93ความสามารถถอดรหัสความหมายเช่นนี้ จะทำให้เราฉุกคิดและรู้ตัวว่า เรากำลังถูกเร้าให้หลงใหลกับวัตถุชิ้นนั้นได้อย่างไร นักคิดที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง ที่นำเอาแนวคิดของโซซูร์มาต่อยอดได้อย่างน่าสนใจคือ โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes, ค.ศ. 1915 - 1980) นักปรัชญาและนักสัญวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้บุกเบิกการวิเคราะห์ “มายาคติ” (myth) เพื่อตีแผ่ให้เห็นกระบวนการสร้างความหมาย ที่ทำให้สิ่งที่การรับรู้ข่าวสาร สินค้า หรือเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนเป็น “ธรรมชาติ” ที่ไม่มีการปรุงแต่ง แต่ที่จริงมันคือความหมายที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ (ไชยรัตน์, 2555)บาร์ตส์เสนอวิธีการวิเคราะห์มายาคติ(myth) โดยพิจารณาสิ่งต่าง ๆ เป็น 2 ระดับ (หรือ 2 ระนาบ) ระดับที่ 1 ความหมายตรง (denotation) คือการมองสิ่งนั้นในระดับพื้นฐาน ว่ามันคืออะไร มีประโยชน์ใช้สอยอะไร ระดับที่ 2 ความหมายแฝง หรือ มายาคติ (connotation or myth) คือการถามว่า สังคมทุนนิยมเช่น การโฆษณา สวมทับความหมายอะไรลงบนสิ่งนั้น และมีเทคนิคอย่างไร จนคนเชื่อกันว่า มันคือความจริงตามธรรมชาติ ที่ไม่ใช่สิ่งปรุงแต่งขึ้นมา (เพิ่งอ้าง)ดังตัวอย่างการวิเคราะห์มายาคติ“แหวนเพชรสำหรับขอแต่งงาน” จินตนาการภาพที่เราคุ้นเคยในภาพยนตร์ ชายหนุ่มคุกเข่า เปิดกล่องแหวนเพชรเพื่อขอหญิงสาวแต่งงาน เกิดเป็นช่วงเวลาแห่งปลาบปลื้มในความทรงจำhttps://share.google/Ynoe6KLylKcCoS9hWขั้นที่ 1 ความหมายตรง (denotation) ตัววัตถุคือห่วงโลหะ ที่มีก้อนแร่คาร์บอน (เพชร) ซึ่งมีความแข็งที่ถูกเจียระไนขึ้นรูปติดอยู่ด้านบน หน้าที่พื้นฐานคือ เครื่องประดับสำหรับสวมนิ้วขั้นที่ 2 มายาคติ (myth) บริโภคนิยม ได้ให้ความหมายใหม่ว่า แหวนเพชร คือความรักอันเป็นนิรันดร์(เพราะเพชรแข็งแกร่งทนทาน)ความเลอค่า รักแท้และเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงจังของฝ่ายชาย (ยิ่งเพชรเม็ดใหญ่ ยิ่งแปลว่ารักมาก และมีฐานะดูแลผู้หญิงได้)
94ในความเป็นจริง เพชรไม่ได้มีความหมายเกี่ยวโยงกับความรัก แต่มายาคตินี้ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียนในยุค 1940s โดยบริษัทค้าเพชร De Beers ผ่านสโลแกนโฆษณาที่โด่งดังที่สุดในโลกอย่าง “A Diamond is Forever” (เพชรล้ำค่าอมตะ) บริษัทได้โฆษณาเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ ซ้ำเล่าซ้ำเล่า จนความหมายระดับที่ 2 (มายาคติ) ได้แทนที่ความหมายระดับที่ 1 ราวกับแหวนเพชรเท่ากับความรักอย่างแท้จริง https://share.google/InWIBMUtEIIyLXIBu5. การทำ(ทุกอย่าง)ให้เป็นสินค้าการทำให้เป็นสินค้า (commodification) หมายถึง การที่ระบบทุนนิยมเข้าไปเปลี่ยน สิ่งที่ไม่เคยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือสิ่งที่ไม่ควรซื้อขาย ให้กลายเป็นสินค้าหรือบริการ เพื่อนำมาซื้อขายทำกำไรในตลาด(ฮาร์วี, 2555)การทำให้เป็นสินค้า เริ่มต้นมาพร้อม ๆ กับทุนนิยมในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ดังงานคลาสสิคชิ้นหนึ่งชี้ว่า ในอดีต “แรงงาน” (ชีวิตมนุษย์) “ที่ดิน” (ธรรมชาติ) และ “เงินตรา” (สื่อกลางแลกเปลี่ยน) ไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เพื่อซื้อขายเก็งกำไร แต่ในยุคยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบบตลาดเสรีได้ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็น สินค้าเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตทางอุตสาหกรรม งานชิ้นดังกล่าวเตือนว่า การเอาชีวิตคน (แรงงาน) ธรรมชาติ (ที่ดิน) และสื่อกลางแลกเปลี่ยน (เงินตรา) มาเป็นสินค้าในระบบทุนนิยม เป็นการทำลายสายใยความสัมพันธ์ดั้งเดิมของมนุษย์กับสังคมและธรรมชาติและจะนำไปสู่สังคมที่มีเศรษฐกิจนำ แต่ละทิ้งผู้คน และธรรมชาติไว้เบื้องหลัง (โปลานยี, 2559)การทำให้เป็นสินค้า มีความชัดเจนและส่งผลกระทบร้ายแรงมากขึ้นอีก ในช่วงเวลาของทุนนิยมนับจากทศวรรษ 1970 ซึ่งเรียกันว่า ทุนนิยมตอนปลาย (late capitalism) งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งเสนอว่า ด้วยความต้องการเติบโตแบบไม่สิ้นสุด และการเกิดวิกฤตภายในระบบทุนนิยมเป็นระยะ ๆ ทำให้ทุนนิยมขยายอำนาจออกไป “ปล้นชิง” สิ่งที่เป็นของสาธารณะ เช่น น้ำ ป่าไม้ ที่ดิน อากาศ ความรู้ และทรัพย์สินสาธารณะของชุมชน นำมาแปรรูปทำกำไร ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง (accumulation by dispossession) (Harvey, 1989; ฮาร์วี, 2555)
95ในทำนองเดียวกับการทำให้ทรัพยากรสาธารณะเป็นสินค้า ในสังคมบริโภคนิยม สิ่งที่เป็นนามธรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ความเชื่อ อุดมการณ์ ค่านิยม ฯลฯ ก็ได้ถูกกระบวนการทำให้เป็นสินค้าเพื่อนำมาซื้อขายทำกำไรด้วยเช่นกัน (ดังเช่น ความศรัทธาในศาสนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ถูกดัดแปลงเป็นสินค้า “สายมู” เช่น กำไลหินมงคลแบรนด์เนม การดูดวงออนไลน์ อุดมการณ์รักษ์โลก ถูกนำมาเป็น แก้วน้ำแบบพกพา ถุงผ้าทันสมัย อาหารออแกนิค นักปฏิวัติสังคมนิยม “เช เกวารา” (Che Guevara) กลายเป็นยืดวางขายในห้างสรรพสินค้าแม้กระทั่งความรักชาติ อุดมการณ์ความรักชาติ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การยืนเคารพธงชาติแต่กลายเป็นสินค้าบริการให้เราจับจ่ายใช้สอยเพื่อแสดงออกถึงความรักชาติเช่น สายรัดข้อมือ แก้วน้ำ ชุดไทยให้เช่า การสร้างภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์ เช่น สงครามกอบกู้เอกราช การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เช่น อุทยานประวัติศาสตร์อนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์การแสดงแสดงแสงสีเสียงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แบรนด์สินค้าต่างๆทั่วไป เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง สายการบิน หรือแม้แต่อาหาร มักใช้สโลแกนที่ผูกติดกับชาติ เช่น “ความภูมิใจของคนไทย” “เพื่อคนไทย” “แสดงความเป็นไทย” (นิธิ, 2547; กาญจนา, 2560)เมื่อเป็นเช่นนี้น่าสงสัยว่า การทำทุกอย่างให้เป็นสินค้า ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตเราบ้าง ในแง่หนึ่งเรากำลังเกิดความเคยชินว่า ทุกปัญหาหรือทุกความต้องการในชีวิตสามารถซื้อได้ด้วยเงิน ดังนั้นหากอยากมีความสุข อยากแสดงความรักชาติ รักสิ่งแวดล้อม ก็ได้มาด้วยการซื้อ และในทางกลับกัน การไม่มีเงิน ก็ทำให้ไม่สามารถมีความสุขได้ ผลกระทบในอีกแง่หนึ่ง คือการสูญเสียความหมายที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ เช่น วัฒนธรรมประเพณีที่กลายเป็นสินค้า ความหมายลึกซึ้งดั้งเดิมจะถูกบิดเบือนหรือลดทอน เหลือเพียงรูปแบบฉาบฉวยที่กระตุ้นให้คนจ่ายเงิน รวมทั้งในอีกแง่หนึ่ง การทำให้เป็นสินค้า ได้เปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นสินค้าไปด้วย คือเราต้องเปลี่ยนตัวเองให้น่านิยม ให้สามารถสร้างรายได้ เช่น การเป็น Influencer การสร้างภาพลักษณ์เฉพาะตน เพื่อแลกกับยอดไลก์และรายได้จากสปอนเซอร์
96มองในภาพรวมทั้งหมด จะพบว่าเราอยู่ในสังคมที่ความจริงกับการบริโภคเป็นเรื่องเดียวกัน (ดูภาพ คุณค่าเชิงนามธรรม อย่างวัฒนธรรม อุดมการณ์ ค่านิยม ได้ถูกนำมาหลอมรวมในสินค้า และในทางกลับกัน สินค้าก็กลายเป็นสิ่งแสดงออกถึง คุณค่าเชิงนามธรรมต่างๆ กลายเป็นวงจรผลิตซ้ำความหมายที่ไม่รู้จบ) เราจึงตกอยู่ในสภาวะที่แยกไม่ออกว่า ตัวตนของเราคือสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ หรือเป็นเพียงผลผลิตของบริโภคนิยม เราติดกับดักอยู่ในวงจรลูกศรสะท้อนไปมา ที่บังคับให้เราต้องใช้เงินเพื่อพิสูจน์คุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่อพิสูจน์ความรัก ความสำเร็จ ความเป็นตัวตน ข่าวดีคือ น่าดีใจที่คุณได้รู้ความลับนี้ แต่ข่าวร้ายก็คือคุณไม่มีทางหนี้จากสังคมบริโภคนิยมไปได้ 6. ส่งท้าย : The Matrix of Consumerismhttps://share.google/EsmjQtVVxkXYKnCdzเนื้อหาที่กล่าวมาในหัวข้อนี้ อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าเราอาจจะต้องหนีจากสังคมบริโภคนิยม ด้วยการหนีไปบวช หรือไปปลูกผักทำไร่อยู่บนดอย แต่คงไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น สิ่งสำคัญคือ การตื่นรู้ว่าเราอยู่ในสังคมบริโภคนิยมจะทำให้เราเป็นผู้กระทำ (active agent) เป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำอย่างเชื่อง ๆ (passive agent) ชีวิตของผู้กระทำการ ย่อมมีความหมายและรสชาติ ต่างกับชีวิตที่ถูกชักจูงไปวัน ๆ แต่ก็ขอเตือนว่า การเป็นผู้ตื่นรู้อาจไม่ใช่หนทางแห่งความสุข แต่อาจจะยิ่งทำให้ทุกข์ทนมากขึ้น ขออธิบายด้วยฉากสำคัญจากภาพยนต์เรื่อง The Matrix (1999) ในตอนที่เมอร์เฟียส (Morpheus) ยื่นยาเม็ดสีแดงและสีฟ้าให้เลือกนีโอ (Neo) เลือก ยาเม็ดสีฟ้า (The blue pill) จะทำให้ตกอยู่ใน “ภาพลวงตาที่แสนสบาย” (Ignorance is bliss)หากนีโอเลือกกินยาสีฟ้า เขาจะตื่นขึ้นมาบนเตียงนอน ลืมเรื่องราวทุกอย่างที่เคยรับรู้ และมีชีวิตในเดอะเมทริกซ์ (The Matrix) ซึ่งเป็นโลกแห่งความสุข(แต่หลอกลวง) ที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นยาเม็ดสีแดง (The red pill) จะทำให้เกิด “การตื่นรู้” (awakening) การได้รู้ความจริงว่าชีวิตทั้งหมดเป็นเพียงภาพจำลองอันหอมหวานที่ถูกสร้างขึ้นด้วยผู้กุมอำนาจที่คุมเกมทุกอย่าง คุณจะได้รู้ความจริง แต่ออกไปจากความจริงนี้ไม่ได้ และต้องทนทุกข์ทรมานกับความจริงที่ดิ้นไม่หลุด
97ยาเม็ดสีแดง หรือ ยาเม็ดสีฟ้า จะเลือกสีใดเป็นสิทธิของคุณ อ้างอิงกาญจนา แก้วเทพ. (2560). สายธารแห่งนักคิด ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองกับสื่อสารการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : อินทนิลคณิสสร เรืองสุข. (2567, 4 มิถุนายน). เราบริโภคสินค้าไปเพื่ออะไร. Culturio ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.https://culturio.sac.or.th/content/1521ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2555). สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยมกับการศึกษารัฐศาสตร์.(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิภาษา. ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2550). ปฏิวัติบริโภค: จากสิ่งของฟุ่มเฟือยมาสู่สิ่งจำเป็น. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2547). บริโภคโพสต์โมเดิร์น. กรุงเทพฯ : มติชนโปลานยี, คาร์ล (2559). เมื่อโลกพลิกผัน: การปฏิวัติอุตสาหกรรม จุดกำเนิดการเมืองและเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน (ภัควดี วีระภาสพงษ์, ผู้แปล). นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน.พงษ์เทพ สันติกุล. (2566). รัฐสวัสดิการแบบเคนส์. วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกริก, 41(3), 274–291.พิทยา พละพลีวัลย์. (2562). จากการบริโภคในฐานะกิจกรรมสู่วัฒนธรรมบริโภคในฐานะทฤษฎี. วารสารศาสตร์, 12(3), 106. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/216452ฮาร์วี, เดวิด. (2555). ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่. (เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และคณะ, ผู้แปล; ภัควดี วีระภาสพงษ์, บรรณาธิการ). สวนเงินมีมา.The Money Trends. (2567, มกราคม 10). เข้าใจทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์: กรอบคิดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ Digital Wallet ที่ World Bank คาดอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย. https://share.google/MN4mjF0rjaOeJbWEg
98
99บทที่ 6หัวข้อที่ 3โลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 : การเชื่อมโยง การแยกตัว และระเบียบโลกใหม่ในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาผู้คนทั่วโลกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับคำว่า “โลกาภิวัตน์”(Globalization) ซึ่งหมายถึงปรากฎการณ์การเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โลกยุคใหม่ถูกจินตนาการในฐานะ “หมู่บ้านโลก” ซึ่งผู้คน สินค้า เงินทุน และข้อมูลสามารถเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนได้อย่างแทบไม่มีข้อจำกัด อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 นี้ เหตุการณ์หลายอย่างได้ทำให้เกิดคำถามว่า โลกเรายังอยู่ในภาวะโลกาภิวัตน์หรือไม่ เหตุการณ์สำคัญ เช่น การระบาดของ COVID-19 สงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ การกลับมาของนโยบายกีดกันทางเศรษฐกิจ และวิกฤติสิ่งแวดล้อมระดับโลก ล้วนสะท้อนว่าโลกไม่ได้อยู่ในภาวะไร้พรมแดนอย่างที่เคยเชื่อ หากแต่กำลังเผชิญกับความตึงเครียดระหว่างการเชื่อมโยงและการแยกตัวไปพร้อมกันหัวข้อนี้ทำความเข้าใจโลกาภิวัตน์ โดยแบ่งเป็น 2 ภาค ภาค 1 โลกาภิวัตน์และภาค 2 โลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21ภาค 1 โลกาภิวัตน์ยุคต้น1. ความหมายและพัฒนาการของโลกาภิวัตน์ยุคต้นโลกาภิวัตน์ (Globalization) หมายถึง กระบวนการที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม จนโลกที่กว้างใหญ่กลายเป็นชุมชนที่ใกล้ชิดกันเสมือน “หมู่บ้านโลก” (ไพโรจน์, 2560)ในเชิงประวัติศาสตร์ โลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่มีพัฒนาการเป็นลำดับ ระยะแรกเริ่มคือตั้งแต่ศตวรรษที่ 15–19 การขยายตัวของการค้าโลกและลัทธิล่าอาณานิคมซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ยุโรปตะวันตก ได้เชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ผ่านเครือข่ายการค้าและการแสวงหาทรัพยากรซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นระยะก่อตัวของโลกาภิวัตน์ ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมจากสงครามโลก ทำให้เกิดความพยายามร่วมกันสร้างระเบียบโลกใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพของสังคมโลก ในบริบทนี้สหรัฐอเมริกาผู้นำในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหลักของโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันระเบียบโลกใหม่เรียกว่า “ระเบียบโลกเสรีนิยม” ด้วยการสนับสนุนระบบการค้าเสรีการลงทุนข้ามชาติ สถาบันระหว่างประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจแก่ยุโรป และสนับสนุนการพัฒนาสู่ความทันสมัย (Modernization) ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (รวมทั้งประเทศไทย) บทบาทดังกล่าวทำให้ระเบียบโลก
100หลังสงคราม เป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศต่าง ๆ ภายใต้กติกาและสถาบันที่สหรัฐมีอิทธิพลอย่างสูง (สเตเกอร์, 2553)จากนั้น ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา โลกจึงได้เข้าสู่ “โลกาภิวัตน์” อย่างเต็มตัว การเชื่อมโยงอย่างเข้มข้นทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการหนุนเสริมกัน ที่สำคัญได้แก่ 1. การสิ้นสุดของสงครามเย็น (Cold War) สงครามเย็นคือความขัดแย้งทางอุดมการณ์และภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1947 จนถึงปี 1991 ทั้งสองฝ่ายแข่งขันกันในหลายด้าน ทั้งการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และการสร้างพันธมิตรทางทหาร อย่าง NATO และ Warsaw Pact รวมถึงการมีบทบาทเบื้องหลังให้เกิดสงครามตัวแทนในเกาหลี เวียดนาม และอัฟกานิสถาน โลกจึงถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจอย่างชัดเจน คือ ค่ายทุนนิยมนำโดยสหรัฐ และค่ายสังคมนิยมนำโดยโซเวียตความแบ่กแยกนี้สะท้อนให้เห็นชัดที่สุดในเยอรมนี ซึ่งถูกแบ่งเป็นสองประเทศตามอุดมการณ์ คือ เยอรมนีตะวันตกในค่ายทุนนิยม และเยอรมนีตะวันออกในค่ายสังคมนิยม แม้แต่เมืองสำคัญอย่างเบอร์ลิน (ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของเยอรมันนีตะวันออกมาก่อน) ก็ยังถูกแบ่งแยกด้วยกำแพงที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1961กำแพงเบอร์ลินจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของโลกที่มี2 ขั้วอำนาจ จุดเปลี่ยนมาถึงในช่วงปลายทศวรรษ 1980เมื่อเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มโซเวียตเริ่มย่ำแย่ ขณะที่ผู้นำโซเวียตอย่างมิคาอิล กอร์บาชอฟ ดำเนินนโยบายปฏิรูปและผ่อนคลายการควบคุมประเทศบริวาร กระแสเรียกร้องเสรีภาพจึงลุกลามทั่วยุโรปตะวันออก ประชาชนเยอรมนีตะวันออกออกมาชุมนุมจนรัฐบาลต้านทานไม่ไหว และต้องเปิดพรมแดน นำไปสู่การทลายกำแพงเบอร์ลินในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 (โกวิท, 2543)เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 ประเทศอดีตสังคมนิยมจำนวนมากเปิดประเทศและเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของโลกยุคใหม่ ในนามโลกาภิวัตน์2. ฉันทมติวอชิงตัน คือนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก ภายใต้การนำสหรัฐอเมริกา ซึ่งอิทธิพลอย่างมากต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่างองค์การเงินระหว่างประเทศ (IMF)และธนาคารโลก(World Bank) นโยบายเศรษฐกิจระดับโลกเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เมื่อประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในลาตินอเมริกาเผชิญวิกฤตหนี้และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างหนัก จึงต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบัน การเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมาพร้อมกับเงื่อนไขให้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เป็นชุดนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่นำเสนอโดยจอห์น วิลเลียมสัน (John Williamson) ในปี ค.ศ. 1989 ในขณะวิลเลียมสันดำรงตำแหน่งนักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศและที่ปรึกษาของ World Bank และ IMF ข้อเสนอของวิลเลียมสันต่อมาถูกเรียกว่า “ฉันทมติวอชิงตัน”(Washington Consensus) ซึ่งสะท้อนความเห็นร่วมกันของผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลกที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ฉันทมติวอชิงตันมีหลักการที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่• การเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน โดยลดภาษีนำเข้า เปิดตลาดสินค้าและบริการ รวมถึงเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
101• การลดบทบาทรัฐ โดยแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เอกชนดำเนินการ และลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน• ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยปรับปรุงกฎหมายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ• วินัยการคลัง โดยลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมรายจ่ายภาครัฐให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน• ปฏิรูปโครงสร้างราคาและอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าและค่าเงิน แทนการแทรกแซงโดยรัฐเป้าหมายของฉันทมติวอชิงตัน คือการเพิ่มประสิทธิภาพและเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้ากับตลาดโลกอย่างเข้มข้น ในนาม “ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม” ฉันทามติวอชิงตันเป็นกรอบนโยบายกระแสหลักที่แพร่หลายไปทั่วโลก และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โลกาภิวัตน์เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดช่วงทศวรรษ 1990 (รังสรรค์, 2548)https://www.drishtiias.com/images/uploads/1612355811_image%200.png3. การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการคมนาคมขนส่ง อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้โลกาภิวัตน์ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วขึ้น คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ดิจิทัล และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้การสื่อสารและการไหลเวียนของข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วทันทีทันใด(realtime) ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเงิน และการบริหารจัดการสามารถดำเนินข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งทางเรือแบบตู้คอนเทนเนอร์ การขนส่งทางอากาศ การขนส่งในระบบรางและเครือข่ายถนนที่พัฒนามากขึ้น ได้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบระหว่างประเทศ ทำให้การลงทุนและการผลิตข้ามชาติกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก
1023. ปรากฎการณ์โลกาภิวัตน์ และโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของนักคิดคนสำคัญโลกาภิวัตน์ซึ่งโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก นักสังคมศาสตร์ซึ่งเฝ้าดูและอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์มีความตื่นตัวต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้เกิดการวิจัยและเสนอแนวคิดเพื่อทำความเข้าใจโลกาภิวัต์อย่างแพร่หลาย กล่าวโดยรวม นักคิดโดยทั่วไปมีความเห็นร่วมกันว่า สังคมโลกมีความเปลี่ยนแปลงใน 3 ลักษณะในเวลาเดียวกันดังนี้1) การเป็นสากลนิยม/ลู่เข้าหากัน (universalism /convergence) ลักษณะสำคัญประการแรกของโลกาภิวัตน์คือ การกลายเป็นสากลนิยม จากการถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น และเกิดการการลู่เข้าหากันทางสังคมและวัฒนธรรม โดยสังคมมีความคล้ายคลึงกันในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริโภค เทคโนโลยี วิถีชีวิต หรือวัฒนธรรม ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่พรมแดนของรัฐชาติถูกลดทอนความสำคัญลง ขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสาร การคมนาคม และการค้าเสรีได้สร้างโครงข่ายเชื่อมต่อกันจนทั่วโลก ส่งผลให้เกิด “ความเหมือนกัน” (homogenization) ขึ้นในระดับสากล ผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ มีวิถีชีวิต รสนิยม การบริโภค และความคิดที่ใกล้เคียงกัน ราวกับอาศัยอยู่ใน “หมู่บ้านโลก” เดียวกันตัวอย่าง เช่น การแพร่ขยายของวัฒนธรรมฟาสต์ฟู้ด (เช่น McDonald's, Starbucks) ที่มีสาขาอยู่แทบทุกมุมโลก การที่ผู้คนทั่วโลกสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เดียวกัน (Levi, Uniqlo) หรือการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเดียวกัน (Facebook, TikTok) ซึ่งทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อและการแสดงออกคล้ายคลึงกันทั่วโลกอย่างไรก็ตาม ความเหมือนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากอำนาจและผลประโยชน์หากแต่สัมพันธ์กับการขยายตัวของทุนนิยมโลกและอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกที่มักกลายเป็นต้นแบบของความเป็นสมัยใหม่ ดังนั้นการเป็นสากลจึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยง แต่ยังสะท้อนกระบวนการครอบงำเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจด้วย2) การเชิดชูความเป็นท้องถิ่น (particularism/localism) ในขณะที่กระแสความเป็นสากลพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ การที่กลุ่มคน ชุมชน หรือประเทศ หันมาปกป้องและเชิดชูอัตลักษณ์ รากเหง้า และวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นของตนเอง เพื่อต่อต้านการถูกครอบงำจากวัฒนธรรมสากล เป็นการแสดงจุดยืนว่าพื้นที่และวัฒนธรรมย่อยยังคงมีความสำคัญและมีเอกลักษณ์ที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้ตัวอย่างเช่น ขบวนการ “slow food” ที่เกิดขึ้นในอิตาลีเพื่อต่อต้านฟาสต์ฟู้ด โดยเน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นและสูตรอาหารดั้งเดิม ในกรณีอื่น ๆ เช่น การฟื้นฟูภาษาถิ่นที่ใกล้สูญหาย การรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยการฟื้นฟูประเพณีดั้งเดิมให้ยิ่งใหญ่ เช่น ประเพณีแห่เทียนพรรษาของอุบลราชธานี หรือแม้แต่การเกิดกระแสชาตินิยมในหลายประเทศที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชาติตนเอง บางกรณีเป็นกรณีสุดโต่ง เรียกว่า cultural fundamentalism เช่น กลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ที่ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมแทบทุกมิติ ทั้งการห้ามชมโทรทัศน์ ดนตรี และการศึกษาของสตรี โดยอ้างว่าสิ่งเหล่านี้ขัดต่อหลักศาสนา3) การผสมผสานระหว่างความเป็นสากลกับท้องถิ่น (glocalization/pluralism) เป็นการประนีประนอมและผสมผสานระหว่าง ความเป็นสากล (global) และความเป็นท้องถิ่น (local) แทนที่วัฒนธรรมโลกจะเข้ามาทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง กลับเกิดการปรับตัว ดัดแปลง และตีความใหม่ให้
103เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดความหลากหลายในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การที่ McDonald ในประเทศไทยมีเมนูข้าวกะเพรา, KFC มีไก่แซบ, The Pizza มีพิซซ่าหน้าลาบ,สุกี้ชาบูกลายเป็นแจ่งฮ้อน หรืออีสานชาบู เพลงลูกทุ่ง หมอลำ มีการปรับปรุงใช้เครื่องดนตรี และท่วงทำนองดนตรีสากล กลายเป็นที่นิยมกว้างขวาง(Robertson, 1992)ท่ามกลางงานวิชาการจำนวนมาก นักวิชาการที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง ได้เสนอบทวิเคราะห์โลกาภิวัตน์ผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจการเมือง ดังตัวอย่างโลกาภิวัตน์ในทัศนะของนักคิดคนสำคัญ 4 ท่าน ได้แก่ โรแลนด์ โรเบิร์ตสัน, มานูเอล กัสเตลส์, เดวิด ฮาร์วีย์, และอรชุน อัปปาดุไร ปดังนี้ โรแลนด์ โรเบิร์ตสัน (Roland Robertson, ค.ศ. 1938 - 2022) นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษ เป็นนักคิดคนแรก ๆ ที่วางรากฐานการศึกษาโลกาภิวัตน์เชิงวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ เขามองว่าโลกาภิวัตน์คือกระบวนการที่โลกกลายเป็น “สถานที่เดียว” (single place) ซึ่งประกอบด้วยสองมิติพร้อมกัน ได้แก่ การบีบอัดของโลก (compression of the world) ซึ่งระยะทางและพรมแดนลดความสำคัญลงและการตระหนักรู้ถึงโลกทั้งใบ (intensification of consciousness of the world as a whole) ทำให้ผู้คนรับรู้ตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมโลก แนวคิดที่โดดเด่นของเขาคือ “glocalization” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่ท้องถิ่นและโลกต่างปรับตัวเข้าหากันและหล่อหลอมซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โรเบิร์ตสัน ยังปฏิเสธแนวคิดที่มองว่าโลกาภิวัตน์คือการแผ่ขยายของวัฒนธรรมตะวันตกเพียงอย่างเดียว โดยเน้นว่ากระบวนการนี้มีลักษณะพหุทิศทาง ทุกสังคมต่างส่งและรับอิทธิพลซึ่งกันและกัน มุมมองของโรเบิร์ตสันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจโลกาภิวัตน์ในฐานะกระบวนการที่ซับซ้อนและไม่ตายตัว (Robertson, 1992)ในขณะที่โรเบิร์ตสันเน้นวัฒนธรรม มานูเอล กัสเตลส์(Manuel Castells, เกิด ค.ศ. 1942) นักสังคมวิทยาชาวสเปน ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศและเศรษฐกิจ เขาเสนอแนวคิด “สังคมเครือข่าย”
104(network society) โดยเห็นว่าโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนโครงสร้างสังคมจากรูปแบบเดิมมาสู่เครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลข่าวสาร อำนาจในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองทรัพยากรทางวัตถุอีกต่อไป แต่อยู่ที่การควบคุมกระแสข้อมูล กัสเตลส์ยังแยกแยะระหว่าง “space of flows” และ “space of places” เพื่อชี้ให้เห็นว่า“พื้นที่ของกระแสข้อมูลและทุนที่ไหลเวียน” ในเครือข่ายนั้น ครอบงำ “พื้นที่ทางกายภาพที่ผู้คนอาศัยอยู่จริง”ความขัดแย้งระหว่างสองพื้นที่นี้คือรากของความเหลื่อมล้ำในโลกยุคใหม่ นอกจากนี้กัสเตลส์ยังมองว่าเครือข่ายเปิดโอกาสให้เกิดการต่อต้านและขบวนการทางสังคมรูปแบบใหม่ด้วย(Castells, 1996)เดวิด ฮาร์วีย์(David Harvey, เกิด ค.ศ. 1935) นักภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human Geography) ชาวอังกฤษ นำเสนอมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อโลกาภิวัตน์ด้วยกรอบคิดมาร์กซิสต์ เขาเสนอแนวคิดการควบแน่นของเวลาและพื้นที่ (time-space compression) เพื่ออธิบายว่าทุนนิยมและเทคโนโลยีทำให้ระยะทางและเวลาในการสื่อสารและการเคลื่อนย้ายทุนลดลงอย่างมาก แต่ผลประโยชน์จากความเร็วนี้กลับตกอยู่กับชนชั้นนำและเจ้าของทุนมากกว่าคนทั่วไป ฮาร์วีย์ยังเสนอแนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง (accumulation by dispossession) เพื่อชี้ให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ขยายตัวโดยการยึดสมบัติส่วนรวมมาเป็นของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน น้ำ ป่าไม้ บริการสาธารณะ หรือทรัพย์สินทางปัญญา และยังวิจารณ์ว่าเสรีนิยมใหม่ซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของโลกาภิวัตน์ไม่ใช่นโยบายที่เป็นกลาง แต่คือโครงการทางการเมืองเพื่อฟื้นฟูอำนาจของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก มุมมองของฮาร์วีย์ จึงเป็นตั้งคำถามกับผู้ที่ได้และเสียประโยชน์จากโลกาภิวัตน์เป็นสำคัญ(Harvey, 1989)อรชุน อัปปาดุไร (Arjun Appadurai, เกิด ค.ศ. 1949) นักมานุษยวิทยาชาวอินเดีย-อเมริกัน อัปปาดุไรเสนอว่า โลกาภิวัตน์ไม่ใช่กระบวนการที่ราบรื่นและลงรอยกันอย่างที่เข้าใจ แต่กลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วนและไม่สอดประสานกัน (disjuncture) เขาได้สร้างกรอบการมองผ่านมิติภูมิทัศน์ 5 ประการ (Five Scapes) ได้แก่ 1) ภูมิทัศน์ทางชาติพันธุ์ (Ethnoscapes การเคลื่อนย้ายของผู้คน), 2) ภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยี (Technoscapes การไหลเวียนของเทคโนโลยี) 3) ภูมิทัศน์ทางการเงิน (Finanscapes การเคลื่อนย้ายของทุน), 4) ภูมิทัศน์ของสื่อ (Mediascapes การกระจายของสื่อและภาพลักษณ์) และ 5) ภูมิทัศน์ทางอุดมการณ์ (Ideoscapes การแพร่กระจายของแนวคิด เช่น ประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชน)ภูมิทัศน์5 มิติเป็นมุมมองที่เป็นประโยชน์ เพราะช่วยอธิบายว่ากระแสเหล่านี้ไมได้ลงรอยกันเสมอไป แต่อาจไม่สอดประสานและปะทุเป็นปัญหาตามมา เช่น การลงทุนข้ามชาติอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้การผลิตสินค้าและบริการมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ขณะเดียวกันเกิดการจ้างงานที่เอาเปรียบ และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศปลายทาง หรือข้อมูลข่าวสารจากอินเตอร์เน็ต ก่อให้เกิดความรู้และความคิดใหม่ แต่ทำให้บางประเทศปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสารมากขึ้น ขณะที่บางประเทศเกิดการลุกฮือของมวลชน เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เช่น กรณีอาหรับสปริง หรือ “การปฏิวัติร่ม” เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงเมื่อปี พ.ศ. 2557 ฯลฯ แนวคิดนี้ทำให้เข้าใจโลกาภิวัตน์อย่างลุ่มลึกโดยเห็นว่าโลกไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างราบรื่น แต่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และความคิดเห็นแตกต่างที่ไหลเวียนผ่านสื่อต่างๆ(Appadurai, 1996)
105ภาค 2โลกาภิวัตน์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21โลกาภิวัตน์ ไม่ใช่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทิศทางเดียว เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์ใหม่ทำให้โลกาภิวัตน์เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในด้านหนึ่งโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองกลับเปราะบาง โลกาภิวัตน์ยุคต้นศตวรรษที่ 21 จึงเป็นไปด้วยความตึงเครียด ระหว่างแรงผลักดันของการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน และแรงต้านที่พยายามดึงอำนาจกลับสู่รัฐชาติและปกป้องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มต้นศตวรรษที่ 21 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโลกาภิวัตน์ทั้งด้านการขยายตัวและการถกถอย ดังนี้(ลำดับตามปีคริสต์ศักราช)• 2001 จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) โลกาภิวัตน์ขยายตัว และซับซ้อนมากขึ้น• 2008 วิกฤตการเงินโลก สะท้อนความเปราะบางที่มาพร้อมกับ การเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นของระบบการเงินโลก • 2009-2011 การรวมกลุ่มของประเทศBRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้) เกิดกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองใหม่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเศรษฐกิจโลก• 2010s: การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศ และทุนนิยมแพลตฟอร์ม• 2017-2021 โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นโยบาย “America First” เกิดโลกาภิวัตน์ถดถอย (deglobalization) และการปกป้องตัวเองทางเศรษฐกิจ • 2019-2021 การแพร่ระบาดของ COVID-19 โลกาภิวัตน์หยุดชะงัก • 2022 สงครามรัสเซีย-ยูเครน พร้อมกับการแข่งขันทางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ-จีนที่รุนแรงขึ้น ห่วงโซอุปทานสินค้าได้รับผลกระทบ ส่งผลกระทบต่อดศณษฐกิจโลกโดยรวม• 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอมริกาอีกครั้ง ใช้นโยบายเพิ่มภาษีนำสินค้าเข้าสหรัฐฯ โลกาภิวัตน์ถดถอยครั้งใหม่ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ การแสวงหาระเบียบใหม่ของโลกาภิวัตน์เราจะทำความเข้าใจโลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21 โดย แบ่งตามลักษณะสำคัญเป็น 3 ช่วงเวลา คือระยะขยายตัว ระยะเปราะบาง และระยะแยกตัวและแสวงหาระเบียบโลกใหม่ ทั้ง 3 ช่วงเวลาไม่ได้แยกขาดจากกันโดยสมบูรณ์ แต่เป็นคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่เหลื่อมซ้อนกัน ดังต่อไปนี้4. ระยะขยายตัว: การเข้า WTO ของจีนและการปฏิวัติดิจิทัล (นับจาก ค.ศ. 2001)เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 คือ การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization, WTO) สาธารณรัฐประชาชนจีน ปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจโดยพรรคคอมมิวนิวต์จีน แต่เดิมการบริหารประเทศเน้นการวางแผนจากส่วนกลาง ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง เศรษฐกิจจีนตัดขาดจากตลาดโลกจีนถูกเรียกขานว่า “ประเทศหลังม่านไม้ไผ่” แต่
106นับจากปีค.ศ. 1987 ผู้นำสูงสุดของจีนคือ เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้ปรับเปลี่ยนการบริหารสู่การเปิดประเทศ และปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นลำดับ การเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปีค.ศ. 2001 ของจีนซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอินเดีย (ประมาณ 1,400 ล้านคน) มีทรัพยากรมากมาย ทำให้จีนสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดเงินลงทุนข้ามชาติ กลายเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก (Lardy, 2002)จีนได้ใช้เขตการค้าเสรี (Free Trade Agreements, FTA) เป็นเครื่องมือขยายอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ภายหลังเข้าร่วม WTO จีนได้เร่งทำข้อตกลง FTA กับประเทศคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์อันดีเพื่อสร้างความสัมพันธ์พิเศษทางการค้าและการลงทุนกับประเทศคู่สัญญา FTA ช่วยให้จีนสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการประกอบและการผลิตของโลก โดยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกันในลักษณะเครือข่าย(Antkiewicz & Whalley, 2005) ตัวอย่างเช่นการผลิต iPhone ซึ่งออกแบบในสหรัฐฯ ใช้ชิปจากไต้หวัน แบตเตอรี่จากเกาหลีใต้ และประกอบในจีนแรงผลักดันสำคัญของโลกกาภิวัตน์ในช่วงนี้อีกประการหนึ่งคือ การปฏิวัติดิจิทัล ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ได้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีสารสนเทศระบบดิจิทัล เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, สมาร์ทโฟน, คลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing) เทคโนโลยีใหม่ได้ทำลายขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ทำให้โลกาภิวัตน์ก้าวข้ามจากการค้าขายสินค้าและบริการแบบเดิม ไปสู่ธุรกิจกับข่าวสารข้อมูลและบริการแบบใหม่ ในสถานการณ์นี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เช่น Google, Amazon, Meta และ Apple ได้กลายเป็นกลุ่มทุนที่มีบทบาทสำคัญ ในฐานะผู้กุมโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคดิจิทัล บริษัทเหล่านี้สร้างแพลตฟอร์มการสื่อสาร การค้า และการทำงาน ที่กลายเป็นช่องทางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น Amazon เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อทั่วโลก Google และ Meta เชื่อมโยงข้อมูลและสื่อมวลชนให้ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว Apple สร้างอุปกรณ์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ใช้ทั่วโลก (Srnicek, 2017)ภาวะเช่นนี้ทำให้กลุ่ม Big Tech มีอิทธิพลเหนือสังคม จากการผูกขาดข้อกำหนดการใช้เทคโนโลยี สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กับบริษัทขนาดเล็กที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี สร้างปัญหาแก่แรงงานแพลตฟอร์ม ทำให้อยู่ในสภาพงานไม่มั่นคงและขาดสวัสดิการ รวมทั้งความเสี่ยงของผู้บริโภค ด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัว การแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ (fake news) และ Big Tech ยังมีบทบาทในความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ กับจีน 5. ระยะเปราะบาง : วิกฤตการเงินโลกและโควิด-19 (ค.ศ. 2008 – 2020)ในขณะที่โลกาภิวัตน์ขยายตัว ในเวลาเดียวกันโลกาภิวัตน์ก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง ดังกรณีวิกฤตการเงินโลกปีค.ศ. 2008 หรือที่รู้จักในชื่อ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” คือการล้มละลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในสหรัฐอเมริกา จากวิกฤตฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ นำไปสู่การล้มละลายของธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วระบบการเงินโลก สถาบันการเงินหยุด
107ปล่อยสินเชื่อ ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ (กรุงเทพธุรกิจ, 2567)วิกฤตการเงินในปี 2008 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในโลกาภิวัตน์โดยเผยให้เห็นว่าความเชื่อมโยงทางการเงินไร้พรมแดน นำมาสู่ความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมในเวลาเดียวกัน ความเชื่อว่าการเปิดเสรีทางการเงินและการลดการกำกับดูแลของรัฐ ช่วยสร้างประสิทธิภาพและความมั่งคั่ง แต่ความผิดพลาดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศเดียว ได้สั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทั้งหมดนั้นกระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แต่ละประเทศพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเป็นสำคัญต่อมาในปี ค.ศ. 2019 เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดการหยุดชะงักของเศรษฐกิจทั่วโลก วิกฤตนี้เผยให้เห็นความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ที่เชื่อมโยงและพึ่งพาฐานการผลิตจากต่างประเทศ ดังเมือ่เกิดโควิด-19 จีนซึ่งเป็น “โรงงานของโลก” ต้องประกาศล็อกดาวน์เมือง ทำให้การผลิตสินค้าสำคัญตั้งแต่ ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์หยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการแบ่งงานกันทำระดับโลก กลายเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ในเชิงความคิด โควิด-19 ทำให้เกิดการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (deglobalization) หลายประเทศหันมาดึงการผลิตกลับประเทศ หรือย้ายการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่ไว้ใจได้ แทนที่จะพึ่งพาฐานการผลิตต่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูง การจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้โลกมีลักษณะแยกขั้ว ก้าวสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง และความเปราะบางมากขึ้น6. ระยะความย้อนแย้งของโลกาภิวัตน์(ค.ศ. 2021–ปัจจุบัน) นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา โลกาภิวัตน์ก้าวเข้าสู่ระยะของความย้อนแย้ง แม้โลกยังคงเชื่อมโยงกันในระดับสูง แต่ความร่วมมือตามกติกาเสรีนิยม ถูกท้าทายจากความคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจความย้อนแย้งของโลกาภิวัตน์ปรากฎชัดเจนเมื่อเข้าสู่ต้นทศวรรษ 2021 มีเหตุการณ์สำคัญหลายกรณีเช่น 1) Brexit (เบร็กซิต) คือกระบวนการที่สหราชอาณาจักร (United Kingdom) ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อย่างเป็นทางการ (Brexit มาจากคำว่า Britain + Exit) โดยผลการลงประชามติเมื่อเดือนมิถุนายน 2016 คะแนนเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ออกจาก EU และกระบวนการถอนตัวได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2020 เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นคลอนต่อแนวคิดการบูรณาการระดับภูมิภาค และสะท้อนความไม่พอใจของผู้คนจำนวนมากต่อโลกาภิวัตน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง และการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ (Elliott, 2016)2. ชาตินิยมทางเศรษฐกิจและการเสื่อมถอยของกติกาการค้าเสรีนโยบาย “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ค.ศ. 2017 – 2021) ได้เร่งให้เกิดกระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (economic nationalism) ผ่านมาตรการคุ้มครองทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี และการเปิดสงครามการค้าโดยเฉพาะสงครามการค้ากับจีน ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นคู่แข่ง กระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจได้บั่นทอนหลักการเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ นำไปสู่สภาวะการแยกขั้วทางเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) สหรัฐพยายามจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีชิปขั้นสูงของจีน ฝ่ายจีนซึ่งครองสัดส่วนการผลิตและการ
108แปรรูปแร่หายากของโลก (rare earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบของชิป ได้ใช้ความได้เปรียบโต้ตอบ ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง (Swanson, 2018)3) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ส่งผลกระทบสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงผ่านวิกฤตพลังงานและอาหาร ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่าง อิสราเอลและปาเลสไตน์ ซ้ำเติมความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งในแง่เสถียรภาพภูมิภาคและความปลอดภัยของเส้นทางการค้าที่สำคัญ วิกฤตเหล่านี้บีบให้รัฐชาติหันกลับมาเน้นความมั่นคงของชาติเหนือประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ นำไปสู่แนวโน้มการดึงการผลิตกลับประเทศ หรือการค้าขายเฉพาะกับกลุ่มพันธมิตรที่ไว้ใจได้ 4) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่โลกหลายขั้ว (Multipolarity) ในปี ค.ศ. 2009 ได้เกิดการวมตัวกันของกลุ่มประเทศประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน ในนามกลุ่มประเทศ BRIC เป็นการร่วมมือทางการเมืองและภูมิเศรษฐศาสตร์ เพื่อแสวงหาความร่วมมือและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ต่อมาในปี ค.ศ. 2011 ประเทศอัฟริกาใต้เข้าร่วม จึงได้ปรับชื่อเป็น BRICS (Brazil, Russia, India, China, South Africa) การรวมกลุ่มของ BRICS สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์จากเดิมที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลาง ไปสู่โลกหลายขั้ว (multipolar world) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่พยายามสร้างอำนาจต่อรอง และลดการพึ่งพาระบบการเงินและสถาบันระหว่างประเทศแบบเดิม ที่เอื้อประโยชน์ต่อตะวันตก นำไปสู่การสร้างสถาบันทางการเงินและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือก(Reuters, 2023)5) การกลับมาอีกครั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี ค.ศ. 2025 การกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกครั้งของทรัมป์ นโยบาย “America First” กลับมาเข้มข้นยิ่งขึ้น ทรัมป์ประกาศเพิ่มภาษีนำสินค้าเข้าสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางและไม่มีข้อยกเว้น สำหรับจีนซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ สหรัฐฯได้ยกระดับสงครามการค้ากับจีน ด้วยกำแพงภาษีสินค้าจีนในอัตราร้อยละ 60 เป็นอย่างต่ำ การกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯเป็นการฉีกข้อตกลงการค้าเสรีที่เป็นกติกาหลักทางเศรษฐกิจมานาน นำไปสู่มาตรการภาษีโต้ตอบจากนานาประเทศ ส่งผลให้การค้าโลกหดตัว ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง และห่วงโซ่อุปทานเดิมที่เคยเน้นต้นทุนต่ำพังทลายลงอย่างรุนแรง นับเป็นการถดถอยของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) ครั้งใหญ่ในเวลาเดียวกัน ความจำเป็นของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจโลกนำไปสู่ การก่อตัวของโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่ (reglobalization) ระเบียบใหม่ของโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่ ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำที่สุดเหมือนในอดีต แต่เน้นความมั่นคงของชาติและความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจลักษณะที่เกิดขึ้นในโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่คือ การดึงการลงทุนกลับประเทศ (reshoring) รัฐบาลทรัมป์ใช้นโยบายอุดหนุนและภาษีบีบให้บริษัทสหรัฐฯดึงฐานการผลิตกลับประเทศ หรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่มีพรมแดนติดกันหรืออยู่ใกล้เคียง เช่น ประเทศเม็กซิโก เพื่อลดระยะเวลาและลดความเสี่ยงในการขนส่ง เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้ มีค่าแรงที่ค่อนข้างถูก และเป็นสมาชิกของ USMCA (United States-Mexico-Canada Agreement) ข้อตกลงการค้าเสรี ระหว่าง 3 ประเทศในอเมริกาเหนือ ซึ่งสินค้าที่ผลิตในเม็กซิโกไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ หรือเสียน้อยมาก (Stein, 2024)อีกลักษณะหนึ่งของโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่คือ การตั้งกลุ่มพันธมิตร โดยย้ายฐานการผลิตจากประเทศคู่แข่ง (เช่น จีน) ไปยังประเทศพันธมิตรที่เสี่ยงน้อยกว่าและมีความเห็นพ้องทางการเมือง (friend-shoring)
109ส่งผลให้เกิด กลุ่มเศรษฐกิจเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง กลุ่มหนึ่งนำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ยอมรับเงื่อนไขการเป็นพันธมิตร อีกกลุ่มนำโดยจีนและกลุ่ม BRICS+ ที่พยายามสร้างระบบการเงินและการค้าที่ไม่อยู่ในอำนาจของสหรัฐฯกล่าวได้ว่า ปี ค.ศ. 2025 คือรอบต่อของการแสวงหาระเบียบใหม่ของโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่ใช่การปิดฉากความเชื่อมโยง แต่เป็นการปิดฉากยุคทองของโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยม แล้วก้าวสู่โลกแห่งโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดชาตินิยม ความมั่นคง และอำนาจต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่แน่นอน และต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น7. สรุปในบทความล่าสุดในปี ค.ศ. 2026 ของผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Linsi & De Graaff, 2026) ในวารสารวิชาการชิ้นหนึ่ง บทความมีชื่อว่า “ความล่มสลายของโลกตะวันตก?” (Decline of the West?) บทความตั้งคำถามหลักสองข้อที่โลกกำลังสนใจว่า โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจกำลังถดถอยจริงหรือ? และศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองกำลังเคลื่อนออกจากตะวันตกไปสู่โลกหลายศูนย์กลาง (multiplex world) จริงหรือไม่ ? จากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเชิงสถิติใน 4 ด้านคือ ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านเครือข่ายการผลิตโลก ด้านการเงินโลก และด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีบทความให้ข้อสรุปว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ไม่สนับสนุนความคิดว่าโลกาภิวัตน์กำลังถดถอย (deglobalization) เพราะระดับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดนในด้านการค้า การผลิต และการเงินยังคงสูงกว่าจุดใดในประวัติศาสตร์ บทความเสนอว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่ (reglobalization) ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างใหม่ของการไหลเวียนทางเศรษฐกิจตามแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ บทความเสนออีกว่า ปฏิกิริยาของโลกตะวันตกต่อการท้าทายอำนาจ คือการต่อต้านเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอำนาจเชิงโครงสร้าง ตะวันตกไม่ยอมรับการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายศูนย์กลาง แต่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่งของตนไว้ การต่อสู้ปรากฏชัดที่สุดในด้านการค้า การผลิต และเทคโนโลยี ท่ามกลางการเติบโตของจีนและกลุ่มประเทศ BRICS ข้อสรุปสุดท้ายของบทความคือ แม้ยุคตะวันตกครองอำนาจอย่างไม่มีคู่แข่งอาจสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงไม่น่าจะนำไปสู่โลกที่เท่าเทียมและหลากหลายขึ้น ตามที่ทฤษฎีโลกหลายศูนย์กลางคาดหวังเพราะการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและการแข่งขันที่รุนแรงกว่าเดิม และคาดการได้ว่าประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ส่วนใหญ่ยังคงถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างที่เคยเป็นมาบทความนี้เป็นตัวอย่างของข้อถกเถียงต่อโลกาภิวัตน์ว่า โลกาภิวัตน์มีลักษณะอย่างไร และจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ต่างกับในปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ดำเนินการมาตลอด เนื่องจากโลกาภิวัตน์คือความเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมทุกมุมโลกเข้าหากัน ได้รับผลกระทบทั้งด้านบวก และด้านลบร่วมกัน ข้อคิดสำคัญที่ได้จากการทำความเข้าใจโลกาภิวัตน์ยุคเริ่มต้น ยุคต้นศตวรรษที่ 21 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ ไม่ได้เป็นพัฒนาการแบบเส้นตรง แต่โลกาภิวัตน์มีความผกผัน ซับซ้อน และหลากหลาย
110และชีวิตเราทุกคนไม่ว่าอยู่มุมใดของโลกก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เราได้ประโยชน์จากการได้รับข่าวสารที่รวดเร็ว ทันสมัย และชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ในขณะเดียวกันก็อยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ดังปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง จากการแสดงอำนาจของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เอกสารอ้างอิงกรุงเทพธุรกิจ. (2567, 24 กุมภาพันธ์). ต้นเหตุที่แท้จริงของ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์. กรุงเทพธุรกิจ.https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1114653โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. (2543). สงครามเย็น (พ.ศ. 2488-2534). ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากล: สหรัฐอเมริกา เล่ม 2 อักษร C-D ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (หน้า 119-122). ราชบัณฑิตยสถาน.ไพโรจน์ คงทวีศักดิ์. (2560). โลกาภิวัตน์. ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.รังสรรค์ ธนะพรพันธ์. (2548). ฉันทมติวอชิงตัน. โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.สเตเกอร์, แมนเฟร็ด. (2553). โลกาภิวัตน์: ความรู้ฉบับพกพา. (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, แปล). Openbooks.Antkiewicz, A., & Whalley, J. (2005). China's New Regional Trade Agreements. World Economy, 28(10), 1539–1557.Appadurai, A. (1996). Modernity at large: Cultural dimensions of globalization. University of Minnesota Press.Castells, M. (1996). The rise of the network society. Blackwell.Elliott, L. (2016, June 26). Brexit is a rejection of globalisation. The Guardian.https://www.theguardian.com/business/2016/jun/26/brexit-is-the-rejection-ofglobalisation Harvey, D. (1989). The condition of postmodernity: An enquiry into the origins of cultural change. Blackwell.Lardy, N. R. (2002). Integrating China into the Global Economy. Brookings Institution Press.Linsi, L., & De Graaff, N. (2026). Decline of the West? An IPE perspective on the multiplex world order and the 'geoeconomic turn'. International Affairs, 102(2), 363–387. https://doi.org/10.1093/ia/iiaf274Reuters. (2023, August 21). BRICS: The rise of a multipolar world order. Reuters.https://www.reuters.com/world/what-is-brics-who-are-its-members-2023-08-21/Robertson, R. (1992). Globalization: Social theory and global culture. Sage Publications.Srnicek, N. (2017). Platform capitalism. Polity Press.
111Stein, J. (2024, January 27). Trump is hitting China with a 60% tariff. The Washington Post. https://www.washingtonpost.com/business/2024/01/27/trump-china-tariffs-60-percent/Swanson, A. (2018, July 5). Trump’s trade war is here. The New York Times. https://www.nytimes.com/2018/07/05/business/trump-trade-war-china-tariffs.html
112
113บทที่ 7“อนาคตในมือเรา”: พลเมืองรุ่นใหม่ในการเมืองและประชาธิปไตยไทยความเบื่อหน่าย หมดหวัง รังเกียจ ต่อการเมือง การเลือกตั้ง และประชาธิปไตย เป็นความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็หนีความจริงไม่พ้น ความจริงที่ว่า คุณภาพชีวิตของเราถูกกำหนดด้วยการเมือง ไม่ว่าเรื่องใกล้ตัวหรือไกลตัว ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องค่าเทอม ค่าครองชีพ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การบริการสาธารณะ การมีงานทำ ความมั่นคงในการทำงาน สวัสดิการสังคม การดูแลสุขภาพ ความรู้สึกรักและภาคภูมิใจในชาติไปจนถึงความหวังที่จะมีชีวิตในสังคมแห่งนี้การหันหลังให้การเมืองจึงเท่ากับปล่อยอนาคตให้อยู่ในมือปีศาจ หัวข้อนี้เริ่มต้นจากทำความเข้าใจคำว่าการเมืองและประชาธิปไตย จากนั้นเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยมองผ่านปมปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประชาธิปไตยไทย ทำความเข้าใจการเมืองไทยในปัจจุบัน และปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะการเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นในระบอบประชาธิปไตย ที่มีทางเลือกในการแสดงออกหลายระดับและรูปแบบ 1. การเมืองคืออะไร ? การเมือง (Politics) มักถูกเข้าใจในความหมายแคบว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง หรือการชิงไหวชิงพริบระหว่างกลุ่มการเมืองในรัฐสภา แต่การเมืองอาจใช้ในความหมายกว้าง และสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเราอย่างใกล้ชิดด้วย นักคิดหลายท่านให้นิยามการเมืองในหลากหลายแง่มุม บ้างเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหาและใช้อำนาจในการปกครอง โดยเน้นว่ารัฐ (State) เป็นองค์กรที่มีเอกสิทธิ์ในการใช้อำนาจเพื่อรักษาระเบียบสังคม (Weber, 1946) บ้างเห็นว่า การเมืองคือกระบวนการตัดสินใจว่าใครได้อะไร ใครเสียอะไร และใครเป็นผู้มีสิทธิ์กำหนดกติกา (Easton, 1965) ในทำนองเดียวกัน ความหมายของกว้างที่นิยมอ้างอิงกันมากที่สุดคือ “การเมืองคือใครได้อะไร เมื่อไร และอย่างไร” (Politics is who gets what, when, how.) (Lasswell, 1936) นอกจากนั้นมีการนิยามในมิติอื่นที่สำคัญ เช่น มีผู้เห็นว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจแต่คือ “พื้นที่ของการกระทำร่วมกัน” (the space of appearance) ที่ผู้คนแสดงออก แสดงความคิดเห็น และร่วมกันสร้างสังคมที่ต้องการ (Arendt, 1958)กล่าวโดยรวม การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรร “ทรัพยากร”ซึ่งอาจครอบคลุมถึงสิ่งที่จับต้องได้อย่าง งบประมาณ ทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง อำนาจ หรือการได้รับสิทธิ/โอกาสทางสังคม และการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจที่อยู่ในสภาฯ แต่เป็นเรื่องของคนเดินดินที่แสดงออกในชีวิตประจำวันด้วย เมื่อเห็นว่าการเมืองไม่ได้อยู่แค่ที่สภาฯแต่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราด้วย จะพบว่าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองใกล้ตัวหลายรูปแบบ เช่น การเมืองในมหาวิทยาลัยอย่างการเลือกตั้งสโมสรนักศึกษา การได้รับการบริการที่ดีจากมหาวิทยาลัย การแสดงออกถึงเสรีภาพในการแต่งกายตามเพศสภาพ; การเมืองบนโซเชียลมีเดีย เช่น การแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความต้องการในสื่อสังคมออนไลน์; การเมืองในครอบครัว เช่น การเลือกเส้นทางอนาคต การยืนยันจะนอนตื่นสาย การคบเพื่อนหรือแฟน ดังนั้นในแง่หนึ่งกล่าวได้ว่า การเมืองคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ห่อหุ้มตัวเรา กำหนดชีวิตเราและเราก็ต่อรองให้เป็นไปตามที่
114เราต้องการ เราได้เห็นแล้วว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน (แม้กระทั่งการเบื่อหน่ายการเมืองก็เป็นการเมืองรูปแบบหนึ่ง)อย่างไรก็ตามในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการเมืองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ส่งผลต่อชีวิตเราในมิติต่างๆ2. ประชาธิปไตยคืออะไร ?คำนิยามประชาธิปไตยมีอยู่หลากหลาย นับตั้งแต่คำนิยามยอดนิยมของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อับราฮัม ลินคอล์น ที่บอกว่าประชาธิปไตยคือ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” หรือของวินสตัน เซอร์ซิลล์ ที่บอกว่า ประชาธิปไตยคือ “การปกครองที่เลวน้อยที่สุดที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาได้”พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ดบอกว่าคือ “ระบบการปกครองของรัฐบาลที่ประชาชนทุกคนในประเทศมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตัวแทนของตน” ในขณะที่พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่าคือ “ระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชน” (ประจักษ์, 2562: 9-10)ในเชิงความเป็นมา ประชาธิปไตย (Democracy) คือระบอบการปกครองที่มีพัฒนาการยาวนาน นับจากยุคกรีกโบราณ คำว่า demos หมายถึงประชาชน และ kratos หมายถึงอำนาจ ดังนั้น democracy จึงแปลตรงตัวว่า “อำนาจของประชาชน” ประชาธิปไตยในฐานะแนวคิดรูปแบบการปกครอง ถูกพัฒนาผ่านการปฏิวัติการเมืองครั้งสำคัญในโลกตะวันตก เช่น การปฏิวัติอังกฤษ (ค.ศ. 1688) การปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1776) และการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ท่ามกลางการพัฒนาต่างๆจุดร่วมกันคือการยืนยันในหลักการ “อำนาจสูงสุดต้องมาจากประชาชน” และรัฐบาลต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ กล่าวได้ว่า อุดมคติของประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ประการแรกคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคนคือเจ้าของอำนาจสูงสุดในรัฐ ประการที่สองคือ สิทธิและเสรีภาพ โดยประชาธิปไตยยืนยันว่าประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง และสามารถแสดงออก แสดงความคิดเห็น หรือรวมกลุ่มได้โดยไม่ถูกละเมิด และประการสุดท้ายคือ ความเสมอภาค ซึ่งไม่ว่าบุคคลจะมีฐานะ เพศ หรือภูมิหลังใด ย่อมมีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกัน หลักการเหล่านี้ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นรากฐานของการปกครอง และเป็นที่มาของการกำหนดกติกาการเลือกตั้ง การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองตามหลักกฎหมาย หรือนิติรัฐ (วิกิพีเดีย, 2558) ในความเป็นจริงประชาธิปไตยในประเทศต่างๆมีความแตกต่างกัน ตามบริบททางเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม ทั้งยังแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ในขณะที่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม (liberal democracy) หรือเสรีนิยมประชาธิปไตย ได้รับการยอมรับว่าคือแบบฉบับของประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างหลักการที่สำคัญคือ คือหลักการประชาธิปไตย (democracy) ที่เน้นความเสมอภาคทางการเมืองและอำนาจอธิปไตยของ กับหลักการเสรีนิยม (liberalism) ที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุลและจำกัดอำนาจรัฐและปกป้องสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล แต่ประเทศต่าง ๆ มักอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีลักษณะเฉพาะ อันเนื่องด้วยบริบทสังคมและประวัติศาสตร์ของประเทศตน นักทฤษฎีประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งจึงได้นำเสนอแนวทางใหม่ ในการทำความเข้าใจความหลากหลายประชาธิปไตย ด้วยการสร้างคำขยายนำหน้าหรือต่อท้ายคำว่าประชาธิปไตย กลายเป็น “ประชาธิปไตยที่มีคำคุณศัพท์” ( democracy with
115adjectives) ทำให้พบว่าอาจจำแนกประชาธิปไตยได้ไม่ต่ำกว่า 40 รูปแบบ เช่น ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม ประชาธิปไตยแบบอาหรับ ประชาธิปไตยแบบเอเชีย ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ประชาธิปไตยเชิงเนื้อหา ประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ประชาธิปไตยครึ่งใบ (ประจักษ์, 2562)กรณีของไทยมีการบัญญัติคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย” (Thai-style democracy)คือแนวคิดที่นำเสนอโดยผู้นำและนักคิดสายอนุรักษ์นิยม โดยมองว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีของชาติไทย แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยจึงมีขอบเขตกว้างขวาง ยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ต่างๆ แต่มีลักษณะที่เด่นชัดคือ เป็นระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติในบางช่วงเวลา ประชาธิปไตยแบบไทยได้รับเน้นย้ำลักษณะสำคัญต่างกันไป เช่น ในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ. 2501-2506) จอมพลสฤษดิ์เน้นว่าประชาธิปไตยแบบไทยไม่เหมือนกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก เพราะเป็นระบอบการปกครองที่เน้นความมั่นคงของรัฐและเสถียรภาพทางการเมือง มากกว่าสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ลักษณะเช่นนี้สอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทยและธรรมเนียมการปกครองแต่เดิม แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย แพร่หลายในสื่อ แบบเรียน และพื้นที่สาธารณะ และมักจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใช้ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร (ประจักษ์, 2562: 113-4) ตัวอย่างที่ยกมาแสดงให้เห็นว่า การนิยามความหมายของประชาธิปไตย เป็นการต่อสู้ทางการเมืองแบบหนึ่ง เพราะการนิยามย่อมเป็นที่มาของความคิด ความคาดหวัง ความพึงพอใจ ซึ่งจะตามมาด้วยการแสดงออกทางการเมืองแบบหนึ่งๆ ในเชิงการสนับสนุน หรือต่อต้านการปกครองนั้น นอกจากนิยามของประชาธิปไตยแล้ว โฉมหน้าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นอย่างไรจะพิจารณาในลำดับต่อไป3. ประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยสังเขปลักษณะสำคัญของการเมืองไทยคือความไร้เสถียรภาพอย่างถาวร ดัชนีที่แจ้งชัดคือ นับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองมาแล้ว 13 ครั้ง ยังไม่ร่วมรัฐประหารที่ล้มเหลวอีกหลายครั้ง และประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ นับเป็นสถิติเลวร้ายติดอันดับต้นๆของโลก หนทางหนึ่งในการทำความเข้าใจการเมืองไทยคือ เข้าใจปมขัดแย้งที่ฉุดรั้งการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย และเพื่อจะเข้าใจปมขัดแย้งดังกล่าว จำเป็นต้องสร้างกรอบความคิดเพื่อขมวดรายละเอียดยิบย่อยในประวัติศาสตร์ให้เกิดเป็นอรรถาธิบายที่สามารถจับแก่นของเรื่องราว มีรายละเอียด แต่รายละเอียดก็ไม่มากไม่น้อยเกินความจำเป็น การอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองไทยต่อไปนี้อาศัยแนวทางจากหนังสือ ประชาธิปไตยที่ถดถอย โดยประจักษ์ ก้องกีรติ (2568) รองศาสตราจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจักษ์เห็นว่า ปมปัญหาพื้นฐานทางการเมืองที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่อาจสถาปนาให้มั่นคงได้ มาจาก การที่ระเบียบทางสังคมและการเมืองไทย ถูกครอบงำจากกลุ่มพลังการเมืองที่ทรงอิทธิพลและยืนนานที่สุดในสังคมไทย กลุ่มพลังการเมืองดังกล่าว เกิดจากการร่วมมือเป็นหุ้นส่วนอันเข้มแข็งระหว่างสถาบัน
116พระมหากษัตริย์กับกองทัพ และต่อมาได้พัฒนาเป็นกลุ่ม “ชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยม” (Royalist-military elites) ภายในกลุ่มชนชั้นนำไม่ได้เป็นเอกภาพเสียที่เดียว หากแต่มีการแข่งขันเอาชนะกัน ดังปะทุออกมาเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองจากการขัดแย้งกันระหว่างชนชั้นนำเป็นระยะๆ แต่เหนืออื่นใด ชนชั้นนำทหารกษัตริย์นิยมมีภารกิจร่วมกันในการกำราบการท้าทายจากการเมืองมวลชน ของมวลชนที่กำเนิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และอุดมการณ์ อันเป็นพันธมิตรระหว่างนักศึกษา ชนชั้นกลาง ภาคธุรกิจ ชาวนา และกรรมกร การปะทะระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยม กับกลุ่มพลังมวลชนจึงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 ทศวรรษที่เพิ่งผ่านมาตามแนวทางดังกล่าว อาจทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยสังเขป โดยแบ่งตามช่วงเวลาสำคัญดังนี้3.1 ช่วงเวลาระหว่างทศวรรษ 2490 จนถึงก่อนปี 2540 (ประมาณ 50 ปี) ทศวรรษ 2490 (ช่วงเวลาระหว่างปี 2490 ถึง 2499) เป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คือการเริ่มกลับมามีอำนาจของสถาบันกษัตริย์ จากการถูกลดความสำคัญลงในช่วง 15 ปีแรกของคณะราษฎร เมื่อเข้าสู่ทศวรรษใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปีพ.ศ. 2488 จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ารับตำแหน่งนานกรัฐมนตรีครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2491 ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางอำนาจ ทำให้ ป. หันไปประนีประนอมกับสถาบันกษัตริย์โดยเริ่มฟื้นฟูบทบาทของสถาบันกษัตริย์ เพื่อหวังสร้างพันธมิตรและลดแรงกดดันทางการเมือง (ณัฐพล, 2563) ทศวรรษ 2500 ในบริบทสงครามเย็น1จอมพลสฤษฺดิ์ ธนะรัตน์ ครองอำนาจแบบเผด็จการ ได้หันมาฟื้นฟูความสำคัญของสถาบันกษัตริย์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยสหรัฐฯมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมบทบาทสถาบันกษัตริย์ และการครองอำนาจของสฤษดิ์ โดยหวังให้ไทยมีเสถียรภาพเพื่อเป็นปราการป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน ทำให้พันธมิตรระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพ กลายเป็นกลุ่มอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ในการนี้เครือข่ายของอดีตขุนนาง ข้าราชการ และปัญญาชนผู้นิยมกษัตริย์ ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ (network monarchy)2 ทำให้สถาบันกษัตริย์ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายผู้จงรักภักดีและผู้นำทหาร ได้ขยายขอบเขตอำนาจ และมีบทบาททางการเมืองอย่างสำคัญนับแต่นั้น (ประจักษ์, 2568: 38)ในช่วงเวลาดังกล่าว โครงสร้างการเมืองไทยมีลักษณะสำคัญคือ ถูกยึดกุมและแย่งชิงกันในระบบราชการ ลักษณะเช่นนี้นักวิชาการเรียกว่า “รัฐราชการอุปถัมภ์” (patrimonial administrative states) [ขณะที่นักวิชาการส่วนหนึ่งเรียกว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย – bureaucratic polity] หมายถึงระบบการเมืองที่ชนชั้นนำข้าราชการ - โดยเฉพาะกองทัพ - มีอิทธิพลสูง ภายในระบบนี้ชนชั้นนำในกองทัพสะสมความมั่งคั่ง1การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ 2 ขั้วคือสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต สหรัฐฯส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยม ในขณะที่โซเวียตส่งเสริมระบอบคอมมิวนิสต์2แนวคิดเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้อธิบายสังคมไทยโดย Duncan McCargo (2005) หลังจากนั้นมีผู้นำมาประยุกต์ใช้อีกหลายท่านดู อาสา (2561; 2564) สุภลักษณ์ (2563)
117ผ่านการฉกฉวยทรัพยากรสาธารณะ ผูกขาดและทำธุรกิจอุตสาหกรรมของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เรียกสินบนจากการให้สัมปทาน รวมทั้งใช้เส้นสายทางการเมืองเพื่อคุ้มครองกิจการผิดกฎหมายที่มีกำไรสูง เช่น การพนัน ยาเสพติด ในช่วงเวลานี้แม้จะเปิดให้มีการเลือกตั้ง (ระหว่างปี 2476-2516 มีการเลือกตั้งทั่วไป 6 ครั้ง) แต่การเลือกตั้งแทบไม่มีความหมายจริง เพราะตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจจำกัด เช่น รัฐธรรมนูญเปิดทางให้นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่สามารถมาจากการแต่งตั้งการกำหนดให้มีวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง ที่มีอำนาจกลั่นกรองกฎหมายจากสภาผู้แทนราษฎรในช่วงครึ่งหลังของช่วงเวลานี้มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มพลังทางการเมืองที่เติบโตขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ ลุกขึ้นขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารที่ครองอำนาจมายาวนาน แต่หลังจากนั้น แรงเหวี่ยงของความเปลี่ยนแปลง ได้ก่อให้เกิดความหวั่นวิตกในหมู่ชนชั้นนำ รวมทั้งชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตและได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก่อทำให้เกิดฉันทามติทางการเมืองในหมู่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางใหม่ในการยุติความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล ความรุนแรงโดยรัฐที่ไม่เปิดเผย ได้ทำให้เกิดกระบวนการล่าสังหารแกนนำมวลชน และปูทางไปสู่การฆาตกรรมทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (แอนเดอร์สัน, 2558) หลังจากนั้นการเมืองไทยเข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง นายทุนนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นต้องการส่วนแบ่งทางอำนาจ นำไปสู่ประนีประนอมจัดสรรอำนาจครั้งใหม่ รูปแบบการประนีประนอมปรากฎในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 การแบ่งสรรอำนาจระหว่างชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยม กับอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่า “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ผู้เป็นเสมือนของสัญลักษณ์ของยุคสมัยนี้คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายทหารผู้ได้รับความยกย่องด้านความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางผู้ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจระหว่างกลุ่มการเมือง เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่เคยลงเลือกตั้ง 3.2 ช่วงเวลาระหว่างปี 2540-2549 ในช่วงนี้การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ประท้วงขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารในปี 2535 การประท้วงที่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งนี้ถูกเรียกว่า “ม็อบชนชั้นกลาง” แม้มีข้อโต้แย้งว่า การเรียกม็อบชนชั้นกลางเป็นการบดบังความจริงที่มีชนชั้นล่างและคนกลุ่มต่างๆมีบทบาทร่วมด้วยอย่างสำคัญ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าชนชั้นกลางได้เติบโตและเป็นกลุ่มพลังทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้(สังศิตและผาสุก, 2536) โมเมนตัมจากเหตุการณ์นี้นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีการแสดงออกที่สำคัญคือการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง จนปรากฏเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการขจัด “ธนกิจการเมือง” หรือธุรกิจการเมืองซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาสำคัญของการเมืองไทย ธุรกิจการเมืองเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่บรรดานักธุรกิจท้องถิ่นมุ่งหวังเข้าสู่อำนาจจากการเลือกตั้ง จึงใช้ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายหัวคะแนน และการซื้อเสียงเข้าสู่สภาฯ รัฐธรรมนูญจึงออกแบบกลไกเพื่อลดทอนความสำคัญของธนกิจการเมือง เช่น การออกแบบกระบวนการเลือกตั้ง กฎเกณฑ์การตั้งพรรคการเมือง การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองการกำหนดให้วุฒิสมาชิกทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง การจัดตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น คระกรรมการ
118เลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง ทำให้พรรคแข่งขันกันที่นโยบายมากขึ้น และมีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ คือพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจโทรคมนาคม อดีตนายตำรวจ ที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจจากความสัมพันธ์พิเศษกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพและข้าราชการ พรรคไทยรัฐไทยสร้างมิติใหม่ทางการเมือง ด้านหนึ่งด้วยการนำเสนอนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่ประชาชนระดับกลางและระดับล่าง เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพ (บัตร 30 บาท), OTOP, กองทุนหมู่บ้าน, กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจรากหญ้าอื่นๆ อันเป็นที่มาของฉายารัฐบาล “ประชานิยม” อีกด้านหนึ่ง ทักษิณก้าวข้ามเจ้าพ่อท้องถิ่นที่มีเคยมีอิทธิพลทางการเมือง ด้วยการดึงดูดนักการเมืองและหัวคะแนนท้องถิ่นเข้าสู่พรรค นำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าสำหรับประชาชน และใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกแบบกระบวนการเลือกตั้งให้ส่งเสริมพรรคการเมืองใหญ่ ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2544 พรรคไทยรักไทยครองเสียงข้างมากเกือบครึ่งหนึ่งในสภาฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทย ได้ที่นั่งคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่พรรคการเมืองสามารถจัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จการได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นจากประชาชนนำความหวาดหวั่นมาสู่หมู่ชนชั้นนำตามประเพณี ความต้องการกำจัดพรรคไทยรักไทยและทักษิณเริ่มก่อตัวขึ้น และฝ่ายต่อต้านทักษิณสบโอกาสเมื่อการบริหารงานภายใต้การนำของทักษิณ ส่อให้เห็นการคอร์รับชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในการปราบปรามยาเสพติด และความไม่สงบในภาคใต้ การถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะ “เผด็จการรัฐสภา” ใช้เสียงข้างมากในสภาผ่านนโยบายและกฎหมายโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน รวมทั้งการแทรกแซงองค์กรอิสระและสื่อมวลชน ในที่สุดฝ่ายต่อต้านทักษิณทั้งกลุ่มกษัตริย์นิยม ทหาร ข้าราชการ ซึ่งตระหนักว่าการเอาชนะทักษิณในสนามการเมืองผ่านระบบการเลือกตั้งนั้นเป็นไปไม่ได้ ได้หันไปใช้มาตรการนอกระบบ ในปี 2549 พันธมิตรกองทัพ-ชนชั้นนำกษัตริย์นิยม ได้ก่อการรัฐประหารเพื่อล้มล้างทักษิณ นำการเมืองไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยถดถอยอีกครั้ง (ประจักษ์, 2558: 84) 3.3 ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-2557 ช่วงเวลานี้เป็นช่วงของวิกฤตการณ์การเมือง ความรุนแรง และการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน 2 ฝ่าย อาจแบ่งเป็นช่วงย่อยได้ 2 ช่วง ช่วงแรกคือระหว่างปี 2549-2554 ช่วงเวลานี้สืบเนื่องจากการที่ทักษิณชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2548 แต่ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการบริหารงานของทักษิณทำให้สูญเสียความชอบธรรมทางการเมือง จนต้องหาทางออกด้วยการยุบสภา และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่อย่างกระทันหันในเดือนเมษายน 2549 การเลือกตั้งที่กระทันหันถูกบอยคอตจากพรรคฝ่ายค้าน และถูกโจมตีโดยขบวนการมวลชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจสื่อมวลชนผู้ทรงอิทธิพล พธม. ประกาศตัวเป็นผู้จงรักภักดีและปกป้องสถาบันกษัตริย์จากคน “ขายชาติ” ใช้สัญลักษณ์สีเหลือง พธม. จัดการชุมนุมต่อเนื่องต้องการให้ทักษิณลาออก และให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
11925 เมษายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสต่อผู้พิพากษาระดับสูง ทรงตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน ทรงเรียกร้องให้ผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้ารวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญร่วมกันแก้ไขวิกฤตการณ์การเมืองในขณะนั้น 2 สัปดาห์ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเมษายน 2549 เป็นโมฆะ และเมื่อทักษิณขยับจะให้มีการเลือกตั้งอีก รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เกิดขึ้น คณะรัฐประหารได้เชิญพลเอกสุรยุทธ์ จุฬาลานนท์ องคมนตรีในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี (ประจักษ์, 2568: 88-91)การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ แต่นั่นเป็นเพียงการเปิดประตูให้ความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายตามมา ระหว่างปี 2549-2554 มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทางการเมืองมากว่าที่เคยเกิดขึ้นในปี 2516, 2519 และ 2535 การนองเลือดเกิดจากการปะทะระหว่างกองกำลังของรัฐกับผู้ชุมนุม การปะทะกันเองระหว่างผู้ชุมชุม การมีส่วนร่วมของกองกำลังติดอาวุธในเหตุการณ์ประท้วง การใช้พลซุ่มยิง (sniper) ของกองทัพสังหารผู้ชุมนุม การลอบสังหารผู้นำ ความรุนแรงทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ตั้งแต่ คำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยโดยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2550 ตามมาด้วยการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งพรรคการเมืองสายทักษิณที่จัดตั้งขึ้นใหม่ คือพรรคพลังประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ได้รับความไว้วางใจจากพรรคพลังประชาชนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูณพิพากษาว่ามีการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ในระหว่างนี้มีการชุมนุมของกลุ่มมวลชนเสื้อเหลือง บุกยึดสนามบินราชการ แลรวมทั้งอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต่อมาพรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรคโดยคำสั่งศาล ปลายปี2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่รัฐบาลใหม่กลับกลายเป็นตัวกระตุนให้การเผชิญหน้าทางการเมืองแหลมคมมากขึ้น ผู้คนหลายแสนคนเดินทางเข้ากรุงเพทฯ เพื่อเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ซึ่งพวกเขาเห็นว่าขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม ยุบสภาฯ และจัดการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งการให้กองทัพปราบปรามผู้ชุมนุมกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ซึ่งนำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่เข้ายึดพื้นที่หลายแห่งในใจกลางกรุงเทพฯ การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพกับกลุ่มเสื้อแดงจบลงด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีผู้เสียอย่างน้อย 90 คน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน (ประจักษ์, 2568: 96-7)ช่วงที่สอง คือระหว่างเดือนกรกฎาคม 2554 – พฤษภาคม 2557 ภายหลังบริหารงานภายใต้คลื่นความไม่สงบทางการเมืองได้เกือบ 3 ปี รัฐบาลอภิสิทธิ์ตัดสินใจยุบสภาฯ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2554 ในช่วงก่อนการเลือกตั้งการเผชิญหน้าระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงสงบลงพักหนึ่ง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจว่ามีความได้เปรียบ และคาดคิดว่าพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนจะชนะการเลือกตั้ง การเมืองไทยช่วงนี้มีลักษณะการต่อสู้เชิงอุดมการณ์มากขึ้น ระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองที่เป็นแนวร่วมกับชนชั้นนำกษัตริย์นิยมกับกองทัพ กับฝ่ายเสื้อแดงที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ในขณะที่ฝ่ายแรกอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ฝ่ายหลังก็พัฒนาจุดยืนทางการเมืองและแนวคิดเกี่ยวกับคุณค่าประชาธิปไตยในประเด็นต่างๆ เช่น หลักนิติธรรม รัฐธรรมนูฐ ตุลาการภิวัตน์ แต่เมื่อการต่อสู้ทางอุดมการณ์ผ่านหีบบัตรเลือกตั้งยุติลง ผลการเลือกตั้งกลับทำให้ฝ่ายเสื้อเหลืองผิดหวังอีกครั้ง เมื่อพรรคเพื่อไทย (จัดตั้งขึ้นใหม่หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกตัดสินให้ต้องยุบพรรคปลายปี 2551) ชนะเลือกเลือกตั้ง และส่งนางสาวยิ่ง
120ลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นพร้อมๆกับการเข้าบริหารงานของยิ่งลักษณ์ กลุ่มมวลชนเสื้อเหลือจึงกลับมาอีกครั้ง ภายใต้การนำของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น แนวคิดเชิงอุดมการณ์ของ กปปส. มีลักษณะกษัตริย์นิยมอย่างสุดโต่ง และต่อต้านประชาธิปไตยในระบบเลือกตั้ง พวกเขาสนับสนุนแนวคิดชาตินิยมไทยแบบราชการอย่างเข้มข้น โดยมีหลักการสำคัญคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พวกเขาปฏิเสธความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ความเชื่อหลักของกลุ่มคือสังคมไทยควรถูกปกครองโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีการศึกษาและมีศีลธรรมที่เรียกตัวเองว่า “คนดี” ผ่านการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ แทนที่จะเป็น “นักการเมืองเลว” ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนซึ่งส่วนใหญ่ยังยากจนและขาดแคลนการศึกษา กปปส. เสนอให้มีการ “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” โดยพวกเขาเสนอว่าตนเองคือผู้รักชาติและมีความชอบธรรมที่จะ “ล้าง” สังคมไทยให้พ้นจากนักการเมืองทุจริตและหยุดอิทธิพลของมวลชนในชนบทที่โง่เขลา โดยรวม กปปส. ซึ่งมีแนวคิดกษัตริย์นิยมอย่างสุดโต่ง และความเป็นปฏิปักษ์ต่อการเลือกตั้ง ได้ทำให้ความขัดแย้งเชิงการเมืองระหว่างฝ่ายกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยของประชาชนปรากฎชัดเจนขึ้น การประท้วงยืดเยื้อของ กปปส. ซึ่งสร้างสภาวะอนาธิปไตยและการเป็นอัมพาตทางการเมือง ได้ปูทางไปสู่การรัฐประหารโดยกองทัพอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพในขณะนั้น ก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนำพาประเทศเข้าสู่การปกครองแบบเผด็จการทหารที่กดขี่อีกครั้ง (ประจักษ์, 2568: 108-112) 3. การเมืองไทยปัจจุบัน บรรดาผู้ต่อต้านทักษิณและเห็นว่าการรัฐประหารคือทางออกของการเมืองไทย เรียกการรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นในปี 2549 ว่า การรัฐประหารที่ “ไม่สะเด็ดน้ำ” คือไม่สามารถถอนรากถอนโคนทักษิณและการเมืองมวลชนที่นับวันขยายตัวได้โจทย์การเมืองของคณะรัฐประหาร 2557 ที่ใช้ชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือทำอย่างไรให้พันธมิตรกองทัพ-กษัตริย์นิยมกลับมาคุมอำนาจการเมืองไทยอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง ดังนั้นแม้จะโฆษณาว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการพยายามฝังอำนาจของ คสช. ในโครงสร้างการเมืองไทยให้แนบแน่นและยืนนานที่สุด กล่าวในภาพกว้างขึ้น สาเหตุของการรัฐประหารของ คสช. และการสถาปนาอำนาจของ คสช. ในโครงสร้างการเมืองไทย เกิดขึ้นในบริบททางสังคมและการเมืองที่ชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยมเห็นภัยคุกคามต่ออำนาจและระเบียบการปกครองที่พวกเขาถือครอง ประการแรกและสำคัญที่สุดคือ วิกฤตการณ์การสืบราชสมบัติที่ใกล้เข้ามาและผลกระทบที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ชนชั้นนำตามจารีตเกรงว่าสิ่งนี้อาจกระทบต่อสิทธิพิเศษและอำนาจของพวกเขา ประการต่อมา การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นของมวลชนในชนบทและในเมืองต่อพรรคการเมืองของทักษิณซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายตั้งแต่ปี2554 ประการสุดท้าย การเมืองบนท้องถนนที่แบ่งฝักฝ่ายตามสีเสื้อที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารครั้งก่อน และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาฯ อย่างต่อเนื่อง (ประจักษ์, 2568: 147-8)ดังนั้นยุทธศาสตร์ของ คสช. หลังรัฐประหาร คือการแทรกอำนาจเข้าไปครอบงำในโครงสร้างและสถาบันการเมืองที่สำคัญ ปฏิบัติการทางอำนาจเกิดขึ้นหลายด้านพร้อมกัน ที่สำคัญมีดังนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
121ให้เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับปี 2560 รัฐธรรมนูญใหม่เป็นการรวมศูนย์อำนาจรัฐที่ส่วนกลางอีกครั้งผ่านการเพิ่มบทบาทและอำนาจของกองทัพ ซึ่งในเวลาเดียวกันเป็นการลดทอนอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 2 สภาประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง (500 คน) และวุฒิสภา (250 คน) ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง คสช. มีอำนาจในการแต่งตั้งวุฒิสภา โดยมี 6 ที่นั่งสงวนไว้สำหรับผู้บัญชาการเหล่าทัพ วุฒิสภามีอำนาจในการคัดกรองกฎหมาย และใช้อำนาจร่วมกับสภาพผู้แทนฯในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้แน่ใจว่าผู้นำจาก คสช. จะมีอำนาจอีกหากมีการเลือกตั้งใหม่ รัฐธรรมนูญยังเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิก และดังได้กล่าวมาแล้วว่าวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งมาจาก คสช. จึงเท่ากับว่า คสช. มีอำนาจทางอ้อมในการควบคุมองค์กรอิสระ และสามารถใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ ควบคุมหรือกำกับการเมืองจากการเลือกตั้ง ดังกรณีที่ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูฐที่ส่งผลให้ยุบพรรคการเมืองบางพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองบางคน ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง นอกจากนั้น คสช. ได้ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวมในการกำจัดแกนนำและมวลชนฝ่ายตรงกันข้าม สำหรับแกนนำกลุ่มเสื้อแดง นักวิชาการ ผู้นำนักศึกษา ผู้นำภาคประชาชน ทั้งที่เคยมีบทบาทก่อนและหลังรัฐประหาร คสช. ใช้วิธีการสร้างความหวาดกลัวและสร้างความเงียบงัน โดยการ “ปรับทัศนคติ” ซึ่งเป็นการข่มขู่และกดดันทางจิตใจ อีกทางหนึ่ง คสช. ดึงนักวิชาการ สื่อมวลชน นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรมในองค์กรพัฒนาเอกชน ทั้งฝ่ายตรงกันข้าม และฝ่ายสนับสนุน คสช. ให้เข้าเป็นพวก โดยการดึงเข้าร่วมเป็นสมาชิก หรือคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นหลายคณะเพื่อสร้างข้อเสนอสำหรับการ “ปฏิรูป” ประเทศ เสนอตำแหน่งสาธารณะ ผลประโยชน์ทางการเงิน และให้พื้นที่ในการเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ ในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งมีนัยสำคัญสะท้อนให้เห็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำทหารกับสถาบันกษัตริย์ คือการเสริมสร้างพระราชอำนาจ เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2559 ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 มีการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรับโครงสร้างสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เพื่อมอบอำนาจควบคุมโดยสมบูรณ์และเป็นส่วนพระองค์เหนือทรัพย์สินส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์ พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงสนใจกิจการตำรวจและทหารอย่างมาก มีการจัดตั้งหน่วยตำรวจพิเศษ ที่รู้จักกันในชื่อ “ราชองค์รักษ์ 904” เพื่อทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง ต่อมาทรงโอนย้ายหน่วยทหาร 2 หน่วย ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ออกจากโครงสร้างการบังคับบัญชาของกองทัพ ไปอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง หน่วยทหารทั้งสองเป็นหน่วยยุทธศาสตร์ที่สำคัญมีสถานะเป็นกำลังหลักในการประกันความสำเร็จของการทำรัฐประหารในอดีต นอกจากนี้ ในลักษณะเดียวกันกับกิจการตำรวจ ยังมีการเคลื่อนไหวในการแต่งตั้งนายทหารระดับสูงที่มีความใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการต่างตั้งโยกย้ายประจำปีของกองทัพ การเสริมสร้างพระราชอำนาจ จึงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่างเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพ
122ในยุคใหม่ และเป็นช่วงเวลาที่สถาบันพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาในกิจการด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน (ประจักษ์, 2568: 162-5)ในปี พ.ศ. 2562 หลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารยาวนานเกือบ 5 ปีและมั่นใจว่าได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำและวางอำนาจในโครงสร้างการเมืองไว้อย่างรัดกุม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป การเลือกครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การปกครองของทหารและรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม มากที่สุดอีกครั้งในประวัติศาสตร์ไทย ในสนามการแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้ นอกจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลของประยุทธ์คือ พรรคพลังประชารัฐแล้ว มีผู้เล่นทางการเมืองหน้าใหม่ที่สำคัญคือ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งนำโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจหนุ่มผู้มากความสามารถและเป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่ผู้มีสิทธิลงคะแนนรุ่นใหม่ แม้ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าไม่มีพรรคใดชนะเด็ดขาด แต่พรรคอนาคตใหม่ได้สร้างปรากฎการณ์การเมืองที่ คือเป็นพรรคที่ได้รับเลือกตั้งอันดับ 3 จากนโยบายการปฏิรูปกองทัพ ขจัดการผูกขาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การได้รับความนิยมจากผู้ลงคะแนนคนหนุ่มสาว รวมทั้งได้ส.ส. และคะแนนจากคนกรุงเทพฯอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากการยกมือสนับสนุนของสมาชิกวุฒิสภาตามความคาดหมาย แต่การเป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคทำให้รัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลถูกวิจารณ์มากต่อความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา จากปัญหาสุขภาพ ลุกลามกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคม ความไม่พอใจต่อรัฐบาลยิ่งทวีขึ้น รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้วยการพยายามปิดกั้นการแสดงความเห็น ต่อมา เดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิทางการเมืองของผู้บริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศ จากนั้นการประท้วงได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของนักศึกษานับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักกิจกรรมเยาวชนใช้กลยุทธิ์ใหม่ๆ เช่น การใช้อินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลและแนวคิด ใช้ยุทธวิธีแฟลชม็อบเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามของตำรวจ การประท้วงประกอบด้วยกลุ่มเยาวชนที่สนใจปัญหาหลากหลาย เช่น เรื่องอำนาจนิยมในโรงเรียน ความหลากหลายทางเพศ คุณภาพชีวิตของคนทำงานรุ่นใหม่ ความเหลื่อมล้ำในชนบท โครงสร้างของขบวนการเป็นแนวนอน เปิดกว้าง ไม่มีการรวมศูนย์ เป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมประชาธิปไตยในสังคมยุคใหม่ของพวกเขา เมื่อถึงจุดหนึ่ง การประท้วงของเยาวชนได้ก้าวข้ามการวิพาก์วิจารณ์พลเอกประยุทธ์และกองทัพ ไปสู่การตั้งคำถามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ความเห็นของพวกเขาครอบคลุมตั้งแต่บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการสนับสนุนการรัฐประหารและระบอบการปกครองของทหารที่ผ่านมา บทบาทในการละเมิดสิทธิมนุษยชน การแทรกแซงกิจการตำรวจและกองทัพ ความมั่งคั่งอย่างมหาศาลของพระมหากษัตริย์ การแปรรูปสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระราชจริยวัตร เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการปฏิรูปไม่เพียงแต่การเมืองการเลือกตั้ง แต่รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยมได้ตอบโต้ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปด้วยการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ข่มขู่คุกคามนักเคลื่อนไหวและครอบครัว รวมทั้งการจับกุมคุมขังแกนนำการประท้วง รัฐบาลภายใต้การ
123นำของพลเอกประยุทธ์ได้ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมาย “ยุยงปลุกปั่น” อย่างกว้างวาง เพื่อปราบปรามการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยเยาวชน ผู้อายุน้อยที่สุดถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 14 ปี จากโพสต์บนเฟสบุ๊คของเธอ 2 โพสต์ ตั้งแต่ปี 2563 มีเยาวชนถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและชุมนุมทางการเมืองทั้งสิ้นอย่างน้อย 286 ราย ใน 220 คดี3มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 อย่างน้อย 284 คน ใน 317 คดี4วิธีการที่รุนแรงเหล่านี้ได้บั่นทอนพลังของขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนในที่สุด (ประจักษ์, 2568: 183-9)เมื่อครบ 4 ปี ของรัฐบาลประยุทธ์ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างต่อเนื่อง และความเบื่อหน่ายต่อการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของผู้นำรัฐบาล การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนเป็นการทั่วไปคำรบใหม่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งนี้สะท้อนรากลึกของปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นปัญหาเดิม และพลวัตการเลือกตั้งครั้งใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคที่ได้ชัยชนะเป็นอันดับหนึ่งเหนือความคาดหมายคือพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ โดยแกนนำและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบพรรคไปก่อนหน้านี้ ก้าวไกลมีผู้นำทัพคนใหม่คือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นักธุรกิจหนุ่มผู้มีเสน่ห์ พิธาเน้นน้ำถึงความตั้งใจของพรรคที่จะปฏิรูปทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ และประกาศอย่างหนักแน่นที่จะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนกลุ่มทหารที่หนุนหลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวก พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งในรัฐสภา 151 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง คะแนนบัญชีรายชื่อ 14.23 ล้านคะแนน พรรคยังครองพื้นที่ในกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมด และได้คะแนนบัญชีรายชื่อที่น่าประทับใจในภาคใต้ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรเป็นฐานเสียงของพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ชัยชนะของก้าวไกลสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศไทย สถานการณ์นี้ทำให้พรรคก้าวไกลเป็นภัยคุกคามต่อกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองเดิมอย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาจัดตั้งรัฐบาลมาถึง องค์ประกอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้เป็นอุปสรรคทำให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคที่ได้ชัยชนะเป็นอันดับหนึ่ง ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากสมาชิวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คัดค้านการแต่งตั้งเขาเป็นนายกฯในระหว่างการลงมติในรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาแสดงความวิตกกังวลต่อภัยคุกคามที่พรรคก้าวไกลอาจก่อให้เกิดแก่ 3 เสาหลักของชาติ ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความเห็นของวุฒิสภาเมื่อประสานกับพรรคการเมืองพรรค ที่ประกาศไม่เข้าร่วมรัฐบาลผสมที่มีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย เมื่อถูกบีบไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลได้ ส่งผลให้พรรคการเมืองอันดับสองขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือพรรคเพื่อนไทย ส่วนพรรคก้าวไกลถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้าน จากนั้นการสกัดกั้นพรรคก้าวไกลก็ตามมาอีกหลายเป็นระบบ พิธาถูกร้องเรียนเรื่องถือหุ้นบริษัทสื่อ อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ ส.ส. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราว ระหว่างรอการวินิจฉัยในเรื่องนี้หลังจากนั้น ผลพวงจากการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดย 44 ส.ส. พรรคก้าวไกล มีผู้นำประเด็นนี้ไปฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากใช้เวลาพิจารณาระยะหนึ่ง 3สถิติเยาวชนถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุม ปี 2563-68 https://tlhr2014.com/archives/249414สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ปี 2563-68 https://tlhr2014.com/archives/23983
124ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง มีมติให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค 10 ในขณะที่กลุ่ม ส.ส. 44 คน ของพรรคก้าวไกลที่ลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าการกระทำดังกล่าวอาจละเมิดมาตรฐานจริยธรรม และ ป.ป.ช. ได้เริ่มไต่สวน หากถูกตัดสินว่าผิด ส.ส. 44 คนของพรรคจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นอันดับต่อไป สำหรับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสม เสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้มั่งคั่ง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะไม่แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ หรือรัฐธรรมนูญที่อาจเปลี่ยนแปลงอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลบริหารงานด้วยความระมัดระวังทางการเมืองอย่างมาก โดยหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่อาจสร้างความไม่พอใจแก่ชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยม ผลจากการเลือกตั้งปี 2566 จึงชี้ให้เห็นว่าชนชั้นนำทหาร-กษัตริย์นิยม สามารถขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย และรักษาอำนาจของตนไว้ได้ด้วยการพึ่งพาโครงสร้างสถาบันที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่จำเป็นต้องชนะการเลือกตั้ง(ประจักษ์, 2568: 189-198)4. พลเมืองที่ตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตยท่ามกลางประชาธิปไตยที่ถดถอย และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อาจหมายถึงการเจ็บเนื้อเจ็บตัว กลายเป็นผู้ต้องหา เสียเวลาหรือทรัพย์สิน มีทางเลือกอะไรบ้างในการกอบกู้อนาคตของตนเอง ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน มีแนวคิดที่ชื่อว่า “พลเมืองผู้ตื่นตัว” หรือ active citizen ซึ่งหมายถึง พลเมืองที่มีความรู้ เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนในสังคม และมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามแก่ชุมชนใกล้ตัวหรือสังคมโดยรวม พลเมืองเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ยังมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น ร่วมแก้ไขปัญหา และมีบทบาทในการควบคุมหรือมีอิทธิพลต่อการให้บริการหรือนโยบายสาธารณะด้วยพลเมืองที่ตื่นตัวมีคุณลักษณะที่สำคัญ อาทิมีความรู้และตระหนักรู้ต่อเรื่องสำคัญๆรอบตัว เช่น เข้าใจสิทธิ หน้าที่ หลักการประชาธิปไตย ตระหนักถึงปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมรอบตัว; การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคม เช่น การเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในชุมชน ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย ท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ; กล้าวิพากษ์และตรวจสอบ เช่น ตั้งคำถามต่อการให้บริการของมหาวิทยาลัย การแก้ไขปัญหาขยะของเทศบาล การบริหารงานของรัฐบาล; มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่มองเพียงประโยชน์ส่วนตน แต่คำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ เคารพสิทธิและความหลากหลายของผู้อื่น อาทิ นักศึกษาเลือกใช้รถไฟฟ้าสาธารณะ (TRAM) ของมหาวิทยาลัยเพื่อช่วยลดความแออัดของการจราจร แม้อาจจะไม่สะดวกเท่าการใช้รถส่วนตัว (The Kommon, 2566: ธเนศ, 2551)การเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตย แต่ละคนสามารถแสดงออกได้ ตามเงื่อนไข ข้อจำกัด ความสนใจ และความถนัดของแต่ละคน ในที่นี้อาจแบ่งการแสดงออกเป็นหลายระดับ เช่น ในระดับชีวิตประจำวัน สามารถแสดงออกได้หลายช่องทางและหลายประเด็น เช่น ในการบริโภค นักศึกษาอาจเลือกบริโภคสินค้าจากผู้ผลิตที่มีการจ้างงานที่เป็นธรรม รักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมกันบอยคอต
125ผู้ผลิตที่เอาเปรียบผู้บริโภคหรือสนับสนุนเผด็จการ, การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการติดตามข่าวสาร เผยแพร่ข่าวสาร หรือสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ การศึกษา หรือเรื่องการเมืองโดยตรง; ในระดับสถาบันการศึกษา เช่น การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนักศึกษา ชุมนุม ชมรม หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมค่านิยมเรื่องความเท่าเทียมทางสังคม สิ่งแวดล้อม การทำงานสาธารณะประโยชน์ การออกค่ายอาสา การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาสังคม; ในระดับสาธารณะ เช่น การไปลงคะแนนเลือกตั้ง การเป็นอาสาสมัครสังเกตการณ์เลือกตั้ง การสนับสนุนพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย การติดตามข่าวสารและสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่สำคัญ เช่น รัฐธรรมนูฐ กฎหมายที่ล้าหลัง ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน การติดตามกรณีทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนติดตามการเลือกตั้งและการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานราชการและหน่วยงานส่วนท้องถิ่น บ้านช่องห้องหอจะน่าอยู่ได้ด้วยเจ้าของฉันใด ประเทศชาติจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็ด้วยประชาชนพลเมืองฉันนั้นเอกสารอ้างอิงธเนศวร์ เจริญเมือง. (2551). พลเมืองเข้มแข็ง. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์วิภาษา. พิมพ์ครั้งที่ 2ณัฐพล ใจจริง. (2563). ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน.เดอะ คอมมอน. (The Kommon). We Watch กับการสร้างพลเมืองตื่นรู้ สู่ประชาธิปไตยที่แข็งแรง. https://www.thekommon.co/we-watch-creates-aware-citizens-towards-strong-democracy/ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2562). ประชาธิปไตย หลากความหมาย หลายรูปแบบ. สำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2568). ประชาธิปไตยที่ถดถอย สมรภูมิการเมืองไทย สู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย (ผู้แปล). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. วิกิพีเดีย. (2568, 17 ก.ค.). ประชาธิปไตย. https://share.google/sGALsWEteaWlvYy3Wสังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร (บ.ก.). (2536). ชนชั้นกลางบนกระแสประชาธิปไตยไทย. ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี. (2563, 13 พ.ย.). ทหารคอแดง: การก่อกำเนิดของเครือข่ายกษัตริย์ใหม่. ประชาไท.https://prachatai.com/journal/2020/11/90372แอนเดอร์สัน, เบเนดิกท์. (2558). บ้านเมืองเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม. ใน อัญชลี มณีโรจน์. (บก.) ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา : ว่าด้วยการเมืองไทยสมัยใหม่ เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน.อาสา คำภา. (2561). พลวัตสถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย: ข้อสังเกตว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายชนชั้นนําไทย พ.ศ. 2495 – 2535. วารสารไทยคดีศึกษา. 15(2). อาสา คำภา. กว่าจุะครองอำนาจนำ: การคลี่คลายของเครือข่ายในหลวงภายใต้ปฏิสัมพันธ์ชนชั้นนำไทย ทศวรรษ 2530-2490. นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน. Arendt, H. (1958). The human condition. University of Chicago Press.Easton, D. (1965). A framework for political analysis. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
126McCargo, D. (2005). Network monarchy and legitimacy crises in Thailand. The Pacific Review, 18(4), 499–519Lasswell, H. D. (1936). Politics: Who gets what, when, how. Whittlesey House, McGraw-Hill.Weber, M. (1946). Politics as a vocation. In H. H. Gerth & C. W. Mills (Eds. & Trans.), From Max Weber: Essays in sociology (pp. 77–128). Oxford University Press.