CCS
WHO
Thailand
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพ
นักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based
Student Health Survey, 2021: GSHS)
Thailand Global School-based
Student Health Survey, 2021: GSHS
ช่อื หนังสือ รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ISBN 978-616-11-4827-0
จาํ นวนหน้า
จดั ทําโดย 90 หนา
กลมุ อนามัยเด็กวัยเรยี นวยั รนุ สาํ นกั สง เสรมิ สุขภาพ
ครง้ั ที่พมิ พ์ 1 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
พมิ พท์ ่ี 88/22 ถนนติวานนท อาํ เภอเมอื ง จังหวัดนนทบุรี 11000
กมุ ภาพนั ธ 2565 จาํ นวน 500 เลม
บรษิ ทั มนิ นี่ กรุป จํากัด
สารบัญ หนา
1
กติ ติกรรมประกาศ 2
รายงานสรุปสาํ หรบั ผูบริหาร
7
สว นท่ี 1 : บทนาํ 8
1.1 สถิติจํานวนประชากรของประเทศ 9
1.2 ความสําคัญของปญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชนในเชงิ สาธารณสุข 12
1.3 นโยบายและโครงการท่ีเกี่ยวขอ งกับเด็กและเยาวชน
16
สวนที่ 2 : วัตถปุ ระสงค 16
2.1 วตั ถุประสงคระดบั นานาชาติ (Global objectives) 16
2.2 วัตถุประสงคเ ฉพาะของการสาํ รวจในประเทศ (Country objectives)
18
สวนท่ี 3 : วธิ ีการดาํ เนนิ การสํารวจ 18
3.1 เครือ่ งมอื การสาํ รวจ 19
3.2 การออกแบบการสุมตัวอยา ง 19
3.3 การเก็บขอมลู 19
3.4 การวเิ คราะหข อมูล
21
สว นท่ี 4 : ผลการสาํ รวจ 21
4.1 การวเิ คราะหข อมลู คณุ ลักษณะประชากร (Demographic data analysis) 21
22
4.1.1 ผลการวเิ คราะหข อ มลู คุณลักษณะประชากรทวั่ ไปของประเทศไทย 23
4.1.2 ผลการวิเคราะหขอมูลคณุ ลกั ษณะประชากรของกลุมตัวอยาง 23
4.2 การวิเคราะหข อมลู ดานตัวแปร (Independent variable analysis) 26
4.2.1 พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหาร 27
4.2.2 สขุ อนามัยสวนบุคคล 29
4.2.3 ความรนุ แรงและการไดร ับบาดเจ็บโดยไมเจตนา 31
4.2.4 สุขภาพจติ 32
4.2.5 การสบู บุหร่ี
4.2.6 การดื่มเครื่องดม่ื ทม่ี ีแอลกอฮอล และการใชสารเสพตดิ
สารบัญ
4.2.7 พฤติกรรมทางเพศ หนา
4.2.8 กิจกรรมทางกาย 35
4.2.9 ปจจยั ปอ งกัน 36
4.2.10 การปฏบิ ัติตนเม่อื เกิดโรคระบาดเกยี่ วกบั ระบบทางเดินหายใจ 38
40
สวนที่ 5 : การอภปิ ราย 41
5.1 อภปิ รายผลการสํารวจ 41
47
5.2 การเปรียบเทียบกับผลการสํารวจในป 2551 2558 และ 2564 (ชว งอายุ 13-15 ป) 57
5.3 ขอ จาํ กดั ในการสาํ รวจ
สว นที่ 6 : สรปุ ผลการสํารวจ 58
สวนท่ี 7 : ขอเสนอแนะ 59
สวนท่ี 8 : เอกสารอางอิง 61
ภาคผนวก 63
• แบบสอบถามภาษาไทย
• รายนามคณะกรรมการกาํ กับทิศทางการสํารวจภาวะสุขภาพนกั เรยี นประเทศไทย พ.ศ.2564
• รายนามคณะทาํ งานจดั ทํารายงานผลการสํารวจภาวะการสํารวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นประเทศไทย
พ.ศ. 2564
กิตติกรรมประกาศ
การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย พ.ศ. 2564 สําเร็จลุลวงไปดวยดวยดี
โดยการสนับสนุนงบประมาณการดําเนินงานจากแผนงานโรคไมติดตอภายใตยุทธศาสตรความรวมมือ
ระหวางรัฐบาลไทยกับองคการอนามัยโลก (WHO Country Cooperation Strategies: CCS NCD)
และการเปน ทป่ี รกึ ษาดา นวชิ าการจากคณะกรรมการกาํ กบั ทศิ ทาง (Steering-committee) ซง่ึ ประกอบดว ย
ผบู รหิ ารและผเู ชย่ี วชาญจากหนว ยงานภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสขุ นอกจากนี้ การดาํ เนนิ การสาํ รวจ
ไดร บั ความรว มมอื เปน อยา งดจี ากนกั วชิ าการสาธารณสขุ จากศนู ยอ นามยั ที่ 1-12 สถาบนั พฒั นาสขุ ภาวะเขตเมอื ง
สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด ท่ีเปนที่ต้ัง ของโรงเรียนเปาหมาย ซ่ึงคณะผูวิจัยขอขอบพระคุณเปนอยางยิ่ง
ในการใหการสนับสนุนการดําเนินงานวิจัยในครง้ั น้ใี หสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ขอขอบพระคุณองคการอนามัยโลกสํานักใหญ สํานักงานภูมิภาคเอเซียใตและตะวันออก
และสํานักงานประจําประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ ผูประสานงานและเจาหนาที่ที่เก่ียวของทุกทาน
ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาคท่ีมีสวนชวยเหลือทั้งในดานวิชาการ ดานเทคนิค และดานบริหารจัดการ
เพ่ือชวยกันดําเนินงานวิจัยในครั้งนี้อยางเต็มกําลังความสามารถ คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณนักเรียนทุกคน
ที่เปนกลุมตัวอยางสําหรับใหขอมูลตามแบบสอบถามและขอบพระคุณโรงเรียนและคณาจารยทุกทาน
ทใ่ี หความรวมมอื ในการดําเนนิ การวจิ ัยภาคสนามทกุ ขั้นตอนดว ยดเี สมอมา
กรมอนามยั
31 มกราคม 2565
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 1
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
บทสรปุ ผู้บรหิ าร
(Exclusive Summary)
การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
หลักการและเหตผุ ล
ในประเทศไทย โดยกรมอนามัยไดดําเนินการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียน คร้ังแรกเมื่อป พ.ศ. 2551
โดยไดร บั การสนับสนนุ งบประมาณ และการสนับสนนุ ทางวิชาการจากองคการอนามยั โลกดําเนินการโดยใชร ะเบยี บ
วธิ กี ารวจิ ยั และแบบสาํ รวจมาตรฐานทใี่ ชร ว มกนั ทกุ ประเทศทว่ั โลกซง่ึ พฒั นาโดยศนู ยค วบคมุ และปอ งกนั โรคสหรฐั อเมรกิ า
(US-CDC) รว มกบั องคก ารอนามยั โลก การสาํ รวจกลมุ ตวั อยา ง ซง่ึ เปน กลมุ นกั เรยี นอายรุ ะหวา ง 13-15 ป โดยศกึ ษา
พฤตกิ รรมตา ง ๆ ทม่ี คี วามสมั พนั ธก บั สาเหตสุ าํ คญั ของการเสยี ชวี ติ การเจบ็ ปว ยในวยั รนุ และผใู หญ การสาํ รวจดงั กลา ว
ครอบคลมุ องคป ระกอบทง้ั หมด 10 ดา น ทม่ี สี ว นสมั พนั ธก บั ปจ จยั และสาเหตขุ องการเสยี ชวี ติ และการเจบ็ ปว ยในวยั รนุ และ
ผใู หญท วั่ โลก ไดแ ก (1) การดม่ื แอลกอฮอล (2) พฤตกิ รรมการบรโิ ภค (3) การใชส ารเสพตดิ (4) พฤตกิ รรมดา นสขุ อนามยั
(5) สุขภาพจิต (6) กิจกรรมการออกกําลังกาย (7) ปจจัยดานการปองกัน (8) พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธท่ีเส่ียงตอ
การตดิ เชอ้ื เอชไอวี และโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธแ ละการตง้ั ครรภท ไี่ มพ งึ ประสงค (9) การสบู บหุ ร่ี (10) ความรนุ แรงและ
การบาดเจ็บโดยไมเจตนา
ผลการสาํ รวจในครงั้ แรก พบวา พฤตกิ รรมเสย่ี งของนกั เรยี นทส่ี าํ คญั ไดแ ก การดม่ื เหลา สบู บหุ ร่ี รวมถงึ
ดา นความรนุ แรงและการบาดเจบ็ ซงึ่ หนว ยงานทเี่ กยี่ วขอ งไดน าํ ขอ มลู ไปใชป ระโยชนใ นการกาํ หนดนโยบายและแนวทาง
ในการดาํ เนนิ งานสง เสรมิ สขุ ภาพเดก็ วยั เรยี นและเยาวชน และ ในป พ.ศ. 2558 องคก ารอนามยั โลกไดส นบั สนนุ ให
ดําเนินการสํารวจภาวะสุขภาพในนักเรียนอายุระหวาง 13-17 ป เปนครั้งท่ี 2 ในประเทศไทย ซึ่งมีการดําเนินงาน
ในลกั ษณะโครงการวจิ ยั โดยใชร ะเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั และแบบสาํ รวจเดยี วกนั กบั การสาํ รวจครงั้ แรก เปน เครอ่ื งมอื ในการเกบ็
ขอ มลู ภายใตค วามรบั ผดิ ชอบของกรมอนามยั โดยสาํ นกั สง เสรมิ สขุ ภาพ การสาํ รวจครงั้ ทสี่ องพบวา ภาวะนาํ้ หนกั เกนิ
ในเดก็ มแี นวโนม เพม่ิ ขนึ้ ซงึ่ เปน ไปในทางเดยี วกนั กบั ความชกุ ของพฤตกิ รรมเสยี่ งทส่ี าํ คญั เชน การดมื่ เหลา การสบู บหุ รี่
ความรุนแรงและการบาดเจบ็ พฤติกรรมทางเพศ รวมถงึ ภาวะสุขภาพจิต ซง่ึ มแี นวโนม เพ่มิ ขน้ึ เชน เดียวกัน
กรมอนามยั เลง็ เหน็ ความสาํ คญั จงึ ไดด าํ เนนิ การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทยเปน ครง้ั ท่ี 3
ในป พ.ศ.2564 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสํารวจภาวะสุขภาพเด็กวัยเรียนและเยาวชนท้ังดานพฤติกรรมสุขภาพและ
ปจจัยการปองกัน และนําขอมูลท่ีไดมาใชเพ่ือการจัดทํานโยบาย และมาตรการที่เหมาะสม รวมทั้งติดตามทิศทาง
หรือแนวโนมความชุกของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกันในเด็กวัยเรียน และเยาวชนไทยโดยเปรียบเทียบ
กับการสํารวจครั้งกอนหนา และเพ่ือเปรียบเทียบขอมูลภาวะสุขภาพเด็กวัยเรียนและเยาวชนของประเทศตาง ๆ
2 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
วธิ ีดําเนินการวจิ ยั
การวจิ ยั ในครง้ั นี้ เปน การวจิ ยั เชงิ สาํ รวจแบบตดั ขวาง โดยเกบ็ ขอ มลู พฤตกิ รรมนกั เรยี นในโรงเรยี นสงั กดั
รฐั บาลและสงั กดั เอกชน ทม่ี นี กั เรยี นอยใู นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6 การสมุ เลอื กกลมุ ตวั อยา ง ใชเ ทคนคิ การสมุ
ตวั อยา งแบบแบงกลมุ ในลกั ษณะสองขน้ั ตอน (Two stage cluster sampling design) ในการสรา งกลมุ ตวั อยาง
ทเี่ ปน ตวั แทนของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ทว่ั ประเทศ ขน้ั ตอนแรกของการสมุ ตวั อยา งเปน การสมุ เลอื กโรงเรยี น
ซงึ่ โอกาสทโี่ รงเรยี นจะถกู สมุ เลอื กจะเปน ไปตามสดั สว นจาํ นวนนกั เรยี นในโรงเรยี น (proportional to size of enrolled students)
กลมุ ตวั อยา งคอื โรงเรยี นสงั กดั รฐั บาลและโรงเรยี นสงั กดั เอกชน ทเี่ ปด สอนนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6 ซงึ่ โรงเรยี นทผี่ า น
การสมุ เลอื กในขนั้ ตอนแรกนนั้ มที งั้ หมด 64 แหง ขนั้ ตอนทสี่ องของการสมุ ตวั อยา งคอื สมุ เลอื กหอ งเรยี น โดยหอ งเรยี นทกุ หอ ง
จากแตล ะโรงเรยี นทไ่ี ดร บั การสมุ เลอื กนนั้ ถกู ผนวกรวมเขา ไปในกรอบการสมุ กลมุ ตวั อยา ง และทกุ หอ งเรยี นในโรงเรยี น
จะมโี อกาสเทา กนั ในการถกู สมุ นกั เรยี นทกุ คนในหอ งเรยี นทถี่ กู สมุ ไดน นั้ จะไดเ ขา รว มการสาํ รวจ จาํ นวนนกั เรยี นทถี่ กู สมุ
มีทั้งหมด 6,290 คน นกั เรยี นเปนผูตอบแบบสอบถามดวยตนเอง
ในการเก็บขอมูลภาคสนาม ชวงเดือน มกราคม ถึง มีนาคม 2564 ไดร ับแบบสอบถามคืนกลบั มาจาก
59 โรงเรียนและจํานวนนักเรียน 5,661 คน โดยอัตราการตอบกลับระดับโรงเรียนอยูที่รอยละ 92 ระดับนักเรียน
อยทู ร่ี อ ยละ 90 และ โดยภาพรวมแลว อยทู รี่ อ ยละ 83 ชดุ ขอ มลู ถกู จดั การและตรวจสอบเพอ่ื กาํ จดั ขอ มลู ทไ่ี มถ กู ตอ ง
ขอ มลู สญู หายไมส ง ผลทางสถติ ิ ใชซ อฟแวรใ นการคาํ นวณประมาณการของความชกุ และชว งความเชอ่ื มนั่ รอ ยละ 95
ผลการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนคร้ังนี้ ถือเปนตัวแทนของนักเรียนท้ังหมดในประเทศไทยที่กําลังศึกษาอยูใน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 1-6
ผลการสํารวจ
ประชากรกลมุ ตวั อยา งประกอบดว ยนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 จาํ นวน 5,661 คน จาก 59 โรงเรยี น
ซงึ่ เปน โรงเรยี นสงั กดั รฐั บาลและสงั กดั เอกชนทวั่ ประเทศ แบง เปน นกั เรยี นชาย 2,504 คน (รอ ยละ 46.9) และนกั เรยี นหญงิ
3,135 คน (รอยละ 53.1) สวนใหญมีอายุระหวาง 13-17 ป จํานวน 4,801 คน (รอยละ 86.5) รองลงมาอายุ 18 ป
หรือมากกวา จํานวน 624 คน (รอ ยละ 10.6) และมีอายุ 12 ปห รือนอ ยกวา จํานวน 232 คน (รอยละ 2.8)
• ด้านพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร (Dietary behavior)
ผลการสาํ รวจพบวา โดยรวม นกั เรยี นรอ ยละ 19.1 มภี าวะนา้ํ หนกั เกนิ โดยแบง ตามเพศเปน นกั เรยี นชาย
รอยละ 22.0 และ นักเรียนหญิงรอยละ 16.5 โดยรวมแลวนักเรียน รอยละ 6.8 น้ันมี ภาวะอวน ซ่ึงพบมากกวาใน
นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 8.8) เมอ่ื เทยี บกบั นกั เรยี นหญงิ นอกจากนน้ั โดยรวมนกั เรยี น รอ ยละ 39.3 รบั ประทานอาหาร
จากรา นอาหารอาหารฟาสตฟ ดู จาํ นวน 3 วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา นกั เรยี น รอ ยละ 18.2
ของนักเรียนท่ีไดรับประทานผลไม 2 ครั้งตอวันหรือมากกวา รอยละ 15.3 รับประทานผัก จํานวน 3 ครั้งตอวัน
หรอื มากกวาน้ัน โดยพบวาสถติ ิในนกั เรียนชายและนักเรียนหญิงไมแ ตกตา งกนั อยา งมีนยั สําคัญ (ผลไม: รอ ยละ18.0
(นกั เรยี นชาย) และ รอ ยละ18.4 (นกั เรยี นหญงิ ) ผกั : รอ ยละ 15.8 (นกั เรยี นชาย) และ รอ ยละ 14.9 (นกั เรยี นหญงิ )
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 3
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
• ด้านสุขอนามยั ส่วนบุคคล (Hygiene)
ผลสาํ รวจพบวา โดยภาพรวม นกั เรยี นรอ ยละ 83.0 ทาํ ความสะอาดฟน หรอื แปรงฟน อยา งนอ ย 2 ครง้ั ตอ วนั
หรือมากกวา โดยพบความแตกตางระหวางนักเรียนชาย (รอยละ 76.2) และ นักเรียนหญิง (รอยละ 89.2) อยางมี
นยั สาํ คญั ทางสถติ ิ พบวา ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นรอ ยละ 12.4 ไมเ คยลา งมอื หรอื ลา งบา งนาน ๆ ครง้ั
กอนรับประทานอาหาร โดยแบงตามเพศเปนนักเรียนชายรอยละ 13.4 และ นักเรียนหญิงรอยละ 11.5 และพบวา
รอ ยละ 5.7 นกั เรยี นไมเ คยลา งมอื หรอื ลา งบา งนาน ๆ ครงั้ หลงั การใชส ว ม นกั เรยี นชายรอ ยละ 7.0 และนกั เรยี นหญงิ
รอยละ 4.5 ซึ่งความชุกของสุขอนามัยสวนบุคคลในกลุมนักเรียนชายและนักเรียนหญิงไมมีความแตกตางกันอยางมี
นัยสาํ คญั ทางสถิติ อกี ทงั้ นักเรียนระบวุ า ไมม ีหอ งสว มสะอาดทโ่ี รงเรยี น รอ ยละ 55.8
• ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเ่ จตนา (Violence and unintentional injury)
ผลสํารวจพบวาโดยภาพรวม ในระหวาง 12 เดือนกอนการสํารวจ นักเรียนรอยละ 18.2 ถูกทําราย
รา งกายจาํ นวน 1 ครง้ั หรอื มากกวา นน้ั โดยนกั เรยี นชายมแี นวโนม ถกู ทาํ รา ยรา งกายมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 24.4
และ 12.5 ตามลําดับ) และพบวาในกลุมนักเรียนท่ีไดรับบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต หรือ
ถูกชนโดยรถยนตรอยละ 27.3 โดยแบงตามเพศเปนนักเรียนชายรอยละ 27.4 และ นักเรียนหญิงรอยละ 27.1 และ
พบนักเรียนถูกขมเหงรังแกผานทางสื่อสังคมออนไลน รอยละ 15.0 โดยแบงตามเพศเปนนักเรียนชายรอยละ 16.9
และ นักเรียนหญิงรอยละ 13.3
• สุขภาพจติ (Mental health)
ผลสํารวจพบวาโดยภาพรวม ในระหวาง 12 เดือนกอนการสํารวจนักเรียนรอยละ 18.9 รูสึกอางวาง
โดดเดย่ี วบอ ยครง้ั หรอื เปน ประจาํ โดยนกั เรยี นชายมแี นวโนม รสู กึ อา งวา งโดดเดยี่ วนอ ยกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 16.6
และ 20.7 ตามลาํ ดบั ) พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 17.4 จากจาํ นวนนกั เรยี นทง้ั หมดเคยมคี วามคดิ จรงิ จงั ในการพยายามฆา ตวั ตาย
ขณะทร่ี อ ยละ 15.5 เคยวางแผนการพยายามฆา ตวั ตาย โดยท่ี รอ ยละ 15.1 พยายามฆา ตวั ตาย 1 ครง้ั หรอื มากกวา
ท้งั นีค้ วามชุกของปญหาความพยายามฆา ตวั ตายในกลุม นกั เรียนชายนอยกวานกั เรยี นหญิง
• การสูบบุหรี่ (Tobacco use)
ในกลุมนักเรียนท่ีเคยสูบบุหรี่นั้น พบวา รอยละ 70.4 เริ่มสูบบุหรี่คร้ังแรกกอนอายุ 14 ป โดยพบวา
นักเรียนรอยละ 11.5 นั้นสูบบุหรี่ เปนเวลา 1 วันหรือมากกวา เปนนักเรียนชายรอยละ 18.2 และ นักเรียนหญิง
รอ ยละ 5.6 และพบวา นกั เรยี นทใี่ ชบ หุ รไ่ี ฟฟา เปน เวลา 1 วนั หรอื มากกวา รอ ยละ 13.6 โดยแบง ตามเพศเปน นกั เรยี นชาย
รอ ยละ 18.7 และ นกั เรยี นหญงิ รอ ยละ 8.9 ยงั พบอกี วา รอ ยละ 44.1 นกั เรยี นตอบวา มคี นสบู บหุ รอี่ ยใู นสถานทเี่ ดยี ว
กบั นกั เรยี น และนักเรยี นรอ ยละ 43.0 มีพอ แม หรอื ผูปกครองใชย าสบู
4 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
• การด่ืมแอลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด (Alcohol and drug uses)
ในกลมุ นกั เรยี นทเ่ี คยดม่ื เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอล พบวา รอ ยละ 52.5 เรม่ิ ดม่ื เครอื่ งดม่ื แอลกอฮอลค รง้ั แรก
กอนอายุ 14 ป (แบงเปนนักเรียนชายรอยละ 60.3 และนักเรียนหญิงรอยละ 45.9) และในกลุมนักเรียนที่เริ่มใช
สารเสพติดคร้ังแรก พบวา สวนใหญ รอยละ 72.9 เรม่ิ ใชส ารเสพตดิ ครัง้ แรกกอ นอายุ 14 ป
• พฤติกรรมการมเี พศสัมพนั ธ์ (Sexual behavior)
ผลการสาํ รวจ พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 19.8 เคยมเี พศสมั พนั ธ โดยทสี่ ดั สว นนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 23.8)
เคยมเี พศสมั พนั ธม ากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 16.7) อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ สาํ หรบั กลมุ นกั เรยี นทเ่ี คยมเี พศสมั พนั ธ
พบวา รอ ยละ 29.8 มปี ระสบการณม เี พศสมั พนั ธค รงั้ แรกกอ นอายุ 14 ป โดยนกั เรยี นชายมสี ดั สว นการมเี พศสมั พนั ธ
ครง้ั แรกกอ นอายุ 14 ป มากกวา นกั เรยี นหญงิ อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (รอ ยละ 39.0 และ รอ ยละ 18.5 ตามลาํ ดบั )
โดยรอ ยละ 55.1 ของนกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ ุงยางอนามัยเปนประจําเสมอระหวา งการมีเพศสัมพันธ
• กิจกรรมทางกาย (Physical activity)
ผลการสํารวจ โดยรวมนักเรียนรอยละ 10.7 มีกิจกรรมทางกายท่ีรวมแลวไมนอยกวาวันละ 60 นาที
ทุกวันโดยสัดสวนการมีกิจกรรมทางกายของนักเรียนชาย (รอยละ 16.9) มากกวานักเรียนหญิง (รอยละ 5.2) และ
โดยรวมแลวพบวา นักเรียนรอยละ 64.7 มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ต้ังแต 3 ช่ัวโมงตอวัน หรือมากกวา โดยพบในกลุม
นกั เรยี นชาย (รอยละ 59.1) นอยกวากลุมนกั เรยี นหญิงรอยละ (69.7) อยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ
• ปัจจยั การปอ้ งกัน (Protective factors)
ผลการสาํ รวจ โดยรวมแลว นกั เรยี นรอ ยละ 20.1 ไมไ ดเ ขา เรยี นหรอื ไมไ ดไ ปโรงเรยี นโดยไมไ ดร บั อนญุ าต
โดยนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 25.0) ไมไ ดเ ขา เรยี นหรอื ไมไ ดไ ปโรงเรยี นโดยไมไ ดร บั อนญุ าตมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 15.8)
อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ และพบวา มนี กั เรยี นเพยี ง รอ ยละ 26.1 ระบวุ า พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นเขา ใจปญ หา
และความกงั วลใจของนกั เรยี นบอ ยครง้ั หรอื เปน ประจาํ
• การปฏิบัติตนเม่อื เกิดโรคระบาดเก่ียวกับระบบทางเดินหายใจ
ผลการสํารวจ พบวาในชวงสถานการณที่เกิดโรคระบาดเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รอยละ 34.9
ของนักเรียนท่ีทํากิจกรรมรวมกัน มีการเวนระยะหางระหวางบุคคลอยางนอย 1-2 เมตร บอยคร้ังและเปนประจํา
โดยนักเรียนชายและนักเรียนหญิงจะปฏิบัติไมแตกตางกัน (รอยละ 33.4 และรอยละ 36.2 ตามลําดับ) สําหรับเรื่อง
การสวมหนากากผาหรือหนากากอนามัย พบวา รอยละ 70.6 ของนักเรียนจะสวมหนากากผาหรือหนากากอนามัย
บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ เมอ่ื เขา ไปในสถานทม่ี คี นจาํ นวนมากหรอื แออดั โดยนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 78.6) จะปฏบิ ตั ิ
มากกวา นกั เรียนชาย (รอยละ 61.6) อยา งมีนัยสาํ คัญทางสถติ ิ
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 5
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
1. ในระยะส้ันเพื่อแกไขปญหาสุขภาพเด็กและเยาวชนในประเด็นเรงดวน ควรนําเสนอผลการวิจัย
การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 ตอ หนว ยงานระดบั นโยบายทเ่ี กย่ี วขอ งเพอ่ื รบั ทราบและ
นาํ ขอ มลู ไปใชป ระกอบการวางแผนและกาํ หนดยุทธศาสตรเ พือ่ การพฒั นาเด็กและเยาวชนทเ่ี หมาะสมตอไป เชน
• นําขอมูลใชใ นการขับเคลอื่ น พ.ร.บ. การปอ งกันและแกไ ขปญ หาการตงั้ ครรภใ นวยั รนุ พ.ศ. 2559
• นาํ ขอ มลู ใชใ นการจดั ทาํ แผนยทุ ธศาสตร แผนพฒั นาเดก็ และเยาวชน ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2565 – 2569
• นาํ ขอมลู ใชใ นการขับเคลอ่ื นการดาํ เนินงานตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ (พ.ศ. 2560 – 2579)
• นาํ ขอ มลู ใชใ นการจดั ทาํ รา ง พ.ร.บ. การควบคมุ การตลาดอาหารและเครอื่ งดม่ื ทสี่ ง ผลกระทบตอ สขุ ภาพเดก็
• เสนอผลการสาํ รวจฯ ตอ คณะกรรมการสขุ ภาพแหง ชาติ เพอื่ คดั เลอื กมติ ในการขบั เคลอ่ื นการสง เสรมิ
สขุ ภาพในเดก็ และเยาวชน เชน การกาํ หนดเปน วาระแหง ชาตใิ นการจดั การปญ หาโรคอว นในเดก็ เปน ตน
2. ในระยะยาว
• ศกึ ษาขอ มลู และเทยี บเคยี งผลการทาํ งาน (Benchmarking) ดา นสขุ ภาพเดก็ นกั เรยี นและเยาวชนกบั
ประเทศทปี่ ระสบความสาํ เรจ็ เพอื่ เปน แนวทางในการพฒั นานโยบายและมาตรการตา ง ๆ ของไทย
ใหไดผ ลและมปี ระสทิ ธิภาพในการแกไ ขปญ หาสขุ ภาพของเด็กนักเรยี นและเยาวชนตอไป
• สง เสรมิ ใหโ รงเรยี นทกุ โรงเรยี นทวั่ ประเทศไทยเขา รว มโครงการโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ เพอื่ รว มกนั
พัฒนาสุขภาพควบคูไปกับการศึกษาเดก็ เและเยาวชนภายใตแบบแผนและมาตรฐานเดียวกนั และ
มกี ารตดิ ตามผลลพั ธดานสุขภาพของเดก็ เและเยาวชนอยา งเปนระบบรว มกบั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
และหนวยงานทีเ่ กี่ยวขอ ง
• เสรมิ สรา งความรอบรดู า นสขุ ภาพในระดับบุคคลของนกั เรยี น ภายใตก ารมีสวนรว มของครอบครัว
ชุมชน โรงเรียน เพื่อใหสามารถจดั การปญ หาสขุ ภาพของตนเองและผูอ ่นื ได
• สง เสรมิ การจดั การสภาพแวดลอ มทเ่ี ออ้ื ตอ การมสี ขุ ภาพดี และรองรบั สถานการณภ ยั คกุ คามดา นสขุ ภาพ
ข้อเสนอแนะเชงิ ปฏิบัติงาน
1. สรางระบบฐานขอมูลหรือแอปพลิเคช่ันการเฝาระวังสถานะสุขภาพของนักเรียนเพ่ือติดตาม
ความเปล่ยี นแปลงดา นภาวะสุขภาพเดก็ นกั เรียนไดอยา งมีประสิทธภิ าพมากข้นึ
2. สงเสริมการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม (Participatory action research) ดานสุขภาพ
เด็กนักเรียนและเยาวชนท้ังการวิจัยในชั้นเรียนและการวิจัยในชุมชน เพื่อหาหลักฐานและขอมูล
เชิงประจักษดานกระบวนการและวิธีพัฒนาสุขภาพเด็กและเยาวชนจําเพาะพื้นท่ี ซ่ึงสามารถ
นําขอคนพบท่ีไดจากการวิจัยไปสูการประยกุ ตใ ชในการพฒั นาสุขภาพเดก็ และเยาวชนในพืน้ ทอ่ี ่ืน
ท่ีมีบริบทใกลเคียงกัน
6 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ส่วนที่ 1
บทนํา
ในป พ.ศ. 2544 องคการอนามัยโลก (WHO) ไดรวมมือกับ UNAIDS UNESCO UNICEF
และการสนับสนุนทางวิชาการ US-CDC) ในการพัฒนาโครงการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในระดับโลก
(Global School-Based Student Health Survey: GSHS) ซึ่งเปนหน่ึงในโครงการระดับโลกที่มีจุดมุงหมาย
ในการเก็บขอมูลที่ถูกตอง และทันสมัย ซ่ึงจะใชในการกําหนดทิศทางและยุทธศาสตรในการพัฒนาประชากร
และเพ่ือสงผลตอสุขภาพโดยรวมในบริบทโลก ประเทศไทยน้ันตระหนักถึงความสําคัญของการรวบรวมขอมูล
ดังกลาว จึงไดดําเนินการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทยครั้งแรกในป พ.ศ. 2551 คร้ังที่ 2 ในป
พ.ศ. 2558 และ รายงานฉบับนี้เปนผลของการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย รอบท่ี 3
ซ่ึงดําเนินการ ในป พ.ศ. 2564 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ไดรับการสนับสนุนดานวิชาการ
และงบประมาณจากแผนงานโรคไมติดตอภายใตยุทธศาสตรความรวมมือระหวางรัฐบาลไทยกับองคการอนามัยโลก
(WHO Country Cooperation Strategies: CCS NCD)
การสํารวจขอมูลดังกลาว ประกอบดวยองคประกอบทั้งหมด 10 ดานที่มีสวนสัมพันธกับปจจัย
และสาเหตุของการเสียชีวิตและการเจ็บปวยในวัยรุนและผูใหญท่ัวโลก ไดแก
1. คณุ ลักษณะทางประชากรของกลุมตวั อยาง (Response demographics data)
2. พฤตกิ รรมการบริโภค (Dietary behavior)
3. สขุ อนามัยสว นบคุ คล (Hygiene)
4. ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเจตนา (Violence and unintentional injury)
5. สขุ ภาพจติ (Mental health)
6. การสบู บุหร่ี (Tobacco use)
7. การดม่ื เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอลแ ละการใชส ารเสพตดิ (Alcohol and drug uses)
8. พฤติกรรมการมีเพศสมั พนั ธ (Sexual behavior)
9. กิจกรรมทางกาย (Physical activity)
10. ปจ จยั การปอ งกนั (Protective factors)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 7
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
1.1 สถิติจาํ นวนประชากรของประเทศ
ประเทศไทยเปนประเทศสมาชิกขององคการอนามัยโลกในภูมิภาคเอเชียใตและตะวันออก
(WHO South-East Asia Region) ซึ่งปกครองดวยระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด โดยประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร และมีภาษาราชการคือภาษาไทยขอมูลจาก
กรมการปกครองรายงานวา (กรมการปกครอง, 2564) ประชากรในประเทศไทยมีทั้งหมด 66,186,727 คน
(เพศชายรอยละ 49 และเพศหญิงรอยละ 51) ขอมูล ณ เดือนธันวาคม ป พ.ศ. 2563 ประชากรในประเทศไทย
สวนใหญเปนชาวไทยและนับถือศาสนาพุทธ จากขอมูลของธนาคารโลก (The World Bank Group, 2021)
ประเทศไทยถูกจัดใหอยูในกลุมประเทศรายไดปานกลางระดับสูงต้ังแตป พ.ศ. 2554 รายไดประชาชาติเฉล่ียตอคน
ป 2562 เทา กบั 7,562 เหรยี ญสหรฐั ฯ (อตั ราการแลกเปลย่ี น ณ เดอื นธนั วาคม 2562 โดย 1 ดอลลาร เทา กบั 31.05 บาท)
ผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ 2563 (สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน, 2564) เทากับ 501.6
พันลานเหรียญสหรัฐฯ รายไดตอหัว (2563) 7,216.6 เหรียญสหรัฐฯ สกุลเงินของประเทศไทยคือเงินบาท (THB)
โดย 1 ดอลลารสหรัฐฯ เทากับ 33.67 บาท (ธนาคารแหงประเทศไทย, 2564) อายุโดยเฉล่ียของประชากร
ตั้งแตแรกเกิดสําหรับเพศหญิงจะมีคาเฉลี่ยอยูที่ 80.5 ป ขณะท่ีสําหรับเพศชายจะเฉลี่ยอยูท่ี 73.5 ป
(สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2564) รัฐบาลจัดการศึกษาภาคบังคับใหแกเด็ก ซ่ึงไมตองเสียคาใชจายดานการศึกษา
พน้ื ฐานเปน เวลา 15 ป อตั ราสว นผเู ขา เรยี นใน ระดบั มธั ยมศกึ ษา โดยรวมตอ ประชากร 100 คน อยทู รี่ อ ยละ 99.55
(สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2564)
8 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
1.2 ความสําคัญของปัญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชนในเชงิ สาธารณสุข
ประเทศไทยกาํ ลงั เผชญิ กบั ผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสงั คมจากโรคตดิ เชอ้ื โคโรนาสายพนั ธใุ หม 2019
ท่ีมีการแพรระบาดไปท่ัวโลก แนนอนวากลุมประชากรท่ีเปราะบางท่ีสุด เชนเด็กและเยาวชนยอมไดรับผลกระทบ
หนักหนวงที่สุด และผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับทุกภาคสวนจะสงผลกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ในระยะยาวอีกหลายป ซ่ึงรวมถึงผลกระทบตอการบรรลุเปาหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน หรือ Sustainable
Development Goals (SDGs)
ตามรายงานผลการสํารวจการศึกษาผลกระทบของวิกฤตโรคติดเชื้อโคโรนาสายพันธุใหม 2019
ตอเด็กและเยาวชนในประเทศไทย โดยองคการยูนิเซฟ รวมกับสภาเด็กและเยาวชนแหงประเทศไทย พบวา
เด็กและเยาวชน 8 ใน 10 คน เครียดดานปญหาการเงินของครอบครัวมากท่ีสุด รวมไปถึงเด็กและเยาวชนกวา
7 ใน 10 คน มคี วามเครยี ดวติ กกงั วลและเบอ่ื หนา ย นอกจากน้ี พบวา เดก็ และเยาวชนเกนิ ครงึ่ รสู กึ กงั วลดา นการเรยี น
การสอบ และโอกาสในการศึกษาตอ เนื่องจากการปดโรงเรียนเปนระยะเวลานาน ในขณะที่ รอยละ 7 รูสึกกังวล
เกี่ยวกับปญหาความรุนแรงในครอบครัว เชน การทะเลาะกันของผูปกครองและการทํารายรางกาย ผลสํารวจ
ยังสะทอนปญหาของเยาวชนกลุม LGBTIQ จากการที่ตองอยูแตในบาน โดยรอยละ 4 ของผูตอบแบบสอบถาม
รูสึกกังวลเร่ืองเพศสภาพที่ถูกกดดันเพิ่มขึ้นเน่ืองจากไมสามารถแสดงอัตลักษณหรือตัวตนกับครอบครัวได รวมถึง
บางสวนที่อาจไมสามารถเขาถึงฮอรโมนเสริมไดในชวงนี้
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลรวมกับ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการ
สรางเสริมสุขภาพ (สสส.) (2563) ทําการศึกษาฟนกิจกรรมทางกายในประเทศไทยหลังวิกฤตโรคติดเช้ือ
โคโรนาสายพันธุใหม 2019 พบวาประชากรวัยเด็กและเยาวชน (อายุ 5-17 ป) มีระดับกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ
ของเด็กและเยาวชนลดลงเมื่อเทียบกับปท่ีผาน โดยเหลือเพียงรอยละ 17.1 พฤติกรรมเนือยน่ิงของเด็กและเยาชน
ในชว งป 2561-2563 เพมิ่ ขนึ้ จากป 2555-2560 โดยมคี า เฉลยี่ สงู เกนิ กวา 14 ชวั่ โมงตอ วนั โดยในป 2563 มเี วลาเฉลยี่
พฤตกิ รรมเนือยน่ิงของเดก็ และเยาวชน คอื 14 ชัว่ โมง 8 นาที
กองบรรณาธิการ TCIJ (2562) รายงานวา นายแพทยธนพงศ จินวงษ ผูจัดการศูนยวิชาการ
เพื่อความปลอดภัยทางทองถนน (ศวปถ.) สนับสนุนโดย สสส. เผยขอมูลป 2556-2560 พบวาในชวง 5 ปที่ผานมา
เด็กและเยาวชนตั้งแตแรกเกิด-19 ป เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน รวม 17,634 ราย สาเหตุหลักมาจากอุบัติเหตุ
รถจักรยานยนต จํานวนการเสียชีวิตกลุมอายุ 10-14 ป และ 15-19 ป และมีแนวโนมสูงขึ้น จากขอมูลรายเดือน
พบวา เด็กและเยาวชนชวงอายุ 0-14 ป เสียชีวิตสูงข้ึนในเดือนมีนาคม ซ่ึงเปนชวงปดเทอม เดือนธันวาคม
เปนชวงพักผอนส้ินปคาบเก่ียวเทศกาลปใหม เปนไปไดวาอาจมีการเดินทางทองเที่ยว เชนเดียวกับเด็กและเยาชน
ชวงอายุ 15-19 ป มีจํานวนเสียชีวิตสูงขึ้นในเดือนมีนาคม และธันวาคม เชนกัน
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 9
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
รายงานสุขภาพคนไทย ป 2563 (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, 2563) พบวา วัยรุนและ
เยาวชน อายุ 10-24 ป เขาพักรักษาตัวในสถานพยาบาล พบวาผูหญิงมีการเขาพักรักษาตัวในสถานพยาบาล
ใน12 เดือน ที่ผานมา คร่ึงหน่ึงของผูหญิงท่ีเขารักษาตัวในโรงพยาบาลเปนเพราะไปคลอดบุตร ในขณะท่ีผูชาย
รอยละ 65.0 เขารักษาตัวดวยโรค ตามดวย รอยละ 29.2 ท่ีเขารักษาตัวเนื่องจากอุบัติเหตุทางดานสุขภาพจิต
วยั รนุ และเยาวชนอายุ 15-24 ป มีระดับคะแนนสขุ ภาพโดยรวม 31.2 คะแนน (เตม็ 45 คะแนน) ปญหาสขุ ภาพจติ
ในวัยรุนและเยาวชน คือมีความเครียดหรือความวิตกกังวล ปญหาความรัก และซึมเศรา
สาํ นกั งานพฒั นานโยบายสขุ ภาพระหวา งประเทศ (2564) รายงานการศกึ ษาการตายของประชากรไทย
ป 2560-2562 สาเหตุการตายของกลุมเด็กอายุระหวาง 1-14 ป สาเหตุการตายในสถานพยาบาล เพศชาย
มสี าเหตกุ ารตาย สามอนั ดบั แรก คอื อบุ ตั เิ หตจุ ากการจราจรทางบก ความผดิ ปกตแิ ตก าํ เนดิ และโรคไมต ดิ ตอ อนื่ ๆ
ขณะที่เพศหญิงมีสาเหตุการตาย สามอันดับแรก คือ อุบัติเหตุจากจราจรทางบก เน้ืองอกรายอื่น เนื้องอกไมราย
หรือพฤติกรรมของเนื้องอกและไมชัดเจน และความผิดปกติแตกําเนิด สาเหตุการตายนอกสถานพยาบาล
เพศชายมีสาเหตุการตาย สามอันดับแรก คือ อุบัติเหตุจากจราจรทางบก อุบัติเหตุจมนํ้า และโรคหัวใจอื่นและ
โรคหัวใจท่ีไมระบุรายละเอียด ขณะที่เพศหญิงมีสาเหตุการตาย สามอันดับแรก คือ อุบัติเหตุจากจราจรทางบก
อุบัติเหตุจมนํ้า และการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน รวมถึงปอดบวม
รายงานสุขภาพคนไทย (2563) พบวา วัยรุนและเยาวชนไทย (อายุ 10-24 ป) สวนใหญรับประทาน
อาหารครบ 3 มอ้ื ตอ วนั (รอ ยละ 93.9) มเี พยี งบางสว นทรี่ บั ประทานไมค รบ โดยผชู าย รอ ยละ 74.7 ทง่ี ดมอ้ื อาหาร
เปนเพราะไมมีเวลา ในขณะที่ผูหญิง รอยละ 55.5 งดอาหารเพราะไมมีเวลา และ รอยละ 24.4 งดอาหารเพราะ
ลดน้ําหนัก ดานกิจกรรมทางกาย พบวา วัยรุนและเยาวชน (อายุ 10-24 ป) เพศชายมีกิจกรรมทางกายท่ีเพียงพอ
รอ ยละ 79.8 ในขณะทเี่ พศหญงิ มกี จิ ทางกายทเี่ พยี งพอ รอ ยละ 66.6 พฤตกิ รรมการสบู บหุ รแ่ี ละดมื่ สรุ าของชว งวยั รนุ
และเยาวชน (อายุ 15-24 ป) พบวา อายเุ ฉลย่ี ทเ่ี รม่ิ สบู บหุ รแ่ี ละดม่ื สรุ าครงั้ แรกของคนไทย คอื 18.0 ป และ 20.3 ป
ตามลําดับ โดยมีแนวโนมเร่ิมในอายุท่ีนอยลงเล็กนอย การดื่มสุราแลวขับข่ียานพาหนะของวัยเรียนและเยาวชน
(อายุ 15-24 ป) พบวา เพศชาย รอยละ 53.2 และเพศหญิง รอยละ 30 ขอมูลพฤติกรรมความปลอดภัย
ในการสวมหมวกนิรภัยเมื่อใชรถจักรยานยนต ในป 2561 วัยรุน (อายุ 15-24 ป) มีเพียง รอยละ 22 เทาน้ัน
พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ พบวา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 ใชถุงยางอนามัยเม่ือมีเพศสัมพันธครั้งแรก
นักเรียนชาย รอยละ 75 นักเรียนหญิง รอยละ 79 แตพบวาการใชถุงยางอนามัยทุกคร้ังท่ีมีเพศสัมพันธกับคนอ่ืน
ท่ีไมใชแฟนในรอบปท่ีผานมา นักเรียนชายรอยละ 60 นักเรียนหญิงรอยละ 56.1
กรมสขุ ภาพจติ (2562) รายงานสถติ อิ ตั ราการฆา ตวั ตาย พ.ศ. 2562 รวมทกุ กลมุ อายุ 6.64 ตอ แสนประชากร
โดยอยใู นชว งอายุ 10-19 ป รอ ยละ 2.51 สถาบนั สขุ ภาพจติ เดก็ และวยั รนุ ราชนครนิ ทร รายงานวา การใหบ รกิ ารปรกึ ษา
ปญ หาสขุ ภาพจติ ทางโทรศพั ทส ายดว นสขุ ภาพจติ 1323 ในปง บประมาณ 2562 มวี ยั รนุ โทรเขา มาขอรบั บรกิ ารปรกึ ษา
ในเรอ่ื งความเครยี ดสงู สดุ โดยกลมุ ของวยั รนุ อายุ 11-19 ป โทรมาขอรบั บรกิ ารปรกึ ษาสายดว นสขุ ภาพจติ ประมาณ
10,000 สาย ซงึ่ ปญ หาสขุ ภาพจติ ทพ่ี บมากทส่ี ดุ 3 อนั ดบั แรกสาํ หรบั วยั รนุ ไดแ ก อนั ดบั ท่ี 1 ความเครยี ดและวติ กกงั วล
รอ ยละ 51.36 อนั ดบั ที่ 2 ปญหาความรัก รอยละ 21.39 และอนั ดับที่ 3 ซมึ เศรา รอยละ 9.82
10 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
วีรวิชญ เลิศรัตนธํารงกุล (2564) ทําการศึกษาการกลั่นแกลงกันในพ้ืนท่ีไซเบอรของนักเรียน
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน ดานความชุก วิธีการจัดการปญหา และพฤติกรรมเสี่ยง กลุมตัวอยางนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนตน จากการศึกษาพบวา ความชุกของการกลั่นแกลงในพื้นที่ไซเบอรของนักเรียน กลุมตัวอยาง
รอยละ 54.57 เคยถูกกล่ันแกลงในพื้นที่ไซเบอร รอยละ 38 เคยกลั่นแกลงผูอ่ืนในพ้ืนที่ไซเบอร รอยละ 5.14
เคยกลั่นแกลงผูอ่ืนและเคยถูกกล่ันแกลงในพื้นที่ไซเบอร รูปแบบของการกลั่นแกลงในพื้นท่ีไซเบอรท่ีนักเรียน
ถูกกล่ันแกลงมากที่สุดสามอันดับแรก รอยละ 60.73 ถูกนินทาผานส่ือสังคมออนไลน เชน Facebook, Line
รองลงมา รอยละ 48.69 ถูกลอเลียนดวยการนํารูปภาพ หรือคลิปวีดีโอไปเผยแพรในส่ือสังคมออนไลน และ
รอยละ 45.55 ถูกปดก้ันหรือลบหรือบล็อคออกจากกลุมสื่อสังคมออนไลน ซ่ึงสาเหตุของการกล่ันแกลงกัน
ในพ้ืนที่ไซเบอร สามอันดับแรก คือ รอยละ 42.86 มีขอพิพาทหรือหมั่นไสกันในพ้ืนท่ีจริงมากอน รองลงมาคือ
รอยละ 30.83 มีความเช่ือวาพื้นท่ีไซเบอรมีความเปนนิรนาม
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 11
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
1.3 นโยบายและโครงการที่เกี่ยวขอ้ งกับเด็กและเยาวชน
1.3.1 พระราชบัญญัติที่เกี่ยวขอ้ งกับสุขภาพเด็กและเยาวชน
พระราชบัญญัติสุขภาพแหงชาติ พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติน้ีประกอบดวยสวนเฉพาะเก่ียวกับ
การสงเสริมและปองกันสุขภาพของผูหญิงและเด็ก ในมาตรา 6 ในพระราชบัญญัตินั้นกลาวถึงการสงเสริมและ
ปองกันสุขภาพของผูหญิงและเด็ก รวมถึงอนามัยเจริญพันธุ สุขภาพของเด็กๆ และผูพิการ และคุณลักษณะ
ทางสุขภาพเฉพาะบุคคลซ่ึงจะตองมีการสงเสริมและปองกันอยางถูกตอง อาทิ
พระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
สาระสําคัญในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาเด็ก
และเยาวชนแหง ชาติ พ.ศ. 2550 มบี ทบญั ญตั บิ างประการไมเ หมาะสมกบั สภาพการณใ นปจ จบุ นั ทาํ ใหไ มอ าจสง เสรมิ
เด็กและเยาวชนในทุกระดับใหมีสวนรวมในการดําเนินงานเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไดอยางมีประสิทธิภาพ
รวมท้ังการสงเสริมใหเด็กและเยาวชนไดเขามามีสวนรวมแสดงความคิดเห็นในเร่ืองตาง ๆ ท่ีมีผลกระทบตอเด็ก
และเยาวชน ตลอดจนสนับสนุนใหเด็กและเยาวชนไดมีการแสดงออกที่สอดคลองกับระดับความรูความสามารถ
ซง่ึ พฒั นาไปตามวยั ของเดก็ และเยาวชน สมควรแกไ ขเพมิ่ เตมิ บทบญั ญตั เิ พอ่ื ใหก ารสง เสรมิ การพฒั นาเดก็ และเยาวชน
มีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึน้ จึงจาํ เปนตอ งตราพระราชบัญญัตนิ ้ี
พระราชบัญญัติ การปองกันและแกไขปญหาการตั้งครรภในวัยรุน พ.ศ. 2559
เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ สืบเนื่องมาจากการตั้งครรภในวัยรุนของประเทศ
มจี าํ นวนเพมิ่ ขนึ้ อยา งตอ เนอื่ ง ซงึ่ สง ผลกระทบตอ สขุ ภาพของบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม และเศรษฐกจิ ในภาพรวม
และปญหาการตั้งครรภในวัยรุนของประเทศมีความซับซอนและไมอาจแกไขไดดวยอํานาจหนาท่ีของหนวยงานใด
หนว ยงานหนงึ่ ดงั นนั้ สมควรสรา งกลไกในการกาํ หนดนโยบาย ยทุ ธศาสตร และการดาํ เนนิ การรว มกนั ของหนว ยงาน
ทเ่ี กยี่ วขอ งทงั้ หนว ยงานของรฐั หนว ยงานของเอกชน และประชาสงั คม เพอ่ื บรู ณาการใหก ารปอ งกนั และแกไ ขปญ หา
การตงั้ ครรภใ นวยั รนุ เปน รปู ธรรม มคี วามเปน เอกภาพ และมปี ระสทิ ธภิ าพยงิ่ ขนึ้ จงึ จาํ เปน ตอ งตราพระราชบญั ญตั นิ ้ี
12 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
1.3.2 โครงการที่เก่ียวข้องกับอนามยั เด็กและเยาวชน
โครงการโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ (Health Promoting School: HPS) กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ
ไดร เิ รมิ่ โครงการโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพขน้ึ ในป พ.ศ. 2541 โดยนาํ แนวคดิ โรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพขององคก ารอนามยั โลก
มาปรบั ใช วตั ถปุ ระสงคข องโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพ คอื เพอื่ พฒั นาโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพในประเทศไทย โครงการ
โรงเรียนสงเสริมสุขภาพน้ันไดกําหนดจุดมุงหมายในการพัฒนาสุขภาพของนักเรียนและสรางสิ่งแวดลอมใหเปนมิตร
ตอสุขภาพ โรงเรียนจะถูกสงเสริมใหเปนจุดเริ่มตนและจุดศูนยกลางของสุขภาพและการศึกษา โครงการโรงเรียน
สงเสริมสุขภาพนนั้ ดาํ เนนิ การโดยกรมอนามัย และไดร บั ความรว มมือจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย
และชมุ ชนตา งๆ โดยโครงการโรงเรยี นสงเสริมสุขภาพ
การดาํ เนนิ งานขบั เคลอ่ื นโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพอาศยั พลงั ในการพฒั นาสคู วามสาํ เรจ็ และความยง่ั ยนื
3 ประการ ไดแ ก (1) พลงั ดา นวชิ าการ (Academic-based driven) 2) พลงั ดา นการเมอื ง (Political commitment
และ (3) พลงั ประชาสงั คม (Community-based driven) มงุ เนน ดา นการสนบั สนนุ และใหค วามรว มมอื จากผปู กครอง
และชมุ ชน โดยการมสี ว นรบั รแู ละมสี ว นรว มในการตดั สนิ ใจ ดาํ เนนิ กจิ กรรมหรอื สว นรว มในกจิ กรรมและมจี ติ สาํ นกึ ของ
การเปน เจา ของโครงการ การดาํ เนนิ งานโรงเรยี นสง เสรมิ สขุ ภาพใหค วามสาํ คญั ในการพฒั นาใน 2 ดา นใหญ ๆ ไดแ ก
(1) ดา นกระบวนการ และ (2) ดา นการสง เสรมิ สขุ ภาพและสง่ิ แวดลอ ม ซงึ่ แตล ะดา นมอี งคป ระกอบดงั นี้
ตารางทแ่ี สดงองคป ระกอบหลักและองคป ระกอบยอ ยของการดาํ เนนิ งานโรงเรยี นสง เสรมิ สุขภาพ
องค์ประกอบหลัก องค์ประกอบยอ่ ย
ดา นกระบวนการ องคป ระกอบท่ี 1 นโยบายของโรงเรียน
องคป ระกอบที่ 2 การบริหารจัดการในโรงเรยี น
ดา นการสงเสรมิ สขุ ภาพ องคประกอบที่ 3 ความรวมมอื ระหวางโรงเรียน
และสิ่งแวดลอม และชุมชน
องคป ระกอบที่ 4 การจดั การส่ิงแวดลอ มในโรงเรียน
ที่เอื้อตอ สุขภาพ
องคประกอบที่ 5 การบริการอนามัยในโรงเรียน
องคประกอบที่ 6 สุขศึกษาในโรงเรียน
องคป ระกอบท่ี 7 โภชนาการและอาหารทปี่ ลอดภยั
องคประกอบท่ี 8 การออกกาํ ลังกาย กฬี าและนนั ทนาการ
องคป ระกอบที่ 9 การใหค าํ ปรึกษาและสนับสนนุ ทางสังคม
องคประกอบที่ 10 การสง เสริมสุขภาพบุคลากรในโรงเรียน
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 13
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
โครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ (Health Literate School : HLS) โครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ
(Health Literate School : HLS) กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ ไดร เิ รมิ่ โครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ ขน้ึ ในป
พ.ศ. 2562 ตามกรอบยทุ ธศาสตรช าติ การปฏริ ปู ความรอบรู และการสอ่ื สารสขุ ภาพ เปน นโยบายเรง ดว น ในการผลกั ดนั
ใหก ารทาํ งานเกดิ ผลสมั ฤทธต์ิ อ การสรา งพลเมอื งไทยใหเ ปน พลเมอื งทม่ี สี ขุ ภาพดอี ยา งเปน รปู ธรรม กา วตอ ไปในการพฒั นา
ดา นสขุ ภาพเดก็ วยั เรยี นและวยั รนุ โดยใชก ลยทุ ธก ารพฒั นาความรอบรแู ละพฤตกิ รรมสขุ ภาพ ตามแนวทางทฤษฎวี เี ชฟ
(V-Shape) มาเปนกระบวนการความสําเร็จในการขับเคล่ือนความรอบรูดานสุขภาพและการสื่อสารสุขภาพของ
เดก็ วยั เรยี นในการกลน่ั กรอง ประเมนิ และตดั สนิ ใจทจ่ี ะปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมสขุ ภาพ การเลอื กใชบ รกิ ารและผลติ ภณั ฑ
สขุ ภาพไดอ ยา งเหมาะสม มคี วามสามารถจดั การสขุ ภาพไดด ว ยตนเอง (Self-management) และอยใู นสงั คมรอบรู
(Literate society) เร่ิมใหเด็กวัยเรียนสามารถเขาถึงและเขาใจขอมูลความรูสุขภาพ โตตอบ ซักถาม แลกเปลี่ยน
นาํ ไปสกู ารตดั สนิ ใจปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมตนเองและปรบั สภาพแวดลอ มได และสดุ ทา ยบอกตอ เพอ่ื สรา งสงั คมรอบรู
สขุ ภาพอยา งยง่ั ยนื โดยจดั ทาํ แนวทางการพฒั นาโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพ (Health Literate School : HLS) ภายใต
4 องคป ระกอบ 12 ตวั บง ชี้ ซง่ึ มคี วามสอดคลอ งกบั การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น (GSHS) ดงั นนั้ ขอ มลู การสาํ รวจ
ท่ีดําเนนิ การในป พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2564 น้ันจึงสามารถชว ยติดตามผลและประเมินความกาวหนา
ของโครงการโรงเรยี นรอบรดู า นสขุ ภาพได
ตารางแสดงองคประกอบและตัวบง ชโ้ี ครงการโรงเรียนรอบรูดานสุขภาพ (HLS)
องค์ประกอบหลัก สาระสําคัญ
องคประกอบที่ 1 กระบวนการบรหิ ารจัดการ
องคป ระกอบท่ี 2 การสอ่ื สารความรอบรู ดา นสุขภาพ
องคประกอบท่ี 3 การจดั การสง่ิ เเวดลอมในโรงเรียนท่ีเออื้ ตอสุขภาพ เเละการเรียนรู
องคประกอบที่ 4 การมีสวนรว ม ของภาคีเครอื ขา ย
ตัวบง่ ชี้ สาระสําคัญ
ตวั บงช้ีท่ี 1 นโยบาย
ตัวบงชท้ี ี่ 2
ผนู าํ ความคิด (Role Model)
ตัวบง ชีท้ ี่ 3
ตวั บงชท้ี ่ี 4 การนิเทศ & ประเมินผล
ตัวบงชีท้ ่ี 5
ตวั บง ชี้ท่ี 6 การถา ยทอดนโยบาย
ตัวบง ชี้ที่ 7
ตัวบง ชท้ี ี่ 8 การพัฒนาตามขัน้ ตอน V-shape
ตวั บง ชี้ท่ี 9
ตวั บงช้ีที่ 10 การประเมินผล
ตวั บงชีท้ ี่ 11
การจัดการสิง่ แวดลอ ม ดา นกายภาพ
ตัวบง ชี้ที่ 12
การจัดสภาพแวดลอมทางสังคม
โรงเรยี นมสี ภาพแวดลอ ม ที่นา อยู และปลอดภยั
การมีสว นรวมทกุ ข้นั ตอน
มเี ครอื ขายชมุ ชนนกั ปฏบิ ัติ โรงเรยี นรอบรูด า นสขุ ภาพ
เปน สงั คมรอบรดู านสุขภาพ Health Literate Societies
14 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
นอกจากนั้น กรมอนามัย ยังไดดําเนินการโครงการอื่นๆ ท่ีเกี่ยวของกับอนามัยเด็กและเยาวชน
เพอ่ื สขุ ภาวะทด่ี ขี องเดก็ วยั เรยี น ซง่ึ นบั วา เปน เรอ่ื งสาํ คญั เรอื่ งหนงึ่ ทม่ี คี วามเกยี่ วขอ งโดยตรงกบั การดาํ รงคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ี
และมีสวนเกื้อกูลความสามารถทางการศึกษาของเด็กนักเรียนและเยาวชนเปนอยางยิ่ง ภายใตปรัชญา
“การเสริมสรางพลังความรูสูสุขภาวะ” ท่ีมองวา สุขภาพกับการศึกษาตองดําเนินควบคูกันไปในลักษณะเก้ือกูล
ซ่งึ กนั และกนั ดงั จะเห็นไดจ ากมติ คิ วามสอดคลอ งทั้งดานการพัฒนางานการศึกษาและสขุ ภาพภายใตภ ายใตฐ านคิด
หรอื อดุ มคตเิ ดยี วกนั ทเี่ นน หลกั การ 3 อยา ง ไดแ ก ประเดน็ การเขา ถงึ (Accessibility) การนาํ มาประยกุ ตแ กป ญ หาในชวี ติ
(Utilization) และมีความย่งั ยนื (Sustainability) อาทิ
• โครงการปอ งกนั และลดความเสยี่ งการตดิ เชอ้ื โควดิ -19 ในสถานศกึ ษา สถานดแู ลเดก็ พเิ ศษ และ
สถานพนิ จิ และคมุ ครองเด็กและเยาวชน “สุขอนามัยปลอดภยั ไรโ ควดิ - 19” พ.ศ. 2564
• โครงการสง เสริมสขุ ภาพและอนามัยสงิ่ แวดลอ มตามแนวทางโครงการพระราชดําริ
และโครงการเฉลมิ พระเกยี รติ
• โครงการพฒั นาสขุ ภาพเดก็ และประชาชนในพื้นท่ีศูนยภ ูฟาพัฒนา
• โครงการสง เสรมิ สขุ ภาพเดก็ พเิ ศษ
• โครงการพัฒนาระบบสง เสริมสุขภาพวยั รนุ และอนามยั เจรญิ พนั ธแุ บบบรู ณาการ
• โครงการปอ งกันและแกไ ขปญ หาการตั้งครรภใ นวยั รนุ
• โครงการขับเคลื่อนพระราชบัญญตั ิปอ งกันและแกไ ขปญ หาตง้ั ครรภในวัยรนุ พ.ศ. 2559
• เครอื ขา ยโรงเรยี นเด็กไทยฟนดี
• โครงการเด็กวัยเรยี นวัยรนุ สงู ดีสมสวนแขง็ แรงและฉลาด
• โครงการจัดทําเกณฑอ า งอิงการเจริญเติบโตของเดก็ อายุ 5 – 19 ป พ.ศ. 2563
• โครงการพฒั นาศักยภาพผูพ ทิ กั ษอ นามัยโรงเรยี นและอนามัยส่งิ แวดลอมในชุมชน
เพื่อปอ งกันการแพรระบาดโรคติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 15
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ส่วนท่ี 2
วตั ถปุ ระสงค์
การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น (GSHS) เปน การสาํ รวจปจ จยั ตา ง ๆ ทสี่ ง ผลกระทบตอ สขุ ภาพของนกั เรยี น
โดยใชก ระบวนการทางการวจิ ยั ศกึ ษาขอ มลู เพอ่ื หาทง้ั ขอ มลู ปฐมภมู ิ (Primary data) ทไี่ ดจ ากการสาํ รวจ (Survey)
และขอ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary data) ของการสาํ รวจในอดตี มาวเิ คราะหร ว มกนั ซง่ึ นบั เปน หวั ใจของพลงั ทางวชิ าการ
(Academic-oriented driven) ที่จะขับเคล่ือนการดําเนินงานดานสุขภาพใหสําเร็จตามพ้ืนฐานสภาพปญหาจริง
โดยการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น สอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงคข องการสาํ รวจในระดบั นานาชาตแิ ละระดบั ชาติ ดงั นี้
2.1 วตั ถปุ ระสงค์ระดับนานาชาติ (Global objectives) ประกอบดว ย
วัตถุประสงคทั่วไป : การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียน (GSHS) เปนโครงการเพ่ือการเฝาระวังท่ีพัฒนาโดยองคการ
อนามัยโลก (WHO) รวมกับ UNICEF UNESCO UNAIDS โดยไดรับความสนับสนุนดานวิชาการจาก US-CDC
โครงการนถี้ กู ออกแบบมาเพอ่ื ชว ยเหลอื สนบั สนนุ ประเทศตา ง ๆ ในการวดั และประเมนิ ปจ จยั เสย่ี งเชงิ พฤตกิ รรมและ
ปจ จยั การปอ งกนั ในกลมุ นกั เรยี นที่มีอายุ 13-17 ป
วัตถปุ ระสงคเฉพาะ : การสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียน (GSHS) มีจุดมงุ หมายสาํ คญั ไดแ ก
(1) เพ่ือชวยเหลือประเทศตางๆ ในการใชขอมูลการสํารวจเพ่ือการจัดลําดับความสําคัญของปญหา
เพอ่ื การกาํ หนดนโยบาย และทรพั ยากรสนบั สนนุ ทเี่ หมาะสม ในการจดั ทาํ และดาํ เนนิ โครงการพฒั นา
อนามัยเดก็ วัยเรยี นและเยาวชน
(2) เพอ่ื คน หาแนวโนม ความชกุ ของพฤตกิ รรมดา นสขุ ภาพ และปจ จยั การปอ งกนั เพอื่ การประเมนิ ผลภาวะ
สุขภาพของเดก็ นกั เรยี น และการสงเสรมิ สขุ ภาพในเดก็ และเยาวชน
(3) เพอื่ เปรยี บเทยี บความชกุ ของพฤตกิ รรมสขุ ภาพและปจ จยั การปอ งกนั ของเดก็ และเยาวชนระหวา งประเทศ
และภายในประเทศ ท้ังน้ีประเทศตางๆ หนวยงานระหวางประเทศ และหนวยงานอื่น ๆ สามารถ
นําขอมูลไปใชได
2.2 วตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะของการสํารวจในประเทศ (Country objectives)
ประกอบดวย
วตั ถปุ ระสงคท ว่ั ไป : จดุ ประสงคห ลกั ของการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นป พ.ศ. 2564 คอื เพอื่ ศกึ ษาภาวะสขุ ภาพ
เดก็ และเยาวชนในระดบั ประเทศ ทงั้ ดา นพฤตกิ รรมสขุ ภาพและปจ จยั การปอ งกนั และนาํ ขอ มลู ไปใชใ น การตดิ ตาม
ทิศทางหรือแนวโนมความชุกของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกันในเด็กและเยาวชนที่กําลังศึกษาอยู
ในชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 1-6
16 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
วตั ถปุ ระสงคเ ฉพาะ : โครงการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นป พ.ศ. 2564 ของประเทศไทยมจี ดุ มงุ หมาย เพอื่ หาคาํ ตอบ
ทางสุขภาพในกลมุ เดก็ และเยาวชนหลายประการ ไดแก
(1) เพ่ือสํารวจระดับสภาวะสุขภาพของนักเรียนไทย และกอใหเกิดขอมูลเพื่อการจัดลําดับความสําคัญของปญหา
กําหนดทิศทางและนโยบาย พรอมท้ังจัดสรรทรัพยากรสนับสนุนเพื่อการพัฒนางานอนามัยโรงเรียน และ
สขุ ภาพเด็กและเยาวชนไทย
(2) เพื่อเปรียบเทียบสถานะของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกัน กับผลการสํารวจใน ป พ.ศ. 2551
และ พ.ศ. 2558 รวมทงั้ คนหาทศิ ทางแนวโนมความชุกของพฤติกรรมสขุ ภาพและปจจยั การปอ งกัน
(3) เพ่ือเปรียบเทียบความชุกของพฤติกรรมสุขภาพและปจจัยการปองกันของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย
กับประเทศตาง ๆ ท่ัวโลก
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 17
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ส่วนที่ 3
วธิ ีการดําเนินการสํารวจ
กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ ไดด าํ เนนิ การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น ป 2564 โดยไดร บั ความรว มมอื
จากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สํานักงานกรุงเทพมหานคร และองคกรเอกชน โดยการสํารวจ
น้ันไดใชวิธีมาตรฐานของการสํารวจ GSHS ทุกประเทศทั่วโลกในการสุมเลือกโรงเรียนและชั้นเรียนเพื่อเขารวม
ในการสาํ รวจ จากโรงเรยี นทงั้ หมดในประเทศ แบบสอบถามประกอบดว ยชดุ คาํ ถามมาตรฐาน ชดุ คาํ ถามสว นขยาย
และชุดคําถามเฉพาะของแตละประเทศ แบบสอบถามนั้นเปนแบบตอบคําถามดวยตนเอง และทําการตอบในชวง
ระหวางเวลาปกติของคาบเรยี นหน่งึ คาบเรยี น
3.1 เคร่อื งมอื การสํารวจ
การวจิ ยั ในครง้ั น้ี ใชเ ครอื่ งมอื เกบ็ รวบรวมขอ มลู ซงึ่ เปน แบบสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย
พ.ศ. 2564 เปนแบบสอบถามที่ตอบคําถามดวยตนเอง (Self-administered questionnaire) ท่ีสรางและพัฒนา
ใหเปนแบบสอบถามมาตรฐานสําหรับใชท่ัวโลก โดยความรวมมือของโครงการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรียนท่ัวโลก
(GSHS) ศูนยควบคุมและปองกันโรคแหงสหรัฐอเมริการวมกับองคการอนามัยโลก (WHO) แบบสอบถามดังกลาว
ไดถูกแปลเปนภาษาไทยและปรับปรุงใหเหมาะกับบริบทของประเทศไทย พรอมทั้งตรวจสอบความเหมาะสมและ
ความชดั เจนของภาษาทใี่ ชใ นแบบสอบถาม แบบสอบถามเปน แบบเลอื กตอบ ซงึ่ ประกอบดว ยขอ ถามจาํ นวนทง้ั หมด
82 ขอ แบง เปน 3 สว น สว นท่ี 1 ครอบคลมุ ประเดน็ หลกั (Core modules) จาํ นวน 59 ขอ สว นท่ี 2 สว นขยายประเดน็ หลกั
(Core expended) จํานวน 18 ขอ และสวนท่ี 3ประเด็นเฉพาะประเทศ (Country Specific) จํานวน 5 ขอ โดย
แบบสอบถามครอบคลมุ ประเดน็ ตาง ๆ ดังน้ี
1. คุณลักษณะทางประชากรของกลุมตัวอยา ง (Response demographics data)
2. พฤติกรรมการบรโิ ภค (Dietary behavior)
3. สขุ อนามยั สวนบุคคล (Hygiene)
4. ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเจตนา (Violence and unintentional injury)
5. สขุ ภาพจิต (Mental health)
6. การสูบบุหรี่ (Tobacco use)
7. การดื่มเคร่ืองดื่มแอลกอฮอลแ ละการใชส ารเสพติด (Alcohol and drug uses)
8. พฤติกรรมการมเี พศสมั พนั ธ (Sexual behavior)
9. กิจกรรมทางกาย Physical activity)
10. ปจ จัยการปองกนั (Protective factors)
18 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
3.2 การออกแบบการสุ่มตัวอยา่ ง
การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย ใชเ ทคนคิ การสมุ ตวั อยา งแบบแบง กลมุ ในลกั ษณะสองขน้ั ตอน
(Two stage cluster sampling design) ในการสรา งกลมุ ตวั อยา งทเี่ ปน ตวั แทนของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ทว่ั ประเทศ
ขั้นตอนแรกของการสุมตัวอยางเปนการสุมเลือกโรงเรียน ซ่ึงโอกาสท่ีโรงเรียนจะถูกสุมเลือกจะเปนไปตามสัดสวน
จาํ นวนนกั เรยี นในโรงเรยี น (proportional to size of enrolled students) กลมุ ตวั อยา งคอื โรงเรยี นสงั กดั รฐั บาลและ
โรงเรียนเอกชน ท่ีเปดสอนนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1-6 ซึ่งโรงเรียนที่ผานการสุมเลือกในข้ันตอนแรกน้ัน
มีท้ังหมด 64 แหง ข้ันตอนที่สองของการสุมตัวอยางคือสุมเลือกหองเรียน โดยหองเรียนทุกหองจากแตละโรงเรียน
ทไ่ี ดร บั การสมุ เลอื กนนั้ ถกู ผนวกรวมเขา ไปในกรอบการสมุ กลมุ ตวั อยา ง และทกุ หอ งเรยี นในโรงเรยี นจะมโี อกาสเทา กนั
ในการถูกสุม นักเรียนทุกคนในหองเรียนที่ถูกสุมไดน้ันจะไดเขารวมการสํารวจ จํานวนนักเรียนที่ถูกสุมจํานวน
6,290 คน นักเรียนเปนผูตอบแบบสอบถามดว ยตนเอง
3.3 การเก็บข้อมูล
การสํารวจน้ันเร่มิ ดําเนนิ การเม่อื เดอื นพฤศจิกายน 2563 – ธันวาคม ป 2564 เจา หนา ที่ท่ดี ําเนนิ การ
สํารวจจํานวน 80 คน ไดรับการอบรม เพ่ือใหทราบถึงกระบวนการในการสํารวจ และเอกสารตาง ๆ ที่จะตองใช
ในการสํารวจนอกจากนนั้ มกี ารขอความยนิ ยอมและอนญุ าตใหเ ขา ทาํ การสาํ รวจทงั้ จากโรงเรยี นทเ่ี ขา รว มการสาํ รวจ
ผปู กครองและนกั เรยี นกอ นการดําเนนิ การสาํ รวจ
ขนั้ ตอนการสาํ รวจถกู ออกแบบมาเพอื่ ใหร กั ษาความเปน สว นตวั ของนกั เรยี น โดยทนี่ กั เรยี นสามารถศกึ ษา
ขอ มลู รายละเอยี ดของโครงการสาํ รวจ (Information sheet) วธิ กี ารตอบแบบสาํ รวจพรอ มลงนามในเอกสารยนิ ยอม
(Informed consent sheet) โดยสามารถตอบแบบสอบถามแบบไมเ ปด เผยนามและตามความสมคั รใจ นกั เรยี นสามารถ
ตอบแบบสอบถามดวยตนเองในระยะเวลาหน่ึงคาบเรียน โดยทําเครอ่ื งหมายบนกระดาษคาํ ตอบโดยตรง ซง่ึ กระดาษ
ดงั กลาวถกู ออกแบบมาใหอ านไดดวยคอมพวิ เตอร
เกบ็ ขอ มลู ภาคสนาม ชว งเดอื น มกราคม ถงึ มนี าคม 2564 แบบสอบถามคนื กลบั มาจาก 59 โรงเรยี น
และจํานวน 5,661 คน โดยอัตราการตอบกลับระดับโรงเรียนอยูที่รอยละ 92 ระดับนักเรียนอยู ท่ีรอยละ 90 และ
โดยภาพรวมแลว อยทู ร่ี อ ยละ 83 ชดุ ขอ มลู ถกู จดั การและตรวจสอบเพอ่ื กาํ จดั ขอ มลู ทไ่ี มถ กู ตอ ง ขอ มลู สญู หายไมส ง ผล
ทางสถิติ ใชซอฟแวรในการคํานวณประมาณการของความชุกและชวงความเช่ือมั่น รอยละ 95 ผลการสํารวจภาวะ
สุขภาพนักเรียนครั้งน้ี ถือเปนตัวแทนของนักเรียนทั้งหมดในประเทศไทยท่ีกําลังศึกษาอยูในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-6
3.4 การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ในการวเิ คราะหข อ มลู น้ี ใชก ารกาํ หนดคา ถว งนาํ้ หนกั ใหแ กค าํ ตอบของนกั เรยี นแตล ะคน เพอ่ื นาํ คา นนั้ นาํ ไป
ปรบั คา ถว งนาํ้ หนกั ดว ยการไมต อบคาํ ถาม และคา ความนา จะเปน ของตวั เลอื กทห่ี ลากหลาย สตู รการแทนคา ถว งนาํ้ หนกั
ที่ใชดงั น้ี W = W1 * W2 * f1 * f2 * f3
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 19
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตารางท่ี 3.4 แสดงสูตรการคาํ นวณการปรบั แตง คานา้ํ หนกั [W = W1 * W2 * f1 * f2 * f3]
ประเภทการปรบั แต่ง สัญลักษณ์ คําอธิบาย
ค่าน�าหนัก การคํานวณ
การปรบั แตง ฐาน W1 คา ยอ นกลบั หรอื คา ผกผนั ของความนา จะเปน
(Base weight) ในการคดั เลอื กแตล ะโรงเรยี น
W2 คา ยอ นกลบั หรอื คา ผกผนั ของความนา จะเปน
ในการคดั เลอื กแตล ะชนั้ เรยี น
การปรบั แตงท่ีไมมกี ารตอบสนอง องคป ระกอบของการปรบั แตง ในระดบั โรงเรยี น
(Non response adjustment) f1 สาํ หรบั โรงเรยี นทไี่ มไ ดร บั การคดั เลอื ก
คาํ นวณจากตามขนาดของโรงเรยี น
องคป ระกอบของการปรบั แตง
f2 ในระดบั ชน้ั เรยี นทไ่ี มไ ดร บั การคดั เลอื ก
คาํ นวณตามจาํ นวนชนั้ เรยี น
การปรับแตงภายหลังการจัดแบงลาํ ดับชั้น f3 องคป ระกอบการปรบั แตง ภายหลงั
(Post stratification adjustment) การจดั ลาํ ดบั ชน้ั โดยคาํ นวณจากคา องศา
ของนาํ้ หนกั หรอื คา ทเ่ี กดิ จากการถว งนาํ้ หนกั
อนั เกดิ จากการคาํ นวณทใ่ี ชจ าํ นวน
นกั เรยี นทงั้ หมดทก่ี าํ ลงั ศกึ ษาในระดบั ชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1-6 ของประเทศไทย
อัตราการตอบสนอง (Response Rate)
ในการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นในประเทศไทย ป 2564 มนี กั เรยี นทง้ั สนิ้ 5,661 คน จากโรงเรยี น 59 แหง
ไดร ว มตอบแบบสอบถาม (จากโรงเรยี นทงั้ หมด 64 โรงเรยี นทถี่ กู สมุ ) โดยอตั ราการตอบกลบั ระดบั โรงเรยี นอยทู ร่ี อ ยละ 92
ระดบั นกั เรยี นอยทู รี่ อ ยละ 90 และ โดยภาพรวมแลว อยทู ร่ี อ ยละ 83 ชดุ ขอ มลู ถกู จดั การและตรวจสอบเพอื่ กาํ จดั ขอ มลู
ท่ีไมถูกตอง ขอมูลสูญหายไมสงผลทางสถิติ ใชซอฟแวร PC Sample ในการคํานวณประมาณการของความชุกและ
ชว งความเชอื่ มนั่ รอ ยละ 95 ผลการสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี นครง้ั นี้ ถอื เปน ตวั แทนของนกั เรยี นทงั้ หมดในประเทศไทย
ทก่ี าํ ลงั ศกึ ษาอยใู นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6
20 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ส่วนท่ี 4
ผลการสํารวจ
4.1 การวเิ คราะหข์ ้อมูลคณุ ลักษณะประชากร
(Demographic data analysis)
4.1.1 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลคณุ ลกั ษณะประชากรท่ัวไปของประเทศไทย
จากการวิเคราะหขอมูลสถิติประชากรในระดับทุติยภูมิท่ีจัดเก็บโดยกรมการปกครอง พบวา จํานวน
ประชากรรวมของประเทศไทยทั้งหมด 66,186,727 คน ซ่ึงในจํานวนนี้ มีจํานวนประชากรวัยเด็กและวัยรุน
ท่ีอยูในชวงอายุ 0-19 ป จํานวน 14,709,329 คน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดในประเทศ (รอยละ 22.22)
ในจาํ นวนนปี้ ระกอบดว ยจาํ นวนประชากรเพศชายและหญงิ ใกลเ คยี งกนั โดยมปี ระชากรเพศชาย จาํ นวน 7,556,830 คน
(รอยละ 11.42) และประชากรเพศหญิงจํานวน 7,152,499 คน (รอ ยละ 10.80)
ตารางที่ 4.1 แสดงคณุ ลักษณะการกระจายของประชากรในชว งอายุ 0-19 ป ในประเทศไทย พ.ศ. 2563
ชว่ งอายุ จาํ นวนรวม (คน) เพศชาย (คน) เพศหญิง (คน)
ของประชากร (ปี)
3,071,469 1,579,999 1,491,470
อายรุ ะหวาง 0-4 ป 1,418,609 728,503 690,106
อายุระหวา ง 5-6 ป 2,325,345
อายุระหวาง 7-9 ป 3,906,378 1,195,792 1,129,553
อายรุ ะหวา ง 10-14 ป 3,987,528 2,008,176 1,898,202
อายรุ ะหวา ง 15-19 ป 2,044,360 1,943,168
14,709,329
รวม (รอ ยละ 22.22) 7,556,830 7,152,499
(รอ ยละ11.42) (รอ ยละ 10.80)
แหลง ทมี่ า: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ป พ.ศ. 2563
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 21
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
4.1.2 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลคณุ ลกั ษณะประชากรของกลมุ่ ตัวอย่าง
จากขอ มลู จาํ นวนประชากรทง้ั หมดทอ่ี ยใู นชว งอายรุ ะหวา ง 0-19 ป ของประเทศไทยทนี่ าํ มาคาํ นวณหาขนาด
ของกลมุ ตวั อยา งของประชากรทใี่ ชเ กบ็ ขอ มลู การสาํ รวจภาวะสขุ ภาพนกั เรยี น ป พ.ศ. 2564 ไดก ลมุ ตวั อยา งทเ่ี ปน ตวั แทน
ของประชากร ประกอบดว ยนกั เรยี นทง้ั หมดทกี่ าํ ลงั ศกึ ษาอยใู นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1-6 จาํ นวน 5,661 คน ในจาํ นวนน้ี
ประกอบดวยนักเรียนชาย จํานวน 2,504 คน (รอยละ 46.9) และนักเรียนหญิง จํานวน 3,135 คน (รอยละ 53.1)
โดยสว นใหญม อี ายรุ ะหวา ง 13-17 ป จาํ นวน 4,801 คน (รอ ยละ 86.5) รองลงมาอายุ 13-15 ป จาํ นวน 3,621 คน
(รอ ยละ 61.3) อายุ 18 ปห รอื มากกวา จาํ นวน 624 คน (รอ ยละ 10.6) และอายุ 12 ปห รอื นอ ยกวา จาํ นวน 232 คน
(รอ ยละ 2.8) ตามลาํ ดับ
ตารางที่ 4.2 แสดงการกระจายของประชากรกลุมตวั อยา งจาํ แนกตามอายุ เพศ และระดับชั้นเรียน
การสาํ รวจภาวะสุขภาพนกั เรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
คณุ ลักษณะประชากรกล่มุ ตัวอยา่ ง จาํ นวน รอ้ ยละ
เพศ 2,504 46.9
3,135 53.1
ชาย
หญงิ
อายุ 232 2.8
3,621 61.3
12 ปห รอื นอยกวา 4,801 86.5
ระหวา ง 13-15 ป
ระหวาง 13-17 ป 624 10.6
18 ปห รอื มากกวา
1,743 22.5
ระดับการศึกษา 905 21.8
มัธยมศึกษาปท่ี 1 1,288 21.1
มธั ยมศึกษาปท ่ี 2 573 12.3
มธั ยมศึกษาปที่ 3 509 11.4
มัธยมศึกษาปท ่ี 4 627 10.8
มธั ยมศึกษาปท่ี 5
มัธยมศกึ ษาปท ี่ 6
หมายเหตุ ขอคำถามที่กลุมตัวอยางกรอกขอมูลไมสมบูรณหลังจากตรวจสอบ ประกอบดวย (1) ขอคำถามเพศ 22 คน (2)
ขอคำถามอายุ 4 คนและ (3) ขอคำถามระดับการศกึ ษา 16 คน
22 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
4.2 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดา้ นตวั แปร (Independent variable analysis)
4.2.1 พฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร
การวิเคราะหขอมูลในสวนนี้ แบงการวิเคราะหขอมูลออกเปน 7 ประเด็น ไดแก (1) ภาวะนํ้าหนัก
ต่ํากวาเกณฑ (2) ภาวะนํ้าหนักเกิน (3) ภาวะอวน (4) ภาวะความหิว (5) พฤติกรรมผลไมและผักตาง ๆ
(6) พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอน่ื ๆ และ (7) การสอนเร่ืองประโยชนข องการรับประทานอาหารเพ่ือสขุ ภาพ
ความชกุ ของภาวะนาํ้ หนกั ตา่ํ กวา เกณฑ จากการสาํ รวจพบวา รอ ยละ 8.2 ของนกั เรยี นมภี าวะนา้ํ หนกั
ตาํ่ กวา เกณฑ (<-2 SD จากคา มธั ยฐานของดชั นมี วลกายแบง ตามอายแุ ละเพศ) โดยพบวา สดั สว นนกั เรยี นชายทมี่ ภี าวะ
นํ้าหนักตาํ่ กวาเกณฑ มีมากกวานกั เรยี นหญิงอยา งมีนัยสาํ คญั (รอ ยละ 11.5 และ 5.3 ตามลาํ ดบั )
ความชุกของภาวะน้ําหนักเกิน สําหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ําหนักเกิน พบวา นักเรียนหนึ่งในหาคน
(รอ ยละ 19.1) มภี าวะนาํ้ หนกั เกนิ (> + 1 SD จากคา มธั ยฐานสาํ หรบั คา ดชั นมี วลกายตามอายแุ ละเพศ) และสดั สว น
ของนักเรียนชายท่ีมีภาวะน้ําหนักเกินมีมากกวานักเรียนหญิงอยางมีนัยสําคัญ (รอยละ 22.0 และ 16.5 ตามลําดับ)
ความชกุ ของภาวะอว น สาํ หรบั นกั เรยี นทมี่ ภี าวะอว น พบวา รอ ยละ 6.8 ของนกั เรยี นไทยมภี าวะอว น
(> + 2 SD จากคา มธั ยฐานของดัชนมี วลกายแบง ตามอายแุ ละเพศ) และพบวานกั เรยี นชายนน้ั มภี าวะอวนมากกวา
นกั เรยี นหญงิ อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ (รอยละ 8.8 และ 5.1 ตามลําดบั )
ตารางที่ 4.3 แสดงรอ ยละของภาวะนํา้ หนกั ของนกั เรียน จาํ แนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนักเรียนทมี่ ีน้ําหนักต่ํากวาเกณฑ
รอยละของนักเรียนทม่ี ีภาวะน้ําหนักเกิน 8.2 11.5 5.3
รอ ยละของนกั เรยี นที่มภี าวะอวน (7.4 - 9.1) (10.3 - 12.7) (4.4 - 6.4)
19.1 22.0 16.5
(17.4 - 20.9) (19.2 - 25.1) (15.2 - 17.9)
6.8 8.8 5.1
(6.2 - 7.5) (7.4 - 10.5) (4.3 - 6.0)
* ระดบั ความเชอ่ื มั่น 95%
ความชุกของภาวะความหิว ในภาพรวมพบวา นักเรียนที่เผชิญกับความหิวเพราะท่ีบานมีอาหาร
ไมเพียงพอเปนสวนมากและเปนประจําในระหวาง 30 วัน กอนการสํารวจ อยูในระดับนอยมาก (รอยละ 3.9) และ
ไมพ บความแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชาย และหญงิ (รอ ยละ 4.6 และรอ ยละ 3.3 ตามลาํ ดบั )
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 23
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
การบริโภคผลไมและผัก ผลการวิเคราะห พบวามีนักเรียนไมถึง 1 ใน 5 คน (รอยละ 18.2) ท่ีได
รบั ประทานผลไม เชน มะมว ง กลว ย ฝรง่ั สม หรอื เงาะ จาํ นวน 2 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ
และ พบวา มเี พยี ง รอ ยละ 15.3 ของนกั เรยี นทไี่ ดร บั ประทานผกั เชน ผกั กาด ผกั บงุ ผกั คะนา แตงกวา หรอื กะหลาํ่ ปลี
จํานวน 3 คร้ัง ตอวัน หรือมากกวาน้ัน ในชวง 7 วันกอนการสํารวจ โดยพบวาสถิติ การรับประทานผักและผลไม
ในนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ (ผลไม: รอยละ 18.0 (ชาย) และ 18.4 (หญิง)
ผกั : รอ ยละ 15.8 (ชาย) และ รอ ยละ 14.9 (หญงิ )
พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอน่ื ๆ ผลการวเิ คราะห พบวา รอ ยละ 39.3 ของนกั เรยี นรบั ประทานอาหารจาก
รา นอาหารฟาสตฟ ดู เชน รา นแฮมเบอรเ กอร โรงอาหารโรงเรยี น หรอื ตลาด จาํ นวน 3 วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอนการสํารวจ ซึ่งการรับประทานอาหารจากรานอาหารฟาสตฟูด ไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
ระหวา งนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 37.1 และรอ ยละ 41.2 ตามลาํ ดบั ) สาํ หรบั การบรโิ ภคนาํ้ อดั ลม พบวา
หนงึ่ ในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 34.6) นา้ํ อดั ลม เชน โคก เปป ซี่ สไปรท หรอื เซเวน อพั และอนื่ ๆ จาํ นวน 1 ครง้ั ตอ วนั
หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ และไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชาย
และนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 38.2 และ 31.6 ตามลาํ ดบั ) นอกจากนี้ ยงั พบวา รอ ยละ 20.6 ของนกั เรยี นทด่ี มื่ นมหรอื
รบั ประทานผลติ ภณั ฑจ ากนม เชน โยเกริ ต หรอื ชสี 2 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ และ
ไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 22.4 และ 19.1 ตามลาํ ดบั
การวิเคราะหขอมูลยังพบวา รอยละ 47.6 ของนักเรียนไดรับประทานอาหารที่มีสวนประกอบของธาตุเหล็ก 3 วัน
ตอสัปดาหหรือมากกวา ในระหวาง 7 วัน กอนการสํารวจโดยไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวาง
นกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 50.7 และรอ ยละ 44.8 ตามลาํ ดบั )
การสอนเรื่องประโยชนของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ รอยละ 73.5 ของนักเรียนระบุวา
ไดรับการสอนในช้ันเรียนเก่ียวกับประโยชนของการรับประทานอาหารที่ดีตอสุขภาพ ซ่ึงไมพบความแตกตางกัน
อยา งมนี ัยสําคัญทางสถติ ิระหวางนักเรยี นชาย และนักเรียนหญิง (รอ ยละ 72.1 และ รอยละ 74.8 ตามลาํ ดับ)
ตารางท่ี 4.4 แสดงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการสอนเร่ืองประโยชนของการรบั ประทานอาหาร
เพื่อสุขภาพ จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรียนทีห่ วิ เพราะท่บี านมอี าหาร 3.9 4.6 3.3
ไมเ พยี งพอเปนสว นมากและเปน ประจําใน (3.2 - 4.9) (3.5 - 6.0) (2.5 - 4.4)
ระหวา ง 30 วัน กอนการสาํ รวจ
รอยละของนกั เรยี น รบั ประทานอาหารเชา 53.7 56.6 51.3
เปน สว นมากและเปน ประจําเสมอ (51.0 - 56.4) (52.9 - 60.2) (48.5 - 54.0)
ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสํารวจ
24 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นทร่ี บั ประทานผลไม 2 ครงั้ 18.2 18.0 18.4
ตอ วนั หรอื มากกวา เชน มะมว ง กลว ย ฝรง่ั (17.3 - 19.3) (16.5 - 19.6) (17.1 - 19.8)
สม หรอื เงาะ ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ
รอ ยละของนกั เรยี นทรี่ บั ประทานผกั เชน 15.3 15.8 14.9
ผกั กาดผกั บงุ ผกั คะนา แตงกวา หรอื (14.4 - 16.3) (14.4 - 17.2) (13.7 - 16.2)
กะหลา่ํ ปลี จาํ นวน 3 ครง้ั ตอ วนั หรอื
มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ 37.1 41.2
( 32.8 - 41.6) (38.3 - 44.2)
รอ ยละของนกั เรยี นรบั ประทานอาหารจาก 39.3
รา นอาหาร fast food เชน รา นแฮมเบอรเ กอร (36.5 - 42.2)
โรงอาหารโรงเรยี น หรอื ตลาด จาํ นวน 3 วนั
หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ
รอ ยละของนกั เรยี นทดี่ มื่ นา้ํ อดั ลม เชน โคก 34.6 38.2 31.6
เปป ซี่ สไปรท หรอื เซเวน อพั และอนื่ ๆ (33.0 - 35.9) (36.4 - 40.2) (30.0 - 33.2)
จาํ นวน 1 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา
ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ 20.6 22.4 19.1
รอ ยละของนกั เรยี นทดี่ มื่ นมหรอื รบั ประทาน (19.6 - 21.7) (20.8 - 24.1) (17.0 - 20.5)
ผลติ ภณั ฑจ ากนม เชน โยเกริ ต หรอื ชสี
2 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอ นการสาํ รวจ
รอ ยละของนกั เรยี นทร่ี บั ประทานอาหาร 47.6 50.7 44.8
ทม่ี สี ว นประกอบของธาตเุ หลก็ 3 วนั (46.3 - 48.9) (48.7 - 52.6) (43.1 - 46.6)
ตอ สปั ดาหห รอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอ นการสาํ รวจ
รอ ยละของนกั เรยี นทไ่ี ดร บั การสอน 73.5 72.1 74.8
ในชน้ั เรยี นเกยี่ วกบั ประโยชนข อง (69.7 - 77.0) (69.4 - 74.6) (69.5 - 79.4)
การรบั ประทานอาหารทด่ี ตี อ สขุ ภาพ
*ระดับความเชอ่ื มัน่ 95%
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 25
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
4.2.2 สุขอนามยั ส่วนบุคคล
ขอ มลู จากกลมุ ตัวอยาง ในสวนนี้แบงการวิเคราะหข อมลู ออกเปน 3 ประเด็น ไดแก
ดา นพฤตกิ รรมทนั ตสขุ ภาพ ผลการวเิ คราะหข อ มลู พบวา นกั เรยี นสใี่ นหา คน (รอ ยละ 83.0) ทาํ ความสะอาด
ฟนหรือแปรงฟนอยางนอย 2 คร้ังตอวันหรือมากกวา ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ โดยพบความแตกตางระหวาง
นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 89.2) และนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 76.2) อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ และ นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในหา คน
(รอ ยละ 16.5) เคยไปพบหมอฟน (ทนั ตแพทย หรอื ทนั ตภบิ าล) เพอ่ื ตรวจ หรอื รกั ษาฟน โดยสดั สว นของนกั เรยี นชาย
(รอ ยละ 19.8) ทเี่ คยไปพบหมอฟน เพอ่ื ตรวจหรอื รกั ษาฟน นน้ั มมี ากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 13.7) อยา งมนี ยั สาํ คญั
ทางสถิติ ผลการสํารวจพบวา นักเรียนเกือบหนึ่งในสาม หรือ รอยละ 28.7 มีฟนแทผุท่ีไมไดรับการรักษา มากกวา
1 ซข่ี น้ึ ไป ซง่ึ ไมแ ตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะวา งนกั เรยี นชาย และหญงิ (รอ ยละ 26.9 และ รอ ยละ 30.2 ตามลาํ ดบั )
ดานพฤติกรรมที่เก่ียวกับการลางมือ พบวา นักเรียนหน่ึงในหาคน หรือ รอยละ 12.4 ไมเคยลางมือ
หรือลา งบา งนาน ๆ ครง้ั กอ นรบั ประทานอาหาร ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา รอ ยละ 5.7 ของนกั เรยี น
ไมเคยลางมือหรือลางบางนาน ๆ คร้ัง หลังการใชสวม ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ นอกจากนี้พบวานักเรียน
หนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 12.2) ไมเ คยใชส บลู า งมอื หรอื ใช บา งนานๆ ครงั้ ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ หากพจิ ารณา
จากพฤตกิ รรมทเ่ี กยี่ วกบั การลา งมอื ไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ
ดา นความสะอาดของหอ งสว มทโี่ รงเรยี น จากการสาํ รวจพบวา นกั เรยี นระบวุ า ไมม หี อ งสว มสะอาด
ท่ีโรงเรยี น มากกวา ครึ่ง (รอ ยละ 55.8) โดย นักเรียนชาย รอ ยละ 66.1 และนักเรยี นหญงิ รอ ยละ 51.3
ตารางที่ 4.5 แสดงขอมลู พฤติกรรมการปฏบิ ัติเกยี่ วกับสขุ อนามัยสวนบุคคลของนักเรียนจําแนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)*
ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอยละของนกั เรยี นทาํ ความสะอาดฟนหรือ 83.0 76.2 89.2
แปรงฟน อยางนอ ย 2 คร้งั ตอวนั หรือมากกวา (82.0 - 84.0) (74.4 - 77.8) (88.1 - 90.2)
ในระหวา ง 30 วัน กอ นการสาํ รวจ
รอยละของนกั เรยี นที่มีฟนแทผ ทุ ่ไี มไ ดรบั 28.7 26.9 30.2
การรักษา มากกวา 1 ซี่ ข้นึ ไป (26.4 - 31.2) (24.6 - 29.4) (27.2 - 33.3)
รอยละของนกั เรียนทเ่ี คยไปพบหมอฟน 16.5 19.8 13.7
ทนั ตแพทย หรอื ทนั ตภิบาล) เพือ่ ตรวจ (14.0 - 19.3) (17.0 - 22.8) (11.1 - 16.7)
หรอื รกั ษาฟน
รอ ยละของนักเรยี นไมเ คยลา งมอื หรือลา งบา ง 12.4 13.4 11.5
นาน ๆ ครั้งกอ นรบั ประทานอาหาร (10.7 - 14.2) (11.6 - 15.3) (9.2 - 14.2)
ในระหวา ง 30 วัน กอ นการสํารวจ
26 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นไมเคยลางมอื หรอื ลา งบาง 5.7 7.0 4.5
นาน ๆ ครั้งหลงั การใชสว มในระหวาง 30 วนั (4.7 - 6.9) (5.6 - 8.8) (3.1 - 6.6)
กอ นการสํารวจ
รอ ยละของนักเรยี นไมเ คยใชสบลู า งมือหรือ 12.2 13.9 10.5
ใชบา งนาน ๆ คร้ังในระหวาง 30 วนั (10.9 - 13.6) (12.0 - 16.0) (8.9 - 12.3)
กอนการสํารวจ
รอ ยละของนักเรียนทไ่ี มม ีหองสว มสะอาด 55.8 61.1 51.3
ทโี่ รงเรยี น (49.8 - 61.7) (55.7 - 66.2) (43.6 - 58.8)
*ระดับความเชอื่ มั่น 95%
4.2.3 ความรนุ แรงและการไดร้ บั บาดเจบ็ โดยไมเ่ จตนา
ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหเ กยี่ วกบั การไดร บั การบาดเจบ็ และความรนุ แรงทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั นกั เรยี น
และปจจยั เสีย่ งทท่ี าํ ใหเ กดิ การบาดเจ็บโดยไมเ จตนา แบง การวิเคราะหอ อกเปน 5 ประเดน็
ดา นการถกู ทาํ รา ยรา งกาย ในภาพรวมพบวา ในชว ง 12 เดอื น กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในหา คน
(รอยละ 18.2) ถกู ทํารายรา งกายอยางนอ ย 1 ครงั้ หรอื มากกวา โดยทีน่ กั เรยี นชายจะมีแนวโนม ทถ่ี ูกทํารา ยรา งกาย
มากกวานกั เรียนหญิง (รอยละ 24.4 และ 12.5 ตามลําดบั )
ดานการตอสูกันในโรงเรียน จากการสํารวจพบวา นักเรียนรอยละ 24.4 เคยมีสวนรวมในการตอสู
1 คร้ังหรือมากกวา ในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ โดยนักเรียนชาย (รอยละ 33.4) มีแนวโนมที่จะมีสวนรวมใน
การตอ สมู ากกวา นกั เรียนหญิง (รอ ยละ 16.4)
ดานการไดรับบาดเจ็บรุนแรง จากการสํารวจพบวา ประมาณคร่ึงหนึ่งของนักเรียน (รอยละ 52.6)
เคยไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง 1 ครง้ั หรอื มากกวา ในชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ โดยพบวา นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 60.4)
จะไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงบอ ยครง้ั กวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 45.5) ในกลมุ นกั เรยี นทไ่ี ดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงในชว ง 12 เดอื น
กอ นการสาํ รวจ พบวา มคี วามแตกตา งของการไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา งในนกั เรยี นชายและ
นกั เรยี นหญงิ โดยในกลมุ นกั เรยี นทไี่ ดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง พบวา นกั เรยี น 1 ใน 4 (รอ ยละ 27.3) นน้ั ไดร บั บาดเจบ็ ทรี่ นุ แรงทสี่ ดุ
จากอบุ ตั เิ หตทุ างรถยนตห รอื ถกู ชนโดยรถยนต และ รอ ยละ 10.2 ของนกั เรยี นไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงทส่ี ดุ จนทาํ ใหก ระดกู หกั
หรอื ขอ เคลอื่ น นอกจากนี้ นกั เรยี นรอ ยละ 18.3 ระบวุ า การบาดเจบ็ รนุ แรงทส่ี ดุ ทเี่ กดิ ขน้ึ กบั ตวั นกั เรยี นนน้ั เกดิ ขน้ึ ทโี่ รงเรยี น
ดานการการถูกขมเหงรังแก กลั่นแกลง ในภาพรวมพบวา นักเรียน 1 ใน 5 คน หรือรอยละ 20.0
ถกู ขม เหงรงั แกขณะอยใู นโรงเรยี น ในระหวา ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ นอกจากนน้ั นกั เรยี นรอ ยละ 10.5 รายงานวา
ถูกขมเหงรังแกขณะอยูนอกโรงเรียน และ นักเรียนรอยละ 15.0 ถูกขมเหงรังแกผานทางสื่อสังคมออนไลน โดยที่
นกั เรยี นชายจะถกู ขม เหงรงั แกมากกวา นกั เรยี นหญงิ อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ งั้ ในขณะอยใู นโรงเรยี น อยนู อกโรงเรยี น
และทางส่ือสังคมออนไลน
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 27
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ดา นการบาดเจบ็ จากอบุ ตั เิ หตทุ างถนน ในภาพรวม พบวา เกอื บครง่ึ หนง่ึ ของนกั เรยี น (รอ ยละ 42.3)
ไมเ คยหรอื นาน ๆ ครง้ั ทจ่ี ะใชเ ขม็ ขดั นริ ภยั เมอ่ื นงั่ รถยนตห รอื พาหนะอนื่ ทมี่ เี ครอ่ื งยนตท ข่ี บั ขโี่ ดยผอู น่ื ในระหวา ง 30 วนั
กอนการสํารวจ ซึ่งไมพบความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวางนักเรียนชาย (รอยละ 42.8) และ
นักเรียนหญิง (รอยละ 41.9)
นกั เรยี นหนงึ่ ในหา คน (รอ ยละ 19.5) เคยโดยสารรถยนตห รอื พาหนะอน่ื ทข่ี บั ขโี่ ดยคนทดี่ ม่ื แอลกอฮอล
มากกวา หรอื เทา กบั 1 ครง้ั ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ โดยนกั เรยี นชายเคยโดยสารรถยนตห รอื พาหนะอนื่ ทม่ี ผี ขู บั ขี่
โดยคนท่ีดื่มแอลกอฮอล มากกวาหรือเทากับ 1 คร้ัง ในระหวาง 30 วันกอนการสํารวจ (รอยละ 22.2) มากกวา
นักเรยี นหญงิ (รอยละ 17.2)
สําหรับการสวมหมวกนิรภัย จากการวิเคราะหขอมูล พบวา มีนักเรียนเพียงคร่ึง หรือรอยละ 50.7
ท่ีสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนตเปนประจํา ซึ่งไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวาง
นักเรียนชายและนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 48.4 และ รอยละ 52.8 ตามลาํ ดับ)
ตารางท่ี 4.6 แสดงขอมูลการไดรับการบาดเจ็บและความรุนแรงท่ีเกิดข้ึนกับนักเรียน และปจจัยเส่ียง
ทท่ี าํ ใหเ กดิ การบาดเจ็บโดยไมเจตนา จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
รอยละของนักเรยี นถกู ทํารา ยรางกาย (CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
จํานวน 1 ครั้งหรอื มากกวา
ในระหวา ง 12 เดอื นกอนการสํารวจ 18.2 24.4 12.5
(16.2 - 20.4) (21.4 - 27.7) (10.7 - 14.5)
รอยละของตัวนักเรียนมีการตอ สูก นั 24.4 33.4 16.4
จาํ นวน 1 ครง้ั หรือมากกวา (22.3 - 26.6) (30.6 - 36.4) (14.2 - 18.8)
ในระหวา ง 12 เดอื นกอนการสํารวจ
รอ ยละของนกั เรียนไดร ับบาดเจ็บรนุ แรง 52.6 60.4 45.5
จาํ นวน 1 ครง้ั หรอื มากกวา (49.1 - 56.1) (56.2 - 64.4) (42.0 - 49.1)
ในระหวาง 12 เดอื นกอ นการสํารวจ
ในจาํ นวนนักเรยี นทไ่ี ดรับบาดเจ็บรุนแรง 10.2 12.6 7.5
รอ ยละของนักเรียนไดรับบาดเจบ็ รุนแรงทส่ี ุด (8.2 - 12.7) (9.9 - 15.9) (5.4 - 10.4)
อันเกิดจากกระดกู หัก หรอื ขอ เคลอ่ื น
ในระหวาง 12 เดือนกอนการสํารวจ 27.3 27.4 27.1
ในจํานวนนกั เรียนทไี่ ดร ับบาดเจ็บรุนแรง (23.9 - 31.1) (22.5 - 32.9) (21.6 - 33.3)
รอยละของนกั เรียนไดร บั บาดเจบ็
ท่รี นุ แรงทีส่ ดุ จากอุบัติเหตทุ างรถยนต
หรอื ถกู ชนโดยรถยนต ในระหวา ง 12 เดือน
กอนการสํารวจ
28 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
ในระหวา ง 12 เดอื นกอ นการสํารวจ
การบาดเจบ็ รนุ แรงทสี่ ดุ ทเ่ี กิดขนึ้ 18.3 17.6 19.0
กบั ตัวนักเรียน เกิดข้นึ ท่ีโรงเรียน (16.2 - 20.5) (15.0 - 20.5) (16.0 - 22.4)
รอยละของนักเรยี นทเ่ี คยถกู ขมเหงรังแก
ขณะอยูในโรงเรยี น ในระหวา ง 12 เดือน 20.0 23.7 16.7
กอ นการสํารวจ (17.8 - 22.4) (20.4 - 27.4) (14.3 - 19.4)
รอ ยละของนักเรียนถูกขม เหงรงั แก
ขณะอยนู อกโรงเรียน ในระหวาง 12 เดือน 10.5 13.4 8.0
กอนการสํารวจ (9.2 - 11.9) (11.0 - 16.1) (6.9 - 9.3)
รอ ยละของนกั เรยี นถกู ขม เหงรงั แก ผา นทาง
สอ่ื สงั คมออนไลน เชน Intragram Snapchat 15.0 16.9 13.3
Facebook, Twitter, Tik tok ในระหวา ง (13.2 - 16.9) (14.3 - 19.8) (11.5 - 15.4)
12 เดือนกอ นการสํารวจ
รอ ยละของนกั เรยี นทไ่ี มเ คยหรอื นาน ๆ ครงั้ 42.3 42.8 41.9
ทีจ่ ะใชเ ขม็ ขัดนิรภยั เม่ือนง่ั รถยนตห รือ (39.0 - 45.7) (38.7 - 47.0) (37.9 - 46.0)
พาหนะอืน่ ที่มเี คร่อื งยนตท ่ีขับขโี่ ดยผูอ ืน่
ในระหวาง 30 วัน กอ นการสาํ รวจ 19.5 22.2 17.2
รอยละของนักเรยี นทีโ่ ดยสารรถยนตหรือ (17.5 - 21.8) (19.2 - 25.4) (14.8 - 20.0)
พาหนะอน่ื ทม่ี ผี ขู บั ขโี่ ดยคนทด่ี มื่ แอลกอฮอล
มากกวา หรอื เทา กบั 1 ครง้ั ในระหวา ง 30 วนั 50.7 48.4 52.8
กอนการสาํ รวจ (47.9 - 53.5) (44.6 - 52.3) (48.7 - 56.8)
รอ ยละของนกั เรยี นทจี่ ะสวมหมวกนิรภยั
ขณะขับข่จี กั รยานยนตเปนประจาํ
*ระดบั ความเชื่อม่ัน 95%
4.2.4 สุขภาพจติ
ขอมูลจากกลุมตัวอยาง การวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับสุขภาพจิตของนักเรียน แบงการวิเคราะหขอมูล
ออกเปน 5 ประเด็น ไดแก (1) ความรูสึกอางวางโดดเดี่ยว (2) ความวิตกกังวล (3) ความพยายามในการฆาตัวตาย
(4) การไมม เี พอ่ื นสนทิ และ (5) การไดร บั การสอนในชนั้ เรยี นเกยี่ วกบั สขุ ภาพจติ โดยแตล ะประเดน็ มขี อ มลู รายละเอยี ด ดงั นี้
ดานความรูสึกอางวางโดดเดี่ยว พบวา นักเรียนหนึ่งในหาคน (รอยละ 18.9) มีความรูสึกอางวาง
โดดเดี่ยวบอยคร้ังหรือเปนประจําในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ โดยความชุกของความรูสึกอางวางโดดเดี่ยว
ในกลุมนักเรียนชายและหญงิ นนั้ ไมพบความแตกตางอยา งมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 29
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ดานความวิตกกังวล จากการวิเคราะหขอมูลพบวา นักเรียนรอยละ 16.0 มีความวิตกกังวลเก่ียวกับ
บางสงิ่ บางอยา งจนทาํ ใหน อนไมห ลบั ในเวลากลางคนื บอ ยครงั้ หรอื เปน ประจาํ ในชว ง 12 เดอื น โดยความชกุ ของการวติ กกงั วล
ในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 12.7) นน้ั มนี อ ยกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 18.9) โดยมคี วามแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ
ดา นความพยายามในการฆาตัวตาย ผลการสํารวจพบวา นกั เรียนเกือบ 1 ใน 5 คน (รอยละ 17.4)
เคยมคี วามคดิ จรงิ จงั ในการพยายามฆา ตวั ตายในชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ และมนี กั เรยี นรอ ยละ 15.5 เคยวางแผน
จะพยายามฆา ตวั ตาย และรอ ยละ 15.1 ทพ่ี ยายามฆา ตวั ตาย 1 ครงั้ หรอื มากกวา โดยพบวา ความชกุ ของนกั เรยี นหญงิ ทมี่ ี
ความคิดจริงจังในการพยายามฆาตัวตาย และเคยวางแผนจะพยายามฆาตัวตาย น้ันสูงกวานักเรียนชายอยางมีนัย
สําคัญทางสถิตินอกจากนี้ยังพบอีกวา นักเรียนรอยละ 6.3 น้ันไมมีเพ่ือนสนิทเลย ซึ่งไมมีความแตกตางกันระหวาง
นกั เรยี นชายและนักเรยี นหญิง
ดา นการไดร บั การสอนในชนั้ เรยี นเกยี่ วกบั สขุ ภาพจติ พบวา นกั เรยี นเกอื บครง่ึ (รอ ยละ 46.1) ระบวุ า
ไดรับการสอนในช้ันเรียนเก่ียวกับอาการท่ีแสดงถึงภาวะซึมเศราและพฤติกรรมเส่ียงตอการฆาตัวตาย และนักเรียน
ยังไดรับการสอนในช้ันเรียนเก่ียวกับการจัดการเมื่อพบวาเพื่อนคิดจะฆาตัวตายท่ีรอยละ 35 และ นักเรียนกวาคร่ึง
ไดร บั การสอนในชน้ั เรยี นเกย่ี วกบั การจดั การความเครยี ด (รอ ยละ 51.7)
ตารางที่ 4.7 แสดงขอ มลู ความดานสุขภาพจติ ของนักเรยี น จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอยละของนกั เรียนมีความรูสกึ อา งวาง 18.9 16.6 20.7
โดดเดี่ยวบอ ยครง้ั หรือเปน ประจาํ (17.5 - 20.3) (14.0 - 19.6) (18.5 - 23.2)
ระหวา ง 12 เดือนกอนการสํารวจ
รอ ยละของนักเรยี นมคี วามวติ กกงั วล 16.0 12.7 18.9
เกี่ยวกบั บางส่งิ บางอยา งจนทาํ ใหน อนไมหลบั (15.1 - 16.9) (10.8 - 14.9) (17.5 - 20.4)
ในเวลากลางคนื บอ ยครง้ั หรอื เปน ประจํา
ในระหวาง 12 เดือนกอ นการสํารวจ
รอ ยละของนักเรียนเคยมคี วามคดิ จริงจัง 17.4 11.6 22.2
ในการพยายามฆา ตัวตาย (15.8 - 19.2) (9.7 - 13.7) (20.0 - 24.7)
ในระหวา ง 12 เดือนกอนการสํารวจ
รอ ยละของนกั เรยี นเคยวางแผน 15.5 9.5 20.5
จะพยายามฆาตัวตายในระหวาง 12 เดือน (14.0 - 17.1) (8.1 - 11.1) (18.6 - 22.5)
กอ นการสํารวจ
รอยละของนกั เรยี นพยายามฆา ตวั ตาย 1 คร้ัง 15.1 12.1 17.6
หรือมากกวา ในระหวา ง 12 เดือน (13.3 - 17.1) (9.7 - 14.9) (15.5 - 20.0)
กอนการสํารวจ
รอยละของนกั เรียนท่บี อกวาตนเอง 6.3 6.8 5.8
ไมมีเพอ่ื นสนทิ (5.2 - 7.7) (5.4 - 8.6) (4.4 - 7.7)
30 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนักเรยี นไดร บั การสอนในชน้ั เรียน
เก่ยี วกบั อาการทแี่ สดงถงึ ภาวะซมึ เศราและ 46.1 47.0 45.2
พฤติกรรมเสย่ี งตอ การฆาตวั ตาย (42.0 - 50.1) (42.7 - 51.3) (40.1 - 50.5)
รอ ยละของนกั เรยี นไดร บั การสอนในชั้นเรียน 35.0 35.9 34.2
เกี่ยวกบั การจัดการเม่อื พบวา (31.8 - 38.5) (33.1 - 38.9) (30.1 - 38.6)
เพอื่ นคิดจะฆา ตวั ตาย
รอ ยละของนกั เรียนไดรบั การสอนในชั้นเรียน 51.7 49.7 53.6
เก่ยี วกับการจัดการความเครียด (48.4 - 55.1) (45.4 - 54.1) (50.2 - 57.0)
*ระดับความเชอ่ื มั่น 95%
4.2.5 การสบู บหุ รี่
ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมการสบู บหุ รแี่ ละการใชย าสบู ในรปู แบบอน่ื ๆ
ของนักเรียน แบงการวิเคราะหออกเปน 2 ประเด็นตางๆ ไดแก (1) ความชุกของการสูบบุหรี่ และ (2) การสูบบุหร่ี
ของบิดามารดาและผูป กครอง โดยแตล ะประเด็นมขี อ มูลรายละเอียด ดงั นี้
ความชุกของการสบู บุหร่ี ในกลุม นักเรยี นทเ่ี คยสบู บุหร่ี มนี ักเรียนรอ ยละ 70.4 ลองสบู บหุ รคี่ รงั้ แรก
กอ นอายุ 14 ปห รอื นอ ยกวา นน้ั โดยไมพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ขิ องอายทุ เี่ รม่ิ สบู ระหวา งนกั เรยี นชาย
และนักเรียนหญิง (รอยละ 74.1 และรอยละ 62.4 ตามลําดับ) และพบวา ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ นักเรียน
หนึ่งในหาคนหรือ รอยละ 11.5 น้ันสูบบุหร่ีเปนเวลา 1 วันหรือมากกวา โดยนักเรียนชาย (รอยละ 18.2) สูบบุหร่ี
มากกวานักเรียนหญิง (รอยละ 5.6) และมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ผลการสํารวจยังพบวานักเรียน
รอยละ 14.6 ใชยาสูบรูปแบบตาง ๆ เชน ยาเสน บารุกุ หรือบุหร่ีไฟฟา เปนเวลาหน่ึงวันหรือมากกวานั้น ซึ่งพบ
ความชกุ ในกลมุ นกั เรยี นชายมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 22.3 และรอ ยละ 7.7 ตามลาํ ดบั ) สาํ หรบั การใชบ หุ รไ่ี ฟฟา
พบวา โดยรวมนักเรียน รอยละ 13.6 ใชบุหรี่ไฟฟา เปนเวลา 1 วันหรือมากกวานั้น ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ
โดยพบการใชบุหร่ีไฟฟาในกลุมนักเรียนชาย (รอยละ 18.7) มากกวาในกลุมนักเรียนหญิง (รอยละ 8.9 และในกลุม
นกั เรยี นทสี่ บู บหุ ร่ี พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 81.4 ไดพ ยายามเลกิ สบู บหุ รใ่ี นชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจ ซงึ่ ความพยายาม
ในการเลิกบุหร่ีของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงไมมีความแตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ
การสบู บหุ รข่ี องบดิ ามารดาและผปู กครอง โดยรวมแลว พบวา นกั เรยี นเกอื บครง่ึ (รอ ยละ 44.1) ใหข อ มลู
วา มีคนสูบบุหร่ีอยูในสถานที่เดียวกับนักเรียน อยางนอย 1 วันหรือมากกวา ในระหวาง 7 วันกอนการสํารวจ และ
ยงั พบวา เกอื บครงึ่ หนง่ึ ของนกั เรยี นมพี อ แมห รอื ผปู กครอง ทใ่ี ชย าสบู (รอ ยละ 43) โดยพบวา ไมม คี วามแตกตา งอยา งมี
นยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวางขอ มูลในกลมุ นักเรียนชายและนักเรยี นหญงิ (รอ ยละ 40.3 และ รอ ยละ 45.4 ตามลาํ ดับ)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 31
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตารางที่ 4.8 แสดงขอ มูลพฤติกรรมการสบู บุหรแี่ ละการใชยาสูบในรปู แบบอ่ืน ๆ ของนกั เรียน จาํ แนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนักเรียนท่สี ูบบหุ รีค่ ร้ังแรก 70.4 74.1 62.4
กอนอายุ 14 ป หรือนอ ยกวา นน้ั (65.6 - 74.9) (67.4 - 79.8) (55.3 - 69.1)
(ในกลุมของนกั เรยี นทีเ่ คยสบู บุหร่)ี
รอยละของนกั เรยี นที่สบู บหุ ร่ี (เปน เวลา 1 วนั 11.5 18.2 5.6
หรือมากกวานน้ั ในระหวาง 30 วัน (9.7 - 13.5) (15.3 - 21.4) (4.1 - 7.4)
กอ นการสํารวจ)
รอ ยละของนักเรียนที่ปจ จุบนั ใชยาสบู 14.6 22.3 7.7
รปู แบบตา ง ๆ เชน ยาเสน บารุกุ หรือ (12.2 - 17.2) (18.8 - 26.3) (5.8 - 10.1)
บหุ ร่ไี ฟฟา เปน เวลา 1 วนั หรอื มากกวา น้ัน
ในระหวาง 30 วัน กอนการสาํ รวจ 13.6 18.7 8.9
รอยละของนกั เรยี นที่ใชบหุ ร่ีไฟฟา (11.0-16.8) (15.2 – 22.8) (6.6 – 12.0)
(เปนเวลา 1 วันหรอื มากกวา น้นั
ในระหวาง 30 วนั กอนการสาํ รวจ) 80.4 83.8
(75.6 - 84.5) (73.8 - 90.5)
รอยละของนกั เรยี นทสี่ ูบบุหรเ่ี คยพยายาม 81.4
เลกิ สูบบหุ ร่ใี นระหวาง 12 เดอื น (78.1 - 84.4) 44.3 44.0
กอ นการสาํ รวจ (40.8 - 47.8) (41.5 - 46.5)
รอ ยละของนักเรียนทร่ี ะบวุ ามคี นสบู บหุ รี่ 44.1 40.3 45.4
อยใู นสถานทเ่ี ดยี วกบั นกั เรยี น (42.0 - 46.1) (37.3 - 43.5) (41.6 - 49.4)
(ในระหวาง 7 วนั กอ นการสํารวจ)
รอ ยละของพอแมห รอื ผปู กครองของนักเรียน 43.0
ที่ใชยาสูบ (ยาสบู ทกุ ประเภท) (40.1 - 46.0)
*ระดับความเช่ือม่ัน 95%
4.2.6 การด่ืมเคร่อื งด่ืมท่ีมแี อลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด
ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมการดมื่ เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอลแ ละการใช
สารเสพตดิ ของนกั เรยี น แบง การวเิ คราะหอ อกเปน 4 ประเดน็ ตา งๆ ไดแ ก (1) ความชกุ การดม่ื เครอื่ งดมื่ ทมี่ แี อลกอฮอลแ ละ
การใชส ารเสพตดิ (2) การเขา ถงึ ผลติ ภณั ฑท มี่ เี ครอื่ งดม่ื แอลกอฮอล (3) ความมนึ เมาและผลกระทบจากการดมื่ เครอ่ื งดม่ื
ท่ีมีแอลกอฮอล และ (4) ความชกุ ของการใชสารเสพติด โดยแตล ะประเดน็ มขี อมลู รายละเอียด ดงั นี้
32 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ความชกุ ของการดมื่ เครอ่ื งดม่ื ทมี่ แี อลกอฮอล ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยดม่ื เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล มนี กั เรยี น
มากกวาคร่ึง (รอยละ 52.5) ที่ด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอลครั้งแรกต้ังแตกอนอายุ 14 ป และพบความแตกตางอยางมี
นัยสําคัญระหวางนักเรียนชายและนักเรียนหญิง (รอยละ 60.3 และรอยละ 45.9) โดยรวมแลว พบวา นักเรียน
เกือบหนึ่งในสาม หรอื รอยละ 29.1 ดม่ื เคร่ืองด่ืมท่ีมแี อลกอฮอลอยา งนอย 1 แกว ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 30 วนั
กอนการสํารวจ ความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในกลุมนักเรียนชาย (รอยละ 28.8) และนักเรียนหญิง
(รอยละ 29.4) มสี ัดสว นไมแตกตา งกันอยางมีนัยสาํ คัญทางสถิติ
การเขา ถงึ ผลติ ภณั ฑเ ครอ่ื งดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอล ในกลมุ นกั เรยี นทด่ี มื่ เครอื่ งดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอลใ นชว ง 30 วนั
กอนการสํารวจนั้น พบวา รอยละ 15.1 ของนักเรียนไดรับแอลกอฮอลจากเพ่ือน และนักเรียนรอยละ 38.9 จะดื่ม
เครื่องด่ืมแอลกอฮอลเม่ือไดรับจากเพ่ือนสนิท โดยพบในนักเรียนหญิง (รอยละ 43.3) มากกวานักเรียนชาย
(รอ ยละ 33.8) และมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
ความมึนเมาและผลกระทบจากการด่ืมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล จากการวิเคราะหขอมูลพบวา
นักเรียนเกือบหน่ึงในหา (รอยละ 16.6) ใหขอมูลวาเคยมีอาการเมาคาง รูสึกปวยมีปญหากับครอบครัวหรือเพ่ือน
อันเปนผลจากการดื่มแอลกอฮอลในชวงชีวิตที่ผานมา และ รอยละ 30.5 ของนักเรียน ใหขอมูลวาดื่มแอลกอฮอล
จํานวนมากจนมีอาการเมามาก ๆ 1 ครั้งหรือมากกวาในชวงชีวิตท่ีผานมา (นักเรียนชาย รอยละ 29.2 และ
นักเรียนหญงิ รอ ยละ 31.5) ไมม ีความแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ
ความชกุ ของการใชส ารเสพตดิ ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยใชส ารเสพตดิ ใหข อ มลู วา เรม่ิ ใชส ารเสพตดิ ครง้ั แรก
กอ นอายุ 14 ปห รอื นอ ยกวา สงู ถงึ รอ ยละ 72.9 ความชกุ ของการเรมิ่ ใชส ารเสพตดิ นน้ั ไมแ ตกตา งกนั ในกลมุ นกั เรยี นชาย
และนกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 74.0 และรอ ยละ 69.6) ผลการสาํ รวจโดยรวมพบวา นกั เรยี นรอ ยละ 7.0 เคยสบู กญั ชาแลว
อยา งนอ ยหนงึ่ ครงั้ ในชวี ติ ของพวกเขาหรอื มากกวา โดยนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 11.8) จะมกี ารสบู กญั ชามากกวา นกั เรยี นหญงิ
(รอ ยละ 2.8) และในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา รอ ยละ 4.9 ของนกั เรยี นมกี ารใชก ญั ชาอยา งนอ ย 1 ครง้ั
หรือมากกวา นอกจากนี้ยังพบขอมูลวา นักเรียนรอยละ 3.7 เคยเสพสารเสพติดแอมเฟตามีน (ยาบา) หรือ
เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ) หนึ่งครั้งในชีวิตหรือมากกวา โดยพบวา นักเรียนชายจะมีการใชสารเสพติดแอมเฟตามีน
(ยาบา ) หรอื เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ) มากกวานกั เรียนหญิง (รอยละ 6.1 และ รอ ยละ 1.5) ตามลาํ ดับ
ตารางที่ 4.9 แสดงขอมูลการด่มื เคร่ืองดื่มท่มี ีแอลกอฮอล และการใชสารเสพตดิ อืน่ จาํ แนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นเรม่ิ ดม่ื เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล 52.5 60.3 45.9
คร้งั แรก นอกจากการจบิ เพียงเล็กนอย (48.1 - 56.8) (54.8 - 65.6) (41.0 - 50.9)
กอ นอายุ 14 ป หรือนอ ยกวา (ในกลมุ
ของนกั เรียนที่เคยด่มื เครือ่ งด่มื แอลกอฮอล)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 33
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
รอ ยละของนกั เรยี นดม่ื เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล (CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
อยา งนอ ย 1 แกว ตงั้ แต 1 วนั หรอื มากกวา
(ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ) 29.1 28.8 29.4
(26.8 - 31.5) (25.7 - 32.0) (26.1 - 33.0)
รอ ยละของนกั เรยี นทไ่ี ดร บั แอลกอฮอล 15.1 15.3 14.9
จากเพอื่ นในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ (13.4 - 17.1) (12.5 - 18.5) (12.9 - 17.2)
รอ ยละของนกั เรยี นทด่ี มื่ เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล
เมอ่ื ไดร บั จากเพอ่ื นสนทิ 38.9 33.8 43.3
รอ ยละของนกั เรยี นเคยมอี าการเมาคา ง (36.5 - 41.3) (30.6 - 37.2) (40.3 - 46.3)
รสู กึ ปว ยมปี ญ หากบั ครอบครวั หรอื เพอื่ น
อนั เปน ผลจากการดม่ื แอลกอฮอล 16.6 16.1 17.0
ในชว งชวี ติ ทผี่ า นมา (14.9 - 18.5) (14.2 - 18.3) (14.6 - 19.8)
รอ ยละของนกั เรยี นดมื่ แอลกอฮอลจ าํ นวนมาก
จนมอี าการเมามาก ๆ 1 ครงั้ หรอื มากกวา นน้ั 30.5 29.2 31.5
ในชว งชวี ติ ทผี่ า นมา (27.7 - 33.3) (26.0 - 32.8) (27.8 - 35.4)
รอ ยละของนกั เรยี นเรม่ิ ใชส ารเสพตดิ ครงั้ แรก 72.9 74.0 69.6
กอ นอายุ 14 ป หรอื นอ ยกวา (ในกลมุ นกั เรยี น (67.0 - 78.1) (67.2 - 79.8) (59.9 - 77.9)
ทเ่ี คยใชส ารเสพตดิ )
รอ ยละของนกั เรยี นทใ่ี ชก ญั ชาอยา งนอ ย 1 ครง้ั 4.9 8.1 2.1
หรอื มากกวา ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ (3.7 - 6.6) (5.8 - 11.1) (1.5 - 3.0)
รอ ยละของนกั เรยี นใชก ญั ชา จาํ นวน 1 ครง้ั 7.0 11.8 2.8
หรอื มากกวา นน้ั ในชว งชวี ติ ทผ่ี า นมา (5.6 - 8.8) (9.1 - 15.2) (2.1 - 3.9)
รอ ยละของนกั เรยี นใช แอมเฟตามนี (ยาบา ) 3.7 6.1 1.5
เมทแอมเฟตามนี (ยาไอซ) จาํ นวน 1 ครง้ั (2.8 - 5.0) (4.3 - 8.8) (1.2 - 1.9)
หรอื มากกวา นนั้ ในชว งชวี ติ กอ นการสาํ รวจ
*ระดับความเชือ่ มน่ั 95%
34 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
4.2.7 พฤตกิ รรมทางเพศ
ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมทางเพศและการปอ งกนั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธ
ของนกั เรยี น แบง การวเิ คราะหอ อกเปน 2 ประเดน็ ไดแ ก (1) พฤตกิ รรมทางเพศของเดก็ นกั เรยี น และ (2) การปอ งกนั
ระหวา งมเี พศสมั พนั ธ โดยแตล ะประเดน็ มรี ายละเอยี ด ดงั นี้
พฤตกิ รรมทางเพศ ผลสาํ รวจพบวา นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 19.8) เคยมเี พศสมั พนั ธ โดยที่
สดั สว นนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 23.8) เคยมเี พศสมั พนั ธม ากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 16.7) อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ สาํ หรบั
ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยมเี พศสมั พนั ธ นกั เรยี นรอ ยละ 29.8 มปี ระสบการณก ารมเี พศสมั พนั ธก อ นอายุ 14 ป โดยนกั เรยี นชาย
มสี ดั สว นการมเี พศสมั พนั ธก อ นอายุ 14 ป มากกวา นกั เรยี นหญงิ อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (รอ ยละ 39 และ รอ ยละ 18.5
ตามลาํ ดบั ) โดยมากกวา รอ ยละ 73.4 ของนกั เรยี นระบวุ า นกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งการมเี พศสมั พนั ธค รง้ั แรก
การปองกันระหวางมีเพศสัมพันธ นักเรียนรอยละ 7.8 ใหขอมูลวาในชวงชีวิตที่ผานมา
เคยมีเพศสัมพันธกับคูนอนจํานวนสองคนหรือมากกวา ซ่ึงพบในกลุมนักเรียนชาย (รอยละ 10.5) มากกวา
กลุมนักเรียนหญิง (รอยละ 5.5) สําหรับนักเรียนท่ีเคยมีเพศสัมพันธน้ัน ใหขอมูลวา มีการใชถุงยางอนามัยระหวาง
มเี พศสมั พนั ธค รงั้ ลา สดุ อยทู ี่ รอ ยละ 69 โดยความชกุ ของการใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธค รง้ั ลา สดุ ในกลมุ
นักเรียนชายและนักเรียนหญิงไมแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ และ นักเรียนเกือบสองในหาคน (รอยละ 37.8)
ระบวุ า เคยมเี พศสมั พนั ธก บั คนู อน หลงั จากการดมื่ เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอลแ ละมอี าการเมา โดยมสี ดั สว นในกลมุ นกั เรยี นชาย
(รอยละ 43.5) มากกวาในกลุมนักเรียนหญิง (รอยละ 33.8) นอกจากนี้พบวา เกือบครึ่งหน่ึงของนักเรียนหรือคูนอน
ใชว ธิ คี มุ กาํ เนดิ วธิ อี น่ื นอกเหนอื จากการใชถ งุ ยางอนามยั (รอ ยละ 51.9) ซง่ึ ไมม คี วามแตกตา งกนั ระหวา งกลมุ นกั เรยี นชาย
(รอ ยละ 49.0) และกลมุ นักเรยี นหญงิ (รอ ยละ 55.4)
ตารางท่ี 4.10 แสดงขอมูลพฤตกิ รรมการมเี พศสมั พันธข องนักเรียน จาํ แนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)*
รอ ยละของนักเรยี นเคยมเี พศสมั พนั ธ ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
19.8
(18.1 - 21.7) 23.8 16.7
(20.6 - 27.3) (14.8 - 18.6)
รอยละของนกั เรยี นเรม่ิ มเี พศสัมพันธคร้ังแรก 29.8 39.0 18.5
กอนอายุ 14 ป หรอื นอยกวา (23.4 - 37.2) (29.9 - 48.9) (12.6 - 26.3)
(ในกลุมของนกั เรียนท่เี คยมีเพศสมั พนั ธ)
รอ ยละของนกั เรยี นเคยมเี พศสัมพนั ธ 7.8 10.5 5.5
กับคูน อนจาํ นวน 2 คน หรือมากกวาน้นั (6.6 - 9.2) (8.6 - 12.7) (4.0 - 7.6)
ในชว งชีวิตท่ผี านมา
รอ ยละของนกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ งุ ยางอนามยั 73.4 70.6 76.6
ระหวา งการมีเพศสัมพนั ธคร้งั แรก (68.6 - 77.6) (64.2 - 76.2) (71.2 - 81.2)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 35
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)*
ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นหรอื คนู อนใชถ งุ ยางอนามยั 69.0 70.8 66.9
ระหวางการมีเพศสัมพนั ธค รง้ั ลา สดุ (62.7 - 77.7) (59.7 - 73.3)
(63.0 - 74.4)
รอยละของนักเรยี นทใี่ ชถุงยางอนามยั 55.1 54.6 56.4
เปนประจาํ เสมอระหวา งการมีเพศสัมพนั ธ (49.5 - 60.6) (47.7 - 61.3) (50.0 - 62.6)
รอยละของนักเรยี นหรอื คูนอน 51.9 49.0 55.4
ใชว ิธคี มุ กําเนิดวิธอี ่นื นอกเหนอื จาก (46.1 - 57.6) (42.2 - 55.8) (47.1 - 63.5)
การใชถุงยางอนามยั
รอ ยละของนกั เรยี นทเ่ี คยมเี พศสมั พนั ธก บั คนู อน 37.8 43.5 33.8
หลังจากการการดื่มเครือ่ งดมื่ แอลกอฮอล (33.6 - 42.1) (36.7 - 50.6) (28.7 - 39.3)
และมอี าการเมา
*ระดับความเชอ่ื มน่ั 95%
4.2.8 กิจกรรมทางกาย
ขอมูลจากกลุมตัวอยาง การวิเคราะหขอมูลเก่ียวกับกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่งของเด็ก
นักเรียนแบงการวิเคราะหออกเปน 2 ประเด็น ไดแก (1) กิจกรรมทางกายของนักเรียน และ (2) พฤติกรรมเนือยนิ่ง
โดยแตละประเด็นมีรายละเอียด ดังน้ี
กจิ กรรมทางกาย ผลการสาํ รวจขอ มลู พบวา รอ ยละ 31.0 ของนกั เรยี นไมท าํ กจิ กรรมทางกาย โดยพบใน
กลมุ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 32.8) มากกวา ในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 29.0) โดยรวมแลว พบวา มนี กั เรยี นไมถ งึ หนง่ึ ในหา คน
(รอ ยละ 18.3) ทม่ี กี จิ กรรมทางกายทร่ี วมแลว ไมน อ ยกวา วนั ละ 60 นาที เปน เวลา 5 วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั
กอ นการสาํ รวจ ซง่ึ พบวา นกั เรยี นชายมสี ดั สว นทจ่ี ะมกี จิ กรรมทางกายมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 26.3 และ รอ ยละ
11.1 ตามลาํ ดบั ) และโดยรวมมนี กั เรยี นรอ ยละ 10.7 เทา นนั้ ทมี่ กี จิ กรรมทางกายตอ วนั ทรี่ วมแลว ไมน อ ยวา วนั ละ 60 นาที
ทกุ วนั ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ พบวา นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 16.9) มสี ดั สว นการมกี จิ กรรมทางกายเพยี งพอ 7 วนั
ตอสปั ดาห เปน สัดสวนมากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอยละ 5.2) นอกจากน้ยี ังพบวา นักเรยี น รอยละ 27.9 ใหข อ มูลวา
มกี จิ กรรมทางกายเพอ่ื ใหก ลา มเนอื้ แขง็ แรง เชน วดิ พน้ื ลกุ -นงั่ หรอื ยกนา้ํ หนกั เปน ตน เปน เวลา 3 วนั หรอื มากกวา
ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ ซง่ึ พบในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 38.7) มากกวา ในกลมุ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 18.2)
นอกจากนยี้ งั พบขอ มลู วา นกั เรยี นมากกวา ครง่ึ (รอ ยละ 59.8) ไมไ ดเ ดนิ หรอื ขจี่ กั รยาน ไป-กลบั ระหวา ง
บา นกบั โรงเรยี น ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ ซงึ่ กไ็ มพ บความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ในประเดน็ นรี้ ะหวา งนกั เรยี น
ชาย (รอ ยละ 57.9) และ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 61.5) สาํ หรบั การเรยี นวชิ าพลศกึ ษา โดยรวมมนี กั เรยี นรอ ยละ 15.2 ให
ขอ มลู วา ไมไ ดเ ขา ชน้ั เรยี นพลศกึ ษาในแตล ะสปั ดาห โดยทน่ี กั เรยี นชาย (รอ ยละ 17.5) ไมไ ดเ ขา เรยี นวชิ าพลศกึ ษามากกวา
นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 13.1) นอกจากยงั ยงั พบวา นกั เรยี น รอ ยละ 13.5 ไดเ ขา ชนั้ เรยี นพลศกึ ษาเปน เวลา 3 วนั หรอื มากกวา
ตอ สปั ดาหโ ดยทนี่ กั เรยี นชาย (รอ ยละ 16.6) จะมสี ดั สว นการเขา ชนั้ เรยี นวชิ าพลศกึ ษามากกวา นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 10.7)
36 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
พฤตกิ รรมเนอื ยนง่ิ การวเิ คราะหข อ มลู ในภาพรวม พบวา ประมาณสองในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 64.7)
มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ต้ังแต 3 ชั่วโมงตอวัน หรือมากกวา (นั่งดูโทรทัศน นั่งเลนเกมสคอมพิวเตอร คุยกับเพ่ือน
นง่ั อา นหนงั สอื หรอื นงั่ คยุ โทรศพั ท) โดยพบในกลมุ นกั เรยี นหญงิ (รอ ยละ 69.7) มากกวา ในกลมุ นกั เรยี นชาย (รอ ยละ 59.1)
สําหรับการนอนหลับของนักเรียน พบวา มีนักเรียนเพียง 1 ใน 4 (รอยละ 24.7) ใหขอมูลวาได นอนมากกวาหรือ
เทากับ 8 ชั่วโมงตอวัน (ในวันท่ีไปโรงเรียน) ซ่ึงไมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติระหวางนักเรียนชาย
และนักเรยี นหญิง
ตาราง 4.11 แสดงขอ มูลกจิ กรรมทางกายและพฤตกิ รรมเนอื ยนิง่ ของนักเรียน จําแนกตามเพศ
ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอยละของนกั เรียนทไี่ มทาํ กิจกรรมทางกาย 31.0 29.0 32.8
ตลอด 7 วนั (28.3 - 33.9) (25.3 - 33.1) (29.4 - 36.5)
รอยละของนักเรียนมกี จิ กรรมทางกาย 18.3 26.3 11.1
ท่ีรวมแลวไมนอยกวา วันละ 60 นาที (22.8 - 30.0) (9.3 - 13.3)
เปนเวลา 5 วัน หรือมากกวา (ในระหวา ง 7 วนั (16.3 - 20.5)
กอ นการสาํ รวจ)
รอยละของนักเรียนมกี ิจกรรมทางกาย 10.7 16.9 5.2
ท่ีรวมแลว ไมน อ ยกวาวันละ 60 นาที ทกุ วนั (9.2 - 12.5) (13.8 - 20.4) (4.4 - 6.2)
(ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสํารวจ)
รอยละของนกั เรยี นที่มกี จิ กรรมทางกาย 27.9 38.7 18.2
เพ่อื ใหก ลา มเนื้อแข็งแรง เชน วดิ พ้นื ลกุ -นง่ั (25.9 - 29.9) (35.4 - 42.1) (16.5 - 20.0)
หรือยกน้าํ หนกั เปนตน 3 วนั หรอื มากกวา
(ในระหวาง 7 วนั กอ นสาํ รวจ) 57.9 61.5
(54.6 - 61.1) (56.1 - 66.6)
รอยละของนักเรียนไมไดเ ดนิ หรือขีจ่ ักรยานไป 59.8
หรือกลบั ระหวา งบานกับโรงเรียน (56.1 - 63.4) 17.5 13.1
ในระหวา ง 7 วนั กอ นการสาํ รวจ (14.8 - 20.5) (10.1 - 16.9)
รอยละของนกั เรยี นทไี่ มไ ดเ ขา ชน้ั เรียนเรียน 15.2 16.6 10.7
พลศึกษาในแตละสัปดาห (12.7 - 18.0) (14.7 - 18.7) (9.1 - 12.5)
รอ ยละของนกั เรียนไดเ ขาช้นั เรียนพลศึกษา 13.5
เปน เวลา 3 วนั หรือมากกวา ตอ สปั ดาห (12.1 - 15.0)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 37
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นมพี ฤตกิ รรมเนอื ยนงิ่
ตง้ั แต 3 ชวั่ โมงตอ วนั หรอื มากกวา 64.7 59.1 69.7
(นง่ั ดโู ทรทศั น นงั่ เลน เกมสค อมพวิ เตอร (61.3 - 68.0) (53.8 - 64.2) (66.3 - 72.8)
คยุ กบั เพอื่ น นง่ั อา นหนงั สอื หรอื นง่ั คยุ โทรศพั ท)
รอยละของนักเรยี นที่ใชเ วลานอน 24.7 24.8 24.7
มากกวา หรอื เทากบั 8 ชว่ั โมงตอวัน (21.5 - 28.3) (21.0 - 29.0) (20.8 - 29.0)
(ในวันที่ไปโรงเรยี น)
*ระดับความเชอ่ื มั่น 95%
4.2.9 ปัจจยั ปอ้ งกัน
ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกยี่ วกบั ปจ จยั ปอ งกนั แบง การวเิ คราะหอ อกเปน 3 ประเดน็
ไดแก (1) การขาดเรียน (2) ความเมตตาและชวยเหลือเกื้อกูลกัน และ (3) ความเอาใจใสจากพอแมหรือผูปกครอง
โดยแตล ะประเดน็ มรี ายละเอียด ดงั นี้
การขาดเรยี น จากการวเิ คราะหข อ มลู พบวา ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นหนง่ึ ในหา คน หรอื
รอ ยละ 20.1 ไมไ ดเ ขา เรยี นหรอื ไมไ ดไ ปโรงเรยี นโดยไมไ ดร บั อนญุ าต โดยนกั เรยี นชาย (รอ ยละ 25.0) จะไมเ ขา ชนั้ เรยี น
หรือขาดเรยี นมากกวา นักเรยี นหญิง (รอ ยละ 15.8) อยางมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ
ความเมตตาและชวยเหลือเกื้อกูลกัน การวิเคราะหขอมูลจากกลุมตัวอยางพบวา ประมาณ 2 ใน 5
ของนักเรียนทั้งหมด (รอยละ 39.1) ที่ระบุวา นักเรียนสวนใหญในโรงเรียนมีจิตใจโอบออมอารี และชวยเหลือผูอื่น
บอ ยครงั้ หรอื เปน ประจาํ ในระหวา ง ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ โดยพบความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ริ ะหวา ง
กลมุ นกั เรยี นชายและนักเรยี นหญิง (นกั เรียนชาย รอยละ 34.9 และนกั เรยี นหญิง รอยละ 42.6 ตามลาํ ดบั )
ความเอาใจใสจ ากพอ แมห รอื ผปู กครอง จากผลการสาํ รวจพบวา ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ นกั เรยี นไมถ งึ
หนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 16.9) รายงานวา พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นตรวจดวู า นกั เรยี น ทาํ การบา นเสรจ็ เรยี บรอ ยบอ ยครงั้
หรอื เปน ประจาํ และประมาณสองในหา ของนกั เรยี น (รอ ยละ 42.9) ใหข อ มลู วา พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นรจู รงิ
วา นกั เรยี นทาํ อะไรในเวลาวา งบอ ยครง้ั หรอื เปน ประจาํ นอกจากนย้ี งั พบวา นกั เรยี นรอ ยละ 76.9 ทพ่ี อ แมห รอื ผปู กครอง
ของนกั เรยี น ไมเคยหรอื นานๆ ครัง้ ในการคนดสู ิ่งของของนักเรยี น กอ นการไดร บั อนุญาต สาํ หรับประเดน็ ดา นความ
เขาใจปญ หาและความกังวลใจของนักเรยี น พบวา ประมาณหนึง่ ในสี่ของนักเรียน (รอ ยละ 26.1) ระบุวา พอ แมห รือ
ผูปกครองของนักเรียนเขาใจปญหาและความกังวลใจของนักเรียนบอยครั้ง หรือเปนประจําในระหวาง 30 วัน
กอ นการสาํ รวจ และ ประมาณหนง่ึ ในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 35.8) ระบวุ า พอ แมห รอื ผปู กครองของนกั เรยี นชน่ื ชม
ใหก าํ ลังใจ และสนับสนุนนักเรยี นบอ ยคร้งั หรือเปน ประจํา ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ
38 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ตาราง 4.12 แสดงขอมลู ดา นปจจยั การปองกัน จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชวี้ ดั จาํ นวนรวม % เพศ
รอยละของนักเรียนไมไดเ ขาเรยี นหรือ (CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
ไมไ ดไ ปโรงเรียนโดยไมไดรบั อนุญาต
จาํ นวน 1 วนั หรือมากกกวา ใน 20.1 25 15.8
ระหวาง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ (17.6 - 22.9) (21.7 - 28.5) (13.1 - 18.8)
รอยละของนกั เรียนท่ีแสดงความคิดเหน็ วา 39.1 34.9 42.6
นักเรยี นสว นใหญใ นโรงเรยี นมีจิตใจ (36.7 - 41.5) (31.2 - 38.9) (39.6 - 45.6)
โอบออมอารี และชวยเหลอื ผอู ืน่ บอ ยคร้ัง
หรอื เปนประจําในระหวาง 30 วนั 16.9 17.9 16.0
กอ นการสาํ รวจ (15.4 - 18.6) (15.9 - 20.1) (13.8 - 18.5)
รอ ยละของพอ แมหรอื ผูปกครองของนกั เรียน
ไดต รวจดวู า นกั เรยี นทาํ การบา นเสรจ็ เรยี บรอ ย 26.1 23.3 28.4
บอ ยคร้ังหรือเปน ประจําในระหวา ง 30 วัน (23.9 - 28.4) (20.3 - 26.6) (26.2 - 30.7)
กอ นการสาํ รวจ
35.8 33.3 37.9
รอ ยละของพอ แมห รอื ผปู กครองของนักเรียน (33.8 - 37.8) (30.8 - 36.0) (35.7 - 40.1)
เขา ใจปญหาและความกงั วลใจของนกั เรียน
บอ ยครั้งหรือเปน ประจําในระหวาง 30 วัน 42.9 35.5 49.4
กอนการสํารวจ (40.6 - 45.3) (31.5 - 39.8) (46.9 - 51.9)
รอ ยละของพอ แมหรือผูปกครองของนกั เรียน
ช่นื ชม ใหก ําลังใจ และสนบั สนุนนักเรียน 76.9 75.2 78.5
บอ ยครัง้ หรอื เปนประจํา ในระหวา ง 30 วัน (75.4 - 78.3) (72.6 - 77.6) (76.6 - 80.3)
กอ นการสาํ รวจ
รอ ยละของพอ แมห รอื ผูป กครองของนกั เรยี น
รจู รงิ วา นักเรียนทําอะไรในเวลาวา งบอ ยครัง้
หรือเปน ประจาํ ในระหวาง 30 วนั
กอ นการสํารวจ
รอยละของพอแมห รือผปู กครองของนักเรยี น
ไมเคยหรอื นาน ๆ คร้งั ในการคนดสู ่ิงของ
ของนกั เรียน กอนการไดร ับอนญุ าต
ในระหวา ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ
*ระดับความเช่ือม่ัน 95%
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 39
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
4.2.10 การปฏิบัติตนเม่อื เกิดโรคระบาดเก่ียวกับระบบทางเดินหายใจ
ขอ มลู จากกลมุ ตวั อยา ง การวเิ คราะหข อ มลู เกย่ี วการปฏบิ ตั ติ นเมอื่ เกดิ โรคระบาดเกยี่ วกบั ระบบทางเดนิ
หายใจพบวา ในชว งสถานการณท เี่ กดิ โรคระบาดเกย่ี วกบั ระบบทางเดนิ หายใจ นกั เรยี น หนง่ึ ในสามคน (รอ ยละ 34.9)
ทท่ี าํ กจิ กรรมรว มกนั เชน เขา แถวเคารพธงชาติ ตอ ควิ ซอื้ อาหาร รบั ประทานอาหาร ฯลฯ จะมกี ารเวน ระยะหา งระหวา ง
บคุ คลอยา งนอ ย 1-2 เมตร บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ โดยนกั เรยี นชายและนกั เรยี นหญงิ จะปฏบิ ตั ไิ มแ ตกตา งกนั (รอ ยละ
33.4 และรอยละ 36.2 ตามลําดับ) สําหรับเร่ืองการสวมหนากากผาหรือหนากากอนามัย พบวา รอยละ 70.6 ของ
นกั เรยี นจะสวมหนา กากผา หรอื หนา กากอนามยั บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ เมอ่ื เขา ไปในสถานทมี่ คี นจาํ นวนมากหรอื แออดั
โดยนักเรียนหญิง (รอยละ 78.6) จะปฏิบตั ิมากกวานักเรียนชาย (รอ ยละ 61.6) อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ
ตารางที่ 4.13 แสดงขอมูลดานการปฏบิ ัติตนเมอ่ื เกิดโรคระบาดเก่ยี วกบั ระบบทางเดินหายใจของนักเรียน
จําแนกตามเพศ ประเทศไทย พ.ศ. 2564
ตัวชว้ี ดั จาํ นวนรวม % เพศ
(CI)* ชาย % (CI)* หญิง % (CI)*
รอ ยละของนกั เรยี นทที่ าํ กจิ กรรมรวมกนั 34.9 33.4 36.2
เชน เขาแถวเคารพธงชาติ ตอควิ ซอ้ื อาหาร (31.9 - 38.0) ( 29.9 - 37.2) (32.8 - 39.6)
รับประทานอาหาร ฯลฯ โดยจดั ระยะหา ง
ระหวา งบุคคลอยางนอ ย 1-2 เมตร บอยครง้ั
และเปน ประจาํ ในชวงสถานการณทีเ่ กดิ
โรคระบาดเก่ียวกับระบบทางเดนิ หายใจ
รอ ยละของนกั เรยี นไดส วมหนากากผา 70.6 61.6 78.6
หรอื หนา กากอนามยั บอ ยครง้ั และเปน ประจาํ (67.3 - 73.6) (56.3 - 66.6) (75.2 - 81.6)
เมอ่ื เขา ไปในสถานทม่ี คี นจาํ นวนมากหรอื แออดั
*ระดับความเช่ือมัน่ 95%
40 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ส่วนที่ 5
การอภิปราย
5.1 การอภิปรายผลการสํารวจ
5.1.1 ภาวะน�าหนักเกินและพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหาร
การสาํ รวจในครงั้ น้ี พบวา เดก็ นกั เรยี นไทยหนงึ่ ในหา คนมภี าวะนาํ้ หนกั เกนิ และ เดก็ นกั เรยี น รอ ยละ 6.8
มภี าวะอว น ซง่ึ พบวา นกั เรยี นชายมภี าวะนาํ้ หนกั เกนิ และอว นมากกวา นกั เรยี นหญงิ ภาวะนาํ้ หนกั เกนิ ในเดก็ นน้ั เปน
ปจจัยเส่ียงตอโรคไมติดตอเร้ือรังตาง ๆ อีกท้ังยังมีความสัมพันธกับการเกิดโรคอวน และการเสียชีวิตกอนวัยอันควร
และทุพพลภาพในชวงวัยผูใหญ นอกจากน้ัน เด็กท่ีมีภาวะอวนนั้นสงผลกระทบตอท้ังสุขภาพจิตและสุขภาพกาย
เชน การหายใจลาํ บาก ภาวะความดนั โลหติ สงู ภาวะดอ้ื ตอ อนิ ซลู นิ เปน ตน (World Health Organization Obesity
and overweight: factsheet (https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight.)
ในสวนของพฤตกิ รรมการบริโภคอาหาร พบวา มีนักเรยี นไมถงึ หน่ึงในหา คน (รอ ยละ 18.2) ท่ีระบวุ า
รบั ประทานผลไมเ ปน ประจาํ (2 ครง้ั ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 7 วนั ทผ่ี า นมา) และเปน ไปในทางเดยี วกนั มนี กั เรยี น
เพียงรอยละ 15.3 ระบุวาไดทานผักเปนประจํา (3 คร้ังตอวัน หรือมากกวาในชวง 7 วันท่ีผานมา) ในขณะท่ี
นักเรียนสองในหาคน (รอยละ 39.3) รับประทานอาหารจากรานอาหารอาหารฟาสตฟูด เชน รานแฮมเบอรเกอร
โรงอาหารโรงเรยี น หรอื ตลาด เปน ประจาํ (จาํ นวน 3 วนั หรอื มากกวา ในชว ง 7 วนั ทผ่ี า นมา) และหนง่ึ ในสามของนกั เรยี น
(รอ ยละ 34.6) ดม่ื นาํ้ อดั ลม เปน ประจาํ (จาํ นวน 1 ครงั้ ตอ วนั หรอื มากกวา ในระหวา ง 7 วนั ทผ่ี า นมา) จากผลการสาํ รวจ
ชีใ้ หเหน็ วา เด็กนกั เรยี นมกี ารบริโภคผกั และผลไมค อ นขา งจาํ กัด แตบรโิ ภคอาหารที่มพี ลังงาน ไขมัน และน้าํ ตาลสูง
คอ นขางบอ ย ซงึ่ เปน สาเหตุสวนหนงึ่ ของภาวะนา้ํ หนักเกนิ และอว นในเด็ก
ภาวะนํ้าหนักเกินและอวนในเด็กนั้นเกิดจากความไมสมดุลยของการไดรับพลังงานจากอาหารและ
การใชพลังงาน เน่ืองจากรับประทานอาหารพลังงานสูง (ไขมันและนํ้าตาลสูง) และมีกิจกรรมทางกายไมเพียงพอ
ซง่ึ ภาวะนาํ้ หนกั เกนิ ไมไ ดเ กดิ จากพฤตกิ รรมของเดก็ เพยี งอยา งเดยี ว แตย งั เกย่ี วกบั การเปลยี่ นแปลงของเศรษฐกจิ และ
สงั คม และนโยบายของประเทศในดา นตา งๆ เชน เกษตร คมนาคม อาหารแปรรปู การทาํ การตลาด และการใหค วามรู
(https://www.who.int/news-room/questions-and-answers/item/noncommunicable-diseases-
childhood-overweight-and-obesity)
นอกจากปจจัยทางพันธุกรรมแลว ภาวะอวนในเด็กและวัยรุนยังเก่ียวกับปจจัยทางสังคมท่ีเปลี่ยนไป
เชน เศรษฐสถานะของผปู กครอง ถน่ิ ทอ่ี ยู (ในเมอื งและชนบท) การไดร บั สอ่ื โฆษณาและกจิ กรรมการตลาดเพอื่ สง เสรมิ
การบรโิ ภคอาหารพลงั งานสงู และพฤตกิ รรมทไ่ี มด ตี อ สขุ ภาพ และการมพี ฤตกิ รรมเนอื ยนง่ิ (Teerawattananon, Y.
and A. Luz. 2017. Obesity in Thailand. ADBI Working Paper 703. Tokyo: Asian Development Bank Institute.
Available: https://www.adb.org/publications/obesity-thailand-and-its-economic-cost-estimation)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 41
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ปญ หาภาวะนา้ํ หนกั เกนิ และอว นในเดก็ นนั้ เปน ปญ หาระดบั สงั คมทซ่ี บั ซอ น จงึ ตอ งการมาตรการระดบั
ประชากรจากหลายภาคสว น เชน นโยบายเพมิ่ การบรโิ ภคผกั และผลไมใ นโครงการอาหารกลางวนั และการหา มขายหรอื
แจกอาหารทมี่ โี ภชนาการไมเ หมาะสมในโรงเรยี น การควบคมุ การขายอาหารและเครอ่ื งดม่ื ทม่ี โี ภชนาการไมเ หมาะสม
บริเวณรอบโรงเรียน การมีกฎหมายควบคุมการทําการตลาดอาหารและเครื่องดื่มท่ีไมเหมาะสมสําหรับเด็ก เปนตน
5.1.2 สุขอนามยั ส่วนบุคคล
จากผลการสํารวจในป 2564 พบวา พฤติกรรมดานสุขอนามัยสวนบุคคลของนักเรียนอยูในระดับดี
นักเรียนสี่ในหาคน (รอยละ 83) ทําความสะอาดหรือแปรงฟนเปนประจํา (อยางนอย 2 คร้ังตอวันหรือมากกวา)
มนี กั เรยี นหนง่ึ ในหา คน (รอ ยละ 12.4) ทไี่ มเ คยลา งมอื หรอื ลา งบา งนาน ๆ ครงั้ กอ นรบั ประทานอาหาร และนกั เรยี น
รอยละ 5.7 ระบุวาไมเคยลางมือหรือลางบางนาน ๆ ครั้ง หลังการใชสวม แตอยางไรก็ดี นักเรียนหนึ่งในหาคน
(รอยละ 12.2) ระบุวาไมเคยใชสบลู างมอื หรือใชบ า งนาน ๆ ครง้ั
ในชวงการระบาดของโรคโควิด 19 การปฎิบัติตามมาตรการปองกันระดับบุคคลอยางเครงครัด เชน
การลางมือใหสะอาดดวยนํ้าและสบูเปนเวลาอยางนอย 20 วินาที เปนสวนหน่ึงของปจจัยที่จะชวยปองกัน
การตดิ เชอื้ โควดิ 19 ได (Alzyood M, Jackson D, Aveyard H, Brooke J. COVID-19 reinforces the importance
of handwashing. J Clin Nurs. 2020;29(15-16):2760-2761. doi:10.1111/jocn.15313) ดังนั้น ในโรงเรียน
และสถานท่ีท่ีมีเด็กอยูรวมกัน จึงควรจัดใหมีสถานที่ อุปกรณ และสงเสริมใหนักเรียนทุกคนลางมือดวยนํ้าและสบู
ใหส ะอาดทกุ คร้ัง เปนประจาํ ทัง้ กอนรบั ประทานอาหาร หลงั ใชส ว ม และหลังการสมั ผัสจดุ สมั ผสั รว มตา ง ๆ เปนตน
5.1.3 ความรนุ แรงและการบาดเจบ็ โดยไมเ่ จตนา
ในการสาํ รวจครงั้ นพ้ี บวา นกั เรยี นเกอื บหนงึ่ ในหา (รอ ยละ 18.2) คนถกู ทาํ รา ยรา งกายอยา งนอ ย 1 ครงั้
หรือมากกวาในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ ซึ่งนักเรียนชายนั้นถูกทํารายมากกวานักเรียนหญิง ประมาณครึ่งหน่ึง
ของนักเรียน (รอยละ 52.6) เคยไดรับบาดเจ็บรุนแรง 1 คร้ังหรือมากกวา ในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ โดยพบ
วา นกั เรยี นชายจะไดร บั บาดเจบ็ รนุ แรงบอ ยครงั้ กวา นกั เรยี นหญงิ นอกจากนนั้ ในกลมุ นกั เรยี นทไี่ ดร บั บาดเจบ็ รนุ แรง
พบวา นกั เรยี นเกอื บหนง่ึ ในส่ี (รอ ยละ 27.3) นน้ั ไดร บั บาดเจบ็ ทรี่ นุ แรงทสี่ ดุ จากอบุ ตั เิ หตทุ างรถยนตห รอื ถกู ชนโดยรถยนต
เมอ่ื พจิ ารณาปจ จยั เสยี่ งทกี่ อ ใหเ กดิ การบาดเจบ็ จากอบุ ตั เิ หตทุ างถนน พบวา มคี วามนา กงั วลในหลาย ๆ
ประเดน็ เชน เกอื บครงึ่ หนง่ึ ของนกั เรยี น (รอ ยละ 42.3) ระบวุ า ไมเ คยหรอื นานๆ ครงั้ ทจ่ี ะใชเ ขม็ ขดั นริ ภยั เมอื่ นงั่ รถยนต
หรือพาหนะอื่นในชวง 30 วันกอนการสํารวจ มีนักเรียนเพียงคร่ึงเดียว (รอยละ 50.7) ที่ระบุวาสวมหมวกนิรภัย
ขณะขบั ขจ่ี กั รยานยนตเ ปน ประจาํ ซงึ่ อตั ราการใชเ ขม็ ขดั นริ ภยั เมอื่ นงั่ รถยนตห รอื พาหนะอนื่ และการสวมหมวกนริ ภยั
ขณะขบั ขจี่ กั รยานยนตน นั้ ไมแ ตกตา งกนั ระหวา งนกั เรยี นชายแหละหญงิ นอกจากนน้ั นกั เรยี นหนงึ่ ในหา คน (รอ ยละ 19.5)
เคยโดยสารรถยนตหรือพาหนะอื่นท่ีขับข่ีโดยคนท่ีดื่มแอลกอฮอล ซ่ึงพบในกลุมนักเรียนชายมากกวานักเรียนหญิง
42 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
ในประเทศไทยพบวา หนง่ึ ในสข่ี องการเสยี ชวี ติ จากอบุ ตั เิ หตทุ างถนนนนั้ เกดิ ขน้ึ ในกลมุ เดก็ และเยาวชน
อายุ 15-24 ป และสวนใหญสามในสี่ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนนั้นเกิดจากการใชรถจักรยานยนต
(World Health Organization. Road traffic deaths and injuries in Thailand; https://cdn.who.int/media/
docs/default-source/thailand/roadsafety/overview-en-final-25-7-19.pdf?sfvrsn=f9d7a862_2) และ
จากการศึกษาความสูญเสียทางเศรษฐกิจท่ีเกิดจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยในกลุมอายุตาง ๆ พบวา
กลุมอายุ 16-25 ปกอใหเกิดความสูญเสียทางเศรฐกิจสูงท่ีสุด ทั้งในดานจํานวนผูบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
(Chaturaphat Chantith, Chompoonuh K. Permpoonwiwat, Bertrand Hamaide, Measure of
productivity loss due to road traffic accidents in Thailand, IATSS Research, Volume 45, Issue 1, 2021,
Pages 131-136, ISSN 0386-1112, https://doi.org/10.1016/j.iatssr.2020.07.001.) ดังน้ันจึงจําเปนอยางยิ่ง
ที่จะตอ งมีการบังคบั ใชก ฎหมายท่เี กยี่ วชองอยางเครงครัด เพอ่ื ปกปอ งเด็กและเยาวชนจากการเสียชีวิตและบาดเจบ็
จากอบุ ัตเิ หตทุ างถนน และนักเรียนควรไดรบั การสอนในโรงเรยี นเรื่องความปลอดภัยในการใชรถใชถ นนดว ย
5.1.4 สุขภาพจติ
ในการสํารวจ GSHS ครั้งนี้พบวา นักเรียนถึงเกือบหนึ่งในหาคน (รอยละ 18.9) มีความรูสึกอางวาง
โดดเดย่ี วบอ ยครง้ั และมคี วามวติ กกงั วลจนนอนไมห ลบั เปน ประจาํ (รอ ยละ 16) ในชว ง 12 เดอื นกอ นการสาํ รวจและ
ถงึ แมน กั เรยี นกวา ครงึ่ จะระบวุ า ไดร บั การสอนในชน้ั เรยี นเกย่ี วกบั อาการทแี่ สดงถงึ ภาวะซมึ เศรา และพฤตกิ รรมเสยี่ ง
ตอการฆาตัวตาย (รอยละ 46.1) และ การจัดการความเครียด (รอยละ 51.7) แตนักเรียน รอยละ 17.4 ก็ยังเคย
มีความคิดจริงจังในการพยายามฆาตัวตาย (รอยละ 17.4) ในชวง 12 เดือนกอนการสํารวจ จากสถิติในระดับโลก
พบวา ภาวะซึมเศรา วิตกกังวล และความผิดปกติทางพฤติกรรมนั้นเปนสาเหตุอันดับตน ๆ ของการเจ็บปวยและ
ทุพพลภาพในกลุมเยาวชน และการฆาตัวตายนั้นเปนสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 4 ของกลุมอายุ 15-19 ปเด็กและ
เยาวชนทม่ี ภี าวะทางสขุ ภาพจติ นนั้ เสยี่ งทจ่ี ะถกู กดี กนั ทางสงั คม ตตี รา เลอื กปฏบิ ตั ิ กลา ลองกลา เสยี่ ง เจบ็ ปว ยทางกาย
และโดนละเมิดสิทธิ (World Health Organization. Adolescent mental health; https://www.who.int/
news-room/fact-sheets/detail/adolescent-mental-health)
5.1.5 การสูบบุหรี่
การสํารวจ GSHS คร้ังนี้พบวา นักเรียนหนึ่งในหาคน (รอยละ 10.4) น้ันสูบบุหรี่เปนเวลา 1 วัน
หรือมากกวา ในชวง 30 วันกอนการสํารวจ ซึ่งกลุมนักเรียนชายนั้นสูบมากกวานักเรียนหญิง และพบวานักเรียน
รอ ยละ 70.4 ลองสบู บหุ รค่ี รงั้ แรก กอ นอายุ 14 ปห รอื นอ ยกวา นนั้ และถงึ แมว า ประเทศไทยจะมกี ฎหมายหา มนาํ เขา
และขายบุหรี่ไฟฟา ตามประกาศกระทรวงพาณิชย เรื่อง กําหนดใหบารากู และบารากูไฟฟาหรือบุหรี่ไฟฟา
เปน สนิ คา ตอ งหา มในการนาํ เขา มาในราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2557 และ บหุ รไ่ี ฟฟา ยงั เปน สนิ คา ทหี่ า มขายหรอื ใหบ รกิ าร
ตามคําสั่งคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค ที่ 9/2558 แตจากการสํารวจในป 2564 พบวา ภาพรวมของนักเรียน
หน่ึงในเจ็ดคน (รอยละ 14.6) ใชบุหรี่ไฟฟา เปนเวลา 1 วันหรือมากกวานั้น ในระหวาง 30 วัน กอนการสํารวจ
ซึ่งอัตราการใชบุหร่ีไฟฟานั้นพบในกลุมนักเรียนชายมากกวานักเรียนหญิง ดังนั้น หนวยงานท่ีเก่ียวของจึงควร
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 43
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
เพ่ิมการบังคับใชกฎหมายอยางเครงครัด โดยเฉพาะการขายบุหร่ีไฟฟาทางออนไลน และเพ่ิมการใหความรูเรื่อง
ของภัยของบุหรี่ไฟฟาตอสุขภาพของผูสูบและคนรอบตัว แกนักเรียน ผูปกครอง และสาธารณชนอยางตอเนื่อง
(Patanavanich R, Aekplakorn W, Glantz SA, Kalayasiri R. Use of E-Cigarettes and Associated Factors
among Youth in Thailand. Asian Pac J Cancer Prev. 2021;22(7):2199-2207. Published 2021 Jul 1.
doi:10.31557/APJCP.2021.22.7.2199)
5.1.6 การด่ืมเคร่อื งด่ืมท่ีมแี อลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด
การใชบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล และการสารเสพติดในกลุมนักเรียนยังคงเปนปญหาท่ีนากังวล
ในหลาย ๆ ปจ จยั ถงึ แมว า ประเทศไทยจะมกี ารประกาศใชก ฎหมายทคี่ วบคมุ เครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล และการใชส ารเสพตดิ
มาหลายทศวรรษ แตใ นการสาํ รวจครง้ั นี้ ยงั พบวา นกั เรยี นสองในเจด็ คน (รอ ยละ 29.1) ดม่ื เครอ่ื งดมื่ ทมี่ แี อลกอฮอล
อยา งนอ ยหนงึ่ แกว ตอ วนั หรอื มากกวา ในชว ง 30 วนั กอ นการสาํ รวจ ซง่ึ ความชกุ ของการดมื่ เครอื่ งดมื่ ทม่ี แี อลกอฮอลน น้ั
ไมต า งกนั ระหวา งนกั เรยี นชายและหญงิ สาํ หรบั ในกลมุ นกั เรยี นทดี่ ม่ื เครอื่ งดม่ื ทมี่ แี อลกอฮอลน นั้ นกั เรยี นหนงึ่ ในเจด็ คน
(รอ ยละ 15.1) ระบวุ า ไดร บั เครอ่ื งดมื่ ทมี่ แี อลกอฮอลจ ากเพอ่ื น และนกั เรยี นรอ ยละ 38.9 จะดม่ื เครอ่ื งดมื่ แอลกอฮอล
เมื่อไดรับจากเพ่ือนสนิท นอกจากน้ันเด็กนักเรียน รอยและ 16.6 ระบุวาเคยมีอาการเมาคาง รูสึกปวยมีปญหากับ
ครอบครวั หรือเพ่ือนอนั เปน ผลจากการดมื่ แอลกอฮอลในชวงชวี ิตท่ผี านมา
กลุมนักเรียนที่เคยใชสารเสพติด ใหขอมูลวาเริ่มใชสารเสพติดครั้งแรกกอนอายุ 14 ปหรือนอยกวา
สงู ถงึ รอ ยละ 72.9 ซงึ่ ไมต า งกนั ระหวา งกลมุ นกั เรยี นชายและหญงิ โดยรวมพบวา นกั เรยี นรอ ยละ 7.0 เคยสบู กญั ชา
และนกั เรยี นรอ ยละ 3.7 เคยเสพสารเสพตดิ แอมเฟตามนี หรอื เมทแอมเฟตามนี (ยาบา ) แลว อยา งนอ ยหนง่ึ ครงั้ ในชวี ติ
ซึ่งมีสัดสวนมากกวาในกลุมนักเรียนชายเมื่อเทียบกับนักเรียนหญิง ท้ังนี้ การดื่มเคร่ืองดื่มที่มีแอลกอฮอล และ
การใชส ารเสพตดิ นนั้ สง ผลกระทบตอ เดก็ และเยาวชนในหลาย ๆ ดา น เชน การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการโดยเฉพาะ
การพฒั นาของสมอง เพม่ิ ความเสย่ี งตอ พฤตกิ รรมเสยี่ ง เชน การมเี พศสมั พนั ธโ ดยไมป อ งกนั และการขบั รถโดยประมาท
เพ่ิมความเส่ียงตอโรคตาง ๆ เชน โรคหัวใจ ภาวะความดันโลหิตสูงและนอนไมหลับ เม่ือโตเปนผูใหญ
(CDC. Teen and substance use; https://www.cdc.gov/ncbddd/fasd/features/teen-substance-use.html)
5.1.7 พฤติกรรมทางเพศ
ในการสํารวจ GSHS ป 2564 พบความชุกของพฤติกรรมทางเพศ ดังนี้ โดยภาพรวมนักเรียน
เกือบหนึ่งในหาคน (รอยละ 19.8) เคยมีเพศสัมพันธ และ นักเรียนรอยละ 7.8 ใหขอมูลวาในชวงชีวิตท่ีผานมา
เคยมเี พศสมั พนั ธก บั คนู อนจาํ นวนสองคนหรอื มากกวา สาํ หรบั ในกลมุ นกั เรยี นทเี่ คยมเี พศสมั พนั ธ นกั เรยี นสองในเจด็ คน
(รอยละ 29.8) ระบุวามีเพศสัมพันธคร้ังแรกกอนอายุ 14 ป ซ่ึงท้ังสามปจจัยที่กลาวมาขางตนน้ันมีสัดสวนมากกวา
ในกลมุ นักเรียนชายเม่ือเทยี บกบั นักเรยี นหญงิ
สําหรับปจจัยการปองกันพบวา โดยภาพรวม คร่ึงหน่ึงของนักเรียนระบุวาใชถุงยางอนามัยทุกครั้ง
ที่มีเพศสัมพันธ (รอยละ 55.1) นอกจากน้ัน นักเรียนสองในสามคน (รอยละ 73.4) ระบุวานักเรียนหรือคูนอน
ใชถุงยางอนามัยระหวางการมีเพศสัมพันธคร้ังแรก และสําหรับในกลุมนักเรียนท่ีเคยมีเพศสัมพันธนั้น
44 รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)
เปน ไปในทางเดยี วกนั คอื นกั เรยี นสองในสามคน (รอ ยละ 69) ระบวุ า ใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธค รง้ั ลา สดุ
โดยความชกุ ของการใชถ งุ ยางอนามยั ระหวา งมเี พศสมั พนั ธค รงั้ ลา สดุ นนั้ ไมแ ตกตา งระหวา งกลมุ นกั เรยี นชายและหญงิ
จากการศึกษาปจจัยท่มี ผี ลตอ พฤตกิ รรมทางเพศของเด็กและเยาวชนไทยพบวา ปจจัยเส่ียงนัน้ มาจาก
ท้ังระดับตัวบุคคลและปจจัยแวดลอมภายนอก ปจจัยภายนอกที่สําคัญคือสิ่งแวดลอมในโรงเรียนและกลุมเพ่ือน
สาํ หรบั ปจ จยั ระดบั บคุ คลนน้ั สงิ่ ทม่ี ผี ลมากกบั พฤตกิ รรมเสยี่ งทางเพศของเดก็ และเยาวชนคอื ครอบครวั ความเปน อยู
เพศ อายุ ทศั นคติ และการสอื่ สารความรทู างเพศสมั พนั ธ ดงั นนั้ การจดั การปญ หาพฤตกิ รรทางเพศของเดก็ และวยั รนุ
ทไี่ ดผ ลจงึ ควรพฒั นามาตรการทเ่ี หมาะสมกบั บรบิ ทระดบั บคุ คล ครอบครวั และโรงเรยี นทแ่ี ตกตา งกนั (Srijaiwong, S.,
Sindhu, S., Ratinthorn, A., & Viwatwongkasem, C. (2017). Factors Influencing Sexual Behaviors among
Thai Adolescents. Journal of Population and Social Studies [JPSS], 25(3), 171–193. Retrieved from
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jpss/article/view/102395)
5.1.8 กิจกรรมทางกาย
ถึงแมวาประเทศไทยจะมีการจัดทําและดําเนินการตาม แผนการสงเสริมกิจกรรมทางกาย
พ.ศ. 2561 – 2573 แตผลการสํารวจคร้ังนี้พบวา โดยรวมแลวมีนักเรียนไมถึงหนึ่งในหาคน (รอยละ 18.3)
ที่มีกิจกรรมทางกายท่ีเพียงพอ (รวมแลวไมนอยกวาวันละ 60 นาที เปนเวลา 5 วันหรือมากกวา ในระหวาง 7 วัน
กอ นการสาํ รวจ) ซงึ่ นกั เรยี นชายมกี จิ กรรมทางกายเพยี งพอมากกวา นกั เรยี นหญงิ ซง่ึ สอดคลอ งกบั พฤตกิ รรมเนอื ยนงิ่ สงู
ซงึ่ พบในกลมุ นกั เรยี นทไี่ ดร บั การสาํ รวจ พบวา ประมาณเกอื บสองในสามของนกั เรยี น (รอ ยละ 64.7) มพี ฤตกิ รรมเนอื ยนง่ิ
ตั้งแต 3 ช่ัวโมงตอวันหรือมากกวา (นั่งดูโทรทัศน น่ังเลนเกมสคอมพิวเตอร คุยกับเพื่อน น่ังอานหนังสือหรือ
นั่งคุยโทรศัพท) ซ่ึงพบมากกวาในกลุมนักเรียนหญิงเมื่อเทียบกับนักเรียนชาย สําหรับการเรียนวิชาพละศึกษา
โดยรวมนกั เรยี น รอ ยละ 13.5 ระบวุ า ไดเ ขา ชน้ั เรยี นพลศกึ ษาเปน เวลา 3 วนั หรอื มากกวา ตอ สปั ดาห โดยทนี่ กั เรยี นชาย
มสี ดั สว นการเขา ชน้ั เรยี นวชิ าพลศกึ ษามากกวา นกั เรยี นหญงิ นอกจากนน้ั พฤตกิ รรมการนอนของนกั เรยี นกด็ นู า กงั วล
เนอื่ งจากพบวา มนี กั เรยี นเพยี งหนงึ่ ในส่ี (รอ ยละ 24.7) ไดน อนมากกวา หรอื เทา กบั 8 ชว่ั โมงตอ วนั (ในวนั ทไี่ ปโรงเรยี น)
ซึ่งไมม ีความแตกตา งกนั ระหวา งกลมุ นักเรยี นชายและหญิง
ประโยชนของการมีกิจกรรมทางกายท่ีเพียงพอในเด็กและเยาวชนน้ันประกอบดวยผลระยะสั้นและ
ระยะยาวที่จะชวยลดความเส่ียงตอโรคไมติดตอตางๆ ในวัยผูใหญ หลักฐานทางวิชาการบงชี้วาการมีกิจกรรม
ทางกายระดบั ปานกลางหนกั สะสมอยา งนอ ยวนั ละ 60 นาที ทกุ ๆวนั จะเปน ผลดตี อ สขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ การเรยี นรู
และพฒั นาการ ผลการสาํ รวจในประเทศไทยนนั้ สอดคลอ งกบั สถานการณร ะดบั โลก ซงึ่ พบวา เดก็ วยั เรยี นอายุ 11-17 ป
สวนใหญมีกิจกรรมทางกายไมเพียงพอถึง (รอยละ 81) ซ่ึงเด็กนักเรียนชายจะมีสัดสวนกิจกรรมทางกายเพียงพอ
มากกวา หญงิ ดงั นน้ั ปญ หานคี้ วรจดั เปน วาระเรง ดว นระดบั ประเทศ ทจี่ ะตอ งเพม่ิ สดั สว นกจิ กรรมทางกายทเ่ี พยี งพอ
ในเด็กและเยาวชน รัฐบาลและทุกภาคสวนในสังคมจึงตองรวมกันบูรณาการและจัดการกับปญหาที่ซับซอนนี้ดวย
มาตรการท่ีเหมาะสม (https://www.thelancet.com/journals/lanchi/article/PIIS2352-4642(19)30323-2/
fulltext#articleInformation)
รายงานการสํารวจภาวะสุขภาพนักเรยี นในประเทศไทย พ.ศ. 2564 45
(Thailand Global School-based Student Health Survey, 2021: GSHS)