The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ เรื่องค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ครรชิต แซ่โฮ่, 2022-03-11 05:03:29

วิจัยในชั้นเรียน ม.6 ปีการศึกษา 2564

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ เรื่องค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

รายงานการวจิ ัย

เร่ือง

การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นรายวชิ าคณิตศาสตร์
ระหว่างการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยรูปแบบห้องเรยี นกลับดา้ น

(Flipped Classroom) ร่วมกบั เทคนคิ การสอนระดมพลงั สมอง
(Brainstorming) กับการจดั การเรียนแบบปกติ

เรอ่ื งค่ากลางของขอ้ มูล ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนคณะราษฎรบารงุ จงั หวดั ยะลา

นายครรชติ แซโ่ ฮ่

โรงเรียนคณะราษฎรบารงุ จงั หวดั ยะลา
สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษายะลา
สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธกิ าร

ชื่องานวิจยั ก

ชื่อผู้วจิ ยั การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นรายวิชาคณติ ศาสตร์ ระหว่างการจัด
โรงเรยี น
ปีการศกึ ษา การเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค

การสอนระดมพลงั สมอง (Brainstorming) กบั การจดั การเรียนแบบปกติ

เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6

นายครรชิต แซ่โฮ่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้ คณติ ศาสตร์
คณะราษฎรบารุง จงั หวัดยะลา
2564

บทคัดย่อ

การวิจัยเร่ืองการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ระหว่างการจัดการ
เรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง
(Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา น้ี มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ก่อนและ
หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอน
ระดมพลังสมอง (Brainstorming) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่า
กลางของข้อมูล ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ
และ3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ระหว่าง
การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดม
พลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคการเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา
2564 จานวน 11 หอ้ งเรยี น รวม 321 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการ
ทดลอง มีดังน้ีแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับ
เทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 จานวน 3
แผน แผนละ 100 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2 คาบ และ
แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 จานวน 3 แผน แผน
ละ 100 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2 คาบ 2. เคร่ืองมือที่ใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังน้ี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลาง
ของข้อมูล แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 15 ข้อ ใช้สาหรับวัดผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและ
หลงั จัดการเรียนรู้

ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของข้อมูล โดย
จัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลัง
สมอง (Brainstorming) พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉล่ียก่อนเรียน มีนัยสาคัญทางสถิติ

ที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของข้อมูล โดยจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบปกติ พบวา่ คะแนนเฉล่ียหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉล่ียก่อนเรียน มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของข้อมูล ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง
(Brainstorming) กับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ พบว่าคะแนนเฉล่ียของกลุ่มควบคุมสูงกว่า
คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตวั อย่าง มีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05



กติ ตกิ รรมประกาศ

การวิจัยคร้ังนี้สาเร็จลงได้ด้วยดีต้องขอกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ผู้ที่ประสิทธิประสาท
วชิ าความรู้ต่าง ๆ ให้กับผู้วิจัย และขอบคุณผู้เชี่ยวชาญท่ีกรุณาให้คาปรึกษาแนะนาแนวทางที่ถูกต้อง
ตลอดจนแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่าง ๆ ด้วยความละเอยี ดและเอาใจใส่ดว้ ยดีเสมอมา

ขอขอบคุณ นายนพปฎล มุณีรัตน์ ผูอ้ านวยการโรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา
นางสาวเพริศพศิ คหู ามขุ รองผู้อานวยการโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา หัวหน้าสาระการ
เรียนร้คู ณติ ศาสตร์ คณะครูกลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และผู้ทม่ี ีส่วนเก่ยี วข้องทุกท่าน ท่กี รุณา
ให้ความรู้ ใหค้ าปรึกษา ให้ความชว่ ยเหลอื ตรวจแก้ไขและวิจารณ์ผลงาน ทาให้ผลงานมีความสมบรู ณ์
ย่ิงข้ึน และขอขอบใจนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ทุกคนท่ีเกยี่ วขอ้ งการวจิ ยั คร้งั น้ีที่ให้ความรว่ มมือ
เปน็ อย่างดใี นกิจกรรมการเรยี นรู้ ช่วยกนั ทาแบบฝกึ ทักษะคณิตศาสตร์ และการเก็บรวบรวมข้อมูลที่
ใชใ้ นการวิจยั ทาให้การวจิ ยั น้ีสาเร็จลุล่วงด้วยดี

ขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ พ่ี น้อง ภรรยาและลูก ทุกคน ท่ีให้กาลังใจและสนับสนุนผู้วิจัย
เสมอมา

คุณค่าและประโยชน์ของการวิจัยน้ี ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่บุพการี บูรพาจารย์
และผู้มพี ระคณุ ทกุ ท่านทัง้ ในอดตี และปัจจบุ ัน ท่ีทาใหข้ ้าพเจ้าเป็นผู้มีการศึกษาและประสบความสาเร็จ
มาจนตราบเทา่ ทกุ วนั นี้

ครรชิต แซ่โฮ่

สารบญั

บทท่ี หน้า

บทคดั ย่อ ก

กติ ติกรรมประกาศ ข

1 บทนา 1

1. ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1

2. วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย 3

3. สมมติฐานการวจิ ัย 3

4. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้าการวจิ ยั 3

5. นิยามศพั ท์เฉพาะ 4

6. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รับ 5

2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง 6

1. มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ช้วี ัดกลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ 7

ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง 2560)

2. เอกสารเกี่ยวกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นรายวิชาคณิตศาสตร์ 8

2.1 ความหมายของผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน 8

2.2 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตร์ 8

2.3 สาเหตุท่ีทาใหเ้ กิดปัญหาตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตร์ 9

3. การจดั การเรยี นร้หู อ้ งเรียนกลับด้าน 10

3.1 ความหมายของการจดั การเรียนห้องเรียนกลับดา้ น 10

3.2 องคป์ ระกอบของจัดการเรยี นห้องเรียนกลับด้าน 12

3.3 แนวคดิ และทฤษฎที เ่ี กีย่ วข้องกับจดั การเรียนหอ้ งเรียนกลบั ดา้ น 13

3.4 กระบวนการและขั้นตอนของจดั การเรยี นหอ้ งเรยี นกลับด้าน 14

4. เทคนคิ ระดมพลังสมอง (Brainstorming) 15

4.1 ความหมายของเทคนคิ ระดมพลังสมอง (Brainstorming) 15

4.2 กระบวนการและขั้นตอนของเทคนคิ ระดมพลงั สมอง (Brainstorming) 16

5. งานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 18

6. กรอบแนวแนวคิดในการวจิ ัย 26

สารบัญ (ตอ่ ) 27
27
3 วิธีการดาเนนิ การ 28
1. แบบแผนการวิจยั 28
2. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง 30
3. เคร่ืองมือและการพัฒนาคุณภาพเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ัย 31
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 33
5. การวิเคราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ี่ใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู 33
35
4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 35
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 36
37
5 สรปุ อภิปรายและข้อเสนอแนะ 39
สรุปผลการวิจยั 43
อภปิ รายผล 43
ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ยั 45
57
บรรณานกุ รม 86
ภาคผนวก 90
94
ภาคผนวก ก รายชอื่ ผูเ้ ชยี่ วชาญ
ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ
ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและแผนการจดั การเรยี น
ภาคผนวก ง ประมวลผลภาพกจิ กรรม
ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ภาคผนวก ฉ ประวตั ผิ ูว้ จิ ัย

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หน้า

1 แบบแผนการวจิ ัย 27

2 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู เพื่อเปรียบเทยี บความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างคะแนนก่อน 33

และหลงั การจดั การเรียนรู้ด้วยรปู แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) รว่ มกับ

เทคนคิ การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming)

3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลีย่ 34

ระหว่างคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรดู้ ้วยรูปแบบปกติ

4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู เพ่ือเปรยี บเทียบความแตกต่างของคา่ เฉล่ยี ระหว่างคะแนนกอ่ น 35

ระหว่างคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบหอ้ งเรยี นกลบั ด้าน (Flipped

Classroom) ร่วมกบั เทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) กบั การจดั การเรียน

แบบปกติ

~1~

บทท่ี 1

บทนา

ความเปน็ มาและความสาคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี3)

พุทธศักราช 2553 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 ระบุไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า
ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และ
มาตรา 24 ระบวุ า่ กระบวนการจัดการเรียนรู้ควรจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ
และความถนัดของผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลฝึกทักษะ กระบวนการคิด การ
จัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา และฝึกทักษะ
กระบวนการคิดจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (กระทรวงศึกษาธิการ. 2563) ซ่ึง
สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซ่ึงเป็น
กาลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี ความสมดุลท้ังด้านร่างกายความรู้ คุณธรรม และทักษะพ้ืนฐานที่จาเป็น
ต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศกึ ศกึ ษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐาน
ความเชื่อวา่ ทกุ คนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551)

คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญอย่างย่ิงต่อความสาเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เน่ืองจา
คณิตศาสตรช์ ว่ ยให้มนุษย์มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ คดิ อย่างมเี หตุผล เปน็ ระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์
ปัญหาสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถ่ีถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา ได้อย่าง
ถูกต้องเหมาะสม และสามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ีคณิตศาสตร์ยังเป็น
เครอ่ื งมือในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศาสตร์อ่ืนๆ อันเป็นรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากร
บุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษา
คณิตศาสตร์จึงจาเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพ่ือให้ทันสมัย และสอดคล้องกบสภาพเศรษฐกิจ
สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท่ีเจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกา- ภิวัตน์
(กระทรวงศึกษาธิการ. 2560) คณิตศาสตร์เป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพัฒนาศักยภาพทางสมองในด้าน
ความคิด การให้เหตุผลและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้คณิตศาสตร์เพียงเป็นความรู้พ้ืนฐาน
ของวิทยาการแขนงต่างๆ (สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2551) คณุ ภาพของผู้เรียนท่ี
จบการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน 12 ปีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์ มีทักษะกระบวนการ
ทางคณติ ศาสตร์ มีเจตคติทด่ี ีต่อวิชาคณิตศาสตร์มีความตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์และสามารถนา
ความรทู้ างคณิตศาสตรไ์ ปพฒั นาคุณภาพชวี ติ (สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2551)

จากความสาคัญดังกล่าวจะเห็นได้ว่า วิชาคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ท่ีมีความสาคัญศาสตร์หนึ่ง
ดังน้ันการสอนคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ต้องอาศัยครูผู้รู้ทางคณิตศาสตร์เพื่อจะได้ถ่ายทอดความรู้
นั้นมาพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้รู้ทางคณิตศาสตร์อย่างทันสมัย เพ่ือทันต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ี
เปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ และครูผู้สอนคณิตศาสตร์ควรจะต้องคานึงถึงความ
แตกต่างในความสามารถทางการเรียนการสอนของผู้เรียน เพ่ือประกอบการเลือกกิจกรรมในการเรียน
การสอน ซง่ึ ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ ยังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร นักเรียนมี

~2~

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่าท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากสาเหตุและปัจจัยหลายประการ เช่น เทคนิค
วิธีการจัดการเรียนรู้ ท่ียังส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ค่อนข้างน้อย ครูไม่ค่อยเข้าใจในการนา
หลักสูตรไปใช้ การจัดทาส่ือการเรียนรู้ และการประเมินผลผู้เรียน ยังไม่สามารถนาไปสู่การปฏิบัติได้
(สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2551) ยิ่งไปกว่าน้ันในปัจจุบันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา
(COVID-19) ในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาไทยอย่างมาก ต้ังแต่เช้ือไวรัสเริ่มระบาด
เมื่อต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของ
นกั เรียนและบคุ ลากรทางการศึกษาจึงได้เตรียมความพร้อมนโนบายการจัดการเรียนการสอนโดยกาหนด
รูปแบบการเรียนการสอนไว้ ท้ังหมด 5 รูปแบบ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากท่ีสุด
ประกอบด้วย การเรียนแบบ On-site, On-Air, On-Line, On-demand และ On-hand ด้วยแต่ละพื้นที่
ทั่วประเทศมีพื้นท่ีที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการใช้รูปแบบการเรียนแบบใดต้องสารวจความสะดวกของแต่
ละพ้นื ทวี่ ่าเหมาะสมกบั รปู แบบการเรยี นแบบใดเพื่อให้ผลการจัดการเรยี นรดู้ ีท่สี ดุ สาหรบั นักเรียน

จากสถานการณ์การระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา (COVID-19) ในปัจจุบันทางโรงเรีนคณะราษฎร
บารุง จังหวัดยะลา ได้มีการจัดการเรียนการสอนตามมาตรการณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น้ันคือ
จัดการเรียนการสอนในรปู แบบ On-Line และการเรียนแบบ On-demand จากผู้วิจัยได้จัดการเรียนการ
สอนในภาคเรียนที่ 1 สังเกตเห็นว่าสภาพการเรียนการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ในรูปแบบออนไลน์ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา นักเรียนบางส่วนมีพฤติกรรมท่ีมี
ผลรบกวนต่อการเรียน ไม่ค่อยเอาใจใส่ในการเรียน ไม่ค่อยถามคาถามในชั้นเรียน และไม่ค่อยตอบ
คาถามเมื่อครูถาม มีการแสดงความคิดเห็นน้อย มีความกระตือรือร้นในการทากิจกรรมน้อย ซึ่งสาเหตุ
ดังกล่าวอาจเน่ืองด้วยเป็นการเรียนออนไลน์นักเรียนบางคนไม่สะดวกในการเข้าเรียน หรือเมื่อนักเรียน
อยู่บ้านทาให้มีภาระหน้าท่ีที่ต้องทามากข้ึน เช่น ช่วยครอบครัวทางานหารายได้ในช่วงการระบาดของ
เชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) อุปกรณ์และสถานท่ีไม่พร้อมสาหรับการเรียนอนไลน์ เป็นต้น ทาให้ไม่มี
เวลาในการเรียนและได้เรียนรู้ไม่เต็มที่เท่าท่ีควร และสาเหตุหนึ่งอาจเนื่องด้วยมาจากธรรมชาติของวิชา
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีเน้ือหาเป็นนามธรรม ทาให้ยากท่ีจะอธิบายให้เด็กเข้าใจ ความสัมพันธ์กันอย่าง
ต่อเน่ืองของเน้ือหาวิชาคณิตศาสตร์ ทาให้นักเรียนท่ีมีพื้นฐานความรู้คณิตศาสตร์ไม่แน่น ขาดความ
มั่นใจในการเรียน การตอบคาถามและไม่ต้องการท่ีจะเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น ตลอดจน
ขาดแรงจูงใจในการเรียน ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ตา่

ดังนั้นจากเหตุผลข้างต้นผู้วิจัยในฐานะที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาระการ
เรยี นร้คู ณิตศาสตร์ ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 6 จงึ สนใจท่ีจะนารูปแบบการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) มาพัฒนาและแก้ปัญหา
ผู้เรยี นให้มคี วามรูค้ วามเข้าใจมากขน้ึ ในการเรียนรายวชิ าคณิตศาสตร์ เร่อื ง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียน
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 เพ่อื ใหน้ กั เรยี นสะดวกมากย่ิงข้ึนในการศึกษาไม่ว่าจะอยู่ที่ใดสามารถเข้าศึกษาได้ คือ
การเรียนท่ีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนได้ศึกษา วิเคราะห์ด้วยตัวเอง และเพ่ือให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนที่ดีข้ึน สามารถนาคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจาวัน จนเป็นเครื่องมือในการ
เรียนรู้ตลอดชีวิตของตนเอง เพ่ือเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
ต่อไปในอนาคต

~3~

วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของ

นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนคิ การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming)

2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของ
นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6/4 ก่อนและหลังการจดั การเรียนร้ดู ้วยรปู แบบปกติ

3. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล
ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการ
สอนระดมพลงั สมอง (Brainstorming) กับการจดั การเรยี นแบบปกติ

สมมติฐานการวจิ ยั
1. นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6/2 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของ

ข้อมลู ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) รว่ มกบั เทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) สูงกว่ากอ่ นเรยี น

2. นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของ
ขอ้ มูล ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลงั การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ สงู กวา่ กอ่ นเรียน

3. นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 6/2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของ
ขอ้ มลู ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) ร่วมกับเทคนคิ การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) สูงกว่าหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบปกติ ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/4

ขอบเขตการวจิ ัย
1. ประชากร
นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา ภาคการเรียนที่

1 ปีการศึกษา 2564 จานวน 11 ห้องเรยี น รวม 321 คน
2. กลุ่มตัวอยา่ ง
นกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/2 จานวน 31 คน จดั การเรียนนรปู แบบห้องเรยี นกลับ

ดา้ น (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบระดมพลังสมอง (Brainstorming) โรงเรียน
คณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคการเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564

นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 จานวน 37 คน จดั การเรียนรูใ้ นรูปแบบปกติ โรงเรียน
คณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา ภาคการเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564

3. เน้ือหาท่ใี ช้ในการวิจัย
สาหรับเนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นเนื้อหาในหนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ 6

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ค่าวัดทางสถิติ โดยทางผู้วิจัยจะทาการศึกษาหัวข้อ ค่ากลางของข้อมูล ซ่ึง

~4~

เน้ือหาจะยึดตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จงั หวัดยะลา

4. ตวั แปรที่ศึกษา
4.1 ตวั แปรอสิ ระ ได้แก่ การจดั การเรียนร้ดู ้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped

Classroom) รว่ มกับเทคนคิ การสอนแบบระดมพลงั สมอง (Brainstorming) และการจดั การเรียนรู้ใน
รูปแบบปกติ

4.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เร่อื ง คา่ กลางของ
ข้อมูล

5. ระยะเวลาท่ใี ช้ในการศึกษา
ระยะเวลาในการวจิ ยั ครง้ั น้ี ผูว้ จิ ยั ดาเนนิ การทดลองสอนด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 2

ปกี ารศกึ ษา 2564 โดยใชเ้ วลาในการทาการวิจยั ทงั้ หมด 8 คาบ คาบละ 50 นาที แบ่งเป็นเวลาในการ
สอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2 คาบ

นิยามศัพท์เฉพาะ
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง คะแนนความสามารถของผู้เรียนจากการ

ทาแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ท่ีผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ครอบคลุมเนื้อหาเรื่อง ค่า
กลางของข้อมูล ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6

2. การจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) หมายถึง การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบหน่ึงที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนได้ศึกษา วิเคราะห์ด้วยตัวเอง
ซ่ึงนักเรียนมีสามารถดูการสอนของครูผ่านวีดีโอออนไลน์ตามความสะดวกของผู้เรียน สามารถปรึกษา
พูดคุยกับเพื่อนหรือครู ด้วยโปรแกรมสนทนาออนไลน์ และในห้องเรียนครูให้นักเรียนทางานที่เก่ียวข้อง
กบั เนอ้ื หาทด่ี ูผ่านวดี โี อ เพื่อทาความเข้าใจหลักการความรู้ผ่านกิจกรรม โดยครูจะเป็นผู้ให้คาแนะนาเมื่อ
ผเู้ รยี นมขี ้อคาถาม หรือติดปัญหาทแี่ ก้ไม่ได้

3. เทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) หมายถึง กระบวนการในการแก้ปัญหา
อย่างสร้างสรรค์ท่ีให้นักเรียนเสนอวิธีการแก้ไขปัญหา หรือเสนอความคิดเห็นของตัวเอง ไม่มีการ
วิพากษ์วิจารณ์ มีแต่เสนอขึ้นมาเท่านั้น คาเสนอจะถูกบันทึกไว้ (ในสมุดนักเรียน) เพ่ือประเมินผลหรือ
ตามมตภิ ายหลัง

4. การจัดการเรียนรู้แบบปกติ คือ การจดัการเรียนรู้ตามคู่มือคณิตศาสตร์ท่ีสถาบันส่งเสริมการ
สอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เปน็ ผู้ดาเนนิ การสร้างข้ึน เพื่อใหบรรลุตามจุดประสงค์ของหลักสูตรและ
เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถและเพื่อให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีรวมทั้งเกิดทักษะ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์

~5~

5. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) ร่วมกับวิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง (Brainstorming) ซ่ึงมีการเตรียมการ
ลว่ งหนา้ อย่างมีระบบแบบแผน เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน เร่ือง ค่ากลาง
ของข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ไปสู่จุดมุ่งหมาย ท่ี
กาหนดไว้ จานวน 4 แผน แผนละ 2 ช่ัวโมง เพ่อื ใชเ้ ป็นคู่มอื ในการฝึกและพฒั นาผ้เู รียนให้เกดิ การเรียนรู้

6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนก่อนและหลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของข้อมูล ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เป็นแบบทดสอบ
ปรนยั แบบ 4 ตัวเลือก จานวน 15 ขอ้

ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ
1. การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการ

สอนแบบระดมพลงั สมอง (Brainstorming) ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลาง
ของขอ้ มูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6 ดีข้ึน

2. การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการ
สอนแบบระดมพลงั สมอง (Brainstorming) ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลาง
ของข้อมูล ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ดีกว่าการจัดการเรยี นรู้แบบปกติ

2. ครผู สู้ อนมแี นวทางหรอื เทคนิคการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ ๆ เพ่ือพัฒนา
ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางคณิตศาสตรข์ องนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6

~6~

บทท่ี 2

เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง

การวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลาง
ของข้อมูล ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับ
เทคนคิ การสอนระดมพลงั สมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบปกติ ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสาร และ
งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้องตามหัวข้อดงั ต่อไปน้ี

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ 2560)

2. เอกสารเกยี่ วกับผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นรายวชิ าคณิตศาสตร์
2.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
2.2 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นคณิตศาสตร์
2.3 สาเหตทุ ท่ี าให้เกิดปญั หาตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณติ ศาสตร์

3. การจดั การเรยี นรู้ห้องเรียนกลับด้าน
3.1 ความหมายของการจดั การเรียนห้องเรยี นกลับดา้ น
3.2 องค์ประกอบของจดั การเรยี นห้องเรยี นกลบั ด้าน
3.3 แนวคดิ และทฤษฎีที่เก่ยี วข้องกบั จดั การเรียนห้องเรยี นกลบั ดา้ น
3.4 กระบวนการและขัน้ ตอนของจัดการเรยี นห้องเรียนกลบั ด้าน

4. เทคนิคระดมพลังสมอง (Brainstorming)
4.1 ความหมายของเทคนคิ ระดมพลงั สมอง (Brainstorming)
4.2 กระบวนการและขั้นตอนของเทคนคิ ระดมพลงั สมอง (Brainstorming)

5. งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
6. กรอบแนวแนวคิดในการวจิ ยั

~7~

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วดั กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง 2560)

1.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จานวนและพีชคณิต การวัดและ
เรขาคณติ และ สถิติและความนา่ จะเปน็

1) จานวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับระบบจานวนจริงสมบัติเกี่ยวกับจานวนจริง
อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจานวน การใช้จานวนในชีวิตจริง แบบรูป
ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์เอกนาม พหุนาม สมการระบบสมการอสมการกราฟ
ดอกเบี้ยและมูลค่า ของเงิน ลาดับและอนุกรม และการนาความรู้เก่ียวกับจานวนและพีชคณิตไปใช้ใน
สถานการณต์ ่าง ๆ

2) การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เก่ียวกับความยาว ระยะทาง น้าหนัก พื้นที่ ปริมาตร
และความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเก่ียวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูป
เรขาคณิต และสมบัติของรูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจาลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต
การแปลงทางเรขาคณิตในเร่ืองการเล่ือนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนาความรู้เกี่ยวกับการวัด
และเรขาคณติ ไปใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ

3) สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เก่ียวกับการตั้งคาถามทางสถิติ การเก็บรวบรวม
ข้อมูล การคานวณค่าสถิติ การนาเสนอและแปลผลสาหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการ
นับเบ้ืองต้น ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เก่ียวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง
ๆ และช่วยในการตดั สินใจ

1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 1 จานวนและพชี คณติ
มาตรฐาน ค 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดงจานวน ระบบจานวน การดาเนินการของ
จานวน ผลทเี่ กดิ ขน้ึ จากการดาเนินการ สมบตั ขิ องการดาเนนิ การ และนาไปใช้
มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลาดับและอนุกรม และ
นาไปใช้
มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์หรือช่วยแก้ปัญหาท่ี
กาหนดให้
สาระที่ 2 การวดั และเรขาคณิต
มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของส่ิงท่ีต้องการวัด และ
นาไปใช้
มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์
ระหวา่ งรูปเรขาคณติ และทฤษฎบี ททางเรขาคณิต และนาไปใช้
สาระที่ 3 สถติ แิ ละความนา่ จะเปน็
มาตรฐาน ค 3.1 เขา้ ใจกระบวนการทางสถิติ และใชค้ วามรูท้ างสถติ ใิ นการแกป้ ัญหา
มาตรฐาน ค 3.2 เขา้ ใจหลกั การนบั เบื้องต้น ความนา่ จะเปน็ และนาไปใช้

~8~

2. เอกสารเกย่ี วกบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์
2.1 ความหมายของผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ

ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการ วัดและประเมินผล
การสรา้ งเครอ่ื งมือวัดให้มีคุณภาพ ได้มผี ูใ้ ห้ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนไว้ดังนี้

สุธีรา แก้วบุญเรือง (2555 : 48) กล่าวว่า ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ความสาเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่างๆ ของสมองหรือประสบการณ์ที่ได้จากการ
เรียนรอู้ ันเปน็ ผลมา จากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลสามารถ
วัดไดด้ ว้ ยการทดสอบด้วยวธิ ตี ่าง ๆ

ปรัชวี สวามิวัศดุ์ (2555:38) สรุปว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ
ความสามารถ และทักษะทางด้านวิชาการของ ผู้เรียนที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพ่ือให้เกิด
การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมหรือมีพัฒนาการ ท่ีดีขึ้น ซึ่งแสดงออกมาในรูปของคะแนนท่ีได้ จาก
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน

บุรินทร์ แก้วประพันธ์ (2555: 36) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
กระบวนการตรวจสอบว่าผู้เรยี นสามารถแสดงออกถึงความสามารถท่ีพัฒนาขึ้นมากเพียงใด หลักจากการ
เรยี นการสอนและ ไปส่จู ดุ มงุ่ หมายท่ีผสู้ อนและหลักสตู ร ได้วางไว้เพยี งใด

รุ่งโรจน์ ชอบหวาน (2555: 34) กล่าว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ย่อมหมายถึง ความสามารถ
ของบุคคลท่ีเกิดจาก ผลของความรู้ ความจา ความเข้าใจและทักษะต่างๆ ในเนื้อหาวิชาท่ีได้เรียนรู้
มาแล้ว และสามารถวดั ไดด้ ว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น

จากท่ีกล่าวมา ผู้วิจัยสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ เป็นความสามารถ ความสาเร็จและ
สมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของผ้เู รียนที่ได้จากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จาก
การทากจิ กรรมต่าง ๆ ซึ่งสามารถวัดได้จากพัฒนาการด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัยของผู้เรียน
ดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ

2.2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนคณิตศาสตร์
ประอรพรรณ บางนกแขวก (2555 : 40) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
หมายถึง การวัดความรู้ความจาความ เข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน
ค่าทางด้านเน้ือหาสาระวิชา คณิตศาสตร์ ซ่ึงในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณติ ศาสตร์ของนักเรียน โดยใชค้ ะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบ
เลือกตอบ ตามท่ี จาแนกไวเ้ พียง 3 ระดับ คือ ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ และการวเิ คราะห์
กรรณิการ์ จักรกรด (2555 : 44) กล่าวว่าความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์
หมายถึง การวัดความรู้ ความสามารถของนักเรียน ที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากจากการเรียนการ
สอน การฝึกฝนหรือ ประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งประเมิน
ไดจ้ ากการทาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณิตศาสตร์

~9~

Boualy KEOVONGSA (2559 : 58) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ คือ
ความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งจาแนกพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ทางพุทธิพิสัย 4
ระดับ ตามแนวคิดของ Wilson คือ ความรู้ความจาด้านการคิดคานวณ ได้แก่ ความรู้ความจา เก่ียวกับ
ข้อเท็จจริงความรู้ ความจาเกี่ยวกับศัพท์์และนิยาม และความสามารถในการใช้กระบวนการคิดคานวณ
ความเข้าใจ ได้แก่ ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติความเข้าใจเก่ียวกับหลักการกฎทางคณิตศาสตร์ และการ
สรุปอ้างอิงเป็นกรณีทั่วไป ความเข้าใจในโครงสร้างคณิตศาสตร์ความสามารถในการเปลี่ยนรูปแบบ
ปั ญหาจากแบบหนึ่ งเป็ นอี กแบบหน่ึ งและความสามารถในการอ่ านและตี ความโจทย์ ปั ญหาทาง
คณิตศาสตร์ การนาไปใช้ ได้แก่ ความสามารถในการแก้ปัญหาท่ีคล้ายกับปัญหาที่ประสบอยู่ในระหว่าง
เรียน ความสามารถในการเปรียบเทียบ ความสามารถในการ์วิเคราะห์ข้อมูลความสามารถในการมองเห็น
แบบลกัษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและการสมมาตรและการวิเคราะห์ได้แก่ ความสามารถในการแก้
โจทย์ท่ีไม่เคยประสบมาก่อน ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ ความสามารถในการสร้างข้อ
พิสูจน์ ความสามารถในการวิจารณ์การพิสูจน์ และความสามารถในการสร้างสูตรและทดสอบความ
ถูกต้องของสูตรคณิตศาสตร์

ประทนิ รัตน์ นิยมสิน (2554 : 18) สรุปไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง การ
วัดความรู้ ความเข้าใจเน้ือหาสาระวิชาคณิตศาสตร์ และทักษะกระบวนการต่างๆมทักษะการแก้ปัญหา
ทักษะการให้เหตุผล ทักษะการคิดคานวณ การนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาหรือ
สถานการณใ์ หม่

จากท่ีกล่าวมา ผู้วิจัยสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ คือ เป็นความสามารถ
ความสาเรจ็ และสมรรถภาพดา้ นต่าง ๆ ของผเู้ รียนที่ได้จากกาเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์
ท่ีได้เรียนรู้จากการทากิจกรรมต่าง ๆ เช่นความรู้ ทักษะในการแก้ปัญหา ความสามารถในการนาไปใช้
และการวิเคราะห์ เป็นตน้ ในการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน ซ่ึงสามารถวัดได้จากพัฒนาการด้านพุทธิ
พิสัย จิตพสิ ยั และทกั ษะพิสยั ของผู้เรียน ดว้ ยวิธีการตา่ ง ๆ

2.3 สาเหตทุ ่ที าให้เกดิ ปญญ หาตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์
บรุ ินทร์ แกว้ ประพันธ์ (2555: 37) กล่าวถึงสาเหตุท่ีทาให้เกิดปัญหาต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คณิตศาสตร์ต่าน้ันพบว่าสาเหตุมี ด้วยกันหลายประการทางด้านการจัดการเรียนการสอน การจัด
สภาพแวดล้อมท่ีไม่เอื้ออานวยต่อการ เรียนการสอน เวลาในการสอนไม่เพียงพอ แต่โดยส่วนมากมักเกิด
จาก ตัวผู้สอน ตัวผู้เรียนและ สภาพแวดล้อม จากปัญหาท่ีกล่าวข้างต้น เราจึงต้องมีการร่วมมือกันขจัด
ปญั หาทกุ ๆดา้ นให้หมดไป เพื่อพัฒนาใหผ้ ู้เรียนมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตรท์ ่ีสงู ขน้ึ
ประอรพรรณ บางนกแขวก (2555 : 47) กล่าวถึงสาเหตุท่ีมีผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
คณิตศาสตร์นั้น มีผลกระทบมาจากหลายสาเหตุ เช่น ระดับสติปัญญาของนักเรียน ความสามารถการ
อา่ นออกเขียน ได้ ความรูส้ ึกในทางลบกบั วิชาคณิตศาสตร์ ความรูพ้ ้ืนฐานตา่ ความรสู้ ึกกดดัน และกงั วล
Boualy KEOVONGSA (2559 : 61) กล่าว่าสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์มีหลายสาเหตุท่ีทาให้เกิดปัญหาต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เช่น นักเรียนมี

~ 10 ~

ข้อบกพร่องในด้านสุขภาพ ความยากจนของผู้ปกครอง มีพ้ืนฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์น้อย มีเจตคติท่ี
ไม่ดตี อ่ โรงเรียนและต่อวิชาคณิตศาสตรส์ ิ่งแวดล้อมไม่อานวย เปน็ ต้น

เรวัติ และคุปตะ (Rawat and Gupta. 1970-7-9) ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นตา่ มดี งั ตอ่ ไปน้ี

1.นักเรียนขาดความรสู้ ึกในการมีส่วนรว่ มกับโรงเรียน
2. ความไม่เหมาะสมของการจดั เวลาเรยี น
3. ผู้ปกครองไมเ่ อาใจใส่ในการศึกษาของบตุ ร
4. นักเรยี นมสี ขุ ภาพไมส่ มบรู ณ์
5. ความยากจนของผู้ปกครอง
6. ประเพณที างสงั คม ความเชอื่ ทไ่ี ม่เหมาะสม
7. โรงเรยี นไมม่ ีการปรบั ปรงุ ที่ดี
8. การสอบตกซ้าช้ัน เพราะการวดั ผลที่ไม่ดี
9. อายนุ ้อยหรือมากเกินไป
10. สาเหตุอื่น ๆ เช่นการคมนาคมไมส่ ะดวก ความยากจน การอพยพย้ายถิน่
จากสาเหตุท่ีทาให้เกิดปัญหาต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ข้างตน สรุปได้ว่าเกิดจาก
หลายๆ ด้าน อาทิเช่นปัญหาจากตัวผู้เรียน ครูผู้สอน วิธีการสอน รูปแบบการสอน ส่ือที่ใช้ในการสอน
รวมท้งั เจตคติของผูเ้ รยี น ดังนน้ั ครูผู้สอนควรจะศึกษาสาเหตุของปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาท่ี
จะสง่ ผลท่ีดีต่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นคณิตศาสตรข์ องผู้เรยี นทสี่ ูงขนึ้
งานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง

3. การจดั การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับดา้ น (flipped Classroom)
3.1 ความหมายของการจดั การเรียนห้องเรียนกลับด้าน
ห้องเรียนกลับด้านถือเป็นกระบวนการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง ซ่ึงเปลี่ยนการใช้ช่วงเวลาของ

การบรรยายเน้ือหาในห้องเรียนเป็นการท ากิจกรรมที่ผู้สอนจัดเตรียมขึ้น เพ่ือฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์
การทางานร่วมกัน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่วนการบรรยายจะอยู่ในช่องทางอื่นแทน เช่น วิดีโอ
บล็อก การสนทนาออนไลน์ เป็นต้น โดยผู้เรียนจะสามารถเข้าถึงได้เม่ืออยู่ที่บ้าน หรือสถานท่ีต่าง ๆ
นอกห้องเรียนผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งหากกล่าวถึงความหมายของห้องเรียนกลับด้านน้ันได้มี
นกั การศกึ ษาหลายท่านใหค้ วามหมายไว้ดังน้ี

นชิ าภา บุรีกาญจน์ (2556 : 23) ได้กล่าวว่า ห้องเรียนกลับด้าน คือ รูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้
แบบผสมผสานทนี่ กั เรยี นสามารถ เรียนรู้เนื้อหาบทเรียนผ่านส่ือออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้รูปแบบ
ใหม่ โดยการเรียนรผู้ า่ นสื่อเทคโนโลยีรูปแบบต่างๆ เช่นการดูวิดีโอนอกเวลาเรียนแทนการบรรยายในชั้น
เรียนปกติ นักเรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ได้แม้อยู่ท่ีบ้านหรือนอกสถานที่อ่ืน ซึ่ง
การเรียนรจู้ ากเกิดจากงานหรือปัญหาที่ไดร้ บั มอบหมายและมีการนา กลับมาในชั้นเรียนเพื่อสอบถาม
ครเู พ่อื ขอข้อเสนอนี้

~ 11 ~

พิมพประภา พาลพาย (2557 : 20) ได้กล่าวว่า แนวคิดห้องเรียนกลบด้าน (Flipped
Classroom) เป็นรูปแบบของการเรียน การสอนรูปแบบหน่ึงที่เปล่ียนจากการเรียนบทเรียนในหองเรียน
เป็นการเรียนบทเรียนด้วยผู้เรียนเองนอกห้องเรียนหรือทรี่บ้านโดยเรียนผ่านสื่อว์ีดีทัศน์หรือสื่ออ่ืนๆ ที่
หลากหลายและทาการบ้านหรือกิจกรรมในห้องเรียน เน้นการทากิจกรรม แลกเปล่ียน ความรู้ของ
บทเรียน มีการทางานรว่ มกบั เพ่ือนรว่ มชั้น และมผี ู้สอนคอยชี้แนะปญั หาผู้เรียนเป็นรายบคุ คล

วรางคณา เวชพูล (2559 : 27) ไดก้ ล่าวว่า ห้องเรียนกลับด้าน เป็นการจัดเตรียมสื่อเรียนรู้ต่างๆ
เช่น เอกสาร วีดีทัศน์ โดยจัดให้มีเน้ือหาบทเรียนท่ีท่ีอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้นักเรียนได้
กลับไปเรียนท่ีบ้านหรือนอกฉันเรียน แล้วมาทากิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนและครูอยู่ในช้ันเรียนปกติ ครูมี
หนา้ ทแ่ี คค่ อยใหค้ วามชว่ ยเหลือแก่นักเรยี น

นิตยา ดกกลาง (2560 : 9) ได้กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน เป็น
รูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้เรียนจะศึกษาสาระสาคัญของบทเรียนด้วยตนเองที่บ้านหรือสถานที่ต่าง ๆ
นอกห้องเรียนและมาทากิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนที่ผู้สอนเป็นผู้จัดขึ้น โดยเป็นการเปลี่ยนบทบาท
ของผู้สอนจากการเป็นผู้อธิบายเน้ือหาบทเรียนเกือบท้ังหมดของคาบเรียน มาเป็นผู้ออกแบบการเรียน
การสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ การคิดวิเคราะห์ หรือศึกษาด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
รว่ มกนั มากข้ึน

นิอิบณูรอวี บือราเฮง (2559 : 74) กล่าว่า ห้องเรียนกลับด้าน The Flipped Classroom เป็น
วิธีการเรียนแนวใหม่ที่ฉีกตาราการสอนแบบเดิม ๆ Flipped Classroom เป็นการเรียนแบบ “กลับหัว
กลับหาง” หรือ”พลิกกลับ” โดยเปลี่ยน รูปแบบวิธีการสอนจากแบบเดิมท่ีเร่ิมจากครูสอนในห้องเรียน
นักเรียนกลับไปทาการบ้านส่ง เปล่ียนเป็นนักเรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองผ่าน “เทคโนโลยีที่
ครูจัดหาให้ก่อนเข้าช้ันเรียน และมาทากิจกรรมโดยมีครูคอยแนะนาในช้ันเรียนแทน โดยส่ิงที่เป็นหัวใจ
สาคัญของ Flipped Classroom น้ีก็คือการใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัย และการให้
นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะกระตุ้นให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ เอ้ือต่อการ
เรยี นร้อู ย่างเต็มท่ี

จากที่กล่าวมา ผู้วิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน เป็นรูปแบบ
การเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ผู้เรียนจะศึกษาสาระสาคัญของบทเรียนด้วยตนเองที่บ้านหรือสถานท่ีต่าง ๆ
นอกห้องเรียนและมาทากิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนที่ผู้สอนเป็นผู้จัดขึ้น โดยเป็นการแลกเปลี่ยน
ความรู้ และครจู ะเปน็ ผชู้ แ้ี นะแนวทางให้กับผูเ้ รยี น

3.2 องคป์ ระกอบของจัดการเรียนห้องเรียนกลบั ด้าน
ชนากานต์ โสจะยะพันธ์ (2558 : 34) กล่าวไว้ว่า องค์ประกอบของห้องเรียนกลับด้าน สามารถ
สรปุ ไดว้ า่ หอ้ งเรียนกลับตา้ นควรมีองค์ประกอบดังน้ี
1. มีการกาหนดจุดประสงค์และยุทธวิธีในการเรียน โดยในรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม
น้ัน ครูจะเปน็ ศนู ยก์ ลางของการเรยี นการสอน แตใ่ นรูปแบบการเรยี นแบบ ห้องเรียนกลับด้านน้ัน
จะเปล่ียนแปลงวัตถุประสงค์โดยเปลี่ยนจากห้องเรียนที่ครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นเป็นวิธีการเรียนที่เน้น
นักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีครูผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะวิธีการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพื่อเรียนเน้ือหาโดยอาศัย

~ 12 ~

วิธีการท่ีหลากหลายท้ังการใช้กิจกรรมท่ีกาหนดขึ้นเอง เกม สถานการณ์จาลอง สื่อปฏิสัมพันธ์ การ
ทดลอง หรืองานดา้ นศลิ ปะแขนงต่างๆ

2. วีดิโอบรรยายการสอนหรือแหล่งข้อมูลเพ่ือการสืบค้นโดยครูผู้สอนเป็นผู้คอยช้ีแนะให้กับ
ผู้เรียนจากสอ่ื หรอื กจิ กรรมหลายประเภทเชน่ สือ่ ประเภทวิดีโอบันทึกการบรรยาย การใช้ส่ือ บันทึกเสียง
ประเภท Podcasts การใชส้ อ่ื websites หรอื สื่อออนไลน์ Chats

3. มีการสรา้ งองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง โดยผูเ้ รยี นเปน็ ผ้บู ูรณาการสรา้ งทักษะองค์ ความรู้ จาก
สื่อ ท่ีได้รับจากการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างกระดานความรู้อิเล็กทรอนิกส์ (Blogs) การใช้
แบบทดสอบ (Tests) การใช้ส่อื สังคมออนไลน์และกระดานสาหรบั อภิปรายแบบออนไลน์

4. มีกิจกรรมในห้องเรียนเพ่ือการประยุกต์ใช้ เป็นการสร้างองค์ความรู้โดยผู้เรียนเองในเชิง
สรา้ งสรรค์ โดยการจัดทาเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนาเสนอผลงาน (Presentations)
ท่ีเกิดจากการรงั สรรค์งานเหล่านน้ั

5. มีการวัดประเมินผล โดยมีการสร้างวิธีสอบหลายวิธีเพ่ือพิสูจน์ว่านักเรียนบรรลุผลสัมฤทธ์ิ
ตามวตั ถปุ ระสงค์ในแต่ละบทเรียน

การเรียนภายใต้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน มีองค์ประกอบของห้องเรียนกลับทาง และการเรียน
ใหร้ ู้จริง ดงั นี้ (วิจารณ์ พานชิ , 2556)

1. กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของการเรยี นรใู้ หช้ ดั เจน
2. ไตร่ตรองว่าวัตถุประสงค์ส่วนไหนควรเรียนแบบลงมือทาหรือ inquiry ส่วนไหนควรเรียน
แบบรับถา่ ยทอด
3. ใหแ้ น่ใจวา่ นักเรยี นเขา้ ถึงวีดที ัศน์เพื่อเรียนสาระวชิ า
4. สรา้ งกจิ กรรมใหน้ กั เรียนลงมือทาเพื่อเรียนรู้ในชัน้ เรียน
5.สร้างวธิ ีสอบหลายวธิ ีเพื่อพสิ จู น์ว่านักเรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ในแต่ละบทเรยี น
จากท่ีนักวิชาการต่างๆได้กล่าวถึงองค์ประกอบของห้องเรียนกลับด้าน สามารถสรุปได้ว่า
ห้องเรียนกลบั ตา้ นควรมีองค์ประกอบดังน้ี
1. กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของการเรียนรู้และยุทธวธิ ใี นการเรียนใหช้ ดั เจน
2. เตรยี มวดิ โี อการสอน คณุ ครอู าจบันทึกการสอนของตัวเอง หรือใช้บริการจากวิดีโอการสอนท่ี
มีเน้ือหาของบทเรียนครบตามตวั ชว้ี ัด
3. สร้างกิจกรรมให้นักเรียนลงมือทาเพ่ือเรียนรู้ในช้ันเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนและสนับสนุนการ
สร้างปฏิสมั พันธ์ระหว่างกัน คุณครูเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ร่วมพูดคุยแลกเปล่ียน และซักถามจากเนื้อหา
ทไี่ ด้ศกึ ษามาแลว้ ในวิดโี อ เพือ่ ใหเ้ กิดทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ และการส่ือสาร
4. สร้างกิจกรรมให้นักเรียนลงมือทาเพือ่ เรียนรู้ในชัน้ เรยี น
5. มีการวัดประเมินผล โดยมีการสร้างวิธีสอบหลายวิธีเพื่อทดสอบว่านักเรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์
ตามวัตถุประสงค์ในแต่ละบทเรียน

~ 13 ~

3.3 แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกับการเรยี นห้องเรียนกลับด้าน
การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom ) ซ่ึงเป็นนวัตกรรมการ
เรียนการสอนรูปแบบใหม่ในการสร้างผู้เรียนให้ เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้านหรือ Mastery Learning
นนั้ จะมอี งคป์ ระกอบสาคัญที่เกิดขึ้น 4 องค์ประกอบที่เป็นวัฏจักร (Cycle) หมุนเวียนกันอย่างเป็นระบบ
ซ่ึงองคป์ ระกอบทัง้ 4 ที่ เกิดขน้ึ ได้แก่ (สุรศกั ดิ์ ปาเฮ, 2556)
1. การกาหนดยุทธวิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Experiential Engagement) โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้
ช้ีแนะวิธีการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพ่ือเรียนเน้ือหาโดยอาศัยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งการใช้กิจกรรมท่ี
กาหนดข้นึ เอง เกม สถานการณจ์ าลอง ส่อื ปฏสิ ัมพนั ธ์ การทดลอง หรืองาน ด้านศลิ ปะแขนงต่างๆ
2. การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration) โดยครูผู้สอนเป็นผู้คอย
ชี้แนะให้กับผู้เรียนจากส่ือหรือกิจกรรมหลายประเภทเช่น ส่ือประเภทวิดีโอบันทึกการ บรรยาย การใช้
สอ่ื บันทึกเสียงประเภท Podcasts การใช้สื่อ Websites หรือสือ่ ออนไลน์
3. การสรา้ งองค์ความรู้อย่างมีความหมาย (Meaning Making) โดยผู้เรียนเป็นผู้บูรณาการสร้าง
ทักษะองค์ความรู้จากส่ือท่ีได้รับจากการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างกระดาน ความรู้อิเล็กทรอนิกส์
(Blogs) การใช้แบบทดสอบ (Tests) การใช้สื่อสังคมออนไลน์และ กระดานสาหรับอภิปรายแบบออนไลน์
(Social Networking & Discussion Boards
4. การสาธิตและประยุกต์ใช้ (Demonstration & Application) เป็นการสร้างองค์ ความรู้โดย
ผู้เรียนเองในเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดทาเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนาเสนอผลงาน
(Presentations) ท่ีเกิดจากการรังสรรค์งานเหล่านั้น
สรุปไดว้ า่ หอ้ งเรียนกลับดา้ นสามารถช่วยเพ่ิมพูนประสบการณ์ จากการทากิจกรรม มีการใช้ส่ือ
ทหี่ ลากหลาย ทาให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์รวบยอด โดยมีผู้สอนเป็นผู้ช้ีแนะ มีการสร้างองค์ความรู้จากการ
เรียนรู้ด้วยตนเอง และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรคเป็นผลงาน ผู้เรียนประยุกต์ใช้ได้จริง ทาให้เกิดการ
เรียนรูแ้ บบรอบดา้ นเป็นการเรยี นการสอนรูปแบบใหม่ สาหรับการศึกษายุคศตวรรษท่ี 21
ทฤษฎี UDL (Universal Design for Learning)
ในการจดั การเรยี นรู้ เพือ่ เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนด้วยวิธีที่ตนถนัดท่ีสุด เช่น บางคน ชอบ
เรยี นจากวีดีทศั น์ บางคนชอบเรียนจากตาราเรียน บางคนชอบค้นจากอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ครูก็ ส่งเสริม
ทาให้เดก็ รูส้ ึกมีอิสระ และรู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องของตนเอง เป็นความรับผิดชอบของ ตนเอง การเปิด
อิสระให้เด็กได้เลือกวิธีเรียนน้ี ช่วยให้เด็กค้นพบวิธีเรียนที่ให้ผลดีที่สุดต่อตนเอง คือได้ ฝึกทักษะการ
เรียนรู้น่ันเอง เมื่อเปิดอิสระเช่นน้ี นักเรียนจะทดลองวิธีการต่างๆ หลากหลายแบบ บางคนชอบเรียนไป
ก่อนล่วงหน้า บางคนชอบทาแบบฝึกหัด บางคนชอบทาแลบ ก็ได้เรียนตามแบบที่ตน ชอบ การเรียน
แบบร้จู รงิ เปดิ ชอ่ งให้นักเรียนแสดงภมู ริ ู้ได้หลากหลายแบบตามหลักของ Burgstahler (2011) ดงั น้ี
Equitable Use เป็นการออกแบบเพ่ือให้สามารถใชป้ ระโยชน์ได้สาหรับคนทุกคน
Flexibility in Use เป็นการออกแบบที่ทาให้คนแต่ละคนที่มีความหลากหลายได้ ใช้ได้
เหมอื นกัน
Simple and Intuitive Use เป็นการออกแบบทีท่ าใหผ้ ลิตภัณฑน์ ้ันใช้งานงา่ ย

~ 14 ~

Perceptible Information เป็นการออกแบบท่ที าให้แต่ละคนเขา้ ถึงข้อมลู ได้ เหมือนกัน
Tolerance for Error เป็นการออกแบบที่คานึงความปลอดภัยของผู้ใช้ Low Physical Effort
เปน็ การออกแบบเพื่อให้ผู้ใชม้ ีความเมื่อยล้าในการใชน้ ้อยที่สุด
Size and Space for Approach and Use เป็นการออกแบบเพ่ือผู้ใช้ท่ีมีขนาด ร่างกายที่
แตกต่างกันใชไ้ ด้อย่างสะดวก
3.4 กระบวนการและขั้นตอนของจดั การเรียนห้องเรียนกลับดา้ น
วิธีการดาเนินการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับต้านจาก หนังสือ Flip Your Classroom :
Reach Every Student in Every Class Every Day ของ Jonathan Bergmann and Aaron Sams
ว่ามีขั้นตอนดงั น้ี (วิจารณ์ พานิช, 2556)
1. เตรียมความพร้อมผู้เรียน ในวันแรกครูอธิบายประโยชน์ของการเรียนแบบใหม่และให้เด็กดู
วิดีทัศน์ อธิบายวิธีเรียนแบบนี้ ในวิดีทัศน์มีนักเรียนรุ่นก่อนอธิบายว่าวิธีเรียนแบบใหม่ดี ต่อนักเรียน
อยา่ งไร
2 แจ้งให้ผู้ปกครองนกั เรยี นทรานเม่ือการเรยี นแบบใหม่ โดยครูต้องอธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า
นักเรียนจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน และผู้ปกครองควรจะมีบทบาท
อยา่ งไร
3. สอนวาดและจัดการวีดีทัศน์ การฝึกทักษะการดูวิดีทัศน์ก็ทานองเดียวกันกับการฝึกทักษะ
การอ่านตาราครูต้องแนะนาวิธีที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน การดูวิดีทัศน์บทเรียนแตกต่างจากดูทีวีบันเทิง ใน
ทานองเดียวกันกับอ่านหนังสือสารคดี (Non-Fiction) แตกต่างจากการอ่านหนังสือการนิยาย (Fiction)
ควรให้ดูวิดีทัศน์แบบตั้งใจดูจริงๆ โดยไม่มีส่ิงรบกวนสมาธิ เช่น ไม่มีหูฟัง iPod เสียบหู ไม่เปิด
Facebook ไปพร้อมๆ กัน ควรฝึกใช้ปุ่มหยุดวีดีทัศน์ แล้วชี้ประเด็นสาคัญในเร่ือง ลองให้ นักเรียนคน
หน่ึงเป็นผู้ควบคุมวีดีทัศน์ ท่ีจะหยุดหรือย้อนกลับไปดูตอนสาคัญ แล้วร่วมกันผมก็ปรายทั้ง ชั้นว่าหาก
ตนเองเป็นผคู้ วบคมุ วีดีทัศน์จะดตี อ่ ตนเองอย่างไร แตล่ ะคนดูได้เข้าใจเร็วช้าแตกต่างกัน อย่างไร และการ
เรียนจากวิดีทัศน์ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนเป็นผู้มีอานาจเหนือการเรียนของตน อย่างไร และควรสอน
เทคนิคจดบันทกึ ตั้งคาถามและการจับประเดน็ สาคัญดว้ ย
4. กาหนดให้นักเรียนตั้งคาถามที่น่าสนใจ เพ่ือให้แน่ใจว่านักเรียนได้ดูวิดีทัศน์มาก่อน ครูจึง
กาหนดให้เดก็ ตอ้ งมาต้ังคาถามทนี่ ่าสนใจในชั้นเรียน โดยต้องเป็นคาถามที่เก่ียวข้องกันในวีดีทัศน์และตัว
เด็กเองไม่รู้คาตอบ นักเรียนแต่ละคนต้องตั้งคาถามมาคนละ 1 คาถามต่อวิดีทัศน์ 1 ตอน ในชั้นเรียนจะ
มีชว่ งเวลา “คาถามและคาตอบ” ท่ีสนุกสนานและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างย่ิง โดย นักเรียนอาจเรียน
คนเดยี วหรอื เรยี นเป็นกลมุ่ และเป็นการทางานร่วมกันครู เป็นช่วงเวลาท่ีครูได้ เรียนรู้สูงมาก ได้มีโอกาส
สังเกตความเข้าใจผิดของเด็ก และแก้ไขเสีย เป็นกติกาการเรียนท่ีทาให้ นักเรียนท่ีในห้องเรียนแบบปกติ
เลือ่ นลอยจากการเรียน ไม่เคยพดู ไมเ่ คยถามครู ตอ้ งมสี ่วนตัง้ คาถาม และชว่ ยกนั หาคาตอบ
5. วางรูปแบบห้องเรียนแบบกลับด้าน ห้องเรียนต้องเปล่ียนจาก Classroom เป็น Studio คือ
กลายเป็นห้องทางานเป็นห้องท่ีจุดสนใจคือการเรียนของตนเอง เรียนโดยการลงมือทา ไม่ใช่โดยการฟัง
ครูสอนในห้องเรียนแบนแก่า เครื่องใช้ต่างๆ ในห้อง ต้อมน้ันการใช้งานเพ่ือการเรียนของนักเรียน และ

~ 15 ~

เพื่อการเรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของนักเรียนไม่ใช่เพื่อการสอนของครู อย่างแต่ก่อนเครื่องใช้
เกือบท้งั หมดในห้องมีไวใ้ หน้ ักเรียนใช้ ไม่ใช่สงวนไวใ้ หค้ รเู ท่าน้นั ท่ีมสี ิทธ์ิใช้อย่าง ในหอ้ งเรียนแบบเก่า

6. ให้เด็กได้จัดการเวลาและงานของตัวเอง ในบางช่วงเวลาของเทอม นักเรียนบางคนอาจมี
กจิ กรรมพเิ ศษทต่ี อ้ งทา เช่น งานเทศกาล หรือการแขง่ ขันกฬี า และช่วงน้ันก็ใกล้การสอบประจาภาคด้วย
ในห้องเรียนกับด้านนักเรียนสามารถเรียนไว้ล่วงหน้า เรียนบางวิชาให้จบเร็ว สามารถสอบไล่ก่อนเวลา
และใช้เวลาของวิชาที่เรียนจบเร็วเรียนวิชาอื่น นักเรียนท่ีเรียนข้าก็สามารถใช้เวลาเรียนซ้าช่วงท่ีต้องการ
ไดส้ อบ ส่วนใดไมผ่ ่านกส็ อบใหม่ได้เสมอ

7. ส่งเสริมให้เด็กช่วยเหลือกันเอง ห้องเรียนคือ Learning Hub (ไม่ใช่ Teaching Hob) จุด
สนใจคือ นักเรียนด้วยกันเองไม่ใช่ครู นักเรียนจะตระหนักในความจริงข้อนี้ และเรียนรู้ร่วมกัน และ
ช่วยเหลือกัน รวมตัวกันเองเป็นกลุ่มเพ่ือเรียนรู้ร่วมกัน บางคร้ังครูจะจัดนักเรียนเป็นกลุ่ม เรียนรู้เฉพาะ
เรื่อง เช่นนักเรียนท่ียังไม่เข้าใจประเด็นไหนก็จะรวมตัวกันเป็น independent Study Group เร่ือง
ประเดน็ น้นั ในขณะทนี่ กั เรียนคนอ่นื ๆ หรือกลุ่มอ่นื เรยี นประเดน็ อื่น

8. การประเมินผล การเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านต้องการระบบประเมินที่ประเมินความ
เขา้ ใจของเด็กอยา่ งแมน่ ยา

8.1 การประเมินเพ่ือปรับปรุง (Formative Assessment) ครูที่มีประสบการณ์สูง
สามารถบอกได้ทันทีว่าเด็กคนไหนยังไม่เข้าใจเร่ืองอะไร เมื่อครูเดินไปรอบ ๆ ห้องเรียนครูจะลอง
สอบถามบางคาถามแกน่ กั เรียนบางคน และอธิบายคาตอบที่ถูกต้องแก่นักเรียน และนักเรียนแต่ละคนจะ
ต้องการความช่วยเหลือแตกต่างกันตามระดับของพัฒนาการของศักยภาพในการเรียนรู้ (Cognitive
Development) ของตนและตามความยากง่ายของเร่ือง ครูจะมีวิธีช่วยเหลือนักเรียนแตกต่างกัน บาง
กรณีครูจะช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ แต่ในบางกรณีครูจะปล่อยให้เด็กใช้ความพยายามช่วยเหลือตนเอง
เพราะการเรียนท่ีดีไม่ใช่การเรียนแบบได้รับการป้อนสาระความรู้ นักเรียนที่ช่วยเหลือตัวเองได้ควรได้
เรียนแบบช่วยตัวเอง เพราะจะเรียนรู้ได้ลึกและเชื่อมโยงกว่า แต่เด็กท่ีเรียนอ่อนก็ต้องได้รับความ
ช่วยเหลือตามความเหมาะสมและควรทดสอบแบบ Formative และ Feedback แก่นักเรียนทันที
เพราะจะชว่ ยเด็กเรยี นได้อย่างถูกต้อง

8.2 การประเมินเพ่ือวัดผลหรือการสอบแบบได้ - ตก (Summative Evaluation) เป็น
การสอบวดั ผลหลังกระบวนการเรยี นการสอน เพื่อทดสอบวา่ ผเู้ รยี นบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ ข อ ง ก า ร
เรียนรูห้ รอื ไม่

4. เทคนิคระดมพลงั สมอง (Brainstorming)
4.1 ความหมายของระดมพลังสมองและเทคนคิ การสอนระดมพลังสมอง

(Brainstorming)
จิรนุช ศาสนะสนธิ (2555 : 54) กล่าวไว้ว่า การระดมสมอง หมายถึง การกาหนดสถานการณ์

เพ่ืออให้บุคคลร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้คาตอบที่ดีท่ีสุดนาไปสู่การแก้ปัญหา
อย่างมีประสิทธภิ าพ

~ 16 ~

เกษมณี พุกหน้า (2555 : 25) กลา่ วไว้ว่า เทคนิคระดมสมอง หมายถึงวิธีการฝึกการแก้ปัญหา

อย่างสรา้ งสรรค์ โดยการใชก้ ระบวนการกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนคิด แก้ปัญหาได้มากท่ีสุด แล้วเลือกเอาวิธีที่
ดที ีส่ ดุ ไปแกป้ ญั หาได้อย่างสรา้ งสรรค์

อุทัยรัตน์ เอ่ียมศรี (2556: 51) กล่าวไว้ว่า การระดมสมอง เป็นการให้ผู้เรียนทุกคนได้แสดง
ความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ในการแก้ปัญหาให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความ
คดิ เหน็ หรือข้อเสนอแนะท่ี ผ้เู รยี นเสนอมานนั้ และมีการจดบันทึกและสรุปข้อคดิ เห็นน้นั

พิสมัย ใบลาศ (2556: 50) กล่าวไว้ว่า ระดมสมองเป็นการให้ผู้เรียนทุกคนได้แสดงความคิดเห็น
ให้ข้อเสนอแนะ ในการแก้ปัญหาให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นหรือ
ขอ้ เสนอแนะท่ี ผเู้ รยี นเสนอมานัน้ และมีการจดบันทกึ และสรุปข้อคิดเหน็ น้ัน

พวงทิพย์ แซ่พัว (2556: 67) เทคนิคการสอนแบบระดมสมองคือกระบวนการในการแก้ปัญหา
อย่าง สร้างสรรค์โดยนักเรียนมีโอกาสในการคิดอย่างอิสระไม่มีการวิจารณ์ระหว่างคิดทุกคนในกลุ่ม
ช่วยกันคิดหาคาตอบจากสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ในเวลาที่กาหนดแล้วเลือกเอาคาตอบท่ีดีท่ีสุดเพื่อ
นาไปส่กู ารแก้ปญั หาอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

จากความหมายของเทคนิคระดมสมองข้ างต้น สรุปได้ว่า เทคนิคระดมพลังสมอง
(Brainstorming) หมายถึง กระบวนการในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ท่ีให้นักเรียนเสนอวิธีการแก้ไข
ปญั หา หรือเสนอความคิดเห็นของตัวเอง ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีแต่เสนอขึ้นมาเท่าน้ัน คาเสนอจะถูก
บนั ทกึ ไว้ (ในสมุดนกั เรียน) เพื่อประเมนิ ผลหรือตามมตภิ ายหลงั

4.2 หลักการและข้นั ตอนของเทคนคิ การสอนแบบระดมสมอง (Brainstorming)
หลักการเทคนคิ ระดมพลังสมอง (Brainstorming)
เกษมณี พุกหน้า (2555: 27) กล่าวไว้ว่า เทคนิคระคม สมอง มีหลักการที่สาคัญ ได้แก่ ไม่
วิพากษ์วิจารณ์ ให้อิสระกับทุกความคิด คิดให้มากท่ีสุด คิดให้ แปลกที่สุด และคัดแปลงความคิดจนได้
คาตอบที่ดที ่สี ดุ ของกลมุ่
อุทัยรัตน์ เอี่ยมศรี (2556: 52) กล่าวไว้ว่า หลักการของการระดมสมอง คือ การให้อิสระในการ
คิด ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ความคิดเห็นของคนอ่ืน คิดออกมาให้มากที่สุด หาคาตอบที่แปลกแตกต่างออกไป
และมีการนา ความคิดของแตล่ ะบุคคลมาปรับแต่งคัดแปลงและจดั ลาดบั ความสาคญั ของการคิด
พิสมัย ใบลาศ (2556: 51) หลักการของการระดมสมอง คือ การให้อิสระในการคิด ไม่
วิพากษ์วิจารณ์ ความคิดเห็นของคนอ่ืนคิดออกมาให้มากท่ีสุดและมีการนาความคิดของแต่ละบุคคลมา
ปรบั แต่ง และจดั ลาดับความสาคัญของการคิด
พวงทิพย์ แซ่พัว (2556: 68) หลักของการระดมสมองคือการให้อิสระในการการคิดอย่างเสรี
เพ่อื ท่จี ะ ไดค้ วามคดิ ที่หลากหลายไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของสมาชิกความคิดท่ีหลากหลาย
เป็น ส่วนกระตุ้นให้นักเรียนแต่ละคนคิดได้มากข้ึนมีการนาความคิดมารวมกันเพ่ือตัดสินตามลาดับของ
ความสาคัญ

~ 17 ~

จากความหมายของหลักการและเทคนิคระดมสมองข้างต้น สรุปได้ว่า หลักการและเทคนิค
ระดมสมอง คือ การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกหรือ
ผิด ให้มีการเสนอความคิดไปเรื่อย ๆ อย่างอิสระย่ิงได้ความคิดหลากหลายเท่าไร ศักยภาพในการ
แกป้ ญั หาจะ มีมากขึ้นเท่านน้ั

เทคนคิ การสอนแบบระดมสมอง (Brainstorming)
ข้ันตอนในเทคนิคการสอนแบบระดมสมอง คือ กระบวนการในการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์
โดยนักเรียนได้มีโอกาสในการคิดอย่างอิสระโดยไม่มีการวิจารณ์ระหว่างการคิด ทุกคนในกลุ่มจะช่วยกัน
คิดหาคาตอบจากสถานการณ์ทก่ี าหนดให้ภายในเวลาทกี่ าหนดให้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบระดมสมอง
ซึ่งมนี ักวจิ ยั ได้สรปุ ขัน้ ตอนเทคนิคการสอนแบบสะดมสมอง ดังน้ี
ธงชัย พรมเลิศ (2557: 35 ) สรุปได้ว่า ข้ันตอนในเทคนิคการสอนแบบสะดมสมอง คือ
กระบวนการในการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์โคสนักเรียนได้มีโอกาสในการติสอย่างอิสระ โดยไม่มีการ
วิจารณ์ระหว่างการคิดทุกตน ในกลุ่มจะช่วยกันคิดหาค้าตอบชากสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ตายในเวลาท่ี
กาหนดให้ โดยใชเ้ ทคนิค การสอนแบบระดมสมอง ซ่งึ มขี ัน้ ตอนดังนี้
1) อธิบายความหมายของการระดมสมองให้ทราบว่าการระดมสมองเป็นวิธีการหาแนวความคิด
ให้ได้จานวนมากท่ีสุด
2) แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยเพ่ือระดมสมอง ขนาดของกลุ่มประมาณ 3-11 คน อาจเป็น
หญิงล้วนหรือชายล้วนหรือคละกันก็ได้ จานวนสมาชิกในกลุ่มควรเป็นจานวนค่ี เพราะจะได้มีเสียงส่วน
ใหญแ่ ละหลกี เลี่ยงการมคี ะแนนเท่ากัน
3) เลือกผู้นากลุ่ม แต่ละกลุ่มย่อยควรมีผู้นากลุ่มการแสนอปัญหาและคอยประสานงาน ให้กลุ่ม
ดาเนินกจิ กรรมไปตามกระบวนการระดมสมอง
4) เลอื กปัญหาปัญหาทนี่ ามาระดมสมอง ควรเป็นปัญหาการเริ่มต้นด้วยปัญหาง่าย ๆ ท่ีหลาย ๆ
คน สนใจการเลือกปัญหาอาจเริ่มต้นด้วยปัญหาง่ายๆท่ีหลาย ๆ คนสนใจ การเลือกปัญหาต้องเหมาะสม
กบั วัยและพัฒนาการของเดก็ ประกอบกันไปด้วย
5) กาหนดขอบเขตของปัญหาควรกาหนดขอบเขตให้แน่นอน ท้ังน้ีเพื่อให้แน่ใจว่า ปัญหา
น้ันพพาะเจาะจง ไม่กว้างจนเกินไป และเป็นปัญหาท่ีง่ายไม่ซับซ้อน และปัญหานั้นควรเป็นปัญหาท่ีมี
คาตอบได้หลายทาง
6) เร่ิมประชุมระดมพลังสมอง ก่อนอ่ืนต้องอธิบายปัญหาให้สมาชิกได้เข้าใจว่า ปัญหาคืออะไร
มีขอบเขตแคไ่ หน ในการนาเสนอความคิดจะต้องไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของใครคนใดคนหน่ึง มี
การนาเสนอความคิดไดห้ ลากหลายหรือจะขยายความคดิ ของผู้อ่ืนก็ได้ ใหอ้ สิ ระทางความคิดอย่างเต็มท่ี
7) ต้องมกี ารจดบันทึกความคิดของทุกคนไว้ เพ่ือใช้ในการประเมนิ ผลหรือหาข้อสรปุ
8) ประเมินความคิดที่สมาชิกเสนอเม่ือเสร็จส้ินการระดมสมอง ผู้นาอาจมีการจัด เรียบ
เรียงความคิดเพื่อตัดสินใจเลือกแนวคิดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา เกณฑ์ที่ใช้ประเมินต้อง เหมาะสม
สอดคลอ้ งกบั ปญั หา ปัญหาแต่ละปัญหาควรมรี ายการของเกณฑ์ที่ใช้ประเมินโดยเฉพาะ
9) สรปุ ความคิดทไ่ี ด้นาไปแก้ปัญหา

~ 18 ~

พวงทิพย์ แซ่พัว (2556: 70) สรุปได้ว่า ข้ันตอนในเทคนิคการสอนแบบระดมสมองคือ
กระบวนการท่ีนักเรียน ได้มีโอกาสในการคิดอย่างอิสระโดยไม่มีการวิจารณ์ระหว่างการคิดทุกคนในกลุ่ม
จะช่วยกันคิดหา คาตอบจากสถานการณท์ ่กี าหนดให้ภายในเวลาท่ีกาหนดให้โดยใช้เทคนิค การสอนแบบ
ระดมสมองซงึ่ มีขน้ั ตอนดังน้ี

1) คิดรายบุคคลจากสถานการณ์ปัญหาแต่ละคนคิดหาคาตอบด้วยตนเองอย่าง เต็มที่ตาม
ประสบการณ์ความรู้ของตน

2) นาเสนอความคิดและคัดสรรภายในกลุ่ม เร่ิมประชุมระดมพลังสมองก่อนอ่ืน ต้องอธิบาย
ปัญหาให้สมาชิกได้เข้าใจว่าปัญหาคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหนในการนาเสนอความคิด จะต้องไม่มีการ
วพิ ากษ์วิจารณ์ความคดิ ของใครคนใดคนหนึ่งมีการนาเสนอความคิดได้หลากหลาย หรือจะขยายความคิด
ของผู้อ่นื กไ็ ด้ให้อสิ ระทางความคดิ อย่างเต็มที่

3) สรปุ ความคิดของกลุ่มประเมินความคิดที่สมาชิกเสนอเมื่อเสร็จส้ินการระดม สมองผู้นาอาจมี
การจัดเรียบเรียงความคิดเพื่อตัดสินใจเลือกแนวคิดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา เกณฑ์ท่ีใช้ประเมินต้อง
เหมาะสมสอดคล้องกบั ปัญหาปัญหาแต่ละปัญหาควรมีรายการของเกณฑ์ท่ี ใชป้ ระเมินโดยเฉพาะ

5. งานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง
การจดั การเรยี นรู้แบบหอ้ งเรียนกลับด้าน (flipped Classroom)
ยุภาพร ดว้ งโตด้ (2562) ไดก้ ารศกึ ษาวจิ ยั ในครง้ั นี้มวี ัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรียนรายวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริมาตร สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและ
หลังการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหา ปริมาตร สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ก่อนและหลังการจัด
กิจกรรมเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหา
ปริมาตร ของกลุ่มทไ่ี ดร้ บั การจดั กจิ กรรมเรยี นรู้โดยใชห้ อ้ งเรยี นกลับด้าน กับกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรม
เรียนร้โู ดยใชก้ ารจัดการเรียนรู้ แบบปกติ)

กลุ่มตวั อย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนอนุบาลทับกวาง สานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จานวน 60 คน เลือกโดยใช้
วิธีการสุ่มแบบกระบวนการสุ่ม เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบ
หอ้ งเรยี นกลับด้าน แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน สถิติท่ีใช้ใน
การวิเคราะหข์ อ้ มลู ได้แก่ คา่ เฉล่ีย ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และสถิตทิ ดสอบคา่ ที (-test)

ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง การหาปริมาตรของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
การหาปริมาตร ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้
แบบปกติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ ทางการ

~ 19 ~

เรยี นรายวิชาคณติ ศาสตร์ เรอื่ ง การหาปริมาตร ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 หลังเรียน ด้วยการจัด
กิจกรรมเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้ การจัดการ
เรียนรแู้ บบปกติ อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั 0.05

อากร พุทธรักษา (2561) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความเครียดของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปี ท่ี 4 เร่ือง จานวนจริง ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน การวิจัยน้ีมี
วัตถุประสงค์เพ่ือหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้าน ศึกษาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน และความเครียดของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้าน กลุ่ม
ตัวอย่างในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ท่ี 4 ห้องเก่ง ปี การศึกษา 2560
โรงเรียนชลราษฎรอารุง จ.ชลบุรี จานวน 50 คน ซ่ึงสมัครใจเข้าร่วมการ วิจัย เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย
ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เร่ือง จานวนจริง และวีดีทัศน์ แบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความเครียด ผลการวิจัยพบวาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ
ด้าน เร่ือง จานวนจริง มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2=70/50 นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ
ห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง จานวนจริง มีค่าดัชนีประสิทธิผลรายบุคคลมากกวาหรือเท่ากับ 0.50 ไม่น้อย
กวารอ้ ยละ 70 ท่ีระดับนยั สาคญั .05 และนักเรียนมีความเครียดต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ
ด้าน เร่อื ง จานวนจริง ลดลงจากการเรยี นแบบปกติ อยางมีนยั สาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05

วรรณธิดา ยลวิลาศ (2563) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านที่มีผลต่อ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ใน
รายวิชาคณิตวิเคราะห์ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีเรียน
ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านก่อนและหลังเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ใน
รายวิชาคณิตวิเคราะห์ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านของ
นักศกึ ษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ในรายวิชาคณิตวิเคราะห์ กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นักศึกษา
ช้ันปีท่ี 2 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธ์ุ ภาค
เรียนท่ี 2/2562 จานวน 36 คน ภาคเรียนที่ 2 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ผู้วิจัยเลือกกลุ่มเป้าหมายจากนักศึกษาที่ลงทะเบียนรายวิชาคณิตวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประกอบด้วย แผนการเรียนรู้ 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและแบบสอบถามความพึง
พอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบ t-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนักศกึ ษาท่ีเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการ
เรียนรู้แบบห้องเรยี นกลับโดยรวมอยูใ่ นระดับมาก ( = 4.18, S.D. = 0.77)

อดิศร ภัคชลินท์ (2561) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบห้องเรียนกลับ
ด้านร่วมกับกรณีศึกษาผ่าน เว็บแอปพลิเคชัน ท่ีส่งผลต่อทักษะการแก้ปัญหาการเขียนโปรแกรมภาษาซี
ของนักเรียน ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม การวิจัยคร้ังน้ีมี

~ 20 ~

วัตถปุ ระสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน จากการ จัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอน
แบบหอ้ งเรียนกลับดา้ นรว่ มกบั กรณีศกึ ษาผา่ นเว็บแอปพลิเค ชัน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรยี นและหลงั เรยี นของนกั เรยี น 3) ศึกษาพฤติกรรม การมีส่วนร่วมของนักเรียนจากการจัดการเรียน
การสอนแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับกรณีศึกษา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน 4) ศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนจากการจัดการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม ท่ีกาลังศึกษา ในปีการศึกษา 2561 จานวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด
40 คน ได้มาโดยวธิ กี ารสมุ่ อย่างงา่ ย

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 2) แผนการจัดการ เรียนรู้
ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับกรณีศึกษา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน 3) เว็บแอปพลิเคชัน Google Classroom
รายวิชาภาษาซี 4) แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาวิชาภาษาซี 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน
วิชาภาษาซี 6) แบบบันทึกพฤติกรรมการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับกรณีศึกษา ผ่านเว็บแอป
พลเิ คชัน 7) แบบสอบถามความความพงึ พอใจท่ีมีต่อการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับกรณีศึกษา
ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าความ
เทีย่ งตรง ค่าความยากงา่ ย ค่าความเชื่อมน่ั และการทดสอบค่าที(t-test แบบ dependent)

ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบ ห้องเรียนกลับ
ด้านร่วมกับกรณีศึกษา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน อยู่ในระดับ ดีมาก ( ค่าเฉลี่ย = 16.75) 2) ผลการ
เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบ ห้องเรียนกลับด้าน
ร่วมกับกรณีศึกษา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.00 คะแนนและคะแนน
หลังเรียนมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 32.23 คะแนน 3) พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของ นักเรียน หลังเรียนด้วยวิธี
สอนแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับกรณีศึกษา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน พบว่า จ มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ
14.63 อยู่ในระดับ ดีมาก 4) ความความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยวิธี สอนแบบห้องเรียนกลับ
ด้านร่วมกับกรณีศึกษา ผา่ นเว็บแอปพลิเคชัน พบว่า มีระดับความพึงพอใจอยู่ ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =
3.98 และ S.D. = 0.74)

เทคนคิ ระดมพลงั สมอง (Brainstorming)
เกษมณี พุกหน้า (2555) วัตถุประสงค์ของการวิจัยคร้ังนี้ เพื่อศึกษาทักษะปฏิบัติงานผลงาน
ความคิดสร้างสรรค์ และศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระงานประดิษฐ์ของนักเรียนที่
เรียนรู้โดย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันเสริมด้วยเทคนิคระดมสมองก่อนและหลัง
เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 จานวน 39 คน โรงเรียนหนองบัววิทยายน ภาค
เรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2555 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการ
จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันเสริมด้วยเทคนิค ระดมสมอง สาระ
งานประดิษฐ์ 2) แบบประเมินทักษะปฏิบัติงาน 3) แบบประเมินผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ 4)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระงานประดิษฐ์ สถิติท่ีใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าเฉลย่ี ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน คา่ ร้อยละ และการทดสอบที แบบไมเ่ ป็นอิสระ

~ 21 ~

ผลการวจิ ัยพบว่า
1. นักเรียน ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของ ซิมพ์ซัน
เสริมดว้ ยเทคนิคระดมสมอง มีคะแนนทักษะปฏิบัติโดยเฉลยี่ คิดเป็นร้อยละ 86.08
2. นักเรียน ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน
เสริมดว้ ยเทคนคิ ระดมสมอง มีคะแนนผลงานความคดิ สร้างสรรค์โดยเฉลี่ยคดิ เปน็ ร้อยละ 81.50
3. นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน
เสริมด้วยเทคนิคระดมสมอง มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 20.18 คิดเป็นร้อยละ 67.26 และคะแนน
เฉล่ียหลังเรียนเท่ากับ 24.41 คิดเป็นร้อยละ 81.37 ซึ่งหลังเรียนไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 80
และมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสาระงานประดิษฐ์ หลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน
ธงชัย พรมเลิศ (2557) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้
คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และเทคนิคระดมสมอง ท่ี
ส่งเสริมความสามารถในการ คิดขั้นสูงและใช้โปรแกรมสารวจเชิงคณิตศาสตร์ เรขาคณิตพลวัต เป็น
เครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ เร่ือง ลิมิตและความต่อเน่ืองของฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 2) เพ่ือพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้นักเรียนจานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ข้ึนไป และ 3) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดข้ันสูง กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้
ในการวิจัยเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/1 โรงเรียนหนองแสงวิทยศึกษา อาเภอหนองแสง จังหวัด
อุดรธานี สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2556 จานวน 31
คน
การวิจัยในคร้ังนี้ใช้รูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวงจรปฏิบัติ 3 วงจร เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) เครื่องมือท่ีใช้ในการทดลองปฏิบัติ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้
จานวน 12 แผน 2) เครื่องมือท่ีใช้ในการในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรม การ
เรียนรู้ของนักเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู แบบบันทึกผลการใช้แผนการจัดการ เรียนรู้
ใบกิจกรรม แบบฝึกทักษะ และแบบทดสอบท้ายวงจร และ 3) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมิน
ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย
ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ และแบบทดสอบอัตนัย จานวน 3 ข้อ เคร่ืองมือท่ีใช้วัด
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ ประกอบด้วย การสังเกตพฤติกรรม
ของนักเรียนในการทาใบกิจกรรมเพื่อสร้างองค์ความรู้ การประเมินใบกิจกรรมรายบุคคลและรายกลุ่ม ท่ี
มีการปฏิบัติกิจกรรมตามข้ันตอนของกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ และ
เคร่ืองมือท่ีใช้วัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ ประกอบด้วย การ
สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการทากิจกรรมการแก้ปัญหา การประเมินแบบฝึกทักษะรายบุคคล ที่มี
การปฏิบั ติ กิ จกรรมตามขั้ นตอนของกระบวนการแก้ ปัญหาอย่ างสร้างสรรค์ และมี วิ จารณญาณ
แบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการแบบอัตนัย จานวน 9 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน
แบบอัตนัย จานวน 3 ข้อ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยได้บันทึกผลการปฏิบัติ แล้วนา

~ 22 ~

ข้อมลู ทเี่ ก็บรวบรวมมาได้สรุปหาข้อบกพรอ่ งและแนวทางแก้ไขนาไปปรับปรุงแผนการ จัดการเรียนรู้ให้มี
ประสทิ ธภิ าพยิง่ ข้นึ

ผลการวิจัยพบว่า
1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี คอน
สตรัคติวิสต์และเทคนิคระดมสมอง ที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดข้ันสูง และใช้โปรแกรม สารวจเชิง
คณิตศาสตร์ เรขาคณิตพลวัต เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ เร่ือง ลิมิตและความต่อเน่ือง ของฟังก์ชัน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ัน คือ ขั้นท่ี 1 ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน ข้ันที่ 2 ข้ันการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีขั้นตอนย่อย 2 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นสร้างความรู้ใหม่ 1.1) ข้ัน ระดมความคิด 1.2)
ข้ันอภิปรายและคัดสรร 1.3) ข้ันสรุปความคิดเห็นของกลุ่ม และ 1.4) ขั้น นาเสนอต่อช้ันเรียน 2) ขั้น
นาไปใช้แก้ปัญหา ข้ันที่ 3 ขั้นสรุป ข้ันที่ 4 ข้ันพัฒนาทักษะการนาไปใช้ และข้ันท่ี 5 ข้ันประเมินผล โดย
จะบูรณาการสอดแทรกความสามารถในการคิดขั้นสูงในข้ันการจัด กจิ กรรมการเรยี นรู้
2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 70.75 และมีจานวนนักเรียนที่ ผ่าน
เกณฑ์คดิ เปน็ รอ้ ยละ 70.97 เปน็ ไปตามเกณฑท์ ี่กาหนดไว้
3. นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณรายบุคคล
และรายกลุ่ม มีคะแนนเฉล่ียคิดเป็นร้อยละ 73.96 และ 84.38 ตามลาดับ สรุปได้ว่านักเรียนมี
ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์อยา่ งสร้างสรรค์และมีวจิ ารณญาณ สามารถนากระบวนการคิดวิเคราะห์
ไปสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ และนักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และ มี
วจิ ารณญาณรายบุคคล มคี ะแนนเฉลยี่ คิดเปน็ ร้อยละ 73.95 สรุปได้ว่านักเรยี นมีความสามารถใน
พวงทิพย์ แซ่พัว (2556) การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการ จัดการเรียนรู้วัฏจักรการเรียนรู้ 5 ข้ัน (5Es) โดยใช้เทคนิคระดมสมองท่ี
ส่งเสริมทักษะความคิด สร้างสรรค์ เรื่องความน่าจะเป็น 2) เพื่อศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรยี นทไี่ ด้เรยี นรจู้ าก การจัดกิจกรรมการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ 3) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ เร่ืองความน่าจะ
เป็น ช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 3 ให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนตั้งแต่ ร้อยละ 70 ขึ้นไป 4) เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพิมาย
วิทยา สงั กดั สานักงานเขต พ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2555 จานวน
2 ห้องเรียน คือนักเรียน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จานวน 48 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5
จานวน 48 คน ซ่งึ ถือว่ามี ความรพู้ ืน้ ฐานเดมิ เทา่ เทยี มกนั
การวิจัยครั้งน้ีใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวงจรปฏิบัติการ 2 วงจร เคร่ืองมือท่ีใช้ ในการ
วิจัยจาแนกตามลักษณะของการใช้งานเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการทดลอง ปฏิบัติ ได้แก่
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้วัฏจักรการ เรียนรู้ 5 ขั้น (5Es)
โดยใชเ้ ทคนคิ ระดมสมองที่ส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เร่ืองความน่าจะ เป็น ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
จานวน 10 แผน 2) เคร่ืองมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบ สังเกตพฤติกรรมการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ แบบบันทึกผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ใบกิจกรรม และใบงาน 3)

~ 23 ~

เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนคณติ ศาสตร์ และแบบทดสอบวดั ความคดิ สร้างสรรค์ทางคณติ ศาสตร์

ผลการวิจัยพบว่า
1. การพฒั นากจิ กรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้วัฏจักรการ เรียนรู้ 5
ขัน้ (5Es) โดยใช้เทคนิคระดมสมองท่ีส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เป็นการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่
ม่งุ เนน้ ใหน้ กั เรียนมกี ารพัฒนาทางด้านความคิดคล่อง ความคิดยืดหยุ่น และ ความคิดริเร่ิม ซ่ึงมีกิจกรรม
การเรียนรู้ 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการ นาเข้าสู่บทเรียน โดยการตั้ง
คาถาม กาหนดปัญหาหรือเกมท่ีสร้างความสนใจ 2) ข้ันสารวจและ ค้นหา (Exploration) ครูนาเสนอ
สถานการณ์ปัญหา ให้นักเรียนจัดกลุ่มทางานกลุ่มละ 6 คนโดยใช้ เทคนิคระดมสมอง เป็นเครื่องมือช่วย
ในการเรียนรทู้ ีส่ ่งเสรมิ ทกั ษะความคิดสร้างสรรค์ 3 ขั้นตอน ดังน้ี ข้ันตอนที่ 1 คิดรายบุคคล ข้ันตอนที่ 2
นาเสนอความคิดและคัดสรรภายในกลุ่ม และข้ันตอน ที่ 3 ขั้นสรุปความคิดเห็นของกลุ่มเพื่อนาเสนอ ท่ี
ช่วยส่งเสริมให้เกิดทักษะความคิดสร้างสรรค์ 3) ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่
นักเรียนนาเสนอวิธีการในการแกป้ ัญหาหน้า ชั้นเรียน ครูนาเสนอวิธีการที่แตกต่างเพ่ิมเติม และร่วมสรุป
กับนักเรียน 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เปน็ ข้นั ทนี่ ักเรยี นนาความรู้ท่ีได้เชื่อมโยงกับประสบการณ์
เดมิ ไปแกป้ ญั หาหรือ อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ปัญหา โดยการทาใบงานท่ีมีสถานการณ์ปัญหา
ที่คล้ายคลึงกับใน ใบกิจกรรม 5) ข้ันประเมิน (Evaluation) เป็นข้ันประเมินความรู้ของนักเรียนจากใบ
กิจกรรม รายบุคคล ใบกิจกรรมรายกลุ่ม ใบงาน และจากการสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนกั เรียน
2. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ พบว่าวงจรที่ 1 ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 มีคะแนน
เฉล่ียความคิดสร้างสรรค์ 18.28 คิดเป็นร้อยละ 60.93 วงจรท่ี 2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 มี
คะแนนเฉลี่ยความคิดสรา้ งสรรค์ 22.33 คดิ เป็นรอ้ ยละ 74.43
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าวงจรที่ 1 มีร้อยละของค่าเฉล่ียเท่ากับ 72.30 และ นักเรียน
ร้อยละ 72.92 ของนักเรียนทั้งหมดมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต้ังแต่ร้อยละ 70 ข้ึนไป และ วงจรที่ 2 มี
รอ้ ยละค่าเฉล่ยี เทา่ กบั 14.43 คดิ เป็นรอ้ ยละ 72.92 ของนักเรียนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนตั้งแต่
รอ้ ยละ 70 ขน้ึ ไป ซึง่ ท้ังสองวงจรมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้
4. ทกั ษะความคดิ สร้างสรรค์ไม่มีความสมั พันธก์ ับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียน
พิสมัย ใบลาศ (2556) การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการ สอนคอนสตรัคติวิสต์ โดยใช้เทคนิคระดมสมอง ท่ีส่งเสริมทักษะความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง เสน้ ขนาน ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพ่ือศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ท่ี
ได้รบั การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ โดยใช้เทคนิคระดมสมอง ท่ีส่งเสริม
ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง เส้นขนาน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ือง เส้นขนาน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 จานวนผู้เรียนไม่น้อยกว่า ร้อย
ละ 70 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป 4) เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิด
สร้างสรรค์กับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

~ 24 ~

โรงเรียนบ้านนาเรียง สังกัดสานักงานเขต พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 ท่ีกาลังศึกษาอยู่
ในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2555 จานวน 20 คน

รปู แบบการวิจัยการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวงจรปฏิบัติการ 2 วงจร เคร่ืองมือที่
ใช้การในวิจัย แบ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติ ได้แก่1)
เครื่องมือท่ีใช้ในการทดลองปฏิบัติ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด ทฤษฎีคอน
สตรัคติวิสต์ท่ีส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง เส้นขนาน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 จานวน 12 แผน
2) เครื่องมือท่ีใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้ของนักเรียน แบบ
สังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรการเรียนรู้ ใบกิจกรรม และแบบฝึก
ทักษะ 3) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ท่ีเน้นทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และแบบทดสอบวัด
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ เมื่อดาเนินการครบทั้ง 2 วงจร แล้ว ใช้เครื่องมือในการประเมินประสิทธิภาพ
การจัดการเรยี นรเู้ ก็บข้อมลู เพ่อื นาไปวิเคราะห์ข้อมลู และสรปุ ผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
รายงานในลักษณะการบรรยายและหาคา่ เฉลย่ี คา่ ร้อยละจากคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

ผลการวิจยั พบว่า
1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการสอนคอนสตรัคติวิสต์ โดย ใช้
เทคนิคระดมสมองที่ส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้น ให้
นักเรียนมีการพัฒนาทางด้านความคล่องในการคิด ความยืดหยุ่นในการคิด และความคิดริเร่ิม ซ่ึง มี
กิจกรรมการเรียนรู้ 5 ข้ัน คือ 1) ข้ันนาเข้าสู่บทเรียนเป็นขั้นเตรียมความพร้อมของนักเรียน โดยครู แจ้ง
จุดประสงค์การเรียนรู้และทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน 2) ข้ันสอน เป็นขั้นพัฒนาความรู้
ความสามารถทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย (1) เผชิญสถานการณ์ปัญหาและแก้ปัญหา โดยใช้ เทคนิค
ระดมสมองเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน มีขั้นตอนคือ (1.1) ขั้นคิดรายบุคคล โดยให้
นักเรียนได้รู้จักปัญหาจากสถานการณ์ปัญหาต่างและคิดหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วย ตนเอง (1.2)
ข้ันนาเสนอความคิดและคัดสรรภายในกลุ่ม เป็นขั้นท่ีนักเรียนนาความคิดท่ีได้ของแต่ คนมาระดมสมอง
กันภายในกลุ่มเพื่อให้ได้แนวคิควิธีการที่หลากหลาย (13) ขั้นสรุปความคิดของ กลุ่ม เป็นข้ันท่ีนา
ความคดิ ท่ีได้จากการคดั สรรร่วมกนั ภายในกลุ่มมาสรุปเป็นความคิดของกลุ่มเพื่อ นาเสนอต่อชั้นเรียน (2)
ข้ัน ไตร่ตรองระดับกลุ่มใหญ่ เป็นข้ันท่ีแต่ละกลุ่มจะได้นาข้อสรุปของแต่ ละกลุ่มออกมานาเสนอต่อชั้น
เรียน นักเรียนจะได้ร่วมกันอภิปรายและสรุปเป็นมโนมติ 3) ข้ันสรุป เป็นขั้นที่นักเรียนและครูร่วมกัน
สรุปแนวคิด หลักการเพ่อื นาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ต่อไป 4) ข้ันพัฒนาทักษะการนาไปใช้ เป็นขั้นที่
นักเรียนได้นาความรู้ท่ีได้ไปฝึกทักษะด้วยตนเอง 5) ขั้น ประเมินผล ประเมินผลจากการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรแู้ บบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี น ตรวจใบกิจกรรมและตรวจแบบฝึกทักษะ
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนจากการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการ สอน
คอนสตรัคติวิสตโ์ ดยใช้เทคนคิ ระดมสมองท่สี ง่ เสริมทกั ษะความคิดสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียน ร้อยละ 85
มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์คือมีจานวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป และมีคะแนน
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเฉลีย่ ร้อยละ 75.33 สูงกวา่ เกณฑ์ท่กี าหนดไวท้ ่รี ้อยละ 70

~ 25 ~

3. ความคดิ สร้างสรรค์ของนักเรียน จากการใช้รูปแบบการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตาม รูปแบบ
การสอนคอนสตรัคติวิสต์โดยใช้เทคนิคระดมสมองที่ส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียน
สามารถเกิดทักษะความคิดสร้างสรรค์ ซ่ึงมีคะแนนด้านความคิดคล่องเฉลี่ย 8.4 คะแนน คะแนนด้าน
ความคดิ ยดื หยุ่นเฉล่ีย 5.6 คะแนน และคะแนนด้านความคิดรเิ ริ่มเฉล่ีย 1.55 คะแนน

4. ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่ง แบ่งเป็น 3
ด้าน ได้แก่ คิดคล่อง คิดยืดหยุ่น และคิดริเริ่ม พบว่า ความคิดคล่องมีความสัมพันธ์ ทางบวก กับคะแนน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน เท่ากับ 0.055 คิดยืดหยุ่นมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เท่ากับ 0.053 และความคิดริเร่ิมมี ความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เทา่ กับ 0.362

อุทัยรัตน์ เอี่ยมศร (2556) การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการ จัดการเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์โดยใช้เทคนิคระดมสมองและโปรแกรม The
Geometer’s Sketchpad เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง
ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน 2) เพ่ือศึกษาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ได้เรียนรู้จากการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ตาม รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์โดยใช้เทคนิคระดมสมองและ
โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad เป็นเคร่ืองมือช่วยในการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมทักษะความคิด
สร้างสรรค์ 3) เพ่ือ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เร่ืองความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ให้นักเรียนจานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจานวนนักเรียนทั้งหมดมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ข้ึนไป 4) เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะความคิด
สรา้ งสรรคก์ ับ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี น

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอุบลรัตน์ พิทยาคม
อาเภออุบลรัตน์ จังหวดั ขอนแก่น สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 ท่ีกาลังศึกษาใน
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จานวน 2 ห้องเรียนคือนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 4/2 จานวน 42 คน
และชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4/3 จานวน 32 คน

เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัยจาแนกตามลักษณะของการใช้งานเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) เคร่ืองมือ ท่ีใช้
ในการทดลองปฏบิ ัติ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการเรียนรู้ คอนสตรัคติ
วิสต์โดยใช้เทคนิคระดมสมองและโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad เป็น เคร่ืองมือช่วยในการ
เรียนรู้ท่ีส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน
8 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง กาหนดเป็นวงจรปฏิบัติ 2 วงจร 2) เคร่ืองมือท่ีใช้ ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ
ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูและ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน แบบ
บันทึกผลการใชแ้ ผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้สาหรับผู้วิจัย 3) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินประสิทธิภาพ
การจดั การเรียนรู้ ได้แก่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และแบบทดสอบวัดความคิด
สร้างสรรค์

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวงจรปฏิบัติการ 2 วงจร เมื่อดาเนินการครบท้ัง 2
วงจร แล้วใช้เคร่ืองมือในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ เก็บข้อมูลเพื่อนาไป วิเคราะห์ข้อมูล

~ 26 ~

และสรุปผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลรายงานในลักษณะการ บรรยายและหาค่าเฉลี่ย ค่า
ร้อยละ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธจ์ ากคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการ เรยี นและคะแนนความคิดสร้างสรรค์

ผลการวิจัยพบวา่
1. กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์โดยใช้ เทคนิค
ระดมสมองและโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad เป็นเคร่ืองมือช่วยในการเรียนรู้ท่ี ส่งเสริม
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน เป็นการ เตรียมความ
พร้อมของนักเรียน โดยการแจ้งจุดประสงค์ให้นักเรียนทราบ และทบทวนความรู้เดิม เพื่อกระตุ้นให้
นักเรียนระลึกถึงประสบการณ์เดิมเพื่อเป็นพื้นฐานในการ โครงสร้างใหม่ทางปัญญา โดยใช้โปรแกรม
The Geometer’s Sketchpad 2) ข้ันสอน เป็นขั้นท่ีผู้เรียนจะเกิดการพัฒนามโนมติ การจัดกิจกรรม
ตามหลักการผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้เรียนมี บทบาทได้สร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง 2.1) ข้ันเผชิญสถานการณ์ปัญหาและแก้ปัญหาโดยใช้เทคนิค ระดมสมองและ
โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad เทคนิคระดมสมอง ข้ันท่ี 1 คิดรายบุคคล ข้ันที่ 2 นาเสนอ
ความคิดและคัดสรรภายในกลุ่ม และขั้นที่ 3 สรุปความคิดเห็นของกลุ่มเพื่อนาเสนอ 2.2) ข้ันเสนอ
แนวทางแก้ปัญหาต่อช้ันเรียน ตัวแทนกลุ่มย่อยนาเสนอแนวทางการแก้ปัญหาต่อชั้น เรียน 3) ขั้นสรุป
เปน็ ขัน้ ทีผ่ ูเ้ รยี นรว่ มกันสรปุ แนวคิดหลักการ 4) ข้ันฝึกทักษะ เป็นข้ันท่ีฝึกให้ ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไป
ประยุกต์กับสถานการณ์ต่าง ๆ 5) ขั้นประเมินผล เป็นขั้นประเมินความรู้ ของนักเรียน จากการสังเกต
พฤติกรรม การทาใบกจิ กรรม และทาแบบฝกึ ทักษะ
2. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ วงจรท่ี 1 คะแนนเฉล่ียด้านการคิดคล่อง 8.24 คิดยืดหยุ่น 3.95
คิดริเร่ิม 2.24 และความคิดสร้างสรรค์ 14.43 คิดเป็นร้อยละ 48.10 วงจรที่ 2 คะแนนเฉล่ียด้าน การคิด
คล่อง 8.78 คิดยืดหยุน่ 5.13 คิดรเิ ริ่ม 3.06 คะแนน และความคิดสร้างสรรค์ 16.97 คะแนน คิดเป็นร้อย
ละ 56.57
3. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วงจรที่ 1 มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 72.63 และนักเรียนร้อยละ 71.43 ของ
นักเรียนท้ังหมดมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และวงจรที่ 2 มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 77.19
คิดเป็นร้อยละ 75.00 ของนักเรียนท้ังหมดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ข้ึนไป ซึ่งทั้งสอง
วงจรมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนเปน็ ไปตามเกณฑ์ทกี่ าหนดไว้
4. ทักษะความคิดสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียน มี
ค่าสัมประสทิ ธิส์ หสัมพันธ์เท่ากับ 0.500 ซ่งึ มคี วามสมั พันธ์ทางบวกอย่างมนี ัยสาคัญทาง สถติ ทิ ร่ี ะดบั .01

6. กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม
การจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบห้องเรียนกลบั ดา้ น ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
(Flipped Classroom) รว่ มกับวธิ ีการสอนแบบระดม

พลังสมอง (Brainstorming)

~ 27 ~

บทท่ี 3

วิธีการดาเนินการวจิ ยั

งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของ
ข้อมูล ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค
การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบปกติ ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา ผูว้ ิจัยได้ดาเนนิ การตามขั้นตอนดังต่อไปน้ี

1. แบบแผนการวิจยั
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถิตทิ ี่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล

แบบแผนการวิจัย
การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซ่ึงทาการ

ทดลองกบั กลุ่มตวั อย่าง 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง ซึ่งเรียนด้วยการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน

(Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) และกลุ่มควบคุมท่ี
เรียนแบบปกติ โดยวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Randomized Control-group Pre-test -Post-

test Design) โดยมแี บบแผนการวจิ ัย ดังตารางที่ 1

กล่มุ ทดลอง สอบก่อนเรียน ทรีตเมนต์ สอบหลงั เรยี น
ER X
CR ~

เมอ่ื กาหนดให้ ER แทน กลุ่มทดลอง
CR แทน กลุ่มควบคุม

แทน การทดสอบกอ่ นเรียน

แทน การทดสอบหลงั เรยี น
X แทน การเรียนแบบห้องเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) รว่ มกบั

เทคนคิ การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming)
~ แทน การเรียนแบบปกติ

~ 28 ~

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวจิ ยั ครั้งนี้
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ทก่ี าลังศึกษาในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี น

คณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา จานวน 321 คน
กลุ่มตวั อย่างที่ใชใ้ นการวจิ ัยครั้งนี้
นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/2 จานวน 31 คนการจดั การเรียนร้ดู ว้ ยรูปแบบห้องเรียนกลบั

ด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) โรงเรียน
คณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคการเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564

นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/4 จานวน 37 คน จัดการเรียนในรปู แบบปกติ โรงเรียน
คณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา ภาคการเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564

ตวั แปรทใี่ ช้ในการวจิ ยั
ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ การจัดการเรียนรดู้ ว้ ยรปู แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)

ร่วมกบั เทคนิคการสอนแบบระดมพลังสมอง (Brainstorming) และการจดั การเรียนรู้ในรูปแบบปกติ
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่อื ง ค่ากลางของข้อมลู

เครอื่ งมือและการพัฒนาคณุ ภาพเคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ยั
ในการวิจัยครง้ั นผี้ วู้ จิ ัยได้สร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั ได้แก่
1. แผนการจดั การเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค

การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 จานวน 3 แผน
แผนละ 100 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2 คาบ

2. แผนการจดั การเรียนรู้ดว้ ยรูปแบบปกติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 จานวน 3
แผน แผนละ 100 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2 คาบ

3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เรือ่ ง คา่ กลางของข้อมลู
แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 15 ข้อ

โดยมีขนั้ ตอนในการสร้างและพัฒนาเคร่ืองมอื ดังนี้
1. ข้ันตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming)
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ผี ู้วจิ ยั ทาขึ้น ได้ให้ครพู ่ีเลย้ี งตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมในเบ้ืองตน้
โดยแผนการจัดการเรียนรดู้ ังกล่าวมีข้นั ตอนในการสร้างดังต่อไปน้ี
1.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนคณะราษฎรบารุง
จังหวัดยะลา จุดมุ่งหมายของหลักสูตร สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด และคาอธิบายรายวิชา
คณติ ศาสตร์ เพ่อื เป็นแนวทางในการกาหนดจุดประสงค์ของกิจกรรมและเนื้อหา

~ 29 ~

1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยที่เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียน
กลับด้าน (Flipped Classroom) และเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) เพื่อเป็น
แนวทางในการกาหนดรปู แบบการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นลาดับขั้นตอน

1.3 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล เพื่อกาหนดจุดประสงค์
การเรยี นร้แู ละสาระการเรยี นรู้

1.4 จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ
เรียนรูแ้ ละสาระการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ จานวน 6 แผน โดยกาหนดให้แผนการเรียนรู้แต่ละแผนจัดลาดับ
ขน้ั ตอนของแผนการจดการเรียนรู้ตามแบบปกติออกเป็น 3 ข้ันตอน ประกอบด้วย ขั้นนา ข้ันจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ และขน้ั สรุป

1.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง
เหมาะสมในเบ้ืองต้น

1.6 ปรับปรุงแผนการจัดการเรยี นรู้ตามคาแนะนาของผู้เช่ยี วชาญ แล้วนาไปใช้จริง
2. ขน้ั ตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรูด้ ้วยรูปแบบปกติ
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีผวู้ จิ ัยทาขึ้น ได้ให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถกู ต้องเหมาะสมใน
เบื้องตน้ โดยแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีขั้นตอนในการสร้างดังต่อไปน้ี
2.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนคณะราษฎรบารุง
จังหวัดยะลา จุดมุ่งหมายของหลักสูตร สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และคาอธิบายรายวิชา
คณติ ศาสตร์ เพอื่ เปน็ แนวทางในการกาหนดจุดประสงค์ของกจิ กรรมและเน้ือหา
2.2 วเิ คราะห์สาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล เพ่ือกาหนดจุดประสงค์
การเรียนรแู้ ละสาระการเรียนรู้
2.3 จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ
เรยี นรู้และสาระการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ จานวน 6 แผน โดยกาหนดให้แผนการเรียนรู้แต่ละแผนจัดลาดับ
ขน้ั ตอนของแผนการจดการเรียนรู้ตามแบบปกติออกเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นนา ขั้นจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ และขน้ั สรุป
2.4 นาแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง
เหมาะสมในเบื้องตน้
2.5 ปรบั ปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามคาแนะนาของผู้เชยี่ วชาญ แลว้ นาไปใชจ้ ริง

2. ขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียน
และหลงั เรียน เรอ่ื ง ค่ากลางของขอ้ มูล

แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของ
ขอ้ มลู โดยเปน็ แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือกจานวน 15 ข้อ ซ่ึงมีข้ันตอนในการสร้าง
ดังน้ี

~ 30 ~

2.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล

2.2 ศึกษาหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 และเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการวัดผลและประเมินผล วิธีการสร้างแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

2.3 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวช้ีวัด และสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของ
ข้อมูล

2.4 จัดทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล
จานวน 15 ขอ้

2.5 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่จัดทาขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องและความ
เหมาะสมของแบบทดสอบ และเพื่อตรวจสอบความตรงเชิงพนิ ิจ (face validity)

2.6 นาแบบทดสอบท่ีปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของครูพ่ีเลี้ยง ไปใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่ กลุ่ม
ตัวอย่าง จานวน 20 คน เพื่อหาค่าความยากง่ายและค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบ โดยเลือก
แบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.80 ค่าอานาจจาแนกข้อทดสอบที่มีค่าต้ังแต่ 0.20
ข้นึ ไป และหาค่าความเช่อื มั่น โดยใช้สตู ร KR – 20 ของคเู ดอร์ รชิ าร์ดสนั

2.7 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เสร็จสมบูรณ์ ทาการทดสอบก่อน
เรียน และหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 และ 6/4 โรงเรียนคณะราษฎร
บารงุ จังหวดั ยะลา จานวน 68 คน

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการทดลองศกึ ษาคน้ คว้าคร้งั นีผ้ ู้วจิ ยั ได้ดาเนินการทดลอง ตามลาดับข้นั ตอนดงั นี้
1. สร้างความเข้าใจและช้ีแจงให้นักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ให้เกิดความเข้าใจ

จุดประสงค์ของการสอนและวิธีการเรียนการสอน เพ่ือนักเรียนจะได้ปฏิบัติตนในการเรียนการสอนได้
อยา่ งถกู ต้อง

2. ดาเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนกับกลุ่ม ทดลอง คือ นักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 2 จานวน 31 คน และกลุ่มควบคุม คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ห้อง
4 จานวน 37 คน ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564

3. ดาเนินการทดลองโดยใช้แบบการสอนโดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) ร่วมกับเทคนิคระดมพลังสมอง (Brainstorming) ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง และนาแผนการ
จัดการเรียนรู้แบบปกติไปใช้กับกลุ่มควบคุม จานวน 8 คาบ (รวมการทดสอบหลังเรียน) โดยผู้วิจัยเป็น
ผสู้ อนกลุ่มตวั ทดลองด้วยตนเอง

4. ดาเนินการทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หลงั เรียนกบั กล่มุ ตวั อย่างและกลุ่มควบคุม
5. ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบท่ีได้วิเคราะห์วิธีทางสถิติเพือ่ ตรวจสอบสมมติฐานต่อไป

~ 31 ~

การวิเคราะห์ข้อมลู และสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู

การวิเคราะหข์ อ้ มูล

1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของข้อมูล ก่อนเรียน

และหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค

ระดมพลังสมอง (Brainstorming) และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6

โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จงั หวัดยะลา

2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของข้อมูล

ระหว่างการจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคระดม

พลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ

สถติ ิทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู

ในการทดลองครง้ั น้ี ผวู้ จิ ัยได้ใช้สถติ กิ ารวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังต่อไปนี้

1. สถติ พิ ื้นฐาน

1.1 การหาค่าเฉลี่ย ( x )
1.2 การหาส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ( S.D.)
2. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการหาคณุ ภาพเครือ่ งมือวิจัย

2.1 การหาคา่ ความเทยี่ งตรงของ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นคณิตศาสตร์

สามารถคานวณได้จากสูตร IOC   R
N
IOC คือ ดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจดุ มุ่งหมายของกจิ กรรม

 R คอื ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผู้เช่ยี วชาญเนือ้ หาวชิ าทัง้ หมด

N คอื จานวนผู้เช่ยี วชาญเนื้อหาวิชา
2.2 การหาดัชนคี วามยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อนเรียนและ

หลงั เรียนคณติ ศาสตร์

สามารถคานวณได้จากสตู ร P  R

N

เม่ือ P แทน คา่ ความยากง่าย
R แทน จานวนท่ีทาข้อนน้ั ถกู
N แทน จานวนนกั เรยี นท่ที าข้อนน้ั ท้ังหมด

2.3 การหาคา่ อานาจจาแนกเพื่อวเิ คราะห์แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นก่อน

เรยี นและหลงั เรียนคณิตศาสตร์

สามารถคานวณได้จากสูตร r  RH  RL
หมายเหตุ NH  NL NH

~ 32 ~

เม่อื RH แทน จานวนคนที่ตอบข้อนน้ั ถูกในกลุม่ สูง
RL แทน จานวนคนทีต่ อบขอ้ นั้นถูกในกลมุ่ ต่า
NH แทน จานวนคนในกลุม่ สูง
NL แทน จานวนคนในกลมุ่ ตา่

2.4 การหาค่าความเช่อื มน่ั ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นก่อนเรยี นและหลงั

เรยี น คณิตศาสตร์ โดยวธิ ขี อง คูเดอร์ – ริชาดสนั KR-20

สามารถคานวณได้จากสูตร โดยใช้สูตร KR-20

rKR20  pq 
 K 1  s2 
K 1

เมื่อ rKR20 แทน ความแปรปรวนของแบบทดสอบ

K แทน จานวนขอ้ สอบ

p แทน สัดสว่ นของผทู้ าถกู หารดว้ ยจานวนคนสอบท้ังหมด

q แทน สดั ส่วนของผ้ทู าผดิ ในหนง่ึ ๆ หรือ 1 P

s2 แทน ความแปรปรวนของแบบทดสอบ โดยใชส้ ูตร

  N 2

s2  x
x2 
N2

เม่ือ s2 แทน ความแปรปรวนของแบบทดสอบ

N แทน จานวนผสู้ อบ

x แทน จานวนคะแนนท่ีถูก

3. สถติ ิที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

3.1 เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียก่อนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง

และกลุ่มควบคุม โดยการทดสอบที (Paired Samples T-test) ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติด้วย

เครอ่ื งคอมพิวเตอร์

3.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยการ

ทดสอบที (T – test independent) ด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รปู ทางสถติ ิด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

~ 33 ~

บทที่ 4

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

การดาเนินการวิจัยในครั้งน้ี ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์
ระหวา่ งการจัดการเรียนรดู้ ้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอน
ระดมพลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ตามลาดบั ดังน้ี

ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง คา่
กลางของข้อมลู ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2

ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่า
กลางของขอ้ มูล ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/4

ตอนที่ 3 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นรายวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง

คา่ กลางของข้อมูล ระหว่างการจดั การเรียนรดู้ ว้ ยรูปแบบห้องเรียนกลับดา้ น (Flipped Classroom)

ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรยี นแบบปกติ

ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ เร่อื ง

ค่ากลางของข้อมลู ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/2 กอ่ นและหลงั การจัดการเรียนรดู้ ้วยรูปแบบ
ห้องเรียนกลับดา้ น (Flipped Classroom) รว่ มกับเทคนิคการสอนระดมพลงั สมอง (Brainstorming)

ตารางท่ี 2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู เพื่อเปรียบเทยี บความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหวา่ งคะแนน
ก่อนและหลงั การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบหอ้ งเรยี นกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค
การสอนระดมพลงั สมอง (Brainstorming) วชิ าคณิตศาสตร์ เรื่อง คา่ กลางของข้อมลู ของนกั เรยี น
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2

n x S.D. t sig.

ก่อนเรยี น 31 7.39 3.649 -5.762 .000*
หลงั เรยี น 31 11.35 2.497

*มนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05

จากตารางท่ี 2 แสดงว่าคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนเท่ากับ 7.39 และคะแนนเฉล่ียหลังเรียนเท่ากับ
11.35 เม่ือเปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน
พบว่าคะแนนเฉล่ียหลังเรยี นสูงกวา่ คะแนนเฉลีย่ ก่อนเรียน ซงึ่ เป็นไปตามสมมติฐานข้อท่ี 1

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่า
กลางของขอ้ มลู ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6/4 ก่อนและหลงั การจดั การเรยี นรู้ด้วยรปู แบบปกติ

~ 34 ~

ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างคะแนน
ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียน
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6/4

n x S.D. t sig.

ก่อนเรียน 37 4.24 1.300 -21.497 .000*
หลงั เรียน 37 12.84 2.316

*มนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05

จากตารางท่ี 3 แสดงว่าคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนเท่ากับ 4.24 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน

เท่ากับ 12.84 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับ

หลังเรยี น พบว่าคะแนนเฉล่ียหลังเรียนสงู กวา่ คะแนนเฉลีย่ ก่อนเรยี น ซึ่งเป็นไปตามสมมตฐิ านข้อท่ี 2

ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์

เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน ( Flipped

Classroom) ร่วมกับเทคนคิ การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) กบั การจัดการเรยี นแบบปกติ

ตารางท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลเพ่ือเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียระหว่างคะแนน

กอ่ นและหลงั การจัดการเรียนร้ดู ว้ ยรปู แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค

การสอนระดมพลงั สมอง (Brainstorming) กบั การจัดการเรยี นแบบปกติ

กลุม่ ตัวอยา่ ง n x S.D. t sig.

กลมุ่ ตัวอยา่ ง 31 11.35 2.497 -2.538 .014*
กล่มุ ควบคมุ 37 12.84 2.316 -2.521

*มนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05

จากตารางท่ี 4 แสดงว่าคะแนนเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 11.35 และคะแนนเฉล่ียของ
กลุม่ ควบคมุ เท่ากบั 12.84 เมือ่ เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียทั้งสองกลุ่ม พบว่า
คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มควบคมุ สูงกว่าคะแนนเฉลยี่ ของกลุ่มตวั อยา่ ง ซง่ึ ไมเ่ ปน็ ไปตามสมมติฐานข้อท่ี 3

~ 35 ~

บทที่ 5

สรปุ ผลการวิจยั อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ

การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ก่อนและหลังการจัดการ
เรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง
(Brainstorming) 2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ค่ากลางของข้อมูล
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ และ3. เพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล ระหว่างการจัดการ
เรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง
(Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ภาคการเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 จานวน
11 หอ้ งเรยี น รวม 321 คน เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั ประกอบด้วย

1. เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการทดลอง มีดังน้ี
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)

ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3
จานวน 3 แผน แผนละ 100 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2
คาบ

1.2 แผนการจดั การเรียนรู้ด้วยรปู แบบปกติ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3
จานวน 3 แผน แผนละ 100 นาที แบ่งเป็นเวลาในการสอน จานวน 6 คาบ และเวลาในการทดสอบ 2
คาบ

2. เครื่องมือทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังน้ี
2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ค่ากลางของข้อมูล

แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 15 ข้อ ใช้สาหรับวัดผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลังจัดการ
เรียนรู้

สรปุ ผลการวิจัย
การทดลองในคร้ังน้ี เริ่มดาเนินการดว้ ยการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรยี นวิชา

คณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของข้อมูล ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างท้งั 2 กลมุ่ และดาเนินการทดลองโดย
เรม่ิ ตงั้ แตว่ ันที่ 30พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถึงวนั ท่ี 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2564 รวมทง้ั ส้ิน 12 ชั่วโมง
จากนน้ั ให้นกั เรียนกลุ่มตัวอย่างทง้ั 2 กลมุ่ ทาแบบทดสอบวัดสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนวชิ า
คณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของขอ้ มูล จากนนั้ ผู้วจิ ัยได้ นาผลการทดลองไปวิเคราะห์ เพื่อเปรยี บเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ เรือ่ งค่ากลางของข้อมูล ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6

~ 36 ~

โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา ซง่ึ จัดการเรยี นรู้ดว้ ยรูปแบบห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped
Classroom) รว่ มกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) และจัดการเรียนร้ดู ้วยรูปแบบ
ปกติ โดยใชส้ ถิติ paired sample t-test เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิก่อนและหลงั จดั การเรียนรู้ และ t-
test for Independent Sample เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนระหว่างจัดการเรียนร้ดู ้วย
รปู แบบห้องเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลงั สมอง
(Brainstorming) กับการจดั การเรยี นรู้ด้วยรูปแบบปกติ ผลการวิจยั พบว่า

1. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของขอ้ มูล โดยจดั การเรียนรู้ดว้ ย
รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกบั เทคนิคการสอนระดมพลงั สมอง
(Brainstorming) พบว่าคะแนนเฉลยี่ หลงั เรียนสงู กว่าคะแนนเฉลย่ี ก่อนเรียน มนี ัยสาคญั ทางสถติ ิท่ี
ระดับ .05 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานข้อท่ี 1

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของขอ้ มูล โดยจดั การเรียนรูด้ ้วย
รปู แบบปกติ พบว่าคะแนนเฉล่ียหลังเรียนสงู กวา่ คะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียน มีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05
ซ่ึงเป็นไปตามสมมตฐิ านข้อท่ี 2

3. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองค่ากลางของข้อมูล ระหว่างการจดั การเรยี นรู้
ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง
(Brainstorming) กับการจดั การเรยี นรดู้ ้วยรปู แบบปกติ พบว่าคะแนนเฉล่ียของกลุ่มควบคมุ สูงกว่า
คะแนนเฉลีย่ ของกลุ่มตวั อย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดบั .05 ซึ่งไม่เปน็ ไปตามสมมติฐานข้อท่ี 3

อภิปรายผล
จากผลการวิจัยเร่ืองการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวชิ าคณติ ศาสตร์ ระหวา่ งการ

จัดการเรียนรูด้ ว้ ยรูปแบบห้องเรยี นกลับด้าน (Flipped Classroom) รว่ มกับเทคนิคการสอนระดมพลัง
สมอง (Brainstorming) กับการจดั การเรยี นแบบปกติ ผวู้ จิ ัยได้อภปิ รายผลการวจิ ยั ดังน้ี

การเปรียบเทยบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เร่ืองคา่ กลางของข้อมลู โดยจัดการ
เรยี นรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลงั สมอง
(Brainstorming) และการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปกติ พบวา่ คะแนนเฉลีย่ หลงั เรียนสงู กว่าคะแนน
เฉลย่ี ก่อนเรียน มนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 ซง่ึ เป็นไปตามสมมติฐานท่ี1 และ สมมติฐานท่ี 2

ทัง้ นเี้ ป็นเพราะว่า แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ผู้วจิ ัยสรา้ งขนึ้ ไดผ้ ่านการตรวจสอบพิจารณาเพื่อ
ปรับปรุงแก้ไขจากอาจารย์ทป่ี รกึ ษาและผูเ้ ชย่ี วชาญ เพื่อหาคุณภาพของเคร่ืองมือท่ีสอดคล้องกับ
จุดประสงค์การเรียนรู้และจุดประสงค์ของงานวจิ ัยเปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศนู ย์กลาง
โดยทผ่ี เู้ รียนแต่ละคนไปสืบคน้ ข้อมลู ที่ไดร้ บั มอบหมายจากครูอย่างอิสระจากแหล่งเรียนรตู้ ่าง ๆ แล้ว
นามาอภิปรายในชน้ั เรยี นแบบกลุ่ม ซง่ึ ผู้เรียนไดท้ างานร่วมกันเปน็ กลุ่มโดยคละความสามารถของผ้เู รียน
เกง่ ปานกลาง และอ่อน มีการช่วยเหลือซึง่ กนั และกนั ภายในกลุม่ ซ่ึงสอดคล้องกับผลการวิจยั ของ กิตติ
พันธ์ วิบุลศลิ ป์ (2560:102) ไดศ้ ึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ตามแนวคิดห้องเรียนกลับ

~ 37 ~

ทางร่วมกบั การเรยี นร้เู ชงิ รุกที่มตี อ่ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารภในการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณ พบว่านักเรียนท่ีไดร้ บั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด ห้องเรียนกลับทาง
รว่ มกบั การเรียนรเู้ ชิงรกุ มีความสามารถในการแกป้ ัญหาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูง กวา่ ก่อนเรียน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 เชน่ เดียวกบั งานวิจยั ของประยุทธ ช่างเกวยี น (2560: 76) ได้ศึกษาผลของ
โปรแกรมการระดมพลังสมองดว้ ยกจิ กรรมศิลปะ ที่มตี ่อความคิดสรา้ งสรรคข์ องนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปี
ท่ี 3 พบว่านกั เรยี นท่ีได้รบั การระดมสมองมีความคิดสรา้ งสรรค์โดยรวม ท้ังด้าน ความคิดยดื หยนุ่ ดา้ น
ความคิดรเิ ร่ิม และดา้ นความคิดละเอยี ดลออ สูงกวา่ นักเรียน กลุม่ ควบคุมอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่ี
ระดับ .05

การเปรียบเทยบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องค่ากลางของข้อมลู ระหว่างการ
จดั การเรียนรดู้ ว้ ยรูปแบบห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนคิ การสอนระดมพลัง
สมอง (Brainstorming) กบั การจดั การเรยี นร้ดู ้วยรูปแบบปกติ พบวา่ คะแนนเฉลยี่ ของกล่มุ ควบคมุ สูง
กว่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอยา่ ง มีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 ซง่ึ ไม่เป็นไปตามสมมตฐิ าน

ทัง้ นี้อาจเป็นเพราะว่า กลุ่มตวั อยา่ งและกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนเรียนดที ้ังสองกลุ่ม ทาให้
รูปแบบการสอนอาจไม่มผี ลต่อการเรยี นร้ขู องนักเรียนทงั้ สองกลุ่มมากหนัก อีกทั้งการวัดผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นซ่ึงจัดในรูปแบบออนไลน์ อาจส่งผลกระทบกับการวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนในรปู แบบ
ออนไลน์ทผ่ี ู้วิจยั ได้วดั ผลวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เพราะไม่สามารถวัดผลสัมฤทธขิ์ องนักเรยี นจรงิ ๆ
ได้ เนอื่ งจากระบบออนไลน์ไม่สามารถท่จี ะตรวจสอบไดว้ า่ นักเรยี นวดั ผลสัมฤทธิ์ด้วยตัวเองหรือไม่ และ
อาจมีกลวธิ ตี ่างที่ได้มาซ่ึงคาตอบ เชน่ หลอกเพ่ือนหรือสอบถามรนุ่ พี่ มีแอพพลิเคชัน่ ในการตรวจสอบ
คาตอบ เป็นตน้ จากปญั หาดังกลา่ วทาให้ไม่สามารถวัดได้ว่านกั เรยี นคนใดบ้างไดผ้ ่านเกณฑก์ ารวัดและ
การประเมนิ ผลตามจุดประสงค์ทวี่ างไว้

ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
ผลงานวิจัยน้ีได้ข้อค้นพบว่าการจัดการเรียนในรูปแบบปกติมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าการจัดการ

เรียนในรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง
(Brainstorming) ซึ่งผู้วิจัยยังมีข้อสังเกตท่ีรวบรวมได้จากการทดลองว่า การนาการเรียนในรูปแบบ
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) ไป
ใช้ให้เกดิ ประสิทธภิ าพ ควรคานึงถึงองคป์ ระกอบต่อไปน้ี

ครูและบทบาทของครู ครูผู้สอนต้องศึกษาถึงหลักการแนวคิดและรูปแบบการเรียนให้เข้าใจ
อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเร่ืองบทบาทของครู บทบาทของผู้เรียน เทคนิคต่างๆของการเรียนแบบ
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming)
รวมท้งั การประเมนิ ผลและการให้รางวัลกลุ่ม ซ่ึงการให้รางวัลนอกจากจะสร้างความกระตือรือร้นแล้ว ยัง
สามารถเรียกขวัญและกาลังใจ และทาให้ผู้เรียนมีความสนใจต่อการเรียนเพ่ิมสูงข้ึน อีกทั้งช่วยให้การ

~ 38 ~

จัดการเรียนมีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึน มีทักษะกระบวนการ
ทางานกลุ่ม และมวี นิ ัยในตนเองมากขึ้น

การเตรียมผู้เรียน ควรได้มีการปฐมนิเทศผู้เรียนก่อนดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน เพ่ือให้
ผู้เรียนได้มีความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ของตนเอง ซ่ึงจะส่งผลทาให้การเรียนและการทางานกลุ่มของ
ผู้เรียนมปี ระสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน

การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ควรมีบรรยากาศในการ
เรียนการสอนในลักษณะเป็นกัลยาณมิตรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูผู้สอนกับ
ผู้เรียนและระหว่างผู้เรียนกบั ผู้เรียนด้วยกนั เอง

กลุ่มนักเรียน ควรเลือกนักเรียนท่ีมีความแตกต่างกัน เพราะจะได้เห็นข้อแตกต่างของรูปแบบ
การสอน ถา้ นักเรยี นเปน็ กล่มุ นักเรยี นท่เี รียนดรี ปู แบบการสอนอาจจะไม่มผี ลตอ่ การเรียนรู้ของนักเรียน

2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครั้งต่อไป
การวิจยั คร้งั น้ีผูว้ ิจยั ศึกษาการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ระหว่าง
การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดม
พลังสมอง (Brainstorming) กับการจัดการเรียนแบบปกติ ซ่ึงผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
แบบปกติ สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิค
การสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) อาจเป็นเพราะนักเรียนท่ีนามาวิจัยในครั้งน้ีเป็นกลุ่มนักเรียน
เรียนดีท้ังสองกลุ่ม ทาให้ผลการวิจัยไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ดังนั้นการวิจัยครั้งต่อไปอาจจะทดลองใช้
กบั หอ้ งเรียนทีน่ ักเรยี นมคี วามแตกตา่ งกัน เพอื่ จะได้ศึกษาว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบห้องเรียนกลับ
ด้าน (Flipped Classroom) ร่วมกับเทคนิคการสอนระดมพลังสมอง (Brainstorming) สามารถเพิ่ม
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนดีกว่าการจัดการเรียนแบบปกติ และควรวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ในรปู แบบ On-site ท่ผี ู้วจิ ยั สามารถสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนได้

~ 39 ~

บรรณานกุ รม

Boualy KEOVONGSA. (2559). ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตรค์ วามสามารถในการแก้ปัญหา
ทางคณติ ศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยการจดัการเรียนรูแ้ บบร่วมมือเทคนิค
STAD ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว. (วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ). ชลบุรี. มหาวิทยาลัยบรู พา.
จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/57910243.pdf

กรรณกิ าร์ จกั รกรด (2555). ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นคณิตศาสตร์ เรอื่ ง การแกป้ ัญหาเก่ียวกบั สมการ
เชิงเส้นตัวแปรเดยี ว ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ท่ีเรียนโดยใชก้ ารสอนแบบคน้ พบด้วย
การแนะแนวทาง. (วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑติ ). เพชรบรุ ี. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรุ ี.
จาก https://shorturl.asia/EMjai

กิตตพิ นั ธ์ วบิ ุลศิลป.์ (2560). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณติ ศาสตรต์ ามแนวคดิ ห้องเรยี นกลบั ทาง
รว่ มกบั การเรียนรู้เชงิ รุกที่มีต่อความสามารถในการแกป้ ัญหาคณิตศาสตร์และความสามารถใน
การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณของนกั เรยี นมัธยมศึกษาปีที่ 5. (วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ ).
กรงุ เทพมหานคร ฯ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จาก https://shorturl.asia/Rw87O

เกษมณี พุกหน้า. (2555). ผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบตั ขิ องซิมพซ์ ันเสริมดว้ ย
เทคนิคระดมสมอง ตอ่ ทกั ษะปฏิบัตงิ านผลงานความคดิ สร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สาระงานประดิษฐ์ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5. (วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑิต).
อดุ รธาน.ี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี. จาก https://shorturl.asia/zW6Fh

จิรนชุ ศาสนะสนธ.ิ (2555). การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์กิ ารเขยี นสร้างสรรคแ์ ละเจตคติตอ่ การเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ระหวา่ งกลมุ่ ท่ีไดร้ ับการ
จดั การเรียนรู้แบบสร้างสรรคค์ วามรู้ดว้ ยเทคนิคระดมสมองกบั การจดั การเรียนรูแ้ บบโยนิโส
มนสิการ. (วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต). พระนครศรีอยุธยา. มหาวิทยาลัยราชภัฏ
พระนครศรีอยธุ ยา. จาก https://shorturl.asia/h4XcF

ชนากานต์ โสจะยะพันธ์ (2558). การพัฒนารูปแบบห้องเรยี นกลบั ด้านด้วยวธิ กี ารเรียนแบบกลมุ่ สืบ
สอบออนไลน์เพื่อเสรมิ สรา้ งความสามารถในการเรียนรเู้ ปน็ ทมี สาหรับนักเรยี นระดบั ช้ัน
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย. (วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต). กรงุ เทพมหานคร ฯ. จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั . จาก https://shorturl.asia/ZsQgJ

ธงชัย พรมเลิศ. (2557). การพฒั นากจิ กรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต์ และเทคนคิ ระดมสมอง ทีส่ ่งเสริมความสามารถในการคดิ ขัน้ สูง
และใช้โปรแกรมสารวจเชิงคณิตศาสตร์ เรขาคณิตพลวตั เปน็ เครื่องมือชว่ ยในการเรยี นรู้ เรอื่ ง
ลิมติ และความต่อเนอื่ งของฟงั ก์ชนั ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6. (วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต).
ขอนแกน่ . มหาวิทยาลัยขอนแก่น. จาก https://shorturl.asia/tdCg2

~ 40 ~

นชิ าภา บุรีกาญจน์ (2556). ผลการจัดการเรียนรวู้ ิชาสขุ ศกึ ษาโดยใช้แนวคดิ แบบห้องเรยี นกลบั ดา้ น
ทม่ี ตี อ่ ความรบั ผดิ ชอบและผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนกั เรยี นมธั ยมศึกษาตอนต้น.
(วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ ). กรุงเทพมหานคร ฯ. จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จาก
https://shorturl.asia/av9f3

นติ ยา ดกกลาง (2560). การพฒั นาบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน วชิ าการออกแบบและพัฒนา
โปรแกรมระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพชน้ั สูง โดยใชว้ ิธกี ารสอนแบบห้องเรียนกลับดา้ น.
(วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ). กรุงเทพมหานคร ฯ. มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้า
พระนครเหนือ. จาก https://shorturl.asia/RfVX2

นอิ ิบณรู อวี บือราเฮง (2559). ผลของการสอนแบบบรู ณาการด้วยการสอนแบบห้องเรยี นกลับด้าน
สื่อประสมและนวัตกรรม คณุ ลักษณ์ศึกษาดา้ นทักษะทางสังคมทีม่ ีต่อพฤติกรรมและผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียน สาระการเรยี นร้ศู าสนาประวตั ิของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1. (วทิ ยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบัณฑิต). ปตั ตานี. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปตั ตานี. จาก
https://shorturl.asia/kbFuS

บุรนิ ทร์ แกว้ ประพนั ธ์ (2555). การศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์เร่อื ง ความน่าจะ
เป็นโดยใชว้ ิธกี ารจดั การเรยี นรู้แบบ 4MAT สาหรบั นกั เรยี นช่วงช้ันที่ 4. (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญา
มหาบัณฑิต). กรงุ เทพมหานครฯ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. จาก
https://shorturl.asia/cKQDA

ประทนิ รัตน์ นยิ มสนิ (2554). การศึกษาปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งวิธกี ารจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมือเทคนิค
TAI และเทคนิค TGT กับระดบั ความสามารถทางการเรียนทีส่ ่งผลตอ่ ผลสัมฤทธิท์ าง การเรียน
คณติ ศาสตร์ และทกั ษะการเชือ่ มโยงทางคณติ ศาสตร์ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3.
(วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต). นครราชสมี า. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล อีสาน.
จาก https://shorturl.asia/Xg5ts

ประยุทธ ชา่ งเกวียน. (2560). ผลของโปรแกรมการระดมพลังสมองด้วยกิจกรรมศิลปะที่มตี อ่ ความคดิ
สร้างสรรคข์ องนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นจักราชวทิ ยา จงั หวดั นครราชสมี า.
(วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑิต). นครราชสมี า. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า. จาก
https://shorturl.asia/1ynYx

ประอรพรรณ บางนกแขวก (2555). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ และ
เจตคติต่อวิชาคณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ท่ไี ดร้ ับการจดั การเรยี นรแู้ บบ
แบ่งกลมุ่ สัมฤทธ์ิ (STAD) และการจัดการเรียนรู้แบบเอสเอสซีเอส (SSCS). (วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต). พระนครศรีอยธุ ยา. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยุธยา. จาก
https://shorturl.asia/AWn0L

~ 41 ~

ปรัชวี สวามวิ ัศด์ุ (2555). การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่อื ง สมการและการแกส้ มการ
โดยใช้ชุดฝึกเสรมิ ทักษะคณิตศาสตรก์ ับการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6. (วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต). เชียงราย. มหาวิทยาลยั ราชภฏั
เชียงราย. จากhttps://shorturl.asia/auDRx

พวงทิพย์ แซ่พวั . (2556). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตรต์ ามรปู แบบการสอนวัฏจักรการ
เรียนรู้ 5 ขนั้ (5Es) โดยใช้เทคนคิ การระดมสมองท่สี ง่ เสริมทักษะความคดิ สรา้ งสรรค์ เร่อื งความ
น่าจะเป็น ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3. (วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑิต). ขอนแก่น.
มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น. จาก https://shorturl.asia/5Uy9f

พมิ พประภา พาลพ่าย (2557). การใชส้ ื่อสังคมตามแนวคดิ ห้องเรียนกลบั ดา้ น เรื่อง ภาษาเพอ่ื การ
ส่ือสารเพอ่ื สง่ เสริมผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6. (วทิ ยานพิ นธ์
ปรญิ ญามหาบัณฑิต). กรงุ เทพมหานคร ฯ. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. จาก
https://shorturl.asia/OAMIh

พิสมัย ใบลาศ (2556). การพัฒนากิจกรรมการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ ตามรปู แบบการจัดการเรยี นรู้คอน
สตรคั ติวสิ ต์ โดยใช้เทคนิคระดมสมอง ทส่ี ง่ เสริมทกั ษะความคิดสรา้ งสรรค์ เรอื่ ง เส้นขนาน ชน้ั
มัธยมศกึ ษาปีที่ 2. (วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑติ ). ขอนแก่น. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. จาก
https://shorturl.asia/z4PFO

ยภุ าพร ด้วงโต้ด (2563). การจดั การเรยี นร้โู ดยใชห้ อ้ งเรียนกลับด้าน เพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการ
เรยี นรายวชิ าคณิตศาสตร์ สาหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 3. (วทิ ยานิพนธป์ ริญญา
มหาบณั ฑิต). ปทมุ ธานี. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี. จาก
https://shorturl.asia/hjQ7P

รุ่งโรจน์ ชอบหวาน (2555). การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการใช้กิจกรรมการเรียนรแู้ บบแผนผงั ทางปญั ญากบั กจิ กรรมการเรียนรู้
แบบปกต.ิ (วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร ฯ. มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
จาก https://shorturl.asia/xrJ6G

วรรณธดิ า ยลวลิ าศ (2563). ผลการจดั การเรียนร้แู บบห้องเรียนกลบั ดา้ นท่ีมีผลต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการ
เรยี นและความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรียนรู้ของนกั ศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ในรายวิชา
คณิตวเิ คราะห์. (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑติ ). สกลนคร. มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร.
จาก https://shorturl.asia/7S1Vq

วรางคณา เวชพลู (2559). การพฒั นาทกั ษะปฏบิ ัติโดยใชร้ ูปแบบการสอนทักษะปฏบิ ัติของเดวีส์
รว่ มกบั แนวคดิ ห้องเรียนกลบั ดา้ น สาหรบั นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรยี นแก่นนคร
วิทยาลัย. (วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาสารคาม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จาก
https://shorturl.asia/rO9pz

วิจารณ์ พานิช. (2556). ครูเพื่อศษิ ย์ สร้างห้องเรียนกลับด้าน (พิมพค์ รั้งที่ 2). บริษทั เอส.อาร์.พร้ินตง้ิ
แมสโปรดักส์ จากัด. จาก https://edu.lpru.ac.th/eu/21st/st-004.pdf

~ 42 ~

สุธรี า แก้วบญุ เรือง. (2555).การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นคณิตศาสตร์เร่ืองกาหนดการเชิง
เสน้ การแก้ปญั หาคณิตศาสตร์และความพึงพอใจต่อวชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ระหวา่ งการสอนโดยใช้ส่อื โปรแกรม GSP กับการสอนปกติ. (วทิ ยานพิ นธ์
ปรญิ ญามหาบัณฑิต). มหาสารคาม. มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. จาก https://shorturl.asia/RW3Gy

สุรศกั ด์ิ ปาเฮ. (2556). หอ้ งเรียนกลับทาง : หอ้ งเรยี นมติ ิใหมใ่ นศตวรรษท่ี 21. สืบค้นเมอื่ 20
ธันวาคม 2564. จาก http://www.mbuisc.ac.th/phd/academic/flipped%20classroom2.pdf

อากร พทุ ธรกั ษา (2561). การศกึ ษาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นและความเครียดของนกั เรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 เร่ือง จานวนจรงิ ด้วยการจดั การเรียนรู้แบบหอ้ งเรียนกลับดา้ น.
(วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ). ชลบรุ ี. มหาวทิ ยาลัยบรู พา. จาก https://shorturl.asia/vIARM

อุทยั รตั น์ เอ่ียมศรี. (2556). การพฒั นากจิ กรรมการเรียนรู้คณิตศาสตรต์ ามรปู แบบการจดั การเรียนรู้
คอนสตรัคติวสิ ต์ โดยใช้เทคนคิ ระดมสมองและโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad
เปน็ เครอ่ื งมือชว่ ยในการเรยี นรู้ที่ส่งเสริมทกั ษะความคดิ สรา้ งสรรค์ เร่อื ง ความสมั พันธ์และ
ฟังกช์ นั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4. (วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑติ ). ขอนแกน่ .
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. จาก https://shorturl.asia/9zneo

~ 43 ~

ภาคผนวก ก
รายชอ่ื ผเู้ ชย่ี วชาญ


Click to View FlipBook Version