บทสรุปผู้บริหาร รายงาน การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผานแหลง เรียนรู ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง นี้ ผูวิจัยศึกษาพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปญหา แนวทางการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อนการจัดการเรียนรูดานทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของสถานศึกษา 2) เพื่อสรางแนวทางใน การพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต 3) เพื่อนําเสนอผลการพัฒนาการจัดการเรียน สอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษา ผูใหขอมูลสําคัญคือ ผูบริหาร ครู บุคลากร ผูปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 50 คน เครื่องมือรวบรวมขอมูลใชสถิติพื้นฐาน ผลวิจัยสรุปดังนี้ 1.การพัฒนาการเรียนสอนของครูผานแหลงเรียนรู ดวยกระบวนรวมมือรวมพลัง 1.1 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสรางความรู ความเขาใจ การพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการศึกษาความตองการของ ครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต((x ̅=4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด((x ̅=3.85) 1.2 ดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการรวมมือวางแผนการใชแหลง เรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัดเละการ วางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ((x ̅=4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหารจัดการที่เอื้อ ตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด((x ̅=4.05) 1.3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมีคาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(x ̅=4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อ หรือ แหลงเรียนรู(x ̅=4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลงเรียนรู พัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(x ̅=3.4) 1.4 ดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการประสานงานกับ ผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชน และการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผลการ สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(x ̅=4.4) สวนการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ( x ̅= 3.7)
1.5 ดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการรวมมือปรับปรุง แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตมี คาเฉลี่ยสูงสุด(x ̅= 4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการปรับปรุง/ พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยางตอเนื่อง มีคาเฉลี่ยเทากัน(x ̅= 4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยในการ รวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(x ̅= 3.75) การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมา คือการเตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับการควบคุมและ ตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด(4.108) 2.ระดับความสามารถดานทักษะชีวิตของนักเรียน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน มีทักษะการทํางาน และอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุขมีคาเฉลี่ย(x̅=4.68)และทักษะดานการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึง ประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น(x̅=4.50)อยูในระดับดีเยี่ยม สวนการนํากระบวนการเรียนรูที่ หลากหลายไปใช ในชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง การจัดการกับปญหา และความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม และการปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ สภาพแวดลอมมีคาเฉลี่ยอยูในระดับดี เครื่องมือการวิจัยนี้สามารถใชเปนรายการตรวจสอบตนเองเกี่ยวกับระดับความรวมมือในการ พัฒนาการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลังได คําสําคัญ : การรวมมือรวมพลัง ทักษะชีวิต
คํานํา รายงานการใชนวัตกรรมเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะ ชีวิต ผานแหลงเรียนรู โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง ของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ฉบับนี้จัดทําขึ้น เพื่อใหเห็นกระบวนการทํางานเพื่อพัฒนาการศึกษา โดยใชรูปแบบที่ผูวิจัยสังเคราะหขึ้นมาจากงานวิจัย แนวคิดการรวมมือรวมพลังทั้งในและตางประเทศ ทั้ง 5ดาน คือดานการเตรียมการ การกําหนดกลยุทธ การปฏิบัติตามกลยุทธ การติดตามตรวจสอบ และการรักษาสภาพเปนมาตรฐาน และนํากระบวนการมา ใชในการบริหารและการพัฒนาสถานศึกษา ภายใตทรัพยากรและสิ่งแวดลอมของโรงเรียนขนาดเล็ก การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังนี้มีเปาหมายใหผูเรียนไดรับ การศึกษาที่มีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ประเทศ ผานการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอยางมีเหตุผล ความพอประมาณ มีภูมิคุมกันบน ฐานความรู คูคุณธรรมและความเพียร โดยคํานึงถึงมาตรฐานการศึกษา และตัวชี้วัด ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 เพื่อใหผูเรียนมีสมรรถนะดานทักษะชีวิตในศตวรรษที่21 และสามารถอยูใน สังคมไดอยางมีความสุข ขอขอบคุณคณะครู ผูปกครอง นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผูที่มีสวน เกี่ยวของทุกฝายที่มีสวนรวมในงานวิจัยครั้งนี้ คณะผูจัดทําหวังเปนอยางยิ่งวาเอกสารรายงานการใช นวัตกรรมฉบับนี้ จะเปนประโยชนตอการนําไปใชในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสถานศึกษา ที่สนใจ ( นางทิพานัน อินทรเรือง ) ผูอํานวยการโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน 17 กรกฎาคม 2566
สารบัญ เรื่อง หนา คํานํา ก สารบัญ ข บทที่ 1 บทนํา 1 ความเปนมาและปญหาการวิจัย 1 คําถามการวิจัย 2 วัตถุประสงคการวิจัย 2 ประโยชนที่ไดรับจากงานวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท 3 กรอบแนวคิดในการพัฒนา 4 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 5 ตอนที่ 1 การรวมมือรวมพลัง 5 ตอนที่ 2 ทักษะชีวิต 12 ตอนที่ 3งานวิจัยที่เกี่ยวของ 16 ตอนที่ 4 ผลการสังเคราะหการรวมมือรวมพลัง 21 บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย 23 ประชากรและกลุมตัวอยาง 23 เครื่องมือในการเก็บขอมูล 23 เรื่อง หนา การสรางและการหาคุณภาพ 25 การเก็บรวบรวมขอมูล 25 การจัดทําและการวิเคราะหขอมูล 25 สถิติที่ใชในการวิเคราะห 27 แผนภาพขั้นตอนรายละเอียดการวิจัย 28 บทที่4 ผลการวิเคราะหขอมูล 23 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย 38 สรุปผลการวิจัย 38 อภิปรายผล 40 บรรณานุกรม 45 ภาคผนวก 46
การเผยแพร 46 กิจกรรมการจัดการเรียนรูของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู 47 ประวัติผูศึกษาคนควา 47 คณะที่ปรึกษา 48
1 บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและปญหาการวิจัย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 กําหนดใหรัฐตองดําเนินการให ประชาชนไดรับการศึกษาตามความตองการในระบบตาง ๆ รวมทั้งสงเสริมใหมีการเรียนรูตลอดชีวิตและ จัดใหมีการรวมมือกันระหวางรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหนาที่ดําเนินการ กํากับ สงเสริม และสนับสนุนใหการจัดการศึกษามีคุณภาพและได มาตรฐานสากล และมาตรา 71 กําหนดใหรัฐพึงสงเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษยใหเปนพลเมืองที่ดี มี คุณภาพและความสามารถสูงขึ้น แผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 เปนแผนยุทธศาสตรที่กําหนดกรอบและแนวทาง การพัฒนาการศึกษาและการเรียนรูสําหรับพลเมืองทุกชวงวัยตั้งแตแรกเกิดจนตลอดชีวิต โดยจุดมุงหมาย ที่สําคัญของแผนคือ ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถเปนกลไกในการพัฒนา ศักยภาพและขีดความสามารถของทุนมนุษย ที่ตอบสนองความตองการของตลาดแรงงานและการพัฒนา ประเทศเพื่อใหประเทศสามารถกาวขามกับดักของประเทศที่มีรายไดปานกลางไปสูประเทศที่พัฒนาแลว อยางยั่งยืน ภายใตพลวัตของโลกศตวรรษที่ 21 ประชากรทุกชวงวัยสามารถเขาถึงโอกาสและความเสมอ ภาคทางการศึกษาและการเรียนรู จากระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุน หลากหลาย และตอบสนองความ ตองการของผูเรียนเพื่อยกระดับชนชั้นของสังคม ภายใตระบบเศรษฐกิจฐานความรูที่เอื้อตอการสรางสังคม แหงปญญาและการสรางสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรู หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ไดกําหนดทักษะ เปนสมรรถนะสําคัญที่ผูเรียน ทุกคนพึงไดรับการพัฒนา ทั้งดานความรู ความรูสึกนึกคิด ใหรูจักสรางสัมพันธอันดีระหวางบุคคล รูจัก จัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม ปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดลอม รูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น ปองกันตัวเองใน ภาวะคับขัน และจัดการกับชีวิตอยางมีประสิทธิภาพสอดคลองกับวัฒนธรรมและสังคม ปจจุบันเปนยุคของโลกดิจิทัล ทุกอยางเกิดขึ้นอยางรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงไดตลอดเวลา เปนยุค ที่โลกตองการผูที่สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไดอยางสรางสรรค นอกจากทักษะทางดาน นวัตกรรม ทักษะทางดานอาชีพ และทักษะทางดานเทคโนโลยีและการสื่อสารแลว “ทักษะชีวิต” เปนอีก หนึ่งทักษะที่มีความจําเปนกับวัยรุนในศตววรรษที่ 21 เพราะนอกจากวัยรุนจะตองเปนผูมีความรูแลว วัยรุนยังตองเปนผูมีทัศนคติและจิตใจที่มั่นคง เพื่อพรอมที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทักษะชีวิตชวยให วัยรุนอยูในสังคมไดอยางมีความสุข
2 โรงเรียนบานหนองไกเถื่อนตั้งอยูหมู 4 ตําบลหวยลึก อําเภอบานลาด จังหวัดเพชรบุรี สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 เปนโรงเรียนขนาดเล็ก ปจจุบันมีจํานวนนักเรียน 76 มีครูบุคลากร จํานวน 9 คนโรงเรียนมีพื้นที่ 12 ไร 1 งาน 16 ตารางวา มีแหลงเรียนรูตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และอยูในชุมชนที่มีแหลงทองเที่ยวธรรมชาติเชนน้ําตกยอยา เปาโยน จุดชมวิวเขาแดน และทุงนา ปาตาล ใกลวัดหนองจอกและวัดไกฟาประชาสรรคในการพัฒนาผูเรียนที่มีบุคลากรอยางจํากัด จึงตองอาศัยความรวมมือจากทุกฝาย ดังนั้นแนวคิดการทํางานรวมมือรวมพลัง เปนการดําเนินการที่ตอง ใชพลังจากทุกฝายที่เกี่ยวของอยางเทาเทียมกัน มีความสม่ําเสมอในการปฏิบัติตามเปาหมายที่ไดกําหนด รวมกัน รวมเรียนรูซึ่งกันและกันดวยความตระหนักในคุณคาของผูเกี่ยวของ มีการวางแผนการทํางาน ตลอดกระบวนการ รวมถึงวางแผนและกําหนดวิธีที่จะทํางานรวมกันเพื่อใหงานมีประสิทธิภาพ และพรอม ปรับเปลี่ยนเมื่อผลประเมินไมเปนไปตามเปาหมาย เพื่อใหผลหรือคุณภาพการปฏิบัติงานเกิดความยั่งยืน แนวคิดการทํางานลักษณะนี้มีความเหมาะสมยิ่งที่จะนําไปใชในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียน บานหนองไกเถื่อน ดังนั้นผูวิจัยจึงนํากระบวนการรวมมือรวมพลังมาใชในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู ที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูเพื่อใหผูเรียนไดรับการศึกษาที่มีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ประเทศ ผานการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอยางมีเหตุผล ความพอประมาณ มีภูมิคุมกันบน ฐานความรู คุณธรรมและความเพียร โดยคํานึงถึงความสอดคลองกับบริบท เงื่อนไขและศักยภาพของ ชุมชน ทุนทางทรัพยากรและสิ่งแวดลอมเพื่อใหผูเรียนมีทักษะชีวิตในศตวรรษที่21และสามารถอยูในสังคม ไดอยางมีความสุข คําถามการวิจัย 1. สภาพปจจุบัน และปญหาและแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียน ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษาเปนอยางไร 2. แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของ นักเรียนโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนเปนอยางไร 3. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลง เรียน สงเสริมทักษะชีวิต ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษาควรเปนอยางไร วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาสภาพ ปญหา แนวทางการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผาน แหลงเรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนการจัดการเรียนรูดานทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของ สถานศึกษา 2. เพื่อสรางแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต
3 3. เพื่อนําเสนอผลการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการ รวมมือรวมพลังของสถานศึกษา ประโยชนที่ไดรับ 1. นักเรียนมีสมรรถนะดานการใชทักษะชีวิต 2. ครูพัฒนาการจัดการเรียนสอนที่โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลัง 3. สถานศึกษามีแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต ขอบเขตของการวิจัย 1.ขอบเขตเนื้อหามุงศึกษาดานกระบวนการการรวมมือรวมพลัง และความสําเร็จของเปาหมาย โดยกําหนดเนื้อหาของกระบวนการจากงานวิจัยจํานวน จํานวน 7 เรื่องจากงานวิจัยทั้งในและตางประเทศ 2. จากแนวคิดเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรูการ เก็บขอมูลจึงมีลักษณะหลากหลายทั้งในสวนของการสํารวจโดยใชแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ ผูบริหาร ครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และนักเรียน 3. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรตน คือกระบวนการการรวมมือรวมพลัง ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูประกอบดวยการเตรียมการ การกําหนดกลยุทธ การปฏิบัติตามกล ยุทธ การควบคุมและการตรวจสอบ และการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตัวแปรตามคือ เปาหมาย ผลของการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมความสามารถของ ผูเรียนในการใชทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลัง นิยามศัพทเฉพาะ เพื่อใหความเขาใจเกี่ยวกับความหมายของคําที่ใชในการวิจัยตรงกัน จึงขอกําหนดนิยามศัพทหรือ คําจํากัดความที่ใชในการวิจัยดังนี้ 1. กระบวนการรวมมือรวมพลัง หมายถึง กระบวนการที่มุงพัฒนาการดําเนินงานภายใน สถานศึกษา เพื่อใหเกิดความรวมมือรวมพลังในการสงเสริมสมรรถนะดานทักษะอาชีพ ตามที่ผูวิจัย สังเคราะหจากแนวคิดทฤษฎี ประกอบดวยการเตรียมการ การกําหนดกลยุทธ การปฏิบัติตามกลยุทธ การ ควบคุมและการตรวจสอบ และการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน 2. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต หมายถึง ความสามารถในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใช ในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทํางานและการอยูรวมกัน ในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคลการจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอมและการรูจักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงค
4 3. ผูบริหารสถานศึกษา หมายถึง ขาราชการครูที่ไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงผูอํานวยการ โรงเรียน หรือรักษาการณโรงเรียนที่ไดรับการแตงตั้งหรือมอบหมายจากสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 4.โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรีเขต 2 5.ผูปกครอง หมายถึง บิดามารดา หรือญาติพี่นองที่รับผิดชอบ ดูแลเอาในใจใส อบรมสั่งสอน นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 4 -6 โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน 6. คณะกรรมการสถานศึกษา หมายถึง บุคคลที่ไดรับการคัดเลือกเปนคณะกรรมการสถานศึกษาใน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 กรอบแนวคิดในการพัฒนา ภาคีความร่วมมือ - นักเรียน - ครูแลบุคลากร -ชุมชน -ผู้ปกครอง - คณะกรรมการสถานศึกษา การร่วมมือรวมพลัง ด้านการเตรียมการ ด้านการกําหนดกลยุทธ์ของ องค์กร ด้านการปฏิบัติตามกลยุทธ์ ด้านการควบคุมและตรวจสอบ กลยุทธ์ ด้านการรักษาสภาพและกําหนด เป็นมาตรฐาน เป้าหมาย 1. นักเรียนมีทักษะชีวิต (1)ความสามารถในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน (2)การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยาง ตอเนื่อง (3)การทํางานและการอยูรวมกันในสังคมดวย การสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวาง บุคคล (4)การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม (5)การปรับตัวใหทันกับการ เปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอม และ (6)การรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึง ประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น 2.ครูมีแผนการจัดการเรียนรู 3. โรงเรียนมีหลักสูตรท้องถินบู่รณาการ การใช้แหล่งเรียนรู้ที่ ส่งเสริมทักษะชีวิต มีการ บริหารงานที่ เป็ นระบบ ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ ความพึงพอใจ
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวของ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ตอนที่ 1การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผาน แหลงเรียนรูดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง” ซึ่งผูวิจัยไดศึกษาจากเอกสาร ทฤษฎีหลักการ และ งานวิจัยที่เกี่ยวของ เพื่อนํามาเปนกรอบแนวคิดในการวิจัยเปน 4 ตอน ประกอบดวย ตอนที่ 1การรวมมือ รวมพลังประกอบดวยสาระเกี่ยวกับ (1) ความหมายและแนวคิดของการรวมมือรวมพลัง (collaboration) (2)กระบวนการรวมมือรวมพลัง ตอนที่ 2 ทักษะชีวิต ตอนที่ 3งานวิจัยที่เกี่ยวของ ประกอบดวยสาระเกี่ยวกับ (1)งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการรวมมือรวมพลัง (2)งานวิจัยที่เกี่ยวของการ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต และตอนที่ 4 ผลการสังเคราะหการรวมมือรวมพลัง เพื่อนําสูการกําหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ตอนที่ 1 การรวมมือรวมพลัง ความหมายและแนวคิดของการรวมมือรวมพลัง(Collaboration) การรวมมือรวมพลังตรงกับภาษาอังกฤษคําวา Collaboration ที่มาของคําCollaborationจาก พจนานุกรม EncyclopediaDictionary of Psychology and Education (1996อางถึงในพนิดา มา รุงเรือง,2549: 9) หมายถึงการรวมมือระหวางองคกรหรือกลุมบุคคล ตั้งแตการวางแผน การพัฒนา และ การปฏิบัติที่มีผลประโยชนรวมกันและทุกคนมีสิทธิเปนเจาของผลงาน สําหรับการรวมมือรวมพลังทาง การศึกษา หมายถึง การรวมมือรวมพลังระหวางสถาบันการศึกษา หรือระหวางสถานศึกษากับชุมชน Croewther (1996อางถึงในพิสิฐ เทพไกรวัล, 2554: 23) ใหความหมายของการรวมมือ (Collaboration) เปนคุณลักษณะที่สําคัญที่ทําใหการทํางานรวมกันหรือการทํางานเปนทีมประสบ ความสําเร็จ ความรวมมือจึงเปนคุณลักษณะที่กลุม ทีม หรือองคกรพึงปรารถนา ซึ่งหมายถึงการทํางาน รวมกับผูอื่น การรวมมือกัน การรวมรูรวมคิด การทํางานรวมกับผูอื่นเพื่อสรางบางสิ่งบางอยางรวมกัน Lucas(1998 อางถึงในพิสิฐ เทพไกรวัล,2554: 23) ใหความหมายความรวมมือในการทํางานขององคกร วา เปนการทํางานรวมกันระหวางบุคคลที่เกิดขึ้นเนื่องจากความตองการของบุคคล หรือความตองการของ
6 องคกรในการรวมกันรับผิดชอบงาน มีการรวมมือกันของบุคคล มีการสรางเครือขายการทํางาน มีกลุม รวมมือ สมาชิกมีการวิเคราะหวิจารณตนเอง และรูสึกวาตนไดรับความไววางใจจากผูอื่น Gross and Kientz (1999 อางถึงในพนิดา มารุงเรือง, 2549: 9) ใหความหมายการรวมมือรวม พลัง หมายถึง การที่บุคคลรวมกันวางแผน และหาแนวทางแกไขปญหาภายใตบรรยากาศของความ ไววางใจ การเคารพซึ่งกันและกันและการเปดกวางใหแสดงความคิดเห็น สุภาพร โกเฮงกุล (2550: 11) ใหความหมายการรวมมือรวมพลัง (Collaboration)หมายถึง การ รวมมือกันเปนกลุมหรือหมูคณะทั้งในระดับองคกร และระดับบุคคลเพื่อสรางสรรคผลประโยชนที่มีคุณคา ตามเปาหมายที่สรางรวมกัน ทุกคนตองมีสวนรวมในทุกขั้นตอนตั้งแตรวมกําหนดเปาหมาย รวมวางแผน รวมมือทํางาน รวมแกปญหา รวมทุน รวมแบงปนขอมูลสารสนเทศรวมทั้งทรัพยสินทางปญญา รวม แบงปนความรับผิดชอบ จากความหมายที่กลาวมาขางตนพอสรุปไดวาการรวมมือรวมพลังเปนการทํางานรวมกัน ทุกคนมี สวนรวมทุกขั้นตอนดวยความเต็มใจตั้งแตกําหนดเปาหมาย รวมวางแผน รวมมือทํางาน รวมแกปญหา รวมแบงปนขอมูลสารสนเทศ รวมแบงปนความรับผิดชอบ มีการถายทอด การแลกเปลี่ยนทั้งความรู ประสบการณ รวมทั้งการจัดการความขัดแยงจากการทํางาน คําวา “การรวมมือรวมพลัง”นั้นมีหลายคําที่ ใหความหมายในทํานองเดียวกัน เชน การรวมมือ (Collaboration)การมีสวนรวม (Participation) การ มีสวนเกี่ยวของ (Involvement) ความสัมพันธ (Relation) ความเกี่ยวพัน (Link) เครือขายความ รวมมือ (Collaborative Network) ซึ่งนักวิชาการที่ใชคําเหลานี้อาจมีจุดหมายยอยเพื่อแสดงระดับ (Degree) ของการมีสวนรวม แตคําตางๆ เหลานี้ ลวนมีความหมายนัยเดียวกันทั้งสิ้นคือการรวมมือรวม พลังในความหมายของการวิจัยครั้งนี้ กระบวนการรวมมือรวมพลัง (CollaborationProcess) Chester Bernard (1966อางถึงในศิริวรรณ เสรีรัตนและคณะ,2545: 42)กลาววา “งานของ ผูบริหารคือการรักษาระบบของความพยายามในการรวมมือกันในองคกร” นอกจากนี้ไดมีนักวิชาการได กลาวถึงกระบวนการทํางานรวมกัน หรือกอใหเกิดการรวมมือรวมพลังไวดังนี้ 1. กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ (ศิริวรรณ เสรีรัตนและคณะ,2545: 149-170) ประกอบดวย 1.1 การวิเคราะหสถานการณคือ การวิเคราะหถึงปจจัยและสภาวะตางๆ ที่เกี่ยวของกับองคกรและ ยุทธศาสตรขององคกร เพื่อที่จะไดมีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับปจจัยตางๆ เหลานี้ รวมทั้งสถานะของ ตัวองคกรไดอยางชัดเจนยิ่งขึ้น การวิเคราะห ปจจัยทางยุทธศาสตร จะบอกใหทราบปจจัยหรือสภาวะ แวดลอมภายนอก มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด และกอใหเกิดโอกาสและขอจํากัดตอองคกรไดอยางไร บาง นอกจากนี้การวิเคราะห เชิง กลยุทธจะชวยใหองคกรทราบถึงทรัพยากร (Resources) และ
7 ความสามารถ (Capabilities) ตางๆ ที่มีอยูภายในองคกรวาเปนจุดแข็งหรือจุดออนอยางไร และจะชวย ใหองคกรสามารถบรรลุความไดเปรียบทางการแขงขันไดอยางไรสภาวะแวดลอมภายนอกที่องคกรจะ วิเคราะหนั้นประกอบดวยทั้งปจจัยภายนอกที่เกี่ยวของกับองคกรโดยตรง และที่ไมเกี่ยวของโดยตรง ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงของปจจัยภายนอกไมวาจะเปนปจจัยที่เกี่ยวของกับองคกรโดยตรงหรือไม ยอมสงผลให เกิดโอกาสหรือขอจํากัดตอองคกร รวมทั้งมีผลตอความสามารถในการแขงขันขององคกรสําหรับปจจัย ภายในขององคกรนั้นมีวิธีที่สามารถใชในการวิเคราะหหลายวิธีดวยกัน อาทิเชน การวิเคราะหตามสายงาน (Functional Analysis) การวิเคราะหตามตัวแบบ Value Chain การวิเคราะหตามตัวแบบ 7-S หรือ การวิเคราะหทรัพยากรและความสามารถภายใน (Resources and Capabilities Analysis) ถึงแมจะมี การวิเคราะหไดหลายวิธี แตผลลัพธที่จะไดรับนั้นไดแกการทราบถึงจุดแข็งและจุดออนขององคกร ซึ่งจะ ชวยในการกําหนดความสามารถในการแขงขันขององคกรจะเห็นไดวาผลลัพธที่จะไดรับจากการวิเคราะห ทางกลยุทธนั้น ประกอบดวย โอกาส ขอจํากัด ที่เกิดจากปจจัยภายนอก จุดแข็ง และจุดออน ที่เกิดจาก ปจจัยภายใน หรือที่นิยมเรียกกันวา การวิเคราะห SWOT (SWOT Analysis-Strengths, Weaknesses, Opportunities, and Threats) รวมทั้งขอมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับองคกร ผลลัพธที่ไดจากการวิเคราะห ทางกลยุทธนี้ จะเปนขอมูลพื้นฐานที่จําเปนสําหรับการกําหนดทิศทางและกลยุทธขององคกร 1.2 การกําหนดกลยุทธของโรงเรียนไดแกการกําหนด วิสัยทัศน (Vision) ภารกิจ(Mission) และ ประเด็นทางยุทธศาสตร (Strategic Issue)ของโรงเรียน การกําหนดทิศทางของโรงเรียนจะเปนการ บงชี้วาโรงเรียนจะมุงไปในทิศทางใด นอกจากนี้การกําหนดทิศทางของโรงเรียนจะยังมีสวนชวยในการ แปลงวิสัยทัศนหรือภารกิจของโรงเรียนใหกลายมาเปนวัตถุประสงคในการดําเนินงานที่มีลักษณะที่ชัดเจน ขึ้น ภารกิจที่เขียนไวอยางชัดเจนจะชวยใหโรงเรียนสามารถเตรียมพรอมสําหรับอนาคต กําหนดทิศทางใน ระยะยาว และบงบอกถึงความตั้งใจหรือความตองการของโรงเรียนในการดําเนินงาน นอกจากการกําหนด วิสัยทัศนและภารกิจแลว การกําหนดทิศทางของโรงเรียนยังครอบคลุมถึงการแปลงวิสัยทัศนและภารกิจที่ อาจจะยังคงมีความคลุมเครือ ไมชัดเจน ใหเปนประเด็นทางยุทธศาสตรที่สําคัญการกําหนดประเด็นทาง ยุทธศาสตรคือการเปลี่ยนหรือแปลความหมายของวิสัยทัศนและภารกิจขององคกร ใหเปนเปาหมายในการ ดําเนินงานที่มีความเฉพาะเจาะจง สามารถวัดไดอยางชัดเจน การกําหนดประเด็นทางยุทธศาสตรคือการ ตั้งเปาหมายหรือสิ่งที่ตองการไว ซึ่งองคกรจะตองใชความพยายามในการบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว ความทา ทายในการลดชองวางที่เกิดขึ้นระหวางประเด็นทางยุทธศาสตรที่ตองการกับความสามารถในการ ดําเนินงาน จะเปนสิ่งผลักดันใหผูมีสวนเกี่ยวของมีความคิดสรางสรรคมากขึ้น พรอมทั้งเกิดความเรงรีบที่ จะพัฒนาผลการดําเนินงาน อีกทั้งยังใหความสําคัญกับการกระทําตางๆ มากขึ้น ดังนั้นการกําหนดทิศทาง ขององคกรที่ดีและชัดเจนยอมกอใหเกิดประโยชนตอองคกรตอไป เนื่องจากองคกรจะมีความชัดเจนในการ ดําเนินงานและมีเปาหมายที่ชัดเจน บรรลุได และวัดผลได ซึ่งทําใหการกําหนดกลยุทธมีความชัดเจนและ สามารถนําไปปฏิบัติได
8 1.3 การปฏิบัติตามกฎกลยุทธคือ การนําขอมูลและความรูตางๆ ที่ไดรับจากการกําหนด ทิศทางของโรงเรียนและการวิเคราะหปจจัยภายนอกและภายในโรงเรียนมาจัดทําเปนแผนกลยุทธ รวมทั้ง ระบบการประเมินและคัดเลือกวากลยุทธใดที่มีความเหมาะสมกับโรงเรียนมากที่สุด ในการจัดทํากลยุทธ นั้นพึงระลึกเสมอวาการจัดทํากลยุทธเปนการกําหนดแนวทาง วิธีการ และกิจกรรมตางๆ เพื่อชวยให โรงเรียนสามารถบรรลุถึงภารกิจและวัตถุประสงคที่ไดกําหนดไว สวนภาครัฐแลวแผนกลยุทธในหนวยงาน มักถูกแบงโดยระดับ (Hierarchy) ของกลยุทธ เชน แผนกลยุทธ โครงการ และ กิจกรรม ทั้งนี้อาจรวมถึง นโยบายตางๆ ซึ่งฝายบริหารไดมอบหมายใหแตละหนวยงานเปนผูดําเนินการการจัดทําแผนกลยุทธนั้น เปนสิ่ง ที่ตองพิจารณาทั้งในภาพกวางและในทางลึก พอสมควร การจัดทําแผนกลยุทธยังไมใชเพียงแคการ คิดคนวิธีการใหมๆ เพื่อชวยใหองคกรบรรลุถึงวัตถุประสงคที่ไดตั้งไวเทานั้น แตยังครอบคลุมถึงการ วิเคราะหพิจารณากิจกรรมการเคลื่อนไหวตางๆ ถากลยุทธเหลานี้ประสบผลสําเร็จและเกิดประโยชนตอ โรงเรียน โรงเรียนก็ควรที่จะใชกลยุทธเหลานั้นตอไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธหรือการจัดทํากลยุทธ ใหมๆ นั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตางๆ หรือเมื่อมีความจําเปนซึ่งผูบริหารของโรงเรียนจะตอง คํานึงถึง กลยุทธวาเปนสิ่งที่ไมหยุดนิ่ง เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่องและเปนกิจกรรมที่ดําเนินอยู ตลอดเวลา ดังนั้นการจัดการเชิงกลยุทธเปนสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา นอกจากนี้เนื่องจากการ จัดทํายุทธศาสตรไมสามารถครอบคลุมทุกสิ่งทุกอยางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นการกําหนดกลยุทธจึง ควรมีความพรอมและความสามารถที่จะตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงในดานตางๆ ที่ไมไดคาดคิด ลวงหนา หรือมีลักษณะของความเปนพลวัตร (Dynamic) 1.4 การประเมินและตรวจสอบกลยุทธเปนขั้นตอนที่มีความสําคัญอยางมากประการหนึ่งของผูบริหาร บริหารอาจจะตองวิเคราะหและพิจารณาไปในขณะเดียวกันวากลยุทธที่กําลังจะจัดทําขึ้นมานั้น มีความ เหมาะสมและเปนไปไดในทางปฏิบัติมากนอยเพียงใด หรือถาจะตองปฏิบัติใหสัมฤทธิ์ผลแลวจะตองมีการ เปลี่ยนแปลงอะไรบางภายในโรงเรียนในการประเมินและตรวจสอบควรจะมีสวนสัมพันธและสอดคลองกับ การปฏิบัติงาน เพราะในการจัดการเชิงกลยุทธ มิใชงานที่จะตองปฏิบัติเพียงครั้งเดียวแลวจบสิ้นไป เนื่องจากเหตุการณและสถานการณใหมๆ สามารถเกิดขึ้นมาไดตลอดเวลา ทําใหตองมีการแกไขและ ปรับปรุงยุทธศาสตรใหเปนไปตามที่ตองการ เนื่องจากทิศทางในระยะยาวขององคกรอาจจะตองมีการ เปลี่ยนไป ภารกิจหรือลักษณะการดําเนินงานขององคกรอาจจะตองมีการกําหนดขึ้นมาใหม วัตถุประสงค หรือเปาหมายในการดําเนินงานอาจจะสูงขึ้นหรือต่ําลง ยุทธศาสตรอาจจะตองมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก ทิศทางในการดําเนินงานและเปาหมายที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้การคนหาวิธีที่จะนํายุทธศาสตรมาใชและ ปฏิบัติยังคงจะตองดําเนินตอไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะถาการปฏิบัติตามยุทธศาสตรที่วางไวไมไดเปนไปตามที่ คาดคิด
9 2. กระบวนการบริหารงานแบบญี่ปุนไคเซ็น (Kaizen)เปนภาษาญี่ปุน แปลวา การปรับปรุง (Improvement) เปนแนวคิดที่ทําใชในการบริหารการจัดการมีประสิทธิผล โดยมุงปรับปรุงวิธีการสวน รวมของพนักงานทุกคน บุคลากรทุกระดับ รวมกันแสวงหาแนวทางใหม ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการทํางานใหดี ขึ้นไปเรื่อย ๆ อยางตอเนื่อง ทั้งฝายบริหารและฝายปฏิบัติเกิดจากการบริหาร ที่ประสบปญหาที่เกิดขึ้นใน ระหวางทศวรรษที่ 1980 และทศวรรษที่ 1990 บริษัทที่ประสบความสําเร็จมักนําเอาแนวคิดของไคเซ็นคือ การยอมรับวาการบริหารใหประสบผลสําเร็จจะตองแสวงหาวิธีการที่จะทําใหลูกคาพึงพอใจและตอบสนอง ความตองการของลูกคาไดเปนอยางดี เปนกลยุทธในการปรับปรุงที่มุงที่ตัวลูกคา และเปนการปรับปรุง กระบวนการทํางานแบบทีละเล็กทีละนอย และตอเนื่องและเปนหนาที่ของทุกคนในองคกรที่ตองทํา 7 ขั้นตอน (ศิริวรรณเสรีรัตนและคณะ, 2545: 604) 2.1 คนหาปญหาและกําหนดหัวขอแกไขปญหา 2.2 วิเคราะหสภาพปจจุบันของปญหาเพื่อใหรูสถานการณของปญหา 2.3 วิเคราะหหาสาเหตุของปญหา 2.4 กําหนดวิธีการแกปญหาสิ่งที่ตองระบุคือทําอะไร ที่ไหน ทําเมื่อไร และทําอยางไร 2.5 ดําเนินการแกไขปญหา 2.6 ตรวจสอบผลการดําเนินการแกไขโดยคํานึงถึงผลกระทบ 2.7 การรักษาภาพที่แกไขแลว โดยการกําหนดมาตรฐานการทํางาน 3. กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ (ผลิน ภูจรูญ, 2546 : 45) การบริหารจัดการ คุณภาพโดยรวมTQM (Total Quality Management) และกระบวนการ การสรางกลุมคุณภาพ QCC(Quality Control Circle) ตางก็เปนการประยุกตใชทฤษฎีความรวมมือระหวางกันทั้งรูปแบบการ ใหความสําคัญของลูกคา พนักงาน และผูถือหุน และมีการปรับปรุงอยางตอเนื่องโดยผูที่มีสวนเกี่ยวของ และมีจุดหมายรวมกัน โดยมีการประยุกตวัฏจักร PDCAของ ดร.เอ็ดเวิรด เดมมิ่ง มาใช โดยหลักการ Deming ไดนําเสนอวงจร PDCA (Plan, Do, Check, Act)สวนประกอบทั้ง 4 ดานอธิบายไดดังนี้ 3.1 การวางแผน (Plan) ขั้นตอนการวางแผนถือเปนขั้นตอนที่สําคัญที่สุด โดยจุดเริ่มตน จะตองมีการตระหนักถึงปญหาและกําหนดปญหาที่จะแกไข มีการเก็บรวบรวมขอมูล เลือกทางเลือก และ วิเคราะหทางเลือกเพื่อเลือกวิธีที่จะใชในการแกไขปญหา 3.2 การปฏิบัติ (Do) นําทางเลือกที่ตัดสินใจไปสูการปฏิบัติโดยมั่นใจวาผูรับผิดชอบได ตระหนักถึงวัตถุประสงค และความจําเปนอยางถองแทแลว และใหผูที่มีหนาที่รับผิดชอบดําเนินงานตาม แผน รูถึงรายละเอียดและขั้นตอนตาง ๆ มีการจัดอบรมเพื่อดําเนินงานตามแผน และมีการจัดทรัพยากรที่ จําเปน 3.3 การตรวจสอบ (Check) มีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน การประเมินควร ประเมินการดําเนินงานขององคการวาสามารถดําเนินงานไดตามแผนหรือไม และเนื้อหาสาระของแผนมี ความครบถวนหรือไม หากการประเมินพบวาผลงานออกมาไดถูกตองตรงตามเปาหมายก็สามารถนําไป จัดทําเปนมาตรฐานสําหรับการดําเนินงานในครั้งตอไปได
10 3.4 การปรับปรุงแกไข (Action) ในการปฏิบัติงานมีการกําหนดมาตรฐานจากผลการดําเนินงานเพื่อ ใชเปนแนวทางปฏิบัติในอนาคต และทําการแกไขในสวนที่ทําใหผลลัพธไมเปนไปตามตามเปาหมายที่ กําหนดไว เมื่อผลลัพธที่ไดไดรับการยอมรับจากทุกฝายแลวจัดทําเปนรายงานเพื่อใหผูบริหารและ หนวยงานตาง ๆ ในองคการทราบ สิ่งที่สําคัญถาหากพบวาการไมวัตถุประสงคหรือเปาหมายที่ตั้งไวนั้นเกิด จากการวางแผนที่ไมดีตั้งแตตน องคการจะตองหาสาเหตุของการวางแผนที่ไมดีกอน แลวจึงทําการ ปรับปรุงคุณภาพการวางแผน และปรับปรุงเนื้อหาของแผนดวย 4. กระบวนการบริหารจัดการรวมกัน (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, 2551:1-5)กลาววาองคประกอบที่ผลักดันใหการบริหารจัดการรวมกันมีประสิทธิภาพประกอบดวย 4.1 ขอกําหนดเบื้องตน (Starting condition)ในการรวมตัวขององคกรหรือการรวมกลุมของบุคคลใน การรวมมือทํากิจกรรมนั้นมีสาเหตุที่มาของการรวมกลุมหรือขอตกลงรวมกันเพื่อใหบรรลุถึงเปาหมาย เดียวกัน 4.2 ผูนําแบบเอื้ออํานวย (Facilitative leadership) ผูนําเปนผูมีบทบาทสําคัญในการกําหนดแนว ทางการทํางานรวมกัน การสรางความเชื่อมั่นบรรยากาศที่เอื้อตอการพูดคุยและสื่อสารระหวางภาคสวน ตางๆ และสรางแรงจูงใจในการทํางานรวมกัน ภาวะผูนําที่เอื้ออํานวยถือเปนองคประกอบสําคัญในการ ดึงดูดและจูงใจใหทุกภาคสวนทํางานรวมกันตั้งแตตนจนจบและบรรลุเปาหมายรวมกัน 4.3 การออกแบบวิธีการทํางานรวมกัน (Institutional design) ควรมีการกําหนดกฎ กติกาเบื้องตน ในการทํางานรวมกัน เพื่อสรางความเขาใจ และเอื้อใหกระบวนการทํางานของภาคสวนตางๆที่เขามา ทํางานรวมกันนั้น เปนแบบเปด กวางและมีสวนรวม 4.4 กระบวนการทํางานรวมกัน (Collaborative process) ในกระบวนการทํางานรวมกันนั้น ประกอบดวยระยะตางๆ เชน ระยะเตรียมการ (Pre-negotiationphase) ระยะของการเจรจาตกลง (Negotiation phase)ระยะดําเนินการ (Implementation phase)ดังนั้นกิจกรรม การสื่อสารตางๆ จึง มีบทบาทในการทํางานรวมกันเพื่อจะสื่อสารความกาวหนา และการเปลี่ยนแปลงตางๆ ที่อาจเกิดขึ้นใน ระหวางการทํางาน 5. จากงานวิจัยของกนกอร สมปราชญและคณะ (2548อางถึงในพิสิฐ เทพไกรวัล, 25) ได กลาวถึงลําดับขั้นเพื่อความสําเร็จในการสรางความรวมมือ มีลําดับขั้นตอไปนี้ 5.1 ระบุผูมีสวนไดสวนเสีย (Identify Stakeholder) ความรวมมือจะประสบความสําเร็จได ตองมีการระบุถึงกลุมผูมีสวนไดสวนเสียเพื่อจะไดรวมประชุมวางแผนกําหนดความตองการ นิยาม เปาหมาย และมีสวนรวมในการตัดสินใจ ซึ่งจะทําใหเกิดประโยชนสูงสุดจากความเปนผูเชี่ยวชาญในแตละ ดานของผูมีสวนไดสวนเสีย 5.2 การสนองเหตุผลและความตองการในการมีสวนรวม (Have Collaborators State Their Reasons for Wanting to Participate) หลังจากการกําหนดผูเปนหุนสวนความรวมมือซึ่งอาจอยู ในรูปตัวแทนองคการหรือครอบครัว ชุมชนแลว ตองทบทวนอยูเสมอวาความรวมมือที่ดําเนินการอยูได
11 สนองความตองการ โดยทําใหเกิดการแบงปนทรัพยากรและแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเพื่อสนองตอบ เปาหมายและความตองการของชุมชนแลวหรือยัง 5.3 การสรางพันธสัญญาสูเปาหมายรวมกัน (Get a Commitment to Stated Goals) ความรวมมือที่เกิดจากการสั่งการ จะไมทําใหเกิดจิตสํานึกและการแลกเปลี่ยนความคิดและหากปราศจาก การแลกเปลี่ยนทางความคิดในการกําหนดเปาหมาย จะทําใหโอกาสที่จะประสบความสําเร็จมีนอย 5.4 การกําหนดวิสัยทัศนรวม (Establishinga Shared Vision) การสรางความรวมมือจะ ประสบความสําเร็จจากผูมีสวนไดสวนเสียที่มีภูมิหลัง และมุมมองที่แตกตางกันใหโอกาสทุกคนแลกเปลี่ยน ขาวสารและเลือกประเด็นที่เปนแนวคิดรวมกันมาสื่อสารและอภิปรายเพื่อใหเกิดความเชื่อมั่น 5.5 การพัฒนาแผนยุทธศาสตรความรวมมือ (Developing a Collaborative Strategic Plan)การวางแผนยุทธศาสตรเปนการกําหนดเปาหมายเพื่อใหเกิดความสําเร็จระยะยาวภายในสองถึงสี่ป ในที่ประชุมผูมีสวนรวมทุกคน ตองแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ ความหวัง สิ่งที่เปนสิ่งวิตกกังวล และ รวมกันรางแผนยุทธศาสตร โดยคํานึงถึงความใสใจตอทรัพยากรที่ขาดแคลนเนนมุมมองที่หลากหลาย สรางพันธะสัญญาความรวมมือในการสรางพันธมิตรและเปาหมาย และประเมินจุดแข็งจุดออน 5.6 การกําหนดขอปฏิบัติในการประชุม (Determining Meeting Rules)ผูมีสวนไดสวนเสีย สามารถรวมกําหนดขอปฏิบัติบางสวนในการประชุมโดยเริ่มประชุมตามวาระที่กําหนดและมีเวลาเพียงพอ ตอการอภิปราย หุนสวนแตละคนตองไดรับการกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบและบทบาทในการ ปฏิบัติงาน เริ่มตน และสิ้นสุดการประชุมตรงตอเวลา และการใชภาวะผูนําใหเกิดประสิทธิภาพเพื่อแสวงหา ขอตกลงรวมกันของตัวแทนกลุมตางๆ 5.7 การสรางขอตกลงรวมกันเกี่ยวกับการตัดสินใจ (Building Consensus about DecisionMaking)ขอขัดแยงตางๆเปนสิ่งหลีกเลี่ยงไมได ดังนั้นการสรางความรวมมือ การสรางขอตกลง รวมกัน และการใหความไววางใจกัน จะชวยลดปญหาความขัดแยงได 6. จากงานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554: 284-302)ไดพัฒนารูปแบบเครือขายความ รวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ประกอบดวย กระบวนการสราง เครือขาย 6 ขั้นตอนไดแก 6.1 ขั้นตระหนักถึงความจําเปน 6.2 ขั้นประสานหนวยงาน/องคกรเครือขาย 6.3 ขั้นสรางพันธสัญญารวมกัน 6.4 ขั้นบริหารจัดการเครือขาย 6.5 คุณลักษณะที่ดีของผูนําเครือขาย 6.6 การปฏิบัติงานของเครือขายและการสะทอนผล 7. จากงานวิจัยของสุภาพร โกเฮงกุล (2550 : 17) กลาววา การรวมมือรวมพลังประกอบดวย6 ตัว ไดแก การแลกเปลี่ยนความรู การถายโอนความรู การสนับสนุนของผูบริหารและทีมงาน การวางแผน กิจกรรมใหทุกคนมีสวนรวม การใชจายอยางประหยัด และความเต็มใจรวมมือทํางานของครู
12 จากขอมูลหลักการ แนวคิดและงานวิจัยดังกลาวพอสรุปไดวากระบวนการรวมมือรวมพลัง ประกอบดวย 5 ดานคือ (1) ดานการเตรียมการ (2) ดานการกําหนดกลยุทธ (3) ดานการปฏิบัติตามกล ยุทธ (4) ดานการควบคุมและตรวจสอบกลยุทธ และ (5) ดานการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตอนที่ 2 ทักษะชีวิต หรือสมรรถนะดานทักษะชีวิต สมรรถนะสําคัญของผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ใชเปนกรอบ ในการประเมินประกอบดวย 5 สมรรถนะ 16 ตัวชี้วัด โดยมีรายละเอียดดังนี้ (1) ความสามารถในการสื่อสาร (2) ความสามารถในการคิด (3) ความสามารถในการแกปญหา (4) ความสามารถในการใชทักษะชีวิต และ(5) ความสามารถในการใชเทคโนโลยี องคประกอบของสมรรถนะ McClelland ไดกลาววา สมรรถนะประกอบดวยองคประกอบ 5 สวน สรุปไดดังนี้ (McClelland ,1973 ; สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ , 2547 ; สํานักงาน ก.พ. , 2548 ; รัชนีวรรณ วนิชย ถนอม, 2547; ชนาธิป ทุยแป, 2551) 1. ทักษะ (Skills) หมายถึง สิ่งที่บุคคลกระทําไดดี และฝกปฏิบัติเปนประจําจนเกิด ความชํานาญ เชน ทักษะของหมอฟนในการอุดฟน โดยไมทําใหคนไขรูสึกเสียวเสนประสาท 2. ความรู (Knowledge) หมายถึง ความรูเฉพาะดานของบุคคล เชน ความรูภาษา อังกฤษ ความรูดานการบริหารตนทุน เปนตน 3. ภาพลักษณภายในบุคคล (Self-Image / Self-concept) หมายถึง ทัศนคติ คานิยม และความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณของตนเอง หรือสิ่งที่บุคคลเชื่อวาตนเองเปน เชน Self-confidence คนที่มีความเชื่อมั่น ในตนเองสูง จะเชื่อวาตนเองสามารถแกปญหาตางๆ ได 4. คุณลักษณะภายในหรืออุปนิสัย (Traits) หมายถึง บุคลิกลักษณะประจําตัวของบุคคล เปนสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น เชน เปนคนที่นาเชื่อถือ และไววางใจ หรือมีลักษณะเปนผูนํา เปนตน 5. แรงจูงใจ (Motive) หมายถึง แรงขับภายใน ซึ่งทําใหบุคคลแสดงพฤติกรรมที่มุงสูสิ่งที่ เปนเปาหมาย เชน บุคคลที่มุงผลสัมฤทธิ์ (Achievement Orientation) มักชอบตั้งเปาหมาย ที่ทาทาย และพยายามทํางานสําเร็จตามเปาที่ตั้งไว ตลอดจนพยายามปรับปรุงการทํางานของตนเอง ตลอดเวลา ระดับของสมรรถนะ อาภรณ ภูวิทยพันธ ( 2547) กลาววา ระดับของสมรรถนะหรือความสามารถ (Proficiency Level) เปนการบงบอกถึงพฤติกรรมที่คาดหวังหรือตองการใหเกิดขึ้น ซึ่งจะแยกตาม ระดับที่แตกตางกันไป โดยจะแบงออกเปน 5 ระดับไดแก 1) Basic Level ขั้นเรียนรู : การเริ่มตนฝกหัดซึ่งสามารถปฏิบัติงานไดโดยตองอยูภายใต กรอบหรือแนวทางที่กําหนดขึ้นหรือเปนสถานการณที่ไมยุงยากซับซอนได 2) Doing Level ขั้นปฏิบัติ : การแสดงพฤติกรรมที่กําหนดขึ้นไดดวยตนเองหรือ
13 ชวยเหลือสมาชิกในทีมใหสามารถปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมาย 3) Developing Level ขั้นพัฒนา : ความสามารถในการนําสมาชิกในทีม รวมถึง การออกแบบและคิดริเริ่มสิ่งใหมๆ เพื่อประโยชนและเปาหมายของทีมงาน 4) Advanced Level ขั้นกาวหนา : การคิดวิเคราะหและนําสิ่งใหมๆ มาใชเพื่อ เสริมสรางประสิทธิภาพการทํางานของหนวยงาน และความสามารถในการสอนผูอื่นใหสามารถ แสดงพฤติกรรมนั้นๆ ไดตามที่กําหนด 5) Expert Level ขั้นผูเชี่ยวชาญ : การมุงเนนกลยุทธและแผนงานในระดับองคการ รวมถึงความสามารถ ในการใหคําปรึกษาแนะนําแกผูอื่นถึงแนวทางหรือขั้นตอนการทํางานและวิธีการ แกไขปญหาที่เกิดขึ้น หลักการสงเสริมสมรรถนะดานทักษะชีวิต การพัฒนาทักษะชีวิต เปนกระบวนการเรียนรูที่มุงใหผูเรียนพัฒนาตนเองในดานความรู ทักษะ เจตคติในการเห็นคูราในตนเองและผูอื่น การคิดวิเคราะหตัดสินใจและแกไขปญหา การจัดการกับอารมณ ความเครียด และการสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น เพื่อการปรับตัว การปองกันตนเองในสถานการณตางๆ จัดการกับชีวิตตนเองไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคลองกับเปาหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่กําหนดใหทักษะชีวิต เปนสมรรถนะสําคัญที่ผูเรียนทุกคนพึงไดรับการ พัฒนาโดยสถานศึกษาตองจัดการศึกษาใหผูเรียนมีคุณภาพตามตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรูทั้ง 8 สาระ และมีคุณลักษณะอันพึงประสงคตามเจตนารมณของหลักสูตร การสรางทักษะชีวิติ มี 2 วิธี 1. เกิดเองตามธรรมชาติ เปนการเรียนรูที่ขึ้นอยูกับประสบการณและการมีแบบอยางที่ดี แตการ เรียนรูตามธรรมชาติจะไมมีทิศทางและเวลาที่แนนอน บางครั้งกวาจะเรียนรูก็อาจสายเกินไป 2. การสรางและพัฒนาโดยกระบวนการเรียนการสอน เปนการเรียนรูใหผูเรียนไดเรียนรูรวมกันใน กลุมผานกิจกรรมรูปแบบตางๆ ไดปฏิบัติ ไดรวมอภิปรายแสดงความคิดและประสบการณ ไดสะทอน ความรูสึกนึกคิด มุมมอง เชื่อมโยงสูวิถีชีวิตของตนเอง เพื่อสรางองคความรูใหมและปรับใชกับชีวิต กิจกรรมการสรางและพัฒนาทักษะชีวิต 1. กิจกรรมที่ผูเรียนมีสวนรวมคนพบความรูหรือสรางความรูดวยตนเอง เชน กิจกรรมการเรียนรู ที่ใหโอกาสผูเรียนแสดงความคิดเห็น วิพากษวิจารณขาวสาร เหตุการณ สถานการณ หรือประสบการณ ของผูเรียน และกิจกรรมการเรียนรูที่ผูเรียนไดสืบคนหรือศึกษาคนควา คิดวิเคราะห สังเคราะหความรูจาก สื่อตางๆ และแหลงเรียนรูภายในและภายนอกสถานศึกษา ไดสะทอนเชื่อมโยงกับชีวิตและการดําเนินชีวิต ในอนาคต 2. กิจกรรมที่ผูเรียนไดทํากิจกรรมรวมกัน ไดลงมือทํากิจกรรมลักษณะตางๆ ไดประยุกตใชความรู เชน กิจกรรมทัศนศึกษา กิจกรรมคาย กิจกรรมชมรม/ชุมนุม กิจกรรมโครงงาน/โครงการ กิจกรรมจิต อาสา กิจกรรมวันสําคัญ เปนตน
14 ความหมายของทักษะชีวิต ทักษะชีวิตเปนความสามารถทางจิตสังคม เปนความสามารถของบุคคลในการเผชิญกับสิ่งทาทาย ตางๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันไดอยางมีประสิทธิภาพ และยังเปนสิ่งที่จะชวยใหเกิดการดํารงไวซิ่งสภาวะ สุขภาพจิตที่ดี และสามารถปรับตัวและมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ถูกตอง ในขณะที่เผชิญกับแรงบีบ แรง กดดัน หรือแรงกระทบจากสภาวะ แวดลอมตางๆ รอบตัว(World Health Organization. 1994 อางถึง ใน รมณภัทร กตตนวงศกร 2557:11) องคการอนามัยโลก (WHO) ใหความหมายทักษะชีวิตเปนความสามารถอันประกอบดวย ความรู เจตคติ (ทัศนคติ) และทักษะซึ่งสามารถจัดการกับปญหารอบๆ ตัวใหบุคคลอยูรอดในสภาพสังคมและ วัฒนธรรมยุคปจจุบันไดอยางมีความสุขและเตรียมพรอมสําหรับการปรับตัวในอนาคต ทักษะชีวิต เปนความสามารถของบุคคลที่จะจัดการกับปญหาตางๆ รอบตัวในสภาพสังคมปจจุบันและ เตรียมพรอมสําหรับการปรับตัวในอนาคต ทักษะชีวิตเผยแพรโดยองคการอนามัยโลก (World Health Organization.อางถึงในบทความ เรื่องทักษะชีวิต สิ่งสําคัญสําหรับวัยรุนศตวรรษที่ 21ของมูลนิธิยุวพัฒฯ) โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหบุคคล รูจักดูแลตนเองทั้งทางดานรางกาย อารมณ และจิตใจ ซึ่งจะสงผลใหสามารถดํารงตนอยูในสังคมโดยไม เปนภาระของสังคม เนนความสําคัญของบุคคลใหรูจักการปรับตัว พรอมการเผชิญการเปลี่ยนแปลงทาง สังคม องคการอนามัยโลก (WHO) ไดกําหนดทักษะชีวิตไว 10 ทักษะ ไดแก 1.ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องราว ตางๆ ในชีวิตไดอยางมีระบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมดานสุขภาพหรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลที่ไดจากการตัดสินใจเลือก ไดอยางถูกตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอการมีสุขภาพที่ดีทั้งรางกายและจิตใจ 2.ทักษะการแกปญหา (Problem solving) เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่เกิดขึ้นใน ชีวิตไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทั้งทางรางกายและจิตใจจนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโตเกินแกไข ได 3.ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในทางความคิด ซึ่งจะเปน สวนชวยในการตัดสินใจและแกไขปญหา โดยใชวิธีการคิดแบบสรางสรรคเพื่อคนหาทางเลือกตางๆรวมทั้ง ผลที่จะเกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยาง เหมาะสม 4.ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห ขอมูลตางๆ และประเมินปญหาหรือสถานการณที่อยูรอบตัวที่มีผลตอการดําเนินชีวิต ทักษะการคิดอยางมี วิจารณญาณสามารถชวยใหวัยรุนตระหนักและประเมินผลสิ่งที่จะมีผลกระทบตอทัศนคติและพฤติกรรม
15 ของตนเอง เชน การรูจักคุณคาในตนเอง การจัดการกับความกดดันจากเพื่อนๆ หรือการรับขอมูลจากสื่อ ตางๆ 5.ทักษะการสื่อสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปนความสามารถใน การใชคําพูดและทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรมและ สถานการณตางๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความชื่นชม การ ขอรอง การเจรจาตอรอง การตักเตือน การชวยเหลือ การปฏิเสธ 6.ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) เปนความสามารถ ในการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางกันและกัน สามารถรักษาสัมพันธภาพไวไดยืนยาว 7.ทักษะการตระหนักรูในตน (Self-awareness) เปนความสามารถในการคนหา รูจักและเขาใจ ตนเอง เชน รูขอดีขอดอยของตนเอง รูความตองการและสิ่งที่ไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหวัยรุน เขาใจตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียดหรือสถานการณตางๆ และทักษะนี้ยังเปนพื้นฐานของการพัฒนา ทักษะอื่นๆ เชนการสื่อสาร การสรางสัมพันธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นอกเห็นใจผูอื่น 8.ทักษะการเขาใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือนหรือความ แตกตางระหวางบุคคลในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว อาชีพฯลฯ ซึ่งจะชวยใหสามารถยอมรับบุคคลที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลที่ดอยกวา หรือไดรับความ เดือดรอน 9.ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการรับรูอารมณ ของตนเองและผูอื่น รูวาอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธและ ความโศกเศรา ที่สงผลทางลบตอรางกายและจิตใจไดอยางเหมาะสม 10.ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with stress) เปนความสามารถในการรับรูถึง สาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียดเพื่อให เกิดพฤติกรรมในทางที่ถูกตองเหมาะสมและไมเกิดปญหาดานสุขภาพ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2554:2) ไดกําหนดองคประกอบทักษะชีวิตสําคัญ ที่จะเพิ่มภูมิคุมกันใหกับเด็กในสภาพสังคมที่มีกี่เปลี่ยนแปลงและการเตรียมความพรอมสําหรับการปรับตัว ของผูเรียนในอนาคตไว 4 องคประกอบคือ 1.การตระหนักรูและเห็นคุณคาในตนเอง หมายถึง การรูความถนัด ความสารถจุดเดน จุดดอยของ ตนเอง เขาใจความแตกตางของแตละบุคคล รูจักตนเอง ยอมรับ เห็นคุณคา และความภาคภูมิใจในตนเอง และผูอื่น มีเปาหมาย ในชีวิต และมีความรับผิดชอบตอสังคม 2.การคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรคหมายถึง การแยกแยะขอมูลขาวสาร ปญหา และสถานการณรอบตัว วิพากษ วิจารณ และประเมินสถานการณรอบตัวดวยหลักเหตุผล และ ขอมูลที่ถูกตอง รับรูปญหา สาเหตุของปญหา หาทางเลือกและตักชดสินใจในการแกปญหาในสถานกาณณ ตางๆ อยางสรางสรรค
16 3.การจัดการกับอารมณและความเครียด หมายถึง หมายถึง ความเขาใจ และรูเทาทันสภาวะ อารมณของบุคคล รูสาเหตุของความเครียด รูวิธีควบคุมอารมณและความเครียด รูวิธีผอนคลาย หลีกเลี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กอใหเกิดอารมณไมพึงประสงค 4.การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น การเขาใจมุมมอง อารมรณความรูสึกของผูอื่นที่ใชภาษาพูด และภาษากายเพื่อสื่อสารความรูสึก นึกคิดของตนเอง รับรูความรูสึกนึกคิดและความตองการของผูอื่น วางตัวไดอยางเหมาะสมในสถานการณตางๆ ใชการสื่อสารที่สรางสัมพันธภาพที่ดี สรางความรวมมือ และ การทํางานรวมกับผูอื่นอยางมีความสุข คูมือประเมินสมรรถนะสําคัญของผูเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสํานักทดสอบทางการศึกษา (2555: 11) ไดอธิบาย ความหมายของความสามารถดานทักษะชีวิตคือความสามารถในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการ ดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทํางานและการอยูรวมกันใน สังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคลการจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยาง เหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอมและการรูจักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่นกําหนด จากแนวคิดเกี่ยวกับองคประกอบของทักษะชีวิตที่กลาวมา ผูวิจัยไดใชองคประกอบสมรรถนะดาน ทักษะชีวิตของสํานักทดสอบทางการศึกษา 6องคประกอบมาใชในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ดังนี้ 1. การนํากระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใชในชีวิตประจําวัน 2. การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง 3. การทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 4. การจัดการกับปญหาและความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม 5. ปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพแวดลอม 6. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น ตอนที่ 3งานวิจัยที่เกี่ยวของ การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผานแหลงเรียนรูดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง งานวิจัยที่เกี่ยวของกับความรวมมือรวมพลัง นันทพล พงษสรอย(2550 : 117-121) ศึกษาสภาพและปญหาการดําเนินการวางแผนกลยุทธ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี ที่พบวา (1)สภาพการ ดําเนินงานวางแผนกลยุทธอยูในระดับมากทุกขอ เมื่อศึกษาการดําเนินการวางแผนกลยุทธที่มีคาเฉลี่ย สูงสุดเรียงละดับจากมากไปนอยสามอันดับแรกคือ การกําหนดทิศทางสถานศึกษา การศึกษาเบื้องตนดาน
17 สถานภาพสถานศึกษาและแนวทางการนํากลยุทธไปใช (2) ปญหาการดําเนินวางแผนกลยุทธของ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังดักสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมพบวา มีปญหาการ วางแผนกลยุทธระดับนอย เมื่อพิจารณาเปนรายดานของการดําเนินการตามแผนกลยุทธพบวาปญหาของ การดําเนินการตามแผนกลยุทธอยูในระดับปานกลาง คือการวอเคราะหสภาพแวดลอมสถานศึกษาและ การประเมินสภาพสถานศึกษา และมีปญหาการดําเนินการวางแผนกลยุทธอยูในระดับนอย คือการกําหนด กลยุทธสถานศึกษา รองลงมาคือ แนวทางการนํากลยุทธไปใช และการศึกษาเบื้องตนดานสถานภาพ การศึกษาตามลําดับ (3) การเปรียบเทียบสภาพและปญหาการดําเนินการวางแผนกลยุทธของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จําแนกตามตําแหนงของบุคลากร พบวาใน ภาพรวม ไมมีความแตกตางกันทางนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (4)การเปรียบเทียบสภาพและปญหาการ ดําเนินการวางแผนกลยุทธของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จําแนกตามขนาดสถานศึกษาพบวาภาพรวม ไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 สุภาพร โกเฮงกุล (2550 : 151-154)ไดศึกษาวิจัยเรื่องอิทธิพลของกลยุทธการแลกเปลี่ยน และ การถายโอนความรูที่มีตอความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังดานการวิจัยและพัฒนาระหวาง มหาวิทยาลัยและโรงเรียน การวิจัยมีวัตถุประสงคหลัก 3 ประการคือ (1) เพื่อศึกษาสภาพของการรวมมือ รวมพลังระหวางมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ดานการวิจัยและพัฒนา (2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบ ความตรงของโมเดลเชิงสาเหตุของความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังระหวางมหาวิทยาลัยและ สถานศึกษาดานการวิจัยและพัฒนา และ (3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปจจัยดานกลยุทธ การแลกเปลี่ยน และการถายโอนความรูที่มีตอความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังระหวางมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ดานการวิจัยและพัฒนา ประชากรที่ศึกษาคือผูบริหารและครูทุกคนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เขารวม โครงการรวมมือรวมพลังดานการวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย ผลการวิจัยสรุปไดดังนี้ (1) กลุมครูจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญมีความพึงพอใจ ผูกพันตอการ ทํางานวิจัยแบบรวมมือรวมพลังกับนักวิจัยมากกวากลุมครูจากโรงเรียนขนาดกลาง และกลุมครูโรงเรียน ขนดเล็กมีความไววางใจนักวิจัยมากกวาโรงเรียนขนาดกลาง (3)ตัวแปรความพึงพอใจ มีความตรงเชิง โครงสราง โดยความพึงพอใจสอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษมีคา chi-square=0.826, df=1, p=0.363, GFI=0.999, AGFI=0.990RMR=0.003 ความพึงพอใจที่มีน้ําหนักมากที่สุดคือ ความคุมคาของเวลาที่ใชไป รองลงมาคือโอกาสความกาวหนา ผลตอบแทนจากการทํางาน ความเทาเทียมในสิทธิ และสภาพและ บรรยากาศการทํางาน (4)อิทธิพลของกลยุทธ การแลกเปลี่ยนความรู และการถายโอนความรูมีอิทธิพล ทางออมตอความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังดานการวิจัยและพัฒนาเทากับ -0.002, 0.147และ 0.099 ตามลําดับโดยสงผานตัวแปรความพึงพอใจ ความไววางใจและความผูกพัน ลักษณะอิทธิพลทางตรงจาก ตัวแปรความผูกพันที่มีอิทธิพลตอการรวมมือรวมพลังสูงสุดเทากับ 0.256
18 พิสิฐ เทพไกรวัล (2554: 284-302) การพัฒนารูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพ การศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก การวิจัยมี 4 ระยะคือระยะที่1 การศึกษาขอมูลพื้นฐาน ศึกษาเอกสาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การศึกษาการบริหารจัดการโรงเรียนประถมศึกษาขนาด เล็กที่ประสบผลสําเร็จภายใตเครือขายความรวมมือ การสัมภาษณผูทรงคุณวุฒิระดับนโยบายใน กระทรวงศึกษาธิการและการสํารวจสภาพปญหาและความคิดเห็น ระยะที่ 2 การสรางและตรวจสอบ กระบวนการสรางเครือขายและองคประกอบของเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาใน โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ระยะที่ 3 การทดลองใชรูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัด การศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในสถานการณจริง จํานวน 2 โรงเรียนและระยะที่ 4 การ ประเมินการใชรูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาด เล็ก ผลการวิจัยพบวา รูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียน ประถมศึกษาขนาดเล็ก ประกอบดวย กระบวนการสรางเครือขาย 6 ขั้นตอนไดแก (1) ขั้นตระหนักถึง ความจําเปน (2) ขั้นประสานหนวยงาน/องคกรเครือขาย (3) ขั้นสรางพันธสัญญารวมกัน (4) ขั้นบริหาร จัดการเครือขาย (5) คุณลักษณะที่ดีของผูนําเครือขาย (6) การปฏิบัติงานของเครือขายและการสะทอนผล ผลการทดลองใชรูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพในโรงเรียนขนาดเล็กพบวา กลุมบุคคล หนวยงาน/องคกร ที่สมัครใจรวมกลุมเครือขายความรวมมือไดแก กลุมผูปกครองนักเรียน กลุมผูนําชุมชน สถาบันทางศาสนา สถาบันอุดมศึกษา กลุมศิษยเกา ภูมิปญญาทองถิ่น โรงพยาบาลชุมชน สถาบันพัฒนา ฝมือแรงงานและองคกรปกครองสวนทองถิ่นโดยไดดําเนินการตามกระบวนการการปฏิบัติงานของ เครือขาย ตั้งแตการวิเคราะหบริบทเพื่อทราบจุดแข็ง และจุดที่ควรพัฒนาของการดําเนินงานดานวิชาการ ดานงบประมาณ ดานบุคคล และดานบริหารทั่วไป เพื่อกําหนดเปาหมายในการทํางาน มีการกําหนด วิสัยทัศน พันธกิจ เปาประสงค และจัดทําแผนพัฒนารวมกัน ผลการดําเนินการเสร็จสิ้นในหนึ่งปการศึกษา พบวาสงผลตอการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานดานวิชาการ งบประมาณ บุคคลและบริหารทั่วไป และ สงผลตอนักเรียนตามขอบขายที่คาดหวังสูงกวาปที่ผานมา งานวิจัยที่เกี่ยวของกับทักษะชีวิต ไสว ฟกขาว (2561: 38) ไดยกตัวอยางรูปแบบการจัดการเรียนรูที่ชวยสงเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ผูสอนควรศึกษา ทําความเขาใจ และนํามาประยุกตในการจัดการเรียนรูในวิชาที่รับผิดชอบ ไดแก รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน (Project - Based Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบสืบ เสาะหาความรู (Inquiry - Based Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบบูรณาการ(Integrative Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรู แบบสัมมนาของโสเครติส (Socratic Seminar)
19 เทอรเนอร แมคโดนัล และโซเมอรเซ็ท (Turner Macdonald and Somerset: 2008อางถึงใน กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทรสังขรักษา) ไดศึกษาทักษะชีวิต การคิดหาเหตุผลและการคิดอยางมี วิจารณญาณ : หลักสูตรเพื่อการปองกันปญหาการพนัน พบวา การควบคุมตนเองความสามารถในการ เผชิญหนากับปญหา ความตระหนักในภัยของการพนัน รวมถึงการมีทักษะชีวิตที่ดี ทําใหเยาวชนมี พัฒนาการที่เหมาะสมในอนาคต อแนนด และคนอื่นๆ (Anand and et.al, 2013 อางถึงใน กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังข รักษา) ทางการศึกษาเรื่อง ผลของการฝกทักษะชีวิตตอพฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุนในโรงเรียน : การศึกษาเมืองนิวเดลี พบวา กิจกรรมการฝกทักษะชีวิต ทั้งดานความรู ทัศนคติ และการปฏิบัติ สามารถ ชวยปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารไปในทางที่ถูกตองได กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังขรักษา(2558: 6 ) ผลการวิจัยพบวา ระดับทักษะชีวิตเพื่อการ จัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของกลุมตัวอยางโดยรวมอยูในระดับมาก การเปรียบเทียบ ระดับทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพบวา เพศ ระดับชั้นป กลุมการ เรียน และเกรดเฉลี่ยที่แตกตางกัน ไมมีผลตอระดับทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ปจจัยที่มีผลตอทักษะชีวิตโดยรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณารายดานโดยเรียงลาดับ ตามจากมากไปหานอยไดดังนี้ ดานการมีสวนรวมทางสังคม ดานความภาคภูมิใจในตนเอง ดานการเชื่อ อํานาจควบคุมตนเอง และดานการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อการจัดการ ตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพบวา นักศึกษาควรมีการเรียนรูอยางสม่ําเสมอ ครอบครัวตอง หมั่นดูแลและเอาใจใสในตัวนักศึกษา สถาบันการศึกษาควรจัดกิจกรรมเสริมสรางทักษะชีวิตในดานตางๆ และชุมชนควรจัดโครงการที่เปนประโยชนเพื่อสรางความสามัคคีภายในชุมชน มะไลวัลย แพงพุด (2552 : บทคัดยอ) ไดศึกษาการเสริมสรางทักษะชีวิตผูติดสารเสพติด โดยใช แนวคิดการสรางแรงจูงใจรวมกับการปรับพฤติกรรมทางปญญา ณ ศูนยพัฒนาวัดปานาคา พบวา ผูเขารวมอบรมมีแรงจูงในแงของคุณภาพชีวิต การปรับตัวเขากับสิ่งแวดลอมไดดีขึ้น และพัฒนาความ ฉลาดทางอารมณในดานการควบคุมตนเอง มีการพัฒนาทักษะทางสังคม การวางแผนแกปญหาเพิ่มมาก ขึ้น วราภรณ นาคคง (2557: บทคัดยอ) ศึกษาแนวทางการพัฒนาแหลงเรียนรู ผลการวิจัยพบวาใน ตางประเทศที่ศึกษาไดกําหนดนโยบายเมืองแหงการเรียนรูโดยการพัฒนานวัตกรรมดานยุทธศาสตรที่จะ เอื้อใหบุคคลทุกคนไดเรียนรูทักษะและความสามารถไดตลอดชีวิต และการจัดแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ ในชุมชนจึงมีความสําคัญที่จะชวยบรรลุเปาหมายดังกลาว ปจจัยสําคัญในการพัฒนาแหลงเรียนรูไดแก ความมุงมั่นในการดําเนินการ ความรวมมือระหวางภาคสวนที่เกี่ยวของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรที่จําเปน เมืองแหงการเรียนรูในตางประเทศสวนใหญมีการลงทุนดาน
20 โครงสรางพื้นฐานโดยการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชอยางกวางขวาง มีการจัดโครงการและกิจกรรมที่ หลากหลายเพื่อใหเขาถึงกลุมเปาหมาย และเนนการทํางานแบบมีสวนรวมในชุมชน ศิริพร จินะณรงค (2558: บทคัดยอ) ศึกษาการพัฒนาตนแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรูนอกระบบ สําหรับครูในมูลนิธิเด็กดอยโอกาส ไดจัดการเรียนการสอนเด็กดอยโอกาสเปนอยางดี แตยังขาดความรูใน ดานการจัดกิจกรรมเฉพาะทาง เชน ดนตรี ศิลปะ และการเคลื่อนไหว (1) สภาพปญหาและความตองการ ในการจัดกิจกรรมของครูในมูลนิธิคือทักษะในการจัดกิจกรรมที่ชวยแกปญหาดานอารมณและสังคมของ เด็กที่เกิดจากสภาวะการเลี้ยงดูที่ไมถูกตองกอนไดรับความชวยเหลือจากมูลนิธิ (2) ตนแบบกิจกรรมควร เนนดานการปฏิบัติที่ทําใหผูเขารวมกิจกรรมไดรับประสบการณสุนทรียะที่มีนัยเชิงบวก และมีการจัดอยาง ตอเนื่องมีการทําซ้ําแบบแตกตาง มีผลทําใหเกิดวงจรของการเรียนรูเชิงประสบการณและทําใหเกิด กระบวนการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน สงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่พึงประสงคทางดาน อารมณและสังคมในเด็กดอยโอกาส และ(3) ในการนําไปพัฒนาและปฏิบัติจริงกิจกรรมการเรียนรูควรเปน กิจกรรมที่เหมาะสมกับประเภทดอยโอกาส ตัวกิจกรรมควรมุงเนนแกปญหาทางดานอารมณและสังคมของ เด็ก มีการพัฒนาครูและผูดูแลอยางเปนระบบ และมีการจัดแหลงเรียนรูสําหรับครูและผูดูแลเด็ก
21 ตอนที่ 4 ผลการสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลัง จากการสังเคราะหการรวมมือรวมพลังจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของในตอนที่2 สามารถกําหนดกรอบแนวความคิดของกระบวนการการรวมมือรวมพลังในการพัฒนาแหลงเรียนรูที่ ตอบสนองทักษะในศตวรรษที่21เพื่อนําสูการกําหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยดังตอไปนี้ 4.1 ผลการสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลังจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับ การรวมมือรวมพลังจากตอนตางๆ ขางตนสามารถสรุปไดดังตารางที่2.2 ตารางที่ 2.1 การสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลัง(CollaborationProcess) กระบวนการรวมมือรวมพลัง กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ กระบวนการบริหารงานแบบญี่ปุน กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ งานวิจัยของกถนกอรสมปราชญ (2548) กพร (2551) งานวิจัยของเมฆินทร อินตะสาร (2546) งานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554) งานวิจัยของสุภาภร โกเฮงกุล (2550) ขั้นที่ 1 การเตรียมการ - ระบุผูมีสวนไดสวนเสีย - วิเคราะหปญหาและวิเคราะหสาเหตุ - กําหนดหัวขอแกไขปญหา - การศึกษาขอมูลพื้นฐาน - การวิเคราะหสถานการณ - การสรางความสัมพันธในชุมชน ขั้นที่ 2 การกําหนดกลยุทธ -กําหนดวิสัยทัศนรวมและการสรางพันธสัญญาสู เปาหมายเดียวกัน - การกําหนดแนวทางรวมกัน - การกําหนดเปาหมายและวิเคราะหทางเลือก
22 กระบวนการรวมมือรวมพลัง กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ กระบวนการบริหารงานแบบญี่ปุน กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ งานวิจัยของกถนกอรสมปราชญ (2548) กพร (2551) งานวิจัยของเมฆินทร อินตะสาร (2546) งานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554) งานวิจัยของสุภาภร โกเฮงกุล (2550) - การกําหนดแนวทางและกลยุทธการดําเนินงาน ขั้นที่ 3 การปฏิบัติตามกฎกลยุทธ - การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม - การใชภาวะผูนํา - ลักษณะและกระบวนการดําเนินงาน ขั้นที่ 4 การควบคุมและตรวจสอบกลยุทธ - การประเมินกระบวนการดําเนินงาน - การประเมินผลลัพธการดําเนินงาน ขั้นที่ 5 การรักษาภาพ และกําหนดเปนมาตรฐาน - การจัดการความรูเกี่ยวกับการดําเนินงาน - การนําสารสนเทศของการจัดการความรูสูการ พัฒนาคุณภาพ จากการสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลังจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, งานวิจัยเมฆินทร อินตะสาร, งานวิจัยพิสิฐ เทพไกรวัล, งานวิจัยกนกอร สมปราชญ, กระบวนการบริหารเชิงกล ยุทธ, กระบวนการบริหารงานแบบไคเซน (KAIZEN)และกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ PDCA มาใชเปนกรอบ แนวคิดในการวิจัย ซึ่งประกอบดวย (1) การเตรียมการ (2) การกําหนดกลยุทธ (3) การปฏิบัติตามกลยุทธ (4) การควบคุมและตรวจสอบ และ (5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน
23 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย(Descriptive Research) ดําเนินการ รวบรวมขอมูลของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนตั้งแตพฤษภาคม 2565 จํานวน 50 คน ผูใหขอมูลสําคัญ ประกอบดวย ครูบุคลากร ผูปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน วิธีการดําเนินการวิจัยครั้งนี้ประกอบดวยรายละเอียดเกี่ยวกับประชากร เครื่องมือที่ใชใน การเก็บรวบรวม การพัฒนาและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การเก็บรวบรวมขอมูล และการวิเคราะห ขอมูล 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ผูบริหารสถานศึกษา 1คน ครูบุคลากร จํานวน 8 คน คณะกรรมการสถานศึกษา/ชุมชน 11 คน นักเรียนและผูปกครองชั้นป.4-6 จํานวน 34 คน รวมประชากรทั้งสิ้น 50 คน 2. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ในการเก็บขอมูลครั้งนี้ผูวิจัยไดใชแบบสอบถาม การสัมภาษณ และการสนทนากลุมเปนเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมขอมูล 2.1 แบบสอบถามแบงออกเปน 3 ชุด ดังนี้ ชุดที่1 แบบสอบถามแบบสํารวจทุนเดิม และสภาพบริบท ตอนที่ 1 ขอมูลเบื้องตนเกี่ยวกับผูตอบ มีลักษณะเปนแบบเขียนตอบ รวม 4 ขอ ตอนที่ 2 แบบสอบถาม สัมภาษณสภาพ บริบท จัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลง เรียนรูของสถานศึกษา จํานวน 4 ขอ ชุดที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการนํารูปแบบกระบวนการรวมมือรวมพลังไปใช (เก็บขอมูลครู และคณะกรรมการสถานศึกษา) ตอนที่ 1 ขอมูลเบื้องตนเกี่ยวกับผูตอบ 3 ขอ ตอนที่ 2 แบบสอบถามการรวมมือ รวมพลัง 40 ขอมีลักษณะเปนแบบมาตรสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับคือ 5 หมายถึง ระดับการปฏิบัติมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับการปฏิบัติมาก 3 หมายถึง ระดับการปฏิบัติปานกลาง 2 หมายถึง ระดับการปฏิบัตินอย 1 หมายถึง ระดับการปฏิบัตินอยที่สุด
24 ชุดที่ 3แบบสอบถาม และการสนทนากลุมเปนเครื่องมือในการเก็บรวบรวม 1. แบบสอบถามแบงออกเปน 2 ตอน ตอนที่ 1 แบบสอบถามทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) โดยสอบถามเกี่ยวกับของของตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามผลการสงเสริมทักษะชีวิตตามแนวทางการประเมินของสํานัก ทดสอบทางการศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดานการนําไปใชในทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบคือ1) การนํากระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใชในชีวิตประจําวัน 2) การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง3) การทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 4)การจัดการกับปญหาและความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม 5) ปรับตัวตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพแวดลอม และ6) หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอ ตนเองและผูอื่น มีลักษณะเปนแบบมาตรสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับคือ 5 หมายถึง ระดับความคิดเห็น มากที่สุด 4 หมายถึง ระดับความคิดเห็น มาก 3 หมายถึง ระดับความคิดเห็น ปานกลาง 2 หมายถึง ระดับความคิดเห็น นอย 1 หมายถึง ระดับความคิดเห็น นอยที่สุด 2. แบบสัมภาษณแบบมีโครงสรางสําหรับการสนทนากลุม (Focus Group) โดยกําหนดคําถาม เฉพาะเจาะจงและชัดเจน ในประเด็นขอเสนอแนะในการสงเสริมทักษะชีวิตนักเรียนโรงเรียน บานหนองไกเถื่อน 3. การสรางและการหาคุณภาพเครื่องมือ ในการสรางและการหาคุณภาพเครื่องมือ ผูวิจัยดําเนินการตามลําดับ ดังตอไปนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวของ แลวนํามาสรุปเปนกรอบแนวคิดในการสราง คําถาม 2. ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามของบุญชม ศรีสะอาด (2554 :63-71) 3. สรางแบบสอบถามแบบมีโครงสราง เพื่อใชในการสนทนากลุม ใหสอดคลองกับ วัตถุประสงคและนิยามศัพทที่ใชในการวิจัย 4. นําแบบสอบถามใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกตองในดานภาษา เนื้อหา หลังจาก ปรับปรุงแกไขตามที่ผูเชี่ยวชาญแนะนํา 5. นําแบบสอบถามฉบับสมบูรณไปจัดพิมพเพื่อรวบรวมขอมูลตอไป
25 4. การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยดําเนินการเก็บขอมูลตามขั้นตอน ดังตอไปนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพ ปญหา 1) ผูวิจัยติดตอคณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชนและผูปกครองเพื่อประชุมกลุมยอย และเก็บขอมูล สภาพ บริบทและปญหาในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน 2) การสนทนากลุม (Focus Group) เพื่อ SWOT และอภิปรายประเด็นขอเสนอแนะในการพัฒนา คุณภาพและทักษะชีวิตของนักเรียนโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ระยะที่ 2 หลังจากมีการนําเอากระบวนการรวมมือ รวมพลังไปใช 1) นําแบบสอบถามที่ผานการตรวจสอบขอมูลฉบับสมบูรณ ไปเก็บขอมูลกับครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชน จํานวน 20 คน 2) นําแบบประเมิน แบบสอบถามความสามารถของผูเรียนในการนําทักษะชีวิตไปใชหลังจาก ครูผูสอนจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู 3) สนทนากลุม เพื่อรับฟงความคิดเห็นและขอเสนอแนะ มีการบันทึกขอมูลเพื่อนํามาสรุป 5. การจัดทําและการวิเคราะหขอมูล 5.1 ตรวจสอบความสมบูรณของแบบสอบถามที่นํามาวิเคราะหขอมูล 5.2 ผูวิจัยดําเนินการวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอร โดยใชโปรแกรม สําเร็จรูปทางสถิติโดยหาคาเฉลี่ย (Mean) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD) เปนรายดานและโดยรวม แลว นําคาเฉลี่ยที่ไดมาเปรียบเทียบกับเกณฑการแปลความหมาย (บุญชม ศรีสะอาด.2554 :100) ดังนี้ 1. การวิเคราะหการนําทักษะชีวิตไปใช (1) เกณฑการใหคะแนน 5 ระดับความคิดเห็น มากที่สุด หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ดีเยี่ยม 4 ระดับความคิดเห็น มาก หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ดี 3 ระดับความคิดเห็น ปานกลาง หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ปานกลาง 2 ระดับความคิดเห็น นอย หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต พอใช 1 ระดับความคิดเห็น นอยที่สุด หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ผานเกณฑขั้นต่ํา (2) เกณฑการแปลความหมาย คาเฉลี่ย ความหมาย 4.51 -5.00 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ดีเยี่ยม 3.51-4.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ดี 2.51-3.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ปานกลาง 1.51-2.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต พอใช 1.00-1.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ผานเกณฑขั้นต่ํา
26 2. การวิเคราะหการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ตาม กระบวนการรวมมือรวมพลังไปใช (1) เกณฑการใหคะแนน 5 ระดับความคิดเห็น มากที่สุด หมายถึงการปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ มากที่สุด 4 ระดับความคิดเห็น มาก หมายถึง การปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ ดี 3 ระดับความคิดเห็น ปานกลาง หมายถึง การปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ ปานกลาง 2 ระดับความคิดเห็น นอย หมายถึง การปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ นอย 1 ระดับความคิดเห็น นอยที่สุด หมายถึงการปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ นอยที่สุด (2) เกณฑการแปลความหมาย คาเฉลี่ย ความหมาย 4.51 -5.00 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง มากที่สุด 3.51-4.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง มาก 2.51-3.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง ปานกลาง 1.51-2.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง นอย 1.00-1.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง นอยที่สุด 3. วิเคราะหขอมูล ผลการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผาน แหลงเรียนรู โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง ของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน โดยเกณฑในการกําหนด ระดับ 3.1ความสามารถดานทักษะชีวิต คาเฉลี่ย 4.51 ขึ้นไป มีความสารถในการการพัฒนาทักษะชีวิต ดีเยี่ยม คาเฉลี่ย 3.51 ขี้นไป มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต ดี คาเฉลี่ย 2.51 ขึ้นไป มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต ปานกลาง คาเฉลี่ย 1.51 ขี้นไป มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต พอใช และคาเฉลี่ยต่ํากวา 1.51 มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต ผานเกณฑขั้นต่ํา 3.2 ระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิต คาเฉลี่ย 4.51 ขึ้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง มากที่สุด คาเฉลี่ย 3.51 ขี้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง มาก คาเฉลี่ย 2.51 ขึ้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง ปากลาง คาเฉลี่ย 1.51 ขี้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง นอย และคาเฉลี่ยต่ํากวา 1.51 มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง นอยที่สุด
27 6. สถิติที่ใชในการวิเคราะห 1. สถิติที่ใชในการหาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา โดยการหาคาดัชนีความสอดคลองหรือIOC 2. สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 2.1 สถิติพื้นฐาน 1) คารอยละ (Percentage) 2) คาเฉลี่ย (Mean) 3) คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) 2.2 สถิติที่ใชในการวิเคราะหคุณภาพที่ไดจากการสนทนากลุม (Focus Group) โดยการวิเคราะหเนื้อหาและจัดหมวดหมู (Content Analysis) การแจกแจงความถี่ จํานวนรอยละ (Percentage)
28 แผนภาพรายละเอียดขั้นตอนการทํางานวิจัย ขั้นตอน วัตถุประสง ค เพื่อสํารวจ สังเคราะหสภาพ ปจจุบัน ปญหาและ ความตองการ พัฒนา เพื่อออกแบบ สราง และประเมิน นวัตกรรม การศึกษา กิจกรรม สํารวจสังเคราะห สภาพปจจุบัน ปญหาและความ ตองการพัฒนา ออกแบบ สราง และประเมิน นวัตกรรม การศึกษา 1 2 3 เพื่อประเมินและ ปรับปรุงนวัตกรรม การศึกษา ประเมินและ ปรับปรุงนวัตกรรม การศึกษา ทดลองใช เครื่องมือ/ วิธีการ เก็บขอมูล -แบบสรุปเอกสารแบบสํารวจ/ สอบถามสภาพ ปจจุบัน ปญหาและ ความตองการ -การประชุมสะทอน ความคิดเห็น -แบบประเมินความ สอดคลองความ เหมาะสมของ นวัตกรรม -แบบประเมิน - สัมภาษณ - รอยละ - �,S.D. - สรุปอุปนัย - IOC - �,S.D. - �,S.D. - สรุปอุปนัย การ วิเคราะห ขอมูล ปญหา สภาพ ปจจุบัน และความ ตองการพัฒนา นวัตกรรม การศึกษาตนแบบ -ผลการประเมิน -นวัตกรรมสมบูรณ ผลที่ไดรับ
29 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล ผลการวิจัยที่นําเสนอในบทนี้ประกอบดวย 1) ผลการวิเคราะหขอมูลในขั้นการศึกษา สํารวจ สภาพความพรอมเพื่อการพัฒนา 2) ผลการวิเคราะหขอมูลในการประเมินความเหมาะสมและความเปนไป ไดในการพัฒนาการเรียนการสอนของครู โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง 3) ผลการวิเคราะหขอมูลการ พัฒนาการจัดการเรียนการอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง โดย ผลการวิจัยทั้งหมดจะนําเสนอตามขั้นตอนในการวิจัย ดีงนี้ ตอนที่ 11) ผลการวิเคราะหขอมูลในขั้นการศึกษา สํารวจ สภาพความพรอมเพื่อการพัฒนา ตอนที่ 1 การวิเคราะหผลการสํารวจ สังเคราะหสภาพปจจุบัน ปญหาและความตองการพัฒนาโรงเรียน บานหนองไกเถื่อน ตารางที่4.1 ผลการสํารวจ สังเคราะหสภาพปจจุบัน ปญหาและความตองการพัฒนา ขอ รายการ ขอมูล 1 นโยบายและการบริหาร จัดการโรงเรียน จุดแข็ง โรงเรียนมีการกําหนดนโยบาย วิทัศน และกลยุทธของ โรงเรียน โดยใหความสําคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการ สอน การพัฒนาครูและสภาพแวดลอมสอดคลองตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไดมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตร ทองถิ่นบูรณาการการใชแหลงเรียนรูสอดแทรกทั้ง 8 กลุมสาระ รวมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุนครูในดานการพัฒนาการจัดการ เรียนการสอน มีการวิจัยในชั้นเรียน และสงเสริมใหนักเรียน ตระหนักรูและเห็นคุณคาในตนเอง มีการคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรค การจัดการกับอารมณและ ความเครียดและ การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น ใน ขณะเดียวกัน จุดออน ไมมีการรวมมือจากโรงเรียนอื่นๆ ขาดความตอเนื่องในการรวมมือกับหนวยงานภายนอก
30 ขอ รายการ ขอมูล 2 ดานการจัดการเรียนการ สอน จุดแข็ง ครูจัดการเรียนการสอนแบบActive learning เนนผูเรียน เปนสําคัญ ลงมือปฏิบัติจริง และแกปญหาการเรียนการสอนโดย กระบวนการPLC อีกทั้งจัดกิจกรรม สื่อ แหลงเรียนรู ใหผูเรียนได ฝกการเรียนรู และปฏิบัติจริง และบูรณาการในการเรียนการสอน ของครูในทุกระดับชั้น โดยมีความสอดคลองดานเนื้อหา ในแตละ วิชา รวมทั้งมีการจัดทําเกณฑการวัดผล ประเมินการดําเนินการ โดยสรุปผลการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน แล ะผูปฏิบัติงานประจําทุกปการศึกษา และไดมีการแลกเปลี่ยน ขอมูลดานพฤติกรรมนักเรียน แตในขณะเดียวกัน ครูบางทานยัง ขาดการนําไปใชอยางจริงจัง จุดออน ไมมีการระดมความคิดรวมกัน ตลอดจนไมประสบ ความสําเร็จในกระบวนการจัดการเรียนรูในดานการวิจัยชั้นเรียน และนวัตกรรมดานการจัดการเรียนการสอน 3 การบริหารจัดการ ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม จุดแข็ง มีการกําหนดยุทธศาสตรดานการจัดการแหลงเรียนรูอยู ในวิสัยทัศนของโรงเรียนและสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค ใหเปนเอกลักษณของโรงเรียนและโรงเรียนมีกฏระเบียบ กติกา ในการอยูรวมกันระหวางครู นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน โดยใหนักเรียนทุกคน บุคลากรทุกคนมีสวนรวมในการคิด ลงมือ ในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอมรวมกัน แตทั้งนี้ครู บุคลากรมีจํานวนนอย จุดออน มีกิจกรรมมากบางโครงการ งาน กิจกรรมเมื่อปฏิบัติแลว ไมมีการติดตามและประเมินผล สงผลใหไมสามารถนําผลมา ปรับปรุงพัฒนาและแกปญหาได 4 การมีสวนรวมและการ พัฒนาคุณภาพการศึกษา จุดแข็ง มีสวนรวมในการจัดทําหลักสูตร การจัดการเรียนการ สอนมีการจัดกิจกรรมซึ่งมีครูเปนแกนนําและมีการนําภูมิปญญา ทองถิ่น ปราชญชาวบานมาใหความรู รวมทั้งสงเสริมและ สนับสนุนใหมีการใชแหลงเรียนรูในการพัฒนาทักษะดานตางๆ จุดออน มีอุปสรรคในเรื่องระยะเวลาในการเรียนรูหรือการปฏิบัติ กิจกรรม และจํานวนปราชญชาวบานหรือหรือภูมิปญญาทองถิ่น ไมเพียงพอตอการจัดการเรียนการสอน
31 ขั้นตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมสมรรถนะดาน ทักษะชีวิต ตารางที่4.2 ผลการวิเคราะหภาพรวมระดับความความรวมมือรวมพลังของครูและบุคลากร โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล 1 ดานการเตรียมการ 4.188 0.751 มาก 2 ดานการกําหนดกลยุทธ 4.3 0.709 มาก 3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ 4.169 0.715 มาก 4 ดานการควบคุมและตรวจสอบ 4.169 0.789 มาก 5 ดานการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน 4.108 0.873 มาก รวม 4.187 0.767 มาก จากตารางพบวาการรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมาคือการเตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับ การควบคุมและตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอย ที่สุด(4.108)
32 ตารางที่ 4.3 การวิเคราะหดานการเตรียมการของครูและบุคลากรโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล 1. ดานการเตรียมการ 4.188 0.751 มาก 1. ผูบริหารสถานศึกษา ครู ผูเรียนและชุมชนมีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4.35 0.813 มาก 2 ศึกษาความตองการของครู และผูเรียนมาใช กําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลง เรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต 4.4 0.598 มาก 3. บริหารสถานศึกษา ครู ผูเรียนและชุมชน มีสวน รวมในการกําหนดนโยบายวางแผนการใชแหลง เรียนรู 4.35 0.745 มาก 4. การสํารวจบริบทแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต ในศตวรรษที่21 4.15 0.745 มาก 5. การสรางความรู ความเขาใจการพัฒนาดาน ทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบ 4.45 0.686 มาก 6. การสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ สงเสริมทักษะชีวิต 3.85 0.813 มาก 7. ศึกษาหลักสูตรเพื่อนําแหลงเรียนรูมาใชพัฒนา ทักษะชีวิต 3.9 0.852 มาก 8 กําหนดแผน โครงการการจัดการแหลงเรียนรู ภายในและภายนอกสถานศึกษา 4.05 0.759 มาก จากตารางที่ 4.3 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสราง ความรู ความเขาใจการพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(4.45) รองลงมาคือการศึกษา ความตองการของครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริม ทักษะชีวิต(4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด(3.85)
33 ตารางที่ 4.4 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการกําหนดกลยุทธของครูและบุคลากรโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่ 2 ดานการกําหนดกลยุทธ 4.3 0.709 มาก 9 การอบรมครู บุคลากรการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 4.45 0.686 มาก 10 การบริหารจัดการที่เอื้อตอการผลักดันการดําเนิน พัฒนาการจัดการเรียนการสอน 4.05 0.826 มาก 11. การวางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลง เรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง 4.4 0.821 มาก 12. วางแผนการใชแหลงเรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและ สิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัด 4.4 0.680 มาก 13. กําหนดมาตรฐานการใชแหลงเรียนรูกับทักษะชีวิต ทั้ง4 องคประกอบ 4.25 0.639 มาก 14. แตงตั้งคณะกรรมการกํากับดูแล รับผิดชอบการใชแหลง เรียนรู แยกตามองคประกอบของทักษะชีวิต ทั้ง 4 องคประกอบ 4.35 0.745 มาก 15. การวางแผนดานงบประมาณดานการจัดการสื่อ เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ ครุภัณฑ สนับสนุนดาน ยานพาหนะ คาบริการและคาตอบแทนตางๆเกี่ยวกับ แหลงเรียนรู 4.2 0.616 มาก 16. การบูรณาการแหลงเรียนในหลักสูตรการเรียนการสอน 4.3 0.657 มาก จากตารางที่4.4 พบวาดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผน เชิงสมรรถนะ ดานการสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(4.45) รองลงมาคือการรวมมือวาง แผนการใชแหลงเรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู / ตัวชี้วัดเละการวางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤก ศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ(4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหาร จัดการที่เอื้อตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด(4.05)
34 ตารางที่ 4.5 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการปฏิบัติตามกลยุทธของครูและบุคลากรโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่3 ปฏิบัติตามกลยุทธ 4.169 0.715 มาก 17. การนําหนวยเรียนรูหรือแผนการจัดการเรียนรูที่ เนนทักษะชีวิตลงสูชั้นเรียน 4.25 0.716 มาก 18. การสนับสนุนใหผูเรียนเกิดทักษะจากสถานการณ จริง 4.15 0.745 มาก 19. การงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อสงเสริม สนับสนุน การใชแหลงเรียนรูพัฒนาทักษะชีวิต 3.4 0.5026 มาก 20. จัดโครงการพัฒนาหรือใชแหลงเรียนรูดานตางๆ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 4.25 0.786 มาก 21. ดําเนินการตามแนวทาง แผนปฏิบัติการ หรือ แผนการจัดการเรียนรู 4.2 0.768 มาก 22. นําเทคโนโลยีมาชวยใหบุคลากรทุกคนมีการ เชื่อมโยงและสื่อสารกันไดทั่วถึงทั้งภายในและ ภายนอกโรงเรียน 4.1 0.718 มาก 23. จัดและสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อหรือแหลง เรียนรูเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิต 4.35 0.813 มาก 24 มีการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล 4.65 0.67082 มากที่สุด จากตาราง4.5 พบวาในดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมี คาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการ พัฒนาสื่อ หรือแหลงเรียนรู(4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลง เรียนรูพัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(3.4)
35 ตารางที่4.6 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการควบคุมและตรวจสอบ ครูและบุคลากรโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่4 ดานการควบคุมและตรวจสอบ 4.169 0.789 มาก 25. รวบรวมขอมูลการสงเสริมทักษะชีวิต ตามแผนที่ กําหนดไว 4.2 0.695 มาก 26. ตรวจสอบการใชงบประมาณเพื่อสงเสริมและ สนับสนุนการจัดการใชแหลงเรียนรูตางๆ โดยอิง จากวัตถุประสงคเปาหมายและผลการดําเนินการ 4.25 0.716 มาก 27. มีการประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลง เรียนรูใหเกิดประโยชนมากที่สุด 4.4 0.754 มาก 28 มีการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกัน ระหวางครูและผูเรียน 3.7 0.979 มาก 29. การตรวจสอบ ติดตามประเมินผลการสงเสริม ทักษะชีวิต คลอบคลุมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวของ ดานผูเรียน 3.9 0.852 มาก 30. การนิเทศ ติดตาม หรือประเมินทักษะชีวิตของ ผูเรียนเปนระยะอยางสม่ําเสมอ 4.3 0.801 มาก 31. มีการตรวจสอบประเมินผลทั้งปจจัยนําเขา กระบวนการใชแหลงเรียนรูและผลลัพธการใช แหลงเรียนรูเพื่อสงเสริมทักษะชีวิต 4.2 0.834 มาก 32. การจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผล การสงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียน 4.4 0.681 มาก จากตาราง4.6พบวาในดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการ ประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชนและการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือ ติดตามผลการสงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(4.4) สวนการ ทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด(3.7)
36 ตารางที่4.7 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่5 การกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ 4.108 0.873 มาก 33. ผูเกี่ยวของมีสวนรวมในการพัฒนา/ปรับปรุงแนวทางการ บริหารการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษ ที่ 21 4.15 0.812 มาก 34. มีการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือ จากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอน 3.75 0.967 มาก 35. การวิจัยและรายงานผลการประเมินการจัดการเรียนสอน ของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต 4.1 0.851 มาก 36. การปรับปรุง/พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตาม ขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยาง ตอเนื่อง 4.25 0.8522 มาก 37. มีการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรคของ สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนแหลงเรียนรู อยางรอบ ดานเพื่อวางแผนการดําเนินงานในปตอไป 4.25 0.851 มาก 38. การปรับปรุงพัฒนากระบวนการบริหารการใชแหลง เรียนรูคํานึงถึงมาตรฐาน ตัวชี้วัด และทักษะชีวิตใน ศตวรรษที่21 4.15 0.813 มาก 39. การปรับปรุงพัฒนาแผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการ เรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตก 4.26 0.733 มาก 40. นําผลการตรวจสอบ ติดตามมาพัฒนาหรือจัดวางระบบ การใชแหลงเรียนรูที่พัฒนาทักษะชีวิตอยางเปนรูปธรรม 4.15 0.88 มาก จากตาราง4.7พบวาในดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการ รวมมือปรับปรุงแผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริม ทักษะชีวิตมีคาเฉลี่ยสูงสุด(4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการ ปรับปรุง/พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมิน อยางตอเนื่องมีคาเฉลี่ยเทากัน(4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงาน ของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมี คาเฉลี่ยในการรวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(3.75)
37 ตารางที่4.8 คาเฉลี่ยและคาเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความสามารถดานทักษะชีวิตของนักเรียน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ดาน การพัฒนาทักษะชีวิต ระดับความสามารถ Mean S.D. แปลผล 1 การนํากระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใช ใน ชีวิตประจําวัน 4.26 0.62 ดี 2 การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง 4.33 0.60 ดี 3 การทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 4.68 0.47 ดีเยี่ยม 4 การจัดการกับปญหาและความขัดแยงใน สถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม 4.38 0.65 ดี 5 การปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ สภาพแวดลอม 4.29 0.63 ดี 6 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบ ตอตนเองและผูอื่น 4.50 0.65 ดีเยี่ยม รวม 4.407 0.603 ดี จากตารางพบวาระดับความสามารถดานทักษะชีวิตของนักเรียน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน มี ทักษะการทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุขมีคาเฉลี่ย(4.68)และทักษะดานการหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น(4.50)อยูในระดับดีเยี่ยม สวนการนํา กระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใช ในชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่องการ จัดการกับปญหาและความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม และการปรับตัวตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพแวดลอมมีคาเฉลี่ยอยูในระดับดี
38 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผานแหลง เรียนรูดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง ครั้งนี้มีวัตถุประสงค(1)เพื่อศึกษาสภาพ ปญหา แนวทางการ พัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนการจัดการ เรียนรูดานทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของสถานศึกษา(2) เพื่อสรางแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียน สอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต และ(3) เพื่อนําเสนอผลการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริม ทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษา กลุมประชากร คือครู บุคลการ คณะกรรมการสถานศึกษา และผูปกครอง จํานวน 50 คน ผูวิจัยไดเรียบเรียงสรุปและอภิปรายผล และ ขอเสนอแนะไวดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1.ศึกษาแนวทางการรวมมือในการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลง เรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนสรุปไดวา 1.นโยบายและการบริหารจัดการโรงเรียนมีการกําหนด นโยบาย วิทัศน และกลยุทธของโรงเรียน โดยใหความสําคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การ พัฒนาครูและสภาพแวดลอมสอดคลองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไดมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรทองถิ่นบูรณาการการใชแหลงเรียนรูสอดแทรกทั้ง 8 กลุมสาระ รวมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุน ครูในดานการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน มีการวิจัยในชั้นเรียน และสงเสริมใหนักเรียนตระหนักรูและ เห็นคุณคาในตนเอง มีการคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรค การจัดการกับอารมณและ ความเครียดและ การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น 2.ดานการจัดการเรียนการสอน ครูจัดการเรียนการสอน แบบActive learning เนนผูเรียนเปนสําคัญ ลงมือปฏิบัติจริง และแกปญหาการเรียนการสอนโดย กระบวนการPLC อีกทั้งจัดกิจกรรม สื่อ แหลงเรียนรู ใหผูเรียนไดฝกการเรียนรู และปฏิบัติจริง และบูรณา การในการเรียนการสอนของครูในทุกระดับชั้น โดยมีความสอดคลองดานเนื้อหา ในแตละวิชา รวมทั้งมีการ จัดทําเกณฑการวัดผล ประเมินการดําเนินการ โดยสรุปผลการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนา ผูเรียน และผูปฏิบัติงานประจําทุกปการศึกษา และไดมีการแลกเปลี่ยนขอมูลดานพฤติกรรมนักเรียน 3. การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม โรงเรียนไดมีการกําหนดยุทธศาสตรดานการจัดการแหลง เรียนรูอยูในวิสัยทัศนของโรงเรียนและสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคใหเปนเอกลักษณของโรงเรียน และโรงเรียนมีกฏระเบียบ กติกา ในการอยูรวมกันระหวางครู นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน โดยให นักเรียนทุกคน บุคลากรทุกคนมีสวนรวมในการคิด ลงมือในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม รวมกัน 4. การมีสวนรวมและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนและชุมชนมีสวนรวมในการจัดทํา หลักสูตร การจัดการเรียนการสอนมีการจัดกิจกรรมซึ่งมีครูเปนแกนนําและมีการนําภูมิปญญาทองถิ่น
39 ปราชญชาวบานมาใหความรู รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหมีการใชแหลงเรียนรูในการพัฒนาทักษะดาน ตางๆ 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังทั้ง 5ดาน(1) การเตรียมการ(2) การกําหนดกลยุทธ(3) การลงมือปฏิบัติ (4) การกํากับ ติดตามและประเมินผล และ ( 5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตามวงจรคุณภาพ มีขอคนพบดังนี้การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมาก ที่สุด รองลงมาคือการเตรียมการ การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธ การควบคุมและตรวจสอบ และมีการ รวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด และมีผลการรวมมือรวมพลังเปนรายดาน ดังนี้ 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังทั้ง 5ดาน(1) การเตรียมการ(2) การกําหนดกลยุทธ(3) การลงมือปฏิบัติ (4) การกํากับ ติดตามและประเมินผล และ ( 5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตามวงจรคุณภาพ มีขอคนพบดังนี้ และมีผลการรวมมือรวมพลังเปนรายดานดังนี้ 2.1 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสรางความรู ความเขาใจ การพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการศึกษาความตองการของ ครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต((x ̅=4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด((x ̅=3.85) 2.2 ดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการรวมมือวางแผนการใชแหลง เรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัดเละการ วางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ((x ̅=4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหารจัดการที่เอื้อ ตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด((x ̅=4.05) 2.3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมีคาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(x ̅=4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อ หรือ แหลงเรียนรู(x ̅=4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลงเรียนรู พัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(x ̅=3.4)
40 2.4 ดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการประสานงานกับ ผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชน และการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผลการ สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(x ̅=4.4) สวนการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ( x ̅= 3.7) 2.5 ดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการรวมมือปรับปรุง แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตมี คาเฉลี่ยสูงสุด(x ̅= 4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการปรับปรุง/ พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยางตอเนื่อง มีคาเฉลี่ยเทากัน(x ̅= 4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยในการ รวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(x ̅= 3.75) การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมาคือการ เตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับการควบคุมและตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด(4.108) 3. ผลลัพธจากการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู แบงออกเปน 3 สวน ไดแกผลลัพธที่เกิดกับผูเรียน ไดแกทักษะชีวิต 6 ดาน ไดแกไดแก (1)ความสามารถ ในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน (2)การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยาง ตอเนื่อง (3)การทํางานและการอยูรวมกันในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล (4)การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม (5)การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคม และสภาพแวดลอมและ (6)การรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและ ผูอื่นอยูในระดับดีผลลัพธที่เกิดกับครู (1) ครูมีความรูความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning (2) ครูใชแหลงเรียนรูในการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนดานทักษะชีวิต (3) ครู บุคลากรรวมมือและแกปญหาในการจัดการเรียนการสอน เกิดชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ ผลลัพธที่เกิด กับโรงเรียน (1)โรงเรียนมีการบริหารจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มีความตอเนื่องตั้งแตระดับนโยบาย หลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู (2) โรงเรียนมีการจัดการเรียนรูสูการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีความ หลากหลายสอดคลองกับบริบททองถิ่นและชุมชน (3) โรงเรียนเนนการมีสวนรวมจากทุกภาคสวน ทั้งจาก ผูบริหาร ครู บุคลากร นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน
41 อภิปรายผลการวิจัย 1. ศึกษาแนวทางการรวมมือในการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลง เรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนพบวาการดําเนินงานในแตละดานของโรงเรียนทั้งที่ประสบ ความสําเร็จและไมประสบความสําเร็จมีรายละเอียดดังนี้ 1)นโยบายและการบริหารจัดการโรงเรียนมีการ กําหนดนโยบาย วิทัศน และกลยุทธของโรงเรียน โดยใหความสําคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครูและสภาพแวดลอมสอดคลองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไดมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรทองถิ่นบูรณาการการใชแหลงเรียนรูสอดแทรกทั้ง 8 กลุมสาระ รวมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุน ครูในดานการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน มีการวิจัยในชั้นเรียน และสงเสริมใหนักเรียนตระหนักรูและ เห็นคุณคาในตนเอง มีการคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรค การจัดการกับอารมณและ ความเครียดและ การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น ในขณะเดียวกันยังไมมีการรวมมือจากโรงเรียนอื่นๆ และยังไมมีการรวมมือกับหนวยงานภายนอกอยางจริงจัง 2) ดานการจัดการเรียนการสอน พบวาครู จัดการเรียนการสอนแบบActive learning เนนผูเรียนเปนสําคัญ ลงมือปฏิบัติจริง และแกปญหาการ เรียนการสอนโดยกระบวนการPLC อีกทั้งจัดกิจกรรม สื่อ แหลงเรียนรู ใหผูเรียนไดฝกการเรียนรู และ ปฏิบัติจริง และบูรณาการในการเรียนการสอนของครูในทุกระดับชั้น โดยมีความสอดคลองดานเนื้อหา ใน แตละวิชา รวมทั้งมีการจัดทําเกณฑการวัดผล ประเมินการดําเนินการ โดยสรุปผลการจัดการเรียนการ สอนและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน แล ะผูปฏิบัติงานประจําทุกปการศึกษา และไดมีการแลกเปลี่ยนขอมูลดาน พฤติกรรมนักเรียน แตในขณะเดียวกัน ครูบางทานยังขาดการนําไปใชอยางจริงจัง ไมมีการระดมความคิด รวมกัน ตลอดจนไมประสบความสําเร็จในกระบวนการจัดการเรียนรูในดานการวิจัยชั้นเรียนและ นวัตกรรมดานการจัดการเรียนการสอน 3) การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม โรงเรียนไดมีการ กําหนดยุทธศาสตรดานการจัดการแหลงเรียนรูอยูในวิสัยทัศนของโรงเรียนและสงเสริมคุณลักษณะอันพึง ประสงคใหเปนเอกลักษณของโรงเรียนและโรงเรียนมีกฏระเบียบ กติกา ในการอยูรวมกันระหวางครู นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน โดยใหนักเรียนทุกคน บุคลากรทุกคนมีสวนรวมในการคิด ลงมือใน การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอมรวมกัน แตทั้งนี้ครู บุคลากรมีจํานวนนอย แตมีกิจกรรมมาก บางโครงการ งาน กิจกรรมเมื่อปฏิบัติแลวไมมีการติดตามและประเมินผล สงผลใหไมสามารถนําผลมา ปรับปรุงพัฒนาและแกปญหาไดและ4) การมีสวนรวมและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนและ ชุมชนมีสวนรวมในการจัดทําหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนมีการจัดกิจกรรมซึ่งมีครูเปนแกนนําและมี การนําภูมิปญญาทองถิ่น ปราชญชาวบานมาใหความรู รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหมีการใชแหลง เรียนรูในการพัฒนาทักษะดานตางๆ บางครั้งมีอุปสรรคในเรื่องระยะเวลาในการเรียนรูหรือการปฏิบัติ กิจกรรม และจํานวนปราชญชาวบานหรือหรือภูมิปญญาทองถิ่นไมเพียงพอตอการจัดการเรียนการสอน สอดคลองกับผลงานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554: 284-302) การพัฒนารูปแบบเครือขายความ
42 รวมมือเพื่อคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก พบวา กลุมบุคคล หนวยงาน/องคกร ที่สมัครใจ รวมกลุมเครือขายความรวมมือไดแก กลุมผูปกครองนักเรียน กลุมผูนําชุมชน สถาบันทางศาสนา สถาบันอุดมศึกษา กลุมศิษยเกา ภูมิปญญาทองถิ่น โรงพยาบาลชุมชน สถาบันพัฒนาฝมือแรงงานและ องคกรปกครองสวนทองถิ่นโดยไดดําเนินการตามกระบวนการการปฏิบัติงานของเครือขาย ตั้งแตการ วิเคราะหบริบทเพื่อทราบจุดแข็ง และจุดที่ควรพัฒนาของการดําเนินงานดานวิชาการ ดานงบประมาณ ดานบุคคล และดานบริหารทั่วไป เพื่อกําหนดเปาหมายในการทํางาน มีการกําหนดวิสัยทัศน พันธกิจ เปาประสงค และจัดทําแผนพัฒนารวมกัน ผลการดําเนินการเสร็จสิ้นในหนึ่งปการศึกษาพบวาสงผลตอ การเปลี่ยนแปลงการบริหารงานดานวิชาการ งบประมาณ บุคคลและบริหารทั่วไป และสงผลตอนักเรียน ตามขอบขายที่คาดหวังสูงกวาปที่ผานมา 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังทั้ง 5ดาน(1) การเตรียมการ(2) การกําหนดกลยุทธ(3) การลงมือปฏิบัติ (4) การกํากับ ติดตามและประเมินผล และ ( 5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตามวงจรคุณภาพ มีขอคนพบดังนี้และมีผลการรวมมือรวมพลังเปนรายดานดังนี้ 2.1 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสรางความรู ความเขาใจ การพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการศึกษาความตองการของ ครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต((x ̅=4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด((x ̅=3.85) 2.2 ดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการรวมมือวางแผนการใชแหลง เรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัดเละการ วางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ((x ̅=4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหารจัดการที่ เอื้อตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด((x ̅=4.05) 2.3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมีคาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(x ̅=4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อ หรือ แหลงเรียนรู(x ̅=4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลงเรียนรู พัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(x ̅=3.4) 2.4 ดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการประสานงานกับ ผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชนและการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผลการ
43 สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(x ̅=4.4) สวนการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ( x ̅= 3.7) 2.5 ดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการรวมมือปรับปรุง แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตมี คาเฉลี่ยสูงสุด(x ̅= 4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการปรับปรุง/ พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยางตอเนื่อง มีคาเฉลี่ยเทากัน(x ̅= 4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยในการ รวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(x ̅= 3.75) การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมา คือการเตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับการควบคุมและ ตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด(4.108) สอดคลองกับนันทพล พงษสรอย(2550 : 117-121) ศึกษสภาพและปญการดําเนินการวางแผนกลยุทธ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังดักสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี ที่พบวา สภาพการดําเนินงาน วางแผนกลยุทธอยูในระดับมากทุกขอ เมื่อศึกษาการดําเนินการวางแผนกลยุทธที่มีคาเฉลี่ยสูงสุดเรียงละ ดับจากมากไปนอยสามอันดับแรกคือ การกําหนดทิศทางสถานศึกษา การศึกษาเบื้องตนดานสถานภาพ สถานศึกษาและแนวทางการนํากลยุทธไปใช 3. ผลลัพธจากการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู แบง ออกเปน 3 สวน ไดแกผลลัพธที่เกิดกับผูเรียน ไดแกทักษะชีวิต 6 ดาน ไดแกไดแก (1)ความสามารถใน การนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน (2)การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยาง ตอเนื่อง (3)การทํางานและการอยูรวมกันในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล (4)การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม (5)การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคม และสภาพแวดลอมและ (6)การรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและ ผูอื่น อยูในระดับดี สอดคลองกับงานวิจัยของกันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังขรักษา(2558: 6 ) ที่ พบวา ระดับทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของกลุมตัวอยางโดย รวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณารายดานโดยเรียงลาดับตามจากมากไปหานอยไดดังนี้ ดานการมีสวนรวม ทางสังคม ดานความภาคภูมิใจในตนเอง ดานการเชื่ออํานาจควบคุมตนเอง และดานการสนับสนุนทาง สังคม และแนวทางการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพบวา นักศึกษาควรมีการเรียนรูอยางสม่ําเสมอ ครอบครัวตองหมั่นดูแลและเอาใจใสในตัวนักศึกษา สถาบันการศึกษาควรจัดกิจกรรมเสริมสรางทักษะชีวิตในดานตางๆ และชุมชนควรจัดโครงการที่เปน ประโยชนเพื่อสรางความสามัคคีภายในชุมชนและสอดคลองกับอแนนด และคนอื่นๆ (Anand and et.al,
44 2013 อางถึงใน กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังขรักษา) ทางการศึกษาเรื่อง ผลของการฝกทักษะชีวิต ตอพฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุนในโรงเรียน : การศึกษาเมืองนิวเดลี พบวา กิจกรรมการฝกทักษะ ชีวิต ทั้งดานความรู ทัศนคติ และการปฏิบัติ สามารถชวยปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารไปในทางที่ ถูกตองไดดังนั้นการแหลงเรียนรู และการใหความรูทัศนคติ และการปฏิบัติจะชวยสงเสริมทักษะชีวิต ผลลัพธที่เกิดกับครู (1) ครูมีความรูความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning (2) ครูใชแหลงเรียนรูในการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนดานทักษะชีวิต (3) ครู บุคลากรรวมมือและแกปญหาในการจัดการเรียนการสอน เกิดชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ ผลลัพธที่เกิดกับโรงเรียน (1)โรงเรียนมีการบริหารจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มีความตอเนื่องตั้งแต ระดับนโยบาย หลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู (2) โรงเรียนมีการจัดการเรียนรูสูการพัฒนาที่ ยั่งยืนที่มีความหลากหลายสอดคลองกับบริบททองถิ่นและชุมชน (3) โรงเรียนเนนการมีสวนรวมจากทุก ภาคสวน ทั้งจากผูบริหาร ครู บุคลากร นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน ขอเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดแบงขอเสนอแนะเปน 2 สวน ดังนี้ 1. ขอเสนอแนะตอสํานักงานเขตพื้นที่ และสพฐ. 1.1 ควรประชาสัมพันธใหเห็นความสําคัญของการทํางานแบบมีสวนรวม หรือการรวมมือ อยางจริงจัง 1.2 การพัฒนางานของโรงเรียนขนาดเล็ก ควรสนับสนุนทรัพยากรใหโรงเรียนสามารถ พัฒนาและดํารงอยูได 2. ขอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอไป 2.1 ควรมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อเปรียบเทียบกระบวนการรวมมือรวมพลังในการ ดําเนินงานในสถานศึกษาดานอื่นๆ