The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารวิชาการ 2-2566 การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารวิชาการ 2-2566 การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

เอกสารวิชาการ 2-2566 การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรให้เอกชนร่วมลงทุน ในกิจกำรของรัฐ


เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ฉบับที่ 2/2566 จัดพิมพ์ครั้งที่ 1/2566 จ ำนวนหน้ำ 76 หน้า จ ำนวนที่พิมพ์ 50 เล่ม จัดท ำโดย ส านักงบประมาณของรัฐสภา ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 โทร. 0 2242 5900 ต่อ 7420 ที่ปรึกษำ นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน ผู้อ านวยการส านักงบประมาณของรัฐสภา คณะผู้จัดท ำ กลุ่มงานวิเคราะห์งบประมาณ 5 กลั่นกรองโดย คณะกรรมการอ่านและตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารวิชาการ ส านักงบประมาณของรัฐสภา พิมพ์ที่ ส านักการพิมพ์ ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 โทร. 0 2242 5900 ต่อ 5421 ___________________


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ก ค ำน ำ ส านักงบประมาณของรัฐสภาจัดท ารายงานการวิเคราะห์ เรื่อง กำรให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจกำรของรัฐ ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์น าเสนอหลักการร่วมลงทุน กฎหมายและพัฒนาการของกฎหมาย แผนการร่วมลงทุน ผลการด าเนินการและปัญหาอุปสรรคของการร่วมลงทุนในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเนื้อหา ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 บทน า ส่วนที่ 2 แนวคิดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ 3 การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในประเทศไทย ส่วนที่ 4 บทสรุปและข้อเสนอแนะ ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลส าหรับประกอบการพิจารณาติดตามตรวจสอบการด าเนินโครงการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน ให้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมาธิการ และผู้ที่สนใจใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ______________________________ ส านักงบประมาณของรัฐสภา เมษายน 2566


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ข บทสรุปผู้บริหาร การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Investment Partnership : PPP) เป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีความพร้อมด้านการลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการด าเนินงานของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และมักเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนจ านวนมาก ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน (Cost effectiveness) และสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังเอกชนให้เข้ามาแบ่งเบาภาระและบริหารกิจการ แทนรัฐในบางส่วน โดยเอกชนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สิทธิการจัดเก็บค่าบริการจากผู้ใช้สิทธิ การจัดเก็บรายได้เชิงพาณิชย์ รัฐจ่ายค่าตอบแทนการด าเนินงานหรือบริหารงานให้แก่เอกชน หรือเอกชน อาจมีการจ่ายส่วนแบ่งรายได้กลับคืนให้แก่รัฐ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนที่จะเข้ามา ร่วมลงทุน นอกจากนี้ PPP ยังสามารถก่อให้เกิดผลอื่น ๆ เช่น ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม การถ่ายโอนเทคโนโลยี หรือเพื่อก่อให้เกิดการขยายตัวของตลาดทุนภายในประเทศเป็นต้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนหลายรูปแบบ สามารถแบ่งเป็น 3รูปแบบ ที่ส าคัญ ประกอบด้วย รูปแบบที่ 1 Build-Own Operate (BOO) Build-Develop-Operate (BDO) และDesignConstruct-Manage-Finance (DCMF) รูปแบบที่ 2 Buy-Build-Operate (BBO) Lease-Develop-Operate (LDO) และ Wrap-Around Addition (WAA) และรูปแบบที่ 3 Build-Operate-Transfer (BOT) Build-Own-OperateTransfer (BOOT) Build-Rent-Own Transfer (BROT) Build-Lease-Operate-Transfer (BLOT) และ Build-TransferOperate (BTO) โดยรูปแบบที่ 1และ รูปแบบที่ 2เอกชนเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง เป็นเจ้าของพัฒนาด าเนินการซื้อ หรือเช่าจากรัฐ ซึ่งไม่มีข้อตกลงในการที่ต้องโอนการด าเนินงานให้กับรัฐ ส่วนรูปแบบที่ 3 หลังจากเอกชน ด าเนินการแล้วเสร็จต้องส่งมอบให้รัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา ซึ่งการพิจารณาเลือกวิธีและรูปแบบการร่วมลงทุน จะขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างรัฐและเอกชนจากโครงการ ในช่วงการพัฒนาประเทศที่ผ่านมารัฐได้เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ต้องใช้เงินลงทุนจ านวนมาก ในหลายกิจการ เช่น กิจการขนส่งทางราง (รถไฟ รถไฟฟ้า) กิจการขนส่งทางถนน (ถนนทางหลวง ทางพิเศษ) กิจการการจัดการน้ า (การชลประทาน การประปา) เป็นต้น โดยภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุนระหว่าง ปี 2523 – 2564 พบว่า มีการลงนามในสัญญ ารวมทั้งสิ้น จ ำนวน 35 โครงกำร โดยเป็นโครงการ ที่ด าเนินการแล้วเสร็จตามสัญญาจ านวน 12 โครงการ และอยู่ระหว่างการด าเนินงาน จ านวน 23 โครงการ และภำยหลังกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ได้จัดประเภท กิจการโครงการร่วมลงทุนไว้ จ านวน 11 กิจการจึงได้มีการจัดท าแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 –2570ขึ้น โดยมีโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน รวมจ ำนวน 110 โครงกำร จ าแนกตามประเภทกิจการร่วมลงทุน จ านวน 11 กิจการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวมโดยประมาณ จ ำนวน 1,116,416.00 ล้ำนบำท ได้แก่ โครงการที่จ าเป็นเร่งด่วน (High Priority) จ านวน 17 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 477,245.00 ล้านบาท โครงการที่ก าลังศึกษาความเป็นไปได้ โครงการ (Initiative) จ านวน 84 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 451,298.00 ล้านบาท และโครงการปกติ (Normal)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ค จ านวน 9 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 187,873.00 ล้านบาท โดยมูลค่าการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กิจการขนส่ง ทางราง (รถไฟ รถไฟฟ้ า) และกิจการขนส่งทางถนน(ถนน ทางหลวง ทางพิ เศษ) ซึ่งมีมูลค่ าการลงทุน จ านวน 560,956.00 ล้านบาทและ 299,048.00 ล้านบาทตามล าดับ หรือ คิดเป็นร้อยละ 50.25 และ 26.79 ของมูลค่าการลงทุนรวม ตามล าดับโดยหน่วยงานที่มีโครงการ ภายใต้แผนฯ ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด ได้แก่ กระทรวงคมนาคม จ านวน 63โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณจ านวน 791,194.00 ล้านบาท ส าหรับหน่วยงาน ที่มีโครงการภายใต้แผนฯ มีมูลค่าการลงทุนต่ ำที่สุดจ านวน 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมและส านักนายกรัฐมนตรีรายละเอียดการโครงการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชนของไทยระหว่างปี 2523 –2570ตามแผนภำพ ก ดังนี้ แผนภำพ ก โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ระหว่างปี 2523 – 2570 ที่มำ : ส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ง โดยรูปแบบกำรร่วมลงทุนส่วนใหญ่เป็นกำรร่วมลงทุนแบบ Build-Operate-transfer (BOT) และ Build- transfer - Operate (BTO)ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาและด าเนินโครงการ รับความเสี่ยงจากผลประกอบการ และต้องมีการส่งมอบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของโครงการให้แก่รัฐเมื่อพร้อมเริ่มเปิดให้บริการ (BTO) หรือเมื่อสิ้นสุด ระยะเวลาสัญญา (BOT) โดยรัฐอาจเสนอสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจเอกชน เช่น สิทธิในการให้บริการ หรือสัญญาซื้อขาย บริการเพื่อประกันรายได้เป็นต้น และอาจก าหนดให้เอกชนจ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ข้อดีของ การร่วมลงทุนตามรูปแบบดังกล่าว คือ รัฐได้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของเอกชนในการด าเนินงานก่อสร้าง ท าให้การด าเนินงานมีประสิทธิภาพจากผลการด าเนินงานของเอกชน โดยรัฐยังคงความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ ของโครงการ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านภาษีของโครงการ โดยที่รัฐเป็นผู้ก าหนดค่าบริการมีอ านาจในการควบคุม การด าเนินงาน การบ ารุงรักษา รวมถึงสามารถก าหนดมาตรฐานในการให้บริการได้ นอกจากนี้รัฐยังสามารถประหยัด งบประมาณได้จ านวนมากในการออกแบบ การก่อสร้างสถาปัตยกรรมรวมถึงต้นทุนในการด าเนินงานโครงการพื้นฐาน ขนาดใหญ่ดังกล่าวได้อีกด้วยซึ่งการพิจารณาเลือกวิธีการและรูปแบบการร่วมลงทุน จะขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ตอบแทน ระหว่างรัฐและเอกชนจากการด าเนินงานโครงการ ซึ่งมีอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) Net Costซึ่งรัฐรับผิดชอบ การจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยในขณะที่เอกชนรับผิดชอบในส่วนที่เหลือทั้งหมด 2) Gross Costซึ่งสิทธิและหน้าที่ ความรับผิดชอบระหว่างรัฐและเอกชนมีลักษณะเดียวกับรูปแบบ net cost เว้นแต่รัฐเป็นเจ้าของรายได้หรืออาจ มอบหมายให้เอกชนเป็นตัวแทนในการจัดเก็บรายได้ โดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนตามผลการด าเนินงานที่ส่งมอบ ให้แก่รัฐ (Availability Payment) โดยผลตอบแทนที่เอกชนได้รับจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายได้จากการด าเนินงาน และ3) Modified Gross Costซึ่งสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างรัฐและเอกชนมีลักษณะเดียวกับรูปแบบ gross cost เว้นแต่รัฐเป็นเจ้าของรายได้หรือมอบหมายให้เอกชนเป็นตัวแทนในการจัดเก็บรายได้ โดยเอกชนจะได้รับ ค่าตอบแทนตามผลการด าเนินงานที่ส่งมอบให้แก่รัฐ และค่าตอบแทนพิเศษส่วนหนึ่งเพิ่มเติม ในกรณีที่รายได้ ของโครงการสูงกว่าปริมาณที่ก าหนดไว้ในข้อตกลงก่อนลงนามในสัญญา (Availability Payment with Incentive) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเกิดการร่วมลงทุนและพัฒนาประสิทธิภาพการด าเนินงานการลงทุน นอกจากรูปแบบสัญญาที่เหมาะสมแล้วการบริหารจัดการโครงการร่วมลงทุนที่มีประสิทธิภาพจะช่วย ให้การด าเนินงานโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนบรรลุวัตุประสงค์ได้อย่างเป็นรูปประธรรม ส่งผลให้ประเทศ สามารถลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและด าเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ของประเทศสามารถใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีคุ้มค่า พร้อมทั้งสามารถเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนและลดภาระ ด้านการคลัง เนื่องจากการใช้งบประมาณในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีวงเงินงบประมาณที่สูงมาก สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น การลงทุนรูปแบบ PPP จึงเป็นแหล่งกระแสเงินสด ระยะยาวในการลงทุนให้แก่รัฐบาล ตลอดจนสร้างมั่นใจให้แก่รัฐได้ว่าโครงการร่วมลงทุนจะสามารถด าเนินการ ได้เสร็จสมบูรณ์ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้บริโภค ทั้งนี้ ปัจจัยส าคัญที่ส่งผลต่อความส าเร็จในการด าเนินงานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ส าคัญ ได้แก่ นโยบายของรัฐที่มีความต่อเนื่องและชัดเจน กฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ต้องมีความชัดเจน และเอื้อต่อการปฏิบัติกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แรงจูงใจในการส่งเสริมให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับรัฐ วัตถุประสงค์


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา จ ของโครงการต้องชัดเจน เสถียรภาพทางการเมือง ให้ความส าคัญกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก และบุคลากรทุกระดับที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้เกี่ยวกับการให้เอกชนร่วมลงทุน ในกิจการของรัฐ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ อย่ำงไรก็ตำม จำกกำรศึกษำกฎหมำยข้อมูลโครงกำรร่วมลงทุนและที่เกี่ยวข้องมีข้อสังเกต ดังนี้ 1) ปัญหำด้ำนกฎหมำย : พระรำชบัญญัติกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 1.1) ควำมไม่ชัดเจนของมำตรำ 7 วรรคสอง ที่ก าหนดกิจการตามวรรคหนึ่งซึ่งจะจัดท า โครงการร่วมลงทุนให้รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องที่จ าเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการด าเนินกิจการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่ง “กิจกำรเกี่ยวเนื่องที่จ ำเป็น” ยังไม่มีการก าหนดนิยามหรือรายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อความสะดวกในการด าเนินงานและการท าความเข้าใจ ลดการตีความโดยใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้การออกประกาศโดยฝ่ายบริหาร อาจเกิดการแทรกแซงของอ านาจรัฐ ในการก าหนดรายละเอียดเนื้อหาได้ 1.2) องค์ประกอบของคณะกรรมกำรคัดเลือกตำมมำตรำ 36 มีสัดส่วนของคณะกรรมกำร ที่เป็นบุคคลจำกหน่วยงำนภำยนอกที่ไม่ใช่หน่วยงำนเจ้ำของโครงกำรจ ำนวนน้อย หรือน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ คณะกรรมการทั้งหมด (อัตราส่วน 5:2) ท าให้การตัดสินใจอาจเกิดความไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีการถ่วงดุลในการพิจารณา 1.3) องค์ประกอบของคณะกรรมกำรก ำกับดูแลตำมมำตรำ 43 เป็นผู้แทนของหน่วยงำน รัฐทั้งหมด เกิดการใช้อ านาจของรัฐดูแลภายหลังการเกิดสัญญาซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานสูงสุดถึง 30 ปี เพียงฝ่ายเดียว ท าให้การตัดสินใจบางอย่างอาจไม่ได้ค านึงถึงเอกชน ซึ่งการบริหารรวมถึงการแก้ไขสัญญาร่วม ลงทุนควรเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการดูแลตรวจสอบด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส 1.4) ไม่มีกำรก ำหนดแนวทำงรองรับ กรณีโครงกำรร่วมลงทุนไม่ปฏิบัติตำมขั้นตอนของ กฎหมำย เนื่องจากพระราชบัญญัติไม่มีบทบัญญัติที่รองรับกรณีที่ไม่ได้ด าเนินการหรือด าเนินการไม่ถูกต้องตาม ขั้นตอนที่กฎหมายก าหนด ส่งผลต่อความต่อเนื่องของผู้ใช้บริการสาธารณะ และอาจท าให้เกิดการใช้เงิน โดยสูญเปล่า ไม่คุ้มค่าในการลงทุน 2) ปัญหำด้ำนกำรจัดท ำแผนยุทธศำสตร์กำรจัดท ำโครงกำรร่วมทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน 2.1) แผนกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมโครงการร่วมลงทุนที่เกิดขึ้น จริงซึ่งยังไม่รวมบางโครงการเกิดขึ้นตามข้อตกลงหรือเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนพัฒนา เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันนออก เป็นต้น 2.2) แผนกำรบริหำรควำมเสี่ยงโครงกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชนไม่สำมำรถ รองรับควำมเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ในบำงโครงกำร ซึ่งแผนที่จัดท าอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงจากการพัฒนา โครงการ บางโครงการไม่สามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้การด าเนินงานโครงการร่วมลงทุน ไม่สามารถด าเนินการได้ส าเร็จ เช่น ความเสี่ยงจากการพัฒนาโครงการ (Development Risk),การออกแบบก่อสร้าง และทดสอบระบบ (Design and Construction Risk), ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk),ความเสี่ยง ทางด้ านรายได้ (Revenue Risk-price/demand), ความเสี่ยงจากเหตุสุดวิสัย (Force Majeure Risk) รวมไปถึง ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Political Risk)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ฉ 3) ปัญหำด้ำนกำรด ำเนินกำร 3.1) ควำมส ำเร็จในกำรลงนำมในสัญญำตำมแผนยุทธศำสตร์กำรร่วมลงทุน โดยบางโครงการ ภายใต้แผนฯ ส่วนใหญ่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ จากข้อมูลที่ผ่านมาตั้งแผนฯ ปี 2523 จนถึงปัจจุบัน ลงนามในสัญญาเพียง 37โครงการ หรือไม่ถึงร้อยละ 50 ของแผนฯ โดยโครงการที่มีการลงนามในสัญญาส่วนใหญ่เป็น โครงการด้านการคมนาคม และการสื่อสาร ส าหรับโครงการด้านอื่น ๆ เช่น ด้านพลังงานด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และด้านอื่น ๆ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม และการศึกษาวิเคราะห์โครงการ ส่งผลให้โครงการ ที่ยังไม่มีการลงนามในสัญญาถูกน ามาบรรจุไว้ในแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 –2570 ฉบับปรับปรุง (เดือนพฤศจิกายน 2565) ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรต้องมีการศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในการร่วมทุน ระหว่างรัฐและเอกชนต่อไป 3.2) ควำมต่อเนื่องในกำรด ำเนินงำนโครงกำรที่มีผลมำจำกกำรเปลี่ยนนโยบำยของรัฐ หรือผู้บริหำร ท าให้ไม่สามารถด าเนินงานโครงการได้อย่างต่อเนื่อง หรือโครงการหยุดชะงักท าให้เกิดความสูญเสีย ของงบประมาณและไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน 4) ปัญหำด้ำนกำรจัดท ำฐำนข้อมูลและกำรเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกำรร่วมลงทุน ปัจจุบัน ยังไม่มีการจัดท าฐานข้อมูลในภาพรวมของโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนทั้งประเทศภายใต้แหล่งข้อมูล เดียวกัน และการเผยแพร่ข้อมูลเพียงโครงการภายใต้แผนฯ และเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่แสดงรายละเอียด การด าเนินการตามสัญญาโดยเฉพาะมูลค่าการลงทุนระดับย่อย หรือหน้ าที่และความรับผิดชอบของรัฐ และเอกชน รวมทั้งผลประโยชน์หรือรายได้ที่รัฐจะได้รับจากโครงการร่วมลงทุน รวมไปถึงการติดตามความก้าวหน้า และผลการด าเนินงานโครงการร่วมทุน จำกข้อสังเกตดังกล่ำวข้ำงต้น คณะผู้ศึกษำมีข้อเสนอแนะแนวทำงที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) กำรปรับปรุงกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ควรทบทวนเนื้อหาและความหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความชัดเจนและเหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจ ความโปร่งใส และความต่อเนื่องในการด าเนินการ โครงการร่วมลงทุน ทบทวนกระบวนการหรือขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1.1) ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอ านาจในการพิจารณาเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือ วงเงินกู้ส าหรับการด าเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนทุกโครงการ และให้มีส่วนร่วมรับทราบและ เห็นชอบต่อโครงการการร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งการมีส่วนร่วมในกระบวนการติดตาม ตรวจสอบ อีกทั้งเป็นกลไกถ่วงดุลอ านาจระหว่างฝ่ายบริหาร (คณะกรรมการฯ ตามกฎหมายการร่วมลงทุนฯ ปี 2562) และฝ่ายนิติบัญญัติในการด าเนินงานโครงการร่วมลงทุนฯ ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างแท้จริง 1.2) โครงสร้างคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ควรครอบคลุมทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในฐานะผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ จากการด าเนินงานโครงการ เพื่อสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส และถ่วงดุลการพิจารณาการด าเนินงานโครงการ ได้ทุกขั้นตอน ตลอดจนสามารถติดตามตรวจสอบผลการด าเนินงานโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน สอดคล้องกับรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 56 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า “กำรน ำสำธำรณูปโภคของรัฐไปให้เอกชนด ำเนินกำรทำงธุรกิจไม่ว่ำด้วยประกำรใด ๆ รัฐจะต้องได้รับ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ช ประโยชน์ตอบแทนอย่ำงเป็นธรรม โดยค ำนึงถึงกำรลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐและเอกชนจะได้รับและ ค่ำบริกำรที่จะเรียกเก็บจำกประชำชนประกอบกัน” 2) กำรก ำหนดนโยบำยและแผนกำรด ำเนินงำน 2.1) ควรก าหนดนโยบายที่ชัดเจนในการมุ่งเน้นคุณภาพการบริการ และผลประโยชน์ ต่อประชาชน มากกว่าการพิจารณาผลตอบแทนในรูปตัวเงินแก่รัฐเพียงอย่างเดียว รวมทั้ง ให้ความส าคัญ ในการก ากับดูแล เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการด้วย 2.2) ควรให้ความส าคัญกับการด าเนินโครงการร่วมลงทุนความโปร่งใส ความเข้าใจและ แรงจูงใจให้แก่เอกชนให้เกิดการด าเนินการโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 2.3) จัดท าแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนควรท าเป็น Masterplan ซึ่งครอบคลุมทุกโครงการร่วมลงทุนที่รัฐมีนโยบายจะด าเนินการทั้งหมด และควรศึกษาวิเคราะห์ความเป็นได้ และพร้อมจัดท าแผนการบริหารความเสี่ยงของการก าหนดโครงการฯ ให้ครอบคลุมทุกด้าน พร้อมก าหนด แนวทางแก้ไขปัญหารองรับส าหรับโครงการร่วมลงทุนฯ ที่ไม่สามารถด าเนินการได้ 3) กำรจัดท ำฐำนข้อมูลและกำรเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกำรร่วมลงทุน 3.1) ควรจัดท าฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูล (Data Center) โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและ เอกชนของประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform)ของหน่วยงานรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถเข้าถึง ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ส าหรับเป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษา ติดตามความก้าวหน้าของการด าเนินงาน โครงการ ตลอดจนสามารถรับทราบถึงประโยชน์ของรัฐได้รับจากการร่วมลงทุน ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใส ในการด าเนินงานโครงการ 3.2) ควรสร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทความร่วมมือระหว่างรัฐ และ เอกชนอย่างทั่วถึงทั้งในระดับนโยบาย ส่วนกลาง ระดับปฏิบัติ และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดกระบวนการ ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวมากยิ่งขึ้น 3.3) ควรก าหนดมาตรการ หรือแนวทาง หรือมีกลไกที่ท าให้มีการเปิดเผยแพร่ข้อมูลของโครงการ ร่วมลงทุนให้ครอบคลุมทุกมิติ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกโครงการผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถ เข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง และสะดวก เพื่อจะได้รับทราบการด าเนินงานของรัฐที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ ลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ______________________________


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา ช สำรบัญ หน้ำ ค ำน ำ...............................................................................................................................................................ก บทสรุปผู้บริหำร..............................................................................................................................................ข สำรบัญ............................................................................................................................................................ช ส่วนที่ 1 บทน ำ..............................................................................................................................................1 1.1 ที่มาและความส าคัญ.................................................................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์..............................................................................................................................2 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ........................................................................................................2 1.4 นิยามศัพท์.................................................................................................................................2 ส่วนที่ 2 แนวคิด และกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................3 2.1 ความหมาย และความส าคัญของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน.......................................3 2.1 หลักการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ..................................................................................8 2.3 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ................................................................................................................10 2.4 พัฒนาการกฎหมาย PPP ของไทย..........................................................................................22 ส่วนที่ 3 กำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชนในประเทศไทย....................................................................25 3.1 ภาพรวมของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน....................................................................25 3.2 แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563-2570ฉบับปรับปรุง (เดือนพฤศจิกายน 2565).........45 3.3ตัวอย่างในการด าเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน........................................................48 3.4 การด าเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองทุนส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ........52 ส่วนที่ 4 บทสรุปและข้อเสนอแนะ..............................................................................................................55 4.1 บทสรุป ...................................................................................................................................55 4.2 ข้อเสนอแนะ...........................................................................................................................58 ภำคผนวก ______________________________


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 1 ส่วนที่ 1 บทน ำ 1.1 ที่มำและควำมส ำคัญ การลงทุนรัฐ (Public Investment) มีความส าคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นการลงทุน ในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพและศักยภาพการผลิตในระยะยาว แต่เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวต้องใช้เม็ดเงินจ านวนสูงมาก หากรัฐลงทุนเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถระดมเงินทุนได้เพียงพอ เนื่องจากข้อจ ากัดในด้านการระดมทุนและ การด าเนินนโยบายด้านการลงทุนที่ต้องค านึงถึงเสถียรภาพการคลังของประเทศด้วย (ชนัดดา สุสมบูรณ์, 2556) การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนกับรัฐ หรือที่เรียกว่า กำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) จึงเป็นอีกแนวทางของการระดมทุนของรัฐ ส่วนใหญ่ โดยเป็นการลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และมักเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจ านวนมาก ถือเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพให้กับโครงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน (Cost effectiveness) โดยที่รัฐบาลไม่จ าเป็นต้องใช้เงินลงทุนจ านวนมากและสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังเอกชนให้เข้ามาช่วยแบ่งเบา ภาระและบริหารกิจการแทนรัฐในบางส่วน ในช่วงการพัฒนาประเทศที่ผ่านมารัฐได้เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ต้องใช้เงินลงทุนจ านวนมากในหลายกิจการ เช่น กิจการรถไฟ รถไฟฟ้า การขนส่งทางราง กิจการถนน ทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางถนน กิจการการจัดการน้ า การชลประทาน การประปา เป็นต้น ทั้งนี้ การด าเนินการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้มีส่วนร่วม ในกระบวนการพิจารณา การติดตาม ตรวจสอบ เพื่อให้การด าเนินการเป็นไปอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศและประชาชน รัฐบาลจึงจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องด าเนินนโยบายการใช้จ่ายงบประมาณอย่างรัดกุม มีการจัดล าดับความส าคัญของการลงทุน และค านึงถึงขีดความสามารถในการหารายได้ในระยะยาวมารองรับการลงทุน โดยปัจจุบันต้องด าเนินการภายใต้ข้อก าหนดของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ปรับปรุงจากพระราชบัญญัติร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2556 ที่มีจุดอ่อนหลายประการ เพื่อให้มีการ ก าหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการจัดท าโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ ส านักงบประมาณของรัฐสภา จึงได้รวบรวม ศึกษาวิเคราะห์และจัดท ารายงานการวิเคราะห์เรื่อง กำรให้ เอกชนร่วมลงทุนในกิจกำรของรัฐ โดยปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ต่อเนื่อง จากรายงานวิชาการ เรื่อง กำรวิเครำะห์กำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน ที่ส านักงบประมาณของรัฐสภา ได้เคยศึกษาไว้แล้ว ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นการน าเสนอหลักการร่วมลงทุน กฎหมายและพัฒนาการของกฎหมาย แผนการร่วมลงทุน ผลการด าเนินการและปัญหา อุปสรรคของการร่วมลงทุน ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นข้อมูลส าหรับประกอบการพิจารณาติดตามตรวจสอบการด าเนิน โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ และผู้ที่สนใจใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาวิจัย ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 2 1.2 วัตถุประสงค์ 1.1.1 เพื่อศึกษาวิเคราะห์การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในประเทศไทย ประกอบด้วย แนวทาง การร่วมลงทุน แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน การด าเนินการร่วมลงทุนและสภาพปัญหาของการร่วมลงทุนที่ผ่านมา 1.1.2 เพื่อจัดท าข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในประเทศ 1.3 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาติดตามตรวจสอบการด าเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชนให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติและผู้ที่สนใจใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาวิจัยเชิงลึกในอนาคต 1.4 นิยำมศัพท์ โครงกำร หมายความว่า โครงการลงทุนของรัฐในกิจการที่หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงาน หนึ่งหรือหลายหน่วยงานรวมกันมีหน้าที่และอ านาจต้องท าตามกฎหมาย หรือกฎ หรือที่มีหน้าที่และอ านาจที่ ต้องท าตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง กำรร่วมลงทุน หมายความว่า การร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุน แต่ฝ่ายเดียว โดยวิธีการอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าในลักษณะใด โครงกำรร่วมลงทุน หมายความว่า โครงการที่มีการร่วมลงทุน หน่วยงำนของรัฐ หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ หน่วยงำนอื่นของรัฐ หมายความว่า หน่วยงานในก ากับของรัฐ องค์การมหาชน หน่วยงาน ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ หรือหน่วยงานอื่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่มิใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เฉพาะที่อยู่ในก ากับของฝ่ายบริหาร หน่วยงำนเจ้ำของโครงกำร หมายความว่า หน่วยงานของรัฐซึ่งจะร่วมลงทุนหรือร่วมลงทุน กับเอกชนในโครงการร่วมลงทุน เอกชน หมายความว่า นิติบุคคลที่มิใช่หน่วยงานของรัฐและให้หมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาด้วย กองทุน หมายความว่า กองทุนส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ______________________________


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 3 ส่วนที่ 2 แนวคิด และกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ควำมหมำย และควำมส ำคัญของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน 2.1.1 ควำมหมำยของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน กำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน เป็นการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public PrivatePartnership หรือ PPP) คือ การอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิแก่เอกชนด าเนินกิจการของรัฐ ทั้งในกิจการเชิงพาณิชย์และสังคม ซึ่งกิจการของรัฐดังกล่าวต้องเป็นกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่น ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอ านาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือกิจการดังกล่าวจะต้องให้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทรัพย์สินของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ให้ความหมาย ไว้หลายองค์กร (ส านักงบประมาณของรัฐสภา, 2559, น.5 –43) ดังนี้ องค์กำรเพื่อควำมร่วมมือทำงเศรษฐกิจและกำรพัฒนำ (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD) ได้ให้ค าจ ากัดความของ PPP ไว้ว่า เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบำล กับเอกชนผู้ร่วมลงทุนหนึ่งราย หรือมากกว่าในการที่จะให้เอกชนนั้น ๆ ส่งมอบบริการในลักษณะต่างตอบแทน ให้แก่รัฐบาลโดยเอกชนจะได้รับผลก าไรจากการให้บริการ และรัฐบาลจะได้บรรลุเป้าประสงค์ของการส่งมอบ บริการที่ได้ตั้งไว้(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2549) กองทุนกำรเงินระหว่ำงประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เสนอว่า PPP เป็นเรื่องของกำรตกลงให้เอกชนเป็นผู้จัดหาสินทรัพย์และส่งมอบบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งแต่เดิมรัฐบำลเคยเป็นผู้กระท า นอกเหนือจากการที่ให้เอกชนเป็นผู้ด าเนินการและจัดหา เงินทุนแล้ว PPP ยังมีลักษณะที่ส าคัญอีก 2 ประการ อันได้แก่ การเน้นให้เอกชนเป็นทั้งผู้จัดหาและผู้ลงทุนใน บริการสาธารณะ และกำรโอนควำมเสี่ยงที่ส าคัญจากรัฐไปสู่เอกชน ธนำคำรโลก (World Bank) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เป็นกลไกของรัฐ ในการจัดท าโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะ โดยการใช้ทรัพยากรและความรู้ความเชี่ยวชาญของเอกชน ถ่ายทอดให้กับรัฐเพื่อยกระดับคุณภาพในการจัดท าโครงสร้าง พื้นฐานหรือการให้บริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ โดยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนจะมีการจัดสรรแบ่งปันความเสี่ยงและความรับผิดชอบระหว่างกัน (World Bank Group, 2016) กรมทำงหลวง ได้ให้ความหมายของค าว่าการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน คือ การให้ เอกชนมีส่วนร่วมด าเนินงานในกิจการของรัฐ โดยการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดท าบริการสาธารณะในระยะยาว ซึ่งเป็นบริการสาธารณะที่ปกติแล้วรัฐจะเป็นผู้ด าเนินการเอง โดยเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดหาเงินทุน การก่อสร้าง การด าเนินการ การบ ารุงรักษา และการให้บริการตลอดระยะเวลาของ สัญญา ซึ่งเอกชนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สิทธิการจัดเก็บค่าบริการจากผู้ใช้สิทธิการจัดเก็บ รายได้เชิงพาณิชย์ รัฐจ่ายค่าตอบแทนการด าเนินงานหรือบริหารงานให้แก่เอกชน หรือเอกชนอาจมีการจ่าย ส่วนแบ่งรายได้กลับคืนให้แก่รัฐเช่นกัน (Department of Highways, 2020)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 4 ดังนั้น การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership : PPP) เป็นวิธีการหนึ่งที่ส าคัญและจ าเป็นเพื่อให้รัฐสามารถจัดท าโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้เพียงพอ กับความต้องการของประชาชนได้ เนื่องจากการด าเนินการดังกล่าวจะต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณ เป็นจ านวนมหาศาล หากรัฐเป็นผู้ด าเนินการดังกล่าวทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวย่อมจะไม่สามารถด าเนินการให้ส าเร็จ ลุล่วงได้ รัฐจึงจ าเป็นต้องมอบหมายให้เอกชนเข้าร่วมด าเนินการ โดยมีลักษณะส าคัญ คือ 1) รัฐและเอกชนท าสัญญาร่วมลงทุนในโครงการระยะยาว 2) มีการโอนความเสี่ยงในด้านการก่อสร้างและการด าเนินการในโครงการที่รัฐด าเนินการบริหาร สาธารณะให้เอกชนรับภาระบางส่วนหรือทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงระหว่างรัฐกับเอกชน 3) รัฐอาจจะต้องจ่ายค่าจ้างบริหารให้แก่เอกชน (Unitary Payment) หรือเอกชนอาจมีการจ่าย ส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐได้เช่นกันในกรณีที่สามารถเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ใช้ 4) เอกชนจะถูกปรับและไม่ได้รับเงินค่าซื้อบริการจากรัฐ (Unitary Payment) กรณีที่มาตรฐาน การให้บริการไม่เป็นไปตามสัญญา 5) เอกชนคืนทรัพย์สินให้แก่รัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญาหรือตามที่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น 2.1.2 ควำมส ำคัญของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน การลงทุนรัฐ (Public Investment) มีความส าคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นการลงทุน ในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) อันจะช ่วยเพิ ่มขีดความสามารถในการแข ่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพและศักยภาพการผลิตในระยะยาว แต่เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวต้องใช้ เม็ดเงินจ านวนสูงมากซึ่งหากเป็นการลงทุนจากรัฐเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถระดมเงินทุนได้เพียงพอ เนื่องจากข้อจ ากัดในด้านการระดมทุนและการดำเนินนโยบายด้านการลงทุนที่ต้องค านึงถึงเสถียรภาพการคลัง ของประเทศด้วยซึ่งมีแหล่งการระดมทุนของรัฐ (ชนัดดา สุสมบูรณ์, 2556) ดังนี้ 1) เงินกู้ต่ำงประเทศ ได้แก่ เงินกู้จากสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศหรือรัฐบาลต่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) หรือรัฐบาลญี่ปุ่น โดยกู้ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) เป็นต้น 2) เงินกู้ภำยในประเทศ ทั้งการกู้โดยตรงจากธนาคารพาณิชย์ ภายในประเทศ สถาบัน การเงินเฉพาะกิจและการออกพันธบัตร 3) กำรระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบ Public Private Partnership หรือ PPP เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ถนน ท่าเรือ รถไฟ โรงไฟฟ้า ระบบน้ าประปา ที่อยู่อาศัย เป็นต้น และรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้เรียกโดยรวมว่า Public Private Partnership หรือ PPP โดยรัฐมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 3.1) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลงทุนโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมักเป็น โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบเพราะอาจ เกิดผลกระทบเกี่ยวกับสถานะทางด้านการเงินของประเทศได้โดยง่าย อีกทั้งรัฐบาลมีข้อจ ากัดต่าง ๆ ในการใช้ งบประมาณ หรือการระดมทุนด้วยวิธีอื่น ๆ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 5 3.2) เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงให้เอกชน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคนั้นมีความเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องมากมายหลายชนิดหลายประเภท อีกทั้งความเสี่ยงแต่ละชนิดก็มีความส าคัญและก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สถานะของโครงการได้อย่างมาก ประเภทความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operating risks) ความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง (Construction risks) ความเสี่ยงด้านการพัฒนาโครงการ (Development risks) ความเสี่ยงในด้านกฎหมาย (Legal risks) ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ (Commercial risks) และความเสี่ยงการเมือง (Political risks) การถ่ายโอนความเสี่ยงให้เอกชนนั้นเป็นจุดประสงค์หลักของ PPP ซึ่งมาจากแนวคิด ที่ว่าเอกชนนั้นสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยง ด้านการปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง และความเสี่ยงเชิงพาณิชย์บางชนิด ซึ่งรูปแบบ PPP แต่ละ รูปแบบนั้นมีกลไกการจัดสรรความเสี่ยง (Risk allocation) และระดับความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องแบกรับที่ต่างกัน 3.3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการบริหาร จัดการของเอกชนนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการบริหารจัดการของรัฐการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการโครงการบางส่วนหรือทั้งหมดในรูปแบบต่าง ๆ ของ PPP จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน (Cost effectiveness) แต่อย่างไรก็ตามการให้เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมอาจจะมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพของการบริการได้ เพราะจุดประสงค์หลักของการดำเนินกิจการ ของเอกชนคือการแสวงหากำไรสูงสุดซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการลดทอนคุณภาพการให้บริการได้ 3.4) นอกจากวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อข้างต้นแล้วการใช้ PPP ยังสามารถก่อให้เกิดผล อื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่สนับสนุนการใช้ PPP เช่น เพื่อการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและการโอนถ่ายเทคโนโลยี หรือเพื่อก่อให้เกิดการขยายของตลาดทุนภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่เอกชนร่วมลงทุนนั้นมาจาก ต่างประเทศการใช้ PPP ของประเทศต่าง ๆ นั้นมีเหตุผลที่ไม่เหมือนกัน โดยเหตุผลหลักนั้นมีอยู่ 2 ประการ ได้แก่ (1) เอกชนทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐ ฉะนั้น การที่รัฐให้เอกชนดำเนินโครงการ อาจจะทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า ค่าบริการที่เก็บจากประชาชนก็น่าจะต่ ากว่าการที่รัฐจะด าเนินการเอง (2) รัฐขาดงบประมาณลงทุน หรือมีงบประมาณแต่น่าจะนำไปใช้ในการลงทุนด้านอื่น ๆ ไม่สามารถให้เอกชนมาลงทุนได้ อาทิ ด้านการศึกษา ด้านความมั่นคง ฯลฯ การร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เป็นส่วนหนึ่งของการแปรรูปกรรมสิทธิ์ของรัฐให้เป็นเอกชน โดยการแปรรูปกรรมสิทธิ์ดังกล่าวมีทั้งการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ทั้งหมด หรือการโอนกรรมสิทธิ์บางส่วนให้แก่เอกชนเป็นผู้ด าเนินการ ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะมีหน้าที่สร้างและให้บริการสินค้าสาธารณะ ในส่วนที่เอกชน ด าเนินการตามกลไกตลาดแล้วมีความล้มเหลวของการตลาด เช่น ถนน สะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล และ สาธารณูปโภคต่าง ๆ แต่รัฐมีขีดจ ากัดของตัวเองทั้งด้านประสิทธิภาพ การด าเนินการ และด้านการลงทุน ขณะที่เอกชนจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในส่วนของการออกแบบ การก่อสร้าง การด าเนินการ และการดูแลรักษา รวมถึงความเป็นมืออาชีพในแต่ละด้านการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงสามารถช่วยสร้างงานให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 6 2.1.3 ประโยชน์และข้อจ ำกัดของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เป็นการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการจัดท าบริการ สาธารณะของรัฐเนื่องจากรัฐสามารถควบคุมคุณภาพและสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังเอกชน โดยที่รัฐไม่จ าเป็นต้องใช้งบประมาณจ านวนมากในการลงทุนด าเนินโครงการสาธารณะต่าง ๆ โดยที่เอกชนจะ เข้ามาแบ่งเบาภาระช่วยดูแล และบริหารแทนรัฐในบางส่วน แต่อย่างไรก็ดีด้วยคุณลักษณะของโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มักจะใช้เงินลงทุนที่มีต้นทุนในการด าเนินงานและการดูแลรักษาที่สูง ระยะเวลา คืนทุนนาน และการก าหนดราคามักไม่สามารถที่จะจัดเก็บค่าบริการที่ครอบคลุมต้นทุนได้โดยมักจะต้องค านึงถึง ความสามารถในการจ่ายของผู้รับบริการด้วย ดังนั้น การสร้างความจูงใจเอกชน ในการร่วมมือลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นไปได้ยาก หากไม่มีรูปแบบของการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่เหมาะสม รัฐจึงต้องหาแนวทางในการลดภาระการด าเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การจัดท าบริการสาธารณะแก่ประชาชน ผู้รับบริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการประกอบกิจกรรม ด้านการบริการสาธารณะจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการด าเนินภารกิจทางเศรษฐกิจของรัฐในปัจจุบัน ซึ่งการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการสร้างผลิตผลของการบริการ สาธารณะภายในประเทศ (Prasitsinsiri, P., 2017) โดยรัฐมีวัตถุประสงค์ในการใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่าง รัฐและเอกชน 3 ด้าน (รพี ม่วงนนท์, อาทิตยา พิพัฒน์พงศ์อ าไพ, รุจิระ โรจนประภายนต์, ชัชวาล แสงทองล้วน, ไกร บุญบันดาล และสุพัตรา ยอดสุรางค์, 2564, น. 565 -566) คือ 1) ประโยชน์ต่อรัฐ โครงการ PPP เป็นการเพิ่มศักยภาพการลงทุนในการจัดท าโครงสร้าง พื้นฐานและการบริการสาธารณะต่าง ๆ ในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจ านวนมาก เนื่องจาก 1.1) รัฐมีข้อจ ากัดต่าง ๆ ในการใช้งบประมาณ หรือการระดมทุน หากรัฐบาลใช้เงินทุน จากการกู้ยืมสถาบันการเงินก็จะท าให้เกิดภาระทางการเงินและการคลังของรัฐ (งบประมาณแผ่นดินหรือ การก่อหนี้สาธารณะ) ดังนั้น การให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการจัดท าโครงสร้างพื้นฐานและการบริการ สาธารณะต่าง ๆ ของรัฐจะท าให้รัฐมีศักยภาพการลงทุนสูงขึ้นและยังช่วยลดภาระทางการเงินและการคลังของรัฐ เพราะรัฐไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ท าให้การพัฒนาโครงการของรัฐมีประสิทธิภาพ สามารถท าได้รวดเร็ว มีข้อจ ากัดที่ลดลง อีกทั้งรัฐยังสามารถควบคุมและก ากับดูแลคุณภาพการให้บริการสาธารณะได้อย่างใกล้ชิด 1.2) รัฐสามารถถ่ายโอนความเสี่ยงให้กับเอกชน ซึ่งเอกชนมีประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการความเสี่ยงได้ดีกว่ารัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง และความเสี่ยงเชิงพาณิชย์บางชนิด ซึ่งรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน แต่ละรูปแบบนั้นมีกลไก การจัดสรรความเสี่ยง (Risk allocation) และระดับความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องแบกรับที่ต่างกัน 1.3) รัฐได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการให้บริการสาธารณะของเอกชน เนื่องจาก การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนเป็นการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม และการโอนถ่ายเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้น การใช้ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการด าเนินโครงการสูง


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 7 2) ประโยชน์ต่อเอกชน โครงการ PPP สามารถเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจให้กับเอกชน ในโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการสาธารณะของประเทศ ด้วยความมีประสิทธิภาพ และในบางครั้งที่สภาพ เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว (Economic Downturn) จะถือว่าเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศโดยส่งเสริม ให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ นอกจากนี้ ในการลงทุนในรูปแบบ PPP เอกชนจะมีโอกาส เสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3) ประโยชน์ต่อประชำชน ในการให้บริการสาธารณะของโครงการ PPP ประชาชน ผู้รับบริการสามารถได้รับบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสมมีมาตรฐาน เนื่องจากโครงการ PPP เป็นการดำเนินงานและให้บริการโดยรวมความเชี่ยวชาญของทั้งรัฐและเอกชน ภายใต้เงื่อนไขการกำกับดูแล ที่เหมาะสมของรัฐให้การบริการของเอกชนคู่สัญญา PPP สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือในการบริการ และก าหนดกลไกราคาที่เหมาะสมกับผู้บริโภค โดยค่าตอบแทนจะถูกหักทันที หากไม่สามารถให้บริการได้ตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด อย่างไรก็ตาม การลงทุนในรูปแบบ PPP มีข้อจ ากัดเช่นกัน ดังนี้ 1) กำรก ำกับดูแลโครงกำรลงทุนในรูปแบบ PPP อำจมีควำมซับซ้อนมำกกว่ำกิจกำร ที่รัฐด ำเนินกำรเองการก ากับดูแลมีความส าคัญเพื่อให้โครงการ PPP มีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและมีความชัดเจน ในหลักเกณฑ์ เพื่อเอื้อต่อการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นการรับภาระความเสี่ยง (Risk Transfer) ระหว่างรัฐและเอกชนซึ่งหากดำเนินการไม่เหมาะสมจะทำให้โครงการ PPP เกิดความล้มเหลวและไม่มีประสิทธิภาพ เช่น กรณีโครงการ M5 Toll Motorway ของประเทศฮังการี ที่มีการใช้ถนนมอเตอร์เวย์จริงต่ ากว่าที่ประมาณการไว้ ถึงร้อยละ 55 และในสัญญาได้กำหนดให้รัฐต้องประกันอัตราการใช้มอเตอร์เวย์ขั้นต่ าซึ่งต่อมารัฐต้องรับภาระอุดหนุน บริษัทเอกชนที่ร่วมโครงการลงทุนในรูปแบบ PPP เป็นเงินจ านวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้ การกำกับดูแลต้อง ให้ภาคประชาชนได้รับประโยชน์จากการบริการที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนที่เหมาะสม และการดำเนินงาน โครงการลงทุนในรูปแบบ PPP ต้องมีความโปร่งใสและค านึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ (Value for money) 2) ควำมเสี่ยงของโครงกำรลงทุนในรูปแบบ PPP มีหลายประการที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะ ความเสี่ยงจากโครงการ (Project Risks) ได้แก่ ควำมเสี่ยงจำกกำรพัฒนำโครงกำร (Development Risk) กำรออกแบบ ก่อสร้ำงและทดสอบระบบ (Design and Construction Risk) ซึ่งความเสี่ยงที่เกิดจากการออกแบบ ก่อสร้างและ ทดสอบระบบ อาจก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้นและการให้บริการที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน โดยผลกระทบของความเสี่ยง อาจก่อให้เกิดความล่าช้าหรือต้นทุนเพิ่มขึ้นในขั้นตอนของการออกแบบ ก่อสร้างและทดสอบระบบ อีกทั้งการออกแบบ และก่อสร้างที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงคุณภาพของการให้บริการ ควำมเสี่ยง ด้ำนเทคโนโลยี (Technology Risk) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อาจไม่เป็น ไปตามที่คาดไว้ และควำมเสี่ยงทำงด้ำนรำยได้ (Revenue Risk-price/demand) ที่อาจเกิดจากความต้องการ การบริการที่ไม่แน่นอน หรือค่าบริการที่แตกต่างจากแผนการที่วางเอาไว้ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการแตกต่าง จากที่คาดการณ์เอาไว้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก (External Risks) เช่น ควำมเสี่ยงจำกเหตุสุดวิสัย (Force Majeure Risk) ที่เป็นความเสี่ยงจากเหตุการณ์ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้าและ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 8 การละเมิดสัญญาของเอกชนในการด าเนินโครงการ และสุดท้าย ควำมเสี่ยงจำกกำรเมือง (Political Risk) การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจท าให้การด าเนินนโยบายไม่ต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบต่อการด าเนินโครงการ PPP 2.1 หลักกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน 2.2.1 หลักกำร การด าเนินการภายใต้พระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ของ การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ดังต่อไปนี้ 1) ความสอดคล้องกับแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน 2) ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งต้องมีการจัดสรรความเสี่ยงและผลประโยชน์ ตอบแทนให้แก่เอกชนอย่างเป็นธรรม โดยค านึงถึงความส าเร็จของโครงการร่วมลงทุนและความคุ้มค่าในการด าเนิน โครงการร่วมลงทุน 3) การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ 4) การใช้ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของเอกชนในการให้บริการสาธารณะ ของโครงการร่วมลงทุน และการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญไปยังหน่วยงานและบุคลากรของรัฐ 5) ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการจัดท าและด าเนินโครงการร่วมลงทุน รวมถึงกระบวนการ ตัดสินใจที่เกี่ยวข้องสิทธิและประโยชน์ของผู้รับบริการจากโครงการร่วมลงทุน 2.2.2 รูปแบบของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน การเพิ่มบทบาทเอกชนในโครงการลงทุนรัฐเป็นการเปิดให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมด าเนินการใน กิจการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การให้บริการสาธารณะ (Public Services) และการใช้ ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐ เป็นต้น โดยมีขอบเขตและรูปแบบการดำเนินการที่หลากหลาย ซึ่งในหลายประเทศรวมทั้ง World Bank และ Asian Development Bank เรียกการดำเนิ นการในลักษณ ะดังกล่ าวว่ า Public Private Partnership (PPP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการลงทุนของรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและการบริหาร จัดการ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งขยายขอบเขตและเพิ่มคุณภาพการให้บริการสาธารณะ ซึ่งมีการดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ โดยรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนมีหลายรูปแบบ โดยรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไปซึ่งจะแบ่งออกตามรูปแบบของการออกแบบ (Design : D) การก่อสร้าง (Build : B) การหาแหล่งเงินทุนมาดำเนินโครงการ (Finance : F) การเป็นเจ้าของในทรัพย์สินในช่วงระยะเวลา (Own : O) การประกอบการหรือด าเนินการให้บริการ (Operate : O) การเป็นผู้บ ารุงรักษาโครงการ/บริหารจัดการ (Maintenance/Management : M) การที่รัฐจ่ายค่าเช่าทรัพย์สิน การที่รัฐให้พัฒนา (Develop) การจ้างให้แก่เอกชน คู่สัญญา (Lease : L)และการโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer : T) โดยในสัญญาแต่ละฉบับจะมีรายละเอียดเหล่านี้แตกต่างกัน ทั้งนี้การท าสัญญา PPPสามารถแบ่งออกได้ 3รูปแบบหลักที่ส าคัญ (รพี ม่วงนนท์และคณะ, 2563, น. 567)คือ รูปแบบที่ 1 ได้แก่ Build-Own Operate (BOO) Build-Develop-Operate (BDO) และ Design-Construct-Manage-Finance (DCMF) เป็นลักษณะการร่วมลงทุนที่เอกชนออกแบบก่อสร้าง เป็นเจ้าของการด าเนินการและบริหารจัดการทรัพย์สิน และไม ่ต้องส ่งมอบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก ่รัฐ โดยรัฐอาจกำหนดสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจเอกชน เช่น สิทธิในการให้บริการ หรือสัญญาซื้อขายบริการเพื่อประกันรายได้ เป็นต้น และอาจกำหนดให้เอกชนจ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 9 รูปแบบที่ 2 ได้แก่ Buy-Build-Operate (BBO) Lease-Develop-Operate (LDO) และ Wrap-Around Addition (WAA) เป็นลักษณะการร่วมลงทุนที่เอกชนซื้อหรือเช่าสินทรัพย์จากรัฐบาล เพื่อท าการปรับปรุงหรือพัฒนาเพื่อด าเนินการ ซึ่งไม่มีข้อตกลงที่ต้องโอนการด าเนินงานให้กับรัฐบาล รูป แบบที่ 3 ได้ แก่ Build-Operate-Transfer (BOT) Build-Own-Operate-Transfer (BOOT) Build-Rent-Own Transfer (BROT) Build-Lease-Operate-Transfer (BLOT)และBuild-TransferOperate (BTO) เอกชนเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้างบริหารจัดการ และต้องส่งมอบให้รัฐบาลเมื่อสิ้นสุดสัญญา ซึ่งเอกชนรายอื่นอาจจะท าการเช่าเพื่อบริหารงานต่อจากรัฐบาล ซึ่งในรูปแบบที่ 1และ รูปแบบที่ 2เอกชนเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง เป็นเจ้าของพัฒนา ด าเนินการ ซื้อหรือเช่าจากรัฐ ซึ่งไม่มีข้อตกลงในการที่ต้องโอนการด าเนินงานให้กับรัฐบาล ส่วนรูปแบบที่ 3 หลังจากเอกชนด าเนินการแล้วเสร็จต้องส่งมอบให้รัฐบาลเมื่อสิ้นสุดสัญญา ซึ่งการพิจารณาเลือกวิธีและรูปแบบ การร่วมลงทุน จะขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างรัฐและเอกชนจากโครงการซึ่งมีอยู่ 3รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) รูปแบบ Net Costคือ รัฐรับผิดชอบการจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยในขณะที่เอกชน รับผิดชอบในส่วนที่เหลือทั้งหมด ได้แก่ การออกแบบรายละเอียด การก่อสร้าง การด าเนินงาน และบ ารุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) โดยเอกชนจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ลงทุนทั้งหมดให้แก่รัฐ ก่อนเริ่มด าเนินงานในลักษณ ะของ Build-Transfer-Operate พร้อมทั้งให้เอกชนเป็นเจ้าของรายได้ จากโครงการ และเป็นผู้รับความเสี่ยงด้านรายได้ของโครงการ (Revenue-Based Payment) โดยเอกชนอาจ เสนอส่วนแบ่งรายได้ให้แก่รัฐตามที่ได้ตกลงกัน 2) รูปแบบ Gross Costสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างรัฐและเอกชนมีลักษณะ เดียวกับรูปแบบ net cost เว้นแต่รัฐเป็นเจ้าของรายได้หรืออาจมอบหมายให้เอกชนเป็นตัวแทนในการจัดเก็บรายได้ โดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนตามผลการด าเนินงานที่ส่งมอบให้แก่รัฐ (Availability Payment) โดยผลตอบแทน ที่เอกชนได้รับจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายได้จากการด าเนินงาน 3) รูปแบบ Modified Gross Costสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างรัฐและเอกชน มีลักษณะเดียวกับรูปแบบ gross cost เว้นแต่รัฐเป็นเจ้าของรายได้หรือมอบหมายให้เอกชนเป็นตัวแทนในการจัดเก็บ รายได้ โดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนตามผลการด าเนินงานที่ส่งมอบให้แก่รัฐและค่าตอบแทนพิเศษส่วนหนึ่งเพิ่มเติม ในกรณีที่รายได้ของโครงการสูงกว่าปริมาณที่ก าหนดไว้ในข้อตกลงก่อนลงนามในสัญญา (Availability Payment with Incentive) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเกิดการร่วมลงทุนและพัฒนาประสิทธิภาพการด าเนินงานการลงทุน ในรูปแบบ PPP ให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงทุนได้ไม่ได้เกิดจากเพียงการมีรูปแบบสัญญาที่เหมาะสมของ แต่ละโครงการลงทุนเท่านั้น แต่ยังต้องประกอบไปด้วยการบริหารจัดการการลงทุนที่มีประสิทธิภาพด้วย โดยการบริหารจัดการการลงทุนที่มีประสิทธิภาพจะท าให้เกิดประโยชน์ส าคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการลงทุนโดยรูปแบบ PPP จะช่วยให้ ประเทศไทยสามารถลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น อีกทั้งการบริหารจัดการการลงทุนรูปแบบ PPP ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 10 กล่าวคือ สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ถูกต้องและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศสามารถจัดล าดับ ความส าคัญในการลงทุนได้อย่างเหมาะสมรวมถึงใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2) เพิ่มทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้นและช่วยลดภาระด้านการคลัง โดยทั่วไปการลงทุน ของรัฐเกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ใช้เงินงบประมาณเป็นจ านวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐมีแหล่งเงินลงทุน จากเงินงบประมาณเพียงแหล่งเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อได้น าการลงทุนรูปแบบ PPP เข้ามาใช้งาน ส่งผลให้ รัฐบาลมีแหล่งเงินทุนอื่นเพื่อระดมมาใช้ในการลงทุน นอกจากนี้ การใช้งบประมาณในการลงทุนในโครงการที่มี มูลค่าสูงยังถือเป็นภาระผูกพันงบประมาณเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น การลงทุนรูปแบบ PPP จึงเป็นแหล่ง กระแสเงินสดระยะยาวในการลงทุนให้แก่รัฐบาล รวมถึงการบริหารจัดการการลงทุนรูปแบบ PPP ที่มี ประสิทธิภาพจะท าให้รัฐบาลมีแหล่งเงินทุนในการลงทุนมากขึ้นโดยกระทบต่องบประมาณน้อยที่สุด ท าให้สามารถน าเงินงบประมาณดังกล่าวไปพัฒนาประเทศในส่วนที่ส าคัญอื่น ๆ ได้ 3) มั่นใจได้ว่าโครงการลงทุนจะด าเนินการได้เสร็จสมบูรณ์หลายครั้งที่การด าเนินนโยบาย ของรัฐบาลต้องหยุดชะงักเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันเป็นผลมาจากหลักการด้านนโยบายของรัฐบาล ที่ไม่มีความต่อเนื่องกัน การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อาจส่งผลต่อการลงทุนเช่นเดียวกัน โดยอาจท าให้การลงทุนนั้นถูกพักไว้หรือยกเลิกไป อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนด้วยรูปแบบ PPP การเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองจะมีผลกระทบต่อการลงทุนน้อยมากเนื่องจากการลงทุนรูปแบบ PPP เป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับ เอกชน อีกทั้งมีการท าสัญญาระหว่างรัฐบาลกับเอกชน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะยกเลิกสัญญาท าให้การลงทุน สามารถด าเนินไปได้จนบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการได้ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการการลงทุนด้วยรูปแบบ PPP ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้การลงทุนของรัฐด าเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงมีการใช้จ่าย งบประมาณอย่างเหมาะสมช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถด าเนินโครงการลงทุนได้เสร็จสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติ 2.3 กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง 2.3.1 พระรำชบัญญัติกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 สืบเนื่องจำกพระรำชบัญญัติกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน พ.ศ. 2556 มีบทบัญญัติ ในเรื่องขอบเขตของโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างกว้างขวาง มีผลให้โครงการร่วมลงทุน ที่ไม่ได้อยู่ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องจัดท า เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะที่กฎหมายดังกล่าวยังไม่มี การสะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่ร่วมลงทุนในโครงการของรัฐที่ชัดเจน และยังขาดมาตรการ ในการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ส่งผลให้การด าเนินโครงการมีความล่าช้าและเอกชนยังไม่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ เท่าที่ควร จึงมีความจ าเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้มีการก าหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจน และแน่นอนในการจัดท าโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยมีสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ตามตำรำงที่ 1 ดังนี้


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 11 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 1.หลักกำรทั่วไป (มำตรำ 6 - มำตรำ 11) 1.1 เป้ำประสงค์ของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน (มำตรำ 6) ก าหนดให้การด าเนินการภายใต้พระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ในเรื่องความ สอดคล้องกับแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ การใช้ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของ เอกชนในการให้บริการสาธารณะของโครงการร่วมลงทุน และการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ และ ความเชี่ยวชาญไปยังหน่วยงานและบุคลากรของรัฐรวมทั้งความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตลอดจน สิทธิประโยชน์ของผู้รับบริการจากโครงการร่วมลงทุน 1.2โครงกำรที่ต้องด ำเนินกำรตำมพระรำชบัญญัตินี้(มำตรำ 7- มำตรำ 9) ก าหนดโครงการที่ต้องด าเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นโครงการลงทุนของรัฐ ในกิจการที่หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือหลายหน่วยงานรวมกันมีหน้าที่และ อ านาจต้องท าตามกฎหมายหรือกฎ หรือที่มีหน้าที่และอ านาจต้องท าตามวัตถุประสงค์ ในการจัดตั้งและเป็นกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะตามที่กฎหมายก าหนดเช่น ถนนทางหลวง รถไฟ รถไฟฟ้า การชลประทาน การพลังงาน การโทรคมนาคม โรงพยาบาลโรงเรียน หรือกิจการอื่นตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องที่จ าเป็นเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการด าเนินกิจการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีโดยการด าเนินโครงการแบ่งเป็น 2ระดับ ได้แก่ 1) โครงกำรที่มีมูลค่ ำตั้ งแต่ 5,000ล้ำนบำทขึ้นไป หรือมูลค่ าที่ก าหนดเพิ่มขึ้น โดยกฎกระทรวง ให้ด าเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ 2) โครงกำรที่มีมูลค่ำต่ ำกว่ำ 5,000 ล้ำนบำท หรือต่ ากว่ามูลค่าที่ก าหนดเพิ่มขึ้นโดย กฎกระทรวง ให้ด าเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชนประกาศก าหนด 1.3 กำรด ำเนินกำรกรณีไม่สำมำรถตกลงก ำหนดหน่วยงำนเจ้ำของโครงกำรได้(มำตรำ10) ก าหนดให้กรณีที่โครงการร่วมลงทุนใดมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งหน่วยงานและ ไม่สามารถตกลงก าหนดหน่วยงานเจ้าของโครงการได้ให้“ส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” เสนอให้“คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน” พิจารณาก าหนดหน่วยงานของรัฐ ที่มีความรับผิดชอบในโครงการร่วมลงทุนนั้นมากที่สุดเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ และให้หน่วยงาน ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนั้นและมีหน้าที่ให้การสนับสนุนและอ านวยความสะดวกให้แก่หน่วยงาน เจ้าของโครงการในการจัดท าและการด าเนินโครงการร่วมลงทุนต่อไป 1.4กำรด ำเนินกำรกรณีเกิดปัญหำหรือควำมล่ำช้ำในกำรด ำเนินโครงกำร (มำตรำ 11) ก าหนดให้กรณีที่เกิดปัญหาหรืออุปสรรค หรือเกิดความล่าช้าในการจัดท าหรือด าเนินโครงการ ร่วมลงทุน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหา อุปสรรคหรือ ความล่าช้าดังกล่าว เพื่อ“เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา” ต่อคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชนพิจารณาและน าเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ หรือ “เสนอกรอบ ระยะเวลาเร่งรัดการด าเนินการใด ๆ เพื่อความส าเร็จของโครงการร่วมลงทุน”ต่อคณะกรรมการนโยบาย การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนพิจารณาและน าเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 12 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 2. แผนกำรจัดท ำ โครงกำรร่วมลงทุน (มำตรำ 12) ก าหนดให้“ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ” จัดท ำแผนกำรจัดท ำโครงกำร ร่วมลงทุนที่สอดคล้องกับแผนแม่บทด้ำนกำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำนและด้ำนสังคม ของประเทศที่ส ำนักงำนสภำพัฒนำกำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติจัดท ำขึ้น และน าเสนอต่อ “คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน” เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้ หน่วยงานของรัฐด าเนินการตามที่ก าหนดไว้ในแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุนต่อไป ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการก าหนดรายละเอียดของแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน และ แนวทางการจัดท า ปรับปรุง และติดตามผลการด าเนินการตามแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน โดยอย่ำงน้อยให้มีกำรปรับปรุงแผนกำรจัดท ำโครงกำรร่วมลงทุนทุกครั้งที่มีกำรปรับปรุง แผนแม่บทด้ำนกำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำนและด้ำนสังคมของประเทศที่ส ำนักงำน สภำพัฒนำกำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติจัดท ำขึ้น อนึ่ง ในการจัดท าแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ส านักงานคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจอาจว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อร่วมด าเนินการก็ได้โดยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ที่ปรึกษาให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนด 3. คณะกรรมกำรนโยบำยฯ หมวด 3 (มำตรำ 13 - มำตรำ 21) 3.1 องค์ประกอบของคณะกรรมกำร (มำตรำ 13) ก าหนดให้ “คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน” ประกอบด้วย (1) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธานกรรมการ (3) กรรมการโดยต าแหน่ง จ านวน 9 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อ านวยการ ส านักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อัยการสูงสุด ประธานสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย (4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง จ านวนไม่เกิน 5คน โดยการแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยวิธีการสรรหา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีก าหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี(มาตรา 14) ทั้งนี้ ให้ผู้อ านวยการส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในส านักงานที่ผู้อ านวยการส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแต่งตั้งอีก ไม่เกิน 2คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ 3.2 หน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมกำรที่ส ำคัญ (มำตรำ 20) ก าหนดให้คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนมีหน้าที่และอ านาจ ให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีก่อนมีการตราพระราชกฤษฎีกาหรือการออกกฎกระทรวงตามที่ก าหนดไว้ ในพระราชบัญญัตินี้ ให้ความเห็นชอบแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน พิจำรณำก ำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีกำรในกำรจัดท ำโครงกำรร่วมลงทุนที่มีมูลค่ำต่ ำกว่ำ5,000 ล้ำนบำท ให้ความเห็นชอบ หลักการของโครงการร่วมลงทุนวินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติรวมถึงปฏิบัติการอื่น ตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นก าหนดให้เป็นหน้าที่และอ านาจของคณะกรรมการนโยบาย การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 13 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 3.3 หน่วยงำนผู้รับผิดชอบงำนธุรกำรของคณะกรรมกำร (มำตรำ 21) ก าหนดให้“ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ” รับผิดชอบงานธุรการ ของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และมีหน้าที่และอ านาจจัดท าและ เสนอแผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน เสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาก าหนดหน่วยงานของรัฐ เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่จ าเป็น และเผยแพร่ อบรม ให้ความรู้ และให้ค าแนะน าเกี่ยวกับการร่วมลงทุน ให้ความเห็น ค าแนะน า หรือวางแนวทางปฏิบัติ แก่หน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รายงานปัญหาและอุปสรรค ในการด าเนินการต่อคณะกรรมการฯ และปฏิบัติการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการฯ มอบหมาย 4. กำรเสนอโครงกำร หมวด 4 (มำตรำ 22 - มำตรำ 49) 4.1 กำรเสนอโครงกำร (ส่วนที่ 1) กฎหมายได้ก าหนดขั้นตอนการเสนอโครงการที่จะให้มี การร่วมลงทุน ดังนี้ 4.1.1 ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดท า“รำยงำนกำรศึกษำและวิเครำะห์โครงกำร” ตามรายละเอียดที่คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนประกาศก าหนด โดยน าความเห็นของหน่วยงานของรัฐและเอกชนมาประกอบการพิจารณาจัดท ารายงานการศึกษา และวิเคราะห์โครงการด้วย และอำจเสนอมำตรกำรสนับสนุนเพื่อให้โครงกำรร่วมลงทุนบรรลุ วัตถุประสงค์ได้แก่ สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน สิทธิการเช่า ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในโครงการร่วมลงทุนที่มีระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 50 ปีหรือ มาตรการสนับสนุนทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินอื่น และกรณีที่เห็นว่าไม่ควรใช้วิธีการคัดเลือก เอกชนโดยวิธีประมูลให้หน่วยงานเจ้าของโครงการระบุเหตุผลและความจ าเป็น ข้อดีและข้อเสีย และประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะได้รับไว้ในรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน อาจก าหนดให้หน่วยงาน เจ้าของโครงการจัดตั้ง “คณะท างาน” เพื่อพิจารณาให้ความเห็นในการจัดท ารายงานการศึกษา และวิเคราะห์โครงการหรือก าหนด “กรอบระยะเวลา” การเสนอโครงการส าหรับโครงการ ใดเป็นการเฉพาะด้วยก็ได้(มาตรา 22- มาตรา 26) อนึ่ง หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องว่าจ้างที่ปรึกษาร่วมจัดท ารายงานการศึกษาและวิเคราะห์ โครงการร่วมลงทุนดังกล่าว โดยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของที่ปรึกษาให้เป็นไปตาม ที่คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนประกาศก าหนด(มาตรา 27)ดังนี้ 4.1.2 หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดท า“หลักกำรของโครงกำรร่วมลงทุน” เสนอต่อ“รัฐมนตรี กระทรวงเจ้าสังกัด” เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมกับรายงานการศึกษาและวิเคราะห์ โครงการ เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดให้ความเห็นชอบหลักการของโครงการร่วมลงทุนและรายงาน การศึกษาและวิเคราะห์โครงการแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งหลักการของโครงการ ร่วมลงทุน และรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการที่ได้รับความเห็นชอบให้“ส านักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” น าเสนอต่อ“คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน” เพื่อพิจารณาต่อไป (มาตรา28)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 14 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 4.1.3 เมื่อคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนให้ความเห็นชอบ หลักการของโครงการร่วมลงทุน ให้คณะกรรมกำรนโยบำยกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน แจ้งผลกำรพิจำรณำให้“รัฐมนตรีกระทรวงเจ้ำสังกัด” น ำเสนอหลักกำรของโครงกำรร่วมลงทุน ดังกล่ำวต่อ“คณะรัฐมนตรี” เพื่อพิจำรณำอนุมัติให้ด ำเนินโครงกำรร่วมลงทุนตำมหลักกำรนั้น ต่อไป (มาตรา 29) ทั้งนี้ ในส่วนของหลักเกณฑ์ วิธีการ และกรอบระยะเวลาในการเสนอโครงการได้ก าหนดให้ คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนประกาศก าหนดต่อไป (มาตรา 31) โดยสรุป ขั้นตอนกำรเสนอโครงกำรได้ดังนี้ 4.2 กำรคัดเลือกเอกชน ส่วนที่ 2 (มำตรำ 32-42) กฎหมายได้ก าหนดวิธีการและขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนให้ร่วมลงทุน ดังนี้ 4.2.1การคัดเลือกเอกชนก าหนดให้ใช้“วิธีประมูล” และให้คณะกรรมการนโยบาย การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนก ำหนดลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุน ในโครงการร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัตินี้โดยเอกชนที่มีลักษณะดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับ คัดเลือกเป็นคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน (มาตรา 32 - มาตรา 33)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 15 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 4.2.2 เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ด าเนินโครงการร่วมลงทุนแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของ โครงการแต่งตั้ง “คณะกรรมกำรคัดเลือก” คณะหนึ่ง ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงาน เจ้าของโครงการ เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัด ผู้แทนส านักงานอัยการ สูงสุด ผู้แทนส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโครงการร่วมลงทุน จ านวน 2 คน เป็นกรรมการและให้มีผู้แทน หน่วยงานเจ้าของโครงการ 1 คน เป็นกรรมการและเลขานุการ (มาตรา 36) โดยมีหน้าที่และอ านาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารส าหรับการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน ก าหนดค่าธรรมเนียม หลักประกันซอง และหลักประกันสัญญาร่วมลงทุน เจรจาและพิจารณาคัดเลือกเอกชน รวมทั้งขอให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจง แสดงความเห็น หรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง และด าเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการคัดเลือกเอกชนของโครงการร่วมลงทุน ตามที่เห็นสมควร (มาตรา 38) 4.2.3 ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดท า “ร่ำงประกำศเชิญชวน ร่ำงเอกสำร ส ำหรับกำรคัดเลือกเอกชน และร่ำงสัญญำร่วมลงทุน” เสนอต่อ “คณะกรรมกำรคัดเลือก” เพื่อพิจำรณำ ให้ความเห็นชอบ โดยการจัดท าเอกสารดังกล่าว หน่วยงานเจ้าของโครงการ ต้องรับฟังความคิดเห็นของเอกชนที่เกี่ยวข้องและน าความคิดเห็นนั้นมาพิจารณา ประกอบการจัดท าเอกสารด้วย (มาตรา 35) 4.2.4เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสาร ส าหรับการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุนแล้วให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและ คณะกรรมการคัดเลือก ด าเนินการคัดเลือกเอกชนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนก าหนด (มาตรา 39) 4.2.5 เมื่อได้ผลการคัดเลือกเอกชนแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการน ำส่งร่ำงสัญญำ ร่วมลงทุนที่ผ่ำนกำรเจรจำกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือกแล้วให้“ส ำนักงำนอัยกำรสูงสุด” ตรวจพิจำรณำ ภำยใน 15 วัน และให้ส านักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาร่างสัญญา ร่วมลงทุนให้แล้วเสร็จและส่งกลับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการภายใน 45วัน นับแต่วันที่ได้รับ ร่างสัญญาร่วมลงทุน (มาตรา 41) 4.2.6 ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลการคัดเลือกเอกชน ร่างสัญญาร่วมลงทุน ที่ผ่านการตรวจพิจารณาของส านักงานอัยการสูงสุดและเงื่อนไขส าคัญของสัญญาร่วมลงทุน ต่อ“รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด” ซึ่งต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภำยใน 30 วัน ก่อนน าเสนอต่อ“คณะรัฐมนตรี” พิจารณาผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขส าคัญของสัญญา ร่วมลงทุน และเมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกต่อไป (มาตรา 42)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 16 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ โดยสรุป กำรคัดเลือกเอกชน ดังนี้ 4.3 กำรก ำกับดูแลโครงกำรร่วมลงทุน ส่วนที่ 3 (มำตรำ 43-45) เมื่อมีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ก าหนดให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด แต่งตั้ง “คณะกรรมการก ากับดูแล” ขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวง เจ้าสังกัดซึ่งเป็นข้าราชการในกระทรวงเจ้าสังกัดที่มิใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการและ มีต าแหน่งไม่ต่ ากว่าประเภทบริหารระดับต้น เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนส านักงาน อัยการสูงสุด และผู้แทนส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นกรรมการ และให้ มีผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการ 1 คน เป็นกรรมการและเลขานุการ (มาตรา 43) โดยมีหน้าที่และอ านาจก ากับดูแลและติดตามโครงการร่วมลงทุน เสนอแนะแนวทาง การแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการด าเนินโครงการ ขอให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เอกชนคู่สัญญาหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ชี้แจง แสดงความเห็น หรือ จัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องรายงานผลการด าเนินงาน ความคืบหน้า ปัญหา และ แนวทางการแก้ไขต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อทราบ รวมถึงพิจารณาให้ความเห็น ประกอบการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน (มาตรา 44)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 17 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ โดยสรุป กำรก ำกับดูแลโครงกำรร่วมลงทุน ได้ดังนี้ 4.4 กำรแก้ไขสัญญำร่วมลงทุนและกำรท ำสัญญำใหม่ ส่วนที่ 4 (มำตรำ 46-49) 4.4.1 กรณีที่ต้องมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ได้ก าหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เสนอเหตุผลและควำมจ ำเป็น ประเด็นที่ขอแก้ไข ผลกระทบจำกกำรแก้ไข และข้อมูล อื่น ๆ ที่จ ำเป็น ต่อ “คณะกรรมการก ากับดูแล” เพื่อพิจารณาให้ความเห็นก่อนน าส่งร่างสัญญา ร่วมลงทุนฉบับแก้ไข ที่ได้เจรจากับเอกชนคู่สัญญาแล้วให้“ส านักงานอัยการสูงสุด” ตรวจพิจารณาและเสนอต่อ “รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด” เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดให้ความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้หน่วยงาน เจ้าของโครงการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการก ากับดูแลเห็นว่าการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน มีหลักการแตกต่างจากหลักการของโครงการร่วมลงทุนหรือท าให้เงื่อนไขส าคัญของสัญญา แตกต่างจากเงื่อนไขส าคัญที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด ให้ความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเสนอ คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนพิจารณาและน าเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาด้วยโดยเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้หน่วยงาน เจ้าของโครงการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขต่อไป (มาตรา 46- มาตรา 48)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 18 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 4.4.2 ก าหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดท า “แนวทำงกำรด ำเนินโครงกำร ต่อเนื่องจำกโครงกำรร่วมลงทุนภำยหลังจำกสัญญำสิ้นสุด” โดยให้เปรียบเทียบกรณีที่ หน่วยงานของรัฐด าเนินการเองและกรณีที่ให้เอกชนร่วมลงทุน เสนอรัฐมนตรีกระทรวง เจ้าสังกัดอย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่สัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลง โดยให้ค านึงถึงประโยชน์ของรัฐ ความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะ และผลกระทบต่อประชาชน (มาตรา 49) โดยสรุป กำรแก้ไขสัญญำร่วมลงทุนและกำรท ำสัญญำใหม่ ได้ดังนี้


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 19 ตำรำงที่ 1 สรุปสาระส าคัญของพระราชบัญญัติการ่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ต่อ) ประเด็น สรุปสำระส ำคัญ 5. กำรใช้อ ำนำจเพื่อ ประโยชน์สำธำรณะ หมวด 5 (มำตรำ 50) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ความมั่นคงของประเทศหรือมีเหตุที่ท าให้การด าเนินโครงการ หยุดชะงักลงจนท าให้มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ ให้หน่วยงำนเจ้ำของโครงกำรโดยควำมเห็นชอบจำกคณะรัฐมนตรีมีอ ำนำจ เข้ำด ำเนินโครงกำรหรือมอบให้ผู้อื่นเข้ำด ำเนินโครงกำรเป็นระยะเวลำชั่วครำว แก้ไขสัญญำ ร่วมลงทุน หรือบอกเลิกสัญญำร่วมลงทุน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เหตุ ไม่ได้มาจากความผิดของเอกชนคู่สัญญา ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจ่ายค่าชดเชย แก่เอกชนคู่สัญญาอย่างเป็นธรรมด้วย (มาตรา 50) 6. กองทุนส่งเสริมกำร ร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐ และเอกชน หมวด 6 (มำตรำ 51 - มำตรำ 59) 6.1 กำรใช้จ่ำยเงินของกองทุน (มำตรำ 51และมำตรำ 53) ก าหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในกระทรวงการคลังเรียกว่า “กองทุนส่งเสริม กำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ในการว่าจ้างที่ปรึกษา การพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ และ การเผยแพร่ อบรม ให้ความรู้ และให้ค าแนะน าเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน 6.2 คณะกรรมกำรกองทุน (มำตรำ 56 –57) ก าหนดให้มี“คณะกรรมกำรกองทุนส่งเสริมกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ผู้อ านวยการส านักงบประมาณ และอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการ และให้ผู้อ านวยการส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจที่ผู้อ านวยการส านักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแต่งตั้ง 1 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และให้ส านักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกองทุน โดยคณะกรรมการกองทุนดังกล่าวมีหน้าที่และอ านาจที่ส าคัญเกี่ยวกับการก ากับดูแล การบริหารจัดการกองทุน การก าหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขอรับจัดสรรเงินจาก กองทุน การพิจารณาอนุมัติการใช้เงินกองทุน การออกระเบียบหรือค าสั่งเกี่ยวกับการ บริหารกิจการของกองทุน หลักเกณฑ์และวิธีการในการเก็บรักษา รับและจ่ายเงินของ กองทุน และค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน การรายงานผลการด าเนินงานและฐานะ ทางการเงินของกองทุน รวมทั้งการจัดท ารายงานการเงินประจ าปี ที่มำ : 1. พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 2. ส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 20 2.3.2 ประกำศ ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.กำรร่วมลงทุนฯ ปี 2562 1) ประกำศคณะกรรมกำรนโยบำยฯ 1.1) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง กิจการ เกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการถนน ทางหลวง ทางพิเศษ และการขนส่งทางถนน พ.ศ. 2563 (มาตรา 7 วรรคสอง) 1.2) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง กิจการ เกี่ยวเนื่องที่จ าเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการด าเนินกิจการรถไฟ รถไฟฟ้า และการขนส่งทางราง พ.ศ. 2563 (มาตรา 7 วรรคสอง) 1.3) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง กิจการ เกี่ยวเนื่องที่จ าเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการด าเนินกิจการท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศ พ.ศ. 2562 (มาตรา 7 วรรคสอง) 1.4) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง กิจการ เกี่ยวเนื่องที่จ าเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการด าเนินกิจการท่าเรือและการขนส่งทางน้ า พ.ศ. 2563 (มาตรา 7 วรรคสอง) 1.5) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2562 (มาตรา 8 วรรคสอง) 1.6) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าต่ ากว่าที่ก าหนดในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562, พ.ศ. 2563 (มาตรา 9) 1.7) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง รายละเอียด ที่ต้องมีในรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และหลักเกณฑ์และวิธีการในการนำความเห็นของหน่วยงานของรัฐ และเอกชน มาประกอบการพิจารณาจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ พ.ศ. 2563(มาตรา 22) 1.8) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ ในการพิจารณากรณีไม่ใช้การคัดเลือกโดยวิธีประมูล พ.ศ. 2563 (มาตรา 25 วรรคสอง) 1.9) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของที่ปรึกษา พ.ศ. 2562 (มาตรา 27 วรรคสอง) 1.10) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการเสนอโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 (มาตรา 31) 1.11) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเอกชน พ.ศ. 2563 (มาตรา 32 วรรคสอง)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 21 1.12) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะ ของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2562และ ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วม ลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 (มาตรา 33) 1.13) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการรับฟังความเห็นของเอกชน พ.ศ. 2563 (มาตรา 22 วรรคสอง และมาตรา 35 วรรคสอง) 1.14) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง รายละเอียด ของร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารส าหรับการคัดเลือกเอกชน และสาระส าคัญของร่างสัญญาร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 (มาตรา 35 วรรคสี่) 1.15) ประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง เงื่อนไข สำคัญของสัญญาร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 (มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ) 2) ประกำศกระทรวงกำรคลัง 2.1) ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ประโยชน์ตอบแทนของกรรมการและอนุกรรมการ ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 2.2) ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 3) ระเบียบคณะกรรมกำรกองทุนส่งเสริมกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน ระเบียบคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนว่าด้วยการบริหาร กิจการ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเก็บรักษา รับและจ่ายเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหาร พ.ศ. 2562 4) หลักเกณฑ์คณะกรรมกำรกองทุนส่งเสริมกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขอรับจัดสรรเงินและการนำส่งเงินค่าธรรมเนียมกองทุน ส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 5) แนวทำงกำรจัดท ำปรับปรุง และติดตำมผลกำรด ำเนินกำรตำมแผนกำรจัดท ำโครงกำรร่วมลงทุน คณะกรรมการนโยบายฯ ในการประชุมครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบการกำหนดรายละเอียดของแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน และแนวทางการจัดทำ ปรับปรุง และติดตามผลการดำเนินการตามแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติ การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 22 2.4 พัฒนำกำรกฎหมำย PPP ของไทย การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนมีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีพุทธศักราช 2471 โดยมีประกาศใช้ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัย หรือผาสุก แห่งสาธารณชน พ.ศ. 2471 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2471 ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 ได้เกิดการปฏิวัติ ได้มีประกาศ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัย หรือผาสุกแห่งสาธารณชน พ.ศ. 2471 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากมีผู้ประกอบกิจการค้าเป็นจ านวนมาก และไม่มีกฎหมายควบคุมการประกอบกิจการดังกล่าว โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ได้ก าหนดกิจการค้าขาย อันเป็นสาธารณูปโภคที่อยู่ในความควบคุม และต้องได้รับอนุญาต หรือสัมปทานจากรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องก่อน จึงจะสามารถด าเนินการได้ ได้แก่ การรถไฟ การรถรางการขุดคลอง การเดินอากาศ การประปา การชลประทาน การไฟฟ้า การผลิตเพื่อจ าหน่ายหรือจ าหน่ายก๊าซโดยระบบเส้นท่อไปยังอาคารต่าง ๆ บรรดากิจการอื่นอัน กระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชนตามที่ระบุไว้ ในพระราชกฤษฎีกาการอนุญาตหรือการให้ สัมปทานตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ไม่มีแนวทางปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ปี พ.ศ. 2535 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือด าเนินการ ในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการร่วมด าเนินงานระหว่างรัฐและเอกชน แต่เกิดปัญหาสร้างขั้นตอนที่ยุ่งยากจนเป็นอุปสรรคในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ จึงมีความพยายามที่จะแก้ไข กฎหมายดังกล่าวจึงได้มีการจัดท าพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ขึ้นและมีผลบังคับ ใช้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2556 โดยมีบทบัญญัติในเรื่องของขอบเขตของโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ อย่างกว้างขวางอันส่งผลให้มีโครงการร่วมลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องจัดท าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่รัฐประสงค์จะสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนต้องเข้ามาสู่กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าว ยังไม่มีการสะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่ร่วมลงทุนในโครงการของรัฐที่ชัดเจน ประกอบกับ ยังขาดมาตรการในการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชนอันส่งผลให้การด าเนินโครงการมีความล่าช้าและเอกชนยังไม่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ เท่าที่ควรจึงมีความจ าเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวโดยได้มีการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีการก าหนดนโยบาย ของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการจัดท าโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยมุ่งเน้นการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน ก าหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคหรือความล่าช้าในการจัดท าหรือด าเนินโครงการร่วมลงทุน และมีมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุน ให้แก่โครงการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังโดยมุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของเอกชนรวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปยังหน่วยงานและบุคลากรของรัฐ ในขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดท าโครงการร่วมลงทุนยังคงกระชับ โปร่งใส และตรวจสอบได้จึงได้มีการจัดท า พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2562 ทั้งนี้สามารถสรุปพัฒนาการกฎหมาย PPPของประเทศไทยได้ ดังนี้


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 23 แผนภำพที่ 1 พัฒนาการกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนของประเทศไทย ที่มำ : ส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม จากรายงานการศึกษา เรื่อง ปัญหาตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (จงจิตต์ คงนคร, ม.ป.ป., น. 1-5) พบประเด็นปัญหาที่ส าคัญโดยสรุป ดังนี้ ประกำรแรก: ปัญหาการออกประกาศของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง “กิจการเกี่ยวเนื่องที่จ าเป็น” ในมาตรา 7 วรรคสอง โดยมีการก าหนดว่า “กิจการตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงกิจการ เกี่ยวเนื่องที่จ าเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการด าเนินกิจการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการประกาศ ก าหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี” เมื่อกิจการที่บัญญัติให้สามารถออกประกาศคณะกรรมการนโยบาย การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พบว่า เป็นการให้อ านาจออกประกาศโดยฝ่ายบริหารให้ความเห็นชอบ จ านวน 11 ฉบับ ซึ่งท าให้เกิดปัญหาด้านการใช้อ านาจรัฐเข้าไปแทรกแซงในการก าหนดรายละเอียดเนื้อหาโดยออกประกาศเป็นจ านวนมาก และยังเป็นการสร้างภาระให้คณะกรรมการนโยบายร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนต้องเร่งจัดท าประกาศ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 24 ประกำรที่สอง : ปัญหาองค์ประกอบของคณะกรรมการคัดเลือกและคณะกรรมการตามมาตรา 36 มีสัดส่วนของคณะกรรมการที่เป็นบุคคลจากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการจ านวนน้อย หรือน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด (อัตราส่วน 5:2) ท าให้การตัดสินใจอาจเกิดความไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีการคานอ านาจหรือถ่วงดุลในการพิจารณา ในขณะที่องค์ประกอบของคณะกรรมการก ากับดูแลตามมาตรา 43 เป็นผู้แทนของหน่วยงานรัฐทั้งหมด เกิดการใช้อ านาจของรัฐดูแลภายหลังการเกิดสัญญาซึ่งเป็นระยะเวลา ยาวนานสูงสุดถึง 30 ปี เพียงฝ่ายเดียว ท าให้การตัดสินใจบางอย่างอาจไม่ได้ค านึงถึงเอกชน ซึ่งการบริหาร รวมถึงการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนควรเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการดูแลตรวจสอบด้วย เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและโปร่งใส ประกำรที่สำม : ปัญหาการใช้อ านาจของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและ เอกชนในการใช้อ านาจของฝ่ายปกครอง ตามมาตรา 13 ก าหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ด ารงต าแหน่งประธาน คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งคณะกรรมการฯ มีอ านาจตั้งแต่การพิจารณา แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ก าหนดแนวทางการจัดท า ปรับปรุงและติดตาม ขั้นตอนแก้ไขสัญญาร่วม ลงทุน รวมทั้ง มีอ านาจในการออกประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ ท าให้มีความทับซ้อนกับฐานะผู้บังคับบัญชา ซึ่งรวมถึงเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี กล่าวคือ เมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเสนอความเห็นให้คณะรัฐมนตรี อนุมัติ ท าให้เป็นทั้งผู้เสนอและผู้อนุมัติในเรื่องเดียวกัน ประกำรที่สี่ : ปัญหาการถือหุ้นในเอกชนที่ได้รับเลือกของคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งตามมาตรา 37 พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน ห้ามคณะกรรมการเป็นผู้มีอ านาจในการจัดการหรือปรึกษา ในเอกชนที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมโครงการร่วมลงทุนที่ตนเป็นกรรมการคัดเลือก หรือถือหุ้นในเอกชนที่ได้รับคัดเลือก เป็นจ านวนเกินร้อยละ 0.5 ของทุนที่ช าระแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นด้วยตนเองหรือโดยคู่สมรสหรือบุตรที่ยังไม่ บรรลุนิติภาวะ อย่างไรก็ตาม แม้เป็นการถือหุ้นสัดส่วนจ านวนน้อย แต่หากมูลค่าโครงการสูงกว่า 5,000 ล้านบาท และความมีส่วนได้เสียแม้เพียงเล็กน้อยแต่ไม่ควรเกี่ยวข้องทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อาจท าให้เกิดปัญหาการใช้ อิทธิพลในการเข้าแทรกแซงการคัดเลือกได้ ประกำรที่ห้ำ : ไม่มีการก าหนดแนวทางรองรับ กรณีโครงการร่วมลงทุนไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของ กฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติไม่มีบทบัญญัติที่รองรับกรณีที่ไม่ได้ด าเนินการหรือด าเนินการไม่ถูกต้องตาม ขั้นตอนที่กฎหมายก าหนด ส่งผลต่อความต่อเนื่องของผู้ใช้บริการสาธารณะ และอาจท าให้เกิดการใช้เงินโดยสูญเปล่า ไม่คุ้มค่าในการลงทุน ทั้งนี้ คณะผู้ศึกษาจะได้ศึกษาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาจากรายงานการศึกษาดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สามารถน าไปสู่การก าหนดข้อเสนอแนะจากการศึกษาต่อไป ______________________________


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 25 ส่วนที่ 3 กำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชนในประเทศไทย 3.1 ภำพรวมของกำรร่วมลงทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน ประเทศไทยมีการด าเนินโครงการพื้นฐานในรูปแบบที่รัฐให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการด าเนินการ ในโครงการให้บริการสาธารณะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการด าเนินงานและบริการ โดยที่มุ่งเน้นการให้บริการ ที่มีประสิทธิภาพคุ้มค่ากับต้นทุนมากกว่ารัฐด าเนินการเอง ในอดีตหลักการการปกครองของรัฐควรปกครอง น้อยที่สุด รัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซงด้านเศรษฐกิจ ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ระบบการท างานของ ประเทศไทยจะแยกไม่ออกระหว่างเรื่องการปกครองกับเรื่องเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องการเมืองการปกครอง เมื่อสังคมพัฒนาขึ้นจะใช้บทบาทรัฐเป็นตัวนำเพราะเชื่อว่ารัฐเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริงสังคมมีความหลากหลายระบบเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 –2564 จัดท าโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน ที่ส านักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พบว่า มีการลงนามในสัญญารวมทั้งสิ้น จ ำนวน 35 โครงกำร โดยเป็นโครงการที่ด าเนินการแล้วเสร็จตามสัญญา จ านวน 12 โครงการ และอยู่ระหว่างการด าเนินงาน จ านวน 23 โครงการ รายละเอียดตามตำรำงที่ 2 ดังนี้ ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ 1. สัญญำเช่ำพื้นที่เพื่อ ด ำเนินกำรโครงกำรอู่เรือ บริเวณแหลมฉบัง/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ยูนิไทย ชิปยาร์ด เอนจิเนียริ่ง จ ากัด (UNITHAI) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (18 ธันวาคม 2533 ถึง 17 ธันวาคม 2563) รำยละเอียดโครงกำร : UNITHAI ต้องเริ่มงานก่อสร้างตามขั้นตอน แผนการด าเนินงาน ภายในเวลา 18 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญา จัดให้มีโรงงานและสิ่งอ านวย ความสะดวกเพื่อบริการซ่อมเรือเดินทะเล โดยซ่อมท าตัวเรือใต้แนวน้ าได้ภายในระยะเวลา2 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา อู่แห้งพร้อมสิ่งอ านวยความสะดวกส าหรับซ่อมเรือขนาดไม่ต่ ากว่า 13,000 ตันกรอส อย่างน้อย 1 อู่ ภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate Transfer)กทท. ตกลงให้ UNITHAI เช่าพื้นที่ บริเวณแหลมฉบังจ านวนเนื้อที่บนดินประมาณ 312 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา ทรัพย์สินที่ เกิดขึ้นตามโครงการตามสัญญานี้ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และส่วนควบหรือเครื่องอุปกรณ์ ของอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงงาน อาคารที่ท าการ อู่แห้ง ประตูอู่แห้ง ปั๊มสูบน้ าใหญ่ วาล์ว ราง สาลี่ เป็นต้น ต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กทท. ทั้งสิ้นเมื่อมีการบอกเลิก สัญญาเช่าหรือ เมื่อครบก าหนดระยะเวลาเช่า 30 ปีส าหรับสังหาริมทรัพย์ เช่น อู่ลอย ปั้นจั่นเดินบนราง รถยกเป็นต้น ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ UNITHAI ตลอดไป


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 26 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ (ต่อ) 2. โครงกำรระบบทำงด่วน ชั้นที่2 (ทำงพิเศษศรีรัช) (Second StageExpressway Agreement)/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทางด่วนกรุงเทพจ ากัด (BECL) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (1 มีนาคม 2533 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2563) รำยละเอียดโครงกำร : โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช) เป็นการก่อสร้าง ทางพิเศษยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 38.5กิโลเมตร โดยแบ่งพื้นที่ บริการเป็น 2 โครงข่าย ดังนี้ โครงข่ายในเมือง พื้นที่ส่วน A เป็นเส้นทางระหว่างถนนรัชดาภิเษก บริเวณประชาชื่น ถึงถนนพระราม 9 มีความยาวประมาณ 12.4 กิโลเมตร พื้นที่ส่วน B เป็นเส้นทางระหว่างโรงกรองน้ าสามเสนถึงบางโคล่ต่อจากพื้นที่ส่วน A บริเวณทางแยกต่างระดับ พญาไทลงไปทางใต้เชื่อมต่อทางพิเศษเฉลิมมหานครบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่รวมระยะทาง ประมาณ 9.4 กิโลเมตร โครงข่ายนอกเมือง พื้นที่ส่วน C ต่อจากพื้นที่ส่วน A ที่ถนนรัชดาภิเษก บริเวณประชาชื่นขึ้นไปทางเหนือจนถึงถนนแจ้งวัฒนะเป็นระยะทาง8 กิโลเมตรโดยเชื่อมต่อ กับทางพิเศษอุดรรัถยา พื้นที่ส่วน D เป็นเส้นทางจากถนนพระราม 9 ถึงถนนศรีนครินทร์ มีแนวเส้นทางต่อจากพื้นที่ส่วน Aบริเวณถนนพระราม 9 ไปทางตะวันออกตัดผ่านถนนรามค าแหง สิ้นสุดที่ถนนศรีนครินทร์ ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร โดยเปิดให้บริการส่วนแรกจากถนน พระราม 9 ถึงถนนรามค าแหง ระยะที่ 2 จากถนนรามค าแหง ถึงถนนศรีนครินทร์ รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) บรรดางานก่อสร้างที่ BECL ได้ท าขึ้น รวมทั้งทางพิเศษ ระบบทางพิเศษ ถนนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและสิ่งก่อสร้างถาวร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้ประโยชน์ในทางพิเศษจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กทพ. ทันที ในวันเปิดด าเนินการโครงการ หรือวันเปิดใช้ทางพิเศษ BECL มีสิทธิใช้งานและมีหน้าที่ ด าเนินการบ ารุงรักษาทางพิเศษ ระบบทางพิเศษและสิ่งก่อสร้างถาวรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้ประโยชน์ในทางพิเศษและระบบทางพิเศษตามแผนและมาตรการที่เสนอไว้ 3. โครงกำรสัญญำ ให้ด ำเนินกำรให้บริกำรวิทยุ คมนำคมระบบเซลลูล่ำ 1800/ กระทรวงดิจิทัล เอกชนคู่สัญญำ: บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จ ากัด (มหาชน) (DTAC) ระยะเวลำโครงกำร : 27 ปี (16 กันยายน 2534 ถึง 30 กันยายน 2561) รำยละเอียดโครงกำร: บริษัทต้องด าเนินการจัดหาเครื่องและอุปกรณ์ชุมสายเพื่อจัดตั้งและ ขยายเครือข่ายการให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงได้ไม่น้อยกว่า 4,000 เลขหมาย ภายใน 8 เดือนนับแต่วันที่ลงนามในสัญญานี้ และไม่น้อยกว่า 20,000 เลขหมาย ภายใน 12 เดือนนับแต่วันที่ลงนามในสัญญานี้ ด าเนินการขยายเครือข่ายให้มีขีดความสามารถ ในการให้บริการกรุงเทพทั้งหมด รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงและบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล ตะวันออกและตะวันตกได้รวมกันไม่น้อยกว่า 25,000 เลขหมาย ภายใน 18 เดือน นับแต่ วันที่ ลงนามในสัญญานี้ ขยายขีดความสามารถของระบบ AMPS (Analog) ให้มีขีดความสามารถในการให้บริการ รวมทั้งหมดถึง 60,000 เลขหมาย รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) บริษัทต้องจัดหาอุปกรณ์ ทั้งหมด กสท. จะอนุญาตให้ใช้สถานที่ของ กสท. เพื่อติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 27 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ (ต่อ) 3. โครงกำรสัญญำให้ ด ำเนินกำรให้บริกำรวิทยุ คมนำคมระบบเซลลูล่ำ 1800/ กระทรวงดิจิทัล (ต่อ) ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเท่าที่ กสท. จะสามารถจัดหาให้ได้ โดยบริษัทต้องเป็นผู้ออก ค่าใช้จ่าย กสท. จะอนุญาตให้บริษัทท าการก่อสร้างอาคารส าหรับติดตั้งเครื่องและ อุปกรณ์ในที่ดินของ กสท. ครอบครองและสามารถจัดสรรให้ได้ตามความจ าเป็น แก่การเปิดให้บริการ อาคารสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทได้ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของ กสท. หรือที่ กสท. ครอบครองอยู่บริษัทยินยอมให้อาคารสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็น กรรมสิทธิ์ของ กสท. หากจะต้องด าเนินการใด ๆ เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในอาคารสิ่ง ปลูกสร้างโอนมายัง กสท. โดยบริบูรณ์ บริษัทจะต้องด าเนินการเช่นนั้นโดยครบถ้วน บรรดาเครื่องและอุปกรณ์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัท และบริษัทมีอยู่ก่อนวัน เริ่มเปิดให้บริการ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กสท. นับตั้งแต่วันเริ่มเปิดให้บริการ 4. โครงกำรด ำเนินกิจกำร ดำวเทียมสื่อสำรภำยในประเทศ/ กระทรวงดิจิทัล เอกชนคู่สัญญำ: บริษัท ไทยคม จ ากัด (มหาชน) (เดิมชื่อ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จ ากัด) (บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จ ากัด (มหาชน)) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (11 กันยายน 2534 ถึง 10 กันยายน 2564) รำยละเอียดโครงกำร : สัญญาด าเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 11กันยายน 2534ระหว่างกระทรวงคมนาคม กับ บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จ ากัด มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปีโดยคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้เป็นโครงการของประเทศ (National Project) รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) ภายใต้สัญญาฯ มีเงื่อนไข และข้อกำหนดที่ส าคัญ คือ นับตั้งแต่ลงนามในสัญญาฯ บริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์ และส่งมอบดาวเทียมและอุปกรณ์สถานีควบคุมดาวเทียมให้ตกเป็นทรัพย์สินของกระทรวงฯ โดยกระทรวงฯ จะมอบทรัพย์สินให้บริษัทฯ ใช้ด าเนินกิจการตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัญญา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผู้ให้สัมปทานไม่ได้เป็นผู้บริหารดาวเทียม แต่เป็นเพียงผู้ก ากับและเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพื่อให้บริษัทฯ ใช้ด าเนินกิจการตามข้อกำหนด และเงื่อนไขสัญญา บริษัทฯ ผู้ได้รับสัมปทานจะเป็นผู้ด าเนินการบริหารการใช้งานดาวเทียม โดยไม่ขัดกับเงื่อนไขสัญญาฯ รวมทั้งมีการเก็บ ค่าใช้วงจรดาวเทียมจากผู้ใช้ ทั้งนี้กระทรวงฯ จะเป็นผู้อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการติดต่อของบริษัทฯกับส่วนราชการหรือ หน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด 5. สัญญำให้ด ำเนินกำร ให้บริกำรวิทยุคมนำคม ระบบ Digital PCN 1800/ กระทรวงดิจิทัล เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทรู มูฟ จ ากัด (True Move) ระยะเวลำโครงกำร : 22 ปี (20 มิถุนายน 2534 ถึง 15 กันยายน 2556) รำยละเอียดโครงกำร : บริษัทต้องด าเนินการจัดหาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมด และบริษัทฯ ตกลง โอนกรรมสิทธิ์บรรดาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมดให้แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จ ากัด (มหาชน) บริษัทรับผิดชอบจ่ายค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) บริษัทต้องจัดหาสถานที่


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 28 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ (ต่อ) 5. สัญญำให้ด ำเนินกำร ให้บริกำรวิทยุคมนำคม ระบบ Digital PCN 1800/ กระทรวงดิจิทัล (ต่อ) ติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโดยบริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง บมจ. กสท โทรคมนาคม อาจอนุญาตให้บริษัทท าการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ใดส าหรับติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์ในที่ดิน บมจ. กสท โทรคมนาคมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองตามที่ บมจ. กสท โทรคมนาคมเห็นสมควร และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บมจ. กสท โทรคมนาคม นับตั้งแต่วันที่ก่อสร้างเสร็จ บริษัทตกลงโอนสิทธิในบรรดาเครื่องและอุปกรณ์ รวมทั้งอะไหล่ทั้งหมดซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัท และบริษัทมีอยู่ก่อนวันที่เปิดให้บริการนั้น ให้แก่ บมจ. กสท โทรคมนาคม นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ ส่วนเครื่องและอุปกรณ์ รวมทั้งอะไหล่ที่บริษัทจัดหามาเพื่อใช้หรือให้บริการตามสัญญานี้ นับตั้งแต่วันแรกที่เปิด ให้บริการเป็นต้นไปตลอดอายุสัญญานี้ บริษัทต้องส่งมอบเครื่องและอุปกรณ์รวมทั้งอะไหล่ ดังกล่าว พร้อมการติดตั้งทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บมจ. กสท โทรคมนาคม 6. สัญญำให้ด ำเนินกำร ให้บริกำรวิทยุคมนำคม ระบบเซลลูล่ำ/ กระทรวงดิจิทัล เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ดิจิตอล โฟน จ ากัด (DPC) ระยะเวลำโครงกำร : 17 ปี (19 พฤศจิกายน 2539 ถึง 15 กันยายน 2556) รำยละเอียดโครงกำร : DPC ลงทุนก่อสร้างอาคาร และติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์ ทั้งหมด บริษัทยินยอมให้อาคารสิ่งปลูกสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บมจ. กสท โทรคมนาคม DPC รับผิดชอบจ่ายค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) DPC ต้องจัดหาสถานที่ติดตั้ง เครื่องและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ โดย DPC เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง บมจ. กสท โทรคมนาคม อาจอนุญาตให้บริษัทท าการก่อสร้างอาคารหรือ สิ่งปลูกสร้างอื่น ใดส าหรับติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์ในที่ดิน บมจ. กสท โทรคมนาคมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองตามที่ บมจ. กสท โทรคมนาคม เห็นสมควร และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บมจ. กสท โทรคมนาคม นับตั้งแต่วันที่ก่อสร้างเสร็จ DPC ตกลงโอนสิทธิในบรรดาเครื่องและอุปกรณ์ รวมทั้งอะไหล่ทั้งหมดซึ่งเป็นทรัพย์สินของ DPC และ DPC มีอยู่ก่อนวันที่เปิดให้บริการนั้น ให้แก่ บมจ. กสท โทรคมนาคม นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ ส่วนเครื่องและอุปกรณ์ รวมทั้งอะไหล่ที่ DPC จัดหามาเพื่อใช้หรือให้บริการตามสัญญานี้ นับตั้งแต่วันแรกที่เปิด ให้บริการ เป็นต้น ไปตลอดอายุสัญญานี้ DPC ต้องส่งมอบเครื่องและอุปกรณ์ รวมทั้ง อะไหล่ดังกล่าวพร้อมการติดตั้ง ทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บมจ. กสท โทรคมนาคม 7. สัญญำอนุญำตให้ด ำเนิน กิจกำรบริกำรโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone)/ กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจ และสังคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จ ากัด (AIS) ระยะเวลำโครงกำร : 25 ปี(1 ตุลาคม 2533 ถึง 30 ตุลาคม 2558) รำยละเอียดโครงกำร : บริษัทฯ ได้รับอนุญาตจาก TOT หรือองค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทยในขณะนั้น ให้มีสิทธิด าเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ Cellular Mobile Telephone ทั้งระบบ NMT และ GSM ในย่านความถี่ 900 MHz (ซึ่งต่อไปนี้ จะรวมเรียกว่า “ระบบ Cellular 900”) ทั่วประเทศ แบบคู่ขนานกันไป มีก าหนด 25 ปี


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 29 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ (ต่อ) 7. สัญญำอนุญำตให้ด ำเนิน กิจกำรบริกำรโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone)/ กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจ และสังคม (ต่อ) นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2533 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดด าเนินการ บริษัทฯ ได้รับอนุญาต ให้เป็นผู้ร่วมบริหารการแสวงหาผลประโยชน์จากระบบสื่อสัญญาณเชื่อมโยงและทรัพย์สิน ในส่วนที่เหลือจากการใช้งานของบริษัทได้ โดยให้บริการเช่าให้แก่ทั้งผู้ใช้บริการของ TOT และผู้ใช้บริการของบริษัทฯ ในอัตราค่าใช้บริการเท่ากับอัตราของ TOT บริษัทฯ มีหน้าที่ เรียกเก็บค่าบริการและจ่ายส่วนแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ TOT และบริษัทฯ ได้รับอนุญาต จาก TOT ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Pre-paid Card) รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) บริษัทฯ เป็นผู้ลงทุนในการจัดหา สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ระบบทั้งหมด หากสถานที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เมื่อสัญญานี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ บริษัทฯ ยินยอมให้TOT เข้าครอบครอง และใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่สัญญานี้ระงับสิ้นไป โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่ายใดๆ หาก TOT เข้าครอบครองและใช้สถานที่ดังกล่าวได้ไม่ครบ 2 ปี ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ บริษัทฯ ยินยอมชดใช้ค่าเช่าและค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่ TOT หากสถานที่ดังกล่าวไม่ได้ เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ บริษัทฯต้องมีหน้าที่ติดต่อกับเจ้าของสถานที่เพื่อเช่า ในนามของ TOT เป็นระยะเวลา 22 ปี โดยบริษัทเป็นผู้เสียค่าเช่าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ 8. สัญญำร่วมกำรงำนและ ร่วมลงทุนขยำยบริกำร โทรศัพท์ 1.5 ล้ำนเลขหมำย ในเขตโทรศัพท์ภูมิภำค/ กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจ และสังคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทีทีแอนด์ที จ ากัด (มหาชน) (TT&T) ระยะเวลำโครงกำร : 25 ปี (30 มิถุนายน 2537 ถึง 29 มิถุนายน 2562) รำยละเอียดโครงกำร: TOTได้ท าสัญญาและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ จ านวน 1,000,000 เลขหมาย ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาค ต่อมาเมื่อ วันที่ 21 กันยายน 2538 ได้ขยายโทรศัพท์ภูมิภาค เพิ่มขึ้นอีก 500,000 เลขหมาย โดยให้สัญญามีระยะเวลา รวม 25 ปี (วันที่ 25 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2561) โดยสัญญาดังกล่าวเป็น สัญญาให้บริการโทรศัพท์ประจ าที่และโทรศัพท์สาธารณะในเขตภูมิภาค รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) ที่ TT&T ลงทุนจัดหาติดตั้ง อุปกรณ์ในระบบโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้ TOT เพื่อ TOT นำโครงข่ายที่ก่อสร้างให้บริการ ประชาชน และให้ TOT เป็นผู้จัดเก็บและแบ่งรายได้ให้กับ TT&T และมีการแก้ไขสัญญาอีก จ านวน 17 ครั้ง TT&T เป็นผู้ลงทุนในการจัดหาพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ในระบบ รวมทั้งจัดหาที่ดิน และอาคารส าหรับด าเนินการตามสัญญานี้ ยกเว้นในกรณีที่ TOT ตกลงให้ TT&Tใช้อุปกรณ์ ที่ดินและอาคารของ TOT เท่าที่ TOT จะพิจารณาให้นำไปใช้ตามสัญญานี้ไม่ว่าจะเป็น การบริหารหรือท านิติกรรมใดกับบุคคลภายนอก TT&T จะเป็นรับผิดชอบและด าเนินการ ในนามของ TT&T ส่วนการติดตั้งข่ายสายตอนนอก TT&T จะด าเนินการในนามของ TOT เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย บรรดาภาระผูกพัน TOT จะให้ความร่วมมือในการประสานงาน กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและ TOT จะช่วยเหลือในการนำเข้าโดยบริษัท ซึ่งอุปกรณ์ ในระบบต่างๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ที่จ าเป็นเพื่อปฏิบัติงานตามสัญญานี้


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 30 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ (ต่อ) 9. โครงกำรร่วมกำรงำนและ ร่วมลงทุนขยำยบริกำรโทรศัพท์ ในพื้นที่เขตโทรศัพท์นครหลวง จ ำนวน 2.6 ล้ำนเลขหมำย/ กระทรวงดิจิทัล เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จ ากัด (มหาชน) (เดิมชื่อบริษัท ซี.พี. เทเลคอมมิวนิเคชั่น จ ากัด) ระยะเวลำโครงกำร : 25 ปี (29 ตุลาคม 2535 ถึง 28 ตุลาคม 2560) รำยละเอียดโครงกำร : สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาให้บริการโทรศัพท์ประจ าที่และ โทรศัพท์สาธารณะในเขตนครหลวง ซึ่งบริษัทเป็นผู้ลงทุนจัดหา ติดตั้งอุปกรณ์ ในระบบ โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ TOT และด าเนินการให้บริการภายใต้สิทธิ ของ TOT และให้ TOT เป็นผู้จัดเก็บ และแบ่งรายได้ให้บริษัท รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate)TOT ยินยอมให้ บมจ. ทรู ใช้ที่ดิน อาคาร และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ของ TOT เท่าที่จะพิจารณาอนุญาตโดยไม่เสีย ค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดอายุสัญญา หาก บมจ. ทรู จ าเป็น ต้องจัดหาที่ดิน และอาคาร เพิ่มเติม บมจ. ทรู จะเป็นผู้จัดหา และออกค่าใช้จ่ายเองบริษัทต้องส่งมอบอุปกรณ์ ในระบบที่ติดตั้งแล้วเสร็จในแต่ละส่วนให้แก่ TOT และให้อุปกรณ์ในระบบตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของ TOT ทันที ในกรณีที่ บมจ. ทรู จัดซื้อที่ดินหรือก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม ส าหรับการติดตั้งอุปกรณ์ในระบบเพื่อด าเนินการตามสัญญานี้บริษัทตกลงที่จะด าเนินการ ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารดังกล่าวโอนให้แก่ TOTในโอกาสแรกที่กระท าได้ 10. สัญญำร่วมด ำเนิน กิจกำรส่งโทรทัศน์สี/ ส ำนักนำยกรัฐมนตรี เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จ ากัด (BEC) ระยะเวลำโครงกำร : 40 ปี (26 มีนาคม 2523 ถึง 25 มีนาคม 2563) รำยละเอียดโครงกำร : ด าเนินกิจการส่งโทรทัศน์สี ด าเนินการออกอากาศเครือข่าย โทรทัศน์ทั่วประเทศ โดยวิธีการถ่ายทอดสัญญาณตามที่ อ.ส.ม.ท.ก าหนดและแต่ละสถานี ลูกข่ายในส่วนภูมิภาคจะต้องออกอากาศรายการโทรทัศน์รายากรเดียวกับสถานีส่วนกลาง รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) บางกอกเอ็นเตอร์ เทนเม้นต์ด าเนินการปรับปรุงเพิ่มเติมอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามหลักวิชาสากลของการส่ง โทรทัศน์สี โดยบริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น บรรดาสิ่งก่อสร้างทุกอย่าง ที่ได้ก่อสร้างขึ้นบนที่ดิน อีกทั้งทรัพย์สินทุกอย่างยกเว้นเงินทุนที่บริษัทได้กระท าขึ้น หรือได้จัดหามาไว้ส าหรับใช้สอยในการด าเนินการตามสัญญานี้ทุก ๆ อย่าง ไม่ว่าได้มาตามสัญญาหรือได้กระท าขึ้นหรือได้จัดหามาในระหว่างการด าเนินการ ตามสัญญานี้ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของ อ.ส.ม.ท. ทั้งสิ้น นับแต่วันที่ได้กระท าขึ้น หรือได้จัดหา


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 31 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่ด ำเนินกำรเสร็จสิ้นตำมระยะเวลำที่ก ำหนดในสัญญำ (ต่อ) 11. สัญญำกำรบริหำร และกำรด ำเนินกิจกำร ศูนย์กำรประชุมแห่งชำติ สิริกิติ์/กระทรวงกำรคลัง เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท เอ็น ซี ซี แมนเนจเม้นท์แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จ ากัด ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (1 ธันวาคม 2534 ถึง 30 พฤศจิกายน 2564) รำยละเอียดโครงกำร: กรมธนารักษ์ตกลงให้ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์แอนด์ดีเวลลอป เม้นท์ จ ากัด บริหารและด าเนินกิจการอาคาร และสิ่งปลูกสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือและเครื่องใช้ประจ าศูนย์การประชุมฯ โดยบริษัทฯ เก็บ ค่าบริการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ภายใต้ข้อก าหนดและเงื่อนไขแห่งสัญญานี้ และ ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของรัฐ ก าหนดระยะเวลาการบริหารและด าเนินกิจการ ดังนี้ ช่วงที่ 1 นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ยกกรรมสิทธิ์ให้รัฐ หากครบก าหนดระยะเวลา การก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จให้ถือว่าวันสิ้น ก าหนดระยะเวลาก่อสร้างเป็นวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ช่วงที่ 2 มีระยะเวลา 25 ปี นับแต่วันถัดจากวันที่ก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ยกกรรมสิทธิ์ให้รัฐแล้วเสร็จหรือวันที่ถือว่าแล้วเสร็จตามช่วงที่ 1 รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) รัฐตกลงให้บริษัทฯ บริหารและด าเนินการและบริษัทฯ ตกลงรับบริหารและด าเนินกิจการอาคาร และสิ่งปลูก สร้างทั้งหลายซึ่งตั้งอยู่บนที่ราชพัสดุ บริษัทฯ จะต้องด าเนินการก่อสร้างอาคารและ สิ่งปลูกสร้าง ดังมีรายละเอียด เงื่อนไข แบบแปลน ก าหนดเวลาและข้อก าหนด ในการก่อสร้างด้ วยค่ าใช้จ่ ายของบริษัทฯ เอง และให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของ กระทรวงการคลังทันทีที่ก่อสร้างเสร็จและรัฐได้รับมอบไว้โดยถูกต้องเรียบร้อยแล้ว 12. กำรจัดให้เช่ำที่รำชพัสดุ แก่บริษัทไทย ออยล์ จ ำกัด (มหำชน) เพื่อด ำเนินกำร กิจกำรด้ำนกำรกลั่นน้ ำมัน (บมจ. ไทยออยล์)/ กระทรวงกำรคลัง เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ไทยออยล์ จ ากัด (มหาชน) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (11 กันยายน 2535 ถึง 10 กันยายน 2565) รำยละเอียดโครงกำร : ให้เช่าที่ดินและอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้ในกิจการ ของบริษัท ไทยออยล์ รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate and Transfer) รัฐให้เช่าที่ราชพัสดุพร้อม สิ่งปลูกสร้างจ านวน 40 รายการ รวม 192 หลัง เมื่อสัญญาเช่าระงับหรือครบก าหนด ระยะเวลาเช่าและทางราชการมิได้ต่ออายุสัญญาเช่า ผู้เช่าต้องส่งมอบสถานที่เช่าพร้อม สิ่งปลูกสร้างตามสิทธิการเช่า พร้อมทั้งยกบรรดาส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ของอาคาร และสิ่งปลูกสร้างและอปุกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจให้เป็นกรรมสิทธิ์ กระทรวงการคลัง ในสภาพเรียบร้อยปราศจากความชำรุดบกพร่องหรือความเสียหายใดๆ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 32 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ 1. โครงกำรอนุญำตให้ ด ำเนินกำรให้บริกำรระบบ ส่งน้ ำมันเชื้อเพลิงอำกำศยำน ผ่ำนท่อแบบ Hydrant/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จ ากัด ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (28 กันยายน 2549 ถึง 27 กันยายน 2579) รำยละเอียดกำรด ำเนินโครงกำร : ทอท. อนุญาตให้บริษัทฯ ด าเนินการเฉพาะ การให้บริการระบบ ส่งน้ ามันชื้อเพลิงอากาศยานผ่านท่อแบบ Hydrant ภายในพื้นที่ท่า อากาศยานสากลกรุงเทพแห่งที่สองเท่านั้น โดยบริษัทฯ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ก าหนดในสัญญานี้ ตลอดจนปฏิบัติตามกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับระเบียบ ค าสั่ง และนโยบายของ ทอท. บริษัทฯ จะใช้อาคารและสิ่งปลูกสร้างของ ทอท. เพื่อติดตั้ง ระบบ Hydrant โดยบริษัทฯ จะต้องด าเนินการออกแบบรายละเอียดระบบ Hydrant และ จัดหาอุปกรณ์ Hydrant รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และด าเนินการติดตั้ง วางท่อ ทดสอบ ระบบ Hydrant ทั้งนี้ระบบ Hydrant ที่บริษัทฯ น ามาใช้ในกิจการดังกล่าวจะต้อง เป็นของใหม่ที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน บริษัทฯ รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่าย ในการซ่อมบ ารุงรักษาระบบ รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ส ารองที่เกี่ยวกับระบบ Hydrant ทั้งหมด บริษัทฯ ต้องรับผิดชอบต่อการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ส ารองที่เกี่ยวกับระบบ Hydrant ที่จ าเป็นในการตรวจสอบ ซ่อมแซมสับเปลี่ยนทดแทนด้วยจ านวนเพียงพอตามมาตรฐานสากล และตามข้อเสนอแนะของผู้ผลิตอยู่เสมอ โดยไม่ขาดแคลนตลอดอายุสัญญานี้ รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate)โดย บริษัทฯ ต้องด าเนินการ ออกแบบรายละเอียดระบบ Hydrant และจัดหาวัสดุอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง และติดตั้ง วางท่อ ทดสอบระบบ โดยบริษัทฯ เป็นผู้ลงทุนและออกค่าใช้จ่ายในการด าเนินการดังกล่าวเอง ทั้งสิ้น บริษัทฯ ต้องส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ระบบ Hydrant รวมทั้งวัสดุและอุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับระบบทั้งหมดพร้อมกับการติดตั้งที่บริษัทฯ จัดหามาเพื่อใช้ในการให้บริการ ตามสัญญานี้นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการเป็นต้นไปจนจบตลอดให้อายุสัญญานี้ให้แก่รัฐ 2. สัญญำโครงกำรระบบ ให้บริกำรเชื้อเพลิงอำกำศยำน (Into-Plane Services) ณ ท่ำอำกำศยำนสุวรรณภูมิ/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ: บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จ ากัด (มหาชน) (BAFS)และ บริษัท เอเอสไอจี (ไทยแลนด์) จ ากัด (ASIG) ระยะเวลำโครงกำร : 20 ปี (28 กันยายน 2549 ถึง 27 กันยายน 2569) รำยละเอียดโครงกำร: บริษัทฯ ได้รับสิทธิให้เข้าด าเนินโครงการ Into –Planeณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ โดยมีขอบเขตการให้บริการ ดังนี้1. บริการเติมเชื้อเพลิงอากาศยานทั้งแบบ อาศัยท่อส่งเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน และไม่อาศัยท่อส่งเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน และ2. บริการถ่าย เชื้อเพลิงอากาศยาน บริษัทฯ ตกลงที่จะท าสัญญาเช่าที่ดินกับ ทอท. เป็นสัญญาแยกต่างหาก รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) โดยสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบ ต่างๆ ของอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทฯ สร้างขึ้นตามสัญญานี้ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของรัฐทันทีนับแต่การก่อสร้างเสร็จสิ้น บริษัทฯ ต้องดูแลและบ ารุงรักษาอาคารสิ่งปลูก สร้างและส่วนควบต่างๆ ของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งอุปกรณ์และระบบให้สามารถ ให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 33 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 3. โครงกำรอุปกรณ์บริกำร ภำคพื้นและสิ่งอ ำนวยควำม สะดวกด้ำนกำรซ่อมบ ำรุง ณ ท่ำอำกำศยำนสุวรรณภูมิ/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ: บริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จ ากัด ระยะเวลำโครงกำร : 20 ปี (28 กันยายน 2549 ถึง 27 กันยายน 2569) รำยละเอียดโครงกำร : บริษัทฯ ได้รับสิทธิให้เข้าด าเนินโครงการ GSE ณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิโดยบริษัทฯ ตกลงที่จะท าสัญญาเช่าที่ดินกับ ทอท. เป็นสัญญาแยกต่างหาก และมีขอบเขตการให้บริการ ดังนี้1. กิจการบริการภาคพื้นส าหรับอากาศยานและผู้โดยสาร ครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆเช่น การให้บริการรถบันได การให้บริการท าความสะอาดห้องสุขา การให้บริการน้ าเพื่อการบริโภคบนอากาศยาน การให้บริการผลักและดันอากาศ การให้บริการ สตาร์ทเครื่องอากาศยาน การให้บริการลากอากาศยาน การให้บริการรถเวียนแก่ผู้โดยสาร และลูกเรือ บริการเปิดและปิดประตูของอากาศยานการจัดการล าเลียงและคัดแยกสัมภาระ การจัดการและคัดแยกจดหมายการขนส่งอาหารระหว่างอากาศยานและพื้นที่ประกอบการ การขนส่งสินค้าระหว่างอากาศยานและอาคารคลังสินค้า จัดระวางบรรทุกสินค้าภายในอากาศ ยาน บริการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและความเย็นแก่อากาศยาน บริการอุปกรณ์ ภาคพื้น เช่น แผ่น Pallet ตู้ Container รถ Dolly รถลาก2.กิจการบริการซ่อมบ ารุงอุปกรณ์บริการ ภาคพื้นเป็นการบ ารุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในการให้บริการภาคพื้นแก่ อากาศยาน เช่น รถบันได รถลากสัมภาระ รถลากและดันอากาศยาน เป็นต้น รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) โดยบรรดาสิ่งปลูกสร้าง และส่วนควบต่าง ๆ ของอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทฯ สร้างขึ้นตามสัญญานี้ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐทันทีนับแต่การก่อสร้างเสร็จสิ้น บริษัทฯ ต้องดูแล และบ ารุงรักษาอาคารสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบต่าง ๆ ของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งอุปกรณ์และระบบให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. โครงกำรคลังสินค้ำ ณ ท่ำอำกำศยำนสุวรรณภูมิ/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ จ ากัด ระยะเวลำโครงกำร : 20 ปี (28 กันยายน 2549 ถึง 27 กันยายน 2569) รำยละเอียดโครงกำร: บริษัทฯ ได้รับสิทธิให้เข้าด าเนินโครงการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ โดยบริษัทฯ ตกลงที่จะท าสัญญาเช่าที่ดินกับ ทอท. เป็นสัญญาแยกต่างหาก และมีขอบเขตการให้บริการ ดังนี้1. การให้บริการคลังสินค้าขาออก ประกอบด้วย รับสินค้าจากตัวแทนผู้ขนส่งสินค้ารวบรวมและจัดเรียงสินค้าเข้าตู้ Container หรือ แผ่น Pallet ออกหมายเลข MAWB และ HAWB ให้กับสินค้าที่รับมาจากตัวแทน ผู้ขนส่งสินค้า จัดหาสถานที่ในการจัดเก็บสินค้าที่ได้รับการบรรจุในตู้ Container หรือ แผ่น Pallet เรียบร้อยแล้ว จัดเตรียมสินค้าที่ได้รับการบรรจุในตู้ Container หรือ แผ่น Pallet เพื่อส่งมอบให้ผู้ประกอบการบริการภาคพื้น จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับ สินค้าขาออก2. การให้บริการคลังสินค้าขาเข้าประกอบด้วย รับสินค้าจาก ผู้ประกอบการ บริการ ภาคพื้น คัดแยกสินค้า จัดเตรียมสถานที่ในการจัดเก็บสินค้า ตู้ Container


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 34 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 4. โครงกำรคลังสินค้ำ ณ ท่ำอำกำศยำนสุวรรณภูมิ/ กระทรวงคมนำคม (ต่อ) และแผ่น Pallet จัดเตรียมสินค้าเพื่อส่งมอบให้กับตัวแทนผู้ขนส่งสินค้าที่มารับสินค้า จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับสินค้าขาเข้า3. การให้บริการคลังสินค้าส่งผ่าน ประกอบด้วย จัดเตรียมสถานที่ในการจัดเก็บสินค้าส่งผ่านคัดแยกสินค้าและจัดเรียงสินค้าเข้าตู้ Container หรือแผ่น Pallet ที่เตรียมไว้ จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับสินค้าส่งผ่าน รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) โดยบรรดาสิ่งปลูกสร้าง และส่วนควบต่าง ๆ ของอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทฯ สร้างขึ้นตามสัญญานี้ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐทันทีนับแต่การก่อสร้างเสร็จสิ้น 5. โครงกำรครัวกำรบิน (Catering Services) ณ ท่ำอำกำศยำน สุวรรณภูมิ/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท แอลเอสจี สกาย เชฟส์ (ประเทศไทย) (LSG) และ บริษัท ครัวการบินกรุงเทพ จ ากัด ระยะเวลำโครงกำร : 20 ปี (28 กันยายน 2549 ถึง 27 กันยายน 2569) รำยละเอียดโครงกำร : บริษัทฯ ได้รับสิทธิให้เข้าด าเนินโครงการครัวการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยบริษัทฯ ตกลงที่จะท าสัญญาเช่าที่ดินกับ ทอท. เป็นสัญญาแยกต่างหาก และมีขอบเขตการให้บริการ ดังนี้ 1. การจัดเตรียมอาหารส าหรับการให้บริการเที่ยวบิน (Preparation and Assembly of Flight Meals) 2 . การจัดเก็บอุปกรณ์ ครัว และอุปกรณ์ อื่น ๆ (Storage of Catering Equipment and Supplies) 3. การจัดหาสินค้าอื่น ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ดอกไม้ ของที่ระลึก และ สิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ (Cabin Supplies) 4. การบริการซักรีดที่ใช้ในเที่ยวบิน (Laundry Services for in flight Linens) 5. การขนส่งอาหารและสินค้าอื่น ๆ (Handling of Catering Loads and Cabin Supplies) รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) โดยบรรดาสิ่งปลูกสร้าง และส่วนควบต่าง ๆ ของอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่บริษัทฯ สร้างขึ้นตามสัญญานี้ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐทันทีนับแต่การก่อสร้างเสร็จสิ้น บริษัทฯ ต้องดูแลและบ ารุงรักษา อาคารสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งอุปกรณ์และระบบให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6. สัญญำลงทุนก่อสร้ำง บริหำร และประกอบกำร ท่ำเทียบเรือ A3 C1 C2 D1 D2 และ D3/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จ ากัด (HLT) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (1 พฤศจิกายน 2547 ถึง 31 ตุลาคม 2577) รำยละเอียดโครงกำร: บริษัทฯ ต้องก่อสร้างท่าเทียบเรือ A3 ภายใน 18เดือนท่าเทียบเรือ ชุด C (C1และ C2) 36เดือน ท่าเทียบเรือชุด D (D1, D2และ D3) เมื่อมีปริมาณตู้สินค้า ผ่านท่าเทียบเรือที่ได้เปิดด าเนินการแล้วมากกว่าร้อยละ 75 ของความสามารถ ในการขนถ่ายสินค้าของท่าเทียบเรือที่ได้เปิดด าเนินการแล้วไม่เกิน 7 ปีเรือทุกล าจะต้อง ใช้บริการนำร่องตามกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ค าสั่งหรือประกาศใด ๆ ของกรมการขนส่ง ทางน้ าและพาณิชนาวี ที่กำหนดให้ใช้นำร่องในการเคลื่อนย้ายเรือภายในท่าเรือ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 35 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 6. สัญญำลงทุนก่อสร้ำง บริหำร และประกอบกำร ท่ำเทียบเรือ A3 C1 C2 D1 D2 และ D3/ กระทรวงคมนำคม (ต่อ) รวมทั้งการเทียบท่าและออกจากท่า ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรมการขนส่งทางน้ าและพาณิชย์ นาวีจะเป็นผู้จัดเจ้าพนักงานน าร่องและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ โดยที่ กทท. ไม่มีหน้าที่ ให้บริการในเรื่องดังกล่าวนี้แต่อย่างใด เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การปฏิบัติ เป็นอย่างอื่น เรือทุกล าจะต้องใช้บริการเรือลากจูงตามกฎข้อบังคับ ระเบียบ ค าสั่ง หรือ ประกาศใด ๆ ที่กรมการขนส่งทางน้ าและพาณิชย์นาวีก าหนดในการน าเรือเข้า – ออกจาก ท่าเรือ รวมทั้ง การเทียบท่าและออกจากท่าโดย กทท. หรือ บริษัทที่ กทท. มอบหมาย จะเป็นผู้ให้บริการด้านเรือลากจูง บริษัทฯ ต้องใช้ท่าเทียบเรือ C1, C2, D1, D2และ D3 เพื่อการรับ/ ส่งมอบ เก็บรักษา และบรรทุก/ขนถ่าย เฉพาะสินค้าในระบบตู้สินค้า เท่านั้น หากบริษัทประสงค์ที่จะด าเนินการในระบบอื่นจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็น หนังสือจาก กทท. ก่อน และบริษัทจะต้องใช้ท่าเทียบเรือ A3 เพื่อเป็นท่าเรือ เอนกประสงค์โดยให้สามารถขนส่งตู้สินค้าและสินค้าทั่วไป รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate Transfer)กทท. จะมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ ทั้งหมดตามสัญญาให้บริษัทฯ เพื่อใช้ประกอบการ ภายใน 15วันนับจากวันลงนามในสัญญา บริษัทฯ จะต้องจัดหาบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์ สิ่งอ านวยความสะดวกต่างๆและโครงสร้าง พื้นฐานเพิ่มเติมทั้งหมดเท่าที่จ าเป็นส าหรับการประกอบกิจการท่าเทียบเรือและเป็น ผู้มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม สิ่งอ านวยความสะดวก ต่าง ๆ เครื่องมืออุปกรณ์ที่จัดหามาใช้งานในท่าเทียบเรือตลอดอายุสัญญา หลังจากสัญญาได้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ให้บรรดาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ทั้งหมดต้อง ตกเป็นทรัพย์สินของกทท. ทันทีส่วนสังหาริมทรัพย์กทท. มีสิทธิที่จะซื้อทั้งหมดหรือ บางส่วนตามราคามูลค่าทางบัญชีที่ได้หักค่าเสื่อมราคาสะสมตามระยะเวลาการใช้ งานแล้ว หรือต่ ากว่านั้น 7 . โครงกำรลงทุน บริหำรและประกอบกำร ท่ำเทียบเรือตู้สินค้ำ ซี.3 ณ ท่ำเรือแหลมฉบัง/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ: บริษัท แหลมฉบัง อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จ ากัด (LCIT) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (1 พฤษภาคม 2546 ถึง 30 เมษายน 2576) รำยละเอียดโครงกำร : กทท. จะมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือให้บริษัทฯ ภายใน 15 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา โดยบริษัทสามารถเข้าไปท าการก่อสร้าง และติดตั้งเครื่องมือ ยกขนภายหลังลงนามในสัญญาได้หลังจากได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจาก กทท. บริษัทฯ ต้องให้บริการที่จ าเป็นทุกประเภทแก่ผู้ใช้ท่าเรือเพื่อให้การประกอบการท่าเทียบเรือ มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับแผนการด าเนินธุรกิจ และต้องจัดหาบรรดาเครื่องมือ อุปกรณ์สิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมทั้งหมดที่จ าเป็น ส าหรับการประกอบกิจการท่าเทียบเรือ เป็นของคุณภาพดีทันสมัยตามมาตรฐานสากล รวมทั้งก่อสร้างรั้วกั้นระหว่างท่าเทียบเรือ ซี. 2 และซี. 3


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 36 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 7 . โครงกำรลงทุน บริหำรและประกอบกำร ท่ำเทียบเรือตู้สินค้ำ ซี.3 ณ ท่ำเรือแหลมฉบัง/ กระทรวงคมนำคม (ต่อ) รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate Transfer) กทท. เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในบรรดา ทรัพย์สินในท่าเรือทั้งหมดที่ กทท. เป็นผู้จัดหา LCIT เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในบรรดา ทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม สิ่งอ านวยความสะดวกต่างๆเครื่องมืออุปกรณ์ ที่บริษัทจัดหามาใช้งานในท่าเทียบเรือตลอดอายุสัญญาหลังจากที่สัญญานี้สิ้นสุดลง หรือมีการบอกเลิกสัญญาไม่ว่ากรณีใด บรรดาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ทั้งหมด ตกเป็น กรรมสิทธิ์ของ กทท. ทันที ส่วนสังหาริมทรัพย์ของบริษัท กทท. ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะซื้อ ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ตามราคามูลค่าทางบัญชีที่ค านวณได้จากราคาต้นทุน หักค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลาอายุการใช้งานแล้ว 8 . โครงกำรลงทุนก่อสร้ำง บริหำร และประกอบกำรท่ำ เทียบเรือตู้สินค้ำ บี.5/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท แหลมฉบัง อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จ ากัด (LCIT) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (1 พฤษภาคม 2539 ถึง 30 เมษายน 2569) รำยละเอียดโครงกำร : กทท. มีหน้าที่ในการให้หรือจัดให้มีบริการเกี่ยวกับร่องน้ า ทางเข้าท่าเรือ ทางเดินเรือ แอ่งจอดเรือ เครื่องหมายช่วยการเดินเรือ การน าร่องและ การลากจูง เรือทุกล าจะต้องใช้บริการน าร่องตามระเบียบของกรมเจ้าท่าที่ก าหนดให้ ใช้น าร่องในการเคลื่อนย้ายเรือภายในท่าเรือรวมทั้งการเทียบท่าและออกจากท่ากรมเจ้าท่า จะเป็นผู้จัดเจ้าพนักงานน าร่อง เรือน าร่อง และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ โดยที่ กทท. ไม่มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าวแต่อย่างใด เรือทุกล าจะต้องใช้บริการเรือลากจูงตามระเบียบ ที่กรมเจ้าท่าก าหนดในการน าเรือเข้า-ออกจากท่าเรือ รวมทั้งการเทียบท่าและออกจากท่า โดย กทท. หรือบริษัทฯ จะเป็นผู้ให้บริการด้านเรือลากจูง สัญญามีก าหนด 30 ปี นับแต่วันที่หนึ่งของเดือนถัดไปจากเดือนที่มีการลงนามในสัญญา ซึ่งตามสัญญานี้ เริ่มต้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 และสิ้นสุด 30เมษายน 2569 หลังจากที่สัญญาสิ้นสุดลง บริษัทฯ มีสิทธิขอต่ออายุสัญญาได้อีก 5 ปีบริษัทจะต้องยื่นค าร้องขอต่อสัญญา เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่สัญญานี้จะสิ้นสุดลง รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate Transfer) กทท. จะมอบพื้นที่ท่าเทียบ เรือทั้งหมดตามสัญญาให้บริษัทฯ เพื่อใช้ประกอบการภายใน 15วัน นับจากวันลงนาม ในสัญญา บริษัทฯ จะต้องจัดหาบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์ สิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมทั้งหมดเท่าที่จ าเป็นส าหรับการประกอบกิจการท่าเทียบเรือ หลังจากสัญญาได้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ให้บรรดาอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งหมด ตกเป็นทรัพย์สินของ กทท. ทันที ส่วนสังหาริมทรัพย์กทท. มีสิทธิที่จะซื้อทั้งหมด หรือบางส่วนตามราคามูลค่าทางบัญชีที่ได้หักค่าเสื่อมราคาสะสมตามระยะเวลา การใช้งานแล้ว หรือต่ ากว่านั้น


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 37 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 9. สัญญำสัมปทำนกำร ลงทุนออกแบบก่อสร้ำง บริหำรจัดกำรให้บริกำรและ บ ำรุงรักษำโครงกำรทำงพิเศษ สำยศรีรัช –วงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหำนคร/กระทรวง คมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จ ากัด (มหาชน) (BECL) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (15 ธันวาคม 2555 ถึง 14 ธันวาคม 2585) รำยละเอียดโครงกำร : BECL จะเป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ ระบบต่าง ๆ เพื่อก่อสร้างทางพิเศษและระบบทางพิเศษ รวมถึงบริหารจัดการให้บริการ และบ ารุงรักษาทางพิเศษและระบบทางพิเศษ เพื่อให้ได้รับเงินรายได้ค่าผ่านทาง ทั้งนี้ BECL จะเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยจะจัดหาเงินทุนเอง โดย กทพ. เป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการใช้ที่ดินให้ BECL ใช้ก่อสร้างทางพิเศษ รูปแบบโครงกำร BTO (Build Transfer and Operate) กทพ. จะเป็นเจ้ าของ กรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการใช้ที่ดินในการก่อสร้างและการด าเนินงาน เพื่อให้ BECL ได้รับสิทธิและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยค่าใช้จ่ายของ กทพ. บรรดางานก่อสร้าง ที่ BECL ได้ท าขึ้นนรวมทั้งทางพิเศษ ระบบทางพิเศษ ถนนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและ สิ่งก่อสร้างถาวรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือใช้ประโยชน์ในทางพิเศษจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กทพ. ทันทีในวันเปิดด าเนินการโครงการ หรือวันเปิดใช้ทางพิเศษ BECL มีสิทธิใช้งานและ มีหน้าที่ด าเนินการบ ารุงรักษาทางพิเศษ ระบบทางพิเศษและสิ่งก่อสร้างถาวรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือใช้ประโยชน์ในทางพิเศษและระบบทางพิเศษตามแผนและมาตรการที่เสนอ ไว้ แบ่งการด าเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างและระยะที่ 2 การบริหารจัดการ การให้บริการโดยในระยะที่ 1 การออกแบบก่อสร้างทางพิเศษ มีระยะเวลาด าเนินการ 4 ปี และการให้บริการทางพิเศษซึ่งมีระยะเวลา 26 ปี ระยะเวลา เริ่มต้นนับจากวันที่มีหนังสือแจ้งให้เริ่มด าเนินงาน คือ วันที่ 15 ธันวาคม 2559 และ ระยะเวลาสิ้นสุดตามสัญญา คือ 15 ธันวาคม 2585BECL เป็นผู้มีหน้าที่ออกแบบก่อสร้าง ทางพิเศษและระบบที่เกี่ยวข้องโดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดย กทพ. มีหน้าที่จัดหา ที่ดินให้บริษัทใช้ก่อสร้างรวมถึงให้การสนับสนุนประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ในด้านต่าง ๆ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ BECL จะมีสิทธิในการให้บริการและเก็บเงิน ค่าผ่านทางจนหมดระยะเวลาสัมปทาน 10. สัญญำโครงกำรทำง ด่วนสำยบำงปะอิน-ปำกเกร็ด (โครงกำรทำงพิเศษอุดรรัถยำ) / กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จ ากัด (NECL) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (27 กันยายน 2539 ถึง 26 กันยายน 2569) รำยละเอียดโครงกำร: NECL เป็นผู้ด าเนินการออกแบบ จัดหาทุน ก่อสร้างด าเนินการบริหาร และซ่อมแซมบ ารุงรักษาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน - ปากเกร็ดจ านวน 2 ส่วน ๆ ละ 2 ระยะ ดังนี้ส่วนที่ 1 : แบบ 4 ช่องจราจร โดยระยะที่ 1 แจ้งวัฒนะ - เชียงราก เชื่อมต่อถนนของกรมทางหลวงเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ประกอบด้วย สายแจ้งวัฒนะ– บางพูนและสายบางพูน – เชียงราก และระยะที่ 2 เชียงราก – บางไทรส่วนที่2 : แบบ 6 ช่องจราจร (มี 2 ระยะเช่นเดียวกับส่วนที่ 1)


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 38 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 10. สัญญำโครงกำรทำง ด่วนสำยบำงปะอิน-ปำกเกร็ด (โครงกำรทำงพิเศษอุดรรัถยำ)/ กระทรวงคมนำคม (ต่อ) รูปแบบโครงกำร BTO (Build-Transfer-Operate)กทพ. จะจัดหาที่ดินและสิทธิ ในเขตทางที่ต้องการส าหรับการก่อสร้างทางด่วนให้เสร็จตามก าหนดและจะออกค่าใช้จ่าย ทั้งหมดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาบรรดางานก่อสร้างที่ NECL ได้ท าขึ้นรวมทั้งทางด่วนและสิ่งก่อสร้างถาวรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือใช้ประโยชน์ในทางด่วน จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กทพ. ทันที และเมื่อทางด่วนได้เปิดใช้งานแล้ว NECL มีสิทธิใช้งาน และต้องด าเนินการบ ารุงรักษาทางด่วน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดที่เกี่ยวข้อง 11. โครงกำรสัญญำ สัมปทำนทำงหลวงในทำง หลวงแผ่นดิน หมำยเลข 31 ถนนวิภำวดีรังสิต ตอนดินแดง – ดอนเมือง/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จ ากัด (มหาชน) (tollway) ระยะเวลำโครงกำร : 45 ปี (21 สิงหาคม 2532 ถึง 20 สิงหาคม 2577) รำยละเอียดโครงกำร : โครงการทางหลวงสัมปทานในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดี รังสิต ตอนดินแดง –ดอนเมือง ระหว่าง กม. 5 + 700 ถึง กม. 21 + 100 ระยะทาง 15.4 กิโลเมตรครั้งแรกลงนามในสัญญาสัมปทานฯ เมื่อวันที่ 21สิงหาคม 2532 อายุสัมปทาน 25 ปี ต่อมามีการแก้ไขสัญญาสัมปทานฯ ครั้งที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงฯ ฉบับที่ 2/2539 ให้ผู้รับสัมปทานได้รับสัมปทานเพิ่มเติมตอนต่อขยายทางด้านทิศเหนือ (ดอนเมือง –อนุสรณ์สถาน) ระหว่าง กม. 21 + 100 –กม. 26 + 700 รวมระยะทาง 5.6 กิโลเมตร และให้อายุสัมปทานเดิมรวมทั้งตอนต่อขยายมีอายุสัมปทาน 25 ปี นับตั้งแต่วันลงนามบันทึกข้อตกลงฯ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ต่อมามีการแก้ไข สัญญาสัมปทานฯ ครั้งที่ 3 ตามบันทึกข้อตกลงฯ ฉบับที่ 3/2550ให้อายุสัมปทานเดิม และตอนต่อขยายมีอายุสัมปทาน 27 ปี นับแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ฉบับที่ 3/2550 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate Transfer) ประโยชน์ที่ได้รับ บริษัทตกลง จะแบ ่งรายได้ โดยจ ่ายเป็นรายเดือนให้แก ่กรมทางหลวงเริ ่มตั้งแต ่ปีที ่ 22 ของอายุสัมปทานติดต่อกันเป็นต้นไปในจ านวนร้อยละ 20 ของรายได้ก่อนหักรายจ่าย ประจ าเดือนนั้น ๆ โดยช าระภายใน 10 วันนับจากวันสิ้นเดือนแต่จ านวนรวมทั้งปี ของวงเงินที่จ่ายเป็นรายเดือนในปีหนึ่ง ๆ จะต้องเท่ากับร้อยละ 50 ของก าไรสุทธิ ประจ าปีนั้น ๆ หากรายได้ที่จ่ายให้กรมทางหลวงรวมทั้งปีน้อยกว่าหรือมากกว่าร้อยละ 50 ของก าไรสุทธิประจ าปีนั้น บริษัทและกรมทางหลวงจะต้องท าความตกลงร่วมกัน 12. โครงกำรระบบรถไฟฟ้ำ มหำนครสำยเฉลิมรัชมงคล/ กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จ ากัด (BMCL) ระยะเวลำโครงกำร : 25 ปี (2 กรกฎาคม 2547 ถึง 1 กรกฎาคม 2572) รำยละเอียดโครงกำร : โครงการนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน โดยมี รฟม. เป็นเจ้าของโครงการและผู้ให้สัมปทาน มีหน้าที่จัดสร้างโครงสร้าง พื้นฐานและมอบสัมปทานการเดินรถให้แก่เอกชน และ BMCL เป็นผู้ให้บริการเดินรถ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 39 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 12. โครงกำรระบบรถไฟฟ้ำ มหำนครสำยเฉลิมรัชมงคล/ กระทรวงคมนำคม (ต่อ) ระยะที่ 1 เป็นช่วงเวลาตั้งแต่ลงนามในสัญญาสัมปทาน จนกระทั่งรถไฟฟ้าใต้ดินพร้อม เปิดให้บริการ โดยผู้สัมปทานมีหน้าที่ ออกแบบ ผลิต จัดหา ติดตั้ง ทดสอบและ ทดลองใช้งาน อุปกรณ์ งานระบบร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาของ รฟม. ระยะที่2เป็นช่วงเวลาตั้งแต่การให้บริการและบ ารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นเวลา 25 ปี ตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการจนกระทั่งสิ้นสุด และจะต้องน าโครงสร้างพื้นฐานโยธาและงานระบบ ทั้งหมดที่ BMCL จัดหา คืนให้กับ รฟม. โดย BMCL ได้ว่าจ้างบริษัท Siemens จ ากัด เป็นผู้รับเหมาในลักษณะการจ้างแบบเบ็ดเสร็จ โดยผู้ด าเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการ ออกแบบ ผลิต ติดตั้ง ไปจนกระทั่งท าให้ระบบมีความพร้อมที่จะใช้งาน รวมถึงอบรม พนักงานให้มีความพร้อมในการให้บริการได้ด้วย และเป็นผู้บ ารุงรักษาอุปกรณ์ระบบงาน อีกเป็นระยะเวลา 10 ปี รูปแบบโครงกำร BOT (Build Operate Transfer) ประโยชน์ที่ได้รับ รฟม. ได้รับส่วนแบ่งรายได้จาก BMCL เพียงร้อยละ 1 แต่ในปีที่ 18 ส่วนแบ่งรายได้ ของ รฟม.จะเพิ่มเป็นร้อยละ 5 และเพิ่มเป็นร้อยละ 15 ในปีที่ 19 13. สัญญำสัมปทำน ระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพมหำนคร/ กระทรวงมหำดไทย เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จ ากัด (BTSC) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (5 ธันวาคม 2542 ถึง 4 ธันวาคม 2572) (นับตั้งแต่ วันแรกที่ระบบฯ เริ่มด าเนินงานเชิงพาณิชย์) รำยละเอียดโครงกำร: มีการลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 9เมษายน 2535 มีอายุสัมปทาน 30 ปี นับจากวันแรกที่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการขนส่งมวลชน และเพื่อให้เป็นทางเลือกอื่นแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลใน การเดินทางไป และกลับจากการท างาน และการเดินทางสัญจรไปมาในกรุงเทพมหานคร โดย BTSC เป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ด าเนินงาน และบ ารุงรักษาระบบ หลังจากที่ระบบรถไฟฟ้า เริ่มด าเนินงานเชิงพาณิชย์ ภายใต้เงื่อนไขของสัญญา BTSC มีสิทธิได้รับรายได้จาก กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส อันรวมถึง การโฆษณาการให้สิทธิ และการเก็บค่าโดยสารในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส BTSC มีสิทธิที่จะก าหนดกฎระเบียบ ในการด าเนินงานได้ กทม. มีสิทธิก าหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยและ สิ่งแวดล้อมของระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่หากกฎระเบียบดังกล่าวมีผลกระทบ ทางลบต่อ BTSC กทม. จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก BTSC ก่อน การโอนกรรมสิทธิ์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ1) อสังหาริมทรัพย์ที่เกิดจากการก่อสร้างหรืองานโครงสร้างจะโอน ในลักษณะ BTO (Build Transfer and Operate) คือ BTSC จะต้องโอนกรรมสิทธิ์เป็น ของกทม. เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์2) ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ซึ่งรวมถึงขบวน รถไฟฟ้าในปัจจุบันและที่จะซื้อเพิ่มในอนาคตจะโอนในลักษณะ BOT (Build Operate Transfer) คือ BTSC จะโอนกรรมสิทธิ์เป็นของ กทม.เมื่อ สัมปทานสิ้นสุดลง


รายงานการวิเคราะห์ เรื่อง การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ส านักงบประมาณของรัฐสภา 40 ตำรำงที่ 2 โครงการร่วมลงทุนภายใต้แผนการจัดท าโครงการร่วมลงทุน ระหว่างปี 2523 – 2564 (ต่อ) โครงกำร/หน่วยงำน รูปแบบกำรด ำเนินงำนโครงกำร โครงกำรที่อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรตำมสัญญำ (ต่อ) 14. โครงกำรสัญญำ ก่อสร้ำงและบริหำร โครงกำรพัฒนำระบบ สำธำรณูปโภคพื้นฐำน ในที่รำชพัสดุ บริเวณ สถำนีขนส่งหมอชิต/ กระทรวงกำรคลัง เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จ ากัด (เดิม: บริษัท ซันเอสเตท จ ากัด) ระยะเวลำโครงกำร : 30 ปี (8 สิงหาคม 2539 ถึง 7 สิงหาคม 2569) รำยละเอียดโครงกำร : ด าเนินโครงการในที่ดินราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เนื้อที่63ไร่ 2งาน 65ตารางวา กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นของกระทรวงการคลัง เมื่อก่อสร้างเสร็จส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ตกเป็นกรรมสิทธิ์กระทรวงการคลังเมื่อครบอายุการบริหาร โครงการหรือเมื่อสัญญาสิ้นสุด เอกชนต้องก่อสร้าง “อาคารและพื้นที่ตามโครงการ” แบ่งการก่อสร้างเป็น 2ส่วน คือ ก่อสร้างอาคารและพื้นที่ชดเชยให้ทางราชการ และก่อสร้าง อาคารและพื้นที่ยกกรรมสิทธิ์โดยเอกชนจะได้รับสิทธิ์บริหารโครงการและจัดหาประโยชน์ บริเวณพื้นที่ยกกรรมสิทธิ์ก าหนด 30 ปี นับแต่วันก่อสร้างแล้วเสร็จ และให้ต่ออายุสัญญา อีก 2ครั้งๆ ละ 10 ปี โดยเอกชนจะต้องเป็นผู้ออกแบบแปลนเสนอให้กรมธนารักษ์ ให้ความเห็นชอบแล้วจึงจะเริ่มด าเนินการก่อสร้างได้ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544ว่าโครงการฯ มีมูลค่าเกินกว่า 1,000ล้านบาท แต่ไม่ได้ด าเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมงานฯ ปี 2535สัญญาที่ท าไว้กับเอกชนไม่ชอบด้วย กฎหมายท าให้โครงการฯ หยุดชะงัก บริษัทฯ ต้องจ่ายค่าตอบแทนต่างๆ ใน 2 ลักษณะ คือ ค่าตอบแทนที่รัฐจะได้รับก่อนเริ่มบริหาร(ระยะก่อสร้าง) และค่าตอบแทนในการที่บริษัทฯ ได้รับสิทธิในการบริหาร เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดหาประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐ เป็นจ านวนเงิน 550,000,000 บาท (ห้ าร้อยห้ าสิบล้ านบาท) ค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน ตามผังโครงการทั้งหมดในระหว่างก่อสร้างอาคารเดือนละ 509,300บาท (ห้าแสนเก้าพัน สามร้อยบาท) และค่าตอบแทนในการบริหารในอัตราปีละ5,350,965 บาท (ห้าล้านสามแสน ห้าหมื่นเก้าร้อยหกสิบห้าบาท)และเพิ่มขึ้นในทุกช่วงระยะ 5 ปี ในอัตราร้อยละ 15 รูปแบบโครงกำร BOOT (Build Own Operate Transfer) 15. โครงกำรรถไฟฟ้ำ สำยสีเหลือง ช่วงลำดพร้ำว – ส ำโรง/กระทรวงคมนำคม เอกชนคู่สัญญำ : บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จ ากัด ระยะเวลำกำรนโครงกำร: 33 ปี 3 เดือน ประกอบด้วย ระยะเวลาการก่อสร้าง3 ปี 3 เดือน และระยะเวลาเดินรถ 30 ปี มูลค่ำโครงกำร : 43,104 ล้านบาท (มูลค่าสัญญา) รำยละเอียดโครงกำร: โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว –ส าโรงเป็นระบบรถไฟฟ้า รางเดี่ยว Monorail โดยโครงการฯ มีจุดเริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ าเงินระยะแรก) ที่แยกรัชดา –ลาดพร้าว ไปตามแนวถนนลาดพร้าว จนถึงแยกบางกะปิ จากนั้นแนวเส้นทางจะเบนไปทางทิศใต้ตามถนนศรีนครินทร์ เชื่อมต่อ กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ทางแยกล าสาลี เชื่อมต่อกับ Airport Rail Link บริเวณทางแยก พระราม 9 ไปตามแนวถนนศรีนครินทร์ ผ่านแยกพัฒนาการแยกศรีนุช แยกศรีอุดมสุข แยกศรีเอี่ยม จนถึงแยกศรีเทพา จากนั้นแนวเส้นทางจะเบนไปทางทิศตะวันตกตามแนว


Click to View FlipBook Version