The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมทักษะชีวิตของผู้เรียนผ่านแหล่งเรียนรู้ด้วยกระบวนการร่วมมือรวมพลัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

6. นางทิพานัน อินทร์เรือง

รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมทักษะชีวิตของผู้เรียนผ่านแหล่งเรียนรู้ด้วยกระบวนการร่วมมือรวมพลัง

บทสรุปผู้บริหาร รายงาน การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผานแหลง เรียนรู ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง นี้ ผูวิจัยศึกษาพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปญหา แนวทางการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อนการจัดการเรียนรูดานทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของสถานศึกษา 2) เพื่อสรางแนวทางใน การพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต 3) เพื่อนําเสนอผลการพัฒนาการจัดการเรียน สอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษา ผูใหขอมูลสําคัญคือ ผูบริหาร ครู บุคลากร ผูปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 50 คน เครื่องมือรวบรวมขอมูลใชสถิติพื้นฐาน ผลวิจัยสรุปดังนี้ 1.การพัฒนาการเรียนสอนของครูผานแหลงเรียนรู ดวยกระบวนรวมมือรวมพลัง 1.1 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสรางความรู ความเขาใจ การพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการศึกษาความตองการของ ครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต((x ̅=4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด((x ̅=3.85) 1.2 ดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการรวมมือวางแผนการใชแหลง เรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัดเละการ วางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ((x ̅=4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหารจัดการที่เอื้อ ตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด((x ̅=4.05) 1.3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมีคาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(x ̅=4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อ หรือ แหลงเรียนรู(x ̅=4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลงเรียนรู พัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(x ̅=3.4) 1.4 ดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการประสานงานกับ ผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชน และการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผลการ สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(x ̅=4.4) สวนการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ( x ̅= 3.7)


1.5 ดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการรวมมือปรับปรุง แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตมี คาเฉลี่ยสูงสุด(x ̅= 4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการปรับปรุง/ พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยางตอเนื่อง มีคาเฉลี่ยเทากัน(x ̅= 4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยในการ รวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(x ̅= 3.75) การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมา คือการเตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับการควบคุมและ ตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด(4.108) 2.ระดับความสามารถดานทักษะชีวิตของนักเรียน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน มีทักษะการทํางาน และอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุขมีคาเฉลี่ย(x̅=4.68)และทักษะดานการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึง ประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น(x̅=4.50)อยูในระดับดีเยี่ยม สวนการนํากระบวนการเรียนรูที่ หลากหลายไปใช ในชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง การจัดการกับปญหา และความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม และการปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ สภาพแวดลอมมีคาเฉลี่ยอยูในระดับดี เครื่องมือการวิจัยนี้สามารถใชเปนรายการตรวจสอบตนเองเกี่ยวกับระดับความรวมมือในการ พัฒนาการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลังได คําสําคัญ : การรวมมือรวมพลัง ทักษะชีวิต


คํานํา รายงานการใชนวัตกรรมเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะ ชีวิต ผานแหลงเรียนรู โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง ของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ฉบับนี้จัดทําขึ้น เพื่อใหเห็นกระบวนการทํางานเพื่อพัฒนาการศึกษา โดยใชรูปแบบที่ผูวิจัยสังเคราะหขึ้นมาจากงานวิจัย แนวคิดการรวมมือรวมพลังทั้งในและตางประเทศ ทั้ง 5ดาน คือดานการเตรียมการ การกําหนดกลยุทธ การปฏิบัติตามกลยุทธ การติดตามตรวจสอบ และการรักษาสภาพเปนมาตรฐาน และนํากระบวนการมา ใชในการบริหารและการพัฒนาสถานศึกษา ภายใตทรัพยากรและสิ่งแวดลอมของโรงเรียนขนาดเล็ก การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังนี้มีเปาหมายใหผูเรียนไดรับ การศึกษาที่มีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ประเทศ ผานการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอยางมีเหตุผล ความพอประมาณ มีภูมิคุมกันบน ฐานความรู คูคุณธรรมและความเพียร โดยคํานึงถึงมาตรฐานการศึกษา และตัวชี้วัด ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 เพื่อใหผูเรียนมีสมรรถนะดานทักษะชีวิตในศตวรรษที่21 และสามารถอยูใน สังคมไดอยางมีความสุข ขอขอบคุณคณะครู ผูปกครอง นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผูที่มีสวน เกี่ยวของทุกฝายที่มีสวนรวมในงานวิจัยครั้งนี้ คณะผูจัดทําหวังเปนอยางยิ่งวาเอกสารรายงานการใช นวัตกรรมฉบับนี้ จะเปนประโยชนตอการนําไปใชในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสถานศึกษา ที่สนใจ ( นางทิพานัน อินทรเรือง ) ผูอํานวยการโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน 17 กรกฎาคม 2566


สารบัญ เรื่อง หนา คํานํา ก สารบัญ ข บทที่ 1 บทนํา 1 ความเปนมาและปญหาการวิจัย 1 คําถามการวิจัย 2 วัตถุประสงคการวิจัย 2 ประโยชนที่ไดรับจากงานวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท 3 กรอบแนวคิดในการพัฒนา 4 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 5 ตอนที่ 1 การรวมมือรวมพลัง 5 ตอนที่ 2 ทักษะชีวิต 12 ตอนที่ 3งานวิจัยที่เกี่ยวของ 16 ตอนที่ 4 ผลการสังเคราะหการรวมมือรวมพลัง 21 บทที่ 3 วิธีการดําเนินการวิจัย 23 ประชากรและกลุมตัวอยาง 23 เครื่องมือในการเก็บขอมูล 23 เรื่อง หนา การสรางและการหาคุณภาพ 25 การเก็บรวบรวมขอมูล 25 การจัดทําและการวิเคราะหขอมูล 25 สถิติที่ใชในการวิเคราะห 27 แผนภาพขั้นตอนรายละเอียดการวิจัย 28 บทที่4 ผลการวิเคราะหขอมูล 23 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย 38 สรุปผลการวิจัย 38 อภิปรายผล 40 บรรณานุกรม 45 ภาคผนวก 46


การเผยแพร 46 กิจกรรมการจัดการเรียนรูของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู 47 ประวัติผูศึกษาคนควา 47 คณะที่ปรึกษา 48


1 บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและปญหาการวิจัย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 กําหนดใหรัฐตองดําเนินการให ประชาชนไดรับการศึกษาตามความตองการในระบบตาง ๆ รวมทั้งสงเสริมใหมีการเรียนรูตลอดชีวิตและ จัดใหมีการรวมมือกันระหวางรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหนาที่ดําเนินการ กํากับ สงเสริม และสนับสนุนใหการจัดการศึกษามีคุณภาพและได มาตรฐานสากล และมาตรา 71 กําหนดใหรัฐพึงสงเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษยใหเปนพลเมืองที่ดี มี คุณภาพและความสามารถสูงขึ้น แผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 เปนแผนยุทธศาสตรที่กําหนดกรอบและแนวทาง การพัฒนาการศึกษาและการเรียนรูสําหรับพลเมืองทุกชวงวัยตั้งแตแรกเกิดจนตลอดชีวิต โดยจุดมุงหมาย ที่สําคัญของแผนคือ ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถเปนกลไกในการพัฒนา ศักยภาพและขีดความสามารถของทุนมนุษย ที่ตอบสนองความตองการของตลาดแรงงานและการพัฒนา ประเทศเพื่อใหประเทศสามารถกาวขามกับดักของประเทศที่มีรายไดปานกลางไปสูประเทศที่พัฒนาแลว อยางยั่งยืน ภายใตพลวัตของโลกศตวรรษที่ 21 ประชากรทุกชวงวัยสามารถเขาถึงโอกาสและความเสมอ ภาคทางการศึกษาและการเรียนรู จากระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุน หลากหลาย และตอบสนองความ ตองการของผูเรียนเพื่อยกระดับชนชั้นของสังคม ภายใตระบบเศรษฐกิจฐานความรูที่เอื้อตอการสรางสังคม แหงปญญาและการสรางสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรู หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ไดกําหนดทักษะ เปนสมรรถนะสําคัญที่ผูเรียน ทุกคนพึงไดรับการพัฒนา ทั้งดานความรู ความรูสึกนึกคิด ใหรูจักสรางสัมพันธอันดีระหวางบุคคล รูจัก จัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม ปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดลอม รูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น ปองกันตัวเองใน ภาวะคับขัน และจัดการกับชีวิตอยางมีประสิทธิภาพสอดคลองกับวัฒนธรรมและสังคม ปจจุบันเปนยุคของโลกดิจิทัล ทุกอยางเกิดขึ้นอยางรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงไดตลอดเวลา เปนยุค ที่โลกตองการผูที่สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไดอยางสรางสรรค นอกจากทักษะทางดาน นวัตกรรม ทักษะทางดานอาชีพ และทักษะทางดานเทคโนโลยีและการสื่อสารแลว “ทักษะชีวิต” เปนอีก หนึ่งทักษะที่มีความจําเปนกับวัยรุนในศตววรรษที่ 21 เพราะนอกจากวัยรุนจะตองเปนผูมีความรูแลว วัยรุนยังตองเปนผูมีทัศนคติและจิตใจที่มั่นคง เพื่อพรอมที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทักษะชีวิตชวยให วัยรุนอยูในสังคมไดอยางมีความสุข


2 โรงเรียนบานหนองไกเถื่อนตั้งอยูหมู 4 ตําบลหวยลึก อําเภอบานลาด จังหวัดเพชรบุรี สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 เปนโรงเรียนขนาดเล็ก ปจจุบันมีจํานวนนักเรียน 76 มีครูบุคลากร จํานวน 9 คนโรงเรียนมีพื้นที่ 12 ไร 1 งาน 16 ตารางวา มีแหลงเรียนรูตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และอยูในชุมชนที่มีแหลงทองเที่ยวธรรมชาติเชนน้ําตกยอยา เปาโยน จุดชมวิวเขาแดน และทุงนา ปาตาล ใกลวัดหนองจอกและวัดไกฟาประชาสรรคในการพัฒนาผูเรียนที่มีบุคลากรอยางจํากัด จึงตองอาศัยความรวมมือจากทุกฝาย ดังนั้นแนวคิดการทํางานรวมมือรวมพลัง เปนการดําเนินการที่ตอง ใชพลังจากทุกฝายที่เกี่ยวของอยางเทาเทียมกัน มีความสม่ําเสมอในการปฏิบัติตามเปาหมายที่ไดกําหนด รวมกัน รวมเรียนรูซึ่งกันและกันดวยความตระหนักในคุณคาของผูเกี่ยวของ มีการวางแผนการทํางาน ตลอดกระบวนการ รวมถึงวางแผนและกําหนดวิธีที่จะทํางานรวมกันเพื่อใหงานมีประสิทธิภาพ และพรอม ปรับเปลี่ยนเมื่อผลประเมินไมเปนไปตามเปาหมาย เพื่อใหผลหรือคุณภาพการปฏิบัติงานเกิดความยั่งยืน แนวคิดการทํางานลักษณะนี้มีความเหมาะสมยิ่งที่จะนําไปใชในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาโรงเรียน บานหนองไกเถื่อน ดังนั้นผูวิจัยจึงนํากระบวนการรวมมือรวมพลังมาใชในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู ที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูเพื่อใหผูเรียนไดรับการศึกษาที่มีคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ประเทศ ผานการกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอยางมีเหตุผล ความพอประมาณ มีภูมิคุมกันบน ฐานความรู คุณธรรมและความเพียร โดยคํานึงถึงความสอดคลองกับบริบท เงื่อนไขและศักยภาพของ ชุมชน ทุนทางทรัพยากรและสิ่งแวดลอมเพื่อใหผูเรียนมีทักษะชีวิตในศตวรรษที่21และสามารถอยูในสังคม ไดอยางมีความสุข คําถามการวิจัย 1. สภาพปจจุบัน และปญหาและแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียน ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษาเปนอยางไร 2. แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของ นักเรียนโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนเปนอยางไร 3. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลง เรียน สงเสริมทักษะชีวิต ดวยกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษาควรเปนอยางไร วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาสภาพ ปญหา แนวทางการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผาน แหลงเรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนการจัดการเรียนรูดานทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของ สถานศึกษา 2. เพื่อสรางแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต


3 3. เพื่อนําเสนอผลการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการ รวมมือรวมพลังของสถานศึกษา ประโยชนที่ไดรับ 1. นักเรียนมีสมรรถนะดานการใชทักษะชีวิต 2. ครูพัฒนาการจัดการเรียนสอนที่โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลัง 3. สถานศึกษามีแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต ขอบเขตของการวิจัย 1.ขอบเขตเนื้อหามุงศึกษาดานกระบวนการการรวมมือรวมพลัง และความสําเร็จของเปาหมาย โดยกําหนดเนื้อหาของกระบวนการจากงานวิจัยจํานวน จํานวน 7 เรื่องจากงานวิจัยทั้งในและตางประเทศ 2. จากแนวคิดเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรูการ เก็บขอมูลจึงมีลักษณะหลากหลายทั้งในสวนของการสํารวจโดยใชแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ ผูบริหาร ครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และนักเรียน 3. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรตน คือกระบวนการการรวมมือรวมพลัง ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูประกอบดวยการเตรียมการ การกําหนดกลยุทธ การปฏิบัติตามกล ยุทธ การควบคุมและการตรวจสอบ และการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตัวแปรตามคือ เปาหมาย ผลของการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมความสามารถของ ผูเรียนในการใชทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลัง นิยามศัพทเฉพาะ เพื่อใหความเขาใจเกี่ยวกับความหมายของคําที่ใชในการวิจัยตรงกัน จึงขอกําหนดนิยามศัพทหรือ คําจํากัดความที่ใชในการวิจัยดังนี้ 1. กระบวนการรวมมือรวมพลัง หมายถึง กระบวนการที่มุงพัฒนาการดําเนินงานภายใน สถานศึกษา เพื่อใหเกิดความรวมมือรวมพลังในการสงเสริมสมรรถนะดานทักษะอาชีพ ตามที่ผูวิจัย สังเคราะหจากแนวคิดทฤษฎี ประกอบดวยการเตรียมการ การกําหนดกลยุทธ การปฏิบัติตามกลยุทธ การ ควบคุมและการตรวจสอบ และการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน 2. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต หมายถึง ความสามารถในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใช ในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทํางานและการอยูรวมกัน ในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคลการจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอมและการรูจักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงค


4 3. ผูบริหารสถานศึกษา หมายถึง ขาราชการครูที่ไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงผูอํานวยการ โรงเรียน หรือรักษาการณโรงเรียนที่ไดรับการแตงตั้งหรือมอบหมายจากสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 4.โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรีเขต 2 5.ผูปกครอง หมายถึง บิดามารดา หรือญาติพี่นองที่รับผิดชอบ ดูแลเอาในใจใส อบรมสั่งสอน นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 4 -6 โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน 6. คณะกรรมการสถานศึกษา หมายถึง บุคคลที่ไดรับการคัดเลือกเปนคณะกรรมการสถานศึกษาใน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 กรอบแนวคิดในการพัฒนา ภาคีความร่วมมือ - นักเรียน - ครูแลบุคลากร -ชุมชน -ผู้ปกครอง - คณะกรรมการสถานศึกษา การร่วมมือรวมพลัง ด้านการเตรียมการ ด้านการกําหนดกลยุทธ์ของ องค์กร ด้านการปฏิบัติตามกลยุทธ์ ด้านการควบคุมและตรวจสอบ กลยุทธ์ ด้านการรักษาสภาพและกําหนด เป็นมาตรฐาน เป้าหมาย 1. นักเรียนมีทักษะชีวิต (1)ความสามารถในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน (2)การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยาง ตอเนื่อง (3)การทํางานและการอยูรวมกันในสังคมดวย การสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวาง บุคคล (4)การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม (5)การปรับตัวใหทันกับการ เปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอม และ (6)การรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึง ประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น 2.ครูมีแผนการจัดการเรียนรู 3. โรงเรียนมีหลักสูตรท้องถินบู่รณาการ การใช้แหล่งเรียนรู้ที่ ส่งเสริมทักษะชีวิต มีการ บริหารงานที่ เป็ นระบบ ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ ความพึงพอใจ


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวของ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ตอนที่ 1การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผาน แหลงเรียนรูดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง” ซึ่งผูวิจัยไดศึกษาจากเอกสาร ทฤษฎีหลักการ และ งานวิจัยที่เกี่ยวของ เพื่อนํามาเปนกรอบแนวคิดในการวิจัยเปน 4 ตอน ประกอบดวย ตอนที่ 1การรวมมือ รวมพลังประกอบดวยสาระเกี่ยวกับ (1) ความหมายและแนวคิดของการรวมมือรวมพลัง (collaboration) (2)กระบวนการรวมมือรวมพลัง ตอนที่ 2 ทักษะชีวิต ตอนที่ 3งานวิจัยที่เกี่ยวของ ประกอบดวยสาระเกี่ยวกับ (1)งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการรวมมือรวมพลัง (2)งานวิจัยที่เกี่ยวของการ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต และตอนที่ 4 ผลการสังเคราะหการรวมมือรวมพลัง เพื่อนําสูการกําหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ตอนที่ 1 การรวมมือรวมพลัง ความหมายและแนวคิดของการรวมมือรวมพลัง(Collaboration) การรวมมือรวมพลังตรงกับภาษาอังกฤษคําวา Collaboration ที่มาของคําCollaborationจาก พจนานุกรม EncyclopediaDictionary of Psychology and Education (1996อางถึงในพนิดา มา รุงเรือง,2549: 9) หมายถึงการรวมมือระหวางองคกรหรือกลุมบุคคล ตั้งแตการวางแผน การพัฒนา และ การปฏิบัติที่มีผลประโยชนรวมกันและทุกคนมีสิทธิเปนเจาของผลงาน สําหรับการรวมมือรวมพลังทาง การศึกษา หมายถึง การรวมมือรวมพลังระหวางสถาบันการศึกษา หรือระหวางสถานศึกษากับชุมชน Croewther (1996อางถึงในพิสิฐ เทพไกรวัล, 2554: 23) ใหความหมายของการรวมมือ (Collaboration) เปนคุณลักษณะที่สําคัญที่ทําใหการทํางานรวมกันหรือการทํางานเปนทีมประสบ ความสําเร็จ ความรวมมือจึงเปนคุณลักษณะที่กลุม ทีม หรือองคกรพึงปรารถนา ซึ่งหมายถึงการทํางาน รวมกับผูอื่น การรวมมือกัน การรวมรูรวมคิด การทํางานรวมกับผูอื่นเพื่อสรางบางสิ่งบางอยางรวมกัน Lucas(1998 อางถึงในพิสิฐ เทพไกรวัล,2554: 23) ใหความหมายความรวมมือในการทํางานขององคกร วา เปนการทํางานรวมกันระหวางบุคคลที่เกิดขึ้นเนื่องจากความตองการของบุคคล หรือความตองการของ


6 องคกรในการรวมกันรับผิดชอบงาน มีการรวมมือกันของบุคคล มีการสรางเครือขายการทํางาน มีกลุม รวมมือ สมาชิกมีการวิเคราะหวิจารณตนเอง และรูสึกวาตนไดรับความไววางใจจากผูอื่น Gross and Kientz (1999 อางถึงในพนิดา มารุงเรือง, 2549: 9) ใหความหมายการรวมมือรวม พลัง หมายถึง การที่บุคคลรวมกันวางแผน และหาแนวทางแกไขปญหาภายใตบรรยากาศของความ ไววางใจ การเคารพซึ่งกันและกันและการเปดกวางใหแสดงความคิดเห็น สุภาพร โกเฮงกุล (2550: 11) ใหความหมายการรวมมือรวมพลัง (Collaboration)หมายถึง การ รวมมือกันเปนกลุมหรือหมูคณะทั้งในระดับองคกร และระดับบุคคลเพื่อสรางสรรคผลประโยชนที่มีคุณคา ตามเปาหมายที่สรางรวมกัน ทุกคนตองมีสวนรวมในทุกขั้นตอนตั้งแตรวมกําหนดเปาหมาย รวมวางแผน รวมมือทํางาน รวมแกปญหา รวมทุน รวมแบงปนขอมูลสารสนเทศรวมทั้งทรัพยสินทางปญญา รวม แบงปนความรับผิดชอบ จากความหมายที่กลาวมาขางตนพอสรุปไดวาการรวมมือรวมพลังเปนการทํางานรวมกัน ทุกคนมี สวนรวมทุกขั้นตอนดวยความเต็มใจตั้งแตกําหนดเปาหมาย รวมวางแผน รวมมือทํางาน รวมแกปญหา รวมแบงปนขอมูลสารสนเทศ รวมแบงปนความรับผิดชอบ มีการถายทอด การแลกเปลี่ยนทั้งความรู ประสบการณ รวมทั้งการจัดการความขัดแยงจากการทํางาน คําวา “การรวมมือรวมพลัง”นั้นมีหลายคําที่ ใหความหมายในทํานองเดียวกัน เชน การรวมมือ (Collaboration)การมีสวนรวม (Participation) การ มีสวนเกี่ยวของ (Involvement) ความสัมพันธ (Relation) ความเกี่ยวพัน (Link) เครือขายความ รวมมือ (Collaborative Network) ซึ่งนักวิชาการที่ใชคําเหลานี้อาจมีจุดหมายยอยเพื่อแสดงระดับ (Degree) ของการมีสวนรวม แตคําตางๆ เหลานี้ ลวนมีความหมายนัยเดียวกันทั้งสิ้นคือการรวมมือรวม พลังในความหมายของการวิจัยครั้งนี้ กระบวนการรวมมือรวมพลัง (CollaborationProcess) Chester Bernard (1966อางถึงในศิริวรรณ เสรีรัตนและคณะ,2545: 42)กลาววา “งานของ ผูบริหารคือการรักษาระบบของความพยายามในการรวมมือกันในองคกร” นอกจากนี้ไดมีนักวิชาการได กลาวถึงกระบวนการทํางานรวมกัน หรือกอใหเกิดการรวมมือรวมพลังไวดังนี้ 1. กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ (ศิริวรรณ เสรีรัตนและคณะ,2545: 149-170) ประกอบดวย 1.1 การวิเคราะหสถานการณคือ การวิเคราะหถึงปจจัยและสภาวะตางๆ ที่เกี่ยวของกับองคกรและ ยุทธศาสตรขององคกร เพื่อที่จะไดมีความรูและความเขาใจเกี่ยวกับปจจัยตางๆ เหลานี้ รวมทั้งสถานะของ ตัวองคกรไดอยางชัดเจนยิ่งขึ้น การวิเคราะห ปจจัยทางยุทธศาสตร จะบอกใหทราบปจจัยหรือสภาวะ แวดลอมภายนอก มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด และกอใหเกิดโอกาสและขอจํากัดตอองคกรไดอยางไร บาง นอกจากนี้การวิเคราะห เชิง กลยุทธจะชวยใหองคกรทราบถึงทรัพยากร (Resources) และ


7 ความสามารถ (Capabilities) ตางๆ ที่มีอยูภายในองคกรวาเปนจุดแข็งหรือจุดออนอยางไร และจะชวย ใหองคกรสามารถบรรลุความไดเปรียบทางการแขงขันไดอยางไรสภาวะแวดลอมภายนอกที่องคกรจะ วิเคราะหนั้นประกอบดวยทั้งปจจัยภายนอกที่เกี่ยวของกับองคกรโดยตรง และที่ไมเกี่ยวของโดยตรง ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงของปจจัยภายนอกไมวาจะเปนปจจัยที่เกี่ยวของกับองคกรโดยตรงหรือไม ยอมสงผลให เกิดโอกาสหรือขอจํากัดตอองคกร รวมทั้งมีผลตอความสามารถในการแขงขันขององคกรสําหรับปจจัย ภายในขององคกรนั้นมีวิธีที่สามารถใชในการวิเคราะหหลายวิธีดวยกัน อาทิเชน การวิเคราะหตามสายงาน (Functional Analysis) การวิเคราะหตามตัวแบบ Value Chain การวิเคราะหตามตัวแบบ 7-S หรือ การวิเคราะหทรัพยากรและความสามารถภายใน (Resources and Capabilities Analysis) ถึงแมจะมี การวิเคราะหไดหลายวิธี แตผลลัพธที่จะไดรับนั้นไดแกการทราบถึงจุดแข็งและจุดออนขององคกร ซึ่งจะ ชวยในการกําหนดความสามารถในการแขงขันขององคกรจะเห็นไดวาผลลัพธที่จะไดรับจากการวิเคราะห ทางกลยุทธนั้น ประกอบดวย โอกาส ขอจํากัด ที่เกิดจากปจจัยภายนอก จุดแข็ง และจุดออน ที่เกิดจาก ปจจัยภายใน หรือที่นิยมเรียกกันวา การวิเคราะห SWOT (SWOT Analysis-Strengths, Weaknesses, Opportunities, and Threats) รวมทั้งขอมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับองคกร ผลลัพธที่ไดจากการวิเคราะห ทางกลยุทธนี้ จะเปนขอมูลพื้นฐานที่จําเปนสําหรับการกําหนดทิศทางและกลยุทธขององคกร 1.2 การกําหนดกลยุทธของโรงเรียนไดแกการกําหนด วิสัยทัศน (Vision) ภารกิจ(Mission) และ ประเด็นทางยุทธศาสตร (Strategic Issue)ของโรงเรียน การกําหนดทิศทางของโรงเรียนจะเปนการ บงชี้วาโรงเรียนจะมุงไปในทิศทางใด นอกจากนี้การกําหนดทิศทางของโรงเรียนจะยังมีสวนชวยในการ แปลงวิสัยทัศนหรือภารกิจของโรงเรียนใหกลายมาเปนวัตถุประสงคในการดําเนินงานที่มีลักษณะที่ชัดเจน ขึ้น ภารกิจที่เขียนไวอยางชัดเจนจะชวยใหโรงเรียนสามารถเตรียมพรอมสําหรับอนาคต กําหนดทิศทางใน ระยะยาว และบงบอกถึงความตั้งใจหรือความตองการของโรงเรียนในการดําเนินงาน นอกจากการกําหนด วิสัยทัศนและภารกิจแลว การกําหนดทิศทางของโรงเรียนยังครอบคลุมถึงการแปลงวิสัยทัศนและภารกิจที่ อาจจะยังคงมีความคลุมเครือ ไมชัดเจน ใหเปนประเด็นทางยุทธศาสตรที่สําคัญการกําหนดประเด็นทาง ยุทธศาสตรคือการเปลี่ยนหรือแปลความหมายของวิสัยทัศนและภารกิจขององคกร ใหเปนเปาหมายในการ ดําเนินงานที่มีความเฉพาะเจาะจง สามารถวัดไดอยางชัดเจน การกําหนดประเด็นทางยุทธศาสตรคือการ ตั้งเปาหมายหรือสิ่งที่ตองการไว ซึ่งองคกรจะตองใชความพยายามในการบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว ความทา ทายในการลดชองวางที่เกิดขึ้นระหวางประเด็นทางยุทธศาสตรที่ตองการกับความสามารถในการ ดําเนินงาน จะเปนสิ่งผลักดันใหผูมีสวนเกี่ยวของมีความคิดสรางสรรคมากขึ้น พรอมทั้งเกิดความเรงรีบที่ จะพัฒนาผลการดําเนินงาน อีกทั้งยังใหความสําคัญกับการกระทําตางๆ มากขึ้น ดังนั้นการกําหนดทิศทาง ขององคกรที่ดีและชัดเจนยอมกอใหเกิดประโยชนตอองคกรตอไป เนื่องจากองคกรจะมีความชัดเจนในการ ดําเนินงานและมีเปาหมายที่ชัดเจน บรรลุได และวัดผลได ซึ่งทําใหการกําหนดกลยุทธมีความชัดเจนและ สามารถนําไปปฏิบัติได


8 1.3 การปฏิบัติตามกฎกลยุทธคือ การนําขอมูลและความรูตางๆ ที่ไดรับจากการกําหนด ทิศทางของโรงเรียนและการวิเคราะหปจจัยภายนอกและภายในโรงเรียนมาจัดทําเปนแผนกลยุทธ รวมทั้ง ระบบการประเมินและคัดเลือกวากลยุทธใดที่มีความเหมาะสมกับโรงเรียนมากที่สุด ในการจัดทํากลยุทธ นั้นพึงระลึกเสมอวาการจัดทํากลยุทธเปนการกําหนดแนวทาง วิธีการ และกิจกรรมตางๆ เพื่อชวยให โรงเรียนสามารถบรรลุถึงภารกิจและวัตถุประสงคที่ไดกําหนดไว สวนภาครัฐแลวแผนกลยุทธในหนวยงาน มักถูกแบงโดยระดับ (Hierarchy) ของกลยุทธ เชน แผนกลยุทธ โครงการ และ กิจกรรม ทั้งนี้อาจรวมถึง นโยบายตางๆ ซึ่งฝายบริหารไดมอบหมายใหแตละหนวยงานเปนผูดําเนินการการจัดทําแผนกลยุทธนั้น เปนสิ่ง ที่ตองพิจารณาทั้งในภาพกวางและในทางลึก พอสมควร การจัดทําแผนกลยุทธยังไมใชเพียงแคการ คิดคนวิธีการใหมๆ เพื่อชวยใหองคกรบรรลุถึงวัตถุประสงคที่ไดตั้งไวเทานั้น แตยังครอบคลุมถึงการ วิเคราะหพิจารณากิจกรรมการเคลื่อนไหวตางๆ ถากลยุทธเหลานี้ประสบผลสําเร็จและเกิดประโยชนตอ โรงเรียน โรงเรียนก็ควรที่จะใชกลยุทธเหลานั้นตอไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธหรือการจัดทํากลยุทธ ใหมๆ นั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตางๆ หรือเมื่อมีความจําเปนซึ่งผูบริหารของโรงเรียนจะตอง คํานึงถึง กลยุทธวาเปนสิ่งที่ไมหยุดนิ่ง เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่องและเปนกิจกรรมที่ดําเนินอยู ตลอดเวลา ดังนั้นการจัดการเชิงกลยุทธเปนสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา นอกจากนี้เนื่องจากการ จัดทํายุทธศาสตรไมสามารถครอบคลุมทุกสิ่งทุกอยางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นการกําหนดกลยุทธจึง ควรมีความพรอมและความสามารถที่จะตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลงในดานตางๆ ที่ไมไดคาดคิด ลวงหนา หรือมีลักษณะของความเปนพลวัตร (Dynamic) 1.4 การประเมินและตรวจสอบกลยุทธเปนขั้นตอนที่มีความสําคัญอยางมากประการหนึ่งของผูบริหาร บริหารอาจจะตองวิเคราะหและพิจารณาไปในขณะเดียวกันวากลยุทธที่กําลังจะจัดทําขึ้นมานั้น มีความ เหมาะสมและเปนไปไดในทางปฏิบัติมากนอยเพียงใด หรือถาจะตองปฏิบัติใหสัมฤทธิ์ผลแลวจะตองมีการ เปลี่ยนแปลงอะไรบางภายในโรงเรียนในการประเมินและตรวจสอบควรจะมีสวนสัมพันธและสอดคลองกับ การปฏิบัติงาน เพราะในการจัดการเชิงกลยุทธ มิใชงานที่จะตองปฏิบัติเพียงครั้งเดียวแลวจบสิ้นไป เนื่องจากเหตุการณและสถานการณใหมๆ สามารถเกิดขึ้นมาไดตลอดเวลา ทําใหตองมีการแกไขและ ปรับปรุงยุทธศาสตรใหเปนไปตามที่ตองการ เนื่องจากทิศทางในระยะยาวขององคกรอาจจะตองมีการ เปลี่ยนไป ภารกิจหรือลักษณะการดําเนินงานขององคกรอาจจะตองมีการกําหนดขึ้นมาใหม วัตถุประสงค หรือเปาหมายในการดําเนินงานอาจจะสูงขึ้นหรือต่ําลง ยุทธศาสตรอาจจะตองมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก ทิศทางในการดําเนินงานและเปาหมายที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้การคนหาวิธีที่จะนํายุทธศาสตรมาใชและ ปฏิบัติยังคงจะตองดําเนินตอไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะถาการปฏิบัติตามยุทธศาสตรที่วางไวไมไดเปนไปตามที่ คาดคิด


9 2. กระบวนการบริหารงานแบบญี่ปุนไคเซ็น (Kaizen)เปนภาษาญี่ปุน แปลวา การปรับปรุง (Improvement) เปนแนวคิดที่ทําใชในการบริหารการจัดการมีประสิทธิผล โดยมุงปรับปรุงวิธีการสวน รวมของพนักงานทุกคน บุคลากรทุกระดับ รวมกันแสวงหาแนวทางใหม ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการทํางานใหดี ขึ้นไปเรื่อย ๆ อยางตอเนื่อง ทั้งฝายบริหารและฝายปฏิบัติเกิดจากการบริหาร ที่ประสบปญหาที่เกิดขึ้นใน ระหวางทศวรรษที่ 1980 และทศวรรษที่ 1990 บริษัทที่ประสบความสําเร็จมักนําเอาแนวคิดของไคเซ็นคือ การยอมรับวาการบริหารใหประสบผลสําเร็จจะตองแสวงหาวิธีการที่จะทําใหลูกคาพึงพอใจและตอบสนอง ความตองการของลูกคาไดเปนอยางดี เปนกลยุทธในการปรับปรุงที่มุงที่ตัวลูกคา และเปนการปรับปรุง กระบวนการทํางานแบบทีละเล็กทีละนอย และตอเนื่องและเปนหนาที่ของทุกคนในองคกรที่ตองทํา 7 ขั้นตอน (ศิริวรรณเสรีรัตนและคณะ, 2545: 604) 2.1 คนหาปญหาและกําหนดหัวขอแกไขปญหา 2.2 วิเคราะหสภาพปจจุบันของปญหาเพื่อใหรูสถานการณของปญหา 2.3 วิเคราะหหาสาเหตุของปญหา 2.4 กําหนดวิธีการแกปญหาสิ่งที่ตองระบุคือทําอะไร ที่ไหน ทําเมื่อไร และทําอยางไร 2.5 ดําเนินการแกไขปญหา 2.6 ตรวจสอบผลการดําเนินการแกไขโดยคํานึงถึงผลกระทบ 2.7 การรักษาภาพที่แกไขแลว โดยการกําหนดมาตรฐานการทํางาน 3. กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ (ผลิน ภูจรูญ, 2546 : 45) การบริหารจัดการ คุณภาพโดยรวมTQM (Total Quality Management) และกระบวนการ การสรางกลุมคุณภาพ QCC(Quality Control Circle) ตางก็เปนการประยุกตใชทฤษฎีความรวมมือระหวางกันทั้งรูปแบบการ ใหความสําคัญของลูกคา พนักงาน และผูถือหุน และมีการปรับปรุงอยางตอเนื่องโดยผูที่มีสวนเกี่ยวของ และมีจุดหมายรวมกัน โดยมีการประยุกตวัฏจักร PDCAของ ดร.เอ็ดเวิรด เดมมิ่ง มาใช โดยหลักการ Deming ไดนําเสนอวงจร PDCA (Plan, Do, Check, Act)สวนประกอบทั้ง 4 ดานอธิบายไดดังนี้ 3.1 การวางแผน (Plan) ขั้นตอนการวางแผนถือเปนขั้นตอนที่สําคัญที่สุด โดยจุดเริ่มตน จะตองมีการตระหนักถึงปญหาและกําหนดปญหาที่จะแกไข มีการเก็บรวบรวมขอมูล เลือกทางเลือก และ วิเคราะหทางเลือกเพื่อเลือกวิธีที่จะใชในการแกไขปญหา 3.2 การปฏิบัติ (Do) นําทางเลือกที่ตัดสินใจไปสูการปฏิบัติโดยมั่นใจวาผูรับผิดชอบได ตระหนักถึงวัตถุประสงค และความจําเปนอยางถองแทแลว และใหผูที่มีหนาที่รับผิดชอบดําเนินงานตาม แผน รูถึงรายละเอียดและขั้นตอนตาง ๆ มีการจัดอบรมเพื่อดําเนินงานตามแผน และมีการจัดทรัพยากรที่ จําเปน 3.3 การตรวจสอบ (Check) มีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน การประเมินควร ประเมินการดําเนินงานขององคการวาสามารถดําเนินงานไดตามแผนหรือไม และเนื้อหาสาระของแผนมี ความครบถวนหรือไม หากการประเมินพบวาผลงานออกมาไดถูกตองตรงตามเปาหมายก็สามารถนําไป จัดทําเปนมาตรฐานสําหรับการดําเนินงานในครั้งตอไปได


10 3.4 การปรับปรุงแกไข (Action) ในการปฏิบัติงานมีการกําหนดมาตรฐานจากผลการดําเนินงานเพื่อ ใชเปนแนวทางปฏิบัติในอนาคต และทําการแกไขในสวนที่ทําใหผลลัพธไมเปนไปตามตามเปาหมายที่ กําหนดไว เมื่อผลลัพธที่ไดไดรับการยอมรับจากทุกฝายแลวจัดทําเปนรายงานเพื่อใหผูบริหารและ หนวยงานตาง ๆ ในองคการทราบ สิ่งที่สําคัญถาหากพบวาการไมวัตถุประสงคหรือเปาหมายที่ตั้งไวนั้นเกิด จากการวางแผนที่ไมดีตั้งแตตน องคการจะตองหาสาเหตุของการวางแผนที่ไมดีกอน แลวจึงทําการ ปรับปรุงคุณภาพการวางแผน และปรับปรุงเนื้อหาของแผนดวย 4. กระบวนการบริหารจัดการรวมกัน (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, 2551:1-5)กลาววาองคประกอบที่ผลักดันใหการบริหารจัดการรวมกันมีประสิทธิภาพประกอบดวย 4.1 ขอกําหนดเบื้องตน (Starting condition)ในการรวมตัวขององคกรหรือการรวมกลุมของบุคคลใน การรวมมือทํากิจกรรมนั้นมีสาเหตุที่มาของการรวมกลุมหรือขอตกลงรวมกันเพื่อใหบรรลุถึงเปาหมาย เดียวกัน 4.2 ผูนําแบบเอื้ออํานวย (Facilitative leadership) ผูนําเปนผูมีบทบาทสําคัญในการกําหนดแนว ทางการทํางานรวมกัน การสรางความเชื่อมั่นบรรยากาศที่เอื้อตอการพูดคุยและสื่อสารระหวางภาคสวน ตางๆ และสรางแรงจูงใจในการทํางานรวมกัน ภาวะผูนําที่เอื้ออํานวยถือเปนองคประกอบสําคัญในการ ดึงดูดและจูงใจใหทุกภาคสวนทํางานรวมกันตั้งแตตนจนจบและบรรลุเปาหมายรวมกัน 4.3 การออกแบบวิธีการทํางานรวมกัน (Institutional design) ควรมีการกําหนดกฎ กติกาเบื้องตน ในการทํางานรวมกัน เพื่อสรางความเขาใจ และเอื้อใหกระบวนการทํางานของภาคสวนตางๆที่เขามา ทํางานรวมกันนั้น เปนแบบเปด กวางและมีสวนรวม 4.4 กระบวนการทํางานรวมกัน (Collaborative process) ในกระบวนการทํางานรวมกันนั้น ประกอบดวยระยะตางๆ เชน ระยะเตรียมการ (Pre-negotiationphase) ระยะของการเจรจาตกลง (Negotiation phase)ระยะดําเนินการ (Implementation phase)ดังนั้นกิจกรรม การสื่อสารตางๆ จึง มีบทบาทในการทํางานรวมกันเพื่อจะสื่อสารความกาวหนา และการเปลี่ยนแปลงตางๆ ที่อาจเกิดขึ้นใน ระหวางการทํางาน 5. จากงานวิจัยของกนกอร สมปราชญและคณะ (2548อางถึงในพิสิฐ เทพไกรวัล, 25) ได กลาวถึงลําดับขั้นเพื่อความสําเร็จในการสรางความรวมมือ มีลําดับขั้นตอไปนี้ 5.1 ระบุผูมีสวนไดสวนเสีย (Identify Stakeholder) ความรวมมือจะประสบความสําเร็จได ตองมีการระบุถึงกลุมผูมีสวนไดสวนเสียเพื่อจะไดรวมประชุมวางแผนกําหนดความตองการ นิยาม เปาหมาย และมีสวนรวมในการตัดสินใจ ซึ่งจะทําใหเกิดประโยชนสูงสุดจากความเปนผูเชี่ยวชาญในแตละ ดานของผูมีสวนไดสวนเสีย 5.2 การสนองเหตุผลและความตองการในการมีสวนรวม (Have Collaborators State Their Reasons for Wanting to Participate) หลังจากการกําหนดผูเปนหุนสวนความรวมมือซึ่งอาจอยู ในรูปตัวแทนองคการหรือครอบครัว ชุมชนแลว ตองทบทวนอยูเสมอวาความรวมมือที่ดําเนินการอยูได


11 สนองความตองการ โดยทําใหเกิดการแบงปนทรัพยากรและแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเพื่อสนองตอบ เปาหมายและความตองการของชุมชนแลวหรือยัง 5.3 การสรางพันธสัญญาสูเปาหมายรวมกัน (Get a Commitment to Stated Goals) ความรวมมือที่เกิดจากการสั่งการ จะไมทําใหเกิดจิตสํานึกและการแลกเปลี่ยนความคิดและหากปราศจาก การแลกเปลี่ยนทางความคิดในการกําหนดเปาหมาย จะทําใหโอกาสที่จะประสบความสําเร็จมีนอย 5.4 การกําหนดวิสัยทัศนรวม (Establishinga Shared Vision) การสรางความรวมมือจะ ประสบความสําเร็จจากผูมีสวนไดสวนเสียที่มีภูมิหลัง และมุมมองที่แตกตางกันใหโอกาสทุกคนแลกเปลี่ยน ขาวสารและเลือกประเด็นที่เปนแนวคิดรวมกันมาสื่อสารและอภิปรายเพื่อใหเกิดความเชื่อมั่น 5.5 การพัฒนาแผนยุทธศาสตรความรวมมือ (Developing a Collaborative Strategic Plan)การวางแผนยุทธศาสตรเปนการกําหนดเปาหมายเพื่อใหเกิดความสําเร็จระยะยาวภายในสองถึงสี่ป ในที่ประชุมผูมีสวนรวมทุกคน ตองแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ ความหวัง สิ่งที่เปนสิ่งวิตกกังวล และ รวมกันรางแผนยุทธศาสตร โดยคํานึงถึงความใสใจตอทรัพยากรที่ขาดแคลนเนนมุมมองที่หลากหลาย สรางพันธะสัญญาความรวมมือในการสรางพันธมิตรและเปาหมาย และประเมินจุดแข็งจุดออน 5.6 การกําหนดขอปฏิบัติในการประชุม (Determining Meeting Rules)ผูมีสวนไดสวนเสีย สามารถรวมกําหนดขอปฏิบัติบางสวนในการประชุมโดยเริ่มประชุมตามวาระที่กําหนดและมีเวลาเพียงพอ ตอการอภิปราย หุนสวนแตละคนตองไดรับการกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบและบทบาทในการ ปฏิบัติงาน เริ่มตน และสิ้นสุดการประชุมตรงตอเวลา และการใชภาวะผูนําใหเกิดประสิทธิภาพเพื่อแสวงหา ขอตกลงรวมกันของตัวแทนกลุมตางๆ 5.7 การสรางขอตกลงรวมกันเกี่ยวกับการตัดสินใจ (Building Consensus about DecisionMaking)ขอขัดแยงตางๆเปนสิ่งหลีกเลี่ยงไมได ดังนั้นการสรางความรวมมือ การสรางขอตกลง รวมกัน และการใหความไววางใจกัน จะชวยลดปญหาความขัดแยงได 6. จากงานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554: 284-302)ไดพัฒนารูปแบบเครือขายความ รวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ประกอบดวย กระบวนการสราง เครือขาย 6 ขั้นตอนไดแก 6.1 ขั้นตระหนักถึงความจําเปน 6.2 ขั้นประสานหนวยงาน/องคกรเครือขาย 6.3 ขั้นสรางพันธสัญญารวมกัน 6.4 ขั้นบริหารจัดการเครือขาย 6.5 คุณลักษณะที่ดีของผูนําเครือขาย 6.6 การปฏิบัติงานของเครือขายและการสะทอนผล 7. จากงานวิจัยของสุภาพร โกเฮงกุล (2550 : 17) กลาววา การรวมมือรวมพลังประกอบดวย6 ตัว ไดแก การแลกเปลี่ยนความรู การถายโอนความรู การสนับสนุนของผูบริหารและทีมงาน การวางแผน กิจกรรมใหทุกคนมีสวนรวม การใชจายอยางประหยัด และความเต็มใจรวมมือทํางานของครู


12 จากขอมูลหลักการ แนวคิดและงานวิจัยดังกลาวพอสรุปไดวากระบวนการรวมมือรวมพลัง ประกอบดวย 5 ดานคือ (1) ดานการเตรียมการ (2) ดานการกําหนดกลยุทธ (3) ดานการปฏิบัติตามกล ยุทธ (4) ดานการควบคุมและตรวจสอบกลยุทธ และ (5) ดานการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตอนที่ 2 ทักษะชีวิต หรือสมรรถนะดานทักษะชีวิต สมรรถนะสําคัญของผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ใชเปนกรอบ ในการประเมินประกอบดวย 5 สมรรถนะ 16 ตัวชี้วัด โดยมีรายละเอียดดังนี้ (1) ความสามารถในการสื่อสาร (2) ความสามารถในการคิด (3) ความสามารถในการแกปญหา (4) ความสามารถในการใชทักษะชีวิต และ(5) ความสามารถในการใชเทคโนโลยี องคประกอบของสมรรถนะ McClelland ไดกลาววา สมรรถนะประกอบดวยองคประกอบ 5 สวน สรุปไดดังนี้ (McClelland ,1973 ; สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ , 2547 ; สํานักงาน ก.พ. , 2548 ; รัชนีวรรณ วนิชย ถนอม, 2547; ชนาธิป ทุยแป, 2551) 1. ทักษะ (Skills) หมายถึง สิ่งที่บุคคลกระทําไดดี และฝกปฏิบัติเปนประจําจนเกิด ความชํานาญ เชน ทักษะของหมอฟนในการอุดฟน โดยไมทําใหคนไขรูสึกเสียวเสนประสาท 2. ความรู (Knowledge) หมายถึง ความรูเฉพาะดานของบุคคล เชน ความรูภาษา อังกฤษ ความรูดานการบริหารตนทุน เปนตน 3. ภาพลักษณภายในบุคคล (Self-Image / Self-concept) หมายถึง ทัศนคติ คานิยม และความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณของตนเอง หรือสิ่งที่บุคคลเชื่อวาตนเองเปน เชน Self-confidence คนที่มีความเชื่อมั่น ในตนเองสูง จะเชื่อวาตนเองสามารถแกปญหาตางๆ ได 4. คุณลักษณะภายในหรืออุปนิสัย (Traits) หมายถึง บุคลิกลักษณะประจําตัวของบุคคล เปนสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น เชน เปนคนที่นาเชื่อถือ และไววางใจ หรือมีลักษณะเปนผูนํา เปนตน 5. แรงจูงใจ (Motive) หมายถึง แรงขับภายใน ซึ่งทําใหบุคคลแสดงพฤติกรรมที่มุงสูสิ่งที่ เปนเปาหมาย เชน บุคคลที่มุงผลสัมฤทธิ์ (Achievement Orientation) มักชอบตั้งเปาหมาย ที่ทาทาย และพยายามทํางานสําเร็จตามเปาที่ตั้งไว ตลอดจนพยายามปรับปรุงการทํางานของตนเอง ตลอดเวลา ระดับของสมรรถนะ อาภรณ ภูวิทยพันธ ( 2547) กลาววา ระดับของสมรรถนะหรือความสามารถ (Proficiency Level) เปนการบงบอกถึงพฤติกรรมที่คาดหวังหรือตองการใหเกิดขึ้น ซึ่งจะแยกตาม ระดับที่แตกตางกันไป โดยจะแบงออกเปน 5 ระดับไดแก 1) Basic Level ขั้นเรียนรู : การเริ่มตนฝกหัดซึ่งสามารถปฏิบัติงานไดโดยตองอยูภายใต กรอบหรือแนวทางที่กําหนดขึ้นหรือเปนสถานการณที่ไมยุงยากซับซอนได 2) Doing Level ขั้นปฏิบัติ : การแสดงพฤติกรรมที่กําหนดขึ้นไดดวยตนเองหรือ


13 ชวยเหลือสมาชิกในทีมใหสามารถปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมาย 3) Developing Level ขั้นพัฒนา : ความสามารถในการนําสมาชิกในทีม รวมถึง การออกแบบและคิดริเริ่มสิ่งใหมๆ เพื่อประโยชนและเปาหมายของทีมงาน 4) Advanced Level ขั้นกาวหนา : การคิดวิเคราะหและนําสิ่งใหมๆ มาใชเพื่อ เสริมสรางประสิทธิภาพการทํางานของหนวยงาน และความสามารถในการสอนผูอื่นใหสามารถ แสดงพฤติกรรมนั้นๆ ไดตามที่กําหนด 5) Expert Level ขั้นผูเชี่ยวชาญ : การมุงเนนกลยุทธและแผนงานในระดับองคการ รวมถึงความสามารถ ในการใหคําปรึกษาแนะนําแกผูอื่นถึงแนวทางหรือขั้นตอนการทํางานและวิธีการ แกไขปญหาที่เกิดขึ้น หลักการสงเสริมสมรรถนะดานทักษะชีวิต การพัฒนาทักษะชีวิต เปนกระบวนการเรียนรูที่มุงใหผูเรียนพัฒนาตนเองในดานความรู ทักษะ เจตคติในการเห็นคูราในตนเองและผูอื่น การคิดวิเคราะหตัดสินใจและแกไขปญหา การจัดการกับอารมณ ความเครียด และการสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น เพื่อการปรับตัว การปองกันตนเองในสถานการณตางๆ จัดการกับชีวิตตนเองไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคลองกับเปาหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่กําหนดใหทักษะชีวิต เปนสมรรถนะสําคัญที่ผูเรียนทุกคนพึงไดรับการ พัฒนาโดยสถานศึกษาตองจัดการศึกษาใหผูเรียนมีคุณภาพตามตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรูทั้ง 8 สาระ และมีคุณลักษณะอันพึงประสงคตามเจตนารมณของหลักสูตร การสรางทักษะชีวิติ มี 2 วิธี 1. เกิดเองตามธรรมชาติ เปนการเรียนรูที่ขึ้นอยูกับประสบการณและการมีแบบอยางที่ดี แตการ เรียนรูตามธรรมชาติจะไมมีทิศทางและเวลาที่แนนอน บางครั้งกวาจะเรียนรูก็อาจสายเกินไป 2. การสรางและพัฒนาโดยกระบวนการเรียนการสอน เปนการเรียนรูใหผูเรียนไดเรียนรูรวมกันใน กลุมผานกิจกรรมรูปแบบตางๆ ไดปฏิบัติ ไดรวมอภิปรายแสดงความคิดและประสบการณ ไดสะทอน ความรูสึกนึกคิด มุมมอง เชื่อมโยงสูวิถีชีวิตของตนเอง เพื่อสรางองคความรูใหมและปรับใชกับชีวิต กิจกรรมการสรางและพัฒนาทักษะชีวิต 1. กิจกรรมที่ผูเรียนมีสวนรวมคนพบความรูหรือสรางความรูดวยตนเอง เชน กิจกรรมการเรียนรู ที่ใหโอกาสผูเรียนแสดงความคิดเห็น วิพากษวิจารณขาวสาร เหตุการณ สถานการณ หรือประสบการณ ของผูเรียน และกิจกรรมการเรียนรูที่ผูเรียนไดสืบคนหรือศึกษาคนควา คิดวิเคราะห สังเคราะหความรูจาก สื่อตางๆ และแหลงเรียนรูภายในและภายนอกสถานศึกษา ไดสะทอนเชื่อมโยงกับชีวิตและการดําเนินชีวิต ในอนาคต 2. กิจกรรมที่ผูเรียนไดทํากิจกรรมรวมกัน ไดลงมือทํากิจกรรมลักษณะตางๆ ไดประยุกตใชความรู เชน กิจกรรมทัศนศึกษา กิจกรรมคาย กิจกรรมชมรม/ชุมนุม กิจกรรมโครงงาน/โครงการ กิจกรรมจิต อาสา กิจกรรมวันสําคัญ เปนตน


14 ความหมายของทักษะชีวิต ทักษะชีวิตเปนความสามารถทางจิตสังคม เปนความสามารถของบุคคลในการเผชิญกับสิ่งทาทาย ตางๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันไดอยางมีประสิทธิภาพ และยังเปนสิ่งที่จะชวยใหเกิดการดํารงไวซิ่งสภาวะ สุขภาพจิตที่ดี และสามารถปรับตัวและมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ถูกตอง ในขณะที่เผชิญกับแรงบีบ แรง กดดัน หรือแรงกระทบจากสภาวะ แวดลอมตางๆ รอบตัว(World Health Organization. 1994 อางถึง ใน รมณภัทร กตตนวงศกร 2557:11) องคการอนามัยโลก (WHO) ใหความหมายทักษะชีวิตเปนความสามารถอันประกอบดวย ความรู เจตคติ (ทัศนคติ) และทักษะซึ่งสามารถจัดการกับปญหารอบๆ ตัวใหบุคคลอยูรอดในสภาพสังคมและ วัฒนธรรมยุคปจจุบันไดอยางมีความสุขและเตรียมพรอมสําหรับการปรับตัวในอนาคต ทักษะชีวิต เปนความสามารถของบุคคลที่จะจัดการกับปญหาตางๆ รอบตัวในสภาพสังคมปจจุบันและ เตรียมพรอมสําหรับการปรับตัวในอนาคต ทักษะชีวิตเผยแพรโดยองคการอนามัยโลก (World Health Organization.อางถึงในบทความ เรื่องทักษะชีวิต สิ่งสําคัญสําหรับวัยรุนศตวรรษที่ 21ของมูลนิธิยุวพัฒฯ) โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหบุคคล รูจักดูแลตนเองทั้งทางดานรางกาย อารมณ และจิตใจ ซึ่งจะสงผลใหสามารถดํารงตนอยูในสังคมโดยไม เปนภาระของสังคม เนนความสําคัญของบุคคลใหรูจักการปรับตัว พรอมการเผชิญการเปลี่ยนแปลงทาง สังคม องคการอนามัยโลก (WHO) ไดกําหนดทักษะชีวิตไว 10 ทักษะ ไดแก 1.ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องราว ตางๆ ในชีวิตไดอยางมีระบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมดานสุขภาพหรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลที่ไดจากการตัดสินใจเลือก ไดอยางถูกตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอการมีสุขภาพที่ดีทั้งรางกายและจิตใจ 2.ทักษะการแกปญหา (Problem solving) เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่เกิดขึ้นใน ชีวิตไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทั้งทางรางกายและจิตใจจนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโตเกินแกไข ได 3.ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในทางความคิด ซึ่งจะเปน สวนชวยในการตัดสินใจและแกไขปญหา โดยใชวิธีการคิดแบบสรางสรรคเพื่อคนหาทางเลือกตางๆรวมทั้ง ผลที่จะเกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยาง เหมาะสม 4.ทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห ขอมูลตางๆ และประเมินปญหาหรือสถานการณที่อยูรอบตัวที่มีผลตอการดําเนินชีวิต ทักษะการคิดอยางมี วิจารณญาณสามารถชวยใหวัยรุนตระหนักและประเมินผลสิ่งที่จะมีผลกระทบตอทัศนคติและพฤติกรรม


15 ของตนเอง เชน การรูจักคุณคาในตนเอง การจัดการกับความกดดันจากเพื่อนๆ หรือการรับขอมูลจากสื่อ ตางๆ 5.ทักษะการสื่อสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปนความสามารถใน การใชคําพูดและทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรมและ สถานการณตางๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความชื่นชม การ ขอรอง การเจรจาตอรอง การตักเตือน การชวยเหลือ การปฏิเสธ 6.ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) เปนความสามารถ ในการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางกันและกัน สามารถรักษาสัมพันธภาพไวไดยืนยาว 7.ทักษะการตระหนักรูในตน (Self-awareness) เปนความสามารถในการคนหา รูจักและเขาใจ ตนเอง เชน รูขอดีขอดอยของตนเอง รูความตองการและสิ่งที่ไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหวัยรุน เขาใจตัวเองเวลาเผชิญกับความเครียดหรือสถานการณตางๆ และทักษะนี้ยังเปนพื้นฐานของการพัฒนา ทักษะอื่นๆ เชนการสื่อสาร การสรางสัมพันธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นอกเห็นใจผูอื่น 8.ทักษะการเขาใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือนหรือความ แตกตางระหวางบุคคลในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ สีผิว อาชีพฯลฯ ซึ่งจะชวยใหสามารถยอมรับบุคคลที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลที่ดอยกวา หรือไดรับความ เดือดรอน 9.ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการรับรูอารมณ ของตนเองและผูอื่น รูวาอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธและ ความโศกเศรา ที่สงผลทางลบตอรางกายและจิตใจไดอยางเหมาะสม 10.ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with stress) เปนความสามารถในการรับรูถึง สาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียดเพื่อให เกิดพฤติกรรมในทางที่ถูกตองเหมาะสมและไมเกิดปญหาดานสุขภาพ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2554:2) ไดกําหนดองคประกอบทักษะชีวิตสําคัญ ที่จะเพิ่มภูมิคุมกันใหกับเด็กในสภาพสังคมที่มีกี่เปลี่ยนแปลงและการเตรียมความพรอมสําหรับการปรับตัว ของผูเรียนในอนาคตไว 4 องคประกอบคือ 1.การตระหนักรูและเห็นคุณคาในตนเอง หมายถึง การรูความถนัด ความสารถจุดเดน จุดดอยของ ตนเอง เขาใจความแตกตางของแตละบุคคล รูจักตนเอง ยอมรับ เห็นคุณคา และความภาคภูมิใจในตนเอง และผูอื่น มีเปาหมาย ในชีวิต และมีความรับผิดชอบตอสังคม 2.การคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรคหมายถึง การแยกแยะขอมูลขาวสาร ปญหา และสถานการณรอบตัว วิพากษ วิจารณ และประเมินสถานการณรอบตัวดวยหลักเหตุผล และ ขอมูลที่ถูกตอง รับรูปญหา สาเหตุของปญหา หาทางเลือกและตักชดสินใจในการแกปญหาในสถานกาณณ ตางๆ อยางสรางสรรค


16 3.การจัดการกับอารมณและความเครียด หมายถึง หมายถึง ความเขาใจ และรูเทาทันสภาวะ อารมณของบุคคล รูสาเหตุของความเครียด รูวิธีควบคุมอารมณและความเครียด รูวิธีผอนคลาย หลีกเลี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กอใหเกิดอารมณไมพึงประสงค 4.การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น การเขาใจมุมมอง อารมรณความรูสึกของผูอื่นที่ใชภาษาพูด และภาษากายเพื่อสื่อสารความรูสึก นึกคิดของตนเอง รับรูความรูสึกนึกคิดและความตองการของผูอื่น วางตัวไดอยางเหมาะสมในสถานการณตางๆ ใชการสื่อสารที่สรางสัมพันธภาพที่ดี สรางความรวมมือ และ การทํางานรวมกับผูอื่นอยางมีความสุข คูมือประเมินสมรรถนะสําคัญของผูเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของสํานักทดสอบทางการศึกษา (2555: 11) ไดอธิบาย ความหมายของความสามารถดานทักษะชีวิตคือความสามารถในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการ ดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทํางานและการอยูรวมกันใน สังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคลการจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยาง เหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลอมและการรูจักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่นกําหนด จากแนวคิดเกี่ยวกับองคประกอบของทักษะชีวิตที่กลาวมา ผูวิจัยไดใชองคประกอบสมรรถนะดาน ทักษะชีวิตของสํานักทดสอบทางการศึกษา 6องคประกอบมาใชในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ดังนี้ 1. การนํากระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใชในชีวิตประจําวัน 2. การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง 3. การทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 4. การจัดการกับปญหาและความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม 5. ปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพแวดลอม 6. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น ตอนที่ 3งานวิจัยที่เกี่ยวของ การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผานแหลงเรียนรูดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง งานวิจัยที่เกี่ยวของกับความรวมมือรวมพลัง นันทพล พงษสรอย(2550 : 117-121) ศึกษาสภาพและปญหาการดําเนินการวางแผนกลยุทธ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี ที่พบวา (1)สภาพการ ดําเนินงานวางแผนกลยุทธอยูในระดับมากทุกขอ เมื่อศึกษาการดําเนินการวางแผนกลยุทธที่มีคาเฉลี่ย สูงสุดเรียงละดับจากมากไปนอยสามอันดับแรกคือ การกําหนดทิศทางสถานศึกษา การศึกษาเบื้องตนดาน


17 สถานภาพสถานศึกษาและแนวทางการนํากลยุทธไปใช (2) ปญหาการดําเนินวางแผนกลยุทธของ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังดักสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมพบวา มีปญหาการ วางแผนกลยุทธระดับนอย เมื่อพิจารณาเปนรายดานของการดําเนินการตามแผนกลยุทธพบวาปญหาของ การดําเนินการตามแผนกลยุทธอยูในระดับปานกลาง คือการวอเคราะหสภาพแวดลอมสถานศึกษาและ การประเมินสภาพสถานศึกษา และมีปญหาการดําเนินการวางแผนกลยุทธอยูในระดับนอย คือการกําหนด กลยุทธสถานศึกษา รองลงมาคือ แนวทางการนํากลยุทธไปใช และการศึกษาเบื้องตนดานสถานภาพ การศึกษาตามลําดับ (3) การเปรียบเทียบสภาพและปญหาการดําเนินการวางแผนกลยุทธของสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จําแนกตามตําแหนงของบุคลากร พบวาใน ภาพรวม ไมมีความแตกตางกันทางนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (4)การเปรียบเทียบสภาพและปญหาการ ดําเนินการวางแผนกลยุทธของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี จําแนกตามขนาดสถานศึกษาพบวาภาพรวม ไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 สุภาพร โกเฮงกุล (2550 : 151-154)ไดศึกษาวิจัยเรื่องอิทธิพลของกลยุทธการแลกเปลี่ยน และ การถายโอนความรูที่มีตอความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังดานการวิจัยและพัฒนาระหวาง มหาวิทยาลัยและโรงเรียน การวิจัยมีวัตถุประสงคหลัก 3 ประการคือ (1) เพื่อศึกษาสภาพของการรวมมือ รวมพลังระหวางมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ดานการวิจัยและพัฒนา (2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบ ความตรงของโมเดลเชิงสาเหตุของความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังระหวางมหาวิทยาลัยและ สถานศึกษาดานการวิจัยและพัฒนา และ (3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปจจัยดานกลยุทธ การแลกเปลี่ยน และการถายโอนความรูที่มีตอความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังระหวางมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ดานการวิจัยและพัฒนา ประชากรที่ศึกษาคือผูบริหารและครูทุกคนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เขารวม โครงการรวมมือรวมพลังดานการวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย ผลการวิจัยสรุปไดดังนี้ (1) กลุมครูจากโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญมีความพึงพอใจ ผูกพันตอการ ทํางานวิจัยแบบรวมมือรวมพลังกับนักวิจัยมากกวากลุมครูจากโรงเรียนขนาดกลาง และกลุมครูโรงเรียน ขนดเล็กมีความไววางใจนักวิจัยมากกวาโรงเรียนขนาดกลาง (3)ตัวแปรความพึงพอใจ มีความตรงเชิง โครงสราง โดยความพึงพอใจสอดคลองกับขอมูลเชิงประจักษมีคา chi-square=0.826, df=1, p=0.363, GFI=0.999, AGFI=0.990RMR=0.003 ความพึงพอใจที่มีน้ําหนักมากที่สุดคือ ความคุมคาของเวลาที่ใชไป รองลงมาคือโอกาสความกาวหนา ผลตอบแทนจากการทํางาน ความเทาเทียมในสิทธิ และสภาพและ บรรยากาศการทํางาน (4)อิทธิพลของกลยุทธ การแลกเปลี่ยนความรู และการถายโอนความรูมีอิทธิพล ทางออมตอความสําเร็จของการรวมมือรวมพลังดานการวิจัยและพัฒนาเทากับ -0.002, 0.147และ 0.099 ตามลําดับโดยสงผานตัวแปรความพึงพอใจ ความไววางใจและความผูกพัน ลักษณะอิทธิพลทางตรงจาก ตัวแปรความผูกพันที่มีอิทธิพลตอการรวมมือรวมพลังสูงสุดเทากับ 0.256


18 พิสิฐ เทพไกรวัล (2554: 284-302) การพัฒนารูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพ การศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก การวิจัยมี 4 ระยะคือระยะที่1 การศึกษาขอมูลพื้นฐาน ศึกษาเอกสาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การศึกษาการบริหารจัดการโรงเรียนประถมศึกษาขนาด เล็กที่ประสบผลสําเร็จภายใตเครือขายความรวมมือ การสัมภาษณผูทรงคุณวุฒิระดับนโยบายใน กระทรวงศึกษาธิการและการสํารวจสภาพปญหาและความคิดเห็น ระยะที่ 2 การสรางและตรวจสอบ กระบวนการสรางเครือขายและองคประกอบของเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาใน โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ระยะที่ 3 การทดลองใชรูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัด การศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในสถานการณจริง จํานวน 2 โรงเรียนและระยะที่ 4 การ ประเมินการใชรูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาด เล็ก ผลการวิจัยพบวา รูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียน ประถมศึกษาขนาดเล็ก ประกอบดวย กระบวนการสรางเครือขาย 6 ขั้นตอนไดแก (1) ขั้นตระหนักถึง ความจําเปน (2) ขั้นประสานหนวยงาน/องคกรเครือขาย (3) ขั้นสรางพันธสัญญารวมกัน (4) ขั้นบริหาร จัดการเครือขาย (5) คุณลักษณะที่ดีของผูนําเครือขาย (6) การปฏิบัติงานของเครือขายและการสะทอนผล ผลการทดลองใชรูปแบบเครือขายความรวมมือเพื่อคุณภาพในโรงเรียนขนาดเล็กพบวา กลุมบุคคล หนวยงาน/องคกร ที่สมัครใจรวมกลุมเครือขายความรวมมือไดแก กลุมผูปกครองนักเรียน กลุมผูนําชุมชน สถาบันทางศาสนา สถาบันอุดมศึกษา กลุมศิษยเกา ภูมิปญญาทองถิ่น โรงพยาบาลชุมชน สถาบันพัฒนา ฝมือแรงงานและองคกรปกครองสวนทองถิ่นโดยไดดําเนินการตามกระบวนการการปฏิบัติงานของ เครือขาย ตั้งแตการวิเคราะหบริบทเพื่อทราบจุดแข็ง และจุดที่ควรพัฒนาของการดําเนินงานดานวิชาการ ดานงบประมาณ ดานบุคคล และดานบริหารทั่วไป เพื่อกําหนดเปาหมายในการทํางาน มีการกําหนด วิสัยทัศน พันธกิจ เปาประสงค และจัดทําแผนพัฒนารวมกัน ผลการดําเนินการเสร็จสิ้นในหนึ่งปการศึกษา พบวาสงผลตอการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานดานวิชาการ งบประมาณ บุคคลและบริหารทั่วไป และ สงผลตอนักเรียนตามขอบขายที่คาดหวังสูงกวาปที่ผานมา งานวิจัยที่เกี่ยวของกับทักษะชีวิต ไสว ฟกขาว (2561: 38) ไดยกตัวอยางรูปแบบการจัดการเรียนรูที่ชวยสงเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ผูสอนควรศึกษา ทําความเขาใจ และนํามาประยุกตในการจัดการเรียนรูในวิชาที่รับผิดชอบ ไดแก รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน (Project - Based Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบสืบ เสาะหาความรู (Inquiry - Based Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรูแบบบูรณาการ(Integrative Learning) รูปแบบการจัดการเรียนรู แบบสัมมนาของโสเครติส (Socratic Seminar)


19 เทอรเนอร แมคโดนัล และโซเมอรเซ็ท (Turner Macdonald and Somerset: 2008อางถึงใน กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทรสังขรักษา) ไดศึกษาทักษะชีวิต การคิดหาเหตุผลและการคิดอยางมี วิจารณญาณ : หลักสูตรเพื่อการปองกันปญหาการพนัน พบวา การควบคุมตนเองความสามารถในการ เผชิญหนากับปญหา ความตระหนักในภัยของการพนัน รวมถึงการมีทักษะชีวิตที่ดี ทําใหเยาวชนมี พัฒนาการที่เหมาะสมในอนาคต อแนนด และคนอื่นๆ (Anand and et.al, 2013 อางถึงใน กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังข รักษา) ทางการศึกษาเรื่อง ผลของการฝกทักษะชีวิตตอพฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุนในโรงเรียน : การศึกษาเมืองนิวเดลี พบวา กิจกรรมการฝกทักษะชีวิต ทั้งดานความรู ทัศนคติ และการปฏิบัติ สามารถ ชวยปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารไปในทางที่ถูกตองได กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังขรักษา(2558: 6 ) ผลการวิจัยพบวา ระดับทักษะชีวิตเพื่อการ จัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของกลุมตัวอยางโดยรวมอยูในระดับมาก การเปรียบเทียบ ระดับทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพบวา เพศ ระดับชั้นป กลุมการ เรียน และเกรดเฉลี่ยที่แตกตางกัน ไมมีผลตอระดับทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ปจจัยที่มีผลตอทักษะชีวิตโดยรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณารายดานโดยเรียงลาดับ ตามจากมากไปหานอยไดดังนี้ ดานการมีสวนรวมทางสังคม ดานความภาคภูมิใจในตนเอง ดานการเชื่อ อํานาจควบคุมตนเอง และดานการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อการจัดการ ตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพบวา นักศึกษาควรมีการเรียนรูอยางสม่ําเสมอ ครอบครัวตอง หมั่นดูแลและเอาใจใสในตัวนักศึกษา สถาบันการศึกษาควรจัดกิจกรรมเสริมสรางทักษะชีวิตในดานตางๆ และชุมชนควรจัดโครงการที่เปนประโยชนเพื่อสรางความสามัคคีภายในชุมชน มะไลวัลย แพงพุด (2552 : บทคัดยอ) ไดศึกษาการเสริมสรางทักษะชีวิตผูติดสารเสพติด โดยใช แนวคิดการสรางแรงจูงใจรวมกับการปรับพฤติกรรมทางปญญา ณ ศูนยพัฒนาวัดปานาคา พบวา ผูเขารวมอบรมมีแรงจูงในแงของคุณภาพชีวิต การปรับตัวเขากับสิ่งแวดลอมไดดีขึ้น และพัฒนาความ ฉลาดทางอารมณในดานการควบคุมตนเอง มีการพัฒนาทักษะทางสังคม การวางแผนแกปญหาเพิ่มมาก ขึ้น วราภรณ นาคคง (2557: บทคัดยอ) ศึกษาแนวทางการพัฒนาแหลงเรียนรู ผลการวิจัยพบวาใน ตางประเทศที่ศึกษาไดกําหนดนโยบายเมืองแหงการเรียนรูโดยการพัฒนานวัตกรรมดานยุทธศาสตรที่จะ เอื้อใหบุคคลทุกคนไดเรียนรูทักษะและความสามารถไดตลอดชีวิต และการจัดแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ ในชุมชนจึงมีความสําคัญที่จะชวยบรรลุเปาหมายดังกลาว ปจจัยสําคัญในการพัฒนาแหลงเรียนรูไดแก ความมุงมั่นในการดําเนินการ ความรวมมือระหวางภาคสวนที่เกี่ยวของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรที่จําเปน เมืองแหงการเรียนรูในตางประเทศสวนใหญมีการลงทุนดาน


20 โครงสรางพื้นฐานโดยการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชอยางกวางขวาง มีการจัดโครงการและกิจกรรมที่ หลากหลายเพื่อใหเขาถึงกลุมเปาหมาย และเนนการทํางานแบบมีสวนรวมในชุมชน ศิริพร จินะณรงค (2558: บทคัดยอ) ศึกษาการพัฒนาตนแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรูนอกระบบ สําหรับครูในมูลนิธิเด็กดอยโอกาส ไดจัดการเรียนการสอนเด็กดอยโอกาสเปนอยางดี แตยังขาดความรูใน ดานการจัดกิจกรรมเฉพาะทาง เชน ดนตรี ศิลปะ และการเคลื่อนไหว (1) สภาพปญหาและความตองการ ในการจัดกิจกรรมของครูในมูลนิธิคือทักษะในการจัดกิจกรรมที่ชวยแกปญหาดานอารมณและสังคมของ เด็กที่เกิดจากสภาวะการเลี้ยงดูที่ไมถูกตองกอนไดรับความชวยเหลือจากมูลนิธิ (2) ตนแบบกิจกรรมควร เนนดานการปฏิบัติที่ทําใหผูเขารวมกิจกรรมไดรับประสบการณสุนทรียะที่มีนัยเชิงบวก และมีการจัดอยาง ตอเนื่องมีการทําซ้ําแบบแตกตาง มีผลทําใหเกิดวงจรของการเรียนรูเชิงประสบการณและทําใหเกิด กระบวนการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน สงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่พึงประสงคทางดาน อารมณและสังคมในเด็กดอยโอกาส และ(3) ในการนําไปพัฒนาและปฏิบัติจริงกิจกรรมการเรียนรูควรเปน กิจกรรมที่เหมาะสมกับประเภทดอยโอกาส ตัวกิจกรรมควรมุงเนนแกปญหาทางดานอารมณและสังคมของ เด็ก มีการพัฒนาครูและผูดูแลอยางเปนระบบ และมีการจัดแหลงเรียนรูสําหรับครูและผูดูแลเด็ก


21 ตอนที่ 4 ผลการสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลัง จากการสังเคราะหการรวมมือรวมพลังจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของในตอนที่2 สามารถกําหนดกรอบแนวความคิดของกระบวนการการรวมมือรวมพลังในการพัฒนาแหลงเรียนรูที่ ตอบสนองทักษะในศตวรรษที่21เพื่อนําสูการกําหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยดังตอไปนี้ 4.1 ผลการสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลังจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับ การรวมมือรวมพลังจากตอนตางๆ ขางตนสามารถสรุปไดดังตารางที่2.2 ตารางที่ 2.1 การสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลัง(CollaborationProcess) กระบวนการรวมมือรวมพลัง กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ กระบวนการบริหารงานแบบญี่ปุน กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ งานวิจัยของกถนกอรสมปราชญ (2548) กพร (2551) งานวิจัยของเมฆินทร อินตะสาร (2546) งานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554) งานวิจัยของสุภาภร โกเฮงกุล (2550) ขั้นที่ 1 การเตรียมการ - ระบุผูมีสวนไดสวนเสีย - วิเคราะหปญหาและวิเคราะหสาเหตุ - กําหนดหัวขอแกไขปญหา - การศึกษาขอมูลพื้นฐาน - การวิเคราะหสถานการณ - การสรางความสัมพันธในชุมชน ขั้นที่ 2 การกําหนดกลยุทธ -กําหนดวิสัยทัศนรวมและการสรางพันธสัญญาสู เปาหมายเดียวกัน - การกําหนดแนวทางรวมกัน - การกําหนดเปาหมายและวิเคราะหทางเลือก


22 กระบวนการรวมมือรวมพลัง กระบวนการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ กระบวนการบริหารงานแบบญี่ปุน กระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ งานวิจัยของกถนกอรสมปราชญ (2548) กพร (2551) งานวิจัยของเมฆินทร อินตะสาร (2546) งานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554) งานวิจัยของสุภาภร โกเฮงกุล (2550) - การกําหนดแนวทางและกลยุทธการดําเนินงาน ขั้นที่ 3 การปฏิบัติตามกฎกลยุทธ - การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม - การใชภาวะผูนํา - ลักษณะและกระบวนการดําเนินงาน ขั้นที่ 4 การควบคุมและตรวจสอบกลยุทธ - การประเมินกระบวนการดําเนินงาน - การประเมินผลลัพธการดําเนินงาน ขั้นที่ 5 การรักษาภาพ และกําหนดเปนมาตรฐาน - การจัดการความรูเกี่ยวกับการดําเนินงาน - การนําสารสนเทศของการจัดการความรูสูการ พัฒนาคุณภาพ จากการสังเคราะหกระบวนการรวมมือรวมพลังจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, งานวิจัยเมฆินทร อินตะสาร, งานวิจัยพิสิฐ เทพไกรวัล, งานวิจัยกนกอร สมปราชญ, กระบวนการบริหารเชิงกล ยุทธ, กระบวนการบริหารงานแบบไคเซน (KAIZEN)และกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ PDCA มาใชเปนกรอบ แนวคิดในการวิจัย ซึ่งประกอบดวย (1) การเตรียมการ (2) การกําหนดกลยุทธ (3) การปฏิบัติตามกลยุทธ (4) การควบคุมและตรวจสอบ และ (5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน


23 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย(Descriptive Research) ดําเนินการ รวบรวมขอมูลของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนตั้งแตพฤษภาคม 2565 จํานวน 50 คน ผูใหขอมูลสําคัญ ประกอบดวย ครูบุคลากร ผูปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน วิธีการดําเนินการวิจัยครั้งนี้ประกอบดวยรายละเอียดเกี่ยวกับประชากร เครื่องมือที่ใชใน การเก็บรวบรวม การพัฒนาและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การเก็บรวบรวมขอมูล และการวิเคราะห ขอมูล 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ผูบริหารสถานศึกษา 1คน ครูบุคลากร จํานวน 8 คน คณะกรรมการสถานศึกษา/ชุมชน 11 คน นักเรียนและผูปกครองชั้นป.4-6 จํานวน 34 คน รวมประชากรทั้งสิ้น 50 คน 2. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล ในการเก็บขอมูลครั้งนี้ผูวิจัยไดใชแบบสอบถาม การสัมภาษณ และการสนทนากลุมเปนเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมขอมูล 2.1 แบบสอบถามแบงออกเปน 3 ชุด ดังนี้ ชุดที่1 แบบสอบถามแบบสํารวจทุนเดิม และสภาพบริบท ตอนที่ 1 ขอมูลเบื้องตนเกี่ยวกับผูตอบ มีลักษณะเปนแบบเขียนตอบ รวม 4 ขอ ตอนที่ 2 แบบสอบถาม สัมภาษณสภาพ บริบท จัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลง เรียนรูของสถานศึกษา จํานวน 4 ขอ ชุดที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการนํารูปแบบกระบวนการรวมมือรวมพลังไปใช (เก็บขอมูลครู และคณะกรรมการสถานศึกษา) ตอนที่ 1 ขอมูลเบื้องตนเกี่ยวกับผูตอบ 3 ขอ ตอนที่ 2 แบบสอบถามการรวมมือ รวมพลัง 40 ขอมีลักษณะเปนแบบมาตรสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับคือ 5 หมายถึง ระดับการปฏิบัติมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับการปฏิบัติมาก 3 หมายถึง ระดับการปฏิบัติปานกลาง 2 หมายถึง ระดับการปฏิบัตินอย 1 หมายถึง ระดับการปฏิบัตินอยที่สุด


24 ชุดที่ 3แบบสอบถาม และการสนทนากลุมเปนเครื่องมือในการเก็บรวบรวม 1. แบบสอบถามแบงออกเปน 2 ตอน ตอนที่ 1 แบบสอบถามทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) โดยสอบถามเกี่ยวกับของของตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามผลการสงเสริมทักษะชีวิตตามแนวทางการประเมินของสํานัก ทดสอบทางการศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดานการนําไปใชในทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบคือ1) การนํากระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใชในชีวิตประจําวัน 2) การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง3) การทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 4)การจัดการกับปญหาและความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม 5) ปรับตัวตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพแวดลอม และ6) หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอ ตนเองและผูอื่น มีลักษณะเปนแบบมาตรสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับคือ 5 หมายถึง ระดับความคิดเห็น มากที่สุด 4 หมายถึง ระดับความคิดเห็น มาก 3 หมายถึง ระดับความคิดเห็น ปานกลาง 2 หมายถึง ระดับความคิดเห็น นอย 1 หมายถึง ระดับความคิดเห็น นอยที่สุด 2. แบบสัมภาษณแบบมีโครงสรางสําหรับการสนทนากลุม (Focus Group) โดยกําหนดคําถาม เฉพาะเจาะจงและชัดเจน ในประเด็นขอเสนอแนะในการสงเสริมทักษะชีวิตนักเรียนโรงเรียน บานหนองไกเถื่อน 3. การสรางและการหาคุณภาพเครื่องมือ ในการสรางและการหาคุณภาพเครื่องมือ ผูวิจัยดําเนินการตามลําดับ ดังตอไปนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวของ แลวนํามาสรุปเปนกรอบแนวคิดในการสราง คําถาม 2. ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามของบุญชม ศรีสะอาด (2554 :63-71) 3. สรางแบบสอบถามแบบมีโครงสราง เพื่อใชในการสนทนากลุม ใหสอดคลองกับ วัตถุประสงคและนิยามศัพทที่ใชในการวิจัย 4. นําแบบสอบถามใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกตองในดานภาษา เนื้อหา หลังจาก ปรับปรุงแกไขตามที่ผูเชี่ยวชาญแนะนํา 5. นําแบบสอบถามฉบับสมบูรณไปจัดพิมพเพื่อรวบรวมขอมูลตอไป


25 4. การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยดําเนินการเก็บขอมูลตามขั้นตอน ดังตอไปนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพ ปญหา 1) ผูวิจัยติดตอคณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชนและผูปกครองเพื่อประชุมกลุมยอย และเก็บขอมูล สภาพ บริบทและปญหาในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน 2) การสนทนากลุม (Focus Group) เพื่อ SWOT และอภิปรายประเด็นขอเสนอแนะในการพัฒนา คุณภาพและทักษะชีวิตของนักเรียนโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ระยะที่ 2 หลังจากมีการนําเอากระบวนการรวมมือ รวมพลังไปใช 1) นําแบบสอบถามที่ผานการตรวจสอบขอมูลฉบับสมบูรณ ไปเก็บขอมูลกับครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชน จํานวน 20 คน 2) นําแบบประเมิน แบบสอบถามความสามารถของผูเรียนในการนําทักษะชีวิตไปใชหลังจาก ครูผูสอนจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู 3) สนทนากลุม เพื่อรับฟงความคิดเห็นและขอเสนอแนะ มีการบันทึกขอมูลเพื่อนํามาสรุป 5. การจัดทําและการวิเคราะหขอมูล 5.1 ตรวจสอบความสมบูรณของแบบสอบถามที่นํามาวิเคราะหขอมูล 5.2 ผูวิจัยดําเนินการวิเคราะหขอมูล ดวยเครื่องคอมพิวเตอร โดยใชโปรแกรม สําเร็จรูปทางสถิติโดยหาคาเฉลี่ย (Mean) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD) เปนรายดานและโดยรวม แลว นําคาเฉลี่ยที่ไดมาเปรียบเทียบกับเกณฑการแปลความหมาย (บุญชม ศรีสะอาด.2554 :100) ดังนี้ 1. การวิเคราะหการนําทักษะชีวิตไปใช (1) เกณฑการใหคะแนน 5 ระดับความคิดเห็น มากที่สุด หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ดีเยี่ยม 4 ระดับความคิดเห็น มาก หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ดี 3 ระดับความคิดเห็น ปานกลาง หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ปานกลาง 2 ระดับความคิดเห็น นอย หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต พอใช 1 ระดับความคิดเห็น นอยที่สุด หมายถึงความสามารถในการใชทักษะชีวิต ผานเกณฑขั้นต่ํา (2) เกณฑการแปลความหมาย คาเฉลี่ย ความหมาย 4.51 -5.00 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ดีเยี่ยม 3.51-4.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ดี 2.51-3.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ปานกลาง 1.51-2.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต พอใช 1.00-1.50 ระดับความสารถในการใชทักษะชีวิต ผานเกณฑขั้นต่ํา


26 2. การวิเคราะหการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ตาม กระบวนการรวมมือรวมพลังไปใช (1) เกณฑการใหคะแนน 5 ระดับความคิดเห็น มากที่สุด หมายถึงการปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ มากที่สุด 4 ระดับความคิดเห็น มาก หมายถึง การปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ ดี 3 ระดับความคิดเห็น ปานกลาง หมายถึง การปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ ปานกลาง 2 ระดับความคิดเห็น นอย หมายถึง การปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ นอย 1 ระดับความคิดเห็น นอยที่สุด หมายถึงการปฏิบัติตามกระบวนการรวมมือ นอยที่สุด (2) เกณฑการแปลความหมาย คาเฉลี่ย ความหมาย 4.51 -5.00 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง มากที่สุด 3.51-4.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง มาก 2.51-3.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง ปานกลาง 1.51-2.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง นอย 1.00-1.50 ระดับการปฏิบัติตามกระบวนการการรวมมือรวมพลัง นอยที่สุด 3. วิเคราะหขอมูล ผลการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผาน แหลงเรียนรู โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง ของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน โดยเกณฑในการกําหนด ระดับ 3.1ความสามารถดานทักษะชีวิต คาเฉลี่ย 4.51 ขึ้นไป มีความสารถในการการพัฒนาทักษะชีวิต ดีเยี่ยม คาเฉลี่ย 3.51 ขี้นไป มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต ดี คาเฉลี่ย 2.51 ขึ้นไป มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต ปานกลาง คาเฉลี่ย 1.51 ขี้นไป มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต พอใช และคาเฉลี่ยต่ํากวา 1.51 มีความสารถในการพัฒนาทักษะชีวิต ผานเกณฑขั้นต่ํา 3.2 ระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่ สงเสริมทักษะชีวิต คาเฉลี่ย 4.51 ขึ้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง มากที่สุด คาเฉลี่ย 3.51 ขี้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง มาก คาเฉลี่ย 2.51 ขึ้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง ปากลาง คาเฉลี่ย 1.51 ขี้นไป มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง นอย และคาเฉลี่ยต่ํากวา 1.51 มีระดับการปฏิบัติการรวมมือรวมพลัง นอยที่สุด


27 6. สถิติที่ใชในการวิเคราะห 1. สถิติที่ใชในการหาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา โดยการหาคาดัชนีความสอดคลองหรือIOC 2. สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 2.1 สถิติพื้นฐาน 1) คารอยละ (Percentage) 2) คาเฉลี่ย (Mean) 3) คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) 2.2 สถิติที่ใชในการวิเคราะหคุณภาพที่ไดจากการสนทนากลุม (Focus Group) โดยการวิเคราะหเนื้อหาและจัดหมวดหมู (Content Analysis) การแจกแจงความถี่ จํานวนรอยละ (Percentage)


28 แผนภาพรายละเอียดขั้นตอนการทํางานวิจัย ขั้นตอน วัตถุประสง ค เพื่อสํารวจ สังเคราะหสภาพ ปจจุบัน ปญหาและ ความตองการ พัฒนา เพื่อออกแบบ สราง และประเมิน นวัตกรรม การศึกษา กิจกรรม สํารวจสังเคราะห สภาพปจจุบัน ปญหาและความ ตองการพัฒนา ออกแบบ สราง และประเมิน นวัตกรรม การศึกษา 1 2 3 เพื่อประเมินและ ปรับปรุงนวัตกรรม การศึกษา ประเมินและ ปรับปรุงนวัตกรรม การศึกษา ทดลองใช เครื่องมือ/ วิธีการ เก็บขอมูล -แบบสรุปเอกสารแบบสํารวจ/ สอบถามสภาพ ปจจุบัน ปญหาและ ความตองการ -การประชุมสะทอน ความคิดเห็น -แบบประเมินความ สอดคลองความ เหมาะสมของ นวัตกรรม -แบบประเมิน - สัมภาษณ - รอยละ - �,S.D. - สรุปอุปนัย - IOC - �,S.D. - �,S.D. - สรุปอุปนัย การ วิเคราะห ขอมูล ปญหา สภาพ ปจจุบัน และความ ตองการพัฒนา นวัตกรรม การศึกษาตนแบบ -ผลการประเมิน -นวัตกรรมสมบูรณ ผลที่ไดรับ


29 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล ผลการวิจัยที่นําเสนอในบทนี้ประกอบดวย 1) ผลการวิเคราะหขอมูลในขั้นการศึกษา สํารวจ สภาพความพรอมเพื่อการพัฒนา 2) ผลการวิเคราะหขอมูลในการประเมินความเหมาะสมและความเปนไป ไดในการพัฒนาการเรียนการสอนของครู โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง 3) ผลการวิเคราะหขอมูลการ พัฒนาการจัดการเรียนการอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต โดยกระบวนการรวมมือรวมพลัง โดย ผลการวิจัยทั้งหมดจะนําเสนอตามขั้นตอนในการวิจัย ดีงนี้ ตอนที่ 11) ผลการวิเคราะหขอมูลในขั้นการศึกษา สํารวจ สภาพความพรอมเพื่อการพัฒนา ตอนที่ 1 การวิเคราะหผลการสํารวจ สังเคราะหสภาพปจจุบัน ปญหาและความตองการพัฒนาโรงเรียน บานหนองไกเถื่อน ตารางที่4.1 ผลการสํารวจ สังเคราะหสภาพปจจุบัน ปญหาและความตองการพัฒนา ขอ รายการ ขอมูล 1 นโยบายและการบริหาร จัดการโรงเรียน จุดแข็ง โรงเรียนมีการกําหนดนโยบาย วิทัศน และกลยุทธของ โรงเรียน โดยใหความสําคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการ สอน การพัฒนาครูและสภาพแวดลอมสอดคลองตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไดมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตร ทองถิ่นบูรณาการการใชแหลงเรียนรูสอดแทรกทั้ง 8 กลุมสาระ รวมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุนครูในดานการพัฒนาการจัดการ เรียนการสอน มีการวิจัยในชั้นเรียน และสงเสริมใหนักเรียน ตระหนักรูและเห็นคุณคาในตนเอง มีการคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรค การจัดการกับอารมณและ ความเครียดและ การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น ใน ขณะเดียวกัน จุดออน ไมมีการรวมมือจากโรงเรียนอื่นๆ ขาดความตอเนื่องในการรวมมือกับหนวยงานภายนอก


30 ขอ รายการ ขอมูล 2 ดานการจัดการเรียนการ สอน จุดแข็ง ครูจัดการเรียนการสอนแบบActive learning เนนผูเรียน เปนสําคัญ ลงมือปฏิบัติจริง และแกปญหาการเรียนการสอนโดย กระบวนการPLC อีกทั้งจัดกิจกรรม สื่อ แหลงเรียนรู ใหผูเรียนได ฝกการเรียนรู และปฏิบัติจริง และบูรณาการในการเรียนการสอน ของครูในทุกระดับชั้น โดยมีความสอดคลองดานเนื้อหา ในแตละ วิชา รวมทั้งมีการจัดทําเกณฑการวัดผล ประเมินการดําเนินการ โดยสรุปผลการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน แล ะผูปฏิบัติงานประจําทุกปการศึกษา และไดมีการแลกเปลี่ยน ขอมูลดานพฤติกรรมนักเรียน แตในขณะเดียวกัน ครูบางทานยัง ขาดการนําไปใชอยางจริงจัง จุดออน ไมมีการระดมความคิดรวมกัน ตลอดจนไมประสบ ความสําเร็จในกระบวนการจัดการเรียนรูในดานการวิจัยชั้นเรียน และนวัตกรรมดานการจัดการเรียนการสอน 3 การบริหารจัดการ ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม จุดแข็ง มีการกําหนดยุทธศาสตรดานการจัดการแหลงเรียนรูอยู ในวิสัยทัศนของโรงเรียนและสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค ใหเปนเอกลักษณของโรงเรียนและโรงเรียนมีกฏระเบียบ กติกา ในการอยูรวมกันระหวางครู นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน โดยใหนักเรียนทุกคน บุคลากรทุกคนมีสวนรวมในการคิด ลงมือ ในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอมรวมกัน แตทั้งนี้ครู บุคลากรมีจํานวนนอย จุดออน มีกิจกรรมมากบางโครงการ งาน กิจกรรมเมื่อปฏิบัติแลว ไมมีการติดตามและประเมินผล สงผลใหไมสามารถนําผลมา ปรับปรุงพัฒนาและแกปญหาได 4 การมีสวนรวมและการ พัฒนาคุณภาพการศึกษา จุดแข็ง มีสวนรวมในการจัดทําหลักสูตร การจัดการเรียนการ สอนมีการจัดกิจกรรมซึ่งมีครูเปนแกนนําและมีการนําภูมิปญญา ทองถิ่น ปราชญชาวบานมาใหความรู รวมทั้งสงเสริมและ สนับสนุนใหมีการใชแหลงเรียนรูในการพัฒนาทักษะดานตางๆ จุดออน มีอุปสรรคในเรื่องระยะเวลาในการเรียนรูหรือการปฏิบัติ กิจกรรม และจํานวนปราชญชาวบานหรือหรือภูมิปญญาทองถิ่น ไมเพียงพอตอการจัดการเรียนการสอน


31 ขั้นตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมสมรรถนะดาน ทักษะชีวิต ตารางที่4.2 ผลการวิเคราะหภาพรวมระดับความความรวมมือรวมพลังของครูและบุคลากร โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล 1 ดานการเตรียมการ 4.188 0.751 มาก 2 ดานการกําหนดกลยุทธ 4.3 0.709 มาก 3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ 4.169 0.715 มาก 4 ดานการควบคุมและตรวจสอบ 4.169 0.789 มาก 5 ดานการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน 4.108 0.873 มาก รวม 4.187 0.767 มาก จากตารางพบวาการรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมาคือการเตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับ การควบคุมและตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอย ที่สุด(4.108)


32 ตารางที่ 4.3 การวิเคราะหดานการเตรียมการของครูและบุคลากรโรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล 1. ดานการเตรียมการ 4.188 0.751 มาก 1. ผูบริหารสถานศึกษา ครู ผูเรียนและชุมชนมีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4.35 0.813 มาก 2 ศึกษาความตองการของครู และผูเรียนมาใช กําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลง เรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต 4.4 0.598 มาก 3. บริหารสถานศึกษา ครู ผูเรียนและชุมชน มีสวน รวมในการกําหนดนโยบายวางแผนการใชแหลง เรียนรู 4.35 0.745 มาก 4. การสํารวจบริบทแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต ในศตวรรษที่21 4.15 0.745 มาก 5. การสรางความรู ความเขาใจการพัฒนาดาน ทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบ 4.45 0.686 มาก 6. การสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ สงเสริมทักษะชีวิต 3.85 0.813 มาก 7. ศึกษาหลักสูตรเพื่อนําแหลงเรียนรูมาใชพัฒนา ทักษะชีวิต 3.9 0.852 มาก 8 กําหนดแผน โครงการการจัดการแหลงเรียนรู ภายในและภายนอกสถานศึกษา 4.05 0.759 มาก จากตารางที่ 4.3 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสราง ความรู ความเขาใจการพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(4.45) รองลงมาคือการศึกษา ความตองการของครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริม ทักษะชีวิต(4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด(3.85)


33 ตารางที่ 4.4 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการกําหนดกลยุทธของครูและบุคลากรโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่ 2 ดานการกําหนดกลยุทธ 4.3 0.709 มาก 9 การอบรมครู บุคลากรการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 4.45 0.686 มาก 10 การบริหารจัดการที่เอื้อตอการผลักดันการดําเนิน พัฒนาการจัดการเรียนการสอน 4.05 0.826 มาก 11. การวางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลง เรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง 4.4 0.821 มาก 12. วางแผนการใชแหลงเรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและ สิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัด 4.4 0.680 มาก 13. กําหนดมาตรฐานการใชแหลงเรียนรูกับทักษะชีวิต ทั้ง4 องคประกอบ 4.25 0.639 มาก 14. แตงตั้งคณะกรรมการกํากับดูแล รับผิดชอบการใชแหลง เรียนรู แยกตามองคประกอบของทักษะชีวิต ทั้ง 4 องคประกอบ 4.35 0.745 มาก 15. การวางแผนดานงบประมาณดานการจัดการสื่อ เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ ครุภัณฑ สนับสนุนดาน ยานพาหนะ คาบริการและคาตอบแทนตางๆเกี่ยวกับ แหลงเรียนรู 4.2 0.616 มาก 16. การบูรณาการแหลงเรียนในหลักสูตรการเรียนการสอน 4.3 0.657 มาก จากตารางที่4.4 พบวาดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผน เชิงสมรรถนะ ดานการสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(4.45) รองลงมาคือการรวมมือวาง แผนการใชแหลงเรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู / ตัวชี้วัดเละการวางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤก ศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ(4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหาร จัดการที่เอื้อตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด(4.05)


34 ตารางที่ 4.5 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการปฏิบัติตามกลยุทธของครูและบุคลากรโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่3 ปฏิบัติตามกลยุทธ 4.169 0.715 มาก 17. การนําหนวยเรียนรูหรือแผนการจัดการเรียนรูที่ เนนทักษะชีวิตลงสูชั้นเรียน 4.25 0.716 มาก 18. การสนับสนุนใหผูเรียนเกิดทักษะจากสถานการณ จริง 4.15 0.745 มาก 19. การงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อสงเสริม สนับสนุน การใชแหลงเรียนรูพัฒนาทักษะชีวิต 3.4 0.5026 มาก 20. จัดโครงการพัฒนาหรือใชแหลงเรียนรูดานตางๆ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 4.25 0.786 มาก 21. ดําเนินการตามแนวทาง แผนปฏิบัติการ หรือ แผนการจัดการเรียนรู 4.2 0.768 มาก 22. นําเทคโนโลยีมาชวยใหบุคลากรทุกคนมีการ เชื่อมโยงและสื่อสารกันไดทั่วถึงทั้งภายในและ ภายนอกโรงเรียน 4.1 0.718 มาก 23. จัดและสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อหรือแหลง เรียนรูเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิต 4.35 0.813 มาก 24 มีการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล 4.65 0.67082 มากที่สุด จากตาราง4.5 พบวาในดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมี คาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการ พัฒนาสื่อ หรือแหลงเรียนรู(4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลง เรียนรูพัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(3.4)


35 ตารางที่4.6 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการควบคุมและตรวจสอบ ครูและบุคลากรโรงเรียนบาน หนองไกเถื่อน ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่4 ดานการควบคุมและตรวจสอบ 4.169 0.789 มาก 25. รวบรวมขอมูลการสงเสริมทักษะชีวิต ตามแผนที่ กําหนดไว 4.2 0.695 มาก 26. ตรวจสอบการใชงบประมาณเพื่อสงเสริมและ สนับสนุนการจัดการใชแหลงเรียนรูตางๆ โดยอิง จากวัตถุประสงคเปาหมายและผลการดําเนินการ 4.25 0.716 มาก 27. มีการประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลง เรียนรูใหเกิดประโยชนมากที่สุด 4.4 0.754 มาก 28 มีการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกัน ระหวางครูและผูเรียน 3.7 0.979 มาก 29. การตรวจสอบ ติดตามประเมินผลการสงเสริม ทักษะชีวิต คลอบคลุมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวของ ดานผูเรียน 3.9 0.852 มาก 30. การนิเทศ ติดตาม หรือประเมินทักษะชีวิตของ ผูเรียนเปนระยะอยางสม่ําเสมอ 4.3 0.801 มาก 31. มีการตรวจสอบประเมินผลทั้งปจจัยนําเขา กระบวนการใชแหลงเรียนรูและผลลัพธการใช แหลงเรียนรูเพื่อสงเสริมทักษะชีวิต 4.2 0.834 มาก 32. การจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผล การสงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียน 4.4 0.681 มาก จากตาราง4.6พบวาในดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการ ประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชนและการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือ ติดตามผลการสงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(4.4) สวนการ ทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด(3.7)


36 ตารางที่4.7 การวิเคราะหการรวมมือรวมพลังดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ขอ กระบวนการรวมมือรวมพลัง Mean S.D. แปลผล ดานที่5 การกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ 4.108 0.873 มาก 33. ผูเกี่ยวของมีสวนรวมในการพัฒนา/ปรับปรุงแนวทางการ บริหารการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษ ที่ 21 4.15 0.812 มาก 34. มีการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือ จากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอน 3.75 0.967 มาก 35. การวิจัยและรายงานผลการประเมินการจัดการเรียนสอน ของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต 4.1 0.851 มาก 36. การปรับปรุง/พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตาม ขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยาง ตอเนื่อง 4.25 0.8522 มาก 37. มีการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรคของ สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนแหลงเรียนรู อยางรอบ ดานเพื่อวางแผนการดําเนินงานในปตอไป 4.25 0.851 มาก 38. การปรับปรุงพัฒนากระบวนการบริหารการใชแหลง เรียนรูคํานึงถึงมาตรฐาน ตัวชี้วัด และทักษะชีวิตใน ศตวรรษที่21 4.15 0.813 มาก 39. การปรับปรุงพัฒนาแผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการ เรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตก 4.26 0.733 มาก 40. นําผลการตรวจสอบ ติดตามมาพัฒนาหรือจัดวางระบบ การใชแหลงเรียนรูที่พัฒนาทักษะชีวิตอยางเปนรูปธรรม 4.15 0.88 มาก จากตาราง4.7พบวาในดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการ รวมมือปรับปรุงแผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริม ทักษะชีวิตมีคาเฉลี่ยสูงสุด(4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการ ปรับปรุง/พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมิน อยางตอเนื่องมีคาเฉลี่ยเทากัน(4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงาน ของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมี คาเฉลี่ยในการรวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(3.75)


37 ตารางที่4.8 คาเฉลี่ยและคาเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความสามารถดานทักษะชีวิตของนักเรียน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน ดาน การพัฒนาทักษะชีวิต ระดับความสามารถ Mean S.D. แปลผล 1 การนํากระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใช ใน ชีวิตประจําวัน 4.26 0.62 ดี 2 การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่อง 4.33 0.60 ดี 3 การทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 4.68 0.47 ดีเยี่ยม 4 การจัดการกับปญหาและความขัดแยงใน สถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม 4.38 0.65 ดี 5 การปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ สภาพแวดลอม 4.29 0.63 ดี 6 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบ ตอตนเองและผูอื่น 4.50 0.65 ดีเยี่ยม รวม 4.407 0.603 ดี จากตารางพบวาระดับความสามารถดานทักษะชีวิตของนักเรียน โรงเรียนบานหนองไกเถื่อน มี ทักษะการทํางานและอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุขมีคาเฉลี่ย(4.68)และทักษะดานการหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น(4.50)อยูในระดับดีเยี่ยม สวนการนํา กระบวนการเรียนรูที่หลากหลายไปใช ในชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเองและเรียนรูอยางตอเนื่องการ จัดการกับปญหาและความขัดแยงในสถานการณตางๆ ไดอยางเหมาะสม และการปรับตัวตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและสภาพแวดลอมมีคาเฉลี่ยอยูในระดับดี


38 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนผานแหลง เรียนรูดวยกระบวนการรวมมือรวมพลัง ครั้งนี้มีวัตถุประสงค(1)เพื่อศึกษาสภาพ ปญหา แนวทางการ พัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนการจัดการ เรียนรูดานทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรูของสถานศึกษา(2) เพื่อสรางแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียน สอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต และ(3) เพื่อนําเสนอผลการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของครูที่สงเสริม ทักษะชีวิต โดยใชกระบวนการรวมมือรวมพลังของสถานศึกษา กลุมประชากร คือครู บุคลการ คณะกรรมการสถานศึกษา และผูปกครอง จํานวน 50 คน ผูวิจัยไดเรียบเรียงสรุปและอภิปรายผล และ ขอเสนอแนะไวดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1.ศึกษาแนวทางการรวมมือในการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลง เรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนสรุปไดวา 1.นโยบายและการบริหารจัดการโรงเรียนมีการกําหนด นโยบาย วิทัศน และกลยุทธของโรงเรียน โดยใหความสําคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การ พัฒนาครูและสภาพแวดลอมสอดคลองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไดมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรทองถิ่นบูรณาการการใชแหลงเรียนรูสอดแทรกทั้ง 8 กลุมสาระ รวมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุน ครูในดานการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน มีการวิจัยในชั้นเรียน และสงเสริมใหนักเรียนตระหนักรูและ เห็นคุณคาในตนเอง มีการคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรค การจัดการกับอารมณและ ความเครียดและ การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น 2.ดานการจัดการเรียนการสอน ครูจัดการเรียนการสอน แบบActive learning เนนผูเรียนเปนสําคัญ ลงมือปฏิบัติจริง และแกปญหาการเรียนการสอนโดย กระบวนการPLC อีกทั้งจัดกิจกรรม สื่อ แหลงเรียนรู ใหผูเรียนไดฝกการเรียนรู และปฏิบัติจริง และบูรณา การในการเรียนการสอนของครูในทุกระดับชั้น โดยมีความสอดคลองดานเนื้อหา ในแตละวิชา รวมทั้งมีการ จัดทําเกณฑการวัดผล ประเมินการดําเนินการ โดยสรุปผลการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนา ผูเรียน และผูปฏิบัติงานประจําทุกปการศึกษา และไดมีการแลกเปลี่ยนขอมูลดานพฤติกรรมนักเรียน 3. การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม โรงเรียนไดมีการกําหนดยุทธศาสตรดานการจัดการแหลง เรียนรูอยูในวิสัยทัศนของโรงเรียนและสงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงคใหเปนเอกลักษณของโรงเรียน และโรงเรียนมีกฏระเบียบ กติกา ในการอยูรวมกันระหวางครู นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน โดยให นักเรียนทุกคน บุคลากรทุกคนมีสวนรวมในการคิด ลงมือในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม รวมกัน 4. การมีสวนรวมและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนและชุมชนมีสวนรวมในการจัดทํา หลักสูตร การจัดการเรียนการสอนมีการจัดกิจกรรมซึ่งมีครูเปนแกนนําและมีการนําภูมิปญญาทองถิ่น


39 ปราชญชาวบานมาใหความรู รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหมีการใชแหลงเรียนรูในการพัฒนาทักษะดาน ตางๆ 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังทั้ง 5ดาน(1) การเตรียมการ(2) การกําหนดกลยุทธ(3) การลงมือปฏิบัติ (4) การกํากับ ติดตามและประเมินผล และ ( 5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตามวงจรคุณภาพ มีขอคนพบดังนี้การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมาก ที่สุด รองลงมาคือการเตรียมการ การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธ การควบคุมและตรวจสอบ และมีการ รวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด และมีผลการรวมมือรวมพลังเปนรายดาน ดังนี้ 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังทั้ง 5ดาน(1) การเตรียมการ(2) การกําหนดกลยุทธ(3) การลงมือปฏิบัติ (4) การกํากับ ติดตามและประเมินผล และ ( 5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตามวงจรคุณภาพ มีขอคนพบดังนี้ และมีผลการรวมมือรวมพลังเปนรายดานดังนี้ 2.1 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสรางความรู ความเขาใจ การพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการศึกษาความตองการของ ครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต((x ̅=4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด((x ̅=3.85) 2.2 ดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการรวมมือวางแผนการใชแหลง เรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัดเละการ วางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ((x ̅=4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหารจัดการที่เอื้อ ตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด((x ̅=4.05) 2.3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมีคาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(x ̅=4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อ หรือ แหลงเรียนรู(x ̅=4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลงเรียนรู พัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(x ̅=3.4)


40 2.4 ดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการประสานงานกับ ผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชน และการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผลการ สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(x ̅=4.4) สวนการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ( x ̅= 3.7) 2.5 ดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการรวมมือปรับปรุง แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตมี คาเฉลี่ยสูงสุด(x ̅= 4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการปรับปรุง/ พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยางตอเนื่อง มีคาเฉลี่ยเทากัน(x ̅= 4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยในการ รวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(x ̅= 3.75) การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมาคือการ เตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับการควบคุมและตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด(4.108) 3. ผลลัพธจากการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู แบงออกเปน 3 สวน ไดแกผลลัพธที่เกิดกับผูเรียน ไดแกทักษะชีวิต 6 ดาน ไดแกไดแก (1)ความสามารถ ในการนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน (2)การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยาง ตอเนื่อง (3)การทํางานและการอยูรวมกันในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล (4)การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม (5)การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคม และสภาพแวดลอมและ (6)การรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและ ผูอื่นอยูในระดับดีผลลัพธที่เกิดกับครู (1) ครูมีความรูความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning (2) ครูใชแหลงเรียนรูในการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนดานทักษะชีวิต (3) ครู บุคลากรรวมมือและแกปญหาในการจัดการเรียนการสอน เกิดชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ ผลลัพธที่เกิด กับโรงเรียน (1)โรงเรียนมีการบริหารจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มีความตอเนื่องตั้งแตระดับนโยบาย หลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู (2) โรงเรียนมีการจัดการเรียนรูสูการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีความ หลากหลายสอดคลองกับบริบททองถิ่นและชุมชน (3) โรงเรียนเนนการมีสวนรวมจากทุกภาคสวน ทั้งจาก ผูบริหาร ครู บุคลากร นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน


41 อภิปรายผลการวิจัย 1. ศึกษาแนวทางการรวมมือในการพัฒนาจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลง เรียนรูของโรงเรียนบานหนองไกเถื่อนพบวาการดําเนินงานในแตละดานของโรงเรียนทั้งที่ประสบ ความสําเร็จและไมประสบความสําเร็จมีรายละเอียดดังนี้ 1)นโยบายและการบริหารจัดการโรงเรียนมีการ กําหนดนโยบาย วิทัศน และกลยุทธของโรงเรียน โดยใหความสําคัญในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครูและสภาพแวดลอมสอดคลองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไดมีหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรทองถิ่นบูรณาการการใชแหลงเรียนรูสอดแทรกทั้ง 8 กลุมสาระ รวมทั้งมีนโยบายในการสนับสนุน ครูในดานการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน มีการวิจัยในชั้นเรียน และสงเสริมใหนักเรียนตระหนักรูและ เห็นคุณคาในตนเอง มีการคิดวิเคราะห ตัดสินใจ และแกปญหาอยางสรางสรรค การจัดการกับอารมณและ ความเครียดและ การสรางสัมพันธภาพที่ดีกับผูอื่น ในขณะเดียวกันยังไมมีการรวมมือจากโรงเรียนอื่นๆ และยังไมมีการรวมมือกับหนวยงานภายนอกอยางจริงจัง 2) ดานการจัดการเรียนการสอน พบวาครู จัดการเรียนการสอนแบบActive learning เนนผูเรียนเปนสําคัญ ลงมือปฏิบัติจริง และแกปญหาการ เรียนการสอนโดยกระบวนการPLC อีกทั้งจัดกิจกรรม สื่อ แหลงเรียนรู ใหผูเรียนไดฝกการเรียนรู และ ปฏิบัติจริง และบูรณาการในการเรียนการสอนของครูในทุกระดับชั้น โดยมีความสอดคลองดานเนื้อหา ใน แตละวิชา รวมทั้งมีการจัดทําเกณฑการวัดผล ประเมินการดําเนินการ โดยสรุปผลการจัดการเรียนการ สอนและกิจกรรมพัฒนาผูเรียน แล ะผูปฏิบัติงานประจําทุกปการศึกษา และไดมีการแลกเปลี่ยนขอมูลดาน พฤติกรรมนักเรียน แตในขณะเดียวกัน ครูบางทานยังขาดการนําไปใชอยางจริงจัง ไมมีการระดมความคิด รวมกัน ตลอดจนไมประสบความสําเร็จในกระบวนการจัดการเรียนรูในดานการวิจัยชั้นเรียนและ นวัตกรรมดานการจัดการเรียนการสอน 3) การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอม โรงเรียนไดมีการ กําหนดยุทธศาสตรดานการจัดการแหลงเรียนรูอยูในวิสัยทัศนของโรงเรียนและสงเสริมคุณลักษณะอันพึง ประสงคใหเปนเอกลักษณของโรงเรียนและโรงเรียนมีกฏระเบียบ กติกา ในการอยูรวมกันระหวางครู นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน โดยใหนักเรียนทุกคน บุคลากรทุกคนมีสวนรวมในการคิด ลงมือใน การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดลอมรวมกัน แตทั้งนี้ครู บุคลากรมีจํานวนนอย แตมีกิจกรรมมาก บางโครงการ งาน กิจกรรมเมื่อปฏิบัติแลวไมมีการติดตามและประเมินผล สงผลใหไมสามารถนําผลมา ปรับปรุงพัฒนาและแกปญหาไดและ4) การมีสวนรวมและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนและ ชุมชนมีสวนรวมในการจัดทําหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนมีการจัดกิจกรรมซึ่งมีครูเปนแกนนําและมี การนําภูมิปญญาทองถิ่น ปราชญชาวบานมาใหความรู รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหมีการใชแหลง เรียนรูในการพัฒนาทักษะดานตางๆ บางครั้งมีอุปสรรคในเรื่องระยะเวลาในการเรียนรูหรือการปฏิบัติ กิจกรรม และจํานวนปราชญชาวบานหรือหรือภูมิปญญาทองถิ่นไมเพียงพอตอการจัดการเรียนการสอน สอดคลองกับผลงานวิจัยของพิสิฐ เทพไกรวัล (2554: 284-302) การพัฒนารูปแบบเครือขายความ


42 รวมมือเพื่อคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก พบวา กลุมบุคคล หนวยงาน/องคกร ที่สมัครใจ รวมกลุมเครือขายความรวมมือไดแก กลุมผูปกครองนักเรียน กลุมผูนําชุมชน สถาบันทางศาสนา สถาบันอุดมศึกษา กลุมศิษยเกา ภูมิปญญาทองถิ่น โรงพยาบาลชุมชน สถาบันพัฒนาฝมือแรงงานและ องคกรปกครองสวนทองถิ่นโดยไดดําเนินการตามกระบวนการการปฏิบัติงานของเครือขาย ตั้งแตการ วิเคราะหบริบทเพื่อทราบจุดแข็ง และจุดที่ควรพัฒนาของการดําเนินงานดานวิชาการ ดานงบประมาณ ดานบุคคล และดานบริหารทั่วไป เพื่อกําหนดเปาหมายในการทํางาน มีการกําหนดวิสัยทัศน พันธกิจ เปาประสงค และจัดทําแผนพัฒนารวมกัน ผลการดําเนินการเสร็จสิ้นในหนึ่งปการศึกษาพบวาสงผลตอ การเปลี่ยนแปลงการบริหารงานดานวิชาการ งบประมาณ บุคคลและบริหารทั่วไป และสงผลตอนักเรียน ตามขอบขายที่คาดหวังสูงกวาปที่ผานมา 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิตผานแหลงเรียนรู โดย กระบวนการรวมมือรวมพลังทั้ง 5ดาน(1) การเตรียมการ(2) การกําหนดกลยุทธ(3) การลงมือปฏิบัติ (4) การกํากับ ติดตามและประเมินผล และ ( 5) การรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐาน ตามวงจรคุณภาพ มีขอคนพบดังนี้และมีผลการรวมมือรวมพลังเปนรายดานดังนี้ 2.1 ดานการเตรียมการ พบวา ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการสรางความรู ความเขาใจ การพัฒนาดานทักษะชีวิตทั้ง 6 องคประกอบมากที่สุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการศึกษาความตองการของ ครูและผูเรียนมาใชกําหนดยุทธศาสตรและเปาหมายในการใชแหลงเรียนรูที่สงเสริมทักษะชีวิต((x ̅=4.4) และ สวนการสรางความรู ความเขาใจในหลักการรวมมือ รวมพลังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ที่สงเสริมทักษะชีวิตมีการรวมมือนอยที่สุด((x ̅=3.85) 2.2 ดานการกําหนดกลยุทธครู บุคลากรเขารวมการอบรมในการเขียนแผนเชิงสมรรถนะ ดาน การสงเสริมทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21สูงสุด(x ̅=4.45) รองลงมาคือการรวมมือวางแผนการใชแหลง เรียนรู ดานสถานที่ ชุมชนและสิ่งแวดลอมโดยกําหนดเปนโครงการ กิจกรรมการเรียนรู /ตัวชี้วัดเละการ วางแผนสนับสนุน พัฒนาแหลงเรียนรูเชน แหลงเรียนรูเพาะเห็ด งานเกษตร สวนพฤกศาสตร ปุยหมัก เลี้ยงเปด เศรษฐกิจพอเพียง มีคาเฉลี่ยเทากันคือ((x ̅=4.4 ) สวนการรวมมือการในการบริหารจัดการที่ เอื้อตอการผลักดันการดําเนินพัฒนาการจัดการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด((x ̅=4.05) 2.3 ดานการปฏิบัติตามกลยุทธ ครู บุคลากรมีการรวมมือรวมพลังในการมีคาเฉลี่ยในการวัดผล ประเมินผลผูเรียนเปนรายบุคคล มากที่สุด(x ̅=4.65) รองลงมาการสงเสริมใหครูมีการพัฒนาสื่อ หรือ แหลงเรียนรู(x ̅=4.35) สวน ความรวมมือเรื่องงบประมาณเพื่อสงเสริม สนับสนุนการใชแหลงเรียนรู พัฒนาทักษะชีวิตนอยที่สุด(x ̅=3.4) 2.4 ดานการควบคุมและตรวจสอบครูและบุคลากรมีคาเฉลี่ยการรวมมือในการประสานงานกับ ผูเกี่ยวของเพื่อใชแหลงเรียนรูใหเกิดประโยชนและการจัดทํารายงานการตรวจสอบหรือติดตามผลการ


43 สงเสริมทักษะชีวิตของผูเรียนและการนิเทศติดตามมีคาเฉลี่ยมากที่สุดเทากัน(x ̅=4.4) สวนการทบทวน หรือประเมินผลการใชสื่อรวมกันระหวางครูและผูเรียนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ( x ̅= 3.7) 2.5 ดานการกําหนดเปนมาตรฐานและรักษาสภาพ ครูและบุคลากรมีการรวมมือปรับปรุง แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ หรือแผนการจัดการเรียนสอนของครูใหสอดคลองกับสงเสริมทักษะชีวิตมี คาเฉลี่ยสูงสุด(x ̅= 4.26) รองลงมาคือการวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค และการปรับปรุง/ พัฒนาการใชแหลงเรียนรูดานตางๆ ตามขอเสนอแนะของคณะกรรมการหรือผลการประเมินอยางตอเนื่อง มีคาเฉลี่ยเทากัน(x ̅= 4.25) สวนการการมีสวนรวมในการนําบทเรียนรูทั้งจากการดําเนินงานของตนเอง หรือจากสถานศึกษาอื่นๆที่มีการปฏิบัติดีมาใชในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนมีคาเฉลี่ยในการ รวมมือมีคาเฉลี่ยรวมพลังนอยที่สุด(x ̅= 3.75) การรวมมือรวมพลังในภาพรวมมีการรวมมือในการกําหนดกลยุทธมากที่สุด (x ̅=4.3 ) รองลงมา คือการเตรียมการ( x ̅=4.188) การวมมือในการปฏิบัติตามกลยุทธมีคาเฉลี่ยเทากับการควบคุมและ ตรวจสอบคือ (4.169) และมีการวมมือในการรักษาสภาพและกําหนดเปนมาตรฐานนอยที่สุด(4.108) สอดคลองกับนันทพล พงษสรอย(2550 : 117-121) ศึกษสภาพและปญการดําเนินการวางแผนกลยุทธ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังดักสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี ที่พบวา สภาพการดําเนินงาน วางแผนกลยุทธอยูในระดับมากทุกขอ เมื่อศึกษาการดําเนินการวางแผนกลยุทธที่มีคาเฉลี่ยสูงสุดเรียงละ ดับจากมากไปนอยสามอันดับแรกคือ การกําหนดทิศทางสถานศึกษา การศึกษาเบื้องตนดานสถานภาพ สถานศึกษาและแนวทางการนํากลยุทธไปใช 3. ผลลัพธจากการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สงเสริมทักษะชีวิต ผานแหลงเรียนรู แบง ออกเปน 3 สวน ไดแกผลลัพธที่เกิดกับผูเรียน ไดแกทักษะชีวิต 6 ดาน ไดแกไดแก (1)ความสามารถใน การนํากระบวนการตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน (2)การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยาง ตอเนื่อง (3)การทํางานและการอยูรวมกันในสังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล (4)การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยางเหมาะสม (5)การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคม และสภาพแวดลอมและ (6)การรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพึงประสงค ที่สงผลกระทบตอตนเองและ ผูอื่น อยูในระดับดี สอดคลองกับงานวิจัยของกันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังขรักษา(2558: 6 ) ที่ พบวา ระดับทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของกลุมตัวอยางโดย รวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณารายดานโดยเรียงลาดับตามจากมากไปหานอยไดดังนี้ ดานการมีสวนรวม ทางสังคม ดานความภาคภูมิใจในตนเอง ดานการเชื่ออํานาจควบคุมตนเอง และดานการสนับสนุนทาง สังคม และแนวทางการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อการจัดการตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพบวา นักศึกษาควรมีการเรียนรูอยางสม่ําเสมอ ครอบครัวตองหมั่นดูแลและเอาใจใสในตัวนักศึกษา สถาบันการศึกษาควรจัดกิจกรรมเสริมสรางทักษะชีวิตในดานตางๆ และชุมชนควรจัดโครงการที่เปน ประโยชนเพื่อสรางความสามัคคีภายในชุมชนและสอดคลองกับอแนนด และคนอื่นๆ (Anand and et.al,


44 2013 อางถึงใน กันยสินีปญญาอภิวงศและนรินทร สังขรักษา) ทางการศึกษาเรื่อง ผลของการฝกทักษะชีวิต ตอพฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุนในโรงเรียน : การศึกษาเมืองนิวเดลี พบวา กิจกรรมการฝกทักษะ ชีวิต ทั้งดานความรู ทัศนคติ และการปฏิบัติ สามารถชวยปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหารไปในทางที่ ถูกตองไดดังนั้นการแหลงเรียนรู และการใหความรูทัศนคติ และการปฏิบัติจะชวยสงเสริมทักษะชีวิต ผลลัพธที่เกิดกับครู (1) ครูมีความรูความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning (2) ครูใชแหลงเรียนรูในการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนดานทักษะชีวิต (3) ครู บุคลากรรวมมือและแกปญหาในการจัดการเรียนการสอน เกิดชุมชนการเรียนรูทางวิชาชีพ ผลลัพธที่เกิดกับโรงเรียน (1)โรงเรียนมีการบริหารจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มีความตอเนื่องตั้งแต ระดับนโยบาย หลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู (2) โรงเรียนมีการจัดการเรียนรูสูการพัฒนาที่ ยั่งยืนที่มีความหลากหลายสอดคลองกับบริบททองถิ่นและชุมชน (3) โรงเรียนเนนการมีสวนรวมจากทุก ภาคสวน ทั้งจากผูบริหาร ครู บุคลากร นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน ขอเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดแบงขอเสนอแนะเปน 2 สวน ดังนี้ 1. ขอเสนอแนะตอสํานักงานเขตพื้นที่ และสพฐ. 1.1 ควรประชาสัมพันธใหเห็นความสําคัญของการทํางานแบบมีสวนรวม หรือการรวมมือ อยางจริงจัง 1.2 การพัฒนางานของโรงเรียนขนาดเล็ก ควรสนับสนุนทรัพยากรใหโรงเรียนสามารถ พัฒนาและดํารงอยูได 2. ขอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอไป 2.1 ควรมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อเปรียบเทียบกระบวนการรวมมือรวมพลังในการ ดําเนินงานในสถานศึกษาดานอื่นๆ


Click to View FlipBook Version