The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไฟล์รวมฉบับสมบูรณ์จัดหน้าสำหรับปรินท์หน้าหลัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Preuk Taotawin, 2026-04-27 03:47:56

มนุษย์กับสังคมในโลกอุดม(อ)คติ

ไฟล์รวมฉบับสมบูรณ์จัดหน้าสำหรับปรินท์หน้าหลัง

มนุษย์กับสังคมในโลกอุดม(อ)คติเอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441100-63 มนุษย์กับสังคมหมวดวิชาศึกษาทั่วไป กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ หลักสูตร พ.ศ. 2563เรียบเรียงโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์พฤกษ์ เถาถวิลภาควิชามนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีปีการศึกษา 2569


คำนำมนุษย์กับสังคมในโลกอุดม(อ)คติเป็นเอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441100-63 มนุษย์กับสังคม (Man and Society) หมวดวิชาศึกษาทั่วไป กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์หลักสูตร พ.ศ.2563 เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับอ่านเพิ่มเติมให้กับนักศึกษาที่เรียนวิชานี้ เหตุที่กล่าวว่าเป็น “ทางเลือก”เนื่องจากว่าในรายวิชานี้มีเอกสารประกอบการสอนอยู่แล้ว 3 ชิ้น ชิ้นแรกคือ เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441100 มนุษย์กับสังคม ฉบับหลักสูตร พ.ศ. 2555 เรียบเรียงโดย ดร.ณัฏฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์(2560) ชิ้นที่สองคือ เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441100 มนุษย์กับสังคม ฉบับหลักสูตร พ.ศ. 2563 เรียบเรียงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์ และ ดร.เหมวรรณ เหมะนัค (2563) ชิ้นที่ 3 เรียบเรียงโดย ดร. เสนาะ เจริญพร. (ม.ป.ป.). เอกสารสรุปเนื้อหาสำคัญรายวิชามนุษย์กับสังคม หลักสูตรการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.ความแตกต่างของเอกสารชิ้นนี้กับก่อนหน้านี้ ด้านหนึ่งคือวิธีการนำเสนอ เอกสารนี้ไม่ได้ใช้ท่วงทำนองการนำเสนอเนื้อหาแบบตำราเรียน แต่ใช้รูปแบบไม่เป็นทางการ คือเป็นลักษณะของบทความกึ่งวิชาการ หมายถึงบทความที่คล้ายคลึงกับที่นำเสนอในเวปไซต์ของสำนักข่าวต่าง ๆ นอกจากใช้ภาษาที่ลดความเป็นทางการแล้ว การนำเสนอก็ใช้ท่วงทำนองของการเล่าเรื่อง ด้วยหัวข้อที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจและเกี่ยวข้องกันเป็นลำดับ อีกด้านหนึ่งของความแตกต่างคือ การปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้น ได้แก่ เนื้อหาในบทที่ว่าด้วยโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะโลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21 (บทที่ 6 หัวข้อที่ 3) และบทที่ว่าด้วยการเมืองไทย โดยได้วิเคราะห์เหตุการณ์ร่วมสมัยในช่วงปี พ.ศ. 2536 ซึ่งเกิดการประท้วงของเยาวชนเข้าไปในเนื้อหาด้วย (บทที่ 7) ความแตกต่างนอกเหนือจากนั้น คือเนื้อหาที่แทรกในบทต่าง ๆ เป็นกรณีตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาอภิปราย ตามที่ผู้เรียบเรียงเห็นว่าอยู่ในความสนใจของยุคสมัยมากขึ้น มนุษย์กับสังคมในโลกอุดม(อ)คติซึ่งเป็นชื่อของเอกสารนี้ มีที่มาจากวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชา วิชานี้ต้องการให้ผู้เรียนได้เข้าใจในสังคมที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งประกอบด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าความหลากหลายทางชนชั้น เพศ ชาติพันธุ์ ได้เข้าใจในมายาคติที่มีอิทธิพลต่อชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่า ความรัก ความรู้ หรือชาติ ได้เข้าใจมุมมองความคิดที่มีอิทธิพลต่อการมองโลกของเราทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทั้งหมดก็เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจทั้งตนเอง และเข้าใจคนอื่น สามารถมองผ่านม่านหมอกแห่งความเข้าใจผิด ๆ หรืออคติ ให้สามารถสร้างสังคมในอุดมคติ เป็นผู้มีความรับผิดชอบ มีความเคารพในคุณค่า ศักดิ์ศรี และมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ในด้านจริยธรรมทางวิชาการ เนื้อหาบทที่ 5 ของเอกสารนี้ ผู้เขียนได้ใช้ความรู้จากเอกสารของอาจารย์ณัฏฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์(2563) ในบทที่ว่าด้วยเพศภาวะ โดยได้นำเนื้อหาบางส่วนมาใช้ ร่วมกับเนื้อหาที่ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นใหม่ นอกจากนั้น ผู้เขียนได้ใช้แชทบอทปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Chatbot,AI Chatbot) เป็นผู้ช่วยทำงานบางขั้นตอน ได้แก่ การค้นคว้าข้อมูล รวมทั้งมีเนื้อหาบางส่วนที่มาจากการเรียบเรียงของ AI แต่ผู้เขียนได้ตรวจสอบและปรับสำนวนใหม่ ทั้งนี้เนื้อหาเอกสารทั้งหมด ผู้เขียนได้ตรวจสอบ แก้ไข และเรียบเรียงให้เป็นความรู้ที่ถูกต้องทางวิชาการ เนื้อหาในเอกสารนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว


หวังว่าเอกสารนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้เรียนในวิชานี้ รวมทั้งเยาวชน และผู้สนใจทั่วไป พฤกษ์ เถาถวิล เมษายน 2559


สารบัญ หน้าบทที่ 1 เปิดจักรวาล 3 ศาสตร์: Natural Science x Social Science x Humanity 1บทที่ 2 มองโลกผ่าน “เลนส์” อันหลากหลาย 17บทที่ 3 ชาติ ชาตินิยม และชาติพันธุ์ 31บทที่ 4 ชนชั้นและอัตลักษณ์ทางสังคม 49บทที่ 5 เพศสภาพและเพศวิถี 65บทที่ 6 หัวข้อที่ 1 ทุนนิยม : โครงสร้างที่กำกับชีวิตเรา 77บทที่ 6 หัวข้อที่ 2 บริโภคนิยม : เมื่อสังคมขับเคลื่อนด้วยการช้อป 89บทที่ 6 หัวข้อที่ 3 โลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21: การเชื่อมโยง การแยกตัว และระเบียบโลกใหม่ 99บทที่ 7 อนาคตในมือเรา: พลเมืองรุ่นใหม่ในการเมืองและประชาธิปไตยไทย 113


1บทที่ 1 เปิดจักรวาล 3 ศาสตร์: Natural Science x Social Science x Humanityรายวิชามนุษย์กับสังคม เป็นความรู้ในสังกัดสังคมศาสตร์ การเรียนในวิชานี้มีนักศึกษาจากหลากหลายคณะ นักศึกษาจากแต่ละคณะต่างคุ้นเคยกับศาสตร์ตามตามสาขาวิชาของตน และคงจะไม่คุ้นเคยกับสังคมศาสตร์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างออกไป การเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจบุคลิกลักษณะ (characteristic) ของแต่ละศาสตร์โดยเปรียบเทียบกัน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเรียนวิชานี้เนื่องจากความรู้ที่เราเล่าเรียนกันในปัจจุบัน มีกำเนิดโดยไม่ได้แยกเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์มาก่อน แต่มาถูกแบ่งแยกภายหลัง เราจึงควรทำความเข้าใจความรู้ทั้งหมดโดยย้อนไปพิจารณากำเนิดความรู้ในอดีต ทำความเข้าใจพัฒนาการในแต่ละยุคสมัย การขีดเส้นแบ่งระหว่างศาสตร์ทั้ง 3 ทำความเข้าใจบุคลิกลักษณะของแต่ละศาสตร์ แล้วทำความเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และการอยู่ร่วมกันของทั้ง 3 ศาสตร์ ซึ่งมีทั้งเกื้อกูลกัน และแข่งขันกัน เป็นลำดับ 1. พัฒนาการความรู้จากยุคกรีกคลาสสิกถึงปัจจุบัน• ยุคกรีกคลาสสิกเมื่อทำความเข้าใจความรู้หรือภูมิปัญญาของมนุษย์ เรามักจะเริ่มต้นที่สมัยกรีกคลาสสิก (Classical Greece) ซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาประมาณ 480 – 323 ปีก่อนคริสตกาล ยุคนี้นับเป็นยุคทองของกรีกโบราณ ซึ่งความรู้ใหม่ๆ เจริญงอกงาม มีนักปรัชญาชื่อเสียงก้องโลกอย่าง เพลโต (Plato) อริสโตเติล (Aristotle) โสเครตีส (Socrates) นักปรัชญาในยุคนี้เห็นว่า “เหตุผล” เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงความรู้และความจริง ซึ่งต่อมาเราเรียกว่า แนวคิด “เหตุผลนิยม” (rationalism) และด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าเหตุผลนี้เอง ทำให้เกิดคำอธิบายเกี่ยวกับ กฎธรรมชาติ ความดี-ความงาม-ความจริง หลักการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์ฯลฯ ในยุคนั้นความรู้เหล่านี้ถูกเรียกรวมๆกันว่า “ปรัชญา” (philosophia) ซึ่งหมายถึง “ความรักในปัญญา” และภายในนั้นมีแขนงความรู้ย่อย ๆ (ซึ่งตอนนั้นยังไม่ถูกแบ่งแยกและไม่มีชื่อ) เช่น อภิปรัชญา ตรรกะ จริยศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อริสโตเติล (Aristotle, 384-322 BC) เป็นตัวอย่างที่ดีของการวางรากฐานของวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในทางวิทยาศาสตร์เขาเสนอการศึกษาความจริงในธรรมชาติผ่านประสบการณ์ ด้วยการการสังเกต การจัดจำแนก และการอธิบายเชิงเหตุผล อริสโตเติลให้ความสำคัญกับ สาเหตุ 4 ประการ เพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล ได้แก่ สารัตถะ, รูปแบบ, ผู้ก่อกำเนิด, และจุดประสงค์สิ่งเหล่านี้ต่อมาเป็นรากฐานการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในทางสังคมศาสตร์อริสโตเติลคือเจ้าของวาทะ “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” และ “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” (Zoon Politikon) แสดงให้เห็นว่ามนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในสังคม และแสวงหาระเบียบทางการเมืองเพื่อความดีงามร่วมกัน หนังสือ Politics ของเขาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สังคม และรัฐ เป็นต้นแบบของความรู้ในสาขา รัฐศาสตร์และสังคมวิทยา ในทางมนุษยศาสตร์แนวคิดของอริสโตเติลใน Poetics หรือศาสตร์แห่งกวีนิพนธ์ ถือเป็นหนึ่ง


2ในรากฐานสำคัญของการศึกษาวรรณคดี ศิลปะ และสุนทรียศาสตร์ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะการวิเคราะห์โครงสร้างของวรรณกรรมประเภทโศกนาฏกรรม (tragedy) ซึ่งมีอิทธิพลต่อทั้งทฤษฎีวรรณกรรม และการวิจารณ์วรรณกรรม มาจนถึงปัจจุบัน (คณะอักษรศาสตร์, 2540ก)เรื่องที่ควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมคือ คำถามว่า เหตุใดในยุคกรีกคลาสสิก ความรู้ของมนุษย์จึงเจริญงอกงาม เหตุผลมีหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น การมีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ในเมืองเอเธนส์ ระบบประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) เปิดโอกาสให้พลเมืองเข้าร่วมอภิปรายและตัดสินใจเรื่องสำคัญของรัฐ (แม้จะเป็นเพียงประชาธิปไตยสำหรับคนบางกลุ่ม) สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เปิดกว้างกระตุ้นการใช้เหตุผล การโต้แย้ง และการพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ ส่งเสริมวัฒนธรรมการถกเถียงและการแลกเปลี่ยนทางปัญญา; การมีเสรีภาพทางปัญญาและการตั้งคำถาม นักคิดสามารถวิพากษ์โครงสร้างอำนาจ ศาสนา ชนชั้นปกครอง และธรรมชาติของโลกได้อย่างเสรีการตั้งคำถามเชิงปรัชญา เช่น “มนุษย์คืออะไร?” “ความยุติธรรมคืออะไร?” “การปกครองที่ดีคืออย่างไร”; การให้คุณค่ากับเหตุผลและการใช้ตรรกะ นักปรัชญากรีกเริ่มแยกความรู้แบบมีเหตุผลออกจากความเชื่อทางศาสนา การใช้ตรรกะ และหลักฐานเชิงประจักษ์นอกจากนั้นยังประกอบด้วยความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการค้า และมรดกทางภูมิปัญญาของยุคก่อนหน้า เป็นต้น (เพิ่งอ้าง)ภาพสำนักแห่งเอเธนส์ (The School of Athens) จิตรกรรมฝาผนังโดยราฟาเอล จิตรกรสมัยเรอเนซองส์ชาวอิตาลี ภาพนี้ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นหนึ่งในชุดภาพในวังพระสันตะปาปาในกรุงวาติกัน นำเสนอมุมมองที่น่าดึงดูดใจในโลกของปรัชญาโบราณ แสดงให้เห็นถึงยักษ์ใหญ่ทางปัญญาที่หล่อหลอมความคิดของมนุษย์ ตรงกลางของภาพวาดมีร่างสูงตระหง่านสองร่างคือเพลโตและอริสโตเติล เพลโตทำท่าชี้ขึ้นสู่สวรรค์ แสดงถึงอุดมคติและโลกแห่งรูปแบบ ขณะที่อริสโตเติลภายมือไปยังพื้นโลก เป็นสัญลักษณ์ของการสังเกตเชิงประจักษ์และการแสวงหาความรู้ผ่านประสบการณ์ ความแตกต่างนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ของความเป็นคู่ของความคิดทางปรัชญา และวางรากฐานสำหรับสำนักคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ (ที่มา: ภาพและเนื้อหาจาก The school of Athens หรือ สำนักแห่งเอเธนส์, 2 สิงหาคม 2503, blockdit, https://www.blockdit.com/posts/64c9e89ee25417e084d0f282 )


3• ยุคกลางยุคกลาง หมายถึงช่วงเวลาภายหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก อยู่ระหว่าง ค.ศ. 476–1453 โดยประมาณ ในช่วงนี้ความรู้ในยุโรปตะวันตกได้เข้าสู่ยุคที่อำนาจของศาสนจักร โดยเฉพาะคริสตจักรโรมันคาทอลิก มีอิทธิพลเหนือความคิด ความเชื่อ และวงวิชาการ การศึกษาถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบของเทววิทยา (theology) และการตีความพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งความรู้สูงสุดและไม่อาจโต้แย้งได้การที่ศาสนามีอำนาจกำหนดความรู้ ทำให้ขาดเสรีภาพในการแสวงหาความรู้ ในบรรยากาศเช่นนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับยุคกรีกในช่วงก่อนหน้า ทำให้ยุคกลางได้รับการขนานนามว่า “ยุคมืด” (Dark Age) ทางปัญญาอย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าความรู้และศิลปวิทยาการในยุคนี้หยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ความพยายามในการใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจโลกและสังคมมนุษย์ยังคงมีอยู่ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกรอบความเชื่อทางศาสนา คือ เหตุผลมีได้ตราบเท่าที่ศาสนจักรยอมรับ งานของนักปรัชญาคนสำคัญที่สะท้อนบรรยากาศดังกล่าวได้ดีคือ โทมัส อไควนัส (Thomas Aquinas, ค.ศ. 1225-1274) ซึ่งพยายามผสานปรัชญาของอริสโตเติล กับหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา อไควนัสเสนอว่า ความรู้สามารถได้มาทั้งจากการเปิดเผยของพระเจ้า หรือ “วิวรณ์”(revelation) และจากเหตุผล (reason) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกัน หากมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง การแสวงหาความรู้ภายใต้กรอบของศาสนา ทำให้การแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ค่อนข้างหยุดนิ่งในช่วงนี้(คณะอักษรศาสตร์, 2540ก)ตำนานเรื่องยูเรก้า ที่เล่าลือต่อ ๆ กันมาว่า กษัตริย์องค์หนึ่งต้องการรู้ว่า ช่างทำมงกุฎทองคำแอบเจือโลหะอื่นใส่ในมงกุฎด้วยหรือไม่ โดยต้องไม่หลอมหรือทำลายมงกุฎให้เสียหาย อาร์คิมิดีสพยายามครุ่นคิดหาคำตอบนั้น แต่ก็ไม่พบคำตอบ จนไปแช่ตัวในอ่างอาบน้ำแล้วเห็นน้ำในอ่างเอ่อล้นขึ้นมา จึงเกิดคำตอบแว้บออกมา ด้วยความดีใจเลยลืมตัวไม่ทันใส่เสื้อผ้า วิ่งตะโกนด้วยความดีใจว่า “ยูเรก้า” (Eureka) ที่แปลว่า “ ข้าพบคำตอบแล้ว!” เรื่องเล่าของอาร์คีมีดิสสะท้อนให้ความตื่นตัวในการหาความรู้ของสังคมยุคนั้น(ที่มา: Splish Splash: The Tale of Archimedes’ Principle, 13 June 2003, STEM Education Works, https://stemeducationworks.com/blog/splish-splash-the-tale-of-archimedesprinciple/ ; อาจวรงค์ จันทมาศ, 13 กันยายน 2023, ตำนานยูเรก้า การค้นพบของอาร์คีมีดีส, blockdit, https://www.blockdit.com/posts/65018ea765e4725465ef8bce


4• ยุคสมัยใหม่ยุคสมัยใหม่คือช่วงเวลาระหว่างกลางศตวรรษที่ 15 ถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลาระหว่างนี้มีความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาอย่างคึกคัก พร้อมกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์จึงแบ่งเป็นยุคย่อยๆในชื่อที่แตกต่างกัน ได้แก่➢ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) อยู่ระหว่าง ค.ศ. 1453– 1600 เป็นช่วงของการฟื้นฟูความรู้และศิลปของกรีก–โรมันในอดีต เกิดกระแสหันมาให้ความสำคัญกับมนุษย์ ปฏิเสธความเชื่อว่าพระเจ้า (ศาสนจักร) เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิต แต่เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุผล มีเสรีภาพที่จะคิดและทำตามเจตจำนงเสรี และมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล มีศักยภาพ ภูมิปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ การหันมาให้ความสำคัญกับมนุษย์ในฐานะผู้กำหนดความเป็นไปเช่นนี้ ทำให้กระแสความคิดนี้ได้ชื่อว่า“มนุษยนิยม” (Humanism) นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าแนวคิดมนุษยนิยม อาจพิจารณาได้ว่าเป็นอุดมการณ์ทางสังคมที่สำคัญที่สุดในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมมนุษย์บุคคลสำคัญในยุคนี้ เช่น อีรามุส (Erasmus, ค.ศ. 1466–1536) นักปราชญ์ชาวดัตช์ เป็นผู้นำทางความคิดในกระแสมนุษยนิยมคริสเตียน (Christian Humanism) เขาเชื่อว่า การศึกษาพระคัมภีร์ควรใช้เหตุผลและวิจารณญาณ ไม่ใช่แค่การรับฟังอำนาจของศาสนจักร ลีโอนาโด ดา วินชี (Leonardo da Vinci,ค.ศ.1452–1519) ศิลปิน วิศวกร นักประดิษฐ์และนักกายวิภาค ผู้มีผลงานโดดเด่นหลายด้าน รวมทั้ง ไมเคิลแองเจโร (Michelangelo) ทั้งสองคนเป็นศิลปินที่โดดเด่น เป็นประทีปของแนวคิดมนุษยนิยมที่ผสานวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และศิลปะเข้าด้วยกัน (คณะอักษรศาสตร์, 2540ข)(ซ้าย) อาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส (Notre-Dame de Paris) ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถือกันว่าเป็นโบสถ์ที่วิจิตรงดงามที่สุด เป็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิก (Gothic) แสดงถึงความยิ่งใหญ่และการเป็นศูนย์รวมศรัทธาในสมัยนั้น (ที่มา: วิกิพีเดีย, https://shorturl.asia/KWnUH)(ขวา) นักบุญโทมัส อไควนัส พระสงฆ์และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร หนึ่งในนักปรัชญาคนสำคัญแห่งยุคกลาง (ที่มา: แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ, https://shorturl.asia/oM3Hk)


5➢ การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) อยู่ระหว่าง ค.ศ.1600–1750 เป็น ช่วงเวลาที่ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง เกิดวิธีการหาความรู้แบบใหม่ บุคคลสำคัญในช่วงนี้มีหลายคน เช่น กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei, ค.ศ.1564 - 642 ) ผู้บุกเบิกการใช้วิธีการสังเกตเชิงประจักษ์ และการทดลองอย่างเป็นระบบเพื่อศึกษาธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นผู้พัฒนาและใช้กล้องโทรทรรศน์ทางดาราศาสตร์ เสนอคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับดาราศาสตร์ เป็นผู้สนับสนุนผลงานของดาวินชี(บนซ้าย) The Vitruvian Man ภาพที่โด่งดังแสดงร่างกายมนุษย์ที่สัดส่วนสมบูรณ์ตามหลักเรขาคณิต เช่น ความยาวของแขนเท่ากับส่วนสูง ความยาวของขามีความสัมพันธ์กับความยาวของลำตัว ภาพนี้แสดงถึงการศึกษากายวิภาคของมนุษย์โดยละเอียด (บนขวา) Codex Notebooksสมุดบันทึกซึ่งมีอยู่หลายเล่ม เป็นสมุดรวมงานวาด วิศวกรรม การสังเกตธรรมชาติ กายวิภาคศาสตร์ และคณิตศาสตร์ปัจจุบันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่ามิได้ผลงานของไมเคิลแองเจโร (ล่างซ้าย) รูปปั้นดาวิด (David) แสดงถึงความงามตามธรรมชาติของร่างกายชายหนุ่ม และสื่อถึงความมั่นใจและศักยภาพของมนุษย์ในการต่อสู้กับอุปสรรค เป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์ผู้ยืนหยัดด้วยเหตุผลและความกล้าหาญ มากกว่าการพึ่งพาพระเจ้า (ล่างขวา) ภาพ The Creation of Adam แสดงให้เห็นการถ่ายทอดชีวิตจากพระเจ้าสู่มนุษย์ ในลักษณะที่มนุษย์มีเกียรติ เท่าเทียม และมีศักดิ์ศรีการจัดองค์ประกอบและร่างกายของมนุษย์ในผลงานนี้ แสดงความชื่นชมในศักยภาพของมนุษย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจที่มาตามลำดับ https://images.app.goo.gl/VrSR2My31ishfJmu6 ; https://images.app.goo.gl/QWb1AhLVcaizvqph6https://images.app.goo.gl/8GzxTypitK3Bm3xn7 ; https://en.wikipedia.org/wiki/The_Creation_of_Adam#/media/File:Michelangelo_-_Creation_of_Adam_(cropped).jpg


6ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เขาสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส ที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งขัดแย้งกับหลักคำสอนของศาสนจักรในเวลานั้น และนำไปสู่การถูกสอบสวนและลงโทษโดยศาลศาสนาฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon, ค.ศ. 1561 - 1626) เป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานของปรัชญาประจักษ์นิยม (Empiricism) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าความรู้ที่ถูกต้อง ต้องมาจากประสบการณ์และการสังเกตโดยตรงผ่านประสาทสัมผัส แทนที่จะเป็นการใช้เหตุผลเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียวหรือการพึ่งพาอำนาจทางศาสนาและประเพณี เขาเสนอให้มีการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการที่เป็นระบบและเป็นกลาง โดยเน้นการสังเกตอย่างระมัดระวัง การรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด และการทำการทดลองซ้ำ ๆ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน ซึ่งได้กลายเป็นการวางรากฐานกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton, ค.ศ. 1643 - 1727 ) มีชีวิตในช่วงปลายของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ เป็นผู้สรุปองค์ความรู้ของยุคสมัยเข้ากรอบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ เป็นผู้กำหนดกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ที่เป็นกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์กฎแรงโน้มถ่วง ซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุทุกชนิดได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่แอปเปิลตกสู่พื้นไปจนถึงการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาแคลคูลัส ซึ่งเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ และยังมีผลงานบุกเบิกในด้านทัศนศาสตร์ ด้วยการศึกษาธรรมชาติของแสงและการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง นิวตันจึงเป็นบุคคลสำคัญแห่งวงการวิทยาศาสตร์ ผู้วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับฟิสิกส์ สร้างระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญขอการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


7➢ ยุคแห่งความรู้แจ้ง (Enlightenment) เป็นช่วงเวลาราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง 18 (ประมาณ ค.ศ. 1650–1800) ที่แนวคิดเกี่ยวกับเหตุผล วิทยาศาสตร์ และสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ได้ตกผลึก และได้รับการยกระดับเป็นศูนย์กลางของความรู้ นักคิดในยุคนี้ เช่น จอห์น ล็อก (John Locke), วอลแตร์ (Voltaire), รุสโซ (Rousseau) และมงเตสกีเยอ (Montesquieu) ต่างเสนอแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออก ความเสมอภาค และการปกครองโดยประชาชน แนวคิดเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1776) และการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789)วางรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย การปกครองภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญในโลกยุคใหม่ การปกครองโดยไม่อิงศาสนา หรือ โลกวิสัยนิยม (secularism) คือหลักการที่รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา และไม่แทรกแซงหรือลำเอียงต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และในขณะเดียวกันศาสนาก็ไม่ควรมีอำนาจเหนือการออกกฎหมายหรือการปกครองของรัฐด้วยความก้าวหน้าทางภูมิปัญญาของยุคสมัย จึงเกิดกระแสความคิดที่จินตนาการถึงโลกที่มนุษย์มีชีวิตบรรลุถึงความสุขสมบูรณ์ การสิ้นสุดความรุนแรง โรคภัยไข้เจ็บ ความอดอยาก ความทุกข์ทรมาน ที่เกิดจากความมืดบอดทางปัญญา ดังที่ กงดอร์แซ (Marquis de Condorcet, ค.ศ. 1743-1794) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในปลายศตวรรษที่ 18 เสนอว่า หากมนุษย์พัฒนาเหตุผล วิทยาศาสตร์ และการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มนุษยชาติก็จะสามารถเอาชนะ ความยากจน โรคภัย และสงครามได้ในที่สุด เขาเชื่อในความก้าวหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด (unlimited progress) ของมนุษยชาติความใฝ่ฝันของยุคแห่งแสงสว่างคือ สังคมมนุษย์ที่มีเสรีภาพ มีเหตุผล มีสันติภาพ และมีสุขภาวะ ดังคำกล่าวของ อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียง “Enlightenment is man's emergence from his self-imposed immaturity” ซึ่งความหมายว่า \"ยุคแห่งการรู้แจ้งคือการที่มนุษย์หลุดพ้นจากความอ่อนด้อยทั้งปวงที่ตนเองสร้างขึ้นมา\" (คณะอักษรศาสตร์, 2540ข)วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1633 กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) ได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาคดีโดยสภาสังคายนาแห่งโรม กาลิเลโอเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งขัดแย้งกับคริสตจักรคาทอลิกที่เห็นว่าโลกเป็นศูนย์กลาง ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1616 คริสตจักรได้ประกาศให้ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเป็นแนวคิดนอกรีต เนื่องจากขัดแย้งกับพระคัมภีร์ แม้มีข้อห้ามแต่กาลิเลโอยังคงค้นคว้าต่อไป และในปี ค.ศ. 1632 ได้ตีพิมพ์หนังสือ \"Dialogue Concerning the Two Chief World Systems\" ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล การตีพิมพ์หนังสือในครั้งนี้นำไปสู่การเรียกตัวของเขาไปยังกรุงโรมเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีนอกรีต ในที่สุดเขาถูกพิพากษาว่าเป็น “ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นพวกนอกรีต” และถูกบังคับให้ละทิ้งความคิดเห็นของตน ถูกกักบริเวณในบ้านตลอดชีวิต แต่กาลิเลโอยังยืนยันในความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าค้นพบและพิสูจน์ได้การพิจารณาคดีของกาลิเลโอ แสดงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างอำนาจผูกขาดความรู้ กับการยืนหยัดในความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การต่อสู้ของกาลิเลโอแสดงแสดงให้เห็นสปิริตของแนวคิดมนุษยนิยมและความเชื่อมั่นในความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง (ที่มา : Today in History : วันนี้ในประวัติศาสตร์13 กุมภาพันธ์ 2024 , · https://www.facebook.com/photo.php?fbid=339176095783960&id=100090747169204&set=a.1697)77519390486 )


8➢ ยุคร่วมสมัย (Contemporary Age) ภายใต้ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของยุคแห่งความรู้แจ้ง ที่เชื่อว่าสังคมมนุษย์จะพบกับความผาสุกในทุกด้าน แต่กลับพบว่าในต้นศตวรรษที่ 20 โลกเผชิญความจริงที่กลับตาลปัตร คือสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่มนุษย์เข่นฆ่ากันด้วยอาวุธสมัยใหม่อย่างน่าสยดสยอง รวมทั้งทุกมุมโลกยังมีสงครามการประหัตประหารกันไม่ขาดสาย ขณะที่เศรษฐกิจทุนนิยมเติบโตก็พร้อมขึ้นบนความทุกข์ยากของชนชั้นแรงงาน สังคมต่าง ๆ ยังเต็มไปด้วยการกีดกันทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา บวกเข้ากับวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมจากน้ำมือมนุษย์ที่เลวร้ายลงเป็นลำดับในช่วงเวลาประมาณกึ่งศตวรรษที่ 20 ได้เกิดกระแสทางวิชาการในการตั้งคำถามกับอุดมการณ์แห่งยุครู้แจ้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบความรู้ครั้งใหม่ ทำให้มีผู้เรียกยุคนี้ในอีกชื่อว่า ยุคหลังสมัยใหม่นิยม (Post-Modermism) กระแสการวิจารณ์มุ่งไปที่การตรวจสอบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นรากฐานความรู้ของยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะการอ้างว่าเป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ ถูกต้อง เป็นกลาง ปราศจากอคติ เป็นบรรทัดฐานของความถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัยในแวดวงวิทยาศาสตร์ การค้นพบทฤษฎีควอนตัมของ หลุยส์ เดอ บรอยล์ (Louis de Broglie) ที่พบว่า อนุภาค เช่น อิเล็กตรอน มีลักษณะเป็นทั้งคลื่นและอนุภาคซึ่งจะเป็นแบบใดนั้นขึ้นกับวิธีการสังเกตของเรา และทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่เสนอว่า เวลาและอวกาศไม่ได้คงที่ แต่สัมพันธ์กับผู้สังเกตและความเร็วของวัตถุการค้นพบดังกล่าวทำให้วงการวิทยาศาสตร์ต้องทบทวนความรู้แบบนิวตัน ที่เป็นรากฐานของฟิสิกส์มาเกือบ 200 ปี ซึ่งอธิบายจักรวาลแบบกลไก สม่ำเสมอ มีเวลาสัมบูรณ์และอวกาศสัมบูรณ์การค้นพบที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อความศักดิ์สิทธิ์ของความรู้แบบวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับความคิดของ โทมัส คูห์น (Thomas Kuhn) นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนผลงานชิ้นสำคัญชื่อว่า The Structure of Scientific Revolutions (1962) ที่เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นการสะสมความรู้แบบต่อเนื่องเป็นเส้นตรง แต่คือการหักล้างความคิดเดิม แล้วเสนอความคิดชุดใหม่ เป็น “การปฏิวัติทางกระบวนทัศน์” (paradigm shifts) เช่น จากจักรวาลแบบเพลโต สู่ แบบนิวตัน และสู่แบบไอน์สไตน์นัยสำคัญจากข้อเสนอของคูห์น ก็คือ วิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดจากเหตุผลล้วน ๆ อย่างตรงไปตรงมา แต่ยังขึ้นกับบริบท สถาบัน เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อร่วมของยุคสมัย และอคติส่วนบุคคลของนักวิทยาศาสตร์ด้วย (คูห์น, 2544; รวิศ, 2564)นอกแวดวงวิทยาศาสตร์ เกิดกระแสการวิจารณ์ของนักคิดหลังสมัยใหม่จากหลากหลายสาขาวิชา ต่อความศักดิ์สิทธิ์ของวิทยาศาสตร์ เช่น ฌอง ฟรองซัวส์ ลีโยตาร์ด (Jean-François Lyotard) เสนอว่าในยุคหลังสมัยใหม่ เราควรตั้งคำถามและวิพากษ์ “เรื่องเล่าขนาดใหญ่” (grand narratives หรือ มหาวาทกรรม) ของวิทยาศาสตร์ที่อ้างว่าเป็นความจริงสากล เพราะเรื่องเล่าเหล่านี้กดทับหรือปิดกั้นความรู้และประสบการณ์อื่น ๆ ของมนุษย์ แล้วหันมาเน้นความสำคัญของ “เรื่องเล่าขนาดเล็ก” ที่สะท้อนความรู้และประสบการณ์เฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะบุคคล (แม่ชีธรรมอธิษฐาน, 2564). มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เสนอว่า “ความรู้” ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นกลางหรือบริสุทธิ์ แต่ถูกสร้างขึ้นภายใต้โครงสร้างของอำนาจ แล้วสถาปนาเป็น “วาทกรรม” วาทกรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือภาษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถาบัน กฎเกณฑ์ และวิธีคิดที่กำกับพฤติกรรมของผู้คน


9ดังนั้นความรู้และอำนาจจึงสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น (power/knowledge) อำนาจไม่ได้มีเพียงในรูปแบบการบังคับจากบนลงล่าง แต่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านกลไกของสถาบันต่างๆ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หรือคุก ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและกำกับวิธีคิดของผู้คน (อานันท์, 2552)นักสตรีนิยม ดอนนา ฮาราเวย์ (Donna Haraway) วิจารณ์ว่าวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกถูกครอบงำโดยอำนาจความรู้แบบชายเป็นใหญ่ และวัฒนธรรมยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลไกเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหง ผ่านการแบ่งหมวดหมู่และการแบ่งคู่ตรงข้ามที่ลดทอนคุณค่าของผู้หญิง สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น และกลุ่มชาติพันธุ์ที่มิใช่คนผิวขาว อคติทางเชื้อชาติและการดูหมิ่นเหยียดหยามกลุ่มคนท้องถิ่นที่ถูกมองว่าล้าหลังหรือด้อยพัฒนา ในงานเขียนของเธออย่าง “The Cyborg Manifesto” (คำประกาศของไซบอร์ก) ฮาราเวย์ใช้สัญลักษณ์ไซบอร์กเพื่อท้าทายโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่และตรรกะแบบทุนนิยม โดยชี้ว่าความคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศแบบแยกชายหญิงนั้นไม่จำเป็น และควรเปิดโอกาสให้มนุษย์สร้างเพศสภาพของตนเองอย่างเสรีโดยไม่ติดอยู่กับหมวดหมู่หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ (นฤพล, 2565ก)ในสาขามานุษยวิทยา กระแสตั้งคำถามกับการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentric) ที่มองว่า มนุษย์เป็นนายเหนือธรรมชาติ เป็นผู้นำธรรมชาติมาใช้สนองความต้องการ วางกฎเกณฑ์ และกำหนดคุณค่าของธรรมชาติรอบตัว จนนำมาสู่วิกฤตทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่เกินเยียวยาปัจจุบัน ได้เกิดกระแสที่เรียกว่า “ontological turn” หรือ “จุดเปลี่ยนทางภววิทยา” ซึ่งเสนอให้การมองโลกและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่จำกัดอยู่แค่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่ขยายความเข้าใจไปถึงการมีอยู่และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตอื่น ๆ โดยยอมรับว่ามีโลกและความจริงหลายรูปแบบที่มีความสำคัญ มีคุณค่า และส่งผลกระทบถึงกันและกัน สิ่งมีชีวิตไม่ว่าเห็ด นก แมลง ภูเขา ทะเล ต่างก็มีความรู้สึกนึกคิด การสื่อสาร และสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การปรับความสัมพันธ์ให้มนุษย์อยู่ในระนาบเดียวกับ (ไม่ใช่อยู่เหนือ) สรรพสิ่ง ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตใน “โลกหลากสายพันธุ์” น่าจะเป็นหนทางกอบกู้โลกใบนี้(โกมาตร, 2559; นฤพล, 2565ข)


102. ความแตกต่างระหว่าง 3 ศาสตร์ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ในอดีต วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ไม่ได้ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน แต่รวมอยู่ภายใต้ความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิตอย่างเป็นองค์รวม แต่เมื่อสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ความรู้ในด้านต่างๆได้พัฒนาไปสู่ความสนใจเฉพาะด้านที่ลึกซึ้งมากขึ้น จนมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มความรู้ออกเป็น 3 กลุ่ม เป็นศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติ คือวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ที่ศึกษาสังคมมนุษย์ คือสังคมศาสตร์ และศาสตร์ที่ศึกษาความหมายและคุณค่าของชีวิตมนุษย์คือมนุษยศาสตร์แต่ละศาสตร์มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันดังนี้คือ (หมายเหตุดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ณัฏฐ์ชวัล, 2560: บทที่1; เสนาะ, ม.ป.ป.)My Octopus Teacher ภาพยนตร์สารคดีNetflix ที่ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ในปี ค.ศ. 2021 ในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม จากผู้กำกับ Pippa Ehrlich และ James Reed สารคดีดำเนินเรื่องของชายชื่อว่า Craig Foster กับปลาหมึกยักษ์ (octopus) ซึ่งเริ่มเรื่องโดยเล่าอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าของ Foster เดิมที่เขาประกอบอาชีพเป็นนักทำสารคดีธรรมชาติ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของพรานพื้นเมืองในอัฟริกา ทว่าต่อมาเขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่า ความป่วยของเขาเริ่มส่งผลกระทบต่อครอบครัว Foster จึงตัดสินใจพักงานและย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดของเขาในแอฟริกาใต้ ริมชายฝั่งทะเล เขาเยียวยาตัวเองด้วยการดำน้ำลงไปในมหาสมุทรอันเย็นเยียบในบริเวณที่เป็นป่าสาหร่ายยักษ์ภายหลังจากดำน้ำต่อเนื่องทุกวัน เขาพบปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างแปลกหน้าต่อกัน กริ่งเกรงกัน แต่ด้วยเวลาทำให้สองฝ่ายพัฒนาความสัมพันธ์ Foster ใช้เวลาติดตาม สังเกตพฤติกรรม กระทั่งสามารถใช้ร่างกายสัมผัสกัน สื่อสารกันด้วยความรู้สึก จนถึงจุดหนึ่งเขารู้สึกว่าต้องคิด ต้องทำ ต้องรู้สึกอย่างปลาหมึก ต้องเป็นปลาหมึกตัวหนึ่ง ณ จุดหนึ่งเขาพบว่าได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของสายพันธุ์ เขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่ใช่เขาที่เป็นผู้มาเยือน ไม่ใช่คนแปลกหน้าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของท้องทะเล ได้รับรู้ถึงความเฉลี่ยฉลาดอันหน้าทึ่งของปลาหมึกยักษ์ ที่เป็นเสมือนครูผู้สอนให้เข้าใจการมีชีวิต ในความรู้สึกแบบใหม่ ความสัมพันธ์ที่เขามีกับครอบครัว กับลูกชายที่เคยเหินห่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกหลายสายพันธุ์ อยู่ในสายใยของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งหลาย เป็นชีวิตใหม่ที่มีความหมาย สงบ เป็นสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน (เก่งกิจ และพนา, 2567: 97-105)


11วิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่เน้นความเป็นระบบ เหตุผล และการตรวจสอบได้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตามหลักประจักษ์นิยม (Empiricism) ซึ่งมีหลักการว่า ความรู้ที่แท้จริงของมนุษย์เกิดจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส เช่น การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส ความรู้ต้องเกิดจากข้อเท็จจริงที่สังเกตได้และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ วิธีการการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยการตั้งคำถาม ตั้งสมมุติฐาน ทดลอง สังเกต และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปผลอย่างมีเหตุผล วิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับ ความสามารถในการวัดผลได้ ความเป็นกลาง และการตรวจสอบซ้ำได้จุดแข็งของวิทยาศาสตร์คือความน่าเชื่อถือ ความแม่นยำ และการนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและแก้ปัญหาในชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ก็มีข้อจำกัด เช่น อาจไม่สามารถเข้าถึงความหมาย เจตจำนง หรือคุณค่าของมนุษย์ซึ่งมีความแตกต่างกันตามสังคมวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์จึงเหมาะกับการอธิบายสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์หรือเหตุปัจจัย วิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็นหลายสาขา เช่น วิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์ เคมี ดาราศาสตร์) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ชีววิทยา พฤกษศาสตร์ สัตววิทยา) และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (เช่น วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์) โดยแต่ละสาขาแม้จะต่างกันในรายละเอียด แต่วางอยู่บนรากฐานของหลักการเดียวกัน คือการแสวงหาความจริงผ่านการพิสูจน์และเหตุผล (“วิทยาศาสตร์” เวปไซต์วิกิพีเดีย https://shorturl.asia/ZHOyn) สังคมศาสตร์ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และโครงสร้างทางสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าใจรูปแบบ ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมในหลากหลายระดับ ทั้งระดับปัจเจก กลุ่ม ชุมชน ไปจนถึงระดับสถาบันและรัฐ สังคมศาสตร์ในช่วงแรกได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบ ปฏิฐานนิยม (Positivism) ซึ่งเชื่อว่าสังคมสามารถศึกษาอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ การตั้งสมมุติฐาน การเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ทางสถิติ จุดแข็งของสังคมศาสตร์คือความสามารถในการอธิบายพฤติกรรมทางสังคมในเชิงระบบ เข้าใจปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อมนุษย์และสังคม รวมทั้งสามารถใช้ข้อมูลในการวางนโยบายสาธารณะหรือแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไรก็ตาม สังคมศาสตร์ก็มีข้อจำกัดเมื่อใช้วิธีแบบปฏิฐานนิยมอย่างเคร่งครัด เพราะอาจมองข้ามเจตจำนง ความหมาย หรือประสบการณ์เฉพาะบุคคลของมนุษย์ที่ยากจะวัดผลได้อย่างเป็นกลาง นำไปสู่การพัฒนาวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและแนวคิดเชิงวิพากษ์ในภายหลัง สังคมศาสตร์แบ่งของเป็นหลายสาขาวิชา เช่น สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารศาสตร์ (Benton & Craib, 2001: ch. 2-3)นักคิดที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) ในสังคมศาสตร์ คือ ออกุสต์ ก๊องต์ (Auguste Comte, ค.ศ. 1798- 1857) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งสังคมวิทยา”ก๊องต์เชื่อว่าสังคมสามารถศึกษาได้ด้วยวิธีการเดียวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คือการใช้เหตุผล การสังเกต และการค้นหากฎเกณฑ์ที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์และโครงสร้างทางสังคม แนวคิดของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อการสถาปนาสังคมศาสตร์ให้มีสถานะเป็น วิทยาศาสตร์ทางสังคม และวางรากฐานให้กับนักคิดรุ่นหลัง เช่น เอ


12มีล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) ที่พัฒนาสังคมวิทยาให้เป็นศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น (รตพร, 2552)มนุษยศาสตร์มุ่งศึกษาความหมาย คุณค่า และประสบการณ์ของมนุษย์ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม ศิลปะ ภาษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ลักษณะสำคัญของมนุษยศาสตร์คือการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ในแง่ของความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ และวัฒนธรรม วิธีการหาความรู้ในมนุษยศาสตร์จึงมักเน้นการตีความ (Interpretive Method) วิเคราะห์ วิพากษ์ และการใช้เหตุผล มากกว่าการสังเกตหรือวัดผลแบบวิทยาศาสตร์ จุดแข็งของมนุษยศาสตร์คือการส่งเสริมความเข้าใจต่อชีวิตมนุษย์ การตั้งคำถามทางศีลธรรมและจริยธรรม ส่วนข้อจำกัดคือการศึกษาโดยใช้วิธีตีความเสี่ยงต่อการถูกวิจารณ์ว่ามีอคติในการศึกษา มนุษยศาสตร์แบ่งออกเป็นหลายสาขา เช่น วรรณกรรม ปรัชญา ภาษาศาสตร์ ศิลปะ และประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สังคมเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรมมนุษย์แล ะตั้งคำถามต่อคุณ ค่าร่วม ที่ห ล่อห ล อมวิถีชีวิตของเรา (ม นุษ ยศาส ตร์ เวป ไซ ต์วิกิพี เดีย https://shorturl.asia/Qcs5L) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 3 ศาสตร์ประเด็นเปรียบเทียบ วิทยาศาสตร์ (Natural Sciences)สังคมศาสตร์(Social Sciences)มนุษยศาสตร์ (Humanities)เป้าหมายของศาสตร์ ค้นหากฎเกณฑ์หรือความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาลศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ สังคม โครงสร้างและสถาบันทางสังคมทำความเข้าใจคุณค่า ความหมาย และประสบการณ์ ของมนุษย์ในมิติต่างๆลักษณะความรู้ เป็นกลาง วัดได้ ทดสอบได้ อิงข้อมูลจริง แต่สัมพันธ์ เป็นอัตนัย มักไม่มีคำตอบผลงานชื่อ Suicide (การฆ่าตัวตาย) ของ เอมิล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1897 ถือเป็นงานคลาสสิกในวงการสังคมวิทยา เพราะเป็นครั้งแรกที่การฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการกระทำส่วนบุคคล ถูกอธิบายว่าเป็นผลจากปัจจัยทางสังคม เดอร์ไคม์ใช้ข้อมูลทางสถิติ เช่น อัตราการฆ่าตัวตายในแต่ละประเทศ เปรียบเทียบตามศาสนา เพศ สถานภาพสมรส และสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าระดับของความผูกพันกับสังคมและระดับของการควบคุมจากสังคมเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจฆ่าตัวตาย เขาจำแนกการฆ่าตัวตายออกเป็น 4 ประเภทด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน การฆ่าตัวตายแม้ดูเป็นพฤติกรรมที่ดูเป็นเรื่องส่วนตัว ก็สามารถเข้าใจได้ผ่านโครงสร้างทางสังคม และเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสังคม ช่วยวางรากฐานให้กับสังคมวิทยาในฐานะศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีการศึกษาตามหลักปฏิฐานนิยม (รตพร, 2552)


13ประเด็นเปรียบเทียบ วิทยาศาสตร์ (Natural Sciences)สังคมศาสตร์(Social Sciences)มนุษยศาสตร์ (Humanities)และสามารถทำซ้ำได้ กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมเดียว ขึ้นอยู่กับการตีความและบริบทวิธีการหาความรู้ ประจักษ์นิยม (Empiricism) การทดลอง การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การพิสูจน์ได้การสรุป การทดลองซ้ำ ปฏิฐานนิยม (Positivism)การเก็บข้อมูล การสำรวจ การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์เชิงสถิติการตีความ (Interpretive Method)การตีความ การวิเคราะห์ข้อความ ประวัติศาสตร์ ภาพ ศิลปะแนวคิดเรื่องความจริง มีอยู่จริง เป็นสากล คงที่ และตรวจสอบได้มีหลายแง่มุม ขึ้นกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม ขึ้นกับการตีความ ไม่เชื่อใน ความจริงที่เป็นหนึ่งเดียวจุดแข็ง ให้เทคโนโลยี ความแม่นยำ พยากรณ์ได้ พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ได้จริงเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม วางนโยบาย แก้ปัญหาสังคมได้ดีช่วยเข้าใจความหมายคุณค่า จิตวิญญาณ ศักยภาพ พลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ข้อจำกัด อาจมองข้ามบริบททางสังคมวัฒนธรรม ความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์คำตอบอิงกับบริบททางสังคมวัฒนธรรม ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป คำตอบเป็นนามธรรม ทำให้สามารถตีความและนำไปใช้ได้หลากหลาย จึงขึ้นกับผู้มีอำนาจว่าจะนำไปใช้อย่างไร อิงกับอัตวิสัยของผู้ศึกษาและบริบทมาก อาจถูกมองว่าเป็นอคติส่วนบุคคลของผู้ศึกษา ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างสาขา ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ดาราศาสตร์สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์วรรณคดี ศิลปะ ศาสนา 3. โลกหลากสายพันธุ์ ความรู้หลากสายพันธุ์ในขณะที่ วงวิชาการนานาชาติได้เกิดกระแสการทบทวนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และหันมาให้ความสำคัญกับความรู้แบบอื่น ๆ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่สลับซับซ้อนขึ้น แต่ในประเทศไทยความคิดแบบวิทยาศาสตร์เป็นใหญ่ยังมีอิทธิพลอย่างเด่นชัด ดังปรากฏการณ์หลายรูปแบบ นับตั้งแต่การให้คุณค่าที่ต่างกันของนักเรียน “สายวิทย์” กับ “สายศิลป์” การให้ความสำคัญที่แตกต่างกันของคณะวิชาในมหาวิทยาลัย ระหว่างคณะทางวิทยาศาสตร์ กับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ การอุดหนุนงบประมาณของรัฐที่แตกต่างกันต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ กับสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ การที่ผู้มีอิทธิพลในการกำหนดนโยบาย เป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ (สังคมศาสตร์ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด) การเชื่อในตัวเลข สถิติ ข้อมูลจากห้องทดลอง มากกว่าที่จะเชื่อในความรู้แบบอื่นๆ


14การก้าวข้ามจากการยึดถือวิทยาศาสตร์เป็นใหญ่จนเป็นการกดทับความรู้แบบอื่น ๆ ไปสู่การอยู่ร่วมกันของศาสตร์ และใช้ประโยชน์จากความรู้ของทุกศาสตร์ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ของโลกที่สลับซับซ้อนขึ้น อาจทำได้ด้วยแนวทางดังนี้ 1. เข้าใจและยอมรับความแตกต่างของเป้าหมายและวิธีการของแต่ละศาสตร์ : วิทยาศาสตร์มุ่งหากฎทั่วไปที่อธิบายธรรมชาติ สังคมศาสตร์ทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ในบริบทต่างๆ ส่วนมนุษยศาสตร์ให้ความสำคัญกับความหมาย คุณค่า ความดีงาม และความงามซึ่งจรรโลงชีวิตมนุษย์ ไม่มีศาสตร์ใด “ผิด” หรือ “ถูก” กว่ากัน แต่ละศาสตร์ตอบคำถามต่างกัน กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตันสามารถอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุได้แม่นยำ ทำให้สามารถประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกนานาชนิด นักมานุษยวิทยาอธิบายความเชื่อและพิธีกรรมของชนพื้นที่เมือง ที่ดูแปลกประหลาดในสายตาคนเมือง เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างและความสำคัญของวัฒนธรรมต่อการดำรงชีวิต นักวรรณคดีศึกษาศึกษาความหมาย คุณค่า และความงาม เช่น วรรณกรรมที่สะท้อนความหมายของชีวิต ความรัก และศีลธรรม ซึ่งเป็นคุณค่าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมนุษย์2. ใช้มุมมองพหุสาขาวิชา (Interdisciplinary) : การแก้ปัญหาต่างๆในโลกปัจจุบัน เช่น ภาวะโลกร้อน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความรุนแรงทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเชิงเทคนิค (วิทยาศาสตร์) พฤติกรรมมนุษย์ (สังคมศาสตร์) และคุณค่าทางจริยธรรมและวัฒนธรรม (มนุษยศาสตร์)ยกตัวอย่างกรณีภาวะโลกร้อน ไม่สามารถพึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แม้วิทยาศาสตร์จะช่วยอธิบายสาเหตุ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ แต่หากจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ ก็จำเป็นต้องเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และอำนาจในสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการกำหนดพฤติกรรมของคน การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นบทบาทของสังคมศาสตร์ ขณะเดียวกัน มนุษยศาสตร์อาจมีบทบาทในการทำความเข้าใจรากฐานทางปรัชญาและประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์ได้ทำตัวเป็นพระเจ้า ครอบครองและกลืนกินทุกสิ่งแม้กระทั่งอนาคตของตัวเอง แสดงให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างจริยธรรมใหม่ เช่น ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือการเคารพสิ่งมีชีวิตอื่นๆ3. เปิดพื้นที่ให้ศาสตร์อื่นมีบทบาทในการกำหนดนโยบายมากขึ้น : ศาสตร์อื่นในที่นี้ก็คือสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์(และอาจรวมถึงความรู้อื่นๆ เช่น ความรู้พื้นบ้าน) เพราะที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายอยู่ในแวดวงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม วิทยาศาสตร์อาจตอบได้ว่า “ทำได้ไหม” แต่สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ช่วยตอบว่า “ควรทำหรือไม่” เช่น กรณีเขื่อนปากมูลจังหวัดอุบลราชธานี การคำนวณทางวิศวกรรมบอกว่าสามารถสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำมูลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ หากรับฟังความรู้ทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และความรู้พื้นบ้าน จะทำให้เห็นว่า แม่น้ำไม่ได้เป็นแค่มวลน้ำ ที่สามารถหมุนแกนใบพัดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่แม่น้ำเป็นบ้านของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด เป็นถิ่นฐานของชุมชน เป็นระบบเศรษฐกิจและสังคมพื้นบ้าน มีการพัฒนากฎเกณฑ์ในการใช้แม่น้ำร่วมกัน มีตำนาน เรื่องเล่า ที่ผูกพันกับอัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ถ้าหากเสียงเหล่านี้ได้รับการรับฟังมากขึ้น การตัดสินใจสร้างเขื่อนปากมูล คงจะได้รับการพิจารณาถึงผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบมากขึ้น


15แนวทางที่ยกมาเป็นตัวอย่างทั้งสามข้อ คงทำให้ผู้เรียนวิชามนุษย์กับสังคม ได้เข้าใจบุคลิกลักษณะของ 3 ศาสตร์ เห็นถึงความแตกต่าง และความสำคัญของแต่ละศาสตร์ ความเข้าใจนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนวิชานี้ รวมทั้งวิชาอื่นๆด้วย.เอกสารอ้างอิงเก่งกิจ กิติเรียงลาภ และพนา กันธา (2567). โลกหลากสายพันธุ์ ผัสสะ จริยศาสตร์ และการอยู่ร่วมกัน.กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน). โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. (2559). ศาสตร์-อศาสตร์: มานุษยวิทยา ณ จุดเปลี่ยนทางภววิทยา. ใน จันทนี เจริญศรี, (บก.), ศาสตร์ อศาสตร์ : เข้ามาข้างนอก ออกไปข้างใน, (หน้า 118-140). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พารากราฟ.คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2540ก). อารยธรรมสมัยโบราณ-สมัยกลาง. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (พิมพ์ครั้งที่ 7)คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2540ข). อารยธรรมสมัยใหม่-ปัจจุบัน. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (พิมพ์ครั้งที่ 7)คูห์น, โทมัส. (2544). โครงสร้างของการปฏิวัติในวิทยาศาสตร์. แปลโดย สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.ณัฏฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์. (2560). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441 100 มนุษย์กับสังคม หลักสูตรพ.ศ.2555. สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. นฤพล ด้วงวิเศษ. (2565ก). The Cyborg Manifesto, ดอนน่า ฮาราเวย์ และมานุษยวิทยา. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นจาก https://sac.or.th/portal/th/article/detail/375นฤพล ด้วงวิเศษ. (2565ข). ภววิทยา (Ontology). ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.สืบค้นจาก https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/219รตพร ปัทมเจริญ. (2552). การฆ่าตัวตาย : ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม. วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 5(2), 7-24. รวิศ ทัศคร. (2564). คิด วิทย์ แยกแยะ: ประวัติความเป็นมาของระเบียบวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 1. สาระวิทย์. สืบค้นจาก https://www.nstda.or.th/sci2pub/scientific-method-history-1/แม่ชีธรรมอธิษฐาน พรบันดาลชัย. (2564). มโนทัศน์เรื่องความรู้และเรื่องเล่าของฌ็อง ฟร็องซัวร์ ลียอตาร์. วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ, 6(1), หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เสนาะ เจริญพร. (ม.ป.ป.). ตำแหน่งแห่งที่ของความรู้ทางสังคมศาสตร์. เอกสารสรุปเนื้อหาสำคัญรายวิชามนุษย์กับสังคม. หลักสูตรการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2552). คิดอย่างมิเชล ฟูโกต์ คิดอย่างวิพากษ์ : จากวาทกรรมของอัตบุคคลถึงจุดเปลี่ยนของอัตตา. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. Benton, Ted & Craib, Ian. (2001). Philosophy of Social Science: The Philosophical


16Foundations of Social Thought. Palgrave.หมายเหตุ. เอกสารที่ขีดเส้นใต้ คือตำราหลัก แนะนำให้อ่าน มีให้บริการในห้องสมุดสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นอกจากนี้มีหนังสือที่เกี่ยวกับอารยธรรมหรือประวัติศาสตร์ตะวันตก และตะวันออกที่น่าสนใจจำนวนมากในห้องสมุด สำหรับเอกสาร ณัฏฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์. (2560). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441 100 มนุษย์กับสังคม หลักสูตร พ.ศ.2555 สามารถสืบค้นได้จากอินเตอร์เน็ต


17บทที่ 2 มองโลกผ่าน “เลนส์” อันหลากหลายในชีวิตประจำวัน เมื่อเราได้รับข่าวสาร หรือประสบเหตุการณ์ต่างๆ เรามักจะทำความเข้าใจเรื่องราวนั้นๆ ด้วยสามัญสำนึก (common senses) การทำความเข้าใจด้วยสามัญสำนึกมีข้อจำกัด เพราะอาจเจือด้วยอคติที่เราไม่รู้ตัว หัวข้อนี้จะให้แนวคิดทฤษฎี หรือ “เลนส์” ในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้เรามีทางเลือกในการทำความเข้าใจและโต้ตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสมบทนี้เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ คำศัพท์ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องคือ ทฤษฎี แนวคิด และอุดมการณ์ จากนั้นทำความเข้าใจตัวอย่างของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์4 ทฤษฎี เพื่อเปรียบเทียบให้เข้าใจว่าแต่ละทฤษฎีมีสาระสำคัญอย่างไร มีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่เบื้องหลัง แล้วทดลองนำมาถอดรหัสข่าวสารที่แวดล้อมเรา ในช่วงท้ายทำความเข้าใจวัฒนธรรม สิ่งที่ซึมซาบอยู่ในความคิดและการกระทำของเราอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว 1. ทฤษฎี แนวคิด และอุดมการณ์ทฤษฎี แนวคิด และอุดมการณ์เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่เป็นนามธรรม โดยทั่วไปการทำความเข้าใจความหมายของทฤษฎีและแนวคิดทางวิชาการ มักไม่เกี่ยวข้องกับคำว่าอุดมการณ์ แต่ในที่นี้เราจะกล่าวถึงอุดมการณ์ด้วย เพราะในความเป็นจริงทฤษฎีและแนวคิดทางวิชาการไม่เคยปลอดจากอุดมการณ์ ทว่าอุดมการณ์กลับมีบทบาทอย่างมากในการกำกับทฤษฎีและแนวคิดทางวิชาการ ไม่ว่าผู้เสนอทฤษฎีและแนวคิดจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทฤษฎี แนวคิด และอุดมการณ์มีความสัมพันธ์กัน จะกล่าวถึงคำที่มีความหมายกว้าง และลดหลั่นกันเป็นลำดับ อุดมการณ์ (Ideology) หมายถึง ระบบความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยม ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อคนในสังคม อุดมการณ์มีบทบาทในการให้ความหมายต่อการกระทำการต่างๆของบุคคล เป็นเสมือนเข็มทิศชี้ทางว่าอะไร “ควร” หรือ “ไม่ควร” อุดมการณ์จำแนกได้หลายประเภท เช่น อุดมการณ์ทางการเมือง (เช่น อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม อุดมการณ์ประชาธิปไตย) อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ (เช่น อุดมการณ์เสรีนิยม อุดมการณ์สังคมนิยม) อุดมการณ์ทางสังคม (เช่น อุดมการณ์เท่าเทียมทางเพศ อุดมการณ์ทางศาสนา) (ไพบูลย์, ม.ป.ป.) ประเด็นที่ควรตระหนักคือ อุดมการณ์มักรับใช้เป้าหมายบางอย่าง มักเชื่อมโยงกับอำนาจและอิทธิพล อุดมการณ์อาจถูกใช้เพื่อครอบงำหรือโน้มน้าวผู้คน อุดมการณ์มักทำงานแบบซึมลึกแนบเนียน โดยผู้สมาทานอุดมการณ์อาจไม่รู้ตัวทฤษฎี (Theory) หมายถึง ชุดของแนวคิดที่ได้รับการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริงหรือคาดการณ์เหตุการณ์ต่างได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทฤษฎีสามารถแบ่งแยกได้หลายระดับและหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ทฤษฎีหากจำแนกทฤษฎีตามระดับการอธิบาย จำแนกได้เป็น ทฤษฎีระดับมหภาค (grand theory) ทฤษฎีระดับกลาง (middle-range theory) ทฤษฎีระดับจุลภาค (micro theory) เช่น ในทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีสัมพันธภาพเป็นทฤษฎีมหภาคที่ครอบคลุมทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด แต่หากนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองในห้องทดลอง หรือวิจัยเฉพาะเรื่องก็จะใช้ทฤษฎีระดับย่อยลงมา ในทางสังคมศาสตร์ก็เช่นกัน ทฤษฎีมีหลายระดับ และหลายลักษณะตามพื้นฐานทางปรัชญาที่


18แตกต่างกัน เช่น ทฤษฎีปฏิฐานนิยม ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ ทฤษฎีวิวัฒนาการ ทฤษฎีมาร์กซิสต์ดังจะกล่าวข้างหน้า (ชาย, 2547)ประเด็นที่ควรตระหนักในหัวข้อนี้คือ ทฤษฎีไม่ได้เป็นสัจธรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้ว่าทฤษฎีเป็นการตกผลึกของความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อมีทฤษฎีใหม่ที่ถูกต้องกว่า ทฤษฎีเดิมอาจถูกโค่นล้ม หรือปรับเปลี่ยนทฤษฎีได้ เช่น การค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ทำให้ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของวัตถุของนิวตัน ต้องถูกทบทวนและถูกกำกับด้วยเงื่อนไขเพิ่มเติมในการนำมาใช้ นอกจากนั้นบางทฤษฎีมีสถานะใกล้เคียงกับอุดมการณ์เช่น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นิโอคลาสสิก (Neoclassical Economics) ที่เชิดชูระบบตลาดเสรี (free market) เป็นทฤษฎีที่แยกกันไม่ออกกับอุดมการณ์ทุนนิยม ในลักษณะอื่นๆ ทฤษฎีอาจไม่ใช่เพียงการอธิบาย แต่เป็นการ “สร้าง” ความเป็นจริง เช่น ทฤษฎีการพัฒนาสู่ความทันสมัยแบบตะวันตก ได้สร้างภาพเปรียบเทียบทำให้เกิดประเทศที่ถูกเรียกว่า “ประเทศกำลังพัฒนา” แนวคิด (concept) หมายถึง ความคิดหรือไอเดีย (idea) ที่ใช้เป็นแนวทางหรือกรอบในการทำความเข้าใจหรือดำเนินการเรื่องหนึ่งๆ แนวคิดอาจเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีหรืออุดมการณ์หรือเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาเป็นทฤษฎีหรืออุดมการณ์ก็ได้ เช่น แนวคิดเสรีภาพ แนวคิดโครงสร้างสังคม แนวคิดการปรับตัว หากเปรียบเทียบกับทฤษฎี แนวคิดเป็นคำที่ใช้แบบไม่เคร่งครัด บางแนวคิดอาจไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหมือนทฤษฎีแต่ก็นำมาใชได้โดยอนุโลม (ชาย, 2547) แนวคิดอาจใช้ในชีวิตประจำวันหลายรูปแบบ เช่น แนวคิดในการออกแบบบ้านแบบโมเดิร์น แนวคิดการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต และคำว่าแนวคิดอาจใช้ในความหมายว่าเป็น “กระบวนการสร้างข้อสรุปรวบยอด” (conceptualization) เช่น นักศึกษาสังเกตเห็นว่า การขับมอเตอร์ไซค์ย้อนศรหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มักจะเกิดขึ้นเวลาประมาณ 8 โมงเช้า และบ่าย 4 โมง นักศึกษาจึงสร้างข้อสรุปรวบยอดว่า จำนวนผู้ขับขี่รถจักรยานยนตร์ย้อนศรสัมพันธ์กับเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียนของนักศึกษาช่วงต่อไปเข้าสู่การทำความเข้าใจตัวอย่างของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ 4 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีปฏิฐานนิยม ทฤษฎีวิวัฒนาการ ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ และทฤษฎีมาร์กซิสต์ ตามลำดับ2. ทฤษฎีปฎิฐานนิยม ทฤษฎีปฏิฐานนิยม (Positivism) เป็นทฤษฎีการแสวงหาความรู้ (หรือการวิจัย) มีรากฐานมาจากยุคแห่งความรู้แจ้ง ซึ่งในยุคนั้น วิทยาศาสตร์ได้สถาปนาหลักการแสวงหาความรู้แบบใหม่ที่เรียกว่า หลักประจักษ์นิยม (Empiricism) ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายใต้อิทธิพลของประจักษ์นิยม ออกุสต์ กองต์ (Auguste Comte) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เสนอว่า การศึกษาสังคมควรเป็นไปเช่นเดียวกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เขาจึงได้ประยุกต์เสนอหลักการแสวงหาความรู้ทางสังคมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ชื่อว่าหลักปฎิฐานนิยม (Positivism)หลักการสำคัญของทฤษฎีปฏิฐานนิยมคือ การสร้างความรู้ต้องเกิดจากข้อเท็จจริงที่เป็นวัตถุวิสัย (objective) และสามารถสังเกต วัด ประเมินได้(ไม่ใช่คิดเอาเองอย่างปราศจากหลักฐาน โดยใช้ความคิดหรือความรู้ศึกของผู้ศึกษาเป็นที่ตั้ง (subjective)) ผู้วิจัยต้องแยกตัวออกจากสิ่งที่ศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงอคติและรักษาความเป็นกลาง; เชื่อว่าปรากฏการณ์ทุกอย่างต้องมีสาเหตุและสามารถอธิบายด้วยกฎหรือทฤษฎีทั่วไป;


19ความรู้หรือความจริงเป็นสิ่งสากล ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ ผู้สังเกตเป็นความจริงแท้แน่นอน (essentialism) ; การวิจัยนิยมใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยแบบสอบถามจำนวนมาก รวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเพื่อหาข้อสรุปของการวิจัย (สุมาลี, 2558)ตัวอย่างงานชิ้นสำคัญที่ใช้ทฤษฎีปฏิฐานนิยมคือ ผลงานชื่อ Suicide (การฆ่าตัวตาย) ของ เอมิล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim, ค.ศ. 1858-1917) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1897 ถือเป็นงานคลาสสิกในวงการสังคมวิทยา เพราะเป็นครั้งแรกที่การฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการกระทำส่วนบุคคล ถูกอธิบายว่าเป็นผลจากปัจจัยทางสังคม เดอร์ไคม์ใช้ข้อมูลทางสถิติ เช่น อัตราการฆ่าตัวตายในแต่ละประเทศ เปรียบเทียบตามศาสนา เพศ สถานภาพสมรส และสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าระดับของความผูกพันกับสังคมและระดับของการควบคุมจากสังคม เป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจฆ่าตัวตาย เขาจำแนกการฆ่าตัวตายออกเป็น 4 ประเภทด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน การฆ่าตัวตายแม้ดูเป็นพฤติกรรมที่ดูเป็นเรื่องส่วนตัว ก็สามารถเข้าใจได้ผ่านโครงสร้างทางสังคม และเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้วิธีการแบบวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสังคมตามหลักปฏิฐานนิยม (รตพร, 2552)ปัจจุบันทฤษฎีปฏิฐานนิยม มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เช่น สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ การบริหารธุรกิจ (ไม่ได้หมายความว่าสาขาวิชาเหล่านี้ใช้ทฤษฎีปฏิฐานนิยมเท่านั้น) แม้ว่าการวิจัยทางปฏิฐานนิยมได้รับการยอมรับว่า มีความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ ไม่มีอคติ อธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างครอบคลุม แต่ในภายหลังได้ถูกวิจารณ์ว่า การสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์อย่างครอบคลุม (generalization) เป็นการลดทอนความสำคัญของบริบททางสังคมวัฒนธรรม และความรู้สึกนึกคิดของคนที่ หลากหลายและไม่ได้เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา รวมทั้งงานทางปฏิฐานนิยม มักเป็นงานทางสังคมศาสตร์ที่แห้งแล้ง ศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ แต่กลับเต็มไปด้วยตัวเลข ศัพท์แสงทางสถิติ และกรอบการนำเสนอผลการวิจัยที่สำเร็จรูปและเป็นกลไก ด้วยเหตุนี้ทำให้นักวิจัยจำนวนหนึ่ง หันไปใช้การวิจัยเชิงคุณภาพมาช่วยเสริมเพื่อให้เข้าถึงความจริงได้ดีขึ้น หรือหันไปใช้ทฤษฎีแนวอื่นที่เห็นว่าเหมาะสมกับการศึกษาสังคมมนุษย์มากกว่าในชีวิตประจำวันเราจะพบเห็นอิทธิพลของทฤษฎีประจักษ์นิยมได้ ในหลายรูปแบบ เช่น การสำรวจความคิดเห็น (การทำโพล) ข้อสรุปที่มาจากการประมวลและวิเคราะห์เชิงปริมาณ เช่น สัดส่วนคนยากจน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) พญากรณ์อากาศ อัตราผู้ป่วยโควิด-19 สถิติอุบัติเหตุจราจร เป็นต้น3. ทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม (Social Evolutionary Theory) อธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์โดยเสนอว่า สังคมมนุษย์เป็นผลจากกระบวนการวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องจากรูปแบบที่เรียบง่ายไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อน ทฤษฎีนี้ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin, ค.ศ. 1809-1882) สำหรับทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน (Darwin’s Theory of Evolution) นั้น เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เสนอว่าชีวิตบนโลกมีวิวัฒนาการโดยมี “การคัดสรรโดยธรรมชาติ” (natural selection) เป็นกลไกหลักของกระบวนการนี้ดาร์วินเสนอว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความหลากหลายทางพันธุกรรม


20หลากหลายทางพันธุกรรมช่วยให้สิ่งมีชีวิตนั้น ๆ มีโอกาสรอดชีวิตและสืบพันธุ์มากกว่าตัวอื่น ๆ ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นลักษณะเด่นได้ถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป และสะสมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของชนิดพันธุ์ในระยะยาว ผลงานสำคัญของดาร์วินคือหนังสือ On the Origin of Species by Means of Natural Selection (กำเนิดของสปีชีส์โดยการคัดสรรทางธรรมชาติ) ซึ่งมักเรียกสั้นๆว่า On the Origin of Species(ตีพิมพ์ ค.ศ. 1859) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีววิทยาสมัยใหม่ ทฤษฎีของเขาท้าทายความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น และกลายเป็นรากฐานของชีววิทยาวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน (วิสุทธิ์, 2555)ในทางสังคมศาสตร์นักวิชาการหลายท่านได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน และนำมาประยุกต์ใช้ทางสังคมศาสตร์นักคิดสำคัญในสายนี้ เช่น ออกุสต์ ก๊องต์ (Auguste Comte), เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) และลูอิส เฮนรี มอร์แกน (Lewis Henry Morgan) ก่อให้เกิดทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม ซึ่งอธิบายว่า สังคมมนุษย์โดยทั่วไป มีพัฒนาการเป็นลำดับขั้นจากป่าเถื่อนไปสู่ความศิวิไลซ์หรือจากขั้นความรู้ตามตำนานปรัมปราไปสู่วิทยาศาสตร์ ผ่านกลไกการแข่งขัน การปรับตัว และความสามารถในการจัดระเบียบสังคมให้มีความซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เป็นไปตามลำดับขั้นนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ (นฤพล, 2558)อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมและการนำมาใช้ ก่อเกิดผลกระทบที่ไม่คาดหวัง จากความคิดของ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer, ค.ศ. 1820-1903) นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่าลัทธิดาร์วินทางสังคม (Social Darwinism) และเป็นผู้บัญญัติคำว่า “การอยู่รอดของผู้แข็งแรงที่สุด” (survival of the fittest) ซึ่งมีนัยยะทางสังคมว่า เฉพาะผู้มีความสมบูรณ์ทางพันธุกรรมมากที่สุดเท่านั้นที่จะดำรงอยู่ได้ ทฤษฎีดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสความคิดว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์จะพัฒนาต่อไปได้ ก็ต้องจำกัดบทบาทของคนที่มีเชื้อสายพันธุกรรมที่ด้อย สเปนเซอร์ ใช้ข้อมูลทางสถิติจากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผล โดยวัดจากสุขภาพของคนที่อยู่ในตระกูลมีชื่อเสียงหรือมีฐานะทางสังคมสูง และสรุปว่าทายาทของคนที่มาจากตระกูลดีมีชื่อเสียงหรือมีฐานะทางสังคมสูง มักจะประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าทายาทของคนที่มาจากตระกูลหรือมีฐานะทางสังคมต่ำต้อย (ชัยวัฒน์, 2550) แนวคิดของสเปนเซอร์ได้ถูกนำมาใช้เป็นฐานสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่ทำลายล้างในนามของผู้มีความเหมาะสมทางธรรมชาติมากกว่า ดังกรณีตัวอย่าง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(The Holocaust, ค.ศ. 1941–1945) ของพรรคนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งอ้างลัทธิดาร์วินทางสังคม เพื่อความชอบธรรมของลัทธิเยอรมันอันยิ่งใหญ่ ฮิตเลอร์ต้องการกำจัดเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่าเผ่าพันธุ์อารยันบริสุทธิ์คือเยอรมัน โดยมียิวเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องกำจัด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวประมาณ 6 ล้านคน สังเวยชีวิตภายใต้นโยบายการฆ่าล้างชาวยิวในยุโรปอย่างเป็นระบบ อาชญากรรมต่อมนุษย์ชาตินี้เกิดจากข้ออ้างว่าเชื้อชาติยิวคือมลทินต่อเผ่าพันธุ์บริสุทธ์ของเยอรมันที่ยิ่งใหญ่ นอกจากกำจัดชาวยิว ฮิตเลอร์ยังใช้ข้ออ้างเดียวกันกำจัดคนกลุ่มอื่นๆด้วย เช่น คนพิการ เกย์และกลุ่มหลากหลายทางเพศ ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ คนเชื้อชาติอื่นๆที่ถูกสงสัยว่าไม่ใช่เยอรมัน นักวิชาการ ปัญหาชน หรือคนกลุ่มอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคนาซี (ชัยวัฒน์, 2550)นอกจากตัวอย่างกรณี ยังมีกรณีอื่นที่สำคัญๆที่อ้างลัทธิดาร์วินทางสังคมเพื่อความชอบธรรม เช่น การล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจ การเหยียดแรงงานต่างชาติ หรือเหยียดคนเชื้อชาติอื่นๆ


21แม้ว่าทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมได้ถูกวิจารณ์ และวงวิชาการเห็นพ้องกันว่าเป็นทฤษฎีที่ล้าสมัย แต่ในชีวิตประจำวัน ทฤษฎีนี้ก็ยังคงสอดแทรกอยู่ในความคิดหรือการดำเนินการบางอย่าง เช่น การจัดชั้นประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา ด้อยพัฒนา การสืบตำแหน่งสำคัญโดยพิจารณาจากสายเลือดหรือนามสกุล การแข่งขันแบบแพ้คัดออก เช่น รายการเรียลลิตี้โชว์ (รายการ Survivor ของสหรัฐฯ, Single’s Inferno ของเกาหลีใต้) การรับนักเรียน-นักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย แม้จะดูเป็นธรรม แต่ก็อาจมองได้ว่าเป็นการตัดคนที่อ่อนแอทิ้ง ทั้งที่แต่ละคนอาจมีต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกัน4. ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยมทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม (Structural Functionalism) เป็นหนึ่งในทฤษฎีหลักทางสังคมวิทยายุคต้น โดยได้รับอิทธิพลจากชีววิทยาและแนวคิดเชิงระบบ มีพัฒนาการจากนักคิดหลายคน เช่น ออกุสต์ ก๊องต์ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดว่าสังคมเป็นระบบที่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ เปรียบสังคมเสมือนร่างกาย (organic หรือองค์อินทรีย์) ที่อวัยวะแต่ละส่วนต่างทำหน้าที่เพื่อให้โครงสร้างรวมอยู่รอด เอมิล เดอร์ไคม์ เน้นหน้าที่ของสถาบันสังคมต่อการรักษาระเบียบ ความกลมกลืน และความสามัคคีหลักการสำคัญของทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม โดยสรุปคือ สังคมเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยส่วนย่อยๆประกอบกันเป็นโครงสร้าง ส่วนย่อยแต่ละส่วนมีหน้าที่เฉพาะในการรักษาความสมดุลและความอยู่รอดของสังคมโดยรวม ส่วนประกอบของสังคม เช่น ครอบครัว การศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมือง ต่างมีบทบาทและหน้าที่ที่พึ่งพาอาศัยกัน หากส่วนหนึ่งล้มเหลวจะส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมสังคมมีแนวโน้มที่จะรักษาสมดุลและความมั่นคงภายในตัวเอง หากเกิดความเปลี่ยนแปลง ระบบจะปรับตัวเพื่อกลับคืนสู่สมดุลหรือปรับตัวเข้าสู่ภาวะดุลยภาพ (equilibrium) ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับ “ความกลมกลืน” และ “การทำงานร่วมกันของแต่ละส่วน” และหากเกิดความขัดแย้งในสังคม ระบบจะค่อยๆปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้เข้าสู่ภาวะดุลยภาพอีกครั้ง (จิรโชค, 2561)ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม เป็นทฤษฎีที่นักศึกษาค่อนข้างคุ้นเคย เพราะเป็นความรู้พื้นฐานที่บรรจุในบทเรียนสังคมศึกษาของนักเรียน รวมทั้งอยู่ในการศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยด้วย ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม เป็นที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างสังคม สถาบันทางสังคม บทบาททางสังคม กลุ่มทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม การเบี่ยงเบนทางสังคม ในชีวิตประจำวันทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม มีอิทธิพลต่อการนำเสนอเนื้อหา และความเข้าใจของคนในสังคม ต่อข่าวสารทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกับค่านิยมการรู้รักสามัคคี ความประนีประนอม การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมากเป็นพิเศษในสังคมไทย ด้วยเหตุที่ทฤษฎีโครงสร้างหน้า ซึ่งมีจินตภาพสังคมที่ร่วมมือกันอย่างมีดุลยภาพ จึงถูกวิจารณ์ว่ามีจุดอ่อนหลายประการคือ มีแนวโน้มสนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม เน้นเสถียรภาพของสังคม จนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า เช่น การปฏิรูปสถาบันที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย การเห็นความหลากหลายทางเพศ เป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางสังคม การยึดติดกับธรรมเนียมโบราณที่ไม่สอดคล้องกับสากล การเป็นเครื่องมือค้ำจุนโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การปฏิเสธความจริงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น


22เพศ ชาติพันธุ์การมีข้อเสนอให้แต่ละคนทำหน้าที่ของคนให้ดีที่สุด เช่น ยกข้ออ้างว่าธรรมชาติไม่มีอะไรเท่ากัน เหมือนนิ้วมือคนยังไม่เท่ากัน หากแต่ละคนทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เหมือนนิ้วมือแต่ละนิ้ว สังคมก็จะสงบสุข 5. ทฤษฎีมาร์กซิสม์ (Marxism)ทฤษฎีมาร์กซิสม์ หรือลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่พัฒนาโดยคาร์ล มาร์กซ์(Karl Marx, ค.ศ. 1818-1883) และฟรีดริช เองเกิลส์ (Friedrich Engels, ค.ศ. 1820 – 1895) ซึ่งเน้นการวิเคราะห์โครงสร้างทางชนชั้นและความไม่เท่าเทียมในระบบทุนนิยม โดยเสนอว่าสังคมประกอบด้วยฐานเศรษฐกิจ (base) ซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) อันประกอบด้วยการเมือง กฎหมาย การศึกษา และวัฒนธรรม แนวคิดหลักคือ ความขัดแย้งทางชนชั้น ระหว่างชนชั้นนายทุน ซึ่งครอบครองปัจจัยการผลิต กับชนชั้นกรรมาชีพซึ่งขายแรงงานให้แก่นายทุน มาร์กซ์มองว่า “ทุน” (capital) คือผลกำไรที่มาจากมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) ที่แรงงานผลิตได้แต่นายทุนยึดไปเป็นของตนเอง ความมั่งคั่งของนายทุนที่เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน ทำให้ระบบทุนนิยมเติบโต พร้อมกับทำให้ความขัดแย้งทางชนชั้นแหลมคมมากขึ้น มาร์กซ์เชื่อว่าการสะสมความขัดแย้งจะนำไปสู่การปฏิวัติของชนชั้นแรงงานเพื่อโค่นล้มระบบทุนนิยม และสร้างสังคมนิยม นำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ที่ไร้ชนชั้น และทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แนวคิดนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง และทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ในภายหลัง (ดินแดง, 2565; วัชรพล, 2567)แม้ถูกจัดว่าเป็นทฤษฎีเชิงวิพากษ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางความคิดที่สำคัญของศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเป็นระบบความคิดที่เป็นองค์รวม เป็นระบบ และเป็นการวิเคราะห์สังคมอย่างลึกซึ้ง แต่ทฤษฎีมาร์กซิสม์ก็ถูกวิจารณ์ว่า การมองสังคมผ่านกรอบของความขัดแย้งระหว่างชนชั้นเป็นหลักอาจละเลยปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น วัฒนธรรม อัตลักษณ์ เพศ หรือเชื้อชาติ นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมไร้ชนชั้น ก็ถูกวิพากษ์ว่าเป็นอุดมคติที่ยากจะเกิดขึ้นจริง และประสบการณ์ในหลายประเทศที่ใช้แนวคิดมาร์กซิสต์ เช่น สหภาพโซเวียต จีนในยุคของเหมาเจ๋อตง ก็แสดงให้เห็นปัญหาเรื่องการกลายเป็นเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์การละเมิดสิทธิมนุษยชน การกำจัดฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างโหดเหี้ยม และความล้มเหลวทางเศรษฐกิจในบางช่วง อีกทั้งการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบมาร์กซยังถูกมองว่า ไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนของตลาดเสรีและพัฒนาการทางเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันได้อย่ามีhttps://www.facebook.com/Singleklekthemovie/photos/a.151822071541466/948069585250040/


23ประสิทธิภาพ กระนั้นก็ดี แม้มีข้อจำกัด แต่มาร์กซิสต์ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการตั้งคำถามต่อความไม่เป็นธรรมทางสังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบต่าง ๆ จนถึงปัจจุบันในประเทศไทย ด้วยเหตุผลทางการเมือง จากบริบทสงครามเย็น ที่โลกถูกแบ่งออกเป็นสองค่าย คือ ค่ายทุนนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และค่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน ประเทศไทยซึ่งเลือกยืนอยู่ฝ่ายสหรัฐฯ จึงได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ ในการต่อต้านการแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งเป็นขบวนการติดอาวุธที่ใช้แนวคิดมาร์กซิสม์–เลนินนิสม์นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การปฏิวัติของเหมาเจ๋อตงในจีน การขึ้นสู่อำนาจของ โฮจิมินห์ในเวียดนาม และความโหดร้ายของเขมรแดงในกัมพูชา ยิ่งตอกย้ำความกลัวว่าแนวคิดมาร์กซิสต์จะคุกคามอธิปไตยของไทย ที่สำคัญยิ่งคือ ความกังวลว่าแนวคิดมาร์กซิสม์ ซึ่งมีเนื้อหาวิจารณ์ ชนชั้นนำ การเอารัดเอาเปรียบ การสะสมทุนของผู้มีอำนาจ อาจกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ การตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคมแบบศักดินาและความไม่เท่าเทียมทางสังคม จึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติผลของความหวาดระแวงเหล่านี้ทำให้รัฐไทยใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 การควบคุมตำราเรียน การจับกุมปัญญาชน นักศึกษา และนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย รวมทั้งการเซนเซอร์งานเขียน บทความ และการอภิปรายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับมาร์กซิสม์ กระแสความกลัวนี้กินเวลาหลายทศวรรษและยังคงมีผลตกค้างอยู่ในความรับรู้ของสังคมไทยในปัจจุบัน (ประจักษ์, 2548; ทักษ์ 2548)6. ทฤษฎีสังคมศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวัน ซึ่งข่าวสารทางสังคมไหลเวียนอยู่รอบตัวเรา หากพิจารณาให้ดีจะพบว่า เนื้อหาของข่าวสารต่างๆถูกกำกับด้วยอุดมการณ์ ทฤษฎี หรือแนวคิด ชุดใดชุดหนึ่งเสมอ การรับข่าวสารเป็นกิจวัตร อาจทำให้เราซึมซับอุดมการณ์ ทฤษฎี หรือแนวคิดต่างๆ โดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงขั้นนั้นอุดมการณ์ ทฤษฎี หรือแนวคิด ก็จะส่งผลต่อความคิดและการกระทำของเราโดยที่เราไม่เฉลียวใจ ดังนั้นเพื่อที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดใดแบบไม่รู้ตัว เราจะทดลองถอดรหัสที่ซ่อนอยู่ในข่าวสารประจำวันที่เราได้รับ ดังตัวอย่างข่าวสารจากโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการรับน้องในระบบโซตัส (SOTUS: Seniority, Order, Tradition, Unity, Spirit) ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (เสนาะ, ม.ป.ป.)


24จากข้อความในเพจเฟสบุ๊คของกลุ่ม ซึ่งโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวในสื่อชิ้นหนึ่ง (ดูล้อมกรอบข้างบน) ความส่วนหนึ่งในโพสต์กล่าวว่า“อยากโดนตัดรุ่นนักใช่มั้ย รู้มั้ยว่าถ้าเครื่องกลโดนตัดรุ่นจะอยู่ยากแค่ไหน โดนดุแค่นี้ทำเป็นหน้าบึ้ง ไม่พอใจอะไรก็พูด ไม่ใช่ก้มหน้า น้องปี 1 ผญ.บางคนโดนดุนิดหน่อยทำเป็นน้ำตาซึม อ่อนแอว่ะ”“ถ้ารุ่นพี่ดุแค่นี้ยังรับไม่ได้ จบออกไปจะทำงานยังไง เครื่องกลต้องการคนอดทน ไม่ต้องการพวกเจ้าน้ำตาค่ะ จำไว้”“ต่อไปจะจัดหนักกว่านี้ ถ้าคิดว่ารับไม่ได้ก็ลาออกไปเรียน....... ‘ไปมหาวิทยาลัยอ่อนๆที่ไม่เอาโซตัสค่ะ’”“.............แห่งนี้ ไม่ใช่ที่ของพวกอ่อนแอ”ข้อความตำหนิและคาดโทษที่ปรากฏในโพสต์นี้ แสดงความไม่พอใจของรุ่นพี่ต่อพฤติกรรมของรุ่นน้อง น่าสนใจว่า ทำไมรุ่นพี่จึงคิดว่าพฤติกรรมของรุ่นน้องเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไฉนเขาจึงคิดว่ามีสิทธิขับไล่ไสส่งและคุกคามผู้อื่นอย่างเปิดเผยในสื่อสาธารณะ เมื่อพิจารณาจะพบว่า ข้อความดังกล่าวนี้สะท้อนอิทธิพลทางความคิดของทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม และทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม ที่ให้ความชอบธรรมต่อการกระทำของพวกเขาจากมุมมองของทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม ข้อความนี้สะท้อน การคัดสรรโดยธรรมชาติตามหลักดาร์วินทางสังคม (social Darwinism) กล่าวคือ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิอยู่รอด หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เช่น “...[มหาวิทยาลัย]….แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของพวกอ่อนแอ” เป็นการสร้างค่านิยมที่ยึดถือหลักการแพ้คัด(พาดหัวข่าว) มหากาฬ! รุ่นพี่วิศวะ ม.ดัง โพสต์ \"รับโซตัสไม่ได้ก็ลาออกไป\" ไม่ใช่ที่ของพวกอ่อนแอ (22 มิ.ย. 2565) https://news.postjung.com/1406247


25ออก ในแง่นี้ ระบบโซตัสถูกใช้เป็นบททดสอบการปรับตัว หากนักศึกษาทนได้ถือว่า ผ่านการคัดสรรทางสังคม เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่รอดจากสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้เท่านั้นจึงอยู่รอดและสืบสายพันธุ์จากมุมมองทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบโซตัสเป็นกลไกทางสังคมที่มีหน้าที่สร้างความเป็นระเบียบและความเหนียวแน่นของกลุ่ม ผ่านบทบาทรุ่นพี่-รุ่นน้อง การรับน้องเป็นพิธีกรรมตอกย้ำบทบาท ให้แต่ละบุคคลสวมบทบาทตามที่สังคมในระบบมหาวิทยาลัยนั้นคาดหวัง เพื่อให้ระบบสามารถทำหน้าที่อย่างสมดุลต่อไป เช่นเดียวกับอวัยวะในร่างกายที่ต้องทำงานตามหน้าที่ นักศึกษาจะเห็นว่า ผู้นิยมระบบโซตัสให้ความชอบธรรมกับการกระทำของตน โดยใช้เหตุผลที่สอดคล้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการและทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม ซึ่งทฤษฎีแรกถูกวิจารณ์ว่าล้าสมัยและในวงวิชาการไม่นิยมนำมาใช้แล้ว ส่วนทฤษฎีที่สองเป็นความคิดที่สอดคล้องกับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ที่มุ่งรักษาสถานภาพของผู้มีอำนาจในสังคม และเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากไม่เห็นด้วยกับระบบโซตัส นักศึกษาอาจใช้แนวคิดมาร์กซิสต์มาวิจารณ์ระบบดังกล่าว ในมุมมองแบบมาร์กซิสต์ ข้อความดังกล่าว คือการปลูกฝังอุดมการณ์ที่ทำให้น้องใหม่ยอมรับความรุนแรงและการกดขี่ เป็นการแบ่งชนชั้นตามลำดับอาวุโส รุ่นพี่มีฐานะเสมือนชนชั้นปกครอง ที่ใช้อำนาจควบคุมผ่านการลงโทษ การข่มขู่ และการจำกัดเสรีภาพ ขณะที่รุ่นน้องต้องเชื่อฟัง ไม่ตั้งคำถามต่ออำนาจ ระบบโซตัสจึงเป็นระบบอำนาจนิยม ที่สวนทางกับค่านิยมสากล ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ และความเท่าเทียมของคนในสังคม สาเหตุที่ระบบโซตัสยังคงอยู่ในมหาวิทยาลัยมายาวนาน ทั้งที่อาจารย์หรือผู้บริหารก็รู้ว่ามีอยู่ เพราะคนคนเหล่านั้นก็อยู่ในระบบอำนาจนิยม ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งในระดับสังคมใหญ่ของประเทศ ระบบนี้สอดคล้องและค้ำจุนให้อำนาจนิยมยังครอบงำสังคมไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย ดังนั้นถ้าหากไม่เห็นด้วยกับการรับน้องด้วยระบบโซตัส นักศึกษาจึงมีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะไม่เข้าร่วมและคัดค้านกิจกรรมดังกล่าว 7.วัฒนธรรมวัฒนธรรม (culture) เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคม แต่นักวิชาการหลายสาขาแยกวัฒนธรรมออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แทรกซึมอยู่ในทุกแง่มุมของชีวิต ในการใช้ชีวิต การสื่อสาร การสัมพันธ์กับคนอื่น การให้ความหมายกับสิ่งต่างๆ เช่น การกิน การแต่งตัว ความเจ็บป่วย ความเป็นชาย-หญิง อาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมคือสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิดของเรา เป็นสิ่งที่เราคิดและทำอย่างอัตโนมัติ หรือเป็นปกติตัวอย่างเช่น คนไทยกับการยกมือไหว้ หรือความรู้สึกไม่พอใจเมื่อมีใครมาสัมผัสศีรษะโดยพลการ สาขามานุษยวิทยา ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่างๆจำแนกวัฒนธรรมเป็น 3 ระดับ ได้แก่ วัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ (Material Culture) คือสิ่งของ เครื่องใช้ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น จาน ชาม เสื้อผ้า เครื่องจักสาน เครื่องมือดักปลา (ลอบ ไซ) หรืออาคารบ้านเรือน วัตถุเหล่านี้สะท้อนให้เห็นรูปแบบการดำรงชีวิต ความรู้ทางเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมของชุมชนหนึ่งๆ เช่น เครื่องมือหาปลาของชาวบ้านริมฝั่งน้ำ บ่งบอกถึงการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Nonmaterial Culture) เป็นส่วนที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความเชื่อ ค่านิยม ภาษา ศาสนา อุดมการณ์ หรือกฎระเบียบทางสังคม ตัวอย่างเช่น ความเชื่อเรื่องผี ความกตัญญูต่อพ่อแม่ หรือค่านิยมเรื่อง


26ความประหยัด สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่กำกับพฤติกรรมของคนในสังคม และทำให้สมาชิกในกลุ่มมีแนวทางปฏิบัติที่ใกล้เคียงกัน วัฒนธรรมซึ่งเป็นวิถีชีวิต (Everyday Practices) คือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การกินอยู่ การทักทาย การทำงาน การนันทนาการ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความหมาย ความสัมพันธ์และอำนาจในสังคม การศึกษาวัฒนธรรมในสาขามานุษยวิทยาจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมอย่างครบถ้วนและลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนั้น ความรู้ทางมานุษยวิทยา ซึ่งมีจุดแข็งคือการศึกษาภาคสนามโดยการฝังตัวอยู่ในกลุ่มชนที่ศึกษาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความเข้าใจวัฒนธรรมจากมุมมองของคนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ให้ข้อคิดที่สำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมหลายประการ คือ การเข้าใจว่า วัฒนธรรมไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว สวยงาม หรือถูกต้องไปเสียทุกอย่าง หากแต่เป็นสิ่งที่หลากหลาย แตกต่าง และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วัฒนธรรมหนึ่งๆ เกิดขึ้นจากบริบทเฉพาะของเวลา สถานที่ และกลุ่มคน เช่น วัฒนธรรมการกินอยู่ของในเมืองต่างจากชนบท วัฒนธรรมของวัยรุ่นต่างจากคนสูงวัย นอกจากนี้วัฒนธรรมยังมีพลวัต หมายถึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย ทำให้มีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นกระแสหลัก วัฒนธรรมที่ตกค้างจากอดีต และวัฒนธรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจอยู่ร่วมกันในสังคมได้ที่สำคัญคือ วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางเสมอไป เพราะมักมี “อำนาจ” แฝงอยู่เช่น วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่เป็นการให้คุณค่าและโอกาสทางสังคมแก่ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือการสถาปนาวัฒนธรรมของชนชั้นสูงให้ดูดี มีอารยะ มากกว่าวัฒนธรรมของคนจน รวมทั้งการให้ข้อคิดที่สำคัญว่า เราไม่อาจตัดสินว่าวัฒนธรรมของใคร “ดีกว่า” หรือ “สูงกว่า” ดังคำกล่าวของนักมานุษยวิทยาที่ว่า “ไม่มีวัฒนธรรมใดเหนือวัฒนธรรมอื่น” เพราะทุกวัฒนธรรมย่อมมีความสำคัญเสมอเหมือนกัน การยกวัฒนธรรมใดว่าสูงกว่า อาจนำไปสู่การเหยียดวัฒนธรรม ซึ่งได้ก่อความบาดหมางทำลายล้างกันนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์(ยศ, 2540; และดูเพิ่มเติม ณัฏฐ์ชวัล, 2560: บทที่2)8. วัฒนธรรมย่อยวัฒนธรรมย่อย (Subculture) คือแนวคิดสำคัญที่เริ่มปรากฏในงานของนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในบริบทของเมืองใหญ่ที่มีความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ความเชื่อ และไลฟ์สไตล์อย่างชัดเจน วัฒนธรรมย่อย คือแบบแผนความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม สัญลักษณ์ หรือค่านิยม ของกลุ่มคนที่แตกต่างจากวัฒนธรรมหลักของสังคม แต่ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน กลุ่มวัฒนธรรมย่อยอาจมีภาษาเฉพาะ เครื่องแต่งกาย อุดมการณ์รสนิยมทางดนตรี ศิลปะ ที่แตกต่างจากคนกลุ่มใหญ่อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธสังคมโดยสิ้นเชิง เพียงแต่อยู่เคียงข้างกับวัฒนธรรมหลัก ด้วยอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง เช่น กลุ่มฮิปฮอป, นักเล่นเกม, นักเต้น cover dance, คอสเพลย์, LGBTQ+, เด็กแว้น, วัยรุ่นหน้าฮ้าน, ฯลฯ (กาญจนา, 2544)ตัวอย่างงานบุกเบิกเกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อย เช่น ผลงานชื่อ Subculture: The Meaning of Styleโดย Dick Hebdige (1979) ศึกษาวัยรุ่นชนชั้นแรงงานในประเทศอังกฤษ เช่นกลุ่ม punk, skinhead, mods, skinhead ที่มีการแต่งกาย ทรงผม เข็มกลัด สัญลักษณ์การใช้ภาษา ดนตรี ที่แตกต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า การแสดงออกที่ดูแปลกประหลาดของกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป แต่เป็นการแสดงตัวตนเพื่อต่อต้านการกดทับของวัฒนธรรมกระแสหลักและชนชั้นกลาง การแสดงออกของกลุ่ม


27ทางสังคมเหล่านี้มิใช่เพียงแฟชั่นหรือสไตล์ที่ฉาบฉวย หากแต่เป็นการส่งเสียง การประท้วง การแสดงตัวตน ซึ่งเรียกว่าเป็นรูปแบบของ “การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์” (symbolic resistance) ต่อโครงสร้างอำนาจในสังคมในสังคมไทยมีงานศึกษากลุ่มวัฒนธรรมย่อยอยู่ไม่น้อย เช่น \"เร่ง รัก รุนแรง: โลกชายขอบของนักบิด\"โดยปนัดดา ชำนาญสุข (2552) เรื่องราวของเด็กแว้น ที่สะท้อนโครงสร้างสังคมในระบบทุนนิยมและวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่สร้างความเหลื่อมล้ำและผลักดันให้กลุ่มวัยรุ่นชายขอบต้องแสดงออกผ่านพฤติกรรมรุนแรงและเสี่ยงภัย ปัญหาเด็กแว้นจึงควรแก้ไขด้วยการทำความเข้าใจแทนที่การพิพากษาจากสังคม; การสื่อสารกับการประกอบสร้างอัตลักษณ์กลุ่มวัฒนธรรมย่อยของนักเต้น Cover Dance โดยดิฐพงศ์ ประเสริฐไพฑูรย์ (2558) นักเต้น Cover Dance ใช้วัฒนธรรม K-pop เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์หรือการแสดงออกถึงตัวตน พร้อมกับต่อต้านกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่มองว่าการชื่นชอบ K-pop เป็นการคลั่งศิลปิน การเต้นของพวกเขายังเป็นการต่อสู้กับวัฒนธรรมย่อยอื่น ๆ เช่น Pop Dance และ Traditional Dance ผ่านพื้นที่การแข่งขันเต้น Cover Dance ที่กลายเป็นเวทีสาธารณะในการสื่อสารและสร้างความหมายทางสังคมของผู้เต้น; รถแห่และการเต้นบั้นเด้า: วัยรุ่นอีสานใหม่กับการประดิษฐ์ประเพณี และการสื่อสารเพื่อการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยรุ่งลดิศ จตุรไพศาล (2565) งานชิ้นนี้ศึกษากลุ่มวัยรุ่นอีสานยุคใหม่ ที่มีส่วนร่วมกับรถแห่ ผ่านการเต้นบั้นเด้า ซึ่งเป็นการเต้นโยกสะโพกที่สื่อถึงเรื่องเพศ การแสดงออกนี้กลายเป็นพื้นที่สื่อสารและต่อสู้ทางวัฒนธรรมของวัยรุ่นเพื่อสร้างอัตลักษณ์ “อีสานใหม่” ที่แตกต่างจากภาพลักษณ์เดิม ๆ ของภาคอีสานที่เคยถูกมองว่าด้อยพัฒนา เป็นการ“ต่อต้านแบบคาร์นิวัล” (Carnivalesque) คือการต่อต้านผ่านความสนุกสนาน การแสดงออกอย่างเสรี และการล้อเลียน เพื่อกระตุ้นความสนใจและการยอมรับในสังคม9. วัฒนธรรมป๊อปวัฒนธรรมป๊อป หรือวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) หมายถึงวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนทั่วไป มักเกี่ยวข้องกับสื่อ กระแสนิยม บันเทิง และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในสังคมเมืองหรือสังคมบริโภคนิยม วัฒนธรรมป๊อปมักมีลักษณะตรงข้ามกับวัฒนธรรมชั้นสูง (high culture) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมีรสนิยมหรือเป็น “ของสูง” อันเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง (ฐิรวุฒิ, 2549; นิธิ, 2565) ลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมป๊อป คือ เป็นวัฒนธรรมมวลชน สามารถเข้าถึงง่ายและแพร่กระจายเร็ว โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามกระแส เช่น เทรนด์ TikTok, เพลงฮิต, ดาราหรือแฟชั่น และที่สำคัญมีกลไกตลาด หรือธุรกิจ เป็นตัวขับเคลื่อน เช่น ซีรีส์ยอดนิยมจาก Netflix หรือไอดอล K-pop อีกนัยหนึ่งวัฒนธรรมป๊อป ก็คือกระแสบริโภคนิยมในสังคมทุนนิยมตัวอย่าง วัฒนธรรมป๊อปด้านเพลง K-pop เช่น วง BTS และ BLACKPINK ศิลปินเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ขวัญใจของแฟนคลับ แต่ยังเป็น “cultural ambassador” ที่ส่งออกภาพลักษณ์ของเกาหลีสู่โลก เช่น BTS พูดที่ UN และ BLACKPINK ได้แสดงที่ Coachella วัฒนธรรมป๊อปด้านแฟชั่นและสไตล์การแต่งกาย เช่น เสื้อผ้า oversize, sneaker รุ่นพิเศษ, กระเป๋า Telfar หรือ Celine วัฒนธรรมป๊อปด้านสื่อบันเทิงและรายการโทรทัศน์เช่นรายการ Single’s Inferno (เกาหลี), ซีรีส์วาย (ไทย) วัฒนธรรมป๊อปด้านแฟนคลับและคอมมูนิตี้ออนไลน์เช่น กลุ่มแฟนคลับ BTS (ARMY), EXO-L, หรือ #Saveซีรีส์ บน Twitter แฟนคลับไม่ได้มีแค่การ


28สนับสนุนศิลปิน แต่ยังทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น บริจาคโลหิต ปลูกป่าในวันเกิดศิลปิน หรือระดมทุนสนับสนุนซีรีส์ที่ตนชื่นชอบ แฟนคลับกลายเป็น “ผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเคลื่อนไหวทางสังคมด้วยพลังดิจิทัล เช่น ใช้แฮชแท็กในการแสดงออกทางการเมืองหรือประเด็นทางเพศในวงวิชาการมีทัศนะต่อวัฒนธรรมป๊อปแตกต่างกัน นักทฤษฎีมาร์กซิสต์อย่าง ธีโอดอร์ อดอร์โน(Theodor Adorno, ค.ศ. 1903–1969) วิจารณ์วัฒนธรรมป๊อป (ในยุคของเขา) ว่า ในสังคมทุนนิยมวัฒนธรรมได้กลายเป็น “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม” ซึ่งกลายเป็นอุดมการณ์ครอบงำมวลชน ผ่านความบันเทิง เพลง ภาพยนตร์ และสื่อมวลชน (Adorno & Horkheimer, 1972) แนวคิดของเขาได้สืบทอดมายังมาร์กซิสต์รุ่นหลังด้วยข้อวิจารณ์ต่อวัฒนธรรมป๊อปในปัจจุบันในทำนองเดียวกัน แต่สำหรับ เฮนรี เจนกินส์ (Henry Jenkins, ค.ศ. 1958-ปัจจุบัน) (Jenkins, 2006) เห็นว่าวัฒนธรรมป๊อปไม่ใช่วัฒนธรรมครอบงำเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสนามของการต่อรอง และพื้นที่ของการสร้างความหมายใหม่ เขาเห็นว่าผู้บริโภควัฒนธรรมป๊อป ไม่ใช่ผู้ตั้งรับอย่างเดียว แต่เป็นผู้มีพลังในการแทรกแซง สร้างสรรค์ และต่อรองกับวัฒนธรรมป๊อป ไม่ใช่เพียงเป็นผู้บริโภคที่ไร้อำนาจอย่างที่มาร์กซิสต์รุ่นเก่าว่าไว้10. ส่งท้าย : มองโลกอย่างกระปรี้กระเปร่ามนุษย์มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ มาโดยกำเนิด ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นอุปกรณ์อันวิเศษในการรับรู้สรรพสิ่งรอบตัว แต่เมื่ออยู่ในโลกนานวันเข้า เรากลับถูกกล่อมเกลาให้เป็นสมาชิกที่สงบเสงี่ยม เป็นผลผลิตสำเร็จรูปป้อนตลาดแรงงาน เป็นผู้บริโภคที่อยู่ในมนต์สะกดของอัลกอริทึ่ม ทำอย่างไรจะกอบกู้สายตาที่เคยมองโลกอย่างสดใหม่กลับคืนมาได้บทนี้แจกแจงให้เห็นศัพท์แสงทางวิชาการ คือทฤษฎี แนวคิด และอุดมการณ์ และได้ยกตัวอย่างทฤษฎีสังคมศาสตร์ 4 ทฤษฎี ทำให้เห็นว่าทฤษฎีส่งผลต่อความเข้าใจต่อสังคมแตกต่างกัน เสมือนเลนส์ของกล้องที่แตกต่างกัน เลนส์แต่ละสี ทำให้เห็นภาพคนละแบบ เปรียบเหมือนอุดมการณ์คนละชุด ที่แฝงอยู่เบื้องหลังทฤษฎี การทำเข้าใจข่าวสารในชีวิตประจำวันอย่างระบบโซตัส ทำให้เห็นว่าเราล้วนแต่สวมแว่นแบบใดแบบหนึ่งอยู่อย่างไม่รู้ตัว ในช่วงครึ่งหลัง ได้กล่าวถึงแนวคิดวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมุมมองในการทำความเข้าใจสังคมอีกแบบหนึ่ง แต่วัฒนธรรมถูกแยกออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ เพราะวัฒนธรรมซึมลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดเราอย่างแนบเนียน ทำให้เราคิดเราทำเรื่องต่างๆอย่างเป็นอัตโนมัติ การตระหนักว่าเราต่างอยู่ใต้อิทธิพลของทฤษฎีต่างๆ และกระทำตามหรือตัดสินเรื่องต่าง ๆ จากวัฒนธรรมของเราอยู่เสมอเมื่อเรานึกเฉลียวใจว่าทำไมเราคิดแบบนี้ และคิดว่ามีความเป็นไปได้อื่น ๆ หรือไม่ และฟูมฟักความรู้สึกเช่นนี่เสมอ สายตามองโลกอย่างกระปรี้กระเปร่าคงจะกลับมาอีกครั้ง เอกสารอ้างอิงกาญจนา แก้วเทพ. (2544). ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา. กรุงเทพฯ: บริษัท เอดิสันเพรส โปรดักส์ จำกัด.จิรโชค วีระสย. (2561). ว่าด้วยทฤษฎีการหน้าที่ประโยชน์ (Functionalism) ในสังคมวิทยา. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 7(2).


29ชาย โพธิสิตา. (2547). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.ชัยวัฒน์ คุปตระกูล. (2550). คลื่นวิทย์-เทคโนฯ: ทฤษฎีวิวัฒนาการกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์. สารคดี. สืบค้นจาก https://www.sarakadee.com/2012/07/04/social-darwinism/ฐิรวุฒิ เสนาคำ (บรรณาธิการ). (2549). เหลียวหลังแลหน้าวัฒนธรรมป๊อป. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.ณัฏฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์. (2560). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 1441 100 มนุษย์กับสังคม หลักสูตร พ.ศ.2555. สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ดินแดง. (2565). เศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์เบื้องต้น. สืบค้นจาก https://dindeng.com/economics/ดิฐพงศ์ ประเสริฐไพฑูรย์. (2558). การสื่อสารกับการประกอบสร้างอัตลักษณ์กลุ่มวัฒนธรรมย่อยของนักเต้น Cover Dance. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2548). การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.นฤพล ด้วงวิเศษ. (2558). Cultural Evolutionism. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นจากhttps://anthropology-concepts.sac.or.th/glossary/56นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2565). วัฒนธรรมป๊อป. มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นจากhttps://www.matichonweekly.com/column/article_507411ปนัดดา ชำนาญสุข. (2552). เร่ง รัก รุนแรง: โลกชายขอบของนักบิด. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน.ประจักษ์ก้องกีรติ. (2548). และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.รุ่งลดิศ จตุรไพศาล. (2565). รถแห่และการเต้นบั้นเด้า: วัยรุ่นอีสานใหม่กับการประดิษฐ์ประเพณีและการสื่อสารเพื่อการต่อสู้ทางวัฒนธรรม (วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์).รตพร ปัทมเจริญ. (2552). การฆ่าตัวตาย : ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม. วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 5(2), 7-24.วัชรพล พุทธรักษา. (2567). Crack/ลัทธิมาร์กซ์/101. กรุงเทพฯ: Crackers Books.วิสุทธิ์ ใบไม้. (2555). 150 ปี ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ ดาร์วิน. วารสารราชบัณฑิตยสถาน. 37(1).เสนาะ เจริญพร, (ม.ป.ป.) สไลด์บรรบายหัวข้อแนวคิดทฤษฎีในการศึกษาวัฒนธรรม. หลักสูตรนวัตกรรมการพัฒนาสังคม สุมาลี ไชยศุภรากุล. (2558). กระบวนทัศน์ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์. จันทรเกษมสาร, 21(41), 142–150. สืบค้นจาก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/38790ยศ สันตสมบัติ. (2540). มนุษย์กับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.ไพบูลย์ นัยเนตร. (ม.ป.ป.). บทที่ 7 มโนทัศน์ อุดมการณ์ ทฤษฎี ปรัชญาการเมือง. ใน PS 103 การเมือง


30การปกครองเบื้องต้น. คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. สืบค้นจากhttp://oldbook.ru.ac.th/e-book/p/PS103/chapter7.pdfAdorno, T. W., & Horkheimer, M. (1972). The culture industry: Enlightenment as mass deception. In Dialectic of enlightenment (J. Cumming, Trans., pp. 120–167). Herder and Herder. (Original work published 1944)Hebdige, D. (1979). Subculture: The meaning of style (1st ed.). Routledge.Jenkins, H. (2006). Convergence culture: Where old and new media collide. New York


31บทที่ 3ชาติ ชาตินิยม และชาติพันธุ์“...สาบานว่าไม่เสียใจ เสียใคร ไม่เท่าเสียเธอ จะยอมให้ใคร มาทำร้ายเธอ เป็นไปได้ไง แม้ตายก็ต้องยอม…” เพลงรักเธอประเทศไทยของ หรั่ง ร็อคเคสตร้า ถูกนำมาขับร้องบ่อยครั้งในการชุมนุมหรือการแสดงออกในวาระต่าง ๆ ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้รักชาติ” เนื้อเพลงอุปมาประเทศไทยเสมือนหนึ่งคนรัก คนที่ให้ที่อยู่ที่ยืน ฉันจึงพร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้องด้วยชีวิต และทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิตการแสดงออกถึงความรักชาติ เป็นเรื่องน่ายกย่อง หากรักถึงขั้นสละชีพได้ยิ่งเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อย้อนมองดูข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรักชาติ ได้กลายเป็นต้นเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า ของโศกนาฏกรรมต่อเพื่อนร่วมชาติ ทั้งอย่างโจ่งแจ้งและซ่อนเร้น หัวข้อนี้ทำความเข้าใจสิ่งที่เราถูกปลูกฝังให้รักและปกป้องคือ “ชาติ” เรียนรู้ความเป็นมา ความยอกย้อน และการถูกใช้เป็นเครื่องทางการเมือง หรือเป็นอาวุธร้ายที่ใช้ประหัตประหารกัน เริ่มจากทำความเข้าใจในความหมายของรัฐ รัฐชาติลัทธิชาตินิยมไทย และชาติพันธุ์ตามลำดับ 1. รัฐ รัฐชาติชาตินิยมรัฐ (state) คือ หน่วยทางสังคมประเภทหนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็น องค์กรทางการเมือง (การเมืองในความหมายความกว้างคือความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างส่วนต่าง ๆ ในสังคม) องค์กรทางการเมืองดังกล่าวมีพัฒนาการมาแล้ว 4 รูปแบบ ตามลำดับความซับซ้อนทางสังคม ได้แก่ band ภาษาไทยใช้คำว่า “กลุ่มชนเร่ร่อน” เป็นกลุ่มคนขนาดเล็ก เป็นญาติพี่น้องหรือเครือญาติ ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน ล่าสัตว์-เก็บของป่า ไม่มีผู้นำถาวร; tribe ภาษาไทยใช้คำว่า “ชนเผ่า” กลุ่มคนที่มีจำนวนมากขึ้น มีผู้นำที่ได้รับการยอมรับตามความสามารถหรืออาวุโส ใช้ชีวิตกึ่งถาวร เช่น ทำการเกษตรแบบยังชีพ; chiefdom (กลุ่มชนเผ่า หลายคนแปลว่าอาณาจักร ซึ่งอาจทำให้สับสนกับคำอื่นๆ) คือกลุ่มชนเผ่าที่มีโครงสร้างสังคมซับซ้อนขึ้น มีหัวหน้า (chief) ที่มีอำนาจสืบทอดทางสายเลือดหรือเครือญาติ ผู้นำมีอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ และ state หรือ รัฐ เป็นองค์กรทางการเมือง ที่มีความซับซ้อนกว่ารูปแบบที่กล่าวมา การปกครองไม่ขึ้นกับตัวบุคคล มีการบริหารงานอย่างเป็นทางการ มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการคือ ดินแดน ประชากร อธิปไตย และรัฐบาล (ณัฏฐ์ชวัล, 2560: บทที่ 3; เสนาะ, ม.ป.ป.)state หรือ รัฐ ยังมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามยุคสมัย และตามบริบทของภูมิภาค เช่น นครรัฐ (citystate) ซึ่งมีลักษณะเป็นเมืองที่เป็นอิสระและมีอำนาจปกครองตนเอง มีรัฐบาล กฎหมาย กองกำลัง และเศรษฐกิจของตนเอง อาทิสปาร์ต้า เอเธนส์ โรม หริภุญชัย สุโขทัย สุพรรณภูมิ ละโว้ ศรีโคตรบูร เวียงจันทน์ นครศรีธรรมราช; รัฐในรูปแบบราชสมบัติ(dynasty-state) หรืออาณาจักร ที่มีอำนาจปกครองอยู่ในมือของราชวงศ์ และมีการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดหรือเครือญาติ โดยกษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น ล้านนา ปัตตานี อยุธยา ในบางกรณีอย่าง สยาม หงสาวดี เกิดจากนครรัฐหนึ่งรบชนะอีกนครรัฐ แล้วฝ่ายหลังยังปกครองตนเอง แต่แสดงความสภามิภักดิ์ต่อผ่ายแรก ในภาวะเช่นนี้ อำนาจการปกครองของแต่ละรัฐ มีความเข้มข้นที่ศูนย์กลาง แล้วแผ่ออกไปโดยรอบ เปรียบ


32เหมือนแสงเทียนแผ่ความสว่างออกไป รัศมีอำนาจหรือความสว่างของสองรัฐซ้อนทับกันได้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ชุมชนในที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง อยู่ในพื้นที่ที่อำนาจรัฐเหลือมซ้อนกัน เป็นที่มาของคำว่า “เมืองสองฝั่งฟ้า ข้าสองแผ่นดิน”; รัฐในรูปแบบจักรวรรดิ(empire-state) ซึ่งมีความชื่อเรื่องจักรพรรดิราช เช่น โรมัน จีน และ รัฐในรูปแบบประชาชาติ หรือรัฐประชาชาติ(nation-state) (ณัฏฐ์ชวัล, 2560: บทที่ 3; เสนาะ, ม.ป.ป.)รัฐประชาชาติ (nation-state) (ในภาษาไทยนิยมเรียกสั้น ๆ ว่ารัฐชาติ) ซึ่งเราคุ้นเคยและมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้เพิ่งกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในยุโรป โดยก่อนหน้านั้น สังคมยุโรปอยู่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบฟิวดัล (feudalism) กษัตริย์มีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีอำนาจเต็ม แต่อำนาจกระจายอยู่ในมือของขุนนางท้องถิ่นที่ปกครองดินแดนของตน (lords) ในช่วงเวลาหนึ่ง กษัตริย์ในบางดินแดน เช่น สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส (ค.ศ. 1643–1715) ต้องการลดอำนาจขุนนางที่ท้าทายอำนาจของพระองค์ และต้องการมีอำนาจเด็ดขาดตามความแนวคิดเทวสิทธิ์(Divine Right of Kings) จึงเริ่มรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองยกเลิกระบบศักดินา ปราบปรามขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยมีอำนาจ สร้างระบบราชการ ทหาร และการเก็บภาษีแบบรวมศูนย์เน้นการสถาปนาตัวเองเป็นศูนย์กลาง พระองค์ทรงประกาศว่า “L'État, c'est moi” “รัฐคือข้าพเจ้า” ฝรั่งเศสในยุคกษัตริย์มีอำนาจรวมศูนย์อย่างสมบูรณ์นี้ถูกเรียกว่าเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) เป็น รัฐสมบูรณาญาสิทธิ์(absolutist state) (บุญส่ง, 2542)อย่างไรก็ตามสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศส หรือประเทศอื่นๆ มีเวลาอยู่ไม่นาน ในศตวรรษที่ 18–19 ชนชั้นกลาง (bourgeoisie) ที่เติบโตจากการค้าและอุตสาหกรรม เริ่มท้าทายอำนาจกษัตริย์ นำไปสู่การปฏิวัติที่สำคัญคือ การปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1776) ปฏิเสธอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ ก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกา การปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส แนวคิด popular sovereignty หรือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ แนวคิดดังกล่าวคือหลักการพื้นฐานทางการเมืองที่ระบุว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของพระเจ้า กษัตริย์ หรือชนชั้นนำ จึงกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลานี้รัฐประชาชาติ (nation-state) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ รัฐที่อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน ได้เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ (แม้บางประเทศ เช่น อังกฤษ ยังมีกษัตริย์ แต่กษัตริย์ก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน จึงถือว่าอังกฤษในยุคนั้นเป็นรัฐชาติด้วย) (บุญส่ง, 2542)ในช่วงนี้เองที่แนวคิด Nationalism หรือ ชาตินิยม ได้เกิดขึ้น เมื่อระบอบกษัตริย์ซึ่งเคยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจของประชาชนถูกโค่นล้ม ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวต้องหาแนวคิดที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความคิดเรื่องชาติ ในฐานะกลุ่มคนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงเกิดขึ้น (คำว่า nation มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คือคำว่า natio ซึ่งมีความหมายดั้งเดิมว่า “การเกิด”หรือ “เผ่าพันธุ์ที่เกิดร่วมกัน” nation จึงสื่อถึงกลุ่มคนที่เกิดมาร่วมกัน หรือมีเชื้อสาย/สายเลือดเดียวกัน) การสร้างความรู้สึกชาตินิยม เกิดขึ้นได้โดยปลูกฝังความคิดผ่านเรื่องราวต่างๆเช่น ประวัติศาสตร์ร่วม ด้วยการ เน้นเน้นเรื่องราวของอดีต บรรพบุรุษ วีรชน การต่อสู้ การสร้างชาติ; ดินแดน ซึ่งเป็นฐานทางภูมิศาสตร์ของการกำหนดอธิปไตย และความรู้สึกเป็น “แผ่นดินบรรพบุรุษ”; ภาษา เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร การกำหนดภาษาประจำชาติเป็นสื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน; ศาสนา เป็นทั้งสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจและพิธีกรรมที่ปฏิบัติ


33ร่วมกัน; วัฒนธรรมร่วม เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาหาร ดนตรี ศิลปประจำชาติ; สัญลักษณ์ของชาติเช่น ธงชาติ ตราสัญลักษณ์ อนุสาวรีย์; กฎหมาย เป็นหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้สำหรับคนใช้ชาติเดียวกัน เป็นพลเมืองของรัฐเดียวกัน (สมเกียรติ, 2551; ศุภมิตร, 2553)การเกิดขึ้นของ nation-state หรือรัฐอันมีชาติซึ่งหมายถึงประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ หรือรัฐประชาชาตินี้นับได้ว่าเป็นพัฒนาการสู่การเป็น รัฐสมัยใหม่ (modern state) กระแสการขยายตัวของรัฐสมัยใหม่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในระดับโลก (ควรกล่าวด้วยว่า มีปัจจัยอื่นด้วย เช่น การเติบโตของแนวคิดประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน การล่าอาณานิคมและการปลดแอกจากอาณานิคม การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม) จากเดิมที่การปกครองในระบอบกษัตริย์เป็นรูปแบบหลักของโลก แต่ภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ระบอบกษัตริย์ได้ทยอยล้มหายตายจาก โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 20 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การล่มสลายของราชวงศ์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเช่น รัสเซีย (1917), เยอรมนี (1918), ออสเตรีย-ฮังการี (1918), อิตาลี (1946), โรมาเนีย (1947), กรีซ (1973) รวมถึงในเอเชีย เช่น จีน (1912), เกาหลี (1910), เนปาล (2008)1 ปัจจุบัน ประเทศที่ปกครองโดยมีกษัตริย์เป็นประมุขมีประมาณ 43 ประเทศ จากทั้งหมดราว 193 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สวีเดน มีไม่กี่ประเทศที่ยังคงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น ซาอุดิอาระเบีย บรูไน22. การสร้างรัฐชาติและชาติไทย การเกิดขึ้นของรัฐประชาชาติ ไม่ได้เป็นพัฒนาการแบบเป็นเส้นตรง หากแต่ละประเทศมีเส้นทางของตัวเอง และอาจเป็นไปด้วยความยอกย้อน รวมทั้งกรณีของประเทศไทย ในกรณีของไทยยังไม่มีข้อยุติว่า ไทยเป็นรัฐชาติ/รัฐประชาชาติ ตามความหมายว่า รัฐอันมีชาติซึ่งหมายถึงประชาชนเป็นหัวใจสำคัญแล้วหรือยัง (โปรดสังเกตว่า สังคมไทยนิยมใช้คำว่า รัฐชาติ มากกว่า รัฐประชาชาติ ในเอกสารต่อจากนี้จะใช้คำว่ารัฐไทยเพื่อความสะดวกในการอ้างอิงงานวิชาการไทย) นักวิชาการส่วนหนึ่ง เช่น เกษม ศิริสัมพันธ์ และนิออน สนิทวงศ์ (2511) เห็นว่า การสร้างรัฐชาติ (nation-state building) ของไทย เกิดขึ้นนับตั้งแต่การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านพร้อมกัน เช่น การรวมศูนย์อำนาจและการจัดระเบียบการปกครอง การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ทำให้ประเทศมีความทันสมัย การปฏิรูปประเทศจึงนับเป็นการวางรากฐานการปกครองที่มั่นคง ทำให้สยามสามารถรักษาเอกราช อธิปไตย มีความเจริญจนอารยประเทศยอมรับ และนำไปสู่การสร้างรัฐชาติในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้สำเร็จ (พีรทิพย์, 2549) การสร้างรัฐชาติและการเป็นรัฐชาติของไทยตามแนวทางนี้ มีอิทธิพลสูงและกลายเป็นความคิดกระแสหลักในเรื่องนี้ 1ดูคลิปวีดีโอที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้. กษัตริย์หายไปไหน ? โดย common school (29 ธันวาคม 2554) https://youtu.be/cIF50pdrQZY?si=t2WjxHY8oN19IdCF2ข้อมูลจากเวปไซต์วิกิพีเดีย แม่แบบ:ประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข


34ในขณะเดียวกันมีคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐชาติไทยแตกต่างกันไป สมเกียรติ วันทะนะ (2530) เห็นว่า การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ใช่การสร้างรัฐชาติแม้ว่ามีการริเริ่มสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่หลายประการ แต่สาระสำคัญคือเป็นการรวบอำนาจการปกครองไว้ที่กษัตริย์อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์และการที่อำนาจการปกครองเป็นของกษัตริย์ ไม่ใช่ของประชาชน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นคือ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิ์” (Absolutist State) ดังที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สมเกียรติเห็นว่าการริเริ่มสถาปนารัฐประชาชาติ (สมเกียรติไม่ใช้คำว่ารัฐชาติ) ไทย ได้เกิดขึ้นโดยผลงานของคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ อำนาจในการปกครองประเทศ หรืออำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชน จุติขึ้นในการปกครองสยาม ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 ที่ระบุว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และในการแก้ไขเป็นรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดิน 10 ธันวาคม 2475 ก็ยังคงสาระสำคัญเดิมแต่ปรับข้อความเป็น “อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม” (สมเกียรติ, 2530: 93)นอกจากข้อถกเถียงที่ว่ารัฐประชาชาติไทยเพิ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2475 แล้ว งานของสมเกียรติ (2530)ได้ให้ข้อคิดที่สำคัญเกี่ยวกับ การสร้างรัฐประชาชาติ เนื่องด้วยรัฐประชาชาติ คือจินตนาการของการอยู่ร่วมกันแบบใหม่บนพื้นฐานของ “ชาติ” รัฐประชาชาติต้องทำให้สมาชิกในสังกัด เชื่อว่าชาติคือธรรมชาติและเป็นจริงชาติเป็นที่รวมของหมู่คนที่มีความเป็นมาหรือ “รากเหง้า” ร่วมกัน โดยวิธีการทำให้สมาชิกมีสำนึกเช่นนี้คือ การสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ ที่เน้นเรื่องราวของความมีเอกภาพ ต่อเนื่อง และเก่าแก่ (ทั้งที่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์อาจไม่เป็นเช่นนั้น) สมเกียรติพิสูจน์ให้เห็นว่า องค์ประกอบของรัฐประชาชาติ ที่อ้างว่าเป็นสิ่งที่เก่าแก่ ต่อเนื่อง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่ขาดตอน บางกรณีขัดแย้งกัน หรือเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ ดังเช่น ชาติก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 มีความหมายว่า “บังเกิด” เป็นคำที่ใช้ทั่วไป ไม่ได้มีความหมายในทางสูงส่ง และไม่ได้หมายถึงกลุ่มบุคคลที่อยู่ร่วมกันและความผูกพันต่อกันอย่างเป็นปึกแผ่น แต่ความหมายของชาติ เปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ ดินแดน ซึ่งถูกทำให้เข้าใจว่า มีอาณาเขตแน่นอน ดังที่ปรากฏเป็นแผนที่ประเทศ ในความเป็นจริงรัฐโบราณกลับไม่มีแนวคิดเรื่องเขตแดนที่แน่นอน แต่เป็นการปกครองที่ให้ความสำคัญกับการยอมรับอำนาจระหว่างแดนต่อแดน สมเกียรติขยายความอีกว่า รัฐบาล หรือคณะผู้บริหารไม่เคยเป็นเอกภาพ สมัยก่อนรัชกาลที่ 5 อำนาจการบริหารกระจายอยู่ในมือของขุนนาง เป็นเหตุให้เกิดการท้าทายอำนาจ ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงรวมศูนย์อำนาจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ และ อำนาจอธิปไตย ในอดีตอำนาจการปกครองกระจายอยู่กับขุนนาง และต่อมารวมศูนย์อำนาจภายใต้กษัตริย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเพิ่งเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 (สมเกียรติ, 2530: 111) ควรกล่าวด้วยว่า การอธิบายการสร้างรัฐประชาชาติตามแนวทางนี้ สอดคล้องกับงานที่มีชื่อเสียงของแอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) (Anderson, 1983; แอนเดอร์สัน, 2552) ซึ่งศึกษากำเนิดและการขยายตัวของชาตินิยมนับจากปลายศตวรรษที่ 18 แอนเดอร์สัน เสนอว่า ชาติคือ “ชุมชนที่เราจินตนาการขึ้น” หรือ “ชุมชนจินตกรรม” (imagined community) ซึ่งหมายถึง ชาติเป็นประดิฐกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น หาใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างเป็น


35ธรรมชาติและเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร แนวคิดนี้เป็นประโยชน์ในการถอนความยึดมั่นที่มีต่อชาติและรัฐชาติ ประหนึ่งสิ่งที่มีแก่นแกนไม่อาจเปลี่ยนแปลง (essentialism) กลับมาที่ประเด็นการสร้างรัฐชาติคำอธิบายแนวที่สาม เห็นว่าจนถึงบัดนี้ประเทศไทยยังไม่เคยเป็นรัฐประชาชาติอย่างสมบูรณ์แต่อย่างใด ดังข้อเสนอของ ธงชัย วินิจจะกูล ที่อ้างถึงข้อสังเกตของแอนเดอร์สัน(1979/2558) ว่า การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ใช่รัฐประชาชาติ หากเป็นเพียงรัฐสมัยใหม่ที่มีลักษณะเป็นชาติ (national state) แต่ในเชิงอำนาจการปกครองมีความคล้ายคลึงกับรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutist state) ของยุโรปมากกว่า และแอนเดอร์สันยังเห็นว่า หลัง พ.ศ. 2475 รัฐไทยก็ยัง “ค้างเติ่ง” อยู่ระหว่างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของกษัตริย์กับชาตินิยมมวลชน (หมายความว่ายังไม่เป็นรัฐประชาชาติ) (ธงชัย, 2564) ในงานอีกชิ้นหนึ่ง ธงชัย (2554) ชี้ให้เห็นว่า แม้คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ และสถาปนาหลักการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่คณะราษฎรทำได้แค่การเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบ แต่รากฐานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังปักหลักในสังคมไทยอย่างแน่นหน้า โดยคณะราษฎรไม่ได้แตะต้องและอาจสืบทอดรากฐานนั้นในบางกรณี ทำให้“มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ยังคงมีอิทธิพลและเป็น “กรอบกำแพงที่กักขังสังคมไทยไว้ จนไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” (น.47)มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เห็นได้ในปัจจุบันมีหลากหลายประการ เช่น การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ การปกครองแบบรัฐเดี่ยวที่แบ่งแยกไม่ได้ การทำให้ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม การฟื้นสถานะสถาบันกษัตริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ และอยู่ “ข้างบน” ของระบบการเมือง (จะขยายความข้างหน้า) ในความเห็นของธงชัย มรดกเหล่านี้เองที่ทำให้สังคมไทยยัง “ค้างเติ่ง” อยู่ระหว่างรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ กับรัฐประชาชาติ 3. ชาตินิยมไทยดังกล่าวมาแล้วว่าแนวคิดชาตินิยม มีบทบาทสำคัญในการสร้างรัฐชาติ แต่ละประเทศมีลักษณะชาตินิยมแตกต่างกันไป สำหรับประเทศไทย ชาตินิยมไทย ได้สถาปนาตัวขึ้นเป็นอุดมการณ์อันศักดิ์สิทธิ์จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “ลัทธิชาตินิยมไทย” ชาตินิยมไทย/ลัทธิชาตินิยมไทย มีพลวัตและมีความผกผันในบางช่วงเวลา ชาตินิยมมีเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสัมพันธ์กับบริบททางสังคมในช่วงเวลานั้น ดังจะแสดงให้เห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ การให้ความสำคัญกับ “ชาติ” ในฐานะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เริ่มมีความสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 จากการเผชิญหน้ากับลัทธิอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 5 การแข่งขันกันขยายอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตกรุนแรงขึ้น ประกอบกับปัญหาภายในหมู่ชนชั้นนำ คือความไม่มีเสถียรภาพทางการปกครอง จนนำไปสู่การสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังได้กล่าวมาแล้วในช่วงนี้ความคิดเรื่อง “ชาติ” “เอกลักษณ์ไทย” และ “ความเป็นไทย” มีความสำคัญมากขึ้นอีก ท่ามกลางปัญญาชนหลายคน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นพระอนุชาของในหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการวางรากฐานเรื่องความเป็นไทย ในงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ความคิดเรื่อง “ความเป็นเอกภาพ” และ “ความต่อเนื่อง” ของชาติ เป็นสิ่งที่ได้รับการเน้นย้ำ ทรงริเริ่มโครงร่าง


36ประวัติศาสตร์ที่มีความต่อเนื่องกันของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ธนบุรีรัตนโกสินทร์ แม้กระทั่งย้อนหลังไปได้ถึง 700 ปี เป็นผู้กล่าวถึงอุปนิสัยของชนชาติไทยซึ่งแสดง“เอกลักษณ์ความเป็นไทย” คือ ความรักอิสระ ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการสานประโยชน์ (สมเกียรติ, 2530: 112-5)กล่าวได้ว่า แนวทางเขียนประวัติศาสตร์ซึ่งกลายเป็นรากฐานของประวัติศาสตร์ไทยในแบบเรียนจนถึงทุกวันนี้ มีโครงเรื่องแบบ “ประวัติศาสตร์รัฐราชวงศ์” คือมีศูนย์กลางอยู่ที่พระมหากษัตริย์เป็นตัวละครเอกในโครงเรื่อง มีความสืบเนื่องของศูนย์กลางราชธานีของอาณาจักรต่างๆ มีเวลาที่เรียงตามลำดับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละราชวงศ์และการขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ ในรายละเอียดจะแฝงไว้ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของชาติ ที่มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกันของชนชาติไทย ความสูงส่งของวัฒนธรรมไทย (หรือวัฒนธรรมราชสำนัก) และการใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง และเป็นมาตรฐานของความเป็นไทย (โสภา, 2550; 16)สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453-2468) “ชาตินิยม” ในฐานะอุดมการณ์ได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นระบบ สาเหตุมาจากสถานการณ์รุมเร้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ นอกจากภัยลัทธิอาณานิคมที่ยังคงมีอยู่แล้ว สถาบันกษัตริย์ยังได้รับความกดดันจาก กระแสการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในต่างประเทศ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เช่น ในดินแดนรัสเซีย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมัน (ตุรกี) บัลแกเรีย อีกทั้งเกิดการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งเสริมความเสมอภาคทางชนชั้นและการปฏิวัติต่อต้านชนชั้นปกครอง ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ซึ่งเริ่มมีการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ นอกจากนั้นมีเหตุการณ์ในประเทศที่ส่งกระทบต่อเสถียรภาพของชนชั้นนำ เช่น การเคลื่อนไหวของชาวจีนในไทย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จำนวนมากขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มนายทหารและปัญญาชนที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดประชาธิปไตยและการปฏิวัติในต่างประเทศ แต่ทำการไม่สำเร็จเพราะถูกปราบปราม เหตุการณ์นี้รู้จักกันในนาม “กบฏ ร.ศ. 130” (History for fun, 2554; กุลลดา, 2562) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามต่อชาติและราชบัลลังก์ จึงใช้ชาตินิยมเป็นเครื่องมือกอบกู้สถานการณ์ ทรงวางรากฐานแนวคิดชาตินิยม โดยปลูกฝังอุดมการณ์ความเป็นชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ประการที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันคือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”อุดมการณ์นี้ได้รับอิทธิพลจากคำขวัญ “God, King and Country” ของอังกฤษ ทรงนิยาม “ชาติไทย” ว่าคือกลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และเคารพพระพุทธศาสนา ผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยก็ไม่ถือเป็นคนไทยอย่างแท้จริง ทรงมีบทบาทในการสร้างและขยายแนวคิดชาตินิยมอย่างจริงจังและเป็นระบบ ผ่านการดำเนินการรูปแบบต่างๆ เช่น พระราชนิพนธ์ถ่ายทอดแนวคิดชาตินิยมและอธิบายความหมายของชาติ ความจงรักภักดี และหน้าที่ของคนไทย ตัวอย่างเช่น บทพระราชนิพนธ์ “เมืองไทยตื่นเถิด” ที่กล่าวถึงความเป็นชาติและความสำคัญของการจงรักภักดีพระเจ้าแผ่นดิน3; ระบบการศึกษา ปรับปรุงเนื้อหา3 พระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งของรัชกาลที่ 6 เรื่อง “เมืองไทยตื่นเถิด” กล่าวถึงประเด็นชาตินิยมอย่างตรงไปตรงมาว่า “ความเป็นชาติโดยแท้นั้น ใครแสดงตนว่าเป็นอิสระแก่ตน ไม่มีความจงรักภักดีต่อผู้ใด จัดว่าผู้นั้นเป็นคนไม่มีชาติ เพราะคนเดียวหรือหมู่เดียวจะตั้งตนขึ้นเป็นชาติต่างหากไม่ได้ ถ้าเขาจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ต่อประเจ้าแผ่นดินสยามเขาจึงเป็นไทยแท้ การแสดงความจักรักภักดีต่อชาติ หรือพระเจ้าแผ่นดินก็นับว่าผู้นั้นถือธรรมะที่ชื่อว่าภักดี” เด็กชายผักอีเลิด. (6 ตุลาคม 2565). ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นจาก: https://www.silpa-mag.com/culture/article_94328


37แบบเรียนให้เน้นเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และกิจกรรมในโรงเรียนที่ปลูกฝังความเป็นไทย;สื่อมวลชนและวรรณกรรม ใช้หนังสือพิมพ์และวรรณกรรมเป็นเครื่องมือสื่อสารแนวคิดชาตินิยมไปสู่ประชาชนในวงกว้าง; สัญลักษณ์ชาติทรงประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ สร้างเพลงสรรเสริญพระบารมี และส่งเสริมการใช้ภาษาไทย (สายชล, 2550: บทที่ 3) สมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468-2478) เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สาเหตุเกิดจากสยามประสบปัญหาหลายด้านพร้อมกัน นับจากปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองในช่วงต้นทศวรรษ 2470 จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ขณะที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจในหมู่ขุนนางชั้นสูงและข้าราชการ ต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลรัชกาลที่ 7อีกด้านหนึ่งความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นสูงกับประชาชนทั่วไปปรากฏเด่นชัด ผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ชาวนา ผู้ค้ารายย่อย ทำงานหนักมีชีวิตยากลำบาก เกิดคนกลุ่มใหม่ในสังคม เช่น ข้าราชการรุ่นใหม่ ชนชั้นกลางใหม่ และกลุ่มผู้มีการศึกษา ในหมู่คนชั้นกลางกลุ่มใหม่นั้น นักเรียนไทยในยุโรปกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ได้รับอิทธิพลแนวคิดประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญในประเทศตะวันตก ได้...ข้าเจ้าผู้เป็นไทย จงใจรักและภักดีต่อองค์พระทรงศรี สถิตเกล้าเหล่าประชา,ขอนั่งพระสมภาร ทุกวันวารขอเป็นข้า,เต็มใจใฝ่อาสา ต่อสู้หมู่ไพรี...ร้อยแก้วส่วนหนึ่งของบทละครเรื่องพระร่วง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีบทบาททั้งพระราชนิพนธ์บทละคร ทรงควบคุมการแสดง และทรงแสดงร่วม เรื่องพระร่วง เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงสติปัญญาของพระร่วงต่อการปลดปล่อยดินแดนสุโขทัยให้หลุดพ้นจากอำนาจขอม ขณะเดียวกันก็แสดงถึงความรักแผ่นดินและความจงรักภักดีต่อผู้นำจากบทของนายมั่นปืนยาว โดยพระองค์ทรงแสดงในบทบาทดังกล่าวนี้ด้วย บทละครเรื่องนี้จึงเป็นต้นแบบของละครปลุกใจให้รักชาติ สอดคล้องกับแนวพระราชดำริเรื่องชาตินิยมซึ่งเป็นพระราโชบายที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของรัชสมัยนี้. (วีณา, 2557)


38รวมตัวกันเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวลับๆ และขยายสมาชิกผู้ร่วมอุดมการณ์ ในนาม “คณะราษฎร” ต่อมาคณะราษฎร ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (อนุสรณ์, 2565; ประเสริฐ, 2566)การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้ทำให้ เกิดชาตินิยมที่มีสาระสำคัญอีกแบบหนึ่ง ขึ้นมาท้าทายอุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลัก คณะราษฎรมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตย ที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน ชาตินิยมไทยจึงได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การเน้นอุดมการณ์ของความเป็นไทย ที่คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน และการสร้างชาติให้เข้มแข็งภายใต้ระบบประชาธิปไตย ตลอดจนการปลูกฝังความจงรักภักดีต่อ “ชาติ” ซึ่งหมายถึงประชาชน มากกว่าการยึดติดกับสถาบันกษัตริย์เพียงอย่างเดียว เจตนารมณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นใน แถลงการณ์ของคณะราษฎรฉบับแรก ที่วิจารณ์ระบอบการปกครองโดยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 อย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับประกาศหลัก 6 ประการ ในการปกครองประเทศ โดยหนึ่งในหกข้อระบุว่า “จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)” (ข้อความตามแถลงการณ์ สามารถอ่านแถลงการณ์ฉบับนี้ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้จาก ประเสริฐ (2566) ในเวปไซต์ของสถาบันปรีดี พนมยงค์, https://pridi.or.th/th/content/2023/06/1563)อย่างไรก็ตาม ชาตินิยม ตามเจตนารมณ์ของคณะราษฎร เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่อาจงอกงาม แต่กลายเป็นชาตินิยมกลายพันธุ์ ด้วยปัจจัยหลายประการ ด้านหนึ่งมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่พยายามกลับมามีอำนาจ อีกด้านหนึ่งเกิดความไร้เอกภาพทางความคิดในคณะราษฎร ทำให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง จากความพยายามยึดอำนาจคืนโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม และการพยายามกำจัดปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะราษฎร ในปี พ.ศ. 2481 จอมพล ป.พิบูลสงครามซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร เป็นนายกรัฐมนตรี (ระหว่าง พ.ศ. 2481-2487) จอมพล ป. มีส่วนผสมของความคิดที่ต้องการ สร้างชาติที่ตัดขาดจากระบ อบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง ให้เป็นชาติที่หมายถึงประชาชน แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความคิดแบบลัทธิทหาร ที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism) โดยเฉพาะฟาสซิสต์อิตาลีของมุสโสลินี และนาซีเยอรมนีของฮิตเลอร์ จอมพล ป. จึง ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ การควบคุมวัฒนธรรมการยกย่องผู้นำ (คือตัวเขาเอง) อย่างเข้มข้น พร้อมกับการลดความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ การดำเนินการทั้งหมดดำเนินการไปภายใต้นโยบายที่เรียกว่า “รัฐนิยม”รัฐนิยม เป็นประกาศของรัฐบาลที่มุ่งหมายให้ประชาชนปฏิบัติตาม เป้าหมายของจอมพล ป. คือ เพื่อเร่งพัฒนาประเทศเป็น “อารยประเทศ” เทียบเท่าประเทศอารยะอื่น ๆ เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น โดยเน้นการสร้างชาติที่เข้มแข็ง มีเอกภาพ และทันสมัย รัฐนิยมมีทั้งหมด 12 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” (เป็นการเน้น “เชื้อชาติไทย” สะท้อนแนวคิดชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยม)เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม การจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยะประเทศ สั่งห้ามประชาชนกินหมาก ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งกระโปรง ให้สวมหมวก สวมรองเท้า การใช้คำแทนชื่อเป็นมาตรฐาน เช่น ฉัน ท่าน เรา มีคำสั่งให้ข้าราชการกล่าวคำทักทายว่า “สวัสดี” การยกเลิกบรรดาศักดิ์ และยศข้าราชการพลเรือน การ


39กำหนดให้ทำความเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี การปรับเปลี่ยนเนื้อเพลงชาติไทยจากแบบเดิม ให้เป็นเนื้อหาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ดีพร้อม, 2563)จะเห็นว่า ชาตินิยมสมัยจอมพล ป. พิบูลส่งคราม มีส่วนผสมทั้งด้านที่ก้าวหน้า หากยึดบรรทัดฐานรัฐประชาชาติดังที่พยายามทำให้ชาติหมายถึงประชาชน และส่วนที่ล้าหลัง คือการเป็นฟาสซิสต์ในบางแง่มุม เช่น การส่งเสริมแนวคิดเชื้อชาตินิยม การใช้สื่อและกฎหมายเพื่อควบคุมวิถีชีวิตของประชาชน การกำหนดแบบแผนพฤติกรรมและค่านิยมของคนในชาติ และการสร้างเอกภาพทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ร่วมแทนความหลากหลาย ประโยคแรกของเนื้อร้องของเพลงชาติไทย “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน” สะท้อนแสดงถึงความลักลั่นขัดแย้งในชาตินิยมของจอมพล ป. (เชื้อชาติไทย เน้นเชื้อชาตินิยม, ประชารัฐ คือรัฐของประชาชนทุกคน) โปสเตอร์รณรงค์วัฒนธรรมไทย สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามhttps://www.silpa-mag.com/history/article_11660ครั้นล่วงถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2502-2506) อุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลัก ซึ่งถูกลดบทบาทลงไปในช่วงก่อนหน้า กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง การขึ้นสู่อำนาจของสฤษดิ์ เกิดขึ้นในบริบทความไร้เสถียรภาพและการแบ่งขั้วทางการเมือง โดยการยึดอำนาจการปกครองจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม (จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2491-2500) การปกครองของสฤษดิ์เป็นระบอบเผด็จการ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผู้แทนราษฎร ห้ามพรรคการเมืองมีบทบาท กำจัดผู้ที่เป็นภัยต่ออำนาจโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม จอมพลสฤษดิ์สร้างความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจ โดยแสดงความสามารถแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าโดยสารรถไฟ และราคาสินค้าต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและแจกจ่ายสิ่งของยังชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลน ใช้ความเด็ดขาดในการสร้างความสงบเรียบร้อย ปราบปรามอันธพาล อาชญากร ท่ามกลางบริบทส่งครามเย็น สฤษดิ์ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องการมีบทบาทยับยั้งการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ทั้งด้านงบประมาณ อาวุธ การให้คำปรึกษา และให้ความชอบธรรม (ทักษ์, 2548)


40ในช่วงเวลานี้ หนทางหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจ คือการสร้างความร่วมมืออย่างเน้นแฟ้นกับระบบราชการ และประการสำคัญคือ การแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ สฤษดิ์ส่งเสริมบทบาทของพระมหากษัตริย์ให้เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและเอกภาพของชาติ ผ่านการฟื้นฟูพระราชพิธีเก่าแก่ การเผยแพร่ข่าวสารที่ให้ความสำคัญต่อสถาบัน ส่งเสริมให้พระมหากษัตริย์มีบทบาทสาธารณะ การเสด็จราชดำเนินไปในชนบท การเสด็จประภาสต่างประเทศ ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์กลับมามีฐานะศูนย์พระมหากษัตริย์ หลังจากที่ได้ออกนอกขนบไปสู่การเน้นความสำคัญของชาติที่หมายถึงประชาชน๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖วันคล้ายวันถึงแก่อสัญกรรม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ ผู้บัญชาการทหารบก และอธิบดีกรมตำรวจ เจ้าของคำพูดที่ว่า “...พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ...” และ “...ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว...”หลังยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามแล้ว รัฐบาลทหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เถลิงอำนาจแล้ว รัฐบาลได้ฟื้นฟูพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ โดยอนุญาตให้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จออกประชาชนเป็นอันมาก ให้เสด็จประภาสในถิ่นทุรกันดาร และตั้งงบประมาณสนับสนุนโครงการพัฒนาที่พระองค์มีพระราชดำริริเริ่มด้วย โดยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศให้นำประเพณีหมอบกราบเข้าเฝ้ากลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ นับตั้งแต่การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ สืบมา ประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคก็ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อถวายผ้าพระกฐินพิธีกรรมตามโบราณประเพณีหลายอย่างของราชวงศ์จักรี เช่น พิธีกรรมพืชมงคล ก็มีประกาศให้ฟื้นฟู วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (๕ ธันวาคม) ก็ได้รับการประกาศให้เป็นวันชาติไทย แทนที่วันที่ ๒๔ มิถุนายน อันตรงกับวันที่คณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นผลสำเร็จด้วยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๖ สำนักพระราชวังก็มีประกาศให้จัดการไว้ทุกข์ในพระราชวังเป็นเวลายี่สิบเอ็ดวัน และศพจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับพระราชทานฉัตรห้าชั้น ซึ่งปรกติเป็นเครื่องยศของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า กางกั้นตลอดระยะเวลาไว้ศพ ทั้งนี้ พระยาศรีวิสารวาจา (หุ่น ฮุนตระกูล) องคมนตรี ได้กล่าวต่อมาว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดที่มีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์เท่ากับจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาก่อนเลยก่อนท่านจอมพลจะสิ้นลม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยี่ยมไข้ ท่านจอมพลจับพระหัตถ์ในหลวงวางบนศรีษะ แล้วร้องไห้สื่อได้ว่า “...จอมพลผู้นี้คือทหารเสือผู้ค้ำจุนพระราชบัลลังก์อย่างแท้จริง...”พุทธศักราช ๒๕๐๗ เชิญโกศจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ ขึ้นรถปืนใหญ่ มีทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศและตำรวจฉุดชัก ๖๐ นาย ตั้งกระบวนแห่จากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ไปยังเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ภาพเหตุการณ์ ขณะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ณ บ้านรับรองแหลมแท่น จังหวัดชลบุรี เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อปี ๒๕๐๖ ที่มา: ภาพและข้อความจากเพจ โบราณนานมา (8 ธันวาคม 2019). https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2434803836773762&id=1651530501767770&set=a.1721168658137287&locale=hu_HU


41รวมใจของประชาชน และช่วยให้รัฐบาลได้รับความสนับสนุนจากประชาชนที่ศรัทธาระบอบกษัตริย์ (ทักษ์, 2548)4โดยสรุป ชาตินิยมในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีลักษณะเด่นคือการผสมผสานความเป็นชาติเข้ากับสถาบันกษัตริย์และการให้ความสำคัญกับบทบาทของกองทัพในการปกป้องชาติจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เป็นยุคที่อุดมการณ์ชาตินิยม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เริ่มกลับมามีความสำคัญอีกครั้งนอกจากนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ โดยเครื่องมือสำคัญคือ “โครงการตามพระราชดำริ” ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาการเกษตร การพัฒนาเพื่อความมั่นคงในชนบทและถิ่นทุรกันดาร โครงการฯก่อให้เกิดอุดมการณ์ “กษัตริย์นักพัฒนา” และอุดมการณ์ “เศรษฐกิจพอเพียง” เกิดเครือข่ายข้าราชการระดับสูงและปัญญาชน การมีบทบาทผ่านโครงการพระราชดำริ โดยการสนับสนุนของรัฐบาล เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 5 ศตวรรษ ทำให้ทรงมี “อำนาจนำ” ทางอุดมการณ์(ชนิดา, 2550) เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กลับมามีความสำคัญอีกครั้งในหัวนี้แสดงให้เห็นว่า ชาตินิยมไทยกระแสหลักเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกท้าทายด้วยชาตินิยมแบบชาติคือประชาชนในช่วงสั้นๆ และกลับมาสู่ชาตินิยมกระแสหลักอีกครั้ง ช่วงต่อไปจะกล่าวถึงแนวคิดที่ช่วยสรุปรวบยอดลักษณะของชาตินิยมไทยและปมปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด6. ราชาชาตินิยม“ราชาชาตินิยม” เป็นแนวคิดของธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เป็นแนวคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อรื้อถอนประวัติศาสตร์ชาติไทยกระแสหลักซึ่งครอบงำสังคมไทย แม้ถูกวิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งว่า เป็นมโนทัศน์ที่มีความบกพร่อง “เกิดจากการละเลยการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขปัจจัยอันซับซ้อนภายในสังคมไทย และมิได้ศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวางเพียงพอ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในแทบทุกประเด็น ...จึงไม่สามารถอธิบายอะไรได้อย่างลุ่มลึกเลย”(สายชล, 2559: 187)5อย่างไรก็ตาม แนวคิดราชาชาตินิยม (และแนวคิดที่เกี่ยวข้องของธงชัย) มีพลังในการวิจารณ์ปมปัญหาสำคัญที่สังคมไทยเผชิญมายาวนานหลายทศวรรษได้อย่างน่าสนใจแนวคิดราชาชาตินิยม เป็นการย้อนกลับไปพิจารณาเนื้อหาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งถูกนิพนธ์ขึ้นในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ในบริบทลัทธิอาณานิคม เรื่องเล่าของประวัติศาสตร์ไทยมีโครงเรื่องหลักคือ การถูกคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตก เสี่ยงจะสูญเสียเอกราช แต่กษัตริย์ไทยได้ปกป้องประเทศชาติไว้ด้วยพระปรีชาสามารถทางการทูต และการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นการปกป้องเอกราชและพัฒนาประเทศให้ทันสมัย การไม่4การปกครองของสฤษดิ์ เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นเผด็จการกับวัฒนธรรมอุปถัมภ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งฝังรากลึกในสังคม ทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนหนึ่ง การปกครองแบบรี้ถูกขนานนามว่า “ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำเสนอโดย ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (2548) ในหนังสือ การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการหนังสือเล่มนี้ยังแสดงให้เห็นรายละเอียดการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสฤษดิ์กับสถาบันกษัตริย์ไว้ด้วย 5ดูการวิจารณ์นี้ใน สายชล สัตยานุรักษ์. (2559). วิพากษ์ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล: ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชาชาตินิยมใหม่ หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน. ซึ่งอยู่ในภาคผนวก 1 ในหนังสือ ธงชัย วินิจจะกูล. (2559). โฉมหน้าราชาชาตินิยม ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทย. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน. และดู การตอบกลับของธงชัย ในภาคผนวก 2. อย่างดูเบาวิธีวิทยา : ตอบอาจารย์สายชล.


42เคยตกเป็นอาณานิคม เป็นอัตลักษณ์ (ความภาคภูมิใจ) ของชาติไทย ธงชัยชี้ให้เห็นว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ให้เห็นว่าอันที่จริงสยามตกอยู่ในสภาวะกึ่งอาณานิคม คือไม่ได้เป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ และในทางปฏิบัติการตัดสินใจเชิงนโยบายหลายอย่างขึ้นกับมหาอำนาจ และยังมีหลักฐานอีกมากที่แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองของไทยไม่ได้เป็นอริ ในลักษณะขั้วตรงกันข้ามกับมหาอำนาจ หากแต่มีการ ร่วมมือ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ได้ผลประโยชน์ร่วมกันหลายต่อหลายกรณีการเสียดินแดน เป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกับความเป็นเอกราช ที่ถูกอธิบายในแง่มุมที่ปลุกสำนึกความรักชาติและสร้างความชอบธรรมให้กับชนชั้นปกครอง สยามอธิบายการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจว่า เหมือนนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ มหาอำนาจคือหมาป่า ส่วนสยามคือลูกแกะ ทั้งที่ในความเป็นจริงสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 แนวคิดเรื่องดินแดนยังไม่เกิดขึ้น สยามมีความสัมพันธ์กับประเทศราช ในลักษณะรัฐอธิราชมีเหนือรัฐบรรณาการ ซึ่งฝ่ายหลังยอมรับอำนาจของฝ่ายแรก แต่ฝ่ายหลังยังมีอิสระในการปกครองตนเอง ท่ามกลางกระแสการล่าอาณานิคม สยามอธิบายการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองสยามว่า เป็นการปกป้องหัวเมืองต่างๆให้ปลอดภัยจากการคุกคามของมหาอำนาจ การอธิบายแบบนี้เป็นคำแก้ตัวให้กับการรุกรานของสยามต่อประเทศราชหรือหัวเมือง เพราะการกระทำของสยามคือการอาศัยสถานการณ์เข้ายึดครองดินแดนของประเทศราช ไม่ต่างกับมหาอำนาจตะวันตก คำอธิบายแบบทำให้เข้าใจว่า สยามเป็นเหยื่อของมหาอำนาจซึ่งทำให้สยามเสียดินแดนส่วนมาก (ทั้งที่จริงไม่ได้เป็นดินแดนของสยาม) และสยามเป็นผู้คุมครองหัวเมืองจากมหาอำนาจ (ทั้งที่หัวเมืองอาจไม่เต็มใจ) การอธิบายเรื่องการเสียดินแดน โดยเฉพาะเหตุการณ์ รศ.112 ซึ่งฝรั่งเศสได้นำเรือรบเข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา และยื่นข้อเรียกร้องให้สยามยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส และไทยจำยอมเสียดินแดนส่วนหนึ่งแลกกับการรักษาเอกราช เป็นเหตุการณ์ที่ถูกตอกย้ำในประวัติศาสตร์เพื่อเร้าอารมณ์รักชาติและวีรกรรมของพระมหากษัตริย์ที่ช่วยให้แผ่นดินไทยยังอยู่รอดปลอดภัยมายุคแล้วยุคเล่า ความคิดแม่บทดังกล่าว คือที่มาของสำนึกประวัติศาสตร์ “ราชาชาตินิยม” หรือประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่มีราชาเป็นศูนย์กลาง แม้ว่าลัทธิราชาชาตินิยมถูกท้าทายด้วยชาตินิยมแบบอื่น ๆ เช่น ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แต่รากความคิดของราชาชาตินิยมไม่ถูกแตะต้อง และนับจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ได้เกิด ราชาชาตินิยมใหม่ เกิดกระบวนการฟื้นฟูความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงได้รับการเชิดชูเป็นพระราชบิดาของประชาธิปไตย รัชกาลที่ 9 ได้รับการเชิดชูเป็นราชานักประชาธิปไตยและนักพัฒนา ประวัตศาสตร์ราชาชาตินิยมแบบเดิมที่เน้นการรักษาเอกราช จึงได้รับการขยายความให้เป็นนักประชาธิปไตยด้วย กล่าวได้ว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา สถานะของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่างๆ แห่งราชวงศ์จักรีได้รับการเชิดชูสูงส่งกว่าเวลาใดในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาบันกษัตริย์จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาติ เป็นสถาบันที่พึงเคารพเทิดทูนเท่านั้น ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม จึงเป็นกรอบทางความคิดและวัฒนธรรมของสังคมไทย ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมอย่างสูง ยากจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน (ธงชัย, 2559ก; 2559ข)ข้อเสนอของธงชัยช่วยให้เข้าใจปมปัญหาที่สำคัญของไทย คือด้านหนึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐสมัยใหม่ของไทยไม่ใช่รัฐประชาชาติ แต่ยัง “ค้างเติ่ง” อยู่ระหว่างรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์กับรัฐประชาชาติดังได้กล่าวมาข้างต้น


Click to View FlipBook Version