แครงเป็นที่ต้ังประชุมทัพ เม่ือจัดกองทัพเสร็จก็ทรงยกทัพจากเมืองแครงไปยังเมือง
หงสาวดเี มอื่ วนั แรม 3 คา่ เดือน 6 ฝา่ ยพระมหาอปุ ราชาทอ่ี ยู่รกั ษาเมืองหงสาวดี เมอ่ื
ทราบว่าพระยาเกยี รตพิ ระยารามกลบั ไปเขา้ กับสมเด็จพระนเรศวร จงึ ไดแ้ ตร่ ักษา
พระนครม่นั อยู่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่นา้ สะโตงไปใกล้ถงึ เมอื งหงสาวดี
ได้ทราบความว่า พระเจ้ากรุงหงสาวดีมีชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว กาลังจะยกทัพ
กลับคืนพระนคร พระองค์เห็นว่าสถานการณ์คร้ังน้ีไม่สมคะเน เห็นว่าจะตีเอาเมือง
หงสาวดีในคร้ังนี้ยังไม่ได้ จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเท่ียวบอกพวกครัวไทยที่พม่ากวาด
ต้อนไปแต่ก่อนให้อพยพกลับบ้านเมือง ได้ผู้คนมาประมาณหม่ืนเศษให้ยกล่วงหน้าไป
กอ่ น พระองคท์ รงคมุ กองทพั ยกตามมาข้างหลงั
ทรงพระแสงปนื ขา้ มแมน่ า้ สะโตง
พระนเรศวรทรงพระแสงปนื ข้ามแม่น้าสะโตงยงิ ถกู สกุ รรมาแม่ทพั พม่าเสยี ชีวิต
ฝ่ายพระมหาอปุ ราชาทราบขา่ วว่า สมเดจ็ พระนเรศวรกวาดตอ้ นคนไทยกลบั จึง
ไดใ้ ห้สุรกรรมาเปน็ กองหนา้ พระมหาอุปราชาเปน็ กองหลวง ยกติดตามกองทัพไทยมา
กองหน้าของพมา่ ตามมาทันท่รี มิ ฝั่งแม่น้าสะโตง ในขณะทฝ่ี ่ายไทยได้ขา้ มแมน่ า้ ไปแล้ว
และคอยปอ้ งกนั มิให้ข้าศกึ ขา้ มตามมาได้ ไดม้ ีการต่อสูก้ ันที่รมิ ฝงั่ แม่น้า
พระแสงปนื ตน้ ขา้ มแมน่ า้ สะโตงจาลอง
ทพี่ ระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระ นเรศวรมหาราช ทงุ่ ภเู ขาทอง
สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุรกรรมา แม่ทัพ
หน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป เมื่อ
พระมหาอปุ ราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงใหเ้ ลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดีพระแสงปนื ท่ี
ใชย้ ิง สุรกรรมาตายบนคอช้างนไี้ ด้นามปรากฏต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้าสะ
โตง" นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อนั เป็นเครือ่ งราชูปโภค ยงั ปรากฏอยู่จนถึงทุกวนั น้เี มือ่
สมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง ทรงดาริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยา
เกียรติพระยารามได้มีอุปการะมาก สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึง
ทรงชักชวนใหม้ าอยูใ่ นกรงุ ศรีอยธุ ยา พระมหาเถรคันฉอ่ งกับพระยามอญ ทงั้ สองกม็ ี
ความยินดี พาพรรคพวกเข้ามาด้วยเป็นอันมาก ในการยกกาลังกลับคร้ังนี้สมเด็จพระ
นเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีก ถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา มี
กองทัพของนนั ทสูราชสังคราตงั้ อยู่ทเี่ มืองกาแพงเพชร จะเป็นอุปสรรคตอ่ การเดินทาง
พระองค์จงึ รบี ส่งั ให้พระยาเกียรติ พระยาราม นาทพั เดนิ ผ่านหวั เมอื งมอญลงมาทางใต้
มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์เม่ือกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรม
ราชาก็พระราชทานบาเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์ ทรงต้ังพระมาหาเถร
คันฉอ่ งเปน็ พระสังฆราชาท่ีสมเด็จอริยวงศ์ และใหพ้ ระยาเกียรติ พระยารามมีตาแหนง่
ยศ ได้พระราชทานพานทอง ควบคุมมอญท่ีเข้ามาด้วย ให้ตั้งบ้านเรือนท่ีริมวัดขมิ้น
และวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร แล้วทรงมอบการท้ังปวงที่จะ
ตระเตรียมตอ่ สขู้ ้าศกึ สมเด็จพระนเรศวรทรงบงั คบั บัญชาสิทธขิ าดแต่นั้นมา
รบกบั พระยาพะสมิ
ดา่ นเจดยี ส์ ามองค์
ปี พ.ศ. 2127 หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพได้ 7 เดือน
พระเจ้าหงสาวดี นนั ทบเุ รงจึงจดั ทัพสองทัพให้ยกมาตไี ทย ทัพแรกมพี ระยาพสิม (เป็น
พระเจ้าอาของพระเจ้าหงสาวดี) คุมกาลัง 30,000 โดยยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์
ทัพที่สองมีเจ้าเมืองเชียงใหม่ช่ือมังนรธาช่อราชอนุชา ยกทัพบกและเรือมา จาก
เชียงใหมม่ ีกาลงั พล 100,000 กองทัพพระยาพสมิ ยกเขา้ มาถงึ เมอื งกาญจนบุรี (ถงึ กอ่ น
ทัพเจา้ เมอื งเชยี งใหม่) สมเด็จพระนเรศวรทรงให้พระยาจกั รียกทพั เรือไปยงิ ปนื ใหญด่ กั
ข้าศกึ แถว ๆ เมืองสุพรรณบรุ ี ทัพพมา่ ถูกปืนใหญ่แตกพา่ ยหนไี ปอยบู่ นเขาพระยาแมน
เจ้าพระยาสุโขทัยยกทัพไปเขาพระยาแมน เข้าตีทัพพระยาพสิมแตกพ่ายหนีกระเจิง
เจ้าพระยาสโุ ขทยั จึงสั่งใหต้ ามบดขย้ขี ้าศึกจนถึงชายแดนเมืองกาญจนบุรี หลังจากทัพ
พระยาพสิมแตกพ่ายหนกี ลบั ไปได้สองอาทิตย์ กองทัพพระยาเชยี งใหมไ่ ดเ้ ดินทพั มาถึง
ชัยนาท โดยที่ไม่ทราบข่าวการพ่ายแพ้ของพระยาพสิมจึงส่งแม่ทัพและทหารจานวน
หนึ่งมาตงั้ คา่ ยทปี่ ากนา้ บางพทุ รา ทางสมเดจ็ พระนเศวรมรี บั สงั่ ใหพ้ ระราชมนยู กทพั ไป
ตีข้าศึกที่ปากน้าบางพุทรา เม่ือไปถึงพระราชมนูเห็นว่ากาลังน้อยกว่ามาก (พม่ามีอยู่
15,000 ไทยมี 3,200 คน) จึงแต่งกองโจรคอยดักฆ่าพม่าจนเสียขวัญถอยกลับไป
ชัยนาท สุดท้ายทัพพม่าจงึ ถอยกลบั ไป
พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช จงั หวดั เชยี งใหม่
รบกบั พระเจา้ เชยี งใหมท่ บ่ี า้ นสระเกศ
เมอื่ พระยาพสมิ กบั พระเจ้าเชียงใหม่ เสียทีแก่ไทยถอยทัพกลับไปแล้ว พระเจ้า
หงสาวดี นันทบุเรง ทรงขัดเคืองพระเจ้าเชียงใหม่ว่า เฉ่ือยช้าทาการไม่ทันกาหนด
ตามแผนการรบที่วางไว้ ทาให้พระยาพสิมเสยี ที จึงไดใ้ ห้ขา้ หลวงสามคน เขา้ มากากบั
กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ ซ่ึงถอยทัพไปตั้งอยู่ที่เมืองกาแพงเพชร ให้ทาการแก้ตัว
ใหม่ จงึ ไดย้ กทพั ลงมาต้ังอยูท่ เี่ มืองนครสวรรค์ เมอ่ื เดือน 4 ปวี อก พ.ศ. 2128 พร้อม
กนั น้ัน ก็ไดใ้ หพ้ ระมหาอปุ ราชา คมุ กองทัพมีกาลังพล 50,000 คน เขา้ มาตงั้ อยูท่ ีเ่ มือง
กาแพงเพชร เม่ือเดือน 5 ปีระกา พ.ศ. 2128 ให้ไพร่พลทานาอยู่ในท้องที่หัวเมือง
เหนือ เพื่อเตรียมเสบียงอาหารไว้สาหรับกองทัพใหญ่ ซ่ึงพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง
จะเสด็จยกมาเอง ในฤดูแล้งปลายปีระกา พระเจ้าเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้ลงมา
ขัดตาทัพ อยู่ท่ีเมืองชัยนาท เพื่อคอยขัดขวางมิให้กองทัพกรุงศรีอยุธยา ยกข้ึนไป
ขัดขวางการสะสมเสบียงอาหาร ของกองทัพกรุงหงสาวดีในหัวเมืองภาคเหนือ กอง
กาลังของพระเจ้าเชียงใหม่ ได้ยกลงมาถึงบ้านสระเกศ แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ คอย
รบกวนไม่ให้ฝ่ายไทยทาไร่ทานาได้ในปีนั้น ให้เจ้าเมืองพะเยาคุมกองทหารม้า ลงมา
เผาบ้านเรือนราษฎร และไล่จับผู้คน
พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช อาเภอเกาะคา จงั หวดั ลาปาง
ฝ่ายไทยเม่ือทราบข่าวข้าศึกยกลงมาทางเหนือ สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า
ข้าศึกยกลงมาคร้ังน้ีเป็นทัพใหญ่ มีกาลังพลมากนัก การออกไปสกัดก้ันกลางทางจะ
ทาได้ยาก จงึ ได้กวาดตอ้ นผูค้ นเข้ามาไว้ในกรงุ ศรอี ยธุ ยาเตรยี มการรกั ษาพระนครไวใ้ ห้
เข้มแข็ง เมื่อพระองค์ทราบการกระทาของข้าศึกดังกล่าว จึงเสด็จคุมกาลังออกไป
พร้อมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เข้ารบพุ่งข้าศึกถึงขั้นตะลุมบอน เจ้าเมืองพระเยา
ตายในท่ีรบ ไพร่พลท่ีเหลือก็พากันแตกหนีไป พระองค์ทรงพระดาริเห็นว่าจะต้องตี
กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ท่ีบ้านสระเกศให้แตกกลับไป จึงทรงรวบรวมรี้พลจัด
กองทัพบกทัพเรือมีกาลงั พล 80,000 คน ไปต้งั ประชมุ พลท่ีทุง่ ลมุ พลี ในหว้ งเวลานน้ั
ได้ข่าวลงมาว่า มีกองกาลังเมืองเชียงใหม่ ยกมากวาดต้อนผู้คนจนถึงบ้านป่า โมก
พระองค์พรอ้ มด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็รบี เสด็จไปดว้ ยกระบวนเรือเรว็ ถึง
ตาบลปา่ โมกน้อย ก็พบกองทพั สะเรนันทสู ซึ่งพระเจ้าเชยี งใหม่ให้คุมพล 5,000 ยกลง
มาทารา้ ยราษฎรทางเมืองวเิ ศษชยั ชาญ จึงรับสัง่ ใหเ้ ทยี บเรอื เขา้ ขา้ งฝง่ั แลวั ยกพลเขา้
โจมตีข้าศึก พระองค์ทรงยิงพระแสงปืนถูกนายทพั ฝา่ ยเชียงใหม่ตาย ข้าศึกก็แตกหนี
ไปทางเหนือ พวกพลอาสาก็ติดตามข้ึนไป จนปะทะหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งมี
พระยาเชยี งแสนเป็นแม่ทพั ฝ่ายไทย เม่อื เห็นวา่ ฝ่ายขา้ ศึกมีกาลังมากกวา่ ตา้ นทานไม่
ไหวจึงล่าถอยลงมา พวกเชียงใหม่ก็ไล่ติดตามมา พระองค์จึงให้เล่ือนเรือพระท่ีนั่ง
พรอ้ มท้ังเรือทีอ่ ยูใ่ นกระบวนเสด็จ ขึน้ ไปรายลาอยู่ข้างเหนือปากคลองปา่ โมกนอ้ ย พอ
ขา้ ศึกไล่ตามกองอาสามาถงึ ทน่ี นั้ ก็ใหเ้ อาปืนใหญ่น้อยระดมยิงข้าศึกไปจากเรือ ได้มี
การรบพุ่งกันในระยะประชิด พอกองทัพทางบกจากกรุงตามขึ้นไปทัน จึงเข้าช่วยรบ
พุ่ง กองทัพพระยาเชยี งแสน กถ็ อยหนขี ึ้นไปทางเหนือ
อนสุ าวรยี ส์ มเด็จพระนเรศวรและสมเดจ็ พระเอกาทศรถ วดั ปา่ โมกวรวหิ าร
สมเด็จพระนเรศวรทรงให้รวบรวมกองทัพทั้งปวงไว้ท่ีตาบลป่าโมก ที่บริเวณ
หลังตลาดป่าโมกตรงข้ามกับอาเภอป่าโมกในปัจจุบัน มีทุ่งใหญ่อยู่ทุ่งหน่ึงเรียกว่าทุ่ง
เอกราชคงจะได้ช่ือจากเหตุการณ์ในครั้งน้ัน ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ต้ังอยู่ที่บ้าน
สระเกศ เหน็ กองทัพหนา้ แตกกลับมา ก็คาดว่าสมเด็จพระนเรศวรคงจะยกกองทพั
ตามข้ึนไป จึงปรึกษาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นว่า ควรจะยกกาลังเป็นกองทัพใหญ่
ชิงเข้าตีกองทัพไทยเสียก่อน จึงได้จัดแจงทัพให้พระยาเชียงแสนกับ สะเรนันทสู เป็น
ทัพหน้าคุมกาลัง 15,000 กองทัพหลวง ของพระเจ้าเชียงใหม่มีกาลัง 60,000
คน กาหนดจะยกลงมาในวันแรม 2 ค่า เดอื น 5 ปีระกา พ.ศ. 2128
พระราชมนู
สมเดจ็ พระนเรศวรทรงพระดารวิ า่ กองทพั พระยาเชยี งแสนท่ถี อยหนีไปนัน้ น่า
ไปรวบรวมกาลังเพ่ิมเติมแล้วยกกลับมาอีก แต่เมื่อรออยู่หลายวันก็ยังไม่ยกลง
มา น่าจะคิดทาอุบายกลศึกอย่างใดอย่างหน่ึง จึงดารัสสั่งให้พระราชมนูคุมกาลังพล
10,000ยกขึ้นไปลาดตระเวนหยั่งกาลังข้าศึกส่วนพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศ
รถ เสด็จยกทัพหลวงมีกาลังพล 30,000 ตามข้ึนไป กองทัพพระราชมนูยกขึ้นไปถึง
บางแก้ว ก็ปะทะกับทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึง
บ้านแห ได้ยินเสียงปืนใหญ่น้อยจากการปะทะกันหนาแน่นข้ึนทุกที จึงทรงพระดาริ
จะใชก้ ลยุทธเอาชนะข้าศกึ ในคร้งั นี้ โดยให้หยุดกองทัพหลวง แล้วแปรกระบวนไปซุ่ม
อยู่ที่ปา่ จิกปา่ กระทมุ่ ขา้ งฝ่งั ตะวันตก แลว้ ใหข้ า้ หลวงขน้ึ ไปสงั่ พระราชมนใู หล้ ่าถอยลง
มา ฝ่ายพระราชมนูไมท่ ราบพระราชประสงค์ เหน็ ว่ากาลังรพ้ี ลไล่เลีย่ กบั กองทัพหน้า
ของข้าศึก พอจะต่อสู้รอกองทัพหลวงขึ้นไปถึงได้จึงไม่ถอยลงมา พระองค์จึงให้จมื่น
ทิพรักษาขึ้นไปเร่งใหถ้ อยอกี พระราชมนกู ็สั่งให้มากราบทูลว่า กาลังรบพุ่งติดพันกับ
ข้าศึกอยู่ ถ้าถอยลงมาเกรงจะเลยแตกพ่ายเอาไว้ไม่อยู่ คร้ังนี้พระองค์ทรง
พิโรธ ดารัสส่ังให้จม่ืนทิพรักษา คุมทหารม้าเร็วกลับไปส่ังพระราชมนูให้ถอย ถ้าไม่
ถอยให้ตัดศีรษะพระราชมนูมาถวาย พระราชมนูจึงโบกธงให้สัญญาณถอย
ทัพ ขณะนั้นกองทัพหลวงพระเจ้าเชียงใหม่ยกหนุนมาถึง สาคัญว่ากองทัพไทยแตก
หนี ก็ยกทัพไล่ติดตามมาโดยประมาทไม่เป็นกระบวนศึก จนถึงพ้ืนที่ท่ีสมเด็จพระ
นเรศวรซุ่มกองทัพหลวงไว้ พระองค์เห็นข้าศึกเสียกลสมประสงค์ ก็ให้ยิงปืนโบกธง
สญั ญาณ ยกกองทัพหลวงเข้าตีกลางกองทัพข้าศึก ฝ่ายพระราชมนูเห็นกองทัพหลวง
เขา้ ตีโอบดงั นนั้ ก็ใหก้ องทัพของตน กลับตกี ระหนาบข้าศกึ อกี ทางหน่ึง ได้รบพงุ่ กนั ถึง
ข้ันตะลุมบอน กองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายไปทั้งทัพหน้าและทัพหลวง ทัพเชียงใหม่
เสียนายทหารช้ันผู้ใหญ่ถึง 7 คน คือ พระยาลอ พระยากาว พระยานคร พระยา
ราย พระยางิบ สมิงโยคราช และสะเรนันทสู กองทัพไทยยึดได้ช้างใหญ่ 20
เชือก มา้ 100 เศษ กบั เคร่ืองศตั ราวธุ อกี เป็นอนั มาก สมเดจ็ พระนเรศวร เห็นโอกาส
ที่จะไมใ่ หข้ ้าศกึ ต้ังตวั ตดิ จึงได้เสดจ็ ยกทัพหลวงติดตามข้าศึกไปจนพลบค่า จึงให้พัก
แรมท่ีบ้านชะไว แล้วยกทัพต่อไปแต่กลางดึก ให้ถึงบ้านสระเกศเข้าตีค่ายพระเจ้า
เชียงใหม่ตอนเช้าตรู่
พระนเรศวรเขา้ ตคี า่ ยพระเจา้ เชยี งใหมท่ บ่ี า้ นสระเกศ
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่เม่ือถอยหนีกลับไปถึง บ้านสระเกศแล้ว ทราบว่ากองทัพ
ไทยยกตดิ ตามขน้ึ ไป กร็ บี ถอนทัพหนกี ลบั ไปแต่ตอนกลางคนื เมื่อกองทัพไทยตดิ ตาม
ไปถึงตอนเช้า พบข้าศึกกาลังถอยหนีกันอลหม่าน กองทัพไทยก็ยึดค่ายพระเจ้า
เชียงใหม่ได้จับได้พระยาเชียงแสน และรี้พลเป็นเชลยรวม 10,000 คนเศษ กับช้าง
120 เชือก ม้า 100 เศษ เรือรบและเรือเสบียงรวม 400 ลา เคร่ืองศัตราวุธ
ยุทธภัณฑ์และเสบียงอาหารเป็นอันมาก รวมท้ังติดตามข้าศึกไปจนถึงเมือง
นครสวรรค์ เมื่อทรงเห็นว่าพระเจา้ เชยี งใหมห่ นีไปสมทบกับกองทัพพระมหาอุปราชา
แล้วจะติดตามไปไม่ได้อีกจึงยกทัพกลับ คร้ังนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้จัด
กองทัพหลวงเสด็จโดยขบวนเรือจากกรุงศรีอยุธยา กาลังหนุนข้ึนไปถึงปากน้าบาง
พุทรา เมื่อได้ทราบผลการรบแล้ว จึงมีรับสั่งให้เลิกกองทัพกลับกรุงศรี
อยุธยา สมเด็จพระนเรศวรทรงได้ชัยชนะอันย่ิงใหญ่คร้ังน้ี พระองค์ได้รับการยก
ยอ่ งเทดิ ทูนจากมหาชนอยา่ งกวา้ งขวาง พระองค์ทรงมงุ่ ทจี่ ะขยายผลการไดช้ ัยชนะ
ออกไปอีก เพื่อกอบกู้ราชอาณาจักรไทยให้ย่ิงใหญ่ แต่สมเด็จพระราชบิดาทรงเห็น
เหน็ ว่า เม่ือได้อิสรภาพคืนมากเ็ พยี งพอแล้ว เพราะต้องการพ้ืนฟูบา้ นเมอื ง ใหก้ ลบั พน้ื
คืนดีบรบิ รู ณเ์ หมอื นแต่กอ่ น ดงั นนั้ หลงั ศึกพระเจ้าเชียงใหม่แล้ว ทางกรุงศรีอยุธยาก็
ได้เร่งรดั การทานาในหัวเมอื งช้ันในท่ขี ้ึนตรงต่อพระนคร
เม่ือถึงฤดูฝนก็ให้เร่งทานาทุกพื้นที่ และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เม่ือได้ข้าว
มาแล้วก็ให้ขนข้าวมาสะสมไว้ในกรุง เพ่ือไว้ใช้เป็นเสบียงอาหาร เมื่อมีศึกมาล้อม
ศึก ข้าวทเ่ี กี่ยวไดไ้ ม่ทนั ก็ให้เผาทาลายเสยี มิให้ข้าศกึ ใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนน้ั ยงั ได้
เร่งจัดหาสรรพวุธพาหนะและกาลังพล เพื่อเตรียมต่อสู้ข้าศึกท่ีประมาณการณ์ว่า จะ
ยกกาลังเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกในอนาคตอันใกล้ ส่วนบรรดาผู้คนท่ีอพยพหลบภัย
ข้าศึกกระจัดกระจายอยู่ตามป่าตามดงน้ัน พระองค์ก็ได้ทรงเลือกสรรบรรดาทหารท่ี
ชานาญป่า จัดต้ังเป็นนายกองอาสา ออกไปเกลี้ยกล่อมให้เกิดมีใจรักชาติ มีความ
มุ่งมั่นที่จะต่อสู้ข้าศึกศัตรูของชาติ แล้วจัดตั้งเป็นหน่วยกองโจรอยู่ตามป่า คอยทา
สงครามแบบกองโจร ทาลายการสง่ เสบียงอาหารของข้าศึก
พระเจา้ หงสาวดลี อ้ มกรงุ
พระแสงดาบคาบคา่ ย
ภาพปน้ั ทรงปนี คา่ ย ทพ่ี ระบรมราชานสุ าวรยี ์สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
เดือนสิบสอง ปีจอ พ.ศ. 2129 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงสงครามยกกองทัพ
มาตีกรงุ ศรอี ยุธยาโดยจดั ทพั เข้ามาถงึ สามทัพ จดั เป็นทพั สามกษัตริย์ คือ ทพั พระเจา้
หงสาวดี ทัพพระมหาอุปราชา และทัพพระเจา้ ตองอู โดยมีทพั พระเจา้ หงสาวดนี นั ท
บุเรงเป็นจอมทัพ มีกาลังพลทั้งส้ิน 250,000 คน กองทัพท้ังสามมาชุมนุมกันที่เมือง
กาแพงเพชร ส่วนพระเจา้ เชยี งใหมน่ ั้น เน่อื งจากรบแพ้ไทยไปครงั้ กอ่ น จงึ ใหท้ าหนา้ ที่
ขนเสบยี งอาหาร เมื่อท้ังสามทัพพร้อมกันแล้ว ก็เดินทัพลงมาถึงนครสวรรค์ โดยให้
ทัพพระมหาอุปราชาเปน็ ปีกขวา พระเจา้ ตองอูเป็นปกี ซ้าย เม่ือยกลงมาถึงเมอื ง
นครสวรรค์ แล้วใหก้ องทพั พระมหาอปุ ราชา ยกมาทางเมืองลพบรุ ี เมืองสระบรุ ี แลว้
ยกมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงศรีอยุธยาทัพพระเจ้าตองอู ให้ยกลงมาทางฝ่ังตะวันออก
ของแม่น้าเจ้าพระยา ทัพหลวงยกลงมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้าเจ้าพระยา ทั้งสอง
ทัพยกลงมาถึงกรุงศรีอยุธยาเม่ือวันขึ้น 2 ค่า เดือนยี่ จัดค่ายรายกันอยู่ทางด้านทิศ
เหนือ และทิศตะวนั ออกของพระนคร เนื่องจากเป็นทางท่ีจะเข้าตีพระนครได้สะดวก
กวา่ ด้านอ่ืน โดยท่ีกองทัพหลวงอยู่ทางด้านเหนือ ตั้งค่ายหลวงที่ขนอนปากคูกองมัง
มอด ราชบุตรกับพระยารามต้ังที่ตาบลมะขามหย่อง กองพระยานครต้ังท่ีตาบลพุทธ
เลา กองนันทสูต้ังที่ขนอนบางลาง กองทัพพระเจ้าตองอูตั้งท่ีทุ่งชายเคืองทางทิศ
ตะวันออก เม่ือกองทัพพระมหาอุปราชามาถึง ก็ให้ตั้งที่ทุ่งชายเคืองตะวันออก ต่อ
จากกองทัพพระเจา้ ตองอลู งมาทางบางตะนาว
ทางฝา่ ยกรงุ ศรอี ยุธยา ได้มีเวลาเตรียมการรกั ษาพระนครอยู่หลายเดือน เพราะ
ทราบสถานการณม์ ากอ่ นแลว้ การเตรียมการดังกล่าวได้แก่ การเตรยี มเสบยี ง กาลงั
พล การรักษาเส้นทางคมนาคมทางน้า ท่ีติดต่อไปมาทางทะเลโดยเรือใหญ่ได้
สะดวก คอื เสน้ ทางเรอื ในแม่นา้ เจา้ พระยาไปออกอ่าวไทย ส่วนขา้ งเหนือตั้งแตเ่ มอื ง
วิเศษชัยชาญขึ้นไป เห็นว่าไม่คุ้มค่าท่ีจะรักษาไว้ ในชานพระนครได้เตรียมปืนใหญ่
และกาลงั ทางบกและทางเรอื ไว้คอยต่อสปู้ ้องกนั มใิ ห้ข้าศกึ เข้ามาตัง้ ปืนใหญ่ยิงเข้ามา
ในพระนครได้ ขณะเม่ือกองทัพข้าศึกยกลงมาถึงพระนครเม่ือต้นเดือนยี่ ข้าวในทุ่ง
หันตราซ่ึงอยู่นอกพระนครด้านทิศตะวันออก ยังเก็บเก่ียวไม่เสร็จ เม่ือทราบว่าข้าศึก
ยกลงมาใกล้ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าเจ้าพระยากาแพงเพชร ซึ่งได้ว่าที่สมุหพระ
กลาโหมคุมกองทัพออกไป คอยป้องกันการเก่ียวข้าวที่ทุ่งหันตรา พอกองทัพของพระ
มหาอุปราชายกลงมาถึง ก็ให้กองทัพม้าเข้าตีกองทัพพระยากาแพงเพชร ฝ่ายไทยสู้
ไม่ได้แตกหนีเข้ามาในพระนคร สมเด็จพระนเรศวรกร้ิวเจ้าพระยากาแพงเพชรย่ิงนัก
ด้วยรบกันมาในช้ันน้ไี ทยยงั ไมเ่ คยเสียทีแกข่ า้ ศึกเลย
สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จลงเรือพระท่ีน่ังลาเดียวกัน
ยกออกไปรบพงุ่ กับขา้ ศึกทีท่ งุ่ ชายเคอื งเปน็ สามารถจนถงึ เวลาพลบคา่ ขา้ ศกึ จงึ ถอยไป
จากค่ายของไทยที่ตีได้ จึงเสด็จกลับและมีดารัสส่ังให้ประหารชีวิตเจ้าพระยา
กาแพงเพชรเสีย แต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงขอชีวิตไว้ รับส่ังว่าเจ้าพระยา
กาแพงเพชรเป็นพลเรือน เอาไปใช้รบเป็นทหารจึงแพ้กลบั มา เจา้ พระยากาแพงเพชร
จึ ง ร อ ด ต า ย แ ต่ ถู ก ถ อ ด จ า ก ต า แ ห น่ ง มิ ใ ห้ ว่ า ก า ร ก ล า โ ห ม ต่ อ ไ ป
กองทัพข้าศกึ ตั้งลอ้ มพระนครอย่หู า่ ง ๆ ให้กองทัพเข้าตปี ลน้ พระนครหลายครงั้
กไ็ ม่เปน็ ผล ฝ่ายไทยต่อสูป้ อ้ งกันอย่างเข้มแข็ง จนพม่าต้องถอยกลับไปทุกคร้ัง ฝ่าย
ไทยก็ส่งทหารจากพระนคร เข้าปล้นค่ายพม่าท้ังกลางวันกลางคืน มิให้อยู่เป็นปกติ
ได้ บรรดาพวกกองโจรที่จัดตั้งไว้หลายหมวด หลายกอง ก็พากันเข้าโจมตีตัดการ
ลาเลยี งเสบยี งอาหารของข้าศึก เกดิ ความขาดแคลนและความเจ็บไข้
สมเดจ็ พระนเรศวรทรงคาบพระแสงดาบขน้ึ ปลน้ คา่ ยพระเจา้ หงสาวดี
สมเด็จพระนเรศวรทรงนาทหารเสด็จออกปลน้ คา่ ยขา้ ศกึ ด้วยพระองคเ์ อง
หลายคร้ัง ตีค่ายข้าศึกแตกไปสองแห่ง คือค่ายพระยานครท่ีปากน้าพุทธ
เลา และค่ายทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี พระองค์ตีค่ายน้ีแตกแล้ว ยังได้รุก
ไล่ตอ่ ไปจนถึงค่ายหลวงของพระเจา้ หงสาวดี พระองค์เสด็จลงจากม้าพระท่ีน่ัง
ถือพระแสงดาบเข้ารบกับข้าศึก เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารของพระองค์ ทรง
คาบพระแสงดาบ นาทหารขึ้นปีนพะเนียดค่ายพระเจ้าหงสาวดี แต่ข้าศึกได้
ตอ่ สปู้ ้องกันอยา่ งแข็งแรง พระองคถ์ ูกข้าศึกแทงตกลงมา เมอ่ื เห็นวา่ จะตหี กั
เอาคา่ ยข้าศึกยังไม่ได้ จึงเสด็จกลับคนื เข้าพระนคร พระแสงดาบน้ันจึงได้นาม
ว่า พระแสงดาบคาบค่าย ยังเป็นชื่อพระแสงดาบองค์หน่ึงในจานวนพระแสง
ราชศาสตรามาจนถงึ ทุกวันน้ี
น
พระนเรศวรทาศกึ กับลกั ไวทามู
การปฏบิ ตั ิการของสมเดจ็ พระนเรศวรคร้ังนี้ เมื่อพระเจา้ หงสาวดีทรงทราบเรอ่ื ง
ถึงกับออกพระโอษฐแก่เสนาบดีว่า "พระนเรศวรออกมาทาการเป็นอย่างพลทหาร
ดงั น้ี เหมือนกับเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือ..... พระนเรศวรนี้ทาศึกอาจหาญนัก ถ้า
ออกมาอีกถึงจะเสยี ทหารสักเทา่ ใดก็ตาม จะแลกเอาตัวพระนเรศวรให้จงได้" จากน้ัน
พระเจ้าหงสาวดีจึงให้ลักไวทามู ซึ่งเป็นนายทหารมีฝีมือ คัดเลือกทหาร 10,000
คน ไปรกั ษาค่ายกองหนา้ และทรงกาชบั ไปวา่ ถา้ พระนเรศวรออกมาอกี ใหค้ ิดอ่านจบั
เป็นใหจ้ งได้ ครั้นถึงวัน แรม 10 คา่ เดือน 4 สมเดจ็ พระนเรศวรทรงนาทัพไปซุ่มอยู่ท่ี
ทุ่งลุมพลี หมายจะเข้าปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดีอีก ลักไวทามูรู้ดังน้ัน จึงให้ทหาร
ทศคุมกาลังหน่วยหน่ึงรุกมารบ สมเด็จพระนเรศวรทรงนากาลังเข้ารบด้วยลาพัง
กระบวนม้า พวกพมา่ รบพลางถอยพลาง ไปจนถึงจุดทล่ี ักไวทามูคมุ กาลังซุ่มไว้ ข้าศกึ
ก็กรูกันออกมาลอ้ มไว้ ลักไวทามูขับม้าเข้ามาต่อสู้กับพระองค์ พระองค์ทรงแทงด้วย
พระแสงทวนถูกลักไวทามูตาย การต่อสู้ดาเนินไปกว่าช่ัวโมง กองทัพไทยจึงตามไป
ทนั ตีฝา่ วงลอ้ มข้าศกึ แกไ้ ขสถานการณ์
แผนทอี่ ยธุ ยาในอดตี
คร้ันถึงวันแรม 4 ค่า เดือน 4 สมเด็จพระนเรศวรทรงนากาลังทางเรือ ยกไปตี
ทัพพระมหาอุปราชา ซึ่งอยู่ที่ขนอนบางตะนาวแตกพ่าย ต้องถอยทัพออกไปต้ังอยู่ที่
บางกระดาน กองทัพพม่าล้อมกรุงอยู่ได้ 5 เดือน ต้ังแต่เดือนย่ี ปีจอ จนถึงเดือน
หก ปีกุน ก็ไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้ ไพร่พลก็เจ็บป่วยล้มตายร่อยหลอลงทุก
ที เหน็ ว่าเขา้ ฤดูฝนไพร่พลจะลาบากย่ิงขน้ึ เสบียงอาหารก็ขาดแคลน จึงยกทัพถอย
กลับไปในวันแรม 10 ค่า เดือน 6 โดยให้กองทัพพระมหาอุปราชาถอยกลับไป
กอ่ น ใหก้ องทัพพระเจา้ ตองอูเปน็ กองหลัง สมเดจ็ พระนเรศวรทรงนากาลังทางเรือ ลง
ไปที่บางกระดาน หมายจะตีกองทัพพระมหาอุปราชาอีก เห็นพระมหาอุปราชากาลัง
ถอยทัพกลับ และทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีจะถอยทัพ จึงเสด็จกลับเข้าพระ
นคร แล้วรีบทรงกองทัพยกไปต้ังที่วัดเดช อยู่ริมน้าตรงภูเขาทอง เม่ือวัน ข้ึน 1 ค่า
เดอื น 7 ทรงให้เอาปืนขนาดใหญ่ลงเรอื สาเภาหลายลา แล้วนาข้ึนไปยิงคา่ ยหลวงพระ
เจ้าหงสาวดี ถูกผู้คนช้างม้าลมตายเป็นอันมาก พระเจ้าหงสาวดีต้องถอยทัพหลวงไป
ต้ังอยู่ท่ีป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรทรงให้กาลังทางบกยกตามตีข้าศึกจนถึงทะเล
มหาราชทางหนึ่ง ส่วนพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จโดยทางเรือ ตามตี
กองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีข้ึนไปจนถึงป่าโมกอีกทางหน่ึง แต่ข้าศึกมีกาลัง
มากกวา่ มาก ไมท่ าให้แตกฉานไปได้ พระองคจ์ งึ เสด็จคนื สูพ่ ระนคร พระเจ้าหงสาวดี
กใ็ หเ้ ลิกทพั กลบั ไป
การจดั การดา้ นเขมร
เมอื งเขมรโบราณ
ขณะทกี่ องทพั พระเจา้ หงสาวดี ยกลงมาลอ้ มกรุงศรอี ยธุ ยา เมือ่ ปี พ.ศ. 2130
นน้ั นักพระสตั ถาเจ้ากรงุ กัมพชู า ซึง่ เคยมาขออ่อนนอ้ มต่อกรุงศรีอยุธยา เมือ่ ปี พ.ศ.
2127 คาดการณ์วา่ การศกึ ครงั้ น้ฝี า่ ยไทยคงจะเสียทีแก่พม่า จึงได้ให้กองทัพเขมรยก
มาตีเมืองปราจีนบุรี ซ่ึงเป็นเมืองชายแดนไทยด้านเขมร ในห้วงเวลาน้ันชาวเมือง
ปราจีนบุรี ถูกเกณฑ์มารักษาพระนครศรีอยุธยา ไม่มีกาลังพอท่ีจะต่อสู้ป้องกันเมือง
จากกองทัพเขมรได้ กองทัพเขมรจึงตีเมืองปราจีนบุรีได้โดยง่าย คร้ังเมื่อเสร็จพม่า
แล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงให้พระยาศรีไสยณรงค์ คุมกองทัพไปขับไล่เขมร
ออกไป กองทัพท้ังสองฝ่ายได้ปะทะกันท่ีเมืองนครนายก กองทัพไทยตีกองทัพเขมร
แตกพ่ายไป คร้ันถงึ ฤดแู ล้ง ปี พ.ศ. 2130 สมเดจ็ พระนเรศวรเสด็จยกกองทัพออกไป
ตีกรุงกัมพูชา ตีได้เมืองพระตะบองและโพธิสัตว์ เม่ือกองทัพส่วนใหญ่เข้าไปสู่แดน
เขมร การดาเนินการส่งกาลังบารุงยากข้ึน เกิดขัดสนเสบียงอาหาร ประกอบกับ
พระองค์ทรงห่วงวา่ ทางพม่าจะยกมารุกรานไทยอีก จึงยกทพั กลบั พระนคร
เสด็จขนึ้ ครองราชย์
นับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพเป็นต้นมา หงสาวดีได้เพียรส่ง
กองทัพเข้ามาหลาย คร้ัง แต่ก็ถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาตีแตกพ่ายไปทุกคร้ัง เมื่อ
สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จสวรรคตเม่ือปี พ.ศ.2133พระองค์ได้เสด็จขึ้น
ครองราชยเ์ มอ่ื วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 เมอ่ื พระชนมายไุ ด้ 35 พรรษา
ทรงพระนามวา่ สมเดจ็ พระนเรศวร หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2 และโปรดเกล้าฯ
ให้พระเอกาทศรถ พระอนุชา ขนึ้ เปน็ พระมหาอุปราช แตม่ ศี กั ดเ์ิ สมอพระมหากษัตริย์
อีกพระองค์
พระมหาอุปราชายกทพั มาครงั้ แรก
สมเดจ็ พระนเรศวรเสวยราชยไ์ ด้ 8 เดือนก็เกดิ ข้าศึกพม่าอีก เหตุท่ีจะเกิดศึก
ครั้งน้ีคือเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังต้ังแข็งเมืองขึ้นอีก พระเจ้าหงสาวดีตรัสปรึกษา
เสนาบดี เห็นกันว่าเปน็ เพราะเหตทุ เี่ จา้ เมอื งคงั ไดท้ ราบวา่ ปราบกรงุ ศรอี ยธุ ยาไมส่ าเรจ็
จึงตั้งแข็งเมืองเอาอย่างบ้างตราบใดที่ยังไม่ปราบกรุงศรีอยุธยาลงได้ ถึงแม้จะปราบ
เมืองคังได้ เมืองอ่ืนก็คงแข้งข้อเอาอย่าง แต่ในเวลาน้ันพระเจ้าหงสาวดีทรงอยู่ในวัย
ชราทพุ พลภาพ ไมท่ รงสามารถจะไปทาสงครามเอาได้ดังแต่กอ่ น จงึ จดั กองทพั ขน้ึ สอง
ทัพ ให้ราชบุตรองค์หน่ึงซึ่งได้เป็นพระเจ้าแปรขึ้นใหม่ ยกไปตีเมืองคังทัพหน่ึงให้
พระยาพสิม พระยาพุกามเปน็ กองหน้า พระมหาอปุ ราชาเปน็ กองหลวงยกลงมาตีกรุง
ศรอี ยุธยาอกี ทพั หน่ึง
กรงุ หงสาวดี
พระมหาอุปราชายกออกจากกรุงหงสาวดีเมื่อเดือน 12 พ.ศ. 2133 มาเข้าทาง
ด่านพระเจดีย์สามองค์ เพื่อตรงมาตีพระนครศรีอยุธยาทีเดียว ฝ่ายทางกรุงศรี
อยุธยาครั้งน้ี รู้ตัวช้าจึงเกิดความลาบาก ไม่มีเวลาจะต้อนผู้คนเข้าพระนครดังคราว
ก่อน สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่าจะคอยต่อสู้อยู่ในกรุงอาจไม่เป็นผลดีเหมือนหน
หลัง จงึ รีบเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปกบั สมเดจ็ พระเอกาทศรถ ในเดอื นย่ี เมอื เสด็จ
ไปถึงเมอื งสุพรรณบรุ ีได้ทรงทราบวา่ ข้าศึกยกล่วงเมืองกาญจนบุรีเข้ามาแล้ว จึงให้ตั้ง
ทพั หลวงรบั ขา้ ศึกอยู่ทลี่ านา้ ท่าคอย พอกองทัพพม่ายกมาถึงก็รบกันอย่างตะลุมบอน
พระยาพุกามแมท่ ัพพมา่ คนหน่งึ ตายในทร่ี บ กองทัพพม่าถูกไทยฆ่าฟันล้มตายเป็นอัน
มาก ท่ีเหลือก็พากันพ่ายหนี ไทยไล่ติดตามไปจับพระยาพสิมได้ที่บ้านจระเข้สามพัน
อกี คนหนึ่ง พระมหาอุปราชาเองก็หนีไปไดอ้ ย่างหวุดหวดิ เม่ือกลับไปถึงหงสาวดีพวก
แม่ทัพนายกองกถ็ กู ลงอาญาไปตาม ๆ กนั พระมหาอุปราชาก็ถูกภาคทัณฑใ์ หแ้ ก้ตวั ใน
ภายหน้า
พระนเรศวรทรงพระสบุ นิ
ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรง โปรดให้พระมหาอุปราชา นา
กองทัพทหารสองแสนสี่หม่ืนคนมาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งน้ี สมเด็จ
พระนเรศวร ทรงทราบว่า พมา่ จะยกทพั ใหญ่มาตี จงึ ทรงเตรียมไพร่พลเดินทัพเตรียม
รับศึก มีกาลังพลหนึ่งแสนคน ขณะเม่ือสมเด็จพระนเรศวร ประทับอยู่ที่ค่าย
หลวง ตาบลมะขามหวาน กอ่ นวนั ทีจ่ ะเสดจ็ ยกกองทพั ไปเมืองสุพรรณบุรี ใน
ตอนกลางคืน พระองค์ทรงพระสุบินว่า มีน้าท่วมป่า หลากมาแต่ทางทิศ
ตะวันตก พระองค์เสด็จลุยน้าไปพบจรเข้ใหญ่ตัวหน่ึง ได้เข้าต่อสู้กัน ทรงประหาร
จระเข้นั้นส้นิ ชวี ิตด้วยฝพี ระหัตถ์ สายน้านั้นก็เหือดแห้งไป ทรงมีรับสั่งให้โหรทานาย
พระสุบินนั้น พระยาโหราธิบดีกราบทูลพยากรณ์ว่า เสด็จไปคราวนี้จะได้รบพุ่งกับ
ข้าศกึ เปน็ มหายุทธสงคราม ถงึ ได้ทายทุ ธหตั ถแี ละจะมีชยั ชนะขา้ ศกึ
มีเรื่องของศุภนิมิตคร้ังท่ีสองที่ได้กล่าวไว้ในท่ีบางแห่งว่า เมื่อใกล้ฤกษ์ยก
ทัพ สมเดจ็ พระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระท่ีนั่ง
ตามพชิ ยั ฤกษน์ ้นั พระองคไ์ ด้ทอดพระเนตรเหน็ พระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้ม
เกลยี้ ง ส่องแสงเรืองอรา่ ม ลอยมาในท้องฟา้ ทางทศิ ใต้ แล้วลอยวนรอบกองทัพไทย
เป็นทักษิณาวัตรสามรอบ จากน้ันจึงลอยข้ึนไปทางทิศเหนือ สมเด็จพระ
นเรศวร และพระอนุชาทรงปิติยินดีตื้นตันพระราชหฤทัยย่ิงนัก ทรงนมัสการและ
อธิษฐานให้ พระบรมสารรี ิกธาตนุ ้ัน ปกป้องคุม้ ครองกองทพั ไทย ให้พน้ อันตรายจาก
ผองภัยทั้งมวล และทรงเดินทพั ไปยังเมอื งกาญจนบรุ ี
สงครามยุทธหตั ถี
“สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชกระทายทุ ธหตั ถกี ับสมเดจ็ พระมหาอุปราชา” จติ รกรรม
ฝาผนงั จดั แสดงภายในอาคารภาพปรทิ ศั น์ อนสุ รณส์ ถานแหง่ ชาติ จงั หวดั ปทมุ ธานี
เชา้ ของวันจนั ทร์ แรม 2 คา่ เดอื นย่ี ปีมะโรง จ.ศ.954 ตรงกบั วันที่ 18 มกราคม
พ.ศ. 2135 (บางตาราว่า ปี พ.ศ.2136) ณ ดอนเจดีย์ ตาบลพนมทวน กาญจนบุรี
สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวร
ทรงชา้ ง นามวา่ เจ้าพระยาไชยานุภาพ สว่ นพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างนามวา่
เจ้าพระยาปราบไตรจกั ร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่
ได้รบั การฝกึ ให้รู้จักการตอ่ สมู้ าแล้วหรอื เคยผา่ นสงครามชนช้าง ซึง่ เปน็ ช้างที่กาลังตก
มัน ในระหว่างการรบจึงว่ิงไล่ตามพม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษา
พระองค์และจาตรุ งค์บาทเทา่ นั้นที่ตดิ ตามไปทนั
สมเดจ็ พระนเรศวรทรงทายทุ ธหตั ถี
สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเหน็ พระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่ม
ไม้กบั เหล่าเท้าพระยา จงึ ทราบไดว้ ่าชา้ งทรงของสองพระองคห์ ลงถลาเข้ามาถงึ กลาง
กองทัพ และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระ
นเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึงไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วย
คุน้ เคยมากอ่ นแต่วัยเยาว์วา่ "พระเจา้ พเ่ี ราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทายุทธ
หตั ถดี ว้ ยกนั ใหเ้ ป็นเกียรติยศไว้ในแผน่ ดนิ เถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้
ยุทธหัตถีแล้ว"พระมหาอุปราชาได้ยินดังน้ัน จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชน
เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระ
แสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบ่ียงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด
จากนน้ั เจ้าพระยาไชยานภุ าพชนพลายพทั ธกอเสยี หลกั สมเดจ็ พระนเรศวรทรงฟนั ดว้ ย
พระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเขา้ ที่อังสะขวา ส้นิ พระชนม์อยูบ่ นคอชา้ ง
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้าเมืองจาปะโรเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่า
เห็นว่าแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพ
หลวงไทยตามมาช่วยทัน จึงรับท้ังสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุง
หงสาวดีไป นับแต่น้ันมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ากรายกรุงศรีอยุธยาอีกเป็น
ระยะเวลาอีกยาวนาน
แต่ในมหายาชะเวงหรอื พงศาวดารของพมา่ ระบวุ ่า การยทุ ธหัตถคี รัง้ นี้ ชา้ งทรง
ของสมเด็จพระนเรศวรบุกเข้าไปในวงล้อมของฝ่ายพม่า ฝ่ายพม่าก็มีการยืนช้างเรียง
เปน็ หน้ากระดาน มที ้งั ชา้ งของพระมหาอุปราชา ชา้ งของเจา้ เมืองชามะโรง ทหารฝ่าย
สมเด็จพระนเรศวรก็ระดมยิงปืนใส่ฝ่ายพม่า เจ้าเมืองชามะโรงส่ังเปิดผ้าหน้าราหูช้าง
ของตน เพื่อไสช้างเข้ากระทายุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรเพ่ือป้องกันพระมหาอุป
ราชา แตป่ รากฏว่าชา้ งของเจา้ ของชามะโรงเกิดว่ิงเข้าใสช่ ้างของพระมหาอุปราชาเกิด
ชุลมนุ วุ่นวาย กระสุนปืนลูกหน่ึงของทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ยิงถูกพระมหาอุป
ราชาสิ้นพระชนม์
เจดยี ย์ ุทธหตั ถี อยูท่ ี่ใดกันแน่ ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี หรือ ตระพงั ตรุ กาญจนบุรี
ซากเจดยี ย์ ทุ ธหตั ถเี ดมิ ตาบล ดอนเจดยี ์ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
(ภาพจากหนงั สอื โบราณวตั ถสุ ถานทวั่ พระราชอาณาจกั ร
จดั พมิ พโ์ ดยกรมศลิ ปากร, พ.ศ. 2500)
เจดยี ย์ ทุ ธหตั ถี สรา้ งใหมค่ รอบองคเ์ ดิม ตาบล ดอนเจดยี ์ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
นักประวัติศาสตร์มีการถกเถียงกันว่า เจดีย์ยุทธหัตถีจะอยู่ที่สุพรรณบุรี หรือ
กาญจนบรุ ี ซง่ึ เราทราบกนั ดวี ่าทีส่ พุ รรณบุรีนน้ั มเี จดยี ์ยทุ ธหตั ถีมานานแลว้ แตต่ อนนที้ ี่
กาญจนบุรีก็มีเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงชนช้างกับพระมหา
อปุ ราชาทไี่ หนกนั แน่?
พงศาวดารหลายฉบับบันทึกไว้ตรงกันว่า เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่า เดือนยี่ ปี
มะโรง พทุ ธศักราช 2135 สมเดจ็ พระนเรศวรไดท้ รงทายทุ ธหัตถี ใช้พระแสงของ้าวฟนั
พระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีขาดคาคอช้างแล้ว“ตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถานสวม
พระศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตาบลตะพังตรุ”แม้พงศาวดารพม่าจะแย้งว่า เมื่อพระ
มหาอุปราชาสิ้นพระชนม์แล้ว ทัพพม่าก็เข้ากันพระศพแล้วนากลับไปกรุงหงสาวดี
ไม่ไดถ้ ูกครอบไวใ้ นพระเจดียอ์ ย่างพงศาวดารไทยว่า แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่า หลังจากทรง
ทายุทธหัตถีมีชัยต่อพระมหาอุปราชาแล้ว สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้สร้างพระเจดีย์
ขึน้ ท่บี ริเวณชนช้างองค์หน่งึ แล้วกลับไปสรา้ งเจดียใ์ หญอ่ ีกองคท์ ี่วดั เจ้าพระยาไทย
หรอื วัดปา่ แกว้ ขนานนามวา่ “พระเจดียช์ ยั มงคล” ซ่งึ ก็คือพระเจดยี ์องค์ใหญท่ ่วี ดั ชัย
มงคลในปจั จบุ นั น่ันเอง แต่เจดีย์ทีส่ ร้างข้ึนตรงที่ทรงทายุทธหัตถีน้ัน ถูกทอดทิ้งอยู่ใน
ป่ามาเปน็ นานจนหาไม่พบ
ในปลายสมัยรัชกาลท่ี 5 ได้มีการรื้อฟื้นท่ีจะหาเจดีย์ยุทธหัตถีข้ึนมาอีก โดย
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ ได้รับสงั่ ให้พระยากาญจนบุรี
(นุช) ไปค้นหาเจดีย์เก่าแถวบ้านตะพังตรุ แต่ก็ไม่พบเจดีย์ท่ีมีลักษณะน่าจะเป็นเจดีย์
ยทุ ธหตั ถี
พระยาปรยิ ตั ธิ รรมธาดา (แพ ตาละลกั ษณ์)
ตอ่ มาในสมัยรชั กาลที่ 6 พระยาปริยัตธิ รรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) เม่ือครั้งยัง
เป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้นาสมุดเก่าเล่มหน่ึงมาถวายกรมพระยาดารงฯ อ้างว่า
ไปพบขณะยายแก่คนหน่ึงกาลังนากระดาษเก่าๆ ใส่กระชุจะเอาไปเผา เม่ือขอค้นดูก็
พบสมุดเล่มน้ซี ึ่งบันทึกเหตุการณส์ าคัญในประวัติศาสตรไ์ ว้ ต่อมากรมพระยาดารงฯ ให้
เรียกสมุดเล่มนี้วา่ “พงศาวดารฉบบั หลวงประเสรฐิ ฯ” ซงึ่ นอกจากพงศาวดารเล่มน้ีจะ
จารึกวันเดือนปีของเหตุการณ์ต่างๆได้แม่นยาน่าเช่ือถือกว่าพงศาวดารฉบับอื่นๆแล้ว
ยังระบุว่าพระมหาอุปราชามาตั้งทัพท่ีตาบลตะพังตรุ แล้วมาทายุทธหัตถีท่ีหนอง
สาหร่าย ขณะที่พงศาวดารฉบับอื่นๆระบุไว้ตรงกันว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงทายุทธ
หัตถที ต่ี ะพงั ตรุ ซึ่งทาใหน้ กั ประวตั ิศาสตรบ์ างคนเชอื่ วา่ พงศาวดารฉบบั นที้ าข้ึนมาใหม่
เพื่อหวังผลอะไรบางอยา่ ง
กรมพระยาดารงราชานภุ าพ
เมื่อมีการระบวุ ่าทรงทายุทธหัตถที ี่หนองสาหร่าย กรมพระยาดารงฯ จึงรบั สั่งให้
พระยาสพุ รรณบรุ ี (อี้ กรรณสูต) ไปสบื ดูว่าสุพรรณบรุ มี ตี าบลชื่อหนองสาหร่ายหรือไม่
ถ้ามีก็ให้ออกค้นหาเจดีย์ที่มีลักษณะน่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี ไม่ถึงเดือนพระยา
สุพรรณบุรีรายงานเข้ามาว่า พบเจดีย์โบราณอยู่ในป่าท่ีเรียกกันว่า “ดอนเจดีย์” ทาง
ตะวันตกของตัวเมือง ซ่อนอยู่ในป่ารกทึบ ชาวบ้านได้ถางทางเข้าไปให้ พร้อมทั้ง
ถ่ายรูปมาถวาย ซึ่งกรมพระยาดารงฯนิพนธไ์ วใ้ นหนังสือ “โบราณคดี” ว่า“พอฉันเห็น
รายงานกับรูปฉายท่ีพระยาสุพรรณบุรีส่งมาให้ก็ส้ินสงสัย รู้ว่าพบพระเจดีย์ยุทธหัตถี
เป็นแน่แล้ว มีความยินดีแทบเนื้อเต้น รีบนาความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ”
รัชกาลท่ี 6 ทรงยกขบวนเสือป่ากองพลหลวงรักษาพระองค์พร้อมทหาร
มหาดเล็ก รอนแรมจากพระราชวงั สนามจันทร์ นครปฐม เมื่อวันท่ี 20 มกราคม 2456
ถึงพระเจดยี ์ในวนั ที่ 27 มกราคม ทรงพธิ บี วงสรวงดวงพระวญิ ญาณสมเดจ็ พระนเรศวร
ในวันรุ่งขึ้น ทรงดาริจะเสริมองค์พระเจดีย์ข้ึนใหม่ แต่เศรษฐกิจยามนั้นตกต่ามาก
ตอ่ มาสงครามโลกคร้ังท่ี 1 กเ็ รมิ่ ข้ึนในยโุ รป ทาให้โครงการก่อสรา้ งต้องระงบั ไว้
เจดีย์ยุทธหัตถีถูกร้ือฟื้นกันใหม่ในปลายยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยเร่ียไร
จากประชาชนและนาเงนิ กองทัพมาสนับสนนุ สร้างเจดียใ์ หญค่ รอบเจดยี เ์ ดมิ แลว้ เสรจ็
ในสมัยจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลท่ี 9 ทรงเสด็จ
พระราชดาเนนิ เปดิ พระบรมราชานุสรณด์ อนเจดีย์ได้ในวันที่ 25 มกราคม 2502 เจดีย์
ยุทธหัตถจี งึ ปรากฏอยู่ที่ตาบลดอนเจดีย์ อาเภอดอนเจดยี ์ จงั หวัดสุพรรณบรุ ี ซ่งึ แตเ่ ดมิ
เปน็ ตาบลบางงาม อาเภอศรปี ระจันต์
ซากเจดยี ส์ มยั กรงุ ศรอี ยุธยา บา้ นดอนเจดยี ์
อาเภอพนมทวน จงั หวดั กาญจนบรุ ี
แม้ทางราชการและกรมศิลปากรจะสรุปยืนยันแล้วว่า เจดีย์ยุทธหัตถีท่ีจังหวัด
สุพรรณบุรีเปน็ ของแทแ้ น่นอน แตน่ ักประวตั ศิ าสตรห์ ลายคนกม็ คี วามเห็นวา่ “สรปุ งา่ ย
เกนิ ไป” ยังมเี จดียโ์ บราณที่ทรดุ โทรมสกึ กรอ่ น เอียงคดงอ อกี องค์หนึ่ง อยู่ทีต่ าบลดอน
เจดีย์ อาเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ชาวบ้านในย่านน้ันมีความเช่ือกันว่า เจดีย์
แห่งน้ีเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีท่ีสมเด็จพระนเรศวรทรงสร้างไว้บริเวณชนช้าง เพราะมี
สภาพแวดลอ้ มหลกั ฐานหลายอยา่ งทน่ี า่ เชอื่ ถือ
ในปี 2515 หนงั สือพมิ พ์ลงข่าววา่ พบพระเจดีย์ยุทธหัตถีองค์จริงอยู่ที่พนมทวน
กาญจนบุรี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาและเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ได้เสด็จไป
ทอดพระเนตรพระเจดีย์และพระปรางค์ที่อยู่ห่างไปราว 200-300 เมตรเม่ือวันท่ี 20
สิงหาคม 2515
ต่อมาวันท่ี 6 ธันวาคม 2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนาง
เจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาและเจ้าฟ้าหญิงจุฬา
ภรณ์ ได้เสด็จมาแวะขณะกลับจากพระราชกรณียกิจที่อาเภอบ่อพลอย จังหวัด
กาญจนบุรี “หลงั จากนั้น ตอนท่ีในหลวงทา่ นมาประทับท่ีเขือ่ นวชริ าลงกรณ์ (เขื่อนแม่
กลองในปัจจุบัน) ท่านก็ขับรถมาด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครติดตามมาเลย”มนูญ เสริม
สขุ ชายวยั ราว 40 คนพื้นที่ ซึง่ ตอนน้นั มาเปดิ ซุ้มโคคาโคล่าขายเคร่อื งดืม่ และไอศกรีม
อยู่ข้างวงเวียนเจดีย์ ให้ข้อมูลกับผู้เขียนเมื่อปี 2542 และรายงานข่าวพิเศษที่ นสพ.
ไม่ได้รายงานว่า“ท่านมาจอดรถถามคนที่ทุ่งสมอว่า เจดีย์ยุทธหัตถีไปทางไหน เขาก็ช้ี
ทางให้ พอท่านไปแล้วไอ้คนท่ีถูกถามก็มองตามไปอย่างงงๆ ว่าหน้าเหมือนในแบงก์
ท่านมาถึงก็เดินดูพระเจดีย์และคุยกับเด็กท่ีเล้ียงควายอยู่แถวนั้น คุยกันซักพักพอไอ้
หมอนนั่ จาได้ว่าเป็นในหลวง ก็ทรุดลงนั่งพูดอะไรไม่ออกเลย ตอนนี้เด็กเล้ียงควายน่ัน
เป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่”ท่านผู้เฒ่า 2 คนซ่ึงอยู่บนศาลสมเด็จพระนเรศวร ข้างวงเวียน
ไดเ้ ลา่ ใหฟ้ งั วา่ เมือ่ ไม่ก่ีปมี านเ้ี อง แถวนยี้ ังเต็มไปดว้ ยกองกระดกู ทัง้ คน ช้าง ม้า เกลือ่ น
อยู่บนดนิ เหมือนไมม่ กี ารฝงั ตายกป็ ลอ่ ยให้เนา่ เปือ่ ยอยู่อยา่ งนน้ั และท่ีพระปรางค์ซึ่ง
อยหู่ า่ งออกไปทางหลงั ศาล ก็มีกระดูกกองใหญ่เหมือนรวบรวมเอามาไว้ท่นี ัน่ ไดจ้ านวน
หน่ึง ในดินนอกจากขุดพบกระดูกช้าง ม้า และกระดูกคนมากมายแล้ว ยังพบเคร่ือง
ศตั ราวุธและเคร่ืองชา้ งศึกม้าศึก เช่น หอก ดาบ ยอดฉัตร โกลนม้า ขอสับช้าง โซ่ล่าม
ช้าง แป้นครุฑจับนาค แป้นครุฑขี่สิงห์จับนาค ซ่ึงแสดงว่าสถานท่ีน้ีต้องเป็นที่ทา
สงครามคร้ังใหญ่นอกจากน้ียังมีเหตุผลอีกหลายอย่างท่ีอ้างว่า เจดีย์ยุทธหัตถีของ
อาเภอพนมทวนเปน็ ของแท้ อยา่ งเช่นบรรดาช่อื ตาบลต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ในพงศาวดาร
เก่ียวกับยุทธหัตถีครั้งนี้ ล้วนแต่มีอยู่ในอาเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีทั้งนั้น
อย่างเช่น หนองสาหร่าย ตะพังตรุ โดยเฉพาะพงศาวดารหลายฉบับระบุชัดว่าชนช้าง
กันท่ีตะพังตรุ มีแต่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ฉบับเดียวบอกว่าชนช้างท่ีหนอง
สาหร่าย
พระบรมราชานสุ าวรยี ์ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช จงั หวดั กาญจนบุรี
พงศาวดารฉบับอนื่ ๆ ระบุว่าสมเดจ็ พระนเรศวรต้ังทัพที่หนองสาหร่าย แล้วทรง
ทายุทธหัตถีที่ตะพังตรุ ซ่ึงหนองสาหร่ายท่ีพนมทวนห่างจากองค์เจดีย์ท่ีพนมทวนราว
16-17 กโิ ลเมตร ซึ่งเป็นไปได้ที่ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรกาลังตกมันจะได้กล่ิน
ช้างของพระมหาอุปราชาแลว้ พุ่งเขา้ ไปหา แตถ่ า้ พระมหาอปุ ราชามาชุมนุมพลที่ตะพัง
ตรุ อาเภอพนมทวน แล้วไปชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวรที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี
ซ่ึงห่างไป 90 กิโลเมตร ตามที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้
หลังจากสมเด็จพระนเรศวรฟันพระมหาอุปราชาขาดคาคอช้างแล้ว พงศาวดารว่า
กองทัพไทยตามไปทันพอดี จึงไล่ฆ่าฟันทหารพม่าอย่างมันมือไปถึงเมืองกาญจน์ ตาย
ไป 20,000 คน จับช้างใหญ่สูง 6 ศอกได้ 300 เชือก ช้างพลายพัง 500 เชือก ม้าอีก
2,000 เศษ ระยะทางจากดอนเจดีย์ พนมทวน ไปถึงเมืองกาญจน์ประมาณ 17
กิโลเมตร ไล่ล่ากันในวันเดียวจึงเป็นไปได้ แต่ถ้าไล่ล่ากันจากเจดีย์ยุทธหัตถีที่
สุพ ร ร ณบุรีถึง เมือ ง ก า ญ จน์ก ว่า 100 กิโ ล เ ม ต ร กี่วัน จ ะ ถึ ง
เส้นทางเดนิ ทัพทัง้ ของพม่าและของไทยทเี่ ขา้ ออกทางดา่ นเจดยี ส์ ามองค์ จะตอ้ งผา่ นมา
ทางท่งุ ลาดหญ้า เขาชนไก่ (เมืองกาญจนเ์ กา่ ) ปากแพรก พนมทวน (บ้านทวน) อู่ทอง
สพุ รรณบรุ ี ปา่ โมก อยธุ ยา ไฉนจะไปชนชา้ งกันทศ่ี รีประจนั ต์นอกเส้นทาง
พงศาวดารฉบบั วนั วลติ
ในพงศาวดารฉบับ “วันวลิต” ชาวฮอลันดาท่ีเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระ
นารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงทายุทธหัตถีกับพระมหา
อุปราชาที่ใกล้วัดร้างแห่งหน่ึง ซึ่งที่พนมทวนห่างพระเจดีย์ไป 1.5 กิโลเมตร ก็มีโบสถ์
เกา่ เจดียเ์ ก่าอยู่ทว่ี ดั นอ้ ยในปจั จบุ ัน อีกท้งั พ้ืนท่เี จดยี ์ยุทธหัตถีพนมทวนเป็นท่ีดอนดิน
ทราย หมู่บ้านที่ติดกับองค์เจดีย์ก็มีชื่อว่าหมู่บ้านหลุมทราย บริเวณแถบนี้ล้วนเป็นดิน
ทราย จึงเกดิ ฝุ่นผงคลดี นิ ฟ้งุ กระจายจนมดื มดิ ตามบรรยากาศในวันทรงทายุทธหัตถีได้
เหตผุ ลเหล่าน้ีเป็นส่วนหน่ึงท่ีทาให้คนจานวนหน่ึงเช่ือว่า สถานที่ทรงทายุทธหัตถีอยู่ท่ี
ดอนเจดีย์ พนมทวน เมอื งกาญจนบรุ ี
เดิมเจดีย์นี้อยู่ในวงเวียนซึ่งมีพ้ืนท่ีเพียง 6 งานเท่าน้ัน ต่อมาชาวบ้านบริจาคท่ี
รอบๆใหอ้ กี จนเป็น 72 ไร่ แต่ยกให้หน่วยงานไหนก็ไม่มีใครเอา จังหวัดบอกว่าไม่มีงบ
ดูแล กรมศิลปากรก็ไม่เอา การท่องเท่ียวก็ไม่เอา จนในราวปี 2534 หลวงพ่อทวีศักดิ์
แห่งวัดศรีนวล ซ่ึงทราบว่าท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ เป็นผู้นิมนต์มา เห็นว่าไม่มี
ใครบูรณะทา่ นกเ็ ลยบรู ณะเอง ขดุ คูล้อมที่ท้ังหมดรวมทั้งที่ชาวบ้านบริจาค แล้วถมดิน
ให้สูงขึ้น ปลูกปาล์มน้ามันรอบวงเวียน แต่เม่ือกรมศิลปากรเข้ามาข้ึนทะเบียนเป็น
โบราณสถาน กข็ ุดปาล์มนา้ มนั รอบวงเวียนออกไปปลูกไวด้ ้านหลงั ของพ้นื ที่
สงครามตเี มอื งทะวายและตะนาวศรี
รปู หล่อสมเดจ็ พระวนั รตั วดั ปา่ แกว้ ทีว่ ดั นางพญา จงั หวดั พิษณุโลก
ศึกทะวายและตะนาวศรีนั้น เป็นการรบในระหว่างคนต้องโทษกับคนต้องโทษ
ด้วยกัน กล่าวคือ ทางกรงุ ศรีอยุธยาพาพวกนายทัพที่ตามเสดจ็ ไมท่ ันในวันยุทธหัตถนี น้ั
มีถึง 6 คนคือ พระยาพิชัยสงคราม พระยารามกาแหง เจ้าพระยาจักรี พระยาพระ
คลัง และพระยาศรีไสยณรงค์ สมเด็จพระนเรศวรรับส่ังให้ปรึกษาโทษ ลูกขุนปรึกษา
โทษให้ประหารชวี ติ สมเดจ็ พระวนั รตั สังฆปรนิ ายก วัดป่าแก้ว มาถวายพระพรบรรยาย
ว่า การที่แม่ทัพเหล่าน้ันตามเสด็จไม่ทัน ก็เพราะบุญญาภินิหารของพระองค์ สมเด็จ
พระนเรศวรท่จี ะไดร้ บั เกียรติคณุ เป็นวรี บุรุษท่ีแท้จริง ด้วยเหตุว่าถ้าพวกนั้นตามไปทัน
แล้วถงึ จะชนะก็ไม่เป็นชอื่ เสียงใหญห่ ลวงเหมือนทเ่ี สดจ็ ไปโดยลาพัง เมื่อเห็นว่าสมเด็จ
พระนเรศวรทรงเลื่อมใสในคาบรรยายข้อนี้แล้ว สมเด็จพระวันรัตก็ทูลขอโทษพวกแม่
ทัพเหล่านี้ไว้ สมเด็จพระนเรศวรก็โปรดประทานให้ แต่พวกนี้จะต้องไปตีทะวายและ
ตะนาวศรีเป็นการแก้ตัว จึงให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพคุมพลห้าหม่ืนไปตีตะนาวศรี
พระยาพระคลังคุมกาลังพลหม่ืนเหมือนกันไปตีทะวาย ส่วนแม่ทัพอ่ืน ๆ ท่ีต้องโทษก็
แบ่งกันไปในสองกองทัพน้ีคือพระยาพิชัยสงครามกับพระยารามคาแหงไปตีเมือง
ทะวายกับพระยาพระคลัง และให้พระยาเทพอรชุนกับพระยาศรีไสยณรงค์ไปตีเมือง
ตะนาวศรกี ับเจ้าพระยาจกั รี
ส่วนทางหงสาวดีน้ัน เมื่อพระเจ้าหงสาวดีเสียพระโอรสรัชทายาทแล้วก็โทมนัส
ให้ขังแม่ทัพนายกองไว้ท้ังหมด แต่ภายหลังทรงดาริว่าไทยชนะพม่าในคร้ังน้ีแล้วก็
จะต้องมาตีพม่าโดยไม่ต้องสงสัย ก่อนท่ีไทยไปรบพม่าก็จะต้องดาเนินการอย่าง
เดียวกันกับที่พม่ารบกับไทย กล่าวคือ จะต้องเอามอญไว้ในอานาจเสียก่อนและเป็น
การแน่นอนวา่ ไทยจะต้องเขา้ มาตที ะวายและตะนาวศรี ด้วยเหตุนี้จงึ ใหแ้ ม่ทัพนายกอง
ทไี่ ปแพส้ งครามมาครั้งน้ไี ปแก้ตวั รกั ษาเมืองตะนาวศรีและเมืองทะวาย เป็นอันว่าทั้งผู้
รบและผู้รับท้ังสองฝ่าย ตกอยู่ในฐานคนผิดที่จะต้องแก้ตัวทั้งสิ้น ในการรบทะวาย
และตะนาวศรีคร้งั นีแ้ มท่ ัพทงั้ สองคอื เจ้าพระยาจักรีและพระยาคลงั กลมเกลยี วกนั เปน็
อย่างยิ่ง ถึงแม้สมเด็จพระนเรศวรจะได้แบ่งหน้าที่ให้ตีคนละเมือง ก็ยังมีการติดต่อ
ช่วยเหลอื กนั และกัน ในที่สุดแม่ทพั ทัง้ สองก็รบชนะทั้งสองเมืองและบอกเข้ามายังกรุง
ศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีไสยณรงค์อยู่ครองเมือง
ตะนาวศรี ส่วนทางเมืองทะวายนั้นให้เจ้าเมืองทะวายคนเก่าครองต่อไป ชัยชนะคร้ังนี้
เป็นอันทาให้แม่ทัพทั้งหลายพ้นโทษ แต่ทางพม่าแม่ทัพกลับถูกทาโทษประการใดไม่
ปรากฏ แต่อย่างไรก็ดี การที่ชัยชนะทะวายและตะนาวศรีครั้งน้ี ทาให้อานาจของไทย
แผล่ งไปทางใต้เทา่ กับในรชั สมัยพ่อขนุ รามคาแหงมหาราช
ตไี ดห้ ัวเมอื งมอญ
ปี พ.ศ. 2137 พระยาลาว เจ้าเมอื งเมาะตะมะ เกดิ ววิ าทกบั เจา้ พระยาพะโร เจา้
เมอื งเมาะลาเลงิ พระยาพะโรกลวั พระยาลาวจะมาตเี มาะลาเลิงจึงให้สมิงอุบากองถือ
หนงั สอื มาขอบารมีสมเดจ็ พระนเรศวรเปน็ ทพ่ี ่งึ ขอพระราชทานกองทัพไปช่วยป้องกัน
เมอื ง สมเดจ็ พระนเรศวรจึงยอมรบั ชว่ ยเหลือพระยาพะโรทันที มดี ารัสสั่งให้พระยาศรี
ไศลออกไปช่วยรักษาเมืองเมาะลาเลิง ซึ่งแต่บัดน้ีไปได้ยอมมาสวามิภักด์ิเป็นประเทศ
ราชของไทย ฝ่ายขา้ งพระยาลาวเจา้ เมอื งเมาะตะมะ ก็ไปขอความชว่ ยเหลือทางหงสาว
ดบี ้าง ทางหงสาวดีให้ พระเจ้าตองอูยกทัพมาชว่ ย แตก่ องทพั ไทยกบั มอญเมาะลาเลงิ
ได้ตที ัพพระเจ้าตองอแู ตกไป
ตเี มอื งหงสาวดคี รงั้ แรก
พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
อทุ ยานราชภกั ด์ิ จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์
การทสี่ มเด็จพระนเรศวร ไดห้ วั เมืองมอญฝา่ ยใต้มาเปน็ เมอื งขึน้ นบั วา่ เปน็ จดุ หกั
เหทม่ี นี ยั สาคัญ ของการสงครามไทยกับพม่า จากเดิม ฝ่ายพม่าเป็นฝ่ายยกทัพมาไทย
โดยตลอด การได้หวั เมอื งมอญฝา่ ยใต้ ทาให้ไทยใช้เป็นฐานทัพ ท่ีจะยกกาลังไปตีเมือง
หงสาวดีได้สะดวก สมเดจ็ พระนเรศวรเสดจ็ ยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออก
จากพระนคร เม่ือวันอาทิตย์ ข้ึน3 ค่า เดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. 2138 มีกาลังพล
120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ แล้วรวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ
จากนัน้ ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองหงสาวดี เข้าล้อมเมืองไว้ กองทัพไทยล้อม
เมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดอื น และไดเ้ ขา้ ปล้นเมอื ง เมอ่ื วนั จันทร์ แรม 13 ค่า เดือน 4 คร้ัง
หนึ่ง แต่เขา้ เมืองไม่ได้ คร้ันเม่ือทรงทราบว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู
ได้ยกกองทพั ลงมาชว่ ยพระเจ้าหงสาวดีถึงสามเมอื ง เห็นวา่ ข้าศึกมกี าลงั มากนกั จงึ ทรง
ให้เลิกทัพกลับ เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2139 และได้กวาดต้อน
ครอบครัวในหัวเมอื งมณฑลหงสาวดี มาเป็นเชลยเปน็ อันมาก และกองทพั ขา้ ศกึ มไิ ดย้ ก
ตดิ ตามมารบกวนแต่อย่างใด
กรมพระยาดารงราชานภุ าพ
การสงครามครง้ั น้ี สมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า สมเด็จ
พระนเรศวรเสดจ็ ยกทพั ไปครัง้ น้ี เป็นการจไู่ ป โดยไมใ่ หข้ ้าศกึ มเี วลาพอตระเตรียมการ
ตอ่ สู้ไดพ้ รกั พร้อม และพระราชประสงคท์ ่ียกไปนน้ั น่าจะมีอยู่ 3 ประการคอื
ประการแรก ถ้าสามารถตีเอาเมืองหงสาวดีได้ก็จะตีเอาทีเดยี ว
ประการที่สอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้คร้ังน้ี ก็จะตรวจภูมิลาเนา และกาลัง
ขา้ ศึกให้รูไ้ ว้
ประการทีส่ าม คงคิดกวาดต้อนผคู้ นมาเป็นเชลยให้มาก เพอื่ ประสงค์จะตัดทอน
กาลงั ขา้ ศึก และเอาผู้คนมาเพ่มิ เตมิ เปน็ กาลังสาหรับพระราชอาณาจกั รต่อไป
ขอ้ สนั นิษฐานอน่ื ๆ มอี ยวู่ ่า การกวาดต้อนผ้คู นกลบั พระราชอาณาจกั รไทยครงั้ น้ี
นา่ จะได้ช่วยนาคนไทย ผ้ซู งึ่ ถกู พมา่ กวาดตอ้ นเอาไปเป็นเชลย แลว้ เอาตวั ไวใ้ ชง้ านตาม
เมอื งต่าง ๆ กลบั มาดว้ ย ประการตอ่ มา สาเหตุท่ียกทพั กลับน้นั นอกจากจะทรงเหน็ ว่า
กองทพั ข้าศกึ กาลงั ระดมยกมาจากอีกสามเมืองใหญ่ มีกาลงั มากแลว้ เสบยี งอาหารของ
กองทัพไทยกน็ ่าจะขาดแคลน เพราะมีกาลังพลมาก และล้อมเมืองหงสาวดีอยู่นานถึง
สามเดอื น ประกอบกับใกลเ้ ขา้ สฤู่ ดฝู นแล้ว และประการสุดท้าย การท่ีพระองคถ์ อนทพั
กลบั โดยท่พี มา่ ไม่ได้ยกติดตามตีหรอื รบกวนแต่อย่างใด ทงั้ ทมี่ ีพลเรอื นที่ถูกกวาดตอ้ น
มาเปน็ จานวนมาก เชน่ เดยี วกับคร้ังสงครามประกาศอสิ รภาพท่เี มอื งแครง ก็น่าจะเป็น
เพราะพระองคด์ าเนนิ การถอนทัพ และนาผู้คนพลเรอื นกลบั มาอย่างมรี ะบบ โดยใหพ้ ล
เรอื นล่วงหน้าไปกอ่ น
ตเี มอื งหงสาวดคี รง้ั ทสี่ อง
พระนเรศวรเขา้ กรงุ หงสาวดี
พ.ศ. 2142 สมเด็จพระนเรศวรทรงมุ่งหมายจะตีเอาเมืองหงสาวดีให้ได้ จึง
ตระเตรียมทัพยกไปท้ังทางบกและทางเรือ ได้ออกเกล้ียกล่อมหัวเมืองต่าง ๆ ให้อ่อน
น้อมต่อไทยไดอ้ ีกหลายเมือง แมแ้ ต่เชียงใหม่ซ่ึงได้ต้ังแข็งเมืองต่อพม่าแล้ว แต่คิดเกรง
วา่ กรุงศรีสัตนาคนหุตและไทยจะยกทัพไปรุกราน ก็ไดต้ ดั สินใจยอมอ่อนน้อมมาขอขึ้น
ตอ่ กรงุ ศรอี ยธุ ยาดว้ ย สว่ นเมืองตองอูกบั เมืองยะไขเ่ มอื่ เอาใจออกหา่ งจากกรงุ หงสาวดี
ไปแล้ว ก็หันมาฝักใฝ่กับไทยและรับว่า ไทยยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีแล้ว ก็จะเข้าร่วม
ช่วยเหลือพระเจ้ายะไข่นั้นอยากได้หัวเมืองชายทะเล ส่วนพระเจ้าตองอูนัดจินหน่อง
อยากได้เป็นพระเจ้าหงสาวดีแทน สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงรับเป็นไมตรีกับเมืองท้ัง
สองนั้น ในระหว่างน้ันพระมหาเถระเสียมเพรียมภิกษุรูปหนึ่งได้เข้ายุยงพระเจ้าตองอู
นัดจิน หน่องมิให้ออ่ นนอ้ มแกไ่ ทย และแจ้งอุบายให้พระเจ้าตองอูนัดจินหน่องคิดอ่าน
เอาเมืองหงสาวดีเสียเอง พระเจ้าตองอูนัดจินหน่องเห็นชอบด้วยจึงชวนพระเจ้ายะไข่
ให้ไปตีเมืองหงสาวดี แล้วพระเจ้าตองอูจนัดจินหน่องะทาทีเป็นยกกองทัพมาช่วยหง
สาวดี พอเขา้ เมอื งได้แล้วก็หยา่ ศึกกันเสีย และจะแบ่งประโยชน์ให้ตามที่พระเจ้ายะไข่
ต้องการ คือจะยกหวั เมืองชายทะเลให้แกพ่ ระเจา้ ยะไข่ แตค่ รงั้ ทพั พระเจา้ ยะไขแ่ ละทพั
พระเจา้ ตองอนู ดั จินหนอ่ งเขา้ ประชดิ เมอื งหงสาวดแี ลว้ ก็หาเข้าเมืองไม่ ทง้ั นเ้ี พราะพระ
เจ้านันทบุเรงเกิดทรงระแวงขึ้น ทัพพระเจ้าตองอูนัดจินหน่องและพระเจ้ายะไข่จึงได้
แต่ตั้งลอ้ มเมืองหงสาวดีไว้
สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่าทางกรุงหงสาวดีกาลังปั่นป่วนจึงเสด็จยกทัพ
หลวงไปตีหงสาวดี แต่ตอ้ งไปเสยี เวลาปราบปรามกบฎตามชายแดนซงึ่ พระเจา้ ตองอนู ดั
จนิ หน่องได้ยยุ งใหก้ ระดา้ งกระเดอ่ื งเป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ จึงเดินทัพถึงเมืองหงสาว
ดีชา้ กว่ากาหนดทคี่ าดหมายไว้ ทางฝ่ายพระเจ้าตองอนู ดั จินหนอ่ งและพระเจ้ายะไข่ซึ่ง
กาลงั ล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ พอได้ทราบขา่ ววา่ สมเดจ็ พระนเรศวรยกกองทพั ขน้ึ ไปกาจดั
กบฎตามชายแดนเมืองเมาะตะมะและกาลังเดินทพั มากแ็ จง้ ให้พระเจา้ นนั ทบุเรงทราบ
พระเจ้านันทบุเรงกจ็ าใจอนญุ าตให้พระเจ้าตองอูยกทัพเข้าไปในเมืองหงสาวดีได้ และ
มอบหมายใหพ้ ระเจา้ ตองอูนัดจินหนอ่ งบัญชาการรบแทนทกุ ประการ พระเจา้ ตองอนู ดั
จนิ หนอ่ งจึงกวาดตอ้ นผ้คู นและทรพั ย์สมบัติ รวมท้ังพระเจ้านันทบุเรงไปยังเมืองตองอู
ทง้ิ เมอื งหงสาวดีไว้ใหก้ องทพั พระเจา้ ยะไข่ค้นคว้าทรัพย์ท่ยี งั เหลืออย่ตู อ่ ไป พอพระเจา้
ตองอูนดั จนิ หนอ่ งออกจากหงสาวดีไปไดป้ ระมาณ 8 วนั กองทัพไทยกย็ กไปถงึ เมอื งหง
สาวดีและยึดเมอื งหงสาวดไี ด้ ครั้นสมเดจ็ พระนเรศวรได้ทรงทราบวา่ พระเจา้ ตองอนู ัด
จินหน่องไมซ่ ่อื ตรงตามคามน่ั ท่ีไดใ้ ห้ไว้กท็ รงพระพิโรธ จึงเสด็จยกทัพตามข้ึนไปตีเมือง
ตองอู ได้เข้าล้อมเมืองตองอูอยู่ถึง 2 เดือนก็ไม่อาจตีหักเอาได้ เพราะเมืองตองอูมี
ชยั ภมู ิที่ดี ชาวเมืองก็ตอ่ ส้เู ขม้ แขง็ ประกอบกบั ฝนตกชกุ และทัพไทยขาดเสบียงอาหาร
สมเดจ็ พระนเรศวรจึงทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้ยกกองทัพกลับคนื กรุงศรีอยธุ ยา
สามทหารเอกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เจา้ พระยาอคั รมหาเสนาธิบดี หรอื พระราชมนู
เจา้ พระยาอคั รมหาเสนาธิบดี หรอื พระราชมนู เปน็ ขนุ ศกึ และสมหุ พระกลาโหม
คนสาคัญในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชมนู เกิดเมื่อไรและมีชื่อใดไม่
ปรากฏแตไ่ ด้ติดตามสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชคราวประกาศอสิ รภาพจงึ สนั นษิ ฐานวา่
ครอบครวั ของพระราชมนอู าจถกู กวาดตอ้ นคราวเสยี กรุงฯคร้ังท่ี 1 ได้มีการกล่าวไว้ใน
พงศาวดารว่าพระราชมนูเป็นทหารท่ีเก่งกล้าและมีความสามารถนอกจากนั้นยังเป็น
ทหารคู่พระทัยของสมเด็จพระนเรศวรอีกด้วย ซึ่งพระราชมนูมักออกศึกเคียงคู่พระ
นเรศวรในการตเี มอื งต่างๆเสมอและสามารถชนะกลับมาได้เกือบทกุ ครงั้ รวมถงึ ศกึ ยทุ ธ
หตั ถีท่ีตาบลหนองสาหรา่ ยอีกด้วย ภายหลงั พระราชมนูได้รับการโปรดเกลา้ จากสมเดจ็
พระนเรศวรใหเ้ ปน็ ออกญาพระสมุหกลาโหม
พระราชมนู นั้นได้ถูกกล่าวถึงในพงศาวดารหลายครั้ง โดยมีบทบาทเด่นครั้ง
แรกเมื่อครั้งสงครามกับกองทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2127 โดยใน
สงครามครั้งนี้พระราชมนูพร้อมกับขุนรามเดชะได้คุมทหารม้า 200 นายทหาร
ราบ 3,000 นาย ไปสกัดกองทัพหน้าของเชียงใหม่ซ่ึงมีรี้พลถึง 15,000 นาย นาโดย
ไชยยะกะยอสูและนันทกะยอทางท่ยี กเข้ามาต้งั ม่นั ท่ปี ากนา้ บางพุทราแขวงเมืองพรม
ในการรบคร้ังน้ีเนื่องจากพระราชมนูเห็นว่าฝ่ายตนมีกาลังน้อยกว่าข้าศึกหลายเท่าจึง
ใช้ยุทธวิธีลอบโจมตีสังหารทหารข้าศึกท่ีออกมาลาดหาเสบียงล้มตายเป็นจานวนมาก
จนทาให้ทัพหน้าของเชียงใหม่จาต้องล่าถอยไป
ผลงานที่สาคัญที่สุดของพระราชมนู คือ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรยกทัพ
ไปตีกรุงละแวก ซึ่งในสงครามครั้งนี้พระราชมนูได้รับหน้าที่เป็นแม่ทัพหน้าและได้
สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่โดยสามารถตีเมืองของฝ่ายละแวกได้ถึงสามเมืองนั่นคือเมือง
โพธิสัตว์เมืองพระตะบอง และเมืองบริบูรณ์ นอกจากน้ียังเป็นกองหน้าทาไพร่พลเข้า
หักเอากรุงละแวกราชธานีของฝ่ายเขมรได้ด้วย และด้วยผลงานที่สาคัญนี้เองสมเด็จ
พระนเรศวรจึงทรงโปรดฯ ให้พระราชมนูข้ึนดารงตาแหน่งเจ้าพระยามหาเสนาบดีว่า
การสมุหพระกลาโหม
เจดยี บ์ รรจอุ ฐั ิของเจา้ พระยาอคั รมหาเสนาธิบดหี รอื พระราชมนพู รอ้ มกับภรยิ าทีว่ ดั ชา้ ง
บา้ นนา้ ผง้ึ ตาบลบา้ นอฐิ อาเภอเมอื งอา่ งทอง จงั หวดั อา่ งทอง
ล่าสดุ ไดม้ ีการคน้ พบเจดยี บ์ รรจอุ ฐั ขิ องเจา้ พระยาอคั รมหาเสนาธบิ ดหี รอื พระราช
มนูพร้อมกับภริยาท่ีวัดช้าง บ้านน้าผึ้ง ตาบลบ้านอิฐ อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัด
อา่ งทอง ทาให้ไดท้ ราบความจรงิ วา่ พระราชมนูนนั้ มชี ่อื จริงวา่ เพชร หรอื เพ็ชร เมือ่ ส้ิน
รัชสมยั ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แลว้ พระราชมนูได้ลาออกจากราชการและมา
บ ว ช จ า พ ร ร ษ า ที่ วั ด ช้ า ง ใ ห้ จ น ม ร ณ ภ า พ ซึ่ ง ท า ง ก ร ม ศิ ล ป า ก ร ไ ด้ เ ต รี ย ม เ ข้ า ม า
บรู ณะปฏสิ งั ขรณเ์ จดียบ์ รรจุอัฐิของพระราชมนแู ละภริยา
พระศรีถมอรัตน์
เมอ่ื ปี พ.ศ.2125 พระเจา้ กรุงละแวกแห่งเขมรได้ส่งพระทศราชาคมุ ทหาร 5,000
นาย ยกมาตีเมอื งนครราชสมี า พระนเรศวรซึ่งในยามนั้นทรงดารงตาแหนง่ มหาอปุ ราช
ได้เสดจ็ นาไพร่พล 3,000 นาย ไปรบั ศึกและใหพ้ ระชัยบุรีกับพระศรีถมอรัตนท์ หารเสือ
อีกท่านหน่ึงคุมพลม้า 500 เป็นกองหน้าทั้งสองได้นาไพร่พลเข้าตีกองหน้าของฝ่าย
เขมรจนแตกพ่ายไปถึงกองหลวง ทาให้ข้าศึกเสียกระบวนทัพและถูกทัพของพระ
นเรศวรโจมตีจนแตกพ่ายยับเยิน หลังจากสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพแล้ว
พระศรถี มอรตั นก์ ับพระชยั บรุ ีกไ็ ด้สร้างผลงานอีกครงั้ โดยการนากองทหารเขา้ โจมตที พั
ของนันทสูกับราชสงครามจานวน 10,000 นาย ที่ยกมาต้ังค่ายอยู่ที่กาแพงเพชรจน
แตกพ่ายยบั เยนิ ไป
พระชยั บรุ ี
นอกจากการรบท้ังสองครั้งท่ีกล่าวถึงไปแล้ว พระชัยบุรียังได้ตามเสด็จพระ
นเรศวรและพระเอกาทศรถทาสงครามกับหงสาวดีอกี หลายครง้ั จนไดเ้ ลือ่ นยศเปน็ พระ
ยาชยั บูรณ์ และภายหลังไดร้ บั แตง่ ตั้งเป็นเจา้ พระยาสุรสีห์ครองเมืองพระพิษณุโลกอัน
เป็นหัวเมืองเอกของฝ่ายเหนือ ซึ่งภายหลังจากได้เลื่อนยศแล้วเจ้าพระยาสุรสีห์อดีต
พระชัยบุรีกย็ ังมบี ทบาทในการนากองทหารจานวนหนึง่ รว่ มกบั พระยารามเดโชรบั พระ
บัญชาสมเด็จพระนเรศวรเดินทางไปห้ามปรามทัพล้านช้างมิให้ยกเข้าตีล้านนา ซ่ึงใน
เวลาน้ันเป็นประเทศราชของอโยธยา โดยทางฝ่ายล้านช้างก็เกรงขามในพระบรม
เดชานภุ าพของสมเดจ็ พระนเรศวรจนยอมถอยทพั กลบั แต่โดยดี
การดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในสมยั สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
กองทพั เรอื ในรชั สมยั สมเดจ็ พระนเรศวร
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช พระมหากษตั ริย์ของกรุงศรอี ยุธยา ผู้กอบกู้เอกราช
นอกจากพระปรีชาสามารถด้านการรบแล้ว อีกด้านหนึ่งที่ทรงพระปรีชาสามารถไม่
น้อยไปกว่าการรบ คือ การค้าและการขยายอานาจทางเศรษฐกิจ เพ่ือเป็นรากฐานท่ี
สาคญั ในการสรา้ งเสรมิ ความม่นั คงทางการเมืองการปกครอง การดาเนินนโยบายทาง
เศรษฐกิจในสมัยของพระองค์นับว่ามีความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะการค้ากับ
ตา่ งประเทศได้นามาซึง่ อาวุธยทุ โธปกรณใ์ นการรบและบทบาทของอยุธยาตอ่ การคา้ ใน
ด้านตะวันออกกับจีนและญี่ปุ่น และการขยายตัวทางการค้ากับตะวันตก โดยแบ่ง
บทบาทและการขยายอานาจทางเศรษฐกจิ เป็น 2 ดา้ น คือ
ด้านที่ 1 การคา้ กบั ดา้ นตะวันออก
การคา้ กับ จนี ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรจะเปน็ เรอื่ งราวเก่ียวกบั การ
รบเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่ิงสาคัญที่เป็นรากฐานของยุทธปัจจัยในการรบก็คือรายได้ท่ีเกิด
จากการคา้ โดยเฉพาะการค้ากบั จนี ภายใตร้ ะบบบรรณาการ ในชว่ งสมยั ของสมเดจ็ พระ
นเรศวรมหาราชไดม้ ีการตดิ ตอ่ การค้ากบั จนี ในชว่ งต้นรัชกาล ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2135 โดย
มีการส่งเครื่องราชบรรณาการแก่องค์จักรพรรดิของจีนตามธรรมเนียม มีเร่ืองราว
เก่ียวกับพระนเรศวรปรากฏในบนั ทึกของจนี ทง้ั 3 ฉบับ คือ
1. เจ้ิงสือ หรือประวัติราชวงศ์ฉบับหลวง ซึ่งในส่วนว่าด้วยสยาม บันทึกตอน
หน่ึงวา่ “กษัตริย์ผู้สบื ราชสมบัติไดห้ มายมนั่ จะแก้แค้นให้จงได้ ในระหว่างรัชศกว่านลี่
กองทพั ข้าศึกไดย้ กทัพเขา้ มาอีก กษัตริย์ได้จัดกองทัพเข้ากระหน่าตีจนข้าศึกแตกพ่าย
ไปราบคาบ และได้ฆา่ ราชโอรสของกษัตริย์ตงหมานหนิวดว้ ย จากนั้นเป็นตน้ มา สยาม
ก็ครองความยิ่งใหญ่พังงาในน่านน้าทางทะเล… ครั้งน้ันญ่ีปุ่นเข้าย่ายีเกาหลีในโอกาส
เดียวกันน้ี สยามได้เข้าถวายเคร่ืองราชบรรณาการ ราชทูตประเทศน้ีขออาสาส่ง
กองทัพเข้าช่วยทาศึกสงคราม”
(เกาหลีได้บันทึกเร่ืองราว ปรากฏในบันทึกช่ือ ชวนเมี้ยวจงซิง ของ
เกาหลี จดหมายเหตุของเกาหลีได้กล่าวว่า ในเดือน 11 คริสตศักราช 1952 ตรงกับ
พุทธศักราช 2135 ฮั่วปาหลาราชทูตจากสยามมาถวายเครื่องราชบรรณาการที่นคร
หลวง ไปท่ีเกาหลี ทราบว่ามีข้อเสนอเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางตะวันออก
หมายถึงว่า สยามจะช่วยเกาหลีในทางการทหาร โดยสยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชแสดงความจานงขออาสานาทัพไปปราบปรามกวาดล้างถึงถ่ินฐานโจร
เต้ีย เกาะฮอกไกโดา ของญ่ีปุ่น แต่ทางเกาหลีไม่ตกลงให้กองทัพของสยามเข้าตี
ญี่ปุ่น เพราะถ้าตีแล้วชนะ ก็จะกลายเป็นว่าอานุภาพของกองทัพเรือของสยามในรัช
สมยั สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นมีมากมายอันจะนาอนั ตรายกลบั มาสู่เกาหลีได้)
2. สอื ลู่ หรอื จดหมายเหตปุ ระจารชั กาล เช่นบนั ทกึ ตอนหนึง่ ว่า
“เมื่อวนั ที่ 31 เดอื น 10 ปที ่ี 20 พทุ ธศักราช 2135 แหง่ รัชศกว่านล่ี ราชทตู แห่ง
ประเทศสยามจานวน 27 คน ได้เดินทางไปนครหลวงเพื่อถวายเคร่ืองราชบรรณาการ
องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานหมวกและสายคาดเอวตามธรรมเนียม เม่ือ วันที่
6 เดือนอ้าย ปีที่ 21 พุทธศักราช 2136 แห่งรัชศกว่านล่ี..มีฑูตบรรณการมาขออาสา
ต่อทางกลาโหมขอนากองทัพช่วยศึกสงคราม…อันทูตบรรณาการแห่งสยามมีความ