The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

[ebook] รายงานการสำรวจภาวะสุุขภาพนักเรียนในปร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by passakorn.srp, 2022-05-23 00:41:51

[ebook] รายงานการสำรวจภาวะสุุขภาพนักเรียนในปร

[ebook] รายงานการสำรวจภาวะสุุขภาพนักเรียนในปร

CCS
WHO

Thailand

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพ
นักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564

(Thailand Global School-based
Student Health Survey, 2021: GSHS)

Thailand Global School-based
Student Health Survey, 2021: GSHS

ช่อื หนังสือ รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ISBN 978-616-11-4827-0
จาํ นวนหน้า
จดั ทําโดย 90 หนา
กลมุ อนามัยเด็กวัยเรยี นวยั รนุ สาํ นกั สง เสรมิ สุขภาพ
ครง้ั ที่พมิ พ์ 1 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
พมิ พท์ ่ี 88/22 ถนนติวานนท อาํ เภอเมอื ง จังหวัดนนทบุรี 11000

กมุ ภาพนั ธ 2565 จาํ นวน 500 เลม

บรษิ ทั มนิ นี่ กรุป จํากัด

สารบัญ หนา
1
กติ ติกรรมประกาศ 2
รายงานสรุปสาํ หรบั ผูบริหาร
7
สว นท่ี 1 : บทนาํ 8
1.1 สถิติจํานวนประชากรของประเทศ 9
1.2 ความสําคัญของปญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชนในเชงิ สาธารณสุข 12
1.3 นโยบายและโครงการท่ีเกี่ยวขอ งกับเด็กและเยาวชน
16
สวนที่ 2 : วัตถปุ ระสงค 16
2.1 วตั ถุประสงคระดบั นานาชาติ (Global objectives) 16
2.2 วัตถุประสงคเ ฉพาะของการสาํ รวจในประเทศ (Country objectives)
18
สวนท่ี 3 : วธิ ีการดาํ เนนิ การสํารวจ 18
3.1 เครือ่ งมอื การสาํ รวจ 19
3.2 การออกแบบการสุมตัวอยา ง 19
3.3 การเก็บขอมลู 19
3.4 การวเิ คราะหข อมูล
21
สว นท่ี 4 : ผลการสาํ รวจ 21
4.1 การวเิ คราะหข อมลู คณุ ลักษณะประชากร (Demographic data analysis) 21
22
4.1.1 ผลการวเิ คราะหข อ มลู คุณลักษณะประชากรทวั่ ไปของประเทศไทย 23
4.1.2 ผลการวิเคราะหขอมูลคณุ ลกั ษณะประชากรของกลุมตัวอยาง 23
4.2 การวิเคราะหข อมลู ดานตัวแปร (Independent variable analysis) 26
4.2.1 พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหาร 27
4.2.2 สขุ อนามัยสวนบุคคล 29
4.2.3 ความรนุ แรงและการไดร ับบาดเจ็บโดยไมเจตนา 31
4.2.4 สุขภาพจติ 32
4.2.5 การสบู บุหร่ี
4.2.6 การดื่มเครื่องดม่ื ทม่ี ีแอลกอฮอล และการใชสารเสพตดิ

สารบัญ

4.2.7 พฤติกรรมทางเพศ หนา
4.2.8 กิจกรรมทางกาย 35
4.2.9 ปจจยั ปอ งกัน 36
4.2.10 การปฏบิ ัติตนเม่อื เกิดโรคระบาดเกยี่ วกบั ระบบทางเดินหายใจ 38
40

สวนที่ 5 : การอภปิ ราย 41
5.1 อภปิ รายผลการสํารวจ 41
47
5.2 การเปรียบเทียบกับผลการสํารวจในป 2551 2558 และ 2564 (ชว งอายุ 13-15 ป) 57

5.3 ขอ จาํ กดั ในการสาํ รวจ

สว นที่ 6 : สรปุ ผลการสํารวจ 58

สวนท่ี 7 : ขอเสนอแนะ 59

สวนท่ี 8 : เอกสารอางอิง 61

ภาคผนวก 63

• แบบสอบถามภาษาไทย

• รายนามคณะกรรมการกาํ กับทิศทางการสํารวจภาวะสุขภาพนกั เรยี นประเทศไทย พ.ศ.2564

• รายนามคณะทาํ งานจดั ทํารายงานผลการสํารวจภาวะการสํารวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นประเทศไทย

พ.ศ. 2564

กิตติกรรมประกาศ

การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย พ.ศ. 2564 สําเร็จลุลวงไปดวยดวยดี
โดยการสนับสนุนงบประมาณการดําเนินงานจากแผนงานโรคไมติดตอภายใตยุทธศาสตรความรวมมือ
ระหวางรัฐบาลไทยกับองคการอนามัยโลก (WHO Country Cooperation Strategies: CCS NCD)
และการเปน ทป่ี รกึ ษาดา นวชิ าการจากคณะกรรมการกาํ กบั ทศิ ทาง (Steering-committee) ซง่ึ ประกอบดว ย
ผบู รหิ ารและผเู ชย่ี วชาญจากหนว ยงานภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสขุ นอกจากนี้ การดาํ เนนิ การสาํ รวจ
ไดร บั ความรว มมอื เปน อยา งดจี ากนกั วชิ าการสาธารณสขุ จากศนู ยอ นามยั ที่ 1-12 สถาบนั พฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง
สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด ท่ีเปนที่ต้ัง ของโรงเรียนเปาหมาย ซ่ึงคณะผูวิจัยขอขอบพระคุณเปนอยางยิ่ง
ในการใหการสนับสนุนการดําเนินงานวิจัยในครง้ั น้ใี หสําเร็จลุลวงไดดวยดี

ขอขอบพระคุณองคการอนามัยโลกสํานักใหญ สํานักงานภูมิภาคเอเซียใตและตะวันออก
และสํานักงานประจําประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ ผูประสานงานและเจาหนาที่ที่เก่ียวของทุกทาน
ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาคท่ีมีสวนชวยเหลือทั้งในดานวิชาการ ดานเทคนิค และดานบริหารจัดการ
เพ่ือชวยกันดําเนินงานวิจัยในครั้งนี้อยางเต็มกําลังความสามารถ คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณนักเรียนทุกคน
ที่เปนกลุมตัวอยางสําหรับใหขอมูลตามแบบสอบถามและขอบพระคุณโรงเรียนและคณาจารยทุกทาน
ทใ่ี หความรวมมอื ในการดําเนนิ การวจิ ัยภาคสนามทกุ ขั้นตอนดว ยดเี สมอมา

กรมอนามยั
31 มกราคม 2565

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 1
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

บทสรปุ ผู้บรหิ าร

(Exclusive Summary)
การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564

หลักการและเหตผุ ล

ในประเทศไทย โดยกรมอนามัยไดดําเนินการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียน คร้ังแรกเมื่อป พ.ศ. 2551
โดยไดร บั การสนับสนนุ งบประมาณ และการสนับสนนุ ทางวิชาการจากองคการอนามยั โลกดําเนินการโดยใชร ะเบยี บ
วธิ กี ารวจิ ยั และแบบสาํ รวจมาตรฐานทใี่ ชร ว มกนั ทกุ ประเทศทว่ั โลกซง่ึ พฒั นาโดยศนู ยค วบคมุ และปอ งกนั โรคสหรฐั อเมรกิ า
(US-CDC) รว มกบั องคก ารอนามยั โลก การสาํ รวจกลมุ ตวั อยา ง ซง่ึ เปน กลมุ นกั เรยี นอายรุ ะหวา ง 13-15 ป โดยศกึ ษา
พฤตกิ รรมตา ง ๆ ทม่ี คี วามสมั พนั ธก บั สาเหตสุ าํ คญั ของการเสยี ชวี ติ การเจบ็ ปว ยในวยั รนุ และผใู หญ การสาํ รวจดงั กลา ว
ครอบคลมุ องคป ระกอบทง้ั หมด 10 ดา น ทม่ี สี ว นสมั พนั ธก บั ปจ จยั และสาเหตขุ องการเสยี ชวี ติ และการเจบ็ ปว ยในวยั รนุ และ
ผใู หญท วั่ โลก ไดแ ก (1) การดม่ื แอลกอฮอล (2) พฤตกิ รรมการบรโิ ภค (3) การใชส ารเสพตดิ (4) พฤตกิ รรมดา นสขุ อนามยั
(5) สุขภาพจิต (6) กิจกรรมการออกกําลังกาย (7) ปจจัยดานการปองกัน (8) พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธท่ีเส่ียงตอ
การตดิ เชอ้ื เอชไอวี และโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธแ ละการตง้ั ครรภท ไี่ มพ งึ ประสงค (9) การสบู บหุ ร่ี (10) ความรนุ แรงและ
การบาดเจ็บโดยไมเจตนา

ผลการสาํ รวจในครงั้ แรก พบวา พฤตกิ รรมเสย่ี งของนกั เรยี นทส่ี าํ คญั ไดแ ก การดม่ื เหลา สบู บหุ ร่ี รวมถงึ
ดา นความรนุ แรงและการบาดเจบ็ ซงึ่ หนว ยงานทเี่ กยี่ วขอ งไดน าํ ขอ มลู ไปใชป ระโยชนใ นการกาํ หนดนโยบายและแนวทาง
ในการดาํ เนนิ งานสง เสรมิ สขุ ภาพเดก็ วยั เรยี นและเยาวชน และ ในป พ.ศ. 2558 องคก ารอนามยั โลกไดส นบั สนนุ ให
ดําเนินการสํารวจภาวะสุขภาพในนักเรียนอายุระหวาง 13-17 ป เปนครั้งท่ี 2 ในประเทศไทย ซึ่งมีการดําเนินงาน
ในลกั ษณะโครงการวจิ ยั โดยใชร ะเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั และแบบสาํ รวจเดยี วกนั กบั การสาํ รวจครงั้ แรก เปน เครอ่ื งมอื ในการเกบ็
ขอ มลู ภายใตค วามรบั ผดิ ชอบของกรมอนามยั โดยสาํ นกั สง เสรมิ สขุ ภาพ การสาํ รวจครงั้ ทสี่ องพบวา ภาวะนาํ้ หนกั เกนิ
ในเดก็ มแี นวโนม เพม่ิ ขนึ้ ซงึ่ เปน ไปในทางเดยี วกนั กบั ความชกุ ของพฤตกิ รรมเสยี่ งทส่ี าํ คญั เชน การดมื่ เหลา การสบู บหุ รี่
ความรุนแรงและการบาดเจบ็ พฤติกรรมทางเพศ รวมถงึ ภาวะสุขภาพจิต ซง่ึ มแี นวโนม เพ่มิ ขน้ึ เชน เดียวกัน

กรมอนามยั เลง็ เหน็ ความสาํ คญั จงึ ไดด าํ เนนิ การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทยเปน ครง้ั ท่ี 3
ในป พ.ศ.2564 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสํารวจภาวะสุขภาพเด็กวัยเรียนและเยาวชนท้ังดานพฤติกรรมสุขภาพและ
ปจจัยการปองกัน และนําขอมูลท่ีไดมาใชเพ่ือการจัดทํานโยบาย และมาตรการที่เหมาะสม รวมทั้งติดตามทิศทาง
หรือแนวโนมความชุกของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกันในเด็กวัยเรียน และเยาวชนไทยโดยเปรียบเทียบ
กับการสํารวจครั้งกอนหนา และเพ่ือเปรียบเทียบขอมูลภาวะสุขภาพเด็กวัยเรียนและเยาวชนของประเทศตาง ๆ

2 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

วธิ ีดําเนินการวจิ ยั

การวจิ ยั ในครง้ั นี้ เปน การวจิ ยั เชงิ สาํ รวจแบบตดั ขวาง โดยเกบ็ ขอ มลู พฤตกิ รรมนกั เรยี นในโรงเรยี นสงั กดั
รฐั บาลและสงั กดั เอกชน ทม่ี นี กั เรยี นอยใู นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6 การสมุ เลอื กกลมุ ตวั อยา ง ใชเ ทคนคิ การสมุ
ตวั อยา งแบบแบงกลมุ ในลกั ษณะสองขน้ั ตอน (Two stage cluster sampling design) ในการสรา งกลมุ ตวั อยาง
ทเี่ ปน ตวั แทนของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ทว่ั ประเทศ ขน้ั ตอนแรกของการสมุ ตวั อยา งเปน การสมุ เลอื กโรงเรยี น
ซงึ่ โอกาสทโี่ รงเรยี นจะถกู สมุ เลอื กจะเปน ไปตามสดั สว นจาํ นวนนกั เรยี นในโรงเรยี น (proportional to size of enrolled students)
กลมุ ตวั อยา งคอื โรงเรยี นสงั กดั รฐั บาลและโรงเรยี นสงั กดั เอกชน ทเี่ ปด สอนนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6 ซงึ่ โรงเรยี นทผี่ า น
การสมุ เลอื กในขนั้ ตอนแรกนนั้ มที งั้ หมด 64 แหง ขนั้ ตอนทสี่ องของการสมุ ตวั อยา งคอื สมุ เลอื กหอ งเรยี น โดยหอ งเรยี นทกุ หอ ง
จากแตล ะโรงเรยี นทไ่ี ดร บั การสมุ เลอื กนนั้ ถกู ผนวกรวมเขา ไปในกรอบการสมุ กลมุ ตวั อยา ง และทกุ หอ งเรยี นในโรงเรยี น
จะมโี อกาสเทา กนั ในการถกู สมุ นกั เรยี นทกุ คนในหอ งเรยี นทถี่ กู สมุ ไดน นั้ จะไดเ ขา รว มการสาํ รวจ จาํ นวนนกั เรยี นทถี่ กู สมุ
มีทั้งหมด 6,290 คน นกั เรยี นเปนผูตอบแบบสอบถามดวยตนเอง

ในการเก็บขอมูลภาคสนาม ชวงเดือน มกราคม ถึง มีนาคม 2564 ไดร ับแบบสอบถามคืนกลบั มาจาก
59 โรงเรียนและจํานวนนักเรียน 5,661 คน โดยอัตราการตอบกลับระดับโรงเรียนอยูที่รอยละ 92 ระดับนักเรียน
อยทู ร่ี อ ยละ 90 และ โดยภาพรวมแลว อยทู รี่ อ ยละ 83 ชดุ ขอ มลู ถกู จดั การและตรวจสอบเพอ่ื กาํ จดั ขอ มลู ทไ่ี มถ กู ตอ ง
ขอ มลู สญู หายไมส ง ผลทางสถติ ิ ใชซ อฟแวรใ นการคาํ นวณประมาณการของความชกุ และชว งความเชอ่ื มนั่ รอ ยละ 95
ผลการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนคร้ังนี้ ถือเปนตัวแทนของนักเรียนท้ังหมดในประเทศไทยที่กําลังศึกษาอยูใน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 1-6

ผลการสํารวจ

ประชากรกลมุ ตวั อยา งประกอบดว ยนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 จาํ นวน 5,661 คน จาก 59 โรงเรยี น
ซงึ่ เปน โรงเรยี นสงั กดั รฐั บาลและสงั กดั เอกชนทวั่ ประเทศ แบง เปน นกั เรยี นชาย 2,504 คน (รอ ยละ 46.9) และนกั เรยี นหญงิ
3,135 คน (รอยละ 53.1) สวนใหญมีอายุระหวาง 13-17 ป จํานวน 4,801 คน (รอยละ 86.5) รองลงมาอายุ 18 ป
หรือมากกวา จํานวน 624 คน (รอ ยละ 10.6) และมีอายุ 12 ปห รือนอ ยกวา จํานวน 232 คน (รอยละ 2.8)

• ด้านพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร (Dietary behavior)

ผลการสาํ รวจพบวา โดยรวม นกั เรยี นรอ ยละ 19.1 มภี าวะนา้ํ หนกั เกนิ โดยแบง ตามเพศเปน นกั เรยี นชาย
รอยละ 22.0 และ นักเรียนหญิงรอยละ 16.5 โดยรวมแลวนักเรียน รอยละ 6.8 น้ันมี ภาวะอวน ซ่ึงพบมากกวาใน
นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 8.8) เมอ่ื เทยี บกบั นกั เรยี นหญงิ นอกจากนน้ั โดยรวมนกั เรยี น รอ ยละ 39.3 รบั ประทานอาหาร
จากรา นอาหารอาหารฟาสตฟ ดู จาํ นวน 3 วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา นกั เรยี น รอ ยละ 18.2
ของนักเรียนท่ีไดรับประทานผลไม 2 ครั้งตอวันหรือมากกวา รอยละ 15.3 รับประทานผัก จํานวน 3 ครั้งตอวัน
หรอื มากกวาน้ัน โดยพบวาสถติ ิในนกั เรียนชายและนักเรียนหญิงไมแ ตกตา งกนั อยา งมีนยั สําคัญ (ผลไม: รอ ยละ18.0
(นกั เรยี นชาย) และ รอ ยละ18.4 (นกั เรยี นหญงิ ) ผกั : รอ ยละ 15.8 (นกั เรยี นชาย) และ รอ ยละ 14.9 (นกั เรยี นหญงิ )

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 3
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

• ด้านสุขอนามยั ส่วนบุคคล (Hygiene)

ผลสาํ รวจพบวา โดยภาพรวม นกั เรยี นรอ ยละ 83.0 ทาํ ความสะอาดฟน หรอื แปรงฟน อยา งนอ ย 2 ครง้ั ตอ วนั
หรือมากกวา โดยพบความแตกตางระหวางนักเรียนชาย (รอยละ 76.2) และ นักเรียนหญิง (รอยละ 89.2) อยางมี
นยั สาํ คญั ทางสถติ ิ พบวา ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นรอ ยละ 12.4 ไมเ คยลา งมอื หรอื ลา งบา งนาน ๆ ครง้ั
กอนรับประทานอาหาร โดยแบงตามเพศเปนนักเรียนชายรอยละ 13.4 และ นักเรียนหญิงรอยละ 11.5 และพบวา
รอ ยละ 5.7 นกั เรยี นไมเ คยลา งมอื หรอื ลา งบา งนาน ๆ ครงั้ หลงั การใชส ว ม นกั เรยี นชายรอ ยละ 7.0 และนกั เรยี นหญงิ
รอยละ 4.5 ซึ่งความชุกของสุขอนามัยสวนบุคคลในกลุมนักเรียนชายและนักเรียนหญิงไมมีความแตกตางกันอยางมี
นัยสาํ คญั ทางสถิติ อกี ทงั้ นักเรียนระบวุ า ไมม ีหอ งสว มสะอาดทโ่ี รงเรยี น รอ ยละ 55.8

• ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเ่ จตนา (Violence and unintentional injury)

ผลสํารวจพบวาโดยภาพรวม ในระหวาง 12 เดือนกอนการสํารวจ นักเรียนรอยละ 18.2 ถูกทําราย
รา งกายจาํ นวน 1 ครง้ั หรอื มากกวา นน้ั โดยนกั เรยี นชายมแี นวโนม ถกู ทาํ รา ยรา งกายมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 24.4
และ 12.5 ตามลําดับ) และพบวาในกลุมนักเรียนท่ีไดรับบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต หรือ
ถูกชนโดยรถยนตรอยละ 27.3 โดยแบงตามเพศเปนนักเรียนชายรอยละ 27.4 และ นักเรียนหญิงรอยละ 27.1 และ
พบนักเรียนถูกขมเหงรังแกผานทางสื่อสังคมออนไลน รอยละ 15.0 โดยแบงตามเพศเปนนักเรียนชายรอยละ 16.9
และ นักเรียนหญิงรอยละ 13.3

• สุขภาพจติ (Mental health)

ผลสํารวจพบวาโดยภาพรวม ในระหวาง 12 เดือนกอนการสํารวจนักเรียนรอยละ 18.9 รูสึกอางวาง
โดดเดย่ี วบอ ยครง้ั หรอื เปน ประจาํ โดยนกั เรยี นชายมแี นวโนม รสู กึ อา งวา งโดดเดยี่ วนอ ยกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 16.6
และ 20.7 ตามลาํ ดบั ) พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 17.4 จากจาํ นวนนกั เรยี นทง้ั หมดเคยมคี วามคดิ จรงิ จงั ในการพยายามฆา ตวั ตาย
ขณะทร่ี อ ยละ 15.5 เคยวางแผนการพยายามฆา ตวั ตาย โดยท่ี รอ ยละ 15.1 พยายามฆา ตวั ตาย 1 ครง้ั หรอื มากกวา
ท้งั นีค้ วามชุกของปญหาความพยายามฆา ตวั ตายในกลุม นกั เรียนชายนอยกวานกั เรยี นหญิง

• การสูบบุหรี่ (Tobacco use)

ในกลุมนักเรียนท่ีเคยสูบบุหรี่นั้น พบวา รอยละ 70.4 เริ่มสูบบุหรี่คร้ังแรกกอนอายุ 14 ป โดยพบวา
นักเรียนรอยละ 11.5 นั้นสูบบุหรี่ เปนเวลา 1 วันหรือมากกวา เปนนักเรียนชายรอยละ 18.2 และ นักเรียนหญิง
รอ ยละ 5.6 และพบวา นกั เรยี นทใี่ ชบ หุ รไ่ี ฟฟา เปน เวลา 1 วนั หรอื มากกวา รอ ยละ 13.6 โดยแบง ตามเพศเปน นกั เรยี นชาย
รอ ยละ 18.7 และ นกั เรยี นหญงิ รอ ยละ 8.9 ยงั พบอกี วา รอ ยละ 44.1 นกั เรยี นตอบวา มคี นสบู บหุ รอี่ ยใู นสถานทเี่ ดยี ว
กบั นกั เรยี น และนักเรยี นรอ ยละ 43.0 มีพอ แม หรอื ผูปกครองใชย าสบู

4 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

• การด่ืมแอลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด (Alcohol and drug uses)

ในกลมุ นกั เรยี นทเ่ี คยดม่ื เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอล พบวา รอ ยละ 52.5 เรม่ิ ดม่ื เครอื่ งดม่ื แอลกอฮอลค รง้ั แรก
กอนอายุ 14 ป (แบงเปนนักเรียนชายรอยละ 60.3 และนักเรียนหญิงรอยละ 45.9) และในกลุมนักเรียนที่เริ่มใช
สารเสพติดคร้ังแรก พบวา สวนใหญ รอยละ 72.9 เรม่ิ ใชส ารเสพตดิ ครัง้ แรกกอ นอายุ 14 ป

• พฤติกรรมการมเี พศสัมพนั ธ์ (Sexual behavior)

ผลการสาํ รวจ พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 19.8 เคยมเี พศสมั พนั ธ โดยทสี่ ดั สว นนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 23.8)
เคยมเี พศสมั พนั ธม ากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 16.7) อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ สาํ หรบั กลมุ นกั เรยี นทเ่ี คยมเี พศสมั พนั ธ
พบวา รอ ยละ 29.8 มปี ระสบการณม เี พศสมั พนั ธค รงั้ แรกกอ นอายุ 14 ป โดยนกั เรยี นชายมสี ดั สว นการมเี พศสมั พนั ธ
ครง้ั แรกกอ นอายุ 14 ป มากกวา นกั เรยี นหญงิ อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (รอ ยละ 39.0 และ รอ ยละ 18.5 ตามลาํ ดบั )
โดยรอ ยละ 55.1 ของนกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ ุงยางอนามัยเปนประจําเสมอระหวา งการมีเพศสัมพันธ

• กิจกรรมทางกาย (Physical activity)

ผลการสํารวจ โดยรวมนักเรียนรอยละ 10.7 มีกิจกรรมทางกายท่ีรวมแลวไมนอยกวาวันละ 60 นาที
ทุกวันโดยสัดสวนการมีกิจกรรมทางกายของนักเรียนชาย (รอยละ 16.9) มากกวานักเรียนหญิง (รอยละ 5.2) และ
โดยรวมแลวพบวา นักเรียนรอยละ 64.7 มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ต้ังแต 3 ช่ัวโมงตอวัน หรือมากกวา โดยพบในกลุม
นกั เรยี นชาย (รอยละ 59.1) นอยกวากลุมนกั เรยี นหญิงรอยละ (69.7) อยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ

• ปัจจยั การปอ้ งกัน (Protective factors)

ผลการสาํ รวจ โดยรวมแลว นกั เรยี นรอ ยละ 20.1 ไมไ ดเ ขา เรยี นหรอื ไมไ ดไ ปโรงเรยี นโดยไมไ ดร บั อนญุ าต
โดยนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 25.0) ไมไ ดเ ขา เรยี นหรอื ไมไ ดไ ปโรงเรยี นโดยไมไ ดร บั อนญุ าตมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 15.8)
อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ และพบวา มนี กั เรยี นเพยี ง รอ ยละ 26.1 ระบวุ า พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นเขา ใจปญ หา
และความกงั วลใจของนกั เรยี นบอ ยครง้ั หรอื เปน ประจาํ

• การปฏิบัติตนเม่อื เกิดโรคระบาดเก่ียวกับระบบทางเดินหายใจ

ผลการสํารวจ พบวาในชวงสถานการณที่เกิดโรคระบาดเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รอยละ 34.9
ของนักเรียนท่ีทํากิจกรรมรวมกัน มีการเวนระยะหางระหวางบุคคลอยางนอย 1-2 เมตร บอยคร้ังและเปนประจํา
โดยนักเรียนชายและนักเรียนหญิงจะปฏิบัติไมแตกตางกัน (รอยละ 33.4 และรอยละ 36.2 ตามลําดับ) สําหรับเรื่อง
การสวมหนากากผาหรือหนากากอนามัย พบวา รอยละ 70.6 ของนักเรียนจะสวมหนากากผาหรือหนากากอนามัย
บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ เมอ่ื เขา ไปในสถานทม่ี คี นจาํ นวนมากหรอื แออดั โดยนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 78.6) จะปฏบิ ตั ิ
มากกวา นกั เรียนชาย (รอยละ 61.6) อยา งมีนัยสาํ คัญทางสถติ ิ

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 5
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย

1. ในระยะส้ันเพื่อแกไขปญหาสุขภาพเด็กและเยาวชนในประเด็นเรงดวน ควรนําเสนอผลการวิจัย
การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 ตอ หนว ยงานระดบั นโยบายทเ่ี กย่ี วขอ งเพอ่ื รบั ทราบและ
นาํ ขอ มลู ไปใชป ระกอบการวางแผนและกาํ หนดยุทธศาสตรเ พือ่ การพฒั นาเด็กและเยาวชนทเ่ี หมาะสมตอไป เชน

• นําขอมูลใชใ นการขับเคลอื่ น พ.ร.บ. การปอ งกันและแกไ ขปญ หาการตงั้ ครรภใ นวยั รนุ พ.ศ. 2559
• นาํ ขอ มลู ใชใ นการจดั ทาํ แผนยทุ ธศาสตร แผนพฒั นาเดก็ และเยาวชน ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2565 – 2569
• นาํ ขอมลู ใชใ นการขับเคลอ่ื นการดาํ เนินงานตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ (พ.ศ. 2560 – 2579)
• นาํ ขอ มลู ใชใ นการจดั ทาํ รา ง พ.ร.บ. การควบคมุ การตลาดอาหารและเครอื่ งดม่ื ทสี่ ง ผลกระทบตอ สขุ ภาพเดก็
• เสนอผลการสาํ รวจฯ ตอ คณะกรรมการสขุ ภาพแหง ชาติ เพอื่ คดั เลอื กมติ ในการขบั เคลอ่ื นการสง เสรมิ
สขุ ภาพในเดก็ และเยาวชน เชน การกาํ หนดเปน วาระแหง ชาตใิ นการจดั การปญ หาโรคอว นในเดก็ เปน ตน

2. ในระยะยาว

• ศกึ ษาขอ มลู และเทยี บเคยี งผลการทาํ งาน (Benchmarking) ดา นสขุ ภาพเดก็ นกั เรยี นและเยาวชนกบั
ประเทศทปี่ ระสบความสาํ เรจ็ เพอื่ เปน แนวทางในการพฒั นานโยบายและมาตรการตา ง ๆ ของไทย
ใหไดผ ลและมปี ระสทิ ธิภาพในการแกไ ขปญ หาสขุ ภาพของเด็กนักเรยี นและเยาวชนตอไป
• สง เสรมิ ใหโ รงเรยี นทกุ โรงเรยี นทวั่ ประเทศไทยเขา รว มโครงการโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ เพอื่ รว มกนั
พัฒนาสุขภาพควบคูไปกับการศึกษาเดก็ เและเยาวชนภายใตแบบแผนและมาตรฐานเดียวกนั และ
มกี ารตดิ ตามผลลพั ธดานสุขภาพของเดก็ เและเยาวชนอยา งเปนระบบรว มกบั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
และหนวยงานทีเ่ กี่ยวขอ ง
• เสรมิ สรา งความรอบรดู า นสขุ ภาพในระดับบุคคลของนกั เรยี น ภายใตก ารมีสวนรว มของครอบครัว
ชุมชน โรงเรียน เพื่อใหสามารถจดั การปญ หาสขุ ภาพของตนเองและผูอ ่นื ได
• สง เสรมิ การจดั การสภาพแวดลอ มทเ่ี ออ้ื ตอ การมสี ขุ ภาพดี และรองรบั สถานการณภ ยั คกุ คามดา นสขุ ภาพ

ข้อเสนอแนะเชงิ ปฏิบัติงาน

1. สรางระบบฐานขอมูลหรือแอปพลิเคช่ันการเฝาระวังสถานะสุขภาพของนักเรียนเพ่ือติดตาม
ความเปล่ยี นแปลงดา นภาวะสุขภาพเดก็ นกั เรียนไดอยา งมีประสิทธภิ าพมากข้นึ

2. สงเสริมการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม (Participatory action research) ดานสุขภาพ
เด็กนักเรียนและเยาวชนท้ังการวิจัยในชั้นเรียนและการวิจัยในชุมชน เพื่อหาหลักฐานและขอมูล
เชิงประจักษดานกระบวนการและวิธีพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชนจําเพาะพื้นท่ี ซ่ึงสามารถ
นําขอคนพบท่ีไดจากการวิจัยไปสูการประยกุ ตใ ชในการพฒั นาสุขภาพเดก็ และเยาวชนในพืน้ ทอ่ี ่ืน
ท่ีมีบริบทใกลเคียงกัน

6 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ส่วนที่ 1

บทนํา

ในป พ.ศ. 2544 องคการอนามัยโลก (WHO) ไดรวมมือกับ UNAIDS UNESCO UNICEF
และการสนับสนุนทางวิชาการ US-CDC) ในการพัฒนาโครงการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในระดับโลก
(Global School-Based Student Health Survey: GSHS) ซึ่งเปนหน่ึงในโครงการระดับโลกที่มีจุดมุงหมาย
ในการเก็บขอมูลที่ถูกตอง และทันสมัย ซ่ึงจะใชในการกําหนดทิศทางและยุทธศาสตรในการพัฒนาประชากร
และเพ่ือสงผลตอสุขภาพโดยรวมในบริบทโลก ประเทศไทยน้ันตระหนักถึงความสําคัญของการรวบรวมขอมูล
ดังกลาว จึงไดดําเนินการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทยครั้งแรกในป พ.ศ. 2551 คร้ังที่ 2 ในป
พ.ศ. 2558 และ รายงานฉบับนี้เปนผลของการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย รอบท่ี 3
ซ่ึงดําเนินการ ในป พ.ศ. 2564 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ไดรับการสนับสนุนดานวิชาการ
และงบประมาณจากแผนงานโรคไมติดตอภายใตยุทธศาสตรความรวมมือระหวางรัฐบาลไทยกับองคการอนามัยโลก
(WHO Country Cooperation Strategies: CCS NCD)

การสํารวจขอมูลดังกลาว ประกอบดวยองคประกอบทั้งหมด 10 ดานที่มีสวนสัมพันธกับปจจัย
และสาเหตุของการเสียชีวิตและการเจ็บปวยในวัยรุนและผูใหญท่ัวโลก ไดแก

1. คณุ ลักษณะทางประชากรของกลุมตวั อยาง (Response demographics data)
2. พฤตกิ รรมการบริโภค (Dietary behavior)
3. สขุ อนามัยสว นบคุ คล (Hygiene)
4. ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเจตนา (Violence and unintentional injury)
5. สขุ ภาพจติ (Mental health)
6. การสบู บุหร่ี (Tobacco use)
7. การดม่ื เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอลแ ละการใชส ารเสพตดิ (Alcohol and drug uses)
8. พฤติกรรมการมีเพศสมั พนั ธ (Sexual behavior)
9. กิจกรรมทางกาย (Physical activity)
10. ปจ จยั การปอ งกนั (Protective factors)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 7
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

1.1 สถิติจาํ นวนประชากรของประเทศ

ประเทศไทยเปนประเทศสมาชิกขององคการอนามัยโลกในภูมิภาคเอเชียใตและตะวันออก
(WHO South-East Asia Region) ซึ่งปกครองดวยระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด โดยประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร และมีภาษาราชการคือภาษาไทยขอมูลจาก
กรมการปกครองรายงานวา (กรมการปกครอง, 2564) ประชากรในประเทศไทยมีทั้งหมด 66,186,727 คน
(เพศชายรอยละ 49 และเพศหญิงรอยละ 51) ขอมูล ณ เดือนธันวาคม ป พ.ศ. 2563 ประชากรในประเทศไทย
สวนใหญเปนชาวไทยและนับถือศาสนาพุทธ จากขอมูลของธนาคารโลก (The World Bank Group, 2021)
ประเทศไทยถูกจัดใหอยูในกลุมประเทศรายไดปานกลางระดับสูงต้ังแตป พ.ศ. 2554 รายไดประชาชาติเฉล่ียตอคน
ป 2562 เทา กบั 7,562 เหรยี ญสหรฐั ฯ (อตั ราการแลกเปลย่ี น ณ เดอื นธนั วาคม 2562 โดย 1 ดอลลาร เทา กบั 31.05 บาท)
ผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ 2563 (สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน, 2564) เทากับ 501.6
พันลานเหรียญสหรัฐฯ รายไดตอหัว (2563) 7,216.6 เหรียญสหรัฐฯ สกุลเงินของประเทศไทยคือเงินบาท (THB)
โดย 1 ดอลลารสหรัฐฯ เทากับ 33.67 บาท (ธนาคารแหงประเทศไทย, 2564) อายุโดยเฉล่ียของประชากร
ตั้งแตแรกเกิดสําหรับเพศหญิงจะมีคาเฉลี่ยอยูที่ 80.5 ป ขณะท่ีสําหรับเพศชายจะเฉลี่ยอยูท่ี 73.5 ป
(สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2564) รัฐบาลจัดการศึกษาภาคบังคับใหแกเด็ก ซ่ึงไมตองเสียคาใชจายดานการศึกษา
พน้ื ฐานเปน เวลา 15 ป อตั ราสว นผเู ขา เรยี นใน ระดบั มธั ยมศกึ ษา โดยรวมตอ ประชากร 100 คน อยทู รี่ อ ยละ 99.55
(สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2564)

8 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

1.2 ความสําคัญของปัญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชนในเชงิ สาธารณสุข

ประเทศไทยกาํ ลงั เผชญิ กบั ผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสงั คมจากโรคตดิ เชอ้ื โคโรนาสายพนั ธใุ หม 2019
ท่ีมีการแพรระบาดไปท่ัวโลก แนนอนวากลุมประชากรท่ีเปราะบางท่ีสุด เชนเด็กและเยาวชนยอมไดรับผลกระทบ
หนักหนวงที่สุด และผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับทุกภาคสวนจะสงผลกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ในระยะยาวอีกหลายป ซ่ึงรวมถึงผลกระทบตอการบรรลุเปาหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน หรือ Sustainable
Development Goals (SDGs)

ตามรายงานผลการสํารวจการศึกษาผลกระทบของวิกฤตโรคติดเชื้อโคโรนาสายพันธุใหม 2019
ตอเด็กและเยาวชนในประเทศไทย โดยองคการยูนิเซฟ รวมกับสภาเด็กและเยาวชนแหงประเทศไทย พบวา
เด็กและเยาวชน 8 ใน 10 คน เครียดดานปญหาการเงินของครอบครัวมากท่ีสุด รวมไปถึงเด็กและเยาวชนกวา
7 ใน 10 คน มคี วามเครยี ดวติ กกงั วลและเบอ่ื หนา ย นอกจากน้ี พบวา เดก็ และเยาวชนเกนิ ครงึ่ รสู กึ กงั วลดา นการเรยี น
การสอบ และโอกาสในการศึกษาตอ เนื่องจากการปดโรงเรียนเปนระยะเวลานาน ในขณะที่ รอยละ 7 รูสึกกังวล
เกี่ยวกับปญหาความรุนแรงในครอบครัว เชน การทะเลาะกันของผูปกครองและการทํารายรางกาย ผลสํารวจ
ยังสะทอนปญหาของเยาวชนกลุม LGBTIQ จากการที่ตองอยูแตในบาน โดยรอยละ 4 ของผูตอบแบบสอบถาม
รูสึกกังวลเร่ืองเพศสภาพที่ถูกกดดันเพิ่มขึ้นเน่ืองจากไมสามารถแสดงอัตลักษณหรือตัวตนกับครอบครัวได รวมถึง
บางสวนที่อาจไมสามารถเขาถึงฮอรโมนเสริมไดในชวงนี้

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลรวมกับ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการ
สรางเสริมสุขภาพ (สสส.) (2563) ทําการศึกษาฟนกิจกรรมทางกายในประเทศไทยหลังวิกฤตโรคติดเช้ือ
โคโรนาสายพันธุใหม 2019 พบวาประชากรวัยเด็กและเยาวชน (อายุ 5-17 ป) มีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ
ของเด็กและเยาวชนลดลงเมื่อเทียบกับปท่ีผาน โดยเหลือเพียงรอยละ 17.1 พฤติกรรมเนือยน่ิงของเด็กและเยาชน
ในชว งป 2561-2563 เพมิ่ ขนึ้ จากป 2555-2560 โดยมคี า เฉลยี่ สงู เกนิ กวา 14 ชวั่ โมงตอ วนั โดยในป 2563 มเี วลาเฉลยี่
พฤตกิ รรมเนือยน่ิงของเดก็ และเยาวชน คอื 14 ชัว่ โมง 8 นาที

กองบรรณาธิการ TCIJ (2562) รายงานวา นายแพทยธนพงศ จินวงษ ผูจัดการศูนยวิชาการ
เพื่อความปลอดภัยทางทองถนน (ศวปถ.) สนับสนุนโดย สสส. เผยขอมูลป 2556-2560 พบวาในชวง 5 ปที่ผานมา
เด็กและเยาวชนตั้งแตแรกเกิด-19 ป เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน รวม 17,634 ราย สาเหตุหลักมาจากอุบัติเหตุ
รถจักรยานยนต จํานวนการเสียชีวิตกลุมอายุ 10-14 ป และ 15-19 ป และมีแนวโนมสูงขึ้น จากขอมูลรายเดือน
พบวา เด็กและเยาวชนชวงอายุ 0-14 ป เสียชีวิตสูงข้ึนในเดือนมีนาคม ซ่ึงเปนชวงปดเทอม เดือนธันวาคม
เปนชวงพักผอนส้ินปคาบเก่ียวเทศกาลปใหม เปนไปไดวาอาจมีการเดินทางทองเที่ยว เชนเดียวกับเด็กและเยาชน
ชวงอายุ 15-19 ป มีจํานวนเสียชีวิตสูงขึ้นในเดือนมีนาคม และธันวาคม เชนกัน

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 9
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

รายงานสุขภาพคนไทย ป 2563 (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, 2563) พบวา วัยรุนและ
เยาวชน อายุ 10-24 ป เขาพักรักษาตัวในสถานพยาบาล พบวาผูหญิงมีการเขาพักรักษาตัวในสถานพยาบาล
ใน12 เดือน ที่ผานมา คร่ึงหน่ึงของผูหญิงท่ีเขารักษาตัวในโรงพยาบาลเปนเพราะไปคลอดบุตร ในขณะท่ีผูชาย
รอยละ 65.0 เขารักษาตัวดวยโรค ตามดวย รอยละ 29.2 ท่ีเขารักษาตัวเนื่องจากอุบัติเหตุทางดานสุขภาพจิต
วยั รนุ และเยาวชนอายุ 15-24 ป มีระดับคะแนนสขุ ภาพโดยรวม 31.2 คะแนน (เตม็ 45 คะแนน) ปญหาสขุ ภาพจติ
ในวัยรุนและเยาวชน คือมีความเครียดหรือความวิตกกังวล ปญหาความรัก และซึมเศรา

สาํ นกั งานพฒั นานโยบายสขุ ภาพระหวา งประเทศ (2564) รายงานการศกึ ษาการตายของประชากรไทย
ป 2560-2562 สาเหตุการตายของกลุมเด็กอายุระหวาง 1-14 ป สาเหตุการตายในสถานพยาบาล เพศชาย
มสี าเหตกุ ารตาย สามอนั ดบั แรก คอื อบุ ตั เิ หตจุ ากการจราจรทางบก ความผดิ ปกตแิ ตก าํ เนดิ และโรคไมต ดิ ตอ อนื่ ๆ
ขณะที่เพศหญิงมีสาเหตุการตาย สามอันดับแรก คือ อุบัติเหตุจากจราจรทางบก เน้ืองอกรายอื่น เนื้องอกไมราย
หรือพฤติกรรมของเนื้องอกและไมชัดเจน และความผิดปกติแตกําเนิด สาเหตุการตายนอกสถานพยาบาล
เพศชายมีสาเหตุการตาย สามอันดับแรก คือ อุบัติเหตุจากจราจรทางบก อุบัติเหตุจมนํ้า และโรคหัวใจอื่นและ
โรคหัวใจท่ีไมระบุรายละเอียด ขณะที่เพศหญิงมีสาเหตุการตาย สามอันดับแรก คือ อุบัติเหตุจากจราจรทางบก
อุบัติเหตุจมนํ้า และการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน รวมถึงปอดบวม

รายงานสุขภาพคนไทย (2563) พบวา วัยรุนและเยาวชนไทย (อายุ 10-24 ป) สวนใหญรับประทาน
อาหารครบ 3 มอ้ื ตอ วนั (รอ ยละ 93.9) มเี พยี งบางสว นทรี่ บั ประทานไมค รบ โดยผชู าย รอ ยละ 74.7 ทง่ี ดมอ้ื อาหาร
เปนเพราะไมมีเวลา ในขณะที่ผูหญิง รอยละ 55.5 งดอาหารเพราะไมมีเวลา และ รอยละ 24.4 งดอาหารเพราะ
ลดน้ําหนัก ดานกิจกรรมทางกาย พบวา วัยรุนและเยาวชน (อายุ 10-24 ป) เพศชายมีกิจกรรมทางกายท่ีเพียงพอ
รอ ยละ 79.8 ในขณะทเี่ พศหญงิ มกี จิ ทางกายทเี่ พยี งพอ รอ ยละ 66.6 พฤตกิ รรมการสบู บหุ รแ่ี ละดมื่ สรุ าของชว งวยั รนุ
และเยาวชน (อายุ 15-24 ป) พบวา อายเุ ฉลย่ี ทเ่ี รม่ิ สบู บหุ รแ่ี ละดม่ื สรุ าครงั้ แรกของคนไทย คอื 18.0 ป และ 20.3 ป
ตามลําดับ โดยมีแนวโนมเร่ิมในอายุท่ีนอยลงเล็กนอย การดื่มสุราแลวขับข่ียานพาหนะของวัยเรียนและเยาวชน
(อายุ 15-24 ป) พบวา เพศชาย รอยละ 53.2 และเพศหญิง รอยละ 30 ขอมูลพฤติกรรมความปลอดภัย
ในการสวมหมวกนิรภัยเมื่อใชรถจักรยานยนต ในป 2561 วัยรุน (อายุ 15-24 ป) มีเพียง รอยละ 22 เทาน้ัน
พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ พบวา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 ใชถุงยางอนามัยเม่ือมีเพศสัมพันธครั้งแรก
นักเรียนชาย รอยละ 75 นักเรียนหญิง รอยละ 79 แตพบวาการใชถุงยางอนามัยทุกคร้ังท่ีมีเพศสัมพันธกับคนอ่ืน
ท่ีไมใชแฟนในรอบปท่ีผานมา นักเรียนชายรอยละ 60 นักเรียนหญิงรอยละ 56.1

กรมสขุ ภาพจติ (2562) รายงานสถติ อิ ตั ราการฆา ตวั ตาย พ.ศ. 2562 รวมทกุ กลมุ อายุ 6.64 ตอ แสนประชากร
โดยอยใู นชว งอายุ 10-19 ป รอ ยละ 2.51 สถาบนั สขุ ภาพจติ เดก็ และวยั รนุ ราชนครนิ ทร รายงานวา การใหบ รกิ ารปรกึ ษา
ปญ หาสขุ ภาพจติ ทางโทรศพั ทส ายดว นสขุ ภาพจติ 1323 ในปง บประมาณ 2562 มวี ยั รนุ โทรเขา มาขอรบั บรกิ ารปรกึ ษา
ในเรอ่ื งความเครยี ดสงู สดุ โดยกลมุ ของวยั รนุ อายุ 11-19 ป โทรมาขอรบั บรกิ ารปรกึ ษาสายดว นสขุ ภาพจติ ประมาณ
10,000 สาย ซงึ่ ปญ หาสขุ ภาพจติ ทพ่ี บมากทส่ี ดุ 3 อนั ดบั แรกสาํ หรบั วยั รนุ ไดแ ก อนั ดบั ท่ี 1 ความเครยี ดและวติ กกงั วล
รอ ยละ 51.36 อนั ดบั ที่ 2 ปญหาความรัก รอยละ 21.39 และอนั ดับที่ 3 ซมึ เศรา รอยละ 9.82

10 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

วีรวิชญ เลิศรัตนธํารงกุล (2564) ทําการศึกษาการกลั่นแกลงกันในพ้ืนท่ีไซเบอรของนักเรียน
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน ดานความชุก วิธีการจัดการปญหา และพฤติกรรมเสี่ยง กลุมตัวอยางนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนตน จากการศึกษาพบวา ความชุกของการกลั่นแกลงในพื้นที่ไซเบอรของนักเรียน กลุมตัวอยาง
รอยละ 54.57 เคยถูกกล่ันแกลงในพื้นที่ไซเบอร รอยละ 38 เคยกลั่นแกลงผูอ่ืนในพ้ืนที่ไซเบอร รอยละ 5.14
เคยกลั่นแกลงผูอ่ืนและเคยถูกกล่ันแกลงในพื้นที่ไซเบอร รูปแบบของการกลั่นแกลงในพื้นท่ีไซเบอรท่ีนักเรียน
ถูกกล่ันแกลงมากที่สุดสามอันดับแรก รอยละ 60.73 ถูกนินทาผานส่ือสังคมออนไลน เชน Facebook, Line
รองลงมา รอยละ 48.69 ถูกลอเลียนดวยการนํารูปภาพ หรือคลิปวีดีโอไปเผยแพรในส่ือสังคมออนไลน และ
รอยละ 45.55 ถูกปดก้ันหรือลบหรือบล็อคออกจากกลุมสื่อสังคมออนไลน ซ่ึงสาเหตุของการกล่ันแกลงกัน
ในพ้ืนที่ไซเบอร สามอันดับแรก คือ รอยละ 42.86 มีขอพิพาทหรือหมั่นไสกันในพ้ืนท่ีจริงมากอน รองลงมาคือ
รอยละ 30.83 มีความเช่ือวาพื้นท่ีไซเบอรมีความเปนนิรนาม

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 11
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

1.3 นโยบายและโครงการที่เกี่ยวขอ้ งกับเด็กและเยาวชน

1.3.1 พระราชบัญญัติที่เกี่ยวขอ้ งกับสุขภาพเด็กและเยาวชน

พระราชบัญญัติสุขภาพแหงชาติ พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติน้ีประกอบดวยสวนเฉพาะเก่ียวกับ
การสงเสริมและปองกันสุขภาพของผูหญิงและเด็ก ในมาตรา 6 ในพระราชบัญญัตินั้นกลาวถึงการสงเสริมและ
ปองกันสุขภาพของผูหญิงและเด็ก รวมถึงอนามัยเจริญพันธุ สุขภาพของเด็กๆ และผูพิการ และคุณลักษณะ
ทางสุขภาพเฉพาะบุคคลซ่ึงจะตองมีการสงเสริมและปองกันอยางถูกตอง อาทิ

พระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
สาระสําคัญในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาเด็ก
และเยาวชนแหง ชาติ พ.ศ. 2550 มบี ทบญั ญตั บิ างประการไมเ หมาะสมกบั สภาพการณใ นปจ จบุ นั ทาํ ใหไ มอ าจสง เสรมิ
เด็กและเยาวชนในทุกระดับใหมีสวนรวมในการดําเนินงานเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไดอยางมีประสิทธิภาพ
รวมท้ังการสงเสริมใหเด็กและเยาวชนไดเขามามีสวนรวมแสดงความคิดเห็นในเร่ืองตาง ๆ ท่ีมีผลกระทบตอเด็ก
และเยาวชน ตลอดจนสนับสนุนใหเด็กและเยาวชนไดมีการแสดงออกที่สอดคลองกับระดับความรูความสามารถ
ซง่ึ พฒั นาไปตามวยั ของเดก็ และเยาวชน สมควรแกไ ขเพมิ่ เตมิ บทบญั ญตั เิ พอ่ื ใหก ารสง เสรมิ การพฒั นาเดก็ และเยาวชน
มีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึน้ จึงจาํ เปนตอ งตราพระราชบัญญัตนิ ้ี

พระราชบัญญัติ การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559
เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ สืบเนื่องมาจากการตั้งครรภในวัยรุนของประเทศ
มจี าํ นวนเพมิ่ ขนึ้ อยา งตอ เนอื่ ง ซงึ่ สง ผลกระทบตอ สขุ ภาพของบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม และเศรษฐกจิ ในภาพรวม
และปญหาการตั้งครรภในวัยรุนของประเทศมีความซับซอนและไมอาจแกไขไดดวยอํานาจหนาท่ีของหนวยงานใด
หนว ยงานหนงึ่ ดงั นนั้ สมควรสรา งกลไกในการกาํ หนดนโยบาย ยทุ ธศาสตร และการดาํ เนนิ การรว มกนั ของหนว ยงาน
ทเ่ี กยี่ วขอ งทงั้ หนว ยงานของรฐั หนว ยงานของเอกชน และประชาสงั คม เพอ่ื บรู ณาการใหก ารปอ งกนั และแกไ ขปญ หา
การตงั้ ครรภใ นวยั รนุ เปน รปู ธรรม มคี วามเปน เอกภาพ และมปี ระสทิ ธภิ าพยงิ่ ขนึ้ จงึ จาํ เปน ตอ งตราพระราชบญั ญตั นิ ้ี

12 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

1.3.2 โครงการที่เก่ียวข้องกับอนามยั เด็กและเยาวชน

โครงการโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ (Health Promoting School: HPS) กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ
ไดร เิ รมิ่ โครงการโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพขน้ึ ในป พ.ศ. 2541 โดยนาํ แนวคดิ โรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพขององคก ารอนามยั โลก
มาปรบั ใช วตั ถปุ ระสงคข องโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ คอื เพอื่ พฒั นาโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพในประเทศไทย โครงการ
โรงเรียนสงเสริมสุขภาพน้ันไดกําหนดจุดมุงหมายในการพัฒนาสุขภาพของนักเรียนและสรางสิ่งแวดลอมใหเปนมิตร
ตอสุขภาพ โรงเรียนจะถูกสงเสริมใหเปนจุดเริ่มตนและจุดศูนยกลางของสุขภาพและการศึกษา โครงการโรงเรียน
สงเสริมสุขภาพนนั้ ดาํ เนนิ การโดยกรมอนามัย และไดร บั ความรว มมือจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย
และชมุ ชนตา งๆ โดยโครงการโรงเรยี นสงเสริมสุขภาพ

การดาํ เนนิ งานขบั เคลอ่ื นโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพอาศยั พลงั ในการพฒั นาสคู วามสาํ เรจ็ และความยง่ั ยนื
3 ประการ ไดแ ก (1) พลงั ดา นวชิ าการ (Academic-based driven) 2) พลงั ดา นการเมอื ง (Political commitment
และ (3) พลงั ประชาสงั คม (Community-based driven) มงุ เนน ดา นการสนบั สนนุ และใหค วามรว มมอื จากผปู กครอง
และชมุ ชน โดยการมสี ว นรบั รแู ละมสี ว นรว มในการตดั สนิ ใจ ดาํ เนนิ กจิ กรรมหรอื สว นรว มในกจิ กรรมและมจี ติ สาํ นกึ ของ
การเปน เจา ของโครงการ การดาํ เนนิ งานโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพใหค วามสาํ คญั ในการพฒั นาใน 2 ดา นใหญ ๆ ไดแ ก
(1) ดา นกระบวนการ และ (2) ดา นการสง เสรมิ สขุ ภาพและสง่ิ แวดลอ ม ซงึ่ แตล ะดา นมอี งคป ระกอบดงั นี้

ตารางทแ่ี สดงองคป ระกอบหลักและองคป ระกอบยอ ยของการดาํ เนนิ งานโรงเรยี นสง เสรมิ สุขภาพ

องค์ประกอบหลัก องค์ประกอบยอ่ ย

ดา นกระบวนการ องคป ระกอบท่ี 1 นโยบายของโรงเรียน
องคป ระกอบที่ 2 การบริหารจัดการในโรงเรยี น
ดา นการสงเสรมิ สขุ ภาพ องคประกอบที่ 3 ความรวมมอื ระหวางโรงเรียน
และสิ่งแวดลอม และชุมชน
องคป ระกอบที่ 4 การจดั การส่ิงแวดลอ มในโรงเรียน
ที่เอื้อตอ สุขภาพ
องคประกอบที่ 5 การบริการอนามัยในโรงเรียน

องคประกอบที่ 6 สุขศึกษาในโรงเรียน
องคป ระกอบท่ี 7 โภชนาการและอาหารทปี่ ลอดภยั
องคประกอบท่ี 8 การออกกาํ ลังกาย กฬี าและนนั ทนาการ
องคป ระกอบที่ 9 การใหค าํ ปรึกษาและสนับสนนุ ทางสังคม
องคประกอบที่ 10 การสง เสริมสุขภาพบุคลากรในโรงเรียน

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 13
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

โครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ (Health Literate School : HLS) โครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ
(Health Literate School : HLS) กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ ไดร เิ รมิ่ โครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ ขน้ึ ในป
พ.ศ. 2562 ตามกรอบยทุ ธศาสตรช าติ การปฏริ ปู ความรอบรู และการสอ่ื สารสขุ ภาพ เปน นโยบายเรง ดว น ในการผลกั ดนั
ใหก ารทาํ งานเกดิ ผลสมั ฤทธต์ิ อ การสรา งพลเมอื งไทยใหเ ปน พลเมอื งทม่ี สี ขุ ภาพดอี ยา งเปน รปู ธรรม กา วตอ ไปในการพฒั นา
ดา นสขุ ภาพเดก็ วยั เรยี นและวยั รนุ โดยใชก ลยทุ ธก ารพฒั นาความรอบรแู ละพฤตกิ รรมสขุ ภาพ ตามแนวทางทฤษฎวี เี ชฟ
(V-Shape) มาเปนกระบวนการความสําเร็จในการขับเคล่ือนความรอบรูดานสุขภาพและการสื่อสารสุขภาพของ
เดก็ วยั เรยี นในการกลน่ั กรอง ประเมนิ และตดั สนิ ใจทจ่ี ะปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมสขุ ภาพ การเลอื กใชบ รกิ ารและผลติ ภณั ฑ
สขุ ภาพไดอ ยา งเหมาะสม มคี วามสามารถจดั การสขุ ภาพไดด ว ยตนเอง (Self-management) และอยใู นสงั คมรอบรู
(Literate society) เร่ิมใหเด็กวัยเรียนสามารถเขาถึงและเขาใจขอมูลความรูสุขภาพ โตตอบ ซักถาม แลกเปลี่ยน
นาํ ไปสกู ารตดั สนิ ใจปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมตนเองและปรบั สภาพแวดลอ มได และสดุ ทา ยบอกตอ เพอ่ื สรา งสงั คมรอบรู
สขุ ภาพอยา งยง่ั ยนื โดยจดั ทาํ แนวทางการพฒั นาโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ (Health Literate School : HLS) ภายใต
4 องคป ระกอบ 12 ตวั บง ชี้ ซง่ึ มคี วามสอดคลอ งกบั การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น (GSHS) ดงั นนั้ ขอ มลู การสาํ รวจ
ท่ีดําเนนิ การในป พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2564 น้ันจึงสามารถชว ยติดตามผลและประเมินความกาวหนา
ของโครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพได

ตารางแสดงองคประกอบและตัวบง ชโ้ี ครงการโรงเรียนรอบรูดานสุขภาพ (HLS)

องค์ประกอบหลัก สาระสําคัญ

องคประกอบที่ 1 กระบวนการบรหิ ารจัดการ
องคป ระกอบท่ี 2 การสอ่ื สารความรอบรู ดา นสุขภาพ
องคประกอบท่ี 3 การจดั การสง่ิ เเวดลอมในโรงเรียนท่ีเออื้ ตอสุขภาพ เเละการเรียนรู
องคประกอบที่ 4 การมีสวนรว ม ของภาคีเครอื ขา ย

ตัวบง่ ชี้ สาระสําคัญ

ตวั บงช้ีท่ี 1 นโยบาย
ตัวบงชท้ี ี่ 2
ผนู าํ ความคิด (Role Model)
ตัวบง ชีท้ ี่ 3
ตวั บงชท้ี ่ี 4 การนิเทศ & ประเมินผล
ตัวบงชีท้ ่ี 5
ตวั บง ชี้ท่ี 6 การถา ยทอดนโยบาย
ตัวบง ชี้ที่ 7
ตัวบง ชท้ี ี่ 8 การพัฒนาตามขัน้ ตอน V-shape
ตวั บง ชี้ท่ี 9
ตวั บงช้ีที่ 10 การประเมินผล
ตวั บงชีท้ ี่ 11
การจัดการสิง่ แวดลอ ม ดา นกายภาพ
ตัวบง ชี้ที่ 12
การจัดสภาพแวดลอมทางสังคม
โรงเรยี นมสี ภาพแวดลอ ม ที่นา อยู และปลอดภยั

การมีสว นรวมทกุ ข้นั ตอน

มเี ครอื ขายชมุ ชนนกั ปฏบิ ัติ โรงเรยี นรอบรูด า นสขุ ภาพ

เปน สงั คมรอบรดู านสุขภาพ Health Literate Societies

14 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

นอกจากนั้น กรมอนามัย ยังไดดําเนินการโครงการอื่นๆ ท่ีเกี่ยวของกับอนามัยเด็กและเยาวชน
เพอ่ื สขุ ภาวะทด่ี ขี องเดก็ วยั เรยี น ซง่ึ นบั วา เปน เรอ่ื งสาํ คญั เรอื่ งหนงึ่ ทม่ี คี วามเกยี่ วขอ งโดยตรงกบั การดาํ รงคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ี
และมีสวนเกื้อกูลความสามารถทางการศึกษาของเด็กนักเรียนและเยาวชนเปนอยางยิ่ง ภายใตปรัชญา
“การเสริมสรางพลังความรูสูสุขภาวะ” ท่ีมองวา สุขภาพกับการศึกษาตองดําเนินควบคูกันไปในลักษณะเก้ือกูล
ซ่งึ กนั และกนั ดงั จะเห็นไดจ ากมติ คิ วามสอดคลอ งทั้งดานการพัฒนางานการศึกษาและสขุ ภาพภายใตภ ายใตฐ านคิด
หรอื อดุ มคตเิ ดยี วกนั ทเี่ นน หลกั การ 3 อยา ง ไดแ ก ประเดน็ การเขา ถงึ (Accessibility) การนาํ มาประยกุ ตแ กป ญ หาในชวี ติ
(Utilization) และมีความย่งั ยนื (Sustainability) อาทิ

• โครงการปอ งกนั และลดความเสยี่ งการตดิ เชอ้ื โควดิ -19 ในสถานศกึ ษา สถานดแู ลเดก็ พเิ ศษ และ
สถานพนิ จิ และคมุ ครองเด็กและเยาวชน “สุขอนามัยปลอดภยั ไรโ ควดิ - 19” พ.ศ. 2564

• โครงการสง เสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ มตามแนวทางโครงการพระราชดําริ
และโครงการเฉลมิ พระเกยี รติ

• โครงการพฒั นาสขุ ภาพเดก็ และประชาชนในพื้นท่ีศูนยภ ูฟาพัฒนา

• โครงการสง เสรมิ สขุ ภาพเดก็ พเิ ศษ

• โครงการพัฒนาระบบสง เสริมสุขภาพวยั รนุ และอนามยั เจรญิ พนั ธแุ บบบรู ณาการ

• โครงการปอ งกันและแกไ ขปญ หาการตั้งครรภใ นวยั รนุ

• โครงการขับเคลื่อนพระราชบัญญตั ิปอ งกันและแกไ ขปญ หาตง้ั ครรภในวัยรนุ พ.ศ. 2559

• เครอื ขา ยโรงเรยี นเด็กไทยฟนดี

• โครงการเด็กวัยเรยี นวัยรนุ สงู ดีสมสวนแขง็ แรงและฉลาด

• โครงการจัดทําเกณฑอ า งอิงการเจริญเติบโตของเดก็ อายุ 5 – 19 ป พ.ศ. 2563

• โครงการพฒั นาศักยภาพผูพ ทิ กั ษอ นามัยโรงเรยี นและอนามัยส่งิ แวดลอมในชุมชน
เพื่อปอ งกันการแพรระบาดโรคติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 15
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ส่วนท่ี 2

วตั ถปุ ระสงค์

การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น (GSHS) เปน การสาํ รวจปจ จยั ตา ง ๆ ทสี่ ง ผลกระทบตอ สขุ ภาพของนกั เรยี น
โดยใชก ระบวนการทางการวจิ ยั ศกึ ษาขอ มลู เพอ่ื หาทง้ั ขอ มลู ปฐมภมู ิ (Primary data) ทไี่ ดจ ากการสาํ รวจ (Survey)
และขอ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary data) ของการสาํ รวจในอดตี มาวเิ คราะหร ว มกนั ซง่ึ นบั เปน หวั ใจของพลงั ทางวชิ าการ
(Academic-oriented driven) ที่จะขับเคล่ือนการดําเนินงานดานสุขภาพใหสําเร็จตามพ้ืนฐานสภาพปญหาจริง
โดยการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น สอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงคข องการสาํ รวจในระดบั นานาชาตแิ ละระดบั ชาติ ดงั นี้

2.1 วตั ถปุ ระสงค์ระดับนานาชาติ (Global objectives) ประกอบดว ย

วัตถุประสงคทั่วไป : การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียน (GSHS) เปนโครงการเพ่ือการเฝาระวังท่ีพัฒนาโดยองคการ
อนามัยโลก (WHO) รวมกับ UNICEF UNESCO UNAIDS โดยไดรับความสนับสนุนดานวิชาการจาก US-CDC
โครงการนถี้ กู ออกแบบมาเพอ่ื ชว ยเหลอื สนบั สนนุ ประเทศตา ง ๆ ในการวดั และประเมนิ ปจ จยั เสย่ี งเชงิ พฤตกิ รรมและ
ปจ จยั การปอ งกนั ในกลมุ นกั เรยี นที่มีอายุ 13-17 ป

วัตถปุ ระสงคเฉพาะ : การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียน (GSHS) มีจุดมงุ หมายสาํ คญั ไดแ ก
(1) เพ่ือชวยเหลือประเทศตางๆ ในการใชขอมูลการสํารวจเพ่ือการจัดลําดับความสําคัญของปญหา
เพอ่ื การกาํ หนดนโยบาย และทรพั ยากรสนบั สนนุ ทเี่ หมาะสม ในการจดั ทาํ และดาํ เนนิ โครงการพฒั นา
อนามัยเดก็ วัยเรยี นและเยาวชน
(2) เพอ่ื คน หาแนวโนม ความชกุ ของพฤตกิ รรมดา นสขุ ภาพ และปจ จยั การปอ งกนั เพอื่ การประเมนิ ผลภาวะ
สุขภาพของเดก็ นกั เรยี น และการสงเสรมิ สขุ ภาพในเดก็ และเยาวชน
(3) เพอื่ เปรยี บเทยี บความชกุ ของพฤตกิ รรมสขุ ภาพและปจ จยั การปอ งกนั ของเดก็ และเยาวชนระหวา งประเทศ
และภายในประเทศ ท้ังน้ีประเทศตางๆ หนวยงานระหวางประเทศ และหนวยงานอื่น ๆ สามารถ
นําขอมูลไปใชได

2.2 วตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะของการสํารวจในประเทศ (Country objectives)
ประกอบดวย

วตั ถปุ ระสงคท ว่ั ไป : จดุ ประสงคห ลกั ของการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นป พ.ศ. 2564 คอื เพอื่ ศกึ ษาภาวะสขุ ภาพ
เดก็ และเยาวชนในระดบั ประเทศ ทงั้ ดา นพฤตกิ รรมสขุ ภาพและปจ จยั การปอ งกนั และนาํ ขอ มลู ไปใชใ น การตดิ ตาม
ทิศทางหรือแนวโนมความชุกของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกันในเด็กและเยาวชนที่กําลังศึกษาอยู
ในชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 1-6

16 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

วตั ถปุ ระสงคเ ฉพาะ : โครงการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นป พ.ศ. 2564 ของประเทศไทยมจี ดุ มงุ หมาย เพอื่ หาคาํ ตอบ
ทางสุขภาพในกลมุ เดก็ และเยาวชนหลายประการ ไดแก

(1) เพ่ือสํารวจระดับสภาวะสุขภาพของนักเรียนไทย และกอใหเกิดขอมูลเพื่อการจัดลําดับความสําคัญของปญหา
กําหนดทิศทางและนโยบาย พรอมท้ังจัดสรรทรัพยากรสนับสนุนเพื่อการพัฒนางานอนามัยโรงเรียน และ
สขุ ภาพเด็กและเยาวชนไทย

(2) เพื่อเปรียบเทียบสถานะของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกัน กับผลการสํารวจใน ป พ.ศ. 2551
และ พ.ศ. 2558 รวมทงั้ คนหาทศิ ทางแนวโนมความชุกของพฤติกรรมสขุ ภาพและปจจยั การปอ งกัน

(3) เพ่ือเปรียบเทียบความชุกของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกันของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย
กับประเทศตาง ๆ ท่ัวโลก

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 17
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ส่วนที่ 3

วธิ ีการดําเนินการสํารวจ

กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ ไดด าํ เนนิ การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น ป 2564 โดยไดร บั ความรว มมอื
จากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สํานักงานกรุงเทพมหานคร และองคกรเอกชน โดยการสํารวจ
น้ันไดใชวิธีมาตรฐานของการสํารวจ GSHS ทุกประเทศทั่วโลกในการสุมเลือกโรงเรียนและชั้นเรียนเพื่อเขารวม
ในการสาํ รวจ จากโรงเรยี นทงั้ หมดในประเทศ แบบสอบถามประกอบดว ยชดุ คาํ ถามมาตรฐาน ชดุ คาํ ถามสว นขยาย
และชุดคําถามเฉพาะของแตละประเทศ แบบสอบถามนั้นเปนแบบตอบคําถามดวยตนเอง และทําการตอบในชวง
ระหวางเวลาปกติของคาบเรยี นหน่งึ คาบเรยี น

3.1 เคร่อื งมอื การสํารวจ

การวจิ ยั ในครง้ั น้ี ใชเ ครอื่ งมอื เกบ็ รวบรวมขอ มลู ซงึ่ เปน แบบสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย
พ.ศ. 2564 เปนแบบสอบถามที่ตอบคําถามดวยตนเอง (Self-administered questionnaire) ท่ีสรางและพัฒนา
ใหเปนแบบสอบถามมาตรฐานสําหรับใชท่ัวโลก โดยความรวมมือของโครงการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนท่ัวโลก
(GSHS) ศูนยควบคุมและปองกันโรคแหงสหรัฐอเมริการวมกับองคการอนามัยโลก (WHO) แบบสอบถามดังกลาว
ไดถูกแปลเปนภาษาไทยและปรับปรุงใหเหมาะกับบริบทของประเทศไทย พรอมทั้งตรวจสอบความเหมาะสมและ
ความชดั เจนของภาษาทใี่ ชใ นแบบสอบถาม แบบสอบถามเปน แบบเลอื กตอบ ซงึ่ ประกอบดว ยขอ ถามจาํ นวนทง้ั หมด
82 ขอ แบง เปน 3 สว น สว นท่ี 1 ครอบคลมุ ประเดน็ หลกั (Core modules) จาํ นวน 59 ขอ สว นท่ี 2 สว นขยายประเดน็ หลกั
(Core expended) จํานวน 18 ขอ และสวนท่ี 3ประเด็นเฉพาะประเทศ (Country Specific) จํานวน 5 ขอ โดย
แบบสอบถามครอบคลมุ ประเดน็ ตาง ๆ ดังน้ี

1. คุณลักษณะทางประชากรของกลุมตัวอยา ง (Response demographics data)

2. พฤติกรรมการบรโิ ภค (Dietary behavior)

3. สขุ อนามยั สวนบุคคล (Hygiene)

4. ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเจตนา (Violence and unintentional injury)

5. สขุ ภาพจิต (Mental health)

6. การสูบบุหรี่ (Tobacco use)

7. การดื่มเคร่ืองดื่มแอลกอฮอลแ ละการใชส ารเสพติด (Alcohol and drug uses)

8. พฤติกรรมการมเี พศสมั พนั ธ (Sexual behavior)

9. กิจกรรมทางกาย Physical activity)

10. ปจ จัยการปองกนั (Protective factors)

18 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

3.2 การออกแบบการสุ่มตัวอยา่ ง

การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย ใชเ ทคนคิ การสมุ ตวั อยา งแบบแบง กลมุ ในลกั ษณะสองขน้ั ตอน
(Two stage cluster sampling design) ในการสรา งกลมุ ตวั อยา งทเี่ ปน ตวั แทนของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ทว่ั ประเทศ
ขั้นตอนแรกของการสุมตัวอยางเปนการสุมเลือกโรงเรียน ซ่ึงโอกาสท่ีโรงเรียนจะถูกสุมเลือกจะเปนไปตามสัดสวน
จาํ นวนนกั เรยี นในโรงเรยี น (proportional to size of enrolled students) กลมุ ตวั อยา งคอื โรงเรยี นสงั กดั รฐั บาลและ
โรงเรียนเอกชน ท่ีเปดสอนนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1-6 ซึ่งโรงเรียนที่ผานการสุมเลือกในข้ันตอนแรกน้ัน
มีท้ังหมด 64 แหง ข้ันตอนที่สองของการสุมตัวอยางคือสุมเลือกหองเรียน โดยหองเรียนทุกหองจากแตละโรงเรียน
ทไ่ี ดร บั การสมุ เลอื กนนั้ ถกู ผนวกรวมเขา ไปในกรอบการสมุ กลมุ ตวั อยา ง และทกุ หอ งเรยี นในโรงเรยี นจะมโี อกาสเทา กนั
ในการถูกสุม นักเรียนทุกคนในหองเรียนที่ถูกสุมไดน้ันจะไดเขารวมการสํารวจ จํานวนนักเรียนที่ถูกสุมจํานวน
6,290 คน นักเรียนเปนผูตอบแบบสอบถามดว ยตนเอง

3.3 การเก็บข้อมูล

การสํารวจน้ันเร่มิ ดําเนนิ การเม่อื เดอื นพฤศจิกายน 2563 – ธันวาคม ป 2564 เจา หนา ที่ท่ดี ําเนนิ การ
สํารวจจํานวน 80 คน ไดรับการอบรม เพ่ือใหทราบถึงกระบวนการในการสํารวจ และเอกสารตาง ๆ ที่จะตองใช
ในการสํารวจนอกจากนนั้ มกี ารขอความยนิ ยอมและอนญุ าตใหเ ขา ทาํ การสาํ รวจทงั้ จากโรงเรยี นทเ่ี ขา รว มการสาํ รวจ
ผปู กครองและนกั เรยี นกอ นการดําเนนิ การสาํ รวจ

ขนั้ ตอนการสาํ รวจถกู ออกแบบมาเพอื่ ใหร กั ษาความเปน สว นตวั ของนกั เรยี น โดยทนี่ กั เรยี นสามารถศกึ ษา

ขอ มลู รายละเอยี ดของโครงการสาํ รวจ (Information sheet) วธิ กี ารตอบแบบสาํ รวจพรอ มลงนามในเอกสารยนิ ยอม
(Informed consent sheet) โดยสามารถตอบแบบสอบถามแบบไมเ ปด เผยนามและตามความสมคั รใจ นกั เรยี นสามารถ
ตอบแบบสอบถามดวยตนเองในระยะเวลาหน่ึงคาบเรียน โดยทําเครอ่ื งหมายบนกระดาษคาํ ตอบโดยตรง ซง่ึ กระดาษ
ดงั กลาวถกู ออกแบบมาใหอ านไดดวยคอมพวิ เตอร

เกบ็ ขอ มลู ภาคสนาม ชว งเดอื น มกราคม ถงึ มนี าคม 2564 แบบสอบถามคนื กลบั มาจาก 59 โรงเรยี น
และจํานวน 5,661 คน โดยอัตราการตอบกลับระดับโรงเรียนอยูที่รอยละ 92 ระดับนักเรียนอยู ท่ีรอยละ 90 และ
โดยภาพรวมแลว อยทู ร่ี อ ยละ 83 ชดุ ขอ มลู ถกู จดั การและตรวจสอบเพอ่ื กาํ จดั ขอ มลู ทไ่ี มถ กู ตอ ง ขอ มลู สญู หายไมส ง ผล
ทางสถิติ ใชซอฟแวรในการคํานวณประมาณการของความชุกและชวงความเช่ือมั่น รอยละ 95 ผลการสํารวจภาวะ
สุขภาพนักเรียนครั้งน้ี ถือเปนตัวแทนของนักเรียนทั้งหมดในประเทศไทยท่ีกําลังศึกษาอยูในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-6

3.4 การวเิ คราะหข์ ้อมูล

ในการวเิ คราะหข อ มลู น้ี ใชก ารกาํ หนดคา ถว งนาํ้ หนกั ใหแ กค าํ ตอบของนกั เรยี นแตล ะคน เพอ่ื นาํ คา นนั้ นาํ ไป
ปรบั คา ถว งนาํ้ หนกั ดว ยการไมต อบคาํ ถาม และคา ความนา จะเปน ของตวั เลอื กทห่ี ลากหลาย สตู รการแทนคา ถว งนาํ้ หนกั
ที่ใชดงั น้ี W = W1 * W2 * f1 * f2 * f3

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 19
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตารางท่ี 3.4 แสดงสูตรการคาํ นวณการปรบั แตง คานา้ํ หนกั [W = W1 * W2 * f1 * f2 * f3]

ประเภทการปรบั แต่ง สัญลักษณ์ คําอธิบาย
ค่าน�าหนัก การคํานวณ

การปรบั แตง ฐาน W1 คา ยอ นกลบั หรอื คา ผกผนั ของความนา จะเปน
(Base weight) ในการคดั เลอื กแตล ะโรงเรยี น

W2 คา ยอ นกลบั หรอื คา ผกผนั ของความนา จะเปน
ในการคดั เลอื กแตล ะชนั้ เรยี น

การปรบั แตงท่ีไมมกี ารตอบสนอง องคป ระกอบของการปรบั แตง ในระดบั โรงเรยี น
(Non response adjustment) f1 สาํ หรบั โรงเรยี นทไี่ มไ ดร บั การคดั เลอื ก

คาํ นวณจากตามขนาดของโรงเรยี น

องคป ระกอบของการปรบั แตง
f2 ในระดบั ชน้ั เรยี นทไ่ี มไ ดร บั การคดั เลอื ก

คาํ นวณตามจาํ นวนชนั้ เรยี น

การปรับแตงภายหลังการจัดแบงลาํ ดับชั้น f3 องคป ระกอบการปรบั แตง ภายหลงั
(Post stratification adjustment) การจดั ลาํ ดบั ชน้ั โดยคาํ นวณจากคา องศา
ของนาํ้ หนกั หรอื คา ทเ่ี กดิ จากการถว งนาํ้ หนกั
อนั เกดิ จากการคาํ นวณทใ่ี ชจ าํ นวน
นกั เรยี นทงั้ หมดทก่ี าํ ลงั ศกึ ษาในระดบั ชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ของประเทศไทย

อัตราการตอบสนอง (Response Rate)

ในการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย ป 2564 มนี กั เรยี นทง้ั สนิ้ 5,661 คน จากโรงเรยี น 59 แหง
ไดร ว มตอบแบบสอบถาม (จากโรงเรยี นทงั้ หมด 64 โรงเรยี นทถี่ กู สมุ ) โดยอตั ราการตอบกลบั ระดบั โรงเรยี นอยทู ร่ี อ ยละ 92
ระดบั นกั เรยี นอยทู รี่ อ ยละ 90 และ โดยภาพรวมแลว อยทู ร่ี อ ยละ 83 ชดุ ขอ มลู ถกู จดั การและตรวจสอบเพอื่ กาํ จดั ขอ มลู
ท่ีไมถูกตอง ขอมูลสูญหายไมสงผลทางสถิติ ใชซอฟแวร PC Sample ในการคํานวณประมาณการของความชุกและ
ชว งความเชอื่ มนั่ รอ ยละ 95 ผลการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นครง้ั นี้ ถอื เปน ตวั แทนของนกั เรยี นทงั้ หมดในประเทศไทย
ทก่ี าํ ลงั ศกึ ษาอยใู นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6

20 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ส่วนท่ี 4

ผลการสํารวจ

4.1 การวเิ คราะหข์ ้อมูลคณุ ลักษณะประชากร
(Demographic data analysis)

4.1.1 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลคณุ ลกั ษณะประชากรท่ัวไปของประเทศไทย

จากการวิเคราะหขอมูลสถิติประชากรในระดับทุติยภูมิท่ีจัดเก็บโดยกรมการปกครอง พบวา จํานวน
ประชากรรวมของประเทศไทยทั้งหมด 66,186,727 คน ซ่ึงในจํานวนนี้ มีจํานวนประชากรวัยเด็กและวัยรุน
ท่ีอยูในชวงอายุ 0-19 ป จํานวน 14,709,329 คน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดในประเทศ (รอยละ 22.22)
ในจาํ นวนนปี้ ระกอบดว ยจาํ นวนประชากรเพศชายและหญงิ ใกลเ คยี งกนั โดยมปี ระชากรเพศชาย จาํ นวน 7,556,830 คน
(รอยละ 11.42) และประชากรเพศหญิงจํานวน 7,152,499 คน (รอ ยละ 10.80)

ตารางที่ 4.1 แสดงคณุ ลักษณะการกระจายของประชากรในชว งอายุ 0-19 ป ในประเทศไทย พ.ศ. 2563

ชว่ งอายุ จาํ นวนรวม (คน) เพศชาย (คน) เพศหญิง (คน)
ของประชากร (ปี)
3,071,469 1,579,999 1,491,470
อายรุ ะหวาง 0-4 ป 1,418,609 728,503 690,106
อายุระหวา ง 5-6 ป 2,325,345
อายุระหวาง 7-9 ป 3,906,378 1,195,792 1,129,553
อายรุ ะหวา ง 10-14 ป 3,987,528 2,008,176 1,898,202
อายรุ ะหวา ง 15-19 ป 2,044,360 1,943,168
14,709,329
รวม (รอ ยละ 22.22) 7,556,830 7,152,499
(รอ ยละ11.42) (รอ ยละ 10.80)

แหลง ทมี่ า: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ป พ.ศ. 2563

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 21
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

4.1.2 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลคณุ ลกั ษณะประชากรของกลมุ่ ตัวอย่าง

จากขอ มลู จาํ นวนประชากรทง้ั หมดทอ่ี ยใู นชว งอายรุ ะหวา ง 0-19 ป ของประเทศไทยทนี่ าํ มาคาํ นวณหาขนาด
ของกลมุ ตวั อยา งของประชากรทใี่ ชเ กบ็ ขอ มลู การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น ป พ.ศ. 2564 ไดก ลมุ ตวั อยา งทเ่ี ปน ตวั แทน
ของประชากร ประกอบดว ยนกั เรยี นทง้ั หมดทกี่ าํ ลงั ศกึ ษาอยใู นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6 จาํ นวน 5,661 คน ในจาํ นวนน้ี
ประกอบดวยนักเรียนชาย จํานวน 2,504 คน (รอยละ 46.9) และนักเรียนหญิง จํานวน 3,135 คน (รอยละ 53.1)
โดยสว นใหญม อี ายรุ ะหวา ง 13-17 ป จาํ นวน 4,801 คน (รอ ยละ 86.5) รองลงมาอายุ 13-15 ป จาํ นวน 3,621 คน
(รอ ยละ 61.3) อายุ 18 ปห รอื มากกวา จาํ นวน 624 คน (รอ ยละ 10.6) และอายุ 12 ปห รอื นอ ยกวา จาํ นวน 232 คน
(รอ ยละ 2.8) ตามลาํ ดับ

ตารางที่ 4.2 แสดงการกระจายของประชากรกลุมตวั อยา งจาํ แนกตามอายุ เพศ และระดับชั้นเรียน
การสาํ รวจภาวะสุขภาพนกั เรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564

คณุ ลักษณะประชากรกล่มุ ตัวอยา่ ง จาํ นวน รอ้ ยละ

เพศ 2,504 46.9
3,135 53.1
ชาย
หญงิ

อายุ 232 2.8
3,621 61.3
12 ปห รอื นอยกวา 4,801 86.5
ระหวา ง 13-15 ป
ระหวาง 13-17 ป 624 10.6
18 ปห รอื มากกวา
1,743 22.5
ระดับการศึกษา 905 21.8

มัธยมศึกษาปท่ี 1 1,288 21.1
มธั ยมศึกษาปท ่ี 2 573 12.3
มธั ยมศึกษาปที่ 3 509 11.4
มัธยมศึกษาปท ่ี 4 627 10.8
มธั ยมศึกษาปท่ี 5
มัธยมศกึ ษาปท ี่ 6

หมายเหตุ ขอคำถามที่กลุมตัวอยางกรอกขอมูลไมสมบูรณหลังจากตรวจสอบ ประกอบดวย (1) ขอคำถามเพศ 22 คน (2)
ขอคำถามอายุ 4 คนและ (3) ขอคำถามระดับการศกึ ษา 16 คน

22 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

4.2 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดา้ นตวั แปร (Independent variable analysis)

4.2.1 พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร

การวิเคราะหขอมูลในสวนนี้ แบงการวิเคราะหขอมูลออกเปน 7 ประเด็น ไดแก (1) ภาวะนํ้าหนัก
ต่ํากวาเกณฑ (2) ภาวะนํ้าหนักเกิน (3) ภาวะอวน (4) ภาวะความหิว (5) พฤติกรรมผลไมและผักตาง ๆ
(6) พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอน่ื ๆ และ (7) การสอนเร่ืองประโยชนข องการรับประทานอาหารเพ่ือสขุ ภาพ

ความชกุ ของภาวะนาํ้ หนกั ตา่ํ กวา เกณฑ จากการสาํ รวจพบวา รอ ยละ 8.2 ของนกั เรยี นมภี าวะนา้ํ หนกั
ตาํ่ กวา เกณฑ (<-2 SD จากคา มธั ยฐานของดชั นมี วลกายแบง ตามอายแุ ละเพศ) โดยพบวา สดั สว นนกั เรยี นชายทมี่ ภี าวะ
นํ้าหนักตาํ่ กวาเกณฑ มีมากกวานกั เรยี นหญิงอยา งมีนัยสาํ คญั (รอ ยละ 11.5 และ 5.3 ตามลาํ ดบั )

ความชุกของภาวะน้ําหนักเกิน สําหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ําหนักเกิน พบวา นักเรียนหนึ่งในหาคน
(รอ ยละ 19.1) มภี าวะนาํ้ หนกั เกนิ (> + 1 SD จากคา มธั ยฐานสาํ หรบั คา ดชั นมี วลกายตามอายแุ ละเพศ) และสดั สว น
ของนักเรียนชายท่ีมีภาวะน้ําหนักเกินมีมากกวานักเรียนหญิงอยางมีนัยสําคัญ (รอยละ 22.0 และ 16.5 ตามลําดับ)

ความชกุ ของภาวะอว น สาํ หรบั นกั เรยี นทมี่ ภี าวะอว น พบวา รอ ยละ 6.8 ของนกั เรยี นไทยมภี าวะอว น
(> + 2 SD จากคา มธั ยฐานของดัชนมี วลกายแบง ตามอายแุ ละเพศ) และพบวานกั เรยี นชายนน้ั มภี าวะอวนมากกวา
นกั เรยี นหญงิ อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ (รอยละ 8.8 และ 5.1 ตามลําดบั )

ตารางที่ 4.3 แสดงรอ ยละของภาวะนํา้ หนกั ของนกั เรียน จาํ แนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนักเรียนทมี่ ีน้ําหนักต่ํากวาเกณฑ
รอยละของนักเรียนทม่ี ีภาวะน้ําหนักเกิน 8.2 11.5 5.3
รอ ยละของนกั เรยี นที่มภี าวะอวน (7.4 - 9.1) (10.3 - 12.7) (4.4 - 6.4)

19.1 22.0 16.5
(17.4 - 20.9) (19.2 - 25.1) (15.2 - 17.9)

6.8 8.8 5.1
(6.2 - 7.5) (7.4 - 10.5) (4.3 - 6.0)

* ระดบั ความเชอ่ื มั่น 95%

ความชุกของภาวะความหิว ในภาพรวมพบวา นักเรียนที่เผชิญกับความหิวเพราะท่ีบานมีอาหาร
ไมเพียงพอเปนสวนมากและเปนประจําในระหวาง 30 วัน กอนการสํารวจ อยูในระดับนอยมาก (รอยละ 3.9) และ

ไมพ บความแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชาย และหญงิ (รอ ยละ 4.6 และรอ ยละ 3.3 ตามลาํ ดบั )

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 23
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

การบริโภคผลไมและผัก ผลการวิเคราะห พบวามีนักเรียนไมถึง 1 ใน 5 คน (รอยละ 18.2) ท่ีได
รบั ประทานผลไม เชน มะมว ง กลว ย ฝรง่ั สม หรอื เงาะ จาํ นวน 2 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ
และ พบวา มเี พยี ง รอ ยละ 15.3 ของนกั เรยี นทไี่ ดร บั ประทานผกั เชน ผกั กาด ผกั บงุ ผกั คะนา แตงกวา หรอื กะหลาํ่ ปลี
จํานวน 3 คร้ัง ตอวัน หรือมากกวาน้ัน ในชวง 7 วันกอนการสํารวจ โดยพบวาสถิติ การรับประทานผักและผลไม
ในนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ (ผลไม: รอยละ 18.0 (ชาย) และ 18.4 (หญิง)
ผกั : รอ ยละ 15.8 (ชาย) และ รอ ยละ 14.9 (หญงิ )

พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอน่ื ๆ ผลการวเิ คราะห พบวา รอ ยละ 39.3 ของนกั เรยี นรบั ประทานอาหารจาก
รา นอาหารฟาสตฟ ดู เชน รา นแฮมเบอรเ กอร โรงอาหารโรงเรยี น หรอื ตลาด จาํ นวน 3 วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอนการสํารวจ ซึ่งการรับประทานอาหารจากรานอาหารฟาสตฟูด ไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
ระหวา งนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 37.1 และรอ ยละ 41.2 ตามลาํ ดบั ) สาํ หรบั การบรโิ ภคนาํ้ อดั ลม พบวา
หนงึ่ ในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 34.6) นา้ํ อดั ลม เชน โคก เปป ซี่ สไปรท หรอื เซเวน อพั และอนื่ ๆ จาํ นวน 1 ครง้ั ตอ วนั
หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ และไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชาย
และนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 38.2 และ 31.6 ตามลาํ ดบั ) นอกจากนี้ ยงั พบวา รอ ยละ 20.6 ของนกั เรยี นทด่ี มื่ นมหรอื
รบั ประทานผลติ ภณั ฑจ ากนม เชน โยเกริ ต หรอื ชสี 2 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ และ
ไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 22.4 และ 19.1 ตามลาํ ดบั
การวิเคราะหขอมูลยังพบวา รอยละ 47.6 ของนักเรียนไดรับประทานอาหารที่มีสวนประกอบของธาตุเหล็ก 3 วัน
ตอสัปดาหหรือมากกวา ในระหวาง 7 วัน กอนการสํารวจโดยไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวาง
นกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 50.7 และรอ ยละ 44.8 ตามลาํ ดบั )

การสอนเรื่องประโยชนของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ รอยละ 73.5 ของนักเรียนระบุวา
ไดรับการสอนในช้ันเรียนเก่ียวกับประโยชนของการรับประทานอาหารที่ดีตอสุขภาพ ซ่ึงไมพบความแตกตางกัน
อยา งมนี ัยสําคัญทางสถติ ิระหวางนักเรยี นชาย และนักเรียนหญิง (รอ ยละ 72.1 และ รอยละ 74.8 ตามลาํ ดับ)

ตารางท่ี 4.4 แสดงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการสอนเร่ืองประโยชนของการรบั ประทานอาหาร
เพื่อสุขภาพ จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนกั เรียนทีห่ วิ เพราะท่บี านมอี าหาร 3.9 4.6 3.3
ไมเ พยี งพอเปนสว นมากและเปน ประจําใน (3.2 - 4.9) (3.5 - 6.0) (2.5 - 4.4)
ระหวา ง 30 วัน กอนการสาํ รวจ
รอยละของนกั เรยี น รบั ประทานอาหารเชา 53.7 56.6 51.3
เปน สว นมากและเปน ประจําเสมอ (51.0 - 56.4) (52.9 - 60.2) (48.5 - 54.0)
ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสํารวจ

24 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ

(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนกั เรยี นทร่ี บั ประทานผลไม 2 ครงั้ 18.2 18.0 18.4
ตอ วนั หรอื มากกวา เชน มะมว ง กลว ย ฝรง่ั (17.3 - 19.3) (16.5 - 19.6) (17.1 - 19.8)
สม หรอื เงาะ ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ

รอ ยละของนกั เรยี นทรี่ บั ประทานผกั เชน 15.3 15.8 14.9
ผกั กาดผกั บงุ ผกั คะนา แตงกวา หรอื (14.4 - 16.3) (14.4 - 17.2) (13.7 - 16.2)
กะหลา่ํ ปลี จาํ นวน 3 ครง้ั ตอ วนั หรอื
มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ 37.1 41.2
( 32.8 - 41.6) (38.3 - 44.2)
รอ ยละของนกั เรยี นรบั ประทานอาหารจาก 39.3
รา นอาหาร fast food เชน รา นแฮมเบอรเ กอร (36.5 - 42.2)
โรงอาหารโรงเรยี น หรอื ตลาด จาํ นวน 3 วนั
หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ

รอ ยละของนกั เรยี นทดี่ มื่ นา้ํ อดั ลม เชน โคก 34.6 38.2 31.6
เปป ซี่ สไปรท หรอื เซเวน อพั และอนื่ ๆ (33.0 - 35.9) (36.4 - 40.2) (30.0 - 33.2)
จาํ นวน 1 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา
ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ 20.6 22.4 19.1
รอ ยละของนกั เรยี นทดี่ มื่ นมหรอื รบั ประทาน (19.6 - 21.7) (20.8 - 24.1) (17.0 - 20.5)
ผลติ ภณั ฑจ ากนม เชน โยเกริ ต หรอื ชสี
2 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอ นการสาํ รวจ

รอ ยละของนกั เรยี นทร่ี บั ประทานอาหาร 47.6 50.7 44.8
ทม่ี สี ว นประกอบของธาตเุ หลก็ 3 วนั (46.3 - 48.9) (48.7 - 52.6) (43.1 - 46.6)
ตอ สปั ดาหห รอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอ นการสาํ รวจ

รอ ยละของนกั เรยี นทไ่ี ดร บั การสอน 73.5 72.1 74.8
ในชน้ั เรยี นเกยี่ วกบั ประโยชนข อง (69.7 - 77.0) (69.4 - 74.6) (69.5 - 79.4)
การรบั ประทานอาหารทด่ี ตี อ สขุ ภาพ

*ระดับความเชอ่ื มัน่ 95%

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 25
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

4.2.2 สุขอนามยั ส่วนบุคคล

ขอ มลู จากกลมุ ตัวอยาง ในสวนนี้แบงการวิเคราะหข อมลู ออกเปน 3 ประเด็น ไดแก

ดา นพฤตกิ รรมทนั ตสขุ ภาพ ผลการวเิ คราะหข อ มลู พบวา นกั เรยี นสใี่ นหา คน (รอ ยละ 83.0) ทาํ ความสะอาด
ฟนหรือแปรงฟนอยางนอย 2 คร้ังตอวันหรือมากกวา ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ โดยพบความแตกตางระหวาง
นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 89.2) และนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 76.2) อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ และ นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในหา คน
(รอ ยละ 16.5) เคยไปพบหมอฟน (ทนั ตแพทย หรอื ทนั ตภบิ าล) เพอ่ื ตรวจ หรอื รกั ษาฟน โดยสดั สว นของนกั เรยี นชาย
(รอ ยละ 19.8) ทเี่ คยไปพบหมอฟน เพอ่ื ตรวจหรอื รกั ษาฟน นน้ั มมี ากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 13.7) อยา งมนี ยั สาํ คญั
ทางสถิติ ผลการสํารวจพบวา นักเรียนเกือบหนึ่งในสาม หรือ รอยละ 28.7 มีฟนแทผุท่ีไมไดรับการรักษา มากกวา
1 ซข่ี น้ึ ไป ซง่ึ ไมแ ตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะวา งนกั เรยี นชาย และหญงิ (รอ ยละ 26.9 และ รอ ยละ 30.2 ตามลาํ ดบั )

ดานพฤติกรรมที่เก่ียวกับการลางมือ พบวา นักเรียนหน่ึงในหาคน หรือ รอยละ 12.4 ไมเคยลางมือ
หรือลา งบา งนาน ๆ ครง้ั กอ นรบั ประทานอาหาร ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา รอ ยละ 5.7 ของนกั เรยี น
ไมเคยลางมือหรือลางบางนาน ๆ คร้ัง หลังการใชสวม ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ นอกจากนี้พบวานักเรียน
หนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 12.2) ไมเ คยใชส บลู า งมอื หรอื ใช บา งนานๆ ครงั้ ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ หากพจิ ารณา
จากพฤตกิ รรมทเ่ี กยี่ วกบั การลา งมอื ไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ

ดา นความสะอาดของหอ งสว มทโี่ รงเรยี น จากการสาํ รวจพบวา นกั เรยี นระบวุ า ไมม หี อ งสว มสะอาด
ท่ีโรงเรยี น มากกวา ครึ่ง (รอ ยละ 55.8) โดย นักเรียนชาย รอ ยละ 66.1 และนักเรยี นหญงิ รอ ยละ 51.3

ตารางที่ 4.5 แสดงขอมลู พฤติกรรมการปฏบิ ัติเกยี่ วกับสขุ อนามัยสวนบุคคลของนักเรียนจําแนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)*
ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอยละของนกั เรยี นทาํ ความสะอาดฟนหรือ 83.0 76.2 89.2
แปรงฟน อยางนอ ย 2 คร้งั ตอวนั หรือมากกวา (82.0 - 84.0) (74.4 - 77.8) (88.1 - 90.2)
ในระหวา ง 30 วัน กอ นการสาํ รวจ

รอยละของนกั เรยี นที่มีฟนแทผ ทุ ่ไี มไ ดรบั 28.7 26.9 30.2
การรักษา มากกวา 1 ซี่ ข้นึ ไป (26.4 - 31.2) (24.6 - 29.4) (27.2 - 33.3)

รอยละของนกั เรียนทเ่ี คยไปพบหมอฟน 16.5 19.8 13.7
ทนั ตแพทย หรอื ทนั ตภิบาล) เพือ่ ตรวจ (14.0 - 19.3) (17.0 - 22.8) (11.1 - 16.7)
หรอื รกั ษาฟน

รอ ยละของนักเรยี นไมเ คยลา งมอื หรือลา งบา ง 12.4 13.4 11.5
นาน ๆ ครั้งกอ นรบั ประทานอาหาร (10.7 - 14.2) (11.6 - 15.3) (9.2 - 14.2)
ในระหวา ง 30 วัน กอ นการสํารวจ

26 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนกั เรยี นไมเคยลางมอื หรอื ลา งบาง 5.7 7.0 4.5
นาน ๆ ครั้งหลงั การใชสว มในระหวาง 30 วนั (4.7 - 6.9) (5.6 - 8.8) (3.1 - 6.6)
กอ นการสํารวจ

รอ ยละของนักเรยี นไมเ คยใชสบลู า งมือหรือ 12.2 13.9 10.5
ใชบา งนาน ๆ คร้ังในระหวาง 30 วนั (10.9 - 13.6) (12.0 - 16.0) (8.9 - 12.3)
กอนการสํารวจ
รอ ยละของนักเรียนทไ่ี มม ีหองสว มสะอาด 55.8 61.1 51.3
ทโี่ รงเรยี น (49.8 - 61.7) (55.7 - 66.2) (43.6 - 58.8)

*ระดับความเชอื่ มั่น 95%

4.2.3 ความรนุ แรงและการไดร้ บั บาดเจบ็ โดยไมเ่ จตนา

ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหเ กยี่ วกบั การไดร บั การบาดเจบ็ และความรนุ แรงทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั นกั เรยี น
และปจจยั เสีย่ งทท่ี าํ ใหเ กดิ การบาดเจ็บโดยไมเ จตนา แบง การวิเคราะหอ อกเปน 5 ประเดน็

ดา นการถกู ทาํ รา ยรา งกาย ในภาพรวมพบวา ในชว ง 12 เดอื น กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในหา คน
(รอยละ 18.2) ถกู ทํารายรา งกายอยางนอ ย 1 ครงั้ หรอื มากกวา โดยทีน่ กั เรยี นชายจะมีแนวโนม ทถ่ี ูกทํารา ยรา งกาย
มากกวานกั เรียนหญิง (รอยละ 24.4 และ 12.5 ตามลําดบั )

ดานการตอสูกันในโรงเรียน จากการสํารวจพบวา นักเรียนรอยละ 24.4 เคยมีสวนรวมในการตอสู
1 คร้ังหรือมากกวา ในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ โดยนักเรียนชาย (รอยละ 33.4) มีแนวโนมที่จะมีสวนรวมใน
การตอ สมู ากกวา นกั เรียนหญิง (รอ ยละ 16.4)

ดานการไดรับบาดเจ็บรุนแรง จากการสํารวจพบวา ประมาณคร่ึงหนึ่งของนักเรียน (รอยละ 52.6)
เคยไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง 1 ครง้ั หรอื มากกวา ในชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ โดยพบวา นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 60.4)
จะไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงบอ ยครง้ั กวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 45.5) ในกลมุ นกั เรยี นทไ่ี ดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงในชว ง 12 เดอื น
กอ นการสาํ รวจ พบวา มคี วามแตกตา งของการไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งในนกั เรยี นชายและ
นกั เรยี นหญงิ โดยในกลมุ นกั เรยี นทไี่ ดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง พบวา นกั เรยี น 1 ใน 4 (รอ ยละ 27.3) นน้ั ไดร บั บาดเจบ็ ทรี่ นุ แรงทสี่ ดุ
จากอบุ ตั เิ หตทุ างรถยนตห รอื ถกู ชนโดยรถยนต และ รอ ยละ 10.2 ของนกั เรยี นไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงทส่ี ดุ จนทาํ ใหก ระดกู หกั
หรอื ขอ เคลอื่ น นอกจากนี้ นกั เรยี นรอ ยละ 18.3 ระบวุ า การบาดเจบ็ รนุ แรงทส่ี ดุ ทเี่ กดิ ขน้ึ กบั ตวั นกั เรยี นนน้ั เกดิ ขน้ึ ทโี่ รงเรยี น

ดานการการถูกขมเหงรังแก กลั่นแกลง ในภาพรวมพบวา นักเรียน 1 ใน 5 คน หรือรอยละ 20.0
ถกู ขม เหงรงั แกขณะอยใู นโรงเรยี น ในระหวา ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ นอกจากนน้ั นกั เรยี นรอ ยละ 10.5 รายงานวา
ถูกขมเหงรังแกขณะอยูนอกโรงเรียน และ นักเรียนรอยละ 15.0 ถูกขมเหงรังแกผานทางสื่อสังคมออนไลน โดยที่
นกั เรยี นชายจะถกู ขม เหงรงั แกมากกวา นกั เรยี นหญงิ อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ งั้ ในขณะอยใู นโรงเรยี น อยนู อกโรงเรยี น
และทางส่ือสังคมออนไลน

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 27
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ดา นการบาดเจบ็ จากอบุ ตั เิ หตทุ างถนน ในภาพรวม พบวา เกอื บครง่ึ หนง่ึ ของนกั เรยี น (รอ ยละ 42.3)
ไมเ คยหรอื นาน ๆ ครง้ั ทจ่ี ะใชเ ขม็ ขดั นริ ภยั เมอ่ื นงั่ รถยนตห รอื พาหนะอนื่ ทมี่ เี ครอ่ื งยนตท ข่ี บั ขโี่ ดยผอู น่ื ในระหวา ง 30 วนั
กอนการสํารวจ ซึ่งไมพบความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวางนักเรียนชาย (รอยละ 42.8) และ
นักเรียนหญิง (รอยละ 41.9)

นกั เรยี นหนงึ่ ในหา คน (รอ ยละ 19.5) เคยโดยสารรถยนตห รอื พาหนะอน่ื ทข่ี บั ขโี่ ดยคนทดี่ ม่ื แอลกอฮอล
มากกวา หรอื เทา กบั 1 ครง้ั ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ โดยนกั เรยี นชายเคยโดยสารรถยนตห รอื พาหนะอนื่ ทม่ี ผี ขู บั ขี่
โดยคนท่ีดื่มแอลกอฮอล มากกวาหรือเทากับ 1 คร้ัง ในระหวาง 30 วันกอนการสํารวจ (รอยละ 22.2) มากกวา
นักเรยี นหญงิ (รอยละ 17.2)

สําหรับการสวมหมวกนิรภัย จากการวิเคราะหขอมูล พบวา มีนักเรียนเพียงคร่ึง หรือรอยละ 50.7
ท่ีสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนตเปนประจํา ซึ่งไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวาง
นักเรียนชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 48.4 และ รอยละ 52.8 ตามลาํ ดับ)

ตารางท่ี 4.6 แสดงขอมูลการไดรับการบาดเจ็บและความรุนแรงท่ีเกิดข้ึนกับนักเรียน และปจจัยเส่ียง
ทท่ี าํ ใหเ กดิ การบาดเจ็บโดยไมเจตนา จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ

รอยละของนักเรยี นถกู ทํารา ยรางกาย (CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
จํานวน 1 ครั้งหรอื มากกวา
ในระหวา ง 12 เดอื นกอนการสํารวจ 18.2 24.4 12.5
(16.2 - 20.4) (21.4 - 27.7) (10.7 - 14.5)

รอยละของตัวนักเรียนมีการตอ สูก นั 24.4 33.4 16.4
จาํ นวน 1 ครง้ั หรือมากกวา (22.3 - 26.6) (30.6 - 36.4) (14.2 - 18.8)
ในระหวา ง 12 เดอื นกอนการสํารวจ

รอ ยละของนกั เรียนไดร ับบาดเจ็บรนุ แรง 52.6 60.4 45.5
จาํ นวน 1 ครง้ั หรอื มากกวา (49.1 - 56.1) (56.2 - 64.4) (42.0 - 49.1)
ในระหวาง 12 เดอื นกอ นการสํารวจ

ในจาํ นวนนักเรยี นทไ่ี ดรับบาดเจ็บรุนแรง 10.2 12.6 7.5
รอ ยละของนักเรียนไดรับบาดเจบ็ รุนแรงทส่ี ุด (8.2 - 12.7) (9.9 - 15.9) (5.4 - 10.4)
อันเกิดจากกระดกู หัก หรอื ขอ เคลอ่ื น
ในระหวาง 12 เดือนกอนการสํารวจ 27.3 27.4 27.1
ในจํานวนนกั เรียนทไี่ ดร ับบาดเจ็บรุนแรง (23.9 - 31.1) (22.5 - 32.9) (21.6 - 33.3)
รอยละของนกั เรียนไดร บั บาดเจบ็
ท่รี นุ แรงทีส่ ดุ จากอุบัติเหตทุ างรถยนต
หรอื ถกู ชนโดยรถยนต ในระหวา ง 12 เดือน
กอนการสํารวจ

28 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
ในระหวา ง 12 เดอื นกอ นการสํารวจ
การบาดเจบ็ รนุ แรงทสี่ ดุ ทเ่ี กิดขนึ้ 18.3 17.6 19.0
กบั ตัวนักเรียน เกิดข้นึ ท่ีโรงเรียน (16.2 - 20.5) (15.0 - 20.5) (16.0 - 22.4)
รอยละของนักเรยี นทเ่ี คยถกู ขมเหงรังแก
ขณะอยูในโรงเรยี น ในระหวา ง 12 เดือน 20.0 23.7 16.7
กอ นการสํารวจ (17.8 - 22.4) (20.4 - 27.4) (14.3 - 19.4)
รอ ยละของนักเรียนถูกขม เหงรงั แก
ขณะอยนู อกโรงเรียน ในระหวาง 12 เดือน 10.5 13.4 8.0
กอนการสํารวจ (9.2 - 11.9) (11.0 - 16.1) (6.9 - 9.3)
รอ ยละของนกั เรยี นถกู ขม เหงรงั แก ผา นทาง
สอ่ื สงั คมออนไลน เชน Intragram Snapchat 15.0 16.9 13.3
Facebook, Twitter, Tik tok ในระหวา ง (13.2 - 16.9) (14.3 - 19.8) (11.5 - 15.4)
12 เดือนกอ นการสํารวจ
รอ ยละของนกั เรยี นทไ่ี มเ คยหรอื นาน ๆ ครงั้ 42.3 42.8 41.9
ทีจ่ ะใชเ ขม็ ขัดนิรภยั เม่ือนง่ั รถยนตห รือ (39.0 - 45.7) (38.7 - 47.0) (37.9 - 46.0)
พาหนะอืน่ ที่มเี คร่อื งยนตท ่ีขับขโี่ ดยผูอ ืน่
ในระหวาง 30 วัน กอ นการสาํ รวจ 19.5 22.2 17.2
รอยละของนักเรยี นทีโ่ ดยสารรถยนตหรือ (17.5 - 21.8) (19.2 - 25.4) (14.8 - 20.0)
พาหนะอน่ื ทม่ี ผี ขู บั ขโี่ ดยคนทด่ี มื่ แอลกอฮอล
มากกวา หรอื เทา กบั 1 ครง้ั ในระหวา ง 30 วนั 50.7 48.4 52.8
กอนการสาํ รวจ (47.9 - 53.5) (44.6 - 52.3) (48.7 - 56.8)
รอ ยละของนกั เรยี นทจี่ ะสวมหมวกนิรภยั
ขณะขับข่จี กั รยานยนตเปนประจาํ

*ระดบั ความเชื่อม่ัน 95%

4.2.4 สุขภาพจติ

ขอมูลจากกลุมตัวอยาง การวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับสุขภาพจิตของนักเรียน แบงการวิเคราะหขอมูล
ออกเปน 5 ประเด็น ไดแก (1) ความรูสึกอางวางโดดเดี่ยว (2) ความวิตกกังวล (3) ความพยายามในการฆาตัวตาย
(4) การไมม เี พอ่ื นสนทิ และ (5) การไดร บั การสอนในชนั้ เรยี นเกยี่ วกบั สขุ ภาพจติ โดยแตล ะประเดน็ มขี อ มลู รายละเอยี ด ดงั นี้

ดานความรูสึกอางวางโดดเดี่ยว พบวา นักเรียนหนึ่งในหาคน (รอยละ 18.9) มีความรูสึกอางวาง
โดดเดี่ยวบอยคร้ังหรือเปนประจําในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ โดยความชุกของความรูสึกอางวางโดดเดี่ยว
ในกลุมนักเรียนชายและหญงิ นนั้ ไมพบความแตกตางอยา งมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 29
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ดานความวิตกกังวล จากการวิเคราะหขอมูลพบวา นักเรียนรอยละ 16.0 มีความวิตกกังวลเก่ียวกับ
บางสงิ่ บางอยา งจนทาํ ใหน อนไมห ลบั ในเวลากลางคนื บอ ยครงั้ หรอื เปน ประจาํ ในชว ง 12 เดอื น โดยความชกุ ของการวติ กกงั วล
ในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 12.7) นน้ั มนี อ ยกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 18.9) โดยมคี วามแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ

ดา นความพยายามในการฆาตัวตาย ผลการสํารวจพบวา นกั เรียนเกือบ 1 ใน 5 คน (รอยละ 17.4)
เคยมคี วามคดิ จรงิ จงั ในการพยายามฆา ตวั ตายในชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ และมนี กั เรยี นรอ ยละ 15.5 เคยวางแผน
จะพยายามฆา ตวั ตาย และรอ ยละ 15.1 ทพ่ี ยายามฆา ตวั ตาย 1 ครงั้ หรอื มากกวา โดยพบวา ความชกุ ของนกั เรยี นหญงิ ทมี่ ี
ความคิดจริงจังในการพยายามฆาตัวตาย และเคยวางแผนจะพยายามฆาตัวตาย น้ันสูงกวานักเรียนชายอยางมีนัย
สําคัญทางสถิตินอกจากนี้ยังพบอีกวา นักเรียนรอยละ 6.3 น้ันไมมีเพ่ือนสนิทเลย ซึ่งไมมีความแตกตางกันระหวาง
นกั เรยี นชายและนักเรยี นหญิง

ดา นการไดร บั การสอนในชนั้ เรยี นเกยี่ วกบั สขุ ภาพจติ พบวา นกั เรยี นเกอื บครง่ึ (รอ ยละ 46.1) ระบวุ า
ไดรับการสอนในช้ันเรียนเก่ียวกับอาการท่ีแสดงถึงภาวะซึมเศราและพฤติกรรมเส่ียงตอการฆาตัวตาย และนักเรียน
ยังไดรับการสอนในช้ันเรียนเก่ียวกับการจัดการเมื่อพบวาเพื่อนคิดจะฆาตัวตายท่ีรอยละ 35 และ นักเรียนกวาคร่ึง
ไดร บั การสอนในชน้ั เรยี นเกย่ี วกบั การจดั การความเครยี ด (รอ ยละ 51.7)

ตารางที่ 4.7 แสดงขอ มลู ความดานสุขภาพจติ ของนักเรยี น จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ

(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอยละของนกั เรียนมีความรูสกึ อา งวาง 18.9 16.6 20.7
โดดเดี่ยวบอ ยครง้ั หรือเปน ประจาํ (17.5 - 20.3) (14.0 - 19.6) (18.5 - 23.2)
ระหวา ง 12 เดือนกอนการสํารวจ

รอ ยละของนักเรยี นมคี วามวติ กกงั วล 16.0 12.7 18.9
เกี่ยวกบั บางส่งิ บางอยา งจนทาํ ใหน อนไมหลบั (15.1 - 16.9) (10.8 - 14.9) (17.5 - 20.4)
ในเวลากลางคนื บอ ยครง้ั หรอื เปน ประจํา
ในระหวาง 12 เดือนกอ นการสํารวจ

รอ ยละของนักเรียนเคยมคี วามคดิ จริงจัง 17.4 11.6 22.2
ในการพยายามฆา ตัวตาย (15.8 - 19.2) (9.7 - 13.7) (20.0 - 24.7)
ในระหวา ง 12 เดือนกอนการสํารวจ

รอ ยละของนกั เรยี นเคยวางแผน 15.5 9.5 20.5
จะพยายามฆาตัวตายในระหวาง 12 เดือน (14.0 - 17.1) (8.1 - 11.1) (18.6 - 22.5)
กอ นการสํารวจ

รอยละของนกั เรยี นพยายามฆา ตวั ตาย 1 คร้ัง 15.1 12.1 17.6
หรือมากกวา ในระหวา ง 12 เดือน (13.3 - 17.1) (9.7 - 14.9) (15.5 - 20.0)
กอนการสํารวจ
รอยละของนกั เรียนท่บี อกวาตนเอง 6.3 6.8 5.8
ไมมีเพอ่ื นสนทิ (5.2 - 7.7) (5.4 - 8.6) (4.4 - 7.7)

30 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนักเรยี นไดร บั การสอนในชน้ั เรียน
เก่ยี วกบั อาการทแี่ สดงถงึ ภาวะซมึ เศราและ 46.1 47.0 45.2
พฤติกรรมเสย่ี งตอ การฆาตวั ตาย (42.0 - 50.1) (42.7 - 51.3) (40.1 - 50.5)

รอ ยละของนกั เรยี นไดร บั การสอนในชั้นเรียน 35.0 35.9 34.2
เกี่ยวกบั การจัดการเม่อื พบวา (31.8 - 38.5) (33.1 - 38.9) (30.1 - 38.6)
เพอื่ นคิดจะฆา ตวั ตาย
รอ ยละของนกั เรียนไดรบั การสอนในชั้นเรียน 51.7 49.7 53.6
เก่ยี วกับการจัดการความเครียด (48.4 - 55.1) (45.4 - 54.1) (50.2 - 57.0)

*ระดับความเชอ่ื มั่น 95%

4.2.5 การสบู บหุ รี่

ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมการสบู บหุ รแี่ ละการใชย าสบู ในรปู แบบอน่ื ๆ
ของนักเรียน แบงการวิเคราะหออกเปน 2 ประเด็นตางๆ ไดแก (1) ความชุกของการสูบบุหรี่ และ (2) การสูบบุหร่ี
ของบิดามารดาและผูป กครอง โดยแตล ะประเด็นมขี อ มูลรายละเอียด ดงั นี้

ความชุกของการสบู บุหร่ี ในกลุม นักเรยี นทเ่ี คยสบู บุหร่ี มนี ักเรียนรอ ยละ 70.4 ลองสบู บหุ รคี่ รงั้ แรก
กอ นอายุ 14 ปห รอื นอ ยกวา นน้ั โดยไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ขิ องอายทุ เี่ รม่ิ สบู ระหวา งนกั เรยี นชาย
และนักเรียนหญิง (รอยละ 74.1 และรอยละ 62.4 ตามลําดับ) และพบวา ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ นักเรียน
หนึ่งในหาคนหรือ รอยละ 11.5 น้ันสูบบุหร่ีเปนเวลา 1 วันหรือมากกวา โดยนักเรียนชาย (รอยละ 18.2) สูบบุหร่ี
มากกวานักเรียนหญิง (รอยละ 5.6) และมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ผลการสํารวจยังพบวานักเรียน
รอยละ 14.6 ใชยาสูบรูปแบบตาง ๆ เชน ยาเสน บารุกุ หรือบุหร่ีไฟฟา เปนเวลาหน่ึงวันหรือมากกวานั้น ซึ่งพบ
ความชกุ ในกลมุ นกั เรยี นชายมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 22.3 และรอ ยละ 7.7 ตามลาํ ดบั ) สาํ หรบั การใชบ หุ รไ่ี ฟฟา
พบวา โดยรวมนักเรียน รอยละ 13.6 ใชบุหรี่ไฟฟา เปนเวลา 1 วันหรือมากกวานั้น ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ
โดยพบการใชบุหร่ีไฟฟาในกลุมนักเรียนชาย (รอยละ 18.7) มากกวาในกลุมนักเรียนหญิง (รอยละ 8.9 และในกลุม
นกั เรยี นทสี่ บู บหุ ร่ี พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 81.4 ไดพ ยายามเลกิ สบู บหุ รใ่ี นชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ ซงึ่ ความพยายาม
ในการเลิกบุหร่ีของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงไมมีความแตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ

การสบู บหุ รข่ี องบดิ ามารดาและผปู กครอง โดยรวมแลว พบวา นกั เรยี นเกอื บครง่ึ (รอ ยละ 44.1) ใหข อ มลู
วา มีคนสูบบุหร่ีอยูในสถานที่เดียวกับนักเรียน อยางนอย 1 วันหรือมากกวา ในระหวาง 7 วันกอนการสํารวจ และ
ยงั พบวา เกอื บครงึ่ หนง่ึ ของนกั เรยี นมพี อ แมห รอื ผปู กครอง ทใ่ี ชย าสบู (รอ ยละ 43) โดยพบวา ไมม คี วามแตกตา งอยา งมี
นยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวางขอ มูลในกลมุ นักเรียนชายและนักเรยี นหญงิ (รอ ยละ 40.3 และ รอ ยละ 45.4 ตามลาํ ดับ)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 31
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตารางที่ 4.8 แสดงขอ มูลพฤติกรรมการสบู บุหรแี่ ละการใชยาสูบในรปู แบบอ่ืน ๆ ของนกั เรียน จาํ แนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนักเรียนท่สี ูบบหุ รีค่ ร้ังแรก 70.4 74.1 62.4
กอนอายุ 14 ป หรือนอ ยกวา นน้ั (65.6 - 74.9) (67.4 - 79.8) (55.3 - 69.1)
(ในกลุมของนกั เรยี นทีเ่ คยสบู บุหร่)ี

รอยละของนกั เรยี นที่สบู บหุ ร่ี (เปน เวลา 1 วนั 11.5 18.2 5.6
หรือมากกวานน้ั ในระหวาง 30 วัน (9.7 - 13.5) (15.3 - 21.4) (4.1 - 7.4)
กอ นการสํารวจ)
รอ ยละของนักเรียนที่ปจ จุบนั ใชยาสบู 14.6 22.3 7.7
รปู แบบตา ง ๆ เชน ยาเสน บารุกุ หรือ (12.2 - 17.2) (18.8 - 26.3) (5.8 - 10.1)
บหุ ร่ไี ฟฟา เปน เวลา 1 วนั หรอื มากกวา น้ัน
ในระหวาง 30 วัน กอนการสาํ รวจ 13.6 18.7 8.9
รอยละของนกั เรยี นที่ใชบหุ ร่ีไฟฟา (11.0-16.8) (15.2 – 22.8) (6.6 – 12.0)
(เปนเวลา 1 วันหรอื มากกวา น้นั
ในระหวาง 30 วนั กอนการสาํ รวจ) 80.4 83.8
(75.6 - 84.5) (73.8 - 90.5)
รอยละของนกั เรยี นทสี่ ูบบุหรเ่ี คยพยายาม 81.4
เลกิ สูบบหุ ร่ใี นระหวาง 12 เดอื น (78.1 - 84.4) 44.3 44.0
กอ นการสาํ รวจ (40.8 - 47.8) (41.5 - 46.5)

รอ ยละของนักเรียนทร่ี ะบวุ ามคี นสบู บหุ รี่ 44.1 40.3 45.4
อยใู นสถานทเ่ี ดยี วกบั นกั เรยี น (42.0 - 46.1) (37.3 - 43.5) (41.6 - 49.4)
(ในระหวาง 7 วนั กอ นการสํารวจ)
รอ ยละของพอแมห รอื ผปู กครองของนักเรียน 43.0
ที่ใชยาสูบ (ยาสบู ทกุ ประเภท) (40.1 - 46.0)

*ระดับความเช่ือม่ัน 95%

4.2.6 การด่ืมเคร่อื งด่ืมท่ีมแี อลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด

ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมการดมื่ เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอลแ ละการใช
สารเสพตดิ ของนกั เรยี น แบง การวเิ คราะหอ อกเปน 4 ประเดน็ ตา งๆ ไดแ ก (1) ความชกุ การดม่ื เครอื่ งดมื่ ทมี่ แี อลกอฮอลแ ละ
การใชส ารเสพตดิ (2) การเขา ถงึ ผลติ ภณั ฑท มี่ เี ครอื่ งดม่ื แอลกอฮอล (3) ความมนึ เมาและผลกระทบจากการดมื่ เครอ่ื งดม่ื
ท่ีมีแอลกอฮอล และ (4) ความชกุ ของการใชสารเสพติด โดยแตล ะประเดน็ มขี อมลู รายละเอียด ดงั นี้

32 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ความชกุ ของการดมื่ เครอ่ื งดม่ื ทมี่ แี อลกอฮอล ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยดม่ื เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล มนี กั เรยี น
มากกวาคร่ึง (รอยละ 52.5) ที่ด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอลครั้งแรกต้ังแตกอนอายุ 14 ป และพบความแตกตางอยางมี
นัยสําคัญระหวางนักเรียนชายและนักเรียนหญิง (รอยละ 60.3 และรอยละ 45.9) โดยรวมแลว พบวา นักเรียน
เกือบหนึ่งในสาม หรอื รอยละ 29.1 ดม่ื เคร่ืองด่ืมท่ีมแี อลกอฮอลอยา งนอย 1 แกว ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 30 วนั
กอนการสํารวจ ความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในกลุมนักเรียนชาย (รอยละ 28.8) และนักเรียนหญิง
(รอยละ 29.4) มสี ัดสว นไมแตกตา งกันอยางมีนัยสาํ คัญทางสถิติ

การเขา ถงึ ผลติ ภณั ฑเ ครอ่ื งดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอล ในกลมุ นกั เรยี นทด่ี มื่ เครอื่ งดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอลใ นชว ง 30 วนั
กอนการสํารวจนั้น พบวา รอยละ 15.1 ของนักเรียนไดรับแอลกอฮอลจากเพ่ือน และนักเรียนรอยละ 38.9 จะดื่ม
เครื่องด่ืมแอลกอฮอลเม่ือไดรับจากเพ่ือนสนิท โดยพบในนักเรียนหญิง (รอยละ 43.3) มากกวานักเรียนชาย
(รอ ยละ 33.8) และมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ

ความมึนเมาและผลกระทบจากการด่ืมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล จากการวิเคราะหขอมูลพบวา
นักเรียนเกือบหน่ึงในหา (รอยละ 16.6) ใหขอมูลวาเคยมีอาการเมาคาง รูสึกปวยมีปญหากับครอบครัวหรือเพ่ือน
อันเปนผลจากการดื่มแอลกอฮอลในชวงชีวิตที่ผานมา และ รอยละ 30.5 ของนักเรียน ใหขอมูลวาดื่มแอลกอฮอล
จํานวนมากจนมีอาการเมามาก ๆ 1 ครั้งหรือมากกวาในชวงชีวิตท่ีผานมา (นักเรียนชาย รอยละ 29.2 และ
นักเรียนหญงิ รอ ยละ 31.5) ไมม ีความแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ

ความชกุ ของการใชส ารเสพตดิ ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยใชส ารเสพตดิ ใหข อ มลู วา เรม่ิ ใชส ารเสพตดิ ครง้ั แรก
กอ นอายุ 14 ปห รอื นอ ยกวา สงู ถงึ รอ ยละ 72.9 ความชกุ ของการเรมิ่ ใชส ารเสพตดิ นน้ั ไมแ ตกตา งกนั ในกลมุ นกั เรยี นชาย
และนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 74.0 และรอ ยละ 69.6) ผลการสาํ รวจโดยรวมพบวา นกั เรยี นรอ ยละ 7.0 เคยสบู กญั ชาแลว
อยา งนอ ยหนงึ่ ครงั้ ในชวี ติ ของพวกเขาหรอื มากกวา โดยนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 11.8) จะมกี ารสบู กญั ชามากกวา นกั เรยี นหญงิ
(รอ ยละ 2.8) และในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา รอ ยละ 4.9 ของนกั เรยี นมกี ารใชก ญั ชาอยา งนอ ย 1 ครง้ั
หรือมากกวา นอกจากนี้ยังพบขอมูลวา นักเรียนรอยละ 3.7 เคยเสพสารเสพติดแอมเฟตามีน (ยาบา) หรือ
เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ) หนึ่งครั้งในชีวิตหรือมากกวา โดยพบวา นักเรียนชายจะมีการใชสารเสพติดแอมเฟตามีน
(ยาบา ) หรอื เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ) มากกวานกั เรียนหญิง (รอยละ 6.1 และ รอ ยละ 1.5) ตามลาํ ดับ

ตารางที่ 4.9 แสดงขอมูลการด่มื เคร่ืองดื่มท่มี ีแอลกอฮอล และการใชสารเสพตดิ อืน่ จาํ แนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ

(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนกั เรยี นเรม่ิ ดม่ื เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล 52.5 60.3 45.9
คร้งั แรก นอกจากการจบิ เพียงเล็กนอย (48.1 - 56.8) (54.8 - 65.6) (41.0 - 50.9)
กอ นอายุ 14 ป หรือนอ ยกวา (ในกลมุ
ของนกั เรียนที่เคยด่มื เครือ่ งด่มื แอลกอฮอล)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 33
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ

รอ ยละของนกั เรยี นดม่ื เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล (CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
อยา งนอ ย 1 แกว ตงั้ แต 1 วนั หรอื มากกวา
(ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ) 29.1 28.8 29.4
(26.8 - 31.5) (25.7 - 32.0) (26.1 - 33.0)

รอ ยละของนกั เรยี นทไ่ี ดร บั แอลกอฮอล 15.1 15.3 14.9
จากเพอื่ นในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ (13.4 - 17.1) (12.5 - 18.5) (12.9 - 17.2)
รอ ยละของนกั เรยี นทด่ี มื่ เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล
เมอ่ื ไดร บั จากเพอ่ื นสนทิ 38.9 33.8 43.3
รอ ยละของนกั เรยี นเคยมอี าการเมาคา ง (36.5 - 41.3) (30.6 - 37.2) (40.3 - 46.3)
รสู กึ ปว ยมปี ญ หากบั ครอบครวั หรอื เพอื่ น
อนั เปน ผลจากการดม่ื แอลกอฮอล 16.6 16.1 17.0
ในชว งชวี ติ ทผี่ า นมา (14.9 - 18.5) (14.2 - 18.3) (14.6 - 19.8)
รอ ยละของนกั เรยี นดมื่ แอลกอฮอลจ าํ นวนมาก
จนมอี าการเมามาก ๆ 1 ครงั้ หรอื มากกวา นน้ั 30.5 29.2 31.5
ในชว งชวี ติ ทผี่ า นมา (27.7 - 33.3) (26.0 - 32.8) (27.8 - 35.4)

รอ ยละของนกั เรยี นเรม่ิ ใชส ารเสพตดิ ครงั้ แรก 72.9 74.0 69.6
กอ นอายุ 14 ป หรอื นอ ยกวา (ในกลมุ นกั เรยี น (67.0 - 78.1) (67.2 - 79.8) (59.9 - 77.9)
ทเ่ี คยใชส ารเสพตดิ )

รอ ยละของนกั เรยี นทใ่ี ชก ญั ชาอยา งนอ ย 1 ครง้ั 4.9 8.1 2.1
หรอื มากกวา ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ (3.7 - 6.6) (5.8 - 11.1) (1.5 - 3.0)

รอ ยละของนกั เรยี นใชก ญั ชา จาํ นวน 1 ครง้ั 7.0 11.8 2.8
หรอื มากกวา นน้ั ในชว งชวี ติ ทผ่ี า นมา (5.6 - 8.8) (9.1 - 15.2) (2.1 - 3.9)

รอ ยละของนกั เรยี นใช แอมเฟตามนี (ยาบา ) 3.7 6.1 1.5
เมทแอมเฟตามนี (ยาไอซ) จาํ นวน 1 ครง้ั (2.8 - 5.0) (4.3 - 8.8) (1.2 - 1.9)
หรอื มากกวา นนั้ ในชว งชวี ติ กอ นการสาํ รวจ

*ระดับความเชือ่ มน่ั 95%

34 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

4.2.7 พฤตกิ รรมทางเพศ

ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมทางเพศและการปอ งกนั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธ
ของนกั เรยี น แบง การวเิ คราะหอ อกเปน 2 ประเดน็ ไดแ ก (1) พฤตกิ รรมทางเพศของเดก็ นกั เรยี น และ (2) การปอ งกนั
ระหวา งมเี พศสมั พนั ธ โดยแตล ะประเดน็ มรี ายละเอยี ด ดงั นี้

พฤตกิ รรมทางเพศ ผลสาํ รวจพบวา นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 19.8) เคยมเี พศสมั พนั ธ โดยที่
สดั สว นนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 23.8) เคยมเี พศสมั พนั ธม ากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 16.7) อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ สาํ หรบั
ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยมเี พศสมั พนั ธ นกั เรยี นรอ ยละ 29.8 มปี ระสบการณก ารมเี พศสมั พนั ธก อ นอายุ 14 ป โดยนกั เรยี นชาย
มสี ดั สว นการมเี พศสมั พนั ธก อ นอายุ 14 ป มากกวา นกั เรยี นหญงิ อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (รอ ยละ 39 และ รอ ยละ 18.5
ตามลาํ ดบั ) โดยมากกวา รอ ยละ 73.4 ของนกั เรยี นระบวุ า นกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งการมเี พศสมั พนั ธค รง้ั แรก

การปองกันระหวางมีเพศสัมพันธ นักเรียนรอยละ 7.8 ใหขอมูลวาในชวงชีวิตที่ผานมา
เคยมีเพศสัมพันธกับคูนอนจํานวนสองคนหรือมากกวา ซ่ึงพบในกลุมนักเรียนชาย (รอยละ 10.5) มากกวา
กลุมนักเรียนหญิง (รอยละ 5.5) สําหรับนักเรียนท่ีเคยมีเพศสัมพันธน้ัน ใหขอมูลวา มีการใชถุงยางอนามัยระหวาง
มเี พศสมั พนั ธค รงั้ ลา สดุ อยทู ี่ รอ ยละ 69 โดยความชกุ ของการใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธค รง้ั ลา สดุ ในกลมุ
นักเรียนชายและนักเรียนหญิงไมแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ และ นักเรียนเกือบสองในหาคน (รอยละ 37.8)
ระบวุ า เคยมเี พศสมั พนั ธก บั คนู อน หลงั จากการดมื่ เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอลแ ละมอี าการเมา โดยมสี ดั สว นในกลมุ นกั เรยี นชาย
(รอยละ 43.5) มากกวาในกลุมนักเรียนหญิง (รอยละ 33.8) นอกจากนี้พบวา เกือบครึ่งหน่ึงของนักเรียนหรือคูนอน
ใชว ธิ คี มุ กาํ เนดิ วธิ อี น่ื นอกเหนอื จากการใชถ งุ ยางอนามยั (รอ ยละ 51.9) ซง่ึ ไมม คี วามแตกตา งกนั ระหวา งกลมุ นกั เรยี นชาย
(รอ ยละ 49.0) และกลมุ นักเรยี นหญงิ (รอ ยละ 55.4)

ตารางท่ี 4.10 แสดงขอมูลพฤตกิ รรมการมเี พศสมั พันธข องนักเรียน จาํ แนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)*
รอ ยละของนักเรยี นเคยมเี พศสมั พนั ธ ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
19.8
(18.1 - 21.7) 23.8 16.7
(20.6 - 27.3) (14.8 - 18.6)

รอยละของนกั เรยี นเรม่ิ มเี พศสัมพันธคร้ังแรก 29.8 39.0 18.5
กอนอายุ 14 ป หรอื นอยกวา (23.4 - 37.2) (29.9 - 48.9) (12.6 - 26.3)
(ในกลุมของนกั เรียนท่เี คยมีเพศสมั พนั ธ)

รอ ยละของนกั เรยี นเคยมเี พศสัมพนั ธ 7.8 10.5 5.5
กับคูน อนจาํ นวน 2 คน หรือมากกวาน้นั (6.6 - 9.2) (8.6 - 12.7) (4.0 - 7.6)
ในชว งชีวิตท่ผี านมา
รอ ยละของนกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ งุ ยางอนามยั 73.4 70.6 76.6
ระหวา งการมีเพศสัมพนั ธคร้งั แรก (68.6 - 77.6) (64.2 - 76.2) (71.2 - 81.2)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 35
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)*
ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ งุ ยางอนามยั 69.0 70.8 66.9
ระหวางการมีเพศสัมพนั ธค รง้ั ลา สดุ (62.7 - 77.7) (59.7 - 73.3)
(63.0 - 74.4)

รอยละของนักเรยี นทใี่ ชถุงยางอนามยั 55.1 54.6 56.4
เปนประจาํ เสมอระหวา งการมีเพศสัมพนั ธ (49.5 - 60.6) (47.7 - 61.3) (50.0 - 62.6)

รอยละของนักเรยี นหรอื คูนอน 51.9 49.0 55.4
ใชว ิธคี มุ กําเนิดวิธอี ่นื นอกเหนอื จาก (46.1 - 57.6) (42.2 - 55.8) (47.1 - 63.5)
การใชถุงยางอนามยั

รอ ยละของนกั เรยี นทเ่ี คยมเี พศสมั พนั ธก บั คนู อน 37.8 43.5 33.8
หลังจากการการดื่มเครือ่ งดมื่ แอลกอฮอล (33.6 - 42.1) (36.7 - 50.6) (28.7 - 39.3)
และมอี าการเมา

*ระดับความเชอ่ื มน่ั 95%

4.2.8 กิจกรรมทางกาย

ขอมูลจากกลุมตัวอยาง การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่งของเด็ก
นักเรียนแบงการวิเคราะหออกเปน 2 ประเด็น ไดแก (1) กิจกรรมทางกายของนักเรียน และ (2) พฤติกรรมเนือยนิ่ง
โดยแตละประเด็นมีรายละเอียด ดังน้ี

กจิ กรรมทางกาย ผลการสาํ รวจขอ มลู พบวา รอ ยละ 31.0 ของนกั เรยี นไมท าํ กจิ กรรมทางกาย โดยพบใน
กลมุ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 32.8) มากกวา ในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 29.0) โดยรวมแลว พบวา มนี กั เรยี นไมถ งึ หนง่ึ ในหา คน
(รอ ยละ 18.3) ทม่ี กี จิ กรรมทางกายทร่ี วมแลว ไมน อ ยกวา วนั ละ 60 นาที เปน เวลา 5 วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอ นการสาํ รวจ ซง่ึ พบวา นกั เรยี นชายมสี ดั สว นทจ่ี ะมกี จิ กรรมทางกายมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 26.3 และ รอ ยละ
11.1 ตามลาํ ดบั ) และโดยรวมมนี กั เรยี นรอ ยละ 10.7 เทา นนั้ ทมี่ กี จิ กรรมทางกายตอ วนั ทรี่ วมแลว ไมน อ ยวา วนั ละ 60 นาที
ทกุ วนั ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 16.9) มสี ดั สว นการมกี จิ กรรมทางกายเพยี งพอ 7 วนั
ตอสปั ดาห เปน สัดสวนมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอยละ 5.2) นอกจากน้ยี ังพบวา นักเรยี น รอยละ 27.9 ใหข อ มูลวา
มกี จิ กรรมทางกายเพอ่ื ใหก ลา มเนอื้ แขง็ แรง เชน วดิ พน้ื ลกุ -นงั่ หรอื ยกนา้ํ หนกั เปน ตน เปน เวลา 3 วนั หรอื มากกวา
ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ ซง่ึ พบในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 38.7) มากกวา ในกลมุ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 18.2)

นอกจากนยี้ งั พบขอ มลู วา นกั เรยี นมากกวา ครง่ึ (รอ ยละ 59.8) ไมไ ดเ ดนิ หรอื ขจี่ กั รยาน ไป-กลบั ระหวา ง
บา นกบั โรงเรยี น ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ ซงึ่ กไ็ มพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ในประเดน็ นรี้ ะหวา งนกั เรยี น
ชาย (รอ ยละ 57.9) และ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 61.5) สาํ หรบั การเรยี นวชิ าพลศกึ ษา โดยรวมมนี กั เรยี นรอ ยละ 15.2 ให
ขอ มลู วา ไมไ ดเ ขา ชน้ั เรยี นพลศกึ ษาในแตล ะสปั ดาห โดยทน่ี กั เรยี นชาย (รอ ยละ 17.5) ไมไ ดเ ขา เรยี นวชิ าพลศกึ ษามากกวา
นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 13.1) นอกจากยงั ยงั พบวา นกั เรยี น รอ ยละ 13.5 ไดเ ขา ชนั้ เรยี นพลศกึ ษาเปน เวลา 3 วนั หรอื มากกวา
ตอ สปั ดาหโ ดยทนี่ กั เรยี นชาย (รอ ยละ 16.6) จะมสี ดั สว นการเขา ชนั้ เรยี นวชิ าพลศกึ ษามากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 10.7)

36 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

พฤตกิ รรมเนอื ยนง่ิ การวเิ คราะหข อ มลู ในภาพรวม พบวา ประมาณสองในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 64.7)
มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ต้ังแต 3 ชั่วโมงตอวัน หรือมากกวา (นั่งดูโทรทัศน นั่งเลนเกมสคอมพิวเตอร คุยกับเพ่ือน
นง่ั อา นหนงั สอื หรอื นงั่ คยุ โทรศพั ท) โดยพบในกลมุ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 69.7) มากกวา ในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 59.1)
สําหรับการนอนหลับของนักเรียน พบวา มีนักเรียนเพียง 1 ใน 4 (รอยละ 24.7) ใหขอมูลวาได นอนมากกวาหรือ
เทากับ 8 ชั่วโมงตอวัน (ในวันท่ีไปโรงเรียน) ซ่ึงไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวางนักเรียนชาย
และนักเรยี นหญิง

ตาราง 4.11 แสดงขอ มูลกจิ กรรมทางกายและพฤตกิ รรมเนอื ยนิง่ ของนักเรียน จําแนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ

(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอยละของนกั เรียนทไี่ มทาํ กิจกรรมทางกาย 31.0 29.0 32.8
ตลอด 7 วนั (28.3 - 33.9) (25.3 - 33.1) (29.4 - 36.5)

รอยละของนักเรียนมกี จิ กรรมทางกาย 18.3 26.3 11.1
ท่ีรวมแลวไมนอยกวา วันละ 60 นาที (22.8 - 30.0) (9.3 - 13.3)
เปนเวลา 5 วัน หรือมากกวา (ในระหวา ง 7 วนั (16.3 - 20.5)
กอ นการสาํ รวจ)

รอยละของนักเรียนมกี ิจกรรมทางกาย 10.7 16.9 5.2
ท่ีรวมแลว ไมน อ ยกวาวันละ 60 นาที ทกุ วนั (9.2 - 12.5) (13.8 - 20.4) (4.4 - 6.2)
(ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสํารวจ)

รอยละของนกั เรยี นที่มกี จิ กรรมทางกาย 27.9 38.7 18.2
เพ่อื ใหก ลา มเนื้อแข็งแรง เชน วดิ พ้นื ลกุ -นง่ั (25.9 - 29.9) (35.4 - 42.1) (16.5 - 20.0)
หรือยกน้าํ หนกั เปนตน 3 วนั หรอื มากกวา
(ในระหวาง 7 วนั กอ นสาํ รวจ) 57.9 61.5
(54.6 - 61.1) (56.1 - 66.6)
รอยละของนักเรียนไมไดเ ดนิ หรือขีจ่ ักรยานไป 59.8
หรือกลบั ระหวา งบานกับโรงเรียน (56.1 - 63.4) 17.5 13.1
ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ (14.8 - 20.5) (10.1 - 16.9)

รอยละของนกั เรยี นทไี่ มไ ดเ ขา ชน้ั เรียนเรียน 15.2 16.6 10.7
พลศึกษาในแตละสัปดาห (12.7 - 18.0) (14.7 - 18.7) (9.1 - 12.5)

รอ ยละของนกั เรียนไดเ ขาช้นั เรียนพลศึกษา 13.5
เปน เวลา 3 วนั หรือมากกวา ตอ สปั ดาห (12.1 - 15.0)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 37
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นมพี ฤตกิ รรมเนอื ยนงิ่
ตง้ั แต 3 ชวั่ โมงตอ วนั หรอื มากกวา 64.7 59.1 69.7
(นง่ั ดโู ทรทศั น นงั่ เลน เกมสค อมพวิ เตอร (61.3 - 68.0) (53.8 - 64.2) (66.3 - 72.8)
คยุ กบั เพอื่ น นง่ั อา นหนงั สอื หรอื นง่ั คยุ โทรศพั ท)

รอยละของนักเรยี นที่ใชเ วลานอน 24.7 24.8 24.7
มากกวา หรอื เทากบั 8 ชว่ั โมงตอวัน (21.5 - 28.3) (21.0 - 29.0) (20.8 - 29.0)
(ในวันที่ไปโรงเรยี น)

*ระดับความเชอ่ื มั่น 95%

4.2.9 ปัจจยั ปอ้ งกัน

ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกยี่ วกบั ปจ จยั ปอ งกนั แบง การวเิ คราะหอ อกเปน 3 ประเดน็
ไดแก (1) การขาดเรียน (2) ความเมตตาและชวยเหลือเกื้อกูลกัน และ (3) ความเอาใจใสจากพอแมหรือผูปกครอง
โดยแตล ะประเดน็ มรี ายละเอียด ดงั นี้

การขาดเรยี น จากการวเิ คราะหข อ มลู พบวา ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นหนง่ึ ในหา คน หรอื
รอ ยละ 20.1 ไมไ ดเ ขา เรยี นหรอื ไมไ ดไ ปโรงเรยี นโดยไมไ ดร บั อนญุ าต โดยนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 25.0) จะไมเ ขา ชนั้ เรยี น
หรือขาดเรยี นมากกวา นักเรยี นหญิง (รอ ยละ 15.8) อยางมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ

ความเมตตาและชวยเหลือเกื้อกูลกัน การวิเคราะหขอมูลจากกลุมตัวอยางพบวา ประมาณ 2 ใน 5
ของนักเรียนทั้งหมด (รอยละ 39.1) ที่ระบุวา นักเรียนสวนใหญในโรงเรียนมีจิตใจโอบออมอารี และชวยเหลือผูอื่น
บอ ยครงั้ หรอื เปน ประจาํ ในระหวา ง ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ โดยพบความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา ง
กลมุ นกั เรยี นชายและนักเรยี นหญิง (นกั เรียนชาย รอยละ 34.9 และนกั เรยี นหญิง รอยละ 42.6 ตามลาํ ดบั )

ความเอาใจใสจ ากพอ แมห รอื ผปู กครอง จากผลการสาํ รวจพบวา ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นไมถ งึ
หนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 16.9) รายงานวา พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นตรวจดวู า นกั เรยี น ทาํ การบา นเสรจ็ เรยี บรอ ยบอ ยครงั้
หรอื เปน ประจาํ และประมาณสองในหา ของนกั เรยี น (รอ ยละ 42.9) ใหข อ มลู วา พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นรจู รงิ
วา นกั เรยี นทาํ อะไรในเวลาวา งบอ ยครง้ั หรอื เปน ประจาํ นอกจากนย้ี งั พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 76.9 ทพ่ี อ แมห รอื ผปู กครอง
ของนกั เรยี น ไมเคยหรอื นานๆ ครัง้ ในการคนดสู ิ่งของของนักเรยี น กอ นการไดร บั อนุญาต สาํ หรับประเดน็ ดา นความ
เขาใจปญ หาและความกังวลใจของนักเรยี น พบวา ประมาณหนึง่ ในสี่ของนักเรียน (รอ ยละ 26.1) ระบุวา พอ แมห รือ
ผูปกครองของนักเรียนเขาใจปญหาและความกังวลใจของนักเรียนบอยครั้ง หรือเปนประจําในระหวาง 30 วัน
กอ นการสาํ รวจ และ ประมาณหนง่ึ ในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 35.8) ระบวุ า พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นชน่ื ชม
ใหก าํ ลังใจ และสนับสนุนนักเรยี นบอ ยคร้งั หรือเปน ประจํา ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ

38 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ตาราง 4.12 แสดงขอมลู ดา นปจจยั การปองกัน จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ

รอยละของนักเรียนไมไดเ ขาเรยี นหรือ (CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
ไมไ ดไ ปโรงเรียนโดยไมไดรบั อนุญาต
จาํ นวน 1 วนั หรือมากกกวา ใน 20.1 25 15.8
ระหวาง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ (17.6 - 22.9) (21.7 - 28.5) (13.1 - 18.8)

รอยละของนกั เรียนท่ีแสดงความคิดเหน็ วา 39.1 34.9 42.6
นักเรยี นสว นใหญใ นโรงเรยี นมีจิตใจ (36.7 - 41.5) (31.2 - 38.9) (39.6 - 45.6)
โอบออมอารี และชวยเหลอื ผอู ืน่ บอ ยคร้ัง
หรอื เปนประจําในระหวาง 30 วนั 16.9 17.9 16.0
กอ นการสาํ รวจ (15.4 - 18.6) (15.9 - 20.1) (13.8 - 18.5)
รอ ยละของพอ แมหรอื ผูปกครองของนกั เรียน
ไดต รวจดวู า นกั เรยี นทาํ การบา นเสรจ็ เรยี บรอ ย 26.1 23.3 28.4
บอ ยคร้ังหรือเปน ประจําในระหวา ง 30 วัน (23.9 - 28.4) (20.3 - 26.6) (26.2 - 30.7)
กอ นการสาํ รวจ
35.8 33.3 37.9
รอ ยละของพอ แมห รอื ผปู กครองของนักเรียน (33.8 - 37.8) (30.8 - 36.0) (35.7 - 40.1)
เขา ใจปญหาและความกงั วลใจของนกั เรียน
บอ ยครั้งหรือเปน ประจําในระหวาง 30 วัน 42.9 35.5 49.4
กอนการสํารวจ (40.6 - 45.3) (31.5 - 39.8) (46.9 - 51.9)
รอ ยละของพอ แมหรือผูปกครองของนกั เรียน
ช่นื ชม ใหก ําลังใจ และสนบั สนุนนักเรียน 76.9 75.2 78.5
บอ ยครัง้ หรอื เปนประจํา ในระหวา ง 30 วัน (75.4 - 78.3) (72.6 - 77.6) (76.6 - 80.3)
กอ นการสาํ รวจ
รอ ยละของพอ แมห รอื ผูป กครองของนกั เรยี น
รจู รงิ วา นักเรียนทําอะไรในเวลาวา งบอ ยครัง้
หรือเปน ประจาํ ในระหวาง 30 วนั
กอ นการสํารวจ
รอยละของพอแมห รือผปู กครองของนักเรยี น
ไมเคยหรอื นาน ๆ คร้งั ในการคนดสู ่ิงของ
ของนกั เรียน กอนการไดร ับอนญุ าต
ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ

*ระดับความเช่ือม่ัน 95%

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 39
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

4.2.10 การปฏิบัติตนเม่อื เกิดโรคระบาดเก่ียวกับระบบทางเดินหายใจ

ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วการปฏบิ ตั ติ นเมอื่ เกดิ โรคระบาดเกยี่ วกบั ระบบทางเดนิ
หายใจพบวา ในชว งสถานการณท เี่ กดิ โรคระบาดเกย่ี วกบั ระบบทางเดนิ หายใจ นกั เรยี น หนง่ึ ในสามคน (รอ ยละ 34.9)
ทท่ี าํ กจิ กรรมรว มกนั เชน เขา แถวเคารพธงชาติ ตอ ควิ ซอื้ อาหาร รบั ประทานอาหาร ฯลฯ จะมกี ารเวน ระยะหา งระหวา ง
บคุ คลอยา งนอ ย 1-2 เมตร บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ โดยนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ จะปฏบิ ตั ไิ มแ ตกตา งกนั (รอ ยละ
33.4 และรอยละ 36.2 ตามลําดับ) สําหรับเร่ืองการสวมหนากากผาหรือหนากากอนามัย พบวา รอยละ 70.6 ของ
นกั เรยี นจะสวมหนา กากผา หรอื หนา กากอนามยั บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ เมอ่ื เขา ไปในสถานทมี่ คี นจาํ นวนมากหรอื แออดั
โดยนักเรียนหญิง (รอยละ 78.6) จะปฏิบตั ิมากกวานักเรียนชาย (รอ ยละ 61.6) อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ

ตารางที่ 4.13 แสดงขอมูลดานการปฏบิ ัติตนเมอ่ื เกิดโรคระบาดเก่ยี วกบั ระบบทางเดินหายใจของนักเรียน
จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564

ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ

(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*

รอ ยละของนกั เรยี นทที่ าํ กจิ กรรมรวมกนั 34.9 33.4 36.2
เชน เขาแถวเคารพธงชาติ ตอควิ ซอ้ื อาหาร (31.9 - 38.0) ( 29.9 - 37.2) (32.8 - 39.6)
รับประทานอาหาร ฯลฯ โดยจดั ระยะหา ง
ระหวา งบุคคลอยางนอ ย 1-2 เมตร บอยครง้ั
และเปน ประจาํ ในชวงสถานการณทีเ่ กดิ
โรคระบาดเก่ียวกับระบบทางเดนิ หายใจ

รอ ยละของนกั เรยี นไดส วมหนากากผา 70.6 61.6 78.6
หรอื หนา กากอนามยั บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ (67.3 - 73.6) (56.3 - 66.6) (75.2 - 81.6)
เมอ่ื เขา ไปในสถานทม่ี คี นจาํ นวนมากหรอื แออดั

*ระดับความเช่ือมัน่ 95%

40 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ส่วนที่ 5

การอภิปราย

5.1 การอภิปรายผลการสํารวจ

5.1.1 ภาวะน�าหนักเกินและพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร

การสาํ รวจในครงั้ น้ี พบวา เดก็ นกั เรยี นไทยหนงึ่ ในหา คนมภี าวะนาํ้ หนกั เกนิ และ เดก็ นกั เรยี น รอ ยละ 6.8
มภี าวะอว น ซง่ึ พบวา นกั เรยี นชายมภี าวะนาํ้ หนกั เกนิ และอว นมากกวา นกั เรยี นหญงิ ภาวะนาํ้ หนกั เกนิ ในเดก็ นน้ั เปน
ปจจัยเส่ียงตอโรคไมติดตอเร้ือรังตาง ๆ อีกท้ังยังมีความสัมพันธกับการเกิดโรคอวน และการเสียชีวิตกอนวัยอันควร
และทุพพลภาพในชวงวัยผูใหญ นอกจากน้ัน เด็กท่ีมีภาวะอวนนั้นสงผลกระทบตอท้ังสุขภาพจิตและสุขภาพกาย
เชน การหายใจลาํ บาก ภาวะความดนั โลหติ สงู ภาวะดอ้ื ตอ อนิ ซลู นิ เปน ตน (World Health Organization Obesity
and overweight: factsheet (https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight.)

ในสวนของพฤตกิ รรมการบริโภคอาหาร พบวา มีนักเรยี นไมถงึ หน่ึงในหา คน (รอ ยละ 18.2) ท่ีระบวุ า
รบั ประทานผลไมเ ปน ประจาํ (2 ครง้ั ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 7 วนั ทผ่ี า นมา) และเปน ไปในทางเดยี วกนั มนี กั เรยี น
เพียงรอยละ 15.3 ระบุวาไดทานผักเปนประจํา (3 คร้ังตอวัน หรือมากกวาในชวง 7 วันท่ีผานมา) ในขณะท่ี
นักเรียนสองในหาคน (รอยละ 39.3) รับประทานอาหารจากรานอาหารอาหารฟาสตฟูด เชน รานแฮมเบอรเกอร
โรงอาหารโรงเรยี น หรอื ตลาด เปน ประจาํ (จาํ นวน 3 วนั หรอื มากกวา ในชว ง 7 วนั ทผ่ี า นมา) และหนง่ึ ในสามของนกั เรยี น
(รอ ยละ 34.6) ดม่ื นาํ้ อดั ลม เปน ประจาํ (จาํ นวน 1 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั ทผ่ี า นมา) จากผลการสาํ รวจ
ชีใ้ หเหน็ วา เด็กนกั เรยี นมกี ารบริโภคผกั และผลไมค อ นขา งจาํ กัด แตบรโิ ภคอาหารที่มพี ลังงาน ไขมัน และน้าํ ตาลสูง
คอ นขางบอ ย ซงึ่ เปน สาเหตุสวนหนงึ่ ของภาวะนา้ํ หนักเกนิ และอว นในเด็ก

ภาวะนํ้าหนักเกินและอวนในเด็กนั้นเกิดจากความไมสมดุลยของการไดรับพลังงานจากอาหารและ
การใชพลังงาน เน่ืองจากรับประทานอาหารพลังงานสูง (ไขมันและนํ้าตาลสูง) และมีกิจกรรมทางกายไมเพียงพอ
ซง่ึ ภาวะนาํ้ หนกั เกนิ ไมไ ดเ กดิ จากพฤตกิ รรมของเดก็ เพยี งอยา งเดยี ว แตย งั เกย่ี วกบั การเปลยี่ นแปลงของเศรษฐกจิ และ
สงั คม และนโยบายของประเทศในดา นตา งๆ เชน เกษตร คมนาคม อาหารแปรรปู การทาํ การตลาด และการใหค วามรู
(https://www.who.int/news-room/questions-and-answers/item/noncommunicable-diseases-
childhood-overweight-and-obesity)

นอกจากปจจัยทางพันธุกรรมแลว ภาวะอวนในเด็กและวัยรุนยังเก่ียวกับปจจัยทางสังคมท่ีเปลี่ยนไป
เชน เศรษฐสถานะของผปู กครอง ถน่ิ ทอ่ี ยู (ในเมอื งและชนบท) การไดร บั สอ่ื โฆษณาและกจิ กรรมการตลาดเพอื่ สง เสรมิ
การบรโิ ภคอาหารพลงั งานสงู และพฤตกิ รรมทไ่ี มด ตี อ สขุ ภาพ และการมพี ฤตกิ รรมเนอื ยนง่ิ (Teerawattananon, Y.
and A. Luz. 2017. Obesity in Thailand. ADBI Working Paper 703. Tokyo: Asian Development Bank Institute.
Available: https://www.adb.org/publications/obesity-thailand-and-its-economic-cost-estimation)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 41
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ปญ หาภาวะนา้ํ หนกั เกนิ และอว นในเดก็ นนั้ เปน ปญ หาระดบั สงั คมทซ่ี บั ซอ น จงึ ตอ งการมาตรการระดบั
ประชากรจากหลายภาคสว น เชน นโยบายเพมิ่ การบรโิ ภคผกั และผลไมใ นโครงการอาหารกลางวนั และการหา มขายหรอื
แจกอาหารทมี่ โี ภชนาการไมเ หมาะสมในโรงเรยี น การควบคมุ การขายอาหารและเครอ่ื งดม่ื ทม่ี โี ภชนาการไมเ หมาะสม
บริเวณรอบโรงเรียน การมีกฎหมายควบคุมการทําการตลาดอาหารและเครื่องดื่มท่ีไมเหมาะสมสําหรับเด็ก เปนตน

5.1.2 สุขอนามยั ส่วนบุคคล

จากผลการสํารวจในป 2564 พบวา พฤติกรรมดานสุขอนามัยสวนบุคคลของนักเรียนอยูในระดับดี
นักเรียนสี่ในหาคน (รอยละ 83) ทําความสะอาดหรือแปรงฟนเปนประจํา (อยางนอย 2 คร้ังตอวันหรือมากกวา)
มนี กั เรยี นหนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 12.4) ทไี่ มเ คยลา งมอื หรอื ลา งบา งนาน ๆ ครงั้ กอ นรบั ประทานอาหาร และนกั เรยี น
รอยละ 5.7 ระบุวาไมเคยลางมือหรือลางบางนาน ๆ ครั้ง หลังการใชสวม แตอยางไรก็ดี นักเรียนหนึ่งในหาคน
(รอยละ 12.2) ระบุวาไมเคยใชสบลู างมอื หรือใชบ า งนาน ๆ ครง้ั

ในชวงการระบาดของโรคโควิด 19 การปฎิบัติตามมาตรการปองกันระดับบุคคลอยางเครงครัด เชน
การลางมือใหสะอาดดวยนํ้าและสบูเปนเวลาอยางนอย 20 วินาที เปนสวนหน่ึงของปจจัยที่จะชวยปองกัน
การตดิ เชอื้ โควดิ 19 ได (Alzyood M, Jackson D, Aveyard H, Brooke J. COVID-19 reinforces the importance
of handwashing. J Clin Nurs. 2020;29(15-16):2760-2761. doi:10.1111/jocn.15313) ดังนั้น ในโรงเรียน
และสถานท่ีท่ีมีเด็กอยูรวมกัน จึงควรจัดใหมีสถานที่ อุปกรณ และสงเสริมใหนักเรียนทุกคนลางมือดวยนํ้าและสบู
ใหส ะอาดทกุ คร้ัง เปนประจาํ ทัง้ กอนรบั ประทานอาหาร หลงั ใชส ว ม และหลังการสมั ผัสจดุ สมั ผสั รว มตา ง ๆ เปนตน

5.1.3 ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเ่ จตนา

ในการสาํ รวจครงั้ นพ้ี บวา นกั เรยี นเกอื บหนงึ่ ในหา (รอ ยละ 18.2) คนถกู ทาํ รา ยรา งกายอยา งนอ ย 1 ครงั้
หรือมากกวาในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ ซึ่งนักเรียนชายนั้นถูกทํารายมากกวานักเรียนหญิง ประมาณครึ่งหน่ึง
ของนักเรียน (รอยละ 52.6) เคยไดรับบาดเจ็บรุนแรง 1 คร้ังหรือมากกวา ในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ โดยพบ
วา นกั เรยี นชายจะไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงบอ ยครงั้ กวา นกั เรยี นหญงิ นอกจากนนั้ ในกลมุ นกั เรยี นทไี่ ดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง
พบวา นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในส่ี (รอ ยละ 27.3) นน้ั ไดร บั บาดเจบ็ ทรี่ นุ แรงทสี่ ดุ จากอบุ ตั เิ หตทุ างรถยนตห รอื ถกู ชนโดยรถยนต

เมอ่ื พจิ ารณาปจ จยั เสยี่ งทกี่ อ ใหเ กดิ การบาดเจบ็ จากอบุ ตั เิ หตทุ างถนน พบวา มคี วามนา กงั วลในหลาย ๆ
ประเดน็ เชน เกอื บครงึ่ หนง่ึ ของนกั เรยี น (รอ ยละ 42.3) ระบวุ า ไมเ คยหรอื นานๆ ครงั้ ทจ่ี ะใชเ ขม็ ขดั นริ ภยั เมอื่ นงั่ รถยนต
หรือพาหนะอื่นในชวง 30 วันกอนการสํารวจ มีนักเรียนเพียงคร่ึงเดียว (รอยละ 50.7) ที่ระบุวาสวมหมวกนิรภัย
ขณะขบั ขจ่ี กั รยานยนตเ ปน ประจาํ ซงึ่ อตั ราการใชเ ขม็ ขดั นริ ภยั เมอื่ นงั่ รถยนตห รอื พาหนะอนื่ และการสวมหมวกนริ ภยั
ขณะขบั ขจี่ กั รยานยนตน นั้ ไมแ ตกตา งกนั ระหวา งนกั เรยี นชายแหละหญงิ นอกจากนน้ั นกั เรยี นหนงึ่ ในหา คน (รอ ยละ 19.5)
เคยโดยสารรถยนตหรือพาหนะอื่นท่ีขับข่ีโดยคนท่ีดื่มแอลกอฮอล ซ่ึงพบในกลุมนักเรียนชายมากกวานักเรียนหญิง

42 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

ในประเทศไทยพบวา หนง่ึ ในสข่ี องการเสยี ชวี ติ จากอบุ ตั เิ หตทุ างถนนนนั้ เกดิ ขน้ึ ในกลมุ เดก็ และเยาวชน
อายุ 15-24 ป และสวนใหญสามในสี่ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนนั้นเกิดจากการใชรถจักรยานยนต
(World Health Organization. Road traffic deaths and injuries in Thailand; https://cdn.who.int/media/
docs/default-source/thailand/roadsafety/overview-en-final-25-7-19.pdf?sfvrsn=f9d7a862_2) และ
จากการศึกษาความสูญเสียทางเศรษฐกิจท่ีเกิดจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยในกลุมอายุตาง ๆ พบวา
กลุมอายุ 16-25 ปกอใหเกิดความสูญเสียทางเศรฐกิจสูงท่ีสุด ทั้งในดานจํานวนผูบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
(Chaturaphat Chantith, Chompoonuh K. Permpoonwiwat, Bertrand Hamaide, Measure of
productivity loss due to road traffic accidents in Thailand, IATSS Research, Volume 45, Issue 1, 2021,
Pages 131-136, ISSN 0386-1112, https://doi.org/10.1016/j.iatssr.2020.07.001.) ดังน้ันจึงจําเปนอยางยิ่ง
ที่จะตอ งมีการบังคบั ใชก ฎหมายท่เี กยี่ วชองอยางเครงครัด เพอ่ื ปกปอ งเด็กและเยาวชนจากการเสียชีวิตและบาดเจบ็
จากอบุ ัตเิ หตทุ างถนน และนักเรียนควรไดรบั การสอนในโรงเรยี นเรื่องความปลอดภัยในการใชรถใชถ นนดว ย

5.1.4 สุขภาพจติ

ในการสํารวจ GSHS ครั้งนี้พบวา นักเรียนถึงเกือบหนึ่งในหาคน (รอยละ 18.9) มีความรูสึกอางวาง
โดดเดย่ี วบอ ยครง้ั และมคี วามวติ กกงั วลจนนอนไมห ลบั เปน ประจาํ (รอ ยละ 16) ในชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจและ
ถงึ แมน กั เรยี นกวา ครงึ่ จะระบวุ า ไดร บั การสอนในชน้ั เรยี นเกย่ี วกบั อาการทแี่ สดงถงึ ภาวะซมึ เศรา และพฤตกิ รรมเสยี่ ง
ตอการฆาตัวตาย (รอยละ 46.1) และ การจัดการความเครียด (รอยละ 51.7) แตนักเรียน รอยละ 17.4 ก็ยังเคย
มีความคิดจริงจังในการพยายามฆาตัวตาย (รอยละ 17.4) ในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ จากสถิติในระดับโลก
พบวา ภาวะซึมเศรา วิตกกังวล และความผิดปกติทางพฤติกรรมนั้นเปนสาเหตุอันดับตน ๆ ของการเจ็บปวยและ
ทุพพลภาพในกลุมเยาวชน และการฆาตัวตายนั้นเปนสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 4 ของกลุมอายุ 15-19 ปเด็กและ
เยาวชนทม่ี ภี าวะทางสขุ ภาพจติ นนั้ เสยี่ งทจ่ี ะถกู กดี กนั ทางสงั คม ตตี รา เลอื กปฏบิ ตั ิ กลา ลองกลา เสยี่ ง เจบ็ ปว ยทางกาย
และโดนละเมิดสิทธิ (World Health Organization. Adolescent mental health; https://www.who.int/
news-room/fact-sheets/detail/adolescent-mental-health)

5.1.5 การสูบบุหรี่

การสํารวจ GSHS คร้ังนี้พบวา นักเรียนหนึ่งในหาคน (รอยละ 10.4) น้ันสูบบุหรี่เปนเวลา 1 วัน
หรือมากกวา ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ ซึ่งกลุมนักเรียนชายนั้นสูบมากกวานักเรียนหญิง และพบวานักเรียน
รอ ยละ 70.4 ลองสบู บหุ รค่ี รงั้ แรก กอ นอายุ 14 ปห รอื นอ ยกวา นนั้ และถงึ แมว า ประเทศไทยจะมกี ฎหมายหา มนาํ เขา
และขายบุหรี่ไฟฟา ตามประกาศกระทรวงพาณิชย เรื่อง กําหนดใหบารากู และบารากูไฟฟาหรือบุหรี่ไฟฟา
เปน สนิ คา ตอ งหา มในการนาํ เขา มาในราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2557 และ บหุ รไ่ี ฟฟา ยงั เปน สนิ คา ทหี่ า มขายหรอื ใหบ รกิ าร
ตามคําสั่งคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค ที่ 9/2558 แตจากการสํารวจในป 2564 พบวา ภาพรวมของนักเรียน
หน่ึงในเจ็ดคน (รอยละ 14.6) ใชบุหรี่ไฟฟา เปนเวลา 1 วันหรือมากกวานั้น ในระหวาง 30 วัน กอนการสํารวจ
ซึ่งอัตราการใชบุหร่ีไฟฟานั้นพบในกลุมนักเรียนชายมากกวานักเรียนหญิง ดังนั้น หนวยงานท่ีเก่ียวของจึงควร

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 43
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

เพ่ิมการบังคับใชกฎหมายอยางเครงครัด โดยเฉพาะการขายบุหร่ีไฟฟาทางออนไลน และเพ่ิมการใหความรูเรื่อง
ของภัยของบุหรี่ไฟฟาตอสุขภาพของผูสูบและคนรอบตัว แกนักเรียน ผูปกครอง และสาธารณชนอยางตอเนื่อง
(Patanavanich R, Aekplakorn W, Glantz SA, Kalayasiri R. Use of E-Cigarettes and Associated Factors
among Youth in Thailand. Asian Pac J Cancer Prev. 2021;22(7):2199-2207. Published 2021 Jul 1.
doi:10.31557/APJCP.2021.22.7.2199)

5.1.6 การด่ืมเคร่อื งด่ืมท่ีมแี อลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด

การใชบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล และการสารเสพติดในกลุมนักเรียนยังคงเปนปญหาท่ีนากังวล
ในหลาย ๆ ปจ จยั ถงึ แมว า ประเทศไทยจะมกี ารประกาศใชก ฎหมายทคี่ วบคมุ เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล และการใชส ารเสพตดิ
มาหลายทศวรรษ แตใ นการสาํ รวจครง้ั นี้ ยงั พบวา นกั เรยี นสองในเจด็ คน (รอ ยละ 29.1) ดม่ื เครอ่ื งดมื่ ทมี่ แี อลกอฮอล
อยา งนอ ยหนงึ่ แกว ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ ซง่ึ ความชกุ ของการดมื่ เครอื่ งดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอลน น้ั
ไมต า งกนั ระหวา งนกั เรยี นชายและหญงิ สาํ หรบั ในกลมุ นกั เรยี นทดี่ ม่ื เครอื่ งดม่ื ทมี่ แี อลกอฮอลน นั้ นกั เรยี นหนงึ่ ในเจด็ คน
(รอ ยละ 15.1) ระบวุ า ไดร บั เครอ่ื งดมื่ ทมี่ แี อลกอฮอลจ ากเพอ่ื น และนกั เรยี นรอ ยละ 38.9 จะดม่ื เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล
เมื่อไดรับจากเพ่ือนสนิท นอกจากน้ันเด็กนักเรียน รอยและ 16.6 ระบุวาเคยมีอาการเมาคาง รูสึกปวยมีปญหากับ
ครอบครวั หรือเพ่ือนอนั เปน ผลจากการดมื่ แอลกอฮอลในชวงชวี ิตท่ผี านมา

กลุมนักเรียนที่เคยใชสารเสพติด ใหขอมูลวาเริ่มใชสารเสพติดครั้งแรกกอนอายุ 14 ปหรือนอยกวา
สงู ถงึ รอ ยละ 72.9 ซงึ่ ไมต า งกนั ระหวา งกลมุ นกั เรยี นชายและหญงิ โดยรวมพบวา นกั เรยี นรอ ยละ 7.0 เคยสบู กญั ชา
และนกั เรยี นรอ ยละ 3.7 เคยเสพสารเสพตดิ แอมเฟตามนี หรอื เมทแอมเฟตามนี (ยาบา ) แลว อยา งนอ ยหนง่ึ ครงั้ ในชวี ติ
ซึ่งมีสัดสวนมากกวาในกลุมนักเรียนชายเมื่อเทียบกับนักเรียนหญิง ท้ังนี้ การดื่มเคร่ืองดื่มที่มีแอลกอฮอล และ
การใชส ารเสพตดิ นนั้ สง ผลกระทบตอ เดก็ และเยาวชนในหลาย ๆ ดา น เชน การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการโดยเฉพาะ
การพฒั นาของสมอง เพม่ิ ความเสย่ี งตอ พฤตกิ รรมเสยี่ ง เชน การมเี พศสมั พนั ธโ ดยไมป อ งกนั และการขบั รถโดยประมาท
เพ่ิมความเส่ียงตอโรคตาง ๆ เชน โรคหัวใจ ภาวะความดันโลหิตสูงและนอนไมหลับ เม่ือโตเปนผูใหญ
(CDC. Teen and substance use; https://www.cdc.gov/ncbddd/fasd/features/teen-substance-use.html)

5.1.7 พฤติกรรมทางเพศ

ในการสํารวจ GSHS ป 2564 พบความชุกของพฤติกรรมทางเพศ ดังนี้ โดยภาพรวมนักเรียน
เกือบหนึ่งในหาคน (รอยละ 19.8) เคยมีเพศสัมพันธ และ นักเรียนรอยละ 7.8 ใหขอมูลวาในชวงชีวิตท่ีผานมา
เคยมเี พศสมั พนั ธก บั คนู อนจาํ นวนสองคนหรอื มากกวา สาํ หรบั ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยมเี พศสมั พนั ธ นกั เรยี นสองในเจด็ คน
(รอยละ 29.8) ระบุวามีเพศสัมพันธคร้ังแรกกอนอายุ 14 ป ซ่ึงท้ังสามปจจัยที่กลาวมาขางตนน้ันมีสัดสวนมากกวา
ในกลมุ นักเรียนชายเม่ือเทยี บกบั นักเรยี นหญงิ

สําหรับปจจัยการปองกันพบวา โดยภาพรวม คร่ึงหน่ึงของนักเรียนระบุวาใชถุงยางอนามัยทุกครั้ง
ที่มีเพศสัมพันธ (รอยละ 55.1) นอกจากน้ัน นักเรียนสองในสามคน (รอยละ 73.4) ระบุวานักเรียนหรือคูนอน
ใชถุงยางอนามัยระหวางการมีเพศสัมพันธคร้ังแรก และสําหรับในกลุมนักเรียนท่ีเคยมีเพศสัมพันธนั้น

44 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)

เปน ไปในทางเดยี วกนั คอื นกั เรยี นสองในสามคน (รอ ยละ 69) ระบวุ า ใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธค รง้ั ลา สดุ
โดยความชกุ ของการใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธค รงั้ ลา สดุ นนั้ ไมแ ตกตา งระหวา งกลมุ นกั เรยี นชายและหญงิ

จากการศึกษาปจจัยท่มี ผี ลตอ พฤตกิ รรมทางเพศของเด็กและเยาวชนไทยพบวา ปจจัยเส่ียงนัน้ มาจาก
ท้ังระดับตัวบุคคลและปจจัยแวดลอมภายนอก ปจจัยภายนอกที่สําคัญคือสิ่งแวดลอมในโรงเรียนและกลุมเพ่ือน
สาํ หรบั ปจ จยั ระดบั บคุ คลนน้ั สงิ่ ทม่ี ผี ลมากกบั พฤตกิ รรมเสยี่ งทางเพศของเดก็ และเยาวชนคอื ครอบครวั ความเปน อยู
เพศ อายุ ทศั นคติ และการสอื่ สารความรทู างเพศสมั พนั ธ ดงั นนั้ การจดั การปญ หาพฤตกิ รรทางเพศของเดก็ และวยั รนุ
ทไี่ ดผ ลจงึ ควรพฒั นามาตรการทเ่ี หมาะสมกบั บรบิ ทระดบั บคุ คล ครอบครวั และโรงเรยี นทแ่ี ตกตา งกนั (Srijaiwong, S.,
Sindhu, S., Ratinthorn, A., & Viwatwongkasem, C. (2017). Factors Influencing Sexual Behaviors among
Thai Adolescents. Journal of Population and Social Studies [JPSS], 25(3), 171–193. Retrieved from
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jpss/article/view/102395)

5.1.8 กิจกรรมทางกาย

ถึงแมวาประเทศไทยจะมีการจัดทําและดําเนินการตาม แผนการสงเสริมกิจกรรมทางกาย
พ.ศ. 2561 – 2573 แตผลการสํารวจคร้ังนี้พบวา โดยรวมแลวมีนักเรียนไมถึงหนึ่งในหาคน (รอยละ 18.3)
ที่มีกิจกรรมทางกายท่ีเพียงพอ (รวมแลวไมนอยกวาวันละ 60 นาที เปนเวลา 5 วันหรือมากกวา ในระหวาง 7 วัน
กอ นการสาํ รวจ) ซงึ่ นกั เรยี นชายมกี จิ กรรมทางกายเพยี งพอมากกวา นกั เรยี นหญงิ ซง่ึ สอดคลอ งกบั พฤตกิ รรมเนอื ยนงิ่ สงู
ซงึ่ พบในกลมุ นกั เรยี นทไี่ ดร บั การสาํ รวจ พบวา ประมาณเกอื บสองในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 64.7) มพี ฤตกิ รรมเนอื ยนง่ิ
ตั้งแต 3 ช่ัวโมงตอวันหรือมากกวา (นั่งดูโทรทัศน น่ังเลนเกมสคอมพิวเตอร คุยกับเพื่อน น่ังอานหนังสือหรือ
นั่งคุยโทรศัพท) ซ่ึงพบมากกวาในกลุมนักเรียนหญิงเมื่อเทียบกับนักเรียนชาย สําหรับการเรียนวิชาพละศึกษา
โดยรวมนกั เรยี น รอ ยละ 13.5 ระบวุ า ไดเ ขา ชน้ั เรยี นพลศกึ ษาเปน เวลา 3 วนั หรอื มากกวา ตอ สปั ดาห โดยทนี่ กั เรยี นชาย
มสี ดั สว นการเขา ชน้ั เรยี นวชิ าพลศกึ ษามากกวา นกั เรยี นหญงิ นอกจากนน้ั พฤตกิ รรมการนอนของนกั เรยี นกด็ นู า กงั วล
เนอื่ งจากพบวา มนี กั เรยี นเพยี งหนงึ่ ในส่ี (รอ ยละ 24.7) ไดน อนมากกวา หรอื เทา กบั 8 ชว่ั โมงตอ วนั (ในวนั ทไี่ ปโรงเรยี น)
ซึ่งไมม ีความแตกตา งกนั ระหวา งกลมุ นักเรยี นชายและหญิง

ประโยชนของการมีกิจกรรมทางกายท่ีเพียงพอในเด็กและเยาวชนน้ันประกอบดวยผลระยะสั้นและ
ระยะยาวที่จะชวยลดความเส่ียงตอโรคไมติดตอตางๆ ในวัยผูใหญ หลักฐานทางวิชาการบงชี้วาการมีกิจกรรม
ทางกายระดบั ปานกลางหนกั สะสมอยา งนอ ยวนั ละ 60 นาที ทกุ ๆวนั จะเปน ผลดตี อ สขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ การเรยี นรู
และพฒั นาการ ผลการสาํ รวจในประเทศไทยนนั้ สอดคลอ งกบั สถานการณร ะดบั โลก ซงึ่ พบวา เดก็ วยั เรยี นอายุ 11-17 ป
สวนใหญมีกิจกรรมทางกายไมเพียงพอถึง (รอยละ 81) ซ่ึงเด็กนักเรียนชายจะมีสัดสวนกิจกรรมทางกายเพียงพอ
มากกวา หญงิ ดงั นน้ั ปญ หานคี้ วรจดั เปน วาระเรง ดว นระดบั ประเทศ ทจี่ ะตอ งเพม่ิ สดั สว นกจิ กรรมทางกายทเ่ี พยี งพอ
ในเด็กและเยาวชน รัฐบาลและทุกภาคสวนในสังคมจึงตองรวมกันบูรณาการและจัดการกับปญหาที่ซับซอนนี้ดวย
มาตรการท่ีเหมาะสม (https://www.thelancet.com/journals/lanchi/article/PIIS2352-4642(19)30323-2/
fulltext#articleInformation)

รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 45
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)


Click to View FlipBook Version