The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ รหัสวิชา สค13101 ระดับประถม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สกร.ปัตตานี, 2020-08-07 02:47:23

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ระดับประถม

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ รหัสวิชา สค13101 ระดับประถม

Keywords: อิสลาม

กล่มุ สานักงาน กศน. จงั หวัดชายแดนใต้
สานักงาน กศน.

กระทรวงศกึ ษาธิการ



คานา

ชุดการเรยี นรโู้ ปรแกรมวิชาเลือกอสิ ลามศกึ ษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 3 หมวดวิชา ประกอบด้วย 1) หมวดวิชาศาสนา ได้แก่รายวิชาอัลกุรอาน
อัลฮะดิษ อัลอากีดะฮฺ อัลฟิกฮฺ 2) หมวดวิชาสังคม ได้แก่ อัตตารีด อัลอัคลาก 3) หมวดวิชาภาษา ได้แก่
ภาษามลายู ภาษาอาหรับ รายวิชาดังกล่าวจัดทาขึ้นเพ่ือให้ผู้สอน และผู้นาไปใช้เป็นแนวทางในการจัด
กระบวนการเรียนรู้ สาหรับผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาดังกล่าว ในลักษณะการเรียนรู้แบบบูรณาการ
โดยการศกึ ษาในความรดู้ ว้ ยตนเอง สอบถามผรู้ ทู้ างด้านศาสนา และเรยี นรูจ้ ากโต๊ะครใู นเน้อื หาทยี่ าก

ชุดการเรียนรูด้ งั กล่าวพฒั นามาจากโครงสรา้ งหลกั สูตรโปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา โดยคณะ
ผู้จัดทาได้พยายามศึกษา รวบรวมสาระจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยคานึงถึงความ
สอดคล้องของผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้เป็นหลัก ได้แก่
จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อาเภอของจังหวัดสงขลา (อาเภอจะนะ เทพา นาทวี
สะบ้ายอ้ ย) เป็นสาคัญ อย่างไรก็ตามชุดการเรยี นรดู้ ังกลา่ วอาจจะยงั ไมส่ มบรู ณ์ จาเป็นต้องได้รับการปรับแก้
หลังจากการนาไปทดลองใช้เป็นระยะ ๆ กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างย่ิงว่า
จะได้รับคาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขให้สามารถนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้อย่างมคี วามสขุ ต่อไป

ขอขอบคุณสานักงาน กศน. สานักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี
ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา กศน.อาเภอ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ นายกสมาคม
สถาบันศึกษาปอเนาะ สานักงานศึกษาธิการภาค 8 ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน
ประจาสถาบันศึกษาปอเนาะ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่มีส่วนช่วยผลักดันให้โปรแกรมวิชาเลือก
อิสลามศกึ ษารายวิชาตา่ ง ๆ สาเรจ็ ลุลว่ งด้วยดี

กลมุ่ สานกั งาน กศน.จงั หวัดชายแดนใต้
พฤษภาคม 2560

สารบญั หนา้

บทท่ี 1 อลั -อิสลาม 1
บทที่ 2 การชาระทาความสะอาด 5
บทท่ี 3 การละหมาด 16
บทที่ 4 ซากาต 33
บทที่ 5 การถือศลี อด 42
บทที่ 6 การประกอบพิธีฮจั ย์ 47
บทที่ 7 ฮกู มซัรอยี ์ 55

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 1

บทท่ี 1

อลั -อิสลาม

ความหมาย

อสิ ลาม คอื การเคารพภักดีต่ออลั ลอฮแฺ ละรอซูลพรอ้ มละทิ้งสงิ่ ทห่ี ้าม

ความสาคัญ

1.อิสลามเป็นศาสนาท่ีแท้จรงิ ของอัลลอฮฺ

2.อิสลามเปน็ ศาสนาถูกประทานใหแ้ กม่ วลมนุษยช์ าติท้งั ปวง

3.อิสลามเป็นศาสนาเดยี วที่ทรงอัลลอฮฺยอมรับและทรงรับรอง

4.อสิ ลามเปน็ กฎหมายหรือ รฐั ธรรมนญู ในการดาเนินชวี ติ

หลักการอิสลามมี 5 ประการ

1. การกล่าวคาปฏญิ าณตนว่า ُ‫َذُ أَ ُْْ لَُ اٌِ َُٗ اِلُا الل‬ٙ‫أَ ْش‬

ฉันขอปฏิญาณวา่ ไม่มีพระเจ้าอนื่ ใดท่ีควรแก่การอบิ าดะฮฺนอกจากอลั ลอฮ
ِ‫ ُي الُل‬ْٛ ‫َذُ أَ اُْ ِ َؽ ّّ ًذا َسع‬ٙ‫أَ ْش‬َٚ

และฉนั ขอปฏญิ าณวา่ มฮู ัมหมดั เป็นรอซลู ของอัลลอฮ

2.การละหมาด
การละหมาดถกู บญั ญตั ใิ หป้ ฏิบตั เิ ป็นกิจวตั รวนั ละ 5 เวลา
1. ละหมาดศบุ ฮฺ (ร่งุ อรุณ ) มี 2 รอกาอตั
2. ละหมาดซฮุ รี (บ่าย) มี 4 รอกาอัต
3. ละหมาดอัศรี (เยน็ ) มี 4 รอกาอัต
4. นมาซมัฆริบ (หลงั ตะวันตกดนิ ) มี 4 รอกาอัต
5. นมาซอซี าอฺ (ดึก) มี 4 รอกาอตั

3. การถือศีลอดในเดอื นรอมาฎอน
การถือศีลอดเป็นหลักปฏิบัติอีกประการหน่ึง ซ่ึงอิสลามกาหนดให้มุสลิมทุกคนที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและมี
สุขภาพแขง็ แรงสมบูรณ์ท้ังชายหญิงมหี นา้ ทีต่ อ้ งปฏิบัตเิ ป็นเวลา 29 – 30 วนั ในเดือนรอมาฎอนซ่ึงเป็นเดือนที่เก้าตาม
ปฏิทินอิสลาม
4.การจา่ ยซากาต

1.ซากาตฟฏิ ร์
2.ซากาตค้าขาย
3.ซากาตเงนิ และทองคา
4.ซากาตปศสุ ัตว์
5.ซากาตผลผลิตทางการเกษตร
6. ซากาตแร่และทรัพยท์ ีม่ ีคา่ ซึ่งถกู ขุดพบ
5. การทาฮัจย์
การทาฮจั ย์ คอื การเดนิ ทางไปปฏิบตั ิศาสนกจิ ที่นครมกั กะห์ในเดือนซุลฮจิ ญะฮ์ตามวนั เวลาและสถานท่ีท่ีถูก
กาหนดไว้ หลักการข้อนี้ถอื เป็นหนา้ ทีส่ าหรับมสุ ลิมท้ังชายหญิงทุกคนท่ีมีความสามารถในดา้ นร่างกาย ทรัพย์สนิ และ
เสน้ ทางการเดินทางมีความปลอดภัย

2 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

หลักฐาน

ทา่ นรอซลู ได้กลา่ วว่า
،‫ وصوم رمضان‬،‫ وإيتاء الزكاة‬،‫ وإقام الصلاة‬،‫ شهادة أن لا إله إلا الله وأن محمدا رسول الله‬: ‫"بني الإسلام على خمس‬
‫وحج البيت" رواه البخاري ومسلم‬

ความวา่ “ศาสนาอิสลามถูกสร้างขึ้นบน 5 หลักการ คอื การกล่าวคาชะฮาดะฮ์
)‫ (أشهد أن لا إله إلا الله وأشهد أن محمدا رسول الله‬การละหมาด 5 เวลา การจา่ ยซากาต การถือศลี อด
การประกอบพธิ ีฮัจย์

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา 3

ใบความร้ทู ี่ 1
เรอ่ื ง อลั -อิสลาม

อัล-อิสลาม
ความหมาย
อิสลาม คือ การเคารพภักดตี ่ออัลลอฮแฺ ละรอซลู พรอ้ มละท้ิงสง่ิ ท่หี ้าม
ความสาคัญ
1.อสิ ลามเปน็ ศาสนาที่แท้จรงิ ของอลั ลอฮฺ
2.อสิ ลามเปน็ ศาสนาถูกประทานให้แก่มวลมนุษย์ชาตทิ ้งั ปวง
3.อิสลามเป็นศาสนาเดยี วท่ีอัลลอฮฺทรงยอมรับและทรงรบั รอง
4.อสิ ลามเปน็ กฎหมายหรือรฐั ธรรมนูญในการดาเนนิ ชวี ิต
หลักการอสิ ลามมี 5 ประการ
1. การกล่าวคาปฏิญาณตนว่า
2.การละหมาด
3. การถอื ศลี อดในเดอื นรอมาฎอน
4.การจา่ ยซากาต
5. การทาฮจั ย์

ชื่อ.................................................สกลุ .......................................................กล่มุ ...............................

4 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

ใบงานที่ 1
เรื่อง อลั -อสิ ลาม

คาช้แี จง : ให้ผ้เู รียนตอบคาถามใหถ้ ูกทส่ี ดุ
1. จงให้ความหมายของคาว่า อลั -อสิ ลาม
.........................................................................................................................................................................................
................................................................................. .................................................................................................... ....
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
2. จงอธบิ ายความสาคัญของอิสลามมาอย่างน้อย 2 ขอ้
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

3. หลักการอสิ ลามมีทง้ั หมดก่ีประการ อะไรบ้าง
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

4. มสุ ลมิ ถูกบญั ญตั ิใหถ้ ือศีลอดในเดอื นท่เี ทา่ ไรตามปฏทิ นิ อิสลาม
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

5. จงใหค้ วามหมายของการทาฮัจย์
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................

ชอ่ื .................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศกึ ษา 5

บทที่ 2

การชาระทาความสะอาด

‫ ( الطهارة‬อตั -เฏาะฮาเราะฮ์ )

ความหมาย

เฎาะฮาเราะฮ์ คือ การทาความสะอาดตามศาสนบัญญัติ ท่ีจะอนุญาตให้ปฏิบัติละหมาดได้ ได้แก่ การ
อาบนา้ ละหมาด การอาบน้าวาญิบ การตะยัมมมุ และการชาระล้างนาญีสที่ซาเราะบังคับ

เฏาะฮาเราะฮ์ ( ‫اسج‬ٙ‫ )اٌط‬ความหมายตามคาอธิบายศัพท์ ภาษาอาหรับแปลว่า ความสะอาดและปราศจาก
ส่ิงสกปรกทั้งทม่ี องเหน็ ได้และมองเหน็ ไม่ได้ ซ่ึงอาจแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท

1.ความสะอาดภายนอก ซ่ึงจะต้องทาความสะอาดโดยการทาวูฎุอ์ (อาบน้าละหมาด) และทาฆุสลุ(อาบน้า
ชาระรา่ งกาย) นอกจากนี้เครอ่ื งนงุ่ ห่ม รา่ งกายและสถานทก่ี ็ตอ้ งมีความสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกโสมมด้วย

2.ความสะอาดภายใน ซึ่งจะต้องทาความสะอาดใจให้ปลอดจากคุณลักษณะท่ีไม่พึงประสงค์ต่างๆเช่น การชี
รกิ (ต้งั ภาคีต่ออลั ลอฮฺ) การกูฟรุ (การปฏิเสธศรัทธา) การหยิง่ ถอื ตัว การหลงตัวเอง การอิจฉาริษยา การตลบแตลง การ
โอ้อวดฯลฯ และเติมเตม็ หัวใจดว้ ยคุณลกั ษณะ ทพี่ ึงประสงค์ตา่ งๆเชน่ การยดึ มั่นกบั อลั ลอฮอฺ งค์เดียว การศรัทธา การมี
สัจจะ การบริสุทธิ์ใจ มั่นใจและการมอบตนต่ออัลลอฮฺ ฯลฯซ่ึงจะกระทาส่ิงต่างๆเหล่านี้ได้ด้วยการเตาบะฮ์(ขออภัย
โทษ กลบั ตวั กลบั ใจ) อสิ ตฆิ ฟาร(ขอลแุ ก่โทษ)และการราลึกอัลลอฮฺอย่เู สมอ

น้าสะอาด
1. นา้ เป็นสง่ิ สาคญั ตอ่ การดารงชวี ิตของมนุษย์ และสตั ว์
2. น้าทีส่ ามารถนามาใชใ้ นการทาความสะอาดตามศาสนบัญญตั ิมี 7 ชนิด ไดแ้ ก่
1. นา้ บอ่ 2. นา้ คลอง 3. นา้ ทะเล 4. น้าตานา้
5. นา้ ฝน 6. นา้ คา้ ง 7. น้าหมิ ะ

ประเภทของนา้
นา้ แบง่ ออกเปน็ 4 ประเภท ดังนี้
1.น้ามุตะนจั ญสิ (‫ (متنجس‬คือนา้ ทปี่ นเป้ือนกับนาญสี
2.น้ามุฏลัก )‫(مطلق‬คือน้าท่ีสะอาดในตัวของมัน และสามารถนาไปใช้ทาความสะอาดสิ่งอ่ืนๆได้ เช่น น้าบ่อ

น้าบาดาล นา้ ฝน น้าแขง็ น้าจากทะเลหรือแมน่ า้ เป็นต้น
3.น้ามุซัมมัส)‫ (مشمس‬คือน้าร้อนท่ีเกิดจากการถูกเผาของแสงอาทิตย์ การใช้น้าประเภทน้ีเพื่อการอาบน้า

ละหมาดและชาระรา่ งกาย อิสลามถือว่ามกั รหู (เป็นการกระทาท่ไี ม่สนบั สนุน)
4.นา้ มุสตัอฺมัล)‫ (مستعمل‬คือนา้ ทถ่ี กู ใชใ้ นการอาบน้าละหมาดหรอื อาบนา้ ํุนบุ แล้ว

6 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

นาญีสและวธิ ีการชาระลา้ งนาญีส
ความหมาย

นาญสี หมายถึง สิง่ สกปรกในทศั นะของศาสนบญั ญัติ

ประเภทของนาญสี และวธิ ีทาความสะอาด
นาญสี แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ได้แก่ :-
1.นาญีสเบา ) ‫( مخففة‬ตัวอย่างเช่น ป๎สวะของทารกเพศชายท่ีมีอายุไม่เกิน 2 ปี และไม่รับประทานอาหาร

ประเภทอืน่ นอกจากนมแม่
- วิธที าความสะอาด ใหเ้ อาน้ามาพรมในสว่ นทีเ่ ป้ือนนาญสี เทา่ น้ัน

2.นาญีสปานกลาง ( ‫( متوسطة‬ตัวอย่างเช่น เลือด หนอง อาเจียน ป๎สสาวะ อจุ จาระและอ่ืนๆ
- วิธีทาความสะอาด ต้องชาระสี รส และกลน่ิ ใหห้ มด

3.นาญสี หนัก (‫ )مغلظة‬ตวั อย่างเชน่ สุนขั หมู และสิง่ ท่ีออกมาจากสัตวท์ ั้งสอง
วิธีทาความสะอาด คือ ใหล้ า้ งกับนา้ ปนดนิ 1 คร้ัง หลงั จากนัน้ ให้ล้างกบั นา้ สะอาดอีก 6 คร้ัง

ความสาคญั ในการชาระลา้ งนาญีส คือ
1. นาญสี เปน็ สงิ่ สกปรกเม่ือชาระลา้ งนาญสี แล้วจะทาใหป้ ลอดภยั จากเชอ้ื โรค
2. หลังการชาระล้างนาญีสหมดสิ้นไปทาให้ร่างกายสะอาดส่งผลให้จิตใจสะอาดแจ่มใสและสามารถปฏิบัติ

ศาสนกิจได้

การอิสตนิ ญาอ์ (การชาระสง่ิ โสโครก)

ความหมาย
อสิ ตนิ ญาอ์ คอื การชาระสิง่ ทีอ่ อกมาจากสองรูทวาร(อุจจาระหรือ ป๎สสาวะ)ให้สะอาดโดยการเช็ด ด้วยก้อน

หนิ ก้อนดนิ หรือใบไม้ เปน็ ตน้
การทาความสะอาดนาญิสโดยท่ัวไปแล้วจะใช้น้า แต่ในกรณีที่หาน้าไม่ได้ จะใช้ดิน หิน ทาความสะอาด

แทนก็ได้ การชาระด้วยวิธีนี้เรียกว่า อิสตินญาอ์ คือ การชาระอุจจาระ ป๎สสาวะด้วยหินหรือดินแทนน้า แต่ถ้าหาก
ร่างกาย เสื้อผ้า เคร่ืองนุ่งห่ม และสถานที่เป้ือนนาญิสดังกล่าว เราจะต้องชาระนาญิสให้สะอาดหมดจดด้วยน้าเพียง
อยา่ งเดียว เมอ่ื ร่างกายของเราสะอาดปราศจากนาญสิ แล้ว เราก็สามารถท่จี ะประกอบอามัลอิบาดะฮ์ได้ เช่น การ
ละหมาด การประกอบพธิ ีฮัจย์ อ่านอลั กรุ อาน และอนื่ ๆ
ความสาคัญ

1.ทาใหร้ า่ งกายสะอาด
2.ทาให้มีสขุ ภาพสมบูรณ์แข็งแรง
3.ปอู งกนั จากโรคภัยต่างๆ
4.สามารถปฏบิ ตั ิศาสนกจิ
อปุ กรณ์ในการอสิ ตนิ ญาอ์

สิ่งทสี่ ะอาดเชน่ กอ้ นหนิ กอ้ นดนิ หรอื ใบไมเ้ ปน็ ตน้

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 7

วธิ กี ารปฎบิ ัติในการอสิ ตนิ ญาอ์
1. ชาระส่ิงทอี่ อกมาจากสองรูทวาร(อุจจาระหรือ ปส๎ สาวะ)ด้วยมอื ซ้าย

2.ชาระอจุ จาระ ป๎สสาวะดว้ ยหนิ หรือดินแทนน้า)นน้ั ต้องใช้กอ้ นหนิ เชด็ อย่างนอ้ ยจานวน 3 กอ้ น แตถ่ า้ ยังไม่
สะอาดก็ให้เพิ่มจานวนไปอกี และสุนตั (สง่ เสรมิ )ให้สนิ้ สดุ ดว้ ยจานวนคี่ เชน่ สาม หรอื หา้ เปน็ ตน้ แตก่ ารล้าง
ด้วยน้า ถือวา่ ดีทสี่ ดุ เพราะว่าน้าสามารถทาให้สะอาดได้อยา่ งหมดจดทีส่ ดุ

สถานท่หี ้ามอุจจาระและ ปัสสาวะ

1. บนถนนและในร่มทผ่ี คู้ นหยุดพกั
2. ในรสู ัตวต์ า่ งๆ
3. ใต้ตน้ ไม้ทม่ี ผี ลไมอ้ ยู่บนตน้
4. ตามสายนา้ ลาธาร
5. และสถานทอี่ น่ื ๆ ซึ่งเปน็ สถานทท่ี ่ผี คู้ นใชป้ ระโยชนก์ นั

วฎู ุอ์

มุสลิมทุกคนต้องอาบน้าละหมาดทุกคร้ังก่อนทาการละหมาด เพราะการละหมาดโดยปราศจากน้าละหมาด
แลว้ ถอื วา่ การละหมาดนั้นเปน็ โมฆะ และไมไ่ ด้รับผลบญุ
ความหมายของวุฎุอฺ

วูฎอุ ์ มีความหมายในเชิงภาษาวา่ ความงาม และบรสิ ทุ ธ์ิ
วฎู ุอ์ มคี วามหมายเชิงศาสนบัญญัติ คือ การใช้น้าเพื่อล้างอวัยวะที่กาหนด และด้วยวิธีการที่กาหนด โดยเริ่ม
จากการล้างหนา้ และสิ้นสุดด้วยการล้างเทา้ ทงั้ สองขา้ ง
วุฎุอ หมายถึง การอาบน้าละหมาด หรือ การยกหะดัษเล็ก มุสลิมทุกคนต้องละหมาด และก่อนที่จะทา
การละหมาดน้นั ต้องอาบน้าละหมาดกอ่ น

บทบัญญตั ิ
บทบัญญตั ิในเร่ืองการทาวฎู ุอ์ ไดป้ รากฏหลักฐานจากอลั กรุ อาน ซนุ นะฮ? และอิจญมาอ์

หลักฐานจากอัลกรุ อาน

ُِٓ ١ْ َ‫ُا ٌْ َى ْؼث‬ٌَِٝ‫أَ ْسظٍَى ُُْإ‬َٚ ُُْ ‫ ِعى‬ْٚ ُ‫اُتِش‬ْٛ ‫ُا ِْ َغؽ‬َٚ ُ‫ُا ٌْ َّ َشافِ ِك‬ٌَِٝ‫َى ُُْإ‬٠‫ ِذ‬٠ْ َ‫أ‬َٚ ُُْ ‫َ٘ى‬ْٛ ‫ظ‬ُٚ‫ا‬ْٛ ٍ‫ُاٌ اصلاَ ِجُفَا ْغ ِغ‬ٌَِٝ‫اُإِ َراُل ّْر ُُْإ‬ْٛ َِٕ ‫ َُٓآ‬٠ْ ‫َاُاٌا ِز‬ُٙ٠ّ َ‫َاأ‬٠

ความว่า "ศรัทธาชนท้ังหลาย ถ้าพวกเจ้าต้องการจะละหมาด ก็จงล้างใบหน้าให้ทั่วของพวกเจ้า มือของพวก
เจา้ จนถงึ ข้อศอก จงเช็ดศรี ษะของพวกเจ้า และลา้ งเท้าของพวกเจ้าจนถึงตาต่มุ ท้งั สอง" (อลั มาอดี ะฮฺ โองการท่ี 6)
หลักฐานจากซนุ นะฮ์

ทา่ นนบศี อลลลั ลอฮูอาลัยฮวี าซลั ลมั ได้กลา่ ววา่
ٞ‫اٌرشِز‬ٚ ‫د‬ٚ‫ دا‬ٛ‫أت‬ٚ ٍُ‫ِغ‬ٚ ٞ‫اٖ اٌثخاس‬ٚ‫ اضُؤَ " س‬َٛ َ‫ر‬٠َ ٝ‫َ ْمثًَُ اللُ َصلاَُجَ أَ َؼ ِذو ُْ إِ َرا أَ ْؼ َذ َزُ َؼرا‬٠ َ‫" ُل‬

ความวา่ "อัลลอฮจฺ ะไมท่ รงรับการละหมาดของคนใดในพวกท่าน เม่ือเขามีหะดัษ (ร่างกายไม่สะอาด) จนกว่า
เขาจะอาบน้าละหมาดเสียก่อน" รายงานโดยบูคอรีย์ มุสลิม อาบูดาวูด และตรั มซี ยี ์
อิจมาอ์ (มติเอกฉันทน์ ักวชิ าการฟิกฮ์)

บรรดานักวิชาการฟิกฮ์มีความพ้องต้องกันต้ังแต่ในอดีตจวบจนป๎จจุบัน ว่าการอาบน้าละหมาดนั้นเป็น
ข้อบัญญตั ใิ หป้ ฏิบัติ

8 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

ฟัรฎู (สง่ิ ทจ่ี าเป็น) สาหรับการอาบนา้ ละหมาด
1. การตั้งเจตนา โดยให้ต้ังเจตนาขณะล้างหน้า
2. ลา้ งใบหน้าใหท้ ว่ั ต้งั แต่จดุ สงู สดุ ของหนา้ ผากไปจนถงึ ส่วนใต้สุดของคางตามยาว และต้ังแต่ต่ิงหูขวา ถึงติ่ง
หซู ้ายตามขวาง
3. ลา้ งมอื ทั้งสองข้างจนถงึ ขอ้ ศอก
4. เชด็ ศรี ษะ
5. ลา้ งเท้าทง้ั สองข้างพรอ้ มตาตมุ่
6. ทาตามลาดบั และตอ่ เน่ือง

สนู ตั ตา่ งๆ ของการอาบน้าละหมาด
- การกลา่ ว บสิ มลิ ลาฮฺ
- การแปรงฟ๎น
- ล้างมอื ทัง้ สองขา้ งก่อนอาบน้าละหมาด
- การสดู น้าเข้าจมูก และสั่งออกสามครง้ั
- การเสยเครา
- การถูซอกนิว้
- การล้างอวัยวะสามครง้ั
- การเริ่มทาทางขวาก่อน
- การถู
- การเช็ดใบหทู ั้งสอง
- การประหยดั นา้
- การอ่านดุอาหลงั อาบนา้ ละหมาด

ข้ันตอนและวิธีการอาบน้าละหมาดหรอื ทาวฎู ุอ์
1. กล่าว “ُ١‫”تغُ الل اٌشؼّٓ اٌشؼ‬

2. ลา้ งมอื ทงั้ สองจนถงึ ขอ้ มอื 3 ครง้ั
3. เอาน้าบ้วนปากและสูดเข้าจมกู แล้วบ้วนออก และสั่งออกตามลาดับ 3 คร้ัง
4. ล้างใบหน้าใหท้ ่วั 3 คร้งั
5. ล้างมือขวาพรอ้ มท้งั ข้อศอก 3 คร้งั
6. ล้างมอื ซา้ ยพรอ้ มทง้ั ขอ้ ศอก 3 คร้ัง
7. เชด็ ศีรษะให้ทั่ว พร้อมกบั หู 1 ครั้ง
8. ล้างเท้าขวารวมทัง้ ตาตุ่ม 3 ครงั้
9. ลา้ งเทา้ ซ้ายรวมทงั้ ตาตุ่ม 3 ครงั้
10. กลา่ วดุอาอฺ

"ُٗ ٌٛ‫ َسع‬َٚ ُٖ‫َُذ أَ اُْ ِ َؽ اّ ًذا َػ ْثذ‬ٙ‫أَ ْش‬َٚ ُٗ ٌَ ‫ َُه‬٠ْ ‫ ْؼ َذُٖ ُلَ َش ِش‬َٚ ُ‫َُذ أَ ُْْ ُلَ إٌِٰ َُٗ إِ ُلا الل‬ٙ‫"أَ ْش‬

ความสาคัญของการทาวฎู อุ คือ : ทาใหบ้ าปออกจากร่างกาย
หลังจากทาวฎู ุอ์ควรอา่ นดอุ าอฺ ดงั นี้

ٓ٠ْ ‫ِّ ِش‬ٙ‫ُ ِِ َُٓ ا ٌْـّرَ َط‬ْٟ ٍِْٕ ‫ا ْظ َؼ‬َٚ َُٓ ١ْ ِ‫ات‬َٛ ‫ ِِ َُٓ اٌرا‬ُْٟ ٍِْٕ ‫ اُ ا ْظ َؼ‬ٌٍّٙ‫ا‬

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 9

สิ่งทที่ าใหเ้ สียนา้ ละหมาด สิ่งทีท่ าใหน้ า้ ละหมาดเสียมี 6 ประการ ดงั น้ี
1. เสียสติหรือวิกลจริต
2. นอนหลบั
3. สมั ผัสระหวา่ งผูห้ ญงิ กับผ้ชู าย
4. มอื ไปแตะหรือสัมผัสอวัยวะเพศ
5. มบี างสิ่งบางอย่างออกจากกบุ ุล (อวัยวะเพศ) หรือดบุ ุร (รูทวาร)
6. มรุ ตดั (ตกจากศาสนา)

การทาตะยัมมมุ

ความหมาย
ตะยัมมุม มคี วามหมายเชงิ ภาษาวา่ “การมุ่ง”
ตะยัมมุม มีความหมายเชิงศาสนบัญญัติ คือ การมุ่งเอาดินฝุนท่ีสะอาด เพื่อใช้ลูบหน้าและมือท้ังสอง โดย

ตั้งใจเพื่อแทนการใชน้ า้ ในการอาบน้าละหมาด หรอื อาบน้าวาญบิ
ความสาคญั ของตะยมั มุม

ตะยัมมมุ นัน้ เป็นความสะดวกทอ่ี ัลลอฮทฺ รงประทานแก่อุมมัตของท่านนบีมูฮัมมัดเท่านั้น เพ่ือแทนการอาบน้า
ละหมาด และการอาบน้าวาญิบ ในกรณีไม่มนี า้ หรือไม่สามารถใชน้ ้าได้
กฏเกณฑ์ท่ยี อมให้ทาตายัมมมุ ได้มี 5 ประการ

1. มีเหตุขัดข้อง ที่ยอมให้ทาตายัมมุมได้ เช่น การเดินทางท่ีขาดแคลนน้า หรือสงวนน้าไว้ เพื่อให้ด่ืมทั้งคน
และสตั ว์ท่ตี ดิ ตามไป หรือการเจ็บปวุ ยที่แน่ใจว่า การใชน้ า้ นนั้ จะทาใหโ้ รคกาเริบข้ึนได้ หรอื หายล่าชา้

2. ตอ้ งแนใ่ จว่าเข้าเวลาของละหมาดน้นั ๆ กอ่ นจึงจะทาตายามุมได้
3. ใหค้ ้นหาน้าจนสุดความสามารถ ในบรเิ วณท่ีไมไ่ กลเกนิ ไปหลังจากเขา้ เวลาแล้ว
4. อุปสรรคในการใชน้ ้า เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายตามความเห็นของแพทย์ท่ีเชื่อถือได้ หรือจะ
ทาให้เกดิ ความเสียหายในทรัพย์สิน ขณะท่เี อาน้าไปใช้
5. ตอ้ งเป็นฝุนของดนิ ท่สี ะอาด ไมใ่ ช่ฝนุ ของแปงู หรือปูนและไม่ปะปนกับสิ่งอ่นื

บทบัญญัติ
บทบัญญตั ิวา่ ด้วยการตะยัมมุม ไดป้ รากฎหลักฐานจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และอจิ มาอ์

หลักฐานจากอัลกรุ อาน
ความว่า “หากพวกเจา้ ปวุ ยหรืออยู่ในการเดินทางหรือคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้ามาจากการถ่ายทุกข์ หรือมี

เพศสัมพนั ธ์กบั ภรรยา แลว้ พวกเจ้าไมพ่ บนา้ กจ็ งทาตะยัมมุมด้วยดินฝุนท่ีสะอาด ดังน้ันพวกเจ้าจงลูบใบหน้าของพวก
เจา้ และมอื ของพวกเจา้ แท้จรงิ อัลลอฮนฺ น้ั ทรงเปน็ ผอู้ ภัยและยกโทษให้เสมอ” (อนั นซิ าอฺ 43)

หลักฐานจากซนุ นะฮ์
ทา่ นนบีศอลลลั ลอฮูอาลัยฮีวาซลั ลัม ไดก้ ล่าวไวว้ ่า

"ُٖ‫س‬َٛٙ‫ اٌ اصلاَجُ فَ ِؼ ْٕ َذُٖ ط‬ُْٟ ِ‫َٕ َّا أَ ْد َس َو ُْد َسظلاًُ ِِ ُْٓ أ اِر‬٠ْ َ‫ فَؤ‬، ‫ ًسا‬َٛٙ‫ط‬َٚ ‫ َِ ْغ ِع ًذا‬ِٟ‫لأُ اِر‬َٚ ُْٟ ٌِ ‫َا‬ٍُّٙ ‫"ظ ِؼٍَ ِدُ الأَ ْس ُض و‬
‫اٖ أؼّذ‬ٚ‫س‬

ความว่า “แผ่นดินน้ีทุกแห่งถูกกาหนดให้เป็นสถานท่ีละหมาด และเป็นสิ่งใช้ทาความสะอาด สาหรับฉันและ
ประชาชาตขิ องฉัน ดังนั้นที่ใดก็ตามท่ีเวลาละหมาดได้มาถึงคนหนึ่งคนใดจากประชาชาติของฉันแล้ว ณ ท่ีน้ันมีส่ิงท่ีใช้
ทาความสะอาด” รายงานโดยอะฮฺมดั

10 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

อิจมาอ์ (มติเอกฉนั ท์นกั วชิ าการฟิกฮ์)
นักวิชาการฟิกฮฺมีความเห็นพ้องต้องกันว่า การตะยัมมุมน้ันเป็นฟ๎รฎูใช้แทนการอาบน้าละหมาด และการ

อาบนา้ วาญบิ
วธิ กี ารทาตะยัมมุม

ผู้ทจ่ี ะทาตะยัมมมุ จะต้องเริ่มด้วยการกลา่ ว * ُِ ١ْ ‫تِ ْغ ُِ الُلِ اٌ اش ْؼّ ُِٓ اٌ اش ِؼ‬
* เอามือท้ังสองตบฝนุ ที่สะอาดพร้อมกบั เนยี ต
* เอามือทีต่ บฝนุ ท้งั สองลูบที่ใบหนา้
* เอามือท้ังสองตบฝุนแล้วลูบท่ีมือท้ังสองจนถึงข้อมือ โดยเอามือซ้ายลูบมือข้างขวา และเอามือขวาลูบมือ
ขา้ งซ้าย
สาเหตตุ า่ งๆ ที่อนุญาตให้ตะยัมมมุ
1. เม่ือไม่พบนา้
2. ปวุ ย หรือมบี าดแผลท่ีไมส่ ามารถสัมผัสนา้ ได้
3. มนี ้าไมเ่ พียงพอสาหรับอาบน้าละหมาด หรอื อาบนา้ วาญบิ
สง่ิ ที่อนญุ าตใหก้ ระทาหลงั จากการตะยัมมุม
การตะยมั มมุ นั้นเปน็ การแทนการอาบนา้ ละหมาด และการอาบน้าวาญิบ ดังน้ันสิ่งใดที่อนุญาตให้ทาได้ เม่ือมี
น้าละหมาด หรืออาบน้าวาญิบแล้ว ส่ิงน้ันก็ถูกอนุมัติให้ปฏิบัติได้ด้วยการทาตะยัมมุม เช่น การละหมาด การฏอวาฟ
การจบั ตอ้ งคมั ภรี ์อลั กุรอาน และอ่ืนๆ
สง่ิ ทีท่ าให้เสียตะยมั มุม
1. เมอ่ื ทาในส่งิ ที่ทาใหเ้ สียนา้ ละหมาด
2. พบนา้ หรือสามารถใชน้ ้าได้
3. พน้ สภาพจากการเปน็ มสุ ลิม (มุรตัด)

ความแตกตา่ งระหว่างวูฎอุ ์ (อาบนา้ ละหมาด) กบั ตะยมั มมุ

1. การตะยมั มุมน้นั ต้องใชด้ นิ ทีส่ ะอาด สว่ นการอาบน้าละหมาดน้ันตอ้ งใช้น้าทสี่ ะอาด
2. ตะยมั มมุ น้นั เพื่อยกหะดษั เล็กและฮาดัษใหญ่ ส่วนนา้ ละหมาดน้ันเพื่อยกหะดษั เล็กเท่าน้ัน
3. อวัยวะท่ีใช้ในการตะยัมมุมนั้นมีสองประการ คือ ใบหน้า กับมือท้ังสองข้าง ส่วนอวัยวะในการอาบน้า
ละหมาดน้ันมี ใบหน้า ศรี ษะ มือ และเท้าทงั้ สองขา้ ง

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 11

ใบความรทู้ ่ี 2
เรอื่ ง การชาระทาความสะอาด (อตั -เฏาะฮาเราะฮ์)

การชาระทาความสะอาด (อตั -เฏาะฮาเราะฮ)์
ความหมาย
อัต-เฏาะฮาเราะฮ์ คือ การทาความสะอาดตามศาสนบัญญัติ ท่ีจะอนุญาตให้ปฏิบัติละหมาดได้ ได้แก่ การ

อาบน้าละหมาด การอาบนา้ วาญิบ การตะยัมมุม และการชาระลา้ งนาญสี

น้าสะอาด
1. นา้ เป็นสิ่งสาคญั ต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ และสัตว์
2. นา้ ท่สี ามารถนามาใช้ในการทาความสะอาดตามศาสนบัญญัติมี 7 ชนิด ได้แก่ น้าบ่อ น้าคลอง น้าทะเล

น้าตาน้า นา้ ฝน นา้ คา้ ง และนา้ หิมะ
ประเภทของน้า
นา้ แบ่งออกเปน็ 4 ประเภท ดังน้ี
1. น้ามตุ ะนัจญสิ ) คือน้าที่ปนเป้ือนกบั นาญีส
2. น้ามุฏลัก (คือน้าที่สะอาดในตัวของมัน และสามารถนาไปใช้ทาความสะอาดส่ิงอ่ืนๆได้ เช่น น้าบ่อ น้า

บาดาล น้าฝน นา้ แข็ง น้าจากทะเลหรือแม่นา้ เป็นต้น
3. น้ามุซัมมัส คือน้าร้อนท่ีเกิดจากการถูกเผาของแสงอาทิตย์ การใช้น้าประเภทนี้เพื่อการอาบน้าละหมาด

และชาระร่างกาย อิสลามถอื ว่ามกั รหู ฺ (เปน็ การกระทาทไี่ มส่ นับสนนุ )
4. น้ามุสตัอฺมลั คือนา้ ท่ถี กู ใช้ในการอาบนา้ ละหมาดหรอื อาบน้าํุนบุ แล้ว

นาญีสและวิธกี ารชาระล้างนาญสี
ความหมาย
นาญสี หมายถงึ ส่งิ สกปรกในทัศนะของศาสนบญั ญัติ
ประเภทของนาญสี และวธิ ีทาความสะอาด
นาญสี แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ :-
1. นาญีสเบา เช่น ป๎สสาวะของทารกเพศชายท่ีมีอายุไม่เกิน 2 ปี และไม่รับประทานอาหารประเภทอื่น

นอกจากนมแม่ วิธที าความสะอาด คอื ให้เอานา้ มาพรมในสว่ นทเ่ี ปื้อนนาญีสเท่านนั้
2. นาญีสปานกลาง เช่น เลือด หนอง อาเจียน ปส๎ สาวะ อุจจาระและอน่ื ๆ วิธที าความสะอาด คือ ต้องชาระสี

รส และกล่ิน ใหห้ มด
3. นาญีสหนัก เช่น สุนัข หมู และสิ่งท่ีออกมาจากสัตว์ทั้งสอง วิธีทาความสะอาด คือ ให้ล้างกับน้าปนดิน 1

ครงั้ หลงั จากน้นั ใหล้ า้ งกบั นา้ สะอาดอีก 6 ครัง้
ความสาคัญในการชาระลา้ งนาญีส
1. นาญีสเปน็ สิง่ สกปรก เม่อื ชาระล้างนาญสี แล้วจะทาให้ปลอดภัยจากเชอ้ื โรค

12 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

2. หลังการชาระล้างนาญีสหมดส้ินไป ทาให้ร่างกายสะอาดส่งผลให้จิตใจสะอาดแจ่มใสและสามารถปฏิบัติ
ศาสนกจิ ได้
การอิสตินญาอ์ (การชาระสงิ่ โสโครก)

ความหมาย
อสิ ตนิ ญาอ์ คอื การชาระส่ิงที่ออกมาจากสองรทู วาร (อุจจาระหรือป๎สสาวะ) ให้สะอาดโดยการเช็ด ด้วยก้อน
หนิ กอ้ นดนิ หรอื ใบไม้ เปน็ ต้น การทาความสะอาดนาญีสโดยท่ัวไปแล้วจะใช้น้า แต่ในกรณีท่ีหาน้าไม่ได้ จะใช้ดิน หิน
ทาความสะอาดแทนกไ็ ด้ แตถ่ ้าหากรา่ งกาย เส้อื ผา้ เครือ่ งนุง่ หม่ และสถานท่ีเป้ือน นาญีสดังกล่าว เราจะต้องชาระ
นาญีสให้สะอาดหมดจดด้วยน้าเพียงอย่างเดียว เมื่อร่างกายของเราสะอาดปราศจากนาญีสแล้ว เราก็สามารถที่จะ
ประกอบอามัลอิบาดะฮ์ได้ เชน่ การละหมาด การประกอบพธิ ีหจั ญ์ อ่านอัลกรุ อาน และอื่นๆ
ความสาคัญ
1. ทาใหร้ ่างกายสะอาด
2. ทาให้มีสขุ ภาพสมบรู ณแ์ ขง็ แรง
3. ปูองกันจากโรคภัยตา่ งๆ
4. สามารถปฏิบตั ิศาสนกิจ
อปุ กรณใ์ นการอิสตนิ ญาอ์
สง่ิ ทีส่ ะอาดเชน่ กอ้ นหนิ ก้อนดินหรือใบไม้เปน็ ต้น
วิธกี ารปฎบิ ตั ิในการอสิ ตนิ ญาอ์
1. ชาระส่ิงทีอ่ อกมาจากสองรทู วาร (อุจจาระหรือ ป๎สสาวะ) ดว้ ยมอื ซ้าย
2. ชาระอจุ จาระ ป๎สสาวะด้วยหินหรือดินแทนน้าน้ันต้องใช้ก้อนหินเช็ดอย่างน้อยจานวน 3 ก้อน แต่ถ้ายัง
ไมส่ ะอาดกใ็ ห้เพิม่ จานวนไปอกี และสนุ ตั (สง่ เสรมิ ) ให้สน้ิ สดุ ด้วยจานวนคี่ เช่น สาม หรอื หา้ เป็นต้น แต่การล้างด้วย
น้าถือว่าดีท่ีสุด เพราะวา่ นา้ สามารถทาให้สะอาดได้อยา่ งหมดจดทส่ี ุด
สถานท่หี า้ มอุจจาระและปส๎ สาวะ
1. บนถนนและในร่มท่ผี ู้คนหยุดพัก
2. ในรสู ัตว์ตา่ งๆ
3. ใต้ต้นไมท้ ีม่ ีผลไม้อยบู่ นต้น
4. ตามสายน้าลาธาร
5. และสถานท่อี ืน่ ๆ ซึง่ เปน็ สถานทท่ี ผ่ี ู้คนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ช่อื .................................................สกลุ .......................................................กล่มุ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 13

ใบงานท่ี 2
เรอ่ื ง การชาระทาความสะอาด (อัต-เฏาะฮาเราะฮ์)

คาช้ีแจง : ใหผ้ เู้ รียนตอบคาถามใหถ้ ูกทส่ี ดุ
1. จงให้ความหมายของคาวา่ อตั -เฏาะฮาเราะฮ์
.............................................................................................................................................. ...........................................
...................................................................................................................... .............................................
............................................................................................................................. ............................................................
...................................................................................................................................................... .............

2. นา้ มีท้งั หมดกีป่ ระเภท อะไรบ้าง
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ............................................................
...................................................................................................................................................................

3. น้าท่ีสามารถนามาใช้ในการทาความสะอาดตามศาสนบัญญัตมิ กี ่ชี นิด อะไรบา้ ง
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ............................................................
...................................................................................................................................................................

4. นาญีสมกี ป่ี ระเภท อะไรบา้ ง
......................................................................................................................... ................................................................
............................................................................................................................. ......................................
......................................................................................................................................................... ................................
................................................................................................... ................................................................

5. จงอธิบายความสาคญั ของการอสิ ตนิ ญาอ์ (การชาระสิง่ โสโครก) มาอย่างน้อย 2 ข้อ
................................................................................................................... ......................................................................
............................................................................................................................. ......................................
................................................................................................................................................... ......................................
............................................................................................. ......................................................................

ช่ือ.................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

14 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

ใบความรทู้ ่ี 3
เรอ่ื ง วฎู ูอ์และตะยัมมุม

วูฎูอ์
ความหมายของวฎุ อุ ์
วุฎุอ์ หมายถึง การอาบน้าละหมาด หรือ การยกหะดัษเล็ก มุสลิมทุกคนต้องละหมาด และก่อนท่ีจะทาการ

ละหมาดนน้ั ต้องอาบน้าละหมาดก่อน
สิ่งท่ีทาให้เสียน้าละหมาด
สิ่งที่ทาใหน้ า้ ละหมาดเสียมี 6 ประการ คือ เสียสติหรือวิกลจริต นอนหลับ สัมผัสระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย มือ

ไปแตะหรือสัมผัสอวัยวะเพศ มีบางสิ่งบางอย่างออกจากกุบุล (อวัยวะเพศ) หรือดุบุรฺ (รูทวาร) และมุรตัด (ตกจาก
ศาสนา)

การทาตะยมั มุม
ความหมาย
ตะยัมมุม มีความหมายเชิงศาสนบัญญัติ คือ การมุ่งเอาดินฝุนที่สะอาด เพ่ือใช้ลูบหน้าและมือท้ังสอง โดย

ตงั้ ใจเพือ่ แทนการใช้นา้ ในการอาบนา้ ละหมาด หรืออาบนา้ วาญิบ
ความสาคญั ของตะยัมมมุ
ตะยัมมุมนั้นเป็นความสะดวกท่ีอัลลอฮฺทรงประทานแก่อุมมัตของท่านนบีมูฮาหมัดเท่านั้น เพ่ือแทนการ

อาบนา้ ละหมาด และการอาบนา้ วาญบิ ในกรณไี มม่ นี ้า หรือไม่สามารถใชน้ ้าได้
กฏเกณฑท์ ย่ี อมให้ทาตะยัมมุมไดม้ ี 5 ประการ
1. มีเหตุขัดข้อง เช่น การเดินทางที่ขาดแคลนน้า หรือสงวนน้าไว้ เพื่อให้ดื่มทั้งคนและสัตว์ท่ีติดตามไป หรือ

การเจ็บปุวยทีแ่ นใ่ จวา่ การใช้น้าน้ันจะทาใหโ้ รคกาเรบิ ขึ้นได้ หรือหายล่าช้า
2. ต้องแน่ใจว่าเขา้ เวลาของละหมาดนน้ั ๆ ก่อนจงึ จะทาตะยมั มมุ ได้
3. ใหค้ ้นหานา้ จนสดุ ความสามารถในบริเวณทไี่ ม่ไกลเกนิ ไปหลังจากเขา้ เวลาแล้ว
4. อปุ สรรคในการใชน้ า้ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายตามความเห็นของแพทย์ที่เชื่อถือได้ หรือจะ

ทาใหเ้ กิดความเสียหายในทรพั ยส์ นิ ขณะทีเ่ อาน้าไปใช้
5. ตอ้ งเปน็ ฝนุ ของดนิ ทส่ี ะอาด ไม่ใช่ฝุนของแปงู หรอื ปนู และไม่ปะปนกับส่งิ อน่ื
สิง่ ทที่ าใหเ้ สียตะยัมมมุ
เมอ่ื ทาในสิ่งทท่ี าให้เสยี น้าละหมาด พบน้าหรือสามารถใช้นา้ ได้ และพน้ สภาพจากการเปน็ มุสลิม
ความแตกต่างระหวา่ งวฎู ูอ์ (อาบน้าละหมาด) กบั ตะยัมมุม
1. การตะยมั มมุ นน้ั ต้องใชด้ นิ ท่ีสะอาด ส่วนการอาบนา้ ละหมาดนน้ั ต้องใช้นา้ ทส่ี ะอาด
2. ตะยัมมุมนนั้ เพื่อยกหะดษั เลก็ และฮาดัษใหญ่ สว่ นนา้ ละหมาดนั้นเพอื่ ยกหะดษั เลก็ เท่านัน้
3. อวัยวะที่ใช้ในการตะยัมมุมนั้นมีสองประการ คือ ใบหน้า กับมือทั้งสองข้าง ส่วนอวัยวะในการอาบน้า

ละหมาดนั้นมี ใบหน้า ศีรษะ มือ และเท้าทัง้ สองขา้ ง

ชื่อ.................................................สกลุ .......................................................กลุ่ม...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 15

ใบงานที่ 3
เร่อื ง วฎู ูอ์และตะยมั มมุ

คาชี้แจง : ให้ผูเ้ รียนตอบคาถามให้ถูกทีส่ ดุ
1. จงให้ความหมายของคาว่า วฎู ูอ์
......................................................... ..................................................................................... ...........................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
......................................................................................................................................... ................................................
2. จงใหค้ วามหมายของคาวา่ ตะยมั มุม
................................................. ............................................................................................. ...........................................
....................................................................................................................... ..................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
................................................................................................................................. ........................................................
3. จงอธิบายความแตกต่างระหว่างวฎู อู ์ (อาบนา้ ละหมาด) กับตะยัมมุม
........................................................................................................................................ .................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
4. กฏเกณฑ์ท่ยี อมให้ทาตะยัมมมุ ไดม้ กี ป่ี ระการ อะไรบา้ ง
............................................................................................................................. ............................................................
..................................................... ......................................................................................... ...........................................
............................................................................................................................ .............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
5. จงอธบิ ายสิง่ ท่ที าใหเ้ สียวูฎูอ์ (อาบน้าละหมาด) และตะยัมมุม
............................................................................................................................. ............................................................
.......................................................................................................................................... ...............................................
.................................................................................... .....................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................

ช่อื .................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

16 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

บทที่ 3
การละหมาด

อศั -เศาะลาฮฺ ) ُ‫( اٌ اصلاَج‬

การอาซานและการอีกอมะฮ์ (ُ‫اَ ْ ِللَا َِح‬ٚ ُْ‫ُ)اَ ْلَُزَا‬

ความหมายของการอาซาน
คาว่า อาซาน (ُْ ‫ ) َا ْ َلُزَا‬ตามรากศัพท์ หมายถึง การแจ้งให้ทราบ, การบอกให้รู้ และการประกาศ ส่วน

ความหมายตามนยิ าม หมายถึง การประกาศให้ร้ถู งึ การเข้าสเู่ วลาของการละหมาดดว้ ยบรรดาถ้อยคาเฉพาะ
คาว่า อีกอมะฮ์ (ُ‫ )اَ ْ ِل َلا َِح‬ตามรากศัพท์ หมายถึง การให้ลุกขึ้นยืน ส่วนความหมายตามนิยาม หมายถึง การ

ประกาศให้ผ้ทู ่มี ารว่ มละหมาดรู้ว่าอหี ม่ามพรอ้ มทีจ่ ะเรม่ิ ทาการละหมาดแล้วด้วยบรรดาถ้อยคาเฉพาะ
เรยี กผ้ทู าการอาซานวา่ มอุ ัซซิน (ُّْ‫ )اَ ٌّْ َؤُ ِز‬และเรียกผทู้ าการอกี อมะฮ์วา่ มกุ ีม (ُ١ْ ِ‫)اَ ٌّْم‬
อาซาน คือ การเรียกร้องหรือการประกาศเชิญชวนให้ปฏิบัติละหมาดก่อนที่จะทาการละหมาด จาเป็นอย่าง

ย่ิงท่ีจะต้องรอให้เข้าเวลาของการละหมาดมาถึง หรือฟ๎งเสียงการเรียกร้องเชิญชวนให้ปฏิบัติ การละหมาด น่ันคือ
เสียงอาซาน การละหมาดก่อนถึงเวลานั้นถือว่าใช้ไม่ได้ สูนัตให้ทาการอาซานทุกๆ 5 เวลาและเมื่อได้ยินเสียงอาซาน
ใหต้ อบรบั หยุดการงานต่างๆและใหร้ บี ไปละหมาดญามาอะฮ์ทีม่ ัสยิด

 อาซานเรมิ ขึน้ ในปีทีห่ นึ่งของฮจิ เราะฮ์ศักราช
 ฮูกมของการอาซานคอื สนู ัตมุอักกะดะฮฺ
 บคุ คลแรกท่ีอาซานในสมัยทา่ นรอซลุ คือบลิ าล บิน รอบะห์
ความสาคญั ของอาซานและอกี อมะฮ์
1. บอกถงึ เวลาละหมาดและเป็นชักชวนไปละหมาดญะมาอะฮ์ทมี่ สั ยิด
2. ไดร้ บั ความประเสรฐิ จากอัลลอฮเฺ พราะละหมาดเป็นความประเสริฐอนั ย่ิงใหญ่
หลักฐาน
จากอะบฮู รุ ็อยเราะฮฺ (ได้กล่าวว่า) ท่านรอซลู ลลุ ลอฮฺ ไดก้ ลา่ ววา่

»‫ا‬ّٛ‫َـ‬ٙ‫ـ ُِٗ ل ْعرَـ‬١ْ ٍَ‫ا َػ‬ّٛ‫ـ‬ِٙ ‫َ ْغرَـ‬٠ ُْْ َ‫ا إ الُ أ‬ٚ‫َـ ِعذ‬٠ ُْ ‫ ُِي ش اُ ٌَـ‬ٚ‫اٌ اص ُِّف الأَ ا‬َٚ ُُِ ‫ إٌِّ َذا‬ِٟ‫َـ ْؼٍَـُ إٌُااطُ َِا ف‬٠ ُْٛ ٌَ«

ความหมาย “ถ้าหากว่ามนุษย์รู้ถึงสิ่งที่มีอยู่(ความประเสริฐ)ในการอาซานและการยืนละหมาดในแถวแรก
หลังจากนั้นหากพวกเขาไม่สามารถท่ีจะกระทาส่ิงดังกล่าวได้ นอกจากพวกเขาจะต้องจับฉลาก แน่นอนพวกเขายอม
ที่จะจับฉลาก" (บนั ทกึ โดยบคุ อรีย์ หะดษี ท่ี 615 และมุสลมิ หะดีษที่ 437)

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 17

คาอาซาน
กลา่ วและตอบรับอาซาน ดงั ตอ่ ไปน้ี สานวน( ลาฟ๎ซ ) อาซาน

จานวนครง้ั ภาษาอาหรับ ความหมายภาษาไทย การตอบรับอาซาน

4 คร้งั ُ‫اللُ أَ ْو َثش‬ อัลลอฮฺผู้ทรงย่ิงใหญ่ ผูท้ รงเกรียงไกรยิ่ง ُ‫الُل أَ ْو َثشُ اللُ أَ ْوثَش‬

2 ครง้ั ‫َُذ أَ ُْْ ُلَ إٌََُِٗ إِ ُلا الُل‬ٙ‫أَ ُْش‬ ฉันขอปฏิญาณตนวา่ ไม่มีพระเจ้าอนื่ ใด ‫َُذ أَ ُْْ لَُ إٌََُِٗ إِ ُلا الُل‬ٙ‫أَ ْش‬
นอกจากอลั ลอฮฺ

2 ครง้ั ُِ‫يُ الل‬ٛ‫اسع‬ ‫َُذ أَ اُْ ِ َؽ اّ ًذا‬ٙ‫أَ ْش‬ ฉันขอปฏิญาณตนวา่ มุฮมั มัด คอื ศาสนทูต ‫ ُي‬ٛ‫َُذ أَ اُْ ِ َؽ اّ ًذا اسع‬ٙ‫أَ ْش‬
ของอลั ลอฮฺ ‫الُِل‬

2 ครง้ั ‫ اٌ اصلاَ ُِج‬ٍَٝ‫ َػ‬ُٟ‫ َؼ ا‬เรามาละหมาดพร้อมๆ กนั เถิด ِ‫ُُلا تِالُل‬١ِ‫ُجَ ِظإ‬ٛ‫لَُا ٌْل َاؼ‬ُِّٟ َٚ ٍِ‫ا ٌْ َُي َؼ‬ٛ‫لَ َؼ‬

2 ครงั้ ُ‫ اٌفَلاَ ِغ‬ٍَٝ‫ َػ‬ُٟ‫َؼ ا‬ โอพ้ วกเรา มาสหู่ ลักชยั แหง่ ความสาเรจ็ ِ‫ُلُا تِالُل‬١ِ‫ُجَ ِظإ‬ٛ‫ُلَا ٌْل َاؼ‬ُِّٟ َٚ ٍِ‫ا ٌْ َُي َؼ‬ٛ‫لَ َؼ‬
กันเถิด

2 ครั้ง َُِ ْٛ ‫ ُش ِِّ َُٓ إٌا‬١ْ ‫ اٌ اصلاَجُ َخ‬ละหมาดดีกว่านอน ُ‫تَ َش ْس َخ‬َٚ ُ‫َص َذ ْل َد‬

2 ครั้ง ُ‫الُل أَ ْوثَش‬ อัลลอฮฺผู้ทรงย่ิงใหญ่ ผู้ทรงเกรียงไกรยง่ิ ُ‫الُل أَ ْو َثشُ اللُ أَ ْوثَش‬

1 คร้งั ‫ُلَ إٌَِ َُٗ إِ ُلا الُل‬ ไมม่ ีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ ُ‫ُلَ إٌَِ َُٗ إِ ُلا الل‬

หมายเหตุ ให้เพม่ิ " َُِ ْٛ ‫شُ ِِّ َُٓ إٌا‬١ْ ‫" اٌ اصلاَجُ َخ‬อัศศอลาตุ คอยรม มินันเนามฺ หลังจากกล่าว หัยฺยะ อะลัลฺฟะลาฮฺ
ในอะซานศุบฮี

อิกอมะฮฺ
อิกอมะฮฺ คือ เป็นการประกาศเตือนหรือการเชิญชวนผู้ท่ีมาละหมาดให้เข้าแถวและจัดแถว เพ่ือเตรียมตัว

เตรยี มความพรอ้ มที่จะทาการละหมาดสุนัตอิกอมะฮฺทุกคร้ังก่อนที่จะประกอบพิธลี ะหมาดฟ๎รฎฺ ู

คาอกิ อมะฮฺ หรือสานวน ( ลาฟซ๎ ) อกิ กอมะฮฺ

จานวน ภาษาอาหรับ ความหมายภาษาไทย การตอบรับอาซาน
ครั้ง ‫اللُ أَ ْو َثشُ الُل أَ ْوثَ ُش‬

2 ครั้ง ‫اللُ أَ ْو َث ُش‬ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผูท้ รงเกรยี งไกรยง่ิ

1 ครัง้ ُ‫َُذ أَ ُْْ لَُ إٌََُِٗ إِلُا الل‬ٙ‫أَ ْش‬ ฉันขอปฏญิ าณตนวา่ ไม่มพี ระเจา้ อื่นใด ُ‫َذُ أَ ُْْ ُلَ إٌََُِٗ إِلُا الل‬ٙ‫أَ ْش‬
นอกจากอลั ลอฮฺ

1 ครั้ง ‫ ُي‬ٛ‫َذُ أَ اُْ ِ َؽ اّ ًذا اسع‬ٙ‫أَ ْش‬ ฉนั ขอปฏญิ าณตนวา่ มฮุ มั มัด คือศาสนทตู ‫ ُي الُِل‬ٛ‫َذُ أَ اُْ ِ َؽ اّ ًذا اسع‬ٙ‫أَ ْش‬
ِ‫الُل‬ ของอลั ลอฮฺ

1 ครง้ั ‫ اٌ اصلاَ ُِج‬ٍَٝ‫ َػ‬ُٟ‫ َؼ ا‬เรามาละหมาดพร้อมๆ กันเถิด ِ‫ُُلا تِالُل‬١ِ‫جَُ ِظإ‬ٛ‫لَُا ٌْل َاؼ‬ُِّٟ َٚ ٍِ‫ا ٌْ َيَُؼ‬ٛ‫ُلَ َؼ‬

1 ครั้ง ‫ اٌفَلاَ ُِغ‬ٍَٝ‫ُ َػ‬ٟ‫َؼ ا‬ โอพ้ วกเรา มาสหู่ ลกั ชยั แหง่ ความสาเร็จกัน ِ‫ُلُا تِالُل‬١ِ‫جَُ ِظإ‬ٛ‫ُلَُا ٌْل َاؼ‬ِّٟ َٚ ٍِ‫ا ٌْ َيَُؼ‬ٛ‫لَ َؼ‬
เถดิ

18 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

จานวน ภาษาอาหรบั ความหมายภาษาไทย การตอบรบั อาซาน
คร้งั
ُ‫لَ ْذُ لَا َِ ُِد اٌ اصلاَج‬ แทจ้ รงิ การละหมาดได้เรม่ิ ข้นึ ‫َا‬َِٙ ‫اَ َدا‬َٚ ُ‫َا الل‬َِٙ ‫أَُلَا‬
2 ครง้ั ‫اللُ أَ ْوثَ ُش‬ อลั ลอฮฺผู้ทรงย่ิงใหญ่ ผทู้ รงเกรยี งไกรยิง่ ‫اللُ أَ ْو َث ُش اللُ أَ ْوثَ ُش‬
ไมม่ ีพระเจ้าอ่ืนใด นอกจากอัลลอฮฺ
2 ครง้ั ُ‫ُلَ إٌَِ َُٗ إِ ُلا الل‬ ُ‫ُلَ إٌََُِٗ إِلُا الل‬

1 ครั้ง

คณุ ลกั ษณะผู้อาซานและสง่ิ ท่ีควรปฏิบตั ิในขณะอาซาน
1.ม่นั ใจว่าเวลาละหมาดถงึ แล้ว
2. ยนื ผนิ หนา้ ไปทางกบิ ลัต
3. ควรปราศจากหะดัษใหญ่และหะดษั เล็ก
4. ยืนตรง
5. หนั หน้าไปทางขวาในขณะทก่ี ลา่ ว ُ‫ اٌ اصلاَ ِج‬ٍَٝ‫ُ َػ‬ٟ‫ َؼ ا‬และหน้าทางซา้ ยในขณะที่กล่าว‫ اٌفَلاَ ُِغ‬ٍَٝ‫ُ َػ‬ٟ‫َؼ ا‬
6. กลา่ วสานวนทถ่ี กู หลักไวยากรณแ์ ละน้าเสยี งที่ไพเราะ
7. กล่าวคร้งั ทีส่ อง (‫ ُغ‬١ْ ‫ )اٌرا ْش ِظ‬ท่ีสานวน ُ‫َذُ أَ ُْْ ُلَ إٌََُِٗ إِلُا الل‬ٙ‫ أَ ْش‬และ ‫ ُي الل‬ٛ‫َُذ أَٔاّ َؽ اّ ًذُ اسع‬ٙ‫أَ ْش‬

ดว้ ยเสียงทเี่ บา
8. มคี ุณธรรมจริยธรรม
9. เปล่งเสียงที่ไพเราะ
10. กลา่ วดุอาหลงั อาซาน
ดุอาหลังอาซาน
เมอ่ื จบจากการอาซานควรกลา่ วดุอาหลังอาซาน เพื่อความเป็นบารอกัตแกเ่ ราและผ้ทู ที่ าการอาซาน

‫ِّ ِذَٔا‬١‫اٌ اصلاَ ُِج ا ٌْمَائِ َّ ُِح آ ُِخ َع‬َٚ ُ‫ ُِج اٌراا َِ ِح‬َٛ ‫ اُ َس اُب َ٘ ِز ُِٖ اٌ اذ ْػ‬ٌٍّٙ‫" ا‬
" ُٗ َ‫ َػ ْذذ‬َٚ ٞ‫دُاً اٌا ِز‬ّٛ‫ا ْت َؼص ُٗ َِمَاُِاً َِ ْؽ‬َٚ َ‫ٍَ ُح‬١‫ا ٌْفَ ِض‬َٚ َ‫ٍَ ُح‬١‫ ِع‬َٛ ٌْ ‫ِ َؽ اّذُاً ا‬

975 : ٟ‫م‬ٙ١‫اٖ اٌث‬ٚ‫س‬

โอ้อัลลอฮ ! พระผู้อภิบาลแห่งการเรียกร้องที่สมบูรณ์นี้ และละหมาดที่ดารงอยู่อย่างถาวร ขอได้โปรด
ประทานให้แก่มูฮัมมัด ซึ่งฐานะอันสูงส่ง และเหนือกว่าผู้ใด และโปรดประทานแก่มูฮัมมัดซึ่งตาแหน่งการสดุดีตามท่ี
พระองคท์ รงสัญญาไว้แกท่ า่ น . รายงานโดยอลั -บยั หะกยี ์

การละหมาดฟรั ฎู

ความหมาย
ความหมายของคาว่า “เศาะลาฮ์”ในเชิงภาษาอาหรับคือ การขอดุอาอห์ รือการขอพรและความหมาย

ในเชงิ บัญญตั ิคือ การกลา่ วและการกระทา ซ่งึ เริม่ ต้นดว้ ย ตกั บีรและ จบลงดว้ ยสลาม
การละหมาด เปน็ รุกน (หลกั การ) ที่สองของรกุ นอสิ ลาม และเปน็ สิง่ ท่สี าคัญยิ่ง รองลงมาจากการปฏญิ าณตน

เปน็ มสุ ลิม เพราะการละหมาดคือเสาหลกั ของศาสนาที่มุสลิม ทกุ คนจะตอ้ งชว่ ยกันรกั ษาและคงไวต้ ราบใดทช่ี วี ิตยังมี
อยู่ อัลลอฮฺได้ทรงกาชับ บรรดาผู้ศรทั ธาท้งั หลายให้รักษาและดารงการละหมาดหา้ เวลาไว้ และเป็นสง่ิ สุดท้ายที่

ทา่ นรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิวะสัลลมั ได้ฝากไวก้ บั เหลา่ เศาะหาบะฮฺของทา่ นกอ่ นท่ที ่านจะจากโลกน้ไี ป
การละหมาด หมายถงึ การกระทาและคากลา่ ว ซึ่งเริม่ ตน้ ดว้ ยการตกั ฺบีรอตลุ อฺ ิหรฺ อมและจบลงด้วยการให้สลาม

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา 19

ความสาคัญของการละหมาด

1. การละหมาด คือ เสาหลักของศาสนา (‫)عماد الدين‬

2. การละหมาดเปน็ หลักการอิสลามข้อที่ 2 หลงั จากการกลา่ วคาซะฮาดะฮฺ

3. การละหมาดเป็นศาสนกิจอนั หนงึ่ ทจี่ ะชว่ ยสานสายสัมพันธ์อันดีงามและมั่นคงระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับ

บา่ วของพระองค์

4. การละหมาดจะช่วยชาระบาป และจะชว่ ยชาระจติ ใจให้บรสิ ุทธิ์ปราศจากสงิ่ ที่ไม่ดตี ่างๆ

5. การละหมาดเปน็ ส่ิงปกปูองมสุ ลิมจากการกระทาความช่วั ท้งั หลาย

6. การละหมาดทาให้เกิดความเปน็ เอกภาพ

เวลาของการละหมาด

การละหมาดถกู บัญญตั ิใหป้ ฏิบัตเิ ปน็ กิจวัตรวนั ละ 5 เวลา

ที่ ละหมาด จานวนรอ็ กอะฮฺ เวลา

1 ละหมาดศบุ ฮฺ (รุง่ อรุณ ) 2 เร่มิ ต้ังแต่แสงอรณุ ข้นึ ไปจนกระท่งั ตะวนั ขึ้น

2 ละหมาดซุฮรี ( บ่าย ) 4 เรม่ิ ต้ังแต่ตะวันคล้อยจนถึงเวลาเงาเสมอตัว

3 ละหมาดอศั รี (เย็น) 4 เริ่มตั้งแต่เงาเสมอตวั จนกระท่ังตะวนั ลับขอบฟูา

4 ละหมาดมัฆริบ 3 เริ่มตัง้ แตต่ ะวันลบั ขอบฟาู จนกระท้ังส้ินแสงสีแดงบนฟาู
(หลังตะวนั ตกดนิ )

5 ละหมาดอซี าอ (ดกึ ) 4 เรม่ิ ตงั้ แต่เวลาแสงสีแดงลับขอบฟูา จนกระทั่งถงึ แสงอรุณ

การเนยี ตในการละหมาดฟัรฎู

กอ่ นที่จะทาการละหมาดเราต้องเนยี ตทุกครงั้ ซ่ึงการเนยี ตน้ันต้องเนียตในใจ โดยเริ่มเนียตฮตฺ อนทเ่ี ราตักบรี

เราะฮฺตุลอิฮร็อม ดังนี้

1. เนยี ตฮฺในการละหมาดซุฮรฺ ี คือ
" ٌَٝ‫ ُِش اَ ْستَ َُغ َس ْو َؼا ُخ اَ َدا ًُُ لُلِ َذ َؼا‬ْٙ ‫ فَ ْش َُض اٌ ُّظ‬ٍِّٝ‫" أ َص‬
ความหมาย “ ขา้ พเจ้าละหมาดซุฮฺรี 4 ร็อกอัต เพ่ืออลั ลอฮฺตาอาลา”

2. เนยี ตในการละหมาาดอัศรีย์
" ٌَٝ‫ فَ ْش َُض ا ٌْ َؼ ْص ِشُ اَ ْستَ َُغ َس ْو َؼا ُخ اَ َدا ًُُ لُلِ ذَ َؼا‬ٍِّٝ‫" أ َص‬
ความหมาย “ ข้าพเจ้าละหมาดอศั รี 4 รอ็ กอัต เพ่ืออัลลอฮฺตาอาลา”

3. เนียตในการละหมาาดมัฆริบ
" ٌَٝ‫ فَ ْش َضُ ا ٌْ َّ ْغ ِش ِبُ َشلاَ َُز َس ْو َؼا ُخ اَ َدا ًُُ لُلِ َذ َؼا‬ٍِّٝ‫" أ َص‬
ความหมาย “ ข้าพเจา้ ละหมาดมัฆริบ 3 ร็อกอัต เพื่ออลั ลอฮตฺ าอาลา”

4. เนียตในการละหมาาดอิชาอฺ
" ٌَٝ‫ فَ ْش َضُ ا ٌْ ِؼ َشا ُُِ اَ ْستَ َغُ َس ْو َؼاخُ اَ َدا ًُُ لُلِ َذ َؼا‬ٍُِّٝ‫" أ َص‬

ความหมาย “ ขา้ พเจา้ ละหมาดอิชาอฺ 4 ร็อกอตั เพือ่ อัลลอฮตฺ าอาลา”

5. เนียตในการละหมาาดศุบฮี
" ٌَٝ‫ ُِٓ اَ َدا ًُُ لُلِ ذَ َؼا‬١ْ ‫ فَ ْش َُض اٌ ُّص ْث ِػُ َس ْو َؼ َر‬ٍِّٝ‫" أ َص‬

ความหมาย “ ขา้ พเจา้ ละหมาดศุบฮี 2 ร็อกอตั เพือ่ อลั ลอฮฺตาอาลา”

คณุ สมบตั ขิ องผู้ทต่ี อ้ งละหมาด

1. เปน็ มุสลมิ 2. บรรลศุ าสนภาวะ

3. มีสติสัมปชัญญะ 4. ปราศจากหยั ฎ์ และนฟิ าส

20 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

เงื่อนไขของการละหมาด
นอกจากมกี ฎเกณฑ์ดงั กล่าวแล้ว ผู้ละหมาดยังต้องคานงึ ถึงเงื่อนไขของการละหมาดอีก 6 ประการ คือ
1. ต้องปราศจากหะดัษใหญ่และหะดัษเลก็ คือ ตอ้ งไม่มญี ะนาบะฮฺ หยั ฎ์ นฟิ าส หรือและตอ้ งมีนา้ ละหมาด
2. รา่ งกาย เครอ่ื งนุ่งห่ม และสถานทลี่ ะหมาด ต้องสะอาด
3. ตอ้ งปกปดิ เอาเราะฮ์ กล่าวคือ ผูช้ ายต้องปกปดิ อวยั วะต้ังแตส่ ะดือถงึ หัวหวั เขา่ ผู้หญงิ จะตอ้ งปกปิด

ท่วั ร่างกายยกเวน้ มือและใบหนา้
4. ต้องหันหน้าไปทางกิบละฮฺ
5. ตอ้ งร้วู ่าไดเ้ วลาละหมาดแล้ว
6. ต้องรูว้ ธิ ีการปฏบิ ตั ิการละหมาด

ขน้ั ตอนและวิธกี ารละหมาด
วิธีการปฏิบัติการละหมาดเราจะต้องปฏิบัติให้ดี ไม่ควรที่จะทากันเล่นๆหรือทาไปเพ่ือให้มันผ่านๆไป หาก

ปฏิบัติละหมาดเช่นนี้ การละหมาดนั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับของอัลลอฮ (ซ.บ.) ในการละหมาดนั้นจะต้องตั้งจิตอย่าง
มัน่ คงแน่วแน่ อริ ยิ าบทของการละหมาดจะต้องปฏิบตั ิตามแบบฉบับของทา่ นนบมี ฮู ัมมัด (ศอ็ ลฯ) เพื่อการละหมาดของ
เราจะไดเ้ ปน็ ท่ียอมรบั ของอลั ลอฮ (ซ.บ.) อิรยิ าบทของการละหมาดนัน้ จะมขี ้นั ตอน ดังตอ่ ไปน้ี

1. ยนื ตรง " ‫" الُل أَ ْوثَش‬
2. กล่าวตักบริ ฺ َُْ ‫ع ْث َؽا‬َٚ ، ‫ ًشا‬١ْ ‫ا ٌْ َؽ ّْذُ للُِ َو ِص‬َٚ ‫ ًشا‬١ْ ِ‫"الل ُاَ ْوثَ ْشُ َوث‬
3. ดูอาอิฟตตี าห์ ‫ُفََِزِاٌِطََُُٓ َُشَُه‬َِٞ‫ات‬ََُْٚٞٔ‫َأَا‬١ُٗ‫ُهٌَِِ ٌٍََِا ْاؽِز‬ََََُٟٚٚ ٠‫ ْا‬ِٙ‫ِّش‬ًُْٟ ‫ ِْىغَشٍِْظ‬َٚ‫أدُُلَِغ‬ٚ,ًَ‫ف‬ٙ١َُُِْْْٟٕٓ‫اؼظ‬١َْ ِ‫ِّذ‬ََٚ‫صؼال ٌَُِضا‬،ََ ٌَُ‫أَُُِّْبلْساا‬١‫َساإِِلص ْا‬َٚ َ‫ُُِٓلا‬ُٚ‫ ِلاََِخ‬١ًُْ‫ج‬ُٟ‫شِْاو‬ََٚ‫ل َُلِِّاغ َتَّّْشاْاىذِ ِش‬ٌٌَٚ‫ااا‬

4. อา่ น “ซเู ราะอลั ฟาตหิ ะฮ " َُٓ ١ْ ِّ ٍِ‫ ُي اٌّ ْغ‬ٚ‫أََٔا أَ ا‬َٚ ُ‫أ ِِ ْشخ‬
5. รูกุอ (โค้ง)
6. เงยจากรูกอุ (โค้ง) " ُِ ١ْ ‫ اٌ َؼ ِظ‬َُٟ ّ‫" ع ْث َؽا َُْ َس ِت‬
7. สญู ดู (การลดกายลงกราบ) " ُٖ‫" َع ِّ َغُ الُل ٌِ َّ ُْٓ َؼ ِّ َذ‬
8. การนั่งตรงระหว่างสํุ ดู
9. ตะฮยี าตครงั้ ท่ี 1 " ُ‫" َستإَا ٌَ َهُ اٌ َؽ ّْذ‬
" ٍَٝ‫ الأَ ْػ‬َُٟ ِّ‫" ع ْث َؽا َُْ َست‬
10. ตะฮียาตครง้ั ที่ 2 พรอ้ ม เศาะลาวาต ُْٟ ِٕ ‫ا ْسفَ ْؼ‬َٚ ُْٟ ِٔ‫ا ْظث ْش‬َٚ ُْٟ ِٕ ّْ ‫ا ْسُ َؼ‬َٚ ُْٟ ٌِ‫" َس ِّبُ ا ْغفِش‬
" ِّٟٕ‫ا ْػفُ َػ‬َٚ ُْٟ ِِٕ‫ َػاف‬َٚ ُْٟ ِٔ ‫ا ْ٘ ِذ‬َٚ ُْٟ ِٕ‫ا ْسص ْل‬َٚ
ََُ‫ اٌ اغلا‬, ‫ِّثَا ُخ‬١‫اٌطا‬َٚ ‫ا ُخ‬َٛ ٍَ‫اٌ اص‬َٚ ُِ‫ااخُ لل‬١‫" اٌرا ِؽ‬
َُ‫َاذٌُ أَ اغ ْلُْاََُل‬ٙٗ‫ َوأَاذ ْش‬,‫تَ ََُٓش‬١َْٚ‫ا َلسلُِ ْؼاٌَّحُ اصاالٌِلُِ ِؽ‬َُٚ‫ا ِد‬َُُّٟ‫ٌٕا ِثِػث‬ٝ‫ٍََا ا‬ٙ‫ُ َػ‬٠ّ َٚ‫َٕاَُه َأ‬١١ُْْ ٍٍََ‫ََػػ‬
" ِ‫ ُي الُل‬ْٛ ‫َذُ أَ ُْْ ِ َؽ اّ ًذُ َُ َسع‬ٙ‫أَ ْش‬َٚ ‫إٌَِ َُٗ إِ ُلا الُل‬
ََُ‫ِّثَاخُ اٌ اغلا‬١‫اٌطا‬َٚ ‫ا ُخ‬َٛ ٍَ‫اٌ اص‬َٚ ُِ‫اا ُخ لل‬١‫" اٌرا ِؽ‬
َ‫َاذٌُ أَ اغ ْلُْاََُُل‬ٙٗ‫ َوأَاذ ْش‬,‫تَ ََُٓش‬١َْٚ‫ا َلسلُِ ْؼاٌَّ ُح اصاالٌُِلِ ِؽ‬َٚ‫ا ُِد‬َُُّٟ‫ٌٕاثِِػث‬ٝ‫ٍََا ا‬ٙ‫ َػ‬٠ُّ َٚ‫َٕاَُه َأ‬١١ْْ ٍٍََ‫ََػػ‬

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา 21

ُ‫ ا‬ٙ‫ ُي الُلِ اٌٍا‬ْٛ ‫َُ َسع‬ ‫أَ ُْْ ِ َؽ اّ ًُذ‬ ‫َُذ‬ٙ‫أَ ْش‬َٚ ُ‫إٌَِ َُٗ إِ ُلا الل‬
ُ‫ َد‬١ْ ‫ِ َؽ اُّذ َو َّا َصٍا‬ ‫ آ ُِي‬ٍَٝ‫ َػ‬َٚ ُ‫ ِ َؽ اّذ‬ٍَٝ‫َص ًُِّ َػ‬
ٍَُٝ‫تَاَدُ ِس َػْن‬ٚ‫َس َْو‬،‫ َُّا تََُا‬١ْ ‫ ِيُآ ِيُِ إَِؽْت اَّشُذا َِ٘و‬ٝ‫ آ‬ٍَٝ‫ػٍَ َػ‬ََٚ ََُٚ ١ْ ‫إِِْت ََؽشُا اّ ُِ٘ذ‬ ٍَٝ‫َػ‬
ٍَٝ‫َػ‬
‫ َُٓ إِٔا َُه‬١ْ ِّ ٌَ‫ُ اٌ َؼا‬ْٟ ِ‫ َُ ف‬١ْ ِ٘ ‫ آ ُِي إِ ْت َشا‬ٍَٝ‫ َػ‬َٚ َُ ١ْ ِ٘ ‫إِ ْت َشا‬
" ‫ُذ‬١ْ ‫ُذ َِ ِع‬١ْ ِّ ‫َؼ‬
‫ َس ْؼ َّ ُح الل‬َٚ ُْ ‫ى‬١ْ ٍَ‫اٌ اغلاََُ َػ‬
11. สลาม
12. เรยี งลาดับ

สูนตั ของการละหมาด
1.สนู ตั กอ่ นละหมาดมี สองอย่างคอื การอาซาน และการอีกอมะฮฺ

2. สนู ตั อบั อาดในละหมาดมสี องอย่าง คือ การอา่ นตะซะฮุดคร้งั แรก

3. หากผใู้ ดลมื หรือละทงิ้ สูนัตนี้ ตอ้ งทาการซูยุดซะหวฺ สี องครั้ง

สว่ นสนู ตั อ่นื ๆ ในการละหมาด มดี งั น้ี
1. การยกมือทง้ั สองขา้ งเม่ือตักบรี
2. การวางมือขวาทบั มือซ้ายเมอ่ื กอดอก
3. การอ่านดุอาอิฟตีตาหฺ
4. การกลา่ วอาอซู บู ิลลาฮฺเบาๆ ก่อนอา่ นฟาตฮี ะฮฺ
5. การกลา่ วอามนี หลงั อ่านฟาตฮี ะฮฺจบ
6. การกลา่ ว (ُِ ١‫ اٌ َؼ ِظ‬َُٟ ِّ‫ )ع ْث َؽا َُْ َست‬ขณะรูกูอฺ
7. การกล่าว (ٍَٝ‫ الأَ ُْػ‬َُٟ ِّ‫ )ع ْث َؽا َُْ َست‬ขณะสูยุด
8. การกล่าวดอุ าเมอ่ื เงยหน้าขึน้ จากการรกู ูอฺ (อิอตฺ ดิ าล)
9. การดอุ ากอ่ นใหส้ ลาม
10. การให้สลามครัง้ ทสี่ อง

สิ่งที่ทาใหเ้ สียละหมาด
1. มหี ะดษั เล็กหรอื หะดัษใหญ่
2. ร่างกาย หรอื เคร่อื งแตง่ กาย หรอื สถานทลี่ ะหมาดถูกนาญิส
3. พูดโดยเจตนา
4. เปิดเอาเราะฮฺโดยเจตนา
5. กินหรือดมื่ โดยเจตนา
6. หนั หนา้ อกออกจากกบิ ลัต
7. เปลย่ี นเจตนา
8. หวั เราะ
9. การเคลือ่ นไหวเกินสามครั้งติดต่อกนั โดยไม่มีเหตจุ าเปน็
10. พน้ สภาพจากการเป็นมุสลิม (มรุ ตัด)

สิ่งทีเ่ ปน็ มักรูฮในการละหมาด
1. ปดิ ตาขณะละหมาด
2. ละหมาดในขณะท่ที ้องหวิ
3. ละหมาดในขณะท่อี ดกล้นั ป๎สสาวะหรอื อุจจาระ

22 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

คณุ ค่าของการละหมาด
1. ละหมาดสามารถหา้ มในการกระทาส่งิ ทช่ี ่วั ร้าย
2. ละหมาดสามารถผ่อนคลายรา่ งกายได้
3. ละหมาดสามารถทาใหจ้ ติ ใจสงบได้

การละหมาดรว่ มกนั ( ญะมาอะฮ์)

การละหมาดร่วมกัน (ญะมาอะฮ์) หมายถึง การละหมาดท่ีกระทาร่วมกัน อย่างน้อยสองคน คืออีหม่าม
หนงึ่ คน และมะมูมหน่ึงคน
ฮูกมของการละหมาดร่วมกัน (ญะมาอะฮ์) คือ สุนัตมูอักกาดะฮ์
ความประเสริฐของการละหมาดร่วมกัน (ญะมาอะฮ์)นั้นมอี ลายประการ ได้แก่

- การละหมาดรวมนัน้ มีความประเสรฐิ กวา่ การละหมาดคนเดียว

‫ " َصلاَُج ا ٌْ َع َّا َػ ِحُ أَ ْف َض ًُ ِِ ُْٓ َصلاَ ُِج‬: ُ‫ َعٍا َُ لَا َي‬َٚ ُِٗ ١ْ ٍَ‫ اللُ َػ‬ٝ‫ َُي اللُِ َصٍا‬ٛ‫ُ الُل َػ ْٕ ُٗ أَ اُْ َسع‬َٟ ‫َػ ُْٓ ا ْت ُِٓ ػ َّ َُش َس ِض‬
ٗ١ٍ‫ َُٓ َد َس َظحًُ " ِرفك ػ‬٠ْ ‫ ِػ ْش ِش‬َٚ ُ‫ا ٌْفَ ِّزُ تِ َغ ْثغ‬

ความว่า “จากทา่ นอบิ นุอมุ ัรรอฎยี ัลลอฮูอนั ฮู กล่าววา่ ทา่ นรอซูลุลลอฮฺศอลลลั ลอฮูอาลัยฮีวาซัลลัม ไดก้ ล่าวไว้
วา่ "การละหมาดรว่ มกนั น้นั ประเสริฐกวา่ การละหมาดคนเดียวถึง 27 เทา่ ” รายงานโดยบุคอรแี ละมุสลมิ

- การละหมาดรว่ มกันนนั้ เป็นซนุ นะฮ์ทีย่ งิ่ ใหญ่ของทา่ นนบี
- การละหมาดร่วมกันนัน้ สอนให้มุสลิมมีความสามัคคีกนั
- การละหมาดร่วมกนั นั้นช่วยเพิ่มความรักความผูกพนั ระหว่างมุสลิมด้วยกนั
หลกั ฐานของการละหมาดญะมาอะฮ์
หลักฐานจากอัลกรุ อาน
ความว่า “และพวกเจา้ จงปฏิบัติละหมาดและจงชาระซากาต และจงรูกูอฺ (ละหมาด) รว่ มกบั ผรู้ ูกอู ฺ (ละหมาด)
ทง้ั หลาย”
หลักฐานจากอัลหะดีษ

ٗ١ٍ‫ َُٓ َد َس َظحًُ " ِرفك ػ‬٠ْ ‫ ِػ ْشُ ِش‬َٚ ‫" َصلاَُج ا ٌْ َع َّا َػ ُِح أَ ْف َض ًُ ِِ ُْٓ َصلاَ ِجُ ا ٌْفَ ُِّز تِ َغ ْث ُغ‬

ความว่า “การละหมาดญามาอะฮนฺ ัน้ ดกี ว่าการละหมาดคนเดยี วถงึ ๒๗ เทา่ ”
อิจมาอ์ (มตเิ อกฉนั ท์นักวชิ าการฟกิ ฮ์)

บรรดานักวิชาการฟิกฮฺมีความเห็นพ้องต้องกันว่าการละหมาดญะมาอะฮ์น้ัน เป็นแบบอย่างท่ียิ่งใหญ่ของ
ท่านนบี สมควรอย่างทม่ี สุ ลมิ ตอ้ งพึงปฏบิ ัติตาม
เงอ่ื นไขของการละหมาดญะมาอะฮ์ที่ถูกต้อง

1. มะมมู นัน้ จะต้องต้ังเจตนาว่าจะตามอหี ม่าม
2. มะมูมสามารถรู้ถึงการเคลือ่ นไหวของอหี ม่าม เชน่ เหน็ อีหมา่ ม ไดย้ นิ เสียงอีหม่าม หรือมูบลั ลฆิ (‫)ِثٍغ‬

3. มะมมู ต้องไมน่ าหน้าอีหมา่ ม
4. ไมม่ ีสิง่ กดี กันระหว่างอีหม่ามกับมะมมู
วธิ ีการละหมาดญะมาอะฮ์
ข้ันตอนในการละหมาดญะมาอะฮ์ก็เหมือนกับการละหมาดทั่วไป เพียงแต่การละหมาดญามาอะฮ์นั้นจะนา
ละหมาดอีหม่าม และมีมะมูมละหมาดตาม คนที่เป็นมะมูมนั้นจะต้องตามอีหม่ามในทุกอิริยาบถห้ามทาก่อนอีหม่าม
โดยเดด็ ขาด

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา 23

การละหมาดญะมาอะฮ์ของสตรที ี่มสั ยิด
อนุญาตให้สตรีออกมาละหมาดที่มัสยิด โดยมาร่วมละหมาดญะมาอะฮ์ได้ แต่มีเง่ือนไขว่าต้องไม่เกิด ฟิตนะฮ์

และสาหรับพวกนางนัน้ การละหมาดทีบ่ า้ นยอ่ มดีกว่า
มารยาทในการละหมาดญะมาอะฮ์

- การไปมสั ยิดด้วยความสงบและสารวม ไม่ควรรบี รอ้ นหรือวงิ่ ไป
- อีหม่ามไม่ควรนาละหมาดอยา่ งไม่ยดื เย้ือจนเกนิ ไป
- อีหมา่ มควรนาละหมาดรอกาอัตแรกยาวกว่ารอกาอัตท่ีสอง

การนบั รอกาอัตสาหรับคนมัสบูก
จะถือวา่ ทันรอกาอัตหน่ึง ถ้าเขาผู้น้ันไปทันขณะอีหม่ามรูกูอฺ โดยจะทันรูกูอ์ท้ังหมดหรือบางส่วนของการรูกูอ์

ก็ได้ อย่างน้อยทีส่ ุดใหพ้ อกบั การกล่าว (ِ‫ )ع ْث َُؽا َُْ الُل‬หนงึ่ ครัง้

ผู้นาละหมาด(อีหม่าม)
ผู้ที่เหมาะสมท่ีสุดที่จะเป็นอีหม่าม คือ ผู้ที่รู้อัลกุรอานได้ดีที่สุด ถ้าหากว่ามีผู้รู้อัลกุรอานได้ดีเท่าๆกัน ก็ให้

เลอื กผ้ทู ี่รซู้ นุ นะฮ์ของทา่ นนบีศอลลัลลอฮูอาลยั ฮีวาซัลลมั ดที ี่สดุ ถ้าหากวา่ มผี ้ทู ่รี ูซ้ นุ นะฮ์ดีเท่าๆกัน ก็ให้เลือกผู้ที่มีอายุ
มากกวา่

การละหมาดรวมและการละหมาดยอ่

ความหมาย
การละหมาดรวม และละหมาดยอ่ เป็นส่ิงที่อนุญาตให้กระทาได้ และเป็นความสะดวกที่อัลลอฮฺทรงประทาน

แก่ประชาชาตินบีมูฮัมมัดในขณะเดินทาง สามารถประกอบการละหมาดได้อย่างสงบการละหมาดรวม
(‫ )صلاج اٌعّغ‬หมายถงึ การรวมละหมาดสองเวลา ในเวลาเดยี วกัน

ฮูกมการละหมาดรวม คือ อนุญาตใหท้ าได้
หลกั ฐานการละหมาดรวม

ٟ‫م‬ٙ١‫اٖ اٌث‬ٚ‫ ْل ُِد اٌ َؼ ْص ِشُ" س‬َٚ ُْٟ ِ‫ َُٓ اٌ َؼ ْص ُِش ف‬١ْ ‫ َت‬َٚ ‫َا‬َٕٙ١ْ َ‫َ ْع َّ َُغ ت‬٠ ٝ‫ َُش َؼرا‬ْٙ ‫ َُغ اٌ اشّظُ أَ اخ َُش اٌ ُّظ‬٠‫"إِ َرا َعا َُس لَ ْث ًَُ أَ ُْْ ذَ ِض‬

ความว่า “ท่านนบีซอลลัลลอฮูอาลัยฮีวาซัลลัมเม่ือท่านเดินทางก่อนตะวันคล้อยท่านจะประวิงการละหมาด

ซุฮรี โดยการรวมละหมาดซุอรีกบั อัศรใี นเวลาละหมาดอัศรี”

ความเหน็ ของนกั วชิ าการฟกิ ฮ์

บรรดานกั นกั วชิ าการฟิกฮฺส่วนใหญม่ ีความเหน็ วา่ การละหมาดรวมนั้น เป็นสิ่งที่ได้ถูกบัญญัติในศาสนาอิสลาม

สามารถทีจ่ ะปฏิบตั ิได้เมอ่ื มีเง่อื นไขต่างๆ ครบถ้วน

รูปแบบของการละหมาดรวม

เวลาละหมาด ตักดมี ตะคีร

มัฆรบิ อซี าอ์ ละหมาดอซี าอฺในเวลามัฆริบ ละหมาดมัฆรบิ ในเวลาอีซาอ์

ซฮุ รี อศั รี ละหมาดอศั รใี นเวลาซุฮรี ละหมาซุฮฺรีในเวลาอัศรี

วธิ กี ารรวมละหมาดตักดีม

1. การละหมาดรวมน้ีจะเกดิ ขึ้นในเวลามละหมาดแรก (ซุฮรี/มัฆรบิ )

2. เร่ิมละหมาดแรกก่อน (ซุฮฺร/ี มัฆริบ) พร้อมตั้งเจตนาว่าจะละหมาดรวมในขณะละหมาดแรกด้วย

3. เมอ่ื เสรจ็ จากละหมาดแรกแล้วให้ตอ่ ด้วยละหมาดท่ีสองทันที

เง่ือนไขของการรวมละหมาด (ตักดมี )

1. ใหเ้ รม่ิ ด้วยละหมาดแรกก่อน คอื มฆั ริบ หรือซฮุ รี ก่อน อีซาอ์ หรอื อศั รี

2. ตัง้ เจตนาการละหมาดรวมในละหมาดแรก

3. ละหมาดทั้งสองเวลาใหต้ ดิ ตอ่ กนั

24 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

วิธกี ารรวมละหมาดตะครี
1. ต้งั เจตนาการละหมาดรวมในเวลาละหมาดแรก (ซุฮร/ี มัฆริบ)
2. ให้เรมิ่ ละหมาดเม่ือเข้าเวลาละหมาดของละหมาดทส่ี อง (อัศรี/ อีซาอ)์
3. และใหเ้ ริม่ ละหมาดโดยละหมาดแรกก่อน (ซฮุ ร/ี มัฆริบ)
4. ตอ่ ด้วยละหมาดท่สี องทนั ที

เง่ือนไขของการละหมาดรวม(ตะครี )
1. ต้ังเจตนาว่าจะรวมละหมาด (ตะครี ) ในเวลาละหมาดแรก
2. ละหมาดทัง้ สองเวลาให้ตดิ ตอ่ กัน

กรณีทอ่ี นุญาตใหร้ วมละหมาดได้
1. การละหมาดรวมท่ีอารอฟะฮ์ และมซุ ดาลีฟะฮ์
บรรดานักวชิ าการฟิกฮไฺ ด้มมี ติวา่ ใหร้ วมละหมาดซุฮรแี ละอศั รใี นเวลาซุฮรที อ่ี ารอฟะฮ์ และละหมาดมัฆริบกับ

อซี าอ์ ไวใ้ นเวลาอีซาอทฺ ม่ี ซุ ดาลีฟะฮ์
2. การวมละหมาดในการเดนิ ทาง

มฮี ะดีษหน่ึงกล่าววา่

ٟ‫م‬ٙ١‫اٖ اٌث‬ٚ‫ ْل ُِد اٌ َؼ ْص ُِش" س‬َٚ ُْٟ ِ‫ َُٓ اٌ َؼ ْص ُِش ف‬١ْ َ‫ت‬َٚ ‫َا‬َٕٙ١ْ َ‫َ ْع َّ َُغ ت‬٠ُ ٝ‫ َشُ َؼرا‬ْٙ ‫ َغُ اٌ اشّظُ أَ اخ َُش اٌ ُّظ‬٠‫"إِ َرا َعا َسُ لَ ْث ًَُ أَ ُْْ ذَ ِض‬

ความว่า “ท่านนบีซอลลัลลอฮูอาลัยฮีวาซัลลัมเมื่อท่านเดินทางก่อนตะวันคล้อยท่านจะประวิงการละหมาด
ซฮุ รี โดยการรวมละหมาดซุอรีกบั อศั รีในเวลาละหมาดอัศรี”

3. การรวมละหมาดอนั เนอื่ งจากฝนตก
ไดป้ รากฏหลักฐานจากฮะดีษว่า

"‫ َشُج‬١ْ ‫ٍَ ِحُ َِ ِط‬١ْ ٌَ ُْٟ ِ‫اٌ ِؼ َشا ُُِ ف‬َٚ ُ‫ َُٓ ا ٌْ َّ ْغ ِش ِب‬١ْ َ‫ َعٍا َُ َظ َّ َُغ ت‬َٚ ُِٗ ١ْ ٍَ‫ الُل َػ‬ٝ‫ُ َصٍا‬ٟ‫"أَ اُْ إٌاثِ ا‬
ความวา่ "แท้จริงทา่ นนบีศอลลลั ลอฮอู าลยั ฮีวาซลั ลัม ไดล้ ะหมาดมฆั รบิ กับอีซาอรฺ วมในคืนฝนตก"

การละหมาดยอ่ )‫(قصر الصلاة‬

การละหมาดย่อ )‫ (قصر الصلاة‬หมายถงึ การยอ่ การละหมาดทมี่ ีส่ีรอกาอตั ใหเ้ หลือสองรอกาอัต
หลกั ฐานการย่อละหมาด
หลกั ฐานจากอัลกุรอาน, อลั ลอฮฺไดก้ ลา่ วในอัลกรุ อานไว้ว่า

(101 : ُ‫ا ِِ َُٓ اٌ اصلاَ ِجُ ﴾ )إٌغا‬ٚ‫ى ُْ ظَٕا ُغ أَ ُْْ ذَ ْمصش‬١ْ ٍَ‫ َظُ َػ‬١ٍََ‫ُ الأَ ْس ِضُ ف‬ْٟ ِ‫إِ َرا َض َش ْتر ُْ ف‬َٚ ﴿
ความว่า "และเมื่อพวกเจา้ เดินทางไปในผนื แผ่นดิน ก็ไม่มบี าปใดๆ แก่พวกเจา้ ในการท่ีพวกเจ้าจะย่อละหมาด"

หลักฐานจากอัลหะดีษ

"ُِٓ ١َ‫ َس ْو َؼر‬ُْٟ ٍِّ‫ َص‬٠ ُ‫ُ فَ َشا ِع َخ‬ْٚ َ‫َا ِيُ أ‬١ِْ َ‫ َشجَُ شَلاَشَ ِحُ أ‬١ْ ‫ َعٍا َُ إِ َرا َخ َش َُض َِ ِغ‬َٚ ُِٗ ١ْ ٍَ‫ اللُ َػ‬ٝ‫ َصٍا‬ُٟ‫" َوا َُْ إٌاثِ ا‬
ความว่า "ท่านนบีศอลลัลลอฮูอาลัยฮีวาซัลลัมน้ัน เม่ือท่านออกเดินทางระยะทาง 3 ไมล์ หรือฟ๎รซัค ท่านจะ
ละหมาด 2 รอกาอัต"
ความเห็นของนกั วิชาการฟิกฮฺ
บรรดานกั วิชาการฟิกฮฺมีความเห็นพ้องต้องกันว่า การละหมาดย่อนั้น เป็นส่ิงท่ีได้ถูกบัญญัติในศาสนาอิสลาม
และสามารถทจ่ี ะปฏบิ ัติไดเ้ มอื่ มเี งอ่ื นไขตา่ งๆ ครบถ้วน

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 25

เง่อื นไขท่ีอนญุ าตให้ย่อละหมาดได้
1. การเดนิ ทางที่ศาสนาอนุญาต (มีเปาู หมายทบี่ ริสุทธิ์ และดี)
2. การเดนิ ทางจะต้องเกนิ สองมรั ฮาละฮฺ
3. ตอ้ งกระทานอกเขตหมู่บา้ น
4. ตอ้ งตงั้ เจตนาละหมาดย่อขณะตักบรี อตลุ อฮิ ฺรอม
5. ไม่อนญุ าตให้ย่อละหมาดหลงั อีหม่ามท่ลี ะหมาดเต็ม
6. อนุญาตให้ย่อละหมาดซุฮฺรี อัศรี และอีซาอฺเท่านนั้

การละหมาดญมุ อะฮ์ )‫(صلاة الجمعة‬

การละหมาดํุมอะฮ์ หมายถึง การละหมาดสองรอกาอัตที่ถูกบัญญัติให้ปฏิบัติในทุกๆวันศุกร์ซึ่งเป็นการแทน
การละหมาดซุฮรีโดยต้องปฏบิ ตั ติ ามเง่ือนไขตา่ งๆที่ไดก้ าหนดไว้
คุณคา่ ของการละหมาดญุมอะฮ์

การละหมาดํุมอะฮ์นั้นเป็นการรวมตัวประจาสัปดาห์ของคนมุสลิม และในวันน้ีพวกเขาจะมาพบปะกัน
กระชับความสมั พันธก์ ัน และจะได้รับขา่ วคราว รวมท้งั ความรตู้ า่ งๆ จากคุตบะฮขฺ องอหี มา่ ม
บทบญั ญัติของการละหมาดญมุ อะฮ์
หลกั ฐานจากอัลกรุ อาน อัลลอฮฺทรงตรสั ไวว้ า่

﴾ َُْ ْٛ ٍَّ‫شُ ٌاى ُْ إِ ُْْ و ْٕـر ُْ ذَ ْؼ‬١ْ ‫ َُغ رٌِى ُْ َخ‬١ْ َ‫ا ا ٌْث‬ٚ‫ َرس‬َٚ ُِ‫ ِر ْو ُِش الل‬ٌَِٝ‫ا إ‬ْٛ ‫ َُِ ا ٌْعّ َؼ ِحُ فَا ْع َؼ‬ْٛ َ٠ ُْٓ ِِ ‫ ُِج‬ٍَٛ‫ُ ٌٍِ اص‬َٞ ‫ ِد‬ْٛ ٔ ‫ا اِ َرا‬َِٕٛ ‫ َُٓ َُا‬٠ْ ‫َا اٌا ِز‬ُّٙ‫ـ‬٠َ‫َـآأ‬٠﴿

ความว่า "โอ้บรรดาผศู้ รทั ธาท้ังหลาย เม่ือถูกเรียกร้องให้ไปละหมาดในวันศุกร์ก็จงรีบไปสู่การราลึกถึงอัลลอฮฺ
และจงละทงิ้ การค้าขาย ดงั กล่าวน้นั เป็นความดสี าหรบั พวกเจา้ หากพวกเจ้าร"ู้ (อัลํุมอะฮฺ 9)
หลกั ฐานจากอัลฮะดีษ

‫د‬ٚٚ‫ دا‬ٛ‫أت‬ٚ ْ‫اٖ اتٓ ؼثا‬ٚ‫ لَ ٍْثِ ُِٗ " س‬ٍَٝ‫طَثَ َغُ الالُ َػ‬،‫َا‬ِٙ‫ًُٔا ت‬ٚ‫َا‬َٙ‫ َِ ُْٓ ذَ َش َنُ ا ٌْعّ َؼحَُ شَلاَ َُز َِ اشاخُ ذ‬: ُِ‫ ُي الل‬ٛ‫لَا َيُ َسع‬

ความว่า “ท่านรอซูลลุลลอฮฺได้กล่าวว่า “ใครที่ท้ิงละหมาดํุมอะฮฺสามคร้ังติดต่อกันอัลลอฮฺจะทรงปิดผนึก
หวั ใจของเขา”
ฮกู มการละหมาดญุมอะฮ์

การละหมาดํมุ อะฮ์นนั้ เปน็ ฟร๎ ดูอัยน์ (วายิบรายบุคคล) ทีม่ คี ุณสมบัตคิ รบตามท่ศี าสนบัญญตั ไิ ดก้ าหนดไว้
เงอ่ื นไขการวาญบิ ละหมาดญมุ อะฮ์

1. มุสลมิ ชาย
2. บรรลุศาสนภาวะ
3. เปน็ ไท
4. มีสติสัมปชญั ญะ
5. ไม่เป็นผู้เดินทาง
ดังน้ันการละหมาดํมุ อะฮฺไม่บังคับสาหรบั คนกาฟริ ผ้หู ญิง เดก็ ทาส คนวกิ ลจริต และผ้ทู ีอ่ ยูใ่ นการเดนิ ทาง
คฏุ บะฮว์ ันศุกร์
องค์ประกอบของคฏุ บะฮฺวันศุกรม์ ี 5 ประการ
1 ก.ารกลา่ วสรรเสรญิ พระองค์อัลลอฮ อย่างน้อยท่ีสดุ ก็ให้กลา่ ว " َُٓ ١ْ ِّ ٌَ‫"اَ ٌْ َؽ ُّْذ ِلُّلِ َس ُِّب ا ٌْ َؼا‬
2. การกลา่ วศอลาวาตต่อท่านนบี
3. การตกั เตือนถงึ การยาเกรงต่อพระองค์อัลลอฮฺ
4. การอ่านอายัตอัลกุรอานอยา่ งน้อยหน่งึ อายัต

26 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

5. การดุอาให้กบั มสุ ลิมีน และมุสลมี าตในคฏุ บะฮฺทส่ี อง

"ُ‫ا ِخ‬َٛ ِْ ‫ ْال َأ‬َٚ ُْ ْٕٙ ِِ ُُِ ‫َا‬١‫ا ٌّْ ْؤ َِِٕا ُِخ الأَ ْؼ‬َٚ َُٓ ١ْ ِٕ ِِ ‫ا ٌّْ ْؤ‬َٚ ‫ا ٌّْ ْغٍِ َّا ُِخ‬َٚ َُٓ ١ْ ِّ ٍِ‫ اُ ا ْغفِ ْشُ ٌِ ٍّْ ْغ‬ٙ‫" اٌٍا‬

เงอ่ื นไขของสองคุฏบะฮฺ
1. สองคุฏบะฮฺนนั้ จะต้องกล่าวในเวลาละหมาดซฮุ รี
2. คอฏีบจะต้องยืนในเวลาล่าวคุฏบะฮ์
3. คอฏีบจะต้องน่ังระหวา่ งสองคฏุ บะฮ์
4. คอฏบี จะต้องปราศจากหะดัษเล็กและหะดัษใหญ่
5. คอฏีบจะต้องปดิ เอาเราะฮ์

เงอ่ื นไขของการละหมาดญุมอะฮ์ทถ่ี กู ต้อง
1. ให้ปฏบิ ัติ ณ มัสยดิ ในเมอื งหรือในหมู่บ้าน
2. จานวนผู้ท่มี าํุมอะฮนฺ ้ันจะตอ้ งมีอย่างนอ้ ยท่สี ุด 40 คน ตามทศั นะของมัซฮบั ซาฟีอี
3. ใหป้ ฏิบัตใิ นเวลาละหมาดซุฮรี
4. การละหมาดํุมอะฮจ์ ะต้องทาร่วมกนั แบบญามาอะฮ์
5. กล่าวสองคฏุ บะฮ์ก่อนทาการละหมาดํุมอะฮ์
6. ต้องไม่มีการละหมาดํุมอะฮ์ล่วงหน้า หรือพร้อมๆกนั ณ มัสยดิ ในหมู่บ้านเดยี วกัน

สง่ิ ทค่ี วรปฏิบัติสาหรับคนทีจ่ ะทาการละหมาดวันญุมอะฮ์ มีดังนี้
- การอาบนา้ กอ่ นไปมัสยดิ
- การแปรงฟ๎น หรือทาความสะอาดฟน๎
- การใสน่ ้าหอม
- การตัดเลบ็ และการโกนหนวด
- การรีบไปมสั ยิดในช่วงตน้ ๆ ของวันศุกร์
- การใส่เสื้อผา้ ทสี่ วยงาม
- การไปโดยใชเ้ สน้ ทางท่ีไกล และกลับโดยใชเ้ สน้ ทางใกล้
- การนง่ั ในแถวแรก
- การอ่านอลั กุรอาน หรือการซิกีรขณะรอคอฏบี กลา่ วคฏุ บะฮ์
- การละหมาดสนุ ัตตะฮยั ยะตุลมสั ยิดก่อนที่จะนัง่
- สนุ ัตให้อา่ นซเู ราะอัลกะฮ์ฟี ในวันหรอื คนื วนั ศกุ ร์
- การต้ังใจฟง๎ คฏุ บะฮ์
- การขออภยั โทษต่ออลั ลอฮ
- การศอลาวาตแกท่ า่ นนบี

การละหมาดสุนตั รอวาติบและการละหมาดตะหียะตุลมสั ยิด

การละหมาดสนุ ัตรอวาติบ หมายถึง การละหมาดสุนตั ก่อนหรือหลังการละหมาดฟ๎รฎู
คุณค่าของการละหมาดสนุ ัตรอวาติบ

เน่อื งจากการละหมาดฟร๎ ฎูของคนๆหนึ่งมักจะไม่สมบูรณ์เต็มร้อย ฉะน้ันการละหมาดสุนัตรอวาติบจะช่วยไป
ซ่อมแซมการละหมาดฟ๎รฎูที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้สมบูรณ์ยิ่งข้ึน นอกจากน้ันอัลลอฮฺทรงให้สัญญาที่จะด้วยผลบุญอัน
มากมายอีกด้วย

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 27

การละหมาดรอวาติบท่ีเนน้ ให้ปฏบิ ตั ิ (สนู ตั มุอักกาดะฮฺ) มีดังน้ี
1. สองรอกาอตั ก่อนศบุ ฮี (ซุนนะตลุ ฟ๎จร์)
ท่านรอซูลลุลลอฮศฺ อลลลั ลอฮูอาลัยฮีวาซัลลมั ไดก้ ลา่ วไวว้ ่า ‫َا‬ٙ١ْ ِ‫ َِا ف‬َٚ ‫َا‬١ْٔ ‫ ُش ِِ َُٓ اٌ ُّذ‬١ْ ‫"" َس ْو َؼرَا اٌفَ ْع ُِش َخ‬
ความว่า "สองรอกาอตั ซนุ นะตุลฟ๎จร์นั้น ดีกว่าโลกน้ีและส่ิงท่ีมีอยู่ในโลกน้ี" รายงานโดยอะฮฺมัด มุสลิม อัตตัร

มีซี และอันนาซาอี
2. ส่ีรอกาอตั ก่อนซุฮรี และ สองรอกาอตั หลังซฮุ รฺ ี
ท่านรอซลู ลลุ ลอฮฺศอลลลั ลอฮูอาลยั ฮีวาซัลลัม ไดก้ ลา่ วไวว้ า่

، ‫ ُِٓ َت ْؼ َذَ٘ا‬١ْ َ‫فَ َسْع ْو ِشُ َؼر‬ٌَٚ‫ا‬،‫لاَِش ُِج‬ْٙ ‫ا ُِٓلَ ْثلَ ْثًَُ ًَُاٌ ُّظَص‬١ْ‫ َسأَ ْو ْسَؼَت َر ًؼ‬،َٚ ُ‫ا ِح‬،ٕ‫ َشااٌ ُُِ َع‬ُْٟ ُ‫ْؼ َُذُداٌفِ ِؼ‬١ْ َ‫ٌَ ُُِٓٗ تَت‬١ْ َُٝ‫ُحًَستْوِٕ َؼ َر‬ٚ‫ْو ََؼ‬،‫ ٍَُِٓحُتَ ْإِؼ ْش َُذَٕاحَُ ٌْ ََّػ ْغ َش ِش َُش ُِب َس‬١ْ ٌَ١ْ َٚ‫ ْوَُ َؼ َر‬ْٛ‫ َس‬٠َ َُْٟٚ ِ‫ ف‬ٝ‫َِ ُْٓ َصٍا‬

ความว่า "ผู้ใดละหมาดในวันหนึ่งกับคืนหน่ึง 12 รอกาอัต บ้านหลังหนึ่งจะถูกสร้างให้เขาในสวรรค์ น้ันคือ
4 รอกาอัตก่อนซุฮฺรี, 2 รอกาอัตหลังซุฮฺรี, 2 รอกาอัตหลังมัฆริบ, 2 รอกาอัตหลังอีซาอฺ และ 2 รอกาอัตก่ อนศุบฮี"
รายงานโดย อัตตัรมีซี และมสุ ลมิ

3. สองรอกาอัตหลังมัฆริบ
4. สองรอกาอัตหลังอซี าอ์
การละหมาดรอวาติบท่ไี มเ่ นน้ ให้ปฏิบตั ิ (สูนตั ที่ไมใ่ ช่มุอักกาดะฮ)ฺ มีดังนี้
1. การสองรอกาอตั หรือ ส่รี อกาอตั กอ่ นอศั รี
2. สองรอกาอตั กอ่ นมฆั ริบ
3. สองรอกาอตั กอ่ นอซี าอ์
การละหมาดตะหียะตลุ มัสยิด
การละหมาดตะหียะตลุ มัสยดิ หมายถงึ การละหมาดสุนตั 2 รอกาอัต เมื่อเขา้ ไปในมัสยดิ เพื่อใหเ้ กียรติแก่มสั ยดิ
ฮูกมของการละหมาดตะหียะตุลมัสยดิ การละหมาดตะฮียะตลุ มสั ยดิ นน้ั เป็นสนู ัตมอู ักกาดะฮ์
ท่านรอซูลลุ ลอฮฺศอลลัลลอฮูอาลัยฮวี าซัลลมั ได้กลา่ วไวว้ า่

ٞ‫اٖ اٌثخاس‬ٚ‫ ُِٓ " س‬١ْ َ‫ُ َس ْو َؼر‬َٟ ٍِّ‫ ذ َص‬ٝ‫"إِ َرا َد َخ ًَُ أَ َؼذوُ ا ٌْ َّ ْغ ِع َذُ َفلاَُ ذَ ْط ٌُِْ ْظُ َؼرا‬

ความว่า "เมอ่ื ใครคนใดคนหนึ่งในหมู่สูเจ้าเข้าไปในมัสยิด เขาจงอย่านั่งจนกว่าจะละหมาดสองรอกาอัตก่อน"
รายงานโดยบคุ อรี

เวลาของการละหมาดสุนัตตะหะยะตุลมัสยดิ คอื เมื่อเข้าไปในมสั ยดิ ณ เวลาใดก็ตาม

28 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

ใบความร้ทู ี่ 4
เรือ่ ง อัศ-เศาะลาฮ์

การอาซานและการอีกอมะฮ์
ความหมาย
คาว่า อาซาน หมายถึง การแจง้ ให้ทราบ, การบอกใหร้ ู้ และการประกาศ ส่วนความหมายตามนิยาม หมายถึง

การประกาศใหร้ ถู้ งึ การเขา้ สเู่ วลาของการละหมาดดว้ ยบรรดาถ้อยคาเฉพาะ
คาว่า อีกอมะฮ์ หมายถึง การให้ลุกข้ึนยืน ส่วนความหมายตามนิยาม หมายถึง การประกาศให้ผู้ท่ีมาร่วม

ละหมาดรู้วา่ อีหมา่ มพร้อมท่ีจะเรม่ิ ทาการละหมาดแลว้ ด้วยบรรดาถ้อยคาเฉพาะ
เรยี กผู้ทาการอาซานว่า มุอซั ซนิ และเรยี กผู้ทาการอกี อมะฮ์วา่ มุกีม
ความสาคญั ของอาซานและอกี อมะฮ์
1. บอกถงึ เวลาละหมาดและเปน็ การชกั ชวนไปละหมาดญะมาอะฮ์ทม่ี สั ยดิ
2. ได้รบั ความประเสริฐจากอัลลอฮเฺ พราะละหมาดเป็นความประเสริฐอนั ยงิ่ ใหญ่

การละหมาดฟรั ฎู
ความหมาย
ความหมายของคาวา่ “เศาะลาฮ”์ ในเชิงภาษาอาหรับคือ การขอดุอาอหฺ รือการขอพรและความหมาย

ในเชงิ บญั ญตั ิคอื การกลา่ วและการกระทา ซ่ึงเร่มิ ต้นดว้ ยตักบรี และจบลงด้วยสลาม
ความสาคญั ของการละหมาด
1. การละหมาด คือ เสาหลักของศาสนา
2. การละหมาดเปน็ หลักการอสิ ลามข้อที่ 2 หลังจากการกล่าวคาซะฮาดะฮฺ
3. การละหมาดเป็นศาสนกิจอันหนึ่งที่จะช่วยสานสายสัมพันธ์อันดีงามและม่ันคงระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับ

บ่าวของพระองค์
4. การละหมาดจะช่วยชาระบาป และจะช่วยชาระจิตใจให้บรสิ ทุ ธป์ิ ราศจากสิง่ ท่ีไมด่ ีตา่ งๆ
5. การละหมาดเปน็ ส่งิ ปกปูองมุสลมิ จากการกระทาความชัว่ ท้ังหลาย
6. การละหมาดทาใหเ้ กิดความเป็นเอกภาพ

ช่ือ.................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 29

ใบงานท่ี 4
เรอ่ื ง อัศ-เศาะลาฮ์

คาชี้แจง : ให้ผู้เรยี นตอบคาถามให้ถูกท่สี ดุ
1. จงให้ความหมายของคาว่า การอาซานและการอกี อมะฮ์
.......................................................................................................................... ...............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................................................................... .....................................................
.........................................................................................................................................................................................
2. จงอธบิ ายความสาคัญของการอาซานและการอีกอมะฮ์
...................................................................................................... ...................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
......................................................... ..................................................................................... ...........................................
3. จงใหค้ วามหมายของคาว่า เศาะลาฮ์
............................................................................................. ................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
................................................ .............................................................................................. ...........................................
4. จงอธิบายความสาคัญของการเศาะลาฮ์
.................................................................................... .......................................................... ...........................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.............................................................................................................................................. ...........................................
5. การเศาะลาฮไ์ ด้ถูกบัญญัตใิ ห้ปฏิบัตวิ นั ละก่เี วลา
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................ .............................................

ชอื่ .................................................สกลุ .......................................................กลุ่ม...............................

30 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

ใบความรู้ท่ี 5
เรอื่ ง การละหมาดรว่ มกัน (ญะมาอะฮ์)

การละหมาดร่วมกนั (ญะมาอะฮ์)
ความหมาย
หมายถงึ การละหมาดทีก่ ระทารว่ มกัน อยา่ งน้อยสองคน คอื อหี มา่ มหนึง่ คน และมะมมู หนึง่ คน
ความประเสรฐิ ของการละหมาดร่วมกัน (ญะมาอะฮ)์
1. การละหมาดรวมนนั้ มคี วามประเสรฐิ กวา่ การละหมาดคนเดียว
2. การละหมาดร่วมกนั นั้นเปน็ ซุนนะฮฺท่ีย่ิงใหญ่ของท่านนบี
3. การละหมาดร่วมกนั น้นั สอนให้มสุ ลิมมคี วามสามัคคีกนั
4. การละหมาดร่วมกันนน้ั ช่วยเพม่ิ ความรกั ความผกู พนั ระหวา่ งมสุ ลมิ ด้วยกนั
เงอ่ื นไขของการละหมาดญะมาอะฮ์ท่ถี ูกตอ้ ง
1. มะมูมน้ันจะต้องตงั้ เจตนาว่าจะตามอีหมา่ ม
2. มะมมู สามารถร้ถู งึ การเคล่ือนไหวของอหี ม่าม เชน่ เหน็ อหี มา่ ม ได้ยินเสียงอหี ม่าม หรือมูบลั ลิฆฺ
3. มะมูมต้องไม่นาหนา้ อหี มา่ ม
4. ไมม่ สี ิ่งกดี กันระหวา่ งอีหม่ามกบั มะมูม

การละหมาดรวม
ความหมาย
การละหมาดรวม หมายถงึ การรวมละหมาดสองเวลา ในเวลาเดียวกัน หุก่มการละหมาดรวม คือ อนุญาตให้

ทาได้
วธิ ีการรวมละหมาดตกั ดีม
1. การละหมาดรวมน้จี ะเกดิ ขน้ึ ในเวลามละหมาดแรก (ซฮุ ฺรี/มฆั ริบ)
2. เร่ิมละหมาดแรกกอ่ น (ซฮุ ฺรี/ มฆั ริบ) พรอ้ มต้ังเจตนาวา่ จะละหมาดรวมในขณะละหมาดแรกด้วย
3. เม่ือเสร็จจากละหมาดแรกแล้วใหต้ อ่ ด้วยละหมาดท่ีสองทันที
เง่ือนไขของการรวมละหมาด (ตกั ดีม)
1. ใหเ้ รม่ิ ด้วยละหมาดแรกกอ่ น คือ มัฆริบ หรอื ซฮุ รฺ ี กอ่ น อซี าอฺ หรืออศั รี
2. ต้งั เจตนาการละหมาดรวมในละหมาดแรก
3. ละหมาดท้งั สองเวลาใหต้ ิดตอ่ กนั
เงื่อนไขของการละหมาดรวม (ตะครี )
1. ตง้ั เจตนาว่าจะรวมละหมาด (ตะคีร) ในเวลาละหมาดแรก
2. ละหมาดท้งั สองเวลาให้ตดิ ต่อกัน

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 31

กรณที ่ีอนญุ าตใหร้ วมละหมาดได้
1. การละหมาดรวมทอ่ี ารอฟะฮฺ และมุซดาลฟี ะฮฺ
บรรดานกั วชิ าการฟิกฮไฺ ดม้ ีมตวิ า่ ให้รวมละหมาดซุฮฺรีและอัศรีในเวลาซฮุ ฺรีทีอ่ ารอฟะฮฺ และละหมาดมัฆริบกับ
อีซาอฺ ไวใ้ นเวลาอซี าอฺท่ีมุซดาลฟี ะฮฺ
2. การรวมละหมาดในการเดินทาง
3. การรวมละหมาดอันเน่อื งจากฝนตก

การละหมาดยอ่
การละหมาดย่อ หมายถึง การยอ่ การละหมาดทีม่ สี รี่ อกาอตั ใหเ้ หลือสองรอกาอัต
เงื่อนไขท่อี นญุ าตใหย้ ่อละหมาด
1. การเดนิ ทางทศี่ าสนาอนุญาต (มีเปูาหมายท่บี ริสุทธิ์และด)ี
2. การเดนิ ทางจะต้องเกนิ สองมรั ฮาละฮฺ
3. ต้องกระทานอกเขตหมู่บ้าน
4. ตอ้ งตงั้ เจตนาละหมาดย่อขณะตกั บีรอตลุ อิฮรฺ อม
5. ไมอ่ นญุ าตใหย้ ่อละหมาดหลังอีหม่ามทล่ี ะหมาดเตม็
6. อนญุ าตใหย้ ่อละหมาดซฮุ รฺ ี อัศรี และอซี าอเฺ ท่าน้นั

การละหมาดญมุ อะฮฺ
การละหมาดํมุ อะฮฺ หมายถงึ การละหมาดสองรอกาอัตที่ถูกบัญญัติให้ปฏิบัติในทุกๆวันศุกร์ซึ่งเป็นการแทน

การละหมาดซุฮฺรีโดยตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามเงือ่ นไขตา่ งๆที่ไดก้ าหนดไว้
คณุ ค่าของการละหมาดํุมอะฮฺ
การละหมาดํุมอะฮฺนั้นเป็นการรวมตัวประจาสัปดาห์ของคนมุสลิม และในวันนี้พวกเขาจะมาพบปะกัน

กระชับความสัมพนั ธก์ นั และจะไดร้ ับขา่ วคราว รวมทัง้ ความรูต้ ่างๆ จากคุตบะฮขฺ องอีหม่าม
เงื่อนไขการวาญิบละหมาดํมุ อะฮฺ
มุสลิมชาย บรรลุศาสนภาวะ เปน็ ไท มสี ติสมั ปชัญญะ และไม่เปน็ ผู้เดนิ ทาง
เงือ่ นไขของการละหมาดํมุ อะฮฺท่ีถูกต้อง
1. ให้ปฏิบตั ิ ณ มสั ยิดในเมืองหรอื ในหมบู่ ้าน
2. จานวนผู้ทม่ี าํมุ อะฮฺน้นั จะต้องมีอย่างน้อยทีส่ ดุ 40 คน ตามทัศนะของมซั ฮบั ซาฟีอี
3. ใหป้ ฏิบตั ใิ นเวลาละหมาดซฮุ รฺ ี
4. การละหมาดํมุ อะฮจฺ ะตอ้ งทาร่วมกันแบบญามาอะฮฺ
5. กลา่ วสองคฏุ บะฮฺกอ่ นทาการละหมาดํุมอะฮฺ
6. ตอ้ งไมม่ กี ารละหมาดํุมอะฮลฺ ว่ งหน้า หรอื พรอ้ มๆกัน ณ มสั ยดิ ในหม่บู า้ นเดียวกัน

ชอื่ .................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

32 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

ใบงานท่ี 5
เรอ่ื ง การละหมาดรว่ มกนั (ญะมาอะฮ)์

คาชแ้ี จง : ใหผ้ เู้ รยี นตอบคาถามใหถ้ ูกท่ีสุด
1. จงให้ความหมายของคาว่า การละหมาดรว่ มกัน (ญะมาอะฮ์)
............................................................................................................................. ............................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
2. จงอธบิ ายความประเสริฐของการละหมาดรว่ มกนั (ญะมาอะฮ)์
............................................................................................................................. ............................................................
.............................................................................................................................................. ...........................................
.......................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
3. จงให้ความหมายของคาวา่ การละหมาดรวมและการละหมาดยอ่
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................................
4. จงให้ความหมายของคาว่า การละหมาดํมุ อะฮฺ
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................................................ .............
..................................................................................................................... ....................................................................
5. จงอธิบายเง่ือนไขของการละหมาดํุมอะฮฺท่ีถกู ต้อง
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................................
.................................................................................................................................................... .....................................
............................................................................................. ................................................. ...........................................

ช่อื .................................................สกลุ .......................................................กล่มุ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 33

บทที่ 4
ซากาต

ความหมายของซากาต
ซากาต เป็นภาษาอาหรับ หมายถึง ความงอกงาม ความเจริญ และ ความบริสุทธิ์
ซากาต ในทางศาสนบัญญัติ หมายถึง การจ่ายทานบังคับสาหรับมุสลิมท่ีมีทรัพย์สินเงินทองครบตามจานวนที่

ถูกกาหนดไวจ้ ะตอ้ งจา่ ยให้แกผ่ ูท้ มี่ สี ทิ ธิร์ ับตามอตั ราที่ถกู กาหนดไวแ้ ลว้ ทกุ รอบ 1 ปี หรอื ตามเวลาทกี่ าหนด
ความสาคัญของซากาต

อิสลามถือวา่ จานวนของทรพั ย์สนิ ท่ีถูกนาไปจ่ายเป็นทานซากาตน้ันนาพาซึ่งความจาเริญและงอกเงยให้แก่ส่วนที่
เหลอื จากทไี่ ด้จา่ ยไป และเป็นการชาระกเิ ลสของผบู้ รจิ าคน้นั ดว้ ย
บทบญั ญตั ขิ องซากาต

อัลลอฮฺได้ทรงตรัสถึงเรื่องซากาตไว้เป็นการเฉพาะในคัมภีร์อัลกุรอาน 30 โองการและควบคู่กับการละหมาด 82
โองการ ซึ่งเกือบท้ังหมดได้ถูกประทานขณะท่ีท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม อยู่ท่ีนครมะดีนะฮ์ ในฮิจเราะฮ์
ศักราชท่ี 2 มบี ทบัญญตั ิ ท่ลี งทนี่ ครมกั กะฮ์เพยี ง 8 โองการ บทบญั ญัตใิ นเร่อื งซากาต อาทิ เช่น

1. ความว่า “จงดารงละหมาดและจงบรจิ าคซากาตฮฺ ” ( 2:110 )
2. ความว่า “จงรบั เอาทานจากสมบัติของพวกเขา เพอื่ เจา้ (มุฮาหมดั )

จะไดช้ าระพวกเขาให้สะอาดและขัดเกลาพวกเขา(ด้วยทานนน้ั ) ” ( 9:103 )
3. ความวา่ “ทานใดท่ีสูเจ้าบรจิ าคไปเพอ่ื หวงั กศุ ลจากอลั ลอฮฺ พวกเขา

(ผู้บรจิ าค) เหล่านน้ั เป็นผู้ที่ได้รับผลเพิ่มพนู ” ( 30:39 )
ฮูกมการจ่ายซากาต

การจ่ายซากาต เปน็ วาญิบสาหรับบุคคลที่มีทรัพย์สินเงินทองครบตามจานวนท่ีถูกกาหนดไว้จะต้องจ่ายให้แก่
ผูท้ มี่ สี ทิ ธิ์รับตามอตั ราทถี่ กู กาหนดไว้แลว้ ทกุ รอบ 1 ปี หรอื ตามเวลาทก่ี าหนด
เง่อื นไขวาญบิ จ่ายซากาต

1. เปน็ มุสลมิ
2. เปน็ ผ้อู สิ ระไม่ใช่ทาส
3. ครบจานวนตามบทบญั ญัติของศาสนา
4. ครบรอบเวลา 1 ปี
ประเภทของซากาต
ซากาตฮฺแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1. ซากาตฮทฺ รพั ยส์ นิ หมายถงึ การท่มี ุสลิมผู้ถือครอบครองทรัพย์สินตามพิกัดท่ีศาสนากาหนดไว้จนครบรอบ 1
ปี หรือชว่ งระยะเวลาหนง่ึ โดยจา่ ยทานบงั คับใหแ้ กม่ ุสลมิ 8 ประเภท ตามอัตราทถ่ี ูกกาหนดไว้
2. ซากาตฟิตเราะฮ์ หมายถึงการทีม่ ุสลิมทุกคน กล่าวคือ ทุกเพศ ทุกวัย ต้องจ่ายทานบังคับให้แก่มุสลิม โดย
ใช้อาหารหลักของท้องถ่ินบริจาคตามพิกัดท่ีถูกกาหนดไว้ สามารถจ่ายได้ทันท่ีเม่ือเข้าเดือนเราะมะฎอน จนถึงก่อน
เวลาละหมาดอีดิล้ ฟติ ร์
ทรพั ยส์ ินทตี่ ้องจ่ายซากาต
1. ผลิตผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร)
2. ปศสุ ตั ว์
3. ทองคา เงนิ แท่ง
4. ธรุ กจิ การค้า
5. เงินทอง
6. ขมุ ทรัพย์ และแร่

34 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

ผลติ ผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธญั ญาหาร)
ผลิตผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร) หมายถึงผลไม้ และธัญญาหาร ที่เป็นอาหารหลักของท้องถ่ิน

ใชบ้ ริโภคเป็นอาหารหนกั ได้
ผลไม้ทีต่ ้องจ่ายซากาต มีดงั นี้
1. อนิ ทผลัม
2. องนุ่
ส่งิ เพาะปลูกหรอื ธญั ญาหารท่ีต้องจ่ายซากาต มีดังน้ี
1. ขา้ วสาลี
2. ขา้ วจา้ ว
3. ถ่ัว
4. ข้าวโพด

เงอ่ื นไขวาญิบซากาตผลติ ผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธัญญาหาร) มีดงั นี้
1. เปน็ มุสลมิ
2. เปน็ อิสระ
3. เปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธิ์
4. ครบจานวนตามบทบัญญตั ิของศาสนา

พิกดั การจ่ายซากาตผลิตผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธญั ญาหาร) มดี ังนี้
พิกัดการจ่ายซากาตผลิตผลทางการเกษตร คือ 5 อุโซ๊ค หมายถึง 300 กันตัง ของแบกแดด (เท่ากับ 200

กันตงั ของไทย ) นี้เป็นอตั ราพิกัดสาหรบั ผลติ ผลทางการเกษตร ทเ่ี กบ็ ไวโ้ ดยปราศจากเปลือกแล้ว
แต่ถ้าเปน็ ผลติ ผลทางการเกษตร ทเี่ กบ็ ไว้พร้อมกบั เปลือก เชน่ ขา้ วเปลือก พิกัดการจ่ายซากาต คือ 10 อุโซ๊ค

เท่ากับ 400 กันตังของไทย ( ประมาณ 92 ถังกับ 6 ลิตร ) หรือถ้าเป็นส่ิงอ่ืนต้องมีน้าหนักประมาณ 1206 กิโลกรัม
น้อยกวา่ นี้ไม่ตอ้ งจ่ายซากาต

สาหรับอัตราบริจาคน้ัน หากเพาะปลูกด้วยตนเองและอาศัยน้าตามธรรมชาติซ่ึงไหลมาตามธรรมชาติ
เชน่ นา้ ฝน นา้ คลอง เป็นต้น ต้องบรจิ าค 10 % คอื ขา้ วเปลือก 10 ถัง บรจิ าค 1 ถงั

แต่ถ้าหากการเพาะปลูกน้ัน ต้องอาศัยเคร่ืองทุ่นแรง เช่น ใช้เคร่ืองวิดน้า ใช้รถไถนา หรือเสียค่าจ้าง อัตรา
การบริจาคกล็ ดเหลือ 5 % คอื ข้าวเปลือก 20 ถงั บริจาค 1 ถงั หรอื 10 ถงั บริจาค ครึ่งถงั
เวลาจ่ายซากาตฮฺผลติ ผลทางการเกษตร เรมิ่ หลังจากเกบ็ เก่ยี วเสร็จไม่จาเป็นตอ้ งรอครบรอบ 1 ปี
ซากาตฮปฺ ศสุ ัตว์
ปศสุ ัตว์ทีต่ อ้ งจ่ายซากาต มดี ังน้ี

1. แพะ และแกะ
2. วัว และ ควาย
3. อูฐ
เง่ือนไขวาญิบซากาต ปศุสตั ว์ มดี ังน้ี
1. เป็นมสุ ลมิ
2. เปน็ อสิ ระ
3. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
4. ครบจานวนตามบทบญั ญัติของศาสนา
5. ครบรอบปี
6. เปน็ สัตวท์ ่ีเลี้ยงเพือ่ ขาย ไม่ใช้เลี้ยงไว้ใช้งาน เปน็ ตน้

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศกึ ษา 35

พกิ ดั อัตราการจ่ายซากาต แพะและแกะ จานวนที่ตอ้ งจ่ายซากาต
จานวน แพะ อายุ 1 ปี 1 ตวั
40-120 แพะ อายุ 1 ปี 2 ตวั
121-200 แพะ อายุ 1 ปี 3 ตวั
201-300
รอ้ ยละ 1 ตวั
400 ข้นึ ไป

พิกดั อตั ราการจา่ ยซากาตฮฺ วัว และควาย

จานวน จานวนท่ตี ้องจา่ ยซากาต

30-39 ลูกววั อายุ 1 ปี 1 ตวั

40-59 ลูกววั ตัวผอู้ ายุ 2 ปี 1 ตวั

60-69 ลูกววั ตัวผู้อายุ 1 ปี 2 ตวั

70-79 ลกู วัวตัวผแู้ ละตวั เมยี อายุ 1 ปี 2 ตวั

80-89 ลกู ววั ตวั เมยี อายุ 2 ปี 2 ตวั

90-99 ลกู ววั ตัวผู้อายุ 1 ปี 3 ตวั

พกิ ัดอัตราการจ่ายซากาต อูฐ จานวนท่ตี ้องจ่ายซากาต
จานวน แพะหรือแกะ 1 ตวั
5-9

เวลาจ่ายซากาต เม่อื ครบรอบ 1 ปี และครบจานวนพิกดั ทีศ่ าสนากาหนด

ประโยชน์ของซากาต
การจา่ ยซากาตเป็นการแสดงออกถึงความยาเกรงตอ่ อลั ลอฮ และช่วยขัดเกลาจติ ใจให้บริสทุ ธ์ิ ปราศจากความ

ตระหน่ี ดังทอ่ี ลั ลอฮฺ ทรงตรสั ไวว้ ่า
ความว่า “และส่วนผู้ที่ยาเกรงยิ่งนั้น จะถูกกันไว้ให้ห่างจากไฟนรก คือผู้ท่ีบริจาคทรัพย์สินของเขาเพื่อขัด

เกลาตนเอง ”
ประโยชน์ของซากาตดา้ นสงั คม

1. เปน็ การสรา้ งความสมั พนั ธอ์ ันดีของคนในสงั คม
2. เป็นการลดช่องวา่ งระหวา่ งคนรวยกับคนจน
3. เป็นการขัดเกลาจิตใจใหร้ ูจ้ กั การเสียสละ เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่
4. เป็นการช่วยเหลือผู้คนที่ยากจน ขัดสนในสังคมและทาให้สังคมเจริญก้าวหน้า เพราะซากาตสามารถ
นามาใชส้ รา้ งสาธารณประโยชน์เพ่อื การพฒั นาสงั คม

ประโยชนข์ องซากาตด้านเศรษฐกิจ
การจ่ายซากาตทาให้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งของคนร่ารวยไหลไปสู่คนยากจนทาให้เงินหมุนเวียนและเศรษฐกิจ

เจรญิ เตบิ โต มผี ลตอ่ การกระจายรายได้เพราะซากาตเปน็ การแบ่งปน๎ ทรัพย์สินของผู้มีฐานะทางการเงินมั่นคงไปยังผู้มี
ฐานะยากจน

36 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

ซากาตฟิตร์
ความหมาย

ซากาตในเชงิ ภาษา คือ บริสทุ ธิ์ สมบูรณ์ บารอกะห์
ซากาต ในเชิงศาสนบัญญัติ คือ การจ่ายทรัพย์สินในอัตราส่วนของทรัพย์สินด้วยกฎและเกณฑ์ท่ี แน่นอน โดย
จา่ ยใหก้ ับผูม้ สี ทิ ธิร์ บั ซากาตเพือ่ อัลลอฮ
ซากาตฟิฎรฺ คือ การจ่ายพิกัดในอัตรส่วนด้วยอาหารพ้ืนเมืองของประเทศน้ันๆ เร่ิมต้ังแต่วันแรกของเดือน
รอมฎอนจนถงึ การละหมาดอีดลฟติ ร์

บทบญั ญตั ิ

َٚ‫ أ‬، ‫عٍُ َصواجَُ اٌفِ ْط ُِش ِِ ُْٓ َسِضا َُْ َصا ًػا ِِ ُْٓ ذَ ّْ ُش‬ٚ ٗ١ٍ‫ الل ػ‬ٍٝ‫ ُي الل ص‬ٛ‫فَ َش َُض َسع‬: ‫ّا لاي‬ٕٙ‫ الل ػ‬ٟ‫ػٓ اتٓ ػّش سض‬
ٓ١ّ١ٍ‫ ِِ َُٓ اٌّغ‬، ‫ ُِش‬١ِ‫اٌ َىث‬َٚ ، ُ‫ ِش‬١‫اٌ َص ِغ‬ٚ ، َٝ‫الأ ْٔص‬َٚ ، ‫اٌ ْذ َُ َو ُِش‬ٚ ، ‫اٌؽُش‬ٚ، ‫ اٌ َؼ ْثذ‬ٍَٝ‫ َػ‬، ‫ ُش‬١‫َصا ًػا ِِ ُْٓ َش ِؼ‬
(ٍُ‫ِغ‬ٚ ٞ‫اٖ تخاس‬ٚ‫)س‬.

ความว่า “รายงานจาก อิบนิ อุมัร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา)กล่าวว่า ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวาซัลลัม)
ได้บัญญตั ซิ ากาตฟิตร ของเดอื นรอมฎอน เป็นอนิ ผลมั 1 ศออฺ หรือข้าวบาเลย์ 1 ศออฺโดยบังคับแก่ทาส คนอิสระ เพศ
ชาย เพศหญิง เด็ก และผู้ใหญ่ ท่ีเปน็ มสุ ลิม

ความสาคัญและเคลด็ ลบั ของการจา่ ยซากาต
ซากาตฟิตร์ ได้ถูกตราเป็นบัญญัติในเดือนซะบาน(เดือนท่ี 8 ของอาหรับ) ปีที่ 2 แห่งฮิจเราะหฺศักราช เพ่ือให้

เกิดความสะอาดแกผู้ที่ถือศิลอด อันอาจจะเกิดความผิดผลาดข้ึน เช่น พูดจาไร้สาระ พูดหยาบคาย และเพื่อเป็นการ
ช่วยเหลอื แก่คนยากจน และคนขัดสน และอืน่ ๆ เช่น

1.ทาใหเ้ กคิ วามซาบซึง้ และความรักระหวา่ งมสุ ลมิ
2.ซอ่ มแซมสว่ นทส่ี ึกหร่อของการถอื ศลี อดของเดือนรอมฎอนทผ่ี า่ นมา
3 . ช่วยเหลอื ผู้ทม่ี ฐี านะยากจนและผู้มสี ิทธริ์ ับซากาต
4. ผกู ความสัมพนั ธ์ไมตรีระหว่างมสุ ลิม
ปรมิ าณของซากาตฟิตเราะหท์ ่ีตอ้ งจ่าย
ปริมาณของซากาตฟิตรที่กาหนดต้องจ่าย คือ สองกิโล เจ็ดกรัม ของอาหารประจาถ่ินสาหรับตนเองและผู้ที่
อยู่ความดูแลรบั ผิดชอบ
การจ่ายซากาตฟฎิ รฺสาหรบั ผู้ที่อยูใ่ นความดูแลรบั ผิดชอบ ใหจ้ า่ ยซากาตฟฎิ รเฺ รียงตามบุคคลดังต่อไปน้ี
1 .ฟติ ร์สาหรับตนเอง
2. ฟิตร์สาหรับภรรยา
3. ฟติ ร์สาหรบั ลกู ท่ียังไมบ่ รรลศุ าสนภาวะ
4. ฟติ ร์สาหรบั บิดา
5. ฟติ ร์สาหรับมารดา
6. ฟติ ร์สาหรบั ลูกทีบ่ รรลุศาสนภาวะ
7. ฟติ ร์สาหรบั บุคคลอืน่ ท่อี ยู่ในความรับผดิ ชอบ
เง่อื นไขท่จี าเป็น (วาญบิ ) ของซากาตฟิตเราะห์
1. อสิ ลาม
2. เป็นผู้ครองครองปริมาณ 1 ศออฺ ที่เป็นส่วนเกินจากอาหารของเขา และครอบครัวของเขาในวันหนึ่งกับ
คืนหนงี่ และเขายงั มีชีวิตอยูก่ อ่ นดวงอาทิตยต์ กดนิ ในวันสดุ ท้ายของเดอื นรอมฎอนและวนั แรกของเดือนเซาวาล

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา 37

สิ่งที่จาเปน็ (วาญบิ )ซากาตฟิตร์
จาเป็นต้องจ่ายซากาตฟิตเราะห์ ด้วยอาหารหลักของประเทศนั้นๆ ถ้าอาหารหลักมีหลายชนิดให้จ่ายซากาต

อาหารท่มี ีคณุ ภาพและทด่ี ที สี่ ดุ
เวลาจา่ ยซากาตฟิตร์

1. สามารถจ่ายซากาตตั้งแต่ต้นเดอื นรอมฏอน
2. จาเป็นต้องจ่ายซากาต นนั้ เป็นวายิบคอื หลงั จากดวงอาทิตยต์ กดินวนั สุดทา้ ยของเดือน รอมฏอน
3. เวลาทีด่ ีทส่ี ุด คือ หลังจากละหมาดซบุ ฮขี องวนั อีด
4. เวลามกั รูฮ์ คอื หลังละมาดอีด (โดยไม่มีเหตุอันควร)
5. เวลาฮารอม คือหลังวันอีด
วิธกี ารจ่ายซากาตฟติ ร์
1. ต้งั เจตนา(เน๊ยี ต) น้ีคือฟิตเราะห์ทจี่ าเป็นสาหรับข้าพเจ้า
2. จ่ายซากาตให้แก่ผมู้ ีสทิ ธิ์รับซากาต

วันอดี ลิ ฟติ ร์

หลังจากทาอีบาดะห์เดอื นรอมฎอนผ่านไป วันที่ หน่ึงซาวาลเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองของทั่วโลกต้อนรับวัน
อีดิลฟิตร์ กิจกรรมแรกที่ท่านนบี ศ็อลลาลอฮู อาลัยฮีวาซัลลัมได้กระทาในวันอีดิลฟิตร์ คือการละหมาดซุนนะห์วัน
อดี ลิ ฟิตร์ หลงั จากนนั้ ท่านหนั หน้าไปยงั ผรู้ ่วมละหมาดและทา่ นจะอ่านคตุ บะห์
ความหมาย

วันอดี ลิ ฟิตร์ คือ วนั เฉลิมฉลองของชาวมสุ ลมิ ทว่ั โลก หลังจากได้ถอื ศลิ อดในเดอื นรอมฎอน
บทบัญญัติว่าด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าใหม่

รายงานจาก อลั ฮาซัน อัซซิบฎี
ُْْ َ‫أ‬َٚ ‫ َُد َِا َٔ ِعُذ‬َٛ ‫ةُ تِؤَ ْظ‬١‫أَ ُْْ َٔرَ َط‬َٚ ُ‫ َُد َِا َٔ ِعذ‬َٛ ‫ ُِٓ أَ ُْْ َٔ ٍْثَ َظُ أَ ْظ‬٠‫ َذ‬١ْ ‫ ْاٌ َؼ‬ِٟ‫عٍُ ف‬ٚ ٗ١ٍ‫ الل ػ‬ٍٝ‫ َُي الل ص‬ٛ‫ ُأَ َِ َشٔا َسع‬:

‫س‬٠‫اٌؽذ‬.....ُ‫ تِؤَ ْش َّ َُٓ َِا َٔ ِعذ‬َُٟ ‫ٔ َض ِؽ‬

ความว่า “ ท่านนบีได้ส่ังพวกเราในวันอีด ให้สวมเสื้อผ้าท่ีสวยและใหม่เท่าท่ีเราสามารถหาได้ และให้ใส่
น้าหอมท่มี ีกลน่ิ หอมท่ีสดุ เท่าท่เี ราสามารถหาได้ และเชอื ดสัตวท์ ่ีมีราคาสูงท่ีสุด เทา่ ทเี่ ราจะหาได้........อลั ฮะดีษ

ความสาคญั ของวันอดี
1. เป็นการชุมนุมประจาปีของชาวมุสลิม
2. เปน็ การแสดงความสามคั คีของชาวมุสลมิ
3. เปน็ การแสดงว่าศาสนาของอัลลอฮนนั้ สมบรู ณแ์ ลว้

วธิ กี ารละหมาดวันอดิ ิลฟิตร์
1. ตกั บีรอตลุ อิฮรอมพรอ้ มตั้งเจตนา(เนียต) “

" ٌَٝ‫ُِاً ل ِلُ ذَ َؼا‬ْٛ ِْ‫ ُِٓ َِؤ‬١َ‫ َس ْو َؼر‬ٜ‫ ُِذ ا ٌْفِ ْط ِش‬١ْ ‫ عّٕ ُحً َػ‬ٍٝ‫" أص‬
ความหมาย ข้าพเจ้าละหมาดซนุ นะหว์ ันอดี ลิ ฟติ ร์ สองรอกาอตั มะมมู เพ่ืออลั ลอฮ

2. หลงั จากอา่ นดูอา อิฟตตี ะห์ ให้ตกั บีร เจด็ คร้ัง ใหอ้ ่านตัซบีฮรฺ ะหว่างตักบีร
ตซั บฮี คือ

ُِ‫ج اِ ُلا تِالل‬ٛ‫ ُلَ ل ا‬َٚ ُ‫ َي‬ْٛ ‫لَُ َؼ‬َٚ ‫الُل اَ ْوثَش‬َٚ ‫ ُلَ اٌَُِٗ اِ ُلا الل‬َٚ ُِ‫ا ٌْ َؽ ّْذلل‬َٚ ‫ ع ْث َؽا َُْ الل‬:
ُ١ْ ‫ُ ا ٌْ َؼ ُِظ‬ِّٟ ٍِ‫ا ٌْ َؼ‬

3. อา่ นอลั ฟาตีฮะห์

38 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

4. ตักบีร หา้ ครงั้ ในรอกาอตั ที่ สอง
5. อา่ นอัลฟาตีฮะห์
6. อา่ นคุตบะห์

ตกั บีรวันอดี ‫ اللُ اَ ْوثَش‬، ‫ اللُ اَ ْوثَش‬، ‫الُل اَ ْوثَش‬

‫للُِ ا ٌْ َؽ ّْذ‬َٚ ‫ اللُ اَ ْوثَش‬، ‫الل اَ ْوثَش‬َٚ ‫ُلَ اٌِ َُٗ اِ ُلا الل‬
ً‫لُا‬١ْ ‫اَ ِص‬َٚ ًُ‫ع ْث َؽا َُْ الُلِ ت ْى َشج‬ٚ ً‫شُا‬١ْ ِ‫ا ٌْ َؽ ّْذللُِ َوص‬َٚ ًُ‫شا‬١ْ ِ‫الُل اَ ْوثَش َوث‬
َُْ ْٚ ‫ َو ِشَُٖ ا ٌْ َىافِش‬ْٛ ٌََٚ ، َُٓ ٠ْ ‫ َُٓ ٌَُٗ اٌ ِّذ‬١ْ ‫ااُٖ ِ ْخٍِ ِص‬٠ِ‫لََٔ ْؼثُذ اِلُا ا‬َٚ ‫لَُ اٌَُِٗ اِ ُلا الُل‬
ََُ ‫ َ٘ َض‬َٚ ُٖ‫اَ َػ اضظ ْٕ َذ‬َٚ ، ٖ‫َُٔ َص َُش َػ ْث َذ‬َٚ ، ٖ‫ ْػ َذ‬َٚ ‫ َص َذ َُق‬، ٖ‫ ْؼ َذ‬َٚ َُ‫ُلَ اٌِ َُٗ اِلُا الل‬
‫لُلِ ا ٌْ َؽ َّذ‬ٚ ‫الُل اَ ْوثَش الُل اَ ْو َثش‬َٚ ‫ لَُ اٌِ َُٗ اِ ُلا الل‬، ٖ‫ ْؼ َذ‬َٚ ‫ْالَ ْؼ َضا َُب‬

วันอีดิลฟิตรซุนนะหต์ ซั บีฮตั้งแต่คืนวันที่ หนึง่ เดือนซาวาล จนถงึ ตักบรี ละหมาดอดี ิลฟิตร์

กิจกรรมทค่ี วรปฎิบัตใิ นวนั อิดิลฟิตร์
1. ละหมาดวนั อีด
2. สวมเสอ้ื ผา้ ท่ใี หมแ่ ละสวย
3. ใสน่ ้าหอมท่ีมีกล่ินหอม
4. เยยี่ มบุพการี
5. เยยี่ มญาติ

การอาบนา้ ซุนนะห์

ความหมาย
การอาบนา้ ซนุ นะห์ คือ การชาระรา่ งกายให้สะอาดท่ีซนุ นะห์ด้วยการอาบน้า ในโอกาสต่างๆ

ความสาคญั
การอาบน้าทีผ่ ปู้ ฏบิ ัติ จะไดร้ บั ผลบญุ และการสรรเสริญ ซึง่ เป็นการราลกึ ถึงอัลลอฮใฺ นขณะอาบน้า

บทบัญญตั ิ
ท่านนบี (ศ็อลลาลอฮุอาลยั ฮีวาสัลลัม) กล่าวว่า

(ٞ‫اٖ اٌثخاس‬ٚ‫ )س‬.ُٖ‫ َظ َغ َذ‬َٚ ُٗ ‫ ُِٗ َسأ َع‬١ْ ِ‫َ ْؼ ِغ ًُ ف‬٠ ‫ ًِا‬َٛ٠ َُ‫َا‬٠َ‫ و ًُِ َع ْث َؼح ا‬ِٟ‫ ْؼرَ ِغ ًَُ ف‬٠َ ُْْ َ‫ُ و ًُِ ِ ْغٍُِ أ‬َٝ ٍ‫ َؼُ ُك َػ‬:

ความว่า “เป็นหน้าท่ีของมุสลิมทุกคน ที่จะต้องอาบน้า คร้ังหน่ึงในทุกๆเจ็ดวัน โดยการสระผม และชาระ

ร่างกาย

ประเภทของการอาบนา้ ซุนนะห์มีดังน้ี

1. อาบน้าก่อนการละหมาดวันศุกร์ 2. อาบน้าก่อนละหมาดวนั อีด

3. อาบน้าหลงั จากอาบนา้ ศพ 4. อาบนา้ ก่อนจะอฮิ รฺ อม

5. อาบนา้ ตอนจะเข้าเมืองมักกะฮ์

ความสาคญั 2. ทาใหร้ า่ งกายสะอาด 3. เปน็ แบบอยา่ งทา่ นนบี
1. ทาให้รา่ งกายสดช่ืน

วธิ ีการอาบนา้ ซุนนะห์ 2. ตงั้ เจตนา (เนยี ต) 3. รดนา้ ใหท้ ่ัวรา่ งกาย
1. อ่าน " [ "

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 39

ใบความร้ทู ี่ 6
เรือ่ ง ซากาต

ซากาต
ความหมาย
ซากาต ในทางศาสนบัญญัติ หมายถึง การจา่ ยทานบงั คับสาหรับมุสลิมท่ีมีทรัพย์สินเงินทองครบตามจานวนที่

ถูกกาหนดไว้จะตอ้ งจา่ ยใหแ้ กผ่ ทู้ ่มี สี ิทธิร์ ับตามอัตราท่ีถูกกาหนดไวแ้ ล้ว ทกุ รอบ 1 ปี
ความสาคญั ของซากาต
อิสลามถือว่า จานวนของทรัพย์สินท่ีถูกนาไปจ่ายเป็นทานซากาตน้ันนาพาซึ่งความจาเริญและงอกเงยให้แก่

ส่วนทีเ่ หลอื จากท่ีไดจ้ า่ ยไป และเป็นการชาระกเิ ลสของผู้บรจิ าคน้ันด้วย
เงอ่ื นไขวาญิบจา่ ยซากาต
1. เป็นมุสลิม
2. เป็นผูอ้ สิ ระไมใ่ ช่ทาส
3. ครบจานวนตามบทบัญญตั ขิ องศาสนา
4. ครบรอบเวลา 1 ปี
ประเภทของซากาต
ซากาตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ซากาตทรพั ย์สิน หมายถึง การทีม่ ุสลิมผู้ถอื ครอบครองทรพั ย์สนิ ตามพิกัดที่ศาสนากาหนดไว้จนครบรอบ 1

ปี หรอื ช่วงระยะเวลาหนึ่งโดยจา่ ยทานบงั คบั ให้แก่มสุ ลมิ 8 ประเภทตามอตั ราทถี่ กู กาหนดไว้
2. ซากาตฟิตร์ หมายถึง การท่ีมุสลิมทุกคน กล่าวคือ ทุกเพศ ทุกวัย ต้องจ่ายทานบังคับให้แก่มุสลิม โดยใช้

อาหารหลักของท้องถ่ินบริจาคตามพิกัดท่ีถูกกาหนดไว้ สามารถจ่ายได้ทันท่ีเมื่อเข้าเดือนรอมฎอน จนถึงก่อนเวลา
ละหมาดอดี ลิ ฟิฏร์

ทรพั ย์สนิ ท่ตี ้องจ่ายซากาต
1. ผลิตผลทางการเกษตร (ผลไม้ และธญั ญาหาร)
2. ปศสุ ตั ว์
3. ทองคา เงนิ แท่ง
4. ธรุ กจิ การคา้
5. เงินทอง
6. ขมุ ทรัพย์ และแร่
วันอีดิลฟิฏร์
ความหมาย
วันอีดลิ ฟิฎรฺ คือ วนั เฉลมิ ฉลองของชาวมุสลมิ ท่วั โลก หลงั จากได้ถือศีลอดในเดอื นรอมฎอน
ความสาคญั ของวันอีด

40 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

1. เปน็ การชมุ นมุ ประจาปีของชาวมสุ ลิม
2. เปน็ การแสดงความสามัคคีของชาวมสุ ลิม
3. เป็นการแสดงวา่ ศาสนาของอลั ลอฮฺนั้นสมบูรณ์แลว้
กิจกรรมท่คี วรปฎบิ ัติในวนั อีดิลฟฏิ ร์
1. ละหมาดวนั อีด
2. สวมเสอื้ ผา้ ท่ีใหม่และสวย
3. ใส่น้าหอมทม่ี ีกลน่ิ หอม
4. เยีย่ มบุพการี
5. เยี่ยมญาติ
การอาบน้าสุนตั
ความหมาย
การอาบนา้ สุนตั คอื การชาระร่างกายใหส้ ะอาดทส่ี ุนัตด้วยการอาบนา้ ในโอกาสตา่ งๆ
ความสาคัญ
การอาบน้าทผี่ ู้ปฏิบตั ิจะได้รบั ผลบุญ และการสรรเสรญิ ซึ่งเปน็ การราลึกถงึ อลั ลอฮใฺ นขณะอาบน้า
ประเภทของการอาบนา้ สนุ ัตมดี ังน้ี
1. อาบนา้ ก่อนการละหมาดวนั ศุกร์
2. อาบนา้ ก่อนละหมาดวันอีด
3. อาบน้าหลงั จากอาบนา้ ศพ
4. อาบน้าก่อนจะอฮิ ฺรอม
5. อาบน้าตอนจะเข้าเมอื งมักกะห์
ความสาคญั
1. ทาใหร้ ่างกายสดชน่ื
2. ทาใหร้ า่ งกายสะอาด
3. เดนิ ตามแบบอยา่ งของท่านนบี

ชือ่ .................................................สกลุ .......................................................กลุ่ม...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา 41

ใบงานท่ี 6
เร่ือง ซากาต

คาช้แี จง : ใหผ้ เู้ รียนประดษิ ฐ์การด์ วันอดี ลิ ฟิตร์

ชื่อ.................................................สกลุ .......................................................กลุม่ ...............................

42 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

บทท่ี 5
การถือศีลอด

ความหมายของการถือศลี อด

ความหมาย
อศั ศยิ ามุ คาน้ีตามหลกั ภาษามคี วามหมายว่า อัลอมิ ซา๊ ก คือ การระงับ หยดุ นิ่งไม่พูดอัลลอฮฺผู้สงู ส่งตรสั ว่า
ความวา่ “ฉนั ได้บนบานด้วยการสงบนิง่ ไว้ ต่อพระเจา้ ผู้ทรทรงกรณุ าปราณี“ คอื งดการพดู จา

(บท มรั ยัม โองการที่ 26)

การถือศีลอด คือ การละเว้นจากการกิน การดื่ม การมีเพศสัมพันธ์ และการพูดจาไร้สาระ ตลอดจน
การกระทาที่ขัดกับคุณธรรม เร่ิมตั้งแต่รุ่งอรุณ จนถึงตะวันลับขอบฟูา ด้วยเจตนา (เนียต) เพื่อพระองค์
อัลลอฮ เทา่ นนั้

การถือศีลอด หมายถึง การงดเว้นจากการรับประทานอาหาร ดื่มน้า และร่วมประเวณี ตั้งแต่แสงรุ่งอรุณจน
ดวงอาทติ ย์ลบั ขอบฟูา พรอ้ มเนียต (ต้งั เจตนา) ในเวลากลางคืน มสุ ลิมทุกคนต้องถอื ศลี อดในเดอื นรอมาฎอน
การถือศีลอดเรม่ิ ตง้ั แต่แสงรงุ่ อรณุ จนถึงดวงอาทิตยล์ บั ขอบฟูา ไมค่ วรเป็นอยา่ งยิ่งท่ีจะกระทาความชว่ั (มะอฺศียะฮ์)
ขณะถือศีลอด

การเนียต
กาหนดให้เนยี ตไดร้ ะหว่างตั้งแตต่ ะวนั ตกจนถึงแสงอรณุ ของทุกคืน การเนียตนน้ั ใหเ้ นียตดังนี้

" َُٝ ٌ‫ ََُ َغذُ َػ ُْٓ أَ َداُُ فَ ْش ِضُ َس َِ َضا َُْ ِللُِ َذ َؼا‬ْٛ ‫ ُد َص‬٠ْ َٛ َٔ "

"ข้าพเจา้ ถือศีลอดวันพรงุ่ น้ี ฟ๎รดูเดือนรอมฎอนปนี ้ี เพือ่ อัลลอฮ"
ความสาคญั

1. เป็นอิบะดะหท์ ี่อัลลอฮจะตอบแทนผลบญุ ดว้ ยพระองค์เอง
2. เปน็ การแสดงออกถึงความรกั ซึงกนั และกันในสังคม
3. เปน็ การแสดงออกถึงความเป็นเอกภาพ
4. เปน็ ศาสนกจิ อนั หน่ึงจะชว่ ยสานสัมพันธ์อันดีงามและมนั่ คงระหว่าง อัลลอฮกับบา่ วของพระองค์
5. ดอุ าจะถกู ตอบรับและอภยั โทษ
6. ให้เกดิ ฝึกมสุ ลมิ ให้เกดิ ความยาเกรงต่ออลั ลอฮ

บทบญั ญัติการถอื ศลี อด
การถอื ศลี อด (อัศ-ศยิ าม) เป็นอบิ าดะฮ์หนึง่ ที่สาคัญในหลักการอิสลาม 5 ประการที่ได้ถูกบัญญัติลงมาในวันท่ี

2 เดือนชะอ์บาน ปีที่ 2 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช ซ่ึงเป็นการยืนยันถึงข้อเท็จจริงท่ีได้ถูกบัญญัติไว้แก่ประชาชาติยุคก่อน
สมัยท่านนบีมูหัมมัด ซ่ึงวิธีการปฏิบัตินั้นจะแตกต่างจากวิธีการปฏิบัติของประชาชาติในอดีต และเป็นสิ่งที่วายิบ
สาหรบั มุสลมิ ทกุ คนอัลลอฮทรงตรสั

ความวา่ : โอบ้ รรดาผู้ศรัทธาเอย๋ การถือศลี อดไดถ้ ูกบัญญตั ิแกพ่ วกเจ้า ดังเชน่ ได้ถูกบญั ญัติแก่ประชาชาติก่อน
หน้าพวกเจา้ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยาเกรง (อลั กุรอาน ‫اٌثمشج‬183)

ส่ิงทีจ่ าเป็น (วายิบ) การถือศลิ อดในเดือนรอมฏอน น้ันวายิบแกผ่ ูท้ ีม่ ีเงือ่ นไขดงั นี้
1. อสิ ลาม
2. มสี ติสัมปชัญญะ
3. บรรลุศาสนภาวะ
4. ไมอ่ ยใู่ นระหวา่ งเดินทาง

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดบั ประถมศกึ ษา 43

5. ปราศจากประจาเดือนและเลอื ดหลังคลอดบุตร
6. ต้งั เจตนาในเวลากลางคนื
7. รถู้ งึ เวลาของการถือศิลอด
สิ่งท่ีควรปฏบิ ตั ิ(สุนนะฮฺ)
1. ทานซาฮูร ในเวลาก่อนเวลาละหมาดซุบฮฺ ประมาณ 30 – 40 นาที
2. ให้รบี ละศลี อด
3. บรจิ าคทรัพยใ์ ห้มาก
4. ละหมาดสนุ ัตตารอวีฮ และวีตีร
5. อ่านอัลกุรอานให้มาก
6. อา่ นดอุ าอ์ก่อนละศีลอด
ส่งิ ท่ีมกั รฮุ
1. ไมร่ ีบละศลี อด
2. ชมิ อาหารทป่ี ลายล้ิน
3. หยอกลอ้ กันระหว่างสามี และภรรยา จนเกิดอารมณท์ างเพศ
4.ทาให้เลอื ดออกโดยเจตนา
คุณสมบัติผ้ทู จ่ี ะต้องถือศลี อด
1. เปน็ มุสลมิ
2. มีสตสิ มั ปชญั ญะ
3. บรรลุสาสนภาวะ
4. มสี ุขภาพดี
5. คนมกุ มี ( อยูใ่ นพ้ืนที่ )
6. ถ้าเป็นสตั รตี อ้ งปราศจากประจาเดอื นและนิฟาส
สงิ่ ที่ทาให้เสียศลิ อด
1. มีส่ิงใดสิง่ หน่งึ เข้าไปในกระเพาะอาหารผ่านชอ่ งตา่ งๆของอวยั วะ
2. การร่วมประเวณรี ะหวา่ งสามีและภรรยา
3. หล่งั น้าอสจุ ิออกมาโดยเจตนา
4. เสยี สติ
5. มเี ลือดประจาเดอื น
6. มเี ลอื ดหลังคลอดบุตร
7. อาเจียนโดยเจตนา
8. เป็นลม
9. มุรตัด คือออกจากศาสนาอิสลาม
ความสาคัญและประโยชน์ของการถอื ศีลอด
1. ฝึกความอดทน
2. เพื่อให้มีความอกเห็นใจต่อคนยากจน
3. ฝึกให้ความประหยัด
4. เพือ่ ให้มีความออ่ นน้อมถ่อมตน
5. เพ่ือใหม้ ีความซ่ือสตั ย์
6. เพื่อใหร้ ะลึกถึงอลั ลอฮเฺ ปน็ อปุ นิสยั

44 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อัลฟิกฮฺ 1) ระดบั ประถมศึกษา

ฮกู ม สาหรับผทู้ ี่ไมถ่ ือศิลอด
ฮูกมฮะรอมสาหรบั มุสลมิ ทีค่ รบเงื่อนไขการถอื ศลิ อด แต่หากไม่ถือศิลอด ถือว่าไดทาบาปใหญ่ ส่วนผู้ท่ีปฏิเสธ

วา่ การถือศลิ อดน้ันเปน็ วายบิ เขาได้ตกศาสนาแล้ว

ลยั ละตลุ กอ็ ดร์

คนื ลยั ละตุลก็อดร์ เป็นคืนหน่งึ ทีม่ ีอยูใ่ นเดือนรอมฎอน ซึง่ ในคืนลยั ละตุลกอ็ ดร์ มีความประเสริฐดงั นี้
1. เปน็ คนื ทอี่ ัลลอฮทรงประทานอัลกุรอาน
2. เป็นคืนที่มลาอีกตั ของอัลลอฮและญิบรลี ลงมายงั โลก
3. เป็นคนื ท่ีอลั ลอฮประทานความสงบสุข และการให้อภยั
4. เป็นคืนที่ประเสริฐกว่าทุกคืน คือ การปฏิบตั ิศาสนกจิ ในคืนน้จี ะได้รับผลบญุ ทวีคณู กวา่ หนึ่งพันเดือน
บทบัญญตั จิ ากอลั กรุ อานและอัลฮะดษี
อลั ลอฮฺทรงตรสั วา่ -

ความวา่ “คืนลัยละตลุ กอ๊ ดรฺมีความประเสรจิ กวา่ หนง่ึ พันเดือน
-ทา่ นนบี ศ๊อลลัลลอฮูอาลยั ฮิวาซัลลมั กลา่ ววา่

ٗ١ٍ‫ا ْؼرِ َغاتاًُ غفِ َشٌَ ُٗ َِاذَمَ ّذ ََُ ِِ ُْٓ َر ْٔثُِ ُِٗ" ِرفك ػ‬َٚ ‫ َّأًا‬٠ْ ِ‫ٍَحُ ا ٌْمَ ْذ ِسُ ا‬١ْ ٌَ ََُ ‫ َِ ُْٓ لَا‬َٚ

ความว่า และผู้ใดได้กระทาอีบาดะฮ์ในคืนลัยละตุลก๊อดร์ด้วยความศรัทธาและหวังผลบุญอัลลอฮ จะทรงยก
โทษบาปทเี่ ขากระทาก่อนหนา้ นนั้
สญั ลักษณ์ของลยั ละตลุ ก๊อดร์

1. ดวงจันทร์ในคนื ลัยละตุลก๊อดร์จะมแี สงสวา่ ง
2. สภาพท่ัวไป สงบ ไมร่ ้อน ไมห่ นาว
3. ต้นไม้และทุกสิ่งจะก้มกราบและเงยขึ้นใหม่
4. แสงจากดวงอาทติ ย์จะอ่อนในเช้าหลงั จากคนื ลยั ละตลุ ก๊อดร์

ดอู ารค์ ืนลยั ละตลุ ก๊อดร์ " ِّٟٕ‫ فَا ْػفُ َػ‬َُٛ ‫ُ ذ ِؽ ُّةُ ا ٌْ َؼ ْف‬ٛ‫ اُ إِٔا َهُ َػف‬ٙ‫" اٌٍا‬

ความวา่ โอ้อลั ลอฮ แท้จริงพระองคเ์ ปน็ ผู้ทรงอภัยโทษ พระองค์ทรงรกั การอภยั โทษ ขอพระองคไ์ ด้ทรงโปรด
อภยั ใหฉ้ นั ดว้ ย

ส่งิ ทีค่ วรปฎิบัติในลัยละตุลก๊อดร์
1. ควรละหมาดสนุ นะหฺให้มาก
2. ควรอ่านอัลกุรอานให้มาก
3. ควรขอดูอาและอภัยโทษให้มาก

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟกิ ฮฺ 1) ระดับประถมศกึ ษา 45

ใบความรู้ที่ 7
เร่ือง การถอื ศลี อด

การถอื ศลี อด
ความหมาย
การถือศีลอด คือ การละเว้นจากการกิน การด่ืม การมีเพศสัมพันธ์ และการพูดจาไร้สาระ ตลอดจนการ

กระทาทข่ี ัดกับคุณธรรม เรม่ิ ตง้ั แตร่ ่งุ อรุณจนถงึ ตะวนั ลับขอบฟูาด้วยเจตนาเพือ่ พระองคอ์ ัลลอฮฺเท่าน้ัน
ความสาคญั
1. เป็นอบิ าดะฮท์ อ่ี ลั ลอฮจฺ ะตอบแทนผลบญุ ด้วยพระองค์เอง
2. เป็นการแสดงออกถงึ ความรักซงึ่ กนั และกันในสงั คม
3. เปน็ การแสดงออกถงึ ความเป็นเอกภาพ
4. เป็นศาสนกิจอนั หนึ่งจะช่วยสานสัมพนั ธอ์ ันดงี ามและมน่ั คงระหวา่ งอัลลอฮฺกับบ่าวของพระองค์
5. ดอุ าอจฺ ะถกู ตอบรับและอภัยโทษ
6. ฝกึ มุสลมิ ใหเ้ กิดความยาเกรงต่ออัลลอฮฺ

ลยั ลาตลุ กอดร์
คนื ลัยลาตุลกอดร์เป็นคืนหน่งึ ทมี่ ีอยใู่ นเดือนรอมฎอน ซึ่งในคนื ลัยลาตลุ กอดร์มคี วามประเสรฐิ ดงั นี้
1. เป็นคนื ที่อัลลอฮทฺ รงประทานอลั กรุ อาน
2. เปน็ คนื ทีม่ ลาอีกะฮฺของอลั ลอฮฺและญิบรีลลงมายังโลก
3. เปน็ คนื ทอี่ ัลลอฮฺประทานความสงบสขุ และการให้อภัย
4. เป็นคนื ท่ีประเสรฐิ กวา่ ทกุ คืน คือ ในคนื นจี้ ะได้รบั ผลบญุ ทวีคูณกว่าหนงึ่ พันเดือน
สญั ลักษณข์ องลยั ลาตลุ กอดร์
1. ดวงจันทร์ในคนื ลัยลาตุลกอดร์จะมีแสงสวา่ ง
2. สภาพท่ัวไปสงบ ไม่รอ้ น ไมห่ นาว
3. ต้นไมแ้ ละทุกส่ิงจะก้มกราบและเงยขนึ้ ใหม่
4. แสงจากดวงอาทิตย์จะอ่อนในเช้าหลังจากคืนลยั ลาตุลกอดร์
ส่งิ ท่ีควรปฎิบตั ิในลยั ลาตลุ กอดร์
1. ควรละหมาดสุนัตให้มาก
2. ควรอ่านอลั กุรอานให้มาก
3. ควรขอดอู าอแฺ ละอภยั โทษใหม้ าก

ชอ่ื .................................................สกลุ .......................................................กลุม่ ...............................

46 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 1 (อลั ฟิกฮฺ 1) ระดับประถมศึกษา

ใบงานท่ี 7
เรอ่ื ง การถือศีลอด

คาชีแ้ จง : ใหผ้ ูเ้ รยี นวาดรปู เทศกาลการถอื ศีลอด

ชื่อ.................................................สกลุ .......................................................กลุ่ม...............................


Click to View FlipBook Version