สมุด รายวิชาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรีย รี น เสนอ บันทึกการเรียรี นรู้ รหัสวิชา 21043701 ภาคเรีย รี นที่ 2 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร รองศาสตราจารณ์ ดร.สำ ราญ กำ จัดภัย จัดทำ โดย นางสาวมนธิชา ทองสี รหัสนักศึกษา 63115239124
บันทึกการเรียรีนรู้ฉรู้บับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การ วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียรีน รหัสวิชา 21043701 ภาคเรียรีนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จัดทำ ขึ้นเพื่อสรุปองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้เรียรีน รวมถึง เกร็ด ร็ ความรู้ต่รู้ ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการทบทวนองค์ความรู้ที่รู้ ที่ได้รับรั ในห้องเรียรีน ให้เกิดความรู้แรู้ละความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ผู้จัดทำ ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.สำ ราญ กำ จัดภัย อาจารย์ผู้สอน ที่มอบความรู้แรู้ละแนวทางการศึกษาเกี่ยวกับ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียรีน ผู้จัดทำ หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกการเรียรีนรู้ฉรู้บับนี้จะสามารถให้ความรู้แรู้ละ เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาด ประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวมนธิชา ทองสี ผู้จัดทำ ก คำ นำ
ข สารบัญ เรื่อ รื่ ง หน้า คำ นำ ก สารบัญ ข ประวัติส่วนตัว ค สัปดาห์ที่ 1 แนะนำ รายวิชา 1 สัปดาห์ที่ 2 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียรีนรู้ / 4 ความรู้เรู้บื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย สัปดาห์ที่ 3 ตัวแปรและประเภทของตัวแปร 9 สัปดาห์ที่ 4 ข้อมูลและประเภทของข้อมูล / 13 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง สัปดาห์ที่ 5 สมมติฐานทางการวิจัยและสมมติฐานทางสถิติ / 19 นวัตกรรมการเรียรีนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียรีนรู้ สัปดาห์ที่ 6 วิจัย บทที่ 1 23 สัปดาห์ที่ 7 วิจัย บทที่ 2 26 สัปดาห์ที่ 8 วิจัย บทที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 30 สัปดาห์ที่ 9 วิจัย บทที่ 3 การตรวจสอบเครื่องมือวิจัย 38 สัปดาห์ที่ 10 การวางแผนเก็บข้อมูลวิจัย 42 สัปดาห์ที่ 11 วิจัยบทที่ 4 ผลวิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 1 44 สัปดาห์ที่ 12 วิจัยบทที่ 4 ผลวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 2-3 47 สัปดาห์ที่ 13 วิจัยบทที่ 4 ผลวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 4-5 50 สัปดาห์ที่ 14 วิจัยบทที่ 4 ผลวิเคราะห์ข้อมูลและ 53 วิจัยบทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ สัปดาห์ที่ 15 วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียรีน 55 สัปดาห์ที่ 16 ใบกิจกรรม CAR 59 ความรู้สึรู้ สึก/ความคิดเห็น 62 ใบสัญญาการเรียรีน 63
ค ประวัติส่วนตัว ชื่อเล่น : โบว์ รหัสนักศึกษา : 63115239124 วัน/เดือน/ปีเกิด : 28 ตุลาคม 2544 อายุ : 21 ปี หมู่เลือด : A เบอร์โร์ ทรศัพท์ : 0887653302 การศึกษา โรงเรียรีนชุมชนเอื้องก่อนาดี โรงเรียรีนสหราษฎร์รั ร์ งรัสฤษดิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ปี 2559 ปี 2662 ปัจจุบัน ที่อยู่ตามภูมิลำ เนา 173 หมู่ 2 ตำ บลบ้านเอื้อง อำ เภอศรีสรีงคราม จังหวัดนครพนม 48150 ปลูกต้นไม้ ทำ ขนม คติ "ไม่ได้ ไม่ได้ ต้องได้" ชื่อ : นางสาวมนธิชา ทองสี งานอดิเรก
ง บันทึกการเรียนรู้
WEEK 1 1 เนื้อหาย่อย : มคอ.3 / การจัดทำ บันทึกการเรียรีนรู้ /สัญญาการเข้าเรียรีน เนื้อหาหลัก : แนะนำ รายวิชา 3 พฤศจิกายน 2565
วันนี้เป็นคาบแรกที่ได้พบปะอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ก็ได้อธิบายเกี่ยวกับ มคอ.3 ซึ่งจะประกอบด้วย ชื่อรายวิชา จำ นวนหน่อยกิต หลักสูตรและประเภท ของรายวิชา ชื่ออาจารย์ผู้สอนนั่นก็คือ รศ.ดร.สำ ราญ กำ จัดภัย และจะเรียรีนใน ภาคเรียรีนที่ 2/2565 ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิทยาศาสตร์ ค ร์ ณะครุศาสตร์ จุดมุ่งหมายของรายวิชาจะแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านสมรรถนะ (จุดประสงค์อิงสมรรถนะ) (2) ด้านความรู้ (3) ด้านคุณลักษณะ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ นักศึกษาต้องสามารถออกแบบและสร้าร้งนวัตกรรมที่ ใช้พัฒนาการเรียรีนการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เ ร์ พื่อนำ ไปใช้แก้ปัญหา ที่เราพบในชั้นเรียรีน โดยปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเรียรีน การสอนมากมายซึ่งเราสามารถนำ ส่วนนี้มาสร้าร้งนวัตกรรมได้ และอาจารย์ ก็ได้เปิดวิดีโอ นวัตกรรมของสาขาการสอนภาษาไทยให้ดู ถือว่าเป็น นวัตกรรมที่ดีมากๆ เพราะใช้การอัดวิดีแทนการสอนในห้องเรียรีนจะกลับมา เปิดดูตอนไหนก็ได้ และอาจารย์ก็ยังให้แบ่งกลุ่มในการทำ วิจัย ทำ ให้ได้ ทำ งานร่วร่มกันเพื่อนๆในห้อง เพื่อสร้าร้งสัมพันธภาพที่ดีต่อเพื่อนและครูผู้สอน รวมทั้งมีเจตคติที่ดีต่องานวิจัยอีกด้วย ทางด้านคุณธรรม จริยริธรรม จะมุ่งเน้น ให้นักศึกษามีความรักรัและศรัทรัธาในวิชาชีพ และปฏิบัติตามจรรยาบรรณของ วิชาชีพครู รวมทั้งมีวินัยในการเข้าเรียรีนและส่งงานครบตามกำ หนด ทางด้าน วิธีการสอนอาจารย์จะใช้วิธีการเสริมริแรงกับคนที่ทำ ตัวเป็นแบบอย่างดีโดย การให้คะแนนและใช้วิธีการลงโทษสำ หรับรัคนที่ทำ ตนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี โดยวิธีการลงโทษนี้จะใช้เหตุผลทำ ให้คิดได้เอง การให้คะแนนจะมาจากการ เข้าเรียรีน การไม่ก่อกวนชั้นเรียรีน มีความรับรัผิดชอบ 8% สะท้อนความคิด 2% สอบท้ายบท 10% กลางภาค 30% บันทึกการเรียรีนรู้ 1รู้ 0% โครงการวิจัย 10% รูปเล่มและนวัตกรรม 30% 2 สรุปเนื้อหา
ต่อมาเป็นการอธิบายการจัดทำ บันทึกการเรียรีนรู้ โรู้ดยให้สรุปเนื้อหา ที่เรียรีนแต่ละสัปดาห์ตามที่ตัวเองเข้าใจ และทำ ให้เป็นหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ ขนาดกระดาษไม่เกิน A4 โดยให้มีเนื้อหา ดังนี้ (1) ระบุหัวข้อ เนื้อหาย่อย และวันที่หรือรื สัปดาห์ก็ได้ (2) ทำ mapping สรุปเนื้อหาที่ได้เรียรีนไป (3) สรุปเนื้อหาที่ได้เรียรีนไปทั้งหมดเป็นภาษาของตัวเองและตกแต่ง ทุกส่วนภายในเล่มให้สวยงามโดยจัดทำ ให้คล้ายรูปเล่มรายงาน ซึ่งประกอบด้วย หน้าปก คำ นำ สารบัญ เนื้อหา บทส่งท้าย และ ปกหลัง และอาจารย์ยังชี้แจงเกณฑ์การให้คะแนนของเล่มบันทึกการเรียรีน รู้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การจัดทำ เล่มของบันทึกการเรียรีนรู้ (รู้น้ำ หนัก 2 คะแนน) การบันทึกความรู้ที่รู้ ที่ได้รับรั (น้ำ หนัก 6 คะแนน) การออกแบบ และตกแต่งชิ้นงาน (น้ำ หนัก 2 คะแนน) ในแต่ละข้อจะประเมินเป็นระดับ ตั้งแต่ 4 3 2 1 ตามเงื่อนไขที่กำ หนด นำ ระดับที่ได้ไปคูณกับน้ำ หนัก คะแนน แล้วนำ คะแนนทั้งหมดมาบวกกันก็จะได้คะแนนของเล่มบันทึก การเรียรีนรู้ ต่อมาเป็นในส่วนของใบสัญญาการเรียรีน มีสัญญาทั้งหมด 5 ข้อ ถ้าปฏิบัติตามนี้ก็จะได้คะแนนเต็มตามที่คุยกันไว้ ในสัญญาจะประกอบด้วย ชื่อของผู้ให้สัญญา (พร้อร้มติดรูป) ชื่อพยาน 2 คน และผู้รับรั สัญญานั่นก็คือ อาจารย์ผู้สอน และยังมีบันทึกผลการร่วร่มกิจกรรมในชั้นเรียรีน ประกอบด้วย วัน/เดือน/ปี หัวข้อหรือรืเนื้อหาที่เรียรีน เวลาเข้าเรียรีน คะแนนสอบหลังเรียรีน และความคิดเห็นในชั้นเรียรีน เมื่อทำ ข้อตกลงและซักถามข้อสงสัยเสร็จ ร็ เรียรีบร้อร้ยก็ได้เวลาเลิกเรียรีนพอดีและเจอกันสัปดาห์หน้า 3 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
4 WEEK 2 9 พฤศจิกายน 2565 เนื้อหาหลัก : แนวคิดเกี่ยวกับการเรีย รี นรู้ / ความรู้เ รู้ บื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย เนื้อหาย่อย : ความหมายของการเรียรีน พฤติกรรมการเรียรีนรู้ด้รู้ ด้านพุทธิพิสัย พฤติกรรมการเรียรีนรู้ด้รู้ ด้านจิตพิสัย พฤติกรรมการเรียรีนรู้ด้รู้ ด้านทักษะพิสัย / ความ หมายของการวิจัย ความจริงริกับการค้นหาความจริงริขั้นตอนทั่วไปของ การวิจัย เป้าหมายของการวิจัย จรรยาบรรณของวิจัย การจัดประเภทของ การวิจัย
5
เป็นสัปดาห์ที่สองของการเรียรีนการสอน ซึ่งอาจารย์สอน เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับการเรียรีนรู้แรู้ละความรู้เรู้บื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย โดยเริ่ม จากการเรียรีนรู้ หรู้มายถึง การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร เนื่องจากการได้รับรั ประสบการณ์ การเปลี่ยนแปลง หมายถึง การทำ ให้มี ลักษณะแตกต่างไปจากเดิม คำ ว่า ค่อนข้างถาวร หมายถึง คงทนหรือรืคง อยู่อย่างยาวนาน และการได้รับรั ประสบการณ์ หมายถึง การได้เผชิญกับ สิ่งรอบกายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง พฤติกรรม หมายถึง กิริยริาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เมื่อได้เผชิญ กับสิ่งเร้าร้ทั้งที่เป็นพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาให้ทุกคนสามารถ มองเห็นหรือรื สังเกตได้ เช่น การร้อร้งเพลง การพูด และพฤติกรรมภายใน นั้นอาจจะแสดงแล้วแต่ไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือรื สังเกตได้ จนกว่าคน คนนั้นจะบอกคนอื่นหรือรืแสดงบางอย่างให้รับรัรู้ เรู้ ช่น ความคิด อารมณ์ ความรู้สึรู้ สึก ซึ่งพฤติกรรมตามทรรศนะของ Bloom หมายถึง พฤติกรรมการ เรียรีนรู้ 3รู้ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย จำ แนกได้ 6 ระดับ ดังนี้ 1) ความรู้หรู้รือรืความจำ 2) ความเข้าใจ 3) การนำ ไปใช้ 4) การวิเคราะห์ 5) การสังเคราะห์ 6) การประเมินค่า ด้านจิตพพิสัย จำ แนกได้ 5 ลำ ดับขั้น ดังนี้ 1) ขั้นรับรัรู้ รู้ 2) ขั้นตอบสนอง 3) ขั้นเห็นคุณค่าหรือรืสร้าร้งค่านิยม 4) ขั้นจัดระบบค่านิยม 5) ขั้นสร้าร้งสักษณะนิสัยจากค่านิยม ด้านทักษะพิสัย ซึ่งของ Dave มี 5 ขั้น ดังนี้ 1) รับรัรู้แรู้ละเลียนแบบ 2) ลงมือปฏิบัติและทำ ตามได้ 3) ลดความสามารถจนกว่าจะสามารถทำ ได้ถูกต้อง 4) ปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง 5) ปฏิบัติได้อย่างเป๊นธรรมชาติ ของ Simpson มี 7 ขั้น ดังนี้ 1) การรับรัรู้ รู้ 2) การเตรียรีมความพร้อร้ม 3) การตอบสนองตามแนวชี้แนะ 4) การปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 5) การตอบสนองที่ซับซ้อน 6) การดัดแปลง 7) การริเริริ่ม 6 สรุปเนื้อหา
ความรู้เรู้บื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย การวิจัย หมายถึง การค้นหาความจริงริ ในประเด็นที่สนใจ ใช้วิธีการที่เป็นระบบ ความจริงริที่ได้ต้องมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ความจริงรินัยทั่วไปสามารถนำ ไปใช้ ได้อย่างกว้างขวางและความจริงริยืดหยุ่นตามบริบริท สามารถใช้ได้เฉพาะบริบริท ที่ศึกษา ไม่ยืนยันการนำ ไปใช้ในบริบริทอื่น ๆ สำ หรับรัวิธีการค้นหาความจริงริจำ แนกได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) วิธีนิรนัยเป็นการนำ เอาความรู้พื้รู้ พื้นฐานอาจเป็น กฎ ความเชื่อ ข้อตกลง ที่ยอมรับรัว่าเป็นความจริงริมาอ้างอิงในการสรุปข้อมูล 2) วิธีอุปนัยเป็นการค้นหาผ่านประสบการณ์ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า หรือรืทดลองหลาย ๆ ครั้งเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แล้วสรุปตามข้อมูลที่ได้ 3) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ โร์ ดยเอากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ม ร์ าใช้หา ความจริงริ ขั้นตอนของการวิจัย 1) ตระหนักถึงปัญหาที่ต้องการทำ วิจัย 2) กำ หนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน 3) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4) ตั้งสมมุติฐานของการวิจัย 5) เขียนโครงร่าร่งการวิจัย 6) สรา้งหรือรืเลือกเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 7) ดำ เนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 8) ดำ เนินการจัดกระทำ ข้อมูลหรือรืวิเคราะห์ข้อมูล 9) สรุปผลการวิจัยและเขียนรายงานวิจัย 10) เผยแพร่ผร่ลงานวิจัย การวิจัยสามารถกำ หนดเป้าหมายได้ 4 ลักษณะ ดังนี้ 1) เป้าหมายเพื่อบรรยายหรือรืพรรณนา 2) เป้าหมายเพื่ออธิบาย 3) เป้าหมายเพื่อทานาย 4) เป้าหมายเพื่อควบคุม 7 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
จรรยาบรรณของนักวิจัย มีดังนี้ 1) นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรม 2) นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำ วิจัย 3) นักวิจัยต้องมีพีื้นฐานความรู้ใรู้นสาขาวิชาการที่ทาวิจัย 4) นักวิจัยต้องมีความรับรัผิดชอบต่อส่ิงที่ศึกษา 5) นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศดิ์รีแรีละสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการ วิจัย 6) นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดปราศจากอคติ 7) นักวิจัยพึงนำ ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ 8) นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น 9) นักวิจัยพึงมีความรับรัผิดชอบต่อสังคม การจัดประเภอของการวิจัย 1. แบ่งวิจัยตามลักษณะของข้อมูลและวิธีการได้มา มี 2 ประเภท ได้แก่ 1) การวิจัยเชิงปริมริาณ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ 2. แบ่งตามประโยชน์การนำ ผลการวิจัยไปใช้ได้ 3 ประเภท 1) การวิจัยพื้นฐานหรือรืการวิจัยบริสุริสุทธิ์ 2) การวิจัยประยุกต์ 3) การวิจัยปฏิบัติการ 3. แบ่งตามความต้องการข้อสรุปเชิงเหตุและผลหรือรื ไม่ แบ่งได้ 4 ประเภท 1) การวิจัยเชิงทดลอง 2) การวิจัยศึกษาย้อนหาสาเหตุ 3) การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์และการวิจัยเชิงทำ นาย 4) การวิจัยเชิงสำ รวจ 8 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
WEEK 3 เนื้อหาย่อย : ความหมายของตัวแปร ประเภทของตัวแปร 9 เนื้อหาหลัก : ตัวแปรและประเภทของตัวแปร 16 พฤศจิกายน 65
10
My Memo สัปดาห์ที่สามของการเรียรีนการสอน วันนี้เรียรีนเรื่อง ความหมาย ของตัวแปรและประเภทของตัวแปร โดยตัวแปร หมายถึง คุณลักษณะ ของ สิ่งต่าง ๆ ที่สามารถแปรค่าได้ตั้งแต่สองค่าขึ้นไป อยู่ในรูปแบบของ ปริมริาณหรือรืคุณภาพก็ได้ เช่น เพศแปรได้ 2 ค่า คือ หญิงและชาย ขนาด โรงเรียรีน แปรเป็น ขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาด เล็ก ส่วนประเภทของตัวแปรสามารถแบ่งได้หลายแบบขึ้นอยู่กับเกณฑ์ ที่ใช้วัด 1. แบ่งตามลักษณะของข้อมูลได้ 2 ประเภท คือ 1) ตัวแปรเชิงปริมริาณ แปรค่าเป็นตัวเลขหรือรืจำ นวน ตัวเลขเหล่านั้น สามารถนำ มา บวก ลบ คูณ หาร กันได้ เช่น น้ำ หนัก ส่วนสูง อายุ ความเร็ว ร็ คะแนนสอบ ซึ่งตัวแปรเชิงปริมริาณสามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด ได้แก่ ตัวแปรต่อเนื่อง มีทุกสเกลของมาตรวัดจำ นวนมากมายไม่จำ กัด นับไม่ถ้วน เช่น น้ำ หนักของสิ่งของ เมื่อพิจารณาระหว่าง 2-5 กิโลกรัมรั จะเห็นได้ว่ามีจำ นวนจริงริอยู่ระหว่างนั้นแบบนับไม่ถ้วน ต่อมาแบบไม่ต่อ เนื่อง เป็นแบบขาดช่วงสามารถนับจำ นวนได้ชัดเจนครบถ้วน เช่น หน้าของลูกเต๋า จะเห็นว่ามีค่าทั้งหมด 6 ค่า คือ 1,2,3,4,5,6 เพียงเท่านั้น 2) ตัวแปรเชิงคุณภาพ แปรค่าต่าง ๆ ได้ ค่าเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวเลข หรือรืจำ นวน เช่น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภูมิลำ เนา อาชีพ ศาสนาที่นับถือ สถานภาพทางสังคม หรือรืถ้าเป็นแบบตัวเลขจะไม่สามารถนำ มาบวก ลบ คูณ หาร กันได้ เช่น เบอร์เ ร์สื้อนักฟุตบอล เบอร์รอง ร์ เท้า 2. แบ่งตามความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน ได้ 2 ประเภท คือ 1) ตัวแปรอิสระหรือรืตัวแปรต้นหรือรืตัวแปรเหตุ เป็นตัวแปรที่ เกิดขึ้นก่อนละมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม เช่น เพศผู้เรียรีน 2) ตัวแปรตามหรือรืตัวแปรผล เกิดจากการได้รับรัอิทธิพลจาก ตัวแปรต้น เช่น ผลการเรียรีนของผู้เรียรีน 11 สรุปเนื้อหา
3. แบ่งตามประเภทของการวิจัย เช่น วิจัยเชิงทดลองแบ่งตัวแปรออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1) ตัวแปรจัดกระทำ เป็นตัวแปรอิสระอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัยได้นำ มาจัด กระทำ กับกลุ่มทดลองเพื่อดูผลที่เกิดขึ้น เช่น วิธีการสอนต่างกัน 2 วิธี คือ A กัน B ตัวแปรจัดกระทำ คือวิธีการสอนแปรได้ 2 ค่า คือ วิธีการสอน A และวิธีการสอน B 2) ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรที่มาจากผลของตัวแปรจัดกระทำ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทธิ์างการเรียรีนหลังเรียรีนด้วยวิธีการสอน A และ B 3) ตัวแปรแทรกซ้อน เป็นตัวแปรอิสระที่ผู้ทดลองคิดว่าจะมีผลต่อ ตัวแปรตามก็เลยจัดการควบคุมไว้ เช่น ครูผู้สอน บรรยากาศใน ห้องเรียรีน ช่วงเวลาที่เรียรีน 4) ตัวแปรสอดแทรก เป็นตัวแปรอิสระมีผลต่อตัวแปรตามแต่ไม่ได้ ควบคุมไว้ ซึ่งอาจไม่รู้มรู้าก่อนว่าจะมีหรือรืรู้แรู้ต่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเรียรีน พิเศษของกลุ่มตัวอย่าง การเจ็บไข้ได้ป่วย ความรู้สึรู้ สึกต่อรายวิชา 5) ตัวแปรกลาง เป็นตัวแปรอิสระที่ไม่ได้จัดกระทำ และควบคุมแต่ จะดึงเข้ามาศึกษาร่วร่ม เช่น เพศของนักเรียรีน วิจัยเชิงทำ นายแบ่งตัวแปรออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ตัวแปรเกณฑ์คล้ายตัวแปรตาม เป็นตัวแปรที่ผู้ทดลองสนใจ ศึกษาว่ามีค่าเพิ่มขึ้นหรือรืลดลงขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง เช่น ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียรีน 2) ตัวแปรทำ นายหรือรืตัวแปรพยากรณ์คล้ายตัวแปรอิสระ เป็นตัวแปรที่ผู้ทดลองสนใจนำ มาทำ นายค่าที่เพิ่มขึ้นหรือรืลดลงของ ตัวแปรเกณฑ์ เช่น เจตคติต่อการเรียรีน เจตคติต่อครูผู้สอน แรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ การรับรัรู้ครู้วามสามารถของตนเอง 12 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
13 เนื้อหาย่อย : ความหมายของข้อมูล ประเภทของข้อมูล WEEK 4 23 พฤศจิกายน 2565 เนื้อหาหลัก : ข้อมูลและประเภทของข้อมูล / ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
14
สิ่งที่ต้องทำ สัปดาห์ที่สี่เริ่มด้วยเรื่องข้อมูลและประเภทของข้อมูล โดยข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงริหรือรืรายละเอียดต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมมาจากการนับหรือรืวัดด้วย แบบสอบถามหรือรืแบบทดสอบ การสังเกต อาจเป็นตัวเลขหรือรื ไม่ใช่ก็ได้ สามารถนำ มาวิเคราะห์เพื่อหาคำ ตอบในเรื่องที่ศึกษาได้ แบ่งข้อมูลตามลักษณะได้ 2 ประเภท คือ 1) ข้อมูลเชิงปริมริาณ วัดออกมาเป็นตัวเลขแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ข้อมูลแบบต่อเนื่อง เป็นข้อมูลที่มีได้ทุกค่าในสเกลวัด เช่น น้ำ หนัก ส่วนสูง และข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง เป็นข้อมูลที่มีค่าเฉพาะจำ นวนเต็มหรือรืจำ นวนนับ เช่น จำ นวนคน สัตว์ สิ่งของ 2) ข้อมูลเชิงคุณภาพ ไม่สามารถระบุได้ว่ามากหรือรืน้อยส่วนใหญ่อยู่ใน เป็นข้อความ เช่น เพศ สีผม ลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก เบอร์โร์ ทรศัพท์ ต่อมาแบ่งตามแหล่งที่มาหรือรืวิธีการเก็บข้อมูลได้ 2 ประเภท คือ 1) ข้อมูลปฐมภูมิ ได้มาจากผู้ทดลองลงเก็บด้วยตัวเองจากแหล่งกำ เนิด ข้อมูลโดยตรงจากการสัมภาษณ์ ทดลอง สำ รวจ หรือรืรวบรวมจาก แบบสอบถาม 2) ข้อมูลทุติยภูมิ ผู้ทดลองไม่ได้ลงเก็บโดยตรงแต่คัดลอกมาจากผู้อื่นที่ เคยรวบรวมไว้ และแบ่งตามระดับของการวัดได้ 4 ประเภท คือ 1) ข้อมูลระดับนามบัญญัติ คือข้อมูลที่เป็นเพียงการจัดประเภทของคน สัตว์ สิ่งของ ออกเป็นกลุ่ม ๆ โดยแต่ละกลุ่มมีความเท่าเทียมกัน เช่น เพศ จัดเป็นชายและหญิง ศาสนาที่นับถือ เช่น พุทธ คริสริต์ ฮินดู อิสลาม ไม่ได้มี การจัดลำ ดับมากหรือรืน้อย 2) ข้อมูลระดับเรียรีงอันดับ คือข้อมูลที่มีการจัดประเภท และจัดลำ ดับหรือรื ตำ แหน่ง ให้เป็นกลุ่มแบบลดหลั่นกันเป็นขั้น ๆ มีความแตกต่างระหว่างกลุ่ม แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าช่วงระหว่างขั้นหนึ่งไปอีกขั้นนั้นห่างกันมากน้อยหรือรื เท่ากันหรือรื ไม่ เช่น วุฒิทางการศึกษา คือ ประถม มัธยม ปริญริญาตรี ปรีริญริญา โท และปริญริญาเอก สามารถเรียรีงลำ ดับจากน้อยไปมาก มากไปน้อย หรือรืต่ำ ไปสูง สูงไปต่ำ ได้ และยังนำ มาเปรียรีบเทียบกันได้แต่ไม่สามารถนำ มาบวก ลบ คูณ หาร กันได้ 3) ข้อมูลระดับอันตรภาค เป็นข้อมูลเชิงปริมริาณ สามารถวัดค่าเป็นตัวเลข ที่มีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ (1) เรียรีงลำ ดับความมากน้อยได้ (2) ช่วงห่างระหว่างตัวเลขแต่ละค่าเท่ากัน ค่ากำ หนดเริ่มต้นที่เป็น ศูนย์ ไม่ใช่ศูนย์แท้แต่เป็นศูนย์สมมติ 15 สรุปเนื้อหา
4) ข้อมูลระดับอัตราส่วน คือข้อมูลเชิงปริมริาณ สามารถวัดค่าเป็นตัวเลขที่มี คุณสมบัติ 3 ประการ คือ (1) เรียรีงลำ ดับความมากน้อยได้ (2) ช่วงห่างระหว่างตัวเลขแต่ละค่าเท่ากัน (3) มีจุดเริ่มต้นจากศูนย์ที่แท้ ที่วัดแล้วไม่มีค่านั้นอยู่จริงริ ๆ ตัวอย่าง เช่น ความเร็ว ร็ 0 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือรืความเร็ว ร็ 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความ หมายเดียวกันคือวัตถุไม่มีการเคลื่อนที่เลย ตัวอย่างข้อมูลประเภทนี้ คือ น้ำ หนัก ส่วนสูง ระยะทาง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในทางสถิติประชากร หมายถึง ทั้งหมดของสิ่งที่เรานำ มาศึกษา เป็นสิ่ง มีชีวิตหรือรื ไม่มีชีวิตก็ได้ ซึ่งอาจเป็นบุคคล องค์กร สัตว์ สิ่งของ ประชากรมี 2 ประเภท คือ 1) ประชากรที่มีจำ นวนจำ กัด เพราะสามารถับจำ นวนได้ครบทั้งหมด 2) ประชากรที่มีจำ นวนจำ กัด ไม่สามารถนับจำ นวนได้เนื่องจากมีจำ นวน มากและไม่แน่นอน ถ้ามีเยอะให้เลือกเอาบางส่วน ส่วนกลุ่มตัวอย่าง หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรที่ถูกเลือกมาอย่าง เหมาะสม สำ หรับรั ใช้ในการวิจัยแล้วนำ ผลที่ได้อ้างอิงถึงประชากร ซึ่งการ กำ หนดกลุ่มตัวอย่างจะขึ้นอยู่กับประเภทของงานวิจัย กลุ่มตัวอย่างต้องเป็น ตัวแทนที่ดีของประชากรจึงจะทำ ให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ 1. เหตุผลของการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ที่นิยมศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างแทน ประชากร เพราะว่าไม่สามารถเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากรได้ทั้งหมด ทั้งเสีย เวลาและค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเลือกกลุ่มตัวอย่างมาอย่างดีแล้ว ก็สามารถอ้างอิงไป ถึงกลุ่มประชากรได้ใกล้เคียงความเป็นจริงริมากที่สุด ซึ่งเหตุผลที่ใช้กลุ่ม ตัวอย่างแทนประชากร คือ 1) ประหยัดค่าใช้จ่าย 2) ประหยัดเวลาและแรงงาน 3) สะดวกในการปฏิบัติและสามารถปฏิบัติจริงริได้ 4) มีความถูกต้องและแม่นยำ เชื่อถือได้ 5) สามารถศึกษาข้อมูลได้กว้างขวางและลึกซึ้ง 16 สรุปเนื้อหา (ต่อ ต่ )
2. การกำ หนดขนาดตัวอย่าง เป็นการประมาณว่าต้องใช้ตัวอย่างเท่าใด จึงจะ สามารถเป็นตัวแทนของประชากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการเลือกนั้นจะขึ้นอยู่ กับประเภทของวิจัย การวิจัยเชิงพรรณนา เชิงบรรยาย และเชิงสำ รวจต้องใช้ กลุ่มตัวอย่างค่อนข้างมากเพราะต้องสอบถามข้อมูลและเหตุการณ์ที่ศึกษา วิจัย เชิงทดลงมักมีกลุ่มตัวอย่างไม่มาก 3. เทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่าง เป็นการทำ ให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มาจากกลุ่ม ประชากร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำ คัญอย่างมาก โดยต้องกำ หนดกลุ่มประชาก่อนว่า เป็นใคร แล้วค่อยใช้วิธีที่เหมาะสมในการเลือก การเลือกจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 3.1 การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้หลักความน่าจะเป็น เป็นการเลือกโดย การสุ่มตามขนาดที่กำ หนดไว้และมีเงื่อนไขในการเลือก ดังนี้ (1) ต้องรู้ขรู้นาดแน่นอนของประชากร (2) แต่ละหน่วยในประชากรต้องสามารถระบุค่าความน่าจะเป็นของการ ถูกเลือกได้ (3) ถ้ามีการแบ่งหน่วยในประชากรเป็นกลุ่ม ๆ และเมื่อกำ หนดให้ทุก หน่วยของประชากรที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันมีค่าความน่าจะเป็นเหมือนกัน การ เลือกกลุ่มตัวอย่างตามหลักความน่าจะเป็นมี 5 วิธี ดังนี้ 3.1.1 การสุ่มอย่างง่าย เป็นการเลือกตัวอย่างที่ให้แต่ละหน่วยในประชากร มีโอกาสถูกเลือกเท่า ๆ กัน การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย สามารถ ทำ ได้ใน 3 วิธี ดังนี้ 3.1.1.1 การเลือกโดยใช้การจับสลาก 3.1.1.2 การเลือกโดยใช้คอมพิวเตอร์ 3.1.1.3 การเลือกโดยใช้ตารางเลขสุ่ม 3.1.2 การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มเป็นระบบ เป็นการเลือกตัวอย่างจาก หน่วยประชากรที่มีคุณลักษณะของสิ่งที่ผู้วิจัยสนใจ ศึกษาเหมือน ๆ กัน หรือรื ใกล้เคียงกัน แบบสุ่มเป็นช่วง ๆ โดยที่ความกว้างของช่วงการสุ่มจะต้องเท่ากัน การเลือกตัวอย่างแบบนี้ใช้ในกรณีหน่วยย่อยของประชากรมีขนาดจำ กัดและ จัดเรียรีงไว้อย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เช่น รายชื่อนักเรียรีนในบัญชี ขั้นตอน ดังนี้ 17 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
ขั้นที่ 1 กำ หนดหมายเลขประจำ หน่วยย่อยของประชากรทั้งหมด ขั้นที่ 2 กำ หนดขนาดตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ขั้นที่ 3 หาความกว้างของช่วงการสุ่ม ขั้นที่ 4 สุ่มหาหน่วยตัวอย่างเริ่มต้นจากช่วงที่ 1 ขั้นที่ 5 เลือกหน่วยตัวอย่างตัวถัดไปในช่วงที่ 2 3.1.3 การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น 3.1.4 การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 3.1.5 การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอนหรือรืการเลือก ตัวอย่างแบบผสมผสานเทคนิควิธี 3.2 วิธีการเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น เป็นวิธีการเลือก ตัวอย่างที่ผู้วิจัยไม่ได้คำ นึงถึงความน่าจะเป็นของประชากรแต่ละหน่วยที่จะได้ รับรัการเลือก ส่วนใหญ่ใช้ในการศึกษาที่ไม่สามารถจะกำ หนดขอบเขตของ ประชากรได้แน่นอน มีเวลาและสิ่งอำ นวยความสะดวกจำ กัด อาศัยการตัดสิน ใจตามความสะดวกของผู้วิจัยเป็นหลัก วิธีการเลือกตัวอย่างประเภทนี้ ที่นิยม ใช้กันในงานวิจัยต่าง ๆ มี 4 วิธี 3.2.1 การเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวกหรือรืการเลือกตัวอย่างโดย บังเอิญ 3.2.2 การเลือกตัวอย่างแบบโควตา 3.2.3 การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงหรือรืการเลือกตัวอย่างแบบใช้ วิจารณญาณ 3.2.4 การเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ 18 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
30 พฤศจิกายน 2565 เนื้อหาย่อย : สมมติฐานทางการวิจัย / สมมติฐานทางสถิติ / ความ หมายของนวัตกรรมการเรียรีนการสอน / ประเภทของนวัตกรรมการ เรียรีนการสอน WE EK 5 19 เนื้อหาหลัก : สมมติฐานทางการวิจัยและ สมมติฐานทางสถิติ / นวัตกรรมการเรีย รี นการ สอนเพื่อพัฒนาการเรีย รี นรู้
20
สมมติฐานทางการวิจัย เขียนขึ้นเพื่อแสดงคำ ตอบของปัญหาการวิจัยที่ผู้ วิจัยคาดเอาไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล ซึ่งในการเขียน สมมติฐานทางการวิจัย สามารถเขียนได้ 2 แบบ คือ 1. แบบไม่มีทิศทาง เป็นการเขียนที่ไม่ได้ระบุทิศทางของความสัมพันธ์ ของตัวแปรหรือรืทิศทางของความแตกต่างเพียงแต่ระบุว่ามีความสัมพันธ์กัน หรือรืแตกต่างกันเท่านั้น 2. แบบมีทิศทาง เป็นการเขียนโดยระบุทิศทางของความสัมพันธ์ของ ตัวแปรว่าสัมพันธ์ในทางใด หรือรืถ้าเป็นการเปรียรีบเทียบก็สามารถระบุถึง ทิศทางของความแตกต่างได้ว่ามากกว่าหรือรืน้อยกว่า สมมติฐานทางสถิติ เป็นสมมุติฐานที่ผู้วิจัยกำ หนดขึ้น สำ หรับรั ใช้เพื่อ การทดสอบตามกระบวนการทางสถิติ ซึ่งในการกำ หนดนั้นจะต้องกำ หนด ควบคู่กันทั้งสองประเภท คือ (1) สมมุติฐานกลาง เขียนแทนด้วย H0 และ (2) สมมุติฐานทางเลือก เขียนแทนด้วย H1 ในการทดสอบสมมติฐาน ผู้วิจัยจะต้องทำ การทดสอบสมมติฐานกลาง (H0) โดยมีทางเลือกในการ ตัดสินใจ 2 ทาง คือ (1) ปฏิเสธ H0 แล้วไปยอมรับรั H1แทน ซึ่งกรณีนี้ต้องมี ความผิดพลาด อันเนื่องมาจากปฏิเสธ H0 ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงริ H0 ถูกต้อง อยู่แล้ว ทางการศึกษามักกำ หนดระดับนัยสำ คัญไว้ที่ .05 หรือรื .01 ดังนั้น 21 สรุปเนื้อหา
นวัตกรรมการเรียรีนการสอนเพื่อการพัฒนาการเรียรีนรู้ นวัตกรรมการเรียรีนการสอน หมายถึง สิ่งใหม่ ๆ ที่สร้าร้งขึ้นมาเพื่อช่วย แก้ปัญหาเกี่ยวกับการเรียรีนการสอนหรือรืพัฒนาให้ผู้เรียรีนเกิดการเรียรีนรู้อรู้ย่าง มีประสิทธิภาพ แบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ 1) นวัตกรรมประเภทสื่อหรือรื สิ่งประดิษฐ์ เช่น ใบงานหรือรื ใบกิจกรรม ชุดการเรียรีนการสอน บทเรียรีนสำ เร็จ ร็ รูป ใบความรู้ ชุดฝึดทักษะ เอกสาร ประกอบการสอน บทเรียรีนคอมพิวเตอร์ช่ร์ช่วยสอน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มี แนวการสร้าร้งคือกำ หนดจุดประสงค์ของการพัฒนาผู้เรียรีน เลือกชนิดของสื่อ หรือรื สิ่งประดิษฐ์ กำ หนดลักษณะและองค์ประกอบของสื่อหรือรื สิ่งประดิษฐ์ สร้าร้งและหาคุณภาพ รวมทั้งคู่มือการใช้ 2) นวัตกรรมประเภทแนวคิดหรือรืทฤษฎี เป็นแนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อ แง่คิด หรือรืมุมมองของนักวิชาการ เกี่ยวกับกระบวนการเรียรีนรู้ขรู้องผู้เรียรีน ถ้า แนวคิดสามารถทดสอบและยอมรับรัแล้วจะเรียรีกว่าทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการ สร้าร้งความรู้ด้รู้ ด้วยตนเอง ทฤษฎีการเรียรีนรู้แบรู้บร่วร่มมือ แนวคิดการจัดการ เรียรีนรู้ตรู้ามสภาพจริงริ แนวคิดการจัดการเรียรีนรู้แบรู้บเชิงรุก 3) นวัตกรรมประเภท (1) รูปแบบการเรียรีนการสอน หมายถึง รูปแบบการเรียรีนการสอนแต่ละ รูปแบบที่นักการศึกษาทั้งหลายได้พัฒนาขึ้น เช่น รูปแบบการเรียรีนการสอน เน้นความจำ รูปแบบการเรียรีนการสอนทางตรง (2) วิธีการสอน คือขั้นตอนที่ผู้สอนดำ เนินการให้ผู้เรียรีนเกิดการเรียรีนรู้ ตามวัตถุประสงค์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามองค์ประกอบและขั้น ตอนสำ คัญ เช่น วิธีสอนโดยใช้การบรรยยาย วิธีสอนโดยใช้การทอลอง วิธี สอนโดยใช้การสาธิต และ (3) เทคนิคการสอน หมายถึง วิธีต่าง ๆ ที่ใช้เสริมริกระบวนการสอน ขั้น ตอนการสอนหรือรืการกระทำ ต่าง ๆ ในการสอนให้มีคุณภาพและประสิทธ ภาพเพิ่มขึ้น เช่น เทคนิคการใช้ผังกราฟิก เทคนิคการใช้คำ ถามหรือรืการตั้ง คำ ถาม เทคนิคการเสริมริแรงทางบวก 22 สรุปเนื้อหา (ต่อ)
23 WEEK 6 7 ธันวาคม 2565 เนื้อหาหลัก : วิจัย บทที่ 1 เนื้อหาย่อย : การตั้งชื่อเรื่อง / คำ ถามของการวิจัย / ความมุ่งหมายของการ วิจัย / ความสำ คัญของการวิจัย / สมมติฐานของการวิจัย
24
การจัดทำ โครงร่าร่งการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียรีนการสอน การตั้งชื่อเรื่องต้องประกอบด้วย ชื่อนวัตกรรม และกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่าง เช่น การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียรีนการสอนวิทยาศาสตร์แบ ร์ บสืบ เสาะหาความรู้ 5รู้ขั้น ร่วร่มกับสื่อการสอนสมัยใหม่ เรื่อง โลกและการ เปลี่ยนแปลง สำ หรับรันักเรียรีนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการทดลองใช้ นวัตกรรมที่นิยมคือ วัดก่อนเรียรีน วัดระหว่างเรียรีนโดยใช้นวัตกรรมที่สร้าร้ง ขึ้น และวัดหลังเรียรีน โดยทั่วไปการวิจัยลักษณะนี้ นิยมตรวจสอบใน ประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 2. ประสิทธิผลของนวัตกรรม 3. ผลการใช้นวัตกรรมที่เกิดกับตัวแปรตามต่าง ๆ 4. ความพึงพอใจ/ความคิดเห็นที่มีต่อการใช้นวัตกรรม - กำ หนดคำ ถามของการวิจัย เช่น ชุดการเรียรีนการสอนวิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะเสาะหาความรู้ 5รู้ขั้น ร่วร่มกับสื่อการสอนสมัยใหม่ เรื่อง โลก และการเปลี่ยนแปลง สำ หรับรันักเรียรีนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีปะสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 หรือรื ไม่ อย่างไร - กำ หนดความมุ่งหมายของการวิจัย เช่น เพื่อพัฒนาชุดการเรียรีนการ สอนวิทยาศาสตร์แ ร์ บบสืบเสาะเสาะหาความรู้ 5รู้ขั้น ร่วร่มกับสื่อการสอน สมัยใหม่ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง สำ หรับรันักเรียรีนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 - กำ หนดความสำ คัญของการวิจัย เช่น ได้ชุดการเรียรีนการสอน วิทยาศาสตร์แ ร์ บบสืบเสาะเสาะหาความรู้ 5รู้ขั้น ร่วร่มกับสื่อการสอนสมัยใหม่ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง สำ หรับรันักเรียรีนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สามารถนำ ไปใช้จัดการเรียรีนการสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทธิ์างการเรียรีน และทักษะการใฝ่เรียรีนใฝ่รู้ขรู้องนักเรียรีนได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล - ตั้งสมมุติฐานของการวิจัย เช่น ชุดการเรียรีนการสอนวิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5รู้ขั้น ร่วร่มกับสื่อการสอนสมัยใหม่ เรื่อง โลกและ การเปลี่ยนแปลง สำ หรับรันักเรียรีนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีปะสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 สรุปเนื้อหา 25
WEEK 7 8 ธันวาคม 2565 เนื้อหาย่อย : การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาหลัก : วิจัย บทที่ 2 26
27
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาเอกสารทาง วิชาการและงานวิจัยของนักวิจัยคนอื่น ๆ ที่จัดทำ ขึ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่มี เนื้อหาเกี่ยวข้องหรือรื สัมพันธ์กับชื่อเรื่องตัวแปรที่สนใจศึกษาแนวคิด/ ทฤษฎี ต่าง ๆ ที่นำ ใช้ในงานวิจัยสารสนเทศที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว จะ เป็นแนวทางในการกำ หนดแผนของการวิจัย ที่ผู้วิจัยจะทำ ต่อไป ประเภทของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น 1. หนังสือหรือรืตำ รา 2. รายงานการวิจัย /วิทยานิพนธ์หรือรื ปริญริญานิพนธ์ 3. บทคัดย่องานวิจัย/วิทยานิพนธ์ 4. บทความทางวิชาการ/บทความวิจัย จากวารสารต่าง ๆ 5. สารานุกรม/พจนานุกรม/อื่น ๆ 6. รายงานประจำ ปีของหน่วยงานต่าง ๆ 7. คู่มือ 8. การสืบค้นจากฐานข้อมูล/อินเตอร์เ ร์ น็ต 9. อื่น ๆ ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ทำ ให้ผู้วิจัยได้ทราบข้อเท็จจริงริ ทฤษฎี หลักการ และได้ความรู้ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่กำ ลังทำ อยู่ 2. ทำ ให้สามารถนิยามปัญหาที่ตนจะทำ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น 3. ทำ ให้สามารถเลือกใช้ตัวแปรในการวิจัยได้เหมาะสม 4. ทำ ให้เกิดความคิดตลอดจนหาทางควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน ได้อย่าง รัดรักุม 5. ทำ ให้สามารถตั้งสมมติฐานในการวิจัยได้อย่างเหมาะสมและ สอดคล้องกับเอกสารทฤษฎี และหลักการต่าง ๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ 6. ทำ ให้สามารถกำ หนดกลุ่มตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่างที่จะเป็น ตัวแทนของมวลประชากรได้อย่างเหมาะสม 7. ทำ ให้ทราบแนวทางในการเลือก การสร้าร้งและการหาคุณภาพ เครื่อง มือที่จะใช้ในงานวิจัยได้อย่างเหมาะสม 8. ทำ ให้สามารถกำ หนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเหมาะสมกับ ลักษณะข้อมูลและปัญหาในการวิจัย สรุปเนื้อหา 28
สรุปเนื้อหา (ต่อ) 9. ทำ ให้การเลือกใช้สถิติที่จะนำ มาวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและ เหมาะกับลักษณะข้อมูลและปัญหาในการวิจัย 10. ทำ ให้ทราบแนวคิดในการแปลความหมายและสรุปอภิปรายผลของ การวิเคราะห์ข้อมูลได้ว่าสอดคล้องหรือรืขัดแย้งกับผลการวิจัยของใครบ้าง แล้ว ให้เกิดแนวคิดในการเสนอแนะผลการวิจัยได้อย่างรัดรักุม 11. ทำ ให้ผู้วิจัยรู้หรู้ลักในการทำ งานวิจัยโดยจากการศึกษารูป แบบฟอร์ม ร์ การเขียนของผู้อื่นและนำ มาประยุกต์เขียนเป็นแนวทางของตนเองได้ สอดคล้องกับงานวิจัยที่ทำ 12. อื่น ๆ หลักการนำ เสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. นำ เสนอสาระที่สอดคล้องกับชื่อเรื่องและความมุ่งหมายของการวิจัย 2. จัดลำ ดับหัวข้อให้เข้าใจง่าย หัวข้อหลัก หัวข้อย่อย โดยคำ นึงถึง เหตุผลว่าส่วนใดต้องรู้ก่รู้ ก่อนหลังภายใต้หัวข้อใดนั้น ๆ และนำ เสนอให้ตรง ประเด็น 3. เขียนเชื่อมโยงเนื้อหาต่าง ๆ ให้สละสลวย 4. มีการสรุปประเด็นสำ คัญ และการวิเคราะห์เพิ่มเติมในแต่ละหัวข้อ 5. ลำ ดับเรื่องตามเวลาจากเก่ามาใหม่ 6. ใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องและสื่อความได้ชัดเจน 7. ควรทบทวนสิ่งที่ได้เขียนหลาย ๆ ครั้งเพื่อปรับรั ปรุงถ้อยคำ หรือรื ลำ ดับ ประเด็นในการนำ เสนอให้เกิดความเข้าใจง่าย 29
WEEK 8 14 ธันวาคม 2565 หัวข้อเนื้อหาหลัก : วิจัย บทที่ 3 หัวข้อเนื้อหาย่อย : เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 30
31
สัปดาห์ที่แปด การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยจำ เป็นต้องใช้เครื่องมือ ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมเชื่อถือได้ การจะใช้เครื่องมือ ชนิดใดขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการศึกษา ดังนั้นผู้วิจัยจึงจำ เป็นต้อง ศึกษาเครื่องมือแต่ละชนิดทั้งในแง่ลักษณะเครื่องมือ วิธีการสร้าร้ง ข้อดีข้อเสีย ตลอดจนวิธีการตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือนั้น ๆ เพื่อจะได้เลือกใช้เครื่อง มือที่เหมาะสมกับข้อมูลและมั่นใจว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ด้วยเครื่องมือนั้นมี ความถูกต้องเหมาะสม เชื่อถือได้ การสังเกต 1. การสังเกต เครื่องมือชนิดนี้ใช้ตัวบุคคลทำ หน้าที่ในการวัดโดยใช้ประสาท สัมผัสทางการได้เห็นและได้ยินเป็นสำ คัญ ในการติดตามเฝ้าดูการแสดง พฤติกรรม แล้วทำ การบันทึกสิ่งที่สังเกต ได้ตามความเป็นจริงริลงในแบบ บันทึกการสังเกต ดังนั้นข้อมูลที่รวบรวมได้จะมีความถูกต้อง 2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้การสังเกต เป็นข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ และส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ถ้าหน่วยที่ถูกสังเกตเป็นบุคคลหรือรืกลุ่ม บุคคล มักเป็นข้อมูลที่ผู้ถูกสังเกตไม่เต็มใจที่จะเล่าออกมาเป็นคำ พูด อาจเพราะ ไม่แน่ใจข้อเท็จจริงริหรือรืกลัวว่าบอกไปแล้วจะเป็นภัยแก่ตัวเอง 3. ประเภทของการสังเกต แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 การสังเกตโดยตรง เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตต้องติดตามเฝ้าดู เหตุการณ์ หรือรืพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ 3.1.1 การสังเกตแบบมีส่วนร่วร่ม เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมี ส่วนร่วร่มในเหตุการณ์หรือรืกิจกรรม โดยผู้ถูกสังเกตอาจจะรู้ตัรู้ ตัวหรือรื ไม่รู้ตัรู้ ตัวก็ได้ 3.1.2 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วร่ม เป็นการสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ ได้เข้า ไปมีส่วนร่วร่มในเหตุการณ์หรือรืกิจกรรมนั้น ๆ มักใช้วิธีลอบสังเกตแบบ ไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัรู้ ตัว 3.2 การสังเกตโดยอ้อม เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้เห็นเหตุการณ์ หรือรื พฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง แต่อาศัยการถ่ายทอดด้วยเครื่องมืออย่าง ใดอย่างหนึ่ง เช่น สังเกตจากการถ่ายทำ เป็นภาพยนตร์ ห ร์ รือรืถ่ายภาพไว้ 4. หลักการสังเกตที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ 4.1 มีจุดมุ่งหมายของการสังเกตที่แน่นอนชัดเจน 4.2 นิยามสิ่งที่ต้องการสังเกตให้ชัดเจน 4.3 กำ หนดวัน เวลา สถานที่ ตลอดจนระยะเวลาของการสังเกตไว้ล่วง หน้า สรุปเนื้อหา 32
4.4 ต้องสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์ ละเอียดถี่ถ้วน 4.5 บันทึกสิ่งที่สังเกตได้ทันทีที่เสร็จ ร็สิ้นการสังเกตอย่างตรงไปตรงมา 4.6 ข้อมูลที่สังเกตได้ต้องตรวจสอบจนมั่นใจว่าถูกต้อง 5. ลักษณะของผู้สังเกตที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ 5.1 มีใจไม่ลำ เอียง 5.2 มีความตั้งใจ 5.3 มีระบบประสาทสัมผัสทางการได้เห็นและได้ยินอยู่ในสภาพปกติ 5.4 มีความไวต่อการรับรัรู้ การสัมภาษณ์ 1. การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูก สัมภาษณ์ เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการ ศึกษาและมีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ จาก การสัมภาษณ์ อาจด้วยวิธีการจดบันทึก หรือรือัด เทปก็ได้ ขึ้นอยู่กับความ เหมาะสม 2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้การสัมภาษณ์ นิยมใช้กับข้อมูลเกี่ยวกับ ความรู้สึรู้ สึก ความสนใจ ความคิดเห็น และทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูล ด้านจิตอารมณ์ 3. ประเภทของการสัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าร้ง เป็นการสัมภาษณ์ตามแบบฟอร์ม ร์ ของ คำ ถามที่ได้สร้าร้งขึ้นหรือรืกำ หนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉะนั้นผู้สัมภาษณ์จะถามใน แนวเดียวกันหมด และมีการจดบันทึกตามรายการคำ ถามเหล่านั้น การ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าร้งนี้มี 2 ลักษณะ ได้แก่ 3.1.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าร้งชนิดกำ หนดคำ ตอบหรือรื ชนิดปลาย ปิด เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการกำ หนดคำ ตอบสำ หรับรั ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เลือก ตอบไว้เรียรีบร้อร้ยแล้ว 3.1.2 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าร้งชนิดปลายเปิด เป็นการสัมภาษณ์ที่มี การกำ หนดเฉพาะตัวคำ ถามไว้ล่วงหน้า ส่วนคำ ตอบผู้ถูกสัมภาษณ์มีโอกาส ตอบอย่างเสรี 3.2 การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าร้ง เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มีการกำ หนด รายการคำ ถามไว้ล่วงหน้า แต่จะมีเพียงวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ แนวทางหรือรื ประเด็นที่ต้องการสัมภาษณ์ ส่วนการตั้งคำ ถาม รายละเอียด วิธี การให้ได้ข้อมูล เป็นหน้าที่ของผู้สัมภาษณ์ที่จะต้องใช้ไหวพริบริหรือรื วิจารณญาณเอง การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าร้งแน่นอนนี้ จำ แนกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 3.2.1 การสัมภาษณ์แบบเจาะจง เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์จะต้อง พยายามชักจูงผู้ถูกสัมภาษณ์ให้เข้าสู่จุดหรือรืตอบให้ตรงประเด็นคำ ถามที่ ต้องการ สรุปเนื้อหา (ต่อ) 33
สรุปเนื้อหา (ต่อ) 3.2.2 การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์จะต้อง พยายามล้วงเอาความจริงริจากผู้ถูกสัมภาษณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 3.2.3 การสัมภาษณ์แบบไม่มีการชี้นำ เป็นการสัมภาษณ์ชนิดที่มีความ ยืดหยุ่นมากที่สุด ผู้สัมภาษณ์จะไม่มีการชักจูงหรือรืนำ ทางต่าง ๆ เพื่อไปสู่ คำ ถามที่ต้องการจะถามต่อไป ปล่อยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบหรือรืระบายความ ในใจออกมาตามความพอใจ 4. หลักของการสัมภาษณ์ที่ดีควรมีหลัก ดังนี้ 4.1 มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนชัดเจนว่าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นใดบ้าง 4.2 ต้องมั่นใจว่าจะได้รับรัความร่วร่มมือจากผู้ถูกสัมภาษณ์ในการให้ข้อมูล ต่าง ๆ 4.3 กรณีที่เป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าร้งจะเตรียรีมคำ ถามต่าง ๆ ไว้ ล่วงหน้า 4.4 ผู้สัมภาษณ์ควรมีพื้นความรู้ใรู้นเรื่องที่จะสัมภาษณ์บ้างพอสมควร 4.5 ควรมีการฝึกสัมภาษณ์ก่อนการสัมภาษณ์จริงริ 4.6 ควรสร้าร้งบรรยากาศให้เป็นกันเอง เพื่อผู้ถูกสัมภาษณ์จะได้รู้สึรู้ สึก สบายใจ 4.7 พยายามยั่วยุหรือรืเร้าร้ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์อยากให้คำ ตอบ 4.8 ต้องมีการบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์อย่างรอบคอบ 4.9 ผู้สัมภาษณ์ควรแต่งกายให้สะอาดเรียรีบร้อร้ย เหมาะสมกับกาละ เทศะ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสและสัมภาษณ์ด้วยวาจาที่สุภาพ ชัดเจนและเข้าใจง่าย แบบสอบถาม 1. แบบสอบถาม เป็นชุดของข้อคำ ถามที่สร้าร้งขึ้นในรูปของเอกสารทั้งใน ลักษณะที่กำ หนดและไม่ได้กำ หนดคำ ตอบ เพื่อให้ผู้ตอบได้อ่านแล้วตัดสินใจ เลือกหรือรืเขียนคำ ตอบตามคำ ชี้แจงที่ระบุไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดหรือรื สอบถามข้อเท็จจริงริเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องการทราบ แบบสอบถามจะ มีโครงสร้าร้งหรือรืส่วนประกอบที่สำ คัญ 3 ส่วน คือ (1) คำ ชี้แจงในการตอบ แบบสอบถาม (2) สถานภาพทั่วไปที่เป็นรายละเอียดส่วนตัวของผู้ตอบ และ (3) ข้อคำ ถามเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือรื สิ่งที่ต้องการวัด 2. ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใช้แบบสอบถาม เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความคิด เห็น ความรู้สึรู้ สึก ความเชื่อ ความต้องการ ความสนใจ ความพึงพอใจต่อสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง หรือรืข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ของผู้ตอบ 3. รูปแบบของแบบสอบถามมี 2 รูปแบบ ดังนี้ 3.1 แบบสอบถามชนิดปลายเปิด แต่ละข้อคำ ถามจะไม่ได้กำ หนดคำ ตอบ หรือรืทางเลือกให้ ผู้ตอบสามารถเขียนคำ ตอบได้อย่างอิสระตามเป็นจริงริ 34
3.2 แบบสอบถามชนิดปลายปิด ที่มักพบเห็นอยู่บ่อย ๆ มี ดังนี้ 3.2.1 แบบสอบถามที่เป็นแบบตรวจสอบรายการ แต่ละข้อคำ ถามจะมี คำ ตอบให้ผู้ตอบเลือกไว้เรียรีบร้อร้ยแล้ว ซึ่งรูปแบบการเลือกอาจมี ลักษณะ ดังนี้ 3.2.1.1 เลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 คำ ตอบ 3.2.1.2 เลือกคำ ตอบเดียวจากหลายคำ ตอบ 2.2.1.3 เลือกได้มากกว่าหนึ่งคำ ตอบจากหลาย ๆ คำ ตอบที่กำ หนด ให้ 3.2.2 แบบสอบถามที่เป็นแบบจัดอันดับ แต่ละข้อคำ ถามผู้ตอบจะต้อง จัดเรียรีงอันดับคำ ตอบต่าง ๆ ที่กำ หนดไว้ ซึ่งอาจจัดลำ ดับทุกตัวเลือกคำ ตอบ หรือรืเลือกมาจัดลำ ดับเพียงบางคำ ตอบตามคำ สั่งของแบบสอบถาม แบบทดสอบ 1. แบบทดสอบ จะใช้วัดความสามารถของบุคคลในด้านสติปัญญา โดยสร้าร้ง เป็นชุดของข้อคำ ถามต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวแปรที่ต้องการศึกษา เพื่อกระตุ้นให้ กลุ่มตัวอย่างหรือรืผู้สอบแสดงพฤติกรรมตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ สามารถวัดและสังเกตได้ 2. แบบทดสอบมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำ แนก ซึ่งโดย ทั่วไปในการวิจัยทางการศึกษา โดยเฉพาะทางหลักสูตรและการสอน นิยม แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดพฤติกรรมด้านสติปัญญา ดังนี้ 2.1 จำ แนกตามการอ้างอิงหรือรืการแปลผล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 2.1.1 แบบทดสอบอิงกลุ่ม 2.1.2 แบบทดสอบอิงเกณฑ์ 2.2 จำ แนกตามลักษณะการสร้าร้งของข้อคำ ถามและการเขียนตอบ แบ่ง เป็น 5 ประเภท ดังนี้ 2.2.1 แบบทดสอบความเรียรีงหรือรืแบบทดสอบอัตนัย 2.2.2 แบบทดสอบถูกผิด 2.2.3 แบบทดสอบจับคู่ สรุปเนื้อหา (ต่อ) 35
สรุปเนื้อหา (ต่อ) 2.2.4 แบบทดสอบชนิดเติมคำ และชนิดตอบแบบสั้น โดยที่แบบทดสอบ ชนิดเติมคำ เป็นชุดของข้อสอบที่มุ่งให้ผู้สอบคิดหาคำ ตอบด้วยตนเอง 2.2.5 แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ เป็นชุดของข้อสอบที่มีการกำ หนดคำ ตอบไว้หลายตัวเลือกในข้อสอบแต่ละข้อ สำ หรับรั ให้ผู้สอบได้เลือกตอบ การประเมินจากการปฏิบัติ 1. การประเมินการปฏิบัติ เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พฤติกรรมการเรียรีนรู้ขรู้องผู้เรียรีน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงริตามภาระงานที่ได้ ออกแบบไว้แล้วนำ ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ให้ได้สารสนเทศสำ หรับรัพัฒนาผู้ เรียรีน การปฏิบัติมีลักษณะสำ คัญ ดังนี้ 1.1 การประเมินการปฏิบัติต้องมีภาระงาน ให้ผู้เรียรีนได้ปฏิบัติจริงริ ไม่ใช่ ให้ตอบสนองโดยการทำ ข้อสอบปรนัยทั้งประเภทเลือกตอบ ถูกผิด จับคู่ หรือรืเติมคำ ตอบ 1.1.1 อาจเป็นงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริงริหรือรื ไม่ก็ได้ 1.1.2 อาจเป็นงานที่ทำ เป็นรายบุคคลหรือรืเป็นรายกลุ่มก็ได้ 1.1.3 อาจเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถด้านใดก็ได้ 1.1.4 อาจเป็นงานประเภทที่ปฏิบัติแล้วได้ผลงานหรือรื ชิ้นงานที่ชัดเจน 1.2 การประเมินการปฏิบัติสามารถประเมินพฤติกรรมการเรียรีนรู้ไรู้ด้ทั้ง (1) ทักษะพิสัย (2) ทักษะทางสมองและ (3) คุณลักษณะนิสัยในการทำ งาน 1.3 การประเมินการปฏิบัติสามารถประเมินได้จากกระบวนการปฏิบัติหรือรื ผลงานหรือรื ชิ้นงาน 1.4 การประเมินการปฏิบัติสามารถใช้ได้สอดคล้องทั้งที่เป็นการประเมิน เพื่อพัฒนาผู้เรียรีน 1.5 การประเมินการปฏิบัติมักมีความเป็นอัตนัย 1.6 การประเมินการปฏิบัติที่เน้นประเมินกระบวนการปฏิบัติ 2. กระบวนการประเมินการปฏิบัติ ขั้นที่ 1 กำ หนดจุดมุ่งหมายของการประเมินการปฏิบัติ ขั้นที่ 2 กำ หนดรายการทักษะ ความสามารถ ความรู้แลรู้ะการประยุกต์ใช้ ขั้นที่ 3 ออกแบบงานหรือรืภาระงานให้ผู้เรียรีนปฏิบัติ ขั้นที่ 4 พัฒนาเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติแต่ละงานที่มอบหมายอย่าง ชัดเจน ขั้นที่ 5 เลือกวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ 36
ขั้นที่ 6 จัดทำ ใบงานเพื่อชี้แจงการปฏิบัติงานอย่างชัดเจนและถูกต้อง ขั้นที่ 7 วางแผนและดำ เนินการลดความคลาดเคลื่อนในการให้คะแนน หรือรื ประเมินคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียรีน 3. เครื่องมือการให้คะแนนการปฏิบัติ เครื่องมือการให้คะแนนการปฏิบัติโดย ทั่วไปเรียรีกว่า แบบประเมินการปฏิบัติ ซึ่งนิยมสร้าร้งในลักษณะที่เป็น Rubrics ดังนี้ 3.1 ความหมายของ Rubrics Rubrics คือ ชุดของเกณฑ์หรือรืรายการ ประเมินที่ออกแบบอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียรีนรู้หรู้รือรืจุดมุ่งหมาย ของการประเมินสำ หรับรั ใช้เป็นเครื่องมือหรือรืแนวทางในการให้คะแนนการ ปฏิบัติของผู้เรียรีน 3.2 องค์ประกอบของ Rubrics Rubrics มี 3 องค์ประกอบ คือ เกณฑ์การ ประเมินหรือรื ประเด็นที่จะประเมิน ระดับความสามารถหรือรืระดับคุณภาพและ การบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ 3.3 ประเภทของ Rubrics ประเภทของ Rubrics แบ่งได้ 2 ลักษณะ โดยที่ลักษณะแรกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Holistic rubrics กับ Analytic rubrics และลักษณะที่สองแบ่งเป็น 2 ประเภท เช่นกัน คือ General rubrics กับ Task specific rubrics ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะ ดังนี้ 3.3.1 Holistic rubrics เป็น Rubrics ที่สร้าร้งขึ้นสำ หรับรั ให้คะแนนการ ปฏิบัติของผู้เรียรีนในภาพรวม โดยจะนำ เอาทุกประเด็นที่จะประเมินมาเขียน อธิบายไปพร้อร้ม ๆ กันในแต่ละระดับคุณภาพ 3.3.2 Analytic rubrics เป็น Rubrics ที่สร้าร้งขึ้นสำ หรับรั ให้คะแนนการ ปฏิบัติของผู้เรียรีนแยกแยะตามประเด็นที่จะประเมิน ซึ่งนิยมกำ หนดจำ นวน ระดับคุณภาพเท่ากันทุกประเด็นที่จะประเมิน 3.3.3 General rubrics เป็น Rubrics ที่สร้าร้งขึ้นโดยใช้เกณฑ์หรือรื ประเด็นที่จะประเมินกว้าง ๆ เพื่อให้สามารถใช้ในการประเมินการปฏิบัติของ ผู้เรียรีนได้หลายงาน 3.3.4 Task specific rubrics เป็น Rubrics ที่สร้าร้งขึ้นเพื่อใช้ประเมิน งานที่เฉพาะเจาะจง งานใดงานหนึ่งที่มอบหมายให้ผู้เรียรีนได้ลงมือปฏิบัติ เท่านั้น สรุปเนื้อหา (ต่อ) 37
WEEK 9 21 ธันวาคม 2565 เนื้อหาหลัก : วิจัย บทที่ 3 เนื้อหาย่อย : การตรวจสอบเครื่องมือวิจัย 38
39
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยก่อนนำ ไปใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลจริงริมีความจำ เป็นอย่างมาก เพราะถ้าเครื่องมือที่ใช้ไม่มีคุณภาพหรือรืมี คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ข้อมูลที่รวบรวมได้ก็จะไม่ตรงกับความเป็นจริงริ คุณภาพของเครื่องมือวิจัยต้องได้รับรัตรวจสอบมี 5 ด้าน ได้แก่ (1) ความเป็นปรนัย (2) ความเที่ยงตรง (3) ความยาก (4) อำ นาจจำ แนก (5) ความเชื่อมั่น ความเป็นปรนัย เป็นคุณสมบัติของเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลที่แสดง ถึงลักษณะสำ คัญ 3 ประการ คือ (1) คำ ถามชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจตรงกันว่า ถามเกี่ยวกับอะไร ให้ตอบด้วยวิธีใด (2) การตรวจให้คะแนนมีความคงที่ ไม่ ว่าใครตรวจก็ให้คะแนนตรงกัน และ (3) การแปลความหมายคะแนนมีความ ชัดเจนตรงกัน ความเที่ยงตรงหรือรืความตรง หมายถึง ระดับคุณภาพของเครื่องมือวิจัยที่บ่ง บอกว่าข้อมูลหรือรืผลการวัดตัวแปร คุณลักษณะ หรือรื สิ่งที่ต้องการวัดด้วย เครื่องมือนั้น ๆ มีความถูกต้องหรือรื ไม่ เพียงใด ความเที่ยงตรงมีความสำ คัญ ที่สุด เพราะถ้าคะแนนหรือรืข้อมูลที่ได้จากการวัดไม่ถูกต้องหรือรื ไม่น่าเชื่อถือ แล้ว จะนำ ไปวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบอะไร ก็คงไร้คร้วามหมายหรือรื ไม่มี ประโยชน์ ความเที่ยงตรงของเครื่องมือวิจัย แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความเที่ยงตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือวิจัย 2. ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าร้ง 3. ความเที่ยงตรงเกณฑ์สัมพันธ์ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้ 3.1 ความเที่ยงตรงตามสภาพ 3.2 ความเที่ยงตรงตามพยากรณ์ อำ นาจจำ แนก นิยมใช้กับเครื่องมือประเภทแบบทดสอบและแบบสอบถาม ซึ่งข้อมูลที่รวบรวมได้มักอยู่ในรูปข้อมูลเชิงปริมริาณ โดยมีลักษณะการให้ คะแนนข้อคำ ถามรายข้อใน 2 ลักษณะ ลักษณะที่ 1 ให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 เช่น แบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสติปัญญา โดยเฉพาะแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทธิ์างการเรียรีนประเภทปรนัยชนิดต่าง ๆ และลักษณะที่ 2 ให้คะแนน ไม่ใช่ 0 กับ 1 เช่น แบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสติปัญญาประเภทความ เรียรีงหรือรือัตนัย แบบทดสอบทางจิตวิทยาวัดตัวแปรด้านจิตพิสัย การหาดัชนี อำ นาจจำ แนกรายข้อมีหลายวิธี ผู้วิจัยจะเลือกวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของ การให้คะแนนของเครื่องมือนั้น ๆ สรุปเนื้อหา 40
วันที่ : สรุปเนื้อหา (ต่อ) 1. กรณีให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 การหาดัชนีอำ นาจจำ แนกรายข้อของแบบ ทดสอบหรือรืแบบสอบถามที่มีการให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 ที่นิยมใช้กัน ได้แก่ 1.1 วิธีใช้สูตรสัดส่วนของความแตกต่างระหว่างกลุ่มสูงกับกลุ่มต่ำ 1.2 วิธีของ Brennan Brennan 2. กรณีให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 แบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสติปัญญาที่ มีการให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 ที่ รู้จัรู้จักกันดีก็คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียรีนประเภทความเรียรีง ซึ่งแบบทดสอบหรือรืแบบสอบถามที่มีการให้ คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 ที่นิยมใช้กัน มีดังนี้ 2.1 วิธีของ D.R Whitney และ D.L Sabers 2.2 วิธี Item-total correlation 1. กรณีให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 ดัชนีความยากรายข้อของแบบทดสอบที่ให้ คะแนนข้อสอบแต่ละข้อเป็น 0 กับ 1 นิยามว่าเป็น เปอร์เ ร์ซ็นต์หรือรื สัดส่วน ระหว่างจำ นวนของผู้ตอบข้อสอบข้อนั้นถูกต้องต่อผู้สอบทั้งหมด เช่น ถ้านำ ไป ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 50 คน (1) ข้อสอบข้อ 1 มีผู้ตอบถูก 50 คน จะได้ p=1.00 ข้อสอบข้อนี้ง่ายสุด ๆ เพราะทุกคนตอบถูกหมดเลย ข้อสอบข้อนี้ไม่น่า จะดี (2) ข้อสอบข้อ 2 มีผู้ตอบถูก 0 คน จะได้ p=0 ข้อสอบข้อนี้ยากสุด ๆ เพราะ ทุกคนตอบผิดหมดเลย ข้อสอบข้อนี้ไม่น่าจะดี (3) ข้อสอบข้อ 3 มีผู้ ตอบถูก 25 คน จะได้ p=0.50 ข้อสอบข้อนี้ยากง่าย เท่า ๆ กัน เพราะจำ นวน คนที่ตอบถูกและจำ นวนคนที่ตอบผิดเท่ากัน ถือว่าข้อสอบข้อนี้มีความยาก เหมาะสมดีที่สุด 2. กรณีให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 โดยทั่วไปการให้คะแนนข้อสอบอัตนัย หรือรืข้อสอบความเรียรีงมักไม่ใช่ 0 กับ 1 แต่จะเริ่มที่ 0 คะแนน จนถึงคะแนน เต็มของข้อสอบข้อนั้น ซึ่งการหาดัชนีความยากรายข้อ จึงต้องมีสูตรคำ นวณ เฉพาะที่แตกต่างกับข้อสอบที่ให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 ความเชื่อมั่น เป็นคุณสมบัติของเครื่องมือวัดผลหรือรืเครื่องมือวิจัยรวมทั้งฉบับ ที่สามารถวัดเรื่องราวหรือรืคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้คงเส้นคงวา วัดกี่ครั้ง ก็ได้ผลเหมือนเดิมหรือรื ใกล้เคียงกับของเดิม สามารถทำ ได้หลายวิธี ดังนี้ 1. วิธีของ Kuder-Richardson 2. วิธีสัมประสิทธิ์แธิ์อลฟาของ Cronbach 41
WEEK10 4 มกราคม 2566 เนื้อหาหลัก : การวางแผนเก็บข้อมูลวิจัย เนื้อหาย่อย : ทำ ตารางวางแผน วิเคราะห์ข้อมูล และฝึกใช้ SPSS คำ นวณข้อสอบ ค่า P ค่า R 42
สรุปเนื้อหา Name = ตั้งชื่อตัวแปร Type = กำ หนดลักษณะข้อมูลที่คีย์ (numeric = คีย์เป็นตัวเลข และ string = คีย์เป็นตัวอักษร) Width = กำ หนดความกว้างของข้อมูล (จำ นวนหลัก/จำ นวนตัวอักษร) Decimals = กำ หนดตำ แหน่งทศนิยม Label = อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแปร Values = กำ หนดค่าตัวเลข ใช้ในกรณีตัวแปรนามบัญญัติ Missing = กำ หนดค่าแทนข้อมูลผิดพลาด Align = วางตำ แหน่งของข้อมูลที่คีย์ (ซ้าย/ขวา/หรือรืตรงกลาง) Measure : ระดับการวัดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อสอบ โดยใช้ SPSS กรณีข้อสอบให้คะแนน 0 กับ 1 ขั้นที่ 1 สร้าร้งไฟล์ข้อมูล ของกลุ่มทดลองใช้ N คน ขั้นที่ 2 รวมคะแนนทั้งฉบับของแต่ละคน โดยใช้คำ สั่งCompute variable ขั้นที่ 3 เรียรีงคะแนนจากน้อยไปหามาก โดยใช้คำ สั่งSort case ขั้นที่ 4 คำ นวณหาจำ นวนคนในกลุ่มสูง (Nu) ขั้นที่ 5 สร้าร้งตัวใหม่ ตั้งชื่อ Group โดยกำ หนดค่า (Value) ขั้นที่ 6 คีย์ข้อมูลตัวแปร Group ขั้นที่ 7 ตัดข้อมูลกลุ่มกลํางออกทั้งหมด ขั้นที่ 8 วิเครํารํะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าจำ นวนคนตอบถูกในกลุ่มต่ำ (Rl) ขั้นที่ 9 คัดเลือกข้อสอบที่ทั้งค่า p และ r ผ่านเกณฑ์ให้ได้จำ นวนข้อสอบตามที่ วางแผนไว้ ขั้นที่ 10 วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 43
WEEK 11 เนื้อหาย่อย : ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 1 ผลการประเมินความเหมาะสม ของนวัตกรรม เนื้อหาหลัก : วิจัยบทที่ 4 ผลวิเคราะห์ข้อมูล 11 มกราคม 2566 44
45