หนงั สือเสริมประสบการณ์ เพื่อสง่ เสรมิ อตั ลกั ษณพ์ น้ื ถ่ินลา้ นนา (ฉบับปรบั ปรงุ )
10 เร่อื ง เล่าขานสืบสานตำนานล้านนา สำหรับนกั ศึกษาครูและผูส้ นใจทัว่ ไป
ตอนที่ 1 แมญ่ ิงขี่รถถีบก๋างจอ๋ ง ตอนที่ 2 ประเพณีตานก๋วยสลากภตั
ตอนที่ 3 ประเพณีเลีย้ งผปี ูย่ ่า ตอนที่ 4 ประเพณีเข้าอินทขิล (พิธีบูชาเสาอินทขิลและใสข่ ัน
ดอกบูชาเสาอินทขิล) ตอนที่ 5 ประเพณีปีใ๋ หม่เมืองเหนอื ตอนที่ 6 ขนมกน “ขนมพืน้ บ้านของชาวล้านนา”
ตอนที่ 7 กลองพื้นบ้านล้านนา (กลองสะบดั ชัย) ตอนที่ 8 ประเพณีทานข้าวใหม่ ข้าวจี่ ข้าวหลาม
ตอนที่ 9 ประเพณีบวชลูกแก้ว ตอนที่ 10 พิธีกนิ๋ อ้อพญา
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วชิรา เครือคำอา้ ย
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงใหม่
“เยาวชนล้านนา คือ ผู้สืบทอดมรดกสังคมจากบรรพบุรุษล้านนา เยาวชนคือ ผู้รักษา
ประเพณีอันดีงามของชาติ รู้คุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่น เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ เป็นลูกที่ดีของ
พอ่ แม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครู อาจารย”์ (นิคม พรหมมาเทพย,์ 2539 : 32)
ตอนท่ี 1 แม่ญิงขีร่ ถถีบก๋างจ๋อง
แม่ญิงขี่รถถีบก๋างจ๋อง เป็นภาษาล้านนา แปลว่า “ผู้หญิงปั่นรถจกั รยานกางร่ม” ซึ่งจากการศึกษา
ความเป็นมาของวัฒนธรรมประเพณีในล้านนาจากร่องรอยที่บันทึกไว้ของ นิคม พรหมมาเทพย์ ปราชญ์
พืน้ บ้านแหง่ ล้านนา ทีไ่ ด้จากการสัมภาษณ์เชงิ ลกึ จากท่านมณี พยอมยงค์ จากประเพณีที่สบื สานกันมาเป็น
เวลายาวนาน จากวิถีชีวิตที่บริสุทธิ์ ก่อให้เกิดความดีงามเป็นสุข โดยย้อนรอยจากอดีตที่มีความ
เปลี่ยนแปลงในล้านนา ตั้งแตเ่ มื่อมีการขุดถ้ำขุนตาล ทำให้การขนสง่ คมนาคม การตดิ ต่อจากโลกภายนอก
เข้าสู่เมืองล้านนาอย่างรวดเร็ว มีการสร้างสนามบินเชื่อมโยงกับเมืองต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้
ประเพณี วัฒนธรรม เข้าสู่อาณาจักรล้านนาอย่างรวดเร็ว ทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจาก อาณาจักร
ล้านนามีธรรมชาติ วิถีชีวิตของคนล้านนาเป็นเครื่องดึงดูดใจ จนได้รับสมญานามจากมหาวีรวงศ์ แห่งวัด
บรมนวิ าส กรุงเทพมหานครได้ตงั้ ชื่อใหว้ า่ “เปน็ ดินแดนถิน่ ไทยงาม” เนือ่ งจากมีธรรมชาติอันบริสทุ ธิ์ มีสตรี
ทีส่ วยงาม อธั ยาศยั อ่อนนอ้ ม ยิ้มละไม แต่งกายพื้นเมอื ง เกล้าผมมวยและเหน็บดอกเอือ้ ง
สำหรับยานพาหนะในสมัยก่อนนั้น จะใช้งัวล้อ (เกวียน) เป็นเครื่องพานำทางบรรทุกสิ่งของต่างๆ
เมื่อมีการติดต่อจากโลกภายนอกมากขึ้น จึงมีคนนำรถถีบ (จักรยาน) มาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับ
คนในสมัยน้ัน จงึ เกิดความนยิ มและเป็นปัจจยั ในชีวติ ประจำวัน หากใครมีรถถีบถือได้วา่ เป็นผู้ที่ทันสมัยและ
ได้รับการยกย่องวา่ เปน็ ผู้มีอนั จะกิน แม่ญิง (ผหู้ ญิง) จงึ นยิ มกันขี่รถถีบไปตามสถานที่ตา่ ง ๆ ขณะเดียวกันก็
จะก๋างจ้อง (กางร่ม) เพื่อบังแสงแดดไปด้วย จึงก่อให้เกิดวิถีชีวิตแปลกใหม่อีกแบบหนึ่งในสมัยนั้น ต่อมา
กระแสสังคมได้เปลีย่ นแปลงจากการใชล้ ้องวั มาใช้จักรยานในการตดิ ต่อ เริ่มมีแนวโน้มได้รบั ความนิยมเพิ่ม
มากขึ้นอย่างรวดเร็วจนในที่สุดการขี่ล้องัวก็หดหายไป ท่ามกลางกระแสที่กำลังเปลี่ยนแปลงนั้น ในช่วงปี
พ.ศ. 2495 ทางรัฐบาลได้มีการประชาสัมพันธเ์ พื่อให้คนต่างชาติได้รู้จักดินแดนล้านนามากขึ้น และหวังผล
ในการท่องเที่ยวเมืองล้านนา จึงนำเอาวัฒนธรรมแม่ญิงขี่รถถีบก๋างจ้องมาเป็นสื่อ เพื่อใช้กระตุ้นให้เกิด
แรงจูงใจสนใจที่ต้องการมาเที่ยว ทำให้การขี่รถถีบก๋างจ้องเฟือ่ งฟขู ึ้นมาก จนมีคำกล่าวขานหากใครอยาก
เหน็ แมญ่ งิ ขร่ี ถถีบก๋างจ้องทีส่ วยงามตอ้ งมาดูที่เมอื งล้านนา
ซึ่งในที่นี่จะกล่าวถึงลักษณะของรถถีบที่แม่ญิงขี่ ซึ่งคนล้านนาทั่วไปเรียกว่า “รถแม่” มีโครงสร้าง
เป็นเหลก็ คันเฉียง เชอ่ื มยนั จากคอรถถึงเหล็กใต้คานนั่ง ทำให้เกิดชอ่ งว่างระหว่างมือกบั เบาะน่ัง สะดวกแก่
การขึ้นลง โดยเฉพาะสตรีที่สวมผ้าถุง หรือนุ่งกระโปรง ส่วนรถถีบของผู้ชายจะเป็นอีกลักษณะหนึ่งซึ่งชาว
ล้านนาทั่วไปเรียกว่า “รถถีบปู้” โดยจะมีคานเหล็กขวางเชื่อมระหว่างคอรถกับเหล็กใต้เบาะนั่ง เหมาะกับ
ผชู้ ายขับขี่ โครงสรา้ งจะค่อนข้างใหญแ่ ละดแู ข่งแกรง่
ภาพรถถบี ที่แมญ่ ิงขี่ เรียกว่า “รถแม่” (ภาพโดย : ผเู้ ขียน)
ภาพรถถบี ทีแ่ มญ่ ิงขี่ เรียกว่า “รถแม”่ (ภาพโดย : ผูเ้ ขียน)
ภาพรถถบี ทีผ่ ู้ชายขี่ เรียกวา่ “รถถีบปู้” (ภาพโดย : ผูเ้ ขียน)
ภาพรถถบี ทีผ่ ชู้ ายขี่ เรียกว่า “รถถีบปู”้ (ภาพโดย : ผูเ้ ขียน)
ภาพแมญ่ ิงขี่รถถบี ก๋างจ้องที่สวยงามบนขัวเหล็ก (สะพานเหล็ก) จังหวัดเชียงใหม่
(14 เมษายน 2561) ภาพจาก https://www.thairath.co.th/news/local/north/1255309
ภาพเทศกาลรม่ บ่อสรา้ งแอว่ เมืองต้นเปา ชมขบวนแม่ญิงขีร่ ถถบี กา๋ งจ้อง (17 มกราคม
2563) ภาพจาก https://siamrath. co.th/n/127265
ต่อมาหลังปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตรถจักรยานยนต์ตีตลาดแทบทุกแห่งของ
ประเทศ ทำให้ยานพาหนะจักรยานเข้าสู่อาณาจักรล้านนาอย่างรวดเร็ว ความนิยมของผู้คนจึงเริ่ม
เปลี่ยนแปลงไปจากรถถีบมาเป็นรถเครื่อง จนไม่สามารถต้านกระแสแห่งความนิยมนี้ได้ ปรากฏการณ์ของ
แมญ่ ิงขี่รถถีบก๋างจ้องจึงค่อย ๆ เริม่ เลือนลางจางหายไปจากสังคมล้านนา และกลายเป็นประวัติศาสตร์จึง
ทำให้ภาพลักษณข์ องแมญ่ ิงขี่รถถีบก๋างจ้องเริ่มซาลงและมีรถเครื่องเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามแม่ญิงขีร่ ถ
ถีบก๋างจ้องแม้ว่าจะซาลงไปแต่ยังเป็นภาพความทรงจำที่งดงาม และฝากเรื่องเล่าล้านนาผ่านประเพณี
ดังกล่าวที่หลงเหลืออยู่บ้างโดยสะท้อนภาพลักษณ์ของแม่ญิงขี่รถถีบก๋างจ้อง ที่ได้นำมาแสดงในงาน
เทศกาลตา่ ง ๆ โดยเฉพาะงานรม่ บ้านบ่อสร้าง อำเภอสนั กำแพง จังหวัดเชยี งใหม่ ซึ่งได้จัดให้มีขบวนแม่ญิง
ขี่รถถีบก๋างจ้อง แต่งกายพื้นเมือง เกล้าผมมวยและเหน็บดอกไม้ ถือร่มและปั่นจักรยานเป็นริ้วขบวนไป
อยา่ งช้า ๆ อันเปน็ การสะท้อนวิถีชีวิตให้ผคู้ นที่มาเยือนได้สัมผัสกลิ่นอายของประเพณีล้านนาอีกคร้ัง เสน่ห์
เวียงพิงคแ์ มญ่ ิงขร่ี ถถีบก๋างจ้อง
แมว้ ่าเวลาจะผ่านไปอย่างเนิ่นนาน แตส่ ่งิ ทีห่ ลงเหลือให้เยาวชนคนรนุ่ หลงั คือ กศุ โลบายอันแยบยล
ที่บรรพบุรุษของเราแห่งชาวล้านนาได้ฝากไว้ให้หลายประการ สิ่งหนึ่งที่เห็นเชิงประจักษ์นั้นคือ
คุณประโยชน์ของรถจักรยาน ซึ่งตอนเด็ก ๆ หลาย ๆ ท่านอาจเคยปั่นจักรยานไปโรงเรียนโดยเฉพาะใน
ชนบท ที่ปั่นไปเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ ระหว่างทางได้ชมธรรมชาติ ฝึกการรอคอย การปั่นรถถีบนำทางและ
คอยดูแลน้องๆ ที่เล็กกว่า หรือการปั่นตามรุ่นพี่ที่ร่วมทางไปด้วยกัน ใครไม่มีจักรยานก็ให้นั่งซ้อนท้าย
โดยเฉพาะคนที่แข็งแรงและมีร่างกายที่โตกว่าก็จะแสดงน้ำจิตน้ำใจ แม้จะเหนื่อยหรือหนักหน่อย แต่ก็เป็น
การเอือ้ เฟือ้ เผ่อื แผใ่ หก้ ับคนอ่ืน แถมยังเปน็ การออกกำลังกาย มีสุขภาพดี จติ ใจแจ่มใส ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
หรือปั่นไปร้องเพลงสร้างสุขให้ตนเองระหว่างทางก็ไม่มีใครว่าได้ ในช่วงของวันหยุดอาจพาทีมงานร่วม
แก๊งค์ในหมู่บ้าน หรือเพื่อวัยใกล้เคียงไปทอ่ งเที่ยวยังสถานที่ธรรมชาติของหมู่บ้าน หรือสถานทีส่ ำคัญๆ ใน
ละแวกหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นถิ่นกับ เพื่อน ๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนก็สนุกไม่น้อยเลยทีเดียว
แมก้ ระทั่งในปจั จุบันได้มีวัยอืน่ ๆ ทีม่ ใี จรกั ในการปน่ั จักรยานได้จัดตงั้ ชมรมข้ึน เช่น ชมรมผู้สูงอายุ พากันมา
ป่ันจกั รยานในท่ามกลางธรรมชาติ โดยเฉพาะในชว่ งเย็นๆ กเ็ ปน็ ภาพทีน่ ่ารกั อย่ไู ม่น้อย เม่ือเทียบกับแม่ญิง
ขีร่ ถก๋างจอ้ ง จากภาพอดีตสปู่ ัจจบุ ันจะเหน็ ว่าการป่ันจักรยานมีสิ่งดีๆ แฝงไว้ทีบ่ รรพบุรุษได้มอบให้ จึงมิได้
เปน็ เพียงแคเ่ รือ่ งเลา่ เท่านั้น (วชริ า เครือคำอา้ ย, 2563)
ทม่ี า : นิคม พรหมมาเทพย์, เรือ่ งบา่ เก่าเลา่ ล้านนา, 2539 : 23-24, 32. ม.ป.ท.
คำชีแ้ จง ทบทวนกำเมือง โดยให้จับคกู่ ำเมือง (ภาษาเหนือ) กับภาษาไทย ทม่ี ีความหมายเหมือนกัน
1. รถถีบปู้ ก. ผหู้ ญิง
2. รถแม่ ข. สนกุ
3. แม่ญิง ค. รถจกั รยานที่ผู้หญิงใชป้ ั่น
4. ก๋างจอ้ ง ง. รถจักรยานที่ผู้ชายใช้ปนั่
5. งัวล้อ จ. เกวียน
6. มว่ น ฉ. กางร่ม
ขอ้ คำถามเพื่อเปน็ แนวทางแก่นกั ศกึ ษาครูนำมาสู่ประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา
1. ท่านคิดว่าเหตุใดประเพณีแมญ่ ิงขี่รถถีบก๋างจอ้ ง จงึ หายไปจากสังคมล้านนาไทย ?
2. ท่านในฐานะทีเ่ ป็นเยาวชนล้านนา จะมีแนวทางในการสืบสานประเพณีแมญ่ ิงขี่รถถีบก๋างจอ้ ง
อย่างไรบ้าง ?
3. การปัน่ จกั รยานนอกจากเป็นการออกกำลังกายให้สุขภาพกายแขง็ แรงแล้ว ช่วยส่งเสริมสุขภาพใจ
อยา่ งไรบ้าง ?
4. สถานทีห่ รอื แหล่งการเรียนรใู้ นท้องถิ่นชุมชน แห่งใดที่น่าสนใจที่ทา่ นจะเชญิ ชวนเพื่อนๆ เดินทางไปด้วย
วิธีการปน่ั จกั รยาน ? เหตุใดจึงเลือกไปสถานทีห่ รอื แหลง่ การเรียนรใู้ นท้องถิ่นชมุ ชนแหง่ น้ัน ?
ตอนท่ี 2 ประเพณีตานก๋วยสลากภตั
ประเพณีทานก๋วยสลากภัต เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานซึ่งในตอนท้ายๆ ของเรื่อง ได้
แทรกนิทานเรอ่ื งเลา่ ถึงที่มาของประเพณีน้ี ซึง่ อาจกลา่ วได้ว่า “เปน็ การทำบญุ ให้คนตาย ทำทานให้คนเป็น”
โดยคนโบราณเรียกว่า “ประเพณีตานก๋วยสลาก” หรือ “กินข้าวสลาก” การเตรียมทำบุญตานสลากนั้น
จะต้องรู้วันและเดือนออก เดือนแรม กี่ค่ำ เพราะการทำบุญสลากก็นับว่าเป็นการตานประเภทหนึ่ง การ
ตานสลากในภาคเหนอื จะทำในเดือน 11-12 เกยี๋ งเหนือ คือ เดือน กนั ยายน-ตลุ าคม การทำบุญสลากนี้เป็น
ประเพณีมาแต่ดั้งเดิมจะผลัดเปลี่ยนทำบุญไปทีละวัด แต่จะเริ่มที่วัดดังเดิมก่อน เช่น วัดเชียงมั่น กิน
ก๋วยสลากแล้ว วัดสวนดอก วัดเจดีย์หลวง และต่อๆ กันไป ส่วนวัดเล็กวัดน้อย นานๆ จะกินก๋วยสลากกัน
สักครั้งขึน้ อยู่กบั ศรทั ธาของวดั นั้นๆ
วิธีตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาแตโ่ บราณน้ันจัดเป็นวันดา (วันเตรียมงาน) 1 วนั วันทำบุญ 1 วัน
แต่วันดาไม่ได้ไปแผ่กุศลอย่างทุกวันนี้ จะทำของใครของมัน วดั ไหนมศี รัทธามากก็ทำได้มาก วัดใดมีศรัทธา
น้อยก็ทำตามกำลังศรัทธา แต่มีบางแห่งจะแบ่งกันเอา เช่น เอาก๋วยน้อยกี่ก๋วย กัณฑ์ใหญ่กี่กัณฑ์ กัณฑ์
ใหญ่เจา้ ภาพมักจะทำเปน็ บ้านมีครัวเรือนพร้อมเอาสามเณรขนึ้ ไปน่ังเทศน์ธรรมได้ บางท่านทำเป็นปราสาท
มณฑป สังเค็ด ต้นฉัตร ถ้าเอากัณฑ์เล็กกัณฑ์น้อยมักจะเป็นภัณฑะ หรือก๋วยภัณฑะหารทำเอาไม้บง ไม้
ซางมาจักตอกแล้วสานแบบชะลอม มีขอบกลมๆ เอาต๋องกู๊ก ตองข่า ตองสาด หรือใบตองกล้วย รองทับ
ภายในเพือ่ ป้องกนั สิ่งของตกหาย
ในก๋วยสลากมีผลไม้นานาชนิด เช่น กล้วย อ้อย ขนม ข้าวต้ม ลูกส้ม ของหวาน ข้าวปลาอาหาร
ปลาจ่อมห่อนึ่ง ของกินได้พร้อมทุกอย่างใส่เข้าไป แล้วรวบรวมปากก๋วยเข้าหากัน เอาสวยดอกไม้เสียบอยู่
ตรงกลางแล้วมัดให้แน่น ทำให้สวยงาม บางบ้านที่มีลูกสาวหลายคนก็จะมวนปันบุหรีท่ ำเป็นแพๆ แขวนต้น
คา ต้นฉัตร และก๋วยสลากน้อยห้อยสตางค์มีรู หากเป็นสตางค์แดง สตางค์ 10 และ 20 สตางค์ เพราะ
สตางคม์ ีรูหากเปน็ เงนิ แถบเงนิ รปู ี หรอื เหรียญบาทตราช้างก็จะใช้ถกั บางคนเก่งกเ็ อาข้าวเปลือกมาถักรอบ
เงินบาทหรือรูปีสวยงามมาก ส่วนยอดเงิน ถ้าใครใส่ 1 บาท หรือ 1 รูปี ถือว่ามีเงินมาก (ในสมัยโบราณ)
ก๋วยหนึ่งก็แขวน 1-2 สตางค์ หรือมากขึ้นไปก็ 5 สตางค์ พระเณรองค์ใดได้ก๋วยสลาก หรือภัณฑะจะได้สัก
50 สตางค์ 1 รูปี หรือ 1 แถบ ส่วนก๋วยน้อยก็จะได้แค่ 10-20 สตางค์ ถ้าโชคดีได้ห่อผ้า ปราสาท มณฑป
สังเค็ดหรือบ้าน ก็จะได้พวกสาด (เสื่อ) หมอน ครัวเรือน ถ้าเขาทานให้คนตายก็จะมีเครื่องนุง่ ห่ม เช่นเตี่ยว
(กางเกง) เสือ้ ซิน่ แว่น หวี และของบริโภคทุกอย่างเป็นของกินจะอยู่ในปราสาทและในก๋วยสลาก
การกินสลากสมัยโบราณ มกั จะกินก่อนเพลทำใหเ้ สรจ็ ก่อนเพลก่อนเทีย่ ง พอพระเณรได้เส้นสลาก
แล้ว ก็รับนำเอาไปอ่านตามหาเจ้าของ นั่งที่ไหน ตรงไหน จะบอกรายละเอียดไว้ที่เส้นสลาก พระเณรหรือ
ประชาชนที่ช่วยพระเณรอ่านก็จะตามหาจนพบ แล้วอ่านเส้นให้เจ้าภาพฟัง เจ้าภาพจะส่งก๋วยให้ พระเณร
หรือประชาชนที่ช่วยพระเณรอ่านก็ให้เส้นคืนเขาไป ถ้าเป็นกัณฑ์ใหญ่ก็รอเจ้าภาพเมื่อพร้อมแล้ว ก็ให้พระ
เณรอา่ นสลากและใหพ้ ร ในเม่อื เสร็จก็รีบกลับไปฉันเพลที่วัดของตน ถ้าหากวา่ วัดอยู่ไกลไปไม่ทันก็ฉันตาม
รอบปา่ หา้ งนา ใต้ต้นไม้ เพราะในสมยั น้ันไมม่ กี ารเลีย้ งเพลพระอยา่ งทุกวนั นี้
สำหรับการไปกินก๋วยสลาก คณะศรัทธาทีไ่ ปด้วย มักจะเอากระบงุ หาบตามพระเณรไป พอได้ของ
ดีร้ือนำใสกระบงุ หาบกลับวดั มักจะเปน็ สาวๆ หาบลัดท่งุ นาหรอื ป่า เปน็ อันสนกุ สนาน พวกหนุม่ สาวชอบไป
ทำบุญสลากกับพระเณร บางทีสาวๆ สวย ๆ ทำก๋วยสลากไปทานมักทำเส้นสลาก มีสำนวนเป็นค่าว อ่าน
เป็นทำนองม่วนไพเราะ ถ้าพระเณรได้มักจะให้หนุ่มๆ วัยรุ่นนำไปอ่านต่อหน้าสดๆ หมู่สาวๆ ก็จะมายืนฟัง
กัน หนุ่มอ่านแล้วก็จะโห่ร้องใส่สาวๆ เนื่องจากในเส้นมีการหยอกเย้ากนั ไปในตวั สนุกสนาน ก๋วยสลากของ
สาวๆ สวยๆ มักจะมวนปนั บุหรี่มวนน้อยๆ เทา่ นิว้ มอื นิว้ ก้อยยาวเท่ากัน ถกั เปน็ แพแขวนกับก๋วยสลาก บาง
แพยาวขนาดเท่าศอกก็ยังมี ส่วนเครื่องกัณฑ์นั้น ทางเจ้าภาพต้องจัดหามาใส่ เช่น สาด หมอน ถ้วยชาม
หมอ้ ไม้กวาด และเครือ่ งบริขารตา่ งๆ นีเ้ ปน็ การทำบุญสลากแบบโบราณลานนาบ้านเฮา
เส้นสลากสมัยโบราณ ใช้ใบลานตัดเอาใบทีส่ วยๆ งามๆ ใบใหญ่ยาวๆ เอามาแยกออกเปน็ ใบๆ แล้ว
ตากแดดให้แห้ง นำมาเขียนเส้นสลากใช้ภาษาล้านนา การเขียนต้องอาศัยผู้มีความรู้ ความชำนาญ ส่วน
ใหญ่จะเป็นน้อยและหนาน (ทิด) ผู้ที่เคยบวชเรียนที่สึกมาแล้ว หรือพระภิกษุสามเณรในวัดเป็นผู้เขียนให้
เส้นสลากมี 2 อย่าง คือเส้นน้อย หมายถึง เส้นก๋วยน้อยทำเป็นซอง หรือชะลอมน้อยๆ ใส่ของพอสมควร
เช่น ส้ม อ้อม ข้าวปลาอาหาร ของกินทุกอยา่ งใส่เข้าไปพอพระเณรฉันอิ่มในชะลอมนั้นๆ เรียกว่า ก๋วยน้อย
เส้นน้อย โดยเขียนว่า “หมายตานข้าวสลากซองนี้ศรทั ธา นาย-นาง ก็ได้หามายังสลากซองหรือก๋วยหนึ่งก็
เพื่อวา่ จดั ตานไปหา...ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอนาบุญอันนีไ้ ปรอดไปถึง พ่อ-แม่ ญาตผิ ขู้ ้า จมิ เตอะ” หรือตามแต่
จะเขียนไป แต่หากเป็นเส้นใหญ่ หมายถึง กัณฑ์โชค เป็นห่อผ้าปราสาม บ้านเรือน เรือบิน ช้าง ม้า สังเค็ด
สุดแล้วแต่เจ้าภาพจะเขียนเส้นว่า “สุทินนังตเมตานังปราสาทสปริวารังอเภชูชะ อสาธารณะ สัพพะโลกิยะ
โลกุตตระมัคกะ๊ ผะละสมั ปตั ตินังอรหันตา อรหันตมี ัคกะ๊ ญาณ ตินนัง นิพพานปจั จโยโหตุ แล้วต่อไปเป็นชื่อ
เจ้าภาพจักตานไปหาใคร หรอื วา่ ทานไว้ภายหน้า สดุ แล้วแตจ่ ะตาน พระเณรองค์ใดได้เรียกกว่า (โจก) หรือ
โชคดี เพราะเป็นการเสีย่ งโชค แต่ละวัดกินสลากไม่ได้ตดั เส้นน้อย เส้นใหญ่ ออกเลย และแตโ่ ชคใครโชคมัน
ภาพก๋วยน้อย ภาพจาก https://www.topchiangmai.com/culture
ภาพกว๋ ยโจค้ (โจ้คหมายถงึ โชค) เปน็ กว๋ ยสลากขนาดใหญ่
ภาพจาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_38356
ภาพเจ้าภาพมารบั เสน้ สลากจากพระ/เณร ภาพจาก https://www.topchiangmai.com/culture
ภาพก๋วยสลากในรปู แบบของบา้ นหลังเลก็ เพือ่ อุทศิ ใหก้ ับญาติผ้ลู ่วงลับ (ภาพจาก
สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_38356)
การแจกเส้นสลากแด่พระเณรนั้น นับจำนวนดูว่าเส้นมีเท่าไร แล้วรวมพระมีกี่องค์ เณรกี่องค์ แล้ว
กเ็ อาเส้นมาแบง่ พระได้ 2 ส่วน เณรได้ 1 ส่วน ที่เหลอื นั้นเปน็ ของพระพทุ ธ (พระเจา้ ) ส่วนของพระเจ้าก็เอา
ไปประเคนพระเจ้า ของตุ๊ (พระ) และพระน้อย (เณร) นั้น ก็จัดใส่พานหรือถาด ของพระเอาไปประเคนพระ
ของเณรเอาไปประเคนเณร ต่างคนก็ไม่รู้ว่า เส้นใหญ่เส้นเล็กจะอยู่ตรงไหนให้จับสลากเอาเอง แล้วแต่จะ
โชคดี ให้ครบตามหัววัดทีถ่ ึงกันนี้ นีค่ อื ประเพณีกินก๋วยสลากของคนโบราณล้านนาเรา สมัยก่อนทำกันมา
อยา่ งนี้
สำหรับวัตถุประสงค์ก็ตานไปหาผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ตานหาน้ำ ฟ้า สายฝน เทวบุตร เทวดา แม่พระ
ธรณีและตามไปหาญาติ พี่น้อง ลูก หลาน เหลน ตานไปหาสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย และตานเอาไว้ใน
ภายภาคหน้า บางท่านตานให้พระแม่โพสพ พระแม่คงคา ตามแต่เจตนาของแตล่ ะคนไป เพราะว่าปีหนึ่งเรา
ตานหนง่ึ หน ความหมายถึงคงเปน็ เช่นน้ี
การกินสลากนี้มีมาแตพ่ ุทธกาล มีนิทานเล่าไว้ว่า อนั มใี นเมอื งสาวัตถียังมีเด็กอ่อนน้อยทาระก๋าพา
กันเอาวัว ควาย ไปเลี้ยงเป็นหมู่ แล้วก็ยังสะปาย (สพาย) เอาถุงห่อข้าวไปทุกวัน ถึงเวลาตอน (เวลาเที่ยง)
ทุกคนก็จะเอาห่อข้าวมารวมกันกินเป็นอย่างนี้ทุกวัน ช่วยกันเต (แกะ) ห่อข้าว นั่งเบนหน้าร่อสุมกันเป็นวง
ทำอยา่ งนีเ้ ป็นประจำทุกวัน อยมู่ าวันหนึง่ มีพระภิกษุสงฆ์ พากนั เดินป่ามาถึง กเ็ ลยพักหยุดอยู่ในศาลาที่เด็ก
น้อยเล่นสุมกนั ในศาลา เจ้าภกิ ษทุ ้ังหลายก็ไปยอบย้ังอย่ใู นศาลา บ่ฟจู่ ากนั ดกั อย่เู ด็กน้อยหมทู่ าระก๋าเลยหัน
ยงั เจ้าภกิ ษมุ าย้ังอยู่ ยังศาลาเป็นหมู่ บ๊อบบ่อฟ่ปู ราศรัย เขาก็กึดใจ๋บ่ออกปากว่าเจ้าภกิ ษุฝูงนั้น รอยบ่ได้รับ
ข้าวบิณฑบาตรและภัตตาหาร ต่างคนต่างหัวใจบานบ่เศร้า จักปรึกษากันว่า เราทั้งหลายควรเอาห่อข้าว
ออกไปตานแก่เจ้าภิกษุอันเดินทางยาวคราวไก๋ ท่านจักไปสู่บ้านก่อไก๋ เขามาไขห่อข้าวแล้ว คนใดก็ว่าจัก
ตานแก่ภิกษุต๋นเก๊าแก่หมู่ตั้งมวน เขาก็มาเถียงกันอยู่เจ้าภิกษุต๋นเก่าจึงบอกเล่าไขจ๋าว่า สูจุ่งปรึกษากันหื้อ
ตั๊ดแม่น หื้อไปหาเอายังหลาบไม้แผ่นมาคนละอัน แล้วจงเขียนนามชื่อใส่ เอาก๋องไว้ที่เดียวหั้น หื้อเป๋นก๋อง
สลากภัตตาสลากแล้ว สูเจ้าตังหลายจงตั้งคำผาถะนาเอาตามใจ เด็กทาระก๋าน้อยอ่อนก็พากันไปไวบ่จ๊า
เอามีดพร้าตัดฟัน เอาคนอันบ่ใหญ่บ่น้อย แล้วเขียนชื่อใส่ของไผของมัน เรียกว่า “สะลากะภัตต๋า” สลาก
แล้วก็เอามาก๋องสุมกันต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ พากันตั้งกำผาทะนาเอาไว้ ว่า “สุทินนํ สะลากกะภัตตานมะ
หาผะลังโหตุ” ดังนี้จุคนๆ กันว่าชื่อของเขาตกอยู่กับภิกษตุ ๋นใด ก็นำเอาปัจจัยข้าวหอ่ ไปตานแก่เจ้าภิกษุต๋น
นั้น รบั เอาแล้วก็มีใจช่ืนยินดีใหญ่ขึน้ มา กเ็ ป็นผู้มผี ะหยาปัญญาดี เลิศล้วนได้เปน็ ผู้นำมีคนเคารพนับถือของ
คนทั้งหลาย เพราะว่าหน้าบุญได้ตานสลาก ห่อข้าวแก่ภิกษุทั้งหลาย อานิสงค์อันนั้นหากปรากฏหันตันต๋า
กันวา่ จตุ จิ ากเมอื งคนก็พาเอาตน๋ ไปเกินจ้ันฟา้ เลิศตา๋ วะติ๋งสา มีนางฟ้าและบริวารมากนกั กด็ ้วยอานิสงค์อัน
ได้ให้ตานข้าวสลาก เป๋นตานเขาจึงไปสูท่ ี่ดตี ามบุญสมปานอันได้ทำดีไว้
ฉะนั้นสาธุชนทั้งหลายสมควรเอาเป็นตัวอย่าง เพราะการทำบุญใหท้ าน รกั ษาศลี ของดีถือเป็นกำไร
ชีวิตติดตัวเราไปตลอดถึงตายไปก็ยังได้รับอยู่ ไม่เหมือนกับกำไรนอกกาย ตายไปแล้วไม่ได้อะไรเลยแก้วมา
ลุนเอาไปหมด จงรีบกระทำบญุ ต้ังแต่มอี ายุยงั หนุ่มน้ดี มี ากจะไมม่ ีวันขาดทนุ เลย
ทม่ี า : ชเู กียรติ วงศร์ กั ษ,์ ประเพณีเกา่ เชยี งใหม,่ 2539 : 40-42. ม.ป.ท.
คำชีแ้ จง ทบทวนกำเมือง โดยใหจ้ บั คู่กำเมือง (ภาษาเหนือ) กับภาษาไทย ท่มี ีความหมายเหมือนกัน
1. ตานก๋วยสลาก ก. พระ
2. เตีย่ ว ข. แกะ
3. สะปาย ค. เตรียมงาน
4. ตุ๊ ง. กางเกง
5. วันดา จ. สพาย
6. พระนอ้ ย ฉ. กินข้าวสลาก
7. ผะหยา ช. ปัญญา
8. เต ซ. เณร
ขอ้ คำถามเพือ่ เป็นแนวทางแก่นกั ศกึ ษาครูนำมาสู่ประยกุ ต์ใช้ในสถานศึกษา
1. ประเพณีทานก๋วยสลากภัต ให้ข้อคดิ แก่เยาวชนในเรอ่ื งใดบ้าง ?
2. ทา่ นเคยไปรว่ มประเพณีทานก๋วยสลากภตั หรอื ไม่ ? และคิดว่ามีสง่ิ ใดทีป่ ระทบั ใจมากที่สดุ ในการเข้า
ประเพณีน้ี ?
3. เหตใุ ดพวกหนุ่มสาวจึงชอบไปทำบุญสลากกบั พระเณร ?
4. หากท่านได้มีโอกาสในการเขียนเส้นสลาก ท่านจะเขียนว่าอย่างไร ?
5. ท่านในฐานะทีเ่ ปน็ เยาวชนล้านนา จะมีแนวทางในการสบื สานประเพณีทานก๋วยสลากภตั
อยา่ งไรบ้าง ?
ตอนท่ี 3 ประเพณีเลี้ยงผีปูย่ า่
ประเพณีเลี้ยงผปี ู่ยา่ ตายาย หรอื เรียกส้ันๆ วา่ “ผปี ูย่ า่ ” นิยมทำกนั ในเดือน 9 (เดือนมถิ นุ ายน) สมัย
บ้านเมืองยังไมเ่ จริญรุ่งเรือง คนโบราณมักอยกู่ ันเป็นขกู๋น (ตระกลู เดียวกัน) ถ้าหากว่าผู้ที่เป็นคนมาตั้งบ้าน
อยู่เปน็ คนแรกแล้วก็มาแพรข่ ยายหมู่ญาติวงศต์ ระกูลให้กว้างขวางขึ้น ถ้าหากคนนี้ล้มตายจากไปไม่ว่านาน
แค่ไหนหลายชั่วคนแล้วก็ตาม ท่านเหล่านี้ได้ทำประโยชน์ไว้ให้ลูกหลานที่เกิดมาภายหลัง มักจะได้รับบอก
เล่าสืบต่อกนั มาน้ันเป็นตระกูลของพวกญาติเรา คือ พี่น้องกันและยังมีหอทีบ่ ้านน้ันเป็น ผี ปู่ ย่า และถือว่า
ผู้ตายไปแล้วยังมีวิญญาณและที่ได้ไปเกิดเป็นเทวบุตรเทวดาไปแล้วก็มี ที่เหลือหลงเป็นคนวิสัย กลายเป็น
สัมภเวสี คอยรับส่วนบุญอยู่ก็มี คนโบราณยังจดจำเรื่องนี้อยู่ในจิตใจว่า ท่านเหล่านี้ยังมีบุญคุณแก่ตนมา
ก่อน เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็จึงได้ทำที่สักการะบูชา จึงพากันทำที่อยู่อาศัยให้ปู่ย่า มีเสื่อ หมอน น้ำต้น (คนโท)
ขันหมาก กระโถน แจกันดอกไม้ ธูป เทียน ไว้บูชา การสรา้ งตบู ผปี ู่ยา่ นน้ั นิยมสรา้ งกนั ทีต่ ้นตระกูล เรียกว่า
“เรอื นแก้ว” หรอื เรียกวา่ “เก้าผ”ี สร้างเปน็ ตบู ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางตระกลู ทำใหญ่โตเพราะญาติมากเวลา
เลีย้ งจะมากันหลาย ผปี ู่ยา่ จะอยกู่ ับลกู หญิงตลอดไปโดยมากจะอย่กู ับผหู้ ญิงคนหวั ปี และจะต้องทำศาลให้
ถ้าลูกคนหัวปีตายหรือหนีไปอยู่ที่อื่น ก็จะอยู่กับลูกหญิงคนถัดไปในเครือญาติที่เป็นปึกแผ่น การทำเช่นนี้ก็
เป็นจารีตประเพณีอันหนึง่ ของคนโบราณ การทำบุญทำทานหาญาติชาวพุทธเราก็ทำกันอยู่เสมอ แต่ถ้าถึง
ประเพณีเลี้ยงผีปยู่ ่ามาถึง ก็ทำกันอีกแตด่ ูทกุ วันนจี้ ะมีน้อยลงเพราะสภาพของโลกบ้านเมอื งเปลี่ยนแปลงไป
สิง่ ที่นบั ถือกนั ดึกดำบรรพ์ก็ละทิ้งไปเพราะไม่มใี ครสนใจ กห็ ายไปบ้างมอี ยู่บ้าง สว่ นมากอำเภอ ตำบล รอบ
นอกยังมผี ปี ู่ย่ากันอยู่ ซึง่ แตกตา่ งจากสมยั ก่อนที่จะมีการส่งอาหารใหท้ กุ ม้ือเม่ือมีการกินอาหาร ต่อมาเห็น
วา่ เป็นการลำบากต่อลูกหลานซึ่งต้องทำมาหากินขอสง่ วันละครั้ง เดือนละครั้ง จนตอ่ มาในปัจจุบันเป็นปีละ
ครั้ง
ความจริงคนโบราณท่านถือกันกไ็ มม่ ีการเสียหาย จะถือวา่ งมงายกจ็ รงิ อยู่ แต่ถ้าถือกันจริงจังอย่าง
ถกู ต้อง กม็ ีผลดีอย่ไู ม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวสมยั โบราณ พ่อแมต่ อ้ งกำชับกำชาอย่าให้ทำผิดผี
และเที่ยวไปไหนคนเดียวไม่ได้ หนุ่มสาวจะจับมือถือแขนกันไม่ได้ ถ้าจับต้องผิดผี ถ้ามีใครเห็นจะถูกปรับ
ไหม ให้เลี้ยงผี ถ้าเลี้ยงเหล้าเลี้ยงไก่ดีนี้เลี้ยงหมูเป็นตัว ผู้ชายใดทำเช่นนั้นก็จะถูกนินทาเอาว่าเป็นคนไม่ดี
ผหู้ ญิงก็เสียหายเปน็ คนไมม่ ีคา่ รู้ไปถึงไหนคนเขาก็วา่ เปน็ ผู้หญิงใจทรามเปน็ ทีอ่ บั อายขายหน้า
ฉะนั้นคนโบราณเขาจึงต้องระมัดระวังในเรื่องน้ีมากจะไม่แตะต้องกันเลย เวลาผปู้ ระพฤติไม่ชอบ ผี
มักจะซ้ำเติมกับผู้ที่เจ็บป่วยในเครือญาติ การเลี้ยงผีปู่ย่า แล้วแต่จะตกลงกันว่าปีนี้จะเลี้ยงไก่หรือหมู ถ้า
เลี้ยงไก่กน็ ำมาคนละตัว ถ้าเลีย้ งหมู ก็เก็บเงินกนั นำมาสงั เวย พอได้กำหนดกจ็ ะเอามาเลี้ยงกันเป็นการรวม
ญาตเิ ป็นปี ๆ ใหล้ ูกหลานได้รู้จักกนั สืบตอ่ ไป
สำหรับประโยชนข์ องการเลี้ยงผีปู่ย่า (ผปี ูย่ า่ ตายาย) มีดังนี้
1. เปน็ ที่พึ่งทางใจ เพราะตามธรรมเนียมแล้วคนทางเหนอื ชอบนับถือยกยอ่ งญาติผู้ใหญม่ าก ในเม่ือ
ญาติผู้ใหญ่ล่วงไปแล้วก็สร้างศาลเอาไว้เป็นตัวแทน เมื่อตนประสบปัญหาก็ไปกราบไหว้บอกกล่าวให้
ชว่ ยเหลอื
2. เปน็ การรวมญาติทีอ่ ย่หู ่างไกลกันได้มาพบปะซักถามสารทกุ ขส์ ุกดิบต่อกนั
3. เปน็ การแนะนำผทู้ ี่มาเป็นเขยให้รจู้ กั ญาติพ่นี ้องของฝ่ายหญิง
ภาพพิธีเลี้ยงผีป่ยู า่ ตายาย (ภาพจาก https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/821403)
ภาพพิธีเลี้ยงผีปยู่ ่าตายาย (ภาพจาก https://www.picuki.com/media/1996927359747567949)
ท่มี า : มณี พยอมยงค์. ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชยี งใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์
(https://www.lanna-arch.net/index.php/society/jun_1)
ชูเกียรติ วงศร์ กั ษ,์ ประเพณีเก่าเชยี งใหม,่ 2539 : 43. ม.ป.ท.
คำชี้แจง ทบทวนกำเมือง โดยให้จบั คูก่ ำเมือง (ภาษาเหนือ) กับภาษาไทย ทม่ี ีความหมายเหมือนกัน
1. ขกู๋น ก. คนโท
2. น้ำต้น ข. ทีอ่ ยอู่ าศัย
3. ผดิ ผี ค. ถกู ปรับ
4. ตบู ง. ตระกูลเดียวกัน
5. ไหม จ. การจับมือถือแขนกนั ของหน่มุ สาว
ข้อคำถามเพือ่ เปน็ แนวทางแก่นกั ศกึ ษาครูนำมาสู่ประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา
1. ประเพณีเลี้ยงผปี ยู่ ่า ให้ข้อคิดแก่เยาวชนในเรื่องใดบ้าง ?
2. เหตใุ ดการหนุ่มสาวเมื่อจับมอื ถือแขนกนั ถือวา่ ประพฤติไมด่ ีถือเป็นการผดิ ผ?ี
3. ให้บอกประโยชน์ของพิธีเลีย้ งผปี ู่ย่าตายายมาอยา่ งน้อย 3 ข้อ?
4. ท่านคิดดว่าสาเหตใุ ดทีผ่ ีปู่ยา่ จะอยกู่ บั ลกู หญิงตลอดไปซึง่ โดยมากจะอยกู่ ับผหู้ ญิงคนหัวปี จงให้เหตุผล
ประกอบ?
5. ในปจั จุบันประเพณีการเลีย้ งผปี ู่ย่าเริม่ เลือนลางจางหายไป อนั เน่อื งจากสาเหตใุ ดเป็นสำคญั และท่าน
คิดวา่ ควรจะสืบสานตอ่ หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด?
ตอนท่ี 4 ประเพณีเข้าอินทขิล (พิธีบชู าเสาอินทขิลและใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขลิ )
“เสาอินทขิล” หรอื “เสาหลกั เมือง” ชาวเชียงใหมเ่ ชื่อว่าเป็นเสาหลักทีส่ ร้างความมั่นคง การอยู่ดีมี
สุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธี
สักการะบชู าเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเปน็ สิริมงคลแก่ชีวิต ให้แกช่ าวบ้านชาวเมืองรวมท้ังผู้ที่
ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่
บนั ดาลใหฝ้ นตกมาเปน็ ประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำ
พิธีบชู าอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ตอ่ เดือน 9 หรอื ระหวา่ งเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มใน
วันแรม 3 คำ่ เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวนั ขนึ้ 4 ค่ำ เดือน 9 ซึง่ เป็นวัน
ออกอินทขิล จงึ เรียกวา่ เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก
ตำนานอินทขิลหรือตำนานสุวรรณคำแดงที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่า
ความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้ง
บ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยาก
ยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐี
ลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะ
อธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มี
ความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะ
เลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทลู
พระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภณั ฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็ก
หาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้า
เหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ
เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสา
อินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้
เฒ่าคนหนึ่งไปบชู าเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมาก
จึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า
ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอก
ว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชาย
หญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการะบูชา จะ
ทำให้บ้านเมืองพ้นภยั พิบตั ิ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจงึ กลายเปน็ ประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เดิมทีเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่
ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า ในตำนานกล่าวว่า เสาอินทขิลเดิมนั้น
หล่อด้วยโลหะ จนกระทงั่ สมัยพระเจา้ กาวิละ ราวปี พ.ศ. 2343 ได้ย้ายเสาอนิ ทขิลไปไว้ทีว่ ัดเจดียห์ ลวง โดย
บรู ณะปฏิสงั ขรณข์ นึ้ ใหมเ่ ป็นเสาปูน และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา ปจั จุบนั นเี้ สาอินทขิลที่อยู่ใน
วิหาร เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี บนเสาเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง เสาอินทขิลนี้สูง 1.30
เมตร วดั รอบได้ 67 เมตร แท่นพระสงู 0.97 เมตร วดั โดยรอบได้ 3.40 เมตร
ประเพณีอินทขิล ในสมยั เจ้าผคู้ รองนครกบั ปัจจบุ นั นแี้ ตกตา่ งกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่ม
พิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง
เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณห์ รือไม่ หากคนทรงทำนาย
ว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและ
การฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัย
สงครามโลกคร้ังที่ 2 จงึ หยุดไป ปัจจุบนั เทศบาลนครเชียงใหมไ่ ด้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมี
พิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือ
พระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต
สว่ นภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนตบ์ ูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยใู่ ต้ดนิ ภายใต้
บษุ บกที่ประดษิ ฐานองค์พระพุทธรปู เมื่อเสรจ็ พธิ ีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน
กิจกรรมในประเพณีเข้าอินทขลิ
พิธีบชู าเสาอินทขิล พิธีนีก้ ระทำโดยการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิลกับรปู กมุ ภณั ฑ์และฤาษี ท้ังนี้เพื่อให้
บ้านเมืองอยู่สงบสุขร่มเย็น ช่วงเวลาสำหรับทำพิธีบูชาเสาอินทขิล คือ ช่วงปลายเดือน 8 ต่อต้นเดือน 9
วิหารอินทขิลจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปสกั การบูชาต้ังแต่เช้า ซึ่งจะต้องทำพิธีพลีกรรมเครื่องบูชาดังน้ี
การบูชาอินทขลิ
เครื่องบชู ามี ข้าวตอกดอกไม้ และเทียน 8 สวย พลู 8 สวย ดอกไม้เงิน 1 ผา้ ขาว 1 รำ ชอ่ ขาว 8 ผืน
มะพร้าว 2 แคนง กล้วย 2 หวี อ้อย 2 เล่ม ข้าว 4 ควัก (กระทง) แกงส้ม แกงหวาน อย่างละ 4 โภชนะ
อาหาร 7 อย่าง ใส่ขันบชู า
การบูชาตน้ ยางหลวง ในวดั เจดยี ห์ ลวง
เครื่องบูชามี เทียน 2 คู่ พลู 2 สวย ดอกไม้ 2 สวย หมาก 2 ขด 2 ก้อม ช่อขาว 4 ผืน หม้อใหม่ 1
ใบ กล้วย 1 หวี ข้าว 4 ควกั แกงส้มแกงหวานอย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง การบชู ากุมภัณฑ์ 2 ตน ใน
วัดเจดีย์หลวง ให้แต่งหอไม้ออ้ ต้นละหอ เครือ่ งบชู ามีเทียนเงนิ 4 เล่ม เทียนคำ 4 เลม่ ชอ่ ขาว 8 ผืน ช่อแดง
8 ผืน ฉตั รขาว 2 ฉตั รแดง 2 มะพร้าว 4 แคนง กล้วย 4 หวี อ้อย 4 เล่ม ไหเหล้า 4 ไห ปลาปิง้ 4 ตวั เนือ้ สุก
4 ชนิ้ เนือ้ ดิบ 4 แกงส้มแกงหวานอย่าง 4 เบยี้ 1300 หมก 1000 ผา้ ขาว 1 รำ อาสนะ 12 ที่
การบูชาช้าง 8 ตวั ที่พระเจดีย์หลวง
ช้างแตล่ ะตัวมีเครื่องบชู าดงั นี้
เทียนเงิน 1 คู่ เทียนคำ 1 คู่ ฉัตรแดง ช่อแดง 1 มะพร้าว 1 แคนง กล้วย 1 หวี อ้อย 1 เล่ม หญ้า 1
หาบ หมาก 1 ขด พลู 1 ก้อม (ท่อน หรอื ก้าน) ข้าวตอกดอกไม้แดง 7 อย่าง ใส่ขันบชู า
พิธีใสข่ ันดอก
เป็นพิธีที่กระทำต่อ จากการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิล ทางวัดจะเตรียมพานเรียงไว้เป็นจำนวนมาก
เพื่อให้ประชาชนนำดอกไม้ที่ตนเตรียมมาไปวางในพาน (ขัน) จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ การ
ถวายดอกไม้เป็นการแสดงความเคารพบชู าแกเ่ สาอินทขิล กุมภัณฑ์ ฤาษี และพระรัตนตรยั
โดยทุกวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือน 9 หรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี ชาว
เชียงใหม่จะรู้กันว่า นั่นคือช่วงพิธีกรรมที่ต้องเตรียมข้าวตอกดอกไม้มาถวายเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง
เชียงใหม่ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข และตระหนักถึงสัญลักษณ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนในพื้นที่ นี่คือประเพณี
การใส่ขันดอกไม้เพื่อบูชาเสาหลักเมืองที่สืบต่อกันมาในชื่อ “ประเพณีบูชาเสาอินทขิล” เป็นอีกหนึ่งคุณค่า
ทางความเชื่อและศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่อยู่คู่เมืองมาถึงปัจจุบัน งานประเพณีใส่ขันดอกอินทขิลมักจะ
กำหนดขึ้นเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาศร่วมงานกันอย่างทั่วถึง ในงานนอกจากจะเปิด
โอกาสให้สาธุชนใส่ขันดอก แล้วยังมี การสรงน้ำพระพุทธรูปฝนแสนห่า , ใส่บาตร 108 , ปิดทองพระ
ประจำวันเกิด , ไหว้พระพุทธอัฎฐารส และบูชาพระธาตุเจดีย์หลวง ช่วงเย็นจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม
พื้นบ้านล้านนา สมโภชเสาอินทขีลตลอดทั้ง 7 วัน ในวันสุดท้ายของงานประเพณีใส่ขันดอกอินทขิลจะเป็น
พิธีทำบุญออกอินทขิล โดยชว่ งเช้าเปน็ พิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นพระสงฆ์ 108 รูปเจริญพระ
พทุ ธมนต์ ตอ่ ด้วยพิธีถวายไทยทาน ถวายภตั ตาหารเพลแด่พระสงฆ์
ภาพงานประเพณีใส่ขันดอกอินทขลิ ไหว้เสาหลกั เมืองเชียงใหม่ ณ วัดเจดยี ์หลวง จงั หวัดเชียงใหม่
ภาพจาก https://www.topchiangmai.com/ความรู้/ประเพณีใสข่ นั ดอกอินทขิล/
ภาพงานประเพณีใส่ขันดอกอินทขลิ ไหวเ้ สาหลกั เมืองเชียงใหม่ ณ วดั เจดยี ์หลวง จงั หวดั เชียงใหม่
ภาพจาก https://www.reviewchiangmai.com/365-p/
การใสบ่ าตรพระประจำวนั เกิด
นอกจากเปิดวิหารอินทขิล จัดพาน รับดอกไม้แล้ว ทางวัดยังได้จัดเตรียมบาตร 7 ลูก วางไว้หน้า
พระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน คือ วันอาทิตย์ พระพุทธรูปปางถวายเนตร วันจันทร์ พระพุทธรูปปาง
ห้ามญาติ วันอังคาร พระพุทธรูปปางไสยาสน์ วันพุธ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร วันพฤหัสบดี พระพุทธรูป
ปางขดั สมาธิ วันศุกร์ พระพุทธรูปปางรำพึง วันเสาร์ พระพทุ ธรูปปางนาคปรก
ทม่ี า : ศนู ยส์ นเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (https://www.museumthailand.
com/th/3826/storytelling/)
คำชีแ้ จง ทบทวนกำเมือง โดยใหจ้ ับคู่กำเมือง (ภาษาเหนือ) กับภาษาไทย ทม่ี ีความหมายเหมือนกนั
1. อินทขิล ก. กรวยดอกไม้
2. ขันดอก ข. ทอ่ นหรอื ก้าน
3. สะดอื เมือง ค. พานดอกไม้
4. ก้อม ง. กลางเมอื ง
5. สวยดอก จ. หลกั เมอื ง
ข้อคำถามเพื่อเป็นแนวทางแก่นกั ศกึ ษาครูนำมาสูป่ ระยกุ ต์ใชใ้ นสถานศึกษา
1.“เสาอินทขิล” หรอื “เสาหลักเมือง” ในเชิงสัญลกั ษณ์แสดงถึงอะไร และมีผลอย่างไรกบั บ้านเมือง?
2. ประเพณีเข้าอินทขิล ที่จัดขึน้ ในสมัยโบราณกบั สมยั ปจั จุบันเหมอื นหรอื แตกตา่ งกัน อยา่ งไร?
3. เหตุใดประชาชนจึงต้องนำดอกไม้ที่ตนเตรียมมาไปถวายที่แก่ เสาอินทขิล กุมภัณฑ์ ฤาษี และพระ
รตั นตรยั ?
4. ประเพณีเข้าอินทขิล (พิธีบูชาเสาอินทขิลและใสข่ ันดอกบูชาเสาอินทขิล) ให้ข้อคิดแก่เยาวชนในเร่อื ง
ใดบ้าง?
5. ท่านเคยไปรว่ มงานประเพณีน้ีหรอื ไม่ และประทบั ใจอะไรมากทีส่ ดุ ในประเพณีนี้ เพราะเหตุใด?
ตอนท่ี 5 ประเพณีปีใ๋ หมเ่ มืองเหนือ
ปีใ๋ หม่เมืองเฮา เริ่มต้ังแตว่ นั ที่ 12-13 เมษายน ขนึ้ ไป คนเมืองเหนอื ของเราบ่ว่าจะอยู่ แห่งหนตำบล
ใด กจ็ ะพากนั กลบั บ้าน (ปิ๊กบ้าน) เพือ่ ไปเล่นปีใหม่ทีบ่ า้ นเกิดเมอื งนอนของแต่ละคนตามประเพณีบ้านเรา
เมืองเหนอื
ถึงวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันสงกรานต์ปีใหม่ของลา้ นนา คอื วนั นีส้ ังขารลอ่ ง
วันที่ 14 เมษายน เปน็ วนั เนาว์ ทางล้านนาเรียกกว่าวันเน่า
วนั ที่ 15 เมษายน เปน็ วนั พญาวัน วนั ดีสดุ ยอดของวนั ดี บ้านเราเรยี กว่า วนั พญาวัน
ความหมายของวันสงกรานต์ (ปีใ๋ หม่เมืองเรา) หมายถึง พระสรุ ิยะอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีน สู่ราศี
เมษ ระหว่างปีตอ่ ปี เรียกวา่ หัวเลีย้ วหวั ต่อของปีใหม่และปีเกา่ มาพบกันมกั จะมีฟ้าฝนและลมแรง บ้านเรา
เรียกวา่ หมดหนาวเข้าร้อนเดือน 6 เป็ง บ้านเมอื งเหนือฮ้องว่าฮ้อนเข้าหนาวออก ในเดือนเมษายนนั้นตกอยู่
กลางฤดูร้อน ความรอ้ นจัดแผดเผาทกุ สิง่ ทกุ อย่างที่อยใู่ ต้ดวงอาทิตย์ อากาศรอ้ นจดั แม้แตแ่ ม่น้ำกจ็ ะแห้ง
อาหารของกินทิง้ ไว้ข้ามคืนก็จะมกี ารบูดเน่าเหม็น กินไม่ได้จะทำให้ท้องรว่ ง ประชาชนจะต้องระวังให้มาก
ประชาชนมักเจ็บหัว ปวดท้องเพราะความแห้งแล้ง น้ำแหง้ ขอด มกั มีไฟไหม้ปา่ ลุกลามไปตามภูเขา ป่าไม้ ไฟ
ป่า ก็คือไฟของคนเรา จุดเผานัน่ แหละหาว่าไฟป่า
ฉะนั้นคนโบราณมีการส่งเคราะห์ใหญ่ในวันที่ 16 เมษายน คือ วนั ปากปี ชาวบ้านจะช่วยกนั ทำ
สะตวงใหญ่หรอื สานแตะ กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร เอากาบกล้วยมาทำเป็นสี่เหลี่ยมวางบนไม้แตะที่สานน้ัน
แล้วชาวบ้านจะชว่ ยกันจัดดาเครือ่ งบชู าสังเวยใสใ่ นสะตวง มีรูปสัตวต์ ่างๆ เช่น เป็ด ไก่ หมู หมา ช้าง ม้า ววั
ควาย และเครอ่ื งปรงุ แต่งมี แก๋งสม้ แก๋งหวาน พรกิ เกลือ ข้าวสกุ ข้าวสาร จ้ินปลา ผลไม้ตา่ งๆ เช่น มะพร้าว
ตาล กล้วย อ้อย หมาก เมี่ยง บุหร่ี เทียน ธปู ชอ่ ธงสลับกันปักตามของสะตวงให้ครบท้ัง 4 ตลอดเทวบุตร
เทวดาอารกั ษ์ มาช่วยปกปักรกั ษาให้ชาวบ้านหมบู่ ้านทุกหลังคาเรอื นใหพ้ ้นจากโรคพระยาธิภยั พิบตั ิอุปทั วะ
อันตราย ขอให้ตกไปด้วยปีเดือนวันและยามดังน้ี
เรียกวา่ ส่งเคราะหว์ ันปีใหม่ (สงกรานต์) ในวนั ที่ 16 เมษายน เสรจ็ แล้วอาราธนาพระสงฆ์สวดมนต์
และสวดเปิดถวายไทยทาน พระสงฆ์ให้พรนำสะตวงไปสง่ เติมตามทิศและการยิงสินาท (ยิงปืน) ไปตามทิศ
น้ันๆ เปน็ จบพิธี
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนาวแ์ ต่เมืองเหนือล้านนาเรียกวา่ “วันเนา่ ” คือ วนั ว่างการงานเพราะ
เราทำมาปีหนึง่ แล้วถึงวันนี้หยดุ พกั วันนีโ้ บราณถือห้ามดา่ ห้ามตกี ัน จะช่วยกนั ห่อข้าวต้มขนมกันที่บ้าน พอ
ได้เวลา 4 โมงเย็นก็จะแต่งตัวกนั สวยสดงดงามตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึง ผเู้ ฒ่าผแู้ ก่ แม่ม่าย แม่ฮ้าง จะแต่งตัวกัน
สวยงามมาก มีดอกไม้คือ ดอกเอือ้ งผ้งึ เป็นช่อนำมาปักมวยผม บางคนกแ็ ต่งตัวแบบล้านนามีสะไบสีสัน
ตา่ งๆ มีลวดลายต่างสี มีฆ้องมกี ลอง แห่ฉิ่ง หมอ้ งๆ ฟ้อน โจ๊ะโละ๊ ดอกขา่ ประแป้งอย่างแมวโพง แล้วกไ็ ป
พบปะกันทีท่ า่ นำ้ ช่วยกนั ขนทรายมาทำเปน็ แบบกองเจดีย์ทรายไว้ตามวดั ตา่ งๆ พร้อมกับสาดน้ำกันม่วนแต้
มว่ นวา่ (เปน็ การสนกุ สนาน)
วันที่ 15 เมษายน จะเปน็ วันพญาวันของเมืองเหนือเราเป็นประเพณีทำบุญ คือ เอาขนั ข้าวไปทาน คน
โบราณว่า “ตานกัวะข้าว” มีอาหารข้าวต้มข้าวหนม ผลไม้ น้ำไปทานอทุ ิศไปหาผู้ตายไปแล้ว มีมารดา บิดา
พอ่ อุ้ย แม่เฒ่า ลกู หลาน จัดเป็นกวั ะไปทานตอนเช้าแล้วเลยทำบุญตักบาตรและมีตงุ ไจย ตัดตุงแขวนกับกิ่ง
ไม้ คนโบราณตัดเองไมต่ อ้ งไปซอื้ หา นำไปปกั ทีเ่ จดยี ์ทรายและหาไม้ก้ำไม้ศรี (ค้ำต้นโพธิ)์ นำมาถวายเป็น
ตานพร้อมกันแล้วนำไปก้ำต้นไม้ศรี ไม่ใชว่ ่าเอามาถึงวดั แล้ว เอาค้ำเลยแต่ตอ้ งนำไปถวายตานก่อนแล้วค่อย
เอามาค้ำตามประเพณีขนบธรรมเนียมทีด่ งี ามของสาธชุ นท้ังหลาย เพราะการขอขมาลาโทษและให้อโหสิแก่
กันไปในตวั แต่ปัจจบุ นั นี้มุ่งแตส่ นุกสนานเปน็ ส่วนใหญ่ จะมีก็ในวงศ์ตระกลู ของใครของมนั เท่าน้ัน พวกเกเร
อันธพาลก็เมาสุรา ลวนลามแลว้ กม็ ีเรอ่ื งตอ่ กนั ทุบตีกนั อยา่ งนีเ้ รียกวา่ เกินขนบประเพณีไป
วันที่ 16 เมษายน เข้ามาเป็นวนั ขึน้ ปีใหม่เราเรียกว่า วันปากปี ปากเดือน ปากวนั ติดต่อกันสามวัน
จากนั้นก็เป็นวนั ธรรมดา แตม่ ปี ระเพณีของพระสงฆ์ สามเณร จะต้องไปขอขมาลาโทษดำหวั พระสงฆ์ ผู้
อาวุโส ผแู้ กพ่ รรษา พระผู้ใหญ่ ตามวัดต่างๆ นำคณะพระเณรและศรทั ธาไปคารวะเป็นวัดๆ ไป แมว้ ัน
สงกรานต์ปีใหม่จะผ่านไปหลายวันแล้วกต็ าม แต่ประเพณีควรจะยงั ทำกนั ไปอยตู่ ลอด บางแหง่ จนหมดเดือน
เมษายนเลยก็มี ในบางแหง่ วนั ปากปีจะมีการทำบญุ สืบชะตา สะเดาะเคราะหก์ ันถือวา่ ทำตน้ ปีจะได้คุ้มครอง
ไปตลอดปี นิยมกนั มาก นิยมฟงั ธรรมสารากริวิชาสตู ร คือ ฟังธรรมสืบชะตา บางหมบู่ ้านพระไมว่ า่ งเลยทั้ง
วัน
วันเนาว์ หรือวันเน่า
“วันเนาว์” เมืองเหนอื เรียกว่า “วันเน่า” เปน็ วันที่มีประเพณีทางศาสนาคล้าย เชน่ การขนทราย เข้า
วัดและเล่นรดน้ำกันท่ัวๆ ไป อยา่ งสนุกสนานเปน็ วนั ทีห่ นุ่มๆ สาวๆ ไปชุมนมุ กนั ที่หาดทรายใต้สะพานนวรัตน์
หรอื ทีแ่ มน่ ้ำปิง และในตอนบา่ ยวนั เดียวกนั จะมีการจดั ขบวนแห่พระพุทธรูปสำคญั ประจำเมืองเชียงใหม่ คือ
มีการอญั เชิญ พระพทุ ธสิหิงคแ์ ละพระเสตังมณี อันเป็นพระพทุ ธรปู สำคญั ของจังหวัดเชยี งใหม่ ไปตามถนน
สายตา่ ง ๆ แล้วเข้าสู่บริเวณพทุ ธสถานแลว้ อาราธนาพระพุทธสิหิงค์และพระเสตังมณี เข้าสทู่ ี่ประดษิ ฐานใน
ประลำพธิ ีทีจ่ ัดไว้ ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหารเพือ่ เปิดโอกาสใหป้ ระชาชนเข้านมัสการสรงน้ำพระพทุ ธสิหิงค์
และพระเสตงั มณีตลอดวัน และจะมีการเล่นรดน้ำกันตามถนนของหนุม่ สาวอย่างสุภาพชนกนั จนกระทงั่ เย็น
ในวันนจี้ ะถือว่าเปน็ วันสำคัญ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นมงคลจะไม่มกี ารด่าทอ โกรธกนั ทะเลาะ
วิวาทกัน โบราณถือว่าบุคคลใดถ้าดา่ ทอกนั แลว้ ปากของบุคคลน้ันจะเนา่ เพราะเปน็ วนั เนา่ จะถือเคร่งทีส่ ุด
จะไมท่ ำอะไรที่ผิดศีลหา้ หากมีการทะเลาะกนั ในวันนจี้ ะถือวา่ ไม่เปน็ มงคลตลอดปีเลยทีเดียว จะมีแตก่ าร
ยิ้มแย้มแจ่มใสรา่ เริงกัน ทั้งผใู้ หญต่ ลอดจนเด็กๆ การขนทรายเข้าวัดในวันนีจ้ ะสนกุ สนานกนั มาก หนุ่มสาว
ชาวเหนือ จะแต่งกายสวยงามกับแบบพืน้ เมือง คือ ผู้หญิงนงุ่ ผ้าถุงใสเ่ สื้อคอกลมแขนกระบอก แขนสามส่วน
หรอื ยาวถึงขอ้ มอื เกล้าผมมวยเหนบ็ ชอ่ ดอกเอือ้ งผ้งึ หรอื เอือ้ งคำ อนั เป็นเครื่องแตง่ กายของสุภาพสตรี
ชาวเมืองเหนอื มาแต่โบราณกาลแล้ว ส่วนพวกหนุ่มๆ กจ็ ะมกี ารแต่งกายด้วยชดุ เสื้อแบบมอ่ ฮ่อมแต่หลากสี
จะมีดอกมะลิรอ้ ยเปน็ พวงสวมคอ ถือขนั หรอื สลุง ร่วมกนั ขนทรายหรอื เข้าวัดเป็นกลุม่ ๆ ซึง่ การแต่งกาย
แบบพืน้ เมืองเหนอื ในวนั นีเ้ พือ่ เปน็ การรักษาขนบธรรมเนียมของเมืองเหนอื ของเราไว้เพือ่ เปน็ แบบอยา่ งให้
เยาวชนทั้งหญิงและชายของเราได้ยึดถือเปน็ “เอกลกั ษณ”์ ของเมอื งเหนอื เราสบื ต่อไป
วนั เนาว์ หรอื วันเน่า นอกจากจะเปน็ วนั ขนทรายแล้วยังเปน็ “วนั ดา” หมายถึง จัดเตรียมข้าวของ
เครือ่ งใช้ทีจ่ ะต้องจัดไปทำบญุ ใน วันพญาวัน หรอื วันเริม่ เปลีย่ นเปน็ ศกั ราชใหม่ จะมีการจดั อาหารขนม
สว่ นมากจะเปน็ ขนมของชาวเหนือเราจะมีขนมจอ๊ ก ข้าวเหนียวแดง ข้าวแตน ข้าวแคบ เปน็ ต้น วันพญาวันนี้
ตอนเชา้ จะมีการ “ทานขนั ข้าว” เพื่ออุทิศส่วนกศุ ลใหแ้ ก่บรรพบุรษุ ญาตมิ ิตร บิดามารดา ทีไ่ ด้ล่วงลับไปแล้ว
พิธีทางศาสนาของวนั พญาวัน มีการทำบุญถวายทานแดพ่ ระสงฆ์ แล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนา
ตอนบา่ ย เรียกว่า ธรรมอนิสงฆ์ ก๋องเจดีย์ทราย แล้วมีการสรงน้ำพระพุทธรูปทีเ่ ปน็ องคเ์ ลก็ อยู่ในโบสถ์
วิหาร โดยอญั เชิญออกมาใหค้ ณะศรทั ธาของแต่ละวดั ใหน้ ำน้ำขมนิ้ ส้มป่อย ไปสรงพระพุทธรปู เปน็ อนั เสร็จ
พิธีทางศาสนาของวนั พญาวนั
วันปากปี๋ หรอื พิธีดำหวั สำหรับวันปากปีน้เี รยี กได้ว่าเปน็ วนั สำคัญ เช่นเดียวกนั เพราะตามหัววัด
ต่างๆ ทีม่ เี จ้าอาวาสของวดั ทีย่ ังมอี ายุน้อยอยู่ กจ็ ะได้ร่วมกันกับคณะศรทั ธาแตล่ ะวัดจัดเตรียมของเพื่อจะได้
ไปดำหัวพระผใู้ หญ่ที่มอี าวโุ สมาก ตามวดั ตา่ งๆ ทีม่ อี ยใู่ นเชยี งใหม่ ของที่จดั ทำเพื่อจะนำไปดำหัวพระผใู้ หญ่
นั้น จะมีน้ำขมิน้ ส้มป่อย ต้นดอก หมากส่มุ จะมีเครื่องอฐั ะบริขารอยบู่ ้างพอสมควร ต่อจาก การดำหัวพระ
เถระแล้วก็จะมีการไปรดน้ำดำหัวผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ ปู่ ยา่ ตายาย บิดา มารดา เป็นต้น ก็จะมีการเตรียมข้าวของที่
นำไปสกั การะทา่ นผู้ใหญน่ ั้นกค็ ล้ายๆ กันกบั ที่จดั ไปดำหัวพระผู้ใหญ่ตามวัดตา่ งๆ นั้นเอง
กรรมวิธีการขนทรายเข้าวัดเพือ่ ก่อเจดยี ์ทราย
จะมีอุบาสกผมู้ ีอายุ หรอื ปู่จา๋ นของวดั หรอื พระภกิ ษสุ ามเณรภายในวดั ช่วยกันทำโครงรา่ งเจดีย์
โดยจะจดั หาไม้ไผม่ าสานเปน็ ข้ันวงกลม ลกั ษณะเป็นพระเจดีย์ 3 ชั้นบ้าง 5 ชั้นบ้าง 7 ช้ันบ้าง จะทำกนั ในวัน
เน่าหรอื วันดา
การบรรจุทรายลงบนเจดีย์
ทางวัดจะนำเอาฐานแรกมาวางไว้ก่อนให้คณะศรัทธาขนทรายมาใส่ให้เต็มฐานแรกโน้น ละก็จะนำ
ฐานที่ 2 มาตั้งให้เททรายลงไปอีก เมื่อฐานที่ 2 เต็ม ก็จะนำฐานที่ 3-4-5 มาตั้งขึ้นไปตามลำดับ ก็จะได้
เจดีย์หนึ่งองค์ ในวันพญาวันตอนเช้าที่ศรัทธาประชาชนทั้งหลายได้ตานขันข้าวแล้ว ก็จะนำช่อตุง หลากสี
หลายแบบมาปกั ไว้บนเจดียท์ รายในตอนบ่ายของวันพญาวัน ก็จะมปี ู่อาจารยข์ องวัดแต่ละวดั ต่างๆ จะนำน้ำ
ขมิ้นส้มป่อยใส่สลุงตั้งไว้หน้าพระประธานในวิหารพร้อมดอกไม้ธูปเทียน เมื่อถึงเวลาพระสงฆ์เจ้าอาวาสก็
เป็นประธานขึ้นบนวิหาร ปู่อาจารย์ก็จะนำศรัทธาไหว้พระรับศีล แล้วอาราธนาพระปริตรพระสงฆ์เจริญ
พระพุทธมนต์ แบบล้านนา คือ สูตรแบบย่อพอสมควรแก่เวลา บางวัดก็จะเทศนาธรรมอนิสงฆ์ปี๋ใหม่เมือง
หนึ่งผูก จากนั้นปู่อาจารย์จะทำพิธีโอกาสเวนทานเจดีย์ทราย ก็เป็นวันเสร็จพิธีของวันพญาวัน หรือ วัน
เถลิงศกของปี๋ใหม่เมือง
ทม่ี า : ชเู กียรติ วงศร์ กั ษ,์ ประเพณีเกา่ เชยี งใหม่, 2539 : 35-37. ม.ป.ท.
คำชี้แจง ทบทวนกำเมือง โดยใหจ้ ับคูก่ ำเมือง (ภาษาเหนือ) กบั ภาษาไทย ทม่ี ีความหมายเหมือนกัน
1. ปิก๊ บ้าน ก. ค้ำต้นโพธิ์
2. มว่ นแตม้ ่วนวา่ ข. ขันน้ำ
3. ก้ำไม้ศรี ค. วันที่ดที ีส่ ุด (วนั ดีสดุ ยอดของวนั ดี)
4. ปใี๋ หมเ่ มือง ง. สนกุ สนานมาก
5. วันพญาวัน จ. กลบั บ้าน
6. สลุง ฉ. วันสงกรานต์
7. วนั เน่า ช. วนั วา่ งการงาน
ข้อคำถามเพื่อเป็นแนวทางแก่นกั ศกึ ษาครูนำมาสู่ประยุกตใ์ ช้ในสถานศึกษา
1. ประเพณีปีใ๋ หมเ่ มือง เหมือนหรอื แตกตา่ งจากประเพณีวนั สงกรานต์ของภาคกลาง อย่างไร?
2. วันเนาว์ หรอื วนั เน่า เยาวชนควรปฏิบตั ิตนตามประเพณีปี๋ใหม่เมอื งของชาวล้านนาอย่างไรบ้าง?
3. เหตใุ ดคนโบราณล้านนาจงึ กล่าวว่า “วันพญาวนั ” เปน็ วนั ดีสุดยอดของวันดี?
4. การประพฤติปฏิบัติตนอยา่ งไรในประเพณีปใี๋ หม่เมืองทีส่ ะท้อนถึงความกตัญญูกตเวที ของผปู้ ฏิบตั ิ?
5. การขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเจดียท์ ราย เพื่ออะไร และชว่ ยส่งเสริมเยาวชนในด้านใดบ้าง ?
6. หากวัยรุ่นหนุ่มสาว ต้องการไปรว่ มขนทรายเข้าวดั ควรแต่งกายอย่างไรจึงจะเหมาะสม สวยงามและถูก
กาลเทศะ?
ตอนท่ี 6 ขนมกน “ขนมพื้นบ้านของชาวล้านนา”
“ขนมกน” หรือ “ขนมปาด” เป็นขนมโบราณพื้นบ้านของชาวมอญที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนา
โดยมีประวัติและความเป็นมาที่อยู่คู่กับชาวล้านนา เชื้อชาติมอญ มายาวนานมากกว่า 60 ปี บ้างก็ว่าเป็น
ขนมของชาวไทลื้อที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ของภาคเหนือของไทย จากการสัมภาษณ์พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย
(ใช้เรยี กแทนผู้สูงอายุ ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย) ของชมุ ชนเทศบาลวัดสันกลางเหนอื พบวา่ ในอดีตการทำขนม
กน ต้องใช้เวลาในการเตรียมเป็นเวลาสามถึงส่ีวัน เพื่อนำไปทำบญุ ที่วัด หากนำขนมน้ไี ปไหว้สา หรือถวาย
พระแล้วจะได้บุญมาก บ้างก็นำมาเลี้ยงแขกที่มาเที่ยวบ้านในวันปี๋ใหม่เมืองของชาวล้านนา (วันสงกรานต์)
และจะทำขนมกันล่วงหน้าก่อนวันสงกรานต์ (นิยมทำในวันที่ 10 เมษายน) หรืออีกงานหนึ่ง คือ งานปอย
หรืองานบวช (บวชลูกแก้ว อุปสมบทพระ) โดยขนมกระทะแรกทำแจกสำหรับผู้ที่มาร่วมกนั ทำ ส่วนกระทะ
ที่สองสำหรับทำบุญเลี้ยงแขก และกระทะที่สามแจกแขกที่มาร่วมในงาน อาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันขนม
ชนิดนี้เริ่มสูญหายไปจากความทรงจำของเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง เพราะขนมกนเต็มไปด้วย
ความชาญฉลาดของบรรพบุรุษ แฝงวิธีคิดที่แยบยล และภูมปิ ญั ญาทีน่ า่ ทึ่ง เนื่องจากการทำขนมกนของคน
ในสมัยก่อนนั้นมิใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะการทำแต่ละขั้นตอนนั้นใช้เวลามาก มีความพิถีพิถัน (ละเอียดละออ,
ประณีตบรรจง) และอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของคนในชุมชน ซึ่งนั่นเป็นกุศโลบาย (Strategy)
เพือ่ การรวมตัวกนั ของลกู หลาน หรอื คนในท้องถิ่นนนั้ ๆ ซึ่งเป็นวิถีคนล้านนาสมยั เกา่
ภาพ “ขนมกน” หรอื “ขนมปาด” ภาพโดย : ผู้เขียน (2560)
“ขนมกน” มนต์เสน่ห์ที่มาพร้อมกับกลิ่นอายของขนมพื้นถิ่นนี้ เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะส่ง
กลิน่ หอมเย้ายวนชวนน่ารบั ประทาน มีลักษณะเหนียว ๆ คล้ายขนมชั้น สีนำ้ ตาลเข้ม ซึง่ เป็นสีธรรมชาติของ
น้ำอ้อย และโรยด้วยงาขาวคั่วระดับกลาง มีรสชาติที่หวานมัน ซึ่งมีส่วนผสมมาจาก แป้งข้าวเหนียว,
น้ำกะทิ, น้ำอ้อย, มะพร้าวคว่ั , งาคว่ั , น้ำมันมะพร้าว และมีขนั้ ตอนการทำทีล่ ะเมียดละไมทีเ่ ป็นเอกลกั ษณ์
ภาพตวั แทนวดั โรงเรียน ชมุ ชน และ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่ในการมี
ส่วนรว่ มทำ “ขนมกน” หรอื “ขนมปาด” รว่ มกับนักเรยี น ภาพโดย : ผ้เู ขียน (2560)
จากการร่วมสืบสานการทำขนมพื้นบ้านล้านนาดังกล่าว ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่ง
ประกอบด้วย เจ้าอาวาสวัดสันกลางเหนือ นายกเทศบาลวัดสันกลางเหนือและคณะ ตลอดจนปราชญ์
ชาวบ้าน ได้แก่ พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ในชุมชนบ้านสันกลางเหนือ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสันกลางเหนือ คณะครู
นักเรียน และตัวแทนจากอาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลยั เพื่อ
ท้องถิ่น ร่วมกับบ้าน วัด และโรงเรียน (บ-ว-ร) อันเป็นหัวใจที่สำคัญของการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน
วันนไี้ ด้รว่ มแรง รว่ มใจผนกึ กำลัง ถา่ ยทอดภมู ปิ ัญญาการทำ “ขนมกน” ให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดสันกลาง
เหนือ ระดับช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 - ประถมศึกษาปีที่ 6 ซึง่ เปน็ เยาวชนที่สำคัญของชาติ ปลูกฝังจิตสำนึก
รักบ้านเกิด ชุมชนและท้องถิ่นของตัวเอง สืบสานตำนานขนมกน สะท้อนถึงรากเหง้าของชาวมอญที่อาศัย
ในดินแดนล้านนา และแสดงถึงความสมานสามัคคีของคนในชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นให้ความรู้แก่นักเรียน
เยาวชนในชุมชนให้ทราบถึงความเป็นมาของขนมกน โดยการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ( Learning by
Doing) อนั เปน็ ประสบการณ์ (Experience) ทีด่ ีงาม ขนมกนได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รนุ่ กำลังเริ่มต้นข้นึ แล้ว
ภาพตัวแทนวดั โรงเรียน ชมุ ชน และ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่ในการมี
ส่วนรว่ มทำ “ขนมกน” หรอื “ขนมปาด” ร่วมกับนักเรยี น ภาพโดย : ผเู้ ขียน (2560)
พ่ออยุ๊ แม่อยุ๊ ได้ใหข้ ้อมูลเพิ่มเติมว่า ในอดีตกวา่ จะได้แป้งทีใ่ ชท้ ำขนมตอ้ งใชค้ รกกระเดือ่ งขนาด
ใหญ่ ภาษาเหนอื เรยี กว่า “ครกมอง” ชว่ ยกันตำคนละไม้ คนละมอื ใชเ้ วลาเกือบครึ่งวัน
ทม่ี า: http://www.chiangmainews.co.th/page/archives/474364
“มะพร้าวทึนทึก” เป็นส่วนผสมหลกั ทีส่ ำคัญ ต้องขูดเพือ่ ใช้ค้ันน้ำหัวกะทิ และนำมาค่ัวผสมกับแป้ง
เพื่อให้ได้มะพร้าวคั่วที่หอมกรุ่น พร้อมนำมาผสมกับขนมกนขณะกวนพร้อมกับแป้งข้าวเหนียว เพื่อให้ได้
กลิน่ ทีเ่ ปน็ เอกลักษณ์ ตอ้ งใชไ้ ฟในการคัว่ ออ่ น ๆ ทำให้ได้มะพร้าวออกมาเปน็ สีเหลอื งทองสวยงาม และชวน
น่ารับประทาน โดยต้องใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ในปัจจุบันนี้ได้ใช้น้ำกะทิกล่อง และมะพร้าวที่
ขูดโดยเครื่องจักร เพื่อลดเวลาในการทำลง แต่ทว่าความอร่อยและความมีเสน่ห์ ยังคงสู้วิธีแบบเดิม ๆ
ไมไ่ ด้
ภาพขั้นตอนการทำ “ขนมกน” หรือ “ขนมปาด” ภาพโดย : ผู้เขียน (2560)
ภาพมะพร้าวทึนทกึ คั่วอ่อน ภาพจาก http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/03/
D6421578/D6421578.html
จากนั้นนำแป้งที่ได้มานวดใหเ้ ข้าที่ เมื่อมีความเหนยี วพอที่จะป้ันได้ จึงนิยมป้ันเป็นก้อนขนาดพอดี
แล้วบีบให้มีลักษณะแบน ๆ ด้วยมือ แล้วลงในไปต้มในที่น้ำเดือด เพราะทำให้แป้งสุกสม่ำเสมอ โดยมี
ข้อสังเกตวา่ เมอ่ื แป้งที่สุกจะลอยขึ้นมา จงึ ใชไ้ ม้พายลงไปตกั ใส่ลงในถาด ข้ันตอนนเี้ อง นกั เรียนต่ืนเต้น และ
ตา่ งชว่ ยกนั ทั้งนวดและปั้นแป้งกนั ตามจินตนาการของตนเองอย่างสนกุ สนาน โดยสงั เกตได้จากรอยยิ้มของ
เด็ก ๆ และการพูดคุยกัน แต่ต้องคอยย้ำเตือนเสมอให้คอยระวังน้ำร้อน ขณะที่ต้มแป้งแต่ละก้อน โดย
ค่อยๆ หย่อนลงไป (ขั้นตอนนี้แฝงความสามัคคี จินตนาการ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน การมีสติ
และการทำงานรว่ มกนั )
ขั้นตอนต่อมา เป็นขั้นที่ต้องใช้กำลังคนและเวลาในการกวนมีส่วนผสม คือ แป้งข้าวเหนียวต้ม
น้ำกะทิ น้ำอ้อย มะพร้าวค่ัว คนใหเ้ ข้ากัน ซึ่งตเุ๊ จ้า (พระ) กลา่ ววา่ “สมัยบา่ กอ่ นถ้าใค๋บ่มีสตางค์ บ่มีบริวาร
จว๋ ยก๋ันจะบ่ได้กิน๋ ” เพราะใช้ตน้ ทนุ มากท้ังเงิน คน และเวลา ซึ่งเวลาคนขนม จะบง่ บอกด้วยว่า “คนทำเป็น
มีคุณลักษณะอย่างไร มีความใจเย็น อดทน มุมานะ เพียงใด” ดังนั้น สิ่งสำคัญมากในขั้นตอนนี้คือ ความ
สามคั คี และร่วมใจในการกวนขนม การกวน ในภาษาลา้ นนาเรียกว่า “กน” จงึ เรียกชอ่ื ขนมชนิดนี้ว่า “ขนม
กน” ถึงบางอ้อ ที่เฉลยให้กบั นกั เรียนทีร่ ่วมกันทำว่า ทำไมต้องจึงตั้งชือ่ ขนมเช่นนี้ ในขั้นตอนการกวนนี้ต้อง
ใช้ไม้พายชว่ ยกนั กวนหลาย ๆ คน “ฮุย เล ฮยุ ” หากใครเหนือ่ ยก็หยดุ พกั สลับคนอื่น ๆ มาชว่ ยกวนแทน แต่
ต้องกวนอย่างสม่ำเสมอและห้ามหยุดเพราะแป้งขนมอาจติดและไหม้ เมื่อคนให้เข้าที่แล้ว เตรียมถาดรอง
ด้วยใบตองสะอาด ทาน้ำมันมะพร้าว โรยงาคั่วบนถาดก่อนเทขนม และโรยงาคั่วไว้ด้านบนขนมอีกครั้ง รอ
ให้ขนมคงตัวสกั ครู่ เป็นอันสำเร็จเรียบร้อย พร้อมรบั ประทาน
ภาพช่วยกันกวนขนม “ขนมกน” หรอื “ขนมปาด” ภาพโดย : ผู้เขียน (2560)
ภาพขนม “ขนมกน” หรอื “ขนมปาด” ท่ีทำเรยี บร้อยแลว้ พร้อมรบั ประทาน
ภาพโดย : ผเู้ ขียน (2560)
นักเรียนวัดสันกลางทุกคนถือกระทงใบตองกลัดด้วยไม้ ซึ่งประดิษฐ์ด้วยตนเองพร้อมตักขนมใส่
กระทง ยิ้มเปรมปรีด์ อิ่มแปร้ แต่ยังไม่เรียบร้อยเท่านี้ ต้องมีการสะท้อนคิดกันสักหน่อย (After Action
Review: AAR) นกั เรียนรว่ มกนั สะท้อนคิดเพือ่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกัน
สะท้อนคิดจากนักเรียน มีสิ่งอื่นใดที่ได้รับจากการลงมือปฏิบัติในวันนี้ คำตอบที่ชื่นใจ คือ “ความ
สามัคคีและวัฒนธรรมอันดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ต่อไป” แม่อุ๊ยเสริม พ่ออุ๊ยเติมต่อ เจ้า
อาวาสให้กำลังใจ ครูใหญ่ประสานงานและให้แง่คิดอย่างดีเยี่ยม สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือกำลังใจและเสริมทัพจาก
ชุมชนเทศบาล เราขับเคลื่อนร่วมกันทั้งขบวนเช่นนี้ เพื่ออะไร และทำไปทำไม เหตุผลที่ตอบได้โดยผู้เขียนมี
เพียงประโยคหนึง่ ที่วา่ “ราชภัฏเชียงใหม่ บ้าน วัด และโรงเรียนเราไมเ่ คยไกลกัน”
ภาพการสะท้อนคิดจากผู้มีสว่ นเกี่ยวขอ้ งทุกฝา่ ยในการทำขนมกน ภาพโดย : ผ้เู ขียน (2560)
ทีม่ า :
ขนมปาด ขนมไทยล้านนา http://www.stou.ac.th/study/sumrit/10-57(500)/page9-10-57(500).html
ขนมปาด ความหอมหวานที่เติมเตม็ ดว้ ยหัวใจและความรว่ มมอื กันทำ วารสาร Compass เดือนเมษายน
2556 http://www.compasscm.com/viewissue.php?id=93&lang=th&issue=119
ประเพณีกนขนมปาด :ชาวบ้านสืบสานประเพณีโบราณร่วมกนั ทำขนมปาดขนมโบราณล้านนาเตรียมถวาย
พระวันปีใ๋ หม่เมือง โดย หนังสือพิมพเ์ ชยี งใหม่นวิ ส์ ฉบับวันที่ 11 เมษายน 2559
ประเพณกี นขนมปาด: วธิ กี ารทำ https://sites.google.com/site/xaphexdxyte/4-phumipayya-thxng-thin-
khxng-khn-dxytea/4-7-sakha-sasna-laea-prapheni/prapheni-kn-khnm-pad
วชริ า เครือคำอ้าย, ชวลิต ขอดศิริ และยงยุทธ วงศช์ ัยบวร “หนึ่งในศาสตร์ของพระราชาเพือ่ การพัฒนาที่
ยง่ั ยืนนอ้ มนำคำสอนพอ่ “ราชภัฏเชยี งใหม่ บ้าน วดั และโรงเรียน ไมเ่ คยห่างไกลกัน”
ตอน : ขนมกน ขนมพื้นบ้านของชาวล้านนา.
คำชีแ้ จง ทบทวนกำเมือง โดยให้จบั คูก่ ำเมือง (ภาษาเหนือ) กบั ภาษาไทย ท่มี ีความหมายเหมือนกัน
1. งานปอย ก. กวนหรอื คนใหเ้ ข้ากนั
2. พอ่ อุ๊ย แมอ่ ยุ๊ ข. สมยั โบราณ
3. ครกมอง ค. บ-ว-ร
4. ต๊เุ จ้า ง. งานบวช (บวชลูกแก้ว อปุ สมบทพระ)
5. บา่ ก่อน จ. ปู่ ยา่ ตา ยาย
6. บ้าน วดั โฮงเฮียน ฉ. กระเดื่องขนาดใหญ่
7. กน ช. พระสงฆ์
ขอ้ คำถามเพื่อเป็นแนวทางแกน่ ักศกึ ษาครูนำมาสู่ประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา
1. การทำขนมกน ขนมพ้ืนบ้านของชาวล้านนาให้ข้อคดิ แกเ่ ยาวชนในเรือ่ งใดบ้าง ?
2. จากคำกล่าวของต๊เุ จ้า (พระสงฆ์) ทีว่ ่า “สมยั บ่ากอ่ นถ้าใค๋บม่ ีสตางค์ บ่มีบริวารจว๋ ยก๋ันจะบไ่ ด้กิน๋ ขนม
กน” ท่านมีความคิดเหน็ อย่างไรบ้าง?
3. การทำขนมกน หรอื ขนมปาด สอดคล้องกบั สภุ าษิตคำพังเพยของไทยใดบ้าง ให้ยกตัวอย่างมา 1-2
สภุ าษิต?
4. หลงั จากทีน่ ักเรียนได้รว่ มกันทำขนมกน หรอื ขนมปาด แล้วขั้นตอนของการสะท้อนคิด (After Action
Review: AAR) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรรู้ ว่ มกัน มีความสำคัญหรอื ไม่ อย่างไร?
5. หากใหท้ ่านศกึ ษายกตัวอยา่ งการสบื สานการทำขนม หรอื อาหารล้านนามา 1 ชนิด ท่านจะเลือกขนม
หรอื อาหารล้านนาชนิดใด และจะชว่ ยสืบสานประเพณีล้านนาอย่างไรบ้าง จงอธิบาย?
ตอนท่ี 7 กลองพื้นบ้านล้านนา (กลองสะบัดชัย)
“...ถว่ งท่าร่ายรำชดช้อย เชื่องช้า บรรจงลงก้มกราบขมาครอู าจารย์ บรรพชน เสียงกลองดังข้นึ เมอ่ื
ไม้กระทบผนงั กลอง เสียงก้องกังวานรัวๆ มีเสียงฉาบ เสียงฆ้องดังกระทบ รับสง่ กันเข้าจังหวะ...”
เสียงกลอง ฉาบ ฆ้อง ไม่เคยห่างหายไปจากห้องเรียนแห่งนี้ ทั้งเดก็ หนุม่ เดก็ น้อยสนกุ กบั การเรียนรู้
ฝกึ มือประลอง ฝกึ ลองกันอยา่ งไมร่ จู้ ักเหน็ดเหนื่อยวนั แล้ววันเล่า...การเรียนรู้ในหอ้ งเรียนน้ีเร่มิ ต้นจากการ
เรียนรู้ทำความเข้าใจกับความเป็นมาของภูมิปัญญา ดังนั้นก่อนได้จบั ไม้กลอง เด็กๆ จึงต้องเรียนรเู้ รื่องราว
ของกลองและทำความรู้จกั กับบรรพชนของตนเองผ่านประวตั ิศาสตรข์ องกลองสะบดั ชยั
ความเปน็ มาของกลองล้านนา
กลองเป็นวัฒนธรรมด้านดนตรีชนิดหนึ่งในล้านนา มีการสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่าง
ยาวนาน ดังนั้นในวัฒนธรรมประเพณีของคนล้านนาแล้ว กลองเป็นเครื่องดนตรีที่จะขาดเสียไม่ได้ ในอดีต
คนล้านนาใช้เสียงกลองเป็นอาณัติสัญญาณนำกิจกรรมใช้เสียงกลองเป็นสื่อในการแสดงความเคารพต่อ
พิธีกรรมประเพณีตา่ งๆ ใช้เปน็ สัญญาณบอกกิจกรรมสำคัญทางศาสนาทีจ่ ะเกิดขึ้นระหวา่ งวัน เช่น วันพระ
วนั โกน รวมทั้งใชใ้ ห้ความร่ืนเริงบนั เทิงใจแกผ่ ู้คน ดงั จะได้เห็นจากงานบุญทางพระพุทธศาสนา มักจะได้ยิน
เสียงกลองประโคมอย่างครกึ ครนึ้
ขณะเดียวกัน กลอง ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนล้านนา ในคำสอน แง่คิด คติธรรม คติกลอน
ต่างๆ จะปรากฏคำว่า “กลอง” รวมอยู่ด้วย ดังมีผู้กล่าวว่าเสียงที่เป็นมงคล 3 เสียง คือ เสียงฆ้องเสียง
กลอง เสียงมองตำ๋ ข้าว เสียงตุ๊เจ้าเทศนธ์ รรม เป็นต้น กลองทีป่ รากฏในภาคเหนือของประเทศไทย แบ่งเป็น
2 ประเภท คือ กลองทีใ่ ช้ประกอบในพิธีกรรม และกลองทีใ่ ช้ประกอบการละเลน่ การแสดง ดังน้ี
1. กลองที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม เช่น กลองประจำเมือง กลองประจำวัด กลองหลวง กลองปู่จา
กลองดนิ เป็นต้น
2. กลองที่ใช้ประกอบการละเล่นการแสดง เช่น กลองแอว กลองปู่แจ่ กลองแสะ กลองตะหลดปด
กลองสะบัดชัย กลองเตง่ เถิ้ง กลองป่งโป้ง กลองมองเชงิ กลองส้ิงหมอ้ ง
ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะกลองสะบัดชัย (ทั้งนี้ผู้สนใจศึกษากลองประเภทอื่นๆ สามารถศึกษา
เพิ่มเติมได้ที่ อานนท์ ไชยรัตน์, สลีปิงจัยแก้วกว้าง : ห้องเรียนกลองพื้นบ้านล้านนา, 2557 : โครงการ
พฒั นารปู แบบสถาบันการจดั การเรียนรู้ดา้ นเด็กเยาวชนบนฐานชุมชน)
กลองสะบดั ชัย
จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่หลายฉบับได้กล่าวถึงกลองสะบัดชัยว่าเป็นกลองคู่บ้านคู่เมือง ใช้ใน
ยามศึกสงคราม เพือ่ การปลุกเร้านกั รบในการตอ่ สู้กับศัตรู เชน่ ตำนานพืน้ เมืองเชยี งใหม่ ฉบบั 700 ผูกที่ 2
ได้กล่าวว่า “ เมื่อนั้น เจ้าขุนเมืองฝาง ขุนเมืองเชริงขัน อาสาต่อเจ้าพระยาครามว่า เผือข้าทั้งสองขอรบ
พระยาเปิกผู้มีเสตฉัตต์นี้ชะแล ว่าอั้น ขอเจ้าเหนือหัวจุงร้องเอาเผื่อข้าเท็อะ...เจ้าขุนครามแห่งกลเสิกฉันนี้
แล้วหื้อสัญญาริพลเคาะคล้องโย้งตึกลองชัยยกสกุล โยธา...เข้าชูชนพญาเปิก วันนั้นแล...ในกาลนั้น
เจ้าพระยามัวรายรู้ข่าวสารในหนังสือแห่งเก้าฟ้า มีใจยินดีมากนัก จึงกระทำราชมายาหื้อตีกลองป่าวว่า
แต่งจตรุ งคโยธาด้วยฉับพลนั ว่า”
ยังมีตำนานพืน้ เมืองเชียงใหม่อีกหลายผกู ทีก่ ล่าวถึงกลองสะบัดชยั ในการใชเ้ ป็นกลองคู่บ้านคู่เมือง
กลองสะบัดชยั ยงั เป็นกลองสำหรบั ส่งสัญญาณบอกรหัสในการทำสงคราม ดง่ั ตำนานตอนหนึ่งว่า “แล้วเขา
จงึ แตง่ พลศกึ ชาวฝางเป็นปีกขวา พลศึกชาวเชียงของ แลซึ่งปีกซ้าย ชาวเชียงใหมช่ าวปูยาวเป็นองค์ แล้วจึง
แบ่งหม่มู ้าออกจอบ (ล่อ) ปูน 5 ตั๋ว ยามแตรจังใกล้เที่ยง วนั ฮ่อยกพลศึกเข้ามา ชาวเราจงึ เคาะฆ้องตีกลอง
สะบดั ชยั ขอพลศึกกวมปีกกากุมติดไว้ พลศึกเป็นองค์แสรง้ แตง่ ถอย ฮ่อใสใ่ จวา่ พลศึกเราพ่าย ฮ่อยอยลเข้า
มาช้างมาหลม่ ขมุ ตกถาง ชาวเรายอพลศึกกวมปีกกากมุ ไคว่ ทกุ พลศึกฝูงไลแ่ ทง ฮ่อตายมากนัก...”
ภาพการตีกลองสะบัดชัย ภาพจาก : https://travel.mthai.com/app/uploads/2014/10/
1403493664_ diknoprsz079.jpg
ลกั ษณะกลองสะบดั ชยั
กลองสะบัดชัยมลี ักษณะเปน็ กลองสองหน้า ขนาดหนา้ กว้าง 30-35x45-50 นิว้ หนา้ กลองหุ้มด้วย
หนังตรึงด้วยแซ่ ตัวกลองติดคานหามได้ ปัจจุบันการตรึงหนังถักด้วยเชือกและมีการตกแต่งลวดลายให้ดู
สวยงามและน่าเกรงขาม สะดุดตามากขึ้น ปัจจุบันกลองสะบัดชัยจะนิยมใช้ตีในงานที่เป็นมงคล งาน
ประเพณีทีเ่ กีย่ วเนื่องกบั ศาสนา รวมทั้งการตกี ลองเพือ่ บูชาบวงสรวงตา่ งๆ
ภาพของครคู ำ กาไวย์ กบั กลองสะบดั ชยั ภาพจาก :
https://www.thansettakij.com/content/417606
การประสมวงกลองสะบัดชยั
การตีกลองสะบัดชัยนั้นมีการประสานวงกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ดังนั้นในการตีกลองสะบัดชัย จึง
ประกอบด้วย กลอง ฆ้อง ฉาบใหญ่ (ฉาบคุมจังหวะ) ฉาบเล็ก (ฉาบขัดจังหวะหรือฉาบลีลา) จำนวนเครื่อง
อุปกรณ์ประกอบขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนผู้เล่น ถ้าเป็นชุดขนาดกลางผู้เล่นจะมีอยู่ประมาณ 12 คน
รวมทั้งคนแบกกลอง ถ้าเป็นชุดขนาดใหญ่ก็จะมีการเพิ่ม ฆ้อง-ฉาบ ขึ้นไป โดยจะประกอบวง ดังนี้ กลอง
สะบัดชัย 1 ใบ ผู้เล่น 1 คน ฆ้องตามขนาดเล็กใหญ่ 6 ใบ ผู้เล่น 6 คน ฉาบใหญ่ 1 คู่ ผู้เล่น 1 คน และฉาบ
เลก็ 2 คู่ ผเู้ ล่น 2 คน โดยจังหวะที่ใชใ้ นการตกี ลองสะบดั ชยั ปัจจุบนั จะเป็นจงั หวะชนะศึกที่มีลีลาท่าทางใน
การตที ีบ่ ่งบอกถึงการขม่ ขวัญข้าศึกศัตรู จะออกช้ันเชิงในการใช้ หัว-เขา่ -ศอกเป็นหลกั
การเรียนรทู้ กั ษะการฝึกจัดรา่ งกาย
การตีกลองสะบัดชัยนั้น ไม่ใช่เพียงการตีกลองที่เป็นเครื่องดนตรีเท่านั้น หากแต่การตีกลองสะบัด
ชัยยังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการพัฒนาและสร้างบุคลิกภาพตัวตนของผู้เรียนรู้อีกด้วย เพราะในการตี
กลองสะบดั ชยั นั้น จะต้องมีการฝึกฝนเรียนรู้ทกั ษะการจัดร่างกาย ซึง่ เปน็ สว่ นประกอบที่สำคัญของท่วงท่า
ประกอบการตกี ลองสะบดั ชัย
ท่าที่ 1 การยืน ท่ายืนมคี วามสำคัญอย่างไรกบั การตีกลองสะบัดชัยน้ัน คำตอบคือ ท่ายืนเป็นส่วน
หนึ่งของการสร้างบรรยากาศยามศึกสงคราม การตีกลองสะบัดชัยในยามศึก ผู้ตีจึงต้องมีท่ายืนที่น่าเกรง
ขามเพื่อเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกยืน ฝึกตั้งขา และฝึกทรงตัวคล้ายกับการฝึกโขนตัว
หนมุ านหรอื ตัวทศกณั ฑ์ (ยกั ษ)์
ท่าที่ 2 การเดินฝึกขุมหรือการก้าวย่างขุม (ขุมเจิง) การเดินขุมแบบล้านนาจะมีอยู่หลายแบบ
เช่น ขมุ 4 ขมุ 8 และขุม 12 ซึ่งจะเป็นการเดินขุมเจงิ ในการต่อสู้ ในการฝึกจะเลือกแบบที่ง่ายไปหายาก หรือ
การฝึกเดินขุมง่ายๆ ก่อน เช่น สามขุมมวย การฝึกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อความน่าเกรงขาม ผู้เรียนจะต้อง
จำการก้าวเท้าให้คล่องจนดเู ป็นธรรมชาติของลีลา หรอื เชงิ ในการเลน่
ท่าที่ 3 การฝึกการฟ้อนมือหรือเจิงมือ โดยการฝึกการฟ้อนมือ หรือ เจิงมือ จะเริ่มจากท่าง่าย
ก่อนเป็นทักษะพื้นฐาน คือ ฟ้อนบิดบัวบาน ฟ้อนเกี้ยวเกล้า ฟ้อนสอดบ้วง ซึ่งการฟ้อนทั้งสามท่านี้ เป็น
เพียงพื้นฐานการเริ่มต้น และเป็นท่าหลักที่ใช้ประกอบการก้าวย่างหรือเดินขุมเจิง ผู้ที่ฝึกจนคล่องแคล่วจะ
ทำได้สวยงามเป็นธรรมชาติ ออกมาเป็นชั้นเชิงการต่อสู้ได้ทั้งรุกและรับ นอกจากนี้ยังสามารถต่อทางเชิง
ป้องกนั ตวั ได้อกี หลายท่า หรอื เรียกวา่ ลายเจงิ หรอื แม่ไม้ลายเจงิ
ท่าที่ 4 การตบบ่ะผาบ คำว่า บ่ะผาบ หมายถึง ดอกไม้ไฟชนิดหนึ่งของคนทางเหนือ (ล้านนา)
เวลาจุดจะมีเสียงดังแตกตับๆ ผาบๆ จะดังเป็นสายต่อเนื่อง การตบบ่ะผาบจึงเป็นท่วงทา่ การตบเพื่อแสดง
ถึงการขม่ ขวัญคู่ต่อสู้ที่มเี สียงดงั เกิดขึน้ จากการที่มอื กระทบส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย อีกท้ังการตบบ่ะผาบยัง
เป็นชั้นเชิงการต่อสู้เชิงมวยล้านนา (เจิง) ที่ฝึกฝนสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญา
ล้านนาที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ท่วงท่าของการตบบ่ะผาบนั้นยังเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อทุกๆ ส่วนของ
รา่ งกาย จากกระทบกนั ของมอื กบั กล้ามเนือ้ สว่ นตา่ งๆ ของร่างกายจนทำให้เกิดเสียงดัง
จงั หวะและลีลาการตีกลองสะบดั ชยั
การตีกลองสะบัดชัย จะเริ่มจากการตีขึ้น ฉาบ ฆ้อง จะเดินจังหวะขึ้นก่อน ซึ่งเป็นจังหวะเริ่มขึ้นใน
จังหวะช้า จากนั้นผู้ตีจะเริ่มท่ารำไหว้ครู เป็นการรำลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาให้ เมื่อไว้ครูเสร็จ
แล้วจะเริม่ ข้นึ เสียงกลอง หรอื ตีกลอง
จังหวะการตกี ลองสะบัดชัยน้ัน จังหวะแรกขนึ้ จัดเป็น 3 ชดุ คู่ เพือ่ เปน็ การบูชา พระพุทธ พระธรรม
และพระสงฆ์ โดยวิธีขึ้นตีเสียงจังหวะนั้น จะเป็นเสียงหนัก-เบา ที่ใช้ไม้ตีข้างเดียวข้างขวาหรือซ้ายตามแต่
ความถนัดผตู้ ี แต่โดยทั่วไปมกั จะขึน้ ด้วยมือขวากอ่ น
นอกจากการตีตามจังหวะเพลงกลองแล้ว ผู้ตีจะต้องมีลีลาชั้นเชิงในการตีด้วย เช่น การโย่งตัวยก
ขา สลับขา สลับซ้าย-ขวา ตามจังหวะเหมือนยักษ์เดินเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ การยกไม้ตี เวียนรอบศีรษะทั้ง
ซ้ายและขวา เหมอื นการกวดั แกว่งหรอื เกีย้ วเกล้า ผตู้ ีจะขยับตัวตามจังหวะตลอดเวลา จะไม่ยืนนิ่งหรือเท้า
ตาย จะออกลีลาดุดนั เป็นทีเ่ กรงขามของศัตรู ผตู้ ีกลองจะแสดงท่าทาง ช้ันเชิงตลอดจนจบการตกี ลอง
ทม่ี า : อานนท์ ไชยรัตน.์ 2557 : 15-16, 29-33). สลีปิงจัยแกว้ กวา้ ง : หอ้ งเรียนกลองพื้นบ้านล้านนา,
พิมพ์ที่ : โครงการพฒั นารปู แบบสถาบันการจดั การเรียนรู้ดา้ นเดก็ เยาวชนบนฐานชุมชน.
คำชี้แจง ทบทวนกำเมือง โดยให้จับคู่กำเมือง (ภาษาเหนือ) กบั ภาษาไทย ทม่ี ีความหมายเหมือนกนั
1. เจิง ก. กอ่ นวันพระ 1 วัน
2. บะ่ ผาบ ข. การก้าวยา่ ง
3. กลองปู่จา ค. เชงิ มวยล้านนา
4. วันโกน ง. ล่อ
5. เดินขมุ เจงิ จ. กลองบูชา
6. ออกจอบ ฉ. ดอกไม้ไฟชนิดหนึง่ ของคนทางเหนือ
ข้อคำถามเพือ่ เปน็ แนวทางแก่นักศกึ ษาครูนำมาสูป่ ระยุกต์ใช้ในสถานศึกษา
1. ท่านเคยเห็นการตีกลองสะบัดชัย หรอื ไม่ ? ถ้าเคยท่านประทับใจ หรอื ชอบอะไรมากที่สุดในการ
ตีกลองสะบดั ชยั (หากท่านไม่เคยใหเ้ ข้าไปดูการตีกลองสะบัดชัยในยูทูป (You tube) แล้วมาตอบข้อคำถาม
น)ี้
2. เสียงที่เปน็ มงคล 3 เสียง ได้แก่เสียงอะไรบ้าง?
3. จงยกตัวอย่างกลองที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม และกลองที่ใช้ประกอบการละเลน่ การแสดงมา
อยา่ งละ 2 ชนิด
4. เหตใุ ดการตีกลองสะบดั ชยั ถือวา่ เปน็ ท้ังศาสตร์และศลิ ป์ จงอธิบาย
5. ในอดีตกลองสะบดั ชยั ซึ่งเป็นกลองค่บู ้านค่เู มือง ใชใ้ นยามศึกสงคราม แตใ่ นปัจจบุ นั การตกี ลอง
สะบดั ชยั นิยมนำมาใช้ในงานลักษณะใดได้บ้าง
6. ทำไมจึงต้องเรียนรู้ทกั ษะการฝึกจดั ร่างกายในการตกี ลองสะบดั ชยั ควบคกู่ ัน
ตอนท่ี 8 ประเพณีทานข้าวใหม่ ข้าวจ่ี ข้าวหลาม
วันเดือน 4 เหนือขึ้น 15 ค่ำ หรือเรียกว่าเดือน 4 เป็งเป็นประเพณีทานข้าวใหม่ และตานข้าวจี่ ข้าว
หลาม ชาวล้านนาไทยได้ถือเป็นประเพณีมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ตอนที่จะมีข้าวใหม่มาทานนั้น เราจะต้อง
ทำไร่ทำนาข้าวก่อนจึงจะมีข้าวใหม่ทานได้ การทำนาได้ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ลือพ่ออุ้ย พ่อ
หมอ่ น ปลู่ ุง อาวอา สืบสานกันมาถึงลกู ถึงหลาน เหลน ล้วนแต่มีการทำไร่ทำนากันทกุ บ้านเรอื น จะมีมากมี
น้อยก็ตามฐานะของตน ผู้ไม่มีนาก็เช้านา หรือไปรับจ้างทำนา เพื่อให้ได้ข้าวเพียงพอแก่ครอบครัว ซึ่งการ
ทำนาถือเป็นอาชีพของคนลา้ นนา สว่ นอาชีพอน่ื เป็นอาชีพเสริม
การทำนาสมัยก่อนต้องใช้แรงวัว ควาย ไถนาต้องเตรียมอุปกรณไ์ ถนา เช่น ไถเฝือ แอกควาย แอก
น้อย เชือกต่อสำหรับผูกแอก ผูกไถ เมื่อเดือน 8-9-10 มาถึง ฝนเริ่มตกลงมา ชาวนาก็จะตกกล้า หรือ
หว่านกล้า เริ่มเอาน้ำเข้าตกกล้าก่อน แล้วนำเอาข้าวเชื้อ (พันธุ์ข้าว) ประมาณกี่ต๋าง (กี่เปี่ยด) แล้วแต่นามี
มากน้องเท่าไร แล้วนำข้าวลงแช่น้ำ 3 คืน แล้วเอาออกอุก (บ่ม) เจ้าของจะไถนาทำแปลงหว่านกล้าเมื่อแช่
3 คืน แล้วจึงนำมาใส่ถุงทับด้วยใบตอง แล้วอบไว้ 2 คืน เรียกว่า “ข้าวน้ำ 3 บก 2 “ ก็จะแตกงอกจึงนำไป
หว่านในแปลงนาที่จัดไว้ เมื่อหว่านกล้าแล้ว เจ้าของนาก็จะไถนารอกล้า ถ้าน้ำอำนวยให้จะหมักไว้จนขี้ไถ
ยุบตัวลงหญ้าต่างๆ จะเนา่ กลายเปน็ ปุ๋ยไปในตัว แล้วกเ็ ริม่ กลบั ไปกลบั มาให้เรียบ หลงั จากนั้นจึงลงมือปลูก
ข้าวต่อ และคอยดูแลกำจัดหญ้าและศัตรูพืช ขณะที่ปลูกข้าวจะเอามื้อเอาวันกัน (สลับวันช่วยเหลือกันทำ
นาโดยไมต่ อ้ งจ้าง) มีแตห่ าข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงกัน เมือ่ ยา่ งเข้าเดือนกนั ยายน-ตุลาคม ข้าวจะตั้งก่องอก
งามเรียกว่า “สรา้ งตน้ สร้างก๋อ” พฤศจกิ ายน ข้าวกต็ ้ังท้องออกรวง ธันวาคมข้าวกจ็ ะเหลืองอร่ามเต็มทุ่งนา
ปลายเดือนก็เริ่มเก็บเกี่ยว มัดบ้างเป็นฟ่อนบ้าง แล้วรวมกันนวดฟากกับรางเรียกว่า “ฮางตี๋ข้าว” มีขนาด
กว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 4 เมตร ชว่ ยกันตีขา้ วอยา่ งสนกุ สนาน ส่วนมากมักตีกันตอนเยน็ และค่ำๆ เพราะ
อากาศเยน็ ทำงานได้มาก แสงสว่างกอ็ ยู่ใต้แสงเดือน และใช้เฟืองจดุ ไฟแจ้งสวา่ งพอดี ข้าวเสร็จก็ขนข้าวเก็บ
ไว้ในหล่องข้าวหรือถุข้าว (ยุ้งฉาง) เมื่อเก็บเรียบร้อยแล้วก็ทำขวัญข้าว มื้อจันวันดีไล่ตามปกั ตืน วันผีกินวนั
คนกินทั้งข้างขึ้นและข้างแรม (ดูฤกษ์งามยามดี) เมื่อได้วันดีแล้วก็เริ่มกินข้าวใหม่ ส่วนหนึ่งนำไปทำบุญแด่
พระสงฆ์ สามเณร อุทิศส่วนกุศลให้บิดา มารดา และพีน่ อ้ งที่ลว่ งลับไปแล้ว
เมื่อถึงเดือน 4 เป็ง ประเพณีตานข้าวใหม่ ประชาชนก็นำข้าวเปลือกข้าวสารใหม่ ข้าวหลาม (ข้าว
หลามนั้น เป็นข้าวเหนียวถูกหลามให้สุกในกระบอกไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีเยื่อหนา โดยกรอกข้าวเหนียวที่เป็น
ข้าวสารเตมิ นำ้ ไว้ตงั้ แต่ตอนเย็น พอถึงตอนเชา้ ข้าวที่แช่น้ำไว้จะพองตวั นำมาผสมกับกะทิ ถว่ั ดำหรืองาขี้ม้อ
นจากนั้น นำมาบรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำไปผิงไฟกับถ่านแดงจนข้าวสุกในกระบอกไม้) ข้าวจี่
(ข้าวจี่ เป็นของกินเล่นชนิดหนึ่ง โดยการนำก้อนข้าวเหนียวเสียบปลายไม้แล้วปิ้งบนเตาถ่านให้ข้าวเหลือง
กรอบและมีกลิ่นหอม ขนมจ๊อก (ขนมเทียน) อาหาร น้ำตาล น้ำอ้อย ไปใส่บาตรและยังมีพิธีบูชากองหลัว
ถวายเป็นพุทธบชู าอีก คือ พระภิกษุสามเณร และประชาชนชาวพุทธ ไปตัดเอาไม้จี๋ (ไม้จี้ หรือไม้ชิงชี่ หรือ
ไม้คนทาในภาคกลาง) ยาวบ้าง สั้นบ้างมาก่อเป็นกองหลัวทำเป็นเจดีย์แล้วจุดบูชาตอนเช้า เป็นการบูชา
พระรตั นตรยั โดยความหมายเพื่อเผากิเลสตัณหาใหห้ มดไป สมยั นี้มีให้เหน็ น้อยเต็มทีเพราะไม้จ๋ีหายาก ถูก
ตดั ฟันไปหมด ปา่ ไม้วอดวายไปหมด จนหาดูได้ยากในปัจจบุ ัน
ภาพประเพณีทานข้าวใหม่ ข้าวจ่ี ข้าวหลาม ภาพจาก :
https://mgronline.com/local/detail/9600000003727
ภาพไมจ้ ี๋ (ไม้จ้ี หรอื ไม้ชิงชี่ หรอื ไมค้ นทาในภาคกลาง) ภาพจาก :
http://lannainfo.library.cmu.ac.th/lannatradition/Thanlua-method.php
ทม่ี า : ชูเกียรติ วงศร์ ักษ์, ประเพณีเก่าเชยี งใหม,่ 2539 : 31-32. ม.ป.ท.
คำชีแ้ จง ทบทวนกำเมือง โดยใหจ้ บั ค่กู ำเมือง (ภาษาเหนือ) กับภาษาไทย ทม่ี ีความหมายเหมือนกัน
1. อุก ก. บม่
2. ขนมจ๊อก ข. ยุ้งฉาง
3. ข้าวหลาม ค. ทีน่ วดขา้ วตีกบั รางไม้
4. หล่องขา้ ว ง. ข้าวเหนียวสกุ ในกระบอกไม้ไผ่
5. ฮางตีข๋ ้าว จ. ขนมเทียน
6. ไม้จ๋ี ฉ. คนทา, ชิงชี่
ข้อคำถามเพื่อเป็นแนวทางแก่นักศกึ ษาครูนำมาสปู่ ระยกุ ตใ์ ช้ในสถานศึกษา
1. ทา่ นเคยรว่ มพิธีทานข้าวใหม่ ข้าวจี่ ข้าวหลาม หรอื ไม่ ถ้าไมเ่ คยให้สอบถามปยู่ า่ ตายาย พอ่ แม่
หรอื ให้ครูผสู้ อนเล่าให้ฟัง หรอื เปิดคลิปวิดีโอเกี่ยวกบั พิธีดงั กล่าว แล้วตอบคำถามว่าพิธีนีม้ ีวตั ถปุ ระสงค์
เพื่ออะไร ?
2. หากบ้านของนกั เรียนไม่ได้ทำนา จะสามารถเข้าร่วมพิธีทานข้าวใหม่ ขา้ วจ่ี ข้าวหลามได้หรอื ไม่
อย่างไร ?
3. ทำไมในอดีตการตีข้าวมักตีกนั ตอนเยน็ และค่ำๆ จงอธิบาย ?
4. จากคำกล่าวที่ว่า “การทำขวัญข้าว ม้อื จันวนั ดีไลต่ ามปกั ตนื วันผีกินวันคนกินทั้งข้างข้ึนและ
ข้างแรม (ดูฤกษง์ ามยามดี)” ทา่ นคดิ วา่ เหตใุ ด ต้องรอวันดีแล้วถึงเริม่ กินข้าวใหม่
5. หากท่านได้เข้ารว่ มพิธีทานขา้ วใหม่ ท่านจะเลือกขนมหรอื อาหาร ชนิดใดรว่ มทำบญุ แดพ่ ระสงฆ์
สามเณร อุทิศสว่ นกศุ ลให้บิดา มารดา และพีน่ อ้ งทีล่ ว่ งลับไปแล้ว เพราะเหตุใด ?
6. จากภาพดังกลา่ วให้ท่านอธิบายเกีย่ วกับภาพข้าวหลามยคุ ใหม่กบั ข้าวหลามในพิธีทานข้าวใหม่
และทา่ นมีความคิดเหน็ อย่างไรเกีย่ วกบั การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ?
ตอนท่ี 9 ประเพณีบวชลกู แกว้
ตามประเพณีเมืองเหนือล้านนาของเรามักทำในเดือน 6 เดือน 8 และเดือน 9 (มีนาคม พฤษภาคม
และมิถุนายน) แต่โบราณกาลมาผู้ที่นับถือพุทธศาสนายึดถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งสืบสาน กันมาแต่
โบราณเป็นประเพณี การบวชลูกแก้ว คือ อนุญาตหื้อลูกหลานเข้าไปบวชอยูใ่ นพระพุทธศาสนานั้น จะต้อง
ปฏิบัติดังนี้ คือคนโบราณในเมื่อแตง่ งานแล้วก็คิดอยูเ่ สมอว่าถ้าหากลูกเกิดมาแล้วเป็นผู้ชายก็จะให้บวชคยุ
กันอยู่อย่างนี้เสมอ พอลูกเกิดออกมาเป็นผู้ชายก็สมหวังเพราะมารดา บิดา ได้ตั้งใจไว้ แต่เริ่มแต่งงานกัน
ดังนั้นในสมัยโบราณจึงมีผู้คนศรัทธาเข้าบวชในพระพุทธศาสนาปีละมาก ๆ บุตรเกิดมาก็มีความพอใจที่จะ
บวชด้วยความรักและตั้งใจ ตามที่พ่อแม่ได้คุยกันไว้ ตั้งแต่แต่งงานกันใหม่ ๆ แต่ก็มีสมหวังบ้างผิดหวังบ้าง
บางครั้งชาติกำเนิดเกิดมาเป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงก็ไม่สามารถบวชได้ แต่เป็นผู้ชายแต่
ร่างกายไมค่ รบก็บวชไม่ได้ เชน่ นิว้ ขาด มาแตก่ ำเนดิ ก็บวชไมไ่ ด้เชน่ กนั
ก่อนจะบวชพ่อแม่ต้องนำ ลูกไปฝากกับพระผู้เป็นเจ้าอาวาส (ตุ๊เจ้าหลวง) ท่านจะสั่งสอนให้อ่าน
เรียนเขียนตวั หนงั สอื ลานนา สมยั นั้นจะมีกระดานดำ 1 แผ่น ดินสอเพียง 1 อนั เร่มิ ตน้ เขียนภาษาลานนา จน
จดจำได้แล้วสอนปัจจเุ วกขณะกรมสอนสามเณรสิกขาจนท่องได้คำปากเปล่าทุกบททกุ ข้อ เพราะภาคเหนือ
เรานิยมบวชลูกแก้วเป็นเณรหน้อย หน้อยเมื่อตุ๊เจ้าหัววัด หาวันดีได้แล้ว ทางพ่อแม่ก็จะจัดแจงเตรียมข้าว
ของ คือ จัดผ้าอุ้มใสข่ นั (พานดอกไม้) ไปบอกบญุ กับญาตพิ ีน่ อ้ งตามสมควร
สว่ นการอปุ สมบทแมจ้ ะเปน็ สามเณรมากอ่ น สมยั น้ันตอ้ งสกึ จากเปน็ สามเณรกอ่ นแล้วเอานาคใหม่
เพื่อต้องการบริสทุ ธิ์จรงิ แล้วนาคเรียกว่า “ เอาลูกแก้ว ” บางทีเอาลกู แก้วกอ่ น 2 วัน มี 3 วนั มี เอาลูกแก้ว
ไปหาญาติ เอาลูกแก้วไปให้ญาติผูกข้อมือให้ลูกแก้ว เพื่อทำขวัญและให้พรตามประสาตามประเพณี
ธรรมเนียม แล้วถึงวันบวชได้แห่ลูกแก้วด้วยกลองยาว อืด ซึ่ง ๆ สนุกสนาน (ม่วนแต๊) ทั้งสาวแก่แม่ห๊าง
(แมม่ ่าย) ไปตามประเพณีอีกสิง่ ของพระใหม่ (ตใุ๊ หม)่ เณรใหม่ (พระหน้อย) ก็มีเสื่อสาด หมอนหก หมอนผา
ผ้าห่ม ผ้าปูนั่งปูนอน รองเท้าและอื่น ๆ อีกมากมายจะต้องแป๋งจองอ้อย ทำเป็น 4 ขาให้ญาติหรือเจ้าหนุ่ม
คือ บ่าวหน้อย ช่วยกันหาม 4 คน และหมากสุ่ม หมากเบ็ง ปูสุ่ม ต้นผึ้ง ต้นดอก ต่อมก่อม ผ่อแล้วเป็นดีใจ
ขนึ้ คนโบราณเปิน่ ทำมีความหมายดีแตด๊ ีว่า
ภาพประเพณีบวชลกู แก้ว ภาพจาก : https://mgronline.com/travel/detail/9630000020724
ทม่ี า : ชเู กียรติ วงศร์ กั ษ,์ ประเพณีเก่าเชยี งใหม่, 2539 : 34. ม.ป.ท.
คำชี้แจง ทบทวนกำเมือง โดยใหจ้ ับคกู่ ำเมือง (ภาษาเหนือ) กับภาษาไทย ท่มี ีความหมายเหมือนกนั
1. ตุ๊เจ้าหลวง ก. ใสพ่ านดอกไม้
2. เดือน 9 ข. เณรใหม่
3. อุ้มใสข่ ัน ค. เอาลูกแก้ว
4. พระหน้อย ง. เจ้าอาวาส
5. สกึ จากเปน็ สามเณรก่อนแลว้ เอา จ. มิถนุ ายน
นาคใหมเ่ พือ่ ตอ้ งการบริสทุ ธิจ์ ริง
ขอ้ คำถามเพื่อเปน็ แนวทางแก่นักศกึ ษาครูนำมาสู่ประยกุ ตใ์ ช้ในสถานศึกษา
1. ท่านคิดวา่ การบวชลกู แก้วมวี ัตถปุ ระสงค/์ เป้าหมาย/ทำเพื่ออะไร
2. ประเพณีการบวชลูกแก้วน่าจะมีบุคคลใดบ้างที่เข้ามารว่ มพิธีนี้
3. “ถ้าเป็นผู้หญิงก็ไม่สามารถบวชได้ แต่เป็นผู้ชายแต่ร่างกายไม่ครบก็บวชไม่ได้ เช่น นิ้วขาด
มาแตก่ ำเนดิ ก็บวชไม่ได้เชน่ กนั ” ทา่ นมคี วามคิดเหน็ อยา่ งไรกับคำกลา่ วขา้ งตน้ นี้
4. สาเหตุใดการอุปสมบทแม้จะเป็นสามเณรมาก่อน ก็ต้องสึกจากเป็นสามเณรก่อนแล้วจึงมา
บวชนาคใหม่
5. คนโบราณเปิ่นทำมีความหมายดีแต๊ดีว่า (สิ่งที่คนโบราณได้ทำไว้มีความหมายที่ดีมาก) จาก
การศึกษาประเพณีบวชลูกแก้วท่านคิดว่าการปฏิบตั ิสิ่งใดที่สะท้อนให้เห็นว่าสิง่ ที่คนโบราณทำ
แล้วมคี วามหมายที่ดมี าก จงอธิบาย
ตอนท่ี 10 พิธีกิน๋ อ้อผญา
พิธีกินอ้อผญา หรือกิ๋นอ้อผะหญา เป็นพิธีกรรมของชาวล้านนา ขจัดเมื่อจะมีการเรียนวิชาการ
ต่างๆ หรือเรียนวิชาคาถาอาคม อาจารย์ผู้สอนจะทำพิธีเสกอ้อผญาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดสติปัญญาและ
ความจำในการเรียนวิชานั้น อ้อคือกระบอกไม้อ้อความยาวราว 3 ข้อนิ้วของผู้ที่จะกินอ้อผญาแล้วบรรจุ
น้ำผึ้ง ผญา คือปัญญานั่นเอง เมื่อทำพิธีเสกอ้อแล้วจะนำกระบอกอ้อตั้งจิตอธิษฐานให้มีสติปัญญา
ดี ความจำเปน็ เลิศและประสบความสำเร็จในการศกึ ษาเล่าเรียนแล้วขบ(กดั ) ให้กระบอกอ้อแตก ดื่มน้ำผ้ึง
จนหมดแล้วโยนกระบอกอ้อนั้นข้ามศีรษะไปด้านหลังทางช่องประตู หน้าต่าง(ป่อง) หรือลงน้ำล่องไป โดย
ถือเอาเคล็ดวา่ คิดอนั ใดใหข้ บคิดให้แตก ทะลปุ รุโปร่ง เรียนโดยไมม่ อี ปุ สรรคขัดขวางนั่นเอง ในสมัยโบราณ
เชื่อกันว่าผู้ที่ผ่านพิธีนี้จะมีสติปัญญาเฉียบแหลมสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว และจดจำได้มากรวมไปถึงเชิง
วาทศิลปแ์ ละมีเสนห่ ใ์ นการแสดงอกี ด้วย
กลุ่มผู้นิยมในการกินอ้อมักได้แก่ พระสงฆ์ทั่วไป พระนักเทศน์และกุลบุตรทั่วไปที่ใฝ่
การศึกษา โดยเฉพาะช่างซอหรือนักขับซอจะต้องผ่านพิธีนี้ทุกคน ผู้ที่ทำหน้าที่เสกอ้อผญามักจะเป็นพ่อ
ครู พ่ออาจารย์หรือพระสงฆ์ ปัจจุบันการ“กิ๋นอ้อผญา” มีการฟื้นฟูกลับมาใช้มากขึ้น ส่วนใหญ่จะนิยมกัน
ในหมู่นกั เรียนนกั ศึกษา ช่างซอ ผเู้ รียนภาษาล้านนาและนกั เทศน์ ในสถาบนั ที่เห็นความสำคัญจะจัดให้มีพิธี
ดังกล่าวต่อจากพิธีไหว้ครูซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีของสถาบันการศึกษาอยู่แล้ว อาทิ ที่มหาวิทยาลัย
ราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์นเชียงใหม่ โรงเรียนหอพระ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เนื่องจาก
เป็นการเสกอ้อคราวละจำนวนมากผู้ทีท่ ำพิธีเสกอ้อผญาจึงเป็นพระสงฆ์ทีม่ คี วามชำนาญพิธีกรรมล้านนา
ชาวล้านนามีความเชื่อจากคำสอนทางพระพุทธศาสนาและผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้าด้วยกัน คน
โบราณมีกุศโลบายมุ่งผลไปที่ด้านจิตใจโดยเฉพาะในด้านการศึกษาเล่าเรียนเป็นสิ่งที่ชาวล้านนาให้
ความสำคัญและตระหนักว่าคนเราเกิดมานั้นระดับสติปัญญา การเรียนรู้ของคนนั้นแตกต่างกัน ไป พิธีกิน
อ้อผญาเป็นพิธีทางจิตวิทยาเพื่อช่วยให้การเล่าเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นกระบวนการที่ช่วยลดปม
ด้อยของคนทีค่ ิดว่าตนเองมคี วามจำไมด่ ี สติปัญญาไม่ดี ไม่ปลอดโปรง่ ท้ังยงั ชว่ ยเพิ่มความมั่นใจให้กับคนที่
สมองดีอยู่แล้วด้วย การแบ่งประเภทของอ้อ ครูบาอาจารย์ท่านจำแนกจากคาถาที่ใช้เสกอ้อหรือ
จุดมงุ่ หมายของผเู้ ข้าพิธีกินอ้อผญา โดยท่วั ไปจะแบ่งเป็น 5 ประเภท
1. ออ้ ผญา ผใู้ ดกินแล้วชื่อว่าจะมีสตปิ ัญญา ปฏิภาณ ไหวพริบดี จดจำได้ดี เหมาะสำหรับ นักเรียน
นักศึกษา ผเู้ ริม่ เรยี นภาษาล้านนา เปน็ ต้น
2. อ้อเว้า อ้อจ๋า ผู้ใดกินแล้วเชื่อว่าจะเป็นผู้ช่างพูดช่างเจรจา พูดแล้วมีคนชื่นชอบ เหมาะสำหรับ
ศลิ ปิน นกั ร้อง โฆษก นักพูด พ่อค้า แมค่ า้ เปน็ ต้น
3. อ้ออาจิณจำ หรืออ้อธรรมพระเจ้า ผู้ใดกินแล้วเชื่อว่าจะเรียนธรรม บาลี เลขยันต์ดี เหมาะ
สำหรบั พระสงฆ์ สามเณร ผเู้ รียนวิชาคาถาอาคมตา่ งๆ
4. อ้อสัพพะวิชา หรืออ้อสรรพช่าง ผู้ใดกินแล้วเชื่อว่าจะมีฝีมือชำนาญงานหัตถศิลป์ งานฝีมือ
เชงิ ชา่ ง เหมาะสำหรับผู้เร่มิ เรียนงานช่างฝมี อื ต่างๆ
5. อ้อภูมิวิสัย ผู้ใดกินแล้วเชื่อว่าจะเจริญรุ่งเรือง มียศศักดิ์ เมตตามหานิยม เหมาะสำหรับ
ข้าราชการประชาชนทัว่ ไป
ก่อนจะมีพิธีเสกอ้อจะต้องมีการขึ้นขันตั้งอันเป็นเครื่องบูชาครูเพื่อมอบให้แก่ผู้ทำพิธีเสกอ้อ ตาม
ตำราของทา่ นพระครูอดุลสีลกิตต์ิ เจ้าอาวาสวัดธาตคุ ำ เมืองเชยี งใหม่ ขนั ต้ังกินอ้อผญา ประกอบด้วย
1. สวยดอก 36 คือ กรวยใบตองใส่ดอกไม้ ข้าวตอกและเทียน 1 คู่ จำนวน 36 กรวย
2. สวยหมากพลู 36 คือ กรวยใบตอง ใส่พลู 2 ค่แู ละหมากแห้ง 4 แว่น จำนวน 36 กรวย
3. เบีย้ 1,300 คือ เบีย้ ร้อยเปน็ สาย จำนวน 13 สาย
4. หมาก 1,300 คือ หมากผ่าร้อยเปน็ เส้นตากแห้ง จำนวน 13 สาย
5. เทียนเล่มบาท 1 คู่ เล่มเฟือ้ ง 1 คู่ คือเทียนหนัก 1 บาทและหนัก 1 เฟื้องอยา่ งละคู่
6. เทียนเลก็ 8 คู่
7. ผา้ ขาววาผ้าแดงวา คือ ผโู้ ทเรสีขาวและแดง ยาวสีละ 2 เมตร
8. ข้าวเปลือกหมน่ื คือ ข้าวเปลอก (ข้าวเหนียว) ประมาณ 10 ลิตร
9. ข้าวสารพัน คือขา้ วนึง่ (ข้าวเหนียว)ประมาณ 1 ลิตร
10. กล้วย 3 หวี หรอื 1 เครือ
11. อ้อย 3 แบก คอื ออ้ ย 3 มัด มัดละ 4 ทอ่ น
12. มะพร้าว 3 ผล หรอื 1 ทะลาย
13. เงิน 108บาท หรอื มากกว่านนั้ ตามความเหมาะสม
ขันตั้งนี้ใช้สำหรับอ้อทุกประเภท พิธีเสกอ้อผู้ทำพิธีอาจเสกเป็นชนิดๆ ไปหรือเสกรวมทุก
ชนิดก็ได้ตามความเหมาะสม แต่ควรแยกกระบอกอ้อเป็นชนิดๆไป พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง มีความ
เชี่ยวชาญในการทำพิธีเสกอ้อผญาในปัจจุบัน ได้แก่ พระครูอดุลสีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตคุ ำ เจ้า
คณะตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้เขียนจะได้นำประวัติของท่านมานำเสนอใน
โอกาสตอ่ ไป