The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ครรชิต แซ่โฮ่, 2021-10-17 00:07:21

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563



รายงานการวจิ ัยในชัน้ เรียน
เรอ่ื ง

การจดั การเรียนร้ดู ว้ ยรปู แบบ SSCS ท่มี ตี อ่
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์

เร่อื ง ค่ากลางของขอ้ มูล ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรียนคณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา

นายครรชติ แซโ่ ฮ่

โรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ จังหวดั ยะลา
สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 15
สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน

กระทรวงศกึ ษาธิการ



ช่ืองานวิจยั การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ท่ีมีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง
ผูว้ จิ ัย จังหวัดยะลา
ปีการศกึ ษา นายครรชิต แซโ่ ฮ่
2563

บทคดั ย่อ

การวจิ ัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพอื่ (1) เพ่อื เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง
ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS (2)
เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS กลุ่ม
ตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา
จานวน 26 คน ซึ่งกาหนดกลุ่มตัวอย่างจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้
ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS เรื่อง
ค่ากลางของข้อมูล ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 จานวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 15
ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS จานวน 10 ข้อ สถิติท่ีใช้ในการ
วิจัย (1) สถิติพ้ืนฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (2)
สถติ ทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเคร่ืองมือ ได้แก่ ค่าความยากง่าย ค่าอานาจจาแนก ค่าความเช่ือมั่น โดยใช้
สูตร KR – 20 และสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (3) สถิติท่ีใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ได้แก่ การทดสอบทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired - samples t-test) และการทดสอบ
ค่าเฉลย่ี ของกลมุ่ ตัวอย่าง 1 กลุ่ม (One - samples t-test)

ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา มี
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของงข้อมูล หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS
สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ส่งผลต่อ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมาก (2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย
รปู แบบ SSCS โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในประเด็นที่
2 มากท่ีสุดตามลาดับ นั่นคือ “บรรยากาศของการเรียนทาให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน”
รองลงมาได้แก่ “นกั เรียนมคี วามเขา้ ใจและมที ักษะเรอ่ื ง ค่ากลางของข้อมลู ได้ดีข้ึน” ตามลาดบั



คานา

รายงานการวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัด
ยะลา ฉบับน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและจัดทาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ก่อนและหลังการจัดการ
เรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ที่มีต่อการจัดการ
เรียนรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS ซ่งึ ผลการวิจยั และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เก่ียวข้องไม่มากก็น้อย
ในการนาผลการวิจัยไปใช้หรือประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ตลอดจนเกิดแนวทางในการปรับปรุง
พัฒนางานวจิ ัยในรายวชิ าหรอื ผู้ที่เกยี่ วข้องต่อไป

รายงานวจิ ัยฉบับนส้ี าเร็จลุล่วงไดด้ ว้ ยความกรุณาในการให้คาแนะนาและความอนุเคราะห์อย่างดียิ่ง
จากคณะผู้บริหารและครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ท่ีได้ให้
คาปรึกษา ชี้แนะ และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างดีย่ิงตลอดมา คุณค่าและคุณประโยชน์ของรายงานวิจัย
ฉบับนี้ขอมอบแดน่ กั เรียนและครูทุก ๆ ท่านท่ไี ด้มสี ว่ นร่วมในการสนบั สนนุ การทาวจิ ัย

นายครรชิต แซ่โฮ่

สารบญั ค

เรื่อง หน้า
บทคัดย่อ ก
คานา ข
สารบัญ ค
สารบญั ตาราง จ
สารบญั ภาพประกอบ ฉ
บทท่ี 1 บทนา 1
1
ความเปน็ มาและความสาคัญ 2
วัตถุประสงค์การวจิ ยั 2
สมมตฐิ านการวิจยั 2
ขอบเขตการวิจัย 3
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 3
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ 4
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง 4
ตวั ช้ีวัดและสาระการเรยี นรูแกนกลางฯ 5
การจดั การเรยี นรู้ด้วยรปู แบบ SSCS 5
5
ความหมายของการจัดการเรียนร้ดู ้วยรปู แบบ SSCS 7
แนวคิดและทฤษฎที ่ีเกี่ยวข้องกบั การสอนแบบ SSCS 7
แนวทางการจดั การเรียนรู้ 8
9
หลกั การสอนแบบ SSCS 10
กระบวนการเรียนการสอนแบบ SSCS 12
การจดั การเรียนการสอนแบบ SSCS 13
งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวข้องกบั การจดั การเรยี นร้แู บบ SSCS 16
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น 16
ความพงึ พอใจ 16
บทท่ี 3 วิธีดาเนินการวิจยั 17
แบบแผนการวิจยั 17
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง 21
ตวั แปรท่ีใช้ในการวจิ ยั 21
เครอ่ื งมือและการพัฒนาคุณภาพเคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั 22
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

สารบัญ (ต่อ) ง

เร่อื ง หน้า
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 25
25
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนรายวชิ าคณติ ศาสตร์ เรื่อง
คา่ กลางของข้อมูลของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 ก่อนและหลงั 28
การจดั การเรียนรดู้ ้วยรปู แบบ SSCS
29
ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 29
ต่อการจัดการเรียนรดู้ ว้ ยรปู แบบ SSCS 29
30
บทที่ 5 สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 31
สรุปผลการวจิ ัย 32
อภปิ รายผลการวจิ ัย 33
ขอ้ เสนอแนะ 35
72
บรรณานุกรม
ภาคผนวก

ภาคผนวก ก
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค



สารบัญตาราง หน้า
22
ตารางท่ี 23
3.1 ค่าความยากงา่ ยของแบบทดสอบ 24
3.2 คา่ อานาจจาแนกของแบบทดสอบ 27
3.3 สรุปผลการวิเคราะหค์ ุณภาพเครื่องมือ 28
3.4 แสดงการแปลความหมายค่าความยากงา่ ย 31
3.5 แสดงการแปลความหมายค่าอานาจจาแนก 33
4.1 แสดงคะแนนก่อน - หลังเรยี นจัดการเรยี นรู้ และคะแนนพัฒนาการสมั พัทธ์ 33
4.2 ผลการวเิ คราะหค์ ่าสถติ เิ ชงิ บรรยาย ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้
4.3 ผลการเปรียบเทยี บค่าเฉล่ียคะแนนสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรปู แบบ 33
SSCS 34
4.4 แสดงขนาดอิทธพิ ล
4.5 แสดงค่าเฉล่ียและส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรยี นตอ่ การจัดการ
เรียนรดู้ ้วยรปู แบบ SSCS



ภาพประกอบที่ สารบัญภาพประกอบ หน้า
4.1 31
แผนภูมิแท่งแสดงคะแนนสอบของนักเรียนก่อนและหลังการจดั การเรียนรู้
4.2 ดว้ ยรปู แบบ SSCS 33
แผนภูมิแสดงคะแนนของนกั เรียนกอ่ น - หลัง และคะแนน
พัฒนาการสมั พทั ธข์ องการจดั การเรยี นรดู้ ้วยรปู แบบ SSCS

1

บทท่ี 1
บทนา

ความเปน็ มาและความสาคญั
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พุทธศักราช

2545 มาตรา 22 ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้ และพัฒนา
ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และมาตรา 24 ระบุว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ควรจัดเนื้อหาสาระและ
กิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลฝึก
ทักษะกระบวนการคดิ จดั กจิ กรรมใหผ้ ้เู รียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546: 11-12)
ซ่ึงสอดคล้องกบั หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานพทุ ธศักราช2551 ทีม่ งุ่ พัฒนาผเู้ รียนทุกคนซึ่งเป็นกาลัง
ของชาติใหเ้ ปน็ มนษุ ย์ทีม่ ี ความสมดลุ ท้งั ด้านรา่ งกายความรู้ คุณธรรม และทักษะพ้ืนฐานที่จาเป็นต่อการศึกษา
ต่อ และการประกอบอาชพี (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551: 3)

ในปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มนุษย์มองเห็นคุณค่าของการศึกษา มนุษย์ต้องเรียนรู้
ทักษะใหม่ เพอื่ ความอย่รู อดในสงั คม การรับรู้ถึงความเปล่ียนแปลงและความจาเป็นท่ีจะต้องพัฒนาทักษะใหม่
ๆ ท่ีจาเปน็ สาหรบั การเรยี นร้กู ารศกึ ษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนกั เรียนใหพ้ รอ้ มกับชีวิตในศตวรรษที่ 21
เป็นเรื่องสาคัญของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมท่ีเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดารงชีพของ
สังคมอย่างท่ัวถึง ครูจึงต้องมีความต่ืนตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้
นักเรียนมีทักษะสาหรับการออกไปดารงชีวิตในโลกของศตวรรษที่ 21 ซ่ึงสรุปทักษะการเรียนรู้ที่จาเป็นใน
ศตวรรษที่ 21 มีดังนี้ 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ได้แก่ การมีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การ
ส่ือสารและการร่วมมือทางาน การคิดเชิงวิพากษ์ และการแก้ไขปัญหา 2) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและ
เทคโนโลยี ได้แก่ ความรู้พื้นฐานด้านสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และ 3)
ทักษะชีวติ และการทางาน วิจารณ์ พานชิ (2555 : 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21
ดังนี้ สาระวิชาก็มีความสาคัญ แต่ไม่เพียงพอสาหรับการเรียนรู้เพ่ือมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษท่ี 21 ปัจจุบันการ
เรยี นร้สู าระวิชา (Content หรอื Subject Matter) ควรเป็นการเรียนจากการคน้ คว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วย
แนะนาและช่วยออกแบบกจิ กรรมท่ีชว่ ยให้นกั เรยี นแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของ
ตนเองได้

คณิตศาสตร์มีความสาคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิด
อย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีระเบียบ มีแบบแผน สามารถคิดวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถ่ีถ้วน
รอบคอบ ทาใหส้ ามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม คณิตศาสตร์
เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อ่ืน ๆ ที่เก่ียวข้อง คณิตศาสตร์จึงมี
ประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีข้ึน นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาคนให้
เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ มีความสมดุลท้ังทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ สามารถคิดเป็น ทาเป็น
แก้ปัญหาเป็นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. 2552 :
1)

จากการสงั เกตสภาพการเรียนการสอนรายวชิ าคณติ ศาสตร์ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียน
คณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา พบว่านักเรียนบางส่วนมีพฤติกรรมท่ีมีผลรบกวนต่อการเรียน ไม่ค่อยเอาใจใส่

2

ในการเรยี น ไม่ค่อยถามคาถามในชั้นเรียน และไม่ค่อยตอบคาถามเม่ือครูถาม มีการแสดงความคิดเห็นน้อย มี
ความกระตือรือร้นในการทากิจกรรมน้อย พูดคุยกันในขณะที่ครูสอน ซ่ึงสาเหตุดังกล่าวอาจเน่ืองมาจาก
ธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีเน้ือหาเป็นนามธรรม ทาให้ยากท่ีจะอธิบายให้เด็กเข้าใจ อีกท้ัง
ความสมั พันธ์กนั อย่างต่อเน่อื งของเน้อื หาวชิ าคณิตศาสตร์ ทาให้นักเรียนที่มีพื้นฐานความรู้คณิตศาสตร์ไม่แน่น
ขาดความมั่นใจในการเรียน การตอบคาถามและไม่ต้องการที่จะเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับท่ีสูงขึ้น
ตลอดจนขาดแรงจงู ใจในการเรยี น ทาให้ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ตา่

ดงั นน้ั ผ้วู จิ ยั ในฐานะทร่ี ับผิดชอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ัน
มัธยมศึกษาปที ี่ 6 จึงสนใจทีจ่ ะนารปู แบบการเรียนรูด้ ้วยรปู แบบ SSCS มาพฒั นาผ้เู รียนใหม้ คี วามร้คู วามเข้าใจ
มากขึ้นในการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เพื่อให้
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีดีขึ้น มีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์และสามารถนาคณิตศาสตร์ไป
ประยกุ ต์ใช้ได้ในชีวิตประจาวัน จนเป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของตนเอง เพื่อเป็นบุคคลท่ีมีคุณภาพ
และสามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมไดอ้ ยา่ งเป็นสขุ ต่อไปในอนาคต

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาปที ่ี 6 กอ่ นและหลงั การจัดการเรียนร้ดู ว้ ยรูปแบบ SSCS
2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ

SSCS

สมมติฐานการวิจยั
1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล

หลังการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบ SSCS สงู กว่าก่อนเรยี น
2. นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนรูด้ ว้ ยรูปแบบ SSCS

ขอบเขตการวิจยั
1. ประชากร
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคการเรียนท่ี 2

ปกี ารศึกษา 2563 จานวน 12 ห้องเรียน รวม 315 คน
2. กลุ่มตวั อยา่ ง
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคการเรียนท่ี 2

ปกี ารศึกษา 2563 จานวน 26 คน
3. เนือ้ หาท่ใี ช้ในการวิจยั
สาหรับเนื้อหาท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นเนื้อหาในหนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พ้ืนฐาน

ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล โดยทางผู้วิจัยจะทาการศึกษาหัวข้อ ค่ากลางของข้อมูล ได้แก่
ค่าเฉล่ียเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยม ซ่ึงเนื้อหาจะยึดตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการ
เรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 และหลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ จงั หวดั ยะลา

3

4. ตัวแปรทีศ่ ึกษา
4.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรยี นรูด้ ้วยรูปแบบ SSCS
4.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
4.2.1 ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง คา่ กลางของขอ้ มูล
4.2.2 ความพงึ พอใจต่อการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยรูปแบบ SSCS

5. ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการศึกษา
ระยะเวลาในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดาเนินการทดลองสอนด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 2 ปี

การศึกษา 2563 โดยใช้เวลาในการทาการวิจัยทั้งหมด 7 คาบ คาบละ 50 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน
จานวน 5 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2 คาบ

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง คะแนนความสามารถของผู้เรียนจากการทา

แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ท่ีผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ครอบคลุมเน้ือหา เร่ือง ค่ากลางของ
ข้อมูล ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6

2. การจัดการเรียนรู้รูปแบบ SSCS หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รูปแบบหน่ึงที่เน้น
ทกั ษะ กระบวนการแกป้ ัญหาโดยยดึ นักเรยี นเปน็ สาคัญชว่ ยสง่ เสริมความสามารถในกระบวนการคิด แก้ปัญหา
อยา่ งมขี ั้นตอน นักเรียนไดม้ โี อกาสแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ ส่งเสรมิ ความมั่นใจในการคิด

3. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ SSCS ซึ่งมีการ
เตรียมการล่วงหนา้ อยา่ งมรี ะบบแบบแผน เป็นลายลักษณ์อักษร เพ่ือใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน เร่ือง ค่า
กลางของขอ้ มูล กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปสู่จุดมุ่งหมายที่กาหนด
ไว้ จานวน 7 แผน เพือ่ ใช้เป็นคูม่ อื ในการฝกึ และพัฒนาผูเ้ รียนให้เกดิ การเรียนรู้

4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กอ่ นและหลงั เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของข้อมูล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบทดสอบปรนัยแบบ
4 ตวั เลอื ก จานวน 15 ข้อ

5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
โดยใชร้ ูปแบบ SSCS

ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั
1. การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลาง

ของข้อมลู ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ดขี น้ึ
2. ครูผู้สอนมีแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถใน

การแก้ปญั หาทางคณิตศาสตร์ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6

4

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง

การวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ผู้วิจัยได้
ศกึ ษาค้นควา้ เอกสาร และงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้องตามหวั ขอ้ ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรูคณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551

1.1 มาตรฐาน/ตวั ชีว้ ัด
2. การจัดการเรียนรดู้ ้วยรูปแบบ SSCS

2.1 ความเป็นมาของการสอนแบบ SSCS
2.2 แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กย่ี วข้องกับการสอนแบบ SSCS
2.3 แนวทางการจดั การเรยี นรู้

2.3.1 หลกั การสอนแบบ SSCS
2.3.2 กระบวนการเรยี นการสอนแบบ SSCS
2.3.3 การจดั การเรยี นการสอนแบบ SSCS
3. งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้องการจัดการเรียนรแู้ บบ SSCS
4. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
4.2 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
4.2.1 ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
4.2.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
5. ความพึงพอใจ
5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
5.2 ทฤษฎีเกี่ยวกบั การสร้างความพึงพอใจ

1. ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรูแกนกลางกลุ่มสาระการเรยี นรูคณิตศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
กระทรวงศึกษาธิการ (2552, หน้า 1-8) ระบุว่า ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการ

เรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีลักษณะเป็นกรอบและ
แนวทางในการจัดการศึกษา เพือ่ พัฒนาผู้เรียนไดบ้ รรลุจุดหมายของหลักสูตรฯ มีความรู้ความสามารถ อันเป็น
ประโยชนแ์ ก่ตนเองและผูอ้ ืน่

คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งต่อความสาเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เน่ืองจากคณิตศาสตร์
ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบมีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือ
สถานการณ์ได้อยา่ งรอบคอบและถถ่ี ว้ น ชว่ ยให้คาดการณ์วางแผนตัดสินใจแก้ปัญหา ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
และสามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเคร่ืองมือในการศึกษา
ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มี
คณุ ภาพ และพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจาเป็นต้องมีการ

5

พัฒนาอย่างตอ่ เนอื่ ง เพอื่ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีทีเ่ จรญิ กา้ วหนา้ อยา่ งรวดเร็วในยุคโลกาภวิ ตั น์ (หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551)

1) สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่องตาม

ศกั ยภาพ โดยกาหนดสาระหลกั ทีจ่ าเป็นสาหรับนักเรียนทุกคนไดเ้ รยี นดังนี้
ค 3.1 เขา้ ใจกระบวนการทางสถติ ิ และใชค้ วามรู้ทางสถิติในการแกไ้ ขปัญหา
ม.6/1 เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการนาเสนอข้อมูล และแปลความหมายของค่าสถิติ เพื่อ

ประกอบการตัดสินใจ

2. การจัดการเรยี นร้ดู ้วยรูปแบบ SSCS
2.1 ความหมายของการจดั การเรียนรูด้ ว้ ยรูปแบบ SSCS
การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้รูปแบบ SSCS หมายถึง การเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ทักษะ กระบวนการแก้ปัญหา

โดยยึดนักเรียนเป็นสาคัญช่วยส่งเสริมความสามารถในกระบวนการคิด แก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน นักเรียนได้มี
โอกาสแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ สง่ เสริมความมั่นใจในการคดิ โดยมกี ระบวนการ 4 ขั้นตอนคือ

ขน้ั ที่ 1 Search : S เปน็ ขัน้ ของการแสวงหาขอ้ มูลท่ีเกย่ี วข้องกบั ปัญหาและแยกแยะ ประเด็นปัญหา
ข้ันที่ 2 Solve : S เป็นขั้นของการวางแผนและการดาเนินการแก้ปัญหาด้วยวิธีการท่ีเหมาะสม หรือ
การหาคาตอบของปัญหา
ขนั้ ท่ี 3 Create : C เป็นข้ันของการนาผลจากขั้น Solve มาจดั การกระทาเป็นข้ันตอน เพื่อให้ง่ายต่อ
ความเขา้ ใจสามารถนาไปสื่อสารกับผู้อ่นื ได้
ขัน้ ท่ี 4 Share : S เป็นขั้นของการแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ เก่ยี วกับขอ้ มลู รวมท้ังวธิ กี ารแกป้ ญั หา
2.2 แนวคิดและทฤษฎีทเี่ กี่ยวข้องกับการสอนแบบ SSCS
การสอนแบบ SSCS พัฒนาขึ้นมาจากสมมติฐานท่ีว่านักเรียนเรียนรู้การใช้ทักษะการ แก้ปัญหาได้
สมบูรณท์ ีส่ ดุ โดยผ่านประสบการณ์การแก้ปญั หาและในการทจ่ี ะแกป้ ญั หาให้สาเร็จน้ันจะต้องมีองค์ประกอบใน
ด้านทักษะการคิดท่ีได้รับจากประสบการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ณ บัททส์ และโจนส์ (Butts; & Jones.
1966: 21-27) เพรสซีเซน (Presseisen. 1985: 34-48) กล่าวไว้ โดยสรุปว่าทักษะทางความคิดท่ีมีความ
จาเปน็ สาหรบั การแก้ปัญหา คือ ทกั ษะในการจดั ระบบข้อมลู และตดั สินใจว่ามีข้อมูลอะไรบ้างท่ีมีความจาเป็นท่ี
ตอ้ งการหาเพ่ิมเติมหาทางเลือกของวิธีการ แก้ปัญหาและทาการทดสอบทางเลือกเหล่านั้นพยายามบูรณาการ
ขอ้ มลู ใหอ้ ยู่ในระดบั ทีส่ ามารถอธิบายให้เข้าใจได้มากท่ีสุดขจัดความขัดแย้งต่างๆออกไปให้หมดและตรวจสอบ
ความถูกต้องของ วิธีการแก้ปัญหาที่เลือกเพื่อใช้ดาเนินการต่อไป สเติร์นเบอร์ก (Sternberg. 1985: 99-107)
ได้แยกกลุ่มทกั ษะทางความคิดสาหรับใชใ้ นการแกป้ ญั หาเปน็ 3 กล่มุ ดังนี้
1. ส่วนท่ีเป็นส่วนประกอบส่วนเกิน (Metacomponents) คือ ส่วนเกินท่ีใช้ในการวางแผน สังเกต
ควบคุมและประเมินค่า ในส่วนนี้จะประกอบไปด้วยการจาแนกหรือการทาความเข้าใจปัญหา ตีความปัญหา
ตัดสินกระบวนการที่ใช้ในการแก้ปัญหา ระบุระยะเวลา และเครื่องมือที่ใช้ควบคุมดูแล วิธีการแก้ปัญหาให้
สอดคล้องกับปัญหา นาข้อมูลท่ีใช้ประเมินค่ากลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และจัดเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาใน
ความคิด
2. ส่วนท่ีเป็นส่วนดาเนินการ (Performance components) คือ ส่วนท่ีใช้ในการปฏิบัติกับ
ส่วนประกอบส่วนเกินและนาข้อมูลมาประเมินค่าต่อไป และมีความแตกต่างกันไปตามความชานาญของแต่ละ

6

บุคคลโดยท่ัวไปในส่วนของการดาเนินการจะประกอบไปด้วยเหตุผลที่มีอิทธิพลหรือเป็นตัวชักนาเหตุผลที่ไม่มี
อิทธพิ ลและการมองเห็นลาดบั ขน้ั ตอนในการแก้ปญั หา

3. ส่วนท่ีเป็นความรทู้ ีไ่ ด้มา (Knowledge-acquisition components) เปน็ กระบวนการ นาความรู้ที่มี
อยมู่ าใช้ในการเรยี นรู้เป็นกระบวนการทางความคิดและข้ันตอนต่างๆการเลือกใช้ สัญลักษณ์ การเลือกส่ิงต่าง ๆ
ที่เหมาะสมรวมเข้าด้วยกันการเลือกวิธีการเปรียบเทียบข้อมูลการ เลือกรูปแบบในการตรวจสอบข้อมูลการ
ประกอบและการจัดการข้อมูลทเี่ กย่ี วข้องกบั ความร้ทู ี่มีอยู่และข้อมลู ใหม่ทเ่ี กิดข้นึ

นอกจากนี้สเติร์นเบอร์ก (Sternberg. 1986: 41-78) ยังได้เสนอกระบวนการคิดท่ีนาไปสู่การ
แก้ปญั หาตามทฤษฎกี ารประมวลผลขอ้ มลู ไว้ 6 ข้ันตอน ดงั น้ี

ขั้นท่ี 1 การนิยามธรรมชาติของปัญหา เป็นการทบทวนปัญหาเพ่ือทาความเข้าใจ ต่อจากนั้นเป็นการ
ต้ังเปา้ หมายและนยิ ามปัญหาเพอื่ จะนาไปสเู่ ป้าหมายที่ต้ังไว้

ขั้นท่ี 2 การเลือกองค์ประกอบ หรือข้ันตอนที่จะใช้ในการแก้ปัญหา เป็นการกาหนดข้ันตอนให้แต่ละ
ขน้ั ตอนมีขนาดทีเ่ หมาะสมไมก่ วา้ งเกนิ ไปหรอื ไมแ่ คบเกินไป ข้นั แรกควรเป็นขั้นทงี่ า่ ยไว้ก่อนเพ่ือเป็นการเร่ิมต้น
ทด่ี กี ่อนจะกาหนดขน้ั ตอนต่อ ๆ ไป ควรพิจารณารายละเอียดแตล่ ะขั้นตอนใหถ้ ี่ถ้วนก่อน

ขั้นท่ี 3 การเลือกกลวิธีในการจัดลาดับองค์ประกอบในการแก้ปัญหา ต้องแน่ใจว่ามีการพิจารณา
ปัญหาอย่างท่ัวถึงแล้ว ไม่ด่วนสรุปในส่ิงท่ีเกิดขึ้น เพราะอาจเกิดการผิดพลาดได้ ต้องแน่ใจว่าการเรียงลาดับ
ขัน้ ตอนเป็นไปตามลกั ษณะธรรมชาติ หรอื หลักเหตุผลทีน่ าไปสเู่ ป้าหมายที่ต้องการ

ข้ันท่ี 4 การเลือกตัวแทนทางความคิดเกี่ยวกับข้อมูลของปัญหา ซึ่งต้องทราบรูปแบบความสามารถ
ของตน ใช้ตัวแทนทางความคิดในรูปแบบต่าง ๆ จากความสามารถที่ตนมีอยู่ตลอดจนใช้ตัวแทนจากภายนอก
มาเพม่ิ เตมิ

ขั้นท่ี 5 การกาหนดแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์จะต้องมีการทุ่มเทเวลาให้กับการวางแผนอย่าง
รอบคอบ ใช้ความรู้ที่มีอยู่อย่างเต็มท่ีในการวางแผน และการกาหนดแหล่งข้อมูลท่ีจะนามาใช้ประโยชน์ มี
ความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงแผนและแหล่งข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในการแก้ปัญหา และ
แสวงหาแหลง่ ขอ้ มูลท่ีเป็นประโยชน์แหล่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ขั้นที่ 6 การตรวจสอบวธิ กี ารแก้ปญั หาวา่ เป็นวธิ ที ่นี าไปสเู่ ป้าหมายท่วี างไว้หรือไม่
กรีโน (Greeno. 1980: 1980B) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการประมวลผลข้อมูลในการแก้ปัญหาโดยเน้น
กระบวนการทีส่ าคญั 2 ประการ ดังน้ี
1. การสร้างตัวแทนของปัญหา (Problem representation) ผู้แก้ปัญหาพยายามทาความเข้าใจ
ปญั หา โดยการเชือ่ มโยงปญั หากับความรู้เดมิ ที่มอี ยู่ และสร้างเปน็ ตวั แทนของปัญหาขึน้ ในรปู แบบต่างๆ
2. กระบวนการแก้ปัญหา (Solution process) เป็นการค้นหาขอบข่ายของปัญหา (problem space)
ซงึ่ เปน็ การใชค้ วามเข้าใจ รวมไปถงึ การวเิ คราะห์ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสงิ่ ทกี่ าหนดมาให้ในปัญหาน้ัน ๆ และการ
สร้างรูปแบบการแก้ปญั หาขนึ้
ทองหลอ่ วงษอ์ นิ ทร์ (2537: 36) กล่าววา่ กระบวนการคดิ แก้ปญั หาตามทฤษฎีการประมวลผลข้อมูล
สามารถสรุปเปน็ ขนั้ ตอนได้ดงั น้ี
1. การสรา้ งตัวแทนปญั หาอาจใช้การสรา้ งสัญลักษณ์ วาดรูป ทาแผนผัง หรือแผนภูมิ เพ่ือทาให้เข้าใจ
ปัญหาไดช้ ดั เจนย่งิ ข้นึ
2. การคิดวิธีการแก้ปัญหาเป็นการรวบรวมวิธีการต่างๆที่เก่ียวข้องกับปัญหาเพื่อนาไปสู่คาตอบ รวม
ไปถึงการวางแผนและจัดลาดับข้ันตอนในการดาเนนิ การแก้ปญั หา
3. การลงมือแก้ปัญหาเปน็ การปฏบิ ตั ติ ามแผน และข้นั ตอนทก่ี าหนดไว้

7

4. การประเมินผลการดาเนินการแก้ปัญหาว่ามุ่งไปสู่คาตอบหรือเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ถ้าไม่อาจ
ทบทวนวิธีการคิดตั้งแต่ต้นใหม่ ว่าผิดพลาดหรือบกพร่องในจุดใด เพื่อจะได้ปรับปรุงกระบวนการแก้ปัญหาให้
บรรลเุ ป้าหมาย

จากแนวคิดและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับการสอนแบบ SSCS ที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการ
สอนการแก้ปัญหาแบบ SSCS จะส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้ทักษะการ แก้ปัญหาได้สมบูรณ ที่สุดนั้น
นักเรียนต้องผ่านประสบการณ์ การแก้ปัญหา และมีทักษะทางความคิดที่มีความจาเป็นสาหรับการแก้ปัญหา
นั่นคือ ทักษะในการจัดระบบข้อมูล การตัดสินใจ การหาทางเลือกของวิธีการแก้ปัญหา และทาการทดสอบ
ทางเลือกเหล่านั้น และท่ีสาคัญคือการใช้กระบวนการคิดที่นาไปสู่การแก้ปัญหาตามทฤษฎีการประมวลผล
ข้อมูลซ่ึงประกอบด้วย การนิยามธรรมชาติของปัญหา การเลือกองค์ประกอบหรือข้ันตอนที่จะใช้ในการ
แก้ปัญหา การเลอื กกลวิธใี นการจดั ลาดับองค์ประกอบในการแก้ปัญหา การเลือกตัวแทนทางความคิดเก่ียวกับ
ขอ้ มูลของปัญหา และสดุ ท้ายคือการตรวจสอบวธิ ีการแก้ปญั หา

2.3 แนวทางการจดั การเรียนรู้
2.3.1 หลกั การสอนแบบ SSCS
การสอนแบบ SSCS เปน็ รปู แบบการสอนการแก้ปัญหาประกอบด้วยข้ันตอน 4 ขั้นตอน ซ่ึง

ครูสามารถนาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนประสบผลสาเร็จในการแก้ปัญหาต่างๆ ในช้ัน
เรยี น และการท่จี ะทาให้นกั เรียนประสบผลสาเร็จในการแก้ปญั หาได้นั้น ไม่เพียงแต่ครูผู้สอนจะมีความรู้ ความ
เข้าใจเก่ียวกับเนื้อหาอย่างดีย่ิงเท่าน้ัน ครูจะต้องมีความรู้เก่ียวกับหลักการสอนการแก้ปัญหาตามแบบ SSCS
อย่างดีด้วย เพื่อจะช่วยให้การสอนการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น มีนักการศึกษาได้ให้หลักการสอน
ตามแบบ SSCS ไว้ต่าง ๆ กัน ดงั นี้

พิซซินิ เชพพาร์ดสันและเอเบลล์ (Pizzini; Shepardson; & Abell, 1989: 528-529) ได้
กล่าวถึงหลกั การสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS ดงั น้ี

1. การเรยี นการสอนด้วยรูปแบบ SSCS เปน็ รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นพัฒนานักเรียน
เป็นรายบุคคล โดยเชื่อว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับกระบวนการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน
ดังน้ันครูควรมีการคานงึ ถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปน็ สาคัญ

2. ครูควรให้นักเรียนได้ดาเนินการแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยให้นักเรียนเผชิญสถานการณ์
ปัญหาแล้วให้นักเรียนวิเคราะห์ปัญหา เพื่อระบุปัญหา ค้นหาสาเหตุของปัญหา ทดลองเพื่อแก้ปัญหา และหา
คาตอบหลังจากการแกป้ ญั หา เพ่ือพัฒนาใหน้ กั เรียนไดพ้ ฒั นาความสามารถในการแก้ปัญหา โดยที่ครูเป็นเพียง
ผู้ทจี่ ะต้องคอยให้ความช่วยเหลือในทุกขนั้ ตอนในการสอนการแกป้ ญั หา

3. ครูจะต้องช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนากลยุทธ์ท่ีใช้ในการรับและดาเนินการกับข้อมูล
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากทสี่ ดุ

4. ครูจะต้องช้ีให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในการแก้ปัญหาของนักเรียนในขั้นตอนที่นักเรียนทา
การแกป้ ัญหาผิดพลาด

5. ครจู ะตอ้ งแสดงใหน้ ักเรยี นเหน็ วา่ นกั เรียนมีสมมติฐานทเี่ พียงพอในการแก้ปัญหาหรอื ไม่
6. ครจู ะตอ้ งเปิดโอกาสให้นักเรยี นไดแ้ สดงความคดิ เห็นอย่างเต็มความสามารถ
ชนิ (Chin. 1997: 9-10) ได้กลา่ วถึงหลกั การสอนแบบ SSCS ไว้ ดงั น้ี
1. ครูต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม เพ่ือช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะ
การแก้ปัญหาอย่างมีความหมาย

8

2. ครูตอ้ งมีเทคนิคในการต้ังคาถาม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดค้นสารวจวิธีการแก้ปัญหา
และให้โอกาสนักเรียนในการเลือกหรือสืบเสาะหาปัญหาท่ีตนสนใจ ทั้งนี้เพ่ือเป็นการสร้างแรงจูงใจและความ
กระตือรือรน้ ในการเรียนรูข้ องนักเรยี น

3. ครูต้องมีการประเมินย้อนกลับในการคิดของนักเรียนหรือผลการแก้ปัญหาของนักเรียน
เพือ่ ชว่ ยใหน้ ักเรียนได้มกี ารพฒั นาทกั ษะการคดิ แก้ปญั หาต่อไป

4. ครูจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักการต้ังปัญหา หรือคาถาม และหาคาตอบเพื่อต่อยอด
ความรขู้ องตัวเองตอ่ ไป

5. ครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และยอมรับด้วยตนเองเกี่ยวกับ
พฤตกิ รรมทจ่ี าเปน็ ในการแกป้ ญั หา

6. การจดั การเรียนรู้ในช้ันเรียนต้องให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ โดยครูพยายาม
ลดบทบาทหน้าท่ีของตัวเอง และทาหน้าที่เป็นเพียงผู้คอยแนะนาคอยดูแลในแต่ละขั้นตอนของการสอนแบบ
SSCS

จากหลักการสอนดว้ ยรปู แบบ SSCS ทน่ี กั การศกึ ษาได้กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การสอนด้วย
รปู แบบ SSCS เปน็ รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นพัฒนานักเรียนเป็นรายบคุ คล โดยเช่ือว่านักเรียนแต่ละคนมี
พน้ื ฐานความรู้ และความสามารถในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน การจัดการเรียนการสอนจึงต้องให้นักเรียนได้
มีการวางแผนการแก้ปัญหาด้วยกลยุทธ์ต่างๆ เพ่ือหาคาตอบนาไปสู่การสรุปความรู้ท่ีเป็นหลักการทฤษฎีด้วย
ตนเอง โดยให้นักเรียนดาเนินการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เร่ิมจากการเผชิญปัญหาสถานการณ์ แล้วให้นักเรียน
วิเคราะห์ปัญหาเพ่ือระบุปัญหา แยกแยะประเด็นปัญหาเพื่อแก้ปัญหา และหาคาตอบหลังจากการแก้ปัญหา
เพอ่ื พัฒนาให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการแกป้ ญั หา โดยมีครูเป็นผู้แนะนาคอยดูแลทุกข้ันตอนในการ
สอนแบบ SSCS

2.3.2 กระบวนการเรยี นการสอนแบบ SSCS
พิซซินิ เชพพารด์ สัน และเอเบลล์ (Pizzini; Shepardson; & Abell. 1989: 532) กล่าวว่า

การสอนแบบ SSCS จะเกดิ ขึ้นไดด้ ีท่ีสุดเม่ือได้รับการสอนท่ีมีความเกี่ยวข้องกับการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาซึ่งมี
4 ขน้ั ตอน ดังนี้

ข้นั ที่ 1 Search: S หมายถงึ การค้นหาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องกับปัญหา การแยกแยะประเด็นของ
ปัญหา และการแสวงหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับปัญหา ซ่ึงประกอบด้วยการระดมสมอง เพ่ือทาให้เกิดการ
แยกแยะประเด็นปัญหาต่างๆ ช่วยผ้เู รยี นในด้านการมองเห็นความสัมพันธข์ องมโนมติต่างๆ ท่ีมีอยู่ในปัญหานั้น
นกั เรียนจะต้องอธบิ ายและใหข้ อบเขตของปัญหาด้วยคาอธิบายจากความเข้าใจของนักเรียนเอง ซึ่งจะต้องตรง
กับจุดมงุ่ หมายของบทเรียนท่ีตั้งไว้ ในขั้นนี้นักเรียนจะต้องหาข้อมูลของปัญหาเพิ่มเติมโดยอาจหาได้จากการท่ี
นักเรียนตั้งคาถามถามครู หรือเพ่ือนนักเรียนด้วยกัน การอ่านบทความในวารสารหรือหนังสือคู่มือต่าง ๆ การ
สารวจ และอาจได้มาจากงานวิจัยหรือตามตาราตา่ ง ๆ

ขั้นที่ 2 Solve: S หมายถึง การวางแผนและการดาเนินการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆหรือการหา
คาตอบของปัญหาท่ีเราต้องการ ในขั้นน้ีนักเรียนต้องวางแผนการแก้ปัญหารวมไปถึงการวางแผนการใช้
เคร่ืองมือในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง การหาวิธีการในการแก้ปัญหาที่หลากหลายเพ่ือนาไปสู่การแก้ปัญหาท่ี
ถูกต้องโดยการนาข้อมูลที่ได้จากข้ันที่ 1 มาใช้ประกอบในการแก้ปัญหาขณะที่นักเรียนกาลังดาเนินการ
แกป้ ัญหา ถา้ พบปัญหานักเรยี นสามารถที่จะย้อนกลับไปข้ันท่ี 1 ได้อีก หรือผู้เรียนอาจจะปรับปรุงแผนของตน
ท่วี างไว้ โดยการประยกุ ตว์ ิธีการต่าง ๆ มาใช้รว่ มกนั

9

ข้ันท่ี 3 Create: C หมายถึง ข้ันการนาผลที่ได้จากข้ันท่ี 2 มาจัดกระทาเป็น ขั้นตอนเพื่อให้ง่ายต่อ

ความเข้าใจและสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้การนาเอาข้อมูลท่ีได้จากการแก้ปัญหาหรือวิธีการท่ีได้จากการ

แก้ปัญหามาจัดกระทาให้อยู่ในรูปของคาตอบหรือวิธีการที่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย โดยอาจทาได้โดย

การใช้ภาษาที่ง่าย สละสลวย มาขยายความ หรือตัดทอนคาตอบท่ีได้ให้อยู่ในรูปท่ีสามารถอธิบายหรือสื่อสาร

ให้ผ้อู ่ืนเขา้ ใจไดง้ า่ ย

ขัน้ ที่ 4 Share: S หมายถึง การแลกเปล่ียนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูล และวิธีการแก้ปัญหาการที่ให้

นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนหรือวิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหา ทั้งของตนเอง และผู้อ่ืน โดยที่

ผ้เู รียนแตล่ ะคนอาจจะได้วิธีการที่แตกต่างกันหรือคาตอบที่ได้อาจจะได้รับการยอมรับหรือไม่ได้รับการยอมรับ

ก็ได้ คาตอบที่ได้รับการยอมรับและถูกต้องนักเรียนก็จะมา แลกเปล่ียนความคิดเห็นในวิธีการท่ีใช้ในการหา

คาตอบ ส่วนคาตอบหรือวิธีการท่ีไม่ได้รับการยอมรับนักเรียนจะต้องร่วมกันพิจารณาว่าเกิดการผิดพลาดท่ี

ใดบ้าง อาจจะผิดพลาดในข้ันตอนการวางแผนการแกป้ ญั หา หรือการแกป้ ญั หาผิดพลาด

2.3.3 การจัดการเรียนการสอนแบบ SSCS

พิซซินิ เชพพาร์ดสัน และเอเบลล์ (Pizzini; Shepardson; & Abell. 1989: 528) ได้

กลา่ วถึงการจัดการเรียนการสอนแบบ SSCS มีกระบวนการเรียนการสอนดงั ตารางต่อไปน้ี

ขั้นตอน แนวทาง (approaches) กระบวนการ (process)

1. การคน้ หา - นึกถึงปัญหาโดยใช้คาถาม อะไร ใคร เม่ือไหร่ ท่ีไหน - การระดมสมอง

(Search: S) อย่างไร - การสงั เกต

- การวิเคราะห์

- การจาแนกแยกแยะ

- การบรรยาย อธิบาย

- การตงั้ คาถาม

- หาขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ โดยการตั้งคาถามวา่ อะไรเปน็ สิ่ง - การคน้ หาจากวรรณกรรม

ท่ีจาเป็นต้องรู้ และจะต้องค้นหาส่ิงเหล่าน้ันได้จากที่ ท่เี กย่ี วขอ้ ง

ไหน - การสบื เสาะหา

- แยกแยะประเดน็ ของปญั หาและความคิดจากการตั้ง - การระดมสมอง

สมมตฐิ าน สถานการณ์ เช่น มีทางใดบา้ งท่สี ามารถแก้ - การคาดคะเน

ปัญหาได หรือข้นั ตอนในการแกป้ ัญหาและมีทางเลอื ก - การประเมนิ

ใดบ้างทเี่ ราควรเลือกทา - การทดสอบ

- การตง้ั คาถาม

- การหาจดุ สาคญั

- เขยี นวิธกี ารหรือแนวความคดิ ทีจ่ ะใช้ในการแก้ปญั หา - การเปรียบเทยี บ

- การแยกแยะ

- การวิเคราะห์

2. การแก้ปญั หา - วางแผนการแกป้ ญั หา - การตัดสินใจ

(Solve: S) - วางแผนการใช้เครอ่ื งมอื - การนยิ าม

- การออกแบบ

- การประยกุ ต์

- การสงั เคราะห์

10

ขน้ั ตอน แนวทาง (approaches) กระบวนการ (process)

- การทดสอบ

- การพสิ จู น์

3. การสรา้ งคาตอบ - การจดั กระทาข้อมลู หรอื แนวคิดการประเมนิ - การยอมรับ

(Create: C) กระบวนการแก้ปัญหาด้วยตนเอง - การปฏิเสธ

- การเปลีย่ นแปลง

- การปรับปรงุ

- การทาให้สมบูรณ์

- การสอ่ื สาร

- การแสดงผล

4. การแลกเปลีย่ น - การส่อื สารและการปฏิสัมพันธ์ - การประเมินผล

ความคดิ เห็น - การแลกเปลีย่ นความคิดเห็น - การแสดงผล

(Share: S) - การใหข้ อ้ มูลย้อนกลับ - การรายงานผล

- การประเมินผลการแก้ปัญหา - การใหค้ าบรรยาย

- การตง้ั คาถาม

- การอา้ งอิง

- การปรบั ปรงุ

จากตาราง การจัดการเรียนการสอนแบบ SSCS น้ันนักเรียนจะได้เรียนรู้ด้วยตนเองมาก

ทส่ี ุด สภาพแวดลอ้ มในการเรียนจะเปลี่ยนไปจากที่ครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ซ่ึงจะทาให้

การสอนการแกป้ ัญหาในห้องเรยี นมปี ระสิทธิภาพมากข้ึน นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยน

ความคิดระหว่างนักเรียนกับครู หรือนักเรียนกับนักเรียน ส่งผลให้ครูและนักเรียนคนอ่ืนๆได้เรียนรู้วิธีการท่ี

หลากหลายอันเป็นประโยชนต์ ่อการเรียนการสอนอย่างมาก

3. งานวิจยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งการจดั การเรยี นรแู้ บบ SSCS
พฌิ าวรรณ แช่มช่นื ชมดง (2559) ไดศ้ กึ ษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ

SSCS รว่ มกบั การกระตุ้นโดยใชค้ าถามท่มี ตี ่อความสามารถในการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์
ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิจัยในคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการ
แกป้ ัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตรร์ ะหวา่ งนักเรียนท่ไี ดร้ บั การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตาม
รูปแบบ SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คาถาม กับนักเรียนท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์
รูปแบบปกติ และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของ
นักเรียนท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คาถาม
ก่อนและหลังเรียน โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ของ
โรงเรียนท่าคันโทวิทยาคาร จานวน 65 คน แบ่งเป็นนักเรียนกลุ่มทดลอง จานวน 26 คน และนักเรียนกลุ่ม
ควบคุม จานวน 28 คน โดยนักเรียนกลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ
SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คาถาม และนักเรียนกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์
รูปแบบปกติ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
คณิตศาสตร์ฉบับก่อนการทดลองและหลังการทดลอง และแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทาง
คณติ ศาสตร์ฉบับก่อนการทดลองและหลงั การทดลอง เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการทดลอง คอื แผนการจัดกิจกรรมการ

11

เรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คาถาม และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ตามรูปแบบปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ
ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ SSCS ร่วมกับ
การกระตุ้นโดยใช้คาถามมีความสามารถในการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนท่ี
ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์รูปแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่
ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คาถามมี
ความสามารถในการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05

ธนาวุฒิ ลาตวงษ์ (2548) ได้ศึกษาผลของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS ท่ีมีต่อ
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน และความสามารถในการแก้ปญั หาของนักเรยี นมธั ยมศกึ ษาตอนต้น การวิจัยครั้งน้ีเป็น
การวิจัยก่ึงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา
ตอนต้น ที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของ
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างกลุ่มที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS กับกลุ่มที่เรียนวิทยาศาสตร์
การเรียนการสอนแบบปกติ 3) ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มท่ี
เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS และ 4) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน
มัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างกลุ่มที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS กับกลุ่มท่ีเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยการ
เรียนการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548
โรงเรียนปทุมรัตต์พิทยาคม อาเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 45 คน คือ กลุ่ม
ทดลอง เป็นนักเรียนท่ีเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS และกลุ่มเปรียบเทียบเป็นนักเรียนท่ีเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ด้วยการเรียนการสอนแบบปกติ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการทดลองคือ 1) แผนการจัดการเรียนการสอน
วิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS และ 2) แผนการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ด้วยการสอนแบบปกติ
เคร่ืองมือท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ
0.84 และค่าความยากอยู่ระหว่า 0.45-0.80 และ 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา มีค่าความเที่ยง
0.79 และค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.47-0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเบี่ยง
มาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. หลังการทดลอง นักรียนกลุ่มทดลองท่ีเรียน
วิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS มีคะแนนเฉล่ียสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์คิดเป็น 72.80% ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์ที่กาหนดคือ 70% 2. หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS มี
คะแนนเฉลี่ยผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ สูงกว่านักเรียนกลุ่มเปรียบเทียบทีเ่ รียนวิทยาศาสตร์ด้วยการ
เรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองท่ีเรียน
วิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS มีความสามารถในการแก้ปัญหา สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 4. หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนวิทยาศาสตร์ด้วยรูปแบบ SSCS มี
ความสามารถในการแก้ปญั หา สูงกว่านกั เรยี นกลุ่มเปรยี บเทียบท่ีเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยการเรียนการสอนแบบ
ปกติ อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05

นวลจันทร์ ผมอุดทา (2545) ได้ศึกษาผลของการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบ SSCS ที่มีต่อ
ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ศึกษาความสามารถในการ
แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS และ
เปรยี บเทยี บความสามารถในการแกโ้ จทย์ปญั หาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่
ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS และกลุ่มท่ีได้รับการสอนแบบปกติ ตัวอย่างประชากรเป็นนักเรียนชั้น

12

มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 เป็น
นักเรียนกลุ่มทดลอง 42 คน และกลุ่มควบคุม 40 คน นักเรียนในกลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบ
SSCS และนักเรียนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนแบบปกติ เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดความสามารถใน
การแกโ้ จทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ ที่มีค่าความเท่ียงเท่ากับ 0.78 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการทดลองคือ แผนการสอนที่
ใช้รูปแบบการสอน SSCS และแผนการสอนปกติ เร่ือง สมการและอสมการ อัตราส่วนและร้อยละ ซ่ึงผู้วิจัย
สร้างข้นึ เอง วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยหาค่าเฉล่ีย ค่าเฉล่ียร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้
รูปแบบ SSCS สูงกว่าเกณฑ์ข้ันต่า 50% ที่กาหนดไว้ 2. ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของ
นักเรียน ท่ีได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS สูงกว่านักเรียนท่ีได้รับการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ิทร่ี ะดบั 0.01

4. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
4.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซ่ึงเกิดจากนักเรียนได้รับ

ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การ
สรา้ งเครือ่ งมือวัดใหม้ คี ุณภาพนน้ั ไดม้ ีผ้ใู ห้ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นไว้ดงั น้ี

สมพร เช้ือพันธ์ (2547, หน้า 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถ ความสาเรจ็ และสมรรถภาพด้านตา่ ง ๆ ของผู้เรยี นทไี่ ด้จากการเรียนรอู้ นั เปน็ ผลมาจากการเรียน
การสอน การฝึกฝนหรอื ประสบการณ์ของแต่ละบคุ คลซึ่งสามารถวัดไดจ้ ากการทดสอบด้วยวิธีการตา่ ง ๆ

พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยนิ ดสี ุข (2548, หนา้ 125) กลา่ วว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
ขนาดของความสาเรจ็ ที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน

ปราณี กองจินดา (2549,หน้า 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ
ผลสาเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรี ยนรู้
ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จาแนกผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ
วัตถุประสงคข์ องการเรยี นการสอนท่แี ตกต่างกัน

ดังน้ันจึงสรปุ ไดว้ า่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลท่เี กิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทาให้
นักเรียนเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาท้ัง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย
ดา้ นจติ พสิ ัย และด้านทักษะพสิ ัย

4.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
4.2.1 ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง

แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลสาเร็จ
ตามจดุ ประสงคท์ ่ีกาหนดไวเ้ พยี งใด

สิริพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุด
คาถามที่มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่าง ๆ ใน
เร่ืองท่ีเรียนรไู้ ปแลว้ มากนอ้ ยเพียงใด

สมพร เชื้อพันธ์ (2547 : 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบ หรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสาเร็จหรือความสามารถในการทากิจกรรมการเรียนรู้ของ

13

นักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีต้ังไว้
เพียงใด

4.2.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น ประเภทท่ีครูสร้างมหี ลายแบบ แต่ท่ีนิยมใช้มี 6 แบบ
ดงั นี้
1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) เป็นข้อสอบท่ีมีเฉพาะคาถาม
แล้วให้นักเรยี นเขียนตอบอยา่ งเสรี เขียนบรรยายตามความรูแ้ ละเขียนขอ้ คดิ เห็นของแต่ละคน
2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่
ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงท่ีและมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-
ต่างกัน เปน็ ต้น
3. ข้อสอบแบบเติมคา (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือ
ข้อความทยี่ งั ไมส่ มบรู ณ์ แลว้ ใหต้ อบเตมิ คาหรอื ประโยค หรือขอ้ ความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพ่ือให้มีใจความ
สมบรู ณ์ และถกู ตอ้ ง
4. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบท่ีคล้ายกับข้อสอบ แบบเติมคา
แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆเขียนเป็นประโยคคาถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคาเป็นประโยคหรือ
ข้อความทีย่ งั ไมส่ มบูรณ)์ แลว้ ใหผ้ ูต้ อบเขียนตอบ คาตอบท่ีต้องการจะส้ันและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่
เปน็ การบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง
5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหน่ึงโดยมีค่าหรือ
ขอ้ ความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุดแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหน่ึงจะคู่กับคาหรือข้อความ
ใดในอีกชดุ หนึง่ ซง่ึ มคี วามสัมพนั ธ์กันอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งตามทผี่ ้อู อกข้อสอบกาหนดไว้
6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) คาถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะ
ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนาหรือคาถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกน้ันจะประกอบด้วย
ตัวเลือกที่เป็นคาตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีคาถามท่ีกาหนดให้พิจารณา แล้วหาตัวเลือกท่ีถูกต้องมาก
ทส่ี ดุ เพียงตัวเลือกเดยี วจากตวั เลอื กอื่น ๆ และคาถามแบบเลือกตอบท่ีดีนยิ มใชต้ ัวเลือกท่ใี กล้เคยี งกนั

5. ความพงึ พอใจ
5.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ความพงึ พอใจ (Satisfaction) ได้มีผู้ให้ความหมายของความพงึ พอใจไว้หลายความหมาย ดังน้ี
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตสถาน (2542) ได้ใหค้ วามหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พึงพอใจ หมายถึง

รัก ชอบใจ และพงึ ใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ
ดิเรก (2528) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลท่ีมีต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึงเป็น

ความรู้สึกหรือทัศนคติที่ดีต่องานท่ีทาของบุคคลท่ีมีต่องานในทางบวก ความสุขของบุคคลอันเกิดจาก การ
ปฏบิ ัติงานและไดร้ ับผลเป็นท่พี ึงพอใจ ทาให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความสุขความมุ่งม่ันท่ีจะทางาน มี
ขวญั และมกี าลงั ใจ มคี วามผกู พันกบั หน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความสาเร็จของงานท่ีทา และสิ่งเหล่านี้ จะ
ส่งผลตอ่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทางานส่งผลต่อถึงความกา้ วหนา้ และความสาเร็จขององคก์ ารอีกดว้ ย

วริ ุฬ (2542) กลา่ วว่า ความพงึ พอใจเปน็ ความรูส้ กึ ภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่
ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับส่ิงหน่ึงสิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความต้ังใจมากและได้รับการ
ตอบสนองด้วยดีจะมคี วามพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้

14

รับการตอบสนองตามทค่ี าดหวงั ไวท้ ั้งนี้ขึน้ อยู่กับส่ิงท่ีต้ังใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อยสอดคล้องกับ ฉัตรชัย (2535)
กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อส่ิงหนึ่งหรือปัจจัยต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง
ความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุ ดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง
ความรสู้ กึ ดงั กล่าวจะลดลงหรือไมเ่ กิดข้นึ หากความตอ้ งการหรอื จดุ มุ่งหมายนนั้ ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนอง

กิตติมา (2529) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อองค์ประกอบ และ
สิง่ จงู ใจในดา้ นตา่ ง ๆ เมื่อได้รบั การตอบสนอง

กาญจนา (2546) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เป็นนามธรรม
ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การท่ีเราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการ
แสดงออกที่ค่อนข้างสลบั ซบั ซอ้ นและต้องมสี ิ่งเร้าที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทาให้บุคคลเกิดความ
พงึ พอใจ ดังนนั้ การส่ิงเรา้ จึงเปน็ แรงจูงใจของบุคคลนน้ั ใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจในงานนน้ั

นภารัตน์ (2544) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกทางบวกความรู้สึกทางลบและความสุขท่ีมี
ความสมั พันธ์กันอยา่ งซับซอ้ น โดยความพึงพอใจจะเกดิ ขน้ึ เมื่อความรู้สกึ ทางบวกมากกว่าทางลบ

เทพพนม และสวิง (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นภาวะของความพึงใจหรือภาวะท่ีมีอารมณ์ใน
ทางบวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากการประเมินประสบการณ์ของคน ๆ หน่ึง สิ่งที่ขาดหายไประหว่างการเสนอให้กับ
สง่ิ ท่ไี ด้รบั จะเปน็ รากฐานของการพอใจและไม่พอใจได้

สง่า (2540) กลา่ วว่า ความพงึ พอใจ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับผลสาเร็จตามความมุ่งหมาย
หรือเป็นความรู้สึกข้ันสุดท้ายท่ีได้รับผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์จากคากล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าความพึงพอใจ
หมายถึง ความร้สู กึ ท่ดี หี รือทศั นคตทิ ี่ดีของบุคคล ซงึ่ มกั เกิดจากการได้รับการตอบสนองตามท่ีตนต้องการ ก็จะ
เกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้น ตรงกันข้ามหากความต้องการของตนไม่ได้รับการตอบสนองความไม่พึงพอใจก็จะ
เกิดขึ้น

5.2 ทฤษฎีเกยี่ วกับการสร้างความพึงพอใจ
Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดข้ึนต้องมีสิ่งจูงใจ (motive)
หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพ่ือตอบสนอง
ความตอ้ งการของตนเอง ซึง่ ความตอ้ งการของแตล่ ะคนไม่เหมอื นกนั ความตอ้ งการบางอย่างเป็นความต้องการ
ทางชีววิทยา(biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหายหรือความลาบากบางอย่าง เป็น
ความต้องการทางจิตวิทยา (psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง
(esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอที่จะจูงใจให้
บุคคลกระทาในช่วงเวลาน้ัน ความต้องการกลายเป็นส่ิงจูงใจ เม่ือได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความ
ตึงเครยี ด โดยทฤษฎีท่ีได้รับความนิยมมากที่สุด มี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของอับราฮัม มาสโลว์ และทฤษฎีของ
ซิกมนั ด์ฟรอยด์
1. ทฤษฎแี รงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s theory motivation)

อับราฮัม มาสโลว์ (A.H.Maslow) ค้นหาวิธีที่จะอธิบายว่าทาไมคนจึงถูกผลักดันโดยความต้องการ
บางอย่าง ณ เวลาหนึ่ง ทาไมคนหน่ึงจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมากเพื่อให้ได้มาซ่ึงความปลอดภัยของ
ตนเองแต่อกี คนหนง่ึ กลับทาส่งิ เหล่านั้น เพ่ือให้ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น คาตอบของมาสโลว์ คือ ความ
ตอ้ งการของมนุษย์จะถูกเรียงตามลาดับจากส่ิงท่ีกดดันมากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด ทฤษฎีของมาสโลว์ได้จัดลาดับ
ความต้องการตามความสาคญั คือ

1.1 ความต้องการทางกาย (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐาน คือ อาหาร ท่ีพัก
อากาศ ยารกั ษาโรค

15

1.2 ความตอ้ งการความปลอดภัย (safety needs) เป็นความตอ้ งการที่เหนอื กว่าความต้องการเพื่อ
ความอยรู่ อด เปน็ ความตอ้ งการในด้านความปลอดภัยจากอนั ตราย

1.3 ความตอ้ งการทางสงั คม (social needs) เป็นการตอ้ งการการยอมรับจากเพอ่ื น
1.4 ความตอ้ งการการยกยอ่ ง (esteem needs) เป็นความต้องการการยกยอ่ งสว่ นตัว ความนับถือ
และสถานะทางสังคม
1.5 ความต้องการให้ตนประสบความสาเร็จ (self – actualization needs) เป็นความต้องการ
สงู สดุ ของแต่ละบคุ คล ความตอ้ งการทาทกุ ส่ิงทกุ อย่างไดส้ าเร็จ
บุคคลพยายามทส่ี รา้ งความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สาคัญท่ีสุดเป็นอันดับแรกก่อน เมื่อความ
ต้องการน้ันได้รับความพึงพอใจ ความต้องการน้ันก็จะหมดลงและเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลพยายามสร้างความ
พงึ พอใจใหก้ ับความต้องการที่สาคัญท่ีสุดลาดับต่อไป ตัวอย่าง เช่น คนท่ีอดอยาก (ความต้องการทางกาย) จะ
ไม่สนใจต่องานศิลปะชิ้นล่าสุด (ความต้องการสูงสุด) หรือไม่ต้องการยกย่องจากผู้อ่ืน หรือไม่ต้องการ แม้แต่
อากาศทบี่ รสิ ุทธ์ิ (ความปลอดภัย) แตเ่ มอ่ื ความตอ้ งการแต่ละข้นั ไดร้ ับความพงึ พอใจแลว้ ก็จะมีความต้องการใน
ข้นั ลาดบั ต่อไป
2. ทฤษฎแี รงจงู ใจของฟรอยด์
ซกิ มนั ด์ ฟรอยด์ ( S. M. Freud) ต้งั สมมุตฐิ านวา่ บคุ คลมกั ไม่รตู้ วั มากนกั ว่าพลงั ทางจิตวิทยามีส่วน
ช่วยสร้างให้เกิดพฤติกรรม ฟรอยด์พบว่าบุคคลเพิ่มและควบคุมสิ่งเร้าหลายอย่าง สิ่งเร้าเหล่านี้อยู่นอกเหนือ
การควบคุมอย่างส้ินเชิง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคาท่ีไม่ต้ังใจพูด มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลและมีพฤติกรรม
หลอกหลอน หรือเกดิ อาการวิตกจริตอยา่ งมาก
ชารณิ ี (2535) ได้เสนอทฤษฎกี ารแสวงหาความพงึ พอใจไว้ว่า บุคคลพอใจจะกระทาสิ่งใด ๆ ท่ีให้มี
ความสุขและจะหลีกเล่ียงไม่กระทาในส่ิงท่ีเขาจะได้รับความทุกข์หรือความยากลาบาก โดยอาจแบ่งประเภท
ความพอใจกรณนี ี้ได้ 3 ประเภท คือ
1. ความพอใจด้านจิตวิทยา (psychological hedonism) เป็นทรรศนะของความพึงพอใจว่า
มนุษย์โดยธรรมชาตจิ ะมคี วามแสวงหาความสขุ สว่ นตัวหรอื หลกี เลี่ยงจากความทุกข์ใด ๆ
2. ความพอใจเกี่ยวกับตนเอง (egoistic hedonism) เป็นทรรศนะของความพอใจว่ามนุษย์จะ
พยายามแสวงหาความสขุ สว่ นตวั แตไ่ ม่จาเป็นวา่ การแสวงหาความสุขตอ้ งเป็นธรรมชาตขิ องมนุษยเ์ สมอไป
3. ความพอใจเกี่ยวกับจริยธรรม (ethical hedonism) ทรรศนะน้ีถือว่ามนุษย์แสวงหาความสุข
เพอื่ ผลประโยชนข์ องมวลมนุษย์หรือสงั คมทตี่ นเปน็ สมาชกิ อยู่และเป็นผ้ไู ด้รับผลประโยชน์ผหู้ นึง่ ดว้ ย

16

บทท่ี 3
วิธีการดาเนนิ การวิจัย

งานวจิ ยั เร่ือง ผลการจัดการเรียนรูด้ ้วยรปู แบบ SSCS ท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เร่ือง คา่ กลางของขอ้ มลู ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ก่อนและ
หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มีวัตถุประสงค์สาคัญเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณติ ศาสตร์ ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ
SSCS และเพ่ือศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 หลังการจดั การเรยี นรู้ด้วยรูปแบบ SSCS
ในการดาเนินการวิจัย คณะผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง มีการกาหนดแบบแผนวิจัย ประชากรและ
ตัวอย่าง ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลดัง
รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี

ในการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ผู้วิจัยได้
ดาเนนิ การตามข้ันตอนดังต่อไปน้ี

1. แบบแผนการวจิ ัย
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3. เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
5. การวิเคราะห์ขอ้ มลู
6. สถิตทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู

แบบแผนการวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบทดลอง (Experimental Research) ซึ่งเก็บข้อมูลจาก

กลุม่ ตัวอย่างเพียงหนึ่งกลุ่ม โดยวดั ผลกอ่ นและหลงั การทดลอง (One Group Pretest Posttest Design) โดย
มแี บบแผนการวจิ ัย ดงั น้ี

E group O1 X O2

E group หมายถึง กลมุ่ ทดลอง
หมายถงึ วธิ กี ารจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบ SSCS
X หมายถึง การวัดผลกอ่ นเรยี นดว้ ยการจัดการเรียนรดู้ ้วยรปู แบบ SSCS

O1 หมายถึง การวดั ผลหลงั เรยี นด้วยการจดั การเรียนร้ดู ้วยรปู แบบ SSCS

O2

ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจยั ครง้ั น้ี เปน็ นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทีก่ าลงั ศึกษาในภาคเรียนท่ี 2

ปีการศกึ ษา 2563 โรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ จงั หวัดยะลา จานวน 315 คน
กลุม่ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 จานวน 26 คน ได้จากการสุ่ม

อย่างง่าย โดยใชห้ ้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม

17

ตวั แปรทใี่ ช้ในการวิจัย
ตัวแปรอสิ ระ คือ การจดั การเรียนรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้

ดว้ ยรูปแบบ SSCS

เครอื่ งมือและการพฒั นาคุณภาพเครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
ในการวิจยั ครั้งนีผ้ วู้ ิจัยไดส้ ร้างเครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย ไดแ้ ก่
1. แผนการจัดการเรียนรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS เรื่อง คา่ กลางของข้อมูล ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการ

เรียนร้ทู ี่ 1 จานวน 7 แผน แผนละ 50 นาที แบง่ เป็นเวลาในการสอน จานวน 5 คาบ และเวลาในการทดสอบ
2 คาบ

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล เป็นแบบปรนัย
ชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 15 ข้อ

3. แบบสอบถามความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรยี นรดู้ ้วยรปู แบบ SSCS จานวน 10 ขอ้
โดยมขี ้ันตอนในการสร้างและพฒั นาเคร่ืองมอื ดังน้ี

1. ขน้ั ตอนการสรา้ งแผนการจดั การเรียนรดู้ ้วยรูปแบบ SSCS
แผนการจดั การเรยี นรู้ทผี่ ู้วจิ ยั ทาข้ึน ได้ใหค้ รพู ่ีเลี้ยงตรวจสอบความถูกตอ้ งเหมาะสมในเบ้ืองตน้
โดยแผนการจดั การเรยี นรดู้ ังกล่าวมขี ้ันตอนในการสรา้ งดังตอ่ ไปนี้
1.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา
จดุ มงุ่ หมายของหลักสูตร สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด และคาอธิบายรายวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อเป็น
แนวทางในการกาหนดจุดประสงค์ของกจิ กรรมและเน้ือหา
1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และผลการวจิ ยั ทเี่ กีย่ วข้องกับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS เพื่อเป็น
แนวทางในการกาหนดรปู แบบการจดั การเรยี นการสอนอยา่ งเป็นลาดบั ขน้ั ตอน
1.3 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล เพ่ือกาหนดจุดประสงค์การ
เรยี นรู้และสาระการเรียนรู้
1.4 จดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และ
สาระการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ จานวน 7 แผน โดยกาหนดใหแ้ ผนการเรียนรู้ มตี ามหัวข้อดังตอ่ ไปนี้

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีว้ ัด
2. จุดเน้น
3. สาระการเรยี นรู้
4. สาระสาคัญ
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
6. สมรรถนะสาคญั
7. บูรณาการ
8. ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้
9. การวดั และประเมินผล
10. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มลี าดับขนั้ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรดู้ ังน้ี

18

ข้ันที่ 1 Search : S เป็นข้ันของการแสวงหาข้อมูลที่เก่ียวข้องกับปัญหาและแยกแยะ
ประเดน็ ปัญหา

ขั้นท่ี 2 Solve : S เป็นขั้นของการวางแผนและการดาเนินการแก้ปัญหาด้วยวิธีการท่ี
เหมาะสม หรือการหาคาตอบของปัญหา

ข้ันที่ 3 Create : C เป็นขั้นของการนาผลจากข้ัน Solve มาจัดการกระทาเป็นขั้นตอน
เพอ่ื ให้ง่ายตอ่ ความเข้าใจสามารถนาไปส่ือสารกับผอู้ ่นื ได้

ขั้นที่ 4 Share : S เป็นขั้นของการแลกเปล่ียนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลรวมทั้งวิธีการ
แก้ปัญหา

1.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ คือ ครูภูศิริ ภัทรพงษ์พันธ์
ตรวจสอบความถูกตอ้ งเหมาะสมในเบื้องตน้

1.6 ปรบั ปรุงแผนการจดั การเรียนรู้ตามคาแนะนาของผูเ้ ชยี่ วชาญ แล้วนาไปใชจ้ รงิ

2. ข้นั ตอนในการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลัง
เรียน เร่ือง ค่ากลางของขอ้ มูล

แบบทดสอบท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของข้อมูล
โดยเป็นแบบทดสอบปรนัยชนดิ เลอื กตอบแบบ 4 ตวั เลือกจานวน 15 ขอ้ ซึ่งมีขน้ั ตอนในการสร้างดงั นี้

2.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี น เรอ่ื ง คา่ กลางของขอ้ มูล

2.2 ศึกษาหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ช้ันมัธยมศึกษาปีที่
6 และเอกสารทีเ่ กยี่ วข้องกบั การวดั ผลและประเมนิ ผล วิธกี ารสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์

2.3 ศึกษาจดุ ประสงค์การเรียนรู้ ตัวชวี้ ัด และสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง ค่ากลางของข้อมลู
2.4 จดั ทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอ่ นและหลังเรียน เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล จานวน
15 ข้อ
2.5 นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่จัดทาข้ึน ให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความถูกต้องและ
ความเหมาะสมของแบบทดสอบ และเพื่อตรวจสอบความตรงเชิงพนิ ิจ (face validity)
2.6 นาแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญ ไปใช้กับนักเรียนท่ีไม่ใช่กลุ่ม
ตวั อยา่ ง จานวน 24 คน เพื่อหาค่าความยากงา่ ยและค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบ โดยเลือกแบบทดสอบ
ท่ีมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 ค่าอานาจจาแนกข้อทดสอบท่ีมีค่าตั้งแต่ 0.20 ข้ึนไป และหาค่า
ความเชอื่ ม่นั โดยใช้สูตร KR – 20 ของคเู ดอร์ ริชาร์ดสนั
2.8 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ท่ีเสร็จสมบูรณ์ ทาการทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา
จานวน 26 คน

คา่ ความตรงเชิงเนือ้ หา (IOC)
การหาค่าความตรงเชิงเน้ือหาในงานวิจัยน้ี ผู้วิจัยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องของเน้ือหา

เรียบร้อยแล้ว โดยผเู้ ชี่ยวชาญคอื 1.ครภู ศู ิริ ภัทรพงษพ์ ันธ์ 2.ครสู ุณี เผ่าวัชรพล 3.ครภู ทั รา ตนั นลิ กุล ครูผู้สอน
รายวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม สามารถนาเครื่องมือไปใช้กับ
กลุม่ ตวั อย่างได้

19

คา่ ความยากงา่ ยของแบบทดสอบ
ตารางท่ี 3.1 คา่ ความยากงา่ ยของแบบทดสอบ ได้ดังน้ี

ขอ้ ท่ี ค่าความยากงา่ ย การแปลผล

1 0.71 ง่าย พอใช้ได้

2 0.63 งา่ ย พอใช้ได้

3 0.71 ง่าย พอใชไ้ ด้

4 0.71 งา่ ย พอใช้ได้

5 0.58 คอ่ นข้างง่าย ดี

6 0.63 ง่าย พอใช้ได้

7 0.46 ค่อนข้างยาก ดี

8 0.58 ค่อนข้างง่าย ดี

9 0.67 ง่าย พอใชไ้ ด้

10 0.67 ง่าย พอใชไ้ ด้

11 0.71 คอ่ นข้างงา่ ย ดี

12 0.75 ค่อนข้างงา่ ย ดี

13 0.54 คอ่ นข้างง่าย ดี

14 0.58 คอ่ นข้างงา่ ย ดี

15 0.63 ง่าย พอใช้ได้

จากตารางที่ 3.1 สามารถการวเิ คราะหพ์ บว่าคา่ ความยากง่ายของแบบทดสอบอยู่ในช่วง 0.46 - 0.75
ซึ่งจากการตรวจสอบ ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบพบว่า ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบท่ีดีควรอยู่
ระหว่าง 0.2 – 0.8 จะเห็นได้ว่า ข้อสอบท่ีผู้วิจัยใช้ทดสอบนักเรียนบางข้อไม่มีความเหมาะสม ผู้วิจัย
ดาเนินการปรบั ปรุงตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ชีย่ วชาญ

คา่ อานาจจาแนกของแบบทดสอบ
ตารางท่ี 3.2 ค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบ ได้ดังน้ี

ขอ้ ที่ ค่าอานาจจาแนก การแปลผล

1 0.58 จาแนกดีมาก

2 0.58 จาแนกดมี าก

3 0.42 จาแนกดมี าก

4 0.42 จาแนกดมี าก

5 0.83 จาแนกดีมาก

6 0.42 จาแนกดีมาก

7 0.42 จาแนกดีมาก

8 0.67 จาแนกดีมาก

9 0.50 จาแนกดมี าก

10 0.33 จาแนกพอใช้

11 0.42 จาแนกดีมาก

20

12 0.67 จาแนกดมี าก
13 0.42 จาแนกดมี าก
14 0.67 จาแนกดีมาก
15 0.42 จาแนกดีมาก

จากตารางท่ี 3.2 สามารถวิเคราะห์พบว่าค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบมีค่าอยู่ระหว่าง 0.33 -
0.83 โดยทั่วไปแล้วข้อสอบที่มีค่าอานาจจาแนกใช้ได้ จะมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.2 จากการวิเคราะห์จาก
ตารางขา้ งต้น มีขอ้ สอบ ทีม่ ีคา่ อานาจจาแนกมากกวา่ 0.2 แสดงว่าข้อสอบจาแนกนักเรยี นเกง่ กับออ่ นไดด้ มี าก

ความเชื่อมัน่ แบบ KR20
ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบพบวา่ ความเชอื่ ม่นั แบบ KR-20 มีคา่ เทา่ กับ 0.75

ตารางท่ี 3.3 สรปุ ผลการวิเคราะห์คุณภาพเคร่ืองมอื ได้ดังนี้

เครือ่ งมอื คุณภาพเคร่อื งมอื คุณภาพเคร่อื งมือ
(กอ่ นนาไปใช้) (หลังนาไปทดลองใช้)
แผนการจดั การเรียนรู้ดว้ ย
รปู แบบ SSCS ครพู เ่ี ลีย้ งตรวจสอบ ความ -
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ เหมาะสม
ทางการเรยี นก่อนและหลงั 1. คา่ ความยากง่าย (0.46-0.75)
เรยี น เร่อื ง คา่ กลางของข้อมูล การตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ 2. ค่าอานาจจาแนก (0.33-0.83)
(face validity) 3. ค่าความเชอื่ มั่น โดยใชส้ ตู ร KR
– 20 ของคเู ดอร์ รชิ ารด์ สนั
แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมี การตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (0.75)
ตอ่ แผนการจัดการเรยี นรู้ด้วย (face validity) ค่าความเชื่อมั่นแบบครอนบาค
รปู แบบ SSCS แอลฟา (0.714)

3. ขน้ั ตอนการสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีตอ่ การจดั การเรยี นรู้ด้วยรปู แบบ SSCS
แบบสอบถามท่ีผูว้ จิ ัยสร้างขึน้ เพอ่ื ประเมินความพงึ พอใจของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีต่อการ

จัดการเรียนรู้ดว้ ยรปู แบบ SSCS ผูว้ ิจัยได้ดาเนินตามข้ันตอนดงั นี้
3.1 ศึกษาเอกสารเก่ียวกบั ความพึงพอใจ และการสร้างแบบสอบถาม
3.2 กาหนดกรอบแนวคดิ ประเดน็ หลกั และสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี

ที่ 6 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS โดยแบบประเมิน 1 ชุด มีจานวน 10 ข้อ เป็นแบบสอบถาม
แบบมาตราส่วน มี 5 ระดบั ดงั นี้

5 หมายถงึ พงึ พอใจมากทสี่ ดุ
4 หมายถึง พึงพอใจมาก
3 หมายถึง พงึ พอใจปานกลาง
2 หมายถงึ พึงพอใจนอ้ ย
1 หมายถึง พึงพอใจนอ้ ยทสี่ ดุ

21

สว่ นเกณฑก์ ารแปลความหมาย คอื
ค่าเฉลีย่ 4.50 ขึน้ ไป หมายถงึ มากทีส่ ดุ
ค่าเฉลย่ี 3.50 - 4.49 หมายถึง มาก
ค่าเฉลยี่ 2.50 - 3.49 หมายถงึ ปานกลาง
คา่ เฉลย่ี 1.50 - 2.49 หมายถึง นอ้ ย
ค่าเฉลย่ี 1.49 ลงมา หมายถึง น้อยที่สดุ

3.3 นาแบบสอบถามเสนอต่อครูพี่เล้ียง เพื่อตรวจสอบความครอบคลุมเชิงเน้ือหาความชัดเจน และ
ความถูกต้องของแบบสอบถาม

3.4 นาแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของครูพ่ีเล้ียงเรียบร้อยแล้วไปใช้เก็บ
ข้อมลู กบั กลมุ่ ตวั อยา่ ง

3.5 วิเคราะห์ค่าความเช่ือมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยหาสมั ประสิทธิแ์ อลฟาของ
ครอนบาค

การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยทาการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2

โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวม
ข้อมลู ด้วยตนเองมีรายละเอียด ดังนี้

1. การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย (Simple
Random Sampling) ได้กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการทดลอง คอื นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6/2 จานวน 26 คน

2. ดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS โดยทาการเก็บรวบรวมข้อมูล 7
ชั่วโมง ดงั นี้

ชวั่ โมงที่ 1 ใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre - test) จานวน 15 ขอ้ และตรวจให้
คะแนน

ชวั่ โมงที่ 2 – 6 ดาเนินการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ภายในห้องเรียน ตามแผนการจดั การเรียนรู้
ทไ่ี ด้วางไว้จานวน 5 คาบ

ช่วั โมงที่ 7 ให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี น (Post - test) จานวน 15 ข้อ และตรวจให้
คะแนน

3. ให้นักเรียนตอบแบบสอบถามความพงึ พอใจทมี่ ีต่อการจดั การเรียนรู้ดว้ ยรปู แบบ SSCS
4. ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลและวิเคราะห์โดยวิธีการทางสถิติได้แก่ ความถ่ี
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และเปรียบเทียบความแตกต่างของ
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นก่อนและหลังเรยี น โดยใชส้ ถิตทิ ดสอบทแี บบกลุ่มตัวอยา่ งไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired -
samples t-test)

การวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล โดยใช้ค่าเฉล่ีย ส่วน

เบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ก่อนและหลังเรยี น โดยใช้สถติ ทิ ดสอบทแี บบกล่มุ ตัวอย่างไมเ่ ป็นอิสระต่อกัน (Paired - samples t-test)

22

2. ในการวเิ คราะหค์ วามพึงพอใจของนักเรยี นทม่ี ีต่อการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยรปู แบบ SSCS ซึ่งผวู้ ิจัยได้
วิเคราะหค์ วามถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยเทียบกับเกณฑ์ดังน้ี

คา่ เฉล่ยี 4.51 - 5.00 มีความพงึ พอใจระดบั มากทีส่ ดุ
คา่ เฉลยี่ 3.51 - 4.50 มคี วามพึงพอใจระดบั มาก
คา่ เฉลย่ี 2.51 - 3.50 มคี วามพึงพอใจระดบั ปานกลาง
ค่าเฉลยี่ 1.51 - 2.50 มีความพึงพอใจระดบั น้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 มคี วามพงึ พอใจระดบั น้อยที่สดุ

สถิติทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล
ผู้วิจัยได้วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถติ ิดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
1. สถิตพิ ืน้ ฐาน ไดแ้ ก่
1.1 รอ้ ยละ โดยใชส้ ูตรดังน้ี

P f 100
N

เมือ่ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถีท่ ี่ตอ้ งการแปลงให้เปน็ รอ้ ยละ

N แทน จานวนความถที่ ัง้ หมด
1.2 ค่าเฉลยี่ (Mean)

X  x
n

เมอ่ื X แทน คา่ เฉลีย่

 x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด

n แทน จานวนนกั เรียนในกลุม่ ตัวอยา่ ง
1.3 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

S.D.  n x2   x2

nn 1

เม่อื S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน

 x2 แทน ผลรวมท้ังหมดของคะแนนแตล่ ะตวั ยกกาลงั สอง

 x2 แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดยกกาลังสอง

n แทน จานวนนักเรยี นในกลุ่มตวั อย่าง
1.4 คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ โดยใชส้ ูตรดังน้ี

GS(%) (Y X) 100
F X

เมือ่ GS(%) แทน คะแนนร้อยละของพฒั นาการผเู้ รียน

X แทน คะแนนสอบก่อนการจัดการเรยี นรู้

Y แทน คะแนนสอบหลังการจดั การเรยี นรู้

F แทน คะแนนเต็ม

23

2. สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์คณุ ภาพเคร่ืองมือ ไดแ้ ก่

2.1 ค่าความยากง่าย (Difficulty) เป็นการตรวจคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อ ที่สามารถบอกได้ว่า

คนส่วนใหญ่ทาถูกหรือทาผิดมากน้อยเพียงใด ในการหาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรียนแบบปรนัย ใชส้ ตู รดงั นี้

P R
N

เมื่อP แทน ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน

R แทน จานวนคนท่ที าข้อนัน้ ถูก

N แทน จานวนคนท่ีทาแบบทดสอบนน้ั ทั้งหมด

ตารางท่ี 3.4 การแปลความหมายค่าความยากง่าย

ค่าความยากงา่ ย การแปลความหมาย
ตา่ กว่า 0.20 ข้อสอบยากมาก ควรตดั ทิง้
0.20 - 0.39 ขอ้ สอบยาก พอใช้ได้
0.40 - 0.49 ข้อสอบค่อนข้างยาก ดี
ขอ้ สอบยากงา่ ยพอเหมาะ ดมี าก
0.50 ข้อสอบคอ่ นขา้ งง่าย ดี
0.51 – 0.60 ข้อสอบง่ายพอใช้ได้
0.61 - 0.80 ข้อสอบง่ายมาก ควรตดั ทง้ิ
มากกวา่ 0.80

2.2 ค่าอานาจจาแนก (Discrimination) คือ ความสามารถของแบบทดสอบที่สามารถจาแนกหรือ
แยกผู้ตอบออกเป็น 2 กลุ่มได้จริง ๆ คือ เก่ง – อ่อน, ดี – ไม่ดี, มาก - น้อย ในการหาค่าอานาจจาแนก
ของแบบทดสอบ ใช้สูตรดงั นี้

R RU RL
N

เมอ่ื R แทน ค่าอานาจจาแนกเปน็ รายข้อ
RU แทน จานวนผ้ทู ่ตี อบถูกในข้อนนั้ ในกลมุ่ เก่ง

RL แทน จานวนผทู้ ่ตี อบถกู ในขอ้ นัน้ ในกลุ่มอ่อน
N แทน จานวนผ้ทู ่ีเข้าสอบทง้ั หมด

ตารางที่ 3.5 การแปลความหมายคา่ อานาจจาแนก

คา่ อานาจจาแนก การแปลความหมาย
ติดลบ ข้อสอบมีอานาจจาแนกผิดใชไ้ มไ่ ด้
ข้อสอบมีอานาจจาแนกไม่ดี ไม่ควรใช้
0.00 - 0.19 ข้อสอบมอี านาจจาแนกไดน้ ้อย ควรปรับปรงุ อกี ครั้งหน่งึ
0.20 - 0.29 ขอ้ สอบมอี านาจจาแนกพอใช้ แตค่ วรปรับปรงุ
0.30 - 0.39 ข้อสอบมอี านาจจาแนกได้ดีมาก
ตงั้ แต่ 0.40 ข้นึ ไป

24

2.3 คา่ ความเชอ่ื ม่นั ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นชนิดปรนัย โดยใช้สตู ร KR – 20 ดังน้ี

r K 1 pq
K1 sx2

เมอ่ื r แทน จานวนค่าความเชอ่ื ม่ันของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์

ทางการเรียน
K แทน จานวนข้อสอบ

p แทน สัดสว่ นของนกั เรยี นทต่ี อบแบบทดสอบถกู

q แทน สัดสว่ นของนักเรียนทต่ี อบแบบทดสอบผิด

sx2 แทน จานวนผทู้ ต่ี อบถูกในข้อน้นั ในกลุม่ ออ่ น
q แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม

และ sx2 หาได้จาก

sx2 N x2 ( x)2
n2

เมื่อ N แทน จานวนนักเรยี น

x แทน คะแนนของนักเรียนคนท่ี i

2.4 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการ

จัดการเรยี นรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS โดยการวเิ คราะหห์ าคา่ สมั ประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach alpha

procedure) จากสตู ร

k k1 Si2tems
k1 St2otal

เม่อื k แทน ค่าความเช่ือม่ันของแบบวัดความพึงพอใจ

k แทน จานวนขอ้ ในแบบวดั ความพึงพอใจ

แทนSi2tems ผลรวมของคา่ ความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ

St2otal แทน คะแนนความแปรปรวนทง้ั ฉบับ

3. สถติ ิที่ใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้ด้วยรูปแบบ

SSCS จะใช้การทดสอบทชี นิดกล่มุ ตัวอยา่ งไมเ่ ปน็ อิสระต่อกัน (Paired - samples t-test) ดงั นี้

D ,df n 1
t

n D2 ( D)2

n1

เมื่อ t แทน ค่าสถิติทใี่ ช้พิจารณา t - distribution
D แทน ผลต่างของคะแนนกอ่ นและหลังการจัดการเรียนรู้

D แทน ผลรวมของผลตา่ งของคะแนนก่อนและหลังการจดั การเรียนรู้

D2 แทน ผลรวมของผลตา่ งคะแนนก่อนและหลังการจดั การเรียนรู้ยกกาลงั สอง
n แทน จานวนนกั เรยี นกลมุ่ ตวั อย่าง

25

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

การวจิ ยั เรือ่ ง การจดั การเรียนรูด้ ้วยรูปแบบ SSCS ท่มี ผี ลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ก่อนและ
หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มีวัตถุประสงค์ (1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบ SSCS (2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย
รปู แบบ SSCS คณะผวู้ จิ ยั ใชร้ ะเบยี บวิธวี จิ ัยเชงิ ทดลอง โดยออกแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนเรียน
และหลังเรียนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัด
ยะลา จานวน 26 คน ผู้วิจยั ได้นาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดงั ตอ่ ไปน้ี

ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของ
ข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ก่อนและหลังการจัดการ
เรียนรดู้ ้วยรปู แบบ SSCS

ตอนที่ 2 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ต่อการจัดการเรียนรู้
ดว้ ยรูปแบบ SSCS

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลผลตอ่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรอื่ ง คา่ กลางของขอ้ มลู ของ
นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จงั หวดั ยะลา ก่อนและหลงั การจดั การ
เรียนรู้ดว้ ยรปู แบบ SSCS
ในการวิเคราะห์ข้อมูลตอนท่ี 1 มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา

คณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบ SSCS ซ่ึงเริ่มจากการนาคะแนนสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ มาวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงบรรยาย
การวเิ คราะหค์ ะแนนพฒั นาการสัมพัทธ์ และส้ินสุดท่ีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
กอ่ นและหลงั การจดั การเรียนรู้

คะแนนสอบกอ่ น - หลงั การจดั การเรียนรู้

16

14

12

10

8

6

4

2

0
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลงั เรียน

ภาพประกอบ 4.1 แผนภมู ิแท่งแสดงคะแนนสอบของนักเรยี นก่อนและหลงั การจัดการเรียนรู้

26

จากภาพประกอบ 4.1 แสดงคะแนนสอบของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ
SSCS ซง่ึ จะเห็นไดว้ า่ นกั เรยี นทุกคนมคี ะแนนหลงั เรียนท่สี งู กวา่ ก่อนเรียน

ตารางท่ี 4.1 แสดงคะแนนก่อน - หลังเรียนจดั การเรยี นรู้ และคะแนนพัฒนาการสัมพทั ธ์

นกั เรียน กอ่ นเรียน หลงั เรียน พัฒนาการสัมพัทธ(์ %) ระดับพฒั นาการ

1 6 14 88.89 ระดับสงู มาก
2 6 15 100.00 ระดบั สงู มาก
3 7 13 75.00 ระดับสูงมาก

4 8 15 100.00 ระดบั สงู มาก
5 7 14 87.50 ระดับสงู มาก
6 8 12 57.14 ระดับสงู

7 5 12 70.00 ระดับสงู
8 8 12 57.14 ระดับสูง
9 8 12 57.14 ระดบั สูง

10 7 12 62.50 ระดบั สูง
11 7 14 87.50 ระดบั สูงมาก
12 6 12 66.67 ระดับสงู

13 8 13 71.43 ระดบั สงู
14 8 12 57.14 ระดับสูง
15 7 13 75.00 ระดับสงู

16 7 12 62.50 ระดบั สูง
17 7 12 62.50 ระดบั สูง
18 7 13 75.00 ระดับสูงมาก

19 6 13 77.78 ระดบั สูงมาก
20 6 14 88.89 ระดบั สงู มาก
21 6 12 66.67 ระดับสงู

22 6 13 77.78 ระดบั สูง
23 6 12 66.67 ระดับสงู
24 5 12 70.00 ระดับสงู

25 5 13 80.00 ระดบั สูงมาก
26 9 14 83.33 ระดับสงู มาก

เฉล่ยี 6.77 12.88 74.01 ระดับสงู

27

คะแนนของนกั เรียนก่อน - หลงั และคะแนนพฒั นาการสมั พทั ธ์

120

100

80

60

40

20

0
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

กอ่ นเรียน หลงั เรียน GS(%)

ภาพประกอบ 4.2 แผนภูมิแสดงคะแนนของนักเรียนก่อน - หลัง และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของ
การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบ SSCS

จากตารางที่ 4.1 และภาพประกอบ 4.2 พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 6.77 และหลัง
เรยี นมคี ะแนนเฉล่ียเทา่ กับ 12.88 โดยนกั เรยี นทกุ คนมพี ัฒนาการเพม่ิ ข้ึนเฉล่ยี รอ้ ยละ 74.01

ตารางท่ี 4.2 ผลการวิเคราะหค์ ่าสถติ เิ ชิงบรรยาย กอ่ นและหลงั การจดั การเรียนรู้

คะแนนสอบ N Min Max Range S.D.

ก่อนเรยี น 26 5 9 4 6.77 1.07
หลังเรยี น 26 12 15 3 12.88 0.99

จากตารางที่ 4.2 พบว่า คะแนนก่อนเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 มีค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 5
คะแนน ค่ามากท่ีสุดเท่ากับ 9 คะแนน มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 6.77 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.07

ส่วนคะแนนสอบหลังเรียนมีค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 12 คะแนน ค่ามากที่สุดเท่ากับ 15 คะแนน ค่าเฉล่ียเท่ากับ
12.88 คะแนน และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.99

ตารางที่ 4.3 ผลการเปรียบเทยี บคา่ เฉลีย่ คะแนนสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ดว้ ยรปู แบบ SSCS

คะแนนสอบ n S.D. t df Sig.

ก่อนเรียน 26 6.77 1.07 22.35 25 .05
หลังเรยี น 26 12.88 0.99

จากตารางที่ 4.3 พบว่า คะแนนทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
6.77 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.07 คะแนนทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ
SSCS มคี ่าเฉลยี่ เทา่ กบั 12.88 คะแนน และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.99

ผลการเปรยี บเทียบค่าเฉลยี่ คะแนนกอ่ นและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สามารถสรุปได้
ว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา

28

คณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05

ตารางที่ 4.4 แสดงขนาดอิทธพิ ล

คะแนนสอบ S.D. Effect Size ขนาดอิทธิพล
ระดับมาก
กอ่ นเรยี น 6.77 1.07 6.05
หลงั เรยี น 12.88 0.99

จากการวิเคราะห์ตารางท่ี 4.4 พบว่า ขนาดอิทธิพลมีค่าเท่ากับ 6.05 ซึ่งอยู่ในระดับมาก น่ันคือ การ
จัดการเรยี นร้ดู ว้ ยรปู แบบ SSCS สง่ ผลต่อผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณติ ศาสตรใ์ นระดบั มาก

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย

รูปแบบ SSCS

ตารางที่ 4.5 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย

รปู แบบ SSCS

ประเด็นการประเมิน ระดับความพึงพอใจ
S.D. แปลผล

1. บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรยี นมีส่วนรว่ ม 4.30 0.52 มาก
ในการทากิจกรรม

2. บรรยากาศของการเรียนทาให้นกั เรยี นมีความกระตอื รือร้น 4.62 0.49 มากท่สี ุด
ในการเรียน

3. บรรยากาศของการเรยี นทาใหน้ ักเรียนมีความรับผิดชอบตอ่ 4.54 0.51 มากทส่ี ดุ
ตนเองและกลุ่ม

4. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ทาให้นักเรียนไมเ่ บื่อหน่ายและ 4.54 0.51 มากทส่ี ดุ
เคร่งเครียด

5. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ทาใหน้ ักเรยี นมผี ลการเรียนดีขน้ึ 3.89 0.81 มาก

6. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ทาให้นกั เรยี นมีการพฒั นาตนเอง 4.57 0.55 มากท่สี ดุ

7. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ทาใหน้ กั เรียนไดร้ บั ประโยชน์มากมาย 4.51 0.51 มากที่สดุ

8. นกั เรยี นสามารถนาความรู้ที่ได้จากการจัดกจิ กรรม ไปใช้ 4.19 0.81 มาก
ในชีวิตประจาวนั ไดม้ ากข้นึ

9. นักเรยี นมีความเข้าใจและมีทกั ษะเร่ือง คา่ กลางของขอ้ มลู ไดด้ ี 4.59 0.50 มากทส่ี ุด
ขนึ้

10. นักเรยี นชอบเรียนคณิตศาสตรม์ ากขึน้ 4.30 0.57 มาก

สรุปความพึงพอใจโดยภาพรวม 4.41 0.19 มาก

จากตารางท่ี 4.6 พบวา่ นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS โดยภาพรวม

อยู่ในระดับมาก ( X = 4.41 , S.D. = 0.19 ) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในประเด็นท่ี
2 มากที่สุด น่ันคือ “บรรยากาศของการเรียนทาให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน” รองลงมาได้แก่
“นักเรยี นมีความเขา้ ใจและมีทกั ษะเร่ือง คา่ กลางของขอ้ มูล ได้ดขี นึ้ ” ตามลาดบั

29

บทท่ี 5
สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ

การวิจัย เร่ือง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ท่ีมีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ก่อนและ
หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มีวัตถุประสงค์ (1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบ SSCS (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบ SSCS คณะผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง โดยออกแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผล ก่อน
เรียนและหลังเรียนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง
จังหวดั ยะลา จานวน 26 คน ผวู้ จิ ยั ไดส้ รุปผลการวจิ ยั อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะดังนี้

สรปุ ผลการวจิ ยั
ผลการวิจยั สรุปได้ดังนี้
1. คะแนนทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 6.77 คะแนน และส่วน

เบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.07 ส่วนคะแนนทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 12.88 คะแนน
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.99 เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉล่ีย พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉล่ียหลังเรียนสูง
กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยส่วนใหญ่นักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มข้ึนเฉลี่ยร้อยละ
74.01 และขนาดอทิ ธพิ ลมีค่าเท่ากับ 6.05 ซง่ึ อยูใ่ นระดบั มาก

2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือ
พิจารณารายข้อพบวา่ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจในประเด็นที่ 2 มากที่สุด น่ันคือ “บรรยากาศของการเรียนทาให้
นกั เรยี นมีความกระตือรือร้นในการเรียน” รองลงมาได้แก่ “นักเรียนมีความเข้าใจและมีทักษะเร่ือง ค่ากลางของ
ขอ้ มลู ได้ดขี ึน้ ” ตามลาดับ

อภปิ รายผลการวจิ ัย
จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ัน

มัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึง
เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่กาหนดไว้ และจากการจัดทาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
ด้วยรูปแบบ SSCS ของนักเรียนพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS อยู่ใน
ระดบั มาก แสดงให้เหน็ วา่ การจัดการเรยี นรู้ดว้ ยรปู แบบ SSCS สามารถทาให้นักเรียนมีความเข้าใจเนื้อหา น้ัน ๆ
อย่างแท้จริง เนื่องจากนักเรียนได้ฝึกกระบวนการเรียนรู้แบบข้ันตอน ซ่ึงประกอบไปด้วยกระบวนการเรียนรู้ 4
ข้ันตอน ประกอบด้วย ขั้นท่ี 1 Search : S (การค้นหาปัญหา) ขั้นท่ี 2 Solve : S (การแก้ปัญหา) ข้ันที่ 3
Create : C (การสร้างคาตอบ) ขั้นที่ 4 Share : S (การแลกเปล่ียนความคิดเห็น) เน่ืองจากนักเรียนได้ฝึกการ
ค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง และมีกระบวนการหาคาตอบอย่างเป็นข้ันตอน อีกท้ังนักเรียนมีกล้าแสดงออกและ
ช่วยเหลอื กนั และฝึกการสอ่ื สารทางคณิตศาสตร์ในการแลกเปล่ียนเรียนรู้ความคิดเห็นของกลุ่มอื่น ๆ

จากผลการวิจัยท่ีผ่านมาจะเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สามารถพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนรายวชิ าคณติ ศาสตร์ให้สูงขึน้ และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS

30

อย่ใู นระดบั มาก ซึง่ สอดคล้องกับงานวจิ ัยของธนาวุฒิ ลาตวงษ์ (2548: 60-61) ไดศ้ ึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ และความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นท่ีได้รับการสอน
โดยใช้รปู แบบSSCS และการสอนแบบปกติ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถใน การแก้ปัญหา
สูงกว่านักเรียนท่ีได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 เช่นเดียวกับงานวิจัยของวัลลภ
มานกั ฆ้อง (2549: 90-91) ได้ทาการศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมด้วย วิธีสอนแบบSSCS เรื่องสมการ
เชิงเส้นตวั แปรเดียว สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หลังใช้ชุดกิจกรรมด้วยวิธีสอนแบบ SSCS สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ70 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ
นักเรียนยังมีเจตคติทางคณิตศาสตร์ หลังใช้ชุดกิจกรรมด้วยวิธีสอนแบบSSCS สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ.05

ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
จากผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉล่ียหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สูงกว่าก่อน

เรียน แสดงว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สามารถพัฒนาผลการเรียนรู้เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ให้
สูงขึ้นได้ ดังนั้นควรมีการส่งเสริมให้นาการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ไปใช้ในการสอนคณิตศาสตร์ ใน
เรื่องอื่น หรอื กลุ่มสาระอ่ืน เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นไดเ้ รียนรูอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล และเพ่ือให้นักเรียนได้
มคี วามสนกุ สนาน ไม่ตงึ เครียดกบั การทาแบบทดสอบ

2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ต่อไป
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สูงกว่าก่อนเรียน แต่ด้วยจากนักเรียนท่ี
นามาวจิ ัยในครง้ั น้ี มีพฤตกิ รรมในช้ันเรียนดี ตั้งใจเรียน และให้ความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน ทาให้
ไดค้ ะแนนหลงั เรยี นสูง ดังน้ันการวจิ ัยคร้ังต่อไปอาจจะทดลองใช้กบั หอ้ งเรยี นที่นักเรยี นมีความแตกต่างกัน เพื่อ
จะไดศ้ ึกษาว่ารูปแบบการสอน SSCS สามารถเพมิ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียนได้ทุกคน
นอกจากนั้นแล้ว ควรศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเร่อื งอ่นื หรือในระดับช้ันอน่ื ๆ และผู้วิจัยขอเสนอแนะให้มีการเก็บข้อมูลในระหว่างการ
ทดลอง โดยสงั เกตพฤติกรรมตามสภาพจริงของผู้เรียน และควรมีการศึกษาตัวแปร อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ความ
คงทนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ความสนใจในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ความสามารถในการแก้ปัญหา
คณติ ศาสตร์ เป็นตน้ เพราะเปน็ ส่ิงท่ีจาเปน็ ในการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ เพ่ือนามาพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้
มีประสิทธิภาพมากข้นึ

31

บรรณานกุ รม
กมลรัตน์ หล้าสวุ งษ.์ (2528). จติ วิทยาการศกึ ษา. พมิ พ์คร้ังท่ี 2. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าการ แนะแนว

และจติ วทิ ยาการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร.
กรมวชิ าการ. (2545). คู่มอื การจัดการเรยี นรู้กล่มุ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์.

กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องคก์ ารรับส่งสินค้าและพสั ดภุ ณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2545). 110 ปี กระทรวงศึกษาธิการ: คุณภาพและความเสมอภาคทาง

การศึกษา. กรงุ เทพฯกระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
-----------. (2546). พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบับที่๒) พ.ศ.

๒๕๔๕ พร้อมกฎกระทรวงท่เี กี่ยวข้อง และ พระราชบญั ญัติการศึกษาภาคบังคับ
พ.ศ. ๒๕๔๕. กรงุ เทพฯโรงพิมพ องค การรับส งสินค าและพสั ดภุ ัณฑ : ร(.ส.พ.).
-----------. (2551). ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ตาม หลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐานพุทธศักราช๒๕๕๑. กรงุ เทพฯโรงพมิ พ์ชุมนุม สหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย.
ชัยวัฒน์ สทุ ธริ ตั น.์ (2555). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ. กรงุ เทพฯ: แดเน็กซ์
อนิ เตอรค์ อรป์ อเรชั่น.
ดวงเดือน ออ่ นน่วม และคนอื่นๆ. (2537). เรอื่ งน่ารู้สาหรับครคู ณิตศาสตร์. พิมพ ครงั้ ที่ 4.
กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช.
ทองหล่อ วงษอ์ ินทร์. (2537). การวเิ คราะห์ความรู้เฉพาะด้านกระบวนการในการคิดแก้ปัญหาและ
เมตาคอคนชิ ัน่ ของนักเรียนมัธยมศกึ ษาผู้ชานาญและไม่ชานาญในการแก้ปัญหา \
คณติ ศาสตร์. วทิ ยานิพนธ์ ค .ด.(จิตวทิ ยาการศึกษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลยั
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . ถ่ายเอกสาร.
ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นคณติ ศาสตรแ์ ละทักษะการคิด
เลขในใจของนักเรียนทไ่ี ดร้ ับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใชแ้ บบฝกึ หดั ท่เี น้นทักษะการคดิ เลข
ในใจกบั นกั เรยี นทไี่ ด้รบั การสอนโดยใช้คมู่ ือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสตู รและการสอน).
พระนครศรีอยธุ ยา : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา. ถา่ ยเอกสาร.
พิชติ ฤทธิจ์ รญู . (2545). หลกั การวดั และประเมนิ ผลการศกึ ษา. พมิ พ์ครงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : เฮา้ ส์ออฟ
เคอร์มิสท.์
พิมพนั ธ์ เตชะคปุ ต์. (2548). การเรียนการสอนท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลาง. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์
กร๊ปุ แบเนจเมน็ ท.์
วจิ ารณ์ พานชิ . (2555). วถิ ีสร้างการเรียนรเู้ พ่อื ศิษย์. (พมิ พ์ครง้ั ท่ี 3). กรุงเทพฯ : มลู นธิ ิสดศรีสฤษด์ิวงศ์.
สมพร เชื้อพนั ธ์. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วธิ กี ารจดั การเรยี นการสอนแบบสรา้ งองคค์ วามร้ดู ้วยตนเองกบั การ
จัดการเรยี นการสอนตามปกติ. วิทยานพิ นธ์ ค.ม. (หลกั สูตรและการสอน). พระนครศรีอยธุ ยา:
บัณฑติ วทิ ยาลยั สถาบันราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา. ถา่ ยเอกสาร
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2552). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์ ตามหลกั สูตร
แกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ : ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่
ประเทศไทย.

32

ภาคผนวก

33

ภาคผนวก ก

แบบวิเคราะหป์ ัญหาวจิ ยั

34

วเิ คราะหป์ ญั หาวจิ ัย ประเดน็ /ปญั หาท่เี กิดข้ึนในชั้นเรียน
วิธีแกไ้ ข/สอ่ื /นวตั กรรม(X)
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
การจดั การเรยี นรูด้ ้วยรูปแบบ SSCS ตา่ (ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์)

X คือ การจดั การเรยี นรู้ด้วยรปู แบบ SSCS
Y คอื ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์

คาถามวิจยั
การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนร่วมด้วย จะสามารถ

พัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้
หรอื ไม่

ชื่อเรอื่ ง
การจดั การเรียนรดู้ ว้ ยรูปแบบ SSCS ท่ีมีผลตอ่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง

ค่ากลางของข้อมลู ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารงุ จังหวดั ยะลา

35

ภาคผนวก ข

- แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นกอ่ นและหลังเรียน เรอ่ื ง คา่ กลางของขอ้ มลู
พรอ้ มเฉลย
- แบบประเมนิ ความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ สอบกับจุดประสงค์การจดั การเรยี นรู้ โดยใช้
รูปแบบการสอน SSCS
- ตวั อยา่ งแผนการจัดการเรยี นร้ดู ้วยรปู แบบ SSCS
- แบบประเมนิ แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS
- แบบประเมินความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ คาถามความพึงพอใจกบั วตั ถุประสงค์ในการ
จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
- แบบประเมินความพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนรูด้ ้วยรปู แบบ SSCS

36

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนกอ่ นเรยี น

กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ รายวิชา คณติ ศาสตร6์ รหสั ค33102
ปีการศกึ ษา 2563
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 ภาคเรียนที่ 2
เวลา 40 นาที
โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา จานวน 15 ข้อ คะแนนรวม 15 คะแนน

คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นเลอื กคาตอบที่ถูกท่สี ดุ เพียงคาตอบเดยี วเท่านน้ั
พิจารณาข้อมลู ต่อไปน้ี แล้วตอบคาถามข้อ 1-3

จากการเกบ็ ข้อมลู ค่าจ้างรายวนั (บาท) ของพนักงานของร้านสะดวกซ้ือแห่งหนง่ึ เปน็ เวลา 10 วนั
แสดงข้อมูลไดด้ ังนี้

225 240 275 275 275 285 295 340 350 375
1. ค่าเฉลย่ี เลขคณิตของข้อมูลชุดนีต้ รงกับข้อใด

ก. 289.5 ข. 291.5 ค. 293.5 ง. 295.5

2. มธั ยฐานของข้อมูลชุดนต้ี รงกบั ข้อใด ง. 295
ก. 240 ข. 275 ค. 280

3. ฐานนยิ มของข้อมลู ชดุ นตี้ รงกบั ข้อใด ง. ไมส่ ามารถหาได้
ก. 225 ข. 275 ค. 295

4. ถา้ ค่าเฉลย่ี เลขคณิตของนา้ หนักของนกั เรยี น 5 คน คอื 57 กิโลกรมั และนักเรียนสองคนในกลมุ่ นหี้ นัก 45
และ 75 กิโลกรมั ส่วนอีกสามคนที่เหลอื หนักเทา่ กนั จงหาวา่ นักเรยี นสามคนท่เี หลอื หนักคนละก่ีกโิ ลกรัม
ก. 53 ข. 55 ค. 57 ง.59

5. ข้อมูลชดุ หน่ึงมี 7 ตัว และมคี า่ เฉล่ียเลขคณิตคอื 81 ถ้าตดั ข้อมูลออกไป 1 ตวั แล้วทาให้คา่ เฉลีย่ เลขคณติ
ของขอ้ มูลชุดน้เี หลอื 78 จงหาวา่ ขอ้ มูลที่ถกู ตัดออกไปมีค่าเทา่ ใด
ก. 69 ข. 79 ค. 89 ง. 99

6. ดีโดส้ อบวิชาคณติ ศาสตรท์ ้ังหมด 5 ครงั้ แตล่ ะคร้งั มคี ะแนนเต็มเทา่ กนั ถา้ คา่ เฉลย่ี เลขคณิต มธั ยฐาน และ

ฐานนยิ มของคะแนนสอบทั้งห้าครั้งของดโี ด้ คือ 86, 87 และ 80 คะแนน ตามลาดับ จงหาคะแนนสอบย่อย

ท่สี งู ท่สี ดุ ทีเ่ ปน็ ไปได้ของดีโด้ (คะแนนสอบท้ังห้าคร้ังของดโี ด้เปน็ จานวนเต็ม)

ก. 87 ข. 91 ค.95 ง. 99

7. นกั เรยี นหอ้ งหนง่ึ มีนา้ หนักเฉลยี่ 50 กิโลกรมั ถา้ นา้ หนักเฉล่ียของนักเรยี นหญิงคือ 45 กโิ ลกรัม และ
นา้ หนักเฉล่ยี ของนกั เรยี นชายคือ 60 กิโลกรมั จงหาอัตราสว่ นของจานวนนกั เรียนหญงิ ต่อ จานวนนักเรยี น
ชาย
ก. 2 : 1 ข. 3 : 2 ค. 4 : 3 ง. 1 : 2

37

8. นักเรียนห้องหนง่ึ มีอตั ราส่วนนกั เรยี นชาย ต่อ นักเรียนหญิง คอื 2 : 3 ถ้านา้ หนักเฉลี่ยของนักเรยี นชายคือ
65 กโิ ลกรมั และน้าหนกั เฉล่ียของนักเรยี นหญิงคือ 50 กิโลกรมั จงหานา้ หนกั เฉลีย่ ของนักเรยี นทัง้ ห้อง
ก. 56 ข. 57 ค. 58 ง. 59

9. ถา้ เกรดเฉลย่ี เท่ากับ 3.4 จงหาเกรดของวิชา ภาษาอาหรับ

วิชา ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ภาษาอาหรบั ภาษามลายู
1
หนว่ ยกิจ 1 1.5 1.5 3

เกรด 3.5 4 X

ก. 2 ข. 3 ค. 3.5 ง. 4

10. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งกาไร (y) และราคาทนุ (x) ของสินคา้ ในร้านแหง่ หน่ึง เป็นไปตามสมการ

y  2x 30 ถ้าราคาทุนของสินคา้ 5 ชนดิ คือ 31, 34, 35, 36 และ 39 บาท แลว้ คา่ เฉลย่ี เลขคณิตของ

กาไรในการขายสินคา้ 5 ชนิดนี้ เทา่ กบั ข้อใด
ก. 25 บาท ข. 30 บาท ค. 35 บาท ง. 40 บาท

11. ขอ้ มูลชุดหน่งึ เรียงลาดับจากน้อยไปหามากดงั น้ี
3 4 4 8 12

ขอ้ ใดตอ่ ไปนถี้ ูกตอ้ ง
ก. ค่าเฉล่ียเลขคณติ มากกวา่ มัธยฐาน
ข. ฐานนยิ มมากกวา่ คา่ เฉลี่ยเลขคณิต
ค. มัธยฐานมีคา่ เทา่ กบั ค่าเฉลยี่ เลขคณติ
ง. คา่ เฉลีย่ เลขคณิต มธั ยฐาน และฐานนิยมมีคา่ เทา่ กัน

12. ข้อใดต่อไปน้ีมีค่าเฉลี่ยเลขคณติ มธั ยฐาน และฐานนยิ มเทา่ กัน
ก. 1,1,3,5,10
ข. 1,1,2,5,6
ค. 1,3,3,3,5
ง. 1,1,1,2,5

13. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. ข้อมูลท่ีจะวัดค่ากลางได้ต้องเป็นข้อมูลเชิงปริมาณเท่าน้ัน
ข. กรณีที่ข้อมูลมีจานวนน้อยควรใช้ฐานนิยมเป็นค่ากลางเพราะสามารถนับความถี่ของข้อมูลได้
สะดวก
ค. ค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็นค่ากลางที่ไม่เหมาะสมกับข้อมูลท่ีมีบางค่าต่ากว่าข้อมูลอื่น ๆ มาก
ง. เน่ืองจากมัธยฐานคือค่าของข้อมูลที่อยู่กึ่งกลางของข้อมูลทั้งชุด ดังนั้นมัธยฐานจึงใช้เฉพาะกรณี
ท่ีข้อมูลมีจานวนข้อมูลเป็นจานวนคี่เท่านั้น

38

14. ข้อมูลต่อไปนี้แสดงนา้ หนักในหน่วยกิโลกรัม ของนักเรียนกลุ่มหนึ่ง
41 88 46 42 43 49
44 45 43 95 47 48

ค่ากลางในข้อใดเป็นค่าท่ีเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้
ก. มัธยฐาน
ข. ฐานนิยม
ค. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
ง. ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดและตา่ สุด

15. ยอดขายต่อเดือน (หน่วย: หมื่นบาท) ของบริษัทแห่งหนึ่งในระยะเวลา 10 เดือน เป็นดังน้ี
154 151 148 405 158
157 158 148 148 153

ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต x เป็นค่ากลางท่ีเหมาะสมท่ีสุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลน้ี และ x 178
ข. ฐานนิยม เป็นค่ากลางท่ีเหมาะสมที่สุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลนี้ และ ฐานนิยม =148
ค. ฐานนิยม เป็นค่ากลางท่ีเหมาะสมที่สุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลนี้ และ ฐานนิยม =158
ง. มัธยฐาน เป็นค่ากลางที่เหมาะสมที่สุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลนี้ และ มัธยฐาน =153.5

39

กระดาษคาตอบแบบทดสอบกอ่ นเรียน รวม

ชื่อ - นามสกลุ ……………………………………………………………………….…….…… 15

ชนั้ ม.6 /…..…. เลขท…ี่ ..……..…

คาช้แี จง ให้นกั เรียนทาเครื่องหมายกากบาท ( x ) ลงในชอ่ งว่างของกระดาษคาตอบให้ตรงกับตัวเลือกที่

ถกู ต้องท่สี ุด จานวน 15 ข้อ (15 คะแนน)

ขอ้ ก ข ค ง จ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15

40

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรียน

กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ รายวิชา คณติ ศาสตร6์ รหัส ค33102
ปกี ารศึกษา 2563
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 ภาคเรยี นที่ 2
เวลา 40 นาที
โรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ จังหวดั ยะลา จานวน 15 ข้อ คะแนนรวม 15 คะแนน

คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นเลือกคาตอบทถี่ ูกทีส่ ดุ เพียงคาตอบเดยี วเท่าน้นั
พิจารณาขอ้ มลู ต่อไปนี้ แล้วตอบคาถามข้อ 1-3

จากการเก็บข้อมูลคา่ จ้างรายวนั (บาท) ของพนักงานของร้านสะดวกซื้อแหง่ หนงึ่ เป็นเวลา 10 วนั
แสดงขอ้ มลู ได้ดังน้ี

225 240 275 275 275 285 295 340 350 375
1. คา่ เฉล่ยี เลขคณิตของข้อมูลชดุ น้ตี รงกับข้อใด

ก. 289.5 ข. 291.5 ค. 293.5 ง. 295.5

2. มธั ยฐานของข้อมลู ชดุ นต้ี รงกับข้อใด ง. 295
ก. 240 ข. 275 ค. 280

3. ฐานนิยมของข้อมูลชุดนต้ี รงกับข้อใด ง. ไมส่ ามารถหาได้
ก. 225 ข. 275 ค. 295

4. ถา้ ค่าเฉลย่ี เลขคณติ ของนา้ หนักของนักเรียน 5 คน คือ 57 กิโลกรัม และนักเรยี นสองคนในกลมุ่ นีห้ นกั 45
และ 75 กโิ ลกรมั ส่วนอกี สามคนทเี่ หลือหนักเท่ากนั จงหาวา่ นักเรยี นสามคนที่เหลือหนักคนละก่ีกิโลกรัม
ก. 53 ข. 55 ค. 57 ง.59

5. ขอ้ มูลชุดหน่งึ มี 7 ตวั และมีค่าเฉลี่ยเลขคณติ คอื 81 ถา้ ตัดขอ้ มูลออกไป 1 ตวั แลว้ ทาใหค้ ่าเฉล่ยี เลขคณิต
ของข้อมูลชุดนีเ้ หลอื 78 จงหาว่าขอ้ มูลท่ีถกู ตัดออกไปมีคา่ เทา่ ใด
ก. 69 ข. 79 ค. 89 ง. 99

6. ดีโด้สอบวิชาคณิตศาสตร์ท้ังหมด 5 ครง้ั แตล่ ะคร้ังมีคะแนนเตม็ เท่ากัน ถา้ ค่าเฉลย่ี เลขคณติ มัธยฐาน และ

ฐานนิยมของคะแนนสอบท้ังห้าคร้ังของดโี ด้ คือ 86, 87 และ 80 คะแนน ตามลาดับ จงหาคะแนนสอบย่อย

ทส่ี ูงท่ีสดุ ทเี่ ปน็ ไปได้ของดีโด้ (คะแนนสอบทงั้ ห้าคร้งั ของดโี ดเ้ ปน็ จานวนเต็ม)

ก. 87 ข. 91 ค.95 ง. 99

7. นักเรยี นห้องหน่ึง มนี า้ หนักเฉลีย่ 50 กโิ ลกรมั ถา้ น้าหนักเฉล่ียของนักเรยี นหญิงคือ 45 กโิ ลกรมั และ
นา้ หนักเฉลยี่ ของนกั เรยี นชายคอื 60 กิโลกรัม จงหาอัตราส่วนของจานวนนักเรยี นหญิง ต่อ จานวนนกั เรียน
ชาย
ก. 2 : 1 ข. 3 : 2 ค. 4 : 3 ง. 1 : 2

41

8. นักเรยี นห้องหนง่ึ มีอตั ราส่วนนักเรยี นชาย ต่อ นกั เรียนหญงิ คือ 2 : 3 ถา้ น้าหนักเฉล่ียของนักเรียนชายคือ
65 กโิ ลกรัม และน้าหนักเฉล่ียของนักเรียนหญงิ คือ 50 กโิ ลกรมั จงหานา้ หนักเฉล่ียของนกั เรยี นท้ังห้อง
ก. 56 ข. 57 ค. 58 ง. 59

9. ถา้ เกรดเฉลี่ยเท่ากับ 3.4 จงหาเกรดของวิชา ภาษาอาหรับ

วิชา ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ภาษาอาหรบั ภาษามลายู
1
หน่วยกจิ 1 1.5 1.5 3

เกรด 3.5 4 X

ก. 2 ข. 3 ค. 3.5 ง. 4

10. ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งกาไร (y) และราคาทนุ (x) ของสนิ คา้ ในร้านแหง่ หนึง่ เปน็ ไปตามสมการ

y  2x 30 ถา้ ราคาทนุ ของสนิ ค้า 5 ชนดิ คือ 31, 34, 35, 36 และ 39 บาท แลว้ ค่าเฉล่ยี เลขคณิตของ

กาไรในการขายสินคา้ 5 ชนิดนี้ เทา่ กบั ข้อใด
ก. 25 บาท ข. 30 บาท ค. 35 บาท ง. 40 บาท

11. ขอ้ มูลชดุ หนึ่งเรียงลาดบั จากนอ้ ยไปหามากดงั น้ี
3 4 4 8 12

ข้อใดตอ่ ไปนี้ถูกต้อง
ก. ค่าเฉล่ยี เลขคณิตมากกว่ามัธยฐาน
ข. ฐานนยิ มมากกว่าค่าเฉล่ียเลขคณติ
ค. มัธยฐานมีค่าเทา่ กบั ค่าเฉลย่ี เลขคณติ
ง. คา่ เฉล่ยี เลขคณิต มธั ยฐาน และฐานนยิ มมีคา่ เทา่ กัน

12. ข้อใดต่อไปนม้ี คี ่าเฉลยี่ เลขคณติ มัธยฐาน และฐานนยิ มเทา่ กนั
ก. 1,1,3,5,10
ข. 1,1,2,5,6
ค. 1,3,3,3,5
ง. 1,1,1,2,5

13. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. ข้อมูลท่ีจะวัดค่ากลางได้ต้องเป็นข้อมูลเชิงปริมาณเท่านั้น
ข. กรณีที่ข้อมูลมีจานวนน้อยควรใช้ฐานนิยมเป็นค่ากลางเพราะสามารถนับความถี่ของข้อมูลได้
สะดวก
ค. ค่าเฉล่ียเลขคณิตเป็นค่ากลางที่ไม่เหมาะสมกับข้อมูลท่ีมีบางค่าต่ากว่าข้อมูลอื่น ๆ มาก
ง. เน่ืองจากมัธยฐานคือค่าของข้อมูลที่อยู่กึ่งกลางของข้อมูลท้ังชุด ดังนั้นมัธยฐานจึงใช้เฉพาะกรณี
ที่ข้อมูลมีจานวนข้อมูลเป็นจานวนคี่เท่านั้น

42

14. ข้อมูลต่อไปนี้แสดงน้าหนักในหน่วยกิโลกรัม ของนักเรียนกลุ่มหน่ึง
41 88 46 42 43 49
44 45 43 95 47 48

ค่ากลางในข้อใดเป็นค่าที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนี้
ก. มัธยฐาน
ข. ฐานนิยม
ค. ค่าเฉล่ียเลขคณิต
ง. ค่าเฉล่ียของค่าสูงสุดและต่าสุด

15. ยอดขายต่อเดือน (หน่วย: หม่ืนบาท) ของบริษัทแห่งหนึ่งในระยะเวลา 10 เดือน เป็นดังน้ี
154 151 148 405 158
157 158 148 148 153

ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต x เป็นค่ากลางท่ีเหมาะสมท่ีสุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลน้ี และ x 178
ข. ฐานนิยม เป็นค่ากลางท่ีเหมาะสมที่สุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลนี้ และ ฐานนิยม =148
ค. ฐานนิยม เป็นค่ากลางที่เหมาะสมที่สุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลนี้ และ ฐานนิยม =158
ง. มัธยฐาน เป็นค่ากลางที่เหมาะสมที่สุดสาหรับเป็นตัวแทนของข้อมูลนี้ และ มัธยฐาน =153.5

43

กระดาษคาตอบแบบทดสอบหลงั เรียน รวม

ชื่อ - นามสกลุ ……………………………………………………………………….…….…… 15

ชนั้ ม.6 /…..…. เลขท…ี่ ..……..…

คาช้แี จง ให้นกั เรียนทาเครื่องหมายกากบาท ( x ) ลงในชอ่ งวา่ งของกระดาษคาตอบให้ตรงกับตัวเลือกที่

ถกู ต้องท่สี ุด จานวน 15 ข้อ (15 คะแนน)

ขอ้ ก ข ค ง จ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15


Click to View FlipBook Version