The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2.บทนำการวิจัยชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jarayhnu, 2022-09-03 11:05:14

2.บทนำการวิจัยชั้นเรียน

2.บทนำการวิจัยชั้นเรียน



นำยจเร หนูปลื้ม

ผอู้ ำนวยกำรโรงเรียนบำ้ นหวั สะพำนมติ รภำพท่ี ๒๑๗

สำนกั งำนเขตพื้นทกี่ ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำสรุ ำษฎร์ธำนี เขต ๓
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน
กระทรวงศึกษำธกิ ำร



คำนำ

พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553
กำหนดให้สถานศกึ ษาพฒั นากระบวนการเรียนการสอนที่มปี ระสิทธภิ าพ รวมท้ังการส่งเสริมให้ผ้สู อน
สามารถวิจัยเพ่อื พัฒนาการเรยี นรูท้ เ่ี หมาะสมกบั ผู้เรียนในแตล่ ะระดับการศึกษา ทำให้เห็นวา่ แนวทาง
การปฏิรูปการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูโดยใช้กระบวนการ
วิจัยชั้นเรียนมาเป็นกระบวนการหนึ่งในการสืบเสาะ ค้นหาแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะ
จัดกิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่ือนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนให้เกดิ ประสิทธภิ าพมากท่ีสุด
ดังน้ัน ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาเห็นความสำคัญของ
การใช้กระบวนการวิจัยชั้นเรียนในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ จึงได้จัดทำชุดอบรมด้วย
ตนเอง เร่ือง การวิจัยชั้นเรียนสำหรับครูเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านหัวสะพาน
มิตรภาพท่ี 217 เพ่อื ใชใ้ นการพัฒนาครูของโรงเรียนบ้านหัวสะพานมติ รภาพท่ี 217 สังกัด สำนกั งาน
เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3

ชุดอบรมด้วยตนเอง ชุดนี้ ข้าพเจ้าสร้างข้ึนเพื่อเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาศักยภาพ
การจัดการเรียนรู้ของครูให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งวา่ ชุดอบรมดว้ ยตนเอง
ชุดน้ีจะเป็นประโยชน์สำหรับครูและผู้ท่ีสนใจเป็นอย่างดีย่ิง ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านท่ีได้ให้
คำแนะนำ ตรวจสอบ การจดั ทำชุดอบรมด้วยตนเองจนสำเรจ็ ลุลว่ งดว้ ยดีไว้ ณ โอกาสน้ี

จเร หนูปลืม้
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบ้านหวั สะพานมติ รภาพที่ 217

ชุดที่ 2 บทนำการวจิ ัยช้ันเรยี น



คำช้ีแจง

ชุดอบรมด้วยตนเอง เร่ือง การวิจัยชั้นเรียนสำหรับครูเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของ
โรงเรียนบ้านหัวสะพานมิตรภาพที่ 217 ชุดนี้ จัดทำขึ้นด้วยความมุ่งม่ันท่ีจะให้ครูได้พัฒนาตนเองให้มี
ความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ และมีเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการวิจัยช้ันเรียน เพ่ือจะได้นำความรู้ดังกล่าวไป
พฒั นาคณุ ภาพผ้เู รียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้จัดทำและพัฒนาชุดอบรมด้วยตนเอง จำนวน 8
ชุด ดงั นี้

ชดุ ท่ี 1 ความรูพ้ ื้นฐานการวจิ ัยชั้นเรียน
ชดุ ท่ี 2 บทนำการวิจัยช้นั เรียน
ชดุ ที่ 3 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
ชดุ ที่ 4 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย
ชดุ ที่ 5 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
ชดุ ที่ 6 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
ชุดท่ี 7 ส่วนประกอบตอนตน้ และส่วนประกอบตอนทา้ ยการวจิ ยั ชั้นเรยี น
ชดุ ท่ี 8 การเขียนรายงานการวิจยั ชน้ั เรยี น
หวังเป็นอย่างย่ิงว่า ชุดอบรมด้วยตนเอง เรื่อง การวิจัยชั้นเรียนสำหรับครูเพื่อพัฒนา
คุณภาพการเรยี นรู้ของโรงเรียนบ้านหัวสะพานมติ รภาพท่ี 217 ชุดน้ี จะเปน็ ประโยชน์สำหรับครแู ละผูท้ ี่
สนใจอย่างดยี ง่ิ ในการพัฒนาคณุ ภาพการจัดการเรยี นรู้และการพฒั นาคุณภาพผู้เรยี นได้

จเร หนปู ลื้ม
ผ้อู ำนวยการโรงเรียนบา้ นหวั สะพานมิตรภาพท่ี 217

ชดุ ท่ี 2 บทนำการวจิ ัยชั้นเรียน



แนวทางการนำชดุ อบรมดว้ ยตนเองไปใช้

การนำชุดอบรมดว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การวิจยั ช้นั เรียนสำหรับครูเพ่อื พฒั นาคณุ ภาพการเรียนรู้
ของโรงเรียนบ้านหัวสะพานมิตรภาพที่ 217 ไปใช้ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ ขอให้ท่าน
ปฏบิ ตั ติ ามขัน้ ตอน ดังนี้

1. ศึกษาโครงสรา้ งของชุดอบรมดว้ ยตนเองอยา่ งละเอียด
2. ทำแบบประเมินทกั ษะการวจิ ัยชน้ั เรยี นก่อนการอบรมของแต่ละชุดอบรม พร้อมกบั ตรวจ
แบบประเมินทกั ษะการวจิ ัยชั้นเรยี นตามแนวการตรวจแบบประเมินทกั ษะการวิจยั ชั้นเรียนทกี่ ำหนดไว้
ในแต่ละชุดอบรม
3. ศึกษารายละเอียดของเน้อื หาอย่างตอ่ เนื่องตามลำดับข้ันตอนจนจบของแตล่ ะชดุ อบรม
4. ปฏบิ ตั ิตามกจิ กรรมทก่ี ำหนดไวท้ ุกกจิ กรรมของแตล่ ะชุดอบรม
5. ตรวจสอบการตอบคำถามจากใบงานของแต่ละเรื่องตามแนวคำตอบที่กำหนดไว้ในแต่ละ
ชดุ อบรม
6. ทำแบบประเมนิ ทักษะการวิจัยชนั้ เรียนหลังการอบรมของแตล่ ะชุดอบรม พร้อมกับตรวจ
แบบประเมนิ ทักษะการวจิ ยั ช้ันเรียนตามแนวการตรวจแบบประเมินทักษะการวจิ ยั ชัน้ เรยี นทก่ี ำหนดไว้
ในแตล่ ะชุดอบรม

ชดุ ที่ 2 บทนำการวิจัยชัน้ เรียน



โครงสร้างชดุ อบรมด้วยตนเอง
ชุดที่ 2 บทนำการวจิ ยั ชั้นเรยี น

สาระสำคญั

ชุดอบรมด้วยตนเอง เร่ือง การวิจัยชั้นเรียนสำหรับครูเพ่ือพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของ
โรงเรียนบ้านหัวสะพานมิตรภาพท่ี 217 สังกัด สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์
ธานี เขต 3 ชุดที่ 2 บทนำการวจิ ยั ช้ันเรียน เป็นชุดอบรมท่ีสามารถทำใหค้ รูมีความรู้ความเข้าใจ มี
เจตคติ และมีทักษะเก่ียวกับการวิจัยชั้นเรยี น ซ่ึงสามารถนำไปปรับปรุง พัฒนาหรือแก้ปัญหาของ
ผูเ้ รยี นได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ และเปน็ การส่งเสริมใหค้ รมู ีความกา้ วหนา้ ในวชิ าชีพอกี ด้วย

ขอบขา่ ยเนอื้ หา

1. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหาการวิจัยชน้ั เรยี น
2. วัตถุประสงค์ของการวิจยั ชัน้ เรียน และความสำคญั ของการวจิ ัยช้ันเรยี น
3. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ชนั้ เรียน
4. ขอบเขตการวิจยั ชั้นเรียน สมมุติฐานการวิจัยชั้นเรียน และนิยามศัพทเ์ ฉพาะ

วัตถุประสงค์

1. เพอ่ื ให้ครูมีความรู้ ความเขา้ ใจ และสามารถเขียนความเป็นมาและความสำคญั ของ
ปัญหาการวิจัยชนั้ เรียนได้

2. เพ่อื ให้ครมู ีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขียนวัตถุประสงค์ และความสำคญั ของ
การวิจัยช้นั เรยี นได้

3. เพือ่ ให้ครมู ีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขยี นกรอบแนวคิดในการวจิ ัยช้ันเรยี นได้
4. เพ่อื ให้ครมู ีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเขยี นขอบเขต สมมตุ ิฐาน และนิยาม
ศัพทเ์ ฉพาะของการวิจยั ช้นั เรยี นได้

กิจกรรมการอบรม

1. ทำแบบประเมินทักษะการวจิ ัยชนั้ เรยี นกอ่ นการอบรม
2. ศึกษาเนอื้ หาของชดุ อบรมด้วยตนเอง
3. ศึกษาจากกรณตี ัวอย่าง
4. ตอบคำถามจากใบงานท่ีกำหนดไว้ในแต่ละเรือ่ ง
5. ทำแบบประเมนิ ทกั ษะการวิจัยชนั้ เรียนหลงั การอบรม
6. บันทึกผลจากการอบรมดว้ ยตนเอง

ชดุ ที่ 2 บทนำการวิจัยช้ันเรยี น



ส่ือประกอบการอบรม

1. ชุดฝึกอบรมดว้ ยตนเอง ชดุ ท่ี 2 บทนำการวจิ ัยชั้นเรยี น
2. กรณีตัวอย่าง
3. แบบประเมนิ ทักษะการวจิ ยั ชั้นเรียนกอ่ น – หลังการอบรม
4. ใบงาน

การประเมินผล

1. ตรวจแบบทดสอบ
2. ประเมินใบงาน
3. ประเมินทกั ษะการวจิ ัยชั้นเรยี น

ชดุ ท่ี 2 บทนำการวจิ ยั ช้ันเรยี น

สารบญั ฉ

เรือ่ ง หน้า

คำนำ ก
คำช้ีแจง ข
แนวทางการนำชุดอบรมด้วยตนเองไปใช้ ค
โครงสร้างชดุ อบรมด้วยตนเอง ชดุ ที่ 1 ความรู้พ้ืนฐานการวจิ ัยช้นั เรยี น ง
สารบญั ฉ

 แบบประเมินทกั ษะการวิจยั ช้ันเรยี นก่อนการอบรม 1
1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหาการวจิ ัยชั้นเรยี น 4
8
ศกึ ษากรณีตัวอย่าง 13
ตอบคำถามจากใบงานท่ี 1 17
2 วัตถปุ ระสงค์และความสำคัญของการวิจัยชั้นเรียน 21
ศกึ ษากรณตี ัวอย่าง 23
ตอบคำถามจากใบงานท่ี 2 25
3 กรอบแนวคิดในการวิจัยช้ันเรียน 28
ศึกษากรณตี วั อย่าง 30
ตอบคำถามจากใบงานที่ 3 32
4 ขอบเขตการวิจัย สมมุติฐานการวจิ ัย และนิยามศัพท์เฉพาะ 37
ศกึ ษากรณีตัวอย่าง 41
ตอบคำถามจากใบงานท่ี 4 46
 แบบประเมนิ ทักษะการวิจยั ชั้นเรียนหลงั การอบรม
49
บรรณานกุ รม 50
ภาคผนวก

ชุดที่ 2 บทนำการวจิ ัยชัน้ เรียน

1

แบบประเมนิ ทักษะการวจิ ัยช้นั เรยี นก่อนการอบรม
ชุดที่ 2 บทนาการวิจัยชั้นเรียน

..................................................

คาชี้แจง ให้ทา่ นตอบคาถามดังตอ่ ไปนี้

จากชือ่ เรอ่ื งการวจิ ยั ชน้ั เรยี นทที่ ่านไดก้ าหนดไว้ในชดุ ที่ 1 ให้ท่านฝกึ เขียนตามหัวขอ้
ต่อไปน้ี พอสังเขป

ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวจิ ยั ชน้ั เรยี น

2

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ชั้นเรยี น
1. ................................................................................................................................
2. ................................................................................................................................
3. ................................................................................................................................
4. ...............................................................................................................................

ความสาคัญของการวจิ ัยช้นั เรียน
1. ................................................................................................................................
2. ................................................................................................................................
3. ................................................................................................................................
4. ...............................................................................................................................

กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ช้ันเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ขอบเขตการวิจัยชน้ั เรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวิจยั ชนั้ เรียน

3

สมมุติฐานการวิจัยช้นั เรียน
1. ................................................................................................................................
2. ................................................................................................................................
3. ................................................................................................................................
4. ...............................................................................................................................

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
1. ................................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………….……….
2. ...............................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. ................................................................................................................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ...............................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
5. ................................................................................................................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
6. ...............................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
7. ................................................................................................................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
8. ...............................................................................................................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………………

ช่อื ..................................................สกุล..............................................................

ชุดที่ 2 บทนำกำรวิจยั ชนั้ เรียน

4

เร่ืองท่ี 1
ความเป็นมาและความสาคัญ
ของปัญหาการวจิ ัยชั้นเรยี น

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ยั ช้นั เรยี น

5

เรือ่ งท่ี 1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หาการวจิ ยั ช้นั เรียน

ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา

แนวทางการเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ในบางกรณีอาจต้องสืบความถงึ
ปรากฏการณ์หรือเร่ืองราวที่ผ่านมาของปัญหาหรือเรื่องท่ีจะวิจัย บางกรณีอาจต้องบรรยายถึง
สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทางประชากร สังคม การเมือง หรือเศรษฐกิจอย่างย่อ ๆ และในบางกรณีอาจ
ต้องบรรยายพาดพิงถึงด้วยว่ามีผู้ใดศึกษาวิจัยในเรื่องทานองนี้ไว้บ้างแล้วที่ใดบ้าง มีข้อค้นพบ
ประการใด และยงั มจี ดุ ออ่ นหรอื ประเด็นขอ้ สงสยั ใดที่ควรจะตอ้ งศกึ ษาคน้ ควา้ เพมิ่ เติมใหช้ ัดเจนข้ึนอีก
เชน่ เหตผุ ลในแง่ความแตกต่างเรื่องเวลา หรอื ความต่างพืน้ ที่ทางภูมิศาสตร์จงึ ต้องทาการวิจยั เพ่ือให้
เกิดความร้ทู ชี่ ดั เจน ถกู ต้องยงิ่ ขึน้ เปน็ ตน้

รูปแบบการเขียนบรรยายความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา อาจเขียนได้สอง
ลักษณะ ลักษณะหนึ่งเป็นข้อความในทางบวก กล่าวคือระบุปัญหาว่าปัญหาเร่ืองที่จะวิจัยน้ันมี
ความสาคัญอย่างไรบ้าง อกี ลักษณะหน่ึงเป็นข้อความในทางลบ คอื ระบวุ ่าถ้าหากไม่ทาการศกึ ษาวิจัย
ในปัญหาน้ีแลว้ จะเกิดผลเสียอะไรบา้ ง การเลือกรูปแบบในการเขยี นว่าจะใชข้ ้อความทางบวกหรือทาง
ลบนั้นไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวข้ึนอยู่กับความสันทัด และความพึงพอใจของผู้วิจัย หรือขึ้นอยู่กับความ
เหมาะสมกับลักษณะปัญหาหรือเรื่องที่จะทาวิจัยด้วย โดยสรุปแล้วผู้วิจัยต้องเขียนบรรยายความ
เป็นมาและความสาคัญของปัญหาให้ชัดเจนที่สุด จนสามารถโน้มนา้ วความคิดของผู้อา่ นให้เห็นคลอ้ ย
ตามและเห็นความสาคญั ของปัญหาใหไ้ ด้ (มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า. 2552 : 18-19 )

การเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา เป็นการให้เหตุผลประกอบว่าทาไม
เร่ืองของเราจึงสมควรศึกษาวิจัย ปัญหาท่ีต้องการตอบน้ันสาคัญอย่างไร และมีภูมิหลังหรือความ
เป็นมาอย่างไร ในอดีตท่ีผ่านมามีแนวคิดหรือทฤษฎีท่ีพยายามตอบปัญหานั้นหรือไม่อย่างไร ถ้ามีคน
อื่นศึกษาไว้บ้างแล้วก็ให้ช้ีแจงต่อไปว่ามีประเด็นปัญหาใดบ้างท่ียังค้างคาอยู่หรือตอบแล้วแต่ยังไม่
สมบรู ณ์ อปุ มาเหมอื นเราเสนอความเห็นในที่ประชุมว่าใหเ้ อาอยา่ งน้นั อยา่ งนี้ ท่ีประชมุ จะเหน็ ด้วยกับ
ข้อเสนอของเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่เราใช้สนับสนุนข้อเสนอนั้นเป็นสาคัญ (มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2553 : 2)

ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา เป็นการเกร่ินนาหรืออารัมภบทบอกถึง
ความสาคัญและความจาเป็นท่ีต้องทาวิจัย จึงควรเขียนโน้มน้าวจูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามด้วย โดย
แสดงเหตุผลว่าทาไมต้องทาวิจัยช้ันเรียนเร่ืองนี้ เช่น ยังประสบปัญหาอยู่แก้ไขไม่ได้หรือไม่ได้ผล
เท่าท่ีควร ยังมีผู้ศึกษาน้อยต้องศึกษา ขาดความต่อเนื่องหรือมีการเปลี่ยนแปลงเกดิ ข้ึนใหม่ ต้องใช้
วิธกี ารหรอื นวัตกรรมที่ผูว้ ิจยั เห็นว่าเหมาะสมกว่าวธิ ีอ่นื นาไปทดลองแกไ้ ข เป็นต้น ถา้ เขยี นให้ผู้อ่าน

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวจิ ยั ชนั้ เรยี น

6

หรือผู้เก่ยี วขอ้ งเกิดความประทบั ใจไดก้ จ็ ะสง่ ผลดีตอ่ เนอื้ หาในหัวข้อและส่วนอน่ื ๆ ตอ่ ไป (พิสณุ ฟองศรี.
2554 : 33)

หลักการเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา มีดังนี้
1. ใช้ความคิดของตัวเองให้มากที่สุด และเขียนโน้มน้าวสร้างความประทับใจแก่ผู้อา่ น
เห็นความสาคญั ที่จะทาวจิ ยั
2. ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์หรือที่มาของปัญหาชัดเจน และระบุเหตุผลที่ต้องทาการวิจัย
อยา่ งเหมาะสม
3. ควรมที ฤษฎแี ละหรือแนวคิดของบุคคลทีม่ ชี ่อื เสยี งประกอบการบรรยายความสาคญั ของ
ปัญหา มใิ ชเ่ ปน็ เพยี งการนาเอาคาพูดของแตล่ ะคนมาเรยี งตอ่ ๆ กนั เท่านัน้
4. เขียนเป็นความเรียงจากใหญ่ไปเล็ก หรือจากไกลตัวมาใกล้ตัว ในลักษณะ”กรวย”
ไม่ใช่กล้วยหรือโอ่ง เช่น จากระดับประเทศ จังหวัด เขตพื้นท่ีการศึกษา โรงเรียน และห้องเรยี น
หรอื จากหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวชวี้ ดั ปญั หาของ
นักเรยี นในห้องเรียน และนวัตกรรมทีเ่ หมาะสมในการแกป้ ัญหา
5. ควรมีความยาว 2 – 3 หน้าขึน้ ไป แตไ่ มค่ วรยาวเกนิ ไป
6. เขียนใหไ้ ดห้ น้าละ 3 – 5 ย่อหนา้ ๆ ละ 1 ประเด็น
7. การเขียนจะต้องให้เข้าส่หู ้องเรียนหรือตัวผูเ้ รยี นท่จี ะแก้ปัญหา
8. ย่อหนา้ สดุ ทา้ ยสรุปเหตุผลทีจ่ ะทาและควรแทนตัวเองวา่ “ผู้วจิ ัย”
9. ใช้ภาษาถูกต้อง กะทัดรัด ได้ใจความ ตรงจุด และสามารถเรียบเรียงลาดับความคิด
อย่างตอ่ เนอื่ งและชัดเจน
10. มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ขอ้ มลู เฉพาะงานวิจัยท่เี ด่น ๆ
แนวทางการเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา (พสิ ณุ ฟองศร.ี 2554 : 34) มีดงั นี้
1. ทักษะวิชา..................................................มคี วามจาเปน็ อย่างยิ่ง...................................
..............................................ทั้งทักษะ 1 2 และ 3 (อ้างอิง)(ถ้ามี)
2. สาหรับทักษะ 3 นอกจากจะสาคญั ต่อผูเ้ รียนแลว้ ยงั ....................................................
...............................................(อ้างอิง)(ถ้ามี)
3. แม้วา่ ทักษะ 3 จะมีความสาคญั แต่จากการวิจยั /ศึกษา/ทดสอบ กลับพบว่า ผเู้ รยี น
ยังมีทกั ษะน้ตี ่า ทง้ั ในระดบั ชาติ จงั หวัด และโรงเรียน......................................................................
................................................(อา้ งอิง)(ถ้ามี)

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ยั ชั้นเรียน

7

4. สาหรับโรงเรียน............................................................................................................
....................................................(อ้างองิ )(ถ้ามี)

5. จากปัญหาดงั กล่าวมีสาเหตุหลายประการ สาเหตุสาคัญประการหนงึ่ นา่ จะเป็นเพราะ/
จากการศึกษาพบว่า............................................................................................................................
....................................................(อ้างองิ )(ถ้ามี)

6. วธิ กี ารแกป้ ัญหาจะตอ้ งใช.้ ............................................................................................
....................................................(อ้างองิ )(ถ้ามี)

7. จาก(เหตุผลต่าง ๆ ในยอ่ หนา้ กอ่ น)................................................................................
ผ้วู ิจัยจงึ สนใจจะทาวิจยั เรอื่ ง..................................................................เพอื่ ........................................
.............................................................................................................................................................
...................................................ต่อไป

...เขียนบรรยายสภาพปัญหาการเรียนการสอน
ทปี่ ระสบอยู่ มีการเสนอสภาพปญั หา แหลง่ ขอ้ มูล
ประกอบ พร้อมระบุแนวทางทจี่ ะนามาใช้แกไ้ ขปญั หา
นัน่ คอื ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา...

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจัยช้ันเรยี น

8

ศึกษากรณีตวั อยา่ ง
ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หาการวจิ ยั ช้ันเรยี น

ตัวอยา่ งความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจาชาติเป็นสมบัติทางวัฒนาธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น
เอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเคร่ืองมอื ในการติดต่อส่ือสาร
เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพนั ธ์ท่ีดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธรุ การงานและดารงชวี ิต
ร่วมกันในสงั คมประชาธิปไตยได้อยา่ งสันตสิ ุข เป็นเคร่ืองมอื ในการแสวงหาความรู้ ความคิดวิเคราะห์
วจิ ารณ์ และสรา้ งสรรค์ให้ทนั ตอ่ การเปลยี่ นแปลงทางสงั คม และความก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกจิ นอกจากน้ี
ภาษาไทยยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวะทัศน์ โลกทัศน์
และสนุ ทรยี ภาพ โดยบนั ทึกไว้เปน็ วรรณคดีและวรรณกรรมล้าค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบัตขิ องชาติท่ี
ควรคา่ แก่การเรยี นรูเ้ พื่ออนุรักษแ์ ละสืบสานให้อยู่คูช่ าติไทยตลอดไป (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, สานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2548 : 1)

การอา่ นเป็นสง่ิ สาคัญอยา่ งหนง่ึ ในชีวิตของคนเรา เพราะเราอาจหาได้ทัง้ ความรูแ้ ละความ
บันเทิงไดท้ ุกเมื่อจากการอ่าน (ฐะปะนยี ์ นาครทรรพ. 2545 : 41) สว่ นการสอนอ่านเปน็ เครือ่ งมือ
ในการศึกษาความรู้ในสาระอื่น ๆ ได้ ครูจึงต้องสอนให้รู้จักอักษรที่ถูกต้องและการอา่ นให้ถูกตอ้ ง
ตั้งแต่เร่ิมต้น เพราะเมื่ออ่านถูกแต่แรกแล้วก็จะไม่ต้องตามไปแก้ในภายหลัง ระบบการอ่านของ
ไทยเปน็ ระบบตัวอกั ษรแทนเสยี งทีใ่ ชพ้ ยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ประสมกนั เขา้ เป็นพยางค์และ
คา ซึ่งเมอ่ื เรยี นร้แู ล้วจะทาให้สามารถอ่านหนงั สอื ไทยได้ไม่รจู้ บ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน. 2548 : 20)

จากการศึกษาปัญหาต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนอ่านสาระภาษาไทยนั้น เด็ก
ประถมศึกษาท่ัวไปมีผลการเรียนไม่น่าพอใจเกี่ยวกับความรู้ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การนา
ภาษาไทยไปใช้ในชวี ิตประจาวันให้สมาชกิ ท่ดี ขี องครอบครัว สังคมตามลาดับ (แรมสมร อยสู่ ถาพร.

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยชัน้ เรยี น

9

2541 : 161) การอ่านแจกลูกประสมคาหรอื การอ่านแจกลูกสะกดคาเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐาน
ของการนาเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์และเสียงตัวสะกดมาประสมเรียงกัน ทาให้ออก
เสยี งต่าง ๆ ทม่ี คี วามหมายในภาษาไทย การแจกลกู และประสมคาบางครง้ั เรียกรวมกันว่า“การแจกลูก
สะกดคา” เพราะในการสอนแจกลูกสะกดจะดาเนินไปด้วยกันอย่างประสมกลมกลืน เพ่ือให้
นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาท้ังการอ่านและการเขียนไปพร้อมกัน (กระทรวงศึกษาธิการ,
กรมวิชาการ. 2546 ก : 133)

จากผลการประเมินคุณภาพนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ของสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 โรงเรียนขนาดเล็ก อาเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ในสาระภาษาไทย
จานวน 29 โรงเรยี น ปีการศึกษา 2549 คะแนนเฉล่ยี ร้อยละ 51.96 คะแนนของจานวนนักเรียน
ปรับปรุง 23.78 พอใช้ 45.75 ดี 30.50 ปีการศึกษา 2550 คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 52.14
คะแนนของจานวนนกั เรียน ปรับปรงุ 24.08 พอใช้ 56.29 ดี 10.64 สว่ นนกั เรยี นโรงเรียนบ้าน
ชาหนึ่ง ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2549 คะแนนเฉล่ียร้อยละ 58.48 คะแนนของ
จานวนนักเรียน ปรับปรุง 0.00 พอใช้ 72.73 ดี 27.29 ปีการศึกษา 2550 คะแนนเฉล่ียร้อย
ละ 42.38 คะแนนของจานวนนกั เรียน ปรบั ปรุง 28.57 พอใช้ 57.14 ดี 14.29 จะเห็นว่าการ
ตรวจสอบคุณภาพและผลของคะแนนในวิชาภาษาไทยของช่วงช้ันท่ี 1 ไม่เป็นท่ีน่าพอใจกับผู้ที่
เก่ียวข้องกับการศึกษาและครูผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนและสอนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 เปน็ ช้นั เรียนขัน้ แรกท่ีนักเรียนยงั อ่านไม่ได้และอ่านไม่เป็น อกี ทั้งนกั เรียนในปี
การศึกษาที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องการอ่านแจกลูกประสมคาผิด ออกเสียงพยัญชนะต้นไม่ตรงรูป
จารูปสระไม่ได้ ออกเสียงสระไม่ตรงรูปท่ีปรากฏ ออกเสียงวรรณยุกต์ผิดออกเสียงคาท่ีมีสระลดรูป
ผดิ ออกเสยี งตวั สะกดไม่ถกู ต้อง (พรรณี ชทู ยั เจนจิต. 2545 : 157 – 159)

ในการจัดการเรยี นการสอนข้างต้น ผู้วิจัยเห็นความสาคัญของการอา่ นที่มีผลกระทบต่อ
นักเรียนในช่วงช้ันที่ 1 โรงเรียนบ้านชาหน่ึง เป็นเพราะการสอนของครูขาดส่ืออุปกรณ์ ครูไม่
เข้าใจวิธีการสอนท่ีดี โรงเรียนมีกิจกรรมอื่น ๆ มาก นักเรียนขาดการเรียนรู้ที่ต่อเน่ืองในการ
จัดการเรียนการสอนจึงทาใหผ้ ลสมั ฤทธ์ติ ่า ดังนนั้ จึงจาเป็นต้องมวี ธิ สี อนหรือสื่อการสอนใหม่ ๆ ท่ี
ชว่ ยทาใหก้ ารจดั การเรียนรภู้ าษาไทยได้ดีข้นึ ชว่ ยใหน้ ักเรียนเรยี นรู้ภาษาไทยไดอ้ ยา่ งสนุกสนาน

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ัยชั้นเรียน

10

และสามารถนาไปเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ซ่ึงผู้วิจัยได้นาหลักการวิธีสอนของมุ่งประสบการณ์และ
ทฤษฎขี องกาเย่ (Gagne) มาพัฒนาการเรียนการสอนใหก้ ับนักเรยี นได้ใช้คาพืน้ ฐานในการอ่านแจก
ลูกประสมคาทน่ี กั เรียนสามารถนามาอา่ นในหนงั สือเรยี นภาษาไทย และหนังสือการเรียนรู้ในสาระ
อน่ื ๆ ซ่ึงเปน็ คาที่ใช้ในชีวิตประจาวนั ไดถ้ ูกตอ้ งในช้นั สูงตอ่ ไป

ท่ีมา : กาญจนา ภูสมศร.ี (2552: 1 – 2)

ตัวอย่างความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศท้ังทางด้าน
เศรษฐกิจ สงั คม การดารงชวี ติ ประจาวันและในงานอาชีพต่าง ๆ (กรมวิชาการ. 2544 : 1) ทุกคน
จาเป็นตอ้ งไดร้ บั การพัฒนาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมทง้ั ศกึ ษาหาความรู้เพมิ่ เติมใน
โลกธรรมชาติและเทคโนโลยีทม่ี นุษย์สร้างสรรคข์ ึ้น เพ่ือให้ทันตอ่ สภาพการเปลี่ยนแปลงและดารง
ตนอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวติ ที่ดี ดังน้ันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์
จึงเป็นนโยบายที่สาคัญของประเทศที่บรรจุไว้ในหลักสูตรทุกระดับการศึกษา และจัดให้มีการ
พัฒนาหลักสตู รวทิ ยาศาสตร์ ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนเพ่ือให้สอดคล้องกับสภาพสังคม
และโลกที่ก้าวหนา้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ในมาตรา 23 และ 24 ได้กล่าวว่า
สถานศึกษาต้องจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรยี น
โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
กับ สถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้
ผู้เรียนได้ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น ส่งเสริมความรู้และ
ทักษะด้าน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สอดคลอ้ งกับหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พ.ศ. 2544 ที่
กาหนดให้ นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน
จะต้องเรียน วิทยาศาสตร์ (กรมวิชาการ. 2544 : 1) สาเหตุที่หลักสูตรกาหนดเช่นน้ีก็เพราะ
วิทยาศาสตร์เป็น ศาสตร์ที่มีความสาคัญยิ่งในการเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ
พัฒนาสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างสมดุลและยัง่ ยนื และทีส่ าคญั อย่างยิ่ง คือ
ความรู้วิทยาศาสตร์ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทาให้สามารถแข่งขันกับ
นานาประเทศและดาเนินชวี ติ อยู่ ร่วมกันในสังคมโลกได้อยา่ งมคี วามสุข ดงั ที่ (พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต.์

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจัยชัน้ เรียน

11

2545 : 78) ได้กล่าวว่า “ชาติใด เจริญด้านเศรษฐกิจ ชาตินั้นครองอานาจ ชาติใดเจริญทาง
วิทยาศาสตร์ชาตนิ น้ั ครองเทคโนโลยี”

ดงั นั้น กลไกสาคญั ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศที่จะทาให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง
คนดี และมีความสุข มีจิตสานึกรับผิดชอบต่อสังคมได้นั้นจะต้องเป็นการเรียนรู้ท่ีเสริมสร้างพลัง
ความสามารถที่มีอยู่ในตัวของผู้เรียนแต่ละคน ให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพแล้ว นา
ศักยภาพเหล่านั้นมาพัฒนาตนและสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการสอนแบบโครงงานเป็นการ
จัดการเรียนรู้ท่ีมีลักษณะดังกล่าว เนื่องจากการเรียนรู้แบบโครงงานจะทาให้ผู้เรียนได้พัฒนา
ความสามารถตามศักยภาพของตัวเอง ได้ศึกษาค้นควา้ และเรยี นร้เู รอ่ื งที่ตนเองสนใจได้อย่างลกึ ซึ้ง
ลุม่ ลึกไปกวา่ การเรยี นในหลกั สูตรปกติ ทาใหน้ กั เรยี นมโี อกาสแสดงความสามารถของตนเอง ช่วย
ปลกู ฝงั ให้นักเรียนไดฝ้ ึกค้นหาและแสวงหาคาตอบดว้ ยตนเองในมติ ิของวิทยาศาสตร์ เปน็ การเรียนรทู้ ี่
ใช้กิจกรรมเป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้ (Activity-based learning) อย่างได้ผล (ถวัลย์ มาศจรัส.
2549 : 4) จึงมีการบรรจุกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการทาโครงงานไว้ในโครงสร้างของหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในช่วงชั้นที่ 1– 4 โดยในแต่ละช่วงชั้นผู้เรียนจะต้อง
ทาโครงงานอยา่ งน้อย 1 โครงงาน (กรมวิชาการ. 2544 : 41)

สานักการศึกษาเทศบาลนครนครสวรรค์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้
ตระหนักถึงความสาคัญและคุณค่าของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีทาโครงงาน จึงมีการ
จัด ประกวดแข่งขันโครงงานในกลุ่มเทศบาลประจาภาคเหนือขึ้นทุกปี แต่ปรากฏว่าในปี
2550 โรงเรียนในกลุ่มเทศบาลนครนครสวรรค์ มีโครงงานที่ผ่านการคัดเลือกเพียงร้อยละ
37.50 ซึ่ง นับว่าน้อยมาก และจากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ พบว่า การ
จัดทาโครงงาน วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ มีปัญหาคือ นักเรียนไม่มี
ความรู้เกี่ยวกับ กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ไม่เข้าใจขั้นตอนการดาเนินงาน รวมทั้งมี
อุปสรรคต่าง ๆ เกิดขึ้น ทาให้โครงงานวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร นักเรียนจึง
ไม่สามารถทาโครงงานได้

การทาโครงงานเป็นเร่ืองท่ีต้องอาศัยสถานการณ์การฝึกให้นักเรียนได้มีโอกาสกระทา
กิจกรรมให้มากเพื่อให้เกิดทักษะและความชานาญ ดังน้ัน นวัตกรรมท่ีเหมาะสมในการฝึก
ความสามารถในการทาโครงงานของนักเรียนได้ดีก็คือ ชุดฝึก เนื่องจากชุดฝึกเป็นเคร่ืองมือท่ี
จาเป็นต่อการฝึกทักษะของผู้เรียน ช่วยเสริมทักษะให้คงทนและฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ช่วยให้ผู้สอน
มองเห็นจุดเด่น จุดด้อยของผู้เรียนได้ชัดเจน เป็นแนวทางการแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ทันท่วงที
(นราวัลย์ กาญจนะประโชติ. 2544 : 35) เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่จะทาให้นักเรียน

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยชน้ั เรยี น

12

ค้นพบความรู้ ความจรงิ ด้วยตนเองตามความยากง่ายอยา่ งเหมาะสม ชดุ ฝกึ เปน็ แหล่งการเรียนรู้ที่
ทันสมัย มีสื่อการสอนท่ีเร้าความสนใจ ช่วยลดภาระงานของครูและสนองความแตกต่างระหว่าง
บุคคลได้ดี (Green. 1976 : 38 อ้างถึงใน พรทิพย์ ศักดิ์สิทธิ์ประถม. 2544 : 3) แก้ปัญหาเร่ืองเวลา
น้อยได้ (มณฑา บัวสวัสดิ์. 2547 : 2) และจากการสังเคราะหง์ านวิจัยเกี่ยวกับชุดฝึกกิจกรรม
โครงงานของ อรอุมา พร้อมจะบก. (2547) พบว่า ชุดฝึกที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์จะ
สามารถทาให้นักเรียนมีทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตรส์ งู ขึ้น มีความกระตือรือรน้ และสนใจ
ในการเรยี น มสี ่วนร่วมในการเรียนการสอนมาก ขึ้นสอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ ธณภณ ธรรมรกั ษ์.
(2546) ที่พัฒนาชุดฝึกโครงงานวิทยาศาสตร์สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวิจัย
พบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้ชุดฝึกโครงงาน สามารถพัฒนาการคิดทาโครงงาน
วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ยอมรับความคิดเห็นของ
ผู้อืน่ รูจ้ ักการทางานที่เป็นกล่มุ และมคี วามสามคั คี

จากเหตุผลและผลการศึกษาดงั กลา่ ว ผู้วิจยั จงึ ไดพ้ ัฒนาชดุ ฝึกการทาโครงงานวิทยาศาสตร์
เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน อนั จะส่งผลให้นกั เรยี นเกิดการ
เรียนรู้อย่างมีความสุข เน่ืองจากนักเรียนได้ศึกษาเร่ืองท่ีตนเองสนใจ รวมทั้งยังเป็นแนวทาง
สาหรับ ครูผ้สู อนในการพัฒนาการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ หเ้ ป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพต่อไป

ท่ีมา : รงุ่ ระวี สขุ แยม้ . (2553 : 1 – 3)

...ผมู้ ีปญั ญาไม่คอ่ ยดี แตม่ ีความเพียร
ดกี วา่ ผมู้ ปี ัญญาดี แต่ไมม่ ีความเพยี ร...

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยชัน้ เรยี น

13

ตอบคาถามจากใบงานที่ 1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหาการวจิ ัยช้นั เรียน

1. การเขียนความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหาการวิจยั ชัน้ เรียน มคี วามสาคัญอยา่ งไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

2. หลกั การเขยี นความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหาการวิจยั ชัน้ เรียน ควรคานงึ ถึง
สิง่ ใดบ้าง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวิจยั ชน้ั เรยี น

14

3. จากชือ่ เรื่องการวิจัยช้นั เรียนท่ีท่านได้กาหนดจากการอบรมชุดที่ 1 เรือ่ ง ความรูพ้ ืน้ ฐาน
การวิจัยชั้นเรียน และตามที่ได้ศึกษาเนื้อหาและกรณีตัวอย่างความเป็นมาและความสาคัญของ
ปัญหาการวิจัยชั้นเรียน ใหท้ า่ นฝกึ เขยี นตามหัวขอ้ ต่อไปน้ี พอสังเขป

ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาการวจิ ยั ชั้นเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยชน้ั เรียน

15

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชอ่ื ..................................................สกลุ ..............................................................

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจัยช้นั เรยี น

16

แนวคาตอบ

ข้อ 1. ตอบตามแนวเน้ือหาในหนา้ 5 - 6
ขอ้ 2. ตอบตามแนวเนื้อหาในหนา้ 6 - 7
ข้อ 3. ตอบตามเกณฑก์ ารประเมินดา้ นลา่ ง

เกณฑก์ ารประเมนิ

รายการประเมิน ประเดน็ ทกั ษะทีป่ ฏบิ ตั ิ เกณฑ์
ปฏิบตั ิได้ 5 ข้อ = 5 คะแนน
ความสามารถในการ 1. เปน็ ความเรยี งจากใหญ่ไปเล็กหรอื จาก ปฏบิ ัตไิ ด้ 4 ขอ้ = 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ไิ ด้ 3 ขอ้ = 3 คะแนน
ลาดบั ความเป็นมาและ ไกลตวั มาใกลต้ ัว ปฏิบตั ไิ ด้ 2 ข้อ = 2 คะแนน
ปฏบิ ัตไิ ด้ 1 ขอ้ = 1 คะแนน
ความสาคัญของปัญหา 2. มีทฤษฎหี รือแนวคิดมาประกอบ

(ใบงานท่ี 1 ข้อ 3) 3. บอกทม่ี าของปัญหาไดช้ ดั เจน

4. มีเหตผุ ลท่ีตอ้ งทาวิจัยอยา่ งเหมาะสม

5. เขียนเขา้ สหู่ ้องเรยี นหรือตัวผ้เู รยี นทจ่ี ะ

แก้ปญั หา

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวจิ ัยช้นั เรยี น

17

เรอื่ งท่ี 2
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั ชั้นเรียน
และความสาคัญของการวิจัยช้ันเรียน

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจยั ชัน้ เรยี น

18

เรอื่ งที่ 2 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัยชนั้ เรียน และความสาคญั

ของการวจิ ยั ช้นั เรยี น

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัยชน้ั เรียน

การเขียนวัตถุประสงค์การวจิ ัยมักนิยมทากันใน 3 ขั้นตอน (มนสิช สิทธิสมบูรณ์. 2551 :
11) คือ

1. เพ่ือการพัฒนา/การสร้าง (นวตั กรรม) หมายถงึ การยกร่างนวตั กรรมทีม่ ีอยู่แล้วให้ดีขน้ึ
หรอื การยกรา่ งนวตั กรรมข้นึ ใหม่

2. เพ่อื ศึกษาผลการใช้ (นวตั กรรม) หมายถงึ การนานวตั กรรมไปใชก้ ับกลมุ่ เปา้ หมายเพื่อ
รับรองผลว่ามีผลการใช้อยู่ในระดับดี โดยยืนยันจากเคร่ืองมือการวัดและประเมินผลจากผลการใช้
นวตั กรรม

3. เพ่ือการประเมินผล (นวัตกรรม) หมายถึง การสอบถามความคิดเห็นหรือความพึง
พอใจท่ีมีต่อนวัตกรรมนั้น ๆ ว่าดีมีประโยชน์ มีคุณค่า สามารถนาไปใช้ได้เป็นอย่างดีโดยยืนยันจาก
เครื่องมือการวัดและประเมนิ ผลนวตั กรรมน้ัน

การเขยี นวตั ถุประสงค์การวิจยั คือ การวางเป้าหมายการทางานไว้ล่วงหน้าว่างานของเรา
จะเดินไปส่จู ุดหมายใด เหมือนการไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า ถ้าเรามีเป้าหมายล่วงหนา้ ว่าจะไปซ้ือ
ของอะไร ท่ีร้านไหน เราก็จะมุ่งไปหาร้านน้ันโดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาไปเร่ือย ๆ การเขียน
วัตถุประสงค์การวิจัยมีประโยชน์มากในแง่ที่ทาให้ผู้วิจัยรู้ล่วงหน้าว่างานวิจัยของตนเองมุ่งไปสู่
เป้าหมายใด เวลาลงมือเขียนจริง ๆ ก็จะไม่ต้องเสียเวลากับส่ิงที่ไม่ใช่เป้าหมายของตนเอง การเขียน
วัตถุประสงค์การวิจัยนัน้ นิยมเขียนแยกเป็นข้อ ๆ โดยข้ึนต้นด้วยคาว่า “เพ่ือ…..” โดยแต่ละข้อต้อง
สัมพันธ์กันและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือมุ่งไปสู่การตอบปัญหาการวิจัยเหมือนกัน
(มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . 2553 : 3)

วัตถุประสงค์การวิจัยจะเป็นสิ่งกาหนดขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ จนกระทั่งการสรุป
ผลการวิจัย เพ่ือให้ตอบสนองตามวัตถุประสงค์การวิจัยท่ีกาหนดไว้ ถ้าเขียนวัตถุประสงค์ผิดพลาด
ขาดหรือเกนิ แล้วจะส่งผลต่อตอนอน่ื ๆ โดยเฉพาะการสรปุ ผลการวจิ ยั ในการวจิ ัยช้นั เรยี นเกือบท้งั หมดจะ
มวี ตั ถุประสงคส์ าคญั 2 ข้อ คือ สรา้ งหรอื พฒั นานวัตกรรม และตรวจสอบนวตั กรรมในประเด็นต่าง ๆ
ด้วยวิธีท่ีเหมาะสม อาจพูดง่าย ๆ ว่าวัตถุประสงค์การวจิ ัยชั้นเรียน คือ ข้อ 1 “ทา” ข้อ 2 “ลอง”
ทาซึ่งเป็นการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม ลองซึ่งเป็นการตรวจสอบนวัตกรรมว่าทาให้เกิดผลอะไรบ้าง
หรอื ปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมของผู้เรียนได้อยา่ งไรบา้ งน่นั เอง (พสิ ณุ ฟองศรี. 2554 : 38)

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ัยชัน้ เรียน

19

วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นข้อความท่ีจะทาให้เกิดความชัดเจนว่าในการวิจัยเรื่องนั้น ๆ
ต้องการศึกษาอะไร หรือต้องการได้คาตอบอะไร ในด้านใดบ้าง หรือมีวัตถุประสงค์หลักและ
วัตถปุ ระสงค์ยอ่ ย ๆ อะไรบ้าง โดยปกตวิ ัตถุประสงคข์ องการวิจยั เป็นส่วนหน่ึงที่จะสร้างความชดั เจน
ให้แก่หัวข้อปัญหาวิจัย เพราะส่วนใหญ่ชื่อเร่ืองเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถส่ือสารได้ครบถ้วนว่า
งานวิจัยเรื่องน้ันต้องการศึกษาหรือต้องการคาตอบอะไรบ้าง วัตถุประสงค์แต่ละข้อควรเขียนให้
ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลุ่มประชากร วิธีการวิจัย เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูล ตลอดจนการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ซ่ึงจาเปน็ ต้องกาหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
(มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี. 2557 : 17)

แนวการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจยั
1. ใช้ภาษาชดั เจน เขา้ ใจง่าย ไมว่ กวน
2. เขียนเปน็ ประโยคบอกเล่า
3. สามารถหาขอ้ มูลเพื่อตอบคาถามได้
4. เปน็ แนวทางในการตั้งสมมุตฐิ าน
5. กรณีท่ีการวิจัยเกี่ยวพันกับตัวแปรหลายตัวต้องแยกแยะให้เห็นส่ิงที่ต้องการศึกษาเป็น
รายข้อย่อย ๆ
แนวทางการเขียนวตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั ชัน้ เรยี น (พิสณุ ฟองศร.ี 2554 : 38 - 39) มดี งั น้ี
1. กรณีมวี ตั ถปุ ระสงค์ 2 ข้อ มีแนวทางดังนี้

1.1 เพอื่ พฒั นา (ชื่อนวัตกรรมที่จะใช้ หรือตัวแปรตน้ )
1.2 เพ่ือตรวจสอบ (ชื่อนวัตกรรมที่จะใช้ หรือตัวแปรต้น) โดยเปรียบเทียบ (ตัวแปรตาม
ตง้ั แต่ 1 ตัวขน้ึ ไป) และ/หรือความคิดเหน็ ท่ีมตี อ่ นวัตกรรมของผเู้ กี่ยวข้องหรอื พฤตกิ รรมอนื่ ๆ
2. กรณีที่เห็นว่าการสารวจปัญหามีความสาคัญเพียงพออาจเพ่ิมอีก 1 ข้อ เป็น 3 ข้อ
ดงั น้ี (ถ้าเขยี น 3 ขอ้ ตอ้ งรายงานผลการวิจัยใหค้ รบทงั้ 3 ขอ้ )
2.1 เพื่อสารวจปญั หา (ตวั แปรตาม)
2.2 เพอ่ื พัฒนา ((ช่อื นวตั กรรม หรือตวั แปรต้น)
2.3 เพ่อื ตรวจสอบ (ชอื่ นวัตกรรม หรอื ตวั แปรต้น)โดยเปรยี บเทียบ (ตัวแปรตามตั้งแต่
1 ตวั ขึน้ ไป) และ/หรอื ความคดิ เหน็ ตอ่ นวัตกรรมของผู้เกี่ยวข้องหรอื พฤติกรรมอนื่ ๆ
3. กรณที ่ีตอ้ งการแยกวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ 2 ออกเป็นข้อ ๆ ตามท่ตี ้องการ จะตรวจสอบแต่ละ
ประเด็นก็อาจทาได้ แต่เห็นว่าไม่จาเป็นและจะทาให้มีวัตถุประสงค์หลายข้อเกินไป ควรรวมว่า
เพื่อการตรวจสอบ ซึง่ การตรวจสอบจะตรวจหลายประเดน็ ไดอ้ ยู่แล้ว ถา้ ประสงค์จะแยกเปน็ ข้อ ๆ ก็
ควรใชข้ ้อย่อย เช่น 2.1 2.2 ไปเร่อื ย ๆ ลกั ษณะการเขยี นที่พบเหน็ มดี ังนี้

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ัยช้ันเรียน

20

3.1 เพอ่ื พฒั นา (ชื่อนวัตกรรม หรือตวั แปรตน้ )
3.2 เพ่อื เปรียบเทยี บ (ตัวแปรตาม) ของ..........................................................................
3.3 เพ่ือหาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของ (ชอื่ นวตั กรรม)
3.4 เพื่อหาประสทิ ธิผล (EI) ของ (ชื่อนวตั กรรม)
3.5 เพ่ือศกึ ษาความคดิ เห็นของผูเ้ รยี นทม่ี ีต่อ (ช่อื นวตั กรรม)
3.6 .................................................................................................................................

ความสาคญั ของการวิจยั ชนั้ เรยี น

ความสาคัญของการวิจัยต้องระบุประโยชน์ของการวิจัยให้ชัดเจนวา่ เม่ือทาวิจัยเสร็จแล้ว
สามารถนาผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ประโยชน์ของงานวิจัยอาจระบุประโยชน์ในสอง
ลักษณะ คือ ประโยชน์ในการนาไปใช้และประโยชน์ทางวิชาการ (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.
2552 : 20)

ความสาคัญของการวิจัยเป็นการบอกประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รับจากการวจิ ัย เป็นการยา้
ให้เห็นประโยชนท์ ี่จะได้รบั จากการวจิ ัยอย่างชัดเจน โดยท่ัวไปจะระบุไว้เป็นข้อ ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน
การได้ความรู้ใหม่ ได้แนวคิด หลักการทฤษฎีใหม่ ๆ หรือในด้านการนาไปประยุกต์ใช้ให้เป็น
ประโยชน์ในการบรรยายหรืออธิบายสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหาต่าง ๆ พยากรณ์และ
ปรากฏการณ์ในอนาคต ควบคุมสถานการณ์ พัฒนาสภาพการหรือปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน เป็นต้น
การเขยี นความสาคัญของการวิจยั ควรใชภ้ าษาท่ีอ่านงา่ ยและชดั เจน สงิ่ สาคัญคอื จะต้องให้สอดคล้อง
กับวตั ถุประสงค์ของการวิจยั เสมอ (มหาวิทยาลยั ราชภัฏสุราษฎรธ์ านี. 2557 : 29 - 30)

หลกั การเขียนความสาคัญของการวิจยั ช้ันเรยี น มีดงั น้ี
1. เขยี นเปน็ ขอ้ ๆ
2. ไม่จาเปน็ ต้องมหี ลายขอ้
3. สามารถเขยี นไดถ้ งึ ผลลพั ธแ์ ละผลกระทบ แต่อย่าใหเ้ กนิ จริง
4. พิจารณาว่านวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น และจากการได้ทดลองใช้จริงน่าจะนาไปใช้
ประโยชนอ์ ะไรได้บ้าง
แนวทางการเขยี นความสาคญั ของการวิจยั ชนั้ เรยี น (พสิ ณุ ฟองศรี. 2554 : 41) มีดังนี้
1. ทาให้ผเู้ รยี นสามารถมี (ตวั แปรตาม) และนาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้
2. ครสู ามารถนา (ตวั แปรต้น) ไปใชเ้ พือ่ ใหเ้ กดิ (ตัวแปรตาม) ได้
3. เป็นแนวทางในการพฒั นา (ตัวแปรตาม) ของผู้เรียนในพื้นท่ีหรอื ระดับอืน่ ๆ ได้

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวจิ ัยชนั้ เรยี น

21

ศึกษากรณีตัวอย่าง
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั ชน้ั เรยี น และความสาคัญของการวิจัยช้นั เรยี น

ชอ่ื เร่ือง : การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน กลุม่ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ เรื่อง

การคูณ สาหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4

ตัวอย่างวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ชน้ั เรยี น

1. เพ่อื พัฒนาบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กล่มุ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ เร่อื ง
การคณู สาหรับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ใหม้ ีประสทิ ธิภาพตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80

2. เพ่ือศกึ ษาผลการใชบ้ ทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เรอื่ ง การคณู ให้สูงข้ึนกวา่ เกณฑ์
ที่กาหนดเกินรอ้ ยละ 80

3. เพอื่ การประเมินผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ทมี่ า : มนสิช สิทธิสมบูรณ์. (2551 : 11)

ช่ือเร่อื ง : การศึกษาผลการใช้แบบฝกึ กระบวนการคิดและแกป้ ัญหาตอ่ ความสามารถในการ

แกป้ ัญหาของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4

ตัวอยา่ งวัตถปุ ระสงค์ของการวิจัยชั้นเรยี น

1. เพือ่ พฒั นาแบบฝึกกระบวนการคดิ และแก้ปญั หา นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บความสามารถในการแกป้ ัญหาของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ท่ี
ใชแ้ บบฝึกกระบวนการคิดและแก้ปญั หา และไม่ใชแ้ บบฝึกกระบวนการคดิ และแก้ปญั หา
3. เพ่อื เปรียบเทยี บความสามารถในการแก้ปญั หาของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4
กอ่ นและหลังใช้แบบฝกึ กระบวนการคดิ แกป้ ญั หา

ที่มา : สานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3. (2552 : 48)

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวจิ ัยช้ันเรียน

22

ตัวอย่างความสาคญั ของการวิจัยช้นั เรียน

1. ไดห้ นงั สือนิทานเสรมิ สร้างแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี น
.........................................

2. ไดข้ อ้ มลู สารสนเทศเก่ียวกับวธิ ีเสริมแรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธขิ์ องนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีที่ 4 โรงเรียน..................................
ทีม่ า : สานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาสุราษฎรธ์ านี เขต 3. (2552 : 49)

ตวั อยา่ งความสาคญั ของการวิจัยช้นั เรยี น

1. ทาใหน้ ักเรยี นสามารถอ่านภาษาองั กฤษไดอ้ ย่างถูกต้องตามหลกั เหมือนเจ้าของภาษา
และนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการเรยี นวิชาอ่นื รวมท้งั ในชวี ิตประจาวันได้

2. ครูสามารถนาคลงั ข้อมลู ภาษาไปใช้สอนได้
3. เป็นแนวทางในการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษของนกั เรียนชั้นอน่ื ๆ ได้
ท่มี า : พสิ ณุ ฟองศร.ี (2554 : 41)

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยช้ันเรียน

23

ตอบคาถามจากใบงานท่ี 2
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยชนั้ เรยี น และความสาคัญของการวจิ ัยชัน้ เรยี น

1. การเขียนวตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ชน้ั เรยี น เพอื่ อะไร และมีวธิ ีการเขยี นอย่างไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

2. การเขยี นความสาคัญของการวิจยั ชนั้ เรียน เพื่ออะไร และมวี ิธีการเขยี นอยา่ งไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

3. จากชื่อเร่อื งการวิจยั ชน้ั เรียนท่ีท่านได้กาหนดจากการอบรมชุดที่ 1 เรอ่ื ง ความรู้พน้ื ฐาน
การวจิ ยั ชน้ั เรียน และตามที่ได้ศึกษากรณีตัวอย่างวัตถุประสงค์ของการวิจัยชนั้ เรียน และความสาคัญ
ของการวิจยั ชัน้ เรียน ใหท้ ่านฝกึ เขียนตามหวั ข้อต่อไปน้ี พอสังเขป

วตั ถุประสงค์ของการวิจัยชั้นเรียน
1. ................................................................................................................................
2. ................................................................................................................................
3. ................................................................................................................................
4. ...............................................................................................................................

ความสาคญั ของการวิจัยชั้นเรียน
1. ................................................................................................................................
2. ...............................................................................................................................
3. ................................................................................................................................

ชอ่ื ..................................................สกลุ ..............................................................

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวิจยั ชนั้ เรียน

24

แนวคาตอบ

ขอ้ 1. ตอบตามแนวเนอื้ หาในหน้า 18 - 20
ขอ้ 2. ตอบตามแนวเนื้อหาในหน้า 20
ข้อ 3. ตอบตามเกณฑก์ ารประเมนิ ด้านล่าง

เกณฑก์ ารประเมิน ประเดน็ ทักษะที่ปฏบิ ัติ เกณฑ์
รายการประเมิน 1. ใชภ้ าษาชัดเจน เข้าใจงา่ ย ไม่วกวน ปฏบิ ัตไิ ด้ 5 ขอ้ = 5 คะแนน
2. สามารถหาขอ้ มูลเพอื่ ตอบคาถามได้ ปฏิบัติได้ 4 ขอ้ = 4 คะแนน
ความสามารถในการ 3. เขียนถงึ ผลผลิตที่ไดจ้ ริง ๆ เปน็ ขอ้ ๆ ปฏิบัตไิ ด้ 3 ข้อ = 3 คะแนน
กาหนดวัตถปุ ระสงค์ 4. มวี ัตถุประสงค์หลักในการแก้ปญั หา ปฏบิ ัติได้ 2 ข้อ = 2 คะแนน
ของการวิจยั ชนั้ เรยี น ผเู้ รียน ปฏิบัตไิ ด้ 1 ข้อ = 1 คะแนน
(ใบงานท่ี 2 ขอ้ 3) 5. ไม่เขยี นเกินความจรงิ ถงึ ผลลพั ธ์ที่จะเกิด
1. เขยี นเปน็ ขอ้ ๆ ปฏิบตั ิได้ 5 ข้อ = 5 คะแนน
ความสามารถในการ 2. มปี ระมาณ 2 – 5 ขอ้ ปฏบิ ตั ิได้ 4 ข้อ = 4 คะแนน
กาหนดความสาคญั 3. เขยี นถงึ ผลลพั ธแ์ ละผลกระทบ ปฏิบัติได้ 3 ขอ้ = 3 คะแนน
ของการวิจัยชัน้ เรียน 4. เขยี นตามความเป็นจริง ปฏิบัตไิ ด้ 2 ข้อ = 2 คะแนน
(ใบงานที่ 2 ข้อ 3) 5. นวัตกรรมสามารถนาไปแกป้ ัญหาไดจ้ ริง ปฏบิ ตั ไิ ด้ 1 ข้อ = 1 คะแนน

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวจิ ยั ช้ันเรยี น

25

เร่ืองท่ี 3
กรอบแนวคิดในการวิจยั ช้นั เรยี น

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวจิ ัยชั้นเรยี น

26

เรือ่ งท่ี 3 กรอบแนวคิดในการวิจัยชน้ั เรยี น

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยช้ันเรียน

กรอบแนวคิดเป็นสง่ิ แสดงความสมั พนั ธ์ตามแนวคดิ ทฤษฎี หลักการของตวั แปรที่จะศึกษา
ได้จากการศึกษาทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวข้อง นาเสนอได้ท้ังรูปแบบภาพ หรือข้อความ ถ้าเป็น
ภาพจะเข้าใจได้ง่าย อย่างน้อยควรมีองค์ประกอบคือ ตัวแปรต้น และตัวแปรตาม (สานักงานเขต
พื้นที่การศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3. 2552 : 50)

กรอบแนวคิดการวิจัย เป็นข้อสรุปจากการศึกษาทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
เพ่ือแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา โดยอาจเป็นข้อความ สมการ
สัญลักษณ์ หรือภาพ หรือประกอบกัน ซึ่งถ้าเป็นภาพจะทาให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น สาหรับในการวิจัย
ช้ันเรียน กรอบแนวคิดมกั จะประกอบด้วย ตวั แปรต้น และตวั แปรตาม โดยมีลูกศรหัวเดยี วหรือทาง
เดียวแสดงให้เห็นว่าตวั แปรตน้ เป็นเหตใุ หเ้ กิดตวั แปรตามหรอื ผล (พสิ ณุ ฟองศร.ี 2554 : 42)

กรอบแนวคิดในการวิจัยเป็นข้อสรุปที่ประมวลมาจากการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยท่ี
เก่ียวข้องการจะเสนอกรอบแนวคิดได้จาเป็นต้องศึกษาทฤษฎีและผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องอย่าง
กว้างขวางว่าหัวข้อการวิจัยของตนมผี ู้ใดทาวิจัยในทานองเดียวกันไวบ้ ้าง มีกระบวนการอย่างไรและ
ได้ข้อค้นพบอะไร เพื่อนาประกอบการวางแผนการวิจัยให้เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกาหนด
กรอบในเชิงเนื้อหาสาระ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแปร และ/หรือการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
การเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัยอาจทาได้หลายวิธี (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี. 2557 : 19)
ได้แก่ 1) คาพรรณนา 2) แบบจาลองหรือสัญลักษณ์และสมการ 3) แผนภาพ และ 4) แบบ
ผสมผสาน

แนวการเขียนกรอบแนวคดิ ในการวิจัย
1. ตวั แปรแต่ละตัวทเี่ ลือกมาศึกษาต้องมีพืน้ ฐานเชงิ ทฤษฎีว่ามีความสัมพนั ธห์ รือเกยี่ วข้อง
กับสงิ่ ทต่ี อ้ งการศกึ ษา
2. มีความตรงประเด็นในด้านเน้ือหาสาระ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในดา้ นตัวแปรอิสระหรือตัว
แปรควบคุม
3. มรี ปู แบบสอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
4. ระบุรายละเอียดของตัวแปรและ/หรือแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรได้ชัดเจนด้วย
สัญลกั ษณห์ รือแผนภาพ

ชุดที่ 2 บทนำกำรวิจยั ช้นั เรียน

27

หลักการเขยี นกรอบแนวคิดในการวิจัยชัน้ เรยี น มีดงั น้ี
1. ควรเขียนเปน็ ภาพ
2. ถา้ อธิบายทีม่ าของตัวแปรไดโ้ ดยสรปุ จะย่งิ ดี
3. ในภาพอย่างน้อยท่ีสุดต้องประกอบด้วยตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และลูกศรแสดง
ความสมั พนั ธ์ของตัวแปร
4. อาจเพิ่มส่วนประกอบอ่ืน ๆ ในภาพ
5. พงึ ระวงั อย่านาขน้ั ตอนการวิจัยมาเขยี นเปน็ กรอบแนวคิด
แนวทางการเขียนกรอบแนวคดิ การวจิ ัย (พิสณุ ฟองศร.ี 2554 : 42) มดี งั นี้
เกร่ินนา...................................................................................................ดังภาพที่...............

ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
ชื่อตัวแปรตน้ ชอื่ ตัวแปรตาม อย่างนอ้ ย 1 ตวั

ภาพท่ี ...........................

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยชนั้ เรียน

28

ศึกษากรณตี ัวอย่าง
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ชั้นเรียน

ตัวอยา่ งกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ช้ันเรยี น ตัวแปรตาม
 เป็นตวั แปรที่เป็นผลจากตวั แปรอิสระ
ตวั แปรอสิ ระหรือตัวแปรตน้  เปน็ ผลที่เกดิ ขึน้ ตามมาหรอื
 เป็นตัวแปรที่เปน็ สาเหตุ เปล่ยี นแปลงไป (อันเนื่องมาจากตวั แปร
 เปน็ ตวั แปรทีก่ อ่ ให้เกดิ ผล หรือการ อสิ ระ)
เปลี่ยนแปลงในตัวแปรตาม
 ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา
 การเรยี นรู้จากชุดฝกึ การแกโ้ จทย์ปัญหา คณติ ศาสตร์
คณิตศาสตร์

ที่มา : พชิ ิต ฤทธ์จิ รญู . (2553 : 61)

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ยั ชน้ั เรียน

29

ตวั อยา่ งกรอบแนวคิดในการวจิ ยั ชัน้ เรียน

ช่อื เรอื่ ง : รายงานการสร้างและพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรื่อง การคณู กลมุ่ สาระ
การเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม

1. ประสทิ ธิภาพของบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เร่ือง การคณู

บทเรยี น 2. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน

คอมพิวเตอร์ เรอ่ื ง การคูณ

ชว่ ยสอน 3. ประสทิ ธิผลของบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เรอ่ื ง การคณู

เร่อื ง การคูณ 4. ความพึงพอใจของนักเรียนท่มี ตี อ่ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

เรื่อง การคณู

ทีม่ า : อญั ชลี หนปู ลืม้ . (2553 : 5)
หมายเหตุ ผลงานทางวชิ าการท่ีผ่านการอนุมัตเิ ป็นครูชานาญพเิ ศษ

ตัวอย่างกรอบแนวคิดในการวิจัยช้ันเรยี น

เกรนิ่ นา....................................................................................................ดังภาพที่ 1.1

ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม
บทเรยี นสาเร็จรูป - ผลสัมฤทธิ์การอ่าน
- เจตคติ

ภาพที่ ........................... .

ที่มา : พสิ ณุ ฟองศร.ี (2554 : 42)

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวจิ ัยชน้ั เรยี น

30

ตอบคาถามจากใบงานที่ 3
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ชัน้ เรยี น

1. กรอบแนวคิดการวิจยั ชัน้ เรียนประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

2. ทา่ นมีแนวทางในการเขยี นกรอบแนวคดิ การวจิ ัยชัน้ เรียนอย่างไรบา้ ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

3. จากชื่อเรอ่ื งการวิจัยชัน้ เรยี นที่ท่านไดก้ าหนดจากการอบรมชุดท่ี 1 เรื่อง ความรพู้ ืน้ ฐาน
เกี่ยวกับการวิจัยช้ันเรียน และตามท่ีได้ศึกษาเนื้อหาและกรณีตัวอย่างกรอบแนวคิดในการวิจัยชั้น
เรยี น ใหท้ า่ นฝกึ เขียนตามหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้ พอสงั เขป

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ชนั้ เรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ช่ือ..................................................สกลุ ..............................................................

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวจิ ยั ช้นั เรียน

31

แนวคาตอบ

ข้อ 1. ตอบตามแนวเน้ือหาในหนา้ 26
ขอ้ 2. ตอบตามแนวเนอ้ื หาในหนา้ 26 - 27
ขอ้ 3. ตอบตามเกณฑ์การประเมินด้านล่าง

เกณฑก์ ารประเมิน ประเด็นทกั ษะทป่ี ฏบิ ตั ิ เกณฑ์
รายการประเมนิ 1. มีตวั แปรต้น ปฏบิ ตั ิได้ 5 ขอ้ = 5 คะแนน
2. มีตวั แปรตาม ปฏบิ ัตไิ ด้ 4 ข้อ = 4 คะแนน
ความสามารถในการ 3. เป็นขอ้ ความ หรอื ภาพ หรือสญั ลักษณ์ ปฏิบัติได้ 3 ขอ้ = 3 คะแนน
เขยี นกรอบแนวคิดใน 4. มกี ารเกรนิ่ นา ปฏบิ ตั ิได้ 2 ขอ้ = 2 คะแนน
การวจิ ัยช้นั เรียน 5. ตัวแปรตามมาจากวัตถปุ ระสงค์ของ ปฏิบัติได้ 1 ข้อ = 1 คะแนน
(ใบงานท่ี 3 ขอ้ 3) การวิจัย

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวิจัยช้ันเรยี น

32

เรอื่ งที่ 4
ขอบเขตการวจิ ยั ชั้นเรียน สมมุติฐาน
การวจิ ัยช้นั เรียน และนิยามศัพท์เฉพาะ

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยช้ันเรียน

33

เร่ืองที่ 4 ขอบเขตการวจิ ยั ช้ันเรยี น สมมตุ ฐิ านการวิจยั ชั้นเรียน
และนยิ ามศพั ท์เฉพาะ

ขอบเขตการวจิ ัยชน้ั เรยี น

ขอบเขตการวิจัยเป็นการบอกขีดหรือเขตจากดั ว่าจะทาวิจัยกับใคร คอื ประชากรและกลมุ่
ตวั อย่าง เรอ่ื งอะไร คอื ตวั แปรท้งั หมด ท่ีไหน คอื พื้นที่ เมื่อใด คอื เวลา การเขียนในส่วนนี้จะ
เปน็ การเขยี นโดยสรปุ (สานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 3. 2552 : 51)

ขอบเขตการวิจัย คือ การเขียนระบุว่างานวิจัยเร่ืองน้ัน ๆ จะศึกษาภายในขอบเขตกว้าง
แคบแค่ไหนเพียงไร จะเก็บข้อมูลจากเอกสารหรือจากกลุ่มประชากรกว้างแคบแค่ไหน การระบุ
ขอบเขตการวิจัยมีประโยชน์ในแง่ท่ีทาให้เราเก็บข้อมูลได้อย่างครอบคลุมภายในขอบเขตที่กาหนดไว้
ส่วนข้อมูลนอกนั้นถือว่าไม่ได้อยู่ในขอบข่ายแห่งการศึกษาของเรา เช่น เราเขียนขอบเขตไว้ว่าจะ
ศกึ ษาเรอื่ ง กรรม เฉพาะในพระไตรปฎิ ก เรากเ็ กบ็ ขอ้ มลู เร่ืองกรรมเท่าทม่ี ีในพระไตรปิฎก ๔๕ เลม่
เท่านั้นไม่ต้องไปเก็บจากคัมภีร์รุ่นหลัง เช่น คัมภีร์รุ่นอรรถกถาฎีกา เป็นต้น อุปมาเหมือนเราขีด
วงกลมบนผืนทรายแล้วเก็บเมล็ดทรายเฉพาะภายในวงกลมท่ีเราขีดไวเ้ ท่านน้ั (มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั . 2553 : 3)

ขอบเขตการวิจัยเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าทาการวิจัยในขีดจากัดใด โดยเฉพาะประเด็นสาคัญ
เก่ียวกับตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยและตัวแปรท่ีศึกษา นอกจากนี้อาจเขียนบอกข้อมูลอ่ืน ๆ เพ่ิมเติม
เพื่อใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจมากยง่ิ ขนึ้ เช่น เนื้อหาที่ปรากฏอยูใ่ นนวตั กรรมหรือท่ใี ชส้ อนเพอ่ื ทดลองนวตั กรรม
ขัน้ ตอนการวิจัยโดยสรุป พนื้ ที่ และเวลาท่ดี าเนินการวิจยั (พิสณุ ฟองศรี. 2554 : 43)

หลกั การเขยี นขอบเขตการวจิ ัยช้นั เรยี น มดี งั น้ี
1. ระบุสถานภาพจานวนของประชากรและตัวอย่างใหช้ ัดเจน
2. ระบุวิธไี ดม้ าของตวั อยา่ งหรือกลมุ่ ตวั อยา่ ง
3. ระบุตวั แปรทัง้ ตัวแปรตน้ และตวั แปรตามใหค้ รบถว้ น ถูกตอ้ ง
แนวทางการเขยี นขอบเขตการวิจัยชั้นเรยี น (พสิ ณุ ฟองศร.ี 2554 : 43) มดี ังน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง

ประชากรเป็นผูเ้ รียนชน้ั /ระดับ.....................................สถานศึกษา................................
ปกี ารศึกษา......................จานวน............คน กลมุ่ ตัวอยา่ ง จานวน.............คน ไดม้ าโดย.................
.............................................................................................................................................................

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจัยชั้นเรียน

34

2. ตัวแปร
ตัวแปรต้น คอื ชอื่ นวตั กรรม
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านในตวั ผู้เรียนที่จะเกิดจากตัวแปร

ตน้ หรอื นวตั กรรม

สมมตุ ิฐานการวิจยั ชัน้ เรียน

สมมุติฐานการวจิ ัย เปน็ ขอ้ ความทีค่ าดคะเนคาตอบของปญั หาวิจัยไวล้ ่วงหนา้ อย่างมเี หตุผล
โดยเขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย เขียนให้อยู่ในรูปของประโยคบอกเล่าที่ระบุ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร สามารถตรวจสอบหรือทดสอบได้ด้วยข้อมูลหรือหลักฐานต่าง ๆ
และจะตอ้ งใหค้ วามชัดเจนและเฉพาะเจาะจง (พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2551 : 122)

การตั้งสมมติฐาน คอื การคาดเดาคาตอบไว้ล่วงหน้าบนฐานข้อมูลหรือทฤษฎีที่มีอยู่ เช่น
เมอ่ื มีคดีฆาตกรรมเกิดขนึ้ ตารวจมักจะต้งั สมมติฐานล่วงหนา้ วา่ เกิดจากการขัดแย้งผลประโยชนบ์ ้าง ชู้
สาวบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายหรือมีทิศทางในการทาคดี คาตอบล่วงหน้าแบบสมมติฐานต้องมุ่งไปใน
ทิศทางเดียวกันกับวัตถุประสงค์การวิจัย และต้องสะท้อนความสัมพนั ธร์ ะหว่างตัวแปรตน้ กับตัวแปร
ตาม เช่น เราให้คาตอบลว่ งหน้าวา่ “การดม่ื นมจะทาใหเ้ รียนหนังสอื เกง่ ” ก็คอื สมมตฐิ านที่สะท้อน
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น (การด่ืมนม) กับตัวแปรตาม (การเรียนหนังสือเก่ง)นั่นเอง
(มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . 2553 : 4 - 5)

สมมุติฐานการวจิ ัยเป็นการคาดคะเนคาตอบหรือผลท่ีจะได้ เน่ืองจากการวจิ ัยชั้นเรียนเปน็
การวิจัยเชิงทดลอง จึงควรมีสมมุติฐานจากการทดลองใช้นวัตกรรม สมมุติฐานต้องมีที่มาชัดเจน
เช่น จากผลการวิจัย ทฤษฎี หลักเหตุผล และประสบการณ์ เป็นต้น สมมุติฐานท่ีเขียนข้ึนต้อง
ทดสอบได้โดยมักจะนาข้อมูลตัวเลข 2 ชุด มาเปรียบเทียบกันแล้วใช้สถิติช่วยในการทดสอบว่าผล
จริง ๆ เป็นอย่างไร ถ้าการวิจัยช้ันเรียนไมม่ ีสมมุติฐานหรอื ทดสอบไม่ได้กเ็ ปรียบเสมือนกินอาหารไร้
รสชาติ จืดชืด หรือทาอะไรแลว้ ไมไ่ ดต้ ามต้องการ เข้าทานองอารมณค์ ้างนนั่ เอง (พิสณุ ฟองศร.ี 2554
: 44)

หลกั การเขยี นสมมุตฐิ านการวจิ ยั ชนั้ เรียน มีดงั น้ี
1. เขยี นเป็นข้อ ๆ ตามจานวนประเด็นทจี่ ะตรวจสอบ
2. เขียนใหส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์การวจิ ยั ทจ่ี ะตรวจสอบนวตั กรรม
3. เขยี นเปน็ ประโยคบอกเลา่ ให้ชดั เจน
4. มีทม่ี าชดั ตอบได้วา่ ทาไมตั้งสมมตุ ฐิ านอย่างนี้
5. ควรเขยี นแบบมที ิศทางโดยมีคาวา่ “สูงกวา่ ” “น้อยกว่า” จะเหมาะกวา่ คาวา่ “แตกตา่ งกนั ”

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวจิ ยั ชัน้ เรียน

35

6. ไมใ่ ชค้ าว่า “อาจ” หรอื “น่าจะ” ตามความร้สู ึกในชีวิตประจาวันเมือ่ มีความสงสยั ในเร่ือง
ต่าง ๆ

7. ต้องเขียนให้ทดสอบได้โดยมีเลข 2 ชุด มาเปรียบเทียบกันตัวเลขต้องได้จากการวัด
หรอื เกณฑม์ าตรฐานจากหน่วยงานท่ไี ดร้ บั การยอมรบั ไมค่ วรกาหนดเกณฑเ์ องตามความรู้สกึ

8. กรณตี ัวอยา่ งกลมุ่ เดียวจะใชค้ าวา่ ก่อน – หลงั
9. กรณีตัวอย่างสองกลุ่มจะใช้คาว่า กลุ่มที่ได้นวัตกรรมกับกลุ่มปกติ หรือกลุ่มไม่ได้
นวัตกรรม
แนวทางการเขียนสมมุติฐานการวจิ ัย (พสิ ณุ ฟองศรี. 2554 : 44) มดี งั นี้
1. หลงั ไดร้ ับนวตั กรรม (ตัวแปรตน้ )ผูเ้ รียนมี (ตวั แปรตาม) สูงกว่าก่อนใช้นวัตกรรม
2. ผู้เรียนกลุ่มที่ได้รับนวัตกรรม (ตัวแปรต้น) มี (ตัวแปรตาม) สูงกว่าผู้เรียนกลุ่มท่ีไม่ได้รับ
นวัตกรรม

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

การนิยามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ในการวิจัย คือ การให้ความหมายของศัพท์บางศัพท์ท่ีผู้วิจัยใช้
ในความหมายพิเศษหรือความหมายเฉพาะในงานวจิ ัยเรือ่ งนัน้ ๆ ศัพท์ที่นิยามอาจเป็นคาท่ีคนใชก้ นั
ท่ัวไปหรือศัพท์ที่คนไม่คุ้นเคยก็ได้ แต่เม่ือผู้วิจัยต้องการใช้คานั้นในความหมายท่ีตนต้องการซ่ึงต่าง
จากความหมายท่ีคนทั่วไปใช้กัน จะต้องนิยามให้ชัดเจนว่าคานั้นหรือศัพท์นั้นมีความหมายแค่ไหน
เพียงไร ตัวอยา่ งงานวจิ ัยเรอื่ งหนงึ่ ชือ่ ว่า “ศึกษาความเช่ือเรื่องนรกสวรรค์ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เน่ืองจากนิสิตมหาจุฬาฯ มีหลายระดับ หลายช้ันปี และหลายสาขาวชิ า
ซึ่งงานวิจัยเรื่องน้ีไม่ได้ต้องการศึกษานิสิตทั้งหมด ผู้วิจัยจึงนิยามศัพท์ว่า “คาว่า นิสิต ในที่นี้
หมายถึงนิสิตระดับปริญญาโท สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ชั้นปีที่ 1 ผู้กาลังศึกษาอยู่ที่บัณฑิต
วิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเท่านั้น” คานิยามนี้ทาให้คาว่า “นิสิต” มี
ความหมายเฉพาะเจาะจงลงไปว่าหมายถึงคนกลุ่มใด แต่ถ้าเป็นศัพท์ที่ผู้วิจัยใช้ในความหมาย
เดียวกันกับท่ีคนทั่วไปใช้กันก็ไม่จาเป็นต้องนยิ ามก็ได้ เรียกง่าย ๆ ว่าการนิยามศัพท์ก็คือการตกี รอบ
คาศัพท์ให้มีความหมายเท่าที่เราต้องการใช้ในงานวิจัยเท่าน้ัน (มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย. 2553 : 5)

นิยามศัพท์เฉพาะจะเปน็ การนาประเดน็ สาคัญมาให้ความหมายคาท่ีเปน็ ช่ือเรยี กตัวแปรโดย
เฉพาะตัวแปรตาม ซ่งึ ต้องนยิ ามให้มีลักษณะเฉพาะเร่ืองที่วิจัย และละเอียดพอท่จี ะวัดได้ ที่เรยี กว่า
นยิ ามเชิงปฏบิ ตั กิ ารเพราะตัวแปรตามจะตอ้ งมกี ารวัดเพอื่ นาข้อมูลไปทดสอบสมมุติฐาน จงึ ตอ้ งนยิ าม
ใหล้ ะเอยี ดพอซ่งึ มกั จะมคี วามยาวประมาณ 4 บรรทดั ข้นึ ไป นอกจากน้อี าจนยิ ามคายอ่ หรอื ใชค้ าส้นั ๆ
ที่ตอ้ งกล่าวถงึ บ่อย ๆ (พิสณุ ฟองศร.ี 2554 : 46)

ชุดที่ 2 บทนำกำรวจิ ยั ชนั้ เรยี น

36

การให้คานิยามศัพทเ์ ฉพาะ (มนสชิ สิทธิสมบูรณ์. 2551 : 15) มดี งั นี้
1. เป็นคาสาคัญที่ต้องการจากัดความหมายให้เฉพาะเจาะจงในประเด็นที่เกยี่ วข้องกับการ
วจิ ยั
2. ควรจะนิยามในรปู คาปฏิบัตกิ ารชดั เจน ไมก่ ากวมหรือคลุมกว้างเกนิ ไปเพอื่ ใหผ้ ู้วิจัยและ
ผู้อ่านมีความเข้าใจตรงกนั
3. มักนยิ ามในเร่ืองของนวัตกรรม และเนือ้ หารายละเอยี ดยอ่ ยของเรื่องทนี่ ามาพัฒนา
หลักการเขียนความสาคัญของการวจิ ัย มีดังนี้
1. นยิ ามศัพท์ใหค้ รบถ้วนทุกคาหรือทกุ ข้อความ
2. คาทีใ่ ชใ้ นความหมายต่างจากความหมายทว่ั ไปควรนิยามดว้ ย
3. ศัพทท์ ่จี ะวดั ต้องนยิ ามให้ละเอียดในลักษณะนยิ ามเชิงปฏิบัติการ
4. บางครงั้ ถ้าคาศัพท์ตอ่ เน่อื งเกย่ี วข้องกนั ก็ต้องนิยามศัพทใ์ นหวั ข้อกอ่ นด้วย
แนวทางการเขยี นความสาคญั ของการวจิ ัย (พิสณุ ฟองศรี. 2554 : 41) มีดังน้ี
1. (คาศัพท์ที่จะนิยาม) หมายถึง............................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………...…………
2. (คาศพั ทท์ จี่ ะนิยาม) หมายถงึ ..........................................................................................
……………………………………………………………………………วัดไดจ้ าก..........………………………………………….
……….…………………………………………………………………………………………………………………………………….

...เด็กมปี ัญหาเพยี ง 4–5 คน จะทาวิจัยชัน้ เรียนได้ไหม ?
วิจยั ชั้นเรียนเป็นการปฏบิ ตั คิ วบคกู่ บั การจัดการเรียนรู้
ปกติ จะแก้ปญั หาใหก้ บั ผเู้ รยี นท้งั ช้นั เรยี น หรอื จะใช้

เฉพาะกล่มุ เป้าหมายที่มีปัญหาก็ได้..

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวจิ ัยช้ันเรียน

37

ศึกษากรณีตวั อย่าง
ขอบเขตการวิจัยชัน้ เรียน สมมตุ ิฐานการวิจยั ชนั้ เรียน และนยิ ามศัพท์เฉพาะ

ตัวอยา่ งขอบเขตการวจิ ยั ช้นั เรียน

1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากร เป็นนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 จานวน 24 คน
กลุ่มตัวอย่าง ใช้การศกึ ษาจากประชากรทง้ั หมด (นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4

จานวน 24 คน)
2. ตัวแปร
ตัวแปรต้น หนังสอื นิทานเสรมิ สรา้ งแรงจงู ใจ
ตวั แปรตาม แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิ
3. ระยะเวลา
1 ภาคเรียน ระหว่างวันท่ี 17 พฤษภาคม 2550 – 30 กนั ยายน 2550

ท่ีมา : สานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 3. (2552 : 51)

ตัวอยา่ งขอบเขตการวิจัยช้นั เรยี น

1. ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านโคกมะพร้าว

สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 17
คน

1.2 กล่มุ ตวั อยา่ ง ศึกษาจากประชากรทง้ั หมด

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจัยช้นั เรียน

38

2. ตวั แปรท่ีศกึ ษา
2.1 ตวั แปรตน้ ได้แก่ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การคณู
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เร่ือง การ

คูณ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การคูณ ประสิทธิผลของ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การคูณ และความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เร่ือง การคูณ

3. เนื้อหา
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ค13101) ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 เร่ือง การคูณ

ตามหลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544
4. ระยะเวลาในการวิจัย
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2552 ใชเ้ วลาในการวจิ ยั 13 วัน รวม 16 ช่วั โมง

ทมี่ า : อัญชลี หนูปลื้ม. (2553 : 6)
หมายเหตุ ผลงานทางวิชาการทผี่ ่านการอนมุ ัตเิ ป็นครูชานาญพิเศษ

ตวั อยา่ งสมมตุ ิฐานการวจิ ัยชัน้ เรยี น

1. ประสิทธิภาพของชุดกจิ กรรมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรส์ ูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นหลังเรียนรู้จากชุดกิจกรรมฝึก
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรส์ งู กวา่ ทักษะกอ่ นเรียน

ท่ีมา : พิชติ ฤทธจิ์ รูญ. (2551 : 122)

ชดุ ท่ี 2 บทนำกำรวจิ ยั ช้ันเรยี น

39

ตัวอยา่ งสมมตุ ฐิ านการวจิ ยั ชั้นเรียน

1. หลงั จากเรยี นดว้ ยบทเรียนสาเร็จรปู นักเรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการอา่ นสูงกวา่ กอ่ น
เรยี น

2. นกั เรยี นกลุ่มท่เี รยี นด้วยคลงั ข้อมูลภาษามีผลสัมฤทธ์(ิ หรือคะแนน)สูงกวา่ กล่มุ นักเรียน
ท่ีเรยี นแบบปกติ

3. นักเรียนกลุม่ ทีไ่ ดร้ บั การชมเชยมีพฤติกรรมกา้ วร้าวต่ากว่ากลุ่มนักเรียนทไี่ มไ่ ดร้ บั การ
ชมเชย
ทม่ี า : พิสณุ ฟองศรี. (2554 : 45)

ตวั อยา่ งนิยามศพั ท์เฉพาะ

1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง สื่อการสอนระบบมลั ติมเี ดีย
(Multimedia) ประกอบด้วย ตัวอักษร สัญลักษณ์ และรูปภาพ (Graphic) ซ่ึงนาเสนออย่างมีสีสัน
ชวนอา่ น ในรปู การเคลอ่ื นไหวของสญั ลกั ษณ์ ตัวอกั ษรและภาพ รวมท้งั บรรยายประกอบภาพหรอื เพลง
บรรเลงที่ใชค้ อมพวิ เตอร์เป็นส่ือในการนาเสนอบทเรียนทไ่ี ดจ้ ัดเรียงลาดับไว้เป็นลาดับข้ันให้แก่ผ้เู รียนได้
เรียนรู้และทบทวนบทเรยี นด้วยตนเอง

2. การคูณ หมายถึง เนื้อหาการคูณตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สาหรับ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วยเนื้อหา 3 หน่วย คือ หน่วยที่ 1 การ
คูณจานวนที่มีหลักเดียวกับจานวนท่ีไม่เกินส่ีหลัก หน่วยที่ 2 การคูณจานวนท่ีมีสองหลักกับ
จานวนท่ีมีสามหลัก และหน่วยท่ี 3 การคณู จานวนทม่ี ีสามหลกั กบั จานวนทม่ี ีสามหลัก
ท่ีมา : มนสชิ สิทธิสมบรู ณ์. (2551 : 15)

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจยั ชั้นเรียน

40

ตัวอย่างนิยามศพั ทเ์ ฉพาะ

1. อานาปานสติ หมายถึง วิธีการที่ใช้ในการพัฒนาด้านจิตใจของนักเรียนโดยอาศัย
การกาหนดลมหายใจเข้าออก ทาให้จิตมสี ติ สงบ และแนว่ แนม่ ่นั คง ดว้ ยการหายใจเข้า หายใจ
ออก 4 ขัน้ ตอน คือ ขน้ั ที่ 1 กาหนดลมหายใจยาวทุกลมหายใจเข้า – ออก ข้นั ท่ี 2 กาหนด
ลมหายใจส้ันทุกลมหายใจเข้า – ออก ข้ันที่ 3 กาหนดการพิจารณาจิตทุกลมหายใจเข้า – ออก
และขนั้ ท่ี 4 กาหนดความสงบทกุ ลมหายใจเข้า – ออก

2. ความสงบ หมายถึง การท่ีจิตไม่มีส่ิงรบกวนหรือเป็นภาวะท่ีจิตถูกรบกวนน้อยที่สุด
โดยแสดงออกมาในลักษณะของพฤติกรรมท่ีตั้งใจเรยี น สนใจเรียนตามเนื้อหาที่ครูสอน ให้ความ
รว่ มมอื และมีปฏิกริ ิยาตอบสนองการเรียนการสอนตามท่ีครกู าหนดในหอ้ งเรียนไดต้ ลอดเวลา

3. ความรับผิดชอบต่อตนเอง หมายถึง การแสดงออกของนักเรียนที่มีการรักษาสิทธิ
หน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด มีความผูกพันกับงานที่ได้รับมอบหมาย กล้ารับผิดชอบต่อผลงาน
ของตนและปรับปรุงให้ดขี ึ้น เรง่ ทางานให้เสร็จทันตามท่ีกาหนดแม้จะถกู รบกวนขณะทางานก็ยังทา
ให้สาเร็จได้ วัดได้จากแบบสอบถามความรับผิดชอบต่อตนเองชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ
จานวน 20 ข้อ ท่ผี ู้วจิ ัยสร้างขึ้น
ท่ีมา : พิสณุ ฟองศร.ี (2554 : 47)

ชดุ ที่ 2 บทนำกำรวิจยั ชนั้ เรียน

41

ตอบคาถามจากใบงานที่ 4
ขอบเขตการวจิ ัยช้นั เรยี น สมมุติฐานการวิจยั ชน้ั เรียน และนิยามศัพทเ์ ฉพาะ

1. ขอบเขตการวิจัยชน้ั เรียน มีการกาหนดเรอ่ื งอะไรบ้าง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

2. สมมุติฐานการวิจยั ชนั้ เรียน คอื อะไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

3. แนวทางการเขยี นสมมตุ ฐิ านการวิจยั ชนั้ เรยี น มีอะไรบา้ ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

4. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะมีความสาคญั อย่างไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจยั ชั้นเรียน

42

5. จากชอื่ เรื่องการวิจัยช้ันเรยี นที่ท่านไดก้ าหนดจากการอบรมชุดที่ 1 เรื่อง ความรู้พน้ื ฐานการวิจัย
ช้ันเรยี น และตามที่ได้ศึกษาเนื้อหาและกรณตี ัวอย่างขอบเขตการวิจัยช้ันเรียน สมมตุ ฐิ านการวิจัยชั้น
เรียน และนยิ ามศัพท์เฉพาะ ใหท้ า่ นฝกึ เขียนตามหัวขอ้ ต่อไปน้ี พอสังเขป

ขอบเขตการวจิ ยั ชัน้ เรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

สมมตุ ิฐานการวจิ ยั ชั้นเรยี น
1. ................................................................................................................................
2. ...............................................................................................................................
3. ................................................................................................................................
4. ...............................................................................................................................
5. ...............................................................................................................................

นิยามศพั ท์เฉพาะ
1. ................................................................................................................................

………………………………………………………………………………………………………….………………………………….
2. ................................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. ................................................................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
4. ...............................................................................................................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………………

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวจิ ยั ช้ันเรยี น

43
5. ................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
6. ...............................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
7. ................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
8. ................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ชอื่ ..................................................สกลุ ..............................................................

ชุดท่ี 2 บทนำกำรวิจัยชั้นเรยี น


Click to View FlipBook Version