แผนปฏิบัติการด้าน การบริการพยาบาล ระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 - 2569 จัดท ำโดย กองกำรพยำบำล ส ำนักงำนปลัดกระทรวง กระทรวงสำธำรณสุข
• ศิริมำ ลีละวงศ์ ผู้อ ำนวยกำรกองกำรพยำบำล • กนกพร แจ่มสมบูรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้ำนกำรพยำบำล • ธีรพร สถิรอังกูร ผู้ทรงคุณวุฒิด้ำนกำรพยำบำล • อุไรพร จันทะอุ่มเม้ำ นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • อัมรำภัสร์ อรรถชัยวัจน์ นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • นครินทร์ สุวรรณแสง นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • โศภิษฐ์ สุวรรณเกษำวงษ์ นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • ศศมน ศรีสุทธิศักดิ์ นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • นันทรัตน์ ศรีวชิรำงกูร นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • สมจิตต์ วงศ์สุวรรณสิริ นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • อรรถยำ อมรพรหมภักดี นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • สุพัสตรำ เสนสำย นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล • วิภำ ตุนำค พยำบำลวิชำชีพ กองกำรพยำบำล • นันทรัตน์ ศรีวชิรำงกูร นักวิชำกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล ISBN 978-616-11-4983-3 ผู้จัดท า กลุ่มงานยุทธศาสตร์และระบบก าลังคนทางการพยาบาล กลุ่มภำรกิจนโยบำยและยุทธศำสตร์ทำงกำรพยำบำล กองกำรพยำบำล ส ำนักงำนปลัดกระทรวง กระทรวงสำธำรณสุข อำคำร 4 ชั้น 4 ตึกกรมกำรแพทย์ โทรศัพท์ 02-590-6260 โทรสำร 02-590-6295 คณะผู้จัดท า คณะที่ปรึกษา รูปเล่มและe-Book บรรณาธิการ
แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 - 2569 จัดท ำขึ้นโดยควำมร่วมมือระหว่ำงกระทรวงสำธำรณสุข โดยกองกำร พยำบำล และหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมควำมสอดคล้องและบูรณำกำรในกำรด ำเนินงำน ตำมทิศทำงกลยุทธ์ เพื่ อ เสริมสร้ำงควำม เข้มแข็งของกำรพยำบำล และกำรผดุงครรภ์ โดยแผนปฏิบัติกำรด้ำนกำรบริกำรพยำบำล พ.ศ. 2565 – 2569 นี้จะใช้เป็นแผนพัฒนำกำร บริกำรพยำบำล ที่มีควำมชัดเจนในกำรก ำหนดทิศทำง เป้ำหมำยหลัก ที่ต้องขับเคลื่อนกำร ด ำเนินงำนร่วมกันระหว่ำงกระทรวงสำธำรณสุขทั้งส่วนกลำงและส่วนภูมิภำค รวมถึงเครือข่ำย กำรพยำบำลในสังกัดอื่นๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตำมเป้ำหมำย วิสัยทัศน์ที่ก ำหนดไว้ร่วมกัน กองการพยาบาล กระทรวงสำธำรณสุข ขอขอบคุณ หน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิที่กรุณำ ให้ค ำแนะน ำ และข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ในกำรจัดท ำแผนปฏิบัติกำร ด้ำนกำรบริกำรพยำบำล ระดับประเทศ พ.ศ. 2565 – 2569 ให้ส ำเร็จลุล่วง ด้วยดี กองกำรพยำบำล กระทรวงสำธำรณสุข หวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำแผนปฏิบัติกำรฉบับนี้จะเป็น เครื่องมือส ำคัญในกำรขับเคลื่อนและสนับสนุนกำรด ำเนินงำนควำมร่วมมือด้ำนกำรบริกำร พยำบำล ระหว่ำงองค์กรพยำบำล และหน่วยงำนด้ำนกำรพยำบำล และด้ำนสุขภำพต่ำงๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศ และต่ำงประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ที่จะ ได้รับการบริการพยาบาลที่มีคุณภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนมีสุข ภาวะทดี ี่ต่อไป กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ธันวาคม 2564 ค าน า
ส่วนที่1 ที่มาและความส าคัญ 2 ส่วนที่2 ความสอดคล้อง เชื่อมโยง ของแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนา บริการพยาบาลระดับประเทศ กับเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ ชาติและแผนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ 9 ส่วนที่3 ปัจจัย แนวโน้ม ที่มีผลกระทบต่อการบริการพยาบาล 18 ส่วนที่4 แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565-2569 32 กลยุทธ์ที่1 ขับเคลื่อนควำมเป็นเลิศของระบบบริกำรพยำบำลใน สถำนบริกำรสุขภำพ 37 กลยุทธ์ที่2 พัฒนำควำมเข้มแข็งของระบบบริกำรพยำบำลปฐม ภูมิ 41 กลยุทธ์ที่3 ส่งเสริมกำรพัฒนำวิจัย นวัตกรรมทำงกำรพยำบำล ที่ท้ำทำยกับปัญหำสุขภำพโลก 46 กลยุทธ์ที่4 เสริมสร้ำงควำมเข้มแข็งของเครือข่ำยควำมร่วมมือ ทุกภำคส่วนทั้งในและต่ำงประเทศ ในกำรดูแลสุขภำพประชำชน 49 กลยุทธ์ที่5 พัฒนำระบบบริหำรจัดกำรบุคลำกรพยำบำล ให้เกิด ควำมสุขและคุณภำพในงำนกำรพยำบำล 53 ตอนที่5 การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาล ระดับประเทศ (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2565 – 2569 สู่การปฏิบัติ และ ติดตามประเมินผล 58 การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้ำนกำรบริกำรพยำบำล ระดับประเทศฯ สู่กำรปฏิบัติ 58 การติดตามประเมินผลกำรขับเคลื่อนแผนปฏิบัติกำรด้ำนกำร บริกำรพยำบำลระดับประเทศฯ 60 ภาคผนวก รำยชื่อผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจำรณำร่ำงแผนปฏิบัติกำรด้ำนกำร บริกำรพยำบำลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 ก กำรวิเครำะห์จุดอ่อนจุดแข็งของระบบบริกำรพยำบำล ข สารบัญ
1 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
2 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนที่1 ที่มาและความส าคัญ กระทรวงสาธารณสุข โดยกองการพยาบาล ได้ก าหนดทิศทางและกลยุทธ์การพัฒนา งานบริการพยาบาลของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลสังกัดอื่น ๆ ที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนางานบริการพยาบาล มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจัดท า ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 เป็นแผนพัฒนาการพยาบาล (พ.ศ. 2542 – 2544) ซึ่งนับว่าเป็น แผนพัฒนาการพยาบาล ฉบับที่1 และเป็นฉบับแรกของกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาขึ้นตามแผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 8 ซึ่งตรงกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) ต่อมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) เป็น แผนที่รัฐบาลได้อัญเชิญแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นปรัชญาน าทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึด หลักทางสายกลาง เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤติ สามารถด ารงอยู่ได้อย่างมั่นคง และน าไปสู่ การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพ และยั่งยืน ภายใต้กระแส โลกาภิวัตน์ และสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อีกทั้ง ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 รัฐบาลประกาศนโยบาย Healthcare Reform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และใช้ระบบการจัดการ ผลงาน (Result Based Management) เป็นเหตุให้องค์กรภาครัฐต่าง ๆ จัดท าแผนยุทธศาสตร์ ตามรอบแผนพัฒนาฯแห่งชาติ และแผนปฏิบัติการประจ าปี กองการพยาบาล (ส านักการ พยาบาลในเวลานั้น) ได้ต่อยอดการก าหนดแผนยุทธศาสตร์การพยาบาล ฉบับที่ 1 โดยมุ่งเน้นด้าน บริการพยาบาลโดยตรง ก าหนดเป็น ยุทธศาสตร์บริการพยาบาล พ.ศ. 2547 - 2549 ซึ่งเป็น แผนพัฒนาบริการพยาบาลฉบับที่2 เพื่อเป็นกรอบในการก าหนดทิศทางการพัฒนางานบริการ พยาบาล ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และสังกัด อื่น ๆ โดย ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ท าให้แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ออกล่าช้า กองการพยาบาล จึงออกแผนยุทธศาสตร์ บริการพยาบาล พ.ศ. 2550 เป็นฉบับชั่วคราว เพื่อรอความชัดเจนในทิศทางการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ของประเทศ และแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติของ กระทรวงสาธารณสุข แล้วจึงก าหนดยุทธศาสตร์บริการพยาบาล พ.ศ. 2551-2555 ซึ่งเป็น ยุทธศาสตร์บริการพยาบาลฉบับที่3 และใช้ชื่อว่า “ยุทธศาสตร์บริการพยาบาล ระดับประเทศ พ.ศ. 2551-2555” เนื่องจากเป็นฉบับที่มีเครือข่ายพยาบาลจากสังกัด กระทรวงสาธารณสุข และสังกัดอื่น ทั้งภาคบริการ ภาคการศึกษา และสมาคม/ ชมรมวิชาชีพ มี ส่วนร่วมในการประชาพิจารณ์มากที่สุด ในยุคแรกกระทรวงสาธารณสุขโดยกองการพยาบาล มี การจัดท าแผนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจไม่ได้ก าหนดทุก 5 ปี ขึ้นอยู่กับบริบท และสถานการณ์ในเวลา นั้น และต่อมาปรับเป็นแผนพัฒนาบริการพยาบาลทุก ๆ 5 ปี อย่างต่อเนื่อง ตามรอบแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนปัจจุบันเป็นยุทธศาสตร์บริการพยาบาล ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2560-
3 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2565 ซึ่งยุทธศาสตร์บริการพยาบาล ระดับประเทศ แต่ละฉบับ มีชื่อเรียก ทิศทาง และจุดเน้น ที่ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ แผน ยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข และแผนพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในแต่ละรอบ 5 ปี ดังนี้ แผนพัฒนาการพยาบาล ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2542 – 2544 พัฒนาขึ้นตาม แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ และแผนพัฒนาการพยาบาล และการผดุงครรภ์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2540 – 2549 ที่มุ่งเน้น การพัฒนาศักยภาพของคน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของการก าหนด หลักประกันสุขภาพให้ประชาชนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม โดยบริการพยาบาลในยุคนั้นเน้นการ ประกันคุณภาพการพยาบาล ที่ครอบคลุมทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชน ยุทธศาสตร์บริการพยาบาล ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2547 - 2549 พัฒนาขึ้นตาม แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติและแผนพัฒนาการพยาบาล และผดุงครรภ์แห่งชาติฉบับที่ 1 พ.ศ. 2540 – 2549 ที่มุ่งเน้นให้ความส าคัญการสร้างระบบ บริการพยาบาลที่มุ่งการส่งเสริมการดูแล สุขภาพตนเอง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และสังคม การสร้างหลักประกันในการให้บริการพยาบาลแก่ประชาชนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การบริการพยาบาลที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การ สร้างความเข้มแข็งของปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม ให้มีศักยภาพในการดูแล สุขภาพตนเอง และการเพิ่มศักยภาพและความหลากหลายในบริการพยาบาล โดยใช้การวิจัยและ องค์ความรู้ด้านการพยาบาลและศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ส านักการพยาบาล กรมการแพทย์, 2547) ยุทธศาสตร์การบริการพยาบาล ฉบับที่ 3 ได้มีการปรับชื่อให้เหมาะกับระดับการ ด าเนินการ โดยใช้ชื่อว่า “ยุทธศาสตร์การบริการพยาบาลระดับประเทศ พ.ศ. 2551-2555” พัฒนาขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ และแผนพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 - 2559 เป็น แผนการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนของคุณภาพบริการพยาบาลบนพื้นฐานของความมีเหตุมี ผล ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีหลักธรรมาภิบาลในงาน และเป็นระบบสุขภาพพอเพียง โดยมุ่งเน้น ให้ความส าคัญกับก าลังคนด้านการพยาบาลของประเทศ มีปริมาณและคุณภาพเหมาะสม เพียงพอ บริการพยาบาลเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ระบบสุขภาพชุมชนและเครือข่ายบริการปฐม ภูมิเข้มแข็ง งานสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกสามารถสร้างปัจจัยพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี วัฒนธรรมสุขภาพและวิถีชีวิตที่มีความสุขพอเพียงอย่างเป็นองค์รวมของประชาชน มีเอกภาพ และธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการระบบบริการพยาบาลที่สมดุลและยั่งยืน รวมถึงบุคลากร ทางการพยาบาลมีความสุขและยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรพยาบาล (ส านักการพยาบาล กรมการ แพทย์, 2551) ยุทธศาสตร์การบริการพยาบาลระดับประเทศ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2556 – 2560 พัฒนาขึ้น ตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ และ แผนพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์แห่งชาติ พ.ศ. 2555 - 2559 และ Strategic
4 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข directions for strengthening nursing and midwifery services 2011-2015 ขององค์การ อนามัยโลกร่วมกับสภาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ระหว่างประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ที่ให้ ความส าคัญกับการพัฒนาระบบบริการพยาบาลให้มีคุณภาพเป็นเลิศ ประชาชนเข้าถึงบริการ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ในสถานบริการสุขภาพทุกระดับ เสริมสร้างความเข้มแข็งและ ความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชน การพัฒนาระบบบริการพยาบาลที่พร้อม รับสถานการณ์ฉุกเฉิน/ภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่/อุบัติซ ้า เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย บริการพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียน และนานาประเทศให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนาระบบการบริหารจัดการบุคลากร ทางการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม บุคลากรผูกพันยึดมั่นต่อองค์กร และมี ความสุขในการท างาน (ส านักการพยาบาล กรมการแพทย์, 2555) นอกจากนั้น ช่วงแผนนี้เป็น ช่วงที่ประเทศไทยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ใน พ.ศ. 2558 กองการ พยาบาลจึงได้ก าหนด “ยุทธศาสตร์การบริการพยาบาลเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน พ.ศ. 2556 – 2558” เพื่อให้องค์กรพยาบาลบูรณาการยุทธศาสตร์นี้ เข้ากับ ยุทธศาสตร์การบริการพยาบาล ระดับประเทศ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2556 – 2560 ก าหนดเป็นแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับบริบท ขององค์กรพยาบาลตนเอง ยุทธศาสตร์บริการพยาบาลระดับประเทศ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2560-2564 โดยยึดแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) ระยะ ที่ 1 (พ .ศ . 2560-2564 ) Global Strategic Direction to Strengthening Nursing and Midwifery 2017-2021 ขององค์การอนามัยโลกร่วมกับสภาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ระหว่างประเทศ เป็นกรอบในการก าหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยมีเป้าหมายให้การบริการ พยาบาลระดับประเทศเป็น “การบริการพยาบาลมีคุณภาพเป็นเลิศ บุคลากรมีความสุขบนวิถีแห่ง การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชน” ซึ่งมีกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนด้าน 1) พัฒนา ระบบบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพและในชุมชนให้มีคุณภาพที่เป็นเลิศ 2) เสริมสร้าง ระบบ/ กลไกบริหารจัดการบริการพยาบาลสู่ความยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3) พัฒนาระบบการบริหารจัดการบุคลากรทางการพยาบาลโดยยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้บุคลากร มีความสุข 4) เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือทางการพยาบาลทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 5) ยกระดับคุณภาพการบริการพยาบาลในภาพรวมของ ประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ในปี งบประมาณ 2565 เป็นการเคลื่อนสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ด้าน สาธารณสุข) ประกอบกับรัฐบาลได้เสนอร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และ องค์การอนามัยโลกร่วมกับสภาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ระหว่างประเทศ ได้เสนอ WHO Global Strategic Direction for Nursing and Midwifery 2021-2025 และสภาการ พยาบาลได้ก าหนดแผนกลยุทธ์การพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2565 – 2569 กองการ พยาบาลจึงได้วิเคราะห์ทบทวนผลการด าเนินงานในรอบแผนที่มา พร้อมทั้งคาดการณ์แนวโน้ม ทิศทางเพื่อการก าหนดเป็นแผนพัฒนาการบริการพยาบาลฉบับที่ 6 ซึ่งเป็นแผนระดับ 3 ตามการ แบ่งระดับแผนของส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2562) และเป็นแผน เชิงปฏิบัติการที่มีการระบุการด าเนินงาน/โครงการที่มีความชัดเจนตามภารกิจของหน่วยงานของ รัฐ ในการที่จะสนับสนุนการด าเนินงานของแผนระดับที่ 2 และยุทธศาสตร์ชาติให้บรรลุเป้าหมายที่
5 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก าหนดไว้และมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันในทุกระดับของแผน โดยใช้ชื่อว่า “แผนปฏิบัติการ ด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565-2569” ความส าคัญของแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาล ระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 - 2569 แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 - 2569 เป็นแผน ระดับ 3 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการที่มีการระบุการด าเนินงาน/โครงการที่มีความชัดเจน ตามภารกิจ ของหน่วยงานของรัฐ เป็นกระบวนการตัดสินใจทั้งด้านการบริหารและการจัดบริการพยาบาล อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่าง เป็นองค์รวม ครอบคลุม 4 มิติของการดูแล คือ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค การส่งเสริม สุขภาพ และการฟื้ นฟูสุขภาพ จึงมีความส าคัญต่อการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล อธิบายได้ ดังนี้ ก าหนดขึ้นจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก ครอบคลุมประเด็น การบริหารและการบริการพยาบาล ทั้งในประเทศและนานาชาติสามารถน าสู่ การปฏิบัติได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการแสดงถึงทิศทางการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลที่ชัดเจน ทั้งใน ประเด็นองค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทหน้าที่ อันจะน าไปสู่การบรรลุ เป้าประสงค์ร่วมกัน สนับสนุนให้ระบบการบริหารและการบริการพยาบาลเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้โดย ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา ก ากับ ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงการ ด าเนินงาน เพื่อให้ระบบการจัดการเป็นไปตามแนวทางการจัดการตามหลักธรรมาภิ บาล หรือการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี สนับสนุนระบบการด าเนินงานให้มีความชัดเจน ตรวจสอบได้ในประเด็นการมีส่วน ร่วมของผู้เกี่ยวข้อง การกระจายอ านาจ การค านึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดท า งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน และการวิจัยพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
6 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระบวนการพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านการบริการ พยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 – 2569 การพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 มีกระบวนการพัฒนา ดังต่อไปนี้ 1. แต่งตั้งคณะท างาน โดยก าหนดผู้รับผิดชอบในการพัฒนาแผนปฏิบัติการฯ ออกเป็น 2 ทีม ประกอบด้วยคณะท างานยกร่างแผนปฏิบัติการฯ ซึ่งเป็นนักวิชาการพยาบาลจาก ทุกกลุ่มงานของกองการพยาบาล และคณะผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาเนื้อหา 2. ศึกษาสถานการณ์การบริการพยาบาลของประเทศ โดยทบทวนผลการด าเนินงานตาม ยุทธศาสตร์บริการพยาบาลพ.ศ. 2560-2564 วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของระบบบริการ พยาบาล พร้อมทั้งศึกษา ทิศทางยุทธศาสตร์การพยาบาลระดับโลก และระดับประเทศ (WHO Global Strategic Direction for Nursing and Midwifery 2021-2025 และ แผนกลยุทธ์การพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2565 – 2569) 3. ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 โดยคณะท างานยกร่างแผนปฏิบัติการฯ 4. ประชุมพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 โดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีตัวแทนมาจากหลากหลายหน่วยงาน ดังนี้ 4.1 องค์กรวิชาชีพทางการพยาบาล ได้แก่ สภาการพยาบาล สมาคมพยาบาลแห่งประเทศ ไทยฯ 4.2 หน่วยงานระดับกรม ได้แก่ กรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย กรมควบคุม โรค สถาบันพระบรมราชชนก กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมราชทัณฑ์ และส านัก อนามัย กรุงเทพมหานคร 4.3 หน่วยงานระดับกองในสังกัดส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ กองบริหาร การสาธารณสุข กองบริหารทรัพยากรบุคคล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 4.4 ชมรมทางการพยาบาล 5 ชมรม ได้แก่ ชมรมผู้บริหารทางการพยาบาลแห่งประเทศ ไทย ชมรมผู้บริหารทางการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน ชมรมพยาบาลชุมชนแห่ง ประเทศไทย ชมรมพยาบาลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ชมรมพยาบาลวิชาชีพ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด 4.5 ผู้บริหารการพยาบาลเขตสุขภาพ (Regional Chief Nursing and Midwifery Officer: CNO-R) 13 เขต 5. ปรับปรุงแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 6. จัดพิมพ์และเผยแพร่แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569
7 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดังภาพที่ 1-1 ภาพที่1-1 กระบวนการพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 – 2569 สู่การปฏิบัติ แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 เป็น กลยุทธ์ที่ส าคัญในการก าหนดทิศทางบริการพยาบาลของประเทศไทย โดยเฉพาะการบริการ พยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพและมีบุคลากรทางการ พยาบาลมากกว่าร้อยละ 70 โดยมีอ านาจหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การ ป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคภัย การฟื้ นฟูสมรรถภาพของประชาชน ซึ่งต้องมีการขับเคลื่อน งานด้านสาธารณสุขมิติต่าง ๆ ได้แก่ ด้านระบบบริหารจัดการสุขภาพ ด้านระบบบริการ สาธารณสุข ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านความ ยั่งยืนและเพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพ ซึ่งต้องมีการวางแผนงานและพัฒนาระบบ
8 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข บริการทางการแพทย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะในภารกิจด้านระบบบริการพยาบาล ต้องมีการพัฒนาระบบบริการพยาบาลประชาชน ทั้งในด้านการสรรหาและจัดสรรทรัพยากร ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์ ที่ยากและซับซ้อนมากเป็นพิเศษ และมีผลกระทบในวงกว้าง ระดับนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับประเทศ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนไทย ต้องอาศัยการบูรณาการ พัฒนาระบบบริการพยาบาลผ่าน กระบวนการศึกษาวิจัยเชิงระบบในภาพรวมของกระทรวง ที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้านบริการและ เศรษฐกิจ และยังส่งผลกระทบต่อทิศทางและเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศไทยสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะ 20 ปี โดยแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 จะช่วย เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักของกระทรวงสาธารณสุข ที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มวัย เป็นแผนปฏิบัติการฯที่ค านึงถึง การพัฒนาด้านระบบบริหารจัดการสุขภาพระดับกระทรวง พัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพ ด้านการพยาบาลในสถานบริการพยาบาลและในชุมชน พัฒนาระบบบริการพยาบาลในระบบ สุขภาพปฐมภูมิของกระทรวง พัฒนาระบบสารสนเทศทางการพยาบาลและระบบบริหาร ความเสี่ยงทางการพยาบาลของประเทศ สร้างค่านิยมและแนวคิดด้านการสร้างเสริมสุขภาพและ การป้องกันโรคในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีระบบบริการพยาบาลครอบคลุมประชาชน ทุกคน ลดความเหลื่อมล ้า มีความทันสมัย สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายบริการด้านสุขภาพ รวมถึงการบริหารจัดการและปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรและหน่วยงานในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ เกิดการพัฒนาระบบบริการพยาบาลของประเทศไทย สร้างมูลค่าของบริการพยาบาลและส่งเสริม เศรษฐกิจสุขภาพของไทย กล่าวโดยสรุป ค ว า ม ส า คัญ ข อ ง แ ผ น ป ฏิ บั ติ ก า ร ด้ า น ก า ร บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ร ะ ดั บ ป ร ะ เ ท ศ พ.ศ. 2565 - 2569 คือ ใช้เป็นแผนพัฒนาการบริการพยาบาล ที่มีความชัดเจนในการก าหนด ทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาการพยาบาลที่ต้องการมุ่งเน้น และบรรลุภายในกรอบเวลา ของแผน โดยแผนสามารถชี้ชัดถึงเป้าหมายหลักที่ต้องการด าเนินการให้เกิดผล เชื่อมโยง ไปสู่เป้าหมายย่อยในมิติที่เกี่ยวข้อง หรือด้านที่ต้องการพัฒนาเฉพาะด้าน ด้วยแผนปฏิบัติการ ด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศฉบับนี้เป็นแผนที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสุขภาพ และด้านการพยาบาลของโลกและของประเทศ ดังนั้นการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการสู่การปฏิบัติ จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและยกระดับบริการพยาบาลของประเทศ ส่งผลต่อ สุขภาพของประชาชน สร้างมูลค่าการบริการพยาบาล อันจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจสุขภาพไทย ในที่สุด
9 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนท ี่2 แผนยุทธศาสตรช์าติและแผนที่เกี่ยวข้องกับแผนปฏิบัติการ ด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 – 2569 แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 – 2569 มาจาก การบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ • แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี • แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 • แผนปฏิบัติการด้านสุขภาพโลก • WHO Global Strategic Directions for Nursing and Midwifery (2021-2025) • แผนกลยุทธ์การพยาบาลและการผดุงครรภ์ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลงและประชากรสูงอายุ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ความท้าทาย ใหม่ ๆ ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งด้านความ มั่นคงและเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนจากการรวมกลุ่มภายในภูมิภาคและการเปิด เสรีด้านต่าง ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดความท้าทายในการพัฒนาประเทศทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเทศไทยจ าเป็นต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์ด้าน ต่าง ๆ ที่รอบคอบแล ะค รอบคลุม เพื่ อ เป็นกรอบในการขับ เคลื่อนการพัฒนาปร ะ เทศ ให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และในการที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ และท าให้การพัฒนา บรรลุวิสัยทัศน์ซึ่งมีการวางแผนและพัฒนาในระยะยาว เกิดการรวมพลังทั้งในภาคประชาชน เอกชน และประชาสังคม ขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
10 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือเป็นคติพจน์ประจ าชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่ง ยุทธศาสตร์ชาติที่จะใช้ เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ 20 ปี จะประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคง (2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน (4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความ เสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม (5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหาร จัดการภาครัฐ (ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2561) โดยประเด็นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ คือ ด้านความมั่นคง เป็นการสร้าง ความเชื่อมั่นในกลุ่มประเทศอาเซียนและประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย รวมถึงการจัดบริการ ด้านการสาธารณสุข ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เป็นการยกระดับผลิตภาพบริการ สุขภาพ การใช้นวัตกรรมในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพคน เป็นการสร้างเสริมให้คนมีสุขภาวะที่ดี ด้านการสร้าง โอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ทางสังคม เป็นการพัฒนาระบบบริการและระบบบริหาร จัดการสุขภาพ การลดความ เหลื่อมล้า การสร้างสภาพแวดล้อมแล ะนวัตกรรมที่ เอื้อ ต่อการด ารงชีวิตในสังคมสูงวัย ด้านการสร้างการ เติบ โตบนคุณภาพชีวิตที่ เป็นมิต ร ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการป้องกันผลกระทบและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ ภัยพิ บัติธรรมชาติ แล ะด้านการปรับสมดุลแล ะพัฒนาร ะบบการบริหารจัดการภาค รัฐ เป็นการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐให้มีสมรรถนะสูง มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีธรรมาภิบาล แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนจากสังคมชนบทสู่ สังคมเมือง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความต้องการในระบบสุขภาพของประชาชนมีมากขึ้น ดังนั้นระบบสุขภาพจึงมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่าง ๆ กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องมีความ พร้อมในการรับมือกับระบบสุขภาพที่มีการเปลี่ยนแปลง จึงได้ก าหนดแผนยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข แบ่งเป็น 4 ระยะ (ระยะละ 5 ปี) ดังนี้ ระยะที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 ปฏิรูประบบ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2565 – 2569 สร้างความเข้มแข็ง ระยะที่ 3 พ.ศ. 2570 – 2574 สู่ความยั่งยืน ระยะที่ 4 พ.ศ. 2575 – 2579 เป็น 1 ใน 3 ของเอเชีย
11 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยพัฒนาความเป็นเลิศ 4 ด้าน (ส านักนโยบายและยุทธศาสตร์, 2559) ประกอบด้วย 1. ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และคุ้มครองผู้บริโภคเป็น เลิศ (Promotion, Prevention & Protection Excellence) มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย ได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพและ ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยมีระบบตอบสนองต่อภัยสุขภาพต่างๆ ตลอดจนมีการคุ้มครอง ผู้บริโภคด้านสุขภาพที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ย และคุณภาพชีวิตดีขึ้น ด าเนินการตามแผนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัย (ด้านสุขภาพ) แผนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ แผนงานการป้องกันควบคุมโรคและ ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และแผนงานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 2. บริการเป็นเลิศ (Service Excellence) มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ(Primary Care Cluster) การพัฒนาระบบบริการสุขภาพมีระบบ การส่งต่อที่มีคุณภาพเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมกัน แผนงานการ พัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) แผนงานการพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical & Wellness Hub)/ เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3. บุคลากรเป็นเลิศ (People Excellence) มีวัตถุประสงค์ เพื่อการ วางแผนความต้องการอัตราก าลัง (HRP) เพื่อให้มีก าลังคนด้านสุขภาพที่เพียงพอและมีคุณภาพ มีการกระจายที่เหมาะสม การผลิตและพัฒนาก าลังคนให้เป็นมืออาชีพ การพัฒนาทักษะหรือ ความสามารถที่ใช้ในการท างานในสายอาชีพ (Hard Skill) ซึ่งสามารถวัดประเมินผลได้ อย่างเป็นรูปธรรม และ ทักษะหรือความสามารถเฉพาะบุคคล (Soft Skill) เช่น ความคิด สร้างสรรค์ การเป็นผู้น า การบริหารเวลา มนุษยสัมพันธ์ การปรับตัว การควบคุมอารมณ์ เป็นต้น พัฒนาก าลังคนให้เป็นมืออาชีพ 4. บริหารเป็นเลิศด้วยธรรมาภิบาล (Governance Excellence) มีวัตถุประสงค์ เพื่อ การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ ระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อ ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ และการคุ้มครองผู้บริโภค ตามระบบ ธรรมาภิบาล
12 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่13 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่น ามาวิเคราะห์ครั้งนี้เป็นฉบับประชาพิจารณ์ เป้าประสงค์ของแผน เพื่อ “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่าง ยั่งยืน (Hi-Value and Sustainable Thailand)” ด้วยแนวคิด “Resilience” ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย ในการลดความเปราะบาง สร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวให้ อยู่รอดได้ในสภาวะวิกฤติโดยสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้ประเทศสามารถ เติบโตได้อย่างยั่งยืน ในกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นี้ ได้คัดเลือก ประเด็นการพัฒนาที่มีล าดับความส าคัญสูงในการพลิกโฉมประเทศไทยสู่ Hi-Value and Sustainable Thailand ในองค์ประกอบส าคัญ 4 ด้าน 13 หมุดหมาย (Milestones) ซึ่งเป็นการ บ่งบอกถึงสิ่งที่ประเทศไทยปรารถนาจะ‘เป็น’ มุ่งหวังจะ ‘มี’ หรือต้องการจะ ‘ขจัด’ ในช่วง ระยะเวลา 5 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ดังภาพที่ 1-2 (ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ, 2564) ดังภาพที่ 2-1 ภาพที่2-1 เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน
13 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านที่ 1 เศรษฐกจิมูลค่าสูงที่เปน็มติรต่อสิ่งแวดล้อม (High Value-added Economy) แผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 6 หมุดหมาย ได้แก่ 1) ไทยเป็นประเทศชั้นน าด้านสินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง โดยมุ่งเน้นการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยี 2) ไทย เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ เน้นคุณค่าแล ะความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวให้หลากหลาย กระจายรายได้ และให้ ความส าคัญใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการฟ้นื ฟู 3) ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน โดยสร้างศักยภาพการผลิตและ ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษอากาศและก๊าซเรือนกระจก 4) ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพครบวงจร ยกระดับการแพทย์ให้ทันสมัย ทั่วถึงเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพมูลค่าสูง 5) ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและจุดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่ส าคัญของภูมิภาค โดย ได้วางโครงข่ายคมนาคมและสิ่งอ านวยความสะดวก เชื่อมโยงกับภูมิภาคอย่างไร้ รอยต่อ 6) ไทยเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและบริการดิจิทัลของอาเซียน โดย ส่งเสริมการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์ เติบโตรวดเร็ว ด้านที่ 2 สังคมแห่งโอกาส และความเสมอภาค (High Opportunity Society) ประกอบด้วย 3 หมุดหมาย ได้แก่ 7) ไทยมี SMEs ที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และสามารถแข่งขันได้ โดยเสริมสร้าง ศักยภาพวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และ ตลาดสมัยใหม่ 8) ไทยมีพื้นที่และเมืองหลักของภูมิภาคที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ ทันสมัย และน่าอยู่ โดยลดความเหลื่อมล ้าระหว่างพื้นที่กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม 9) ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลงและคนไทยทุกคนมีความคุ้มครองทางสังคมเพียงพอ เหมาะสม ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถขยับสถานะ และได้รับการคุ้มครองทางสังคม เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางรายได้ ด้านที่ 3 วิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Eco-friendly Living) แผนพัฒนาในด้านนี้ ประกอบด้วย 2 หมุดหมาย ได้แก่ 10) ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต ่า โดยของเสียถูกน ากลับมาใช้ประโยชน์ และพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลัก 11) ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยใช้มาตรการเชิงพื้นที่และเทคโนโลยีในการรับมือกับภัยธรรมชาติ
14 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านที่ 4 ปัจจัยสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศ (Key Enablers for Thailand’s Transformation) ประกอบด้วย 2 หมุดหมาย ได้แก่ 12) ไทยมีก าลังคนมีสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่ง อนาคต 13) ไทยมีภาครัฐที่มีสมรรถนะสูง การบริหารงานภาครัฐและการให้บริการสาธารณะ ปรับเปลี่ยนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ แผนปฏิบัติการด้านสุขภาพโลก กรอบแผนปฏิบัติการด้านสุขภาพโลก พ.ศ. 2564 – 2570 มีเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการเห็น “ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านสุขภาพ และปลอดภัยจากภัยคุกคามด้านสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อน และส่งเสริมให้เศรษฐกิจและสังคมไทยพัฒนาได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งแสดงบทบาท และสร้างความ ร่วมมือระดับสากลเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างสร้างสรรค์ด้านสุขภาพโลกในเวทีระหว่าง ประเทศ” ซึ่งมีประเด็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการขับเคลื่อน 5 ประเด็นดังนี้ (กระทรวงสาธารณสุข, 2564) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การส่งเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมบทบาทน า ภาพลักษณ์ และความรับผิดชอบด้าน สุขภาพโลกของไทยในประชาคมโลก ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบายสาธารณะ และ นโยบายสุขภาพ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การยกระดับ เสริมสร้างระบบสุขภาพให้เข้มแข็งสามารถ ปรับตัวต่อสิ่งกดดันภายนอก และฟ้ืนกลับมาให้บริการได้ตามปกติ(Resilience) และเป็นธรรม (Equity) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การเพิ่มศักยภาพบุคลากรองค์กรให้มีสมรรถนะ และขีด ความสามารถสูง มีคุณธรรม จริยธรรมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
15 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข WHO Global Strategic Directions for Nursing and Midwifery (2021-2025) WHO Global Strategic Directions for Nursing and Midwifery (2021-2025) เป็นทิศทาง การพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในระดับโลก ที่ประกาศในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 74 ระหว่างวันที่ 24-31 พฤษภาคม 2564 โดยประกาศให้รัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิก น าสู่การปฏิบัติมีทิศทางในการพัฒนาที่มุ่งเน้นเชิงนโยบาย 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการศึกษา ด้านการจ้างงาน ด้านการเป็นผู้น า และด้านการบริการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ด้านการศึกษา (Education) จัดระดับการศึกษาให้เหมาะสมและโปรแกรม การศึกษาเป็นไปตามความสามารถการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพและมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพของป ร ะชาชนแล ะในด้านกา รผลิตพย าบา ล มีความเหมาะสมกับความต้องการด้านสุขภาพ 2. ด้านการจ้างงาน (Jobs) เพิ่มความพร้อมของบุคลากรด้านสุขภาพ การสรรหา อย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจสอบความต้องการพยาบาลให้เพียงพอกับระบบสุขภาพ และการ รักษาพยาบาลไว้ในระบบ 3. ด้านการบริการ (Service Delivery) สนับสนุนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอย่างมือ อาชีพ ปรับสถานที่ท างานให้น่าอยู่สะดวกและปลอดภัยในการท างานและการท างานร่วมกับ ทีมสหสาขาวิชาชีพ 4. ด้านการเป็นผู้น า (Leadership) จัดตั้งและเสริมสร้างต าแหน่งผู้น าของพยาบาล ทั้งในระบบบริการสุขภาพและระบบการศึกษา และลงทุนในการพัฒนาทักษะความเป็นผู้น า ของพยาบาลโดยมีการพัฒนาผู้น ารุ่นต่อไป
16 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แผนกลยุทธ์การพยาบาลและการผดุงครรภ์ สภาการพยาบาลได้ก าหนด กลยุทธ์การพยาบาล และการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2565 – 2569 โดยน า WHO Global Strategic Directions for Nursing and Midwifery (2021-2025) เป็นกรอบ ในการก าหนดทิศทาง การพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ให้เหมาะสมกับบริบททางสังคม ของประเทศไทย โดยก าหนดเป็น กลยุทธ์ส าคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ก าลังคน งาน และสภาพแวดล้อมในการท างาน โดยมีทิศทาง ในการ เสริมสร้างความ เข้มแข็งของการบริหารจัดการก าลังคนทางการพยาบาลแล ะ การผดุงครรภ์ให้มีจ านวนเพียงพอ สมรรถนะ และแรงจูงใจในการท างาน รวมทั้งส่งเสริม สภาพแวดล้อมการท างานของพยาบาลผดุงครรภ์ เพื่อความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านที่ 2 การศึกษา มีทิศทางในการหนุนเสริมการพัฒนาความเป็นเลิศในการ จัดการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมของสถาบันการศึกษา และเพิ่มการผลิตพยาบาล และผดุงครรภ์ให้มีจ านวนเพียงพอ มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของระบบสุขภาพ ด้านที่ 3 ภาวะผู้น า โดยมีทิศทางในการสร้างโอกาส และแรงจูงใจให้พยาบาลเข้าสู่ ต าแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กรทุกระดับ ส่งเสริมภาวะผู้น าและการบริหารจัดการของ พยาบาลทุกระดับ เพื่ อสร้างความ เข้มแข็งขององค์กรพยาบาล ตลอดจนสร้างโอกาส และสนับสนุนให้พยาบาลได้แสดงภาวะผู้น าในการร่วมตัดสินใจ และก าหนดนโยบายสุขภาพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ ด้านที่ 4 การให้บริการพยาบาลและการผดุงครรภ์ โดยมีทิศทางส่งเสริมให้ พยาบาลมีความสามารถในการประกอบวิชาชีพอย่างเต็มศักยภาพในระบบบริการสุขภาพทุกระดับ รวมทั้งขยายขอบเขตการให้บริการพยาบาลและผดุงครรภ์ ในระบบสุขภาพและการประกอบ วิชาชีพอิสระของพยาบาล
17 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวโดยสรุป แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 - 2569 นี้ ก าหนดมาจากการบูรณาการแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 แผนปฏิบัติการด้านสุขภาพโลก WHO Global Strategic Directions for Nursing and Midwifery ( 2 0 2 1 - 2 0 2 5 ) แ ล ะ แ ผ น กลยุทธ์การพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2565 - 2569 จึงมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับ ระบบบริการพยาบาลทั้งในสถานบริการสุขภาพ และระบบบริการพยาบาลปฐมภูมิให้มีคุณภาพ เพิ่มงานวิจัยและนวตกรรมทางการพยาบาล น าเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริการพยาบาล รวมถึงบริหารการพยาบาลและก าลังคนพยาบาลที่เพิ่มประสิทธิภาพของการบริการพยาบาล มีเป้าหมายสูงสุดคือสุขภาวะที่ดีของประชาชน
18 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนที่3 ปัจจัย แนวโน้ม ที่มีผลกระทบต่อการบรกิารพยาบาล ปัจจัย แนวโน้ม ที่มีผลกระทบต่อการบริการพยาบาล ประกอบด้วย 1. ข้อก าหนดที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขตามรัฐธรรมนูญ 2. พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 3. พระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 4. สถานการณ์และแนวโน้มด้านสุขภาพ 4.1 สถานการณ์และแนวโน้มด้านสุขภาพโลก 4.2 สถานะสุขภาพคนไทย 4.3 สถานการณ์และแนวโน้มของระบบสุขภาพไทย 4.4 สถานการณ์ระบบบริการพยาบาลไทย 1. ข้อก าหนดที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข ตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มีข้อก าหนดที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข 4 หมวด 7 มาตรา ดังนี้ 1) หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิ ได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่ เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อ อันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาตรา 48 สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการ คลอดบุตรย่อมได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติและบุคคลซึ่งมีอายุเกิน หกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่ เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ 2) หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 54 วรรคสอง รัฐต้องด าเนินการ ให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการด าเนินการด้วย มาตรา 55 รัฐต้องด าเนินการให้ประชาชนได้รับ บริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้าน
19 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยบริการสาธารณสุขดังกล่าว ต้องครอบคลุมการส่งเสริม สุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรคการรักษาพยาบาล และการฟื้ นฟูสุขภาพด้วย และรัฐต้อง พัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรา 58 การ ด าเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดด าเนินการถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อ ทรัพยากรธรรมชาติคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิตหรือส่วนได้ส่วนเสีย ส าคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องด าเนินการให้มี การศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชนและ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อ น ามาประกอบการพิจารณาด าเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ และบุคคลและชุมชน ย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล ค าชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการด าเนินการหรืออนุญาต และในการด าเนินการหรืออนุญาต รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องด าเนินการให้มีการเยียวยาความ เดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า 3) หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 71 รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ส าคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่าง เหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมี จิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ประชาชน และรัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ และความสามารถสูงขึ้น และรัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถด ารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคล ดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบ าบัด ฟื้ นฟู และ เยียวยาผู้ถูกกระท า ดังกล่าว และในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงค านึงถึงความจ าเป็นและความ ต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรม 4) หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ให้ด าเนินการปฏิรูปประเทศอย่าง น้อยในด้านต่างๆ ให้เกิดผล (ช. ด้านอื่นๆ) ข้อ (4) ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับ สิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการและการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน และข้อ (5) ให้มีระบบการแพทย์ ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วน ที่เหมาะสม จากข้อก าหนดรัฐธรรมนูญ กระทรวงสาธารณสุขต้องมีการจัดท าแผนงานปฏิรูปด้าน สาธารณสุขมิติต่างๆ เช่น ด้านระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ด้านระบบบริการสาธารณสุข ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านความยั่งยืนและ เพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพ เป็นต้น
20 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จะเห็นได้ว่า การพัฒนาระบบบริการพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสาธารณสุขที่ ส าคัญในการปฏิรูปสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้ระบบสุขภาพไทยมีเอกภาพการ ด าเนินงานด้านสุขภาพทุกภาคส่วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาพ ในรูปแบบใหม่ที่น ามาใช้สนับสนุนการจัดการบริการสุขภาพได้จริง และประชาชนเข้าถึงระบบ การแพทย์อย่างเท่าเทียมทั่วถึง ได้รับบริการที่มีมาตรฐาน 2. พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ให้ความหมาย “ระบบสุขภาพปฐมภูมิ” หมายถึง กลไกและกระบวนการในการประสานความร่วมมือเพื่อจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งการส่งต่อผู้รับบริการและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการทั้งระดับ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ นอกจากนั้น ในหมวดที่ 1 มาตรา 14 ยังระบุ ถึงการจัดท านโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนเกี่ยวกับบริการสุขภาพปฐมภูมิ และระบบสุขภาพ ปฐมภูมิ รวมทั้ง ด าเนินการตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องค านึงถึงหลักการมีส่วนร่วม ของประชาชนด้วย ซึ่งพยาบาล คือหนึ่งใน “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข” ที่ ถูกระบุใน พรบ. และมีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ ตามมาตรา 20 หน่วยบริการ ปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยให้ความเสมอภาคและอ านวยความสะดวกในการให้บริการตลอดจนเคารพสิทธิส่วนบุคคล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเชื่อทางศาสนา (2) ให้ข้อมูลการบริการสุขภาพปฐมภูมิและ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้รับบริการแก่ผู้รับบริการอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้รับบริการตัดสินใจใน การเลือกรับบริการหรือเข้าสู่ระบบการส่งต่อ (3) ให้ข้อมูลแก่ผู้รับบริการ ญาติ หรือผู้ซึ่งใกล้ชิด กับผู้รับบริการเกี่ยวกับแพทย์ บุคลากรด้านสาธารณสุข หรือผู้รับผิดชอบในการดูแลต่อเนื่อง ทางด้านสุขภาพกาย ด้านสุขภาพจิต และด้านสังคมที่จะรับดูแลผู้รับบริการก่อนจ าหน่าย ผู้รับบริการออกจากหน่วยบริการปฐมภูมิหรือเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ(4) รักษาความลับ ของผู้รับบริการจากการปฏิบัติหน้าที่ตาม (1) และ (2) อย่างเคร่งครัด เว้นแต่เป็นการเปิดเผย ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย (5) จัดท าระบบข้อมูลการให้บริการสุขภาพ ปฐมภูมิเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐาน และบริการ รวมทั้งการขอรับค่า รักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข (6) ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ จากข้อก าหนดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว การก าหนดแผนปฏิบัติการด้านการบริการ พยาบาล จักต้องครอบคลุมงานบริการสุขภาพปฐมภูมิที่ค านึงถึงหลักการมีส่วนร่วมของ ประชาชนด้วย
21 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3. พระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการ กระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 พระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 ก าหนดให้มีการกระจายอ านาจด้านการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัวและ การรักษาพยาบาลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก าหนดให้กระทรวงสาธารณสุขต้องกระจาย อ านาจด้านสาธารณสุขให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยถ่ายโอนทั้งภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายคือ 1) มุ่งประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยท าให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มีศักยภาพระยะยาวในการตัดสินใจ และด าเนินการ แก้ปัญหาสุขภาพให้เกิดผลดียิ่งขึ้นกว่าก่อนการถ่ายโอน และเพื่อให้เกิดระบบบริการสุขภาพ ที่เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และคุณภาพดี และ 2) มุ่งระบบที่มีส่วนร่วม โดยการสร้างกลไก และกระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง ทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และ ภาคประชาชนในท้องถิ่น โดยตัดสินใจร่วมกันด้วยกระบวนการปรึกษาหารือบนพื้นฐานของความ ปรารถนาดี ความรัก ความเมตตา และขันติ หลีกเลี่ยงอัตตา และ ความยึดมั่นในความคิดของ ตนเอง (อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์และคณะ, 2561) กระทรวงสาธารณสุขได้มีการถ่ายโอนสถานีอนามัยให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี ความพร้อมในระยะแรก ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วทั้งสิ้น70 แห่ง โดยถ่ายโอนในปีพ.ศ. 2550 จ านวน 22 แห่ง ปีพ.ศ. 2551 จ านวน 6 แห่ง ปีพ.ศ. 2555 จ านวน 18 แห่ง ปีพ.ศ. 2557 จ านวน 4 แห่ง ปีพ.ศ.2559 จ านวน 1 แห่ง ปีพ.ศ. 2562 จ านวน 6 แห่ง และปีพ.ศ. 2563 จ านวน 13 แห่ง และยังมีแผนการถ่ายโอนอย่างต่อเนื่องซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยบริการสุขภาพ ปฐมภูมิอยู่ประมาณ 9,764 แห่ง (ส านักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ, 2564) ซึ่งจะส่งผล กระทบต่อบริการสาธารณสุข และระบบบริหารจัดการทรัพยากรของกระทรวงสาธารณสุข และผู้ ประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ที่กระจายตัวอยู่ในรพ.สต. ทั่วประเทศ 4. สถานการณ์และแนวโน้มด้านสุขภาพ 4.1 สถานการณ์และแนวโน้มด้านสุขภาพโลก 4.1.1 การแพร่ระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่ ที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดอย่าง รวดเร็วของโรคติดต่ออุบัติใหม่และโรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัส เช่น โรคโควิด- 19 โรค ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง เป็นต้น เป็นภัย คุกคามทั้งต่อระดับสุขภาวะของประชาชนไทยและเป็นภัยคุกคามต่อภาระทางการคลังและการ
22 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดระบบตอบโต้ภัยฉุกเฉินด้านสุขภาพ รวมถึงการยกระดับระบบการเข้าถึง และการก ากับวัคซีนที่ ค านึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก 4.1.2 การน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดบริการสุขภาพ ภายใต้สังคม ดิจิทัลท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รวมไปถึง เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ส าหรับใช้ในการประเมิน สุขภาพร่างกายโดยมีอัตราความแม่นย าในระดับเดียวกับผู้เชี่ยวชาญ การใช้ Big Data ในการ วางนโยบายด้านสุขภาพ เป็นต้น 4.1.3 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ประกอบด้วย 17 เป้าหมายหลัก 169 เป้าหมายย่อยโดยเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุข และสุขภาพประกอบด้วย เป้าหมายการมีสุขภาพดีในทุกช่วงอายุ ทั้งนี้พยาบาลมีบทบาทให้การ ดูแลบุคคล ครอบครัว และชุมชน ทั้งในกลุ่มสุขภาพดี กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มป่วย ในทุกช่วงวัย ดังนั้นเป้าหมายการมีสุขภาพดีในทุกช่วงอายุ จึงเป็นเป้าหมายหลักของแผนปฏิบัติการด้านการ พัฒนาบริการพยาบาลระดับประเทศ ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2565 -2569 นี้ด้วยเช่นกัน 4.2 สถานะสุขภาพคนไทย สถานะสุขภาพคนไทย จากการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ ข้อมูลปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากโรคหรือการบาดเจ็บที่สามารถป้องกันได้ อาทิ การเสพติดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อุบัติเหตุทางถนน โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน โรค ซึมเศร้า ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการสูญเสียปีสุขภาวะในประชาชน ไทยอายุ 15 – 29 ปี และเมื่อพิจารณาอัตราการตายต่อหนึ่งแสนประชากรทั้งประเทศพบว่ายังไม่มี แนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยพบว่า ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุ บนท้องถนนเท่ากับ 22.3 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะเดียวกันในส่วนอัตราตายก่อนวัยอันควร จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากโรคมะเร็ง เบาหวาน ระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคหัวใจและ หลอดเลือด ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 343.1 ราย ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี พ.ศ. 2552 เป็น 355.3ราย ต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี พ.ศ. 2556 เช่นเดียวกับอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นจาก 5.9 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี พ.ศ. 2553 เป็น 6.5 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี พ.ศ. 2558 นอกจากนี้ จากการส ารวจสุขภาพคนไทยด้วยการตรวจร่างกาย พ.ศ. 2557 พบว่า มี ความชุกของผู้มีภาวะน ้าหนักเกินเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 37.5 และมีผู้อยู่ในภาวะอ้วนร้อยละ 10.9 เช่นเดียวกับจ านวนผู้มีความดันโลหิตสูงและเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 24.7 และ ร้อยละ 8.9 ตามล าดับ ทั้งนี้ ในกลุ่มวัยรุ่น (15 – 21ปี) พบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ทั้งการ บริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การตั้งครรภ์ไม่พร้อมและ การท าแท้ง ขณะที่กลุ่มวัยท างาน (15 – 59 ปี) มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น ซึ่ง จะท าให้ในอนาคตการเข้าสู่สังคมสูงวัยต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นกับการดูแลรักษามากขึ้นหากไม่ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ พบว่า ประเทศ ไทยประสบความส าเร็จกับการจัดการปัญหาผู้ติดเชื้อ HIVs ผู้ป่วยโรคเอดส์ การป้องกันการ ถ่ายทอดเชื้อ HIVs จากแม่สู่ลูกรวมถึงโรคมาลาเรีย แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของวัณโรคได้ โดยในปี พ.ศ. 2558 พบว่า ผู้ป่วย วัณโรคที่มาขึ้นทะเบียนรักษาคิดเป็นเพียงร้อยละ 55.3 ของ ผู้ป่วยทั้งหมด ขณะเดียวกันยังพบการป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบบีเพิ่มขึ้นจาก 9.93 ราย ต่อ ประชากรหนึ่งแสนคน ในปี พ.ศ. 2554 เป็น 10.12 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี พ.ศ. 2559
23 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของคนไทยยังน าไปสู่ความเสี่ยงของการระบาดของ เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ที่จะน าไปสู่ปัญหาส าคัญของการจัดการโรคติดต่อในอนาคตต่อไป 4.3 สถานการณ์และแนวโน้มของระบบสุขภาพไทย 4.3.1 โครงสร้างการบริหารระบบสาธารณสุขของประเทศ ประเทศไทยมีกระทรวง สาธารณสุขเป็นผู้มีบทบาทหลักในการก าหนดและด าเนินนโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยมีองค์กรหลักที่เกี่ยวข้อง เช่น ส านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในการพัฒนา นโยบายสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ ในการสนับสนุนเงินทุนส าหรับการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เป็นต้น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อใช้ในการก าหนดทิศทางและนโยบายของ ประเทศจ านวนมาก พร้อมทั้งมีการจัดท าแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติส าหรับใช้ในด าเนินงาน อย่างไรก็ตาม การด าเนินงานยังขาดการบูรณาการและความเป็นเอกภาพ ซึ่งจะกระทบต่อ ผลสัมฤทธิ์ของแผนยุทธศาสตร์เช่น ยุทธศาสตร์ชาติด้านโรคมะเร็งที่ยังมีปัญหาในเชิงการน าไป ปฏิบัติ แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติที่ยังไม่สามารถน าไปด าเนินงานให้ บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการตั้งหน่วยงานในภูมิภาคเพื่อการบริหารใน รูปแบบเขตพื้นที่ เช่น เขตบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพเพื่อประชาชน ของส านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น 4.3.2 ระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ ระบบข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขของ ประเทศไทยยังขาดกลไกนโยบายและทรัพยากรในการสนับสนุนการด าเนินงานที่เพียงพอและ ต่อเนื่อง ระบบข้อมูลข่าวสารยังขาดคุณภาพ ไม่ครอบคลุม มีความซ ้าซ้อน และขาดกระบวนการ ตรวจสอบคุณภาพ มีระบบจัดการข้อมูลที่ขาดประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการข้อมูลของแต่ละ ระบบ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนกันข้อมูลกันได้โดยเฉพาะมาตรฐานข้อมูลสุขภาพ มาตรฐาน กฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยแล ะความ เป็นส่วนตัวของการใช้ข้อมูลสุขภาพ ขณะเดียวกันยังพบปัญหาการเข้าถึงข้อมูลและการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากความไม่เข้าใจประโยชน์ ของข้อมูล นอกจากนี้ บุคลากรผู้ให้บริการต้องใช้เวลาจ านวนมากในการจัดท ารายงานข้อมูล และ ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลสุขภาพของตน 4.3.3 ก าลังคนด้านสุขภาพ ประเทศไทยมีแนวโน้มขาดแคลนก าลังคนด้านสุขภาพ ในภาพรวมลดลง และมีทิศทางการกระจายบุคลากรที่ดีขึ้นใน แต่ยังพบความแตกต่างของ สัดส่วนบุคลากรระหว่างกรุงเทพมหานครกับภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะวิชาชีพแพทย์และพยาบาล เทคนิค และเมื่อพิจารณาการกระจายแพทย์เป็นรายจังหวัดจะพบว่ากรุงเทพมหานครมีสัดส่วน ประชากรต่อแพทย์ 1 คน ต ่าที่สุด เท่ากับ 716 คนขณะที่จังหวัดบึงกาฬมีสัดส่วนประชากรต่อ แพทย์ 1 คน สูงที่สุด เท่ากับ 5,906 คน ขณะเดียวกันยังพบว่า บุคลากรแพทย์ต้องประสบ ปัญหาคุณภาพชีวิตการท างานที่ย ่าแย่การพักผ่อนไม่เพียงพอ การฟอ้งร้องคดีต่อบุคลากรทาง การแพทย์ที่เป็นคดีอาญา ล้วนเป็นสาเหตุที่ท าให้ขวัญก าลังใจในการท างานของบุคลากรลดลง จากสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขจึงมีความ สอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ใน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยการพัฒนาสาขาบริการที่ไทยมีศักยภาพที่
24 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สอดคล้องกับบริบทโลกในอนาคต ได้แก่ ธุรกิจบริการสุขภาพและการเสริมสร้างสุขภาวะ และ สถานบริการสุขภาพและความงาม และการส่งเสริมธุรกิจบริการทางการแพทย์ โดยต้องมีการ ลงทุนอย่างจริงจังในการผลิตบุคลากรทางการแทพย์ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทาง การแพทย์และเครื่องมือแพทย์ รวมทั้งมาตรฐานการบริการ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็น เจ้าของเทคโนโลยีได้เอง ซึ่งจะเป็นการสร้างฐานที่เข้มแข็งในการเป็นศูนย์กลางบริการทางแพทย์ ของภูมิภาคในระยะต่อไป ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ครอบคลุมการสร้าง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาพ การสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี และการส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสุขภาวะที่ ดีในทุกพื้นที่ ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยการสร้างหลักประกัน ทางสังคมที่ครอบคลุมเหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย อาทิ การพัฒนาระบบบริหารจัดการหลักประกัน สุขภาพ และยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ โดยทบทวนบทบาท ภารกิจของหน่วยงานภาครัฐให้มีความเหมาะสม รวมทั้งถ่ายโอนภารกิจที่ส าคัญเพื่อกระจาย อ านาจสู่ท้องถิ่น ปรับโครงสร้างและระบบบริหารงานราชการใหม่ในรูปแบบของหน่วยงานพิเศษที่ ต้องอาศัยการด าเนินงานที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว ไม่ยึดติดกับโครงสร้างและระบบราชการ แบบเดิม และพัฒนา ปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย มุ่งผลสัมฤทธิ์มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น และคล่องตัวสูง ลดความซ ้าซ้อน รวมถึงเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการ ด าเนินการอย่างเหมาะสม 4.4 สถานการณ์ระบบบริการพยาบาลไทย 4.4.1 ระบบบริการพยาบาล เป็นระบบงานบริการที่มีความส าคัญต่อระบบสุขภาพ ของประเทศ โดยบริการพยาบาลเป็นบริการที่มีบุคลากรจ านวนมาก ระบบบริการพยาบาล ประกอบด้วยระบบบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพ และระบบบริการพยาบาลปฐมภูมิหรือ ระบบบริการพยาบาลในชุมชนนั้น มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริการ สุขภาพไทยที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการบริหารบริการพยาบาลโดยองค์กรพยาบาลของสถาน บริการสุขภาพแต่ละแห่ง เพื่อให้บริการพยาบาลมีคุณภาพ ได้มาตรฐานวิชาชีพ ผู้รับและผู้ ให้บริการมีความปลอดภัย ทั้งนี้องค์กรพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแต่ละแห่งได้พัฒนา คุณภาพการพยาบาลและประกันคุณภาพการพยาบาลมาอย่างต่อเนื่องตามระบบที่กระทรวง สาธารณสุข โดยกองการพยาบาลก าหนด รวมทั้งการก าหนดระบบเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการ พยาบาล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เพื่อสร้างความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเมื่อมีการปฏิรูปการ ขับเคลื่อนระบบสุขภาพ ที่ปรับการบริหารระบบสุขภาพเป็นเขตสุขภาพ และกระจายอ านาจบริหาร การจัดบริการสุขภาพเป็น 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ มีกระทรวงสาธารณสุขท าหน้าที่เป็นผู้คุมกฎ (Regulator) มีการติดตามผลการด าเนินงานตามนโยบาย แผน ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นระบบบริการพยาบาลของประเทศก็เช่นกัน ได้มีการปรับเปลี่ยนที่ สอดคล้องกับการปฏิรูปการขับเคลื่อนระบบสุขภาพ มีผู้บริหารทางการพยาบาล ที่เรียกว่า Chief Nursing Officer (CNO) และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลในระดับเขต สุขภาพ จังหวัด อ าเภอที่ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ด าเนินงานในรูปแบบเครือข่าย พัฒนาคุณภาพการพยาบาล มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพและนโยบายบริการ
25 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พยาบาลของประเทศ พัฒนาและยกระดับบริการพยาบาลและคุณภาพการพยาบาลในพื้นที่ รับผิดชอบ ให้ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขก าหนด โดยมีกองการพยาบาลก าหนด นโยบาย แผนยุทธศาสตร์บริการพยาบาล และเป็นผู้คุมกฎ ติดตามผลการด าเนินงานตาม นโยบาย และเป้าหมายดังกล่าว ถึงแม้นว่าระบบบริการพยาบาลนี้จะไม่ได้บริหารบริการพยาบาล แบบเขตสุขภาพเต็มรูปแบบ แต่มีการสนับสนุน ช่วยเหลือการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลกันใน เขตสุขภาพที่เป็นระบบและชัดเจน จากนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่เพิ่มศักยภาพของ โรงพยาบาลชุมชน เช่น ให้โรงพยาบาลชุมชนสามารถดูแลผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate care) ผู้ป่วยผ่าตัด และผู้คลอดได้ จะพบว่าโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปซึ่งเป็น โรงพยาบาลระดับเขตและจังหวัดมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยง จัดฝึกอบรม นิเทศ ติดตาม สนับสนุนงาน การพยาบาลของโรงพยาบาลชุมชนซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับอ าเภอให้เพิ่มศักยภาพบริการ พยาบาลดังกล่าว กลไกการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลแบบเครือข่ายที่สนับสนุน ช่วยเหลือกัน ในเขตสุขภาพเป็นที่ประจักษ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พบว่ามีพยาบาลจากโรงพยาบาลที่ไม่มีหรือมีผู้ติดเชื้อน้อยไปช่วยปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ที่มีผู้ติดเชื้อจ านวนมากในเขตสุขภาพของตน จนกระทั่งการระบาดของโรคเกิดขึ้นในวงกว้างของ ประเทศ จึงมีการช่วยเหลือกันนอกเขตสุขภาพ กลไกการด าเนินงานของเครือข่ายพัฒนา คุณภาพการพยาบาลนี้ เป็นประโยชน์ต่อระบบบริการพยาบาลแก่ประชาชนที่มีคุณภาพและทั่วถึง อย่างไรก็ตามการสร้างความเข็มแข็งของเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการพยาบาลยังคงต้องมีการ ด าเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อการปฏิรูปการขับเคลื่อนระบบสุขภาพ ด้านระบบบริการพยาบาลทั้งในสถานบริการสุขภาพและบริการพยาบาลปฐมภูมิ พบว่ามี การปรับระบบเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ที่ก าหนดให้ สถานบริการสุขภาพแต่ละระดับของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศพัฒนาศักยภาพของตนให้ เป็นไปตามบริการส าคัญ และบริการเฉพาะด้าน (Service Delivery) 19 สาขา เพื่อรองรับและ แก้ไขปัญหาสุขภาพที่ส าคัญของประเทศ (กองบริหารการสาธารณสุข, 2559) การพัฒนาระบบ บริการพยาบาลนั้นพัฒนาทรัพยากรตั้งแต่ คน อุปกรณ์ เครื่องมือ องค์ความรู้ และความ เชี่ยวชาญควบคู่กับการบริการทางการแพทย์อย่างชัดเจน ต่อเนื่อง สร้างความเข้มแข็งทาง วิชาการพยาบาล และความร่วมมือของเครือข่ายทางการพยาบาลแต่ละงานบริการ/สาขาที่ เกี่ยวข้อง รวมทั้งการพัฒนาตัวชี้วัดคุณภาพการพยาบาลที่สะท้อนถึงคุณภาพการพยาบาลที่ แท้จริง และสอดคล้องกับตัวชี้วัดตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ทั้งนี้มี กองการพยาบาลติดตามความก้าวหน้าของการด าเนินงาน และประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาล เป็นระยะ ๆ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดคุณภาพและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามยังคง ต้องมีการพัฒนาและยกระดับคุณภาพระบบบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพ และระบบ บริการพยาบาลปฐมภูมิในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้าน สุขภาพของประชาชน และตอบสนองต่อกฎหมายด้านสุขภาพและนโยบายสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น
26 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 4.4.2 ก าลังคนพยาบาล ในระบบสุขภาพไทยถึงแม้จะมีก าลังคนพยาบาลมากกว่า ร้อยละ 70 ของบุคลากรสุขภาพทั้งหมด แต่ยังพบว่าประเทศไทยประสบกับปัญหาขาดแคลน ก าลังคนพยาบาล เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก กรอบอัตราก าลังพยาบาลส านักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 122,170 ต าแหน่ง ในขณะที่มีพยาบาลเพียง 98,070 ต าแหน่ง ยังคง ต้องการพยาบาลอีก 24,100 ต าแหน่ง (กฤษดา แสวงดี, 2560) เช่นเดียวกับใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลที่พบว่า ร้อยละ 7 ไม่มีพยาบาล ร้อยละ 64.3 มีพยาบาล 1 คน ร้อยละ 21.4 มีพยาบาล 2 คน และร้อยละ 7.1 มีพยาบาลมากกว่า 2 คน (วิโรจน์ ตั้งเจริญ เสถียร และคณะ, 2560) ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหานี้โดยมีการเพิ่มก าลังผลิต พยาบาลจากเดิมประมาณปีละ 8,000 คนเป็นปีละ 12,000 คนก็ตาม ปัญหาขาดแคลนก าลังคน พยาบาลก็ยังไม่หมดไป อีกทั้งรัฐบาลได้มีมาตรการธ ารงรักษาพยาบาลไว้ในระบบสุขภาพ โดย เพิ่มการบรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการในรอบปี 2556 บรรจุพยาบาลเพิ่มประมาณ 6,000 ต าแหน่ง ในรอบปี 2560 ถึง 2562 บรรจุพยาบาลเพิ่ม 10,992 ต าแหน่ง และล่าสุดจาก สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 มีการอนุมัติให้บรรจุพยาบาลเป็น ข้าราชการประมาณ 13,552 ต าแหน่ง อีกทั้งได้มีการส่งเสริมความก้าวหน้าของพยาบาลวิชาชีพ จากปี 2556 มีพยาบาลวิชาชีพระดับช านาญการพิเศษสังกัดกระทรวงสาธารณสุขร้อยละ 2.59 เพิ่มเป็นร้อยละ 4 ในปี 2564 การแก้ไขปัญหาความขาดแคลนก าลังคนพยาบาลและการธ ารง พยาบาลในระบบยังคงต้องมีการด าเนินการเร่งด่วน เนื่องจากการปฏิรูปการขับเคลื่อนระบบ สุขภาพ การขยายขีดความสามารถของระบบบริการสุขภาพให้สามารถดูแลประชาชนด้วยโรคที่ ยากขึ้นในสถานบริการสุขภาพทุกระดับ ส่งผลให้เพิ่มความต้องการก าลังคนพยาบาล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพยาบาลที่มีความรู้ความสามารถด้านการพยาบาลเฉพาะทาง เพื่อให้การพยาบาลแก่ ประชาชนที่นับวันจะมีการเจ็บป่วยของโรคที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อก าลังคนพยาบาลของประเทศประสบปัญหาการขาดแคลน ในขณะที่ภาระงาน การพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พยาบาลต้องปฏิบัติงานเกินเวลาปกติจากการศึกษา สถานการณ์ชั่วโมงการท างานของพยาบาลจากโรงพยาบาลสังกัดส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ พบว่าชั่วโมงการท างานของพยาบาลจากโรงพยาบาลทุกระดับ เฉลี่ยเท่ากับ 60.28 ชั่วโมง/สัปดาห์ และมีพยาบาลที่ท างานเกิน 12 ชั่วโมง/วันและมากกว่า 3 วัน/ สัปดาห์ ร้อยละ 25.2 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของพยาบาลทั้งหมด และยังพบว่ามีการจัดตารางเวร ล่วงหน้าแบบบังคับ และสถานบริการบางแห่งยังไม่ได้จัดระบบสนับสนุน การดูแลสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของพยาบาล ซึ่งไม่เป็นไปตามการประกาศของ สภาการพยาบาลและนโยบายกระทรวงสาธารณสุข (ธีรพร สถิรอังกูรและคณะ, 2562) การ บริหารจัดการก าลังคนพยาบาลที่เหมาะสม การสร้างสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานให้เกิดความ ปลอดภัยของผู้รับบริการและพยาบาลผู้ให้บริการมีความส าคัญที่ต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพ ดังกล่าว
27 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 4.5 แนวโน้มทิศทางระบบบริการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2565- 2569) กระทรวงสาธารณสุขได้ก าหนดเป็นกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ด้าน สาธารณสุข) ก าหนดวิสัยทัศน์ คือ “เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพที่รวมพลังสังคมเพื่อประชาชน สุขภาพดี” ภายใต้พันธกิจ “พัฒนาและอภิบาลระบบสุขภาพอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน” มุ่งให้ บรรลุเป้าหมาย “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข และระบบสุขภาพที่ยั่งยืน” ทั้งนี้ ได้ ก าหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพภายใต้ 4 Excellence Strategies ได้แก่ 1) P&P Excellence 2 ) Service Excellence 3 ) People Excellence แ ล ะ 4 ) Governance Excellence ซึ่งประกอบด้วย 16 แผนงานหลัก 48 โครงการ แบ่งออกเป็น 4 ระยะๆ ละ 5 ปี คือ ระยะที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 เป็นระยะของการปฏิรูประบบสุขภาพ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2565-2569 เป็น ระยะของการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพ ระยะที่ 3 พ.ศ. 2570-2574 เป็นระยะของการ ก้าวสู่ความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และระยะที่ 4 พ.ศ. 2575-2579 เป็นระยะของการเติบโตก้าวสู่ การเป็นประเทศที่มีระบบสุขภาพติดอันดับเป็นที่ 1-3 ของเอเชีย ท าให้กระทรวงสาธารณสุขต้องมี การปฏิรูปในทุกมิติ โดยมีสาระส าคัญของปริมาณที่เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับภารกิจของส่วน ราชการที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้ 4.5.1 ด้านระบบบริหารจัดการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบาย ผลักดันให้มีการก าหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพ และมีกลไกการท างานในรูปแบบเขต สุขภาพโดยได้มีการด าเนินการโดยหลายหน่วยงานทั้งในกระทรวงสาธารณสุขและนอกกระทรวง สาธารณสุข แต่ยังไม่มีหน่วยงานหลักในการก าหนดนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จึงท าให้ไม่ มีการประสานงานและการบูรณาการเท่าที่ควร อีกทั้งการจัดบริการด้านสาธารณสุขในเขต กรุงเทพมหานครและเขตภูมิภาคทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นส่วนภูมิภาค และภาค ประชาชนต่างมีการด าเนินการที่แตกต่างกัน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้การปฏิรูปด้านระบบ บริหารจัดการสุขภาพ โดยมีกลไกการท างานในรูปแบบเขตสุขภาพ กระจายอ านาจให้เขตสุขภาพ มีหน้าที่และอ านาจในการบริหารแผน ก าหนดเป้าหมายในระยะที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนได้เล็งเห็นถึงความส าคัญ และพบ ปัญหาในการบริหารจัดการที่ยังไม่สามารถด าเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงได้ปรับปรุงการ ด าเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวฯ โดยการกระจายอ านาจให้เขตพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งใช้กลไกที่มีอยู่เช่น คณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ ระดับต าบล และระดับจังหวัด เข้ามาร่วมขับเคลื่อนในการก าหนด ทิศทางร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการกระจายอ านาจจากส่วนกลาง ไปสู่ระดับพื้นที่ โดยการมุ่งเน้นการจัดบริการของหน่วยบริการ ในลักษณะพวงบริการ การบริหาร งบประมาณ/เงินกองทุนของหน่วยในระดับเขตสุขภาพ โดยไม่ค านึงถึงแต่เพียงเขตสุขภาพของ กระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นเขตสุขภาพที่มีคณะกรรมการจากภาคประชาชนมาร่วมบริหารด้วย ซึ่งรูปแบบการพัฒนาระบบบริหารจัดการสุขภาพนี้ยังขาดการบูรณาการและการร่วมรับผิดชอบ ระหว่างหน่วยงานและท้องถิ่นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะระบบการจัดบริการพยาบาลจากสถาน
28 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข บริการพยาบาลสู่ชุมชน การเข้าถึงบริการพยาบาลของประชาชนยังมีความเหลื่อมล ้าในแต่ละเขต สุขภาพ จ าเป็นต้องมีการออกแบบการจัดบริการพยาบาลจากสถานบริการพยาบาลสู่ชุมชนเพื่อ ก าหนดเป็นแนวทางการด าเนินงานปฏิรูประบบริการพยาบาลของประเทศทั้งในสถานบริการ พยาบาลและในชุมชน ให้บรรลุตามนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับประเทศ เชื่อมโยงงาน การพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการจาก ภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการพยาบาลที่มีคุณค่าและมาตรฐาน 4.5.2 ด้านระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศสุขภาพ ปัจจุบันระบบการบริการ สุขภาพด้านสาธารณสุขได้มีการน าเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพของ การให้บริการมากขึ้น ตั้งแต่การท าทะเบียนคนไข้ การรักษาพยาบาลการวินิจฉัยโรคได้อย่าง รวดเร็วและแม่นย า นอกจากนี้ ยังใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ รวมทั้งงาน ทางการศึกษาค้นคว้า การรักษาคนไข้ด้วยระบบการรักษาทางไกล การน ามาประยุกต์ใช้ในส่วน ของระบบบริการทางการแพทย์แบบใหม่ (New Normal Medical Service) การรักษาออนไลน์ ผ่านระบบ VDO Call และส่งยาทางไปรษณีย์ ผ่านแนวคิดยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ลดความ แออัด ให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาในสถานการณ์โควิด-19 (อยู่บ้าน เว้นระยะห่าง) ลดค่าใช้จ่ายของ ผู้ป่วยและญาติเพิ่มขีดความสามารถการรักษา และน าเทคโนโลยีการรักษาส่งถึงบ้าน ซึ่งเป็นการ ขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์และสาธารณสุข 4.0 ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางน าระบบ สารสนเทศมาใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองและเป็นการสร้างวิถีการดูแล รักษาสุขภาพรูปแบบใหม่ ควบคู่กับระบบการแพทย์และสาธารณสุขทางไกล (Telemedicine, Telehealth) ส่งเสริมการท างานเชิงรุกทีมหมอครอบครัวและอาสาสมัครประจ าหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลตลอดช่วงชีวิต เท่าเทียมแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม การ น าระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศสุขภาพมาประยุกต์ใช้ ต้องมีการจัดท าระบบมาตรฐานของ ข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันมีข้อมูลหลายระดับ (Multiple layers) และมีความ ซับซ้อนมาก ซึ่งระบบสาธารณสุขยังขาดกลไกที่จะบูรณาการมาตรฐานข้อมูลในเรื่องเดียวกัน ที่ ต่างกันจากหลายหน่วยงานให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน แม้กระทั่งหน่วยงานภายในกระทรวง สาธารณสุขเอง ยังเกิดภาวะรั่วไหลของข้อมูล ข้อมูลไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากหลาย กรมอาจมีการจัดเก็บข้อมูลที่เหมือนกันแต่ไม่ได้มีการหารือกันโดยเฉพาะ ซึ่งอาจท าให้เกิดความ ซ ้าซ้อนของข้อมูลและเมื่อสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชนอาจท าให้เกิดความสับสนในตัวชุดข้อมูลได้ โดยเฉพาะชุดข้อมูลสารสนเทศทางด้านการพยาบาล ที่ต้องมีการด าเนินการให้เป็นไปตาม มาตรฐานการพยาบาลที่สภาการพยาบาลก าหนดตามกฎหมาย ต้องมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูล สารสนเทศทางการพยาบาลเพื่อออกแบบระบบบริการพยาบาลแบบใหม่ (New Normal in Nursing Service) แล ะระบบบริการพยาบาลหลังการร ะบาด (Next - New Normal in Nursing Service) เช่น ระบบการประเมิน การวินิจฉัยทางการพยาบาล การบันทึกกิจกรรมการ พยาบาล และการประเมินผลและส่งต่อ เป็นต้น แม้นว่าสภาการพยาบาลจะประกาศเรื่อง การ พยาบาลทางไกล (Tele-nursing) ที่สอดคล้องกับระบบสุขภาพแบบใหม่แล้วก็ตาม แต่การ ขับเคลื่อนการพยาบาลทางไกลยังต้องมีการพัฒนาให้สอดรับกับเป้าหมาย Smart Hospital ของกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นค าถามส าคัญว่าระบบบริการพยาบาลจะเป็นอย่างไรใน สถานการณ์ดังกล่าว ในการน าระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศสุขภาพมาใช้อย่างเหมาะสม โดย
29 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต้องมีการบูรณาการด าเนินการหลายภาคส่วน ระดับนโยบายและยุทธศาสตร์บริการพยาบาลของ ประเทศไทย 4.5.3 ด้านระบบบริการปฐมภูมิระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิถือเป็นรากฐาน ของระบบสาธารณสุข ซึ่งกระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ ครอบคลุมการบริการประชาชนจ านวนมาก ทั้งในเขตเมืองและชนบท อย่างไรก็ดี การบริการปฐมภูมิยังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจ านวนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน พยาบาลเวชปฏิบัติ ครอบครัวที่ไม่เพียงพอ คุณภาพของอาสาสมัครที่ยังต้องได้รับการอบรม ตลอดจนการบูรณา การฐานข้อมูลของผู้รับบริการในหน่วยปฐมภูมิให้มีความเชื่อมโยงกับสถานพยาบาลในระดับที่ สูงขึ้น ดังนั้น การปฏิรูปเพื่อยกระดับการบริการปฐมภูมิให้มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความแออัด ในการรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และสร้างความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขผ่านการ กระจายทรัพยากรและสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ ในช่วงที่ผ่านมาการด าเนินงานด้านบริการ ปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการจัดสรรให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลเวชปฏิบัติ ชุมชน พยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว และเจ้าหน้าที่ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิในจ านวนที่เหมาะสม ส่งเสริมการบูรณาการด าเนินงานที่สอดรับกันระหว่างองค์กรสุขภาพปฐมภูมิเพื่อเตรียมพร้อม รับมือกับการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีผ่านโปรแกรมการพูดคุย ส่วนตัวภายใต้ Application “คุยกับหมอ” ซึ่งถือเป็นโครงการบริการด้านสุขภาพทางไกล สามารถปรึกษาสุขภาพแบบส่วนตัวกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลเวชปฏิบัติ หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจ าคลินิกหมอครอบครัว ทั้งนี้ ปี 2563 มีจ านวนหน่วยบริการปฐมภูมิ และเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิทั้งสิ้น 1,991 แห่ง ครอบคลุมการให้บริการประชาชน 19,626,529 คน คิดเป็นร้อยละ 29.26 จากประชากรทั่วประเทศ และมีแนวโน้มการให้บริการที่ เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ยังประสบกับปัญหาความท้าทายของการขาดแคลนอัตราก าลังในแต่ละ วิชาชีพที่เหมาะสมตามบริบททางสาธารณสุขที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น จิตแพทย์ นักกายภาพบ าบัด เป็นต้น จากสภาพปัญหาดังกล่าว ต้องมีการวางแผนงานภารกิจด้านวิจัย พัฒนางานวิชาการ และก าหนดเป็นแนวทางจัดระบบริการพยาบาลให้กับพยาบาลวิชาชีพระบบสุขภาพปฐมภูมิ เนื่องจากพยาบาลวิชาชีพเป็นบุคคลากรในระบบสุขภาพที่มีจ านวนมากที่สุดและใกล้ชิดกับ ประชาชนดูแลประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยประยุกต์การน ารูปแบบพยาบาลผู้ก าหนด ทิศทาง (Nurse Navigator) ของต่างประเทศมาบูรณาร่วมกับการท างานกับทีมสหวิชาชีพ ใน การสรรหาและจัดสรรทรัพยากรทางสุขภาพให้กับประชาชนได้เข้าถึงอย่างเป็นธรรม ลดความ เหลื่อมล ้าของการได้รับบริการทางสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อทิศทางและเป้าหมายของประเทศ ด้านสาธารณสุข เช่น รูปแบบบริการพยาบาลในการก าหนดทิศทางการได้รับการดูแลเท้าที่เป็น แผลของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน การสรรหาและจัดสรรทรัพยากรทางสุขภาพ ได้แก่ แพทย์ นัก กายภาพบ าบัดในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านตามสภาวะของโรค เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้าง มูลค่าเพิ่มของการพยาบาล และลดค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพอย่างชัดเจน 4.5.4 ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โรคที่เกิดจาก พฤติกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการป่วยและ เสียชีวิตของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุส าคัญมาจากการด าเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ การ บริโภคอาหารรสหวานจัด ไขมันสูง หรือเค็มจัด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ขาดการ
30 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกก าลังกาย ผนวกกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย โดยในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ (Aged Society) กล่าวคือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจากการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 30 ของคน ไทยก่อนที่จะเข้าสู่วัยเป็นผู้สูงอายุ ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณค่า และคุณภาพ (Active Ageing) ในอนาคต โดยเฉพาะในมิติด้านสุขภาพและความมั่นคงทางด้าน รายได้ ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรค และการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องปฏิรูประบบการสร้างเสริมสุขภาพและการ ป้องกันโรคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีและเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ในอนาคต (Active Ageing) อันจะน าไปสู่การลดภาระงบประมาณในการให้บริการสุขภาพของรัฐ และคนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยการมีสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้น ซึ่งมีความท้าทายที่ส าคัญในการบรรลุ เป้าหมายการพัฒนางานบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการด้านสุขภาพของคนไทยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการป่วย ด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 2) ปัญหาด้านสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเครียดในสังคมปัจจุบัน 3) ความความเสี่ยงของการเกิดโรคอุบัติใหม่อุบัติซ ้าที่ยากต่อ การควบคุมและป้องกันโรค และ 4) ความท้าทายในการจูงใจให้หน่วยงานภาครัฐผนวกแนวคิดการ สร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในโครงการ/กิจกรรมของหน่วยงาน เพื่อร่วมกับขับเคลื่อน การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคให้บรรลุเป้าหมาย โดยการก าหนดกลยุทธ์และรูปแบบ บริการพยาบาลให้เหมาะสมกับประชาชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มสุขภาพดี โดยต้องมีการบูรณาการ ด าเนินการหลายภาคส่วนในการจูงใจให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ให้เห็นความส าคัญและ ด าเนินการการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคซึ่งเป็นการศึกษาวิจัย การพัฒนางาน วิชาการที่ยากและซับซ้อนมากเป็นพิ เศษ และมีผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน เป็นการน า นโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศไทยด้านการสร้างเสริมสุขภาพสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง เช่น การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพการจัดการตนเองของพยาบาลและประชาชน การ พัฒนานวัตกรรมบริการด้านระบบบริการพยาบาลที่ส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้านสุขภาพ เป็นต้น 4.5.5 ด้านการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) กระทรวง สาธารณสุขได้ก าหนดทิศทาง การปฏิรูปที่มุ่งเน้นการกระจายอ านาจ และมอบอ านาจจาก ส่วนกลางสู่การบริหารจัดการที่ระดับเขต ก าหนดเป็นแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) โดยแบ่งพื้นที่เป็น 12 เขตสุขภาพ ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มจังหวัดครอบคลุมเขตละ 4-8 จังหวัด มีประชากรในความรับผิดชอบประมาณ 3-6 ล้านคน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบบริการ สุขภาพของสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ ตั้งแต่สูงกว่าตติยภูมิ ตติยภูมิ ทุติยภูมิ ปฐมภูมิ และส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงบริการ สุขภาพที่มีคุณภาพ มาตรฐานและเป็นธรรม การปรับบทบาท ภารกิจและกลไกการท างานใหม่ใน รูปของเขตสุขภาพ มอบอ านาจให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้บริหารสูงสุดระดับ เขต และมีคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้บริหารของสถานบริการสาธารณสุขภายในเขตสุขภาพ นั้น ๆ เพื่อรองรับการท างานของเขตสุขภาพให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ มีการบริหาร จัดการแบบเบ็ดเสร็จภายในเขต ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ตลอดจนการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทุกสายงานให้สอดรับกับทิศทางการ
31 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาความเป็นเลิศของบริการสุขภาพทุกสาขา (Excellence Centre) การยกฐานะสถาน บริการสาธารณสุขตามการเติบโตของเศรษฐกิจ สังคมและประชากรในพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเขต สุขภาพนั้น ๆ ท าให้หน่วยงานการพยาบาลในสถานบริการพยาบาลและในชุมชนของสถานบริการ สุขภาพแต่ละระดับต้องมีการพัฒนาศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเพื่อพัฒนายกระดับการบริการพยาบาล อย่างต่อเนื่องในการให้บริการทางการแพทย์สมัยใหม่ เช่น การจัดระบบบริการพยาบาลการปลูก ถ่ายอวัยวะ การจัดระบบบริการพยาบาลกัญชาทางการแพทย์ การจัดระบบริการพยาบาลผู้ป่วย ระยะกลาง (Intermediate Care) การจัดระบบบริการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยแบบ One Day Surgery เป็นต้น จะเห็นได้ว่ารูปแบบการให้บริการพยาบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แบบก้าวกระโดดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ จึงควรก าหนดแนวทางปฏิบัติ ทางการพยาบาลด้านระบบบริการพยาบาล ที่สอดรับกับบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ และ ปัญหาที่มีผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม และแนว โน้มการ เปลี่ยนแปลงของปัญหาสุขภาพของประชาชนไทย และเป็นผู้น าการเปลี่ยนแปลง คิดค้น นวัตกรรมทางด้านบริการพยาบาล เพื่อปกป้องภัยคุกคามด้านสุขภาพ และพัฒนาภาวะสุขภาพ ของประชาชนอย่างมีประสิทธิผล 4.5.6 ด้านก าลังคนทางการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขให้ความส าคัญ กับก าลังคนด้านสุขภาพ ได้ก าหนดกรอบอัตราก าลัง กรอบงบประมาณ และแผนก าลังคนตาม การจัดบริการโดยเขตสุขภาพ โดยให้เขตสุขภาพบริหารจัดการภายในเขต ก าลังคนทางการ พยาบาลเช่นกันที่ต้องมีการบริหารจัดการภายในเขต เมื่อเขตสุขภาพมีการปรับระบบบริการ สุขภาพที่มุ่งเน้นระบบบริการเฉพาะด้าน (Service Delivery) ระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข็มแข็ง ให้ ป ร ะ ช า ช น ค น ไ ท ย มี ห ม อป ร ะ จ าตัว 3 ค น ร ะ บ บ บ ริ ก า ร ก้ า ว ห น้ าด้ า น Environment, Modernization and Smart Service (EMS) ระบบ เศรษฐกิจสุขภาพ ดังนั้นระบบบริการ พยาบาลต้องมีการปรับเปลี่ยน เป็นระบบบริการพยาบาลที่เฉพาะทาง เฉพาะโรคมากขึ้น ระบบ บริการพยาบาลปฐมภูมิต้องเข็มแข็งขึ้น และมีการน าเทคโนโลยีมาใช้ในระบบบริการพยาบาลมาก ขึ้น ระบบบริการพยาบาลดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการก าลังคนทางการพยาบาลด้านปริมาณ เพิ่มมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ยังต้องการก าลังคนทางการพยาบาลที่มุ่งเน้นด้านคุณภาพเพิ่ม มากขึ้น แนวโน้มก าลังคนทางการพยาบาลต้องมีการผสมผสานอัตราก าลัง (Skill Mix) ระหว่าง พยาบาลวิชาชีพกับผู้ช่วยพยาบาล ทั้งในระบบบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพ และระบบ บริการพยาบาลปฐมภูมิ พยาบาลต้องมีความรู้ ทักษะ ความสามารถปฏิบัติการพยาบาลที่เฉพาะ ทางมากขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยี และสร้างองค์ความรู้ นวตกรรมทางการพยาบาล อีกทั้งมีภาวะ ผู้น าในการพัฒนาระบบบริการพยาบาลให้ก้าวทันต่อระบบสุขภาพที่ปรับเปลี่ยน ผู้บริหารการ พยาบาลต้องสามารถบริหารจัดการองค์กรพยาบาลให้เป็นองค์กรแห่งความสุข บริหารบริการ พยาบาลให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร และมีผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่ชัดเจน บรรลุเป้าหมายให้ ประชาชนสุขภาพดีลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพิ่มคุณค่าบริการพยาบาลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ เกิดเศรษฐกิจสุขภาพได้
32 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนที่4 แผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565-2569 “บริการพยาบาลเป็นเลิศ เพิ่มคุณค่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พยาบาลมีความสุข เพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชน” 1. มีบริการพยาบาลที่มีคุณภาพในระดับชาติ นานาชาติ 2. มีระบบบริการพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3. ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพตนเอง 4. พยาบาลไทยมีความสุขในการท างาน 1. พัฒนาบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพและในระบบปฐมภูมิให้มีคุณภาพที่เป็นเลิศ 2. ยกระดับระบบบริการพยาบาลด้วยงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาล โดยใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล 3. เสริมสร้างบทบาทพยาบาลในการให้บริการพยาบาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ นานาชาติ 4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการจัดการสุขภาพ ตนเองของประชาชน 5. เสริมสร้างระบบ/ กลไกการบริหารจัดการด้วยธรรมาภิบาลสู่ความสุขและคุณภาพการ ท างานพยาบาล วิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธกิจ
33 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข บริการพยาบาลเป็นเลิศ หมายถึง การจัดบริการพยาบาลที่ตอบสนองกับความต้องการด้าน สุขภาพของประชาชน และคาดการณ์แนวโน้มบริการพยาบาลวิถีอนาคตที่ได้คุณภาพ มีกระบวน ประกัน และประเมินคุณภาพการพยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาลทั้งในสถานบริการสุขภาพ และในชุมชน สามารถเทียบเคียงคุณภาพกับสถานบริการพยาบาลชั้นน าทั้งในและต่างประเทศ 1.1 ระบบบริการพยาบาลวิถีอนาคต หมายถึง การจัดระบบบริการพยาบาลที่ ตอบสนองต่อสถานการณ์สุขภาพที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น การเข้าสู่ สังคมสูงอายุ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการ การระบาดของโรคอุบัติ ใหม่อุบัติซ ้า การเกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 1.2 ระบบเทียบเคียงคุณภาพบริการพยาบาล หมายถึง วิธีการในการวัด และ เปรียบเทียบผลลัพธ์การบริการพยาบาล และวิธีการปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงาน ตนเอง และหน่วยงานอื่น เพื่อใช้ในการปรับปรุงหน่วยงานตนเอง อย่างเป็น ระบบ โดยมีศูนย์ข้อมูลในการเทียบเคียงและการเป็นสมาชิก 1.3 สถานบริการพยาบาลชั้นน า หมายถึง องค์กรพยาบาลได้รับการประเมิน คุณภาพการพยาบาล จากองค์กรภายนอกที่น่าเชื่อถือ ด้วยมาตรฐานระดับ สากล เช่น มาตรฐาน HA, JCI, ISO, TQA, PMQA เป็นต้น สามารถเป็นคู่ เทียบ แบบอย่าง ให้กับองค์กรพยาบาลอื่น ๆ ได้ เพิ่มคุณค่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง การยกระดับคุณภาพบริการพยาบาลทั้งในสถาน บริการสุขภาพ และในชุมชน ด้วยการน าเทคโนโลยีดิจิทัล มาปรับใช้ในงานบริการพยาบาล เช่น Smart Phone Application, AI, Cloud Data System, Electronic Device เป็นต้น พยาบาลมีความสุข หมายถึง พยาบาลมี การรับรู้ ทัศนคติ พึงพอใจ ในการท างานจากการ บริหารจัดการด้านบุคลากรจากองค์กรพยาบาลด้วยหลักธรรมาภิบาล และเสริมสร้างบรรยากาศ ในองค์กรให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่ในสวัสดิภาพการท างาน ให้มีความปลอดภัย ท างานใน สภาพแวดล้อมการท างานที่เหมาะสมทั้งทางกายภาพ และจิตสังคม รวมทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่ การงาน ซึ่งสะท้อนผลความสุขในลักษณะความผูกพันต่อองค์กร หรือการคงอยู่ในองค์กร โดย สามารถวัดค่าความสุขด้วยเครื่องมือ Happinometer (กระทรวงสาธารณสุข, 2564) สุขภาวะที่ดีของประชาชน หมายถึง ประชาชน ผู้รับบริการพยาบาลทั้งในกลุ่มดี กลุ่มเสี่ยง และ กลุ่มป่วย ในสถานบริการสุขภาพ และในชุมชน ได้รับการดูแลสุขภาพ ให้สามารถฟื้ นหาย ชะลอความเสื่อม ลดภาวะแทรกซ้อน หรือความพิการ และได้รับการสนับสนุนจากพยาบาลให้ สามารถจัดการสุขภาพตนเองได้ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นิยามวิสัยทัศน์
34 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แผนปฏิบัติการด้านบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 – 2569 ได้จากการ วิเคราะห์ผลการด าเนินการรอบแผนที่ผ่านมา และวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของการบริการพยาบาล ของประเทศ ได้กลยุทธ์ทั้งหมด 5 กลยุทธ์โดยมีแผนงานทั้งสิ้น 17 แผนงาน ดังนี้ ประกอบด้วย 3 แผนงาน ดังนี้ เร่งรัดพัฒนาระบบบริการพยาบาลวิถีอนาคต ตามมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล พัฒนาระบบ รูปแบบบริการพยาบาลที่เป็นเลิศตามนโยบายด้านสุขภาพ เร่งรัดการพัฒนาระบบเทียบเคียงคุณภาพบริการพยาบาลในระดับชาติและนานาชาติ ประกอบด้วย 4 แผนงาน ดังนี้ หนุนเสริมการท างานเชิงวิชาชีพในระบบบริการพยาบาลปฐมภูมิ พัฒนาระบบ รูปแบบการพยาบาลปฐมภูมิให้เป็นเลิศตามมาตรฐานวิชาชีพการ พยาบาล เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการจัดการ สุขภาพตนเองของประชาชน เร่งรัดการพัฒนาระบบเทียบเคียงคุณภาพบริการพยาบาลปฐมภูมิ กลยุทธ์ที่1 ขับเคลื่อนความเป็นเลิศของระบบบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพ กลยุทธ์ที่2 พัฒนาความเข้มแข็งของระบบบริการพยาบาลปฐมภูมิ
35 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 3 แผนงาน ดังนี้ ส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล เร่งรัดการน าเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้การบริหารบริการพยาบาล สนับสนุนการน างานวิจัยมาใช้ในการบริการพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 3 แผนงาน ดังนี้ เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายทางการพยาบาล พัฒนาความร่วมมือของเครือข่ายทางการพยาบาลทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายทางการพยาบาล กลยุทธ์ที่3 ส่งเสริมการพัฒนาวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลที่ท้าทายกับปัญหาสุขภาพโลก กลยุทธ์ที่4 เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ
36 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 4 แผนงาน ดังนี้ พัฒนาภาวะผู้น าของพยาบาล ให้เป็นที่ยอมรับระดับชาติ และนานาชาติ ขับเคลื่อนการบริหารจัดการองค์กรด้วยธรรมาภิบาล สนับสนุนการบริหารก าลังคนทางการพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสริมองค์กรพยาบาลให้เป็นองค์กรสุขภาวะ องค์กรหรือหน่วยงานในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านบริการพยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่6) พ.ศ. 2565 – 2569 องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการบริการ พยาบาลระดับประเทศ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565-2569 สู่การปฏิบัติ ในระดับต่าง ๆ มีบทบาทหน้าที่ ดังนี้ ระดับประเทศ หมายถึง หน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ก าหนดนโยบาย และควบคุมก ากับ คุณภาพและมาตรฐานการพยาบาลของประเทศ ได้แก่ กองการพยาบาล และหน่วยงานอื่นที่ เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรวิชาชีพ อาทิ สภาการพยาบาล สมาคม พยาบาลแห่งประเทศไทยฯ มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการบริการ พยาบาลฯร่วมกับองค์กรพยาบาลระดับปฏิบัติการในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนาที่ค านึงถึงความ ต้องการของประชาชนเป็นหลัก ระดับเขต หมายถึง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลระดับเขตสุขภาพที่มา จากทุกจังหวัด โดยมีประธานคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลระดับเขตสุขภาพ (CNO-R) มีบทบาทหน้าที่น าแผนปฏิบัติการด้านการบริการพยาบาลฯสู่การปฏิบัติ ควบคุม ก ากับ และติดตามประเมินผลในภาพรวมของเขตสุขภาพ ระดับองค์กรพยาบาล หมายถึง กลุ่มการพยาบาล/กลุ่มภารกิจบริการพยาบาล/ องค์กรพยาบาลในสถานบริการสุขภาพทุกระดับ มีบทบาทหน้าที่น าแผนปฏิบัติการด้านการบริการ พยาบาลฯ สู่การปฏิบัติ ควบคุม ก ากับ และติดตามประเมินผลในภาพรวมขององค์กร ทั้งนี้แผนปฏิบัติการทั้ง 5 กลยุทธ์17 แผนงานมีรายละเอียดดังนี้ กลยุทธ์ที่5 พัฒนาระบบบริหารจัดการบุคลากรพยาบาลให้เกิดความสุขและคุณภาพในงานการ พยาบาลพยาบาล
37 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 3 แผนงาน ดังนี้ เร่งรัดพัฒนาระบบบริการ พยาบาลวิถีอนาคต ตาม มาต รฐานวิชาชีพ ด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาระบบ รูปแบบ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ที่ เป็นเลิศตามนโยบาย ด้านสุขภาพ เ ร่ ง รั ด ก า ร พั ฒ น า ร ะ บ บ เ ที ย บ เ คี ย ง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาลของประเทศ มีระบบบริการพยาบาลวิถี อนาคตที่ปรับใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลในการบริการมาก ขึ้น 1) ห น่ ว ย บ ริ ก า ร พ ย า บ า ลใ น ส ถ า น บริการสุขภาพมีการ น าระบบ หรือรูปแบบ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ที่ เป็นเลิศตามนโยบาย ด้านสุขภาพ มี ร ะบบ เทียบ เคีย ง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาลของประเทศ 2) ประชาชนได้รับ บริการพยาบาลที่มี คุณภาพเป็นเลิศ ร้อยละขององค์กรพยาบาลที่ มีกา รจัดบ ริกา รพย าบ าล สอดรับกับวิถีอนาคต ร้ อ ย ล ะ ค ว า ม ส า เ ร็ จ ของการพัฒนาระบบ ห รื อ รู ป แ บ บ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ที่ เ ป็ น เ ลิ ศ ต า ม น โ ย บ า ย ด้ า น สุขภาพ ร้ อ ย ล ะ ข อ ง อ ง ค์ ก ร พ ย า บ า ล ที่ใ ช้ ข้ อ มู ล เทียบเคียง ร้อยละความพึงพอใจ ข อ ง ผู้ ใ ช้ บ ริ ก า ร พยาบาล จ า น ว น ส ม า ชิ กศู น ย์ เทียบ เคีย งคุณภ าพ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ระดับประเทศ กลยุทธ์ที่1 ขับเคลอื่นความเป็นเลิศของระบบบริการพยาบาลในสถานบริการสุขภาพตัวชี้วัดเป้าหมา ย
38 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 3 แผนงาน 4 โครงการ ดังนี้ โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 เร่งรัดพัฒนาระบบบริการพยาบาลวิถีอนาคต ตามมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล • พั ฒ น า ระบบกลไกการ ขับเคลื่อนการ จั ด บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล วิ ถี อนาคตในกลุ่ม ผู้รับบริการใน ส ถ า น บ ริ ก า ร สุขภาพ • พั ฒ น า ส นั บ ส นุ น ก า ร ด า เนินกา ร จั ด บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ต า ม แ น ว ท า ง ก า ร จั ด บ ริ ก า ร พยาบาลวิถี อ น า ค ต ใ น เขตสุขภาพ • พั ฒ น า ด า เนินก า ร จั ด บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ต า ม แ น ว ท า ง ก า ร จั ด บ ริ ก า ร พยาบาลวิถี อ น า ค ต ใ น สถานบริการ สุขภาพ ร้ อ ย ล ะ อ ง ค์ ก ร พ ย า บ า ล ที่ จั ด บ ริ ก า ร พยาบาลโดย ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล 50 60 70 80 90 ร้ อ ย ล ะ ขององค์กร พ ย า บ า ล ที่ จั ด บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล ที่ เพิ่มคุณค่า ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ สุขภาพ 50 55 60 65 70 • พัฒนากลไก ก า ร นิ เ ท ศ ติดตาม ก ากับ ส นั บ ส นุ น ก า ร จั ด บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล วิ ถี อนาคต • ขับเคลื่อน ก า ร น า ร ะ บ บ นิ เ ท ศ ติ ด ต า ม ก า กั บ ก า ร จัดบริการ พ ย าบ าล วิถีอนาคต สู่ ก า ร ปฏิบัติ •น า ร ะ บ บ นิ เ ท ศ ติ ด ต า ม ก ากับ การ จัดบริการ พ ย า บ า ล วิถีอนาคต สู่ ก า ร ป ฏิ บั ติ อย่าง เป็น รูปธรรม ร้ อ ย ล ะ ขององค์กร พ ย า บ า ล ที่ ด า เนินก า ร นิ เ ท ศ ติ ด ต า ม ก ากับ กา ร จั ด บ ริ ก า ร พยาบาลวิถี อนาคต 70 75 80 85 90
39 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 •พัฒนาระบบ/ รูปแบบบริการ พยาบาลที่เป็น เ ลิ ศ ต า ม น โ ย บ า ย ข อ ง ประเทศ • ส่งเสริม สนับสนุน และบูรณา ก า ร ก า ร พั ฒ น า ร ะ บ บ / รู ป แ บ บ บ ริ ก า ร พยาบาลที่ เ ป็ น เ ลิ ศ สอดคล้อง กั บ บ ริ บ ท ข อ ง เ ข ต สุขภาพ พั ฒ น า ร ะ บ บ / รู ป แ บ บ บ ริ ก า ร พยาบาลที่ เ ป็ น เ ลิ ศ สอดคล้อง กั บ บ ริ บ ท น โ ย บ า ย ของสถาน บ ริ ก า ร สุขภาพ * จ า น ว น ร ะ บ บ รู ป แ บ บ บ ริ ก า ร พยาบาลที่ เป็น เลิศใน ส ถ า น บ ริ ก า ร สุขภาพ *นับสะสม 13 26 39 52 65 พั ฒ น า ร ะ บ บ / รู ป แ บ บ บ ริ ก า ร พยาบาลที่ เ ป็ น เ ลิ ศ สอดคล้อง กั บ บ ริ บ ท ของชุมชน *จ า น ว น รู ป แ บ บ บ ริ ก า ร พยาบาลที่ เป็น เลิศใน ชุมชน *นับสะสม 13 26 39 52 65
40 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 • พัฒนาระบบ เ ที ย บ เ คี ย ง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาล สนับสนุน การใช้ระบบ สารสน เทศ เทียบ เคียง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาลใน เขตสุขภาพ • น าร ะบบ สารสน เทศ เทียบ เคียง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล สู่ การปฏิบัติ ร ะ ดั บ ความส าเร็จ ข อ ง ก า ร พัฒนาระบบ สารสน เทศ ใ น ก า ร เทียบ เคียง ก า รพัฒน า บ ริ ก า ร พยาบาล ออก แบบ ระบบ พัฒนา ระบบ ทดลอง ใช้ระบบ ปรับปรุง ระบบ ขยาย ผลและ เพิ่ม กลุ่ม สมาชิก สนับส นุ น ก า ร น า ผ ล ก า ร เทียบเคีย งไปใช้ใน ก า ร พั ฒ น า ง า น บ ริ ก า ร พยาบาล ใ น เ ข ต สุขภาพ • น า ผ ล ก า ร เทียบเคียง ไปใช้ในการ พัฒนางาน บ ริ ก า ร พยาบาล ร้อ ย ล ะ ของสถาน บ ริ ก า ร สุขภาพเป็น สมาชิกผู้ใช้ ร ะ บ บ สารสนเทศ เทียบเคียง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาล 30 40 50 60 70
41 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หนุนเสริมการ ท างานเชิงวิชาชีพ ในระบบบริการ พยาบาลปฐมภูมิ พั ฒ น า ร ะ บ บ รู ป แ บ บ ก า ร พ ย า บ า ล ป ฐ ม ภู มิใ ห้ เ ป็ น เ ลิศ ตามมาตรฐาน วิ ช า ชี พ ก า ร พยาบาล เสริมสร้างความ เ ข้ ม แ ข็ ง ข อ ง เ ค รื อ ข่ า ย ทุ ก ภาคส่วนในการ ส นั บ ส นุ น ก า ร จัดการสุขภาพ ต น เ อ ง ข อ ง ประชาชน เ ร่ ง รั ด ก า ร พั ฒ น า ร ะ บ บ เ ที ย บ เ คี ย ง คุณภาพบริการ พ ย า บ า ล ป ฐ ม ภูมิของประเทศ เกิดบริการ พยาบาลปฐมภูมิที่ มีสะท้อนบทบาท เชิงวิชาชีพ งานบริการ พยาบาลปฐม ภูมิมีคุณภาพ เป็นเลิศ เกิดระบบบริการ พ ย า บ า ล ที่ ประชาชนมีส่วน ร่ ว ม ใ น ก า ร จัดการสุขภาพ ตนเอง ร้อยละของ หน่วยบริการ พยาบาลปฐม ภูมิ ที่ผ่านการ ประเมิน มาตรฐานการ บริการพยาบาล ตามเกณฑ์ ร้อยละของ ผู้ใช้บริการ พยาบาลกลุ่ม ป่วยได้รับการ ส่งเสริมการ จัดการสุขภาพ ตนเอง ร้อยละของ ผู้ป่วยในชุมชน สามารถจัดการ สุขภาพตนเอง ได้ กลยุทธ์ที่2 พัฒนาความเขม้แข็งของระบบบริการพยาบาลปฐมภูมิเป้าหมา ยตัวชี้วัด
42 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 3 แผนงาน 4 โครงการ ดังนี้ โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 แผนงานที่1 หนุนเสริมการท างานเชิงวิชาชีพในระบบบริการพยาบาลปฐมภูมิ • พัฒนา ระบบ รูปแบบ การ บริการ พยาบาล ปฐมภูมิ ที่สะท้อน บทบาท เชิง วิชาชีพ การ พยาบาล • สนับ สนุน การน ารูป แบบการ บริการปฐม ภูมิที่สะท้อน บทบาทเชิง วิชาชีพการ พยาบาลสู่ การปฏิบัติใน เขตสุขภาพ • พัฒนางาน บริการ พยาบาล ด้วย รูปแบบ การบริการ ปฐมภูมิที่ สะท้อน บทบาทเชิง วิชาชีพการ พยาบาล • ร้อยละของ ผู้ใช้บริการ พยาบาล ปฐมภูมิ สามารถ จัดการ สุขภาพ ตนเอง 50 55 60 65 70 •ส่งเสริม การ พัฒนา งาน บริการ สุขภาพ ปฐมภูมิ ด้วย บริการ พยาบาล วิถีอนาคต •ส่งเสริม การพัฒนา งานบริการ สุขภาพ ปฐมภูมิ ด้วยบริการ พยาบาลวิถี อนาคตใน เขต สุขภาพ •พัฒนางาน บริการ สุขภาพ ปฐมภูมิ ด้วยบริการ พยาบาลวิถี อนาคต • ร้อยละของ ผู้รับบริการ ในหน่วย บริการ สุขภาพปฐม ภูมิที่เข้าถึง บริการ พยาบาลวิถี อนาคต 50 55 60 65 70
43 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 แผนงานที่2 พัฒนาระบบ รูปแบบการพยาบาลปฐมภูมิให้เป็นเลิศตามมาตรฐานวิชาชีพการ พยาบาล พัฒนา ระบบ รูปแบบการ พยาบาล ด้านปฐม ภูมิที่เป็น เลิศ สอดคล้อง กับนโยบาย สุขภาพ ปฐมภูมิ และปัญหา สุขภาพใน พื้นที่ พัฒนา และส่งเสริม การน าระบบ รูปแบบการ พยาบาล ด้านปฐมภูมิ ที่เป็นเลิศ สอดคล้อง กับนโยบาย สุขภาพปฐม ภูมิ และ ปัญหา สุขภาพใน เขตสุขภาพ พัฒนา และ ด าเนินการน า ระบบ รูปแบบการ พยาบาลด้าน ปฐมภูมิที่ เป็นเลิศ ที่ สอดคล้อง กับ นโยบาย สุขภาพปฐม ภูมิ และ ปัญหา สุขภาพใน หน่วยบริการ ปฐมภูมิ *จ านวน ระบบ หรือ รูปแบบบริการ พยาบาลใน ระบบบริการ พยาบาลปฐม ภูมิ *นับสะสม 13 26 39 52 65 พัฒนา ระบบการ ประกัน คุณภาพ การบริการ พยาบาลใน ชุมชน พัฒนา และส่งเสริม การน าระบบ การประกัน คุณภาพ การพยาบาล ในชุมชนลงสู่ การปฏิบัติใน เขตสุขภาพ พัฒนา และด าเนิน การน าระบบ การประกัน คุณภาพการ พยาบาลปฐม ภูมิลงสู่การ ปฏิบัติใน องค์กร พยาบาล ร้อยละของ หน่วยบริการ พยาบาลปฐมภูมิ มีผลการประเมิน คุณภาพการ พยาบาลในชุมชน ตามเกณฑ์ที่ ก าหนด (คะแนน ประเมินอยู่ระหว่าง ร้อยละ 40-60) 5 0 55 60 65 70 พัฒนา ต้นแบบ การ พยาบาลใน ชุมชนที่ สอดคล้อง กับปัญหา และนโยบาย สุขภาพ พัฒนา และส่งเสริม การน าต้น แบบการ พยาบาลใน ชุมชนที่ สอดคล้องกับ ปัญหาและ นโยบายของ เขตสุขภาพ พัฒนา และด าเนิน การน าต้น แบบการ พยาบาลใน ชุมชนที่ สอดคล้องกับ ปัญหาและ นโยบายของ หน่วยบริการ *จ านวน ต้นแบบการ พยาบาลใน ชุมชน *นับสะสม ฐาน ตั้งต้นจากเขต สุขภาพละ 1 ต้นแบบ 12 24 36 48 60
44 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 แผนงานที่3 เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการจัดการ สุขภาพตนเองของประชาชน พัฒนา ระบบกลไก การจัดการ สุขภาพ ตนเองของ ประชาชน กลุ่มเป้าหม าย พัฒนา และสร้าง เสริมการน า ระบบ รูปแบบการ พยาบาลใน การจัดการ สุขภาพ ตนเองของ กลุ่มผู้ป่วย โรคไม่ติดต่อ เรื้อรังใน ชุมชนสู่การ ปฏิบัติในเขต สุขภาพ พัฒนาและ ด าเนินการน า ระบบ รูปแบบการ พยาบาลใน การจัดการ สุขภาพ ตนเองของ กลุ่มผู้ป่วย โรคไม่ติดต่อ เรื้อรังใน ชุมชนสู่การ ปฏิบัติใน กลุ่มงาน/ งาน ที่ เกี่ยวข้อง *จ านวน รูปแบบการ พยาบาลใน การจัดการ สุขภาพตนเอง ของกลุ่ม ผู้ป่วยโรคไม่ ติดต่อเรื้อรัง ในชุมชน *จ านวน กลุ่มผู้ป่วยโรค ไม่ติดต่อ เรื้อรังสามารถ จัดการ สุขภาพตนเอง ได้ *นับสะสม ฐานตั้งต้น จากเขต สุขภาพละ 1 รูปแบบ/ กลุ่ม ผู้ป่วย 12 12 24 24 36 36 48 48 60 60 พัฒนา ระบบ รูปแบบการ จัดบริการ พยาบาล การดูแล ต่อเนื่อง ระหว่าง โรงพยาบา ลและชุมชน พัฒนา และส่งเสริม การน าระบบ รูปแบบการ จัดบริการ พยาบาลการ ดูแลต่อเนื่อง ระหว่าง โรงพยาบาล และชุมชนลง สู่การปฏิบัติ ในเขต สุขภาพ พัฒนาและ ด าเนินการน า ระบบ รูปแบบการ จัดบริการ พยาบาลการ ดูแลต่อเนื่อง ระหว่าง โรงพยาบาล และชุมชนลง สู่การปฏิบัติ ในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จ านวน รูปแบบการ จัดบริการ พยาบาลการ ดูแลต่อเนื่อง ระหว่าง โรงพยาบาล และชุมชน *นับสะสม ฐานตั้งต้น จากเขต สุขภาพละ 1 รูปแบบ 12 24 36 48 60
45 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โครงการ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับองค์กร 2565 2566 2567 2568 2569 แผนงานที่4 เร่งรัดการพัฒนาระบบเทียบเคียงคุณภาพบริการพยาบาลปฐมภูมิของประเทศ •พั ฒ น า ร ะ บ บ เทียบเคียง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาลใน ชุ ม ช น ระดับปร ะ เ ทศ สนับสนุน การใช้ระบบ สารสนเทศ เทียบเคียง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาลใน ชุมชนของ เขตสุขภาพ น า ร ะ บ บ สารสนเทศ เทียบ เคียง คุ ณ ภ า พ บ ริ ก า ร พยาบาลใน ชุมชนลงสู่ กา รปฏิบัติ ใ น ห น่ ว ย บริการ ระดับ ความส าเร็จ ของการ พัฒนาระบบ สารสนเทศใน การ เทียบเคียง การพัฒนา บริการ พยาบาลใน ชุมชน ระดับประเทศ ออก แบบ ระบบ พัฒนา ระบบ ทดลอง ใช้ระบบ ปรับปรุง ระบบ ขยาย ผลและ เพิ่ม กลุ่ม สมาชิก สนับสนุน การน าผล การ เทียบเคียง ไปใช้ในการ พัฒนางาน บริการ พยาบาลใน เขตสุขภาพ น าผลการ เทียบเคียง ไปใช้ในการ พัฒนางาน บริการ พยาบาล ร้อยละของ กลุ่มงาน/ งานการ พยาบาลใน ชุมชน เป็น สมาชิกผู้ใช้ ระบบ สารสนเทศ เทียบเคียง คุณภาพ บริการ พยาบาล 30 40 50 60 70
46 กองการพยาบาล ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมการพัฒนางานวิจัย แ ล ะ น วั ต ก ร ร ม ท า ง ก า ร พยาบาล เ ร่ ง รั ด ก า ร น า เทคโนโลยีดิจิทัลมา ใ ช้ ก า ร บ ริ ห า ร บริการพยาบาล ส นั บ ส นุ น ก า ร น า งานวิจัยมาใช้ในการ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล อย่างเป็นรูปธรรม มีบริการพยาบาลที่เพิ่มคณุค่าทางเศรษฐกิจด้วยงานวิจัย นวัตกรรม หรือ เทคโนโลยีดิจิทัล องค์กรพยาบาลมีการน าระบบดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการทางการพยาบาล องค์กรพยาบาลมีการน างานวิจัยมาใช้ในการให้บริการพยาบาล ประชาชนได้รับบริการพยาบาลที่ตอบสนองความต้องการ และยกระดับ คุณภาพชีวิต ร้อยละขององค์กรพยาบาลที่มี ผลงานวิจัย/ นวตกรรมที่ท้า ทาย ยกระดับคุณภาพบริการ พยาบาล ร้อยล ะขององค์กร พ ย า บ า ล ที่ น า เทคโนโลยีดิจิทัลมา ใ ช้ ใ น ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ท า ง ก า ร พยาบาล ร้อยละขององค์กร พยาบาลที่มีการน า งานวิจัยใช้ในการ สนับสนุนระบบริกา รพยาบาลอย่างมี ประสิทธิภาพ ร้อยละของประชาชน กลุ่ม เป้ าห ม ายที่ใ ช้ บ ริ ก า ร พ ย า บ า ล มี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หมายเหตุ: ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย หมายถึง ผู้ใช้บริการพยาบาลที่ใช้บริการพยาบาลตาม รูปแบบ หรือแนวทางที่พัฒนาด้วยงานวิจัย นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีดิจิทัล กลยุทธ์ที่3 ส่งเสรมิการพัฒนาวจิัย นวัตกรรมทางการพยาบาล ที่ท้าทายกับ ปัญหาสุขภาพโลกตัวชี้วัด