ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 1
2 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ พิมพ์และจัดจำ�หน่ายโดย สำ�นักพิมพ์กรีน ปัญญาญาณ ในเครือสำ�นักข่าวทีนิวส์ ๕๐/๓๓ ม.๕ ถ.ประชาราษฎร์สาย ๑ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐ โทร. ๐๒-๕๒๕-๔๒๔๒ # ๒๐๙-๒๑๐ แฟกซ์ : ๐๒-๕๒๕-๔๗๖๔ www.gppbook.com, E-mail : [email protected] บรรณาธิการอำ นวยการ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม รองบรรณาธิการอำ นวยการ โกศล โพธิ์สุวรรณ ผู้ช่วยบรรณาธิการอำ นวยการ เอกชัย ชัยเชิดชูกิจ ที่ปรึกษา ภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ เวทิน ชาติกุล ฉัตรชัย ภู่โคกหวาย ธัชพงศ์ ธรรมพุฒิพงศ์ บรรณาธิการบริหาร ศักดิ์ศรี บุญรังศรี บรรณาธิการ ไญยิกา เมืองจำ นงค์ กองบรรณาธิการ ณัฐวุฒิ แจ๊ดสูงเนิน / สุวิมล อุตอามาตย์ ผู้อำ นวยการฝ่ายผลิต อนิรุทธ์ สุวคันธกุล ผู้อำ นวยการฝ่ายการตลาด เจนจิรา เจริญชีพ รูปเล่ม พนม ลอสี พิมพ์ที่ บริษัท พิมพ์ดีการพิมพ์ จำกัด โทร. ๐-๒๙๑๙-๑๔๘๑ ราคา ๑๘๐ บาท มือใหม่อยากรู้ ดูพระสมเด็จ โดย ทีมงานอุณมิลิต ISBN : 978-616-526-404-4 พิมพ์ครั้งที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๖
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 3 ค�ำน�ำผู้เขียน สมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ (โต พรหมรังสี) อดีตเจ้าอาวาสวัด ระฆังโฆสิตาราม กทม.ท่านเป็นพระเถระที่มีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็น จำนวนมากทั้งนี้ด้วยเหตุที่ท่านมีอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ อย่างมาก ทั้ง ยังปรากฏปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เล่าลือไม่รู้จบสิ้น แม้เรื่องราวของท่านจะล่วงเลยมากว่าสองร้อยปีก็ตามแต่ความ เคารพศรัทธาท่านจากมหาชนหาน้อยลงไม่ นับวันก็จะมีผู้เลื่อมใสท่าน มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เคยปรากฏมีในพระคณาจารย์รูปใดมาก่อน เพื่อ บันทึกตำนานเรื่องราวของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อย่างเก็บตกมาเพื่อเติมเต็มเรื่องราวบางส่วนของท่านที่อาจ ขาดหายไป จึงนำมาบันทึกในหนังสือฉบับนี้ ซึ่งทีมงานอุณมิลิตได้เรียบเรียงจากคำบอกเล่า ของผู้ที่ทันยุคที่ เล่าสืบต่อกันมาสู่คนรุ่นปัจจุบันตลอดจนเอกสารที่พอสืบค้นได้ อย่าง “สมุดสมเด็จ” “ประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฉบับพระยาทิพยโกษา” งานเขียนที่วงการพระเครื่องยอมรับโดยสากล อย่างอรรถาธิบายพระ สมเด็จโดยท่านตรียัมปวาย และจากความเห็นนักนิยมพระเครื่องที่ ศรัทธาเคารพท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตในทุกระดับมาประมวลไว้ ซึ่ง แน่นอนว่า ไม่อาจบันทึกเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ไพศาลของอมตเถระรูปนี้ได้ อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ก็เนื่องจากหลักฐานบางอย่างได้ขาดหายไป เหลือแต่ คำบอกเล่าสืบต่อ ทั้งล่วงเลยมานานผู้คนที่ทันยุคก็จากไปตามกาลเวลา
4 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ การสืบค้นก็พยายามค้นคว้าอย่างเป็นกลางไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายใด อย่างไรก็ตามบันทึกเรื่องราวของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ฉบับนี้ ก็อาจมีผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เนื่องจากบางส่วนอาจแย้งกับความเชื่อที่เคยมีมาก็ขอให้เห็นว่า เป็น บันทึกความเชื่อทางสังคมฉบับหนึ่ง ซึ่งพยายามท�ำอย่างเป็นเหตุเป็นผล มากที่สุด ซึ่งนับว่า เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับสำนักพิมพ์กรีน ปัญญาญาณ และจัดทำในรูปแบบที่ปรับปรุงให้กระชับ และยังคง คุณภาพความชัดเจน เหมาะกับผู้สนใจศึกษาวิธีพิจารณา “พระสมเด็จ” จักรพรรดิพระเครื่องแห่งสยามประเทศ ซึ่งยังมีอยู่มากมายที่อาจได้เป็น เจ้าของ โดยไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างที่เคยคิด หากได้ศึกษาจาก หนังสือ ฉบับนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านคงได้สาระและประโยชน์พอสมควร กับ “มือใหม่อยากรู้ดูพระสมเด็จ” ที่รับรองว่า อ่านแล้ว คงเป็นมือใหม่ ที่รู้ และดูพระสมเด็จ ได้อย่างที่ต้องการ ทีมงานอุณมิลิต
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 5 ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์ นามของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) เป็นนามพระเถระที่คนไทย ทุกคน เคารพศรัทธามาเนิ่นนาน ความลือลั่นอันเกิดจากบุญญาภินิหาร และสติปัญญาอันปราดเปรื่องของท่านนั้น ได้ถูกเล่าขานกันมารุ่นต่อ รุ่น จนถึงปัจจุบัน แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไป แต่ศรัทธาของชาวไทยไม่มี เสื่อมถอย กลับทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ขจรขจายมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามวัน เวลา จะเห็นได้จากการจัดสร้างรูปเคารพต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค ในไทย และพระคาถาชินบัญชร ที่นิยมสวดกันเป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ ประจำครัวเรือน และผู้คนจำนวนไม่น้อยก็เชื่อกันว่า ท่านเป็น “พระ โพธิสัตว์” องค์หนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว แน่นอนว่า สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับประวัติชีวิต และบุญญาภินิหาร ในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็คือ “พระสมเด็จ” ซึ่งเป็นตำนานการ สร้างลือลั่นแห่งองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เราคงได้ทราบกันมา บ้างแล้วว่า ท่านได้สร้างพระสมเด็จไว้มากมายสุดคณานับ ทิ้งไว้เป็น มรดกลำ้ค่าให้ลูกหลานในเมืองไทย ยิ่งผู้คนมีความศรัทธามากขึ้น “พระ สมเด็จ” ของท่านก็ยิ่งทวีมูลค่าสูงขึ้นไปด้วย และนั่นเป็นที่มาแห่ง คำถามกับพระสมเด็จที่หลายคน มีไว้ครอบครอง บางคนเชื่อมั่นมาแต่ ครั้งแต่ปู่ย่าตายาย ว่าพระของตนคือพระสมเด็จแท้ๆ! มาเจอเซียนพระ ฟันธงว่าเก๊เข้า ก็เล่นเอาเสียศูนย์กันไปยกครัวเลยทีเดียว ดังนั้น การจัดทำหนังสือเล่มนี้ จึงนับว่าเป็นโชคดีประการหนึ่งของ ทาง สนพ.กรีน ปัญญาญาณ และถือเป็นเกียรติอย่างสูง ที่ทางทีมงาน ของ “อุณมิลิต” ไว้วางใจให้นำข้อมูลจากหนังสือ “ตำรับพรหมรังสี”
6 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ มาจัดพิมพ์เผยแพร่ เพราะเห็นได้ชัดว่า ในเนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ มี การสืบค้นด้วยความพยายามอย่างยิ่ง อีกทั้งการลงทุน “ทดลองจริง” ให้ได้เห็นถึงความเป็นไปได้ของข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีบางท่านที่ไม่ เห็นด้วย เพราะขัดแย้งกับข้อมูลที่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่ท้ายที่สุด ความ ทุ่มเทด้วยใจเป็นกลางของทีมงาน “อุณมิลิต” ก็ดูเป็นเหตุเป็นผลอย่าง ที่ทางสำนักพิมพ์กรีน ปัญญาญาณไม่อาจมองข้ามผ่านไปได้ และมากไปกว่าเรื่องของเก๊ ... ของแท้ ... ประเด็นสำคัญที่สุดที่เรา ต้องการนำเสนอ คือการอยากให้ผู้อ่านทุกท่านได้เห็นถึง สรรพวิชาความ รู้แห่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ และหลากหลายบูรพาจารย์ ที่ได้พิถีพิถัน คิดค้น สืบต่อตำราความรู้ ที่ต้องผนวกเอาทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าไว้ด้วย กันอย่างแยบยลและปราณีต ด้วยเหตุนี้ หนังสือที่ท่านถืออยู่ในมือ จึง ไม่ใช่เพียงคู่มือดูพระสมเด็จ หากแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์อันทรง คุณค่าเล่มหนึ่ง อันจะนำพาให้ท่านผู้อ่านที่เลื่อมใสศรัทธา ในองค์สมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) ได้มองเห็นคุณค่าที่อยู่นอกเหนือไปจากตัววัตถุ ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าท่านจะมีพระสมเด็จไว้ในครอบครองหรือ ไม่ จะเชื่อข้อมูลที่เรานำเสนอมากน้อยเพียงใด...ก็ขอให้ท่านดำรงไว้ซึ่ง ความศรัทธาในองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ให้เชื่อมั่นในบารมีของ ท่านเจ้าประคุณฯ น้อมเอาคุณธรรมต่างๆ นั้นมาประพฤติปฏิบัติด้วย ใจศรัทธา อยู่ในศีลในธรรมเพื่อถวายแด่องค์สมเด็จฯ อันชื่อว่าท่านเป็น ครูบาอาจารย์อันสูงสุดท่านหนึ่งในเมืองไทย ดังนี้แล้ว สมเด็จที่แท้ก็จะ อยู่ในใจของท่านผู้ศรัทธาทุกคนอย่างแน่นอน สำนักพิมพ์กรีน ปัญญาญาณ
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 7 ส า ร บั ญ ๑. ประวัติสังเขป สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ๒๕ อารมณ์ขันสมเด็จโต ๔๔ ที่มาของ “สมเด็จ” ๔๗ พายเรือรับบาตร ๔๘ ระงับเรื่องวิวาท ๕๒ รับจ้างเทศน์ ๕๓ สมเด็จติดบ่วง ๕๔ สมเด็จให้หวย ๕๕ กุศโลบายของสมเด็จ ๕๘ ยายแฟงสร้างวัด ๕๙ สมเด็จช่วยโจร ๖๐ สมเด็จเข็นเรือ ๖๐ ห้ามแจวเรือผ่านพระที่นั่ง ๖๑ เวทวิทยาในสมเด็จโต ๖๓ ๒. อรรถาธิบาย การสร้างพระสมเด็จ ๘๑ ปฐมเหตุการสร้างพระพิมพ์ของสมเด็จโต ๘๔ ข้อข้องใจ... จุดเริ่มต้นสร้างพระสมเด็จ ๘๗ ๓. อรรถาธิบาย มวลสารสร้างพระสมเด็จ ๑๐๕ การสร้างพระพิมพ์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ๑๑๑ ผงศักดิ์สิทธิ์ มวลสารพระสมเด็จ ๑๑๓
8 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ สมเด็จมวลสารอื่นๆ แม้ไม่โด่งดังแต่ขลังไม่เป็นรองใคร ๑๑๕ ศิลาธิคุณ มวลสารศักดิ์สิทธิ์หายาก สิ่งการรันตีจริง-ปลอม ๑๒๕ ปูนกินหมาก ตัวประสานเนื้อทำพระสมเด็จ ๑๒๙ ๔. การพิจารณา พระสมเด็จเบื้องต้น ๑๓๑ การพิจารณาทางเนื้อ ๑๓๒ การพิจารณาทางพิมพ์ ๑๓๘ การพิจารณาบางประการในพระสมเด็จ สำหรับผู้สนใจ (เบื้องต้น) ๑๔๒ ข้อพิจารณาการตัดขอบพระสมเด็จ ๑๔๕ ข้อพิจารณาแป้งโรยพิมพ์ ๑๔๙ ข้อพิจารณาน้ำหนักพระสมเด็จ ๑๕๐ ข้อพิจารณาเนื้อในพระสมเด็จ ๑๕๑ ข้อพิจารณาการแตกลายงาของพระสมเด็จ ๑๕๔ ข้อพิจารณาเรื่องยางรัก ๑๕๖ ๕. การปลุกเสกพระพิมพ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ ๑๖๗ การปลุกเสกพระสมเด็จวัดใหม่อมตรส ๑๗๓ กรรมฐานแบบลำดับ (มัชฌิมา) เมตาเจโตวิมุติกับการอธิษฐาน พระสายสมเด็จสังฆราชสุก ไก่เถื่อน ๑๗๕ บทส่งท้าย พระนอกพิมพ์... ของจริงหรือของเล่นหลอกเด็ก ๑๗๗ ภาคผนวก ๑๘๒ พระสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์ ๑๘๓ ศิลาธิคุณ โดย พ.อ.อุทัย ปัทมจิต ๑๙๓
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 9 สมเด็จพระพุฒาจารย์ อเนกสถานปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธุตคุณ สิริสุนทร พรตจาริก อรัญญิกคนฤศร สมณนิกร มหาปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลศีลขันธ์
10 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ บ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 11 แก้วรัตนะสมเด็จ
12 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ประธาน พระองค์นี้แตกลายงาแบบที่เรียกว่า “สังคโลก” (หลกฮุ่นเผื่อน) ซึ่งจะพบ มากในสมเด็จวัดระฆังที่แตกลายงาซึ่งเกิดจากการผึ่งพระในที่โล่งมีแดด ค่อนข้างแรงท�ำให้เนื้อพระขณะแข็งตัวคายความชื้นออกเร็วกว่าปกติจึงเกิด การแตกระแหง แบบผืนนาหรือลายสังคโลก หากพิจารณารอยตัดข้างของ พระองค์นี้จะมีความแตกต่างจากองค์ที่แตกลายแบบไข่นกปรอด ที่น�ำมา เทียบเคียงโดยพระองค์นี้ตัดข้างโดยบุคคลอื่นที่มิใช่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทั้งนี้ ด้วยเอกลักษณ์ที่ปรากฏในรอยตัดนั้นบ่งบอกถึงการตัดโดยเจ้าประคุณสมเด็จฯ นั้น รอยตัดก็ยังมีความอัศจรรย์น่าฉงนสนเท่ห์ไม่น้อยอันแสดงถึงความเป็น อัจฉริยภาพที่โดดเด่นเหนือคนสามัญ
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 13 ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ประธาน องค์นี้แตกลายงาแบบที่เรียกว่า “ไข่นกปรอด” เมื่อพิจารณาจากการตัดมี ที่รอยแฉลบ อันเป็นเอกลักษณ์ประจ�ำตัวของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ และ มีรอยกดด้วยรัดประคดอันเป็นต�ำหนิที่ท่านท�ำไว้ เพื่อบอกว่าองค์นี้กดพิมพ์ และตัดขอบโดยเจ้าประคุณสมเด็จฯ เอง เมื่อน�ำไปทดสอบถ่ายรูปออร่า ดูพลังที่ประจุอยู่ก็จะพบว่ามีรัศมีสีขาวเป็นพื้นซึ่งเป็นลักษณะพลังออร่า ที่พบในพระสมเด็จฯ
14 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จสองคลอง หมายถึงพระสมเด็จวัดระฆังที่มีคราบกรุอย่างพระสมเด็จที่ได้จากกรุ วัดบางขุนพรหม ซึ่งบอกยืนยันว่าเป็นพระของวัดระฆังฝากกรุเดิม ที่พระ ประเภทนี้ถูกปฏิเสธจากนักนิยมพระบางกลุ่ม เพราะเห็นว่าคาบลูกคาบดอก เป็นพระสองคลองต่อมาเมื่อหาพระสมเด็จวัดระฆังยากเข้าก็หันกลับมา ยอมรับ จึงกลายเป็นว่าความแท้ของพระสมเด็จอยู่บนการก�ำหนดของคน บางกลุ่มเท่านั้น
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 15 ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ พระพิมพ์นี้จัดเป็นพระสมเด็จพิมพ์หนึ่งที่มีความเห็นยังไม่ตรงกัน พระปรกโพธิ์เชื่อกันว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างในคราวได้เลื่อนสมณศักดิ์ ซึ่งมีหลายแบบโดยเฉพาะโพธิ์เม็ด เรียกว่า “สมเด็จเขียว” มีชื่อมากคราว เกิดโรคระบาดที่เรียกว่า “ปีระกาป่วงใหญ่” มีผู้เอาสมเด็จพิมพ์นี้ไปท�ำ น�้ำมนต์ เกิดรอดตายจากโรคร้ายเป็นอันมากจนกิตติศัพท์พระสมเด็จ เลื่องลือไปทั่ว
16 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จกับศิลาธิคุณ พระสมเด็จประธานองค์นี้ มีพระเศียรในลักษณะที่เรียกว่าผลมะตูม พุทธ ลักษณะจะล�้ำลึก เรียกว่า “ทรงกระบอก” ปัจจุบันไม่พบมากนัก ซึ่งเดิมที การเล่นหาพระวัดระฆังพิมพ์ประธาน มีแบ่งแยกพิมพ์ออกอีกไม่น้อยกว่า ๙ พิมพ์ทรง ต่อมาได้ตัดทอนลงเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ชัดเจนในการแลกเปลี่ยน จนท�ำให้พิมพ์นี้ถูกมองข้ามไป ธรรมชาติของเนื้อพระองค์นี้เป็นตัวอย่างที่ ดี ในการพิจารณา “ศิลาธิคุณ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ส�ำคัญที่ใช้ประกอบการ พิจารณาว่าเป็นเนื้อสมเด็จหรือไม่ เพราะเนื้อศิลาธิคุณจะค่อยๆ แปรสภาพ เป็นหิน ซึ่งต่างจากปูนที่เมื่อผ่านการเวลายึดตัวจะค่อยสลายลงที่เรียกว่าปูน หมดยาง แต่พระสมเด็จยิ่งนานจะยิ่งแกร่ง
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 17 พระสมเด็จที่เจ้าประคุณสมเด็จแกะแม่พิมพ์เอง เป็นที่เชื่อกันว่าผู้แกะพิมพ์พระสมเด็จนั้นมีหลายคณะ รวมทั้งที่เจ้าประคุณ สมเด็จฯ แกะแม่พิมพ์เอง แม้วงการนิยมพระเครื่องเองก็เชื่อเช่นเดียวกัน เพียงแต่ความเห็นเรื่องนี้อาจไม่ลงรอยกัน ว่าพิมพ์ใดแน่ที่ท่านเป็นผู้ลงมือ แกะ โดยยอมรับทั่วไปก็คือ พิมพ์อกครุฑเศียรบาตรอย่างถือคติตาม “ตรียัมปวาย” แต่พิมพ์อื่นที่มีลักษณะไม่สวยงาม การแกะไม่ละเอียดมากนัก ก็เชื่อว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ แกะพิมพ์เอง พระพิมพ์เหล่านี้มีจ�ำนวนน้อยเท่าที่พบ และมักเกิดปัญหาในข้อ พิจารณาพิมพ์ทรง น�ำมาแสดงประกอบในหนังสือฉบับนี้เป็นข้อมูลที่บอกเล่า สืบต่อมา เนื่องจากไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐานจึงถือเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น
18 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ พระสมเด็จนอกพิมพ์นิยม
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 19 ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จพิมพ์พระประจำวัน จากค�ำบอกเล่าของพระอาจารย์ขวัญ วิสิฏโฐ ว่ามีหญิงชื่อ “จัน” อยู่ ที่อ่างทอง แต่ตั้งรกรากอยู่ที่นนทบุรี มาปรับทุกข์กับเจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่ายากจน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯบอกว่า “มาที่นี่ไม่ยากจนหรอกแม่จัน” แล้วท่านก็มอบพระประจ�ำวันให้หนึ่งองค์ ให้ไปท�ำน�้ำมนต์อธิษฐานตาม ปรารถนา กาลต่อมาปากฎว่านางจันร�่ำรวยขึ้นมาจริงๆ ปรากฏเป็นค�ำเล่าลือเกี่ยว กับปาฏิหาริย์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาจนทุกวันนี้ (ดูภาคประวัติสังเขป) พระพิมพ์นี้ไม่ค่อยพบเนื่องจากขนาดเขื่องเปลืองเนื้อมาก มีพระประจ�ำวัน ประกอบครบเจ็ดวัน เข้าใจว่าหมายถึงพระปริตรทั้งเจ็ดที่นิยมนิยมสวดแก้ เคราะห์ในสมัยนั้น ได้น�ำไปถ่ายรูปพลังงาน Aura ของพระองค์นี้มาประกอบ ด้วย
20 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จซุ้มกนกวาสนา พระพิมพ์นี้จัดเป็นพระสมเด็จนอกพิมพ์ที่บางกลุ่มไม่ยอมรับ เนื่องจากไม่มี มาตรฐานได้ตามแบบที่เชื่อกันมาแต่คนรุ่นก่อนราว ๔๐-๕๐ ปี ยุคที่ยังไม่จัด พระสมเด็จเล่นหาเป็นเชิงพาณิชย์อย่างปัจจุบัน ก็ยอมรับว่าเป็นพระที่เรียก พระสมเด็จเหมือนกัน การเล่นหาในยุคก่อนก็แตกต่างจากในปัจจุบันมากทั้ง เนื้อหาและรูปแบบน�ำมาบันทึกไว้เป็นกรณีศึกษาเท่านั้น
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 21 ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์ เป็นต�ำนานพระสมเด็จที่ร�่ำลือว่าปรากฏปาฏิหาริย์ให้กษัตริย์ต่างเมืองทอด พระเนตร แต่น่าประหลาดที่ถกเถียงกันไม่หยุดว่าเป็นพิมพ์ทรงใด ต่างก็ แสดงความเห็นแตกต่างกันออกไป พระพิมพ์ที่แสดงนี้แม้ว่าเป็นพระนอก พิมพ์แต่ก็มีการปลอมออกมามากสุดพิมพ์หนึ่ง จนไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่ามี อยู่จริง จากการค้นคว้าพบว่าพระพิมพ์นี้สร้างหลายวาระ แม้หลังจากที่เจ้า ประคุณสมเด็จฯ สิ้นแล้วก็ตาม
22 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ภาพรัศมีทิพย์ (Aura) ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kerlian พระสมเด็จพิมพ์อกครุฑเศียรบาตร พระพิมพ์นี้ คนโบราณเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สมเด็จเศียรเม็ดพริกไทย” เป็น พระนอกพิมพ์นิยมอีกพิมพ์หนึ่งที่คุ้นตานักพระเครื่อง เนื่องจากได้น�ำเค้า พิมพ์ทรงนี้มาสร้างพระสมเด็จรุ่นแพพันต่างๆ ของหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง พุทธลักษณะของพระพิมพ์ที่เศียรกลมโต (บางคนว่าเศียรบาตร บางคนว่า เศียรแหลมเหมือนเม็ดพริกไทย) อีกทั้งอกที่ใหญ่ และเรียวเล็ก องค์ดังตรา ครุฑจึงมีบางคนให้ทัศนะว่า พระพิมพ์นี้เป็นพิมพ์ไกเซอร์อีกคติหนึ่ง ซึ่งไม่ ขอชี้ชัดในเรื่องนี้แต่ได้แสดงเหตุผลข้อมูล เท่าที่พอสืบค้นได้มาประกอบข้อ พิจารณาด้วย พระพิมพ์นี้นอกพิมพ์นิยมจึงอาจได้รับการปฏิเสธในบางวงการ แต่เมื่อพิจารณาถึงความเก่าที่ถึงยุค คือเนื้อพระสุกจนใสอย่างที่เรียกว่า “ขึ้นไขกระจก”
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 23 พระสมเด็จนอกพิมพ์นิยม
24 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ผ้ายันต์มงกุฎเพชรพระพุทธเจ้า รูปผ้ายันต์นี้ได้ส�ำเนามาจากต้นฉบับลายมือเจ้าประคุณสมเด็จฯ ลงบนผ้า แล้วใช้น�้ำบ่อเจ็ดรสที่ใช้ผสมสร้างพระสมเด็จอันลือลั่น ผสมกับหมึกแล้ว สกรีนเป็นผ้ายันต์อธิษฐานจิตต่อบารมีกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ จากผู้ที่ทรง ภูมิทางจิต อานุภาพผ้ายันต์นี้เหมือนพระสมเด็จทุกประการ ด้วยการถ่าย รูปออร่า ก็จะมีรัศมีแบบเดียวกับที่พบในพระสมเด็จ ทั้งระดับความเข้มและ ความสดใส ที่แสดงพละพลังที่ได้จากบารมีเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่าง ครบครัน
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 25 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดระฆัง โฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร นามเดิมว่า โต นามฉายา ว่า พรหมรํสีเกิดในรัชกาลที่ ๑ ณ บ้านตำบลไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอก จ.ศ. ๑๑๕๐ (ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑) เวลา พระบิณฑบาต สกุลวงศ์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มารดาชื่อ เกตุ (ธิดานายชัย) เดิมเป็นชาวบ้านตำบลท่าอิฐ อำเภอ บ้านโพธิ์ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นอำเภอเมือง) จังหวัด อุตรดิตถ์ ต่อมาในสมัยหนึ่งการทำนาไม่ได้ผล เพราะ ฝนแล้งมาหลายปี จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ ณ บ้านตำบล ประวัติสังเขป สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
26 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายบิดาจะ ชื่อใดไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าเป็นชาวเมืองอื่น เมื่อท่านเกิดแล้ว (ยังเป็น ทารกนอนเบาะ) มารดาพาท่านไปพักอยู่ที่ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง พอท่านสอนนั่งได้ มารดาก็พาท่านมาอยู่ ณ บ้านตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร (กทม.ในปัจจุบัน) เรื่องประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในตอนเยาว์นั้น กล่าวกันว่า ท่านได้ศึกษาอักขรสมัยในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก (ชื่อแก้ว) วัดอินทรวิหาร (ซึ่งในเวลานั้นเรียกวัดบางขุนพรหมนอก) จังหวัดพระนคร ครั้นอายุ ๑๒ ปี ใน พ.ศ. ๒๓๔๒ ได้บรรพชาเป็นสามเณร เจ้าคุณบวรวิริยเถร (อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม (เวลานั้น เรียกวัดบางลำภูบน) จังหวัดพระนคร เป็น พระอุปัชฌาย์ (จะบรรพชาที่วัดไหนไม่ทราบแน่) ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ วัดระฆัง จังหวัดธนบุรี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อไป ในตอนที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ จะย้ายมาอยู่วัดระฆังนั้น มีเรื่อง เล่าว่า คืนวันหนึ่งพระอาจารย์ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ นาค วัด ระฆัง) ฝันว่า มีช้างเผือกเชือกหนึ่งเข้ามากินหนังสือพระไตรปิฎกในตู้ของ ท่านจนหมดสิ้น แล้วตกใจตื่น ท่านได้พิจารณาลักษณะการที่ฝันเห็นว่า ชะรอยจะมีคนนำเด็กมาฝากเป็นศิษย์ และเด็กนั้นจะมีปัญญาฉลาดมาก ต่อไปจะเป็นผู้ทรงคุณอย่างวิเศษผู้หนึ่ง ครั้นรุ่งเช้าท่านจึงสั่งพระเณรว่า วันนี้ถ้ามีใครนำเด็กมาฝากขอให้รอพบท่านให้จงได้ เผอิญในวันนั้นเจ้า คุณอรัญญิกได้พาสามเณรโตมาถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาพระปริยัติธรรม พระอาจารย์นาคนั้นก็ยินดีรับไว้ ด้วยพิเคราะห์เห็นพฤติการณ์เป็นจริง ตามความฝัน ในสมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จเป็นสามเณร ปรากฏว่าพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปรานมาก ทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ ถึง
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 27 ได้พระราชทานเรือกันยาหลังคากระแชงให้ท่านใช้สอยตามอัธยาศัย แม้ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ทรงพระเมตตา ครั้นอายุ ครบอุปสมบท เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๕๐ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้บวช เป็นนาคหลวงที่ใน “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” โดยมี “สมเด็จพระ สังฆราชสุก วัดมหาธาตุ” เป็นพระอุปัชฌาย์ เรื่องประวัติอันเนื่องด้วยการศึกษาปริยัติธรรมนั้นได้ฟังผู้หลัก ผู้ใหญ่เล่ากันมาว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เล่าเรียนในสำนักสมเด็จพระ พุทธโฆษาจารย์นาค เปรียญเอก วัดระฆังเป็นพื้นและได้เล่าเรียนต่อ สมเด็จพระสังฆราชสุก วัดมหาธาตุบ้าง และว่าเมื่อเป็นนักเรียนท่าน มักได้รับคำชมเชยจากครูบาอาจารย์เสมอว่ามีความทรงจำดี มีปฏิภาณ เป็นอย่างยอดเยี่ยม ดังมีเรื่องเกร็ดเล่ากันเรื่องหนึ่งซึ่งอยู่ข้างจะประหลาดว่าเมื่อท่าน เรียนพระปริยัติธรรม ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชนั้น ก่อนจะเรียนท่าน กำหนดว่า วันนี้ท่านจะเรียนตั้งแต่นี้ถึงนั่น ครั้นถึงเวลาเรียนท่านก็เปิด หนังสือออกแปลได้ถูกต้องเรียบร้อยจนตลอดตามที่กำหนดไว้ ท่านทำ ดังนี้เสมอ จนสมเด็จพระสังฆราชรับสั่งว่า “ขรัวโตเขามาแปลหนังสือ ให้ฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันดอก” ยังมีข้อน่าประหลาดอีกอย่างหนึ่งที่ท่านเรียนรู้พระปริยัติธรรม แต่ไม่เข้าแปลหนังสือเป็นเปรียญ แต่เรียกกันว่าพระมหาโตตั้งแต่แรก บวชมา บางทีก็เรียกกันว่า “ขรัวโต” เพราะท่านจะทำอย่างไรก็ทำตาม ความพอใจของท่าน ไม่ถือความนิยมของผู้อื่นเป็นใหญ่ ความรอบรู้ พระปริยัติธรรม ปรากฏว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฎก ถึงได้รับเกียรตินิยมว่าเป็นผู้รู้หนังสือดีผู้หนึ่งมีคำเรียกว่า “มหาโต เปรียญยก”
28 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ บ้านไก่จ้น ต.ท่าหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบ้านเกิดของเจ้าประคุณสมเด็จ พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 29 พระประธานในอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม กทม. เป็นพระทองส�ำริดงดงาม มาก รัชกาลที่ ๕ เมื่อเสด็จมาถวายผ้าพระกฐินก็เคยตรัสว่า “ไปวัดไหนก็ ไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที” และยังได้ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตน์ราชวราภรณ์และมหาปถมาภรณ์ช้างเผือก แด่พระประธานนี้เป็นกรณีพิเศษด้วย เชื่อกันว่าพระปางสมาธิในพระสมเด็จ ก็คือพระประธาน
30 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ วัดระฆังโฆสิตาราม
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 31 สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดระฆังฯ
32 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ตรงนี้จะแทรกอธิบายว่าด้วยเรื่องหนังสือดีลงไว้สักหน่อย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในคำนำเรื่อง ประวัติวัดเบญจมบพิตร ว่าผู้ที่ได้รับยกย่องว่าหนังสือดีนั้นไม่จำเป็นจะ ต้องได้เป็นเปรียญประโยคสูง หรือเป็นเปรียญประโยคสูงจะได้ยกย่อง ว่าหนังสือดีไปทุกองค์ เพราะแปลหนังสือได้เป็นเปรียญประโยคสูงเป็น สำคัญเพียงว่ารู้ภาษาบาลี ความรู้หลักพระศาสนาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก จะรู้ได้แต่ด้วยอ่านพระไตรปิฎก คุณสมบัติที่จะได้รับยกย่องว่าหนังสือดี นั้น ท่านกำหนดว่า ต้องบริบูรณ์ด้วยองค์ ๒ ประการคือ ๑. รู้ภาษาบาลีจนสามารถอ่านพระไตรปิฎกได้ถ่องแท้ เป็นองค์ อัน ๑ ๒. ได้อ่านพระไตรปิฎกหมดทุกคัมภีร์ หรือโดยมากเป็นองค์อีก อย่าง ๑ จึงนับว่าหนังสือดี ดังนี้ อนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ มีชื่อเสียงว่าสอนหนังสือดี มีลูกศิษย์ ลูกหามาก กล่าวเฉพาะศิษย์ที่เป็นเปรียญเอกและทรงสมณศักดิ์สูง คือ หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) วัดพระเชตุพน (ท่าน ผู้นี้ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพื้น จนสอบได้ เปรียญ ๗ ประโยค สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๓ ชนมายุ ๗๙ ปี) นอกจากศึกษาคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ศึกษาวิปัสสนาธุระ อีกอย่าง ๑ จะกล่าวถึงเรื่องการเรียนวิปัสสนา ธุระก่อน การเรียนวิปัสสนาธุระนั้น คือ เรียนวิธีที่จะชำระจิตใจของตน ให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส ซึ่งต่างจากการเรียนคันถธุระ ที่ต้องเรียน คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วย พยายามอ่านพระไตรปิฎกให้รอบรู้พระ ธรรมวินัย แต่การเรียนคันถธุระนั้นต้องเรียนหลายปี เพราะต้องเรียน
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 33 ภาษามคธก่อน ต่อเมื่อรู้ภาษามคธแล้วจึงจะอ่านพระไตรปิฎกเข้าใจได้ ผู้ที่บวชพรรษาเดียวไม่มีเวลาพอจะเรียนคันถธุระ จึงมักเรียนวิปัสสนา ธุระอันเป็นการภาวนาอาจเรียนได้ด้วยไม่ต้องรู้ภาษามคธและถือกันอีก อย่างหนึ่งว่าถ้าเรียนวิปัสสนาธุระชำนาญแล้ว อาจจะทรงคุณวิเศษใน ทางวิทยาคม เป็นประโยชน์อย่างอื่น ในภายภาคหน้าต่อไปที่มีคนนับถือ เพราะฉะนั้น ผู้บวชแต่พรรษาเดียวจึงมักศึกษาวิปัสสนาธุระ เป็นประเพณีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ถึงในสมัยกรุง รัตนโกสินทร์นี้ ผู้ที่บวชแต่พรรษาเดียวหรือแม้หลายพรรษา ก็นิยม ศึกษาวิปัสสนาธุระกันแพร่หลาย กล่าวโดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๒ การศึกษาวิปัสสนาธุระเจริญรุ่งเรืองมาก ด้วยปรากฏในจดหมายเหตุ ว่า เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๖๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้อาราธนาพระสงฆ์ผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนาธุระ ทั้งในกรุงและ หัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ มารับพระราชทานบริขารอันควรแก่สมณะ ฝ่ายอรัญวาสี แล้วทรงแต่งตั้งเป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐาน แก่ พระสงฆ์สามเณรและคฤหัสถ์ รวม ๗๖ รูป ดังนี้ พิเคราะห์ดูตามเรื่องประวัติ สันนิษฐานว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ เห็นจะได้ศึกษาวิปัสสนาธุระในหลายสำนัก ด้วยในสมัยนั้นการศึกษา วิปัสสนาธุระเจริญแพร่หลาย มีครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษมาก ดังกล่าวมา แต่ที่ทราบเป็นแน่นั้นว่าท่านได้เล่าเรียนในสำนักเจ้าคุณ อรัญญิก วัดอินทรวิหารและในสำนักเจ้าคุณบวรวิริยเถระ วัดสังเวชวิศยาราม (ปรากฏว่าท่านทั้ง ๒ รูปนี้ ทรงคุณวิเศษในทางวิปัสสนาธุระ มีผู้คนนิยมนับถือมาก) กับได้เรียนต่อพระอาจารย์แสง (วัดมณีชลขันธ์) ที่จังหวัดลพบุรีด้วย และดูเหมือนท่านจะได้เล่าเรียนจนมีความรู้แตกฉานแต่เมื่อยัง เป็นสามเณร ด้วยปรากฏว่าเมื่อตอนเป็นสามเณรนั้น ครั้งหนึ่งท่านได้
34 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ เอาปูนเต้าเล็กๆ ไปถวายเจ้าคุณบวรวิริยเถระ ๑ เต้า กับถวายพระใน วัดนั้นองค์ละ ๑ เต้า เวลานั้นไม่มีใครสนใจ มีพระรูปหนึ่งเก็บปูนนั้น ไว้แล้วปั้นเป็นลูกอมสัก ๓ - ๔ ลูก ภายหลังกลายเป็นลูกอมศักดิ์สิทธิ์ เลื่องลือกันขึ้น แต่ก็หากันไม่ได้เสียแล้ว จะกล่าวถึงเรื่องพระอาจารย์แสงแทรกไว้ตรงนี้สักหน่อย พระอาจารย์ แสงนั้นเป็นผู้ทรงคุณในทางวิทยาคมมีผู้คนนับถือเลื่องลือกันมาก ว่า ถึงสามารถย่นหนทางได้ดังปรากฏในจดหมายเหตุเรื่อง เสด็จประพาส มณฑลอยุธยา ปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ว่า “ขรัวแสงคนทั้งหลายนับถือกันว่าเป็นผู้มีวิชาเดินตั้งแต่เมือง ลพบุรีเช้า ลงไปฉันเพลที่กรุงเทพฯ ได้ เป็นคนกว้างขวาง เจ้านายขุนนาง รู้จักมาก ได้สร้างเจดีย์สูงไว้องค์หนึ่งที่วัดมณีชลขันธ์ (เดิมเรียกวัดเกาะ แก้ว) ตัวไม่ได้อยู่ที่วัดนี้หน้าเข้าพรรษาไปจ�ำพรรษาอยู่ที่วัดอื่น ถ้าถึงออก พรรษาแล้วมาปลูกโรงอยู่ริมพระเจดีย์องค์นี้ ก่อเองคนเดียวไม่ยอมให้ คนอื่นช่วย ราษฎรที่นับถือพากันช่วยเรี่ยไรส่งอิฐปูน และพระเจดีย์องค์ นี้เจ้าของจะท�ำแล้วเสร็จตลอดไป หรือจะทิ้งให้ผู้อื่นช่วยเมื่อตายแล้วไม่ ได้ถามดู ของเธอก็สูงดีอยู่” ดังนี้ ในด้านก่อสร้างนั้น ปรากฏว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้สร้าง ถาวรวัตถุสถานไว้หลายอย่างและท่านมักชอบสร้างของที่แปลกๆ และ โตๆ ว่ากันว่าเพื่อจะให้สมกับนามของท่านที่ชื่อโต กล่าวเฉพาะปูชนียวัตถุที่สร้างเป็นอนุสรณ์เนื่องในตัวท่าน คือ สร้างพระนอนใหญ่ที่วัดสะตือ (เหนือท่าเรือพระพุทธบาท) จังหวัด พระนครศรีอยุธยา องค์ ๑ (ยาว ๑ เส้น ๕ วา) เป็นที่ระลึกว่าท่านได้ เกิดที่นั่น สร้างพระนั่งโต ที่วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง องค์ ๑ (หน้าตัก ๘ วา ๗ นิ้ว) เป็นที่ระลึกว่าท่านสอนนั่งได้ที่นั่น สร้างพระยืนใหญ่ที่
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 35 “แก้วรัตนะสมเด็จ” ก็คือลูกอมที่ผสมผงวิเศษ จ�ำนวนมาก และผสมสีเบญจรงค์ อธิษฐานจิตตามดวงธาตุห้องพระกัมมัฏฐานแบบล�ำดับที่หมายถึงองค์ปิติ ทั้งห้า ที่นิมิตรเป็นดวงธาตุดวงแก้วสีต่างๆ เป็นมณีนิมิตรที่หากน�ำวิชาทาง จิตมาประจุแล้วน�ำมาใช้เป็นแก้วสารพัดนึกหรือแก้วจินดา สามารถอธิษฐาน ได้ตามปรารถนา ในสมัยก่อนท่านเจ้าคุณใหญ่ วัดทองนพคุณซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ ระดับเดียวกับหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า นัยว่าเป็นอาจารย์หลวงพ่อดิ่ง วัด บางวัวด้วย เคยก�ำชับศิษย์ว่า “หากได้พระสมเด็จฯ แล้วไม่ต้องเอาลูกอม หาก ได้ลูกอมไม่ต้องเอาพระ” ในปัจจุบันคณาจารย์ที่ทรงอธิจิต ก็สร้างแก้วจินดา มอบแก่ศิษย์ อย่างอาทิ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา แต่มีผู้รู้ น้อยมากเรื่อง “แก้วรัตนะสมเด็จ”
36 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แสดงปฐมเทศนา เชื่อว่า ภาพนี้ถ่ายตอนที่ท่านชราภาพมากแล้ว จึงท�ำให้ไม่สามารถนั่งราบ กับพื้นได้ และก่อนที่จะเผยแพร่ภาพนี้มีเรื่องแปลกเกิดขึ้น เนื่องจาก ภาพเดิมนั้นได้ลอยน�้ำมาในแม่น�้ำเจ้าพระยา โดยมีพระสงฆ์รูปหนึ่ง ก�ำลังสรงน�้ำอยู่บริเวณท่าน�้ำวัดระฆังพอดี ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๑ จึงได้จัดงานเฉลิมฉลอง ๗ วัน ๗ คืน ที่วัดระฆังนั่นเอง สันนิษฐาน ว่าภาพนี้ถ่ายในปี พ.ศ. ๒๔๑๕
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 37
38 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ วัดอินทรวิหาร จังหวัดพระนคร องค์ ๑ (สูง ๑๖ วา) เป็นที่ระลึกว่าท่าน สอนยืนและเดินได้ที่นั่น นอกจากนี้ได้สร้างพระโต นั่งกลางแจ้งที่วัด พิดเพียน (วัดกุฎีทอง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์ ๑ (หน้าตัก ๔ วา ๓ ศอก) สร้างพระยืนปางอุ้มบาตรที่วัดกลาง จังหวัดราชบุรี องค์ ๑ (สูง ๖ วาเศษ) สร้างวิหารหลัง ๑ ที่ละแวกบ้านลาว ข้างตรอกวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม จังหวัดพระนคร (กว้างราว ๓ วา ยาว ๕ วาเศษ) ในวิหาร นั้นมีพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนองค์ ๑ หน้าตัก ๒ ศอก หันพระพักตร์ เข้าข้างฝาผนัง (วิหารและพระพุทธรูปนั้นรื้อหมดแล้ว) สร้างพระเจดีย์ นอนที่วัดละครทำ จังหวัดธนบุรี ๒ องค์ หันฐานหากัน ห่างราว ๒ ศอก (ขนาดพระเจดีย์ ทราบไม่ได้ เพราะหักพังหมดแล้ว เหตุที่เจ้าประคุณ สมเด็จฯ สร้างพระเจดีย์นอนนั้นกล่าวกันว่าท่านประสงค์จะทำเป็น ปริศนาอันหนึ่ง ซึ่งหมายว่า ต่อไปเบื้องหน้าพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นสำหรับ เป็นที่บรรจุพระธรรม ซึ่งเรียกว่า “ธรรมเจดีย์” จะไม่มีใครสร้างอีกแล้ว จะมีแต่เจดีย์ที่สร้างขึ้นไว้สำหรับเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของสกุลวงศ์หรือ อุทิศให้ผู้ตาย อันจัดเป็นอนุสาวรีย์เฉพาะบุคคลเท่านั้น) และสร้างพระพิมพ์ชนิดต่างๆ จำนวนมาก ว่าสร้างถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างเป็นครั้งไป เรียกกันเป็นสามัญว่า “พระสมเด็จ” มูลเหตุที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ จะ สร้างพระพิมพ์ขึ้นนั้น สืบเนื่องมาแต่ท่านได้ปรารภถึงพระมหาเถระใน ปางก่อน ว่ามักสร้างพระพิมพ์บรรจุไว้ในปูชนียวัตถุสถานมีพระเจดีย์ เป็นต้น เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา โดยถือว่าเมื่อต่อไปข้าง หน้าช้านานถึงพระเจดีย์วิหารจะสูญไป ใครไปขุดพบพระพิมพ์ก็จะได้ เห็นพระพุทธรูปรู้ว่าพระพุทธเจ้าเคยมีเคยได้โปรดสัตว์ในในโลกนี้ชวน ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณต่อไป ท่านปรารถนาจะประพฤติตามคตินั้น จึง ได้สร้างพระพิมพ์แบบต่างๆ ขึ้นไว้เป็นจำนวนมาก
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 39 กล่าวว่าในชั้นแรกท่านดำริจะให้ช่างที่ตำบลบ้านช่างหล่อ จังหวัด ธนบุรี ทำแบบพิมพ์ แต่ภายหลังบรรดาผู้ที่เคารพนับถือและพวก สานุศิษย์ได้รับจัดทำถวาย เพราะเหตุนี้พระพิมพ์สมเด็จหรือเรียกย่อว่า “พระสมเด็จ” จึงมีหลายแบบหลายอย่างต่างกัน (ดูบทที่ว่าด้วยมูลเหตุ การสร้างเพิ่มเติม) เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีอัธยาศัยไม่ปรารถนายศศักดิ์ แม้เรียนรู้ พระปริยัติธรรมก็ไม่เข้าสอบเป็นเปรียญ ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ ท่านทูลขอตัวเสีย เล่ากันว่าเพราะท่านเกรงจะต้องรับพระราชทานสมณศักดิ์ ท่านจึงมัก หลบหนีไปพักแรม ณ ที่ต่างจังหวัดห่างไกลเนืองๆ (ว่าโดยมากมักไป ธุดงค์) บางคราวไปถึงเมืองเขมรก็มี ต่อเมื่อถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะท่านไม่ขัด กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าฯ ทรงทราบว่าคุณธรรมของท่านไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระรูปใด จึง ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระธรรมกิติ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๕ เวลา นั้นท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว แต่จะทรงตั้งในวันเดือนใดนั้นไม่ปรากฏ ปรากฏในหมายรับสั่งแต่ว่าในเดือนยี่ปีชวดนั้นโปรดฯ ให้เพิ่มนิตยภัต พระธรรมกิติอีก ๒ บาท มีสำเนาหมายรับสั่ง ดังนี้ “อนึ่งเพลาเช้า ๓ โมง นายพันตำรวจวังมาสั่งว่า ด้วยพระยา ประสิทธิ์ศุภการ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ สั่งว่าทรงพระราช ศรัทธา ให้ถวายนิตยภัตพระธรรมกิติวัดระฆัง เพิ่มขึ้นไปอีก ๒ บาท เข้ากับเก่าใหม่เป็นเงินเดือนถวายพระธรรมกิติ เดือนละ ๔ ตำลึง ๒ บาท ตั้งแต่เดือนยี่ ปีชวด จัตวาศก ไปจนทุกเดือน ทุกปี อย่าได้ ขาดได้”
40 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ มีเรื่องเล่ากันว่า ในตอนที่พระราชทานสมณศักดิ์ที่พระธรรมกิติ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีรับสั่งถามเจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า ในรัชกาลที่ ๓ ทำไมท่านจึงหนีไม่ยอมรับสมณศักดิ์ ทีนี้ทำไมจึงไม่หนี ท่านถวายพระพรด้วยปฏิภาณอันว่องไวเฉียบแหลมว่า “รัชกาลที่ ๓ ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า เป็นแต่เจ้าแผ่นดินเท่านั้น ท่านจึง หนีได้ ส่วนมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้าเป็นทั้งเจ้าฟ้าและเจ้าแผ่นดิน ท่านจะหนีไปทางไหนพ้น” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพระสรวลไม่ตรัสว่ากระไร แล้วโปรดฯ ให้ท่านมาครองวัดระฆัง ครั้นเสร็จงานพระราชพิธีแล้ว ท่านก็ออกจากพระบรมมหาราชวัง ข้ามไปวัดระฆัง หอบเครื่องไทยธรรมถือพัดยศและย่ามมาเอง ใครจะรับ ก็ไม่ยอมส่งให้ เที่ยวเดินไปรอบวัดร้องบอกดังๆ ว่า “ในหลวงท่านให้ฉัน มาเป็นสมภารวัดนี้จ้ะ” พวกพระเณรและคฤหัสถ์ชายหญิงที่มาคอยรับ ต่างก็เดินตาม ท่านไปเป็นขบวน เมื่อบอกกล่าวเขารอบวัดแล้ว ท่านจึงได้ขึ้นกุฏิ เล่า ขานกันมาดังนี้ ต่อมาอีก ๒ ปี ถึงปีขาล พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ ผู้ใหญ่ที่ พระเทพกวี ครั้นถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๗ จึงทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๒ ขึ้น ๙ ค่ำ มีสำเนา ประกาศที่ทรงตั้งดังนี้
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 41 สิริศุภมัสดุ พระพุทธศาสกาล เป็นอดีตภาคล่วง แล้ว ๒๔๐๗ พรรษาปัจจุบันกาลสุนทรสังวัจฉรบุษยมาส ศุกลปักษ์ นวมีดีถีครุวารปริจเฉทกาลกำหนด พระบาท สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏ ฯลฯ พระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำ ริว่าพระเทพกวีมีพรรษายุกาล ประกอบด้วยรัตตัญญูมหาเถรธรรม ยั่งยืนมานานและมี ปฏิภานปรีชาตรีปิฎกกลาโกศลแลฉลาดในโวหารนิพนธ์ เทศนาปริวัติวิธี และทำกิจในที่สุดนั้นด้วยดีไม่ย่อหย่อน อุตสาหะสั่งสอนพระภิกษุสามเณรโดยสมควร อนึ่งไม่ เกียจคร้านในราชกิจบำรุงพระบรมราชศรัทธาฉลองพระ เดชพระคุณเวลา นั้นๆ สมควร เป็นที่อรัญญิกมหาสมณ คณิศราจารย์พระราชาคณะผู้ใหญ่มีอิสริยยศยิ่งกว่าสมณ นิกรฝ่ายอรัญญวาสี เป็นอธิบดีครุฐานยพิเศษควรสักการ บูชาแห่งนานาบรรพสัชบรรดานับถือพระบรมพุทธศาสนา ได้ จึงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ได้ดำรัสสั่งให้สถาปนา พระเทพกวี ศรีวิสุทธินายก ตรีปิฎก ปรีชา มหาคณิศร บวรสังฆราชคามวาสี เลื่อนที่ขึ้นเป็น ค�ำประกาศ
42 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ สมเด็จพระพุฒาจารย์ อเนกสถานปีชา วิสุทธิศีลจรรยา สมบัติ นิพัทธธุตคุณ ศิริสุนทรพรตจาริก อรัญญิกคณิศร สมณนิกรมมหาปรินายก ตรีปิฎกโกศลวิมลศีลขันธ์ สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวง มี นิตยภัตราคาเดือนละ ๕ ตำลึง มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรม ได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัด มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๑ ตำลึง ๒ บาท ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสัททสุนทร ๑ พระครูอมรโฆสิต ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ พระครูธรรมรักขิต ๑
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 43 ถึงเดือนยี่ แรม ๘ ค่ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๗ จึงโปรดฯ พระราชทาน หิรัญบัฏปรากฏในหมายรับสั่ง ดังนี้ “ด้วยพระศรีสุนทรโวหารรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า จะได้พระราชทานหิรัญบัฏสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังโฆสิตาราม ณ วัน ๕ ๒ ค่ำ (ปีชวด ฉศก ๑๒๒๖) เวลา ๓ โมงเช้า อนึ่งให้ราชยานจัดเสลี่ยงงา ๒ เสลี่ยง ไปคอยรับหิรัญบัฏที่ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ไปลงเรือม่านที่ท่าขุนนางเสลี่ยง ๑ ให้ทันเวลา อนึ่ง ให้อภิรุมจัดสัปทนไปกั้นหิรัญบัฏที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ไปส่งที่ ท่าเรือให้ทันเวลา อนึ่ง ให้พันพุฒ พันเทพราช จ่ายเลกให้ฝีพาย พายเรือ ม่านลายส่งหิรัญบัฏให้พอ ๑ ลำ อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง” ครั้นถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๐๑ โปรดฯ พระราชทานนิตยภัตเพิ่มอีก ๑ ตำลึง กล่าวไว้ในหมายรับสั่งดังนี้ “อนึ่ง บ่าย ๕ โมง หมื่น…..เวรนายจำนง มาสั่งว่า ด้วยพระ ศุภรัตกาสายานุกิจ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สั่งว่า ทรงพระราชศรัทธาบำเพ็ญพระราชกุศลให้เพิ่ม นิตยภัตพระราชาคณะนั้น ให้เจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติจัดเงิน กรมนาจ่ายข้าวสารให้แก่กัปปิยการก สมเด็จพระพุฒาจารย์ เพิ่มอีก ๑ ตำลึง (เดิม ๕ ตำลึง) รวมเป็น ๖ ตำลึง ให้จ่ายให้แต่ ณ วัน ๒๑ ๑๒ ค่ำ ปีเถาะนพศก ๑๒๒๙ เสมอ ทุกปีทุกเดือน อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง” เจ้าประคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่เป็นพระราชาคณะมา แม้จนเมื่อเป็น สมเด็จพระราชาคณะแล้ว ท่านก็ยังมีประพฤติแปลกๆ ตามความพอใจ ของท่านอยู่อย่างแต่เดิมอันเรื่องเกี่ยวกับเจ้าประคุณสมเด็จฯมีประพฤติ แปลกๆ นั้นได้พบกล่าวไว้ในจดหมายเหตุบ้างได้ฟังเล่ากันมาบ้าง มี มากมายหลายเรื่อง จะนำมาเขียนลงไว้แต่บางเรื่อง ดังต่อไปนี้
44 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ อารมณ์ขันสมเด็จโต ครั้งหนึ่ง (ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๙๕ - ๒๓๙๖) พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้อาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ยัง เป็นพระธรรมกิติ กับพระธรรมอุดม (ถึก) วัดพระเชตุพน ถวายพระธรรม เทศนาโดยปุจฉา-วิสัชนาที่ในพระบรมมหาราชวัง จะเป็นงานพระราชพิธี อะไรไม่ทราบแน่ ทรงติดเทียนประจำกัณฑ์เป็นเงินสลึงเฟื้อง ตอนหนึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จฯ ถามเจ้าคุณธรรมอุดมว่า “ท่าน ทราบไหมว่าที่ทรงพระกรุณาโปรดฯ พระราชทานเราทั้ง ๒ เป็นเงินราคา สลึงเฟื้องนั้นอย่างไร” เจ้าคุณธรรมอุดมตอบ “ไม่ทราบ” เจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า “อ้าว ท่านหัวล้าน ข้าพเจ้าหัวเหลือง ก็ หัวละเฟื้อง ๒ ไพ ๒ หัวก็เป็นสลึงเฟื้องน่ะซี” ตรงนี้ผู้ฟังต่างหัวเราะฮาใหญ่ แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ทรงกลั้นพระสรวลมิได้ แล้วโปรดฯ พระราชทานเงินให้เจ้าพนักงาน ติดเทียนถวายอีก ๕๐ บาท (ตามปกติเจ้าประคุณสมเด็จฯ มักทาว่าน นางคำเสมอ ศีรษะจึงเหลือง ส่วนเจ้าคุณธรรมอุดมศีรษะล้าน เจ้า ประคุณสมเด็จฯ จึงได้กล่าวดังนั้น) อีกตอนหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ กล่าวว่า “ถ้าจะทำอาหารถวาย พระ ให้ล้างไม้ล้างมือให้สะอาดเสียก่อนจึงจะได้บุญมาก” เจ้าคุณธรรมอุดมย้อนถามว่า “ให้ล้างมือนั้นก็ทราบแล้ว แต่ที่ให้ ล้างไม้นั้น จะให้ล้างไม้อะไร” เจ้าประคุณสมเด็จฯ ตอบทันทีว่า “ก็ล้างไม้จวักซิจ้ะ” ทีนี้ได้ ฮาอีก
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 45 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยกให้แต่ขรัวโตองค์เดียว ครั้งหนึ่งในรัชกาลที่ ๔ จะเป็นปีใดไม่ทราบ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ถวายเทศน์ที่ในพระราชฐาน ๓ วัน ยกวันที่ ๑ ผ่านไปแล้ว ถึงวันที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพระราชดำริจะทรงสดับแต่เพียง สังเขป ด้วยมีพระราชกิจอย่างอื่น (นัยว่าเจ้าจอมจะประสูติ) แต่หาได้ ดำรัสอย่างใดไม่ เห็นจะเป็นด้วยทรงเกรงอัธยาศัยจึงประทับนั่งฟังจน จบ แต่ในวันนั้นเจ้าประคุณสมเด็จฯ ถวายเทศน์ยืดยาวมาก ครั้นวันที่ ๓ พอเสด็จออก ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์ ถวายศีล บอกศักราช ถวายพระพร ตั้ง นโมว่าอรรถ แล้วแปลสัก ๒ - ๓ คำ
46 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (หม่อมเจ้าทัด เสนีวงศ์)
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 47 ท่านก็กล่าวขึ้นว่าจะถวายเทศนาพระธรรมหมวดใดๆ ก็ทรงทราบ อยู่หมดแล้ว แล้วลงเอวังก็มี จบเทศนาลงจากธรรมาสน์ มีพระราช ดำรัสถามถึงเหตุที่ในวันก่อนถวายเทศน์มาก วันนี้ถวายน้อย ท่านถวาย พระพรว่า “เมื่อวานนี้มหาบพิตรมีพระราชหฤทัยขุ่นมัวจะท�ำให้หายขุ่น มัวได้ด้วยต้องทรงสดับพระธรรมเทศนาให้มาก วันนี้มีพระหฤทัยผ่องใส จะไม่ทรงสดับก็ได้” ดังนี้ ต่อมาถึงปีขาล พ.ศ. ๒๓๙๗ พระธรรมไตรโลก (รอด) วัดโมลี โลกยาราม (เดิมเรียกวัดท้ายตลาด) ได้ถวายเทศน์ในงานพระราชกุศล ทักษิณานุประทาน ทรงพระราชอุทิศถวายสมเด็จกรมพระปรมานุชิต ชิโนรส ซึ่งสิ้นพระชนม์แต่เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ พระธรรมไตรโลกถวาย เทศน์ย่อๆ เอาอย่างเจ้าประคุณสมเด็จฯ บ้าง ก็ถูกกริ้ว มีรับสั่งว่า “เหมือนขรัวโตหรือจึงเอาอย่าง ยกให้แต่ขรัวโตองค์เดียวเท่านั้น” ที่มาของ “สมเด็จ” เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ยังเป็นที่พระเทพกวีเข้าไปถวายเทศน์ ในวัง จะเป็นงานพระราชพิธีอะไรหาทราบไม่ ในเทศนานั้นกล่าวถึงพระ อานนท์ ท่านใช้คำว่า “สมเด็จ” นำหน้านามว่า “สมเด็จพระพุทธอนุชา อานนท์” ทุกแห่ง จึงโปรดฯ ให้เผดียงถามถึงเหตุที่ใช้คำ “สมเด็จ” นำ หน้านามพระอานนท์ และคำว่า “สมเด็จ” เป็นภาษาอะไร แปลว่า กระไร ปรากฏในหมายรับสั่งดังนี้ “...สมเด็จพระพุทธอนุชาอานนท์นั้น พระเจ้าพิมพิสารหรือ พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือกษัตริย์องค์อื่นใดตั้งให้ท่านเป็นสมเด็จ อนึ่ง
48 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ เป็นสมเด็จด้วยคุณธรรมในพระพุทธศาสนาหรือเป็นสมเด็จด้วยท่าน เป็นเชื้อสายพระญาติอสัมภินพงศ์กับด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าจะ เป็นด้วยอำนาจคุณธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว พระสารีบุตรและ พระโมคคัลลาน์ท่านทั้ง ๒ นี้ปรากฏว่าเลิศกว่าสาวกทั้งสิ้นมิใช่หรือ ทำไมจึงไม่ได้เป็นสมเด็จพระสารีบุตร สมเด็จพระโมคคัลลาน์เล่า ถ้า จะว่าท่านเป็นสมเด็จด้วยอำนาจที่ท่านเนื่องในพระราชวงศ์แล้ว พระ นันทะเป็นบุตรพระเจ้าน้า แลร่วมพระบิดาด้วยพระผู้มีพระภาคใกล้ชิด กว่าพระอานนท์ ควรจะเป็นสมเด็จมิใช่หรือ ทำไมจึงไม่ได้เป็นเล่า อนึ่ง พระเทวทัตต์ พระอนุรุทธ์ พระภัคคุ พระกิมพิละ พระสาวกเหล่านี้ท่าน เป็นพระญาติวงศ์ของพระผู้มีพระภาค เช่นอย่างเดียวกับพระอานนท์ มิใช่หรือ ทำไมจึงไม่ได้เถลิงยศขึ้นว่า “สมเด็จ” เล่า ….” เจ้าประคุณสมเด็จฯ จะทูลสนองพระราชปุจฉาอย่างไรไม่ปรากฏ ได้ฟังแต่เล่ากันว่าท่านได้ถวายพระพรว่า “ขรัวโตเป็นลูกชาวนายังเรียก “สมเด็จ” ได้ พระสาวกทั้งหลาย เช่น พระอานนท์ท่านเป็นอรหันต์ขีณาสพท�ำไมจะเรียกสมเด็จไม่ได้” ดังนี้ พายเรือรับบาตร เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ขุดสระใหญ่ ๒ สระติดต่อกันที่ในวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ สระในอยู่ข้างเหนือเป็นที่เสด็จประพาส สระนอกอยู่ข้างใต้เป็นที่มหาชน ไปเล่นเรือ ดินที่ขุดขึ้นจากสระทิ้งทำเป็นเกาะน้อยใหญ่หลายเกาะ ที่ฝั่ง ก็ถมที่ทำเป็นสวน แล้วขุดคลองไขน้ำจากคลองแสนแสบทำทางเรือเข้า ในสระ (ในสมัยนั้นยังไม่มีถนนออกไปจากพระนคร ต้องไปแต่ทางเรือ
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 49 อย่างเดียว) ต่อมา (จะเป็นปีใดไม่ทราบ) มีพระราชประสงค์จะทรงบาตรที่ใน สระนั้น จึงโปรดฯ ให้อาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ผู้ใหญ่ผู้น้อย ลง เรือสำปั้นเล็ก (อย่างที่เรียกว่าเรือบิณฑบาต) พายไปรับบาตร ฝ่ายเจ้าประคุณสมเด็จฯ รับบาตรแล้วก็ไม่กลับยังพายวนเวียนอยู่ หน้าพระที่นั่ง บางทีพายเข้าไปใกล้เรือพระราชาคณะผู้เฒ่าที่จอดคอย รับบาตรอยู่นั้น แล้วยกพายขึ้นบังศีรษะพระราชาคณะรูปนั้นแล้วพูดว่า “ฉันช่วยบังแดดให้จ๊ะ” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทอดพระเนตรเห็นมีพระราช ดำรัสว่า “เขาให้แล้วยังไม่ไปอีกเที่ยวพายวนเวียนอยู่นี่เอง จะเอาอะไรอีก เล่า” ท่านถวายพระพรว่า “อาตมาภาพเกรงพระราชาคณะที่ท่านแก่ เฒ่าพายเรือไม่เป็น ถ้าเรือล่มก็จะได้ช่วยท่าน” ดังนี้ กล่าวกันว่าแต่นั้น มารัชกาลที่ ๔ ก็เลยเลิกไม่ทรงบาตรในสระนั้นอีกต่อไป พิเคราะห์ดูเห็นเป็นอย่างน่าอัศจรรย์ ที่ข้อวิตกของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ นั้นได้มาปรากฏเป็นความจริงขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี มะแม พ.ศ. ๒๔๒๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ ขึ้นไปประทับที่พระราชวังบางปะอิน ๒ ครั้ง โปรดฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์ วัดนิเวศน์ธรรมประวัติกับวัดชุมพลนิกายารามเข้าไปรับบิณฑบาตที่ใน พระราชวังทั้ง ๒ ครั้ง ครั้งแรกบิณฑบาตทางบก ใช้สะพายบาตรมีสายโยคตามแบบ โบราณ อยู่ข้างจะลำบากแก่พระธรรมยุต เพราะเคยแต่อุ้มบาตร ต้อง
๖ ๕ ๒ ๘ ๗ ๔ ๑ ส. ๓ ๘ 50 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ดวงชะตา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในหลักฐานของ หอสมุดแห่งชาติซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงค�ำนวณถวายในหลวงรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากมีพระราชประสงค์ จะทราบว่า ผู้มีอายุยืนนั้นดวงชะตาเป็นเช่นไร โดยท่านสมภพในวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค�่ำ เวลาย�่ำรุ่ง ๙ บาทจุลศักราช ๑๑๕๐ ปีวอก ภายหลังสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ ๗ ปี ดวงชะตา เจ้าประคุณสมเด็จฯนี้โหราจารย์เห็นตรงกันว่าต้องศุภเกณฑ์พยากรณ์ว่าเป็นผู้ อุดมด้วยกิตติคุณยิ่ง