The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การสำรวจความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ปีการศึกษา 2560

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ครรชิต แซ่โฮ่, 2022-06-26 11:02:11

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การสำรวจความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ปีการศึกษา 2560

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การสำรวจความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ปีการศึกษา 2560

รายงานการวจิ ยั ในชัน้ เรยี น
เร่ือง

การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์และเจตคติตอ่ การเรียนวชิ าคณิตศาสตร์

เร่ือง การสารวจความคดิ เหน็
ของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ทจ่ี ดั การเรียนร้แู บบโครงงาน

นายครรชิต แซโ่ ฮ่

โรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ จงั หวัดยะลา
สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 15
สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ

บทคัดย่อ

หวั ข้อวิจัย การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
และเจตคตติ ่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การสารวจความคิดเหน็
ผวู้ ิจัย ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน
ปีการศึกษา นายครรชิต แซโ่ ฮ่
2560

การวิจยั คร้ังนี้มจี ุดมุ่งหมาย เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์เร่ืองการ
สารวจความคิดเหน็ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน
(Project-based learning) ศกึ ษาทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเจตคติตอ่ การเรียนวชิ า
คณิตศาสตร์ของนกั เรยี นทจ่ี ดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน กลุ่มตัวอย่างทีใ่ ช้ในการวจิ ัยครั้งน้เี ป็นนกั เรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จงั หวดั ยะลา ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2560 จานวน 34
คน เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการการวิจัยประกอบดว้ ย แผนการจดั การเรียนรู้วชิ าคณิตศาสตร์เร่ืองการสารวจความ
คิดเหน็ ทจี่ ดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื งการ
สารวจความคดิ เหน็ แบบประเมินทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรแ์ ละแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ ดาเนนิ การวเิ คราะห์ข้อมูลดว้ ยค่าเฉล่ยี ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และค่า t-test dependent
ผลการวิจัยพบว่า

1. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์เร่ืองการสารวจความคิดเหน็ ของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 หลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนการเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning) อย่างมี
นยั สาคัญท่ี .05

2. ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่จี ดั การเรียนรแู้ บบ
โครงงาน (Project-based learning) โดยภาพรวมนกั เรยี นมีทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์อยูใ่ น
ระดับดี และเมือ่ พิจารณาเปน็ รายดา้ นพบวา่ ทักษะที่มีคุณภาพอยู่ในระดบั ดีมาก คือ การเชื่อมโยงความรู้
ต่างๆ ทางคณติ ศาสตรแ์ ละเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์ สว่ นทักษะความคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรค์ การให้
เหตผุ ล การแก้ปัญหา และทกั ษะการสอ่ื สาร การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์และการนาเสนอมี
คณุ ภาพอยใู่ นระดบั สงู

3. เจตคติตอ่ การเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 ทจ่ี ัดการเรียนรู้แบบ
โครงงาน (Project-based learning) ในภาพรวมนกั เรยี นเจตคตติ ่อการเรยี นวชิ าคณิตศาสตรอ์ ยู่ในระดับ
ดี (คะแนนร้อยละ 70 ข้ึนไป) แสดงวา่ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning) สง่ ผล
ใหน้ ักเรียนมเี จตคตทิ ่ีดีต่อการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์

กติ ตกิ รรมประกาศ

การวจิ ยั คร้ังน้สี าเร็จลงไดด้ ว้ ยดี ตอ้ งขอกราบขอบพระคุณครูอาจารย์ ผู้ทปี่ ระสิทธิประสาทวิชา
ความรู้ทางดา้ นคณติ ศาสตรศ์ ึกษาและการวิจัยทางศึกษาศาสตร์ใหก้ ับผู้วจิ ยั จนผูว้ จิ ัยเกดิ ความรู้
ความสามารถ มองเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการวจิ ัยทางดา้ นคณิตศาสตร์ศึกษา จนสามารถประยุกตใ์ ช้
ความรใู้ นการทาวจิ ยั คร้ังน้ีได้สาเรจ็

ขอขอบพระคุณ นางรจุ ริ า เอ่ียวสกุล นางสาวภศู ริ ิ ภทั รพงศ์พนั ธ์ และนางภัทรา ตันนิลกลุ ทใี่ ห้
ความกรุณาเป็นผ้เู ชยี่ วชาญในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ และใหค้ าปรึกษา
เป็นแบบอย่างในการทางานด้านการศึกษา ชี้แนะผู้วจิ ยั จนทาให้วิจัยฉบับน้ีสาเรจ็ ลุล่วงได้อย่างดี

ขอขอบพระคุณผูอ้ านวยการโรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จงั หวัดยะลา คณะครู และบุคลากรโรงเรยี น
คณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลาทุกท่าน ท่ีคอยใหค้ าปรึกษา และอานวยความสะดวกในการทาวิจัย
ขอขอบคุณนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6/2 ปีการศึกษา 2560 ทีม่ ีความตั้งใจและให้ความร่วมมือในการวิจยั
คร้งั นี้เป็นอย่างดี

คุณค่าและประโยชน์ของการวิจยั ครงั้ น้ี ผจู้ ัดทาขอมอบเปน็ เครือ่ งบูชาพระคณุ แด่บดิ า มารดา
และบรู พาจารย์ ตลอดจนผูม้ ีพระคณุ ทุกท่าน ท่ีอบรมส่ังสอนประสทิ ธิ์ประสาทความรทู้ ั้งปวงแก่ผู้จัดทา

ครรชติ แซโ่ ฮ่

สารบญั

บทที่ หน้า
1 บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา ...................................................................... 1
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย ............................................................................................. 4
ประโยชนข์ องการวิจยั .................................................................................................. 5
ขอบเขตของการวิจัย .................................................................................................... 5
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย ............................................................................................... 5
นยิ ามศัพท์เฉพาะ .......................................................................................................... 6
2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวข้อง
แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้อง ..................................................................................... 8
การจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน ........................................................................... 8
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ ............................................................. 12
ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ .................................................................... 16
เจตคติต่อการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ .................................................................... 16
งานวจิ ัยที่เกยี่ วข้อง ..................................................................................................... 23
งานวจิ ยั ในประเทศ .............................................................................................. 23
งานวจิ ยั ต่างประเทศ ............................................................................................ 25
3 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั
แบบแผนในการวิจัย .................................................................................................... 26
ประชากร .................................................................................................................... 26
การสุ่มกลมุ่ ตวั อย่าง .................................................................................................... 26
เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั ............................................................................................. 27
ข้ันตอนการสร้างเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการทดลอง ...................................................... 27
ขน้ั ตอนการสร้างเครื่องมือท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวม .............................................. 27
การดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมลู ............................................................ 29
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ..................................................................................................... 30
4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ตอนที่ 1 ผลการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เร่ือง การสารวจความคดิ เห็น ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6
กอ่ นและหลงั การจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning) 32
ตอนที่ 2 ผลการศกึ ษาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากการจัดการเรียนรู้
แบบโครงงาน (Project-based learning) ............................................... 33
ตอนท่ี 3 เจตคติต่อการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทจี่ ดั การเรยี นรู้
แบบโครงงาน (Project-based learning) ............................................... 34

สารบญั (ตอ่ )

บทท่ี หน้า
5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
วัตถุประสงค์การวจิ ัย .................................................................................................. 35
สรปุ ผลการวิจยั ........................................................................................................... 35
อภิปรายผลการวิจยั .................................................................................................... 35
ขอ้ เสนอแนะ ............................................................................................................... 37
บรรณานกุ รม ........................................................................................................................... 39
ภาคผนวก ........................................................................................................................ ........ 44
ภาคผนวก ก รายชอ่ื ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครือ่ งมือ .................................................. 45
ภาคผนวก ข เครอื่ งมือที่ใชใ้ นการวิจยั ....................................................................... 47
ภาคผนวก ค เครอื่ งมือหาคุณภาพแผนการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 .......................... 57
ภาคผนวก ง แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ................................................. 59
ภาคผนวก จ เคร่อื งมือหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ................ 66
ภาคผนวก ฉ คา่ ความยากงา่ ย(p) และค่าอานาจจาแนก(r)
ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน .......................................... 69
ภาคผนวก ช แบบประเมินทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ ................................. 71
ภาคผนวก ซ แบบวัดเจตคตติ ่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ .......................................... 76
ภาคผนวก ฌ ประมวลภาพกิจกรรมการจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน ......................... 79
ประวัติผู้วิจยั ............................................................................................................................ 81

สารบัญตาราง

ตาราง หน้า
1 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเ์ ร่ือง
การสารวจความคิดเห็น ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 กอ่ นและหลัง
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning) .................................... 33
2 คะแนนเฉลย่ี ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ หลังเรยี น
ตามแผนการจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning)
ตามเกณฑ์การหาคา่ เฉลี่ยผลการประเมินทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ .......... 33
3 เจตคตติ ่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6
ทจ่ี ัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน (Project-based learning) ตามเกณฑ์
การหาคะแนนร้อยละเจตคติตอ่ การเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ ........................................ 34

สารบัญภาพ

ภาพ หนา้
1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั .............................................................................................. 6
2 รูปแบบการวิจัย........................................................................................................... 26

บทที่ 1

บทนำ

ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ

การศกึ ษาเปน็ กระบวนการหนึง่ ที่มคี วามสาคัญต่อการพฒั นาประชาชาตใิ หเ้ จรญิ ทดั เทยี มกับ
อารยประเทศ การพัฒนานน้ั มีมากมายหลายด้าน เชน่ ดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม การเมือง การปกครอง
วัฒนธรรม การศกึ ษา เป็นต้น การศึกษาจงึ เป็นปัจจยั สาคัญทจ่ี ะนาไปสกู่ ารพัฒนาดา้ นอน่ื ๆ ดงั น้ันเยาวชน
ไทยทเี่ ป็นกาลงั สาคัญในอนาคตของประเทศ จงึ ควรได้รบั การศึกษาที่ทวั่ ถึงและมีคุณภาพมากขน้ึ ใน
หลักสตู รและกระบวนการเรียนรจู้ ะเป็นหลักสตู รที่มุ่งเสริมสร้างใหผ้ ู้เรยี นคิดเปน็ ทาเป็นและแกป้ ัญหาเปน็
มกี ระบวนการคิดอยา่ งเปน็ ระบบ สามารถนาไปพัฒนารา่ งกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ทาให้มี
คุณธรรม มจี ริยธรรม และอย่ใู นสงั คมได้อย่างมีความสุข ซงึ่ เป้าหมายของการจดั การศึกษาตามแผน
การศึกษาชาตคิ ือ การพฒั นาคนและคณุ ภาพของคนใหเ้ ป็นผู้มีปัญญา ร้จู กั เหตุและผล รจู้ กั แก้ปญั หาได้
อย่างชาญฉลาด รู้เทา่ ทันการเปลีย่ นแปลง มคี วามคิดริเรมิ่ สร้างสรรค์ มงุ่ พัฒนาพฤติกรรมทีด่ งี ามทง้ั ใน
ดา้ นการทางานและการอยู่รวมกนั (สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ, 2545: 1) จะเห็นว่าการ
จัดการศกึ ษานั้นให้ความสาคัญแกผ่ ู้เรยี น ดงั พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 22 ท่กี ลา่ วว่า “การจดั การศกึ ษาต้องยึดหลักผูเ้ รียนทกุ คนมีความสามารถ
เรียนร้แู ละพฒั นาตนเองได้และถือวา่ ผู้เรียนมคี วามสาคัญที่สดุ กระบวนการจดั การศึกษาต้องสง่ เสรมิ ให้
ผเู้ รยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเตม็ ศกั ยภาพ” ดงั นน้ั สถานศกึ ษาต้องจัดกระบวนการเรยี นรูท้ ่ี
ม่งุ เน้นการฝึกทักษะกระบวนการคดิ จัดกิจกรรมใหผ้ ้เู รยี นได้เรยี นร้จู ากประสบการณ์ตรง ฝกึ การปฏบิ ัติให้
คิดเป็น ทาเป็น แก้ปญั หาเปน็

คณิตศาสตร์เป็นวิชาทสี่ อนให้คนเปน็ ผ้มู เี หตผุ ล ใฝร่ ู้ พฒั นาความคิดและเกิดทกั ษะในการคดิ เป็น
ทาเป็น แก้ปัญหาเปน็ ตลอดจนสามารถนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ (ยุพิน พิพธิ กุล, 2545: 1-2)
นอกจากน้คี ณิตศาสตรย์ งั ชว่ ยพัฒนาให้แตล่ ะบคุ คลเปน็ คนที่สมบูรณ์ เป็นพลเมืองดี ช่วยเสริมสร้างความมี
เหตผุ ล ความเปน็ คนชา่ งคิด ชา่ งริเร่ิมสรา้ งสรรค์ มีระบบระเบียบในการคดิ มีการวางแผนในการทางาน มี
ความสามารถในการตัดสินใจ มีความรับผิดชอบต่อกิจการงานที่ไดร้ ับมอบหมาย ตลอดจนมีลกั ษณะของ
การเป็นผู้นาในสงั คม (สิริพร ทิพยค์ ง, 2545: 1) ซึง่ สอดคลอ้ งกับหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 ที่กล่าวไว้ว่าคณติ ศาสตรม์ ีความสาคัญยิง่ ตอ่ การพัฒนาความคดิ มนุษย์ ทาให้มนษุ ยม์ ี
ความคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์ คิดอยา่ งมเี หตผุ ลเป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวเิ คราะหป์ ญั หาหรือสถานการณ์
ได้อยา่ งถ่ีถว้ นรอบคอบ ชว่ ยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสนิ ใจ แก้ปญั หาและนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้
อย่างถูกต้องเหมาะสม การที่ผู้เรยี นจะเกดิ การเรยี นรู้คณิตศาสตร์อย่างมคี ุณภาพน้นั จะตอ้ งมีความสมดลุ
ระหวา่ งสาระการเรยี นรู้ ทกั ษะกระบวนการ ควบคู่ไปกับคุณธรรม จรยิ ธรรมและค่านยิ ม ซงึ่ ในการจัดการ
เรยี นการสอน ผ้สู อนควรบูรณาการด้านความรู้ ดา้ นทักษะกระบวนการ ตลอดจนคุณลักษณะอันพงึ
ประสงคเ์ ข้าดว้ ยกนั เท่าท่ีเป็นไปได้ เพอ่ื ให้บรรลมุ าตรฐานการเรียนรูท้ ก่ี าหนดไว้ในหลักสตู ร

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ไดก้ าหนดสาระและมาตรฐานการ
เรียนรกู้ ารศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตรเ์ ปน็ 6 สาระ คือ จานวนและการดาเนนิ การ

2

การวัด เรขาคณิต พีชคณิต การวิเคราะหข์ ้อมลู และความน่าจะเปน็ และทักษะและกระบวนการทาง
คณติ ศาสตร์ โดยเฉพาะทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ มีเจตนารมณ์ในการพัฒนาผเู้ รียนใหเ้ กดิ
คุณลักษณะทม่ี ีความสามารถดา้ นการปฏิบตั ิ มีเจตคติทีด่ ตี ่อคณิตศาสตร์ และมีความรู้ความสามารถในการ
ใชค้ ณิตศาสตร์แก้ปัญหาโดยใช้วิธกี ารท่ีหลากหลาย ใชค้ วามรทู้ ักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และ
เทคโนโลยใี นการแก้ปัญหาในสถานการณต์ ่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสม ให้เหตุผลประกอบการตัดสนิ ใจ และ
สรปุ ผลไดอ้ ย่างเหมาะสม ใชภ้ าษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตรใ์ นการส่ือสาร การสอื่ ความหมาย และ
การนาเสนอได้อย่างถูกต้องและชัดเจน เชอื่ มโยงความรู้ต่างๆ ในคณิตศาสตร์ และนาความรู้ หลกั การ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปเช่ือมโยงกบั ศาสตร์อนื่ ๆ และมีความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ (หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. 2551 : 56 – 91)

สภาพการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ในปัจจบุ ันประสบปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นของนักเรยี นที่อย่ใู นระดบั ต่า จากปัญหาดังกลา่ ว อาจเนอ่ื งมาจากเนื้อหาทางคณิตศาสตรซ์ งึ่
เปน็ เนื้อหาเกี่ยวกบั การคิดคานวณ ทักษะที่มีโครงสรา้ งแสดงความเปน็ เหตเุ ป็นผล สอ่ื ความหมายโดยใช้
สัญลกั ษณ์ ซ่ึงเปน็ ลักษณะนามธรรม ยากตอ่ การเรยี นร้ทู าความเขา้ ใจอย่างรวดเรว็ สง่ ผลให้นักเรยี นมีเจต
คติท่ีไมด่ ีต่อรายวชิ าคณติ ศาสตร์ ซึ่งเห็นไดจ้ ากสภาพการจัดการเรยี นการสอนทผ่ี า่ นมา พบวา่ นักเรียนมักมี
คาถามเสมอ เกย่ี วกบั การนาความรทู้ างคณิตศาสตร์ไปใช้ในชวี ิต ประจาวันไดอ้ ยา่ งไร

จากปญั หาการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ทมี่ ีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นตา่ นักเรยี นขาดสมรรถภาพ
ในการเรียนคณิตศาสตร์ นักวชิ าการไดใ้ ห้ความสนใจมาตลอดดังจะเห็นไดจ้ ากมเี อกสาร บทความมากมาย
ไดน้ าเสนอวธิ ีการสอนให้มปี ระสิทธภิ าพ ซึง่ สริ พิ ร ทพิ ย์คง (2545: 97) กล่าวว่า องคป์ ระกอบท่มี ีอทิ ธิพล
ต่อการเรียนร้วู ชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรยี นนน้ั ครูและวิธีการสอนมีอิทธิพลมาก ดังน้ันครูผู้สอนตอ้ งหา
ทางแก้ไขปัญหานกั เรียนทีไ่ ม่ประสบผลสาเร็จในการเรยี นคณิตศาสตร์ เลอื กวธิ สี อนทเ่ี หมาะสมกับสภาพ
การเรียนการสอนของนกั เรียน สอดคลอ้ งกับสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545: 57) ที่
กลา่ วถึง การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีไม่ประสบผลสาเรจ็ วา่ ส่วนหน่ึงเกิดจากตวั ครู ครไู ม่เปลี่ยน
พฤติกรรมในการสอน ยึดตวั ตัวเองเป็นศนู ย์กลางของการเรยี น ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรยี นให้บรรลุ
จดุ ประสงค์ในการพัฒนาทักษะท้งั 3 ดา้ น คือ ดา้ นพุทธิพิสัย ดา้ นจิตพิสัย และดา้ นทกั ษะพิสัย ตลอดจน
ไมค่ รอบคลุมจดุ มงุ่ หมายของหลักสตู ร ดงั นนั้ ในการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนควรฝกึ ให้ผู้เรียนคดิ เปน็ ทาเป็น
รู้จักบรู ณาการความรูต้ ่างๆ เพ่อื ให้เกิดองค์ความรใู้ หม่ รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม คา่ นิยม และลักษณะ
อันพึงประสงค์ ตลอดจนสามารถนาความรู้และประสบการณไ์ ปใชใ้ นชวี ิต และดาเนนิ ชีวิตอยูใ่ นสงั คมได้
อยา่ งมีความสุข ซ่งึ เครือ่ งมือหรอื วิธกี ารทีจ่ ะเสริมสรา้ งให้นกั เรยี นเกิดคุณลกั ษณะดังกล่าวคือ การฝึกให้
นกั เรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ (ไพทูล นารคร, 2549:38) เพราะทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถท่ีนักเรยี นจะนาความรูไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นการเรยี นรสู้ ่งิ ตา่ งๆ เพ่ือให้ได้มา
ซ่งึ ความรู้และประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวันไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ สอดคล้องกับ ศิรนิ า วาจาสัตย์ (2547:
2) ทก่ี ล่าวว่า ในการจดั กระบวนการเรียนรู้ในสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะการเรยี นรู้ด้านทักษะ
กระบวนการทางคณิตศาสตรเ์ ปน็ ส่งิ ที่จาเป็น เพราะทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ถอื เปน็ เครอ่ื งมือที่
ใชใ้ นการแสวงหาความรู้ในเนื้อหาสาระต่างๆ ของคณติ ศาสตร์ หากมีการพัฒนาอย่างสมา่ เสมอหรือบอ่ ยๆ
จนผ้เู รียนเกดิ ความชานาญ ก็จะสามารถนาไปแสวงหาความรู้ในศาสตรต์ า่ งๆได้ ทักษะกระบวนการทาง
คณิตศาสตร์แม้ไมใ่ ชส่ าระหรือเนอ้ื หาแต่มีความสาคัญเปน็ อย่างมาก ซง่ึ การสอนแตล่ ะสาระจะให้ได้ผลดีมี
ประสทิ ธภิ าพ ต้องคานงึ ถึงทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตรป์ ระกอบกัน (สวุ ัฒน์ เอีย่ มอรพรรณ, 2549:

3

2) ดังนัน้ ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนตอ้ งสอดแทรกทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เขา้ กับการ
เรยี นการสอนด้านเน้ือหาดว้ ย

การทจ่ี ะบรรลเุ ป้าหมายของการเรียนการสอนนัน้ ผสู้ อนจึงมบี ทบาทสาคญั ในการจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรม ให้สอดคลอ้ งกับความสนใจและความถนดั ของผ้เู รียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่าง
บุคคล ผู้สอนทาหน้าท่ีเป็นที่ปรกึ ษา หรอื ให้คาแนะนา และชแี้ นะข้อบกพร่องของผู้เรยี น (สถาบนั ส่งเสริม
การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี 2545 : 184 – 185) ดงั นนั้ ในการจดั การเรียนการสอน จึงมี
ความสาคัญต่อการเรยี นของนักเรียน ผสู้ อนควรใช้วธิ กี ารที่หลากหลายเพอื่ ยืดหยุน่ ใหเ้ หมาะสมกบั เนอื้ หา
ไมค่ วรมุ่งสอนแต่เน้ือหาคณติ ศาสตรเ์ พยี งอย่างเดยี ว แตต่ ้องสอดแทรกทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ตลอดจนคณุ ลักษณะตา่ งๆ ในด้านจรยิ ธรรม คุณธรรม ฝึกความเป็นระเบยี บวินยั และมเี หตผุ ล (ยพุ ิน พิพธิ
กลุ . 2545 : 10 – 12) และผสู้ อนควรฝกึ ให้ผ้เู รียนคดิ เป็น ทาเป็น รูจ้ ักการบรู ณาการความร้ตู ่างๆ เพ่ือให้
เกิดองคค์ วามรู้ใหม่ รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ฝึกให้
ผู้เรียนรู้จักประเมินผลงานและปรบั ปรุงงาน ตลอดจนสามารถนาความรแู้ ละประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตและ
อยู่ในสงั คมได้อยา่ งมีความสขุ (สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี 2545 : 184 – 185)

การเรยี นร้แู บบโครงงาน (Project-based learning) เป็นการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหน่งึ ที่
สง่ เสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสอดคลอ้ งกบั ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ constructivism , contructionism และการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) ซึง่ มขี ้ันตอนรปู แบบการเรยี นรทู้ ี่เริ่มจากการแสวงหาความรู้
กระบวนการคิด และทกั ษะในการแกป้ ัญหาไว้ในรปู แบบการเรยี นรู้

ซ่งึ การจดั การเรยี นรู้แบบโครงงานน้ี ยดึ หลกั การของ constructionism ซงึ่ พฒั นาต่อยอดจาก
ทฤษฎีการสร้างองคค์ วามรู้ (Constructivism) ของ เพยี เจต์ (Piaget) โดยศาสตราจารย์ เซมัวร์ เพพเพริ ์ต
(Seymour Papert) เป็นผู้นาเสนอการใชส้ ่อื ทางเทคโนโลยี ช่วยในการสรา้ งความรู้ทเี่ ป็นรปู ธรรมแก่
ผู้เรียนโดยอาศยั พลังความรู้ของตวั ผเู้ รยี นเอง และเมื่อผเู้ รียนสร้างสง่ิ หนึง่ สงิ่ ใดขนึ้ มาก็จะเสมอื นเป็นการ
สร้างความร้ขู น้ึ ในตวั เองน่ันเอง ความรู้ทส่ี ร้างขึน้ เองน้ีมคี วามหมายต่อผ้เู รียนมาก เพราะจะเปน็ ความรทู้ ี่
อยคู่ งทน ไมล่ ืมงา่ ย ขณะเดยี วกันสามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่ืนเข้าใจความคิดของตัวเองไดด้ ี นอกจากนัน้
ความรู้ทีส่ รา้ งขึน้ เองน้ี ยงั จะเปน็ ฐานให้ผเู้ รยี นสามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อไปอยา่ งไมม่ ีทส่ี ิน้ สดุ (ทศิ นา
แขมมณี, 2547 อ้างถึงใน วชั รินทร์ โพธเิ์ งนิ และคณะ)

ทฤษฎี constructionism มีสาระสาคญั ทกี่ ล่าวถึงว่า ความรูไ้ ม่ใช่เกิดจากผ้สู อนเพียงอย่างเดยี ว
แต่สามารถสร้างขึ้นโดยผ้เู รียนเองได้ และการเรียนรู้จะเกิดขนึ้ ไดด้ ี ก็ตอ่ เม่อื ผ้เู รียนลงมือกระทาด้วยตนเอง
(Learning by Doing) ซง่ึ การลงมอื กระทานี้ ไม่เพียงแต่ได้รับความรใู้ หมด่ ้วยตนเองแล้ว แต่ยงั จะสามารถ
เกบ็ ข้อมลู ของสิง่ แวดล้อมเข้าไปเป็นโครงสร้างของสมองตนเอง ขณะเดยี วกนั กส็ ามารถนาความรู้เดิมท่ีมี
อยู่ปรับให้เขา้ กับส่งิ แวดล้อมภายนอกได้ และจะเกิดเปน็ วงจรเชน่ นีอ้ ย่างตอ่ เน่ือง ดังนนั้ การลงมือกระทา
ดว้ ยตนเอง จะสามารถเชอ่ื มโยงความรรู้ ะหวา่ งความรู้เกา่ และความรใู้ หม่ สรา้ งเป็นองค์ความรใู้ หม่ขนึ้ มา
ซ่งึ ท้ังหมดจะอยู่ภายใต้ประสบการณแ์ ละบรรยากาศท่ีเอ้ืออานวยตอ่ การเรียนรู้ โดยยดึ หลักความคดิ ทีว่ า่
“การเรยี นรู้ที่ดีไม่ได้มาจากการหาวิธีการสอนท่ีดแี ก่ผ้สู อน แตม่ าจากการให้โอกาสทดี่ ีแก่ผ้เู รยี นในการ
สรา้ ง” (Better learning will not come from finding better ways for the teacher to instruct,
but from giving the learner better opportunities to construct)

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน Project-Based learning เปน็ การเรยี นรู้ที่เน้นผ้เู รียน
เปน็ ศนู ย์กลางของการเรียนรู้ การกระทากจิ กรรมรว่ มกัน ช่วยเหลอื กนั ในการแก้ปญั หาท่ีเกดิ ขนึ้ ภายใน
กลุ่มด้วยวธิ ีการปฏบิ ัตจิ ริง เพือ่ การเรยี นรวู้ ธิ กี ารแก้ปัญหาอันนาไปสู่ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์และ

4

แสวงหาขอ้ มูลและแนวทางในการแก้ปัญหาเหลา่ นั้น โครงงานเปรยี บเสมอื นสะพานเชื่อมระหวา่ งหอ้ งเรยี น
กบั โลกภายนอก ซ่งึ เปน็ ชวี ิตจรงิ ของผู้เรยี น ทง้ั น้เี พราะว่า ผ้เู รยี นตอ้ งนาความรู้ที่ไดจ้ ากชนั้ เรียนมาบูรณา
การเขา้ กับกิจกรรมท่จี ะกระทาเพื่อนาไปสู่ความรู้ใหมๆ่ ดว้ ยการสรา้ งความหมาย การแกป้ ัญหา และการ
คน้ พบตัวเอง อีกท้ังผูเ้ รยี นต้องสรา้ งและกาหนดความรู้ จากความคิดและแนวคดิ ทีม่ ีอยกู่ บั ความคิดและ
แนวคดิ ท่ีเกิดขึ้นใหม่ทาให้เกดิ การปรับเปล่ียนความรู้ใหเ้ ปน็ เคร่ืองมอื ในการเรยี นรสู้ ่ิงใหม่ๆ
(วราภรณ์ ตระกลู สฤษดิ์. 2545)

งานวจิ ัยทเี่ กี่ยวกับการเรยี นการสอนแบบโครงการหรือโครงงาน เชน่ ศกั ดด์ิ า ศรผี าวงศ์ (2547 :
บทคัดย่อ) ไดท้ าการวิจยั เรอ่ื ง “การพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์โดยโครงงาน เรือ่ งสถติ ิ
เบอื้ งตน้ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5” ผลการวิจัย พบว่านกั เรียนมคี วามก้าวหน้าทางการเรียนรู้ ด้านความรู้และ
ดา้ นทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์เพม่ิ ข้นึ มากกวา่ รอ้ ยละ 20 อย่างมีนัยสาคัญทรี่ ะดบั .01 และผล
สมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั เรยี นหลังเรยี นผา่ นไป 14 วัน ไม่แตกตา่ งจากเดมิ ท้ังทางดา้ นความรู้และทักษะ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซง่ึ สอดคล้องกับผลการวิจยั ของ นภสั สร สุทธกิ ลุ ( 2546: บทคดั ยอ่ ) ราตรี
ทองสามสี (2547: บทคัดยอ่ ) รจุ ิรตั น์ ร่งุ หัวไผ่ (2549: บทคดั ยอ่ ) วรรณว์ ไิ ล หงสท์ อง (2551: บทคดั ย่อ)
ไดท้ าการศึกษาเกีย่ วกบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ ทีไ่ ดร้ บั การสอนโดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้แบบโครงงาน พบวา่ การสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานสงู กว่าเกณฑท์ ี่กาหนด

จากเหตผุ ลดังกล่าว ผวู้ จิ ยั จึงเล็งเหน็ ว่า การจดั การเรยี นการสอนแบบโครงงาน Project-based
learning เป็นวธิ กี ารสอนอกี รูปแบบหนึง่ ท่ีจะชว่ ยพัฒนาคณุ ภาพกระบวนการจดั การเรยี นการสอนวิชา
คณติ ศาสตร์ และผวู้ จิ ัยได้กาหนดเนอ้ื หาท่ใี ชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน คือเร่อื ง การสารวจความ
คดิ เหน็ ซึ่งเป็นเนื้อหาทส่ี ามารถเชอื่ มโยงกบั ชวี ติ จรงิ เป็นรูปธรรม ช่วยให้ผเู้ รยี นมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
และทกั ษะการเรยี นรทู้ ีด่ ีข้ึน อกี ทั้งยังต้องอาศัยความรู้ในเร่ืองของสถติ ิ ซึ่งนักเรียนได้ศกึ ษามาแลว้ ทาให้
นักเรียนรู้จกั นาความรทู้ ี่ได้จากชน้ั เรยี น มาบูรณาการเข้ากับกจิ กรรมที่จะกระทา เพื่อนาไปสูค่ วามรูใ้ หมๆ่
ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนไ์ ด้จรงิ สง่ ผลใหน้ กั เรยี นเกิดเจตคตทิ ่ีดตี อ่ วิชาคณติ ศาสตร์และยังช่วยพัฒนาผู้เรยี นให้
เกิดการเปล่ยี นแปลงในทางสร้างสรรค์

วัตถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ัย

1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตรเ์ ร่ือง การสารวจความคิดเห็น ของ
นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 กอ่ นและหลังการจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based
learning)

2. เพือ่ ศกึ ษาทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตรข์ องนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ที่จัดการ
เรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning)

3. เพอ่ื ศึกษาเจตคตติ ่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตรข์ องนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 ทจี่ ดั การ
เรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning)

5

ประโยชนข์ องกำรวิจยั

1. นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่ีดีขนึ้ หลงั จากการจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-
based learning)

2. นักเรียนมที ักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์มากขน้ึ หลงั จากการจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน
(Project-based learning)

3. นักเรยี นมีเจตคติตอ่ การเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ท่ีดีข้ึนหลังจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
(Project-based learning)

ขอบเขตของกำรวิจัย

ประชำกร
ประชากรทใี่ ช้ในการวจิ ยั ครง้ั นีเ้ ปน็ นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง
จงั หวัดยะลา ทีเ่ รียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จานวนนักเรยี นท้ังหมด 342 คน
กลุม่ ตวั อย่ำง
กลุ่มตวั อยา่ งที่ใช้ในการวจิ ัยครง้ั นีเ้ ปน็ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง
จังหวัดยะลา ทเี่ รียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จานวน 34 คน
เน้อื หำทใี่ ช้ในกำรวิจัย
ในการวิจยั ครงั้ น้ี ใชเ้ น้ือหาในกล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 เรอื่ ง การ
สารวจความคิดเหน็ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระท่ี 5 การ
วเิ คราะหข์ ้อมูลและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 5.1 เข้าใจและใชว้ ธิ กี ารทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมลู
ม.4 – 6 ตัวช้ีวดั ที่ 1 เขา้ ใจวธิ ีการสารวจความคิดเห็นอย่างงา่ ย มาตรฐาน ค 5.2 ใช้วธิ ีการทางสถิติและ
ความรู้เก่ียวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล ม.4 – 6 ตัวช้ีวดั ที่ 1 นาผลท่ีไดจ้ าก
การสารวจความคิดเหน็ ไปใช้คาดการณ์ในสถานการณ์ทกี่ าหนดให้
ระยะเวลำทใ่ี ช้ทดลอง
ในการวิจยั ครงั้ นี้ ได้นาแผนการจดั การเรียนรู้ไปทดลองใช้ในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2560 โดย
ใช้เวลาสอน 5 สัปดาห์ สัปดาหล์ ะ 2 ชั่วโมง รวมระยะเวลาทัง้ สน้ิ 10 ช่วั โมง

กรอบแนวคิดในกำรวจิ ยั

ในการวจิ ัยครัง้ นผ้ี วู้ จิ ัยไดศ้ ึกษาแนวคิดและทฤษฎี ผลการวิจยั ที่เก่ียวกบั การจัดการเรยี นร้แู บบ
โครงงาน ซึง่ พบว่าเปน็ วิธีจดั การเรียนรู้ทส่ี ามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์ของนักเรยี นใหส้ ูงขนึ้ ได้ เพราะนักเรียนไดเ้ รยี นรู้ดว้ ยการลงมอื ปฏิบตั เิ พ่ือคน้ หาคาตอบ
ดว้ ยตนเองโดยผา่ นประสบการณต์ รงจากแหลง่ เรยี นรหู้ ลากหลาย กระบวนการเรยี นร้เู ชน่ นี้ ยอ่ มทาให้
นกั เรยี นเกิดการเรยี นรู้ สามารถสะท้อนความรแู้ ละทักษะผ่านการปฏิบตั ิงานและผลงานจนเกดิ มีองค์
ความรู้ใหม่ได้ดว้ ยตนเอง โดยองค์ความร้ทู ่เี กิดข้ึนน้ีย่อมมีความคงทนถาวรสามารถจดจาได้นาน จงึ ถือเป็น
การเรยี นรทู้ ีม่ ีความหมายต่อนักเรยี นอย่างแท้จรงิ (ดวงพร อ่มิ แสงจันทร์. 2012: 314)

6

ซง่ึ ผวู้ ิจัยไดก้ าหนดกรอบแนวคดิ ในการวิจยั ดังภาพ 1

ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม

การจดั การเรียนร้แู บบ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
โครงงาน 2. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
3. เจตคตติ ่อการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์
Project-based learning

ภาพ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

นิยำมศัพทเ์ ฉพำะ

1. กำรจดั กำรเรยี นรแู้ บบโครงงำน (Project-based learning) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ท่ี
ให้ผเู้ รยี นได้ศึกษาคน้ ควา้ ตามความสนใจ แสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง และลงมอื ปฏิบตั ิตามแผนที่วางไว้
โดยมีครคู อยใหค้ าปรึกษากระตนุ้ ให้เกดิ ความคดิ ริเรมิ่ ใหม่ ๆ และชว่ ยชีแ้ นะแนวทางในการแก้ปญั หาได้
อย่างถูกต้อง

2. ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน หมายถงึ คะแนนที่ไดจ้ ากการทาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการ
เรยี นกอ่ นและหลงั การจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน

3. ทักษะกระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์ หมายถึง ระดบั คุณภาพในการปฏบิ ัติงานหรอื ปฏบิ ัติ
กจิ กรรมคณติ ศาสตร์อยา่ งมีระบบทางคณิตศาสตร์ โดยสามารถปฏบิ ตั ิได้ดีมีคุณภาพ มีความถูกต้อง
แมน่ ยาและรวดเร็ว โดยพิจารณาจากทักษะ 5 ทักษะ คือ 1) ทกั ษะดา้ นการแกป้ ญั หา 2) ทกั ษะด้านการ
ใหเ้ หตผุ ล 3) ทกั ษะด้านการสื่อสาร การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์และการนาเสนอ 4) ทกั ษะดา้ น
การเชอื่ มโยง และ 5) ทักษะด้านความคดิ ริเรมิ่ สร้างสรรค์ ท่ีประเมินด้วยแบบประเมนิ ทกั ษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์ท่ผี ูว้ จิ ยั สร้างขึน้ โดยใช้แบบมาตรประเมนิ ค่า (Rating Scale) 4 ระดับ กาหนดเป็นเกณฑ์
การให้คะแนนแบบรบู ริค (Rubric Assessment) และการผา่ นเกณฑต์ ้องไดร้ ับคุณภาพโดยรวมต้ังแต่
10 คะแนนขึน้ ไป

4. เจตคตติ อ่ กำรเรยี นวชิ ำคณิตศำสตร์ หมายถงึ ความรสู้ ึกและสภาพจติ ใจของนักเรียนชัน้
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ทีม่ ตี ่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบวัดเจตคตติ ่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบ
ลเิ คริ ท์ สเกล (Likert Scale) ชนิด 5 ระดบั จานวน 30 ขอ้ ซึ่งผวู้ จิ ัยได้ปรบั ปรงุ และดัดแปลงมาจาก
แบบสอบถามวดั เจตคตติ ่อวชิ าคณิตศาสตร์ของ ฐติ ยิ า เกตคุ า (2551 : 100 – 102) โดยจะทาการวดั เจต
คติหลงั จากเรียนด้วยการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน กาหนดผา่ นเกณฑ์ดที ่ีร้อยละ 70 ของคะแนนเตม็
และมีเกณฑ์การให้คะแนนดงั น้ี

- สาหรับขอ้ ความในเชงิ นิมาน (ทางบวก) ใชเ้ กณฑ์ให้คะแนน ดังน้ี
1 คะแนน : มคี วามเหน็ ด้วยกับข้อความนั้นอยู่ในระดับน้อยที่สดุ (ระดับความคดิ เหน็ 1)
2 คะแนน : มีความเหน็ ด้วยกับขอ้ ความน้ันอยู่ในระดบั น้อย (ระดบั ความคดิ เห็น 2)
3 คะแนน : มีความเหน็ ดว้ ยกับข้อความน้นั อยู่ในระดับปานกลาง (ระดบั ความคิดเห็น 3)
4 คะแนน : มีความเหน็ ดว้ ยกับข้อความนน้ั อยู่ในระดับมาก (ระดับความคิดเห็น 4)
5 คะแนน : มีความเห็นด้วยกับขอ้ ความนนั้ อยู่ในระดับมากทส่ี ุด (ระดบั ความคดิ เห็น 5)

7

- สาหรบั ข้อความในเชงิ นเิ สธ (ทางลบ) ใชเ้ กณฑ์ให้คะแนน ดังนี้
1 คะแนน : มคี วามเห็นด้วยกับข้อความน้นั อยู่ในระดับมากที่สดุ (ระดับความคิดเห็น 5)
2 คะแนน : มีความเหน็ ด้วยกับขอ้ ความน้ันอยู่ในระดับมาก (ระดบั ความคิดเห็น 4)
3 คะแนน : มคี วามเหน็ ดว้ ยกับขอ้ ความนั้นอยู่ในระดับปานกลาง (ระดับความคิดเห็น 3)
4 คะแนน : มคี วามเหน็ ดว้ ยกับข้อความน้ันอยู่ในระดบั น้อย (ระดับความคดิ เหน็ 2)
5 คะแนน : มคี วามเห็นด้วยกับขอ้ ความนั้นอยู่ในระดบั น้อยท่สี ุด (ระดบั ความคิดเห็น 1)

- การประเมนิ ค่าเจตคตติ ่อการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ ผูว้ ิจยั ได้ดัดแปลงมาจากเกณฑ์การแปล
ผลของฐิตยิ า เกตุคา (2551 : 6) แบ่งเปน็ 5 ระดบั ดงั น้ี

ไดช้ ว่ งคะแนนร้อยละ 20 – 29 หมายถึง มีเจตคติที่ไมด่ ีในระดับมากทสี่ ดุ
ไดช้ ่วงคะแนนร้อยละ 30 – 49 หมายถึง มเี จตคตทิ ี่ไม่ดีในระดับมาก
ได้ช่วงคะแนนร้อยละ 50 – 69 หมายถงึ มีเจตคติในระดบั ปานกลาง
ไดช้ ่วงคะแนนร้อยละ 70 – 89 หมายถึง มีเจตคตทิ ีด่ รี ะดับมาก
ได้ช่วงคะแนนร้อยละ 90 – 100 หมายถงึ มเี จตคติทีด่ รี ะดับมากทีส่ ุด
5. นักเรยี น หมายถงึ ผู้เรียนทก่ี าลังศกึ ษาอยูใ่ นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎร
บารุง จังหวัดยะลา ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2560

บทท่ี 2

เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง

ในการวิจยั คร้งั น้ี ผู้วจิ ัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง ดงั หัวข้อต่อไปนี้
1. แนวคิดและทฤษฎีที่เก่ยี วข้อง

1.1 การจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน
1.2 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์
1.3 ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
1.4 เจตคตติ ่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
2. งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้อง
2.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
2.2 งานวิจัยต่างประเทศ

1. แนวคดิ และทฤษฎที ่ีเกย่ี วข้อง

1.1 การจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน
ความหมายของโครงงาน
ในปัจจบุ นั โลกมีการเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ในแทบทกุ ด้านสาระองค์ความรู้ใหม่ ๆ กา้ วไปอยา่ ง

รวดเร็วและไมห่ ยดุ ย้งั การให้การศึกษาและการเรียนรู้อยา่ งมีชีวติ อย่างเหมาะสมเปน็ สง่ิ จาเปน็ ท่ีผเู้ รียน
ต้องไดร้ ับการฝึกใหร้ ู้จกั ปรบั ตัว คือ ต้องรจู้ ักต่ืนตวั เข้าใจถึงปัญหาต่างๆ และหาแนวทางแกไ้ ขอยา่ งถกู วิธี
การสอนแบบโครงงานไมใ่ ช่เป็นเพยี งการฝึกให้ผเู้ รยี นมีความรทู้ างวชิ าการเท่าน้นั ผู้เรยี นจะได้มีโอกาสใน
การพัฒนาทักษะ เจตคติซึง่ ได้มนี ักวิชาการให้ความรู้ของการสอนแบบโครงงาน ดงั ต่อไปน้ี

กระทรวงศึกษาธิการ (สทิ ธญิ า รสั สยั การ. 2551 ; อ้างองิ จาก กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2536 : 5)
ให้ความหมายว่า โครงงานเปน็ การทากิจกรรมที่เปิดโอกาสใหน้ กั เรียนได้ศึกษาคน้ ควา้ และลงมือปฏบิ ัติ
ดว้ ยตนเอง ภายใตก้ ารดูแลและให้คาปรึกษาของครู ตง้ั แต่การคดิ สร้างโครงงาน การวางแผนการ
ดาเนนิ การ การออกแบบลงมือปฏิบัตริ วมท้ังรว่ มกาหนดแนวทางในการวัดและประเมินผล

จริ าภรณ์ ศริ ทิ วี (สิทธิญา รัสสยั การ. 2551 ; อ้างองิ จาก จริ าภรณ์ ศิริทวี. 2542 : 34) กล่าววา่
โครงงาน เปน็ การสอนให้นักเรียนรู้จกั ทาโครงการวิจยั เล็กๆ ผเู้ รียนไดล้ งมือปฏิบตั เิ พ่อื พัฒนาความรู้
ทกั ษะและสร้างผลผลิตทม่ี ีคุณภาพ ระเบยี บวธิ ดี าเนินการเป็นระเบียบวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ จดุ ประสงค์
หลักของการสอนแบบโครงงาน ตอ้ งกระตุน้ ให้นักเรยี นรจู้ กั สงั เกต รู้จกั ต้ังคาถาม รจู้ กั ต้ังสมมติฐาน รู้จักวิธี
แสวงหาความรดู้ ้วยตนเองเพ่ือตอบคาถามทีต่ นเองอยากรู้ รจู้ กั สรุปและทาความเข้าใจกับสิง่ ทค่ี น้ พบ

สมศักดิ์ สินธรุ ะเวชญ์ (สทิ ธญิ า รัสสัยการ. 2551 ; อ้างองิ จาก จิราภรณ์ ศริ ิทวี. 2542 : 18)
กล่าววา่ โครงงานเปน็ การเรียนรอู้ ยา่ งหน่งึ ทต่ี ้องการให้ผ้เู รียนศึกษาค้นคว้าใหล้ ึกซึ้งมากยง่ิ ขึ้นในหวั ข้อที่
กาลังเรยี น การศึกษาค้นควา้ น้ีอาจทาเป็นรายบุคคลหรือเป็นทีม ลกั ษณะสาคญั ของโครงงานคือการศึกษา
ท่ีมุ่งเพื่อหาคาตอบให้กับขอ้ สงสัยในเร่อื งนั้นๆ มากกวา่ ที่จะคน้ หาคาตอบที่ถูกต้องเพอ่ื ตอบคาถามของ
ผสู้ อน

9

ยทุ ธ ไกยวรรณ์ (2544 : 10) กล่าววา่ โครงงานเปน็ กิจกรรมที่เน้นกระบวนการโดยผเู้ รยี นเปน็ ผู้

คดิ คน้ วางแผน ลงมอื ปฏบิ ตั ิตามแผนทว่ี างไว้ อาศัยเครอ่ื งมือเคร่ืองจักรและวัสดุอุปกรณใ์ นการปฏิบัติ

เพอื่ ให้โครงงานสาเรจ็ ภายใต้คาแนะนา การกระตนุ้ ความคิด กระตนุ้ การทางานจากครูผู้สอนหรือ

ผูเ้ ช่ียวชาญ ครผู ู้ดูแลโครงงานจะอานวยความสะดวกในการทาโครงงาน ชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาทเ่ี กิดขน้ึ

จากการทาโครงงานตลอดทั้งตดิ ตามการวดั และประเมินผลโครงงานด้วย

ลัดดา ภู่เกยี รติ (2544 : 27) ได้กลา่ ววา่ โครงงานเป็นวิธีการเรียนรู้ท่เี กดิ จากความสนใจใคร่รู้ของ

ผเู้ รียนที่อยากจะเรียน ศกึ ษาค้นควา้ เกยี่ วกบั ส่งิ ใดสง่ิ หน่ึงหรือหลายๆ สิ่งทีส่ งสยั และอยากร้คู าตอบให้

ลึกซ้งึ ชัดเจน หรือต้องการเรียนร้ใู นเรอ่ื งน้นั ๆ ให้มากขนึ้ กวา่ เดมิ โดยใช้ทกั ษะกระบวนการและปัญญา

หลายๆดา้ น มีวธิ ีการศกึ ษาอยา่ งเป็นระบบและมีขั้นตอนต่อเน่ือง มกี ารวางแผนในการศึกษาอยา่ งละเอียด

แล้วลงมอื ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ จนไดข้ ้อสรปุ หรือ ผลการศกึ ษาหรอื คาตอบทเ่ี กยี่ วกับเรอ่ื งน้นั ๆ ซง่ึ

สามารถกลา่ วได้อีกนัยหน่ึงว่า โครงงานเป็นอีกรปู แบบหน่ึงของการทาวจิ ัยโดยเด็กๆ เพราะเด็กนักเรยี น

เป็นผู้ลงมอื ปฏบิ ัตเิ พื่อท่ีจะพัฒนาความรูโ้ ดยใชร้ ะบบวธิ กี ารทางานที่เปน็ ระบบ ใช้วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์

และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการศึกษาคน้ หาความรู้ ความจรงิ จนได้ขอ้ สรุปเปน็ องค์ความรู้

หรอื ความรใู้ หม่ด้วยตนเอง

วิมลศรี สุวรรณรตั น์ และ มาฆะ ทิพยค์ รี ี (สทิ ธิญา รัสสยั การ. 2551 ; อ้างอิงจาก จิราภรณ์ ศิรทิ วี.

2544 : 4) กล่าววา่ โครงงาน คือ งานวจิ ยั เล็กๆ สาหรบั นักเรียนเป็นการแก้ปัญหาหรือข้อสงสยั หาคาตอบ

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หากเนอ้ื หาหรือข้อสงสยั หาคาตอบโดยใชก้ ระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ หากเนื้อหาหรอื ข้อสงสยั เป็นไปตามรายวิชาใดจะเรยี กว่าโครงงานในรายวิชาน้นั ๆ

สนอง อนิ ละคร (2544 : 218) กล่าววา่ โครงงานหรือโครงการ (Project) คอื งานท่ผี ้เู รียนจะตอ้ ง

ทาเพื่อการเรียนรู้ ซ่งึ เปน็ กจิ กรรมทีท่ าผลงานออกมาในรปู แบบตา่ งๆตามกลุม่ สาระการเรยี นรู้หรอื ตาม

ความสนใจ โดยโครงงานนัน้ จะตอ้ งทาดว้ ยตนเอง เร่ิมจากกระบวนการทางานการศกึ ษาข้อมลู ความรู้ การ

จัดทาผลงานจนสาเรจ็ การเขียนรายงานและการนาเสนอผลงาน โครงงานหรอื โครงการ คือ ผลผลิตท่ี

ผู้เรยี นจัดทาออกมาในรปู แบบต่างๆ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรอื กระบวนการทางานทจี่ ะ

ปฏบิ ตั ิดว้ ยตนเอง และโครงงานนน้ั ต้องเก่ยี วขอ้ งกับเนื้อหาที่กาลงั เรยี นอยู่ หรือเรยี นไปแลว้ ผเู้ รียนจะ

วางแผนปฏบิ ัตงิ านดว้ ยตนเองดาเนนิ โครงงานตามแผนทีว่ างไว้ รวมทงั้ ประเมนิ ผลงานทตี่ นปฏิบตั อิ ีกด้วย

วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข์ (2545 : 59) กล่าวว่า โครงงานเปน็ วธิ ีการจดั การเรียนรแู้ บบหนง่ึ ทีส่ ่งเสรมิ

ให้ผเู้ รียน เรียนรดู้ ว้ ยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ ใชก้ ระบวนการแสวงหาความรู้หรือคน้ ควา้ หาคาตอบใน

ส่ิงทีผ่ ูเ้ รียนอยากรู้หรือสงสัยด้วยวิธีการตา่ งๆ อยา่ งหลากหลาย

วราภรณ์ ตระกูลสฤษด์ิ (2545) กล่าวถึงการเรยี นรูแ้ บบโครงการว่า โครงการเปน็ เสมือน

สะพานเช่ือมระหว่างห้องเรียน กับโลกภายนอก ซ่ึงเป็นชีวิตจรงิ ของผ้เู รียน ทั้งนเี้ พราะว่า

- ผเู้ รียนต้องนาความร้ทู ี่ไดจ้ ากช้นั เรยี นมาบรู ณาการเข้ากบั กิจกรรมท่ีจะกระทาเพ่ือนาไปสู่

ความรใู้ หม่ๆ ดว้ ยการสรา้ งความหมายการแกป้ ัญหา และการค้นพบดว้ ยตนเอง .

- ผู้เรียนตอ้ งสร้างและกาหนดความรู้ จากความคดิ และแนวคิดที่มีอยู่กับความคิดและ .

แนวคดิ ท่เี กดิ ข้นึ ใหม่ ทาให้เกิดการปรับเปล่ียนความรู้ให้เป็นเคร่อื งมอื ในการเรียนรู้สิ่งใหมๆ่

ชาตรี เกดิ ธรรม (2547 : 5) กลา่ วว่า โครงงานเปน็ การจัดการเรยี นรูแ้ บบหนึง่ ทท่ี าใหเ้ รียนรู้ด้วย

ตนเอง โดยมคี รูเปน็ ผู้คอยกระต้นุ แนะนาและให้คาปรกึ ษาอย่างใกล้ชดิ ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ

โครงงาน หมายถงึ กระบวนการทาทผี่ ้เู รยี นทาดว้ ยตนเองตามความประสงค์ที่กาหนด แลว้ นาเสนอผลงาน

ตอ่ ผู้สอน

10

สมาคมนกั ประดิษฐแ์ ห่งประเทศไทย (สิทธญิ า รัสสยั การ. 2551 ; อา้ งอิงจาก จิราภรณ์ ศิรทิ วี.
2549 : 33) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ โครงงานหมายถงึ งานท่ีนักเรียนมีความสนใจในการหาความรู้และวธิ กี าร
เพ่อื แก้ปัญหา หาคาตอบ หาความรู้ ตามวัตถุประสงคท์ ผ่ี เู้ รียนถนัดและมีความสนใจ โดยนาเทคโนโลยี
ความรู้ และประสบการณ์มาบรู ณการปฏบิ ตั ดิ ้วยตนเองหรือหมู่คณะ ดว้ ยกระบวนการท่ีเปน็ ระบบชัดเจน
และสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้

สรปุ ได้ว่า การจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน คือการจัดการเรียนรทู้ ่ใี ห้ผเู้ รยี นได้ศึกษาค้นคว้า
แสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเองและลงมือปฏิบัติตามแผนท่ีวางไว้ โดยมีครูคอยให้คาปรึกษา กระตนุ้ ให้เกิด
ความคดิ รเิ ริม่ ใหมๆ่ และชว่ ยชแ้ี นะทางในการแก้ปัญหาได้อยา่ งถูกต้อง

ความสาคัญของการสอนแบบโครงงาน
ลดั ดา ภูเ่ กียรติ (สทิ ธิญา รัสสัยการ. 2551 ; อา้ งองิ จาก จริ าภรณ์ ศิรทิ วี. 2542 : 3) ไดก้ ล่าวถึง
ความสาคัญของการสอนแบบโครงงานไว้วา่ การเรียนรขู้ องนักเรียนเกิดจากประสบการณ์ตรงทไี่ ด้รับจาก
การปฏบิ ัตจิ ริงฝกึ ใหแ้ กป้ ัญหาทสี่ งสัย โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ดว้ ยกระบวนการและวิธกี ารที่
เป็นขั้นตอน นักเรยี นจะสามารถนาทกั ษะทีไ่ ดร้ บั ไปใชก้ ับสถานการณ์อน่ื ได้ ทกั ษะทีไ่ ดร้ ับจะติดตวั นกั เรยี น
ไปตลอดและยั่งยนื กวา่ การอ่านจากตารา โดยสรปุ ในภาพรวมสง่ิ ท่ีนกั เรยี นจะไดร้ ับจากการศกึ ษาดว้ ย
โครงงาน คือ

1. ความร้ใู นเนื้อหาวชิ านนั้ ๆ
2. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3. ทกั ษะการแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง
4. ความสามารถในการถา่ ยโยงการรูผ้ ่านกระบวนการแก้ปัญหา
5. เจตคติท่ดี ตี ่อการศกึ ษา
6. คุณสมบตั ทิ างบวกอืน่ ๆ ได้แก่ ความคิดรเิ ริ่มสร้างสรรค์ ความเช่อื มัน่ ในตนเอง ความ
มีวนิ ยั ความรับผิดชอบ การทางานร่วมกบั ผอู้ ื่น
สรปุ ได้ว่า ความสาคัญของการสอนแบบโครงงานเป็นการนากระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มาใช้
ในการเรียนการสอน ซ่งึ จะสง่ ผลใหผ้ ้เู รยี นเกิดทกั ษะในด้านตา่ งๆ
ประเภทของโครงงาน
สุชาติ วงศส์ ุวรรณ (2542) ได้กลา่ วไวว้ า่ โครงการผเู้ รียนจะปฏิบัติในแตล่ ะระดบั อาจจัดแบง่ เป็น
ประเภทใหญ่ๆ ได้ 4 ประเภท ตามลักษณะของการปฏบิ ัติไดด้ งั นี้
1. โครงงานทีเ่ ป็นการสารวจ รวบรวมข้อมูล
วตั ถุประสงค์เพ่ือสารวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั เรื่องใดเรอ่ื งหนึ่ง แลว้ นาข้อมูลที่ได้จาก
การสารวจนัน้ มาแจกแจงเปน็ หมวดหมู่ และนาเสนอในรูปแบบต่างๆ อยา่ งเป็นระบบ เพ่ือใหเ้ หน็ ถึง
ลกั ษณะหรือความสมั พันธ์ของเรอ่ื งดงั กล่าวไดช้ ดั เจนย่ิงข้นึ
2. โครงงานทเี่ ปน็ การคน้ ควา้ ทดลอง
วตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาเรื่องใดเร่อื งหนึง่ โดยเฉพาะ โดยการออกแบบโครงงานในรูปของการ
ทดลองเพ่ือศกึ ษาว่า ตวั แปรหนึง่ จะมีผลตอ่ ตัวแปรท่ตี ้องการศึกษาอย่างไรบา้ ง ด้วยการควบคมุ ตัวแปรอืน่
ซง่ึ อาจมผี ลต่อตวั แปรที่ต้องการศกึ ษาไว้
3. โครงการทีเ่ ปน็ การศึกษาความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่
วัตถปุ ระสงคเ์ พื่อเสนอความรู้ ทฤษฎี หลกั การแนวคิดใหม่ๆ เกย่ี วกบั เรอื งใดเรื่องหนึง่ ท่ียงั ไม่
มีใครคิดมาก่อน หรอื ขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซง่ึ ความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดทเ่ี สนอ

11

4. โครงการที่เป็นการประดิษฐค์ ิดคน้
วัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื นาเอาความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดมาประยุกตใ์ ช้ โดยการประดิษฐ์

เป็นเครอ่ื งมอื เคร่อื งใช้ต่างๆ เพ่อื ประโยชนใ์ นการเรยี น การทางาน หรือการใข้สอยอืน่ ๆ การประดิษฐ์
คดิ ค้นโครงงานนี้ อาจเปน็ การประดิษฐ์ขึน้ มาใหม่ โดยท่ยี งั ไมม่ ใี ครทา หรืออาจเปน็ การปรับปรงุ
เปล่ยี นแปลง หรอื ดัดแปลงของเดิมท่ีมีอยูแ่ ลว้ ให้มปี ระสทิ ธิภาพสูงขึน้ กวา่ ท่เี ป็นอยู่ รวมท้ังการสรา้ ง
แบบจาลองต่างๆ เพ่ือประกอบการอธบิ ายแนวคิดในเรอ่ื งต่างๆ

ลัดดา ภเู่ กยี รติ (2544 : 30) ไดก้ ล่าวไว้ว่า โครงงานแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ดังนี้คอื
1. โครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นโครงงานท่ศี ึกษาเก่ยี วกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเรม่ิ จาก
ปัญหาทน่ี กั เรยี นให้ความสนใจและคดิ เอง อาจเปน็ กลุ่มหรือรายบคุ คล แลว้ หาวธิ กี ารแก้ปญั หาโดยการใช้
วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ในการค้นหา คาตอบของปญั หาน้นั โดยที่
มีครู อาจารย์ ผเู้ ช่ียวชาญในด้านน้ันเปน็ ผใู้ ห้คาปรึกษาแนะนา ชว่ ยเหลือในด้านต่าง ๆ จนสาเร็จตาม
วัตถปุ ระสงค์
2. โครงงานท่วั ไป แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ

2.1 โครงงานตามความสนใจ เปน็ โครงงานทคี่ ่อนข้างกวา้ งมาก เพราะความสนใจของผูเ้ รยี น
จะแตกตา่ งกันออกไปตามประสบการณ์ซ่ึงเป็นหัวข้อในเร่อื งใด หรือสิ่งใดกไ็ ด้ ท่ผี ้เู รยี นมีความสนใจท่ีจะ
ศกึ ษา คน้ หาอยา่ งเจาะลึกเพ่ือต้องการรู้คาตอบในสิง่ ท่ีผู้เรียนมีความสงสัย หรอื ยังไม่รูแ้ นช่ ดั และต้องการ
พสิ ูจน์ให้มีความชดั เจนมากข้ึน

2.2 โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เป็นโครงงานตามสาระการเรียนรูท้ ่เี น้นเนือ้ หาสาระในแต่
ละกล่มุ วชิ า ซงึ่ โดยทัว่ ไปมักจะเป็นเนือ้ หาทผ่ี ู้เรียนตอ้ งการเรยี นอยูแ่ ลว้ เพียงแต่ต้องการขยายความร้ใู ห้
กวา้ งออกไปในเชงิ ลึกกวา่ เดมิ เพราะการเรยี นการสอนในห้องเรยี นค่อนข้างมเี วลาที่จากัดมาก ดงั นน้ั
ผสู้ อนสามารถนากิจกรรมโครงงานมาชว่ ยในการจดั การเรยี นการสอนในแตล่ ะเน้ือหาวชิ าโดยการให้ผู้เรยี น
ไดเ้ ลอื กเรอื่ งท่เี ขาสนใจในเน้อื หาสาระของหลกั สตู รท่จี าเปน็ ต้องเรียนรู้

ชาตรี เกิดธรรม (2547 : 6) ได้กลา่ วไว้ว่า โครงงานมีมากมายหลายอย่างหลายลักษณะ ถ้าจะแบ่ง
ตามสาระการเรยี นรอู้ าจแบง่ ได้ 2 ประเภทคือ

1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เปน็ โครงงานทใ่ี ช้เนื้อหา ตามกลุม่ สาระการเรียนรตู้ ่างๆ เป็น
พ้นื ฐานในการทาโครงงาน โดยมีการบูรณาการความรู้ ทกั ษะ คุณธรรมจริยธรรมและคา่ นิยมเขา้ ด้วยกัน

2. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานทผี่ ู้เรยี นสามารถกาหนดขึ้นมาตามความสนใจและความ
ถนดั โดยเป็นการนาความรู้ ทักษะ คณุ ธรรม จริยธรรมและค่านิยม จากกลมุ่ สาระการเรียนรูต้ ่างๆ มา
บูรณาการเข้าด้วยกัน ถา้ แบง่ ตามลกั ษณะของการดาเนินงาน ซงึ่ แบง่ เป็นประเภทใหญ่ได้ 4 ประเภท คอื

2.1 โครงงานประเภทสารวจข้อมลู รวบรวมขอ้ มูลจดุ ประสงคเ์ พ่ือสารวจรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
แลว้ นามาจาแนกเป็นหมวดหมูแ่ ละนาเสนออยา่ งเปน็ ระบบ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ในเรื่องดังกลา่ วนั้นได้
ชดั เจนย่งิ ขึน้ ไดผ้ ลดียง่ิ ขึ้น โดยในการทาโครงงานประเภทนี้ผูเ้ รยี นจะตอ้ งใชว้ ธิ กี ารต่างๆ ในการสารวจ
รวบรวมข้อมูล เช่น การสัมภาษณ์ สอบถาม สารวจ

2.2 โครงงานประเภทศึกษาค้นคว้า จุดประสงคเ์ พอื่ แสวงหาความร้จู ากแหล่งวทิ ยาการต่าง ๆ
เช่น ห้องสมดุ สานกั งาน สถาบัน เวบ็ ไซด์ตา่ ง ๆ ผเู้ ช่ยี วชาญหรอื ผู้รใู้ นเรอ่ื งนัน้ ๆ โดยตรง เป็นการฝึกฝน
แนวทางในการแสวงหาความร้ดู ว้ ยตนเอง ในเร่ืองนที้ ยี่ งั ไม่มีผ้ใู ดคดิ มาก่อน เพื่อนามาเทียบเคียงกับความรู้
ทไ่ี ดโ้ ดยตรงจากหนังสือเรยี น ตารา หรือเอกสารทางวชิ าการ รวมท้งั เปน็ การศึกษาคน้ คว้าทดลองเพื่อ
ค้นหาหรอื ตรวจสอบขอ้ เทจ็ จริง หรอื ทฤษฏี ซึ่งผลการศึกษาค้นควา้ ทดลองอาจคลาดเคล่ือนไม่ครบถ้วน

12

2.3 โครงงานประเภททดลอง ลักษณะของโครงงานประเภทน้ตี ้องมีการออกแบบการทดลอง
เพ่อื ศกึ ษาผลของตวั แปรหรือตวั แปรอสิ ระท่ีมีต่อตวั แปรตามและมีการควบคุมตัวแปรอนื่ ๆท่ไี มต่ ้องการ
ศกึ ษาท่จี ะสง่ ผลให้การศึกษาคลาดเคล่อื น ขน้ั ตอนการทาโครงงานประเภทน้ีจะต้องการกาหนดปัญหา
ต้งั สมมติฐานออกแบบการทดลอง ดาเนินการทดลองเพ่ือหาคาตอบของปญั หา หรอื ตรวจสอบสมมติฐาน
ท่ีต้งั ไว้ แปลผลและสรปุ ผล การทาโครงงานประเภททดลองนีใ้ นบางคร้ังอาจจาเปน็ ต้องการทดลองเพื่อ
การศึกษาความเป็นไปได้เบ้ืองต้นเสยี กอ่ น เพ่ือให้ได้ข้อมลู บางประการมาใชป้ ระกอบการตดั สนิ ใจ ในการ
กาหนดรายละเอียดตา่ งๆของการศกึ ษาคน้ คว้าจริงต่อไป

2.4 โครงงานประเภทส่ิงประดษิ ฐ์ จุดประสงคเ์ พื่อสง่ เสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรคจ์ ากการสังเกต
วเิ คราะหเ์ คร่ืองมือเคร่ืองใช้ หรอื วธิ ีการในการจดั การตา่ ง ๆ แลว้ พัฒนา หรือสร้างขนึ้ ใหม่เพือ่ สนองความ
ต้องการของสงั คมตามความรู้ความสามารถที่มีอยู่ การพฒั นาหรอื การสรา้ งชนิ้ งานน้ีมกั จะเกิดข้นึ หลงั จาก
ทาโครงงานสารวจขอ้ มูลและโครงงานทดลองมาก่อน

หลกั ในการดาเนินโครงงาน
ลัดดา ภูเ่ กยี รติ (2544 : 21) ไดเ้ สนอหลกั การในการดาเนนิ โครงงานมีข้นั ตอนหลักๆ อยู่ 4
ขั้นตอนสรุปได้ดังนี้
1. ขั้นเสนอแนะปัญหา (Need and Problem) เปน็ ขั้นท่ีนักเรียนพบเห็นปญั หาต่างๆ ใน
ชวี ิตประจาวนั ท่ีเกย่ี วขอ้ งและเหมาะสมกับความสามารถ หรือครอู าจจะเปน็ ผูช้ แ้ี นะให้นักเรียนเกิดปัญหา
กไ็ ด้
2. ขนั้ วางแผน (Planning) โดยการวางแผนและจัดเตรียมทั้งในด้านวสั ดุอุปกรณท์ จ่ี ะใช้ใน
โครงงาน วิธีการในการทางานและระยะเวลาของการทางาน
3. ขัน้ ลงมอื ปฏิบัตงิ านตามแผน (Doing) ขนั้ น้นี กั เรยี นจะต้องลงมือทางานตามแผนที่ได้กาหนดไว้
ในขั้นที่ 2 หากมปี ัญหาใดต้องรับปรกึ ษาครผู ู้ดูแลและประจาโครงงาน
4. ข้ันสรปุ และประเมนิ ผล (Conclusion and Evaluation) เป็นการสรปุ ผลทไ่ี ด้จากการทา
โครงงานวา่ ประสบความสาเร็จมากน้อยเพียงใดและทาการประเมนิ ตามแผนที่ไดก้ าหนดไว้ด้วย สรุปได้วา่
หลักในการดาเนินโครงงานมีทั้งหมด 4 ขั้นตอนดว้ ยกัน คอื ข้นั ตอนแรก ขั้นเสนอแนะปัญหา ขนั้ ตอน
ทีส่ อง ขั้นวางแผน ขนั้ ตอนทีส่ าม ข้ันลงมือปฏบิ ตั ิงานตามแผน ข้ันตอนทส่ี ี่ขัน้ สรุปผลและประเมินผล

1.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์
ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
วิลสนั (Wilson. 1971 : 643-696) กล่าววา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ หมายถงึ

ความสามารถทางดา้ นสติปัญญา(Cognitive Domain) ในการเรียนรวู้ ชิ าคณติ ศาสตร์ ซงึ่ กล่าวได้ว่า
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ น่ันคอื ผลสาเร็จของการเรียนรู้ในวชิ าคณิตศาสตร์ทปี่ ระเมนิ เป็น
ระดบั ความสามารถออกเป็น 4 ระดบั คอื

1. ความรู้ความจาเก่ยี วกับการคิดคานวณ (Computation) เปน็ ความสามารถในการระลกึ ได้ถึง
สง่ิ ท่เี รยี นมาแลว้ การวิเคราะห์พฤติกรรมมี 3 ข้นั ตอน คอื

1.1 ความรู้ความจาเกี่ยวกับข้อเทจ็ จรงิ
1.2 ความรู้ความจาเก่ียวกับศัพทแ์ ละนยิ าม
1.3 ความรคู้ วามจาเกีย่ วกบั การใช้กระบวนการคดิ คานวณ

13

2. ความเข้าใจ (Comprehension) เปน็ ความสามารถในการแปลความหมาย ตีความ และการ
ขยายความปญั หาใหม่ๆ โดยนาความรู้ที่ได้เรียนรมู้ าแล้ว ไปสัมพนั ธ์กับโจทย์ปญั หาทางคณิตศาสตร์ การ
แสดงพฤติกรรมมี 6 ขัน้ คือ

2.1 ความเขา้ ใจเกย่ี วกับความคิดรวบยอด
2.2 ความเขา้ ใจเก่ียวกับหลกั การ กฎและการสรุปอ้างอิง
2.3 ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั โครงสร้างทางคณติ ศาสตร์
2.4 ความสามารถในการแปลงสว่ นประกอบของโจทย์ปัญหาจากรปู แบบหนงึ่ ไปรปู แบบหนงึ่
2.5 ความสามารถในการใชห้ ลักของเหตุผล
2.6 ความสามารถในการอา่ นและตีความโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์
3. การนาไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนาความรู้ กฎ หลักการข้อเทจ็ จริง สตู ร
ทฤษฎที เ่ี รยี นรมู้ าแลว้ ไปแกป้ ัญหาใหม่ที่เกิดข้นึ เป็นผลสาเร็จ การวัดพฤติกรรมมี 4 ขัน้ คือ
3.1 ความสามารถในการแกป้ ัญหาทีเ่ กดิ ขน้ึ ในชีวิตประจาวัน
3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ
3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมลู
3.4 ความสามารถในการระลึกได้ซ่ึงรปู แบบ ความสอดคล้อง และลกั ษณะสมมาตรของ
ปญั หา
4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการพจิ ารณาสว่ นสาคญั หาความสัมพันธ์ของ
สว่ นสาคญั และหาหลกั การทีส่ ่วนสาคญั เหลา่ น้นั มีความสัมพันธ์กัน ซง่ึ การทบี่ ุคคลมีความสามารถดงั กลา่ ว
มาแล้ว จะสามารถทาใหบ้ ุคคลนัน้ สามารถแกป้ ญั หาทแี่ ปลกกว่าธรรมดาหรือโจทย์ปัญหาที่ไม่คนุ้ เคยมา
กอ่ นได้ พฤติกรรมนีเ้ ป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ กาวัดผลพฤตกิ รรมมี 5 ดา้ น
คือ
4.1 ความสามารถในการแกป้ ัญหาทีแ่ ปลกกว่าธรรมดา
4.2 ความสามารถในการคน้ หาความสัมพันธ์
4.3 ความสามารถในการวจิ ารณ์ การพสิ จู น์
4.4 ความสามารถในการกาหนดและหาความเทีย่ งตรงในการสรุป
กดู๊ (Good. 1973 : 7) กล่าวว่า ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้
(Knowledge Attained) หรอื การพัฒนาทักษะในการเรียน ซงึ่ อาจพิจารณาจากคะแนนสอบท่ีกาหนดให้
คะแนนทไ่ี ด้จากงานทคี่ รูมอบหมายใหห้ รือทั้งสองอยา่ งอญั ชนา โพธิพลากร (2545 : 93) กล่าวว่า
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตร์ หมายถงึ ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรยี นจากการเรียนวชิ า
คณิตศาสตร์ ซึ่งประเมนิ ได้จากการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตร์
หทัยกาญจน์ อินบุญมา (2547 : 33) กลา่ ววา่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนคณติ ศาสตร์หมายถงึ
ความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนรู้คณติ ศาสตร์โดยอาจจะพจิ ารณาจากคะแนนสอบทีก่ าหนดให้
หรือคะแนนท่ีไดจ้ ากงานที่ครูมอบหมาย
พนารัตน์ แช่มชนื่ (2548 : 65) กลา่ ววา่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นคณิตศาสตร์ หมายถงึ
ความสามารถทางด้านสติปญั ญาในการเรยี นของกลุม่ สาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ โดยอาจจะพิจารณาจาก
คะแนนสอบที่กาหนดให้ หรอื คะแนนที่ได้จากงานท่คี รมู อบหมาย

14

จากที่กลา่ วมาขา้ งต้น สรปุ ได้ว่า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถทาง
สตปิ ญั ญาในการเรียนรจู้ ากการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ ซงึ่ ประเมินไดจ้ ากการทาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี น หรอื จากงานที่ได้รับมอบหมาย

องค์ประกอบทมี่ ีอทิ ธพิ ลต่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
เพรสคอตต์ (ผ่องใส หอ่ ทอง. 2538 : 38 ; อ้างอิงจาก Prescott. 1961 : 14-16) ได้ใชค้ วามรู้
ทางชวี วทิ ยา สังคมวทิ ยา จิตวทิ ยา และการแพทย์ ศึกษาเก่ียวกับการเรียนของนกั เรียนและสรปุ ผล
การศกึ ษาคน้ คว้าว่า องคป์ ระกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียน ทั้งในและนอก
ห้องเรยี น มีดงั ต่อไปนี้
1. องคป์ ระกอบทางด้านรา่ งกาย ไดแ้ ก่ อตั ราการเจริญเตบิ โตของร่างกาย สขุ ภาพทางกาย
ขอ้ บกพร่องทางรา่ งกายและบุคลกิ ทา่ ทาง
2. องคป์ ระกอบทางความรัก ไดแ้ ก่ ความสมั พันธ์ของบิดามารดา ความสัมพนั ธ์ของบิดามารดา
กับลกู ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งลูกๆ ดว้ ยกัน และความสัมพนั ธ์ระหว่างสมาชิกท้ังหมดในครอบครวั
3. องคป์ ระกอบทางวฒั นธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนยี มประเพณี ความเป็นอยู่ของ
ครอบครวั สภาพแวดล้อมทางบา้ น การอบรมทางบ้าน และฐานะทางบา้ น
4. องคป์ ระกอบทางความสัมพันธ์ในเพ่ือนวยั เดียวกนั ได้แก่ ความสมั พนั ธ์ของนักเรยี นกับเพ่อื น
วัยเดียวกนั ทงั้ ท่ีบ้านและท่ีโรงเรยี น
5. องค์ประกอบทางการพัฒนาแหง่ ตน ได้แก่ สตปิ ัญญา ความสนใจ เจตคติของนักเรยี นต่อการ
เรียน
6. องค์ประกอบทางการปรบั ตน ได้แก่ ปญั หาการปรับตน การแสดงออกทางอารมณ์
แคร์รอล (Carroll. 1963 : 723-733) ไดเ้ สนอแนวคิดเก่ยี วกับอทิ ธิพลขององค์ประกอบตา่ งๆทม่ี ี
ตอ่ ระดบั ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนโดยนาเอาครู นกั เรยี นและหลักสูตรมาเปน็ องคป์ ระกอบสาคญั โดยเชอ่ื วา่
เวลาและคุณภาพของการสอนมีอิทธิพลโดยตรงตอ่ ปรมิ าณความรทู้ ่ีนักเรียนได้รับ
ดังน้ัน จงึ กล่าวได้ว่ามีองค์ประกอบหลายประการ ทที่ าใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี น แตท่ ี่ทาใหเ้ กิดผลโดยตรง คือ การสอนของครนู ่นั เอง
การทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
ชวาล แพรตั กลุ (2516 : 19) กล่าววา่ การทดสอบผลสัมฤทธิ์เปน็ วิธกี ารที่ทาให้ไดม้ าซึ่งจานวน
หรอื ปรมิ าณ เพื่อจะนาไปสกู่ ารประเมนิ ค่าการศึกษาวา่ ท้ังครูและนกั เรียนต่างได้รับผลมาจากการเรยี น
การสอนมากน้อยเพียงไร
ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ. (2536 : 146-147) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวดั ผล
สมั ฤทธิท์ างการเรยี นไวว้ า่ เปน็ แบบทดสอบที่วัดความรูข้ องนกั เรียนที่ได้เรียนไปแล้ว ซง่ึ มักจะเปน็ ขอ้
คาถามให้นกั เรยี นตอบด้วยกระดาษและดนิ สอ(Paper and Pencil Test) กบั นกั เรยี นปฏิบตั ิจริง ซงึ่ แบง่
การทดสอบประเภทนเ้ี ปน็ 2 ชนิด คือ
1. แบบทดสอบของครู หมายถงึ ชดุ ของคาถามท่ีครูเปน็ ผู้สร้างขน้ึ ซึ่งเปน็ คาถามที่ถามเกย่ี วกับ
ความรทู้ ่นี ักเรียนได้เรยี นในห้องเรยี น วา่ นกั เรยี นมคี วามรู้มากแคไ่ หน บกพร่องท่ีตรงไหนจะได้สอนซ่อม
เสริม หรอื เปน็ การวดั ความพร้อมทีจ่ ะเรยี นใหม่ ซงึ่ ขึน้ อยูก่ ับความต้องการของครู
2. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบประเภทนสี้ รา้ งขน้ึ จากผ้เู ชี่ยวชาญในแตล่ ะสาขาวิชาหรอื
จากครูท่ีสอนวชิ าน้ัน แตผ่ ่านการทดลองหาคุณภาพหลายคร้งั จนกระทั่งมคี ุณภาพดีพอจงึ สรา้ งเกณฑ์ปกติ

15

ของแบบทดสอบน้ัน สามารถใช้เป็นหลักและเปรียบเทียบผลเพมิ่ ประเมนิ ค่าของการเรยี นการสอนในเร่ือง
ใดๆ กไ็ ด้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มอื ดาเนนิ การสอบ และยังมีมาตรฐานในด้านการแปลคะแนนด้วย

ดงั นัน้ จึงสรปุ ได้ว่า การทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เปน็ การวัดความรู้ของนักเรียนเพื่อ
นาไปส่กู ารประเมนิ คา่ วา่ ผสู้ อนและผู้เรยี นไดร้ บั ผลจากการเรยี นการสอนมากน้อยเพียงไร

ลกั ษณะของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นที่ดี
ชวาล แพรตั กุล. (2516 :123-136) ได้กล่าวไวว้ า่ แบบทดสอบท่ดี ีควรมีคณุ ลักษณะ 10 ประการ
ดังน้ี
1. ตอ้ งเทีย่ งตรง(Validity) หมายถงึ คณุ สมบตั ทิ จี่ ะทาให้ผู้ใช้บรรลถุ งึ วัตถุประสงค์ แบบทดสอบที่
มคี วามเที่ยงตรงสูง คือแบบทดสอบท่ีมีความสามารถทาหน้าที่ วดั สง่ิ ท่เี ราจะวดั ได้อย่างถูกตอ้ ง ตามความ
มุ่งหมาย
2. ต้องยตุ ิธรรม(Fair) คือโจทยค์ าถามทง้ั หลายไมม่ ชี ่องทางแนะใหเ้ ด็กเดาคาตอบได้ ไมเ่ ปิดโอกาส
ใหเ้ ด็กเกยี จคร้านท่ีไมด่ ูตาราแตต่ อบไดด้ ี
3. ตอ้ งถามลึก (Searching) วดั ความลกึ ซึ้งของวิทยาการตามแนวดงิ่ มากกวา่ ท่จี ะวดั แนวกว้าง
มากน้อยเพียงใด
4. ต้องยวั่ ยุเป็นเยยี่ งอย่าง (Exemplary) คาถามมีลักษณะท้าทายเชิญชวนใหค้ ิด เด็กสอบแล้วมี
ความอยากร้เู รือ่ งราวให้กว้างขวางย่ิงขนึ้
5. ตอ้ งจาเพาะเจาะจง (Definite) เด็กอ่านคาถามแล้วต้องเข้าใจแจม่ ชัด ครถู ามอะไรหรือให้คดิ
อะไร ไม่ถามคลุมเครือ
6. ต้องเปน็ ปรนยั (Objectivity) หมายถึง คณุ สมบตั ิ 3 ประการ

6.1 แจม่ ชัดในความหมายของคาถาม
6.2 แจม่ ชดั ในวิธกี ารตรวจหรือมาตรฐานการให้คะแนน
6.3 แจ่มชัดในการแปลความหมายของคะแนน
7. ตอ้ งมีประสทิ ธภิ าพ (Efficiency) คือ สามารถให้คะแนนที่เทย่ี งตรงและเชอ่ื ถอื ได้มากทสี่ ดุ
ภายในเวลา แรงงาน และเงนิ นอ้ ยทสี่ ุดด้วย
8. ต้องยากพอเหมาะ(Difficulty)
9. ต้องมีอานาจจาแนก(Discrimination) คือ สามารถแยกเดก็ ออกเปน็ ประเภท ๆ ไดท้ ุกระดบั
ตั้งแต่อ่อนสดุ ถึงเก่งสุด
10. ต้องมีความเชอ่ื ม่ัน(Reliability) คือ ขอ้ สอบนน้ั สามารถใหค้ ะแนนไดต้ รงท่ีแนน่ อนไม่แปรผัน
ดังน้ัน สรุปไดว้ ่า การวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เป็นสงิ่ จาเป็นอย่างยิง่ ของการเรยี นการสอน เป็น
ตัวชี้ให้ผู้สอนทราบว่า สงิ่ ทน่ี กั เรียนเรยี นไปแล้วบรรลจุ ุดประสงค์ที่ครูตัง้ ไว้หรอื ไม่ ภายหลังจากการเรยี น
การสอนสิ้นสดุ ซึ่งนยิ มใชแ้ บบทดสอบเป็นเครอ่ื งมอื ผลท่ีไดจ้ ากการวัดเพอื่ นาไปปรบั ปรุงการเรยี นการ
สอน กลา่ วคือ ถ้านักเรียนไม่บรรลจุ ุดประสงค์ท่ีครตู ัง้ ใจไวแ้ ล้ว ครูผู้สอนจะต้องมีการปรับปรุงการสอนของ
ครู เพ่ือให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในสง่ิ ท่เี รยี น จนสามารถนามาใชแ้ ก้ปัญหาในข้อสอบวัดผล
สัมฤทธ์ไิ ด้ จงึ จะถือว่าประสบความสาเรจ็ ในการเรยี นนนั้ ๆ แต่ท้ังน้ีแบบทดสอบนั้นจะต้องเป็นแบบทดสอบ
ทมี่ คี ุณภาพ จงึ จะทาให้ข้อมูลหรอื ผลจากการสอบนนั้ เช่อื ถือได้

16

1.3 ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ทักษะกระบวนการ เปน็ สมรรถภาพทจี่ าเปน็ ต่อการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ประกอบดว้ ย

ความสามารถในการแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสือ่ สาร การสอ่ื ความหมายทางคณติ ศาสตรแ์ ละการ
นาเสนอ การเชอ่ื มโยงความรู้ต่าง ทางคณติ ศาสตร์และการเชื่อมโยงคณติ ศาสตรก์ ับศาสตรอ์ ืน่ ๆ และมี
ความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ ทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ ประเมินไดจ้ ากความสามารถในการแสดง
ตามขน้ั ตอนของแต่ละทักษะ ดังน้ี

1. ทักษะกระบวนการแก้ปญั หา ทาความเข้าใจกบั ปัญหา โดยระบุประเด็นปัญหา กาหนด
ตัวแปร และความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งตัวแปร สรา้ งตัวแบบเชิงคณติ ศาสตร์ท่ีเปน็ ไปได้ ตรวจสอบความ
เหมาะสมของตัวแบบ ตรวจสอบความถกู ต้องและความเป็นไปได้ของการแก้ปญั หา ตรวจสอบข้ันตอนการ
แกป้ ัญหา

2. ทักษะกระบวนการใหเ้ หตุผล รวบรวมความรูท้ ่ีเก่ยี วขอ้ งในกระบวนการแกป้ ัญหา เลอื กใช้
ความรเู้ พ่ือจัดลาดับข้นั ตอนของการให้เหตุผลและลงข้อสรุป

3. ทักษะกระบวนการสือ่ สาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ ตรวจสอบ
ความถูกต้องและความสมเหตุสมผลของการให้เหตุผล เลือกรปู แบบของการส่ือสาร การส่ือความหมาย
และนาเสนอด้วยวธิ ีการทเ่ี หมาะสม ใช้ข้อความ ศัพท์ สตู ร สมการ หรือแผนภมู ิทเี่ ปน็ สากล บนั ทกึ ผลงาน
ในทุกขนั้ ตอนอย่างสมเหตสุ มผล สรุปสาระสาคญั ทไ่ี ด้จากการค้นควา้ หาความร้จู ากแหล่งการเรียนรู้

4. ทักษะกระบวนการเชอ่ื มโยง เปรียบเทยี บความรู้ของแต่ละสาระ เช่ือมโยงสถานการณ์จรงิ
กบั ตวั แปรเชงิ คณิตศาสตร์ หาข้อสรปุ จากตัวแบบเชงิ คณติ ศาสตร์ เชื่อมโยงสถานการณใ์ นแต่ละสาระทาง
คณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อน่ื ๆ เพอ่ื นาไปสกู่ ารเรยี นรู้ความคดิ รวบยอด (มโนทัศน์) ทซ่ี บั ซ้อน สรปุ สาระสาคญั
ทเ่ี ก่ยี วข้องกับคณติ ศาสตรแ์ ละศาสตร์อ่นื ๆ

5. ทกั ษะกระบวนการความคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์ ใชค้ วามรูห้ รือความคิดรวบยอด (มโนทศั น)์ เพ่ือ
สร้างองค์ความรูใ้ หม่ สรา้ งสรรคต์ ัวแบบทางคณติ ศาสตรห์ รือชิน้ งานทม่ี ปี ระโยชนต์ อ่ การเรียนรู้

1.4 เจตคติต่อการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์
ความหมายของเจตคติ
เจตคติ (Attitude) ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 อ่านว่า เจ-ตะ-คะ-ติ มี

ความหมายวา่ ท่าทหี รือความรูส้ ึกของบุคคลต่อสงิ่ ใดส่ิงหน่ึง (ราชบัณฑติ ยสถาน. 2546 : 321)
สมธิ (Smith. 1960 : 246) เจตคติ เปน็ สภาวะทางจิตและประสาท เก่ยี วกับความพรอ้ มซึง่ เกิด

โดยอาศัยประสบการณเ์ ป็นตัวนา หรอื มีอิทธิพลเหนือการตอบสนองของแต่ละบุคคล ทีม่ ีตอ่ วัตถแุ ละ
ประสบการณ์ต่างๆ ทเี่ กี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

กู๊ด (Good. 1973 : 49) กล่าวว่า เจตคติ หมายถึง ความโน้มเอยี ง หรอื แนวโน้มของบุคคลที่จะ
ตอบสนองตอ่ ส่งิ ของ สถานการณห์ รอื ค่านิยม โดยปกตจิ ะแสดงออกมาพร้อมกับความรสู้ ึกและอารมณ์
เจตคติไม่อาจสังเกตไดโ้ ดยตรง แตจ่ ะอ้างอิงไดจ้ ากพฤติกรรมท่แี สดงออก ท้งั ท่ีเปน็ พฤตกิ รรมทางภาษา
และไม่ใชภ่ าษา

ซมิ บารโ์ ด (Zimbardo. 1977 : 19-20) ได้ให้ความหมายของเจตคตวิ า่ หมายถึงความพงึ พอใจ
และไมพ่ ึงพอใจ ความชอบและไม่ชอบทบ่ี ุคคลมีต่อบุคคล กลุ่ม สังคม สถานการณ์ วตั ถุหรือแนวคิด และ
ถ้ามสี ถานการณ์ใดๆ เกดิ ขน้ึ บุคคลเพียงแตม่ ีความรู้สึกต่อส่ิงน้ันโดยไม่จาเป็นต้องร่วมมือดว้ ย กถ็ ือได้วา่ มี
เจตคติตอ่ ส่ิงนั้น

17

ศักดิ์ สุนทรเสณี (2531 : 2) ได้สรุปความหมายของเจตคติ คือ ความสสลบั ซับซ้อนของความรสู้ กึ
ความอยาก ความกลัว ความเชื่อมั่น ความลาเอียง หรือการมีอคติของบคุ คล ในการทจ่ี ะเกดิ ความโนม้
เอยี งท่ีจะมปี ฏกิ ริ ิยาต่อส่ิงใดสง่ิ หนึ่งในทางท่ดี ีหรือต่อต้านตามประสบการณ์ของบุคคลนั้นที่ไดร้ ับมา

รววี รรณ อังคนุรกั ษ์พันธ์ (2533 : 12) ใหค้ วามหมายของเจตคติ หมายถึง สขุ ภาพทางจิตใจท่ีเกดิ
จากประสบการณ์อนั ทาให้บุคคลท่ีมีท่าทีตอ่ ส่ิงใดสิ่งหนงึ่ ในลักษณะใดลกั ษณะหน่งึ อาจแสดงท่าทีออกมา
ในทางท่ีพอใจ เหน็ ดว้ ยหรอื ไม่เห็นด้วย

ไชยยศ เรอื งสุวรรณ (ฐิตยิ า เกตุคา. 2551 ; อ้างอิงจาก ไชยยศ เรอื งสวุ รรณ. 2534 : 19-20)
กลา่ วว่า เจตคติ มี 2 ทศั นะ คือ ดา้ นความรู้และดา้ นอารมณ์และเจตคติเปน็ กระบวนการทางจิตวทิ ยาซึง่
บุคคลไดส้ ่ังสมเจตคติทั้ง 2 ลกั ษณะมาระยะเวลาหน่งึ และอยู่ภายในแต่ละจิตใจของบุคคล เจตคติมีอทิ ธิพล
ตอ่ การปฏิบตั ิ เจตคติหลายๆ ลกั ษณะทม่ี ีอยู่ในตัวบุคคลจะรว่ มกนั เกดิ เปน็ ค่านิยม

บญุ ธรรม กจิ ปรีดาบรสิ ทุ ธ์ิ (2535 : 45) ใหค้ วามหมายของเจตคติ หมายถึง กริ ยิ าทา่ ทรี วมๆ ของ
บุคคลท่เี กดิ จากความโนม้ เอียงของจิตใจ และแสดงออกต่อสง่ิ หน่งึ ๆ ท้ังในดา้ นบวกและด้านลบ

สุรางค์ โค้วตระกลู (2536 : 246) ให้ความหมายของเจตคติวา่ เปน็ อัชฌาสยั หรือความโน้มเอยี งท่ี
มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสนองตอบต่อส่งิ แวดลอ้ มหรือสง่ิ เร้า ซง่ึ อาจเป็นไดท้ ้งั คน วตั ถุ สิ่งของหรือความคิด
และอาจเป็นไปไดท้ ้ังทางบวกและทางลบ คอื ถ้าเจตคติในทางบวกกม็ ักจะเผชิญกบั สง่ิ น้นั ถา้ มเี จตคติ
ในทางลบกจ็ ะหลกี เลี่ยง

จากความหมายดังกลา่ วข้างต้น สรุปได้ว่า เจตคติ หมายถึง ความรสู้ กึ และสภาพจติ ใจของบุคคลที่
มีตอ่ สิ่งใดสิ่งใดสง่ิ หนงึ่ ทง้ั ด้านบวกและดา้ นลบ ขนึ้ อยกู่ บั ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล สามารถแสดง
ออกมาใหเ้ ห็น และเปลี่ยนแปลงได้

ลกั ษณะของเจตคติ
ชอวแ์ ละไรท์ (Shaw & Wright. 1967 : 13-14) ได้กล่าวเกี่ยวกบั ลกั ษณะของเจตคติ ดังนี้
1. เจตคตเิ ปน็ ผลมาจากการที่บุคคลประเมินผลจากสิง่ เรา้ แล้วแปรเปล่ียนมาเปน็ ความรู้สึก
ภายในทกี่ อ่ เกิดแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรม
2. เจตคติของบุคคลจะแปรค่าได้ท้ังด้านคุณภาพและความเข้ม ซงึ่ มที ้ังทางบวกและทางลบ
3. เจตคตเิ ปน็ สิ่งทีเ่ กิดจากการเรียนรมู้ ากกว่าจะมาต้งั แตเ่ กิด หรอื เปน็ ผลมาจากโครงสร้างภายใน
ตัวบคุ คลหรือวุฒิภาวะ
4. เจตคติขน้ึ อยู่กบั สงิ่ เรา้ เฉพาะอยา่ งทางสงั คม
5. เจตคตทิ บ่ี ุคคลมีต่อส่ิงเรา้ ที่เป็นกลุ่มเดียวกัน จะมคี วามสัมพนั ธ์ระหว่างกัน
6. เจตคติปน็ สง่ิ ทเี่ กดิ ข้นึ แล้วเปลยี่ นแปลงได้
ไทรแอนดิส (Triandis. 1971 : 3) ได้สรปุ ลกั ษณะเจตคติไว้ดงั น้ี
1. เจตคตเิ ป็นสภาวะทางจิตใจทมี่ ีอิทธพิ ลตอ่ การคดิ และการกระทา มผี ลทาให้บคุ คลมีทา่ ทใี นการ
ตอนสนองต่อส่ิงเรา้ ในทางใดทางหนึ่ง
2. เจตคติเป็นสิง่ ท่ไี ม่ได้มีมาแต่กาเนดิ แต่เกิดจากการเรยี นร้แู ละประสบการณท์ บ่ี ุคคลนั้น
เกี่ยวข้อง
3. เจตคติ มีความหมายทอี่ ้างองิ ถงึ ตวั บุคคลหรือส่งิ ของเสมอ นน่ั คือ เจตคตเิ กิดจากสิ่งที่มีตัวตน
และสามารถอ้างองิ ได้
ไพศาล หวงั พานิช (2523 : 220) ได้กล่าวถงึ ลกั ษณะของเจตคติ พอสรุปไดด้ ังนี้
1. เจตคตเิ ป็นพฤติกรรมหรือความร้สู กึ ทางด้านจิตใจที่มตี ่อสงิ่ เร้าหน่ึง

18

2. เจตคตเิ ปน็ ความรู้สึกที่เกดิ จากการเรยี นรเู้ ก่ียวกบั สิ่งเร้าหรือเกี่ยวกบั ประสบการณ์ในเรอื่ งใด
เรอื่ งหน่งึ

3. การแสดงออกของเจตคติหรือการตอบสนองสงิ่ เร้าใดๆ จะเปน็ ไปในรูปของการสนบั สนุน
คล้อยตาม ซึ่งเรยี กว่าเป็นไปในทางบวก(Positive) หรอื ในรูปของการโตแ้ ย้ง คดั คา้ นซ่ึงเรียกวา่ เป็นไป
ในทางลบ(Negative) หรอื อาจรู้สึกเฉยๆ (Neutral) ตอ่ สง่ิ เรา้ น้ัน

ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2542 : 5) ไดส้ รปุ ลักษณะสาคญั ของเจตคตไิ ว้ดงั นี้
1. เจตคตเิ ป็นการตระเตรยี มหรือความพรอ้ มในการตอบสนองต่อสง่ิ เร้าในทางทชี่ อบหรือไม่ชอบ
ต่อส่ิงน้นั จะเปน็ การตระเตรียมภายในของจติ ใจมากกวา่ ภายนอกท่จี ะสงั เกตเห็นได้
2. สภาวะของความพร้อมจะตอบสนองในลักษณะทกี่ ลา่ วในข้อ 1 น้ัน เปน็ ลักษณะท่ซี บั ซ้อนของ
บุคคลทจี่ ะยอมรับหรือไมย่ อมรบั ชอบหรือไมช่ อบต่อสิง่ ตา่ งๆ จะเก่ียวข้องสัมพนั ธก์ บั อารมณด์ ว้ ย ซ่งึ เปน็
ส่งิ ที่อธิบายไมค่ ่อยได้และบางครง้ั ไม่มีเหตุผล
3. เจตคตไิ มใ่ ช่พฤติกรรม แต่เป็นสภาวะทางจิตใจท่ีมีอิทธิพลต่อความรูส้ ึกนึกคดิ และเป็นตวั
กาหนดแนวทางในการแสดงออกของพฤติกรรม
4. เจตคตไิ มส่ ามารถวัดไดโ้ ดยตรง แต่สามารถสรา้ งเครอ่ื งมือวดั พฤตกิ รรมที่แสดงออกมาเพ่ือใช้
เปน็ แนวทางในการแสดงออกของพฤติกรรม
5. เจตคตเิ กิดจากการเรียนรแู้ ละประสบการณ์ บุคคลมเี จตคติในเรอื่ งเดยี วกันแตกต่างกันด้วย
สาเหตุหลายประการ เช่น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ระดบั อายุ เชาวน์ปญั ญา เป็นต้น
6. เจตคติมีความคงท่แี ละแน่นอนพอควร แต่อาจเปล่ียนแปลงได้กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ใหมท่ ี่แตกต่างไปจากเดมิ
ดงั น้นั สรปุ ได้วา่ ลกั ษณะของเจตคติ เป็นสภาวะของจติ ใจหรอื ความรู้สกึ ที่จงู ใจใหแ้ สดงออกเป็น
พฤติกรรมในการตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ หรือประสบการณ์ ทัง้ ทางด้านบวกและลบ เปลี่ยนแปลงไดก้ ับสภาพ
แวดลอ้ มใหม่ทีเ่ หมาะสมกวา่ ซ่ึงเจตคติไมส่ ามารถวัดโดยตรงแต่สามารถสรา้ งเครือ่ งมือเพื่อวัดพฤตกิ รรมที่
แสดงออกได้
การเกดิ เจตคติ
โดยพื้นฐาน เจตคติเกดิ จากประสบการณห์ รือการเรยี นรู้ ไมไ่ ด้ตดิ ตัวมาแตก่ าเนิด มกี ระบวนการ
ซับซ้อนมาก การทค่ี รจู ะสร้างเจตคติท่ดี ีให้แก่เด็ก จาเป็นต้องพิจารณาจากหลายสงิ่ หลายอยา่ ง สว่ นเจตคติ
มีแหลง่ กาเนดิ มีต้นเหตทุ ี่มาหลายทาง ดังน้ี (กฤษณา ศกั ดิ์ศรี. 2530 : 188 - 189)
1. เจตคติเกิดจากประสบการณต์ รงและประสบการณท์ างอ้อม (Direct & Indirect Experience)
ประสบการณ์ทรี่ ูส้ กึ พอใจ ย่อมจะก่อใหเ้ กิดเจตคติท่ดี ตี ่อส่ิงนนั้ แต่ถา้ เปน็ ประสบการณ์ท่ีไม่พึงพอใจก็
ยอ่ มจะเกิดเจตคตทิ ่ีไมด่ ี บุคคลจะวเิ คราะห์ประสบการณ์และสังเคราะห์แนวความคิด แล้วสรปุ ลงเป็น
เจตคติ
2. การศึกษาเลา่ เรียน การอบรมส่งั สอน ทง้ั การสอนทีเ่ ป็นแบบแผน (Informal) สถาบันทท่ี า
หน้าที่สอนเพ่ือปลูกเจตคติมีมากมาย เชน่ บ้าน โรงเรยี น วดั สิ่งแวดลอ้ ม สือ่ มวลชน เด็กทอ่ี ยูภ่ ายใน
สถาบนั ใกล้จะได้รับความคิด ความนยิ มมาเป็นเจตคติของตน
3. ส่ิงแวดลอ้ ม วฒั นธรรม รวมท้งั การเลีย้ งดขู องครอบครัว มีอิทธิพลท่จี ะสร้างภาพพจน์หล่อ
หลอมเป็นเจตคติไปได้ ความกดดนั ของกลุ่ม (Group Pressure) วฒั นธรรมภายในสังคม ความเชื่อทาง
ศาสนา โนม้ นาให้เกดิ แนวคิดหรอื หลักในการดารงชีวติ
4. รบั ถ่ายทอดหรือเลยี นแบบเจตคติจากคนอ่นื คนเราย่อมแปรพฤติกรรมของคนอนื่ มาเป็น

19

เจตคติ ถา้ ยอมรบั นับถือหรือเคารพใครก็มักจะยอมรับแนวคดิ และยึดเป็นแบบอย่าง (Model) การกระทา
ตวั ใหเ้ ข้ากับคนที่นยิ มรักใคร่ (Identification) เป็นการถ่ายแบบทาตวั ให้เหมือนท้งั ความรู้สกึ นึกคิดดว้ ย

5. ความกา้ วหน้าทางวิชาการ เครื่องมือส่ือสารและเทคโนโลยี ช่วยใหค้ วามรูส้ ึกนกึ คิดของคน
เปล่ียนแปลงไป เพราะไดร้ ับการถ่ายทอด ซึมซาบสงิ่ ใหม่ๆ อะไรทด่ี ีกว่ากจ็ ะรับไว้ เจตคติใหม่ก็เกดิ ขนึ้

เจตคตเิ กดิ จากการเรยี นรู้และประสบการณ์ของบคุ คล ซง่ึ เกิดขน้ึ ไดจ้ ากเง่ือนไข 4 ประการ ดงั น้ี
(ศักดิ์ สนุ ทรเสณี. 2531 : 4 ; อา้ งอิงจาก Hilgard. n.d. )

1. กระบวนการเรียนรู้ท่ีได้จากการเพ่ิมพูนและบรู ณาการของการตอบสนองแนวความคิดตา่ งๆ
เช่น เจตคติจากครอบครัว ครู การเรยี นการสอน และอ่ืนๆ

2. ความแตกตา่ งของบคุ คลและประสบการณส์ ว่ นตัวทีแ่ ตกต่างกนั ไป นอกจากประสบการณ์ของ
คนจะสะสมขึ้นเร่ือยๆ แล้ว ยังทาใหม้ แี บบแผน (Pattern) เป็นของตนเองดว้ ย ดังน้นั เจตคติบางอยา่ งจงึ
เปน็ เรอ่ื งเฉพาะของแตล่ ะบุคคลแล้วแต่พฒั นาการและความเจรญิ เตบิ โตของคนๆ นน้ั

3. การเลียนแบบ การถ่ายทอดเจตคตขิ องคนบางคนได้มาจากการเลยี นแบบเจตคติของบุคคลอน่ื
4. อทิ ธพิ ลของกลุ่มสงั คม คนย่อมมีเจตคตคิ ล้อยตามกลมุ่ ท่ีตนอาศัยอยู่ตามสภาพแวดลอ้ ม เช่น
เจตคติตอ่ ศาสนา
จากข้อความดังกล่าวข้างตน้ สรปุ ได้วา่ เจตคติเกดิ ขน้ึ เม่ือได้รบั ประสบการณ์ การถ่ายทอดและ
อิทธิพลจากส่ิงแวดล้อม วัฒนธรรมและการเลย้ี งดู การตดิ ต่อสื่อสารกับบุคคลอน่ื เมื่อสถานการณ์และ
ส่ิงแวดลอ้ มเปลย่ี นเจตคติก็สามารถเปล่ียนแปลงและพฒั นาได้
เจตคตติ ่อการเรยี นรู้
เจตคตมิ ีอิทธพิ ลมาก พฤติกรรมของบุคคลจะโนม้ เอยี งไปตามเจตคติ ในแง่ของการเรียนการสอน
เจตคติมผี ลตอ่ การเรยี น ดังน้ี (กฤษณา ศกั ดศิ์ รี. 2530 : 212)
1. เจตคติมผี ลต่อการเรียนและครู ถา้ ชอบวชิ าใดหรอื ครูคนใดกจ็ ะไม่ขาดเรยี นวชิ านัน้ หรอื ใน
ชั่วโมงของครคู นนั้น จะพยายามเรียนใหไ้ ดผ้ ลท่สี ุด
2. เจตคติมีผลตอ่ การใส่ใจในการเรียนและเขา้ ใจในบทเรียน ถา้ มเี จตคติท่ไี มด่ ตี ่อวชิ า ครู โรงเรยี น
จติ ใจก็จะไมย่ อมรบั จึงเรยี นไม่รูเ้ ร่อื ง
3. เจตคตมิ ผี ลตอ่ การรบั รู้ ถ้าไม่ชอบครูเปน็ ทุนเดมิ อยู่แล้ว ครูซักถามดว้ ยปรารถนาดี ก็เข้าใจว่า
ครูเข้มงวด จบั ผิด
4. เจตคติมอี ิทธิพลตอ่ การต้ังความมุ่งหมาย
เจตคตมิ ีส่วนเกย่ี วข้องกับการเรียนรู้ (ประดนิ นั ท์ อปุ รมัย. 2543 : 148) ดงั นี้
1. เจตคตมิ ีอิทธพิ ลตอ่ การชอบหรอื ไม่ชอบวิชาทเี่ รยี น ถา้ นักเรยี นเกดิ เจตคติทดี่ หี รือไมด่ ีต่อครูขนึ้
เชน่ เด็กคนหน่ึงมีเจตคตทิ ด่ี ีต่อครูคนหน่ึงและรักครูคนน้ันมาก เมือ่ ครูเขา้ มาสอนวชิ าใหม่ ท่ียังไมเ่ คยเรียน
มาก่อน เขาจะรู้สึกอยากเรียน และกระตอื รือรน้ ทจ่ี ะเรียนด้วยความเอาใจใสจ่ นชอบวชิ าที่ครสู อน และ
เขา้ ใจวิชาน้ไี ด้ดี ในทางตรงกันขา้ ม ถ้าไม่ชอบครหู รือมีเจตคติทีไ่ ม่ดีต่อครู แมย้ งั ไม่เคยเรียนมาก่อนก็จะ
รู้สึกวา่ ไมช่ อบและไมอ่ ยากเรียนวชิ าน้นั เลย ฉะนัน้ จงึ เรียนบ้างไมเ่ รยี นบ้างและไม่เอาใจใสเ่ ทา่ ที่ควร จนมี
ผลทาใหไ้ มส่ ามารถเข้าใจเนือ้ หาวิชาได้ดีพอ
2. เจตคติต่อการรบั รขู้ องบคุ คลจนอาจทาให้บุคคลแปลความหมายของสง่ิ ที่รับรู้ผิด ทาให้เกดิ การ
เรียนรผู้ ิด หรือทาให้ไมส่ ามารถเกิดการเรยี นรู้ตามทีต่ ้องการได้ เช่น เด็กหญงิ วารไี มช่ อบครทู ีส่ อนวชิ า
ภาษาองั กฤษ จึงไม่คอ่ ยทาการบา้ นที่ครสู ัง่ พอครูถามด้วยความเป็นห่วง เดก็ หญงิ วารอี าจคิดวา่ ครจู บั ผิด
จงึ พาลไม่เข้าเรียนทาให้ยงิ่ ไม่สามารถเข้าใจบทเรียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่ครูสอนมากย่ิงข้นึ

20

จากข้อความดงั กล่าวขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ ครู วิธกี ารเรียนการสอน และโรงเรียนมีผลตอ่ เจตคตติ ่อ
การเรยี นของผเู้ รียน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ตวั ครูผสู้ อนและวิธกี ารสอนของครู ท่ีมีส่วนสาคญั ในกระบวนการ
เรียนรูแ้ ละการพฒั นาเจตคติของผ้เู รยี น

หลักการวดั เจตคติ
การวัดเจตคติ เป็นการวดั คณุ ลักษณะภายในบคุ คล ซึง่ เกยี่ วข้องกับอารมณ์และความรูส้ ึกหรอื เปน็
ลกั ษณะของจิตใจ คุณลกั ษณะดังกล่าวมีการเปลยี่ นแปลงได้ง่าย ไม่แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม เจตคตขิ อง
บคุ คลท่มี ตี ่อสง่ิ ใดสงิ่ หนง่ึ กส็ ามารถวัดได้ บญุ ธรรม กจิ ปรดี าบริสทุ ธิ์ (2531 : 23) ไดเ้ สนอหลกั การ
เบื้องตน้ เกยี่ วกับการวดั เจตคติทจ่ี ะต้องทาความเข้าใจ 3 ประการ ดังน้ี
1. เน้อื หา (Content) การวดั เจตคตติ ้องมสี งิ่ เรา้ ไปกระตนุ้ ใหแ้ สดงกิริยาท่าทีออกมาเรา้ โดยทวั่ ไป
ไดแ้ ก่ เนอื้ หาท่ตี ้องการวัด
2. ทิศทาง (Direction) การวัดเจตคตโิ ดยทั่วไป กาหนดให้เจตคติมีทิศทางเป็นเส้นตรงและ
ต่อเน่อื งกันในลักษณะซ้าย-ขวา หรือบวกกบั ลบ กล่าวคือเร่ิมจากเหน็ ด้วยอยา่ งยง่ิ และลดความเห็นลง
เร่อื ยๆ จนถงึ มีความรู้สกึ เฉยๆ และลดต่อไปเปน็ ไมเ่ หน็ ดว้ ย จนไมเ่ ห็นดว้ ยอยา่ งย่ิง ลักษณะการเห็นดว้ ย
และไมเ่ หน็ ด้วยอยูเ่ ปน็ เส้นตรงเดียวกนั และต่อเนื่องกนั
3. ความเข้ม (Intensity) กิรยิ าทา่ ทหี รือความรู้สึกท่แี สดงออกต่อสิง่ เร้านัน้ มีปรมิ าณมากน้อย
แตกตา่ งกนั ถ้ามีความเข้มสงู ไม่ว่าจะไปในทิศทางใดก็ตามจะมีความรสู้ ึกหรือกิรยิ าท่าทีรนุ แรงมากกว่าท่ีมี
ความเขม้ ขน้ เปน็ กลาง
นอกจากนี้ ไพศาล หวังพานิช (ฐิตยิ า เกตคุ า. 2551 ; อา้ งอิงจาก ไพศาล หวังพานิช. 2533 :
221-223) ได้กล่าวถึงหลักสาคญั เก่ียวกับการวัดเจตคติ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ตอ้ งยอมรบั ข้อตกลงเบ้ืองต้น (Basic Assumption) เกีย่ วกับการวดั คือ

1.1 ความคดิ เหน็ ความร้สู กึ หรือเจตคติของบุคคลนน้ั จะมลี ักษณะคงทหี่ รือคงเส้นคงวาอยู่
ช่วงเวลาหนึ่ง นน่ั คอื ความรสู้ ึกนึกคิดของคนเราไม่ได้เปล่ียนแปลงหรอื ผันแปรอยูต่ ลอดเวลา อยา่ งน้อย
จะต้องมีช่วงเวลาใดเวลาหน่ึงทคี่ วามรู้สึกของคนเราคงที่ ซงึ่ ทาให้สามารถวดั ได้

1.2 เจตคตขิ องบุคคลไม่สามารถวดั หรอื สังเกตไดโ้ ดยตรง การวัดจะเป็นแบบทางอ้อม โดยวัด
จากแนวโนม้ ทบี่ ุคคลจะแสดงออกหรอื ปฏิบตั ิอย่างสมา่ เสมอ

1.3 เจตคตนิ อกจากจะแสดงออกในรปู ทิศทางของความรสู้ กึ เช่น สนับสนุนหรอื คดั ค้าน ยังมี
ขนาดหรอื ปริมาณของความคิด ความร้สู กึ ดว้ ย ดงั นนั้ การวัดเจตคตนิ อกจากจะทาให้ทราบลักษณะหรอื
ทศิ ทางแล้ว ยังสามารถบอกระดับความมากน้อยหรือความเข้มแข็งของเจตคตไิ ด้อกี ดว้ ย

2. การวดั เจตคตดิ ้วยวธิ ใี ดก็ตาม จะต้องมีสง่ิ ประกอบ 3 อย่าง คือ ตวั บุคคลทถี่ ูกวัด มีสิง่ เร้า และ
สดุ ทา้ ยกค็ ือต้องมีการตอบสนอง ดงั น้ันในการวดั เจตคตเิ กย่ี วกบั สงิ่ ใดของบุคคล ก็สามารถวัดไดโ้ ดยนาส่ิง
เรา้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อความเกีย่ วกบั รายละเอยี ดในส่ิงนนั้ ไปเร้าใหบ้ ุคคลแสดงทา่ ทีความรูส้ กึ ตา่ งๆ ทีม่ ีต่อ
ส่ิงนน้ั ใหอ้ อกมาเป็นระดบั หรือความเข้มแข็งของความร้สู กึ คลอ้ ยตามหรือคัดคา้ น

3. สง่ิ เรา้ ทีจ่ ะนาไปใช้เร้า หรือทาใหบ้ ุคคลแสดงเจตคติทม่ี ตี ่อส่ิงใดส่งิ หนึ่งออกมา ทีน่ ิยมใช้คอื
ข้อความวัดเจตคติ (Attitude Statements) ซงึ่ เป็นสิ่งเร้าทางภาษาท่ีใชอ้ ธบิ ายถงึ คณุ ค่าคุณลกั ษณะของ
สิง่ น้นั เพื่อใหบ้ ุคคลตอบสนองออกมาเปน็ ระดับความรูส้ ึก (Attitude Continued) เช่น มาก ปานกลาง
น้อย เป็นต้น

4. การวดั เจตคตเิ พื่อทราบทิศทางและระดบั ความรสู้ ึกของบุคคลน้ัน เปน็ การสรปุ ผลจากการ
ตอบสนองของบคุ คลจากรายละเอียดหรือแง่มมุ ตา่ งๆ ดงั นั้น การวัดเจตคตขิ องบุคคลเก่ียวกับเรอ่ื งใด ส่ิง

21

ใด จะตอ้ งพยายามถามคุณค่าและลกั ษณะในแตล่ ะด้านของเรอื่ งน้นั ออกมา แลว้ นาผลซ่ึงเป็นสว่ นประกอบ
หรอื รายละเอียดปลกี ย่อยมาผสมผสานสรปุ รวมเปน็ เจตคตขิ องบุคคลน้นั เพราะฉะนน้ั จาเป็นอยา่ งย่งิ ที่การ
วดั น้ันๆ จะตอ้ งครอบคลุมคุณลกั ษณะต่างๆ ครบถว้ นทุกลักษณะเพื่อให้การสรปุ ผลตรงตามความเป็นจรงิ
มากที่สุด

5. การวดั เจตคตติ อ้ งคานงึ ถึงความเที่ยงตรง (Validity) ของผลการวดั เป็นพเิ ศษ กลา่ วคือ ต้อง
พยายามให้ผลการวดั ทีไ่ ด้ตรงกับสภาพความเปน็ จริงของบุคคล ทัง้ ในแง่ทิศทาง และระดบั หรอื ชว่ งของ
เจตคติ

จากท่กี ลา่ วมาขา้ งตน้ สรุปได้วา่ หลักการวดั เจตคติ จะต้องยอมรบั ข้อตกลงเบอื้ งตน้ เก่ยี วกับการ
วัดและคานงึ ถงึ ความเที่ยงตรงเปน็ หลัก การวัดเจตคตสิ ามารถวดั ไดโ้ ดยการนาสง่ิ เรา้ ซึง่ ส่วนใหญ่นิยมใช้
เป็นขอ้ ความวดั เจตคติไปเรา้ บุคคลใด เพื่อให้บุคคลน้นั แสดงออกซง่ึ ความรู้สึกท่ีมตี อ่ สิ่งน้ันใหอ้ อกมาเปน็
ระดับ โดยข้อความวัดเจตคติน้ันต้องพยายามถามคุณคา่ และลักษณะในแตล่ ะด้านของเรื่องนั้นออกมา แลว้
นาผลหรอื รายละเอยี ดมาสรปุ รวมเปน็ เจตคติของบคุ คลนั้น

มาตราวดั เจตคติตามวิธขี องลเิ คริ ์ท (Likert’s Scale)
มาตรวัดเจตคติตามวธิ ีของลิเคริ ท์ กาหนดชว่ งความรสู้ กึ ของคนเป็น 5 ชว่ งหรือ 5 ระดบั คือ เห็น
ด้วยอยา่ งย่งิ เห็นดว้ ย เฉยๆ ไม่เห็นดว้ ย และไม่เห็นดว้ ยอย่างยิง่ ขอ้ ความท่ีบรรจุในมาตรวัดประกอบดว้ ย
ข้อความท่ีแสดงความรู้สึกต่อส่งิ หนงึ่ สิ่งใด ทง้ั ในทางที่ดี(ทางบวก) และในทางทไี่ ม่ดี(ทางลบ) และมจี านวน
พอๆ กัน ข้อความเหล่าน้กี ็อาจมปี ระมาณ 18-20 ขอ้ ความ การกาหนดนา้ หนักคะแนนการตอบแตล่ ะ
ตวั เลือก กระทาภายหลังจากทไี่ ดร้ วบรวมข้อมลู มาแล้ว โดยกาหนดตามวิธี Arbitrary Weighting
Method ซง่ึ เป็นวธิ ีทีน่ ยิ มใชม้ ากท่สี ุด (พวงรตั น์ ทวรี ัตน์. 2538 : 107 - 108)
การสรา้ งมาตรวัดเจตคติตามวิธขี องลิเคิร์ท มีขน้ั ตอนดังนี้
1. ตั้งจุดมงุ่ หมายของการศึกษาวา่ ต้องการศึกษาเจตคตขิ องใครทมี่ ีต่อส่งิ ใด
2. ให้ความหมายของเจตคตติ ่อสิง่ ท่ีจะศกึ ษาน้นั ใหแ้ จ่มชัด เพอื่ ให้ทราบว่าสง่ิ ทเี่ ป็น
Psychological Object น้ัน ประกอบดว้ ยคณุ ลักษณะใดบ้าง
3. สร้างข้อความให้ครอบคลุมคณุ ลกั ษณะท่ีสาคญั ๆ ของส่งิ ทีจ่ ะศึกษาให้ครบถ้วนทุกแง่มุม และ
ต้องมีขอ้ ความทีเ่ ปน็ ไปในทางบวก และทางลบมากพอตอ่ การท่เี มือ่ นาไปวเิ คราะหแ์ ลว้ เหลอื จานวน
ข้อความที่ต้องการ
4. ตรวจขอ้ ความท่สี รา้ งข้นึ ซึง่ ทาไดโ้ ดยผู้สร้างข้อความเอง และนาไปให้ผู้มคี วามรใู้ นเร่ืองนนั้ ๆ
ตรวจสอบ โดยพิจารณาในเรื่องของความครบถ้วนของคณุ ลักษณะของส่งิ ที่ศึกษา และความเหมาะสมของ
ภาษาทใี่ ช้ ตลอดจนลักษณะการตอบกบั ขอ้ ความที่สร้าง วา่ สอดคลอ้ งกนั หรือไมเ่ พยี งใด เชน่ พิจารณาวา่
ควรจะให้ตอบวา่ “เหน็ ด้วยอยา่ งยงิ่ เห็นดว้ ย เฉยๆ ไม่เห็นดว้ ย ไม่เหน็ ด้วยอยา่ งยง่ิ ” หรอื “ชอบมากทีส่ ุด
ชอบมาก ปานกลาง ชอบนอ้ ย ชอบน้อยทส่ี ุด” เปน็ ต้น
5. ทาการทดลองขนั้ ตน้ กอ่ นท่ีจะนาไปใช้จรงิ โดยการนาข้อความทไ่ี ดต้ รวจสอบแลว้ ไปทดลองใช้
กบั กลุม่ ตวั อย่างจานวนหนงึ่ เพอ่ื ตรวจสอบความชดั เจนของขอ้ ความและภาษาที่ใช้อกี คร้งั หนงึ่ และเพื่อ
ตรวจสอบคุณภาพด้านอ่ืนๆ ไดแ้ ก่ ความเท่ียงตรง ค่าอานาจจาแนก และค่าความเช่ือมนั่ ของมาตรวัดเจต
คตทิ ั้งชุดด้วย
6. กาหนดการใหค้ ะแนนการตอบของแต่ละตวั เลอื ก โดยทว่ั ไปทีน่ ยิ มใช้ คือ กาหนดคะแนนเป็น
5 4 3 2 1 ( หรือ 4 3 2 1 0 ) สาหรบั ข้อความทางบวก และ 1 2 3 4 5 ( หรือ 0 1 2 3 4 ) สาหรับ
ขอ้ ความทางลบ ซ่ึงการกาหนดแบบนเ้ี รยี กว่า Arbitrary Weighting Method ซ่งึ เปน็ วธิ ที ่ีสะดวกมาก

22

จากข้อความข้างตน้ สรุปได้วา่ มาตรวดั เจตคตขิ องลิเคิร์ท กาหนดช่วงความรสู้ ึกออกเป็น 5 ระดับ
ภายในประกอบด้วยข้อความท่ีแสดงความรสู้ ึกตอ่ ส่งิ ใดสงิ่ หนงึ่ ทงั้ ทางบวกและทางลบ ซึ่งมจี านวนพอๆ
กัน แลว้ มกี ารกาหนดนา้ หนกั คะแนนการตอบของแตล่ ะตัวเลือก และในการวิจัยครงั้ น้ีผูว้ ิจัยไดใ้ ช้มาตรวดั
เจตคตแิ ละดาเนนิ การสรา้ งตามวิธขี องลิเคริ ท์ ขา้ งตน้ น้ี

เจตคติตอ่ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ในการจดั การเรียนการสอนวิชาคณติ ศาสตร์ สง่ิ สาคญั ประการหนึง่ ท่ีครูผ้สู อนควรคานึงถึงควบคู่
ไปกบั การใหค้ วามรู้ด้านเนอ้ื หาวชิ า คอื เจตคติของนักเรียนทม่ี ีในวิชาคณติ ศาสตร์ ดงั น้ัน ส่ิงสาคัญยงิ่ ทคี่ รู
คณิตศาสตร์ควรสรา้ งขน้ึ ตามแนวคิดของวลิ สัน (Wilson. 1971 : 685-689) คอื
1. เจตคติ เป็นความคดิ เหน็ หรอื ความรู้สกึ ของบุคคลทีม่ ตี ่อวิชาคณติ ศาสตร์ ท้งั ทางด้านดีและไมด่ ี
เกี่ยวกับประโยชน์ ความสาคัญและเน้ือหาวิชาคณติ ศาสตร์
2. ความสนใจ เป็นการแสดงออกซ่ึงความรสู้ ึกชอบพอส่ิงหนงึ่ ส่งิ ใดมากกว่าส่งิ อื่น
3. แรงจูงใจ เปน็ ความปรารถนาที่จะทาสิง่ หน่ึงสง่ิ ใดให้ลุล่วงไป โดยพยายามเอาชนะอุปสรรค
ต่างๆ และพยายามทาใหด้ ี บุคคลทมี่ ีแรงจงู ใจจะสบายใจเมอื่ ตนทาส่งิ นั้นสาเร็จ และจะมคี วามวติ กกงั วล
หากประสบความลม้ เหลว
4. ความวติ กกงั วล เป็นสภาวะจติ ทมี่ ีความวติ กกังวล หวาดระแวง กลวั ท้ังหาสาเหตไุ ด้และไม่ได้
และมักจะเกย่ี วขอ้ งกับความต้องการทเ่ี กีย่ วเน่ืองกนั หลายประการ พฤติกรรมทแี่ สดงถงึ ความวติ กกังวล
เช่น ความตน่ื เต้น ความหวาดกลัว ความตงึ เครียด ความมีอารมณอ์ ่อนไหว ความเหนียมอาย และ
ความรสู้ ึกขัดแย้งสบั สน
5. มโนภาพแห่งตน เปน็ ความรู้สึกเกย่ี วกับตนเองในด้านคา่ นิยมทางวชิ าการความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง
บคุ คล การปรับตัวทางอารมณ์
เจตคติต่อคณติ ศาสตร์ เปน็ ความร้สู กึ ของบคุ คลทจ่ี ะตอบสนองต่อวชิ าคณิตศาสตร์ในด้านความ
พอใจหรือไมพ่ อใจ ความชอบหรอื ไม่ชอบ รวมทัง้ การตระหนกั ในคุณคา่ ของวิชาคณติ ศาสตร์ ทั้งน้กี าร
เปลี่ยนแปลงเจตคติต่อคณิตศาสตรข์ ึ้นอยกู่ ับปจั จัย ดังน้ี (สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี. 2546 : 168-169)
1. ความสอดคล้อง ภาวะทก่ี ลมกลนื สอดคล้องกนั ไม่มีความกดดันด้านใดดา้ นหนง่ึ จะทาใหเ้ จต
คตใิ นสงิ่ น้นั เปน็ ไปอยา่ งตอ่ เนื่อง แตถ่ ้าไม่มีความสอดคล้องกันหรือมีแรงกดดัน ผู้เรยี นอาจปรบั เปลย่ี นหลัก
หนจี ากสิง่ นน้ั หรอื อาจหาเหตุผลมาสนับสนนุ ความรู้สกึ ของตนเองได้
2. การเสรมิ แรง การเสรมิ แรงและการยกย่องชมเชยในรปู แบบทท่ี าให้ผ้เู รยี นเกิดความสนใจ จะ
ทาให้ผ้เู รยี นยอมรับข้อมลู ขา่ วสาร ซ่งึ อาจทาให้ผู้เรยี นปรบั เปลีย่ นเจตคตติ ามส่งิ ท่ลี ่อใจ
3. การตัดสินทางสงั คม การอยู่ในกล่มุ คนทีม่ เี จตคติแบบใดแบบหนึง่ จะทาให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยน
เจตคตติ ามกล่มุ ทต่ี นสัมพันธอ์ ยู่ได้
จากที่กล่าวมาข้างตน้ สรุปได้วา่ เจตคตติ อ่ การเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ เปน็ ความคดิ เหน็ หรอื
ความรู้สึกที่แสดงออกมาตอ่ วิชาคณติ ศาสตร์ ทัง้ ทางบวก เชน่ ความสนใจ ความพยายาม มแี รงจงู ใจ เป็น
ตน้ ส่วนทางลบ ได้แก่ การวติ กกังวล เครยี ด สบั สนและขดั แยง้ เป็นตน้ ข้ึนอยู่กับปัจจัยแวดล้อม การ
เสรมิ แรงและการตดั สนิ ทางสงั คม ซึง่ ผู้สอนจะต้องตระหนักและให้ความสาคญั

23

2. งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง

2.1 งานวจิ ัยในประเทศ
ไพฑรู ย์ ชัยประโคน (2542 : บทคัดย่อ) ได้พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นและทกั ษะกระบวนการ

ทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 โดยใชก้ จิ กรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ผลการศกึ ษา
พบวา่ นกั เรียนมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเฉลย่ี รอ้ ยละ 74.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑท์ ี่กาหนดไว้เฉลย่ี รอ้ ยละ 75
ซึ่งสูงกวา่ เกณฑร์ อบร้ทู ่กี าหนดไวร้ อ้ ยละ 70 และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ฉลีย่ ร้อยละ 73.32
ซ่งึ สงู กว่าเกณฑ์รอบรทู้ ่กี าหนดไว้ร้อยละ 70 และมีจานวนนกั เรียนที่ผา่ นเกณฑ์รอบร้เู ฉลีย่ ร้อยละ 71.43

ประไพ ธรี นรเศรษฐ์ (2544 : บทคดั ย่อ) ได้ศึกษาผลของการใช้ชดุ กิจกรรมฝกึ ทาโครงงาน
วิทยาศาสตรท์ ่ดี ีต่อทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6โรงเรยี นชุมชน
วัดศรคี าชมภู จงั หวดั เชยี งใหม่ ผลการศกึ ษาพบว่า ผลสมั ฤทธ์ิในด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ของนักเรยี น หลงั การใช้ชดุ กจิ กรรมฝึกทาโครงงานวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนการใช้ชุดกจิ กรรมฝกึ ทา
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนหลงั การใชช้ ุดกิจกรรมฝึกทาโครงงานวทิ ยาศาสตรส์ งู กวา่ เกณฑ์ทตี่ ัง้ ไว้

มานสั ทพิ ย์สัมฤทธ์ิกลุ (2544 : บทคัดย่อ) ได้พัฒนากจิ กรรมเพ่ือส่งเสริมการนาโครงงาน
คณติ ศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนสงวนหญิง จงั หวัดสุพรรณบรุ ีผลการศึกษา
พบว่าการจัดกจิ กรรมเพ่อื ส่งเสรมิ การทาโครงงานคณิตศาสตร์ มผี ลทาใหน้ กั เรียนสามารถจดั กิจกรรม
โครงงานคณติ ศาสตรไ์ ดท้ กุ กลุ่มโดย

1. โครงงานคณติ ศาสตร์ทน่ี กั เรยี นจัดทามีคุณภาพระดับดี
2. นกั เรยี นกลุม่ ทดลองมีเจตคตทิ ่ีดีตอ่ วชิ าคณิตศาสตร์สงู กวา่ กลุ่มควบคุม
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวชิ า ค 101 คณิตศาสตร์ 1 ของนักเรยี นกลมุ่ ทดลองไม่แตกตา่ ง
จากกล่มุ ควบคมุ
4. การคดิ แก้ไขปัญหาของนักเรียนกลมุ่ ทดลองสูงกวา่ กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ี
ระดบั .05
5. ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนักเรยี นกลุ่มทดลองสงู กว่ากลุ่มควบคมุ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่
ระดับ .05
นภัสสร สทุ ธิกุล (2546 : บทคัดย่อ) ได้พฒั นากิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความ
สามารถในการทาโครงงานคณิตศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทพมงคลรังษี จงั หวัด
กาญจนบรุ ี ผลการศึกษาพบวา่
1. โครงงานวิทยาศาสตร์ท่นี ักเรียนกลุม่ ทดลองจัดทา มจี านวน 12 โครงงาน แยกเปน็
2 ประเภท ได้แก่โครงงานตามกลุม่ สาระการเรยี นรู้และโครงงานที่นาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
2. โครงงานคณิตศาสตร์ท่นี ักเรียนกล่มุ ทดลองจัดทามีคุณภาพอยู่ในระดบั ดี
3. พฤติกรรมการทางานกลมุ่ นักเรยี นกลุ่มทดลองอยใู่ นระดับปานกลาง
4. เจตคติตอ่ วชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรยี นกลุม่ ทดลองหลังการทดลองสงู กว่าก่อนการทดลอง
5. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น รายวชิ า ค 014 คณติ ศาสตร์ 4 ของนักเรียนกลมุ่ ทดลองสงู กว่ากลุ่ม
ควบคมุ
6. ความสามารถในการแกป้ ัญหาของนักเรยี นกลุ่มทดลองสูงกวา่ กล่มุ ควบคุม
อรอมุ า พร้อมจะบก (2547 : บทคดั ย่อ) ไดศ้ กึ ษาผลการใช้แบบฝกึ กจิ กรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์
ในการสอนวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์กบั คุณภาพชวี ติ สาหรบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาตอนต้น ผลการวจิ ยั

24

พบวา่ ความคิดเหน็ ของผวู้ ิจัย ครผู ูร้ ว่ มวิจยั และนักเรยี นมีความคิดเห็นทต่ี รงกันวา่ การจดั กิจกรรมการ
เรยี นการสอนวิชาโครงงานวิทยาศาสตรก์ ับคุณภาพชีวติ โดยใชแ้ บบฝึกกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ทา
ใหน้ ักเรียนมคี วามกระตือรือร้นสนใจในการเรยี น นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในการเรยี นการสอนมากขึน้ สามารถ
พฒั นาการคิดทาโครงงานวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กลา้ แสดงออกกลา้ แสดง
ความคดิ เห็นและยอมรบั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ ่ืน รจู้ กั ทางานเปน็ ระบบกลุ่ม มีความสามัคคี นกั เรียนมกี าร
พัฒนาผลงานโครงงานวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งสร้างสรรค์ และมคี วามภาคภูมิใจในผลงานของตนเองหรอื ของ
กลุ่ม ผลการทดสอบวดั ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการทาโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า นกั เรยี นมคี ะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เฉล่ยี ร้อยละ 79.35 ของคะแนนเต็ม ซึง่ ผา่ นเกณฑ์เปา้ หมายของโรงเรยี นที่กาหนดเกณฑ์ไวค้ ือร้อยละ 70
และมีจานวนนกั เรียนท่ีผา่ นเกณฑเ์ ปา้ หมายของโรงเรยี นคิดเป็นร้อยละ 87.88 ของจานักเรยี นทงั้ หมด ซง่ึ
สูงกว่าเกณฑเ์ ปา้ หมายของโรงเรยี นทีก่ าหนดเกณฑไ์ วค้ ือร้อยละ 70 และพบวา่ นกั เรียนมีความสามารถใน
การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยสภาพรวมเฉลีย่ ผา่ นเกณฑ์ทกี่ าหนดไวค้ ือร้อยละ 70 โดยมคี ะแนนเฉล่ีย
ร้อยละ 80.30 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑเ์ ป้าหมายท่ีกาหนดไว้คือร้อยละ 70

สดใส เตยี นพลกรงั (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการสอนโดยใช้กิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์
ทมี่ ีต่อความสามารถในการแก้ปญั หาในวชิ าวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐานของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี น
ดงพญาเย็นวิทยา จังหวัดนครราชสีมา ผลการวิจยั พบว่าความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรยี น หลัง
การสอนโดยใช้กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตรส์ ูงกวา่ ก่อนสอนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ ทรี่ ะดับ .01

จุไรรตั น์ ป้งึ ผลพลู (2556 : บทคดั ย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาผลการเรียนรแู้ ละทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์ เรื่องการวเิ คราะห์ข้อมูลเบ้อื งต้น ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ทจี่ ัดการเรยี นการ
สอนแบบโครงงาน ผลการวจิ ัยพบว่า ผลการเรียนรวู้ ชิ าคณิตศาสตร์เรือ่ งการวเิ คราะห์ข้อมลู เบอื้ งต้น หลงั
เรียนสงู กว่าก่อนการเรียนรู้แบบโครงงานอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .01 ผลการประเมินทักษะ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์ พบวา่ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรยี นท่จี ัดการเรยี นรู้แบบ
โครงงานโดยภาพรวมมคี ุณภาพอยู่ในระดบั สูง เมอื่ พจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ มีคณุ ภาพ อยใู่ นระดบั สูง
มากเรียงตามลาดบั ดังนี้ การสอ่ื สารการสอ่ื ความหมายทางคณติ ศาสตร์และการนาเสนอ และการให้
เหตผุ ล สว่ นดา้ นความคดิ ริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ การแก้ปัญหาและการเช่ือมโยง มีคุณภาพอย่ใู นระดบั สงู ผลการ
ประเมินความสามารถในการทาโครงงานคณิตศาสตร์ พบว่า ความสามารถในการทาโครงงานคณติ ศาสตร์
ของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยภาพรวม มีความสามารถอยู่ในระดับสูง เม่ือพิจารณาเป็น
รายดา้ นพบว่า มีความสามารถอยู่ใน ระดับสูงมากเรยี งตามลาดบั ไดแ้ ก่ การวางแผนในการทาโครงงาน
การลงมือทาโครงงานและการนาเสนอ ผลงานสว่ นด้านการเขียนรายงานและการเลือกหัวขอ้ เร่ืองหรือ
ปญั หาท่จี ะศึกษา มคี วามสามารถอยใู่ นระดบั สูง และผลของการศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนทม่ี ีต่อ
การจัดการเรยี นรู้แบบโครงงาน พบว่า โดยภาพรวมนกั เรียนพึงพอใจอยใู่ นระดับมากท้งั สามดา้ น ไดแ้ ก่
ดา้ นประโยชนท์ ไ่ี ด้รับจากการรว่ มปฏิบตั ิกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ และด้าน
บรรยากาศในการเรยี นรู้ ดงั น้ันเป็นวิธีจัดการเรียนรทู้ ่ีสามารถพัฒนาผลการเรียนรู้และทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตรข์ องนักเรยี นใหส้ ูงขน้ึ ได้ เพราะนักเรยี นไดเ้ รยี นรู้ดว้ ยการลงมือปฏบิ ัติ เพื่อคน้ หาคาตอบ
ด้วยตนเอง โดยผา่ นประสบการณต์ รงจากแหล่งเรยี นรู้ทห่ี ลากหลาย กระบวนการเรียนรู้เช่นนย้ี ่อมทาให้
นกั เรียนเกดิ การเรียนรู้ สามารถสะท้อนความรู้ และทกั ษะผ่านการปฏิบัตงิ านและผลงานจนเกดิ มีองค์
ความรู้ใหม่ได้ดว้ ยตนเอง โดยองค์ความรูท้ ่เี กดิ ข้ึนน้ี ย่อมมีความคงทนถาวรสามารถจดจาได้นาน จึงถือ
เป็นการเรยี นรทู้ ม่ี ีความหมายต่อนกั เรียนอย่างแท้จริง

25

จากการศึกษาผลงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกับการจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน จะเหน็ ได้ว่าการจัดการ
เรยี นแบบโครงงาน เป็นวิธกี ารจดั การเรยี นรู้ท่ียดึ ผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลาง โดยเปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นแสวงหา
ประสบการณ์การเรยี นรทู้ ี่มีความหมายต่อชวี ิตประจาวนั มากยิ่งข้ึนและสามารถแสดงออกโดยใช้ศักยภาพ
ที่มอี ยู่ในตนเองได้อยา่ งกว้างขวาง ผเู้ รียนจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ดว้ ยการปฏิบัตจิ ริงโดยเนน้
การสื่อสารและสภาพการณท์ ี่แทจ้ ริง ดังน้ันการกาหนดงานตามความต้องการของผเู้ รยี นจงึ เปน็ เป้าหมาย
หลักท่ีสาคญั ท่สี ดุ โดยผูเ้ รยี นสามารถเลือกงานที่ตอ้ งการจะทาตามแรงจูงใจของตนเองเป็นหลัก

2.2 งานวิจยั ตา่ งประเทศ
เมเยอร์ และคนอืน่ ๆ (Meyer and other. 1977 : 501, อ้างถึงใน ประภาพร สุขพนู .2544 :

60) ไดศ้ ึกษาพฤติกรรมการทาโครงงานคณิตศาสตร์ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 พบว่า พฤตกิ รมของ
นกั เรยี นมี 3 รูปแบบ คือ ลม้ เหลว ต้องปรับปรงุ และปฏบิ ตั ิได้ โดยผ้เู รียนแบ่งไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ คอื กลุ่ม
เฉ่อื ยกับกลุ่มกระตือรือร้น พฤติกรรมของผเู้ รยี นกลุ่มกระตือรือร้นจะสามารถยอมรับกับการล้มเหลวได้
ทัง้ นี้ เนื่องจากได้ตง้ั จดุ ประสงคใ์ นการเรยี นรู้ไวส้ ูงกวา่ ความสามารถของตนเอง ซ่งึ จาเปน็ ต้องใชข้ ้อมูล
สนบั สนุนมาก สาหรับผเู้ รียนในกลุ่มเฉ่ือยมพี ฤติกรรมไมย่ อมรบั ในความลม้ เหลวได้ โดยจะตงั้ จุดประสงค์
ในการเรียนรูต้ ่า โดยมีการวิเคราะหแ์ ละประมวลผลในจานวนนอ้ ย

ซิลเดรส (นภัสสร สุทธิกุล. 2546 : 35 ; อ้างถึงจาก Childress. 1983 : 3280) ไดศ้ ึกษา ผลของ
การทาโครงงานวิทยาศาสตร์ตอ่ การเปลี่ยนแปลงระดบั พทุ ธิปญั ญาของเดก็ วยั รนุ่ ทาการศึกษาโดยแบ่ง
ตัวอย่างประชากรออกเป็น 3 กลุ่ม กล่มุ ที่ 1 กาหนดใหท้ าโครงงานวิทยาศาสตร์ กลมุ่ ที่ 2 เลอื กทา
โครงงานวิทยาศาสตร์ จากหวั ขอ้ ท่ีกาหนดให้ กลุ่มที่ 3 ไมต่ ้องทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ผลการวิจยั พบว่า
การพัฒนาสติปัญญาตามทฤษฎขี องเปยี เจต์ของนักเรียนทงั้ 3 กล่มุ การทดลอง 9 สัปดาหไ์ มแ่ ตกตา่ งกัน

เมสนั (1990 : 3376 - A) ไดท้ าการวจิ ัยเพ่ือศึกษาผลของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ทีม่ ตี ่อเจตคติค่า
เชงิ วทิ ยาศาสตร์และทกั ษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้นในระดับ 7
และ 8 จานวน 285 คนจากโรงเรยี นมัธยมศึกษาตอนตน้ สงั กดั Outtawa County รัฐมชิ ิแกน แบง่
นกั เรียนเป็น 3 กลุ่ม คอื

1. โครงงานทคี่ รมู อบหมาย
2. โครงงานที่นักเรยี นเลอื กเอง
3. ไม่มีการทาโครงงาน
นกั เรียนมเี วลา 6 สัปดาห์ ในการทางานใหส้ าเรจ็ ทาการทดลองก่อนเรียนและหลงั เรยี น โดยใช้
แบบทดสอบชุดเดยี วกัน จานวน 2 ฉบับ คอื แบบทดสอบวัดเจตคตเิ ชิงวทิ ยาศาสตร์และแบบทดสอบวดั
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผลการวิจัยพบวา่
1. นกั เรียนทั้ง 3 กลมุ่ มีทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ไม่แตกต่างกัน
2. โครงงานวิทยาศาสตร์มผี ลต่อการพัฒนาเจตคตเิ ชงิ วิทยาศาสตรข์ องนักเรยี นเพศชายไดเ้ พียง
เลก็ น้อย
3. นกั เรยี นชอบทาโครงงานท่ีครูมอบหมายไดส้ าเรจ็ สมบรู ณ์ดีกวา่ โครงงานที่เลือกเอง
จากการศึกษาผลการวจิ ัย พบวา่ การจัดการเรียนร้แู บบโครงงาน สามารถพฒั นาผูเ้ รยี นอย่างมี
ประสิทธภิ าพ การจดั การเรียนรู้แบบโครงงานนไ้ี ม่เพียงแต่จะพัฒนาทางด้านความคิดด้านเดยี ว แตย่ งั
รวมถึงการพัฒนาทางด้านพฤติกรรมการทางานร่วมกัน การใหค้ วามชว่ ยเหลือกันในกลมุ่ และความ
กระตือรือรน้ ในการศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้อนื่ ๆ อกี

บทที่ 3

วธิ ีดำเนนิ กำรวิจยั

ในการวิจยั คร้งั น้ี ผวู้ จิ ัยได้ดาเนินการตามขั้นตอนดังน้ี
1. แบบแผนในการวิจัย
2. ประชากร
3. การส่มุ กลุม่ ตัวอย่าง
4. เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ัย
5. การดาเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
6. การวิเคราะห์ขอ้ มลู

แบบแผนในกำรวิจยั

การวิจยั คร้ังนีเ้ ป็นการวจิ ัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซง่ึ ดาเนินการทดลองกับกลุ่ม
ตัวอยา่ งกลุม่ เดยี ว ตามแบบแผนการทดลองแบบกลุม่ เดยี วสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน (One - Group
Pretest - Posttest Design) ซ่งึ มีรปู แบบการวิจัยดงั น้ี

ภาพท่ี 2 แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดยี วสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น (One – Group
Pretest - Posttest Design)

O1 X O2

O1 แทน การวัดผลก่อนการทดลอง (Pretest Observation)
X แทน การจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน (Treatment)
O2 แทน การวดั ผลหลังการทดลอง (Posttest Observation)

ประชำกร

ประชากรท่ใี ชใ้ นการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นคณะราษฎรบารงุ
จงั หวัดยะลา ทเ่ี รียนในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2560 จานวนนักเรียนท้งั หมด 342 คน

กำรสมุ่ กลุ่มตวั อยำ่ ง

กลุ่มตัวอยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยคร้ังน้ีเป็นนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง
จงั หวัดยะลา ที่เรยี นในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2560 จานวน 34 คน กลมุ่ ตวั อย่างได้มาโดยการเจาะจง
(Purposive Sampling)

27

เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นกำรวิจยั

เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวจิ ัยครง้ั นี้ มี 2 ประเภท
1. เครื่องทใ่ี ช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน
2. เครอื่ งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ไดแ้ ก่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น

แบบประเมนิ ทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ และแบบวดั เจตคตติ อ่ การเรยี นวิชา
คณติ ศาสตร์

ขัน้ ตอนกำรสร้ำงเครือ่ งมือท่ีใช้ในกำรทดลอง
1. ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
2. ศกึ ษารายละเอียดของหลักสตู ร สาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชว้ี ดั สาระการ

เรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เรอื่ ง การสารวจความคดิ เหน็
3. ศกึ ษาการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้ทจ่ี ดั การเรยี นรูแ้ บบโครงงาน
4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน ที่ประกอบดว้ ยรายละเอียดท่ี

เกยี่ วขอ้ งกับความรเู้ กี่ยวกบั โครงงาน และความรเู้ ก่ียวกบั การสารวจความคิดเห็น
5. เสนอแผนการจดั การเรียนรู้ต่ออาจารย์ทปี่ รึกษา เพ่ือตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุง

แกไ้ ข
6. นาแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ีปรับปรงุ แก้ไขแล้ว ให้ผูเ้ ชย่ี วชาญ 3 คน ใช้ดุลยพนิ จิ เพื่อนาไปหา

ค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) ของเครื่องมอื
7. นาแผนการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงานมาปรับปรงุ แก้ไข
8. จัดทาแผนการจัดการเรียนร้ฉู บับจรงิ เพอื่ นาไปใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการวิจยั

ขัน้ ตอนกำรสร้ำงเครอื่ งมือท่ีใชใ้ นกำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ ำงกำรเรียน
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสาระการเรียนร้คู ณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การสารวจ

ความคดิ เหน็ จานวน 1 ฉบับ เพือ่ ใชเ้ ป็นแบบทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยสลับขอ้
สลับตัวเลอื ก เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลอื ก กาหนดให้ค่าคะแนนคอื ทาถกู ได้ 1 คะแนน ทาผิด
ได้ 0 คะแนน จานวน 30 ขอ้ มขี นั้ ตอนการสร้าง ดงั นี้

1. ศกึ ษารายละเอยี ดของหลกั สตู ร สาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ และตวั ชีว้ ัด
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 6 เรอ่ื ง การสารวจความคดิ เหน็

2. ศึกษาทฤษฎี หลักการ และวธิ ีการสร้างเคร่ืองมือวัดผลทางการศึกษา วิเคราะห์
เนอ้ื หาและตัวช้ีวดั และสร้างตารางวิเคราะห์แบบทดสอบ

3. สรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนรู้ เร่อื ง การสารวจความคดิ เห็น จานวน
35 ข้อ

4. เสนอแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นต่ออาจารย์ท่ีปรกึ ษา เพ่ือตรวจสอบ
ความถกู ต้องและปรบั ปรงุ แก้ไข

5. นาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่ปี รบั ปรุงแก้ไขแลว้ ใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญ 3 คน
ใชด้ ลุ ยพนิ ิจเพื่อนาไปหาคา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ของเครื่องมือ และคดั เลือกแบบทดสอบที่มีคา่ ดัชนี
ความสอดคล้อง (IOC) ตง้ั แต่ 0.50 ข้ึนไป

28

6. นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่ปี รับปรุงแกไ้ ขแลว้ ไปทดลองใช้กับ
นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 ทมี่ ลี กั ษณะและสภาพใกล้เคียงกบั กลุม่ ตวั อย่าง เพื่อหาคา่ ระดบั ความยาก
ง่าย และค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบ

7. นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นมาวเิ คราะหร์ ายขอ้ เพื่อหาคา่ ระดับความ
ยากง่าย และคา่ อานาจจาแนก และเลอื กแบบทดสอบเฉพาะข้อทีม่ ีคา่ ระดับความยากง่าย อย่รู ะหวา่ ง
0.20 – 0.80 และค่าอานาจจาแนก ต้ังแต่ 0.20 ข้ึนไป จานวน 30 ข้อ

8. นาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ไปใช้เปน็ เครื่องมือในการวิจัย

แบบประเมินทักษะกระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์
มีขั้นตอนการสรา้ ง ดังนี้
1. ศึกษาวธิ กี ารสร้างแบบประเมินทกั ษะทางกระบวนทางคณิตศาสตรจ์ ากโครงงาน
2. สร้างแบบประเมนิ ทักษะทางกระบวนทางคณิตศาสตรจ์ ากโครงงาน ซ่ึงผวู้ ิจยั ได้

ปรับปรงุ และดดั แปลงมาจากแบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของโชตมิ า
หนูพริก (2553 : 382 – 383) โดยใช้แบบมาตรประเมินค่า (Rating Scale) 4 ระดบั ได้แก่

ระดบั 4 หมายถงึ มที ักษะมากท่ีสุด
ระดบั 3 หมายถงึ มที ักษะมาก
ระดบั 2 หมายถึง มที กั ษะพอใช้
ระดบั 1 หมายถึง มที กั ษะควรปรับปรงุ
โดยพิจารณาจากทกั ษะ 5 ทักษะ (โชติมา หนูพริก. 2553 : 377 – 381) ดังน้ี
1) ทักษะการแก้ปญั หา หมายถงึ ความสามารถในการดาเนินการแกป้ ัญหาได้
สาเรจ็ ด้วยวิธีการหลากหลาย และมคี วามเหมาะสมกบั ปัญหา การอธิบายเหตุผลในการใช้วธิ ีการแกป้ ญั หา
ไดเ้ ขา้ ใจชัดเจน ตลอดจนดาเนนิ การตรวจสอบและสะท้อนผลการแกป้ ัญหาอยา่ งมีประสิทธภิ าพและเกดิ
ความรใู้ หม่จากการแก้ปัญหา
2) ทักษะการให้เหตุผล หมายถึง ความสามารถในการคาดคะเนคาตอบท่ี
น่าจะเปน็ ไปได้อย่างสมเหตสุ มผล อธิบายเหตุผลประกอบการตดั สินใจได้อยา่ งเหมาะสม และสรปุ ผลของ
การตดั สนิ ใจได้อย่างเหมาะสม
3) ทกั ษะการการสื่อสาร การสอ่ื ความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ
หมายถึง ความสามารถในการใชภ้ าษาและสัญลกั ษณ์ทางคณติ ศาสตรใ์ นการส่ือสาร สื่อความหมายและ
นาเสนอได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม จดั ระบบและเชื่อมโยงความคิดผา่ นกระบวนการสื่อสาร และส่ือสาร
ความคิดด้านคณติ ศาสตร์ได้อยา่ งต่อเน่ืองและชัดเจน
4) ทักษะการเช่ือมโยง ความสามารถในการนาความร้ตู า่ งๆ ทางคณติ ศาสตร์
มาใช้ในการเรียนรเู้ นื้อหาใหม่ไดด้ ้วยตนเอง และนาความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวติ ประจาวันอยา่ ง
เหมาะสมกับสถานการณต์ ่างๆ
5) ทกั ษะด้านความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ หมายถงึ สามารถแสดงความคดิ รเิ รม่ิ
ใหมๆ่ โดยมีความคดิ คล่องแคลว่ ในการคดิ มคี วามยดื หยนุ่ ในการคิด และมีความละเอียดลออในการคดิ
3. นาแบบประเมนิ ทักษะทางกระบวนทางคณิตศาสตร์จากโครงงานเสนอต่ออาจารย์ที่
ปรึกษาตรวจสอบความถูกตอ้ งและปรับปรุงแกไ้ ข

29

4. นาแบบประเมินทกั ษะทางกระบวนทางคณิตศาสตร์จากโครงงานทีป่ รบั ปรงุ แลว้ ไป
ใชเ้ ป็นเครือ่ งมอื ในการวจิ ยั

แบบวดั เจคตติ อ่ กำรเรยี นวชิ ำคณติ ศำสตร์
มขี น้ั ตอนการสร้าง ดงั น้ี
1. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ งกับเจตคติ การวัดและการประเมนิ ผล การ

สรา้ งแบบวดั เจตคติ เพื่อนามาเปน็ แนวทางในการสร้างแบบวดั เจตคตติ ่อการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์
2. สรา้ งแบบวดั เจตคตติ ่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบสอบถามตามแบบ

ลเิ คริ ์ทสเกล (Likert Scale) ทีม่ ีมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั จานวน 30 ขอ้ ซ่ึงผ้วู ิจยั ได้ปรบั ปรุงและ
ดดั แปลงมาจากแบบสอบถามวัดเจตคติตอ่ วิชาคณติ ศาสตร์ของ ฐติ ยิ า เกตุคา (2551 : 100 – 102)

3. นาแบบวัดเจตคติต่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เสนอต่ออาจารยท์ ่ีปรึกษาตรวจสอบ
ความถูกตอ้ งและปรับปรุงแก้ไข

4. นาแบบวดั เจตคตติ ่อการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ที่ปรบั ปรุงแล้ว ไปใช้เป็นเครื่องมือใน
การวจิ ัย

กำรดำเนนิ กำรทดลองและกำรเก็บรวบรวมข้อมลู

ในการดาเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมลู คร้งั นี้ ผวู้ จิ ัยแบ่งข้ันตอนเป็น 3 ขน้ั ตอน คอื
1. ขั้นกอ่ นการทดลอง

ผวู้ จิ ัยเตรียมความพร้อมดา้ นต่างๆ โดยสร้างเครอื่ งมือ ไดแ้ ก่ แผนการจัดการเรยี นรู้
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น แบบประเมนิ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และแบบวดั เจต
คติของนักเรยี นต่อวิชาคณิตศาสตร์

วเิ คราะห์ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยการหาคา่ ดัชนีความเท่ยี งตรง จากความเห็น
ของผเู้ ชี่ยวชาญเกี่ยวกับแบบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวดั เจตคติต่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
และวิเคราะห์ค่าความยากงา่ ยของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ปฐมนิเทศนักเรียนทเี่ ป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อชี้แจงตวั ชว้ี ัด และวิธีการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ
โครงงานตั้งแตเ่ ร่ิมต้นจนส้นิ สดุ และสรา้ งความเข้าใจกับนกั เรยี นกล่มุ ทดลอง

ให้ความร้เู กยี่ วกบั การทาโครงงานคณิตศาสตร์ และให้นักเรียนกลุ่มทดลองทาแบบทดสอบ
วดั ผลก่อนเรยี น (Pretest) เร่ือง การสารวจความคดิ เหน็

2. ขั้นดาเนินการทดลอง
เป็นขนั้ ตอนทีผ่ ูว้ ิจยั เป็นผ้ดู าเนนิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ตามแผนการจัดการ

เรยี นรทู้ ่ีผวู้ จิ ัยสร้างไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกดิ ตวั แปรแทรกซอ้ นอันเนอื่ งมาจาก ตัวครู ประสบการณใ์ นการ
สอน บคุ ลิกภาพ ฯลฯ ไดด้ าเนินการทดลองโดยใช้เคร่ืองมือในการวจิ ัยที่เตรยี มไว้มีรายละเอยี ด ดังน้ี เวลา
ท่ใี ชใ้ นการทดลองจานวน 8 ชวั่ โมง โดยทาการสอน 4 สัปดาห์ สปั ดาห์ละ 2 วัน วนั ละ 50 นาที โดยใช้
เนอื้ หาในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 เรอื่ ง การสารวจความคดิ เหน็ ตาม
หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สาระที่ 5 การวเิ คราะห์ข้อมลู และความนา่ จะเป็น
มาตรฐาน ค 5.1 เข้าใจและใชว้ ธิ ีการทางสถติ ใิ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ม.4 – 6 ตัวชี้วดั ท่ี 1 เขา้ ใจวธิ ีการ
สารวจความคดิ เหน็ อย่างง่าย มาตรฐาน ค 5.2 ใช้วธิ ีการทางสถิตแิ ละความรู้เกย่ี วกับความน่าจะเปน็ ใน
การคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล ม.4 – 6 ตวั ชว้ี ดั ที่ 1 นาผลทไี่ ด้จากการสารวจความคิดเหน็ ไปใช้

30

คาดการณ์ในสถานการณ์ท่กี าหนดให้
โดยการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้มี 4 ขัน้ ตอน ไดแ้ ก่ 1) ขน้ั นาเข้าสู่บทเรยี น โดยชี้แจงตัวช้วี ดั

ใหค้ วามรู้ในสาระคณติ ศาสตร์เร่ืองการสารวจความคดิ เหน็ กระตุน้ ความสนใจใหน้ ักเรยี นมคี วามร้สู กึ สนใจ
และอยากท่จี ะทาโครงงาน 2) ข้นั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เปน็ ขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบโครงงาน
ประกอบดว้ ย 5 ขั้นตอน ดงั นี้ ขั้นตอนที่ 1 การเลือกหัวข้อเร่อื งหรือปญั หาที่จะศกึ ษา โดยใหผ้ ูเ้ รียนแตล่ ะ
กลมุ่ ระดมสมองเลือกหัวข้อเรื่อง หรอื ปัญหาทจี่ ะศึกษาตามความสนใจของนักเรียน พร้อมท้ังระบุตัวแปร
ทจี่ ะศึกษา วัสดุอปุ กรณ์ทจี่ าเป็นตอ้ งใช้ ระยะเวลาในการทาโครงงานและแหลง่ ท่มี าของความรู้ ข้นั ตอนท่ี
2 การวางแผนในการทาโครงงาน โดยใหผ้ ู้เรยี นเขียนเคา้ โครงของโครงงาน ข้ันตอนท่ี 3 การลงมือทา
โครงงานตามแผนปฏิบัติงานทีก่ าหนด ข้ันตอนท่ี 4 การเขียนรายงาน ใหผ้ ้เู รียนฝกึ เขยี นรายงานโครงงาน
คณิตศาสตร์ตามหวั ข้อท่กี าหนดไวร้ ่วมกัน ขนั้ ตอนท่ี 5 การนาเสนอผลงาน ให้ผูเ้ รียนแต่ละกลมุ่ ออกมา
นาเสนอความคบื หนา้ และนาเสนอผลงานทีไ่ ดจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้ 3) ขน้ั สรปุ บทเรียน เป็น การสรปุ
บทเรยี น การอภิปรายแสดงความพงึ พอใจรว่ มกนั ระหวา่ งผู้สอนกบั นักเรยี น การอภิปรายเพิ่มเติมในส่วนที่
ผเู้ รียนยงั ไมเ่ ข้าใจ 4) ข้นั ทดสอบและประเมินผล ใหน้ กั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั จากเรียนจบเน้อื หา เป็น
การตรวจสอบความรู้ของนักเรียนทีเ่ รียนมา

3. ขั้นหลังการทดลอง
เป็นขนั้ ตอนทผี่ ู้วิจัยเกบ็ ข้อมลู หลังการจัดการเรยี นรู้เร่ือง การสารวจความคิดเหน็ ทีจ่ ัดการ

เรียนรู้แบบโครงงาน โดยใชแ้ บบประเมินทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์จานวน 1 ฉบับ แบบวดั เจต
คตขิ องนกั เรยี นต่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ จานวน 1 ฉบับ และแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
จานวน 1 ฉบับ คือ ขอ้ สอบหลงั เรยี น (Posttest) มาใชเ้ ปน็ แบบทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ โดยสลบั ข้อ
สลับตัวเลือก ระหวา่ งข้อสอบก่อน เรยี นและข้อสอบหลงั เรียน หลังจากนน้ั นาขอ้ มูลท่ไี ด้ไปวิเคราะห์ข้อมลู
ทางสถิติ

กำรวิเครำะห์ข้อมลู

สถติ ิท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการตรวจคุณภาพของเคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย มีดงั น้ี (ฐติ ิยา เกตุคา. 2551 :

77 – 79)
1.1 การหาค่าดัชนคี วามเทยี่ งตรงเชิงพินิจ และความเทีย่ งตรงเชงิ เนื้อหา โดยใชค้ วามเหน็
ของผ้เู ช่ียวชาญของแบบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและแผนการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน

IOC = R

N

เม่อื IOC หมายถงึ ดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งข้อคาถามกับวัตถปุ ระสงค์

R หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชย่ี วชาญ

N หมายถงึ จานวนผเู้ ชีย่ วชาญ

31

1.2 การวัดความยากของแบบทดสอบ

PE = SU +SL -2NXmin 
2NXmax -Xmin 

เมอ่ื PE หมายถึง ดชั นีคา่ ความยากของแบบทดสอบ
SU หมายถงึ ผลรวมของคะแนนกลุ่มเก่ง
SL หมายถงึ ผลรวมของคะแนนกลุม่ อ่อน
N หมายถึง จานวนผเู้ ขา้ สอบของกลุ่มเก่งหรอื กลุ่มอ่อน
Xmax หมายถงึ คะแนนทน่ี ักเรยี นทาไดส้ งู สุด
Xmin หมายถงึ คะแนนที่นักเรียนทาไดต้ า่ สุด

1.3 การหาอานาจจาแนกของแบบทดสอบ

D= SU -SL

NXmax -Xmin 

เม่อื D หมายถงึ ค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบ
SU หมายถงึ ผลรวมของคะแนนกลุม่ เก่ง
SL หมายถงึ ผลรวมของคะแนนกลุม่ อ่อน
N หมายถงึ จานวนผู้เข้าสอบของกลมุ่ เก่งหรือกลุ่มอ่อน
Xmax หมายถึง คะแนนที่นักเรยี นทาได้สงู สดุ
Xmin หมายถงึ คะแนนที่นักเรียนทาได้ตา่ สุด

2. สถิติที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูลผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
คา่ เฉลยี่ เลขคณิต

2.1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2.2 ความแปรปรวน

3. สถติ ทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูลเจตคตขิ องนกั เรียนทมี่ ตี ่อวิชาคณิตศาสตร์
3.1 ร้อยละ
3.2 คา่ เฉลย่ี เลขคณิต
3.3 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน

บทท่ี 4

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

ในการศึกษาค้นควา้ ผ้วู จิ ยั ขอนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลทีไ่ ด้จากการทดลองกับนกั เรียนกลุ่ม
ตวั อย่าง คือนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6/2 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จงั หวัดยะลา จานวน 34 คน ภาค
เรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2560 โดยมีสัญลักษณท์ ใี่ ช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล ดังนี้

สญั ลกั ษณท์ ่ีใช้ในการนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดังน้ี
n หมายถึง จานวนนกั เรียนกลมุ่ ตัวอย่าง
x หมายถงึ คะแนนเต็มของแบบวัดเจตคตติ ่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
x หมายถึง คา่ เฉลี่ยเลขคณิต
S.D. หมายถึง คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน
D หมายถงึ คา่ เฉล่ยี ความแตกต่างของคะแนนแตล่ ะคู่
t หมายถึง ค่าสถติ ทิ ดสอบ t (t-test dependent)
P หมายถึง ระดบั นัยสาคัญทางสถิติกาหนดไวท้ ีร่ ะดบั .05

ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ของวิจัยครัง้ น้ี ผู้วิจยั ได้นาเสนอในลกั ษณะของตารางความเรียง
ดงั นี้

ตอนท่ี 1 ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์เรื่อง การสารวจความ
คดิ เหน็ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ก่อนและหลังการจดั การเรียนรูแ้ บบโครงงาน (Project-based
learning)

ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6
หลังจากการจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning)

ตอนที่ 3 เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรยี นรู้
แบบโครงงาน (Project-based learning)

ตอนท่ี 1 ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์เรอื่ ง การสารวจ
ความคิดเหน็ ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้
แบบโครงงาน (Project-based learning)

การวจิ ยั ครงั้ น้ี ผู้วิจยั ได้วิเคราะหเ์ พื่อเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เร่ือง
การสารวจความคิดเหน็ ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ที่จัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน ระหว่างก่อนเรียน
และหลังเรียน ดังตาราง 1

33

ตาราง 1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์เร่ือง การสารวจความ
คดิ เห็น ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 กอ่ นและหลงั การจัดการเรยี นรแู้ บบ
โครงงาน (Project-based learning)

ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน x S.D. D t P
ก่อนเรยี น 12.13 2.58

หลงั เรียน 4.18 8.73 .000
16.31 3.07

จากตาราง 1 พบว่า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตรเ์ รื่อง การสารวจความคิดเห็น ของ
นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนยั สาคญั ท่รี ะดับ .05

ตอนที่ 2 ผลการศกึ ษาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษา
ปที ี่ 6 หลงั จากการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning)

การวจิ ัยคร้งั น้ี ผู้วจิ ัยไดว้ ิเคราะหท์ กั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ หลังเรยี นตามแผนการ
จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning) ตามเกณฑก์ ารหาค่าเฉลย่ี ผลการประเมินทักษะ
กระบวนการทางคณติ ศาสตร์ ดังตาราง 2

ตาราง 2 คะแนนเฉลีย่ ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ หลังเรียนตามแผนการจดั การ
เรยี นร้แู บบโครงงาน (Project-based learning) ตามเกณฑก์ ารหาค่าเฉลี่ยผลการ
ประเมินทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์

ทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ x S.D. แปลความหมาย

1. การแกป้ ญั หา 3.23 .81 ทักษะดี

2. การใหเ้ หตุผล 3.36 .58 ทกั ษะดี

3. การส่อื สาร การสื่อความหมายทาง 3.21 .61 ทกั ษะดี
คณติ ศาสตร์และการนาเสนอ

4. การเชื่อมโยงความรูต้ ่างๆ ทางคณิตศาสตร์ 3.51 .64 ทกั ษะดมี าก
และเชอื่ มโยงคณิตศาสตร์กบั ศาสตรอ์ ่นื ๆ

5. ความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ 3.44 .55 ทักษะดี

รวม 3.35 .51 ทักษะดี

จากตาราง 2 พบว่า ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์หลังเรยี นตามแผนการจัดการเรียนรู้แบบ
โครงงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ในภาพรวมนกั เรียนมที ักษะ
กระบวนการทางคณติ ศาสตร์อยู่ในระดับดี โดยนักเรียนมีทักษะการเช่ือมโยงความร้ตู ่างๆ ทางคณิตศาสตร์
และเช่อื มโยงคณิตศาสตรก์ บั ศาสตรอ์ ่ืนๆ อยู่ในระดบั ดมี าก

34

ตอนที่ 3 เจตคติต่อการเรียนวิชาคณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ท่จี ดั การ
เรียนร้แู บบโครงงาน (Project-based learning)

การวจิ ัยครั้งนี้ ผู้วิจยั ได้วเิ คราะห์เจตคตติ ่อการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปี
ท่ี 6 ทจ่ี ดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning) ตามเกณฑ์การหาคะแนนร้อยละเจตคตติ ่อ
การเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ ดงั ตาราง 3

ตาราง 3 เจตคติต่อการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีจัดการ
เรยี นรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning) ตามเกณฑ์การหาคะแนนร้อยละ
เจตคติตอ่ การเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์

กลุ่มตวั อย่าง n x x S.D.
นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 34 150 109.31 13.28

จากตาราง 3 พบวา่ นกั เรยี นมีเจตคติต่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตรโ์ ดยเฉลี่ย 109.31 คะแนน คิด
เป็นร้อยละ 72.87 ของคะแนนเตม็ และมีส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของคะแนนเปน็ 13.28 ในภาพรวม
นกั เรยี นเจตคตติ ่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดบั ดี (คะแนนร้อยละ 70 ขน้ึ ไป) แสดงว่าการจัดการ
เรียนรแู้ บบโครงงาน(Project-based learning) สง่ ผลใหน้ ักเรยี นมเี จตคติทด่ี ีต่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์

บทท่ี 5

สรปุ อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยครง้ั น้เี ปน็ การศกึ ษาเรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ทักษะกระบวนการทาง
คณิตศาสตร์ และเจตคตติ อ่ การเรียนวิชาคณติ ศาสตรเ์ ร่ือง การสารวจความคิดเห็น ของนกั เรยี นช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ที่จดั การเรียนรูแ้ บบโครงงาน

วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพ่อื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตรเ์ ร่ือง การสารวจความคิดเหน็ ของ
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning)

2. เพือ่ ศกึ ษาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทจี่ ัดการ
เรียนรแู้ บบโครงงาน (Project-based learning)

3. เพื่อศกึ ษาเจตคติต่อการเรียนวิชาคณติ ศาสตรข์ องนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ทจี่ ดั การ
เรยี นรูแ้ บบโครงงาน (Project-based learning)

สรุปผลการวจิ ยั

1. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์เร่ือง การสารวจความคิดเหน็ ของนักเรยี นชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 6 หลังเรยี นสงู กว่าก่อนการจัดการเรียนรูแ้ บบโครงงาน (Project-based learning)
อยา่ งมีนยั สาคัญที่ระดบั .05

2. ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6 ทจ่ี ดั การเรยี นรู้แบบ
โครงงาน (Project-based learning) โดยภาพรวมนกั เรียนมที กั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์อยใู่ น
ระดับดี ( x = 3.35, S.D. = 0.51) และเม่ือพจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ ทักษะทมี่ ีคุณภาพอยู่ในระดบั
ดีมาก คอื การเชือ่ มโยงความรูต้ า่ งๆ ทางคณติ ศาสตร์และเชื่อมโยงคณติ ศาสตรก์ ับศาสตรอ์ น่ื ๆ ( x = 3.51,
S.D. = 0.64 ) สว่ นทักษะความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์มีคณุ ภาพอยใู่ นระดับสงู ( x = 3.44, S.D. = 0.55 )
การใหเ้ หตุผลมีคุณภาพอยูใ่ นระดบั สงู ( x = 3.36, S.D. = 0.58 ) การแกป้ ัญหามคี ุณภาพอยู่ในระดบั สงู
( x = 3.23, S.D. = 0.81) และทักษะการสอ่ื สาร การส่ือความหมายทางคณติ ศาสตร์และการนาเสนอมี
คุณภาพอย่ใู นระดบั สูงเชน่ กัน ( x = 3.21, S.D. = 0.61) แตต่ า่ กว่าทกั ษะดา้ นอื่นๆ

3. เจตคติต่อการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตรข์ องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6 ที่จดั การเรยี นรู้แบบ
โครงงาน (Project-based learning) ในภาพรวมนกั เรียนเจตคตติ อ่ การเรียนวิชาคณิตศาสตรอ์ ย่ใู นระดับ
ดี (คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป) แสดงว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน(Project-based learning) สง่ ผลให้
นกั เรียนมีเจตคติท่ดี ีต่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์

อภิปรายผลการวจิ ัย

1. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์เร่ือง การสารวจความคิดเห็น ของนักเรยี นชนั้
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 หลงั เรียนสูงกว่าก่อนการจดั การเรยี นรูแ้ บบโครงงาน (Project-based learning) อยา่ ง
มีนยั สาคญั ท่ีระดับ .05 ทง้ั น้ีอาจเนือ่ งมาจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเปน็ การจัดการเรยี นรทู้ ่เี นน้ ให้

36

นักเรยี นเรยี นรโู้ ดยการปฏบิ ัติ ทาให้สามารถสร้างองคค์ วามรไู้ ด้ด้วยตนเองทาใหเ้ กดิ การเรียนรูท้ ่คี งทน
เพราะวิธีการเรยี นรู้ทนี่ ักเรียนเรยี นรู้ดว้ ยตนเองเปน็ วิธกี ารเรียนการสอนที่ได้ผลดกี ว่าการอธบิ าย สาธิต
แสดงกฎ หรือสตู ร และวิธีอน่ื ๆ ซง่ึ ส่ิงเหลา่ นสี้ ่งผลให้นกั เรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเพ่ิมมากขึน้
(Bloom, 1997: 4) สอดคล้องกับแนวคิดของ ยุพิน พิพธิ กุล (2545: 11) ทีก่ ล่าวว่าหลักการสอน
คณติ ศาสตร์ทีด่ ีนั้นควรสอนใหน้ ักเรยี นคิดเองและคน้ พบด้วยตนเอง ผสู้ อนเป็นผชู้ ีแ้ นะไม่ใชผ่ ูบ้ อก การที่ครู
ทาหนา้ ทเ่ี ป็นผูใ้ ห้คาปรกึ ษาแกน่ กั เรียนอย่างใกล้ชิดจะทาใหน้ กั เรยี นมคี วามสนใจและตง้ั ใจเรยี นมากข้ึน
การจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงานเปน็ การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทีเ่ นน้ ถึงการเรียนรู้ที่เกดิ จากการ
สร้างองค์ความรจู้ ากการปฏิบัติกจิ กรรมโครงงาน โดยเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นได้คดิ อยา่ งอิสระ ทางาน
รว่ มกับบุคคลอ่นื ได้พดู คุยแลกเปล่ียนความคิดเหน็ แทนการเรยี นรู้โดยการบอกเล่าจากครู สอดคลอ้ งกับ
ผลการวิจัยของ ศักดดิ์ า ศรผี าวงศ์ (2547: บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจยั เรอ่ื ง “การพฒั นาทกั ษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตรโ์ ดยโครงงานเรือ่ งสถติ ิเบ้ืองตน้ ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5” ผลการวจิ ัยพบว่า นกั เรยี นมี
ความกา้ วหนา้ ทางการเรยี นรู้ ทั้งด้านความรู้และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์เพม่ิ ขึ้นมากกวา่ รอ้ ย
ละ 20 อยา่ งมนี ัยสาคัญทีร่ ะดับ .01 และนกั เรยี นมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรยี นผ่านไป 14 วัน ทง้ั
ด้านความรู้และทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรไ์ ม่แตกตา่ งไปจากเดมิ ซง่ึ สอดคล้องกับผลการวจิ ัยของ
นภสั สร สทุ ธกิ ลุ (2546: บทคัดย่อ) ราตรี ทองสามสี (2547: บทคัดย่อ) รุจิรัตน์ รุ่งหัวไผ่ (2549:
บทคัดย่อ) วรรณว์ ิไล หงสท์ อง (2551: บทคัดยอ่ ) ได้ทาการศกึ ษาเกย่ี วกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชา
คณติ ศาสตร์ที่ไดร้ ับการสอนโดยใช้การเรียนรแู้ บบโครงงาน พบว่าการสอนโดยใช้กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบ
โครงงานสูงกว่าเกณฑ์ทีก่ าหนด

2. ผลการประเมินทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ที่
จดั การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning) โดยใช้แบบประเมินคุณภาพทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตรท์ ่ปี ระเมินโดยผสู้ อนโดยภาพรวมพบวา่ นักเรียนมที ักษะกระบวนการทางคณิตศาสตรอ์ ยู่
ในระดบั ดี ทง้ั น้อี าจเปน็ เพราะว่าการจัดการเรยี นร้แู บบโครงงานเปน็ การจัดการเรยี นร้ทู เ่ี น้นใหน้ ักเรยี นได้
คน้ ควา้ และศกึ ษาด้วยตนเอง ลงปฏบิ ตั ิตามความถนัดและความสนใจ ซึง่ ทาใหน้ ักเรียนมีอิสระทาง
ความคดิ ร่วมกันคดิ แก้ปัญหาโดยใชท้ กั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ สอดคล้องกบั ผลการวจิ ยั ของ
มานัส ทพิ ยส์ ัมฤทธิ์ (2544: บทคดั ยอ่ ) ไดพ้ ัฒนากิจกรรมเพ่ือสง่ เสริมการทาโครงงานคณิตศาสตร์ สาหรับ
นกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นสงวนหญงิ จังหวดั สพุ รรณบรุ ี ผลการวจิ ยั พบว่า การจดั กจิ กรรมเพื่อ
สง่ เสริมการทาโครงงานคณิตศาสตร์มีผลทาใหน้ ักเรยี นสามารถจัดกิจกรรมโครงงานคณติ ศาสตร์ได้ทุกกลมุ่
โดยการคดิ แกไ้ ขปญั หาของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลมุ่ ควบคุมอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05
และความคิดสรา้ งสรรค์ของนักเรยี นกลมุ่ ทดลองสงู กว่ากลมุ่ ควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05
ซ่ึงสอดคล้องกบั ผลการวิจยั ของ ชัยรตั น์ สุลานาจ (2547: บทคดั ย่อ) ศักดดิ์ า ศรผี าวงศ์ (2547: บทคดั ย่อ)
และ วรรณ์วไิ ล หงส์ทอง (2551: บทคดั ย่อ) จากการศึกษาเก่ียวกับความสามารถทางทักษะกระบวนการ
ทางคณิตศาสตร์ท่ีได้รบั การสอนโดยใช้กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบโครงงาน พบว่าหลงั การสอนโดยใชก้ จิ กรรม
การเรียนรู้แบบโครงงานโดยภาพรวมนักเรียนมที ักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์อยใู่ นระดับดี และเม่ือ
พิจารณาเปน็ รายด้านพบว่า ทักษะทม่ี ีคณุ ภาพอยูใ่ นระดบั ดีมาก คือ การเชอื่ มโยงความรู้ต่างๆ ทาง
คณติ ศาสตร์และเช่อื มโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อนื่ ๆ สว่ นทักษะการสื่อสาร การสอ่ื ความหมายทาง
คณิตศาสตร์และการนาเสนอมคี ณุ ภาพอย่ใู นระดบั สงู แต่ต่ากว่าทักษะด้านอ่ืนๆ ทง้ั นอ้ี าจเป็นเพราะ
นักเรยี นยงั ขาดประสบการณใ์ นการใช้ภาษาและสญั ลกั ษณ์ทางคณิตศาสตรใ์ นการสอ่ื สาร สือ่ ความหมาย
และนาเสนอได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

37

3. เจตคติต่อการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรแู้ บบ
โครงงาน (Project-based learning) ในภาพรวมนักเรียนเจตคตติ อ่ การเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์อยู่ในระดับ
ดี (คะแนนร้อยละ 70 ขน้ึ ไป) ทัง้ น้ีอาจเนื่องมาจากการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงานเป็นการจัดการเรยี นร้ทู ่ี
เปลย่ี นบรรยากาศการเรยี นการสอนใหน้ กั เรยี นได้มโี อกาสศกึ ษา สารวจ ค้นคว้า ทดลอง หรอื แกป้ ัญหา
ด้วยตนเอง จงึ ทาให้นกั เรยี นสนุกสนาน ได้ร่วมมือกันปฏบิ ตั ิกิจกรรมเป็นกลุ่ม ทาให้มีโอกาสช่วยเหลือซง่ึ
กันและกันในกลุ่มเพื่อน เปน็ การฝกึ ฝนและเพ่ิมพูนทักษะใหเ้ กิดความเชยี่ วชาญและเอาชนะจดุ อ่อนท่ีมีอยู่
ได้ โดยไม่ต้องกังวลกบั ผ้อู ื่น ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคดิ ของชัยศักดิ์ ลลี าจรัสกลุ (ม.ป.ป. : 6) และศักด์ิดา
ศรผี าวงศ์ (2547:2) ทีว่ า่ การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้
นกั เรียนเกดิ ความรัก ความสนใจ และมเี จตคติท่ีดีต่อวิชาคณติ ศาสตร์ เป็นการพฒั นาความสามารถของ
นกั เรยี นในการใช้กระบวนการทางคณิตศาสตรใ์ นการแกป้ ัญหา นกั เรียนสามารถนาความรคู้ ณิตศาสตรไ์ ป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวันหรอื ออกแบบสิง่ ประดิษฐใ์ หม่ๆ ได้ โดยตระหนกั ถึงคุณค่าและประโยชน์ของ
วิชาคณติ ศาสตร์ แสดงวา่ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based learning) ส่งผลใหน้ กั เรยี นมี
เจตคตทิ ่ดี ตี ่อการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้
1.1 จากผลการวจิ ัยพบว่า คะแนนเฉลยี่ ของนกั เรยี นทีจ่ ัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน (Project-

based learning) หลงั การจัดการเรียนรมู้ ีผลสัมฤทธ์ิสงู กว่ากอ่ นการจดั การเรยี นรู้ ดงั น้ันสถานศกึ ษาควร
ส่งเสรมิ ใหค้ รูนาวิธีการจัดการเรยี นร้แู บบโครงงานไปใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ ีเ่ น้นผู้เรยี นเปน็
สาคญั ในการสอนสาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์ในเนื้อหาอ่ืนๆ และกลุม่ สาระการเรยี นรู้อ่ืนและระดับชัน้ อน่ื
ทต่ี ้องการให้นกั เรยี นเกดิ ทกั ษะการทางานรว่ มกนั กับผูอ้ ่ืน ด้านการค้นพบปัญหาและแก้ปัญหาได้ดว้ ย
ตนเอง เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรจู้ ากการปฏิบตั ิ

1.2 จากการประเมินทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์พบวา่ ความสามารถดา้ นการสอื่ สาร
การสื่อความหมายทางคณิตศาสตรแ์ ละการนาเสนอมีคุณภาพอยู่ในระดับสูง แต่ตา่ กว่าทักษะด้านอืน่ ๆ
อาจเนอื่ งมาจากนกั เรียนยังขาดประสบการณใ์ นการใช้ภาษาและสัญลกั ษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการส่ือสาร
สื่อความหมายและนาเสนอได้อยา่ งถูกต้องเหมาะสม ดงั นั้นครคู วรปรบั ปรุงกิจกรรมการเรียนการสอน โดย
จดั กจิ กรรมหรือสถานการณป์ ัญหาสอดแทรกในการเรียนรู้ และกระตุน้ ใหน้ ักเรียนใชท้ ักษะการสื่อสาร
การสอ่ื ความหมายทางคณิตศาสตรแ์ ละการนาเสนอให้มากข้นึ ซ่ึงอาจเปน็ การมอบหมายงานหรอื กจิ กรรม
ใหผ้ เู้ รยี นไดใ้ ชภ้ าษาและสัญลักษณ์ทางคณติ ศาสตร์ในการส่ือสาร ส่ือความหมาย และนาเสนอ

1.3 เวลาท่ีใช้ในการทาโครงงานในแตล่ ะขั้นตอน ต้องให้เวลาท่เี หมาะสม ไม่มากหรือนอ้ ย
เกินไป จนทาให้นักเรียนเกดิ ความรสู้ กึ อึดอดั และเบือ่ หน่ายในการเรยี น ดงั น้ันผู้สอนควรนาแผนการจัดการ
เรียนรู้ท่จี ดั ทาขนึ้ ไปทดลองใช้กอ่ น เพื่อทาการปรบั ปรงุ และแก้ไขข้อบกพร่องท่ีอาจเกิดขึ้น

1.4 ผูส้ อนตอ้ งคอยดูแลและใหค้ าปรึกษาอย่างใกล้ชิดในแต่ละข้ันตอนของการทาโครงงาน
ใหก้ บั นกั เรยี นทุกกลุ่ม เพื่อให้นักเรยี นมีความรสู้ ึกอบอ่นุ ม่ันใจ และอยากทจ่ี ะพฒั นาชิ้นงานของตนเองโดย
การนาข้อบกพรอ่ งหรือข้อเสนอแนะไปปรับปรงุ แก้ไขในการดาเนินกิจกรรมในขั้นตอนต่อ ๆ ไป

38

2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครั้งต่อไป
2.1 ควรศกึ ษาวิจยั เพอื่ พฒั นาความสามารถในการทาโครงงานสาหรับนักเรยี นในเน้อื หาอื่นๆ

กลุม่ สาระการเรียนรอู้ ื่นๆ และระดับชั้นอื่นๆ ที่เหมาะสมกับการจดั การเรยี นร้แู บบโครงงานตอ่ ไป
2.2 ควรศกึ ษาผลของการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงานท่ีมตี ่อตัวแปรอืน่ ๆ เช่น ความ

รับผดิ ชอบ ความมีระเบียบวินยั ความร่วมมือภายในกลุม่ เป็นต้น

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2546). พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ 2)
พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาภาคบงั คับ พ.ศ. 2545. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์
อักษรไทย.

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .

กฤษณา ศักดิ์ศรี. (2530). จติ วิทยาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาจติ วิทยาและการแนะแนว
วทิ ยาลยั ครพู ระนคร.

จไุ รรัตน์ ปึ้งผลพูล. (2556). การพฒั นาผลการเรยี นรู้และทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตรเ์ รือ่ งการ
วิเคราะหข์ ้อมูลเบ้ืองตน้ ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ท่จี ัดการเรียนรู้แบบโครงงาน.
Veridian E-Journal, SU 6, 1 (January - April).

ชวาล แพรัตกุล. (2516). เทคนิคการวัดผล. พมิ พค์ รั้งท่ี 5, กรงุ เทพมหานคร : วฒั นาพานชิ .
ชาตรี เกดิ ธรรม. (2547). เทคนคิ การสอนแบบโครงงาน. กรงุ เทพมหานคร : สวุ ีรยิ าสาสน์.
ชยั รัตน์ สุลานาจ. (2547). ผลของการจัดกจิ กรรมโครงงานคณิตศาสตร์ ท่ีมีตอ่ ทกั ษะ/กระบวนการทาง

คณติ ศาสตร์ และความสามารถในการทาโครงงานคณติ ศาสตร์ ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปี
ท่ี 3. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑติ สาขาการมธั ยมศกึ ษา บณั ฑิตวทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
ชัยศักด์ิ ลีลาจรัสกุล. โครงงานคณติ ศาสตร.์ กรุงเทพมหานคร : สถาบนั พัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ, มปป.
โชติมา หนูพริก. (2553). การพัฒนาระบบประเมนิ การเรียนการสอนคณิตศาตร์ สาหรบั นกั เรยี นชนั้
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1. ปริญญาปรชั ญาดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาหลกั สตู รและการสอน บณั ฑิตวทิ ยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
ฐิตยิ า เกตุคา. (2551). ผลการใชบ้ ทเรียนออนไลน์ เรอื่ ง วิธีจัดหมู่ ท่ีมตี อ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและ
เจตคติตอ่ การเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 6. ปริญญาการศกึ ษา
มหาบัณฑติ สาขาการมัธยมศึกษา บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
ดวงพร อ่ิมแสงจนั ทร.์ (2555). การพฒั นาผลการเรียนรู้ เรอ่ื ง หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกบั
การพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศ และความสามารถในการแก้ปญั หาตามขนั้ ตอนการจัดการ
เรียนรู้แบบโครงงาน ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5. Veridian E-Journal, SU 5, 2 (May -
August) : 314.
ทศิ นา แขมขณี. (2545). ศาสตรก์ ารสอน. กรงุ เทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
นภัสสร สทุ ธิกลุ . (2546). การพฒั นากจิ กรรมการเรียนการสอนเพอื่ สง่ เสริมความสามารถในการทา
โครงงาน คณิตศาสตร์ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรยี นเทพมงคลรงั สี จงั หวัด
กาญจนบุรี. วทิ ยานิพนธป์ ริญญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
บญุ ธรรม กจิ ปรดี าบริสุทธ.์ (2531). ระเบียบวิธีการวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร : สยามเจรญิ
พานิช.
ประดินันท์ อุปรมยั . (2543). เอกสารการสอนชุดวิชาพ้ืนฐานการศึกษา. กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมมาธิราช.

40

ประไพ ธีรนรเศรษฐ. (2544). ผลของการใชช้ ุดกจิ กรรมฝึกทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ที่มตี ่อทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชมุ ชนวดั
ศรคี าชมพู จงั หวัดเชยี งใหม่. ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาหลกั สตู รการสอน
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช.

ผ่องใส ห่อทอง. (2538). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนและความคงทนในการ
เรียนรวู้ ิชาคณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยการสอนแบบพัฒนา
รายบคุ คลทท่ี างานรว่ มกันเป็นคณะกับการสอนปกติ. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม.
(การประถมศกึ ษา). กรงุ เทพมหานคร : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.

พนารตั น์ แช่มชน่ื . (2548). ชุดกิจกรรมแบบปฏิบตั ิการเพ่ือส่งเสริมการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทาง
คณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 เรอ่ื ง แบบรปู และความสัมพนั ธ์. ปรญิ ญานพิ นธ์
กศ.ม.(การมธั ยมศึกษา). กรงุ เทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ วิโรฒ.

พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2538). วิธวี จิ ัยทางพฤตกิ รรมศาสตร์และสงั คมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : สานกั
ทดสอบทางการศึกษาและจติ วิทยา มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.

พมิ พพ์ ร ไชยฤกษ์. (2551). การศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์
ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยใช้เกมคณติ ศาสตรร์ ว่ มกับกจิ กรรมกลุ่มย่อย.
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลยั ทักษิณ.

ไพฑรู ย์ ชยั ประโคม. (2542). การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนและทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โดยใช้กจิ กรรมโครงงานวิทยาศาสตร์.
วทิ ยานพิ นธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .

ไพทลู นารคร. (2549). การพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์. วารสารศกึ ษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ . ปีท่ี 29 ฉบับท่ี 3-4 (กรกฎาคม-ธันวาคม) : 38-47.

ไพศาล หวังพานชิ . (2523). การวัดผลการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร : สานักทดสอบทางการศึกษาและ
จติ วิทยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร.

มานสั ทพิ ยส์ ัมฤทธ์กิ ลุ . (2544). การพัฒนากิจกรรมเพอ่ื ส่งเสรมิ การทาโครงงานคณติ ศาสตร์สาหรับ
นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสพุ รรณบรุ ี. ศึกษาศาสตร
มหาบณั ฑิต สาขาวชิ าหลกั สูตรการสอน มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.

ยุทธ ไกยวรรณ์. (2544). เทคนคิ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวชิ าโครงงาน Project Approach
ระดบั มัธยมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : พัฒนาคุณภาพวิชาการ.

ยุพิน พิพิธกลุ . (2545). การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: บพธิ การพมิ พ์ จากดั .
รววี รรณ องั คนุรกั ษ์พนั ธ์. (2533). เอกสารคาสอนวิชา วผ 306 การวัดทศั นคตเิ บอื้ งต้น. ชลบุรี :

ภาควิชาหลักสตู รและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
ราตรี ทองสามสี. (2547). การพัฒนาผลการเรียนรู้ เร่อื งโจทยป์ ัญหาคณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นช้นั

ประถมศกึ ษา ปที ี่ 3 โดยวิธสี อนแบบโครงงาน. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร :
นานมีบุ๊คสพ์ บั ลิเคชัน่ .
รจุ ริ ตั น์ รุ่งหวั ไผ่. (2549). การศกึ ษาความสามารถในการทาโครงงานคณติ ศาสตร์ ทักษะการแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเองและเจตคตติ อ่ วชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 จากการ

41

จดั กิจกรรมโครงงานคณิตศาสตร์. ปรญิ ญาการศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชาการวิจัยและสถิติ
ทางการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
ลัดดา ภู่เกยี รติ. (2544). กิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงาน: ประมวลบทความนวตั กรรมเพือ่ การ
เรยี นรู้สาหรบั ครู ยคุ ปฏริ ปู การศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ. (2536). เทคนิคการวิจยั ทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งท่ี 3,
กรงุ เทพมหานคร : ศนู ยส์ ่งเสรมิ วิชาการ.
วรรณว์ ไิ ล หงสท์ อง. (2551). การพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ของนกั เรียนชัน้
ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โดยการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน. วทิ ยานิพนธศ์ ึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต
สาขาวิชาหลกั สตู รและการนเิ ทศ บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
วราภรณ์ ตระกูลสฤษด.ิ์ (2545). การนาเสนอรูปแบบการเรยี นการสอนบนเวบ็ ด้วยการเรียนรูแ้ บบ
โครงการเพอื่ การเรียนรู้เปน็ ทีมของนักศกึ ษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบรุ ี.
วทิ ยานิพนธค์ รุศาสตรดุษฎีบณั ฑติ สาขาวิชาเทคโนโลยีและสือ่ สารการศกึ ษา คณะคุรุศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
วราภรณ์ ตระกูลสฤษด์.ิ (2551). แนวทางการจัดการเรียนรแู้ บบโครงการ. กรงุ เทพมหานคร : หา้ ง
หุน้ สว่ นจากดั เอ็ม ไอ ที พรนิ้ ต้ิง.
วชั รนิ ทร์ โพธเ์ิ งนิ และคณะ. การจัดการเรยี นการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐาน. ภาควิชาครุศาสตรเ์ คร่อื งกล คณะ
ครุศาสตรอ์ ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ.
วัฒนาพร ระงบั ทกุ ข์. (2545) เทคนิคและกจิ กรรมการเรยี นรทู้ เ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั ตามหลักสูตร
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พ.ศ. 2544. กรงุ เทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค.
ศักดิ์ สุนทรเสณี. (2531). เจตคติ. กรงุ เทพมหานคร : ดี.ดี บุ๊คสโตร์.
ศักดด์ิ า ศรผี าวงศ์. (2547). การพัฒนาทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรโ์ ดยโครงงานเร่ืองสถิติ
เบอ้ื งตน้ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5. วิทยานิพนธป์ ริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาหลกั สูตรและ
การสอน บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
ศริ ินา วาจาสัตย์. (2547). การพฒั นากจิ กรรมการเรยี นร้ทู ่ีเนน้ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตรเ์ รอื่ ง
รูปวงกลม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
ประถมศึกษา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
สดใส เตียนพลกรัง. (2548). ผลการสอนโดยใชก้ ิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ท่ีมตี อ่ ความสามารถ
ในการแกป้ ัญหาในวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐานของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรยี น
พญาเย็นวทิ ยา จงั หวดั นครราชสีมา. วิทยานพิ นธ์ ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัย
สโุ ขทยั ธรรมธริ าช.
สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2529). คมู่ ือการทาและจัดแสดงโครงงาน
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. กรงุ เทพมหานคร : สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี.
สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2545). คูม่ ือการจัดการเรยี นร้กู ลุ่มสาระการเรียนรู้
คณติ ศาสตร.์ พมิ พ์ครั้งที่ 3. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2546). คู่มอื วัดผลประเมนิ ผลคณิตศาสตร์.
กรุงเทพมหานคร : กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ.

42

สนอง อนิ ละคร. (2544). เทคนคิ วธิ ีและนวัตกรรมทใ่ี ชจ้ ดั กิจกรรมการเรยี นการสอนทีเ่ น้นนกั เรยี น
เป็นศนู ยก์ ลาง. อุบลราชธานี : อุบลกิจออฟเซนตก์ ารพมิ พ์.

สทิ ธญิ า รัสสัยการ. (2551). ผลการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน กลุม่ สาระการเรยี นรกู้ ารงานอาชีพและ
เทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3. วิทยานิพนธป์ ริญญาครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าหลกั สูตร
และการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.

สิรพิ ร ทพิ ย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณติ ศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั พัฒนาคณุ ภาพ
วิชาการ (พว.).

สชุ าติ วงศส์ ุวรรณ. (2542). การเรียนรู้สาหรบั ศตวรรษท่ี 21: การเรยี นรู้ทผ่ี ู้เรยี นเป็นผสู้ ร้างความรู้ดว้ ย
ตนเอง. กรงุ เทพมหานคร: กรมวชิ าการ.

สรุ างค์ โค้วตระกูล. (2536). จติ วิทยาการศกึ ษา. พิมพค์ ร้ังที่ 2. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .

สวุ ฒั น์ เอ่ยี มอรพรรณ. (2549). กิจกรรมการเรียนรูเ้ พ่ือพฒั นาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). แผนการศกึ ษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545-2549).
กรงุ เทพมหานคร: พริกหวานกราฟฟคิ จากดั .

ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์. (2542). ทศั นคติในแงข่ องจิตวิทยา. วดั ผลการศกึ ษา 2, 2 : 1 - 6.
หทัยกาญจน์ อนิ บุญมา. (2547). ชุดการเรียนคณติ ศาสตร์เพ่ือสง่ เสริมความรู้สึกเชิงจานวน

เร่ืองการประมาณค่า ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1. สารนพิ นธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา).
กรุงเทพมหานคร : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
อญั ชนา โพธิพลากร. (2545). การพฒั นาชดุ กจิ กรรมคณติ ศาสตร์ที่เนน้ ทกั ษะการแกป้ ัญหาทาง
คณติ ศาสตร์ดว้ ยการเรยี นแบบรว่ มมือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3. ปริญญานพิ นธ์
กศ.ม.(การมัธยมศึกษา). กรงุ เทพมหานคร : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ วโิ รฒ.
อรอมุ า พร้อมจะบก. (2547). ผลการใช้แบบฝกึ กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตรใ์ นการสอนวชิ า
โครงงานวทิ ยาศาสตรก์ บั คณุ ภาพชีวติ สาหรบั นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ .
วทิ ยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
Bloom, B.S. (1976). Human Characteristics and School Learning. New York : McGraw-
Hill Book Company.
Carroll, John B. (1963). A Model of School Learning, Teachers College Record 64, 8 :
723-733.
Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. New York : McGraw Hill.
Mason, Thomas H. (1990). An Investigation of the Relative Effectiveness of Teacher
Initiated versus Student Initiated Junior High School Science Project.
Dissertation Abstracts International.
Meyer, Debra K. and others. (1997). Challenge in Mathematics Classroom : Students
Learn Project-Based Instruction. Elementary School Journal.
Shaw, M.E.; & Wright, J.M. (1967). Scales for the Measurement of Attitude. New York :
McGraw-Hill Book Company.
Smith, Carls. (1960). Social Psychology. New Jersey : Prentice-Hall, Inc.

43

Triandis, Harry C. (1971). Attitude and attitude Change. p.3, New York : John Wiley and
Sons. Inc.

Wilson, Jame, W. (1971). Evaluation of Learning in Secondary School Mathematics.
In Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning,
pp.643-696. New York : McGraw-Hill.

Zimbardo, Philip. G. : Ebbesen, Ebbe B. & Maslach, Christina. (1977). Influencing
Attitude and Changing Behavior. 2nd ed. Reading, Massachusetts : Addison –
Wesley.


Click to View FlipBook Version