ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 51
52 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ ฝึกหัดซักซ้อมรับบาตร สะพายสายโยค ด้วยเกรงว่าฝาบาตรหรือแม้ตัว บาตรจะไปพลัดตกลง ครั้งหลังเข้าไปรับบาตรทางเรือพระสงฆ์ต่างลง เรือสำปั้นเล็กมีบาตรตั้งข้างหน้าพายไปเองเหมือนอย่างไปเที่ยวรับบาตร โดยปกติ พระสงฆ์บางองค์ไม่ชำนาญการพายเรือ เพราะโดยปกติไม่ใคร่ ออกรับบาตรทางเรือ ไปได้ด้วยความลำบากก็มี ได้ยินว่า เรือพระครู ธรรมทิวากร (โห้) เจ้าอาวาสวัดชุมพลฯ เข้าไปล่มที่ในพระราชวัง ต้อง ช่วยกันเอะอะโกลาหล ระงับเรื่องวิวาท ได้ฟังเล่ากันว่า คราวหนึ่งพระวัดระฆังเกิดทะเลาะวิวาทถึงตีกัน ศีรษะแตก องค์ที่ถูกตีมาฟ้องเจ้าประคุณสมเด็จฯ (ในเวลานั้นท่านยัง เป็นพระเทพกวี) ท่านว่า “ท่านตีเขาก่อนนี่จ๊ะ” พระองค์นั้นก็เถียงว่าไม่ได้ตี ท่าน ก็ยังยืนคำอยู่เช่นนั้น พระองค์นั้นไม่พอใจไปฟ้องสมเด็จพระวันรัต (เซ่ง) วัดอรุณฯ ให้ท่านไปสอบถาม ท่านก็ยังยืนคำอยู่เช่นนั้น สมเด็จพระวันรัตถึงถามว่าเจ้าคุณเทพกวีรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์ นี้ตีก่อน ท่านตอบว่าท่านรู้ได้ตามพุทธฎีกาว่า “เวรไม่ระงับเพราะจอง เวร เวรต่อเวรมันตอบแทนกัน (หมายความว่าพระองค์ที่ถูกตีนั้น ในอดีต ชาติได้ตีเขาก่อน)” ดังนี้ สมเด็จพระวันรัตจึงว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าคุณเทพฯ จงระงับอธิกรณ์นี้ อย่าให้เป็นเวรกันอีก ท่านจึงให้โอวาทสั่งสอนพระฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลย ความสังเขปว่า ให้ตั้งอยู่ในสมณสัญญา จงเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ และไม่ พึงจองเวรอาฆาตมาดร้ายกันต่อไป แล้วท่านเอาเงินทำขวัญให้โจทก์ ๑
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 53 ตำลึง และว่า “ท่านทั้ง ๒ ไม่มีความผิดฉัน เป็นผู้ผิดจ๊ะ เพราะฉันปกครองไม่ดี” อีกคราวหนึ่งพระวัดระฆัง ๒ องค์ จะ เนื่องด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ ได้เกิดเป็นปาก เสียงทุ่มเถียงกันที่หน้าวัด (ตรงที่ตั้งโรงเรียน สตรีปัจจุบันนี้) องค์ ๑ ว่า “พ่อไม่กลัว” อีก องค์หนึ่งว่า “พ่อก็ไม่กลัว” ในชั้นแรกเสียงทุ่มเถียงก็เป็นไปอย่าง เบาๆ แล้วก็ดังขึ้นๆ โดยลำดับจนได้ยินถึงเจ้า ประคุณสมเด็จฯ (กุฏิของท่านอยู่ริมคลอง วัด ไม่ห่างท่าเรือจ้างเดิมนัก) ท่านจึงเอา ดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปถวายพระ ๒ องค์ นั้น แล้วนั่งประนมมือพูดว่า “พ่อเจ้าประคุณฉัน ขอฝากตัวกับพ่อด้วย ฉันเห็นแล้วว่าพ่อเจ้า ประคุณเก่งนักนึกว่าเอ็นดูแก่ฉันเถิดพ่อคุณ” พระ ๒ องค์ ได้ฟังดังนั้นเกิดความ ละอายใจ ต่างก็รีบหลีกหนีแยกย้ายกลับขึ้น กุฏิ รับจ้างเทศน์ คราวหนึ่งมีหญิงม่าย ๑ อยู่ตำบลบ้าน ช่างหล่อ จังหวัดธนบุรี ได้นิมนต์เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ไปเทศน์ที่บ้าน ก่อนแต่จะเทศน์ เสากุฏิสมเด็จฯ มรดกชิ้น สุดท้ายอยู่ในพระวิหาร สมเด็จ หน้าอุโบสถ
54 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ หญิงนั้นได้เอาเงินมาติดกัณฑ์เทศน์ ๑๐๐ บาท พร้อมกับกราบเรียนว่า “ขอให้พระเดชพระคุณเทศน์ให้เพราะๆ สักหน่อยนะเจ้าคะ วันนี้ดิฉันมี ศรัทธาติดกันฑ์เทศน์ ๑๐๐ บาท” พอได้เวลาท่านก็ขึ้นธรรมาสน์ให้ศีลบอกศักราชตั้ง นโม แล้ว “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง” ลงเอวังก็ว่า ยถา สัพพี แล้วลงจากธรรมาสน์ เขาว่าหญิงคนนั้นขัดเคืองมาก แต่มิรู้ที่จะว่ากระไร ได้แต่นึกอยู่ ในใจว่า “เทศน์อะไรไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียแรงติดกัณฑ์เทศน์ตั้ง ๑๐๐ บาท” ครั้นวันรุ่งขึ้นเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ไปเทศน์ที่บ้านนั้นอีก (ทั้ง ที่เจ้าของบ้านมิได้นิมนต์) ก่อนเทศน์ท่านได้บอกกับหญิงนั้นว่า “เมื่อ วานนี้ฉันรับจ้างเทศน์จ้ะ วันนี้ฉันจะมาให้ธรรมเป็นทานนะจ๊ะ” แล้วขึ้น ธรรมาสน์เทศน์ต่อไป ว่าคราวนี้ท่านเทศน์ได้ไพเราะจับใจมากทั้งหญิง เจ้าของบ้านและคนฟังอื่นๆ ต่างรู้สึกปลาบปลื้มดื่มดำ่ในรสพระสัทธรรม ยิ่งนัก สมเด็จติดบ่วง คราวหนึ่งเขานิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปในงานที่บ้านแห่ง ๑ ในแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี ว่าบ้านเขาอยู่ ณ ที่แม่น้ำอ้อม พอเรือจะเข้า ทางอ้อม ท่านจึงขึ้นบกเดินลัดทุ่งนาไปด้วยหมายจะให้ถึงเร็ว ปล่อยให้ ศิษย์แจวเรือกันไปตามลำพัง ในระหว่างทางได้พบนกกระสาตัว ๑ ติด แร้วอยู่ ท่านได้แก้บ่วงปล่อยนกนั้นไป แล้วท่านเอาเท้าของท่านสอด เข้าไปในบ่วงแทน เมื่อศิษย์แจวเรือถึงบ้านงานจึงเกิดเอะอะไต่ถามได้ความว่าท่าน ขึ้นบกเดินมาก่อนนานแล้ว เจ้าภาพจึงให้คนรีบออกเที่ยวติดตามสืบหา
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 55 ไปพบท่านติดแร้วอยู่ คนหนึ่งตรงเข้าไปจะแก้บ่วง ท่านโบกมือพร้อมกับ ร้องห้ามว่า “อย่าอย่าเพิ่งแก้ประสก เพราะขรัวโตยังมีโทษอยู่ ต้องให้ เจ้าของแร้วเขาอนุญาตให้ก่อนจ้ะ” ครั้นท่านได้รับอนุญาตจากเจ้าของแร้ว ท่านจึงบอกให้เขากรวด น้ำ และท่านได้กล่าวคำอนุโมทนา ยถา สัพพี เสร็จแล้วท่านจึงเดินต่อ ไปยังบ้านงาน สมเด็จให้หวย คราวหนึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้จัดสิ่งของเครื่องกฐินลงเรือ แล้วแจวขึ้นไปว่าจะไปทอดกฐินที่วัดทางแขวงจังหวัดอ่างทอง ไปจอด พักนอนอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ขโมยได้ลักเอาเครื่องกฐินนั้นไปหมด ท่าน ตื่นขึ้นแล้วดีใจเลยให้กลับล่องลงมา ใครถามท่านว่าทอดกฐินแล้วหรือ อย่างไร ท่านตอบว่า “ฉันได้บริจาคแล้ว ฉันขอแบ่งส่วนบุญให้นะจ๊ะ” ครั้นมาถึงบ้านบางตะนาวศรี แขวงจังหวัดนนทบุรี ท่านได้ซื้อ หม้อบรรทุกเต็มเรือมาใครถามท่านว่าซื้อไปทำไม ท่านตอบว่า “เอาไป แจกชาวบางกอกเขาจ้ะ” แล้วแจกหม้อนั้นเรื่อยไป เข้าคลองบางลำภู ออกคลองสะพานหัน แล้วแจวขึ้นไปจนถึงวัดระฆัง ฝ่ายนักเลงหวยที่คิด เห็นว่าท่านใบ้หวย ถือเอาหม้อเป็นนิมิตแทงตัว ม ก็ถูก (เขาว่าวันนั้นหวย ออกตัว ม ทั้งเช้าค่ำ) คราวหนึ่ง เขาอาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปเป็นอุปัชฌาย์บวช นาคที่วัดสามปลื้ม เล่าว่านาคนั้นชื่อ “กรุด” โยมสมเด็จพระพุทธโฆษา จารย์ (อยู่) วัดสระเกศ ถึงเวลาท่านก็ข้ามไป เขาเอาคานหามมารับท่าน ที่ท่าน้ำ ท่านขึ้นคานหามมีคนกั้นสัปทนถวายไปตามทาง เวลานั้นเผอิญ
56 มื อ ใ ห ม่ อ ย า ก รู้ ดู พ ร ะ ส ม เ ด็ จ บ่อน�้ำมนต์ที่สมเด็จโตได้ท�ำศิลาอาถรรพ์ ไว้เพื่อให้น�้ำเป็นน�้ำมนต์ที่ วัดอินทรวิหาร กทม. ซึ่งปัจจุบันได้บูรณะอย่างงดงาม และน�ำน�้ำ ศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่ต่างๆ มาผสมไว้ ปัจจุบันมีผู้ศรัทธาในบารมี เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปรับน�้ำมนต์เพื่อเป็นศิริมงคลมากมาย วัดอินทรวิหาร เป็นวัดสุดท้ายที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาบูรณะในบั้นปลายชีวิต ท่าน
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 57 รูปสมเด็จโตที่วิหาร วัดสะตือ จ.พระนครศรีอยุธยา มีผู้มา สักการะมากมาย ซึ่งมีประวัติว่าท่านสร้างพระนอนขนาดใหญ่ ที่วัดนี้ตามค�ำกล่าวที่ว่า “ท่านนอนที่อยุธยา มานั่งที่ไชโย โตที่ วัดอินทร์ จ�ำศีลที่วัดระฆัง” สถานที่ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เกี่ยว พันมักปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าท่านแผ่บารมีธรรมมาถึง สถานที่นั้นนั่นเอง
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ฒ า จ า ร ย์ 201