม้ยืนต้นที่สวยงาม 5.4 ข้อเสนอแนะ 5.4.1.ในการศึกษาครั้งต่อไป ควรมีอุปกรณ์และ ข้อมูลที่สามารถเข้าถึง เถาวัลย์และกาฝาก แต่ละชนิด เพื่อเป็นการหาวิธีการป้องกันภัยตรายที่นำ มาสู่ไม่ยืนต้นขนาดใหญ่ 5.4.2.ในการปกป้องต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ณ ดอยอ่างขางนั้นไม่ควรมีการตัด เพราะถือ เป็นการทำ ลายสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ ควรมีเพียงแค่การตัดแต่ง 60
บรรณานุกรม เว็บไซต์ (1)ภัทรนันท์ คำ เขียว. (2555). สภาพภูมิอากาศ. 17 สิงหาคม 2565, จาก https://sites.google.com/a/longwittaya.ac.th (2)มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. (2562). เถาวัลย์. 17 สิงหาคม 2565, จาก https://www.seub.or.th/bloging/knowledge (3)วิกิพีเดีย. (2561). กาฝาก. 17 สิงหาคม 2565, จาก https://th.wikipedia.org/wiki (4)มูลนิธิสืบนาคะเสถียร.(2019). ป่าดิบชื้นและป่าดงดิบ. 25 สิงหาคม 2565, จาก https://m.facebook.com/SeubNakhasathienFD/posts (5)Kuijt. (2512). ชีววิทยาของพืชดอกกาฝาก 25 สิงหาคม 2565, จาก https://hmong.in.th/wiki/Hemiparasite (6)Pansasiri. (2561). กาฝาก แย่งอาหารต้นไม้ใหญ่ให้ถึงตายได้. 25 สิงหาคม 2565, จาก https://www.winnews.tv/news/21897 (7)สำ นักพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้. (2018). ดอยอ่างขาง. 4 กันยายน 2565, จาก http://learn.gistda.or.th หนังสือ (1)ภาณุมาศ ลาดปาละ สุทัศน์ เขียวพรม ปิยะพงษ์ สืบเสน สุดารัตน์ อ้นแก้ว ปาริฉัตร์ พึ่งไทย ภาณี จ่ายอ๋อง บุญส่ง ศรียศสมบัติ และ อำ นาจ ภูขุนทด . เถาวัลย์แก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร ; สำ นักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช . 2558 60 (2)Thawatchai Santisuk , Kai Larsen . Flora of Thailand Vol. 10.1 (Dioscoreaceae) พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร ; White Lotus Press . 2552 (3)Kongkanda Chayamarit (Editor) , Henrik Balslev (Editor) , Hans-Joachim Esser (Author) . Flora of Thailand, Vol. 14.4 Ancistrocladaceae , Lecythidaceae , Nelumbonaceae , Nymphaeaceae , Rhamnaceae & Vitaceae . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร . หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ . 2563
บรรณานุกรม(ต่อ) 61 (4)Thawatchai Santisuk (Editor) , Kai Larsen (Editor) , Peter C Boyce (Author) , Duangchai Sookchaloem (Author), Wilbert LA Hetterscheid (Author), Guy Gusman (Author), Niels Jacobsen (Author), Takashuge Idei (Author), Nguyen Van Du (Author) . Flora of Thailand, Vol. 11.2 Acoraceae & Araceae . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร . หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ . 2555 (5)Obchant Thaithong (Author) , Aroonrat Kidyoo (Author) , Manit Kidyoo (Author) . Handbook of Asclepiads of Thailand . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร ; หน่วยวิจัยพืชแห่งประเทศไทย ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ . 2561
62 ประวัติผู้ศึกษา ประวัติส่วนตัว ชื่อไทย : นางสาวพิมพ์ประภา อินต๊ะ ชื่อภาษาอังกฤษ : Ms.Pimprapa inta วันเดือนปีเกิด : 9 มีนาคม 2542 ที่อยู่ : 13 หมู่ 2 ซอย 5 บ้านดงม่วงคำ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย รหัสไปรษณีย์ 57130 ประวัติการศึกษา พ.ศ.2562 - พ.ศ.2566 : ระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ พ.ศ.2556 - พ.ศ.2561 : ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนองค์การบริหารส่วน จังหวัดเชียงราย
63 ภาคผนวก ภาคนวก 1 : เรื่อง ช่องทางการเข้าถึงลิงค์สื่อเผยแพร่