The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้รูปแบบ TANOD MODEL ผ่านกระบวนการเรียนรู้ แบบ ACTIVE LEARNING

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

8. นางสาวศิริวรรณ ทัสนา

การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้รูปแบบ TANOD MODEL ผ่านกระบวนการเรียนรู้ แบบ ACTIVE LEARNING

ชื่อวิจัย : การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการ เรียนรู6แบบ Active Learning Thesis title : The Development English Speaking Skills by using TANOD MODEL and Active Learning ผู5วิจัย : นางสาวศิริวรรณ ทัสนา บทคัดย:อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคgเพื่อ 1)พื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู6เพื่อพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ให6มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑg 85/85 2)เพื่อ เปรียบเทียบคะแนนทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนอง ไกCเถื่อน กCอนและหลังการใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning และ3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอรูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning กลุCมตัวอยCางที่ใช6ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวนนักเรียน 15 คน เครื่องมือที่ใช6ในการวิจัยคือ 1) แบบสอบถามความต6องการหัวข6อเกี่ยวกับ ท6องถิ่น เพื่อสร6างนวัตกรรมฝ|กทักษะการพูดโดยสอบถามนักเรียนประถมศึกษาปnที่ 5 2) นวัตกรรมฝ|ก ทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่ผู6สร6างนวัตกรรมสร6างขึ้น ตามกรอบเนื้อหาที่ได6จากการสำรวจหัวข6อ เกี่ยวกับท6องถิ่น การวิเคราะหgเนื้อหา คำศัพทg ประโยคและแผนการจัดการเรียนรู63 )แบบทดสอบวัด ความสามารถในการพูด ซึ่งเป~นแบบทดสอบสำหรับใช6วัดความสามารถทักษะการพูดภาษาอังกฤษ กCอนและหลังการใช6นวัตกรรมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม เละเพื่อเปรียบเทียบวิเคราะหg การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและ 4 ) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอนวัตกรรมเป~น เเบบสอบถามมาตราสCวนประเมินคCา 5 ระดับ จำนวน 10 ข6อ ผลการวิจัย พบวCา 1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู6เพื่อพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 มีประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) เทCากับ 87.44 และประสิทธิภาพ ผลลัพธg เทCากับ 89.33 กลCาวคือ กิจกรรมการเรียนรู6ทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 มี ประสิทธิภาพ E1/E2 เทCากับ 87.44/89.33 ซึ่งเป~นไปตามเกณฑgกำหนดไว6คือ 85/85 2)นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปnที่ 5 มีทักษะการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียนมีคCาเฉลี่ยเทCากับ 17.87 และเมื่อ เปรียบเทียบระหวCางคะแนนหลังเรียนกับเกณฑgร6อยละ 85 พบวCานักเรียนมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร หลังเรียนสูงกวCาเกณฑgอยCางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ที่มีตCอกิจกรรมการเรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษ โดยรวมอยูCในระดับความพึงพอใจมากที่สุด (X̅=4.78, S.D.=0.13) เมื่อพิจารณาเป~นรายข6อ พบวCา นักเรียนมีความพึงพอใจสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ รูปแบบกิจกรรมและแบบฝ|กทักษะไมCยากจนเกินไป (X̅=5.00, S.D.=0.00) รองลงมา คือ แบบฝ|กทักษะทำให6ข6าพเจ6าพัฒนาความสามารถในการใช6 ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ในระดับมากที่สุด (X̅=4.93, S.D.=0.25) และกิจกรรมในขั้นฝ|กทักษะทางภาษา ไมCยากจนเกินไปในระดับมากที่สุด (X̅=4.93, S.D.=0.25) สCวนข6อที่มีความพึงพอใจต่ำสุด คือกิจกรรม ในขั้นฝ|กทักษะการฟäง การพูด การอCานและการเขียน ชCวยให6ข6าพเจ6าฝ|กทักษะอยCางมีประสิทธิภาพ ในระดับมาก (X̅=4.33, S.D.=0.48


1 สารบัญ บทที่ หน5า 1.บทนำ 2 วัตถุประสงคg 3 เปãาหมาย 3 ประโยชนg 3 ขอบเขตการวิจัย 4 นิยามศัพทgเฉพาะ 5 กรอบแนวคิด 6 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข6อง 7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 8 การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 11 การเรียนร6ูแบบกระตือรือร6น (Active Learning) 14 ชุดกิจกรรมการเรียนรู6 18 ข6อมูลทั่วไปเกี่ยวตาลโตนดเมืองเพชรบุรี 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข6อง 26 3. วิธีดำเนินการวิจัย 28 ประชากรและกลุCมตัวอยCาง 28 เครื่องมือที่ใช6ในการเก็บรวบรวม 28 การเก็บรวบรวมข6อมูล 29 การวิเคราะหgข6อมูล 30 สถิติที่ใช6ในการวิเคราะหgข6อมูล 30 4. ผลการวิเคราะหgข6อมูล 35 5. สรุปผล 37 6. บรรณานุกรม 40 7. ภาคผนวก 43


2 บทที่ 1 บทนำ ความเปBนมาและปFญหาการวิจัย ในปäจจุบันภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญที่จะชCวยให6ประเทศไทยมีการพัฒนาได6ทันตCอการ เปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งภาษาอังกฤษเป~นภาษาหลักที่ใช6เพื่อการสื่อสารระหวCางประเทศมาก ที่สุดหรือเรียกวCาเป~นภาษาสากล (เดวิด แกรดดอล. 2006) ได6วิจัยเรื่อง English Next. กลCาวถึง แนวโน6มของภาษาอังกฤษวCา นับจากนี้ไปจำนวนผู6เรียนภาษาอังกฤษทั่วโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอยCาง ตCอเนื่อง และคาดวCาในอีก 10-15 ปnข6างหน6า ประมาณ (2015 -2020) จำนวนผู6เรียนจะเพิ่มสูงสุดถึง 3 พันล6านคน ข6อมูลจากงานวิจัยนี้ ได6สะท6อนให6เห็นวCาผู6คนบนโลกนี้ตCางตระหนักถึงความสำคัญของ ภาษาอังกฤษในสังคมโลกยุคใหมC ซึ่งมีความสอดคล6องกับนโยบายการจัดการศึกษาของไทยด6าน ภาษาอังกฤษในปäจจุบันของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พยายามยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ครั้งใหญCของประเทศโดยการปรับปรุงการสอนสาระวิชาภาษาอังกฤษในทุกระดับชั้นให6เป~นการเรียน แบบเข6มข6น พร6อมทั้งวางมาตรฐานหลักสูตรกลุCมสาระภาษาอังกฤษและเกณฑgของครูผู6สอน รวมถึง ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให6เป~นมาตรฐานเดียวกันทุกระดับทุกประเภท (กระทรวงศึกษาธิการ. 2562) จากเหตุผลข6างต6นครูผู6สอนในทุกระดับจึงจำเป~นอยCางยิ่งที่จะต6องมีการเตรียมพร6อมในการ จัดการเรียนรู6รายวิชาภาษาอังกฤษที่เหมาะสมเพื่อให6เกิดประโยชนgและถCายทอดองคgความรู6ให6กับ ผู6เรียนมากที่สุดการจัดการเรียนรู6ในชCวงที่ผCานมารวมถึงปäจจุบัน การจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษของไทยประสบปäญหาตCางๆ มากมายที่ทำให6ผู6เรียนไมCสามารถสื่อสารด6วยการใช6 ภาษาอังกฤษกับชาวตCางชาติได6 อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการตั้งแตCตัวหลักสูตร ข6อจำกัดของ ความพร6อมและการเข6าถึงสื่อ และเทคโนโลยีตCางๆ ของสถานศึกษาที่ไมCเทCาเทียมกัน และสิ่งสำคัญอีก หนึ่งประการคือ รูปแบบ เทคนิค หรือกระบวนจัดการเรียนการสอนของครูสCงผลให6ผู6เรียนขาดทักษะ ด6านภาษาอังกฤษ และไมCสามารถใช6ทักษะภาษาอังกฤษในการสื่อสารได6อยCางมีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งมีความสอดคล6องกับงานวิจัยของ (มร.แอนดรูวg กลาส. 2563) กลCาวถึงปäญหาด6านภาษาอังกฤษของ ไทยเกิดจาก 4 ประเด็น คือ 1.คCาเฉลี่ยทักษะภาษาอังกฤษของครูภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมมัธยมศึกษามากกวCา 75 % อยูCในระดับ A2 หรือต่ำกวCาพื้นฐาน 2.ปäญหาทักษะภาษาอังกฤษใน ภาพรวมของประเทศไทย สะท6อนอยูCในปäญหาความไมCเทCาเทียมในประเทศไทย 3.การเรียนการสอน ภาษาอังกฤษในประเทศไทย สCวนมากยังใช6การเรียนการสอนแบบยึดตามหลักไวยากรณg การแปล และทCองจำมากกวCาสื่อสารได6ในชีวิตจริง และ 4.ระบบการวัดผลทักษะภาษา ยังคงมุCงเน6นไปที่การใช6 ภาษาอังกฤษตามหลักไวยากรณg การอCาน ซึ่งล6วนแตCไมCได6สCงเสริมให6ผู6เรียนเรียนรู6ที่จะใช6ภาษาเพื่อการ สื่อสาร จากสภาพปäญหาดังกลCาว หลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษปnพุทธศักราช 2539 จึงเปîดโอกาสให6 จัดการเรียนการสอนให6สามารถยืดหยุCนได6ตามสภาพการณgและสภาพท6องถิ่น โดยที่ท6องถิ่นสามารถ


3 พัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอนได6ในสCวนที่เกี่ยวข6องกับท6องถิ่นและมีความเหมาะสมในสCวนของ เนื้อหาหลักสูตรได6ระบุวCาให6เน6นเรื่อที่ใกล6ตัวนักเรียน อันเป~นเรื่องที่พบเห็นหรือเป~นเรื่องที่กำลังอยูCใน ความสนใจของชุมชนและสังคม (วิชาการ 2539:33)และการที่จะให6ผู6เรียนสามารถสื่อสารหรือพูด ภาษาอังกฤษได6ถูกต6องใกล6เคียงกับเจ6าของภาษาและปãองกันไมCให6ผู6เรียนออกเสียงผิดจึงจำเป~นที่ จะต6องสร6างพื้นฐานและปลูกฝäงลักษณะนิสัยในการอCานออกเสียงให6ถูกต6องชัดเจนตั้งแตCระดับ ประถมศึกษา (จีรนันทg เมฆวงษg. 2547) ด6วยเหตุผลดังกลCาวผู6จัดทำจึงได6ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม TANTANOD MODEL สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยนักเรียนได6เรียนรู6บริบทใกล6ตัว ซึ่งเป~นท6องถิ่นของตนเอง และ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งการนำนวัตกรรม TANTANOD MODEL มาใช6ในกระบวนการจัดการ เรียนรู6ในรายวิชาภาษาอังกฤษจะสCงผลตCอผู6เรียนโดยตรง ทำให6ผู6เรียนเกิดทักษะทางภาษา ผCานการ เรียนรู6จากบริบทในท6องถิ่น ซึ่งถือเป~นโอกาสที่ดีที่นักเรียนได6เรียนรู6เกี่ยวกับท6องถิ่นเป~นภาษาอังกฤษ เพราะเนื่องจากคำศัพทgตCางๆ นั้นไมCได6เป~นสากลมีแตCเพียงในท6องถิ่น และหาไมCได6จากบทเรียน นักเรียนได6เรียนรู6สิ่งที่อยูCใกล6ตัว พร6อมทั้งได6ฝ|กทักษะทางภาษา เกิดจิตสำนึกรักบ6านเกิดและอนุรักษg ให6คงอยูCตCอไป วัตถุประสงคO 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู6เพื่อพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการ เรียนรู6แบบ Active Learning ให6มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑg 85/85 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน กCอนและหลังการใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6 แบบ Active Learning 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอรูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการ เรียนรู6แบบ Active Learning เปPาหมาย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 จํานวน 15 คน มีผลสัมฤทธิ์ด6านการพูดที่สูงขึ้น 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 จํานวน 15 คน มีความพึงพอใจใตCอนวัตกรรมที่สูงขึ้น ประโยชนOและความสำคัญของการวิจัย 1. ด6านความรู6หรือผลที่ได6รับ


4 1.1 ทำให6ทราบสภาพปäจจุบันและปäญหาเกี่ยวกับการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน 1.2 ทำให6ได6นวัตกรรมการพูดภาษาอังกฤษเรื่องตาลโตนดผCานการประเมินตรวจสอบ คุณภาพและปรับปรุงแล6ว 2. ด6านการนำความรู6หรือผลที่ได6รับไปใช6 2.1 สถานศึกษานำความรู6จากสภาพปäจจุบันและปäญหาที่เกี่ยวกับการพูดภาษาอังกฤษไป ใช6เพื่อการวางแผนการจัดการเรียนการสอนให6ดียิ่งขึ้น 2.2 สถานศึกษาและหนCวยงานที่เกี่ยวข6องสามารถนำรูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ไปใช6ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให6มี ประสิทธิผลและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอบเขตการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุCมตัวอยCางที่ใช6คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกC เถื่อน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวนนักเรียน 15 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต6น ได6แกC 1. กิจกรรมการเรียนรู6การพัฒนาทักษะการพูดโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ตัวแปรตาม ได6แกC 1. ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอนวัตกรรม นิยามศัพทOเฉพาะ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู6แบบ Active Learning หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ผู6วิจัยสร6าง ขึ้นเพื่อสCงเสริมความรู6ด6านเนื้อหาและความสามารถด6านการพูด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ในการจัดการเรียนการสอนนั้นได6ใช6การเรียนรู6แบบ TANOD MODEL มาใช6ในการพัฒนาทักษะการ พูด ชุดกิจกรรมที่สร6างขึ้นประกอบด6วย 1.1 ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อประกอบการสอน แตCละชุดประกอบด6วย ใบความรู6 และแบบฝ|กหัด มีจำนวน 3 ชุด ได6แกC ชุดที่ 1 How to make toddy palm in syrup ชุดที่ 2 How to make fried-toddy palm


5 ชุดที่ 3 How to make toddy palm cake 1.2 คูCมือครูประกอบการใช6ชุดกิจกรรมการเรียนรู6 หมายถึง เอกสารสำหรับให6 ครูผู6สอนใช6ประกอบชุดกิจกรรม ประกอบด6วยคำนำ คำชี้แจงสำหรับครู แผนการจัดการเรียนรู6 กิจกรรม แบบทดสอบ 2. กิจกรรม Active Learning หมายถึงกระบวนการจัดการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นตาม แนวคิดการ สร6างสรรคgทางปäญญา (Constructivism) ที่เน6นพฤติกรรมการเรียนร6ูของผู6เรียนเป~น สําคัญเพื่อชCวยให6ผู6เรียนสามารถเชื่อมโยงความร6ูหรือสร6างความร6ูให6เกิดขึ้นในตนเองด6วยการลงมือ ปฏิบัติจริง ผCานสื่อหรือกิจกรรมการเรียนร6ูที่มีครูผ6ูสอนเป~นผ6ูแนะนํากระตุ6นหรืออํานวยความสะดวก ให6ผู6เรียนเกิดการเรียนร6ูขึ้นโดยกระบวนการคิดขั้นสงู กลCาวคือผู6เรียนมีการวิเคราะหg สังเคราะหgและ การประเมินคCาจากสิ่งที่ได6รับจากกิจกรรมการเรียนร6ูทําให6การเรียนร6ูเป~นไปอยCางมีความหมายและ นําไปใช6ในสถานการณgอื่นๆได6อยCางมีประสิทธิภาพ 3. TANOD MODEL หมายถึง เป~นรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู6ที่ยึดหลักตาม Active Learning โดยเน6นให6ครูผู6สอนและผู6เรียนตCางมีสCวนรCวมในกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการ T = Teaching with Technology คือ การนำเทคโนโลยีมาใช6ในการจัดการเรียนการสอน เชCน สื่อการสอน เกมสg ใบงาน แอพพลิเคชั่นตCางๆและเว็บไซตgตCางๆ มาใช6ในกระบวนการสอน เพื่อ อำนวยความสะดวกให6แกCครูผู6สอน กระตุ6นความสนใจให6แกCผู6เรียนเกิดสนุกสนานในการเรียน A = Active learning คือ กระบวนการจัดการเรียนรู6ที่เน6นกระบวนการเรียนรู6มากกวCา เนื้อหาวิชา เพื่อชCวยให6ผู6เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู6 หรือสร6างความรู6ให6เกิดขึ้นในตนเอง ด6วยการลง มือปฏิบัติจริงผCานสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู6 ที่มีครูผู6สอนเป~นผู6แนะนำ กระตุ6น หรืออำนวยความ สะดวก ให6ผู6เรียนเกิดการเรียนรู6ขึ้น ได6อยCางมีประสิทธิภาพ N = Network partner คือ การมีสCวนรCวมจากภาคีเครือขCาย คือ ปราชญgท6องถิ่น ผู6มีความรู6 เกี่ยวกับตาลโตนด มาให6ความรู6ความเข6าใจเกี่ยวกับตาลโตนดแกCนักเรียน O = objective คือ การเรียนการสอนบรรลุตามเปãาหมายที่ตั้งไว6 ผCานการเรียนการสอนการ จัดกิจกรรมที่หลากหลายสCงผลให6เกิดการพัฒนาที่บรรลุตามจุดประสงคgที่ตั้งไว6 D = Develop English speaking skill คือ นักเรียนเกิดการพัฒนาตนเองในด6านทักษะการ พูดภาษาอังกฤษ จากการจัดการเรียนการสอน และได6รับพัฒนาจากหลากหลายกิจกรรมจนสามารถ พัฒนาทักษะการพูดได6ตามวัตถุประสงคgที่ตั้งไว6 4. ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ หมายถึง ความสามารถด6านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โดยพิจารณาจากคะแนนสอบของนักเรียนที่ได6จากแบบทดสอบการพูดเพื่อวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาอังกฤษ กCอนและหลังเรียนการใช6นวัตกรรม


6 5. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม หมายถึง เกณฑgที่ใช6พิจารณาชุดกิจกรรมการเรียนร6ูแบบ Active Learning โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL สําหรับนักเรียนชั้นประถมสึกษาปnที่ 5 ของ โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน ที่ผู6วิจัยสร6างขึ้นเมื่อผCานการนําไปใช6จัดกิจกรรมการเรียนร6ูทําให6ผู6เรียน เกิดการเรียนร6ูตามจุดประสงคgโดยพิจารณาจากเกณฑg85/85 85 ตัวแรก หมายถึง ร6อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่ได6จากการทํากิจกรรมระหวCางเรียนในชุด กิจกรรมการเรียนร6ูแบบ Active Learning โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL สําหรับนักเรียน ประถมศึกษาปnที่ 5 คิดเป~นร6อยละ 85 ขึ้นไป 85 ตัวหลัง หมายถึง ร6อยละของคะแนนเฉลี่ยที่ได6จากการทําแบบทดสอบวัดคามสามารถใน เรียนสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 หลังเรียนคิดเป~นร6อยละ 80 ขึ้นไป กรอบแนวคิดจากการวิจัย แนวทางการสอน การพูดภาษาอังกฤษ ทฤษฎีการสอน ภาษาอังกฤษ รูปแบบการสอน Active learning นวัตกรรม TANOD MODEL เพื่อพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษ 1.ทักษะการพูด 2.ความพึงพอใจ


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข5อง การศึกษาเอกสารงานวิจัย ทฤษฎีที่เกี่ยวข6องมีวัตถุประสงคgเพื่อพิจารณารวบรวมแนวคิดทาง ทฤษฎี ข6อมูลบริบท พื้นที่ศึกษา และงานวิจัยที่เกี่ยวข6อง จากหนังสือ วารสาร วิทยานิพนธgเอกสาร ทางวิชาการตCางๆรวมทั้งจากระบบสืบค6นทางอินเทอรgเน็ต เพื่อนำมากำหนดกรอบแนวคิดและวิธีการ ศึกษาวิจัยครั้งนี้สรุปประเด็นการทบทวนวรรณกรรมได6ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 ความสำคัญ 1.2 วิสัยทัศนg 1.3 คุณภาพผู6เรียนชCวงชั้นที่ 2 (จบชั้นประถมศึกษาปnที่ 6) 1.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู6กลุCมสาระภาษาตCางประเทศ (ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปnที่ 5) 2. การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู6ภาษาอังกฤษ 2.2 การจัดการเรียนรู6ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 2.3 หลักการจัดกิจกรรมการพูด 3. การเรียนร6ูแบบกระตือรือร6น (Active Learning) 3.1 ความหมายของการเรียนร6ูแบบกระตือรือร6น (Active Learning) 3.2 แนวทางการจัดการเรียนร6ูแบบกระตือรือร6น (Active Learning) 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู6 4.1 ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู6 4.2 แนวคิด ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข6องกับการสร6างชุดกิจกรรมการ. เรียนรู6 4.3 องคgประกอบของชุดกิจกรรม 4.4 ประโยชนgของชุดกิจกรรม 5. ข6อมูลทั่วไปเกี่ยวตาลโตนดเมืองเพชรบุรี 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข6อง


8 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ:มสาระการเรียนรู5ภาษาต:างประเทศ กลุCมสาระการเรียนรู6ภาษาตCางประเทศตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได6ระบุความสำคัญ วิสัยทัศนg คุณภาพผู6เรียน สาระและ มาตรฐานการเรียนรู6 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน6า 220- 243) สรุปได6ดังนี้ 1.1 ความสำคัญ ในโลกปäจจุบันการเรียนรู6ภาษาตCางประเทศมีความสำคัญและจำเป~นอยCางยิ่งใน ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป~นเครื่องมือสำคัญในการติดตCอสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู6 การ ประกอบอาชีพ การสร6างความเข6าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศนgของชุมชนโลกและตระหนักถึง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความรCวมมือกับประเทศตCางๆ ชCวยพัฒนาผู6เรียนให6มีความเข6าใจตนเองและผู6อื่นดีขึ้น เรียนรู6และเข6าใจความแตกตCางของภาษาและ วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีการคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีตCอ การใช6ภาษาตCางประเทศ และใช6ภาษาตCางประเทศเพื่อการสื่อสารได6 รวมทั้งเข6าถึงองคgความรู6ตCางๆ ได6งCายและกว6างขึ้น และมีวิสัยทัศนgในการดำเนินชีวิต ภาษาตCางประเทศที่เป~นสาระการเรียนรู6พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให6เรียนตลอด หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ สCวน ภาษาตCางประเทศอื่นๆ เชCน ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุüน อาหรับ บาลี และกลุCมประเทศเพื่อน บ6านหรือภาษาอื่นๆ ให6อยูCในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู6ตามความ เหมาะสม 1.2 วิสัยทัศนO กลุCมสาระการเรียนรู6ภาษาตCางประเทศมุCงหวังให6ผู6เรียนมีเจตคติที่ดีตCอ ภาษาตCางประเทศ สามารถใช6ภาษาตCางประเทศในการสื่อสารในสถานการณgตCางๆ แสวงหาความรู6 ประกอบอาชีพและศึกษาตCอในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู6ความเข6าใจ ในเรื่องราวและวัฒนธรรม อันหลากหลายของประชาคมโลก และสามารถถCายทอดความคิด และวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได6 อยCางสร6างสรรคg 1.3 คุณภาพผู5เรียนช:วงชั้นที่ 2 (จบชั้นประถมศึกษาปdที่ 6) 3.1 ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร6อง และคำแนะนำที่ฟäงและอCาน อCานออกเสียงประโยค ข6อความ นิทาน และบทกลอนสั้นๆถูกต6องตามหลักการอCาน เลือก/ระบุประโยคและข6อความตรงตาม ความหมายของสัญลักษณgหรือเครื่องหมายที่อCานบอกใจความสำคัญตอบคำถามจากการฟäง และอCาน บทสนทนา นิทานงCายๆ และเรื่องเลCา 3.2 พูด/เขียนโต6ตอบในการสื่อสารระหวCางบุคคลใช6คำสั่ง คำขอร6องและให6 คำแนะนำ พูด/เขียนแสดงความต6องการ ขอความชCวยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธ การให6ความ


9 ชCวยเหลือในสถานการณgงCายๆ พูดและเขียนเพื่อขอและให6ข6อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และ เรื่องใกล6ตัว พูด/เขียน แสดงความรู6สึกเกี่ยวกับเรื่องตCางๆ ใกล6ตัว กิจกรรมตCางๆ พร6อมทั้งให6เหตุผล สั้นๆประกอบ 3.3 พูด/เขียนให6ข6อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และสิ่งแวดล6อมใกล6ตัว เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิและตารางแสดงข6อมูลตCาง ๆ ที่ฟäงและอCาน พูด/เขียนแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องตCาง ๆ ใกล6ตัว 3.4 ใช6ถ6อยคำ น้ำเสียง และกิริยาทCาทางอยCางสุภาพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ6าของภาษา ให6ข6อมูลเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำคัญ/ งานฉลอง/ชีวิตความเป~นอยูC ของเจ6าของภาษา เข6ารCวมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม ตามความสนใจ 3.5 บอกความเหมือน/ความแตกตCางระหวCางการออกเสียงประโยคชนิดตCางๆ การ ใช6เครื่องหมายวรรคตอนและการลำดับคำตามโครงสร6างประโยคของภาษาตCางประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบความเหมือน/ความแตกตCางระหวCาง เทศกาล งานฉลองและประเพณีของเจ6าของภาษา กับของไทย 3.6 ค6นคว6า รวบรวมคำศัพทgที่เกี่ยวข6องกับกลุCมสาระการเรียนรู6อื่นจากแหลCงการ เรียนรู6และนำเสนอด6วยการพูด/การเขียน 3.7 ใช6ภาษาสื่อสารในสถานการณgตCาง ๆ ที่เกิดขึ้นในห6องเรียนและ สถานศึกษา 3.8 ใช6ภาษาตCางประเทศในการสืบค6นและรวบรวมข6อมูลตCาง ๆ 3.9 มีทักษะการใช6ภาษาตCางประเทศ (เน6นการฟäง-พูด-อCาน-เขียน) สื่อสารตามหัว เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล6อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาวCางและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย และลมฟãาอากาศ ภายในวงคำศัพทgประมาณ 1,050-1,200 คำ (คำศัพทgที่เป~นรูปธรรมและนามธรรม) 3.10 ใช6ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound Sentences) สื่อความหมาย ตามบริบทตCางๆ 1.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู5กลุ:มสาระภาษาต:างประเทศ (ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปdที่ 5) 4.1 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช6ภาษาตCางประเทศในการฟäงพูด-อCานเขียน แลกเปลี่ยนข6อมูลขCาวสาร แสดงความรู6สึกและความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข6อมูลความคิดรวบ ยอดและความคิดเห็นในเรื่องตCางๆ และสร6างความสัมพันธgระหวCางบุคคลอยCางเหมาะสม มาตรฐาน ต 1.1 เข6าใจและตีความเรื่องที่ฟäงและอCานจากสื่อประเภทตCางๆ และ แสดงความคิดเห็นอยCางมีเหตุผล 1) ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร6อง และคำแนะนำ (instructions) งCายๆที่ฟäง หรืออCาน


10 2) อCานออกเสียงคำ สะกดคำ อCานกลุCมคำประโยค ข6อความงCายๆ และบท พูดเข6าจังหวะถูกต6องตามหลักการอCาน 3) เลือก/ระบุภาพหรือสัญลักษณgหรือเครื่องหมายตรง ตามความหมาย ของประโยคและข6อความสั้นๆ ที่ฟäง หรืออCาน 4) ตอบคำถามจากการฟäงและอCานประโยค บทสนทนา และนิทานงCายๆ มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยน ข6อมูลขCาวสาร แสดงความรู6สึกและความคิดเห็นอยCางมีประสิทธิภาพ 1) พูด/เขียนโต6ตอบในการสื่อสารระหวCางบุคคล 2) ใช6คำสั่ง คำขอร6อง และคำขออนุญาตงCายๆ 3) พูด/เขียนแสดงความต6องการของตนเองและขอความชCวยเหลือใน สถานการณgงCายๆ 4) พูด/เขียนเพื่อขอและให6ข6อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อนและครอบครัว 5) พูดแสดงความรู6สึกของตนเองเกี่ยวกับเรื่องตCางๆ ใกล6ตัวกิจกรรมตCางๆ ตามแบบที่ฟäง มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข6อมูลขCาวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง ตCางๆ โดยการพูดและการเขียน 1) พูด/เขียนให6ข6อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องใกล6ตัว 2) พูด/วาดภาพแสดงความสัมพันธgของสิ่งตCางๆ ใกล6ตัวตามที่ฟäงหรืออCาน 3) พูดแสดงความคิดเห็นงCายๆ เกี่ยวกับเรื่องตCางๆ ใกล6ตัว 4.2 สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม การใช6ภาษาตCางประเทศ ตามวัฒนธรรมของ เจ6าของภาษา ความสัมพันธg ความเหมือนและความแตกตCางระหวCาง ภาษากับวัฒนธรรมของเจ6าของ ภาษา ภาษาและวัฒนธรรมของเจ6าของภาษากับวัฒนธรรม ไทย และนำไปใช6อยCางเหมาะสม มาตรฐาน ต 2.1 เข6าใจความสัมพันธgระหวCางภาษากับวัฒนธรรมของเจ6าของภาษา และนำไปใช6ได6อยCางเหมาะสมกับกาลเทศะ 1) พูดและทำทCาประกอบอยCางสุภาพตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของ เจ6าของภาษา 2) ตอบคำถามเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำคัญ/งานฉลองและชีวิตความเป~นอยูC งCายๆ ของเจ6าของภาษา 3) เข6ารCวมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย มาตรฐาน ต 2.2 เข6าใจความเหมือนและความแตกตCางระหวCางภาษาและวัฒนธรรม ของเจ6าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทยและนำมาใช6อยCางถูกต6องและเหมาะสม


11 1) บอกความแตกตCางของเสียง ตัวอักษร คำ กลุCมคำ ประโยคและข6อความ ของภาษาตCางประเทศและภาษาไทย 2) บอกความเหมือน/ความแตกตCาง ระหวCางเทศกาล และงานฉลองตาม วัฒนธรรมของเจ6าของภาษากับของไทย 4.3 สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธgกับกลุCมสาระการเรียนรู6อื่น การใช6 ภาษาตCางประเทศในการเชื่อมโยงความรู6กับกลุCมสาระการเรียนรู6อื่น เป~นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู6และเปîดโลกทัศนgของตน มาตรฐาน ต 3.1 ใช6ภาษาตCางประเทศในการเชื่อมโยงความรู6กับกลุCมสาระการเรียนรู6 อื่น และเป~นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู6และเปîดโลกทัศนgของตน 1) ค6นคว6า รวบรวมคำศัพทgที่เกี่ยวข6องกับกลุCมสาระการเรียนรู6อื่นและ นำเสนอด6วยการพูด/การเขียน 4.4 สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธgกับชุมชนและโลก การใช6ภาษาตCางประเทศใน สถานการณgตCาง ๆ ทั้งในห6องเรียนและนอกห6องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป~นเครื่องมือพื้นฐานใน การศึกษาตCอ ประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู6กับสังคมโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช6ภาษาตCางประเทศในสถานการณgตCางๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม 1) ฟäงและพูด/อCานในสถานการณgที่เกิดขึ้นในห6องเรียนและสถานศึกษา มาตรฐาน ต 4.2 ใช6ภาษาตCางประเทศเป~นเครื่องมือพื้นฐาน ในการศึกษาตCอ การ ประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู6กับสังคมโลก 1) ใช6ภาษาตCางประเทศในการสืบค6นและรวบรวมข6อมูลตCางๆ สรุปได5ว:า ภาษาตCางประเทศก็นับเป~นสิ่งสำคัญที่นักเรียนจำเป~นต6องศึกษาโดยมีการบรรจุ ภาษาตCางประเทศไว6ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว6อยCางชัดเจนซึ่ง ภาษาตCางประเทศที่สำคัญและจำเป~นที่สุด ก็คือภาษาอังกฤษซึ่งมีจุดประสงคgเพื่อให6นักเรียนสามารถ ฟäง พูด อCาน และเขียนภาษาอังกฤษได6ตามระดับความสามารถที่เหมาะสมของนักเรียน 2. การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนรู6ภาษาอังกฤษในปäจจุบัน เน6นการสื่อสารที่เริ่มจากการฟäงตามด6วยการพูด การอCาน และการเขียนตามลำดับ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู6ภาษาอังกฤษควรคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู6 ภาษา กระบวนการเรียนการสอนควรมีลักษณะเป~นการเรียนรู6ตามธรรมชาติที่ใกล6เคียงกับการเรียนรู6 ภาษาแรกคือภาษาไทย ที่เริ่มจากการเรียนรู6 จากการฟäงและเชื่อมโยงเสียงกับภาษาเพื่อสร6างความ เข6าใจ แล6วจึงนำไปสูC


12 การเลียนเสียง คือ การพูดและนำไปสูCการอCานและการเขียนในที่สุด การจัดการเรียนการสอนควรเป~น การสอนเพื่อการสื่อสารอยCางแท6จริง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2557, หน6า 3) 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู5ภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนรู6ภาษาอังกฤษมีหลักการแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนซึ่งผู6สอนควรทำ ความเข6าใจเพื่อนำมาใช6ในการเรียนการสอน ดังนี้ กรมวิชาการ (2544, หน6า 10) ได6กำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตาม หลักสูตร โดยมุCงให6ผู6เรียนมีความสามารถในการสื่อสารควบคูCกัน 2 ด6าน คือ ความสามารถในการใช6 ภาษาเพื่อเข6าสูCสังคมและวัฒนธรรมและความสามารถในการใช6ภาษาเพื่อการสื่อสาร สื่อความได6อยCาง ถูกต6องตามหลักภาษาและเหมาะกับสถานการณg ดังนี้ 1) จัดการเรียนการสอนโดยเน6นผู6เรียนเป~นสำคัญ 2) การจัดการเรียนการสอนภาษาด6วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายฝ|กการสื่อสารด6วย สถานการณgตCางๆ เพื่อให6ผู6เรียนสามารถใช6ภาษาในสถานการณgจริง 3) จัดให6ผู6เรียนได6ฝ|กฝนการสื่อสารด6วยการฟäง การพูด ในระดับเตรียมความพร6อม เพิ่มเติม การฝ|กฝนการสื่อสารด6วยการอCานและการเขียน และการเขียนสะกดคำในระดับอCานออกเสียงได6และ ฝ|กฝนในการสื่อสารและการรับสารด6วยการฟäง พูดอCานและเขียนในการเรียนภาษาอังกฤษระดับ มาตรฐานพื้นฐานตอนต6น สันติรักษg ลุสีดา (2552, หน6า 20) กลCาววCา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ควรเป~นสถานการณgที่ผู6เรียนนำภาษาไปใช6ได6ในชีวิตประจำวันและเกี่ยวข6องกับตัวผู6เรียน กิจกรรมที่ จัดควรเป~นที่นCาสนใจเป~นกิจกรรมที่มีความหมายและสนุกสนาน สถานการณgในบทเรียนสามารถ เกิดขึ้นได6จริง ปริญญา เกษประสิทธิ์ (2550, หน6า 19) กลCาววCา การเรียนรู6ที่ผู6เรียนเป~นตัวตั้งหรือยึดผู6เรียน สำคัญที่สุด เป~นการเรียนรู6ในสถานการณgจริง ซึ่งแตCละคนไมCเหมือนกัน จึงต6องเอาผู6เรียนแตCละคนเป~น ตัวตั้ง ครูจัดให6นักเรียนได6เรียนรู6จากประสบการณgกิจกรรมและการทำงานอันไปสูCการพัฒนาผู6เรียน ครบทุกด6านทั้งทางกายและทางจิตใจ สรุปได5ว:า การจัดการเรียนรู6ภาษาอังกฤษ ไมCได6เป~นการเรียนเพื่อรู6ภาษาอยCางเดียวแตCเป~น การเรียนเพื่อให6สามารถใช6ภาษาเป~นเครื่องมือในการติดตCอสื่อสารได6 ซึ่งผู6สอนมีความสำคัญในการ พัฒนาคุณภาพผู6เรียน ซึ่งผู6สอนจะต6องมีความรู6ความสามารถในการจัดการเรียนรู6ได6อยCางเหมาะสม และต6องรู6ถึงผู6เรียนแตCละคนเชื่อมโยงความรู6ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให6ผู6เรียนมีความสามารถ ในการเรียนการสอนภาษา


13 2.2 การจัดการเรียนรู5ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ความหมายของการพูด นักการศึกษาหลายๆ ทCาน ได6กลCาวถึงความหมายของการพูดไว6 ดังนี้ พรสวรรคg สีปãอ (2550, หน6า 163) ได6ให6ความหมายวCา การพูด คือการปฏิสัมพันธgระหวCาง บุคคลในสังคมเป~นการสื่อสารทางวาจาของคนตั้งแตCสองคนขึ้นไป ตCางฝüายตCางมีจุดประสงคgที่จะสื่อ ความหมายของตัวเองและตCางฝüายก็ต6องตีความสิ่งที่ตนเองได6ฟäง ดังนั้นจุดประสงคgของทักษะการพูด คือ สามารถสื่อสารได6อยCางมีประสิทธิภาพต6องสามารถพูดให6ผู6อื่นเข6าใจ หลีกเลี่ยงการทำให6ผู6ฟäงสับสน เนื่องจากการออกเสียงผิดไวยากรณgใช6คำผิดหรือไมCเหมาะสม นอกจากนั้นยังต6องพูดให6เหมาะสมกับ สังคมและวัฒนธรรมด6วย ปาริชาต เตชะ (2553, หน6า 13) ได6สรุปความหมายของการพูดไว6วCาการพูด หมายถึง กระบวนการถCายทอดความรู6 ความรู6สึก ความคิด ความต6องการ ด6วยเสียงภาษา อากัปกริยาไปยังผู6ฟäง เพื่อให6เกิดความเข6าใจตามวัตถุประสงคgที่ตั้ง เกศสุดา ปงลังกา (2550, น. 9) ได6กลCาววCากิจกรรมการสอนทักษะการพูดมีความสำคัญใน การพัฒนา ความสามารถด6านการพูดของนักเรียน ครูสามารถสร6างสถานการณgให6นักเรียนได6มีโอกาส ฝ|กพูดในสถานการณgตCาง ๆ ท าให6นักเรียนเกิด ความคลCองแคลCวในการใช6ภาษา ซึ่งเป~นปäจจัยที่ชCวย ให6นักเรียน พัฒนาความสามารถในการสื่อสาร นอกจากนี้ยังเป~นการสร6าง แรงจูงใจให6กับนักเรียนใน การเรียนรู6ภาษาอยCางเป~นธรรมชาติอีกด6วย สรุปไว5ว:า การพูด หมายถึง การพูดจะมีประสิทธิภาพหรือประสบความสำเร็จได6ดังนั้น ผู6พูด จะต6องสามารถใช6สำเนียง และถ6อยคำที่มีความถูกต6อง อีกทั้งสามารถใช6ภาษาทCาทางให6สอดคล6อง เหมาะสม กับจุดประสงคgหรือเจตนาในการพูดโดยใช6คำพูดที่เหมาะสมกับเหตุการณgหรือบุคคลที่ เกี่ยวข6องกับสถานการณgนั้นๆ ดังนั้นในการพัฒนาทักษะการพูด การสอนและกิจกรรมการสอนจึงมี สCวนสำคัญอยCางยิ่งในการสนับสนุนและเปîดโอกาสให6ผู6เรียนได6ฝ|กทักษะ 2.3 หลักการจัดกิจกรรมการพูด นักการศึกษาหลายๆ ทCานได6กลCาวถึงการจัดกิจกรรมการสอนพูด ไว6ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2557, หน6า 49) ได6เสนอขั้นตอนใน การจัดกิจกรรมการสอนทักษะการพดูภาษาอังกฤษ ดังนี้ 1) ขั้นบอกจุดประสงคgและขั้นเสนอเนื้อหา ครูควรจะบอกให6นักเรียนรู6ถึงสิ่งที่จะ เรียนโดยการตั้งคำถาม เลCาเรื่อง หรือใช6สื่อตCางๆ ชCวงหลังจากนำเสนอ เนื้อหา ซึ่งอยูCในรูปบริบท ครู จะต6องให6นักเรียนสังเกตลักษณะของภาษา ความหมายของข6อความที่จะพูด เชCน ผู6พูดเป~นใคร พูด เกี่ยวกับอะไร สถานที่พูด และจุดประสงคgในการพูด


14 2) ขั้นการฝ|ก การฝ|กจะกระทำทันทีหลังจากเสนอเนื้อหาอาจฝ|กพูดพร6อมๆกัน หรือ เป~นคูCโดยการฝ|กเริ่มจากการฝ|กโดยมีกรอบหรือการควบคุม ตCอมาก็ลดการควบคุมลงจนนักเรียน สามารถใช6ภาษาได6 3) ขั้นนำไปใช6เป~นขั้นตอนที่นำความรู6ที่ได6มาใช6ในรูปแบบการใช6ภาษาอิสระ ใกล6เคียงกับสถานการณgที่เป~นจริง เชCน การทำบทบาทสมมติ การนำเสนอ การสาธิต เป~นต6น Scott (1981, p. 70) เสนอขั้นตอนจัดกิจกรรมการสอนทักษะ การพูดไว6ดังนี้ 1) ขั้นบอกวัตถุประสงคg ผู6สอนควรบอกให6ผู6เรียนรู6ถึงสิ่งที่จะเรียน 2) ขั้นเสนอเนื้อหา การเสนอเนื้อหาควรจะอยูCในรูปบริบท ผู6สอนต6องให6ผู6เรียน สังเกตลักษณะของภาษา ความหมายของข6อความที่จะพูด ซึ่งจะต6อง ขึ้นกับบริบท 3) ขั้นการฝ|กและการถCายโอน การฝ|กจะกระทำทันทีหลังจาก เสนอเนื้อหา อาจจะ ฝ|กพูดพร6อมๆกันหรือเป~นคูC ผู6สอนควรให6ผู6ฟäงได6ยินได6ฟäงสำนวนภาษาหลายๆ แบบและเป~นสำนวนที่ เจ6าของภาษาใช6จริงและควรสCงเสริมให6ผู6เรียนได6ใช6ภาษาอยCางอิสระใกล6เคียงกับสถานการณgที่เป~นจริง สรุปได5ว:า การจัดกิจกรรมการพูดควรมีการบอกวัตถุประสงคgของเนื้อหา มีการฝ|กพูดและ การถCายโอนเพื่อให6ผู6เรียนสามารถพูดภาษาอังกฤษด6วยความเข6าใจ ทั้งนี้ครูมีหน6าที่ชCวยเหลือแนะนำ และควรคำนึงวCาผู6พูดสามารถพูดให6ผู6ฟäงเข6าใจสิ่งที่ตนต6องการจะสื่อสารหรือไมC ถ6าผู6ฟäงเข6าใจได6ดีก็ แสดงวCาผู6พูดเป~นผู6ที่สามารถใช6ภาษาอังกฤษสื่อสารได6 ถึงแม6วCาจะพูดผิดไวยากรณgหรือใช6คำศัพทgผิด ไปบ6างก็ตาม 3. การเรียนร5ูแบบกระตือรือร5น (Active Learning) 3.1 ความหมายการเรียนร5ูแบบกระตือรือร5น การเรียนรู6แบบกระตือรือร6นเป~นการเรียนรู6ที่เน6นด6านพฤติกรรมการเรียนรู6ของผู6เรียนเป~น สำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกตCางระหวCางบุคคล ความสนใจรวมถึงความถนัดของผู6เรียนทำให6ได6ลง มือปฏิบัติมีโอกาสในการคิดและตัดสินใจในการทำกิจกรรมตCางๆ เกี่ยวกับการพูด (talk) การฟäง (listen) การอCาน (read) การเขียน (write) การสะท6อน (reflect) แนวความคิดและความรู6ที่ได6รับไป แล6วการแก6ปäญหาและการมีปฏิสัมพันธgทางสังคม จากผู6สอนสร6างสถานการณgกระตุ6นเป~นแรงหนุน และอำนวยความสะดวก ปรีชาญ เดชศรี(2545 : 53) สรุปวCา การเรียนรู6แบบกระตือรือร6น หมายถึง การจัดการเรียน การสอนที่มีกิจกรรมให6นักเรียนได6ลงมือปฏิบัติทั้งในเชิงทักษะตCางๆ เชCน การทดลอง การสำรวจ ตรวจสอบและการปฏิบัติเพื่อพัฒนาเชาวนgปäญญา วิเคราะหgวิจารณgหรือการตัดสินใจเรื่องตCางๆ เพื่อ แทนที่การเรียนการสอนที่ครูบอกเลCาให6นักเรียนได6ฟäงเพียงด6านเดียว ศิริพร มโนพิเชษฐวัฒนา (2547 : 27) สรุปวCา การเรียนรู6แบบกระตือรือร6นเป~นการเรียนรู6ที่ ผู6เรียนได6มีบทบาทในการรับผิดชอบตCอการเรียนรู6ของตนเองอยCางกระปรี้กระเปรCา โดยการลงมือทำ


15 และคิดสิ่งที่ตนกำลังกระทำ จากข6อมูลหรือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ได6รับผCานทางการอCาน พูด ฟäง คิด เขียน อภิปราย แก6ปäญหาและมีปฏิสัมพันธgทางสังคมเพื่อทดแทนการสอนแบบบรรยายจาก แนวคิดการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นซึ่งเน6นให6ผู6เรียนได6รับประสบการณgตรงจากการที่ผู6เรียนได6ทำ กิจกรรมตCางๆ มีโอกาสคิดแก6ปäญหาด6วยตนเองตลอดจนการมีปฏิสัมพันธgระหวCางผู6เรียนและผู6สอน รวมถึงการให6ผู6เรียนได6มีโอกาสฝ|กฝนและทำซ้ำบCอยๆ ทำให6รู6ความมสามารถและศักยภาพของตนเอง ซึ่งนำไปสูCการพัฒนาขีดความสามารถในการจัดการและการสร6างแรงจูงใจให6ตนเองได6ประสบ ความสำเร็จในการเรียนรู6และเป~นความรู6ที่ยั่งยืนจากธรรมชาติของการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นมุCงเน6น ให6ผู6เรียนมีสCวนรCวมในบทบาทการเรียนรู6ของตนเองเป~นสำคัญและมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่ หลากหลายเพื่อชCวยให6ผู6เรียนได6พัฒนาตนเองเกิดความคิดสร6างสรรคgในการพัฒนาความรู6ความเข6าใจ และทักษะตCางๆ สรุปได5ว:า กิจกรรมการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นเป~นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน6น ผู6เรียนเป~นสำคัญโดยผู6เรียนจะต6องควบคุมการเรียนรู6ด6วยตนเองในการลงมือปฏิบัติกิจกรรมตCางๆ ทำ ให6มีโอกาสคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับการพูด การฟäง การอCาน การเขียนการสะท6อนแนวความคิดและ ความรู6ที่ได6รับจากการมีปฏิสัมพันธgกับเพื่อนและผู6สอนตลอดจนมีการทบทวนความรู6และซักซ6อมการ ตอบ 3.2 แนวทางการจัดการเรียนร5ูแบบกระตือรือร5น ไผท สิทธิสุนทร (2543 : 24 -27) ได6กลCาวถึง บทบาทของผู6เรียนและผู6สอนที่จะสCงเสริมการ เรียนรู6แบบกระตือรือร6นให6ดำเนินไปด6วยดีไว6ดังนี้ผู6สอนต6องยอมรับฟäงความคิดเห็นของผู6เรียนและ ค6นหาสิ่งที่ผู6เรียนสนใจเรียนรู6สCวนผู6เรียนต6องมีสCวนรCวมอยCางเต็มที่ในกระบวนการเรียนรู6การเผชิญ ปäญหาจากประสบการณgจริงและรCวมประเมินตนเอง นอกจากนี้พฤติกรรมของผู6เรียนที่สามารถ ตรวจสอบได6วCาเป~นผู6มีสCวนรCวมในการเรียนรู6อยCางกระตือรือร6นและสร6างการเรียนรู6ของตนเอง อีเวลลg(Ewell. 1997 : 6) ได6สรุปไว6ดังนี้ (1) ตอบสนองตCอการเรียนรู6 เกี่ยวข6องผูกพันและมีสCวนรCวมอยCางกระตือรือร6น (Active participant) กับกิจกรรมการเรียนการสอน (2) มีความคิดริเริ่มสร6างสรรคgพร6อมที่จะนำเสนอทางแก6ปäญหาและสร6างความสัมพันธg ระหวCางสิ่งที่เรียนรู6มาแล6วกับสภาพแวดล6อมใหมC (3) มุCงมั่นกับการเรียนรู6สามารถประยุกตgใช6สิ่งที่เรียนรู6ในสถานการณgที่กำหนด (4) แสดงพฤติกรรมการสร6างความรู6ด6วยตนเอง มนัส บุญประกอบและคณะ (2543 : 12 - 13) กลCาววCา บทบาทผู6เรียนที่จะกCอให6เกิดการ เรียนรู6ที่กระตือรือร6น ไว6ดังนี้ (1) มีสCวนรCวมและผูกพันกับการเรียนรู6 (2) ตัดสินใจเกี่ยวกับผลลัพธgของงาน


16 (3) มีความรู6สึกเป~นเจ6าของผลงานตนเอง (4) ได6ทดสอบแนวความคิดของตนเองอย่ำงสม่ำเสมอ (5) ได6วางแผนและออกแบบการทดลองของตนเอง (6) ได6รายงานผลงานตCอเพื่อนรCวมชั้นเรียน (7) ได6ประเมินผลงานของตนเอง (8) มีสCวนรCวมในการแก6ปäญหาด6วยตนเอง (9) อภิปรายและมีการปฏิสัมพันธgในกลุCมอยCางมีเปãาหมาย (10) สะท6อนผลงานและสร6างแนวคิดใหมCๆ ในขณะเดียวกัน หากต6องการให6ผู6เรียนแสดงบทบาทมีสCวนรCวมในการเรียนรู6แบบ กระตือรือร6น ผู6สอนจะต6องกระตุ6นความรับผิดชอบตCอการเรียนรู6ของผู6เรียน ให6ผู6เรียนได6คิดด6วย ตนเอง ตลอดจนเสนอโอกาสในการเรียนรู6อยCางหลากหลายและเสนอกิจกรรมที่นำไปสูCสถานการณg การเรียนรู6แบบกระตือรือร6น จะพบวCาการจัดกิจกรรมการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นและการจัดการ เรียนรู6แบบปกติเหมือนกันตรงที่เน6นผู6เรียนเป~นสำคัญแตCบรุนเนอรgเชื่อวCาที่ผู6เรียนมีปฏิสัมพันธgกับ สิ่งแวดล6อมจะนำไปสูCการค6นพบการแก6ปäญหาซึ่งบรุนเนอรg เรียกวCา วิธีการเรียนรู6 โดยการค6นพบซึ่งมี ความแตกตCางจากการเรียนรู6ด6วยการสอบสืบ (Inquiry learning) ตรงที่การเรียนรู6โดยการค6นพบด6วย ตนเองผู6สอนเป~นผู6จัดสิ่งแวดล6อมและให6ข6อมูลตCางๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ต6องการให6ผู6เรียนได6เรียนรู6และ วัตถุประสงคgของบทเรียนพร6อมด6วยคำถามเพื่อให6ผู6เรียนค6นพบด6วยตนเอง สCวนการเรียนรู6ด6วยการ สอบสืบมีวัตถุประสงคgเพื่อให6ผู6เรียนสามารถชี้วCาปäญหาคืออะไร จากข6อมูลที่มีอยูCและหำวิธีวCาจะ แก6ปäญหาได6อยCางไรโดยใช6ข6อมูลที่มีอยูCในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นได6นำแนวคิด และทฤษฎีตCางๆ มาผสมผสานกัน ดังนี้ (1) ขั้นการนำเข6าสูCบทเรียน ครูกระตุ6นและเร6าความสนใจโดยทบทวนความรู6เดิมแจ6ง จุดประสงคgการเรียนรู6 สร6าง แรงจูงใจและแนะแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อนำไปสูCขั้นการสร6างประสบการณgในขั้นนี้ได6บูรณาการ ทฤษฎีการเรียนรู6 ของกานเยC ทฤษฎีการเรียนรู6 โดยการค6นพบของบรุนเนอรg ซึ่งทำให6นักเรียนได6ระลึก ถึงความรู6เดิมเพื่อใช6เป~นพื้นฐานของการเรียนเพื่อเตรียมพร6อมสำหรับเชื่อมโยงความรู6เกCากับความรู6 ใหมCที่กำลังจะเกิดขึ้น การแจ6งจุดประสงคgการเรียนรู6ของการเรียนในชั่วโมงนี้เพื่อจะได6เห็นประโยชนg และแนวทำงของกำรเรียนทำให6บรรลุตามเปãาหมายและสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนเพื่อสร6าง บรรยากาศในการเรียน สร6างแรงจูงใจให6กับนักเรียนทำให6กระตุ6นนักเรียนต6องการที่จะเรียนรู6ในขั้น ตCอไปการประเมินผล ผู6สอนจะประเมิน ผู6เรียนจากการตอบคำถามและการแสดงความคิดเห็น (2) ขั้นการสร6างประสบการณgนักเรียนลงมือทำกิจกรรมซึ่งทำให6เกิดกระบวนการคิดในการ แก6ปäญหาและรู6วCามีเนื้อหาอะไรระหวCางการทำกิจกรรมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรCวมกัน รับผิดชอบงานที่ได6รับมอบหมายโดยผู6สอนจัดกิจกรรมและอำนวยความสะดวกให6แกCนักเรียน ในขั้นนี้


17 มีการบูรณาการทฤษฎีพัฒนาการทางสติปäญญาของเพียเจตg ทฤษฎีการเรียนรู6ของกานเยCและทฤษฎี การสร6างความรู6ด6วยตนเอง สัมพันธgกันตรงที่นักเรียนได6ลงมือทำกิจกรรมการอCานที่กระตือรือร6น ได6แกC การเน6นคำ การเว6นคำ การตั้งคำถาม เป~นต6น การอภิปรายกลุCมยCอยและการทดลองรCวมกันเป~น กลุCม ทำให6นักเรียนได6สร6างความรู6ด6วยตนเองแตCอาจไมCสมบูรณgโดยครูมีใบงาน ซึ่งประกอบด6วยความรู6 และกิจกรรมในการแก6ปäญหาเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู6 ซึ่งสอดคล6องกับทฤษฎีการเรียนรู6 โดยการค6นพบของบรุนเนอรgซึ่งทำให6นักเรียนเกิดกระบวนการคิดมีปฏิสัมพันธgรCวมกัน แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและรCวมรับผิดชอบงานที่ได6รับมอบหมายการประเมินผล ครูจะประเมินนักเรียนโดยการ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในขณะทำกิจกรรมภายในกลุCม (3) ขั้นการแบCงปäนความรู6 นักเรียนจะได6แลกเปลี่ยนความรู6ปรับโครงสร6างความรู6และสรุป ความคิดรวบยอด โดยการนำเสนอหน6าชั้นเรียนในขั้นนี้ใช6ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปäญญาของบรุน เนอรgตรงที่ต6องเร6าความสนใจกระตุ6นให6นักเรียนรCวมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวCางกลุCมหน6าชั้น เรียนซึ่งสอดคล6องกับการบูรณาการทฤษฎีพัฒนาการทางสติปäญญาของเพียเจตgทฤษฎีการเรียนรู6ของ กานเยCและทฤษฎีการสร6างความรู6ด6วยตนเองตรงที่รCวมกันอภิปราย แสดงความคิดจนในที่สุดจะมีการ ปรับโครงสร6างและจัดระเบียบความรู6ใหมCและสามารถสร6างความรู6ด6วยตนเองได6อยCางสมบูรณgและเกิด เจตคติที่ดีตCอการเรียนรู6ภายใต6การอำนวยความสะดวกของครูในการชี้แนะแนวทางเพื่อนำไปสูCการ สร6างความรู6ด6วยตนเองการประเมินผล ครูจะประเมินนักเรียนโดยพิจารณาจากการแสดงความคิดเห็น ในกำรรCวมอภิปรายการตอบคำถามและการตรวจใบงานของนักเรียน (4) ขั้นการทบทวนความรู6 นักเรียนได6สะท6อนเกี่ยวกับความคิด ความรู6สึกของตนเองเป~นหลัก ภายใต6การจัดกิจกรรมและบรรยากาศของครูในขั้นนี้มีการบูรณาการทฤษฎีพัฒนาการทางสติปäญญา ของบรุนเนอรgและทฤษฎีการสร6างความรู6ด6วยตนเอง ตรงที่กระตุ6นและเร6าความสนใจด6วยการสนทนา ให6นักเรียนนำความรู6เกCาและความรู6ใหมCมาเชื่อมโยงทำให6ความรู6ที่ได6สมบูรณgและสอดคล6องกับทฤษฎี ของกานเยCตรงที่ครูให6นักเรียนได6ทบทวนการเรียนที่ผCานมาเพื่อสCงเสริมความแมCนยำและมีพฤติกรรม การเรียนรู6ที่ฝäงแนCน โดยจัดกิจกรรมกำรเขียนที่กระตือรือร6นได6แกC การเขียน หนังสือพิมพgการเขียน จดหมาย สถานการณgจำลอง บทบาทสมมติและการเขียนบันทึกประจำวันเป~นต6น เป~นผลให6เกิดเจต คติที่ดีและได6สะท6อนความคิด ความรู6สึกของตนเองตCอการเรียนรู6การประเมินผล ครูจะประเมิน นักเรียนโดยพิจารณาจากการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น การเขียนบันทึกประจำวันของ นักเรียน (5) ขั้นการนำไปใช6 ครูกระตุ6นให6นักเรียนแสดงความคิดเห็นวCาควรนำความรู6ไปใช6ใน ชีวิตประจำวันได6อยCางไรในขั้นนี้มีการบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู6 ของกานเยCและทฤษฎีการเรียนรู6 โดยการค6นพบของบรุนเนอรg ตรงที่กระตุ6นให6นักเรียนคิดและนำความรู6มาประยุกตgใช6ในชีวิตประจำวัน โดยครูตั้งคำถาม ถ6าเหตุการณgนี้เกิดขึ้นจริงนักเรียนจะแก6ปäญหาและนำความรู6มาใช6อยCางไรซึ่ง


18 สอดคล6องกับทฤษฎีการสร6างความรู6 ด6วยตนเองตรงที่ได6แสดงความคิดเห็นจากการนำไปใช6ในชีวิตจริง การประเมินผล ครูจะประเมินนักเรียนจากการตอบคำถามและการแสดงความคิดเห็น สรุปได5ว:า ผู6เรียนที่เรียนรู6ด6วยกิจกรรมการเรียนรู6แบบกระตือรือร6นจะต6องกำหนดแนวทางใน การเรียนรู6มีการกำหนดจุดมุCงหมายในการเรียนสามารถควบคุมการเรียนรู6ด6วยตนเอง (Self - regulated learner) จัดการกับตนเองและบริหารเวลาได6และมีแรงจูงใจภายในสามารถเปลี่ยนเจตคติ และความสนใจในวิชาความรู6ที่ตนเองต6องการศึกษา ได6เรียนรู6รCวมกับเพื่อนและสามารถมีปฏิสัมพันธg กับผู6สอนได6เป~นอยCางดีตลอดจนมีการทบทวนความรู6โดยมีผู6สอนเป~นผู6กระตุ6น ชี้แนะ รับฟäงความ คิดเห็นและเตรียมแหลCงเรียนรู6ให6กับผู6เรียนการเรียนรู6แบบกระตือรือร6น เป~นวิธีการที่มีความหมาย กว6างครอบคลุม วิธีการสอนหลากหลายเพื่อเปîดโอกาสให6ผู6สอนและผู6เรียนสูCสถานการณgการเรียนรู6 แบบกระตือรือร6นได6 โดยมีจุดเน6นอยูCที่กำรให6ผู6เรียนเป~นสำคัญและเกิดการเรียนรู6ด6วยตนเอง คำนึงถึง ความแตกตCางระหวCางบุคคล 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 4.1 ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 ชุดกิจกรรมเป~นนวัตกรรมทางการศึกษาอยCางหนึ่งที่รวบรวม สื่อ กระบวนการ และ กิจกรรมการเรียนรู6ตCางๆ เพื่อเป~นสื่อกลางระหวCางผู6สอนกับผู6เรียนให6เกิดการเรียนรู6แกCผู6เรียนตาม จุดประสงคgอยCางมีประสิทธิภาพจุดเดCนของชุดกิจกรรมการเรียนรู6 คือ สนองวัตถุประสงคgของ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เน6นการฝ|กทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณg และประยุกตgความรู6มาใช6ปãองกันและแก6ไขปäญหาทำให6สามารถแก6ปäญหาทางการศึกษาเกี่ยวกับการ เรียนการสอนได6เป~นการจัดกิจกรรมให6ผู6เรียนได6เรียนรู6จากประสบการณgจริง ฝ|กการปฏิบัติให6ทำได6 คิดเป~น ทำเป~น ใฝüรู6 ใฝüเรียนอยCางตCอเนื่องผสมผสานสาระการเรียนรู6ด6านตCางๆ อยCางได6สัดสCวนและ สมดุลกัน ปลูกฝäงคุณธรรมคCานิยมที่ดีงามและคุณลักษณะที่พึงประสงคgชุดกิจกรรมการเรียนรู6เป~น คำ ใหมCยังไมCมีนักการศึกษาทCานใดให6ความหมายไว6แตCมีผู6ให6ความหมายของคำบางคำที่มีลักษณะและ ความหมายใกล6เคียงกัน คือ ชุดการสอนหรือชุดการเรียนการสอน ชุดการสอนเป~นคำในภาษาอังกฤษ ที่เรียกชื่อตCางกันเชCน Learning Package Instruction Package หรือ Instruction Kits ซึ่งมีนักการ ศึกษาหลายทCาน ได6ให6ความหมายของชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมไว6ดังนี้ วรกิต วัดข6าวหลาม (2540 : 15) ชุดการสอน หมายถึง ชุดสื่อประสมที่ผลิตขึ้นมาอยCางมี ระบบมีความสมบูรณgเบ็ดเสร็จในตัวเองโดยมีความสัมพันธgสอดคล6องกับเนื้อหาวิชา ประสบการณgที่ สามารถนำไปใช6ในการเรียนการสอนเพื่อให6เกิดการเรียนรู6ได6อยCางมีประสิทธิภาพ วาสนา พรมสุรินทรg (2540 : 11) กลCาววCา ชุดการสอน หมายถึง การนำเอาสื่อการสอน หลายๆ อยCางมาสัมพันธgกันอยCางมีระบบเพื่อถCายทอดเนื้อหาสาระในลักษณะที่สื่อแตCละชนิดสCงเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันและบรรลุวัตถุประสงคgที่กำหนดไว6


19 สุนียg เหมะประสิทธิ์ (2543 : 2 – 3) กลCาววCา ชุดกิจกรรมเป~นสื่อแนวใหมCที่มุCงสนับสนุนการ ปฏิรูปการศึกษาไทย และการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู6สำหรับผู6สอนเป~นคูCมือเพื่อให6ครูใช6เป~น แนวทางในการดำเนินการจัดกิจกรรมและประสบการณgการเรียนรู6ให6แกCผู6เรียนได6อยCางมีประสิทธิภาพ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 91) ได6อธิบายวCา ชุดการสอนคือชุดการเรียนมาจากคำวCา Instructional Package หรือ Learning Package เดิมใช6คำวCาชุดการสอนเพราะเป~นสื่อที่ครู นำมาใช6ประกอบการสอน แตCมาแนวคิดในการยึดผู6เรียนเป~นศูนยgกลางมีอิทธิพลมากขึ้น การเรียนรู6ที่ ดีควรให6ผู6เรียนได6เรียนเอง จึงมีผู6นิยมเรียกชุดการสอนเป~นชุดการเรียนหรือชุดการเรียนการสอน สรุปได5ว:า ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรม คือ การนำเอาสื่อประสมที่มีการวางแผนการผลิต อยCางเป~นระบบและมีความสัมพันธgสอดคล6องกับเนื้อหาวิชามาใช6ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6ในแตCละ หนCวย เพื่อถCายทอดความรู6และประสบการณgแกCนักเรียนชCวยให6นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนรู6อยCางมีประสิทธิภาพซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู6รายงานจะเรียกวCา “ชุดกิจกรรมการ เรียนรู6” 4.2 แนวคิด ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข5องกับการสร5างชุดกิจกรรมการเรียนรู5 การปฏิรูปการศึกษา การประกาศใช6พระราชบัญญัติการศึกษาแหCงชาติ พ.ศ.2542 และการ ประกาศใช6หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ทำให6แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนกว6างขึ้น คำวCา “ชุดการสอน” จึงเปลี่ยนมาเป~น “ชุดกิจกรรมการเรียนรู6” ซึ่งเน6นกิจกรรมและกระบวนการ เรียนรู6ที่ผู6เรียนสามารถเรียนรู6และพัฒนาได6ด6วยตนเอง แนวคิดและทฤษฎีที่นำมาใช6ในการสร6างชุด กิจกรรมการเรียนรู6จึงเหมือนกันกับแนวคิดทฤษฎีและหลักการที่ใช6ในการสร6างชุดการสอน ซึ่ง ชม ภูมิภาค (ม.ป.ป., หน6า 100) ได6จำแนกแนวคิดและหลักการของ ดร.ชัยยงคg พรมวงศgไว6ดังนี้ 2.1 ทฤษฎีความแตกตCางระหวCางบุคคล นักการศึกษาได6นำหลักจิตวิทยามาใช6ในการเรียน การสอนโดยคำนึงถึงความต6องการ ความถนัดและความสนใจของผู6เรียนเป~นสำคัญบุคคลมีความ แตกตCางกันหลายด6าน กลCาวคือ ความสามารถ สติปäญญา ความต6องการ ความสนใจ รCางกาย อารมณg สังคมและความแตกตCางอื่นๆ วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือการจัดการสอนรายบุคคลหรือการศึกษาตาม สภาพการศึกษาแบบเสรีและการศึกษาด6วยตนเองล6วนเป~นวิธีสอนที่เปîดโอกาสให6ผู6เรียนมีอิสระในการ เรียนตามสติปäญญาความสามารถและความสนใจโดยครูเป~นผู6คอยชCวยเหลือตามความเหมาะสม 2.2 ทฤษฎีการเรียนรู6ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู6หมายถึงการเรียนการสอนที่เปîดโอกาสให6 นักเรียน ดังนี้ 2.2.1 เข6ารCวมกิจกรรมในการเรียนด6วยตนเอง 2.2.2 การทราบผลการเรียนทันที 2.2.3 มีการเสริมแรงอันจะทำให6นักเรียนกระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำหรือหลีกเลี่ยง ไมCกระทำ


20 2.2.4 ได6เรียนรู6ไปทีละขั้นตอนตามความสามารถและความสนใจ 2.2.5 การนำเอาสื่อประสมมาใช6หมายถึงการนำสื่อการสอนหลายๆ อยCางมา สัมพันธgกันอยCางมีคุณคCาที่สCงเสริมซึ่งกันและกันอยCางมีระบบสื่อการสอนอยCางงหนึ่งอาจใช6เร6าความ สนใจในขณะอีกอยCางหนึ่งใช6เพื่อการอธิบายข6อเท็จจริงของเนื้อหาและอีกชนิดหนึ่งอาจใช6เพื่อ กCอให6เกิดความเข6าใจที่ลึกซึ้งการใช6สื่อประสมชCวยให6ผู6เรียนมีประสบการณgจากประสาทสัมผัสที่ ผสมผสานกับให6นักเรียนได6ค6นพบวิธีการที่จะเรียนในสิ่งที่ต6องการได6ด6วยตนเองมากยิ่งขึ้น 2.2.6 การเอากระบวนการกลุCมมาใช6เดิมนั้นความสัมพันธgระหวCางครูและ นักเรียนในห6องเรียนมีลักษณะเป~นทางเดียวกลCาวคือ ครูเป~นผู6นำ นักเรียนเป~นผู6ตามนักเรียนไมCมี โอกาสฝ|กการทำงานเป~นกลุCมที่จะฝ|กการเคารพในความคิดเห็นของผู6อื่นเมื่อโตขึ้นจึงทำงานรCวมกัน ไมCได6แนวโน6มในปäจจุบันและอนาคตจะต6องนำกระบวนการกลุCมสัมพันธgมาใช6ทฤษฎีกระบวนการกลุCม จึงเป~นแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตรgซึ่งนำมาไว6ในรูปของชุดการสอน 2.2.7 การนำวิธีวิเคราะหgระบบมาใช6ในการผลิตชุดการเรียนซึ่งแตกตCางไปจาก การทำโครงการสอนในปäจจุบันตรงที่วCาชุดการสอนมีการจัดเนื้อหาวิชาให6สอดคล6องกับสภาพแวดล6อม และวัยของผู6เรียนรายละเอียดตCางๆ ได6นำไปทดลองปรับปรุงจนมีคุณภาพเชื่อถือได6แล6วจึงนำมาใช6 ประเภทของชุดกิจกรรม บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 145) ได6แบCงประเภทของชุดกิจกรรมเป~น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมประกอบคำบรรยาย เป~นชุดกิจกรรมสำหรับผู6สอนที่ต6องการปู พื้นฐานให6ผู6เรียนสCวนใหญCได6รู6และเข6าใจในเวลาเดียวกัน มุCงในการขยายเนื้อหาสาระให6ชัดเจนขึ้นชุด กิจกรรมแบบนี้จะชCวยให6ผู6สอนลดการพูดให6น6อยลงและเป~นการใช6สื่อการสอนที่มีพร6อมอยูCในชุด กิจกรรมในการเสนอเนื้อหามากขึ้น สื่อที่ใช6อาจ ได6แกC รูปภาพ แผนภูมิ หรือกิจกรรมที่กำหนดเป~นต6น 2. ชุดกิจกรรมแบบกลุCมกิจกรรม เป~นชุดกิจกรรมสำหรับให6ผู6เรียนรCวมกันเป~น กลุCมเล็กๆ ประมาณ 5-7 คน โดยใช6สื่อการสอนที่บรรจุไว6ในชุดกิจกรรมแตCละชุดมุCงที่จะฝ|กทักษะใน เนื้อหาวิชาที่เรียนและผู6เรียนมีโอกาสทำงานรCวมกัน ชุดกิจกรรมชนิดนี้มักจะใช6สอนในการสอนแบบ กิจกรรมกลุCม เชCน การสอนแบบศูนยgการเรียน เป~นต6น 3. ชุดกิจกรรมแบบรายบุคคลหรือชุดกิจกรรมตามเอกัตภาพ เป~นชุดกิจกรรม สำหรับเรียนด6วยตนเองเป~นรายบุคคล คือ ผู6เรียนจะต6องศึกษาหาความรู6ตามความสามารถและความ สนใจของตนเองอาจเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ6านก็ได6สCวนมากมักจะมุCงให6ผู6เรียนได6ทำความเข6าใจ เนื้อหาวิชาที่เรียนเพิ่มเติมผู6เรียนสามารถจะประเมินผลการเรียนด6วยตนเองได6ด6วยชุดกิจกรรมชุด กิจกรรมชนิดนี้อาจจะจัดในลักษณะของหนCวยการสอนสCวนยCอยหรือโมดูลก็ได6 ผศ.ดร.ระพินทรg โพธิ์ศรี( 2545 : 59) ได6แบCงประเภทของชุดกิจกรรมได6ดังนี้


21 1. ชุดการเรียนรู6ด6วยตนเอง (Self study package) คือ ชุดกิจกรรมที่สร6างขึ้น โดยมีจุดมุCงหมายให6ผู6เรียนนำไปศึกษาด6วยตนเองโดยไมCมีครูเป~นผู6สอน เชCน บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการ เรียนแบบคอมพิวเตอรgชCวยสอนหรือชุดการเรียนผCานเครือขCายเวิลดgไวตgเว็บ 2. ชุดการเรียนการสอน คือ ชุดกิจกรรมที่สร6างขึ้นโดยมีครูเป~นผู6ดำเนินการจัด กิจกรรมการเรียนรู6ให6ผู6เรียนเกิดการเรียนรู6บรรลุตามจุดประสงคgการเรียนรู6ที่กำหนดไว6 เชCน ชุด ฝ|กอบรมหรือชุดการสอนตCางๆ สรุปได5ว:า ชุดกิจกรรมมีอยูC 2 ลักษณะ คือ ชุดกิจกรรมที่นักเรียนเรียนรู6ด6วยตนเองและชุด กิจกรรมที่ครูเป~นผู6ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู6รCวมกับนักเรียน 4.3 องคOประกอบของชุดกิจกรรม ลักษณะสำคัญของชุดกิจกรรม ผศ.ดร.ระพินทรg โพธิ์ศรี (2545 : 98) ได6กลCาวถึงความสำคัญของชุดกิจกรรมที่มีลักษณะ สำคัญ ดังนี้ 1. มีจุดประสงคgปลายทางที่ชัดเจนที่ระบุทั้งเนื้อหา ความรู6 และระดับทักษะการ เรียนรู6ที่ชัดเจนนั่นคือ จะต6องมีจุดประสงคgประจำชุดกิจกรรมที่ระบุไว6ชัดเจนวCาเมื่อผCานการเรียนรู6จบ ชุดกิจกรรมนั้นแล6วนักเรียนต6องทำอะไรเป~นระดับใด 2. ระบุกลุCมเปãาหมายชัดเจนวCาชุดกิจกรรมดังกลCาวสร6างขึ้นสำหรับใคร 3. มีองคgประกอบของจุดประสงคgที่เป~นระบบเป~นเหตุและผลเชื่อมโยงกันระหวCาง จุดประสงคgประจำหนCวยและจุดประสงคgยCอย 4. ต6องมีคำชี้แจง เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผลที่สอดคล6อง กับจุดประสงคgแตCละระดับ 5. กรณีทำเป~นชุดการสอนต6องมีคูCมือครูที่อธิบายวิธีการเงื่อนไขการใช6ชุดและการ เฉลยข6อคำถามทั้งหมดในกิจกรรมประเมินผล สุวิทยgมูลคำและอรทัย มูลคำ (2545 : 52) กลCาววCา ชุดกิจกรรมมีองคgประกอบที่ สำคัญ 4 ประการ ได6แกC 1. คูCมือการใช6ชุดกิจกรรม เป~นคูCมือหรือแผนการสอนสำหรับผู6สอนใช6ศึกษาและ ปฏิบัติตามขั้นตอนตCางๆ ซึ่งมีรายละเอียดชี้แจงไว6อยCางชัดเจน เชCน การนำเข6าสูCบทเรียนการจัดชั้น เรียน บทบาทของผู6เรียนเป~นต6น ลักษณะของคูCมืออาจจัดทำเป~นเลCม หรือแผCนพับก็ได6 2. บัตรคำสั่งหรือบัตรงาน เป~นเอกสารที่บอกให6ผู6เรียนประกอบกิจกรรมแตCละอยCาง ตามขั้นตอนที่กำหนดไว6 บรรจุอยูCในชุดการสอน บัตรคำสั่งหรือบัตรงานจะมีครบตามจำนวนกลุCมหรือ จำนวนผู6เรียนซึ่งประกอบด6วย คำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษาคำสั่งให6ผู6เรียนประกอบกิจกรรมและการ สรุปบทเรียน


22 3. เนื้อหาสาระและสื่อการเรียนประเภทตCางๆ จัดไว6เป~นรูปของสื่อการสอนที่ หลากหลายอาจแบCงได6เป~น 2 ประเภท 3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพg เชCน หนังสือ วารสาร บทความ ใบความรู6ของ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง บทเรียนโปรแกรม เป~นต6น 3.2 ประเภทโสตทัศนูปกรณg เชCน รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สมุดภาพเทป บันทึกเสียง เทปโทรทัศนg สไลดg วีดิทัศนg ซีดีรอม โปรแกรมคอมพิวเตอรgชCวยสอน เป~นต6น 4. แบบทดสอบ เป~นแบบทดสอบที่ใช6วัดและประเมินความรู6ด6วยตนเองทั้งกCอนและ หลังเรียนอาจจะเป~นแบบทดสอบชนิดจับคูCเลือกตอบหรือกาเครื่องหมายถูกผิดก็ได6 บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 95-97) ได6กลCาวถึงองคgประกอบของชุดการสอนโดย จำแนกสCวนของชุดการสอน เป~น 4 สCวน คือ 1. คูCมือสำหรับครูผู6ใช6ชุดการสอนหรือผู6เรียนที่ต6องการเรียนจากชุดการ สอน 2. คำสั่งหรือกรอบงานเพื่อกำหนดแนวทางการเรียนให6นักเรียน 3. เนื้อหาสาระและสื่อโดยจัดให6อยูCในรูปของสื่อการสอนแบบประสมและ กิจกรรมการเรียนการสอนแบบกลุCมและรายบุคคลตามวัตถุประสงคgเชิงพฤติกรรม 4. การประเมินผลเป~นการประเมินของกระบวนการ ได6แกC แบบฝ|กหัด รายงานการค6นคว6าและผลการเรียนรู6ในรูปของแบบสอบตCางๆ สรุปได5ว:า องคgประกอบของชุดกิจกรรมควรประกอบด6วยคูCมือครูซึ่งเป~นคูCมือและแผนการ จัดการเรียนรู6ในการใช6ชุดกิจกรรม วัตถุประสงคgของชุดกิจกรรม คำชี้แจงเนื้อหากิจกรรมการสอน เนื้อหาสาระและสื่อการประเมินที่สอดคล6องกับวัตถุประสงคg ชุดกิจกรรมมีประโยชนgตCอการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ ถือวCาเป~นนวัตกรรมการสอนที่ ได6รับความนิยมอยCางแพรCหลายและเป~นสื่อที่มีความเหมาะสมชCวยเร6าความสนใจ รวมทั้งชCวยสCงเสริม ให6ผู6เรียนเกิดความเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนรู6ด6วยตนเองตามความสามารถของแตCละคน ทำ ให6ผู6เรียนเกิดทักษะในการแสวงหาความรู6ไมCเบื่อหนCายในการเรียน มีสCวนรCวมในการเรียน และสร6าง ความมั่นใจให6แกCครูเพราะชุดกิจกรรมมีการจัดระบบการใช6สื่อ ผลิตสื่อและกิจกรรมการเรียนรู6รวมทั้ง มีข6อแนะนำ การใช6สำหรับครูทำให6ครูมีความพร6อมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6จึงกCอให6เกิด ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอยCางแท6จริง 4.4 ประโยชนOของชุดกิจกรรม การสอนโดยใช6ชุดกิจกรรมประเภทใดก็ตามยCอมทำให6มีคุณประโยชนgตCอการเพิ่มคุณคCาในการ เรียนการสอน ถ6ามีระบบการผลิตที่มีการทดสอบวิจัยแล6ว


23 บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 110 – 111) ได6สรุปคุณคCาและประโยชนgของชุดการสอนที่มีตCอ การเรียนการสอนไว6ดังนี้ 1. ชCวยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู6 2. ขจัดปäญหาการขาดแคลนครู ชCวยลดภาระของครูผู6สอน 3. ชCวยให6ผู6เรียนจำนวนมากได6รับความรู6แนวเดียวกัน 4. ชCวยให6ครูสามารถดำเนินการสอนได6ตรงตามวัตถุประสงคgด6วยความมั่นใจ 5. ชCวยให6กิจกรรมการเรียนมีประสิทธิภาพ 6. ชCวยให6ครูวัดผลเด็กได6ตามวัตถุประสงคg 7. เปîดโอกาสให6ผู6เรียนใช6ความสามารถของตนเองได6อยCางเต็มที่ 8. ชCวยสร6างเสริมการเรียนอยCางตCอเนื่อง 9. ชCวยให6ผู6เรียนรู6จักเคารพ นับถือ ความคิดเห็นของผู6อื่น สมจิต สวธนไพบูลยg (2535 : 39) ได6กลCาวถึงข6อดีของชุดกิจกรรมการเรียนรู6ไว6ดังนี้ 1. ชCวยให6นักเรียนได6เรียนด6วยตนเองตามอัตถภาพ และตามความสามารถ 2. ชCวยแก6ปäญหาการขาดแคลนครู 3. ใช6สอนซCอมเสริมให6แกCนักเรียนที่ยังเรียนไมCทัน 4. ชCวยเพิ่มประสิทธิภาพในการอCาน 5. ชCวยไมCให6เกิดความเบื่อหนCายจากการเรียนที่ครูต6องทบทวนซ้ำซาก 6. สนองความแตกตCางระหวCางบุคคล ไมCจำเป~นต6องเรียนให6พร6อมกัน 7. นักเรียนตอบผิดไมCมีผู6เยาะเย6ย 8. นักเรียนไมCต6องคอยฟäงการสอนของครู 9. ชCวยลดภาระของครูในการสอน 10. ชCวยประหยัดรายจCายอุปกรณgที่มีนักเรียนจำนวนมาก 11. ผู6เรียนจะเรียนเมื่อไหรCก็ได6 ไมCต6องคอยฟäงผู6สอน 12. การเรียนไมCจำกัดเวลาและสถานที่ 13. สCงเสริมความรับผิดชอบของผู6เรียน ธงชัย ต6นทัพไทย (2548 : 15) ได6กลCาวถึงประโยชนgของชุดกิจกรรมวCาเป~นสื่อการสอนที่มี คุณภาพเพื่อชCวยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู6ของผู6สอนและสCงเสริมพัฒนาให6 ผู6เรียนได6เกิดการเรียนรู6ด6วยตนเอง มีโอกาสฝ|กปฏิบัติและแสดงความคิดอยCางสร6างสรรคg ทักษะการ สื่อสารทางวิทยาศาสตรgตามศักยภาพของแตCละบุคคลได6อยCางเต็มความสามารถ โดยเน6นผู6เรียนเป~น สำคัญเพื่อให6ผู6เรียนมีคุณลักษณะสมบูรณgทั้งด6านความรู6เป~นคนดี และมีความสุข เสริมสร6างมนุษยg สัมพันธgแบบกัลยาณมิตรกับผู6อื่น


24 อภิญญา เคนบุปผา (2546 : 26) กลCาววCา ชุดกิจกรรมจะชCวยเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน ของครูและสCงเสริมการเรียนของนักเรียนให6เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู6 โดยเปîดโอกาส ให6ผู6เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมจากชุดกิจกรรมด6วยตนเองซึ่งเป~นการเรียนโดยยึดผู6เรียนเป~นสำคัญ ผู6เรียนจะมีสCวนรCวมในการปฏิบัติกิจกรรมตCางๆ ตามความสามารถของแตCละบุคคล ทำให6นักเรียนไมC เบื่อหนCายที่จะเรียนแตCมีความกระตือรือร6นที่จะค6นคว6าหาคำตอบด6วยตัวเอง ทำให6นักเรียนมีโอกาสใน การฝ|กทักษะปฏิบัติในด6านตCางๆ ได6ด6วย สรุปได5ว:า คุณคCาและประโยชนgของชุดกิจกรรม นอกจากจะใช6สอนได6ตรงตามเนื้อหาวิชา และจุดประสงคgของหลักสูตรแล6วยังจะสามารถชCวยพัฒนาความรู6ความสามารถของผู6เรียนทำให6 ผู6เรียนเกิดการเรียนรู6อยCางรวดเร็ว และยังชCวยแก6ปäญหาในการเรียนการสอนอันเนื่องมาจากครูและ ความสามารถของนักเรียนแตCละคนและยังชCวยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนให6เป~นมาตรฐาน เดียวกัน สำหรับชุดกิจกรรมการเรียนรู6ที่ผู6รายงานสร6างขึ้นเป~นการนำหลักการของการสร6างชุดการ สอน หรือชุดกิจกรรมมาใช6ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6โดยนำการเรียนแบบรCวมมือ กระบวนการ เรียนรCวมกัน เป~นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6เพื่อให6นักเรียนเรียนรู6อยCางมีประสิทธิภาพ 5. ข5อมูลทั่วไปเกี่ยวตาลโตนดเมืองเพชรบุรี 5.1 ความเปBนมาของตาลโตนด ตาลโตนดมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษวCา sugar palm มีชื่อทางพฤกษาศาสตรgวCา Borassu Flabellifer Linn มีถิ่นดั่งเดิมอยูCในเขตร6อนของทวีปแอฟริกาใต6 ตCอมาได6ขยายพื้นที่ปลูกจนถึงอินเดีย ตอนใต6และมาถึงประเทศไทยภายหลังจากนั้น ( สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ เพชรบุรี.2525:120) ประมาณ เทพสงเคราะหg( 2531 : 18) ได6กลCาววCาทCานพุทธทาสภิกขุได6ตั้งข6อสังเกต เกี่ยวกับ เรื่องนี้เอาไว6ในหนังสือแนวสังเขปโบราณคดีรอบอCาวบ6านดอนวCาต6นตาลจะมีทุกแหCงที่ได6รับวัฒนธรรม อินเดีย เชื่อวCาชาวอินเดียที่เข6ามานั่นเองได6นําเอาพันธุgต6นตาลโตนดติดมาด6วยและปลูกเป~นไม6สำคัญ ทั่วประเทศไทยจากข6อสันนิษฐานนี้เมื่อนำไปพิจารณาดูก็นCาจะมีมูลความจริงมาก เพราะแหลCงที่ ตาลโตนดขึ้นอยูCมากเป~นพิเศษมาตั้งแตCอดีตล6วนแตCเป~นเมืองทCาสําคัญที่มีการติดตCอกับอินเดียมากCอน ทั้งสิ้น เชCน เมืองเพชรบุรี สุพรรณบุรี ( อูCทอง ) ชัยนาท ( สรรคgบุรี ) นครปฐม เดชา ศิริภัทร ( 2539 : 94 ) ได6กลCาววCา คำวCา ตาล เป~นภาษาฮินดูแสดงวCาชาวไทยเรียกชื่อ ตาล ตามอยCางชาวอินเดียสําหรับในประเทศไทยนั้นเรียกตาลโตนดหลายชื่อ เชCน ตาลโตนด ตาลใหญC ตาลนา ปลีตาล ( เชียงใหมC) ตะโหนด (ใต6) เป~นต6น ตาลโตนดเป~นไม6ตระกูลปาลgมเชCนเดียวกับ มะพร6าว แตCตาลโตนดมีความแข็งแรงทนทานและอายุยืนยาวกวCามะพร6าว ตาลโตนดขึ้นได6บนดิน ทุก ชนิดทนทั้งความแห6งแล6งและน้ำทCวมมีรากลึกมากจึงไมCพบวCาตาลโตนดถูกพายุพัดจนถอนราก ถอน โคนเลย รากของตาลโตนดไมCแผCออกด6านข6างจึงสามารถปลูกรCวมกับพืชอื่นได6ดี เชCน ตาลโตนดที่ขึ้นอยูC ในนาข6าวก็ไมCทําให6ผลิตของข6าวลดลง ดังจะเห็นจากนาในเขตอําเภอสะทิงพระ และสิงหนครใน


25 ปäจจุบัน ซึ่งมีต6นตาลโตนดขึ้นอยูCหนาแนCนมาก ก็ยังคงทํานาได6ผลดี ใน ขณะเดียวกันต6นตาลโตนดยัง ชCวยปãองกันลมพายุและเป~นที่อยูCอาศัยของนกและค6างคาว ซึ่งชCวย ควบคุมแมลงและให6ปุ™ยแกCนาข6าว อีกด6วย ( สมุดเพชรบุรี. 2525:16) สรุปได5ว:า ตาลโตนดวCา ตาลโตนดเป~นพืชตระกูลปาลgมอีกชนิดหนงึ่ ซึ่งเป~นที่รู6จักและมี ความสําคัญตCอ ชีวิตประจําวันของคนไทยชนบทบางที่มานานแล6ว คนไทยภาคกลางเรียกพืชชนิดนี้วCา ต6นตาล สCวนในภาคใต6เรียกกันหลายชื่อ เชCน ตาลโตนด ( ตาน – ตะโหนด ) ตาลโตนดเป~นไม6ตระกูล ปาลgมเชCนเดียวกับ มะพร6าว แตCตาลโตนดมีความแข็งแรงทนทานและอายุยืนยาว และมีประโยชนg สามารถนำมาใช6ได6อยCางหลากหลาย 5.2 อาหารคาวหวานจากน้ำตาลโตนด นำมาแปรรูปเป~นอาหารแตCละท6องถิ่นมีวิธีการใช6ภูมิปäญญาที่เป~นเอกลักษณgที่แสดงถึง องคg ความรู6ภูมิปäญญาตาลโตนดด6านอาหารที่เฉพาะของแตCละท6องถิ่นได6แกC 1) ขนมตาล เป~นขนมไทยดั้งเดิมที่เกิดจากภูมิปäญญาด6านอาหารของจังหวัด เพชรบุรี เนื้อ ขนมมีลักษณะเป~นแปãงสีเหลืองเข6ม นุCมฟูมีกลิ่นตาลหอมหวาน ทำมาจากเนื้อตาลจากผลลูกตาลสุก นำมาหมัก 1 คืน ผสมกับแปãงข6าวเจ6ากะทิน้ำตาลใสCกระทงใบตองโรยมะพร6าวขูด นำมานึ่งจนสุก (Charonpol, 2007;Phleiphai,2008) 2) ขนมข6าวเหนียวลูกตาล เป~นขนมอีกชนิดหนึ่งที่แสดงถึงเอกลักษณgที่แสดงภูมิปäญญาตาล ของจังหวัดเพชรบุรี เป~นขนมที่คล6ายข6าวเหนียวมะมCวงแตCใสCจาวตาลเชื่อมลงใน ข6าวเหนียว ราดด6วย มะพร6าวขูด งาดำ และน้ำตาลทราย (Charonpol, 2007; Nokkaew, 2020) 3) ขนมโตนดทอด ที่เกิดจากภูมิปäญญาด6านอาหารที่มีการทา คล6ายคลึงกันแตCละท6องถิ่นเป~น ของหวานที่ทำ จากจาวตาลฝานเป~นชิ้นเล็กไมCบางมากนำไปแชCไว6ในน้ำตาลโตนด เคี่ยวให6หอม พอ น้ำตาลซึมเข6าไปในเนื้อจาวตาลจนชุCมและอมความหวานของน้ำตาลโตนดก็นำไปชุบแปãงผสมหัวกะทิ จากนั้นไปทอดแบบกล6วยทอดในน้ำมันเดือด (Boonsong & etal., 2011; Saksermkiat, 2012) 4.2.3 การทำอาหารจากสCวนอื่นๆ ของตาล เชCน ลูกตาลหรือผลตาล ลูกตาลอCอน ทำอาหารได6หลายอยCางและแตCละท6องถิ่นมีการนำภูมิปäญญามาใช6แตกตCางกัน เชCน จังหวัด เพชรบุรี มี การนำผลตาลอCอนที่ติดขั้ว เรียกวCา หัวตาลฝานตรงหัวตาล นำไปผัดทำแกงคั่ว เรียก แกง หัวตาลถือ เป~นอาหารคูCบ6านคูCเมืองของจังหวัดเพชรบุรีได6มาจากลูกตาลอCอน หรือลอนตาลที่ยังอCอนอยูCปอก เปลือกฝานเป~นชิ้นบางๆ ต6มกับน้ำเกลือหรือแชCน้ำมะขามเปnยกล6างน6าให6สะอาดนำไปแกงกับกะทิแบบ แกงเผ็ดใสCกระชาย พริกแกงที่ผสมเนื้อปลายCาง ปรุงรสด6วยน้ำตาลใสCเนื้อปลาทูยCาง เนื้อยCาง หมูยCาง โรยด6วยใบมะกรูดซึ่ง สCวนชัยนาทนา หัวตาลไปทำต6มปลาร6า แกงส6ม หรือนำไปยำแทน มะละกอ เป~น ต6น (Charonpol, 2007; Saksermkiat, 2012; Nokkaew, 2020) สCวนลูกตาลสุกเป~นผลตาลแกC นอกจากนำมาเป~นสCวนผสมของขนมตาล ขนมโตนดทอด ดังกลCาวแล6ว ผลตาลแกCมีเมล็ดเป~นลูกตาล


26 สดซึ่งเป~นสCวนของเมล็ดตาลอCอน ชCวงถัดจากระยะลูกตาลอCอนจะเป~นลูกตาลที่เราสามารถรับประทาน ได6เลยเรียกวCาลูกตาลสดหรือทำลูกตาลลอยแก6ว เมล็ดตาลนำไปเพาะ นอกจากนี้ผลตาลแกCจะมีจาว ตาลซึ่งนิยมนำไปเชื่อมรับประทานเป~นของหวานซึ่ง ต6องใช6ความชำนาญถือเป~นภูมิปäญญาต6องมีความ ชำนาญในการกะเทาะเปลือกแข็งชั้นนอกซึ่งเป~นเหมือนกะลามะพร6าวออก จากนั้นขัดผิวนอกด6วยใบ ไผCหรือที่ชาวบ6าน เรียกวCา ใบซอ ขัดจนขาวสะอาด จากนั้นนำจาวตาลเชื่อมกับน้ำตาลทรายในกระทะ ทองเหลืองได6เป~นจาวตาลเชื่อม การเชื่อมจาวตาลมี2 แบบ คือเชื่อมเปnยกจะได6จาวตาลฉ่ำน้ำตาลและ เชื่อมแห6งจะเป~นจาวตาลที่มีเกล็ดน้ำตาลจับแข็ง สะดวกในการบรรจุและเก็บได6น้ำจาวตาลเชื่อมยัง นำ ไปเป~นสCวนผสมของขนมที่เรียกวCา ขนมข6าวเหนียวโตนด ข6าวเหนียวหน6าตาลโตนด หรือข6าว เหนียวลูกตาล (Thummarak, 2010;Saksermkiat, 2012; Jokkaew, 2020) สรุปได5ว:า ตาลโตนด สามารถนำมาทำอาหารได6อยCางหลากหลายทั้งอาหารคาวและอาหาร หวาน มีความเป~นเอกลักษณgเฉพาะตัว เสริมให6อาหารมีรสชาติหอมหวานกลมกลCอม พร6อมทั้งมี คุณประโยชนgตCอรCางกาย 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข5อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ สุนันทา แก6วพันธgชCวง (2550: 4) ได6ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปnที่ 6 โดยใช6กิจกรรมภาษาเพื่อการสื่อสาร พบวCาหลังจากนักเรียนได6รับการ สอนโดยใช6กิจกรรมทางภาษาเพื่อการสื่อสาร นักเรียนมีความสามารถด6านการพูดภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นอยCางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ศุลีพร สุCมมาตยg (2558) ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสารและเจตคติตCอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 6 โดยใช6การสอน แบบมุCงประสบการณgทางภาษาพบวCาผู6เรียนมีความก6าวหน6าทางการเรียนร6อยละ 70 ผู6เรียนมีเจตคติ ที่ดีตCอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษร6อยละ 86 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู6เรียนได6ฝ|กทักษะการพูดเพื่อการ สื่อสารจากกิจกรรมการสอนที่หลากหลายมีโอกาสได6ฝ|กฝนจากสถานการณgเสมือนจริงอยูCเสมอๆ เดชดนัย จุ6ยชุม และคณะ (2558) ได6สรุปการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะ การคิดของนักศึกษาในรายวิชาทักษะการคิด (Thinking Skills) รหัสวิชา 11-024-112 ภาคเรียนที่ 1 ปnการศึกษา 2558 ด6วยการเรียนรู6แบบมีสCวนรCวม (Active Learning) ไว6วCา เมื่อใช6เทคนิคการ เรียนรู6แบบมีสCวนรCวมในการจัดการเรียนการสอนให6แกCนักเรียนแล6ว สCงผลให6พฤติกรรมทางการเรียน ดีขึ้น ทั้ง ในด6านการทำงานเป~นกลุCมของผู6เรียน การแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกเพื่อแสดง ความ คิดเห็นรCวมกัน จากการสังเกตและประเมินของผู6สอน และนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลัง เรียนสูงกวCากCอนเรียน อีกทั้งนักศึกษายังเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู6แบบมีสCวนรCวม ดังนั้น จึง


27 ควร นำการเรียนรู6แบบมีสCวนรCวมมาใช6ในการจัดการเรียนการสอน โดยพัฒนาให6เกิดความหลากหลาย นCาสนใจ และมีความสนุกกับกิจกรรมการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น พิชญาภา กล6าวิจารณg (2560, น. 92) พบวCา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอการจัด กิจกรรมการเรียนรู6โดยใช6กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปnที่ 6 อยูCในระดับมากที่สุดเนื่องจากมีการจัดกิจกรรมที่มีลักษณะสถานการณgเหมือนในชีวิตประจำวัน มากที่สุดทำให6นักเรียนคลายกังวลในการทำกิจกรรมการเรียนรู6และเกิดความพึงพอใจในการเรียน 6.2 วิจัยต:างประเทศ ออรg (Ur, 1998) กลCาววCาสาเหตุที่ท6าให6ผู6เรียนภาษาที่สองไมCประสบความสำเร็จในการพูด ภาษาที่สอง นั้นมีหลายประการเชCน มีการกังวลวCาจะพูดผิดกลัวเสียหน6า ไมCรู6วCาจะพูดอยCางไรหรือ อะไร และมักจะใช6ภาษาแมC (Mother Language) แทนที่จะใช6ภาษาเปãาหมาย (Target Language) ในขณะฝ|กพูดในชั้นเรียน และจากการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข6องกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พบวCา นักเรียนมีปäญหาในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล6องกับงานวิจัยของ ไขCมุก ภาคภูมิ (2554: 31-33) ได6ศึกษาการพัฒนาทักษะการพูดหน6าชั้นเรียน โดยใช6แบบฝ|กทักษะทางการพูดสำหรับ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนประชาบำรุงมีความสามารถในการพูดดีขึ้น ร6อยละ 87.91 โรบินสัน (Robinson, 1997: 199-197) ได6ศึกษาความแตกตCางระหวCางครูที่สอนโดยใช6การ สอนแบบ Communicative Approach และการสอนแบบ Non Communicative Approach ใน โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต6นที่เรียนโปรแกรมภาษาตCางประเทศ โดยทำการสำรวจจากการสอบถาม จากทางโทรศัพทgจากครูผู6สอนจำนวน 300 คนที่สอนในระดับมัธยม ผลการสอบถามครูที่ใช6การสอน แบบ Communicative Approach สนใจเรื่องการสื่อสารการเรียนรู6, กิจกรรมและการจัดกลุCม นักเรียนมากกวCาที่ครูที่สอนแบบ Non Communicative Approach หวาง เซง จุน (Wang Cheng-Jun, 2006 :56-80) ได6ศึกษาผลการออกแบบกิจกรรมเพื่อการ สื่อสารในวิชาภาษาอังกฤษ โดยทำการศึกษาปäญหา พบวCามี2 สาเหตุหลักคือ การใช6ภาษาของ นักศึกษาอยูCในระดับต่ำกวCาเกณฑgและเกิดความล6มเหลวในการสื่อสารขั้นพื้นฐานโดยเปรียบเทียบผล การเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาชาวจีน ระดับชั้นปnที่ 1 ของมหาวิทยาลัยชองกิง นอรgมอล จำนวน 2 กลุCมๆ ละ 38 และ 36 คน โดยกลุCมทดลองได6รับการสอนกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร และกลุCมควบคุม สอนแบบเดิม ผลการทดสอบพบวCานักศึกษาทั้งสองกลุCมมีพัฒนาการแตกตCางกัน กลุCมที่สอนโดยใช6 กิจกรรมเพื่อการสื่อสารทาให6นักศึกษามีพัฒนาการด6านการสื่อสารสูงขึ้นอยCางมีนัยทางสถิติ สรุปได5ว:า ทั้งงานวิจัยในประเทศและตCางประเทศชี้ให6เห็นวCาการสอนโดยการใช6กิจกรรมทาง ภาษาเพื่อการสื่อสารเพื่อพัฒนาความสามารถทางการพูดภาษาตCางประเทศ ทำให6ผลสัมฤทธิ์ทางการ รียนของผู6เรียนสูงกวCาการสอนโดยไมCใช6กิจกรรมการสอน


28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 มีวัตถุประสงคg เพื่อเปรียบเทียบทักษะภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 กCอนและหลังการใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการ เรียนรู6แบบ Active Learning และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอรูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ทั้งนี้เพื่อเป~นแนวทางสำหรับครูผู6สอน ภาษาอังกฤษในการสCงเสริมทักษะภาษาอังกฤษ และเสริมสร6างประสบการณgในการใช6ภาษาอังกฤษที่ สอดคล6องกับท6องถิ่น เพื่อให6นักเรียนตระหนักถึงประโยชนgของภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น โดยดำเนินการ ตามขั้นตอนตCอไป ดังนี้ ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุCมตัวอยCางที่ใช6คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกC เถื่อน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวนนักเรียน 15 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต6น รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ตัวแปรตาม 1. ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6าน หนองไกCเถื่อน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 กCอนและหลังการใช6 รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอรูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการ เรียนรู6แบบ Active Learning เครื่องมือที่ใช5ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช6ในการวิจัยมีดังตCอไปนี้ 1. แบบสอบถามความต6องการหัวข6อเกี่ยวกับท6องถิ่น เพื่อสร6างนวัตกรรมฝ|กทักษะการพูด โดยสอบถามนักเรียนประถมศึกษาปnที่ 5 2. นวัตกรรมฝ|กทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่ผู6สร6างนวัตกรรมสร6างขึ้น ตามกรอบเนื้อหาที่ได6 จากการสำรวจหัวข6อเกี่ยวกับท6องถิ่น การวิเคราะหgเนื้อหา คำศัพทg ประโยคและแผนการจัดการเรียนรู6


29 3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการพูด ซึ่งเป~นแบบทดสอบสำหรับใช6วัดความสามารถ ทักษะการพูดภาษาอังกฤษกCอนและหลังการใช6นวัตกรรมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม เละ เพื่อเปรียบเทียบวิเคราะหgการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอนวัตกรรม เป~นเเบบสอบถามมาตราสCวน ประเมินคCา 5 ระดับ จำนวน 10 ข6อ การสร5างและพัฒนาเครื่องมือ ดำเนินการสร6างและพัฒนาเครื่องมือ ดังนี้ 1. การพัฒนานวัตกรรม 1.1 ศึกษาสภาพปäญหาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ซึ่งเป~นชั้นเรียนที่ ผู6สร6างนวัตกรรม เป~นผู6สอนรายวิชาภาษาอังกฤษ 1.2 ศึกษา ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู6แกนกลาง มาตรฐานการเรียนรู6ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.3 สร6างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยยึดตัวชี้วัด สาระการเรียนรู6 แกนกลาง มาตรฐานการเรียนรู6ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และ กิจกรรมที่กลุCมเปãาหมายต6องการ 1.4 นำแบบฝ|กทักษะเสนอตCออาจารยgในสาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบุรีเพื่อตรวจสอบ 1.5 นำแบบฝ|กทักษะไปทดลองใช6 2. การพัฒนาแบบทดสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อใช6ในการทดสอบกCอนและหลังการใช6 รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning เพื่อทดสอบการพูด โดย ผู6วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักการและวิธีสร6างแบบทดสอบ 2.2 กำหนดจุดประสงคgในการสอบให6สอดคล6องกับเนื้อหาที่ใช6 2.3 สร6างแบบทดสอบวัดความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ 2.4 นำแบบทดสอบที่สร6างไปให6อาจารยgอาจารยgในสาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัย ราชภัฏเพชรบุรีเพื่อตรวจสอบ 2.5 นำแบบทดสอบไปใช6กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 จำนวน 15 คน 2.6 ตรวจคำตอบ 3. การพัฒนาแบบความสอบถามความพึงพอใจที่มีต:อนวัตกรรม ดำเนินการ ดังนี้ 3.1 สร6างและพัฒนาเกณฑgในการประเมินแบบฝ|กทักษะเพื่อนำไปใช6ในการประเมิน ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตCอนวัตกรรมมที่สร6างขึ้น รวมการประเมินทั้งหมด 10 ข6อ โดยใช6ระดับ คะแนนเป~นเครื่องบCงชี้ระดับความคิดเห็น มีมาตราสCวนประเมินคCาทั้งหมด 5 ระดับ


30 3.2 นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร6างขึ้นไปให6ผู6อำนวยการ และครูในโรงเรียน จำนวน 3 ทCาน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม 3.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจไปทดลองใช6กับนักเรียน โดยให6นักเรียนทำ แบบสอบถามความพึงพอใจหลังจากการเรียนโดยใช6นวัตกรรม การเก็บรวบรวมข5อมูล ดำเนินการทดลองด6วยตนเองตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นทดสอบก:อนการใช5นวัตกรรม ( Pre-test ) กCอนทดลองใช6นวัตกรรม ให6นักเรียนทำ แบบทดสอบเพื่อทดสอบกCอนเรียน ขั้นการใช5นวัตกรรม ทำการเรียนการสอนโดยใช6นวัตกรรม สัปดาหgละ 4 ชั่วโมง รวม 5 สัปดาหg โดยแจ6งจุดประสงคgพร6อมอธิบายขั้นตอน และเนื้อหาของแบบฝ|กทักษะ หลังจากนั้นทำการ เรียนการสอน นอกจากนี้ให6นักเรียนประเมินแบบฝ|กทักษะโดยใช6แบบสอบถามความพึงพอใจของ นักเรียน ขั้นทดสอบหลังเรียน (Pre-test) เมื่อทำการเรียนการสอนโดยใช6นวัตกรรมแล6ว ให6นักเรียน ทำแบบทดสอบ โดยใช6แบบทดสอบซึ่งเป~นฉบับเดียวกับแบบทดสอบกCอนเรียนแล6วตรวจให6คะแนน เพื่อนำไปวิเคราะหgหาประสิทธิภาพของแบบฝ|กทักษะการใช6ภาษาอังกฤษและเปรียบเทียบ ความสามารถของนักเรียนกCอนและหลัง การวิเคราะหOข5อมูล ผู6สร6างนวัตกรรมใช6สถิติในการวิเคราะหgข6อมูล ดังนี้ 1. ผู6วิจัยใช6คCาสถิติพื้นฐานได6แกC คะแนนเฉลี่ย และคCาร6อยละในการหาประสิทธิภาพของแบบ ฝ|กทักษะ และวิเคราะหgหาประสิทธิภาพของแบบฝ|กทักษะที่กำหนดไว6คคือ 75/75 โดยใช6สูตร E1/E2 2. ผู6สร6างนวัตกรรมใช6การทดสอบคCาที (t-test) ในการเปรียบเทียบความสามารถในการใช6 ภาษาอังกฤษของนักเรียนกCอนและหลังการใช6นวัตกรรม และวิเคราะหgโดยใช6โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 3. ผู6สร6างนวัตกรรมใช6คCาสถิติพื้นฐานได6แกC คCาเฉลี่ยและสCวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการ วิเคราะหgข6อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอนวัตกรรม โดยแปลความหมาย ระดับความพึงใจ 1.00 ≤ ̅< 1.50 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยูCในระดับต่ำสุด 1.50 ≤ $ < 2.50 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยูCในระดับต่ำ 2.50 ≤ ̅ < 3.50 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยูCในระดับปานกลาง 3.50 ≤ ̅ < 4.50 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยูCในระดับมาก 4.50 ≤ ̅ ≤ 5.00 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยูCในระดับมากที่สุด


31 1. ขั้นตอนการสร5าง/พัฒนานวัตกรรม 1. ขั้นวิเคราะหO(สภาพปäจจุบัน,หลักการ,ทฤษฎี) ตาราง1 แสดงระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงานตามกระบวนการ PDCA แผนการดำเนินงาน เม.ย พ.ค 256 มิ.ย 2565 ก.ค 2565 ศึกษาสภาพป*ญหา คิดค1นนวัตกรรม ออกแบบนวัตกรรม จัดทำนวัตกรรม นำนวัตกรรมไปทดลองใช1 ปรับปรุงแก1ไข นำนวัตกรรมไปสูFห1องเรียน ประเมิน/สรุปผล รายงานผลการดำเนินการ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6 แบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน มีการ ดำเนินการแบCงออกเป~น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร6างและพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษรูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ระยะที่2 นำรูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning มา ใช6ในกระบวนการจัดการเรียนรู6เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ระยะที่1 สร5างและพัฒนานวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษโดยใช5รูปแบบ TANOD MODEL ผ:านกระบวนการเรียนรู5แบบ Active Learning ศึกษาความเปBนมาและสภาพปFญหา (P : Plan) ผู6จัดทำได6ดำเนินการศึกษาความเป~นมาและสภาพปäญหาของกระบวนการจัดการเรียนการ สอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ ทักษะภาษาอังกฤษ ที่เป~นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู6เรียนในระดับ ประถมศึกษาจะต6องมีพื้นฐานเพื่อที่จะนำไปปรับใช6ในระดับที่สูงขึ้น จนทำให6ทราบถึงความเป~นมาและ สภาพปäญหา สCงผลให6ครูผู6สอนได6คิดค6นนวัตกรรมเพื่อใช6ในการแก6ปäญหา จนนำมาสูCการดำเนินการใน ครั้งนี้จากนั้นครูผู6สอนได6ศึกษาเอกสาร ตำราเกี่ยวกับการสร6างนวัตกรรม เพื่อถอดบทเรียนในการนำ องคgความรู6ในการสร6างสรรคgนวัตกรรมมาใช6ในการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนให6มี


32 ความเหมาะสมและสอดคล6องกับสภาพปäญหาที่พบจึงนำไปสูCการสร6างและพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning 2. ขั้นออกแบบ การออกแบบนวัตกรรมและจัดทำนวัตกรรม (D : Do) หลังจากการศึกษาความเป~นมาและสภาพปäญหาของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ และได6ศึกษาเอกสาร ตำราเกี่ยวกับการสร6างนวัตกรรม เพื่อถอดบทเรียนในการนำองคg ความรู6ในการสร6างสรรคgนวัตกรรมมาใช6ในการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนให6มีความ เหมาะสม และสอดคล6องกับสภาพปäญหาที่ขึ้น จึงได6สร6างและพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6 รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning เมื่อออกแบบนวัตกรรมเรียบร6อย ครูผู6สอนจึงได6ลงมือจัดทำนวัตกรรมการสอนเพื่อพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ขึ้นจนสำเร็จพร6อมที่จะนำไปใช6กับผู6เรียน TANOD MODEL


33 องคOประกอบนวัตกรรม หลักการ : TANOD MODEL เป~นรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู6ที่ยึดหลักตาม Active Learning โดยเน6นให6ครูผู6สอนเละผู6เรียนตCางมีสCวนรCวมในกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน วัตถุประสงคO: TANOD MODEL เป~นนวัตกรรมด6านการจัดการเรียนรู6ที่สร6างขึ้นเพื่อใช6เป~น หลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6เพื่อพัฒนาผู6เรียนให6เกิดผลการเรียนรู6ที่บรรลุวัตถุประสงคgที่ตั้งไว6 กระบวนการ/ขั้นตอน/วิธีการ T = Teamwork คือ การการเรียนรู6รCวมกันและทำงานรCวมกันของนักเรียนผCานทักษะทาง ภาษา และทักษะการทำงานในการทำกิจกรรมการเรียนรู6ตCางๆ เชCน การเลCนเกมสgรCวมกัน การสืบค6น ข6อมูลรCวมกัน การทำกิจกรรมกลุCม การตัดตCอคลิปวิดีโอกลุCมเป~นต6น โดยการแบCงหน6าที่กัน ชCวยเหลือ ซึ่งกันและกันจนกิจกรรมสำเร็จ A = Active learning คือ การเรียนรู6ผCานกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อกระตุ6นความสนใจของ ผู6เรียน เน6นกระบวนการเรียนรู6มากกวCาเนื้อหาวิชา เพื่อชCวยให6ผู6เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู6 หรือ สร6างความรู6ให6เกิดขึ้นในตนเอง ด6วยการลงมือปฏิบัติจริงผCานสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู6 ที่มีครูผู6สอน เป~นผู6แนะนำ กระตุ6น หรืออำนวยความสะดวก ให6ผู6เรียนเกิดการเรียนรู6ขึ้น ได6อยCางมีประสิทธิภาพ N = Network partner คือ การมีสCวนรCวมจากภาคีเครือขCาย คือ ปราชญgท6องถิ่น ผู6มี ความรู6เกี่ยวกับตาลโตนด มาให6ความรู6ความเข6าใจเกี่ยวกับตาลโตนดแกCนักเรียน และสาธิตการทำ ขนมจากตาลโตนดให6นักเรียนได6สังเกตเรียนรู6 เพื่อนำมาตCอยอดสูCการเรียนภาษาอังกฤษตCอไป O = Observation การเรียนรู6ผCานการสังเกตการออกเสียงที่ถูกต6องจากเจ6าของภาษาโดย การฟäงและฝ|กออกเสียงผCานเว็บไซตgที่เป~นมาตรฐานสากล โดยการสืบค6นกระบวนการออกเสียงที่ ถูกต6องด6วยตนเอง เพื่อฝ|กทักษะการฟäงและตCอยอดสูCการพัฒนาทักษาะการพูดตCอไป D = Distribution คือ การเผยแพรCผลงานตนเองผCานการพูดนำเสนอหน6าชั้นเรียน นักเรียน ฝ|กทักษะการพูดผCานการเผยแพรCผลงานของตนเองทั้งงานกลุCมและงานเดี่ยว เกิดการพัฒนาตนเองใน ด6านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ จากการจัดการเรียนการสอน และได6รับพัฒนาจากหลากหลาย กิจกรรมจนสามารถพัฒนาทักษะการพูด และ ขั้นการพัฒนา (พัฒนาแผน/คูCมือ/สื่อ/เครื่องมือวัดประเมินผล,หาประสิทธิภาพ/ทดลองใช6) ระยะที่2 นำนวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษ TANTANOD MODEL มาใช5 นำนวัตกรรมการสอนพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning มาใช6ในกระบวนการจัดการเรียนรู6เพื่อ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 โรงเรียนบ6านหนองไกCเถื่อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2


34 ขั้นดำเนินการ (นำไปใช6) การนำนวัตกรรมไปใช5กับผู5เรียน หลังจากสร6างและพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ขึ้นจนสำเร็จ ผู6จัดทำจึงนำนวัตกรรมที่ได6ไปทดลองใช6กับ ผู6เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 เพื่อเป~นการเสริมสร6างสนับสนุนให6ผู6เรียนเกิดความสนใจและ อยากจะเรียนรู6ผCานสื่อหรือนวัตกรรมที่มีความแปลกใหมCที่ครูผู6สอนได6สร6างขึ้น ขั้นการประเมินผล ตรวจสอบติดตามหลังการใช5นวัตกรรม (C : Check) การนำนวัตกรรมไปใช6กับผู6เรียนเพื่อเป~นการการเสริมสร6างสนับสนุนให6ผู6เรียนเกิดความสนใจ แล6ว ผู6จัดทำได6นำข6อมูลมาวิเคราะหgถึงข6อดี-ข6อเสีย และสิ่งที่ต6องปรับปรุงเมื่อนำนวัตกรรมที่สร6างขึ้น ไปใช6จริง หลังจากทดลองใช6ครูผู6สอนจึงนำผลจากการทดลองใช6นวัตกรรมไปปรับปรุงแก6ไขให6ดีขึ้นใน ลำดับ ปรับปรุงแก5ไข นำนวัตกรรมไปสู:ห5องเรียนและประเมินผล (A : Action) หลังจากการปรับปรุงแก6ไข นำนวัตกรรมไปใช6กับกลุCมเปãาหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปnที่ 5 พร6อมวิเคราะหgการใช6นวัตกรรมของผู6เรียนเป~นรายบุคคลวCามีความสอดคล6อง ตรงตามความ ต6องการของกลุCมเปãาหมายมากน6อยเพียงใดโดยการวัดและประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบระหวCางผลการ ทดสอบกCอนใช6นวัตกรรมและหลังการใช6นวัตกรรม เพื่อนำไปใช6ในการวางแผนจัดกระบวนการจัดการ เรียนการสอนในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษ ด6านทักษะภาษาอังกฤษ ให6มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนและการเผยแพร:ผลงาน เมื่อสมบูรณgตามขั้นตอนตCางๆ จึงนำนวัตกรรมเผยแพรCผCานเว็บไซตg แพลตฟอรgมตCางๆ เพื่อให6 ครูผู6สอนหรือผู6ที่มีความสนใจทั่วประเทศสามารถนำไปปรับประยุกตgใช6ให6เกิดประโยชนgตCอผู6เรียนได6


35 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหOข5อมูล 1. ผลการวิจัยและพัฒนา ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู6โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning N กิจกรรมระหว:างเรียน กิจกรรมหลังเรียน คะแนน E1/E2 เต็ม $SD E1 คะแนน เต็ม $SD E2 15 60 52.47 2.23 87.44 20 17.87 0.99 89.33 87/89 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม (กระบวนการ/ผลลัพธg) มีคCาเทCากับ 87/89 จากตารางที่ 1 พบวCา ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู6เพื่อพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 มีประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) เทCากับ 87.44 และประสิทธิภาพ ผลลัพธg เทCากับ 89.33 กลCาวคือ กิจกรรมการเรียนรู6ทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 มี ประสิทธิภาพ E1/E2 เทCากับ 87.44/89.33 ซึ่งเป~นไปตามเกณฑgกำหนดไว6คือ 85/85 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning กCอนเรียนและหลังเรียน จากตารางที่ 2 พบวCา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 มีทักษะการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียน มีคCาเฉลี่ยเทCากับ 17.87 และเมื่อเปรียบเทียบระหวCางคะแนนหลังเรียนกับเกณฑgร6อยละ 85 พบวCา นักเรียนมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หลังเรียนสูงกวCาเกณฑgอยCางมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05


36 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะหgความพึงพอใจของนักเรียนตCอการพัฒนา การพูดภาษาอังกฤษโดยใช6 รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning รายการประเมิน N $S.D ระดับความ พึงพอใจ 1. เนื้อหาในบทเรียนนี้นCาสนใจ 15 4.87 0.35 มากที่สุด 2. เนื้อหาในบทเรียนไมCยากจนเกินไป 15 4.87 0.35 มากที่สุด 3. รูปแบบกิจกรรมและแบบฝ|กทักษะมีความนCาสนใจ 15 4.67 0.48 มากที่สุด 4. รูปแบบกิจกรรมและแบบฝ|กทักษะไมCยากจนเกินไป 15 5.00 0.00 มากที่สุด 5. แบบฝ|กทักษะทำให6ข6าพเจ6าพัฒนาความสามารถใน การใช6ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น 15 4.93 0.25 มากที่สุด 6. เนื้อหาในแบบฝ|กบทนี้สามารถนำไปประยุกตgใช6ใน ชีวิตประจำวันได6 15 4.87 0.35 มากที่สุด 7. กิจกรรมกCอนการฝ|ก (warm up Activity ) กระตุ6น ให6ข6าพเจ6าอยากทำกิจกรรมอื่นตCอ 15 4.60 0.63 มากที่สุด 8. กิจกรรมในขั้นฝ|กทักษะการฟäง การพูด การอCานและ การเขียน ชCวยให6ข6าพเจ6าฝ|กทักษะอยCางมีประสิทธิภาพ 15 4.33 0.48 มาก 9. กิจกรรมในขั้นฝ|กทักษะทางภาษา ไมCยากจนเกินไป 15 4.93 0.25 มากที่สุด 10. จากการทำกิจกรรมชCวยให6ข6าพเจ6าสามารถใช6 ภาษาอังกฤษในการพูดลำดับขั้นตอนการทำขนม และ ทำขนมได6 15 4.67 0.48 มากที่สุด ความพึงพอใจรวม 4.78 0.13 มากที่สุด จากตารางที่ 3 พบวCา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ที่มีตCอกิจกรรมการ เรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษ โดยรวมอยูCในระดับความพึงพอใจมากที่สุด (X̅=4.78, S.D.=0.13) เมื่อ พิจารณาเป~นรายข6อ พบวCา นักเรียนมีความพึงพอใจสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ รูปแบบกิจกรรมและแบบ ฝ|กทักษะไมCยากจนเกินไป (X̅=5.00, S.D.=0.00) รองลงมา คือ แบบฝ|กทักษะทำให6ข6าพเจ6าพัฒนา ความสามารถในการใช6ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ในระดับมากที่สุด (X̅=4.93, S.D.=0.25) และกิจกรรมใน ขั้นฝ|กทักษะทางภาษา ไมCยากจนเกินไปในระดับมากที่สุด (X̅=4.93, S.D.=0.25) สCวนข6อที่มีความพึง พอใจต่ำสุด คือกิจกรรมในขั้นฝ|กทักษะการฟäง การพูด การอCานและการเขียน ชCวยให6ข6าพเจ6าฝ|ก ทักษะอยCางมีประสิทธิภาพ ในระดับมาก (X̅=4.33, S.D.=0.48)


37 บทที่ 5 สรุปผล การวิจัยมีประเด็นสำคัญนำมาสรุปผลและอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ 1. การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ที่ผู6วิจัยสร6างขึ้นมี ประสิทธิภาพเทCากับ 87.44/89.33 ซึ่งเป~นไปตามเกณฑgที่กำหนดไว6 85/85 หมายความวCานักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝ|กทักษะคิดเป~นร6อยละ 87.44 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบวัด ทักษะการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียนคิดเป~นร6อยละ 89.33 ทั้งนี้เนื่องจากผู6วิจัย ได6ศึกษาหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุCมสาระการเรียนรู6ภาษาตCางประเทศอยCาง ละเอียด โดยศึกษามาตรฐานการเรียนรู6 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู6แกนกลาง แนวทางการจัดการเรียนรู6 สื่อประกอบการเรียนรู6 การวัดผลประเมินผล งานวิจัยที่เกี่ยวข6องและผู6วิจัยได6นำเสนอแผนการจัดการ เรียนรู6มีสื่อประกอบการสอนประกอบด6วยบัตรภาพ บัตรคำ แบบฝ|กทักษะ ที่มีสีสันสวยงาม เข6าใจ งCาย ทำให6ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษ โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning มีประสิทธิภาพเป~นไปตามเกณฑgที่กำหนดไว6สอดคล6อง กับแนวคิดอภิญญา เคนบุปผา (2546 : 26) กลCาววCา ชุดกิจกรรมจะชCวยเพิ่มประสิทธิภาพในการ สอนของครูและสCงเสริมการเรียนของนักเรียนให6เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู6 โดยเปîด โอกาสให6ผู6เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมจากชุดกิจกรรมด6วยตนเองซึ่งเป~นการเรียนโดยยึดผู6เรียน เป~นสำคัญ ผู6เรียนจะมีสCวนรCวมในการปฏิบัติกิจกรรมตCางๆ ตามความสามารถของแตCละบุคคล ทำให6 นักเรียนไมCเบื่อหนCายที่จะเรียนแตCมีความกระตือรือร6นที่จะค6นคว6าหาคำตอบด6วยตัวเอง ทำให6นักเรียน มีโอกาสในการฝ|กทักษะปฏิบัติในด6านตCางๆ ได6ด6วย สอดคล6องกับผลการวิจัยของสุนันทา แก6วพันธg ชCวง (2550: 4) ได6ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปnที่ 6 โดยใช6กิจกรรมภาษาเพื่อการสื่อสาร พบวCาหลังจากนักเรียนได6รับการสอนโดยใช6ชุดกิจกรรมทางภาษา เพื่อการสื่อสาร นักเรียนมีความสามารถด6านการพูดภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นอยCางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.5 2. นักเรียนมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกวCาเกณฑgร6อยละ 85 ที่ตั้งไว6 อยCางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หมายความวCา กิจกรรมการเรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษโดยใช6 รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning ชCวยพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้เนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning เป~นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให6 ผู6เรียนได6มีสCวนรCวมและเรียนรู6จากสาธิต มีการฝ|กการออกเสียงคำศัพทg วลี ข6อความหรือประโยคสั้นๆ จากการเตรียมการพูด การฝ|กซ6อมโดยครูเป~นผู6ดูแลใกล6ชิดคอยให6คำแนะนำการจัดสถานการณgที่


38 นักเรียนคุ6นเคยและสามารถพบเจอได6ในชีวิตประจำวัน จะทำให6นักเรียนผCอนคลาย มีความมั่นใจและ กล6าออกเสียงมากขึ้นทำให6ผู6เรียนเกิดประสบการณgตรงในการพูดภาษาอังกฤษ ผCานการรCวมกันปฏิบัติ กิจกรรมที่หลากหลาย เกิดความเข6าใจและทำให6นักเรียนมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น อีกทั้งการเรียนรู6ด6วยบทบาทสมมติเป~นการจัดประสบการณgการเรียนรู6ให6นักเรียนได6มีโอกาสรCวม อภิปรายมีโอกาส ฝ|กทักษะการพูดมีการเรียนรู6อยCางมีปฏิสัมพันธgจนเกิดความรู6ความเข6าใจนำไป ประยุกตgใช6สามารถวิเคราะหgสังเคราะหgประเมินคCา หรือสร6างสรรคgสิ่งตCางๆ และพัฒนาตนเองเต็ม ความสามารถ สอดคล6องกับแนวคิดของเกศสุดา ปงลังกา (2550, น. 9) ได6กลCาววCากิจกรรมการสอน ทักษะการพูดมีความสำคัญในการพัฒนา ความสามารถด6านการพูดของนักเรียน ครูสามารถสร6าง สถานการณgให6นักเรียนได6มีโอกาสฝ|กพูดในสถานการณgตCาง ๆ ท าให6นักเรียนเกิด ความคลCองแคลCว ในการใช6ภาษา ซึ่งเป~นปäจจัยที่ชCวยให6นักเรียน พัฒนาความสามารถในการสื่อสาร นอกจากนี้ยังเป~น การสร6าง แรงจูงใจให6กับนักเรียนในการเรียนรู6ภาษาอยCางเป~นธรรมชาติอีกด6วย สอดคล6องกับ ผลการวิจัยของผลการวิจัยของ ศุลีพร สุCมมาตยg (2558) ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและเจตคติตCอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 6 โดยใช6การสอนแบบมุCงประสบการณgทางภาษาพบวCาผู6เรียนมีความก6าวหน6าทางการเรียนร6อยละ 70 ผู6เรียนมีเจตคติที่ดีตCอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษร6อยละ 86 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู6เรียนได6ฝ|กทักษะการ พูดเพื่อการสื่อสารจากกิจกรรมการสอนที่หลากหลายมีโอกาสได6ฝ|กฝนจากสถานการณgเสมือนจริงอยูC เสมอๆ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจตCอกิจกรรมการเรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษ โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning โดยรวมอยูCในระดับมากที่สุด ทั้งนี้ เนื่องมาจากจัดกิจกรรมการเรียนรู6สร6างความตื่นเต6น สนุกสนาน ที่ได6พูดออกเสียงภาษาอังกฤษ ประกอบกับ บัตรภาพ บัตรคำ ใบความรู6 ที่มีสีสันสวยงาม เข6าใจงCาย มีความใกล6เคียงกับความเป~น จริงในชีวิตประจำวัน กล6าแสดงออก ได6แสดงบทบาทและพูดในสถานการณgที่ใกล6เคียงกับความเป~น จริง เป~นการสร6างความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษให6กับนักเรียน และลักษณะกิจกรรมมีความ หลากหลาย นักเรียนจึงไมCมีความกังวลในการพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป~นการลดความกังวลและเพิ่ม ความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนได6อีกด6วย เมื่อนักเรียนได6ใช6ภาษาเพื่อการสื่อสารมาก ขึ้นจะทำให6เห็นความก6าวหน6า และความสำเร็จของตนเองในการใช6ภาษาอังกฤษ ทั้งได6เห็นประโยชนg และคุณคCาในการพูดภาษาอังกฤษจึงทำให6เกิดความพึงพอใจ ความสนใจ ความตั้งใจ และความ ต6องการฝ|กฝนการพูดภาษาอังกฤษตCอไป สอดคล6องกับ แนวคิดของธงชัย ต6นทัพไทย (2548 : 15) ได6กลCาวถึงประโยชนgของชุดกิจกรรมวCาเป~นสื่อการสอนที่มีคุณภาพเพื่อชCวยเพิ่มประสิทธิภาพของ การจัดกิจกรรมการเรียนรู6ของผู6สอนและสCงเสริมพัฒนาให6ผู6เรียนได6เกิดการเรียนรู6ด6วยตนเอง มีโอกาส ฝ|กปฏิบัติและแสดงความคิดอยCางสร6างสรรคg ทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตรgตามศักยภาพของแตC


39 ละบุคคลได6อยCางเต็มความสามารถ โดยเน6นผู6เรียนเป~นสำคัญเพื่อให6ผู6เรียนมีคุณลักษณะสมบูรณgทั้ง ด6านความรู6เป~นคนดี และมีความสุข เสริมสร6างมนุษยgสัมพันธgแบบกัลยาณมิตรกับผู6อื่น ซึ่งสอดคล6อง กับผลการวิจัยของศันสนะ มูลทาดี(2558,น.74) พบวCานักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด6วยวิธี แสดงบทบาทสมมติในระดับมากและสอดคล6องกับผลการวิจัยของพิชญาภา กล6าวิจารณg (2560, น. 92) พบวCา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตCอการจัดกิจกรรมการเรียนรู6โดยใช6กิจกรรมเพื่อพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 6 อยูCในระดับมากที่สุดเนื่องจากมีการจัด กิจกรรมที่มีลักษณะสถานการณgเหมือนในชีวิตประจำวันมากที่สุดทำให6นักเรียนคลายกังวลในการทำ กิจกรรมการเรียนรู6และเกิดความพึงพอใจในการเรียน ข5อเสนอแนะ 1. ข5อเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช5 1.1 การนำแผนการจัดการเรียนรู6การพูดภาษาอังกฤษ โดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCานกระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ไป ใช6ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู6ควรศึกษารายละเอียดเพื่อทำความเข6าใจเนื้อหากิจกรรมการเรียนรู6 และนำไปปรับใช6ได6ถูกต6องตามบริบทที่เกี่ยวข6อง 1.2 ควรมีสื่อการสอนที่หลากหลายนCาสนใจ มีภาพ เสียง ประกอบกิจกรรมการ เรียนรู6และควรเป~นเรื่องใกล6ตัวที่นักเรียน สามารถพบเจอได6ในชีวิตประจำวัน เพื่อให6นักเรียนเกิดความ สนใจ สนุกสนาน และเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู6มากยิ่งขึ้น 1.3 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช6รูปแบบ TANOD MODEL ผCาน กระบวนการเรียนรู6แบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปnที่ 5 ประกอบด6วย กิจกรรมและสื่อที่หลากหลายที่และกระบวนนการทำขนมคCอนข6างใช6เวลา ครูผู6สอนสามารถยืดหยุCน เวลาได6ตามความเหมาะสม 2. ข5อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต:อไป 2.1 ควรกำหนดกิจกรรมในการเรียนการสอนให6หลากหลายขึ้น เพื่อให6ผู6เรียนได6มี โอการเรียนรู6และนำไปใช6ในสถานการณgที่หลากหลายในชีวิตประจำวันได6


40 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. 2544. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. พิมพgครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพg องคgการรับสCงสินค6าและพัสดุภัณฑg. กระทรวงศึกษาธิการ.(2553).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน.พุทธศักราช 2551. พิมพgครั้ง ที่ 3.กรุงเทพฯ.โรงพิมพgชุมนุมสหกรณgการเกษตรแหCงประเทศไทย.จำกัด. ไขCมุก ภาคภูมิ(2554: 31-33) ได6ศึกษาการพัฒนาทักษะการพูดหน5าชั้นเรียน โดยใช5แบบฝçกทักษะ. ทางการพูดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปnที่ 5 . ชม ภูมิภาค. (ม.ป.ป.). เทคโนโลยีทางการสอนและการศึกษา. กรุงเทพฯ : ประสานมิตร. ชัยยงคg พรหมวงศg. (2521). นวตักรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษากับการสอนระดับอนุบาล. ชัยยงคg พรหมวงศg. (2545). เอกสารการสอนชุดวิชาสื่อการสอนระดับประถมศึกษา. หนCวยที่ 8 – 15 (พิมพgครั้งที่20). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เดชดนัย จุ6ยชุม และคณะ. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการคิดของ นักศึกษาในรายวิชาทักษะการคิด (Thinking Skills) รหัสวิชา 11-024-112 . ธงไชย ต6นทัพไทย. (2548). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู5วิทยาศาสตรOและค:านิยม. การ บริโภคอาหารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปnที่ 2 ที่สอนโดยใช6ชุดกิจกรรม. บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2542). นวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนยgหนังสือจุฬาลงกรณg. มหาวิทยาลัย. บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2543). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา.นนทบุรี : สํานักพิมพ . SR printing. ปริญญา เกษประสิทธิ์. (2550). สภาพและปFญหาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ระดับชั้น ประถมศึกษา อำเภออุ6มผาง จังหวัดตาก. อุตรดิตถg: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถg. ปรีชาญ เดชศรี. การเรียนรู5แบบ Active Learning: ทำได5อย:างไร.การศึกษาวิทยาศาสตรg คณิตศาสตรgและ. เทคโนโลยี, 30(116), 53-55, 2545. ปาริชาต เตชะ. (2553) การพัฒนาทักษะการฟFงพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปdที่ 5 โดยใช5บทบาทสมมติ. มหาวิทยาลัยเชียงใหมC:เชียงใหมC. ไผท สิทธิสุนทร. 2543. “การเรียนรู5แบบ 4 MAT”. สานปฏิรูป.24 (มีนาคม), 20-23. สำเริง บุญเริง รัตนg. 2540 พรสวรรคg สีปãอ. (2550). สุดยอดวิธีสอนภาษาอังกฤษนาไปสู:การจัดการเรียนรู5ของครูยุคใหม:. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อักษรเจริญทัศนg. มนัส บุญประกอบและคณะ.(2543). รายงานการวิจัยฉบับที่ 80 การวิจัยและพัฒนาเทคนิคการ สอนวิทยาศาสตรOตามแนวทางยกระดับคุณภาพวิทยาศาสตรOศึกษา.กรุงเทพฯ


41 ระพินทรgโพธิ์ศรี. ( 2545). การวิจัยในชั้นเรียนสําหรับการจัดการเรียนรู5ระดับการศึกษาขั้น. พื้นฐาน. อุตรดิตถg: คณะครุศาสตรgมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถg. วรกิต วัดเข6าหลาม. (2540). ชุดการสอนภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา. คณะศึกษาศาสตรg มหาวิทยาลัยขอนแกCน. วาสนา พรหมสุรินทรg.2540. การสร5างชุดการสอนโดยวิธีวิเคราะหOระบบเพื่อพัฒนาทักษะ. กระบวนการสาหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปnที่1.วิทยานิพนธgปริญญาศึกษาศาสตร. ศิริพร มโนพิเชฐวัฒนา. (2546). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตรO. แบบ บูรณาการที่เน6นผู6เรียนมีสCวนรCวมในการจัดการเรียนรู6ที่กระตือรือร6น. ศุลีพร สุCมมาตยg. (2558) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และเจตคติต:อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปdที่ 6 . สถาบันราชภัฏเพชรบุรี.(2546). การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร5างงานแก:คนในท5องถิ่นกรณี การพัฒนาและเผยแพรCผลิตภัณฑgจากใบตาลของจังหวดเพชรบุรี. สันติรักษg ลุสีดา. (2552). การพัฒนาแบบฝçกทักษะการอ:านภาษาอังกฤษเพื่อความเข5าใจของ. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปdที่ 1 โดยใช5วิธีสอนอ:านแบบบูรณาการของเมอรOดอกซO. สมจิต สวธนไพบูลยg. (2535). ธรรมชาติวิทยาศาสตรO. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตรg มหาวิทยาลัยศรีนครินทรgวิโรฒ. สุนียg เหมะประสิทธิ์. (2543). ชุดกิจกรรมแบบ 4 MAT กับการพัฒนาศักยภาพนักเรียน. กรุงเทพฯ: วิชาการศึกษาศาสตรg. สุวิทยg มูลคํา และอรทัย มูลคํา . (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู5เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพg. สุนันทา แก6วพันชCวง (2550). การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปd ที่6. โดยใช6กิจกรรมภาษาเพื่อการสื่อสาร. อภิญญา เคนบุปผา. (2546). การพัฒนาชุดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตรOเรื่อง “สารและสมบัติ ของสาร” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่6. วิทยานิพนธgการศึกษา. Ang Cheng-Jun. (2006). Designing communicative tasks for college English courses. Retrieved from http:www.asian-efl-journal.com. Wiriyachitra, . Boonsong, K. & et al. (2011). The cultural heritage in the Palm Muang Phetch Charonpol, M. (2007). An experiment on creation of the strategy in marketing Contributing to Community Life Banlad, Banlad District, Phetchaburi Province. promotion of Thanot Palm Sugar Cooperatives' product in Ban Dong Huang Ewell, P. T. (1997). Organizing for Learning: A New Imperative, 3 - 6.


42 Robinson, (Robinson 1997:199-197) study the difference between teachers and Communicative Approach using teaching model teaching Non Communicative Approach. Scott, R. (1981). Communication in the classroom. London: Longman. Page 70. 73. Sethasatian,


43 ภาคผนวก (ภาพกิจกรรม) T=Teamwork คือ การเรียนรู6ผCานการทำงานรCวมกัน A=Active learning คือ การเรียนรู6ผCานกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อกระตุ6นความสนใจของผู6เรียน


44 N=Network partner คือ การเรียนรู6ผCานการลงมือทำ (Learning by doing) ผCานความรCวมมือจาก ภาคีเครือขCายปราชญgชาวบ6านด6านขนมไทย


45 0=Observation คือ เรียนรู6ผCานการสังเกตการออกเสียงที่ถูกต6องจากเจ6าของภาษาโดยการฟäงและ ฝ|กออกเสียงผCานเว็บไซตgที่เป~นมาตรฐานสากล D=Distribution คือ การเผยแพรCผลงานตนเองผCานการพูดนำเสนอหน6าชั้นเรียนและการถCายวิดีโอ เพื่อเผยแพรCลงยูทูป


46 คะแนนระหว:างเรียน ลำดับ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมที่ 3 รวม 1 18 19 18 55 2 17 18 18 53 3 17 18 18 53 4 15 16 17 48 5 18 19 18 55 6 19 19 18 56 7 17 18 16 51 8 16 17 17 50 9 16 16 17 49 10 17 17 18 52 11 17 18 18 53 12 17 17 19 53 13 17 18 17 52 14 18 18 18 54 15 17 18 18 53 คะแนนทดสอบก:อน-หลังเรียน ลำดับ คะแนนทอดสอบก:อนเรียน คะแนนทดสอบหลัง 1 12 19 2 10 19 3 7 18 4 8 18 5 9 18 6 11 20 7 10 18 8 8 17 9 9 18 10 7 17 11 9 17 12 9 18 13 9 18 14 8 17 15 7 16


47 คิวอารOโค5ดสำหรับชุดกิจกรรมสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ คิวอารOโค5ดสำหรับแผนการจัดการเรียนรู5 ลิงคOสำหรับช:องยูทูปสำหรับรับชมผลงานนักเรียน https://www.youtube.com/channel/UCIjkl_RAdH3yNvgOWCW3pBw ชื่อช:องยูทูปสำหรับรับชมผลงานนักเรียน


Click to View FlipBook Version